WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, October 19, 2009

แถลงการณ์:รถเมล์4,000คันต้องสร้างเป็นรัฐสวัสดิการ และมีประสิทธิภาพ

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
19 ตุลาคม 2552

แถลงการณ์ การคมนาคมสาธารณะเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน กรณีรถเมล์NGV 4,000 คันรัฐต้องสร้างเป็นรัฐสวัสดิการ ฟรี ถ้วนหน้า ครบวงจรและมีประสิทธิภาพ

กลุ่มประกายไฟ
19 ตุลาคม 2552

ในขณะที่เศรษฐกิจของสังคมไทยและสังคมโลกกำลังตกต่ำซึ่งแสดงให้เห็นว่าวิกฤติเศรษฐกิจเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเสมอ รวมทั้งปัญหาวิกฤตพลังงานที่ยังคงดำเนินอยู่ในขณะนี้ การคมนาคมขนส่งของประเทศโดยเฉพาะรถเมล์เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดของประชาชนผู้มีรายได้น้อยในกรุงเทพฯ

รัฐบาลซึ่งควรมีหน้าที่โดยตรงในการให้หลักประกันความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสิทธิในการคมนาคมสาธารณะแก่ประชาชน แต่ในความเป็นจริงเวลานี้รัฐบาลกำลังพยายามผลักภาระค่าใช้จ่ายทางการคมนาคม และความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจให้ประชาชนจากการประกาศนโยบายเช่ารถเมล์เอ็นจีวี 4,000 คันของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งมีนายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเป็นผู้ดำเนินการ โดยรัฐบาลอ้างว่าเพื่อเป็นการลดการขาดทุนขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ(ขสมก.)

การประกาศนโยบายดังกล่าวได้ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้แรงงานและผู้มีรายได้น้อยหรือคนจนในสังคมไทย ดังนี้

1.การใช้ระบบตั๋วอิเล็กโทรนิกส์(E-TICKET)นั้น ก่อให้เกิดการเลิกจ้างหรือการเกษียณอายุก่อนกำหนดของพนักงานขสมก. ซึ่งมีจำนวนมากถึง 6,000-7,000 คน เพื่อให้ขสมก.มีกำไรตามที่ลัทธิเสรีนิยมใหม่ต้องการ ซึ่งการเลิกจ้างงานดังกล่าวทำให้ประชาชนส่วนหนึ่งขาดรายได้ คุณภาพชีวิตแย่ลง อาจลุกลามไปสู่ปัญหาสังคมอื่นๆได้

2.การใช้ระบบตั๋วอิเล็กโทรนิกส์ส่งผลกระทบต่ออัตราค่าโดยสาร ซึ่งจะต้องมีการเรียกเก็บเพิ่มขึ้นจากราคาเดิมเพื่อความคุ้มค่าต่อการลงทุนของรัฐบาล และผู้รับภาระอัตราค่าโดยสารที่เพิ่มขึ้นนั้นคือประชาชนส่วนใหญ่ที่มีรายได้ไม่มากนัก รวมทั้งกระทบต่อนโยบายรถเมล์ฟรีจากภาษีประชาชน ซึ่งรัฐบาลเคยให้การโปรโมตไว้นั้นมีทีท่าว่าจะต้องยุติลง

3.การลดจำนวนพนักงานเก็บเงินและการนำระบบตั๋วอิเล็กโทรนิค(ซึ่งเป็นระบบการชำระเงินระหว่างขึ้นรถ)มาใช้อาจก่อให้เกิดการจราจรติดขัดมากขึ้น เนื่องจากความล้าช้าในการต่อคิวเพื่อจ่ายเงินค่าโดยสารผ่านระบบตั๋วอิเล็กโทรนิค ที่อาจทำให้ต้องใช้เวลานานขึ้นในการจอดรับส่งผู้โดยสารในแต่ละป้าย จากทั้งสามประเด็นที่กล่าวมานั้น เราเห็นว่าประชาชนคนรากหญ้าก็จะต้องรับภาระด้านเศรษฐกิจและการคมนาคมเพิ่มมากขึ้น

ดังนั้นการเช่ารถเมล์เอ็นจีวี 4,000 คันของรัฐบาลจึงควรจะมีมาตรการและสวัสดิการรองรับความเดือดร้อนของประชาชนที่มีรายได้น้อยไม่ต้องรับภาระทางเศรษกิจเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม เราจึงเสนอให้

1.ในส่วนของแรงาน ขสมก. ที่จะได้รับผลกระทบนั้น การที่ ขสมก. จะเลิกจ้างหรือให้เกษียรอายุก่อนกำหนดหรือจะใช้มาตรการใดๆจะต้องคำนึงถึงความสมัครใจเป็นสิ่งสำคัญ และควรดำเนินการแบบค่อยเป็นค่อยไป รวมถึงภาครัฐต้องมีมาตรการรองรับคุณภาพชีวิตของบุคคลเหล่านั้น ที่มิใช่เพียงแค่เงินทดแทน(“ชดเชย”)จากภาครัฐเท่านั้น นอกจากนั้นรัฐจะต้องมีนโยบายการจ้างงานเต็มที่ (Full Employment) การขยายสิทธิประโยชน์ในการประกันรายได้และกาจ้างงานให้ถ้วนหน้าเป็นระบบและครบวงจร ทั้งนี้รวมถึงการรองรับคุณภาพชีวิตของผู้ใช้แรงงานที่ต้องออกจากงานก่อนกำหนด

2.การที่รัฐจะออกมาให้ความเห็นว่า “ขสมก ขาดทุนมากกว่า 6,000 ล้านบาทต่อปี ต้องจ่ายดอกเบี้ยปีละ 3,000 ล้านบาท ซึ่งเกินกว่ากำลังที่ ขสมก. จะจ่ายได้ จึงเป็นภาระของรัฐบาลที่จะต้องนำงบประมาณมาอุดหนุนปีละกว่า 9,000 ล้านบาท”{1} ถือเป็นการปัดความรับผิดชอบ เพราะการคมนาคมสาธารณะเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนที่ปกติรัฐจะต้องจัดให้เป็นสวัสดิการ ดังนั้นการใช้จ่ายเงินงบประมาณที่รัฐมองว่าเป็นภาระนั้นแท้จริงแล้วมันคือหน้าที่ที่รัฐต้องจัดหาให้เป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว การเอาเรื่องผลกำไรมากล่าวอ้างในเรื่องกิจการสาธารณะที่เป็นสวัสดิการซึ่งเป็นหน้าที่ที่รัฐต้องรับผิดชอบต่อประชาชนจึงเป็นสิ่งที่ผิดและเป็นสิ่งที่สะท้อนถึงการเบียงเบนประเด็นจากความไร้ความสามรถในการบริหารงานของรัฐบาล ดังนั้นแทนที่จะจะยกเลิกรถเมล์ฟรี รัฐบาลจึงควรจัดให้รถเมล์NGVทั้ง4,000 คันนั้นเป็นรถเมล์ฟรีเพื่อเป้นสวัสดิการให้แก่ประชาชนทั้งหมด

3.ควรมีช่องจรจรสำหรับรถโดยสารประจำทางโดยเฉพาะทั้งระบบเพื่อความสะดวกต่อการจราจรสาธารณะซึ่งเป็นการสัญจรของคนส่วนมากในสังคม หรือพัฒนาเป็นรถโดยสารประจำทางด่วนพิเศษหรือบีอาร์ที (BRT) ที่นิยมใช้ในทวีปอเมริกาเหนือแล้ว หรือในบางภูมิภาคเช่นทวีปยุโรป หรือออสเตรเลีย อาจเรียกว่า "บัสเวย์" (Busway) หรือบางแห่งอาจเรียกชื่อเฉพาะสำหรับระบบในแต่ละเมือง เช่น ทรานส์จาการ์ต้า (TransJakarta) เป็นต้น เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพของขนส่งสาธารณะ สร้างระบบขนส่งสาธารณะที่รวดเร็ว สะดวกสบายและประหยัด ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคหรือผู้ใช้ถนนในอนาคตต่อมา โดยเฉพาะหากทำควบคู่ไปกับมาตรการเชิงโครงสร้างในการขึ้นภาษีรถยนต์ส่วนบุคคลในอัตราก้าวหน้า อันจะนำไปสู่การลดปริมาณรถยนต์ส่วนบุคคลซึ่งใช้พื้นที่จราจรต่อบุคคลสูงกว่าซึงเป็นสาเหตุสำคัญของปัญหาการจรจรติดขัดลงได้ และยังสามารถนำเงินภาษีที่เก็บได้ดังกล่าวมาจัดเป็นสวัสดิการในการเดินทางของประชาชนในรูปของรถเมล์ฟรีที่มีประสิทธิภาพได้อีกด้วย
*********
เอกสารอ้างอิง{1}เดลินิวส์ . 2552. พรรคภูมิใจไทย:ทำไม? ต้องเช่ารถเมล์ NGV. เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 8 มิ.ย. 2552

เพื่อไทยเตรียมยื่น ป.ป.ช.-นายกฯ สอบโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงส่อทุจริต

ที่มา MCOT News

เพื่อไทย 18 ต.ค. - โฆษกพรรคเพื่อไทยเตรียมยื่น ป.ป.ช.และนายกรัฐมนตรี สอบโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ส่อทุจริตทำรัฐสูญเงินกว่า 5,000 ล้านบาทจากการขยายกรอบวงเงินงานโยธา เผยคู่สัญญามีบุตรของ รมว.มหาดไทย เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า วันพรุ่งนี้ (19 ต.ค.) เวลา 10.00 น. พรรคเพื่อไทยจะไปยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อให้ตรวจสอบการประกวดราคาและการอนุมัติโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงช่วงบางใหญ่-บางซื่อ เนื่องจากพบข้อมูลส่อว่า อาจมีการทุจริตจากการประกวดราคาและการอนุมัติจัดจ้างบริษัทเอกชน เพื่อก่อสร้างงานโยธา ที่ทำให้รัฐต้องสูญเสียงบประมาณกว่า 5,000 ล้านบาท ซึ่งสืบเนื่องจากการขยายกรอบวงเงินค่าก่อสร้างงานโยธา จาก 31,217 ล้านบาท เป็น 36,055 ล้านบาท

นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า การปรับเพิ่มดังกล่าวเป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่คู่สัญญา 2 สัญญาอย่างชัดเจน ทำให้ได้ราคาค่าก่อสร้างสูงขึ้น คือ สัญญาที่ 1 กลุ่มบริษัท ช .การช่าง เป็นผู้ชนะการประมูล และสัญญาที่ 2 บริษัทชิโน-ไทย เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชัน จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ชนะการประกวดราคา ซึ่งบริษัทดังกล่าวมีบุตรของนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ พร้อมเห็นว่าพฤติกรรมของนายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม มีการกระทำอันส่อว่าน่าจะเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทเอกชนดังกล่าว จึงอยากให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบว่าใครได้ประโยชน์จากโครงการนี้อย่างแท้จริง รวมทั้งตรวจสอบว่า คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติโครงการดังกล่าวอย่างถูกต้องหรือไม่

นายพร้อมพงศ์ กล่าวอีกว่า วันพรุ่งนี้ เวลา 11.00 น. จะเดินทางไปยื่นหนังสือต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เพื่อให้ใช้อำนาจสั่งชะลอการลงนามสัญญาที่จะมีขึ้นในวันที่ 22 ต.ค.นี้ และสั่งให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น แต่หากนายกรัฐมนตรีไม่ดำเนินการก็ต้องรับผิดชอบสิ่งที่อาจเกิดขึ้นในภายหลังด้วย. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-10-18 12:46:06

ปรากฏการณ์ "บิ๊กจิ๋ว" วาทะ "ป๋าเปรม" แสงสว่างปลายอุโมงค์

ที่มา มติชน



ต้องยอมรับว่า วาทะของ "ป๋าเปรม" พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ที่มีถึง "บิ๊กจิ๋ว" พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี หลังเข้าพรรคเพื่อไทย

เป็น "วาทะ" ที่ไม่ต้อง "ตีความ"

เป็น "วาทะ" ที่ไม่ต้อง "ถอดรหัส" ใดๆ ทั้งสิ้น

หากแต่เป็น "วาทะ" ที่แล้วแต่ใครจะตีความ

ชัดเจนว่า ฝายสนับสนุนคำพูดของ พล.อ.เปรม ก็มองว่า นั่นเป็นการ "เตือนสติ" พล.อ.ชวลิต ด้วยความหวังดี จากใจจริง

"เรื่องที่มีคนไปเขียนลงในหนังสือพิมพ์ในทำนองว่า ผมไปว่าเขาเป็นคนทรยศต่อชาติ ซึ่งไม่ถูกต้อง สิ่งที่ถูกต้องคือวันนั้น ก่อนที่จิ๋วจะไปสมัครสมาชิกพรรคเพื่อไทย ผมให้คนไปบอกเขาว่า จะทำอะไร ขอให้คิดให้รอบคอบ ไตร่ตรองให้รอบคอบ ผมใช้คำว่าไตร่ตรองให้รอบคอบ ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นการกระทำที่เป็นการทรยศต่อชาติ ผมไม่ได้กล่าวหาว่าเขาเป็นคนไม่ดี ทรยศต่อชาติบ้านเมือง"

เป็นความหวังดี ที่ไม่ต้องการให้ เพื่อนที่รัก ต้องไปตกอยู่ในวังวนของความขัดแย้งทางการเมือง

ขณะที่ ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับ "วาทะ" พล.อ.เปรม อย่างพรรคเพื่อไทย ก็แสดงออกด้วยมุมคิดที่ตรงกันข้าม

ด้วยการ ออกแถลงการณ์ตอบโต้..

"คำสัมภาษณ์ของ พล.อ.เปรม มีลักษณะดูถูกเหยียดหยามพรรคเพื่อไทย เป็นคำพูดที่สื่อให้เข้าใจว่าการเข้าเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย เป็นพรรคการเมืองชั่วร้าย มีเป้าหมายทำลายประเทศไทย เป็นคำพูดที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อพรรคเพื่อไทยอย่างร้ายแรง"

ปรากฏการณ์ดังกล่าว ถูกวิเคราะห์วิจารณ์กันว่า เป็นการ "ล่อเสือออกจากถ้ำ"

เพราะที่ผ่านมา พล.อ.เปรม รู้และเข้าใจบทบาทดีว่า จะต้องไม่กระทำสิ่งใดๆ ที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 14 ที่ระบุว่า "องคมนตรีจะต้องไม่แสดงอาการฝักใฝ่ในพรรคการเมืองใดๆ"

แต่ปรากฏการณ์คำพูดของ พล.อ.ชวลิต เป็นเหมือนสิ่งเร้าที่ทำให้ พล.อ.เปรม เลือกที่จะออกมายืนอยู่แถวหน้า เพื่อให้สปอร์ตไลน์จับจด อย่างชัดเจน

ชัดเจนยิ่งขึ้น เมื่อเอ่ยปากกับสื่อ ก่อนที่จะถูกซักถาม ด้วยคำพูดว่า "ผมจะไม่ให้สื่อตั้งคำถาม แต่ผมจะพูดเรื่องจิ๋วเอง"

การที่ พล.อ.เปรม เลือกที่จะมา "ยืนแถวหน้า" จะด้วยเหตุผลปกปักพิทักษ์ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ หรือจะด้วยเหตุผลอื่นก็ตาม

ส่งผลให้กลุ่มคนเสื้อแดง และพรรคเพื่อไทย จะใช้เป็น "ข้ออ้าง" และ "เหตุผล" ในการวิพากษ์วิจารณ์ พล.อ.เปรม ในทางเสียๆ หายๆ ได้

เหมือนที่ "ปลอดประสพ สุรัสวดี" รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ที่บอกชัดๆ ว่า

"รู้สึกเสียใจที่ พล.อ.เปรม มีความเข้าใจผิดต่อพรรคและกล่าวร้ายต่อพรรคเช่นนี้ และการให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.เปรม ถือเป็นการพูดทางการเมือง และการสมัครเข้าสมาชิกพรรคเพื่อไทยเป็นการตัดสินใจทางการเมืองของแต่ละบุคคล เป็นกิจกรรมที่ไม่เกี่ยวข้องกับประธานองคมนตรี เพราะหน้าที่ขององคมนตรีคือ การถวายความเห็นต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว"

พรรคเพื่อไทย พยายามจะสื่อว่า พล.อ.เปรม กำลังละเมิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 14

และที่พยายามจะสื่อให้ลึกกว่านั้นก็คือ พล.อ.เปรม ไม่ชอบพรรคเพื่อไทย ไม่ชอบพรรคที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ให้การสนับสนุน ไม่ชอบกลุ่มคนที่ยังยกย่องเชิดชู พ.ต.ท.ทักษิณ

ด้วยเหตุผลดังกล่าว บวกเข้ากับ "วาทะ" พล.อ.เปรม ที่เอื้อนเอ่ยเอาไว้เมื่อครั้ง ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีคนใหม่ที่ชื่อ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ"

"..รัฐบาลนี้ดี และผมก็เคยพูดว่านายกรัฐมนตรีคนนี้ดี ดังนั้น เราคงจะหวังได้ว่า ท่านจะเป็นผู้นำที่ดี และจะทำให้ประเทศดีขึ้น"

แต่เมื่อถูกผู้สื่อข่าวซักถามต่อว่า นายกฯอภิสิทธิ์จะสามารถนำประชาชนฝ่าวิกฤตของประเทศได้หรือไม่ พล.อ.เปรม ตอบสั้นๆ และชัดเจนว่า "..ผมเชียร์.."

ทำให้สมมติฐานของพรรคเพื่อไทย และเสื้อแดง ถูกทำให้มีน้ำหนักมากยิ่งขึ้น

หากดูบริบทของ "ปรากฏการณ์บิ๊กจิ๋ว" จนถึง "วาทะป๋าเปรม" บวกเข้ากับความขัดแย้งทางการเมืองที่ยังไม่มีท่าทีลดราวาศอก

ความหวัง ความฝัน ที่จะเห็น "ความสมัครสมานสามัคคี" ภายในชาติ เพื่อความอยู่ดี กินดี อารมณ์ดี มีความสุข คงยังเป็นแค่แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์เท่านั้น

ซึ่งไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะเดินไปถึง

ทำไมไม่ตั้งผบ.ตร.

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน




ยังเป็นคำถามค้างคาใจตำรวจทั่วประเทศว่าทำไมถึงยังไม่มีผบ.ตร.ตัวจริงเสียที

ในเมื่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติไร้ผู้นำ "ตัวจริง" แล้วตำรวจกว่า 2 แสนคนจะเดินไปในทิศทางไหน นโยบายจะเป็นอย่างไร

ไม่ใช่เฉพาะตำรวจเท่านั้นที่งุนงง

"สวนดุสิตโพล" โพลสำรวจความคิดเห็นประชาชนในกรุงเทพฯ และปริมณฑล

พบว่าร้อยละ 66.17 เห็นว่านายกรัฐมนตรีสมควรอย่างยิ่งที่จะเรียกประชุมคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) เพื่อแต่งตั้งผบ.ตร.ตัวจริงโดยเร็ว

ร้อยละ 79.10 เชื่อว่าฝ่ายการเมืองเข้าไปแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้าย

ขณะที่สาเหตุที่ทำให้การแต่งตั้งโยกย้ายระดับนายพลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติล่าช้านั้น ร้อยละ 55.97 เชื่อว่ามาจากปัญหาความขัดแย้งระหว่างตำรวจกับฝ่ายการเมือง

ตรงนี้แสดงให้เห็นประชาชนให้ความสนใจ และเฝ้าติด ตามการแต่งตั้งผบ.ตร. เพราะว่าจะมีผลโดยตรงต่อความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สิน

ชาวบ้านคงอยากรู้ว่าจะได้ผบ.ตร.ที่เชี่ยวชาญงานป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม การปราบปรามยาเสพติด

หรือจะได้ผบ.ตร.ที่เก่งกาจด้านจัดสรรงบประมาณ!?


แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่เห็นวี่แววว่าจะมีการแต่งตั้งผบ.ตร. ตัวจริงเสียที

เวลานักข่าวถามถึงเรื่องนี้ นายกฯ อภิสิทธิ์มักจะฉุนเฉียว อ้างเพียงอย่างเดียวว่า "ยังไม่มีเอกภาพ"

หลายคนสงสัยว่านายกฯ อภิสิทธิ์ กำลังคิดอะไรอยู่ กลับเลือกวิธีแต่งตั้งพล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ เป็น รรท.ผบ.ตร.

ทั้งที่การแต่งตั้งผบ.ตร.นั้นไม่ใช่เรื่องหนักหนาสาหัสอะไรเลย

ความจริงแล้วหากนายกฯ อภิสิทธิ์ยึดมั่นใจระบอบประชา ธิปไตย และยอมรับใน "เสียงข้างมาก"

ปัญหาเรื่องนี้คงจบไปนานแล้ว

แต่นายกฯ อภิสิทธิ์กลับยึดมั่นในอำนาจ ยืนกรานข้อกฎหมายที่ให้อำนาจเป็นคนเสนอชื่อผู้ที่จะเป็นผบ.ตร. โดยไม่สนใจเสียงส่วนใหญ่ในก.ต.ช.ที่คัดค้านรายชื่อที่เสนอไป

ไม่ใช่เสียงข้างมากธรรมดาๆ

จากเดิมที่ก.ต.ช.ฝ่ายไม่เอาพล.ต.อ.ปทีปมีมากกว่าฝ่ายที่สนับสนุนเล็กน้อย

มาช่วงหลังไม่ใช่แล้ว เสียงที่สนับสนุนพล.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

แต่นายกฯ อภิสิทธิ์ก็ยังทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น ไม่เรียกประชุมก.ต.ช.เลือกผบ.ตร.เสียที

ที่สำคัญการแต่งตั้งรรท.ผบ.ตร.รังแต่จะก่อให้เกิดปัญหาตามมามากมาย

ทั้งเรื่องนโยบายที่ไม่ชัดเจน อำนาจหน้าที่ก็ไม่เอื้ออำนวยเท่ากับผบ.ตร.ตัวจริง

แต่นายกฯ ก็ยังเลือกแนวทางเสียงข้างน้อยเป็นใหญ่

แล้วบ้านเมืองเราจะอยู่รอดได้อย่างไร!!?

สังคมข่าวชาวเสื้อแดง:คนไทยทรยศต่อชาติ(หมา)ระบาดทั่วโลกแล้ว

ที่มา Thai E-News



แดงอินเตอร์คึก-ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาเสื้อแดงไทยในญี่ปุ่น และเสื้อแดงไทยในเยอรมนีจัดกิจกรรมพบปะสนทนา เพื่อร่วมกันกับเสื้อแดงในประเทศผลักดันให้สถาปนาประชาธิปไตยที่แท้จริงในประเทศ แม้ว่าหัวหงอกบางคนจะพ่นว่าเข้าข่ายทรยศต่อชาติ


***สังคมข่าวชาวเสื้อแดงประจำวันจันทร์ที่ 19 ตุลาคม 2552 ยิ่งนายเปรมเปิดเผยตัวล่อนจ้อนเท่าไหร่ ขุนศึกขุนทหารนำโดยบิ๊กจิ๋วกับอดีตแม่ทัพภาค3 ก็ยิ่งแห่มาเข้าพรรคเพื่อไทย ผสานกับคนไทยผู้รักชาติรักประชาธิปไตยทั่วไทยและทั่วโลกก็ยิ่งร่วมแรงกัน ทรยศต่อชาติ(หมา)มากขึ้นเท่านั้น คงไม่มีอะไรจะฮาไปกว่านี้แล้วหละเปรมเอ๋ย...***

***วันเสาร์17ตุลาคมที่ผ่านมา ในเมืองไทยเสื้อแดงนับแสนๆอัดแน่นหน้าทำเนียบรัฐบาลร่วมใจกันทรยศต่อชาติ(หมา)ไม่พอ ปรากฎว่าทางยุโรป กลุ่มประชาธิปไตยไทยในเยอรมัน ซึ่งได้ก่อตั้งขึ้นหลัง13 เมษายน 2552 เพราะทนต่ออยุติธรรมอำมาตย์ปราบประชาชนไม่ไหว อันเนื่องมาจากความกดดันสงกรานต์เลือดร่วมอารมณ์ความรู้สึกกับประชาชนก็พากันจัดกิจกรรมขึ้นที่เบอร์ลิน***

***แดงเยอมันส่งข่าวมาว่า พวกเราคนไทยในเยอรมันได้จัดตั้งตนเองเป็นกลุ่มประชาธิปไตยรักทักษิณ ในขณะเดียวกันมีบางคนได้เดินทางมาร่วมต่อสู้กับกลุ่มเสื้อแดงในเมืองไทยมาก่อนนานแล้วเป็นที่รู้จักกันดีในกลุ่มแกนนำ ได้มาสมทบให้กลุ่มเข้มแข็ง และนำประสบการณ์ตรงของเธอมาเล่าได้อย่างเร้าใจเป็นที่สนใจ สมาชิกจึงได้ขยายจำนวน และแพร่ขยายชาวเสื้อแดงเป็นวงกว้าง อีกไม่นานเกินรอเราจะเปิดตัวเว็บไซด์ 2 เวอร์ชั่นไล่เลี่ยนกันคือ konthaigermany.com จะเปิดเป็นแหล่งข้อมูลแลกเปลี่ยนข่าวสารและ เรื่องราวการต่อสู้ของประชาชนคนรักประชาธิปไตย Theredgermany.com จะเป็นเว็บสถานีเฉพาะกิจวันต่อวันของคนเสื้อแดง โปรดรอให้กำลังใจ***

***ส่วนที่ญี่ปุ่นจัดกิจกรรมขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่18ตุลาคม โดยกลุ่ม RED IN JAPAN จัดขึ้นที่เมือง sammu - shi เขตจังหวัด chiba งานเริ่มตั้งแต่ช่วง 11 โมงเช้า มีพี่น้องซึ่งเป็นผู้ที่มีหัวใจรักประชาธิปไตยที่อาศัยอยู่ในประเทศญี่ปุ่น จากจังหวัดต่างๆ มากันทั่วทุกเขต บางคนมาไกลขนาดขับรถไปกลับ 5 ชม.ก็ไม่หวั่น งานหนนี้ชื่อ "ถึงเวลา...อำลารัฐบาลไก่อ่อน" เรียกว่าคนเข้าร่วมงานนี้กันมากหน้าหลายตา ได้พบปะ แลกเปลี่ยนแนวความคิดและทุกๆคนมีความเป็นห่วงเป็นใยกับสถานการณ์ของบ้านเมือง ที่กําลังเกิดวิกฤติอยู่ในขณะนี้***

***คนส่งข่าวบอกว่า งานนี้มีพี่น้องที่ใจดีกรุณาทําอาหารรสชาติไทยแท้ (ขนมจีนนํ้ายาป่า ผัดไทย ผัดกะเพราหมู แกงไก่)อร่อยมากๆ นํามาให้พวกเราได้รับประทานกันอีกด้วย ใครไม่เคยต้องไปอยู่ห่างบ้านต่างเมืองแล้วคงไม่รู้หรอกครับว่า ได้กินอาหารไทยๆอย่างนี้มันเอร็ดอร่อยแทบน้ำหูน้ำตาไหล เพราะมันเหมือนได้กลับบ้าน***

***ในช่วงบ่ายมีโฟนอินเข้ามายังที่ประชุม ทั้งจากคุณอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง ส.ส.แรมโบ้อีสาน คุณหมอเหวง โตจิราการ เสธ.แดง-พล.ต.ขัติยะ และ ในเวลาประมาณ 5 โมงเย็นท่านนายกฯในดวงใจที่ทุกคนรอคอยท่านทักษิณ โฟนอินซึ่งเป็นตอนช่วง
ท้ายๆของงาน ถึงแม้ท่านจะติดภาระกิจอยู่ที่ประเทศ ปาปัว นิวกีนี แต่ก็ยังให้ความกรุณาโทรมาพูดคุยและทักทายพวกเรามาให้กําลังใจกัน ***

***คุณปิคกี้ เจ้าภาพและเจ้าบ้านบอกเพิ่มเติมมาว่า คนไทยในญี่ปุ่นหลายท่านบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า เหมือนได้สัมผัสเหล่าแกนนำจริงๆ เริ่มงาน คุณกี้ร์-อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง ตามด้วย แรมโบ้อีสาน แค่ได้ยินชื่อแกนนำ2 ท่านนี้ งานเราครึกครื้นขึ้นมาทันทีค่ะ ประหนึ่งดารามาเอง ตามด้วย เสธ.แดง คมปากของเสธ.ยังคงเหมือนเดิม เชือดเฉือนได้สะใจ พี่น้องเราจริงๆ ต้องขอบคุณเสธ.มากที่สละเวลามากว่า30นาที ท่านต่อไป หมอเหวง ต้องขอบคุณ หมอเหวงเช่นกัน กว่า 50 นาทีที่หมอเหวงให้ความรู้พวกเรามากมาย***

***และทีเด็ดสำคัญอยู่ที่ การโฟนอินของท่านทักษิณ ชินวัตรค่ะ นายกฯในดวงใจของพวกเรา ถึงเวลาจะเริ่มค่ำลง แต่พี่น้องเราก็รอคอยด้วยใจจดจ่อกับการโฟนอินของท่านทักษิณ หลายท่านปลื่มจนน้ำตาไหล ไม่นึกว่าทางเมืองไทย เหล่าแกนนำ และท่านทักษิณ ให้ความสำคัญกับพี่น้องที่อยู่ไกลถึงต่างประเทศ สิ่งเหล่านี้เป็นพลังที่ทำให้พวกเรา RED IN JAPAN ผนึกพลังได้มากขึ้นกว่าเดิม และเสียงตอบรับจากงานในครั้งนี้ เราจะได้เห็นพลัง RED IN JAPAN เพิ่มขึ้นอีกเป็นเท่าตัว งานนี้รัฐบาลอภิสิทธ์ ต้องพิจารณา ต้องยอมรับความจริงได้แล้ว ว่าอ่อนหัดมากไม่สามารถทำให้คนไทยกลุ่มนึงมี่ออกมากว่าครึ่งประเทศยอมรับในผลงานที่ห่วยแตกได้ ทั้งๆที่พวกเราประชาชนคนธรรมรอดูผลงานอยู่ แต่ไม่มีผลงานที่เป็นรูปธรรมที่ประชาชนอย่างเราจับต้องได้เลย ว่าไก่อ่อนนี่หลายคนบอกน้อยไป มันต้องรัฐบาล "ปัญญาอ่อน"***

***คุณปิคกี้เจ้าบ้านฝากขอขอบคุณ คุณสุนีย์ ขอบคุณ คุณวัลลพ ธรรมโชติ ในการประสานงานในครั้งนี้ และขอขอบคุณ PEOPLE CHANEL ที่ให้การสนับสนุนมาโดยตลอดค่ะ ขอขอบคุณ สื่อที่เป็นธรรมที่ยังหาได้อยู่ คือ ไทยอีนิวส์ค่ะ ขอบพระคุณค่ะ เจอกันโอกาสถัดไปค่ะ แดงทั่วแผ่นดินน้อยไป ต้องแดงทั่วโลก***

***คุณNRT ซึ่งเป็น1ในท่านที่ไปร่วมงานฝากกราบขอบคุณเจ้าของบ้าน พี่จิ ,ลูกสาวคุณพิคกี้ และคุณดนัย ซึ่งเป็นผู้ประสานงานหลักของงานนี้ ขอขอบคุณทีมผู้จัดงานที่ขยันขันแข็ง โดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยทุกๆท่าน และอีกหลายๆท่านที่เอ่ยชื่อไม่หมด ที่ช่วยกันจัดให้มีงานวันนี้ ด้วยบรรยากาศที่แสนจะอบอุ่นเต็มไปด้วยมิตรไมตรีจากคนที่มีหัวใจสีแดงที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักและเป็นห่วงประเทศไทยเป็นอย่างมากค่ะ***

***แดงญี่ปุ่นฝากมาทางเมืองไทยด้วยว่า ขอเป็นกําลังใจให้คนเสื้อแดงทั้งในและต่างประเทศทั่วทุกมุมโลก อดทนต่อสู้โค่นระบอบเผด็จการอํามาตยาที่ขาดความชอบธรรม และร่วมเรียกร้องประชาธิปไตยที่แท้จริงกลับคืนมาสู่ประเทศไทยให้ได้ หวังว่าพวกเราจะได้รับชัยชนะในไม่ช้านี้ สู้ๆ นะคะ จากNRT / Red@JP***

***แฟนคลับพร้อมใจกันทำบุญวันเกิดให้ “จักรภพ เพ็ญแข” วันพุธที่ 21 ต.ค. 52 ในโอกาสคล้ายวันเกิด “จักรภพ เพ็ญแข” นักสู้เพื่อประชาธิปไตยตัวจริง บรรดาแฟนคลับและมิตรรักนักเพลงเกิดความระลึกถึง จึงพร้อมใจกันทำบุญวันเกิดให้ ณ สถานีวิทยุชุมชน “รวมใจไทย” FM 105.75 ถนนลาดพร้าววังหิน ซอย 9 ใกล้วัดลาดพร้าว***

***งานแบ่งเป็น 2 ช่วง แล้วแต่ความสะดวกของแต่ละท่าน ช่วงแรก เป็นพิธีสงฆ์ ทำบุญเลี้ยงพระเพล พระสงฆ์จำนวน 5 รูป ประมาณ 10.30 น. เสร็จแล้วเชิญทุกท่านรับประทานอาหารร่วมกัน

ช่วงเย็น มีการสังสรรค์แบบสนุกสนาน คลายเครียดด้วยการร้องเพลงคาราโอเกะแบบเบาๆ สบายๆ

เจ้าของวันเกิดกระซิบว่าจะโฟนเข้ามาพูดคุยกับแฟนๆ ทั้ง 2 ช่วง หรือใครไม่มีธุระปะปังอะไรที่ไหนสามารถอยู่ได้ทั้ง 2 ช่วงก็ไม่ว่ากัน
ผู้จัดบอกว่างานนี้จัดแบบสบายๆ ส่วนตัว ไม่มีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม : คุณแอนนา 089-8862068, คุณเพลิน 086-4106911***

***ข่าวความก้าวหน้าของพี่น้องเสื้อแดงพัทยา หลังจากนำธงแดงปักหลักภาคตะวันออกอย่างยิ่งใหญ่เมื่อไม่นานมานี้ มีข่าวดีมาบอกอีกแล้ว โดยเวบของนปช.พัทยาเปลี่ยนจาก blog ที่ wordpress มาเป็น .com ด้วยความเอื้อพื้นที่บน Server จากคุณต้น คนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ ขอเชิญทุกท่านเข้าเยี่ยมชม Website ของ นปช. พัทยา เพื่อเป็นแหล่งชุมนุมอีกที่ของคนเสื้อแดงที่นี่ ภาคตะวันออก และดำเนินกิจกรรมตามแนวทางของ ชมรมนักข่าวเพื่อเสรีภาพไทย ได้ที่ www.norporchorpattaya.com

***ท่านที่ต้องการเผยแพร่ข่าวคราวกิจกรรม หรือกำหนดการงานนัดหมายต่างๆทั้งส่วนรวม ส่วนตัว ธุรกิจการค้าสารพัดสารพันงานบุญงานบวช บอกมาได้ที่"นักข่าวชาวรากหญ้า"อีเมล์ thaienews@googlegroups.com แล้วเราจะตีข่าวให้ฟรีๆไม่คิดสตังค์ แถมมีคนรออ่านอยู่ทั่วโลกหลายล้านคนคะร้าบ***

บทบาทหน้าที่ขององคมนตรีภายใต้รัฐธรรมนูญ

ที่มา Thai E-News


พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี(นั่งหันหลังผมสีขาว)นำคณะรัฐประหารเข้าเฝ้าฯกลางดึกวันที่ 19 กันยายน 2549

โดย รศ.ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

18 ตุลาคม 2552*

รัฐธรรมนูญบัญญัติให้องคมนตรีต้อง“ไม่แสดงการฝักใฝ่พรรคการเมืองใดๆ” เจตนารมณ์ก็คือ ต้องวางตนเป็นกลางทางการเมือง หากเกี่ยวข้องแล้ว ก็อาจเป็นผลเสียต่อตัวองคมนตรีนั้นเอง และอาจส่งผลกระทบต่อพระมหากษัตริย์อีกทางหนึ่งด้วย เนื่องจากรัฐธรรมนูญบัญญัติให้การเลือกและแต่งตั้ง รวมถึงการให้องคมนตรีพ้นจากตำแหน่งเป็นพระราชอัธยาศัยของพระมหากษัตริย์..การออกมาให้ความเห็นทางการเมืองอยู่เนืองๆ สิ่งเหล่านี้อยู่ในอำนาจหน้าที่ขององคมนตรีตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้หรือไม่? หากองคมนตรีท่านใดทำนอกเหนือที่รัฐธรรมนูญบัญญัติให้อำนาจไว้ นั่นหมายความว่าท่านพร้อมที่จะรับฟังคำวิพากษ์วิจารณ์จากสาธารณชนแล้ว


1.ยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์

ตำแหน่ง “องคมนตรี” มีมาตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพียงแต่ในยุคนั้นใช้คำว่า “ปรีวี เคาน์ซิล” (Privy Council) หรือ “ที่ปฤกษา” ในพระองค์”

2.ยุคประชาธิปไตยแบบ Constitutional Monarchy

หลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ในพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช ๒๔๗๕ มิได้รับรองสถานะขององคมนตรีแต่อย่างใด รวมถึงรัฐธรรมนูญฉบับต่อๆ มาด้วย คือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยามพุทธศักราช ๒๔๗๕ และ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยามพุทธศักราช ๒๔๘๙

รัฐธรรมนูญฉบับแรกที่รับรองสถานะขององคมนตรีก็คือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยามพุทธศักราช ๒๔๙๐ เพียงแต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้มิได้ใช้คำว่า “องคมนตรี” แต่ใช้คำว่า “อภิรัฐมนตรี”[1] แทน จากนั้น รัฐธรรมนูญฉบับต่อ ๆ มาก็รับรองสถานะของตำแหน่งองคมนตรีไว้ทุกฉบับ[2]

สำหรับประเด็นที่เกี่ยวกับองคมนตรีนั้น มีข้อสังเกตดังนี้

1) จำนวนขององคมนตรี ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช ๒๔๙๐ มาตรา 13 ได้บัญญัติให้อภิรัฐมนตรีมีจำนวน 5 ท่าน แต่รัฐธรรมนูญฉบับต่อ ๆ มามีแนวโน้มที่จะเพิ่มจำนวนขององคมนตรีมากขึ้นเรื่อยๆ จากเดิม 5 ท่าน เป็นไม่มากกว่า 8 ท่าน[3] ไม่เกิน 9 ท่าน[4] ไม่เกิน15 ท่าน[5] และไม่เกิน 19 ท่าน[6] ในที่สุด

2) หน้าที่ขององคมนตรี รัฐธรรมนูญในอดีตจนถึงรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปการเมือง พุทธศักราช ๒๕๔๐รับรองว่าองคมนตรีมีหน้าที่อยู่สองประการคือ

1.ถวายความเห็น[7] ต่อพระมหากษัตริย์ในพระราชกรณียกิจทั้งปวงที่พระมหากษัตริย์ทรงปรึกษา

และ 2. มีหน้าที่อื่นตามที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญนี้


ซึ่งหากดูรายละเอียดในรัฐธรรมนูญแล้วสามารถสรุปอำนาจหน้าที่ของคณะองคมนตรีออกเป็น ดังนี้

ในส่วนที่เกี่ยวกับหน้าที่ถวายความเห็น มีข้อสังเกตดังนี้

ประการแรก การที่รัฐธรรมนูญใช้คำว่า “ถวายคำปรึกษา” ก็ดี หรือ “ถวายความเห็น” ก็ดีแสดงนัยยะอยู่ในตัวว่า ลักษณะการปฏิบัติหน้าที่ของคณะองมนตรีนั้นมีลักษณะ “เชิงรับ” (passive) มากกว่าที่จะมีลักษณะ “เชิงรุก” (active)

กล่าวคือ หากพระมหากษัตริย์มิได้ทรงปรึกษาแล้ว คณะองคมนตรีจะถวายความเห็นเองมิได้ ซึ่งก็สอดคล้องกับลักษณะปกติทั่วไปของงานให้คำปรึกษา (advisory opinion) ที่โดยปกติแล้ว จะต้องมีผู้มาขอคำปรึกษาเสียก่อน หากไม่มีใครริเริ่มขอคำปรึกษา ผู้ที่จะให้คำปรึกษาก็ไม่อาจให้คำปรึกษาได้ เพราะไม่รู้ว่าจะให้คำปรึกษาเรื่องอะไร ดังนั้น องคมนตรีจะให้ความเห็นเองโดยที่พระมหากษัตริย์ยังมิได้เรียกปรึกษามิได้ ลักษณะหน้าที่ของคณะมนตรีจึงมีลักษณะตั้งรับมากกว่าเชิงรุก

ประการที่สอง ความเห็นที่องคมนตรีถวายนั้นต้องเป็นความเห็นที่เกี่ยวกับ “พระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์” ด้วย กล่าวอีกนัยหนึ่ง ความเห็นที่องคมนตรีจะถวายได้นั้นต้องเกี่ยวข้องกับพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ เช่น การพระราชทานอภัยโทษ เป็นต้น

ส่วนหน้าที่ประการที่สองนั้น ซึ่งรัฐธรรมนูญบัญญัติว่า “และมีหน้าที่อื่นตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้” มีข้อสังเกตดังนี้

ประการที่หนึ่ง คำว่า “หน้าที่อื่น” นั้น มักจะเป็นเรื่องของการสืบสันตติวงศ์ เช่น

1) อำนาจในการเสนอชื่อผู้สมควรดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน
2) ให้ประธานองคมนตรีดำรงตำแหน่งเป็น ผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน (Regent) ชั่วคราว
3) มีอำนาจในการจัดทำร่างกฎมณเฑียรบาลแก้ไขเพิ่มเติมกฎมณเฑียรบาลเดิม ตามพระราชดำริของพระมหากษัตริย์[8]
4) เสนอพระนามผู้สืบสันตติวงศ์ ในกรณีที่ราชบัลลังก์ว่างลง โดยที่พระมหากษัตริย์มิได้ทรงแต่งตั้งพระรัชทายาทไว้


ประการที่สอง หน้าที่อื่นนั้นต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญด้วย นั่นหมายความว่า องคมนตรีจะใช้อำนาจนอกเหนือไปจากที่รัฐธรรมนูญให้ไว้มิได้ การใด ๆ ที่องคมนตรีทำนอกเหนือขอบอำนาจตามรัฐธรรมนูญ (ultra vires) การนั้นย่อมถูกโต้แย้งได้ว่าไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ[9]

จะเห็นได้ว่า อำนาจของคณะรัฐมนตรีมีจำกัดมาก กล่าวคือ มีอำนาจในการให้ความเห็นแด่พระมหากษัตริย์และหน้าที่อื่นตามรัฐธรรมนูญ เหตุผลที่รัฐธรรมนูญบัญญัติกรอบอำนาจหน้าที่ของคณะองคมนตรีไว้จำกัด เนื่องจากระบอบประชาธิปไตย มี “รัฐบาล” (Government) บริหารราชการแผ่นดินอยู่แล้ว

3) การวางตัวเป็นกลางทางการเมือง

รัฐธรรมนูญในอดีตจนถึงปัจจุบัน บัญญัติให้องคมนตรีต้องไม่เป็นข้าราชการประจำ รัฐมนตรี หรือข้าราชการเมืองอื่น และที่สำคัญต้อง “ไม่แสดงการฝักใฝ่พรรคการเมืองใดๆ” เจตนารมณ์ของบทบัญญัตินี้ก็คือ องคมนตรีนั้นต้องวางตนเป็นกลางทางการเมือง หากเกี่ยวข้องไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อมแล้ว ก็อาจเป็นผลเสียต่อตัวองคมนตรีนั้นเอง และอาจส่งผลกระทบต่อพระมหากษัตริย์อีกทางหนึ่งด้วย เนื่องจากรัฐธรรมนูญบัญญัติให้การเลือกและแต่งตั้ง รวมถึงการให้องคมนตรีพ้นจากตำแหน่งเป็นพระราชอัธยาศัยของพระมหากษัตริย์[10]


บทส่งท้าย

เหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน ที่ผ่านมามีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงบทบาทและการวางตัวของท่านประธานองคมนตรีมากว่าไม่เหมาะสม จนอาจกล่าวได้ว่าเป็น “ผู้มีบารมีในรัฐธรรมนูญ” [11] แต่ใช้ “อำนาจนอกรัฐธรรมนูญ” ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการให้ความเห็นชอบบัญชีรายชื่อการโยกย้ายทหาร คณะรัฐมนตรี หรือการออกมาให้ความเห็นทางการเมืองอยู่เนืองๆ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้อยู่ในอำนาจหน้าที่ขององคมนตรีตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้หรือไม่ สาธารณชนพึงตัดสินเอาเองเถิด

นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญเกือบทุกฉบับสำทับอีกว่า ก่อนที่องคมนตรีจะปฏิบัติหน้าที่จะต้องกล่าวปฎิญาณตนว่า
“…..ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรทุกประการ”
[12] ยิ่งเป็นการตอกย้ำว่า องคมนตรีมีอำนาจเพียงเท่าที่รัฐธรรมนูญให้ไว้ อีกทั้งองคมนตรียังต้อง “ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ” อีกด้วย ส่วนเหตุการณ์ที่ผ่านมา ประธานองคมนตรีจะปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญหรือไม่นั้นสาธารณชนพึงตัดสินเอาเองเถิดอีกเช่นกัน

สุดท้ายนี้ หากองคมนตรีท่านใดทำนอกเหนือที่รัฐธรรมนูญบัญญัติให้อำนาจไว้ นั่นหมายความว่าท่านพร้อมที่จะรับฟังคำวิพากษ์วิจารณ์จากสาธารณชนแล้ว


เชิงอรรถ

[1] โปรดดู รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยามพุทธศักราช ๒๔๙๐ หมวด ๒
[2] มีข้อสังเกตว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยามพุทธศักราช ๒๔๙๐ ได้บัญญัติเรื่องอภิรัฐมนตรีไว้เป็นหมวดหนึ่งแยกออกจากหมวด “พระมหากษัตริย์” โดยในหมวด 2 จั่วหัวว่า “อภิรัฐมนตรี” แต่รัฐธรรมนูญฉบับต่อๆ มาได้บัญญัติสถานะขององมนตรีอยู่ภายใต้หมวด “พระมหากษัตริย์” มาโดยตลอด มิได้แยกออกเป็นเอกเทศจากหมวด “พระมหากษัตริย์” อย่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยามพุทธศักราช ๒๔๙๐
[3] โปรดดู รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยามพุทธศักราช ๒๔๙๒ มาตรา ๑๓ วรรค ๑
[4] โปรดดู รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยามพุทธศักราช ๒๕๐๒ มาตรา ๔
[5] โปรดดู รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยามพุทธศักราช ๒๕๑๗ มาตรา ๑๕ โดย 15 ท่านประกอบด้วยประธานองคมนตรี 1 ท่านและคณะองคมนตรีอื่นอีกไม่เกิน 14 ท่าน
[6] โปรดดู รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยามพุทธศักราช ๒๕๓๔ มาตรา ๑๐ โดย 19 ท่านประกอบด้วยประธานองคมนตรี 1 ท่านและคณะองคมนตรีอื่นอีกไม่เกิน 18 ท่าน รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยามพุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๑๒ ก็บัญญัติทำนองเดียวกัน
ท่าน
[7] รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยามพุทธศักราช ๒๔๙๐ มาตรา ๑๓ ใช้คำว่า “ ถวายคำปรึกษา”
[8] โปรดดูมาตรา 20 แห่งกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช ๒๔๖๗ ประกอบ
[9] ประเด็นนี้ นักวิชาการไม่ค่อยมีใครพูดถึง แต่รัฐธรรมนูญที่ผ่านๆ มา ไม่เปิดโอกาสให้ตุลาการรัฐธรรมนูญหรือศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ “การกระทำ” (act) ขององคมนตรี เนื่องจากต้องการให้องค์กรนี้อยู่ในปริมณฑลของ “พระราชอำนาจ” หรือ “พระราชอัธยาศัย” ของพระมหากษัตริย์โดยแท้ หรือเป็นไปได้ว่า ยังไม่มีการอภิปรายถกเถียงกันอย่างจริงจังในหมู่นักวิชาการว่า คณะองคมนตรีเป็นองค์กรหนึ่งตามรัฐธรรมนูญหรือไม่
[10] โปรดดูรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยามพุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๑๔ วรรค ๑
[11] ประเด็นนี้ผู้เขียนไม่เห็นพ้องด้วยที่อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรใช้คำว่า “ ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ”
[12] โปรดดูรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยามพุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๑๕ วรรค ๒


*หมายเหตุไทยอีนิวส์:บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกในประชาไท เมื่อ 2 มกราคม 2551

อดอยากปากแห้ง

ที่มา ไทยรัฐ

หนังสือขอลาออกจากตำแหน่ง เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ถึง คุณจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว.ศึกษาธิการ ของ คุณเฉลียว อยู่สีมารักษ์ เป็นใบเสร็จถึงความไม่ชอบมาพากลในรัฐบาล นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อย่างชัดเจน

เพราะฉะนั้นถ้ารัฐบาลชุดนี้จะขายเรื่องของความซื่อสัตย์สุจริตคงจะเป็นการหลอกตัวเองและหลอกประชาชนไปข้างๆคูๆ สิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ใช้เป็นข้อโจมตีรัฐบาลที่ผ่านมากลับหนักขึ้น เป็นสองเท่า

ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง

คุณเฉลียวแสดงความอึดอัดใจที่ต้องทำงานร่วมกับนักการเมืองที่เข้ามาเป็นผู้บริหารในยุคนี้ ใช้คำว่า เป็นยุคที่ตกต่ำเลวร้าย มากที่สุดเท่าที่รับราชการมา ไม่อยากจะใช้คำว่ารังแกรีดไถด้วยซ้ำไป

แต่การเรียกรับผลประโยชน์ค่อนข้างจะทนโท่ ทั้งการจัดซื้ออุปกรณ์ ประกวดราคา ผู้เสนอราคาต่ำสุดก็ไม่เอาไปเอาที่มีราคาแพงกว่าเป็นสิบล้านบาท เรียกรับเงินรายเดือนอีกเดือนละเป็น 10 ล้านอะไรทำนองนี้

คนที่เดือดร้อนคือผู้ใต้บังคับบัญชา

ต้องไปกระเสือกกระสนหาลาภที่มิควรได้ เสี่ยงต่อหน้าที่การงานก็เสี่ยง เสี่ยงต่อการติดคุกติดตะรางก็เสี่ยง สุดท้ายแล้วนักการเมืองก็ลอยตัว โยนบาปให้ข้าราชการไปตามระเบียบ

ใช่ว่ารัฐบาลที่ผ่านมาจะไม่มีเรื่องทุจริตคอรัปชันซะเลยทีเดียว แต่ไม่ออกตัวแรงเหมือนรัฐบาลชุดนี้ เข้าทำนองอดอยากปากแห้ง มานาน

หวังว่านายกฯจะไม่ปฏิเสธว่ามีการทุจริตคอรัปชันเกิดขึ้นในรัฐบาลชุดนี้อีก เรื่องการซื้อขายตำแหน่งดูจะเป็นเรื่องชินชาสำหรับข้าราชการตำแหน่งใหญ่ๆว่ากัน 5 ล้าน 10 ล้าน เป็นธรรมเนียมไปแล้ว

โครงการชุมชนพอเพียงก็แล้ว ไทยเข้มแข็งก็แล้ว มีแต่ความไม่ชอบมาพากล แต่รัฐบาลชุดนี้กลับทำเป็นเรื่องปกติ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ทำตัวเป็นผงซักฟอก

ก็ต้องโทษขบวนการตรวจสอบด้วย หากความจำไม่สั้นตั้งแต่มีพันธมิตรมาล้มรัฐบาล มีคนในพรรคประชาธิปัตย์ไปร่วมเวทีอย่างเปิดเผย มีคนพันธมิตรมาเป็นสมาชิกประชาธิปัตย์ มีพันธมิตรมาเป็น รมต.ประชาธิปัตย์ มีทายาท คมช.มาเป็นสมาชิกประชาธิปัตย์ มีองค์กรตรวจสอบที่มาจากผลพวงยึดอำนาจ

ชัดเจนเป็นขบวนการ

นี่คือช่องว่างหรือสุญญากาศของระบอบประชาธิปไตยที่

สืบเนื่องมาจากการยึดอำนาจ เป็นการเปิดช่องทางทุจริตครั้งมโหฬาร และจะมีผลกระทบกับความเสียหายทางเศรษฐกิจของประเทศครั้งร้ายแรง

ตลาดหุ้นเป็นตลาดการเก็งกำไรทั้งค่าเงินและการปั่นหุ้น

ยังไม่มีปัญญาป้องกัน นี่แว่วว่าจะมีการทิ้งทวนกันครั้งใหญ่ ไปทิ้งทวนเอากับคนยากจน เกษตรกรประเทศไทยกำลังจะกลายเป็นศูนย์รวมการคอรัปชัน.

หมัดเหล็ก

หุ้น 'น้าหยัด' ดีดทันตา

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_40616

บัญญัติ

แค่บุกไปทักทายที่รั้วทำเนียบรัฐบาล

โดยฉาก "อุ่นเครื่อง" ของกองทัพคนเสื้อแดง นัดทวงถามความคืบหน้าฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม ที่ผ่านมา ก็ผ่านพ้นไปแบบไม่มีซีนตื่นเต้นหวาดเสียว

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี หายใจโล่งปอดได้อีกเฮือก

ช็อตต่อไปก็ต้องรอลุ้น เวทีการประชุมอาเซียนที่ชะอำ-หัวหิน ตามสัญญาณที่นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง แกนนำคนเสื้อแดง เจ้าของผลงานบุกล้มประชุมอาเซียนที่พัทยา แพลมไต๋ล่วงหน้าเป็นนัย จะแวบไปหัวหิน ยื่นหนังสือและหลักฐานที่รัฐบาลใช้ความรุนแรงกับประชาชน

แค่ยื่นหนังสือเฉยๆแล้วจะเดินทางกลับ

แค่นี้นายกฯอภิสิทธิ์กับหน่วยเฝ้าระวัง ก็นอนตาไม่หลับกันแล้ว

โดยเกมเดิมพันล้มกระดานอำนาจระหว่างฝ่ายคุมเกมประเทศไทย กับเครือข่าย "ทักษิณ" ยังต้องรบยืดเยื้อต่อไป ตราบใดที่นิยายสามก๊กใช้เวลานับพันๆปี กว่าที่สาธารณรัฐประชาชนจีนจะรวมชาติเป็นปึกแผ่นมั่นคง เพิ่งได้ฉลองครบรอบ 60 ปี

การเมืองไทยป่วนๆ ยังมีเวลาให้ตะลุมบอนกันอีกเยอะ

ตัดฉากกลับไปที่ช็อตคั่นเวลา

กับคิวรื้อรัฐธรรมนูญฉบับ "หน้าแหลมฟันดำ" ที่ถึงตอนนี้ฝ่ายไม่เล่นด้วยไหลไปรวมกันโดยมิได้นัดหมาย ทั้งฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย กองทัพคนเสื้อแดง เครือข่ายม็อบเสื้อเหลือง เป้าหมายตรงกันโดยบังเอิญ

ไม่สังฆกรรมกับรัฐบาล

แต่ที่มันก็คือรายการ "หักลำ" กันเองในหมู่คนประชาธิปัตย์

ตามกระแสร้อนๆแรงๆที่ถูกส่งออกมาจาก "น้าหยัด" นายบัญญัติ บรรทัดฐาน ปรมาจารย์จอมเก๋าแห่งพรรคประชาธิปัตย์

ก่อหวอดล้มโต๊ะ ไม่เอาด้วยกับนายกฯอภิสิทธิ์ และ "เทพเทือก" นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ที่ไปตกปากรับคำกับแกนนำตัวจริงเสียงจริงของพรรคร่วมรัฐบาล

ตั้งท่าเล่นกันถึงขั้นจะขัดขืน

รวมหัวกันสวนหมัด ถ้ามติพรรคให้แก้รัฐธรรมนูญ

ตามกระแสแล้ว ก็น่าเหนื่อยแทน "อภิสิทธิ์" กับ "เทพเทือก" จะเอาไม่อยู่

ถ้าไม่บังเอิญว่า เท่าที่กล้าเปิดหน้าโชว์ตัว ให้เห็นว่าเป็นฝ่ายของ "น้าหยัด" ก็ยังเห็นแค่นายวัชระ เพชรทอง ส.ส.กทม. ที่ได้รับการผลักดันจากนายบัญญัติ การันตีให้ลงสมัครเลือกตั้งซ่อม จนได้เป็นผู้แทนฯสมใจอยาก กับนายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ ส.ส.นครนายก ก็ทีมงานคนสำคัญของทีมทศวรรษใหม่ สมัยดัน "น้าหยัด" เบียดนายอภิสิทธิ์ เข้าป้ายหัวหน้าพรรค

นับไปนับกลับก็ยังไม่เกิน 3-6 คน

ประเมินกันตามตัวเลข และอ่านจังหวะกันตามเหลี่ยมเชิงการเมือง

คิวนี้จึงน่าจะเป็นแค่รายการปั่นหุ้น ฟื้นฟูสถานะกันในที

ก็อย่างที่เห็นจากหัวหน้ากลุ่มทศวรรษใหม่ที่ถูกแขวนไว้บนหิ้ง "น้าหยัด" โดน "เทพเทือก" ในฐานะผู้จัดการใหญ่รัฐบาล สำแดงพลังบดบังรัศมี

เสียงเบาลงไป โดยเฉพาะในจังหวะจัดสรรประโยชน์กลุ่มก๊วนภายในพรรค

สายทศวรรษใหม่ของ "น้าหยัด" ตกสำรวจ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้

แต่เพิ่งกลับมาเสียงดัง เมื่อ "น้าหยัด" เล่นบทขึงขัง เป็นหัว ขบวนขวางลำแก้รัฐธรรมนูญ ได้ใจแนวร่วม ส.ส.ประเภท "นกแล" ของประชาธิปัตย์ ที่อาศัยโหนกระแสเลือกตั้งแบบพวงใหญ่เข้าสภา

ไม่กล้าเสี่ยงกลับไปสู้ในเกมเลือกตั้งแบบเขตเดียวเบอร์เดียว เสียวสอบตก

ส่งเสียงเชียร์กันพรึบพรับ

"น้าหยัด" กลับมีน้ำมีนวลขึ้นทันตา

ยิ่งในจังหวะที่ "เทพเทือก" กำลังถูกคนพรรคประชาธิปัตย์ด้วยกันเองหมั่นไส้ ฐานเอาใจออกห่างไปพะเน้าพะนอพรรคร่วมรัฐบาล

ชูธงสัญญาลูกผู้ชาย เดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญตามข้อตกลงพลิกขั้วจัดตั้งรัฐบาล

ให้ราคา "เพื่อนคนละพรรคแต่พวกเดียวกัน" มากกว่า

"น้าหยัด" ก็ยิ่งได้ใจคนประชาธิปัตย์ไปใหญ่

แต่เสียงดีแล้วมีคะแนนหรือไม่ นั่นอีกเรื่องหนึ่ง.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

บิ๊กจิ๋วเข้าใจ'ป๋าเปรม'เป็นห่วงถึงได้เตือน

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_40579

พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ

ย้ำความสัมพันธ์ยังเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน ระบุไม่ติดใจป๋าเปรมไม่ได้เข้าลาบวชเพราะไม่ว่าง อาจเป็นความเข้าใจคาดเคลื่อน ยอมรับป๋าเป็นคนรักชาติบ้านเมืองน่ารักมาก เคยโทรศัพท์อวยพรวันเกิดทุกปีไม่เคยลืม....

วันนี้(18 ต.ค.)เวลา 08.00 น.ที่วัดโพธิ์โกลน อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังเดินทางไปทอดกฐินที่วัดโพธิ์โกลน ต.บางปลากด อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง ถึงปัญหาความระหองระแหงกับ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ว่า ท่านเป็นผู้ใหญ่แล้ว ท่านไม่มีอะไร เราจำเป็นจะต้องรับฟังผู้หลักผู้ใหญ่ท่านอบรมสั่งสอนก็จะต้องรับฟัง ส่วนการตัดสินใจอยู่พรรคเพื่อไทย ตนบอกหลายครั้งแล้วว่า จะต้องมีจุดยืนทางการเมือง ไม่ใช่อยู่ที่ไหน หรืออยู่ข้างนอกแล้วมาทำการเมืองคงไม่ได้ จะต้องมีฐานะทางการเมือง การตัดสินใจที่มาอยู่พรรคเพื่อไทย เพราะพี่น้องประชาชนเลือกให้ ทั้งนี้ได้พูดกับหัวหน้าพรรคเพื่อไทยแล้วว่า ไม่ต้องการที่จะมาเป็นอะไรในพรรค แต่หากจะมีดำเนินงานอะไรก็จะต้องใช้กรรมวิธีของพรรค ทั้งมวลชน และมหาชนแบบขั้นตอน ซึ่งถือเป็นเรื่องธรรมดาไม่มีอะไรมากมาย

ส่วนกรณี พล.อ.เปรม อาจจะเข้าใจผิด จึงได้ระบายความรู้สึกออกมา โดยเฉพาะเรื่องการทรยศต่อชาตินั้น พล.อ.ชวลิต กล่าวว่า ไม่มี แต่เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ที่เป็นห่วง การที่ พล.อ.เปรม แสดงความเป็นห่วงออกมาด้วยวาจา ที่ค่อนข้างจะสะท้อนถึงจิตใจที่เป็นห่วงมากก็จะต้องเข้าใจอย่างนั้น ไม่ใช่ว่าท่านจะมาว่าเรา ทั้งนี้เมื่อท่านพูดหนักๆ พูดแรงๆ แสดงว่าท่านห่วงเรามาก ท่านยิ่งพูดหนัก พูดแรง แสดงว่าท่านยิ่งห่วงใยเรา แต่ยอมรับไม่ค่อยสัมพันธ์กันนานแล้ว เพราะไม่มีโอกาสได้เข้าไป แต่คนสัมพันธ์กันไม่จำเป็นจะต้องไปอยู่ใกล้กัน โทรศัพท์คุยกันก็ได้ หรือแม้ว่าจะห่างกันข้ามฝากฟ้า จิตใจกันก็ยังอยู่กันได้เป็นเรื่องธรรมดา

พล.อ.ชวลิต ยังกล่าวยืนยันไม่รู้สึกเจ็บปวดที่ถูกกล่าวหาว่าทรยศต่อชาติ เพราะตนไม่ได้ทำอะไรเลย พล.อ.เปรม เป็นคนที่เสียสละทำงานให้กับบ้านเมืองมาเป็นระยะเวลาอันยาวนาน จนถึงวันนี้อายุจนจะ 90 ปีแล้ว ท่านยังไม่ทิ้ง และตนยังไม่ถึง 80 ปี จะทิ้งได้อย่างไร ดังนั้นจะต้องทำงานให้กับบ้านกับเมือง จะต้องเข้าใจว่า คนที่เสียสละทำงานเพื่อบ้านเพื่อเมืองมา ไม่ให้ความรัก ความเคารพกับท่านได้อย่างไร จะพูดอะไรต่าง ๆ อาจจะฟังไม่ถนัด หรือ ท่านอาจจะไม่ได้หมายความว่า อย่างนั้นอย่าไปคิด ส่วนเรื่องการขอเข้าพบเพื่อขอลาบวช แต่ พล.อ.เปรม ไม่ให้เข้าพบนั้น คงเกิดจากความเข้าใจผิดกัน แต่เรื่องนี้ ตนได้ติดต่อผ่านไปยัง พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป หัวหน้าสำนักงานมูลนิธิประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ แต่ พล.ร.อ.พะจุณณ์ คงจะกราบเรียน พล.อ.เปรม ไป แต่ พล.อ.เปรม อาจจะไม่ได้คิดอะไรมาก เห็นว่าจะมีคนเข้าพบอีกแล้ว แต่ไม่ว่าง โดยที่ พล.อ.เปรม เขียนหนังสือเป็นตัวแดงออกมาว่าไม่ว่าง

"เวลามีอะไรก็จะโทรศัทพ์ติดต่อ พล.ร.อ.พะจุณณ์ ช่วยพี่หน่อยเถอะลูก พะจุณณ์ ก็น่ารัก เรียกผมว่าครูมีอะไร เดี๋ยวผมติดต่อให้ ซึ่ง พะจุณณ์ รับใช้ป๋าเปรมมาตั้งนานแล้ว ซึ่งเป็นคนดีเมื่อ พะจุณณ์ รับเรื่องแล้วก็ทำหนังสือกราบเรียนป๋าเปรม ว่ามีเรื่องอะไร แต่ป๋าไม่ได้ดูอะไรมาก ท่านคงคิดว่า ใครจะมาเข้าพบธรรมดามั้ง ซึ่งท่านก็ไม่ว่าง เรื่องที่เกิดขึ้นคงเข้าใจผิดกัน"ประธานพรรคเพื่อไทย กล่าว.

อาเซียนภาคประชาชน วิพากษ์ "รัฐไทย" ล้มเหลวสร้างความเข้าใจเพื่อนบ้าน

ที่มา ประชาไท

18 ต.ค.52 ช่วงบ่ายวันแรกของเวทีมหกรรมประชาชนอาเซียน ครั้งที่ 2 และการประชุมภาคประชาสังคมอาเซียน ครั้งที่ 5 ภายใต้ชื่อ “พัฒนาวาระของอาเซียนภาคประชาชน: สานต่อการหารือร่วมระหว่างภาครัฐและภาคประชาชน” ระหว่างวันที่ 18-20 ต.ค.52 ณ ห้องประชุมเพชรบุรีแกรนด์ฮอลล์ โรงแรมฮอลลิเดย์อินน์ รีเจนท์ ชะอำ จ.เพชรบุรี มีการเสวนาเรื่อง บทบาทประเทศไทยในอาเซียน: โอกาสและความท้าทายในการสร้างชุมชนแบ่งปันและเอื้ออาทร
ชี้ปัญหาการเมืองภายในกระทบภาพไทยในฐานะผู้นำอาเซียน
อัจฉรา อัจฌายกชาติ ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ กล่าวถึงผลกระทบของการเมืองไทยต่ออาเซียนว่า ภาพพจน์ของประเทศไทยในสายตาของต่างชาติค่อนข้างแย่จากปัญหาการเมืองภายในนับตั้งแต่เหตุการณ์ปิดสนามบินเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว และการบุกสถานที่ประชุมอาเซียนเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาจนทำให้ต้องเลื่อนการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน นอกจากนี้นจากการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งที่ 14 เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งเกิดกรณีที่ผู้นำประเทศพม่าและกัมพูชา ไม่ยอมลงมาพบปะกับตัวแทนภาคประชาสังคมของประเทศตนเองที่เข้ายื่นข้อเสนอร่วมกับภาคประชาสังคมอาเซียน
สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นทำให้มองเห็นถึงความขัดแย้งภายในประเทศของประเทศในภูมิภาคนี้ อีกทั้งในภาวะวิกฤติโลกที่เกิดขึ้น ซึ่งอาเซียนเองก็ไม่ได้มีบทบาทมากนัก นั่นแสดงให้เห็นว่าในระบบโลกอาเซียนยังดำเนินไปแบบไม่ประสบผลสำเร็จในเรื่องอำนาจการต่อรองไม่ว่าจะโดยการนำของใครก็ตาม และความขัดแย้งภายในอาเซียนและในไทยที่ยังคงมีอยู่ ทำให้ไทยไม่สามารถก้าวมาเป็นผู้นำของอาเซียนได้
ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ กล่าวต่อมาถึงความหวังที่จะสร้างสังคมที่เอื้ออาทรกันว่า เป็นความหวังอันสูงส่งของอาเซียน ขณะที่ความช่วยเหลือต่างๆ อาทิ ผู้ประสบภัยพิบัติสึนามิ พายุกิสนา คนโรฮิงญา หรือผู้อพยพในภูมิภาค หัวข้อเหล่านี้ได้หายไปจากเวทีการพูดคุยของอาเซียน โดยที่ความเกลียดชังกลับคลืบคลานเข้ามาในส่วนต่างๆ มากขึ้นแทน นอกจากนี้ การจำกัดกำแพงภาษีได้เกิดขึ้น ทั้งที่กำแพงระหว่างเชื้อชาติทำลายยากกว่า เพราะผู้นำประเทศอาเซียนมักหลีกเลี่ยงการพูดถึงจุดเปราะบางของประเทศต่างๆ
เธอกล่าวด้วยว่า การที่ผู้คนเรียนรู้เปิดใจในการแสวงหาผลประโยชน์ร่วมกันโดยไม่โอนเอียง และพร้อมจะก้าวไปด้วยกัน โดยไม่หวังผลประโยชน์เพื่อตนเอง ตรงนี้จึงจะถือว่าเป็นความก้าวหน้าและทำให้คนมีคุณค่า ทั้งนี้ ในส่วนของผู้นำนโยบายหรือสื่อเอง ไม่ควรนำเรื่องความรักชาติรักประเทศเข้ามาเป็นข้ออ้างเพื่อหลีกเลี่ยงการให้ความช่วยเหลือ เพราะภัยพิบัติคือความเจ็บปวดร่วมกันของประชาชนในอาเซียน
จวกรัฐอย่าอ้างความมั่นคงด้านพลังงาน ทำโครงการใหญ่ ทำร้ายประชาชน
ชื่นชม สง่าราศี กรีเซ่น นักกิจกรรมจากพลังไท กล่าวว่า แผนการป้อนไฟฟ้าสู่โครงข่ายพลังงานอาเซียน (ASEAN Power Grid) มีโปรแกรมหลักในการก่อสร้างโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ อาทิ โครงการเขื่อนขนาดใหญ่ และการสร้างท่อส่งก๊าซธรรมชาติระหว่างประเทศ โดยเธอกล่าวถึงโครงการเขื่อนขนาดใหญ่ในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ซึ่งได้รับการสนับสนุนโดยธนาคารพัฒนาแห่งเอเชีย (ADB) ว่าเป็นการลงทุนมากแต่ได้ผลน้อย และการบอกว่าไฟฟ้าพลังงานน้ำมีราคาถูก นั้นไม่จริงเพราะสิ่งเหล่านี้ก่อให้เกิดความสูญเสียกับทรัพยากรและวีถีชีวิตประชาชน นอกจากนี้ในการส่งไฟฟ้าเชิงภูมิภาคจะไม่มีผลมากนักเพราะแต่ละประเทศก็มีการดำเนินการภายในอยู่แล้ว การที่ไทยพยายามเพิ่มโครงข่ายพลังงานเข้าไปในประเทศลาวก็เพื่อนำเอาไฟฟ้าจากลาวเข้ามาใช้ในประเทศไทย
ชื่นชมกล่าวว่า โครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติเองก็เป็นการดำเนินการระหว่างประเทศที่มีอุปสงค์-อุปทาน ซึ่งก็ทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างชาวบ้านและเจ้าหน้าที่รัฐ ดังเช่น กรณีการก่อวางท่อส่งก๊าซธรรมชาติไทย-มาเลย์ เพราะการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ในอาเซียนส่วนใหญ่มีรัฐเป็นผู้ดำเนินการ
ในส่วนของบทบาทประเทศไทย นักกิจกรรมจากพลังไทกล่าวว่า การดำเนินแผนโครงข่ายพลังงานอาเซียน (ASEAN Power Grid) เป็นเพียงการเพิ่มโครงข่ายพลังงานของประเทศไทยไปในประเทศอื่นเพื่อนำไฟฟ้ามาใช้ในประเทศไทยซึ่งส่งกระทบคนในท้องถิ่นและระบบนิเวศวิทยา นอกจากนั้นการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นรัฐวิสหกิจขนาดใหญ่ของไทย ทั้ง 2 บริษัทได้ขยายข้ามขอบเขตการลงทุนออกไปเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ในประเทศต่างๆ ในอาเซียน โดยใช้เงินจากคนไทยไปในการดำเนินการ องค์กรเหล่านี้มีขาหนึ่งอยู่ในฝั่งผู้กำหนดนโยบาย ในส่วนในรัฐบาลไทย และอยู่ในอาเซียน แต่ทำงานแสวงหาผลกำไรให้เอกชนที่ถือหุ้น
ชื่นชม กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังมีความรับผิดชอบที่คาบเกี่ยวกันอยู่ในส่วนของภาคราชการของไทยด้วย เนื่องจากมีข้าราชการระดับสูงในกระทรวงพลังงานได้เข้าไปเป็นกรรมการบริหารในบริษัทพลังงานหลายบริษัทที่ดำเนินการทั้งในประไทยและต่างประเทศ โดยได้รับค่าตอบแทนสูงซึ่งอาจสูงกว่าเงินได้จากงานประจำ ตรงนี้อาจทำให้ยากที่จะหวังให้ภาคราชการเหล่านี้มาดูแลผลประโยชน์ของประชาชน ซึ่งนอกจากภาคธุรกิจจะก้าวเข้ามาในส่วนนโยบายแล้ว ในส่วนนโยบายยังก้าวเข้าไปสู่ธุรกิจด้วย
นักกิจกรรมจากพลังไท กล่าวด้วยว่าการดำเนินงานตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ทำให้ราคาหุ้นในภาคพลังงานเพิ่มขึ้นจนสูงถึง 66 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นประโยชน์ต่อภาคธุรกิจการลงทุนพลังงานมาก แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือมีการผูกขาดการลงทุนของบริษัทที่ดำเนินการด้านพลังงานเพียงไม่กี่บริษัท นอกจากนี้การคาดการณ์ความต้องการไฟฟ้าที่สูงเกินความเป็นจริง ยังทำให้เกิดผลกระทบเพราะรัฐบาลนำมาสร้างจริง นั้นส่งผลให้ผู้บริโภคต้องจ่ายเงินสูงขึ้นไปกับไฟฟ้าส่วนเกินที่เกิดขึ้น ทั้งที่การก่อสร้างไม่ได้จำเป็น อีกทั้ง พลังงานไฟฟ้าจำนวนมหาศาลที่ถูกผลิตออกมาไม่ใช่เพื่อผู้บริโภคขนาดเล็ก พลังงานส่วนใหญ่ที่ผลิตไม่ได้มีเพื่อประชาชนส่วนใหญ่ แต่เป็นเพื่อเอกชนและภาคอุตสาหกรรม
“เราต้องมีความมั่นคงทางพลังงานจริงหรือเปล่า อยากให้มีการตั้งคำถามกับคนที่พูด ความมั่นคงทางพลังงานไม่ควรถูกนำมาเป็นข้ออ้างทำลายวิถีชีวิตประชาชน” ชื่นชมแสดงความคิดเห็น อีกทั้งยังยกคำพูดของมหาตมะ คานที ที่ว่า ธรรมชาตินั้นเพียงพอกับความต้องการ แต่ไม่เพียงพอกับความตะกละตะกราม
เธอกล่าวด้วยว่า อาเซียนเปรียบเสมือนเป็นประเทศที่เปิดกว้างของไทยที่จะส่งต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมและปัญหาสังคมให้ขยายออกไปตามวงจรการลงทุนของไทย หากโครงสร้างของอาเซียนไม่เปลี่ยนปัญหาต่างๆ เหล่านี้ก็จะก็จะเกิดขึ้น เพราะอาเซียนถูกตัดสินโดยผู้มีอำนาจที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน ดังนั้น สิ่งที่ทำได้ ไม่ใช่แค่ให้อาเซียนฟังมากขึ้นเท่านั้น แต่ต้องทำให้ประชาชนซึ่งเป็นคนรากหญ้ามีพลัง มีการแบ่งสรรอำนาจให้ประชาชนมากขึ้น และควรมีประชาธิปไตยมากขึ้นในอาเซียน ทั้งนี้เราต้องการความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ ที่ไม่ใช่แค่ต่อสู้กับรัฐบาล แต่ต้องต่อสู้กับภายในของตนเองด้วย
ชี้ประชาชนเข้มแข็ง ต้องเรียนรู้จากกันและกันโดยไร้พรมแดน
ศิริชัย สาครรัตนกุล เครือข่ายนักธุรกิจเพื่อสังคม กล่าวว่า การสร้างความเข้มแข็งของประชาชนทำได้โดยเรียกร้องให้ไม่มีพรมแดนระหว่างประชาชนอาเซียนอีกต่อไป โดยยกตัวอย่างการก่อตั้งสหกรณ์ของประเทศในยุโรปหลังปฎิวัติอุตสาหกรรม ซึ่งประสบความสำเร็จผ่านการเรียนรู้จากกันและกันโดยไม่มีพรมแดน
เขากล่าวต่อว่า ส่วนการพัฒนาความเข้มแข็งจากระดับบุคคลไปสู่ระดับชาติ ทำได้โดยอาศัยทฤษฎีสามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา นั่นคือ อาศัยขบวนการเคลื่อนไหวของประชาชน ผ่านการสร้างเครือข่าย ประกอบกับองค์ความรู้ และเจตนารมณ์ ซึ่งของไทยเององค์กรที่ประสบความสำเร็จ คือ สสส. ซึ่งวุฒิสภาออกกฎหมายให้รัฐบาลแบ่งภาษีบาป 2% เพื่อสนับสนุนด้านสุขภาวะ รวมถึงคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ
หนุนการเคลื่อนย้ายแรงงานเสรี เพื่อชีวิตที่ดีของคนงาน
ศิริพร สโครบาเนค ประธานมูลนิธิผู้หญิง กล่าวว่า การที่ไม่มีผู้นำอาเซียนเข้าร่วมในช่วงเช้า ก่อให้เกิดคำถาม 2 ข้อ คือ หนึ่ง ประชาสังคมอาเซียนแข็งแรงพอจะทำให้ผู้นำหันมาสนใจได้ไหม สอง ผู้นำอาเซียนสนใจการมีส่วนร่วมของประชาชนในการสร้างประชาคมอาเซียนจริงหรือไม่
เธอกล่าวว่า แต่ละประเทศในอาเซียนมีเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน เห็นได้จากรายงานของ UNDP ที่ระบุว่า สิงคโปร์ บรูไน มาเลเซีย เป็นประเทศที่มีการพัฒนาสูงอยู่ใน 50 ประเทศแรกของการจัดอันดับ ขณะที่ไทยอยู่ลำดับที่ 87 และประเทศอื่นๆ อยู่ในลำดับที่ 100 ขึ้นไป เมื่อเป็นเช่นนี้ ถามว่า ประเทศที่ร่ำรวยมีความฝันเดียวกันกับประเทศยากจนหรือไม่ และแม้แต่ประชาชนในภาคประชาสังคม ยังมีวิถีชีวิตและวิธีคิดที่ต่างกัน
ถ้าถามว่า เราควรมีความใฝ่ฝันเดียวกับผู้นำอาเซียนไหม ศิริพรกล่าวว่า ควรมองในแง่บวก เพราะเรายังต้องอยู่ในอาเซียน ที่มีทั้งปัญหาเศรษฐกิจและปัญหาพรมแดน ซึ่งอย่างน้อยที่สุด ก็นับว่ามีสิ่งดีในพิมพ์เขียวเรื่องความมั่นคง ที่ระบุถึงการปกป้องสิทธิมนุษยชนของประชาชน ซึ่งเมื่อมีการกล่าวถึงไว้แล้ว เราก็ควรใช้ประโยชน์และทำให้เกิดประโยชน์กับประชาชนจริงๆ
ศิริพร กล่าวถึงประเด็นการเคลื่อนย้ายของแรงงานว่า อาเซียนบอกว่าจะมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง แต่การเคลื่อนย้ายของประชาชนกลับจำกัด ยังมีการข้ามพรมแดนที่ผิดกฎหมาย และไม่มีกลไกช่วยบรรเทาทุกข์ รายงานปีล่าสุดของ UNDP ระบุว่า รายได้ของแรงงานข้ามชาติทำให้ครอบครัวที่ประเทศต้นทางมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นมากกว่าความช่วยเหลือจากองค์กรระหว่างประเทศ ดังนั้น อาเซียนจึงควรสนับสนุนการเคลื่อนย้ายอย่างเสรี เพื่อทำให้อาเซียนไม่มีพรมแดน ให้คนข้ามพรมแดนได้อย่างมีศักดิ์สิทธิ์ และปกป้องสิทธิของประชาชนอาเซียน
เขียนประวัติศาสตร์ใหม่ อย่ามองเพื่อนบ้านเป็นตัวร้าย
สุเนตร ชุติธรานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่าความขัดแย้งระหว่างประเทศเกิดขึ้นเพราะไทยขาดองค์ความรู้เกี่ยวกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเรามีความรู้ที่จำกัดทั้งเรื่องภาษา วรรณคดี ภูมิหลัง ประวัติศาสตร์ การเมือง สภาพเศรษฐกิจ ของประเทศเพื่อนบ้าน ถ้าถามนักเรียน นักศึกษาไทยว่ารู้เกี่ยวกับภาษาของเพื่อนบ้านมากน้อยแค่ไหน เขาคิดว่าจะรู้น้อยมาก ไม่ว่าจะเป็นภาษา พม่า เขมร ในขณะที่หลายคนรู้ภาษาอังกฤษ จีน แม้กระทั่งญี่ปุ่น ดังนั้น เราจะสร้างความเข้าใจร่วมกันอย่างไร ในเมื่อยังไม่มีความเข้าใจลึกซึ้งเรื่องเพื่อนบ้านเราเลย นอกจากนี้ ไทยยังมีความคิดแบบนายทุน มองประเทศเพื่อนบ้านว่าเป็นแหล่งแรงงานราคาถูก เป็นแหล่งทรัพยากรที่สามารถเข้าไปแสวงประโยชน์ได้ ทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างประเทศ
เขาแสดงความเห็นว่า น่าสนใจว่า มีปัญหาอะไรบ้างเมื่อเราพูดถึงประเทศไทยเป็นสมาชิกอาเซียนมา 40 ปีแล้ว แต่ไทยก็ยังไม่ได้ทำงานผนวกรวม เพื่อก่อให้เกิดการผลักดันการเคลื่อนไหวเพื่อไม่ให้เกิดช่องว่างในอาเซียน สำหรับประเทศไทยแล้ว อาเซียนอาจดูเหมือนต่างประเทศ อยู่ไกลตัว เหมือนแตะต้องไม่ได้ เอื้อมไม่ถึง ดังนั้นสิ่งสำคัญคือต้องทำให้อาเซียนเป็นเหมือนมนุษย์ธรรมดา ต้องตั้งคำถามพื้นฐานว่า ประเทศไทยรู้จักอาเซียนแค่ไหน เรารู้จักอาเซียนตามแนวความคิด หรือรู้จักอาเซียนในแบบที่เป็นองค์กรที่จะผนึกเราเข้าด้วยกัน ดังนั้น ก็ต้องกลับมาที่คำถามที่ว่า เมื่อเราไม่เรียนรู้เกี่ยวกับแต่ละประเทศในอาเซียน ไม่เรียนประวัติศาสตร์ ของเพื่อนบ้านก็ไม่มีประวัติศาสตร์ของอาเซียน
สุเนตร กล่าวว่า ที่ผ่านมา เราเรียนประวัติศาสตร์ของประเทศเพื่อนบ้านจากมุมมองของเราเอง ผ่านตัวเราเองที่มองว่าเพื่อนบ้านเราเป็นอย่างไร เมื่อเราพูดถึงพม่า เราคิดว่าเป็นศัตรูสำคัญที่ทำให้อาณาจักรอยุธยาล่มลง ประวัติศาสตร์กัมพูชาก็เช่นกัน เราไปคิดว่าจะมาแทงข้างหลังเรา ส่วนลาวเราก็บอกว่าด้อยกว่าเราทั้งทางอารยธรรมและวัฒนธรรม ส่วนมาเลเซีย เรามองด้วยความระวัง ร้ายยิ่งกว่างูพิษ เห็นไหมว่าเราไม่เคยมีมุมมองที่เป็นบวกกับประเทศเพื่อนบ้านเลย
เขากล่าวเสริมว่า ในฐานะอาเซียน รัฐก็พยายามอย่างดีที่สุดเท่าที่ทำได้ในการลดภาพเชิงลบ แต่ก็ยังทำได้ไม่มาก เพราะประวัติศาสตร์ที่ถูกสร้างขึ้น กลายเป็นพื้นฐานที่เข้มแข็งของสถาบันต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น มีการกำหนดวันกองทัพไทยเป็นวันที่ 24 มกราคม เนื่องจากเมื่อย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ เป็นวันที่นเรศวรฆ่าพระมหาอุปราชาในสงครามยุทธหัตถี แต่หลังจากนั้นสองปีที่แล้วมีการเปลี่ยนวันกองทัพไทยใหม่ เป็นวันที่ 18 มกราคม เพราะไปพบว่าข้อมูลนั้นผิด
เขาตั้งคำถามว่า เมื่อประวัติศาสตร์ไทยไม่สอดคล้องกับจิตวิญญาณของอาเซียน เราจะทำอย่างไร เรื่องนี้ไม่สามารถแก้ได้ง่ายๆ เพราะเพื่อนบ้านเราก็มีปัญหาเหมือนกัน เช่น พม่า กัมพูชา จะเปลี่ยนประวัติศาสตร์ประเทศเขาให้สอดคล้องกับมาตรฐานใหม่ของอาเซียนที่มีประชาชนเป็นจุดศูนย์กลางของภูมิภาคได้อย่างไร
สุเนตร แสดงความเห็นว่า คนในประเทศไทย ไม่มีใครถือได้ว่าเป็นไทย 100 เปอร์เซ็นต์ หรือไม่ว่าในชาติไหนก็ไม่มีของความเป็นชาตินั้นๆ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่เรามีการแบ่งปันกับเพื่อนบ้าน มีการอยู่ร่วมกัน เรามีความหลากหลายของภาษาที่ผนวกรวมกันหมด ในทางวรรณคดี ก็มีองค์ประกอบต่างๆ ที่นำมาประยุกต์ นำมาจากประเทศเพื่อนบ้าน ดังนั้นสำคัญมากที่จะเรียกร้องให้คนไทยให้มีสัมพันธภาพกับเพื่อนบ้านเรา ในมุมมองเช่นนี้ เราจะทำอะไรได้หลายอย่างเพื่อสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน
เขากล่าวถึงการสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างประเทศเพื่อนบ้านทำได้โดยเริ่มจากเขียนประวัติของประเทศเราใหม่ ซึ่งในนั้นเราต้องมีภาพที่เป็นบวกของประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาอยู่ด้วย หากประชาชนในระดับต่างๆ การทำเช่นนั้น ในมุมมองประวัติ วรรณกรรม ดนตรี เราจะสร้างประวัติศาสตร์ใหม่ที่เป็นจริงที่แตกต่างจากประวัติศาสตร์ที่รัฐสร้างขึ้น ซึ่งในอนาคตอันใกล้ หากประเทศต่างๆ ทำแบบนี้ เราจะมีฝันดีที่จะสร้างหรือจัดตั้งชุมชนอาเซียนขึ้นได้ โดยมีประชากรอาเซียนเป็นหัวใจหลักของชุมชนอาเซียน
ติดตามได้ที่ : http://twitter.com/aseanpeople_th