ที่มา มติชน ตท.10ควงคู่สมรสพาเหรดเข้าพท. เตรียมเดินสายคุยผู้นำเพื่อนบ้าน
"ตท.10"เกือบครึ่งร้อยตบเท้าเข้า พท. อ้างนโยบายดีทนไม่ได้บ้านเมืองไร้ทิศ ปัดอกหักเก้าอี้กองทัพ เมินคำพูด"ป๋าเปรม" "พัลลภ"เย้ยข้อพิสูจน์ไม่ทรยศชาติ "บิ๊กจิ๋ว"บอกไม่หวังตำแหน่ง เตรียมใช้ความรู้แก้ปัญหา 5 แนวทาง หลังเพื่อไทยโดนมองไม่จงรักภักดี เล็งคุย"สนธิ-จำลอง"สร้างสมานฉันท์ พร้อมเดินสายคุยผู้นำ แก้ปมแนวชายแดน-ฟื้นฟูประชาธิปไตย
ผู้สื่อข่าวรายงาน เมื่อวันที่ 20 ต.ค.ว่า ความเคลื่อนไหวของพรรคเพื่อไทย (พท.) มีอดีตนายทหารเตรียมทหารรุ่น 10 (ตท.10) เพื่อนร่วมรุ่น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จำนวน 49 คนพร้อมคู่สมรส นำโดย พล.อ.อ.สุเมธ โพธิ์มณี อดีตหัวหน้านายทหารฝ่ายเสนาธิการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มาสมัครเป็นสมาชิกพรรค มีผู้บริหาร และส.ส.ของพรรค อาทิ นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรค นายคณวัฒน์ วศินสังวร รองหัวหน้าพรรค น.ส.สุณีย์ เหลืองวิจิตร เลขาธิการพรรค ต้อนรับ จากนั้นทั้งหมดถ่ายรูปร่วมกันบริเวณบันไดหน้าที่ทำการพรรคและชูมือพร้อมตะโกน "ไชโย" 3 ครั้ง แล้วขึ้นไปยังชั้น 4 เพื่อกรอกใบสมัครและถ่ายรูปทำบัตรสมาชิก
เวลา 13.00 น. นายยงยุทธ นำทีมคณะอดีตทหาร ตท.10 ใส่เสื้อแจ๊คเก็ตสีขาวขลิบแดงสกรีนลายพรรค แถลงข่าว ว่า บ้านหลังนี้ถือเป็นหลังที่ 3 บ้านหลังแรกคือพรรคไทยรักไทย ทำให้คนไทยทั้งหมดที่มีความคิดเดียวและเจตนาเดียวกันมารวมกัน บ้านหลังที่ 2 คือพรรคพลังประชาชน และบ้านหลังที่ 3 คือพรรคเพื่อไทย มีความหมายว่าเพื่อชาติ ราชบัลลังก์ และความสุขพี่น้องประชาชน และบ้านหลังนี้ลงหลักปักฐานมั่นคงแข็งแรง มีบุคคลมาอยู่ในฐานะเจ้าของบ้านร่วมกัน และมีโอกาสต้อนรับ ตท.รุ่น 10 หลังจากที่เกษียณอายุแล้วเอาประสบการณ์ที่มีอยู่ และวัตถุประสงค์ของพรรคมาร่วมน่าจะตรงกัน
ยันมติเห็นด้วยนโยบายพรรคดี
พล.อ.อ.สุเมธกล่าวว่า การที่ ตท.10 เข้า พท. เพราะปรึกษากันว่าพวกเราจบมาจากโรงเรียนเตรียมทหาร ปฏิญาณตนมาตลอดว่าจะจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ จากนั้นแยกย้ายกันไปอยู่ตามเหล่าต่างๆ เมื่อจบก็ไปทำงานตามพื้นที่ต่างๆ ของประเทศ เกือบจะทุกที่ มีประสบการณ์พอสมควร เมื่อออกจากราชการไม่ว่าจะเกษียณหรือลาออกก่อน ยังมีเจตนารมณ์เหมือนที่เคยปฏิญาณตนไว้จะจงรักภักดี และทำงานเพื่อประเทศชาติและพระมหากษัตริย์ เมื่อบางคนยังมีกำลังกาย หรือมีประสบการณ์บ้างก็หาแนวทางที่จะช่วยประเทศชาติอย่างไร
"เมื่อประชุมกันก็ลงมติว่าจะร่วมกับ พท. เพราะนโยบายของพรรคก็ดี หลายส่วนประกอบเป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้จริง ทำให้ประชาชนอยู่ดีมีสุข มีความจงรักต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ จึงพากันเข้ามาสังกัดพท." พล.อ.อ.สุเมธระบุ
ปัดเหตุผิดหวังเก้าอี้-เมินคำพูด"ป๋า"
ผู้สื่อข่าวถามว่าปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ ตท.10 มาสังกัด พท.เพราะถูกเอาเปรียบจากการจัดสรรตำแหน่งในกองทัพหรือไม่ พล.อ.อ.สุเมธกล่าวว่า ไม่เกี่ยว เรื่องการโยกย้ายนั้นเป็นธรรมชาติอยู่แล้วที่มีทั้งได้ดีและไม่ดีตามวาระราชการมีทั้งขึ้นและลง แต่ที่สมัคร พท.เพราะชอบนโยบาย อย่างไรก็ตามเพื่อน ตท.10 ยังไม่ทราบว่าจะมารับผิดชอบด้านไหน แต่ยินดีทำตามเจตนารมณ์และงานที่พรรคมอบหมายให้ พ.ต.ท.ทักษิณได้บอกให้เพื่อนๆ ที่ยังมีเรี่ยวแรงช่วยกันเพื่อชาติบ้านเมือง และไม่ได้กังวลคำพูด พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ พวกตนไม่ได้เลือกข้างแต่ต้องการให้ประเทศชาติดีขึ้น
เมื่อถามว่า แต่ว่าวันนี้สังคมมองว่าตท.10 ที่มาสังกัดพท.เป็นฝ่ายที่อยู่ตรงข้าม พล.อ.เปรม พล.อ.อ.สุเมธกล่าวว่า ตอนนี้เกษียณแล้วจึงเป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่งจะไปสังกัดพรรคการเมืองใดก็ได้ ไม่ได้มุ่งหมายจะลงสมัครรับเลือกตั้ง และมี ตท.10 บางคนที่ยังไม่มาเปิดตัววันนี้ได้เนื่องจากติดภารกิจที่ต่างประเทศ แต่จะทยอยกันมาสมัครอีก บุคคลเหล่านี้อยู่ในระดับนายพล
อ้างทนไม่ได้บ้านเมืองไร้ทิศทาง
เมื่อถามว่าได้คุยกับ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.เพื่อนร่วมรุ่นหรือไม่ พล.อ.อ.สุเมธกล่าวว่า ไม่ได้คุย แต่ถ้าเจอคงจะพูดคุยกันปกติ คาดว่า พล.อ.อนุพงษ์คงจะทราบเรื่องมาสังกัด พท.จากข่าว
พล.อ.นพ.อำนวย ถิระชุณหะ วิสัญญีแพทย์ ประจำโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า กล่าวว่า พวกตนทนไม่ได้ที่เห็นประเทศบ้านเมืองอยู่กันอย่างไร้ทิศทาง ประกอบกับพรรคนี้ก่อนถูกยุบมีผลงานทำให้คนอยู่ดีมีสุข เมื่อคิดว่ามีความสามารถและมีโอกาสที่จะทำงานให้พี่น้องประชาชนจึงมา พวกเราเป็นทหาร กว่าจะมาถึงขั้นนี้ได้ ก็ล้วนแต่มีความจงรักภักดีกันทุกคน
"พัลลภ"เย้ยพิสูจน์"ไม่ทรยศชาติ"
ขณะที่ พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี อดีตรอง ผอ.รมน. กล่าวต้อนรับยินดี ตท.10 ที่เข้าพท.ว่า เป็นเครื่องพิสูจน์ที่แน่ชัดแล้วว่าที่คนบางคนกล่าวว่า พท.ทรยศต่อประเทศชาตินั้น เป็นคำพูดที่ไม่จริง อยากฝากไปยัง พล.อ.เปรม ในฐานะที่เป็นนักเรียนนายร้อยรุ่นพี่ และเป็นอดีตผู้บังคับบัญชา ว่าการผูกขาดความรักชาตินั้นอย่าผูกขาดไว้แต่ผู้เดียว และแม้นว่าใครมีความคิดไม่ตรงกับท่าน ผู้นั้นทรยศชาติ ไม่ใช่เพราะวันนี้มีข้อพิสูจน์ที่แน่ชัด
"อยากกราบเรียนท่านอีกครั้งหนึ่ง ว่าตอนรับราชการผมเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาท่าน ท่านอยู่ห้องยุทธการ อยู่ในห้องเย็น ผมถือปืนอยู่ป่า อยู่ภูเขา แต่ว่าก็มีแนวคิดตรงกัน เพื่อประเทศชาติและประชาชน ขอยืนยันว่า พท.เป็นพรรคที่เป็นความหวังของประชาชน ไม่เช่นนั้นน้องๆ ของผมคงไม่เข้ามาร่วม ทุกคนเป็นผู้บังคับหน่วยงานมาแล้วทั้งนั้น" พล.อ.พัลลภกล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการแถลงข่าวเป็นไปอย่างคึกคัก หลังจากเสร็จสิ้นทั้งหมดถ่ายรูปร่วมกันอีกครั้ง และตะโกนคำว่า "ไชโย" ด้วยเสียงดัง ก่อนที่หัวหน้า พท.จะนำคณะ ตท.10 ชมการทำงานของพรรค และการประชุมประจำสัปดาห์ของ ส.ส.พรรคด้วย
ขอแก้5ปมก่อนเกิดวิกฤตใหญ่
รายงานข่าวจาก พท.แจ้งว่า ในการประชุม พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อที่ประชุมซึ่งมีกลุ่ม ตท.10 เข้าร่วมว่า ขอขอบคุณน้องๆ ทหารที่เข้ามาร่วม ตนเข้าทำงานในพรรคไม่ได้หวังตำแหน่งใดๆ จากนี้ไปจะเริ่มเรื่องนโยบายและใช้ความรู้แก้ไขปัญหา 5 แนวทาง ซึ่งมาจากการพูดคุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เห็นตรงกันว่าถึงเวลาต้องแก้ปัญหาประเทศก่อนจะเกิดวิกฤตใหญ่ คือ 1.ปัญหาที่ถูกมองว่า พท.ไม่จงรักภักดี ถ้าตนยังอยู่ข้างนอกก็ไม่สามารถทำอะไรได้ แต่เมื่อเข้ามามีวิธีพิสูจน์ให้สังคมรับรู้ว่า พท.จงรักภักดี เมื่อคนอื่นบอกว่าทรยศต้องแสดงออกว่าไม่ใช่ 2.การสร้างความสมานฉันท์ ระหว่างเสื้อแดงและเสื้อเหลือง น่าจะคุยกับนายสนธิ ลิ้มทองกุล หัวหน้าพรรคการเมืองใหม่และ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำกลุ่มพันธมิตรได้เพราะทุกคนเป็นคนไทยด้วยกันยอมรับกันเสียหน่อย
"3.การแก้ไขปัญความไม่สงบในจังหวัดภาคใต้ 4.การแก้ไขปัญหาตามแนวชายแดน และ 5.การฟื้นฟูประชาธิปไตย นอกจากนี้ พล.อ.ชวลิตยังกล่าวว่าจะเดินพบปะผู้นำประเทศเพื่อนบ้านเพื่อทำความเข้าใจและฟื้นฟูความสัมพันธ์ โดยจะเข้าพบนายกฯฮุน เซน (นายกรัฐมนตรีกัมพูชา) ที่กำลังจะเกิดการแตกแยกกันเพราะนายกรัฐมนตรี (นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) บริหารงานผิดพลาด และจะเข้าพบนายกฯมาเลเซียเพื่อพูดคุยปัญหา 5 จังหวัดชายแดนใต้ รวมถึง พล.อ.อาวุโส ตาน ฉ่วย ผู้นำสูงสุดรัฐบาลทหารพม่า โดยจะรื้อโครงการทำถนนเชื่อมระหว่างประเทศเพื่อนบ้านและไทยเพราะจะเป็นแนวทางที่ผูกพันกันได้" รายงานข่าวระบุ
29ต.ค.พท.ติวเข้มสมาชิกใหม่
คำถามที่อยากชวนใหช่วยกันขบคิด เฉพาะอย่างยิ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงอย่าง กกต.ถ้าให้คำตอบที่มีเหตุผลได้ก็จะเป็นประโยชน์แก่สังคมการเมืองไทยไม่น้อย รวมทั้งทำให้ผู้เขียนหายความคับข้องใจได้
ในท่ามกลางการผลักดันให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญจากทางด้านรัฐสภา นายกรัฐมนตรีได้เชิญบรรดาบุคคลเป็นจำนวนมากให้มาร่วมประชุมเพื่อปรึกษาหารือเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าควรจะดำเนินการไปในลักษณะเช่นไรบ้าง การประชุมจัดขึ้นที่บ้านพิษณุโลกในช่วงเย็นเมื่อวันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม 2552 และเมื่อเย็นวันที่ 13 ตุลาคม 2552
บุคคลสำคัญที่ได้มาเข้าร่วมการประชุมนี้ส่วนใหญ่เป็นนักการเมืองจากพรรคการเมืองที่ร่วมรัฐบาลที่ต้องใส่ใจก็คือมีหลายคนเป็นผู้ที่ได้เคยถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้เพิกถอนสิทธิในทางการเมือง เช่น คุณเนวิน ชิดชอบ คุณสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล และอีกหลายคนที่แม้จะไม่ได้มีสถานะเป็นผู้บริหารพรรคในทางนิตินัยก็ตามสื่อมวลชนรายงานข่าวไม่แตกต่างกันว่าเป็นการพบปะเลยประชุมร่วมกันของแกนนำของแต่ละพรรคการเมือง คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ดูเหมือนจะยอมรับความสำคัญของบุคคลเหล่านี้ในพรรคการเมืองต่างๆ เพราะไม่ได้มีการปฏิเสธเกิดขึ้นแต่อย่างใด ภายหลังการประชุมคุณอภิสิทธิ์ก็ยังได้ชี้แจงถึงแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งตกลงกันระหว่างผู้ประชุม
ข้อสงสัยที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หากเป็นคำถามว่าในฐานะที่ถูกตัดสิทธิทางการเมือง บุคคลที่เข้าร่วมการประชุมกับคุณอภิสิทธิ์ในฐานะแกนนำหรือตัวแทนของพรรคการเมืองสามารถจะกระทำเช่นนั้นได้หรือไม่
การเพิกถอนสิทธินักการเมืองหรือที่เรียกกันว่าการตัดสิทธิทางการเมืองของนักการเมืองจำนวนมากด้วยคำวินิจฉันของศาลรัฐธรรมนูญ ได้นำมาซึ่งข้อถกเถียงว่าการตัดสิทธิทางการเมืองนั้นมีความหมายครอบคลุมกว้างขวางเพียงใด สำหรับการกระทำบางอย่างมีบทบัญญัติที่กำหนดเอาไว้อย่างชัดเจน เช่น เพิกถอนสิทธิในการลงรับสมัครเลือกตั้งเป็นระยะเวลา 5 ปี ห้ามดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการบริหารพรรคการเมือง
แต่การกระทำหลายอย่างก็ไม่มีความชัดเจนว่าจะสามารถกระทำได้หรือไม่ หรือหากกระทำไปแล้วจะมีขอบเขตจำกัดเอาไว้ในลักษณะเช่นไร ดังการมีบทบาทในการช่วยผู้อื่นหาเสียงในการเลือกตั้งจะสามารถกระทำได้หรือไม่ หรือหากเป็นเพียงแค่การถ่ายรูปคู่กับผู้รับสมัครเลือกตั้งเท่านั้นโดยไม่มีการพูดอะไรแม้แต่สักคำเดียว
ประเด็นต่างๆ เหล่านี้ได้กลายเป็นข้อถกเถียงในคราวเลือกตั้งครั้งล่าสุด และได้มีคำวินิจฉัยไว้อย่างน่าสนใจจากทาง กกต.ว่าการช่วยหาเสียงให้กับบุคคลผู้ลงรับสมัครเลือกตั้ง ส.ส.ถือว่าเป็นหน้าที่สำคัญของกรรมการบริหารพรรคการเมือง ดังนั้น บุคคลที่ถูกตัดสิทธิทางการเมืองย่อมไม่สามารถทำหน้าที่ในลักษณะเช่นนี้ได้
ประเด็นสำคัญของการวินิจฉัยก็คือ การพิจารณาจากบทบาทที่เป็นจริงของบุคคลที่ถูกตัดสิทธิทางการเมืองว่ามีอยู่ในลักษณะเช่นไร หากทำหน้าที่ในแบบเดียวกับที่กรรมการบริหารพรรคกระทำก็ควรต้องถูกห้าม แม้จะไม่ได้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมืองด้วยการระบุชื่ออยู่ในทะเบียนอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรก็ตาม
เหตุผลแบบที่กล่าวมานี้ก็น่าจะรับฟังเป็นอย่างยิ่ง เพราะหากไปมองแค่ชื่อในทะเบียนพรรคการเมืองเพียงอย่างเดียว เราก็อาจเห็นบรรดาผู้ถูกตัดสิทธิทางการเมืองทั้งหลายเข้าไปยุ่มย่ามในพรรคการเมืองเต็มไปหมดแต่ไม่ปรากฏชื่อเป็นกรรมการบริหารของพรรค รวมถึงอาจไปชี้นิ้วสั่งซ้ายหันขวาหันในพรรคการเมืองได้
แต่พอมานึกถึงการประชุมระหว่างคุณอภิสิทธิ์ ในฐานะนายกรัฐมนตรีกับผู้ถูกตัดสิทธิทางการเมืองเพื่อคุยกันเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ชวนให้สงสัยเป็นอย่างยิ่ง
บุคคลต่างๆ เหล่านี้มาประชุมในฐานะแกนนำของพรรคการเมืองสถานะดังกล่าวเป็นที่ยอมรับและรับรู้กันโดยทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นหรือไม่เป็นกรรมการบริหารพรรคการเมืองก็ตาม การกำหนดแนวทางในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้เป็นที่เข้าใจร่วมกันระหว่างพรรคการเมืองก็ย่อมต้องให้บุคคลที่มีพลังอยู่ในพรรคมาร่วมประชุม ส่วนหนึ่งก็คงต้องเป็นกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่ปรากฏรายชื่อเป็นตัวหนังสือชัดเจนแต่อีกหลายคนซึ่งอาจใหญ่กว่าชื่อที่ถูกเขียนอย่างเป็นทางการก็ได้มาเข้าร่วมด้วย
เมื่อตกลงเป็นที่เข้าใจร่วมกันแล้ว ก็จะนำไปสู่ปฏิบัติการในทางการเมืองซึ่งแต่ละพรรคต่างก็ล้วนต้องปฏิบัติตามตามแนวทางที่ได้ตกลงกันเอาไว้
จะปฏิเสธหรือว่าการประชุมที่บ้านพิษณุโลกที่ร่วมด้วยบรรดาผู้ถูกตัดสิทธิทางการเมืองเป็นเพียงลูกกระจ๊อกปลายแถว เอาเข้าจริงนี่คือเจ้าของพรรคการเมืองตัวจริงเสียงจริงมากกว่าที่ถูกอุปโลกน์กันเสียอีก
ไม่แน่ใจว่าทาง กกต.จะมีคำอธิบายอย่างไรกับเหตุการณ์เหล่านี้ ดูเหมือนจะไม่มีความเห็นใดๆ ออกมาแม้แต่น้อย ทั้งที่การประชุมที่เกิดขึ้นไม่ใช่เป็นเรื่องแอบทำกันในห้องนอนเหมือนแอบมีเมียน้อย แต่โจ่งแจ้งและบอกกล่าวล่วงหน้ามาอย่างชัดเจน จึงมีความหมายไปอย่างอื่นไม่ได้นอกจากเดาว่าเพราะเห็นว่าการกระทำนี้ไม่ได้ขัดต่อข้อห้ามในเรื่องตัดสิทธิทางการเมือง
อันนี้เป็นปัญหาสำคัญที่ควรต้องตอบเพราะหากยึดเอาหลักการที่ กกต.วางเอาไว้ในการวินิจฉัยกรณีหาเสียงโดยผู้ตัดสิทธิทางการเมืองแล้ว บทบาทในการประชุมครั้งนี้โจ๋งครึ่มไม่น้อยไปกว่าการช่วยหาเสียงด้วยซ้ำ
คุณอภิสิทธิ์จะเชิญคุณเนวินมาร่วมประชุมในฐานะอะไรหรือ จะตอบว่าเป็นเพราะคิดถึงอ้อมกอดที่ทำให้ก้าวสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีก็คงยากจะเชื่อได้
ได้เคยมีข้อกล่าวหาแบบนี้เกิดขึ้นบางแล้ว แต่คำชี้แจงที่เคยเกิดขึ้นก็คือว่าข้อเท็จจริงแตกต่างกันดังนั้นผลของการวิจัยจึงมีความแตกต่าง จำเป็นต้องกล่าวไว้ล่วงหน้าเลยว่ากรณีที่กำลังกล่าวถึงนี้ผู้เขียนก็ตระหนักถึงความแตกต่างระหว่างการช่วยหาเสียงในการเลือกตั้งกับการร่วมประชุมแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างแน่นอน ข้อสงสัยที่เกิดขึ้นนั้นอยู่ที่มาตรฐานในการวินิจฉัยการกระทำที่มีสาระในลักษณะเดียวกันว่าจะให้ผลอย่างไร
อยากรู้เหมือนกันว่าจะมีความเห็นอย่างไรเกิดขึ้นกับองค์กรที่ทำหน้าที่อย่างเข้มแข็งในกรณีที่เกิดขึ้นกับฝ่ายที่ยืนตรงกันข้ามกับพรรคประชาธิปัตย์ จำได้ไหมครับว่าในคราวถกเถียงเรื่องการมีบทบาทช่วยในการหาเสียงของผู้ถูกตัดสิทธิทางการเมือง มีการให้ความเห็นทั้งส่วนตัวและองค์กรเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีการตั้งอนุกรรมการขึ้นมาสอบสวนอย่างเป็นเรื่องเป็นราวอย่างรวดเร็ว
แต่กลับกรณีการประชุมในครั้งนี้ทำไมถึงได้เงียบสนิทราวกลับว่าไม่มีองค์กรนี้อยู่ในสังคมไทย
ในท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองที่ยังไม่ยุติลง การทำหน้าที่ของหน่วยงานรัฐที่ทำให้เกิดความน่าเชื่อถือและการยอมรับจากทุกฝ่ายเป็นเงื่อนไขหนึ่งจะสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการนำสังคมไทยกลับสู่ความเป็นประชาธิปไตยที่นำเอาความขัดแย้งทางการเมืองเข้าสู่การวินิจฉัยขององค์กรทางการเมืองได้
ขอให้เข้าใจว่าทั้งหมดนี้ไม่ได้เป็นกล่าวหาว่ามีการเลือกปฏิบัติหรือสองมาตรฐานเกิดขึ้น
แต่ต้องการตั้งคำถามถึงหลักการในการวินิจฉัยกรณีเรื่องตัดสิทธิทางการเมืองจะวางอยู่บนมาตรฐานอย่างไรต่างหาก
...............................
เผยแพร่ครั้งแรกใน มติชนรายวัน วันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11545








