ที่มา Voice TV
นักวิชาการหลายคนมองว่า จนถึงวันนี้คนไทยใจยังเป็นทาส แม้จะมีการเลิกทาสมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ก็ตาม
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Sunday, October 25, 2009
คนไทยยังไม่ยอมเลิกเป็นทาส
100 ปีเลิกทาสในไทย
ที่มา Voice TV
23 ตุลาคมถือว่าเป็นวันปิยะมหาราช และครบรอบ99ปีการสวรรคต และยังเป็นปีที่ครบรอบ 100 ปีการเลิกทาสในประเทศไทยอย่างแท้จริงอีกด้วย
ร.ป.ภ เข้มจนวันสุดท้ายประชุมอาเซียน
ที่มา Voice TV
นายกฯถกเหวิน เจียเป่า,เควิน รัดด์ สื่อต่างชาติมองอาเซียนซัมมิตจืด 3 วัน เต็มไปด้วยรอยร้าวไทย-กัมพูชา
สำนักข่าวรอยเตอร์สระบุว่าการประชุมอาเซียนซัมมิตที่เข้าสูวันสุดท้ายในวันนี้ ไม่มีเรื่องใหม่ๆให้ติดตามนอกจากความสัมพันธ์ระหว่างไทย กับ กัมพูชา ซึ่งมาถึงการประชุมวันสุดท้ายแล้ว แต่นายกรัฐมนตรีทั้งสองประเทศยังไม่มีโอกาสหารือระดับทวิภาคีกัน
อย่างไรก็ตามก่อนการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก หรือ East Asia Summit จะเริ่มในวันนี้ นาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้หารือทวิภาคีกับนาย เควิน รัดด์ นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย และ นาย เหวิน เจียเป่า นายกรัฐมนตรีจีนด้วย โดยนาย รัดด์ เสนอให้มีการประชุมระดับ เอเชีย แปซิฟิก ขึ้นเฉพาะกิจ เพื่อหารือแก้ไขวิกฤติต่างๆภายในภูมิภาค ซึ่งจะรวมถึงการดึงสหรัฐฯ เข้ามาร่วมวงหารือด้วย
ส่วนการพบนายกรัฐมนตรีจีน ก็มีการพูดคุยถึงโอกาสในการเปิดการค้าเสรี กับจีน
ด้านมาตรการรักษาความปลอดภัยในการประชุมอาเซียนซัมมิตวันที่ 3 (25 ต.ค. 52) ก็ยังเข้มข้นเหมือนเดิม โดยมีการจัดกำลังตรวจการชายฝั่งตลอดแนวชายฝั่งหัวหิน ขณะที่รถทุกคันที่ผ่านเขตที่ประชุมจะต้องได้รับการตรวจค้นโดยละเอียด
สงครามการเมือง"ไร้รูปแบบ" ทำลายภูมิคุ้มกันตัวเอง "ไทย"จับไข้!
ที่มา มติชน
วิเคราะห์
![]() |
ได้สร้างผลกระทบต่อ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ
สร้างผลกระทบต่อรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี
และสร้างผลกระทบต่อประเทศชาติอย่างเหลือเชื่อ
คำพูดของ พล.อ.ชวลิต เรื่อง "ป๋าไม่ว่าง" เมื่อครั้งที่ พล.อ.ชวลิตติดต่อเข้าพบเพื่อขออโหสิกรรมก่อนบวช ได้จุดชนวนเหตุทำให้ พล.อ.เปรม ซึ่งเปรียบประดุจพยัคฆ์หลับ กลับต้องออกมาตอบโต้ตักเตือนเรื่อง "ทรยศชาติ"
การปรากฏตัวของ พล.อ.เปรม มิได้ย่างกรายออกมาเพียงคนเดียว หากแต่เมื่อมองไปเบื้องหลัง พล.อ.เปรม จะปรากฏเหล่าพลพรรค "ลูกป๋า" ยืนเคียงข้างอย่างหนาแน่น
เท่ากับเป็นการประกาศตัวของกลุ่มบุคคลเหล่านั้นว่า "เลือกข้าง ป๋า"
ขณะเดียวกัน หลังจากที่ พล.อ.ชวลิต เริ่มกลายเป็น "ตัวหลัก" ของพรรคเพื่อไทยในการห้ำหั่นทางการเมืองกับฝ่ายตรงกันข้าม ก็ได้เกิดปรากฏการณ์ไหลทะลักเข้าพรรคเพื่อไทยอย่างต่อเนื่อง
โดยเฉพาะการยกทีมเตรียมทหารรุ่น 10 ซึ่งเป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่นเดียวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เข้าเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย
เฉกเช่นเดียวกับการประกาศตัวเองเช่นกันว่า "เลือกข้าง ทักษิณ"
ณ วันนี้การเมืองไทยจึงคมชัดเรื่องการแบ่งขั้วอย่างแจ่มแจ้ง
การเคลื่อนไหวของกลุ่มขั้วทางการเมืองดังกล่าว ส่งผลสะเทือนต่อการเมืองไทยอย่างหนักหน่วง
ผลการเคลื่อนไหวแบบเผชิญหน้าในทำนอง "โซนิคบอมบ์" หรือส่งสัญญาณเตือนให้ฝ่ายตรงข้ามระทึก ทำให้ปรากฏข่าวลือในทางลบกระจายออกมาอย่างต่อเนื่อง
โดยเฉพาะความหวาดผวาว่าสงคราม "ไทย" ฆ่า "ไทย" จะมิอาจหลีกเลี่ยงไปได้
ทั้งนี้เพราะ กระบวนการสมานฉันท์ที่ทางฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติคาดหวังว่าจะประสานรอยร้าวภายในประเทศกำลังเจอทางตัน
หนทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ซึ่งเป็นการแก้ไขกติการ่วมกันเพื่อเริ่มต้นกันใหม่
ส่อเค้าล่ม!
การประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้ดึงเอาเรื่อง "ทรยศชาติ" เข้าไป จนเป็นเหตุให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสองฟากฝั่งต้องเผชิญหน้า กระทั่งประธานในที่ประชุมต้องยุติการประชุม
นี่ยังไม่รวมถึงปัญหาภายในพรรคร่วมรัฐบาลที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แก้ไม่ตก
ปัญหารอยร้าวระหว่าง "ประชาธิปัตย์" กับ "ภูมิใจไทย" ปรากฏร่องรอยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
จากเดิมเรื่องงบประมาณ ขยายผลไปสู่เรื่องการแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
ปัญหารอยร้าวภายในพรรคประชาธิปัตย์เองก็มีไม่น้อย
นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ เริ่มถูกตั้งคำถาม และประลองกำลัง จากกลุ่มคนที่พลาดหวังจากตำแหน่งรัฐมนตรีเมื่อครั้งที่ผ่านมา
ข่าวคราวการปรับคณะรัฐมนตรี ก็จะทำให้เสถียรภาพของรัฐบาลกระเพื่อม เพราะทุกกลุ่มทุกมุ้งภายในพรรคร่วมรัฐบาลต่างต้องการตำแหน่งที่ตัวเองต้องการ
วันนี้รัฐบาลจึงไม่มีเวลาบริหารประเทศอย่างเต็มที่ เพราะปัญหาของรัฐบาลเองก็มีอยู่เต็มตัว
ยิ่งภายหลัง พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ สวมบทแม่ทัพให้แก่พรรคเพื่อไทย และเขย่าขวัญคนไทยด้วยการนำ "ไฟใน" ออกไปเบื้องนอก
ดึงเอา "สมเด็จฯฮุน เซน" นายกรัฐมนตรีของกัมพูชา มาเยินยอ และโอบอุ้ม "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร"
ยิ่งสะท้อนวิสัยทัศน์รุกรบแบบ "ไร้รูปแบบ"
หาเหตุเอาคำพูดของนายกรัฐมนตรีประเทศเพื่อนบ้านมากล่าวหาระบบยุติธรรมของประเทศตัวเอง
ดึง "สมเด็จฯฮุน เซน" มาเกี่ยวข้องกับ "ศึกการเมืองภายใน"
เหมือน "เปิดคาง" ให้คนอื่นชก
ผลการกระทำเช่นนี้ย่อมส่งผลสะเทือนต่อประเทศ
ยิ่งเมื่อปรากฏออกมาอีกว่า ในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งที่ 15 ที่ชะอำ-หัวหิน ซึ่งมีพิธีเปิดเมื่อวันที่ 23 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยมีผู้นำประเทศอาเซียนมาร่วมกันไม่ครบ คล้ายๆ กับไม่มั่นใจความพร้อมในการจัดงานของรัฐบาลไทย
แสดงให้เห็นมุมมองผู้นำต่างชาติที่แลเห็นความเป็นไปของ "รัฐไทย"
แม้การเคลื่อนไหวของ พล.อ.ชวลิต จะได้รับการชี้แจงว่าต้องการสร้างสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา มิได้มีเจตนาทำลายชาติ และฝ่ายรัฐบาล ชี้แจงถึงความไม่พร้อมเพรียงของผู้นำอาเซียนในพิธีเปิดงานว่า ผู้นำแต่ละชาติติดภารกิจอื่น แต่ในการประชุมทุกคนจะมาร่วม
แต่สิ่งที่ปรากฏก็คือ ผลจากการทะเลาะวิวาททางการเมืองมายาวนาน ตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปัจจุบัน เริ่มส่งผลให้เห็นความเสียหายแก่ "รัฐไทย" มากขึ้นเป็นลำดับ
จากความเสียหายทางด้านเศรษฐกิจ วันนี้กำลังคืบคลานเข้าสู่ความเสียหายทางด้านการเมือง
จากความเสียหายภายใน กำลังขยายไปเป็นความเสียหายภายนอก
สถานการณ์ทั้งหมดสะท้อนให้เห็นว่า "ไทย" กำลังจับไข้ โดยมีคนไทยด้วยกันเป็น "ไวรัส" คอยทำลายภูมิคุ้มกัน
และเมื่อใดที่ภูมิคุ้มกันอ่อนแอก็ไม่มีใครคาดเดาถึงภัยภายนอกที่อาจจะกล้ำกรายเข้ามา
วันนี้ไทยจึงตกอยู่ในสถานการณ์อันตรายยิ่ง!
"มาร์ค-ฮุนเซน" ช็อตเด็ดอาเซียน
ที่มา ข่าวสด
ลับพอสมควร
อรุณวดี แสนวิเศษ /รายงาน
![]() |
งานเปิดช่วงเช้าแบบเอื่อยๆ เพราะมีผู้นำอาเซียนมาร่วมพิธีเปิดแค่ 5 จาก 10 ประเทศ
แถมไร้ดาวเด่นคนสำคัญ สมเด็จฮุนเซน นายกฯกัมพูชา ที่เพิ่งเจอกับจิ๋ว หวานเจี๊ยบ พร้อมประเด็น "บ้านแม้ว"
สื่อไทยสื่อเทศเลยออกอาการแป่ววว!!
แต่ทันทีที่เที่ยวบิน พนมเปญ-หัวหิน ลงจอดสนามบินบ่อฝ้ายปุ๊บ ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปปั๊บ
รถจอดเอี๊ยดหน้าโรงแรมดุสิตธานี สมเด็จฮุนเซนก็ตรงรี่เปิดฉากให้สัมภาษณ์นักข่าวไทย-เทศชนิดนันสต๊อป
พกล่ามส่วนตัวที่แปลจากภาษาเขมรเป็นอังกฤษ โดยมีโฆษกกระทรวงพาณิชย์แปลจากอังกฤษเป็นไทยอีกที
ยืนยันจะทาบเพื่อนแม้วมาเป็นกุนซือเศรษฐกิจ พร้อมให้ที่พักพิง
อีกชั่วโมงเศษ นายกฯมาร์ค อาศัยเวทีแถลงข่าวอาเซียนซัมมิทเปิดฉากโต้ทันควัน
แบบละเอียดยิบทุกประเด็น
เตือนว่าอาวุโสแล้ว อย่าตกเป็นเบี้ยให้ใคร และอย่านำออง ซาน ซู จี มาเทียบกับทักษิณ
ตกค่ำนักข่าวทุกสำนักจับตาช็อตเด็ดในงานเลี้ยงอาหารค่ำ
ทันทีที่สมเด็จฮุนเซนลงมาถึงหน้างานเลี้ยง!!
ทั้งมาร์คและฮุนเซนตรงเข้าจับมือกันตามธรรมเนียม "แขก-เจ้าภาพ"
เลยรัวแฟลชกันไม่ยั้ง
ราวกับว่าภาพนี้อาจมีแค่ครั้งเดียว!!
"แม้ว"รุกใหญ่ เกมปิดล้อม"อภิสิทธิ์"
ที่มา ข่าวสด
![]() |
โดยมีพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี นำทีมนายทหาร ออกมาต้อนรับน้องใหม่หน้าเก่าด้วยคำเตือนดุเดือด "ระวังจะทรยศต่อชาติ"
กลายเป็นโจทย์ให้ต้องวิเคราะห์ค้นคว้าหาคำตอบว่า เมื่อมีพล.อ.ชวลิต เข้ามารับบทแม่ทัพของขั้วทักษิณ
ความขัดแย้งระหว่างขั้วพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร กับขั้วอำนาจปัจจุบัน จะพัฒนาไปในทิศทางใด และจะเป็นประโยชน์กับใคร
แค่ยกแรก ขั้วอำนาจปัจจุบันก็เพลี่ยงพล้ำ จากปรากฏการณ์ที่พล.อ.เปรม ลงทุนออกโรงด้วยตนเอง
เนื่องจากพล.อ.เปรม มีตำแหน่งประธานองคมนตรี เป็นข้อจำกัด ทำให้ไม่สามารถออกมาแสดงความเห็นทางการเมืองได้
ขั้วเสื้อแดงของพ.ต.ท.ทักษิณ เพียรพยายามยั่วและดึงพล.อ.เปรม ให้ตบะแตก ออกมาตากแดดตากฝนในสนาม รบกลางแจ้งให้ได้
และประสบความสำเร็จในที่สุด เมื่อพล.อ.เปรม ออกมาเตือนพล.อ.ชวลิต ด้วยข้อหาทรยศต่อชาติ ที่ทำให้พรรคเพื่อไทยเต้นกันทั้งพรรค
ภาพในวงกว้าง การออกโรงครั้งนี้ทำให้พล.อ.เปรมเปลืองตัวไม่น้อย
เพราะคำเตือนดังกล่าว เท่ากับเปิดเผยจุดยืน และส่งผลได้-เสียทางการเมืองอย่างชัดแจ้ง
พล.อ.ชวลิตเอง หลังจากดึงพล.อ.เปรมออกมาร่วมวงการเมืองได้สำเร็จ
ก็เปิดฉากปฏิบัติการใหม่ ยกระดับการเคลื่อนไหวของตัวเองไปอีกขั้น
ขณะที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ กำลังเตรียมจัดการประชุมอาเซียนซัมมิท ที่หัวหิน ประจวบคีรี ขันธ์ อย่างยิ่งใหญ่
งานลักษณะนี้ถือเป็นงานที่นายอภิสิทธิ์ทำได้ดี มีโอกาสโกยคะแนนนิยม ด้วยคุณสมบัติของความเป็นคนรุ่นใหม่ มีการศึกษาที่รอบด้าน
แต่การเคลื่อนไหวของพล.อ.ชวลิต ทำให้งานประชุมกร่อยไปถนัดใจ
ด้วยการชิงเดินทางไปเยือนเขมร พบปะนายฮุนเซน นายกรัฐมนตรีเขมร ซึ่งมีปัญหาตึงเครียดกับประเทศไทย ด้วยเรื่องเขาพระวิหาร
นายฮุนเซน ได้ให้สัมภาษณ์แสดงความเห็นใจพ.ต.ท.ทักษิณ ที่ผู้นำเขมรถือว่าเป็นเพื่อนรักเพื่อนเกลอ และเปิดเผยว่า ได้สร้างบ้านเอาไว้ให้พ.ต.ท.ทักษิณมาพัก หากเดิน ทางมาเขมร
และยังแสดงท่าทีว่า หากพ.ต.ท.ทักษิณเดินทางมาที่เขมร จะไม่ส่งตัวให้รัฐบาลไทย แม้จะมีคดีติดตัว โดยเห็นว่าเป็นคดีการเมือง และการรัฐประหารเมื่อปี 2549 ก็ไม่ใช่เรื่องถูกต้อง
จนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ต้องออกมาตอบโต้ว่า นายฮุนเซน อาจจะได้ข้อมูลไม่ถูกต้อง ตนเองไม่อยากให้นายฮุนเซนตกเป็นเหยื่อหรือเบี้ยของพ.ต.ท.ทักษิณ
ทำให้บรรยากาศมิตรไมตรีในการประชุมอาเซียนซัมมิทหนนี้ลดฮวบ
ความสัมพันธ์ไทย-เขมรที่เลวร้ายอยู่แล้ว ยิ่งเลวร้ายหนักลงไปอีก
เป็นเกมการเมืองจากนักการเมืองรุ่นเก๋าจาก 2 ประเทศ ที่ทำให้นักการเมืองรุ่นหลังอย่าง นายอภิสิทธิ์ อยู่ในสภาพวุ่นวาย ปั่นป่วน
การเปิดรุกของพ.ต.ท.ทักษิณ เข้าใส่นายอภิสิทธิ์ โดยผ่านพล.อ.ชวลิต ในครั้งนี้ ต้องการเร่งสภาพสุกงอมให้กับรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ที่สะสมปัจจัยด้านลบจากเหตุการณ์ต่างๆ มากมาย
เพื่อนำไปสู่การร่วงหล่นจากอำนาจในที่สุด
ไม่ว่าจะเป็นการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ การแต่งตั้งผบ.ตร. ที่กลายเป็นการนำตัวเองเข้าสู่สถานการณ์อันตราย และยากที่จะอธิบายขอความเห็นใจ จากใคร
แทบไม่น่าเชื่อว่า กรณีการแต่งตั้งผบ.ตร. จะทำให้นายอภิสิทธิ์และรัฐบาลที่มีพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำ อยู่ในสภาพหมิ่นเหม่และยากจะอยู่รอดปลอดภัย
ในระยะสั้น ส่งผลให้ไม่สามารถดึงเอาพรรคร่วมรัฐบาลมาร่วมหัวจมท้ายได้
และในระยะยาว หากแก้ปัญหาผบ.ตร.ไม่ตก ตามแนวทางที่ควรจะเป็น ก็อาจจะหมายถึงอนาคตทางการเมืองของนายอภิสิทธิ์ด้วย
พรรคร่วมรัฐบาลอย่างพรรคภูมิใจไทย ที่มีแกนนำสำคัญคือนายเนวิน ชิดชอบ และนายอนุทิน ชาญวีรกูล แสดงท่าทีชัดแจ้งว่า ไม่สามารถร่วมหัวจมท้ายกับรัฐบาลในเรื่องนี้ได้
และยังไม่หวั่นเกรงที่จะแตก หักกับพรรคแกนนำรัฐบาลในเรื่องนี้ด้วย
ทำให้เกิดกระแสจากพรรคร่วมรัฐบาล ทวงสัญญาเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญจากพรรคประชาธิปัตย์?
เพื่อเคลียร์พื้นที่ แก้กติกาการเลือกตั้งที่ตนเองไม่เสียเปรียบ เผื่อมีอุบัติเหตุฉุกเฉิน ทำให้ต้องเลือกตั้ง
หลังจากพล.อ.ชวลิตเปิดตัวออกมาเคลื่อนไหวเพียงไม่กี่วัน และเห็นอาการของอีกขั้วหนึ่ง
พ.ต.ท.ทักษิณก็เริ่มกล่าวถึงการกลับสู่ประเทศไทย การกลับมานำพรรคเพื่อไทย และการนั่งในสภาอีกครั้ง
พ.ต.ท.ทักษิณ ได้กล่าวผ่านวิดีโอลิงก์ ฟันธงว่า เชื่อว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นภายในครึ่งปีหน้า หรือปี 2553
ขณะที่ทางพรรคเพื่อไทยเอง ก็เดินหน้าเข้าสู่การเตรียมเลือกตั้ง ดึงบุคคลที่มีชื่อเสียง รวมถึงอดีตนายทหารนายตำรวจ เข้าพรรคอย่างเต็มพิกัด
โดยไม่ได้สนใจเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด เนื่องจากเชื่อว่าไม่ว่าจะเลือกตั้งแบบไหน พรรคเพื่อไทยมีแต่นอนมาสถานเดียวเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ความหวังของพ.ต.ท. ทักษิณ จะเป็นจริงหรือไม่ ตัวชี้ขาดอยู่ที่นายอภิสิทธิ์ หากนายอภิสิทธิ์ ยอมละวางความยึดมั่นบางอย่าง กล้าตัดสินใจ มองสถานการณ์ตามความเป็นจริง ก็อาจพลิกสถานการณ์ให้ตัวเองหลุดพ้นจากโซนมรณะได้
สภาพการณ์ใหม่ที่จะเกิดขึ้น อาจส่งผลดี ยืดอายุของตัวเองและของรัฐบาลต่อไปได้อีกระยะ
ความยึดมั่นถือมั่นบางอย่างในขณะนี้ อาจนำไปสู่คำว่า "สายเกินไป"
และอาจจะหมายถึงชีวิตทางการเมืองของนายอภิสิทธิ์ทั้งชีวิต
กระเทือนซาง
ที่มา ไทยรัฐ
การออกมาประกาศเลือกข้างของ "สมเด็จฮุนเซน" นายกฯกัมพูชาทำให้บรรยากาศการประชุมอาเซียนซัมมิต ครั้งที่ 15 กร่อยลงไปบานตะเกียง
เพราะทางเจ้าภาพคาดไม่ถึงว่า "นายกฯ ฮุน เซน" แขกรับเชิญจะกล้าประกาศสนับสนุน "อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร" แบบสุดลิ่มทิ่มประตู
หรือมองอีกมุมก็เท่ากับ "ฮุน เซน" ประกาศจุดยืนตรงข้ามกับรัฐบาล นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นั่นเอง
หรือถ้ามองแบบเอกซเรย์ ก็เท่ากับผู้นำกัมพูชาเข้ามาแทรกแซงปัญหาการ เมืองภายในของประเทศไทย
ถึงแม้ "สมเด็จฮุน เซน" จะอ้างว่าเป็นเรื่องความสัมพันธ์ส่วนตัว ไม่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศเพื่อนบ้าน ไทยกัมพูชา
แต่ทว่า...คำพูดของ "สมเด็จฮุน เซน" ชัดเจนแจ่มแจ๋วว่านายกฯกัมพูชายืนอยู่ข้างอดีตนายกฯทักษิณเต็มตัว
และพร้อมสนับสนุน "ทักษิณ" ให้คืนสู่อำนาจการเมือง!!
เปิดเผยตรงไปตรงมา ไม่มีกระมิด กระเมี้ยนรักษารูปมวย
การประกาศเลือกข้างของ "สมเด็จฮุน เซน" สรุปได้ 4 ประเด็น คือ
1, ยืนยันความสัมพันธ์ซี้ปึ้กกับอดีตนายกฯทักษิณไม่มีเปลี่ยนแปลง และพร้อมให้การช่วยเหลือในทุกกรณี
2, รู้สึกเจ็บปวดที่อดีตนายกฯทักษิณไม่ได้รับความเป็นธรรมทางการเมือง จนถึงขั้นไม่มีแผ่นดินอยู่ ทั้งๆที่ทำประโยชน์ให้ ประเทศมานาน
3, พร้อมเปิดประตูต้อนรับ "ทักษิณ" ให้เข้ามาพำนักในกัมพูชา ถึงแม้อาจทำให้ ความสัมพันธ์กับรัฐบาลไทยต้องกระเทือนซาง
4, ประกาศจุดยืนว่าพรรคประชาชนกัมพูชากับพรรคเพื่อไทย จะจับมือเป็นพันธ-มิตรทางการเมืองตลอดไป
ข้อสำคัญ คำประกาศทั้ง 4 ประเด็น ไม่ใช่ "บิ๊กจิ๋ว" เอาผลการหารือกับ "ฮุน เซน" ไปเปิดเผยกับสื่อมวลชน
แต่เป็นคำพูดที่ออกจากปาก "ฮุน เซน" เองทุกถ้อยกระทงความ
มองอย่างอื่นไปไม่ได้ นอกจาก "สมเด็จฮุน เซน" ต้องการทำให้เรื่องนี้เป็นข่าวครึกโครม
โอ้อุแม่เจ้า...การเมืองไทยขยายเวทีเล่นไปถึงกัมพูชา
แน่นอนว่าการประกาศท่าทีของ "สมเด็จฮุน เซน" นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ทำให้ รัฐบาลไทยไม่สบายใจ
แต่การที่ นายกฯอภิสิทธิ์ ไม่ออกมา ตอบโต้ ไม่เอาประเด็นนี้ไปขยายผลให้ความขัดแย้งบานปลาย...
"แม่ลูกจันทร์" เห็นว่า "อภิสิทธิ์" วางบทบาทเหมาะสมดี!!
คือไม่พยายามเอาเรื่อง 2 เรื่องมา ขยำรวมกัน
โดยยึดหลักว่า นายกฯฮุน เซน จะช่วยเหลือ อดีตนายกฯทักษิณ ก็เป็นเรื่องความสัมพันธ์ส่วนตัว
ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ในภาพรวม รัฐบาลทั้ง 2 ฝ่ายยังต้องร่วมมือกันต่อไป
มองในแง่ดี "แม่ลูกจันทร์" เชื่อว่า อดีตนายกฯทักษิณ จะไม่ย้ายไปตั้งฐานที่มั่นในกัมพูชา ตามคำเชิญของ "สมเด็จฮุน เซน"
เพราะคงไม่อยากให้ตัวเองเป็นชนวนให้ความขัดแย้งลุกลาม
แต่การที่ "ทักษิณ" ขอให้ "บิ๊กจิ๋ว" รับบทเป็นหัวเรือใหญ่พรรคเพื่อไทย ในแง่ ยุทธศาสตร์ถือว่าใช้งานถูกคน
เพราะการเข้ามาของ "บิ๊กจิ๋ว" ทำให้ การเดินหมากการเมืองมีความซับซ้อนมากกว่าเดิม
ทำให้การต่อสู้ระหว่างขั้วอำนาจใหม่ กับขั้วอำนาจเก่ามีช่วงห่างที่แคบลง
ข้อสำคัญ คนอายุ 77 แล้ว ถ้าอยู่เฉยๆ หายใจทิ้งไปวันๆ ก็ต้องเซ็ง
เมื่อได้โอกาสกลับมาโชว์บทบาทการ เมืองเต็มตัว เลือดลมก็สูบฉีด ชีพจรเต้นแรง ก็เกิดความคึกคักขึ้นทันตา
การเมืองถ้าติดแล้ว มันเลิกยากหยั่งงี้แหละโยม.
"แม่ลูกจันทร์"
ไม่อโหสิกรรม เร่งเกมเลือดเดือด
ที่มา ไทยรัฐ
ผ่ายุทธวิธีโหมเฮือกสุดท้ายเพิ่มอำนาจต่อรองล้างผิด "ทักษิณ"
เริ่มเดินหน้าโชว์ฟอร์มทันที
หลังจากคืนสังเวียนการเมือง สมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยได้เพียงไม่กี่วัน
"บิ๊กจิ๋ว" พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ก็เริ่มเดินเกมด้วยการเดินทางไปพบกับสมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ที่กรุงพนมเปญ และกลับมาให้สัมภาษณ์ว่า
สมเด็จฮุน เซน ให้ความสนใจและเน้นความสัมพันธ์ กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯของไทย เพราะความสัมพันธ์กับ พ.ต.ท.ทักษิณมีมานานแล้ว ตั้งแต่ พ.ต.ท.ทักษิณยังไม่ได้ทำงานทางการเมือง เป็นนักธุรกิจธรรมดา และเป็นนักการเมือง ก่อนที่จะมาเป็นนายกฯ ความสัมพันธ์ต่างๆยังมีอยู่เหมือนเดิมทุกอย่าง
เขามีความรู้สึกว่า พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้รับความเป็นธรรม ในฐานะที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ทำอะไรให้กับประเทศเยอะแยะ แต่ทำไมวันนี้แม้กระทั่งแผ่นดินที่จะอยู่ก็ยังไม่มี เขามีความเจ็บปวดในเรื่องนี้ ทั้งๆที่เขาไม่ได้เป็นคนไทยและไม่ได้เป็นครอบครัวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ
ภริยาของสมเด็จฮุน เซน ถึงกับร้องไห้ เขาจึงต้องประกาศให้ทุกคนรับรู้ว่า เขากับ พ.ต.ท.ทักษิณยังเป็นเพื่อนกันตลอดกาล กัมพูชาพร้อมให้ พ.ต.ท.ทักษิณมาพำนักอาศัย วันนี้เขาได้จัดบ้านพักอย่างดีสวยงามด้วย ไว้ต้อนรับ พ.ต.ท.ทักษิณอย่างมีเกียรติ ในฐานะเพื่อนคนหนึ่ง
ขณะที่สมเด็จฮุน เซน ก็ออกมาให้สัมภาษณ์ยืนยันคำพูดของตัวเอง
"ในฐานะเพื่อนผมรู้สึกว่า พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้รับความเป็นธรรมทางการเมือง ประสบเคราะห์กรรม แต่ผมกับทักษิณยังเป็นเพื่อนกัน ในฐานะที่ทำประโยชน์ให้ประเทศมานาน แต่ทำไมวันนี้ถึงไม่มีแผ่นดินจะอยู่
ผมมีความรู้สึกเจ็บปวดในเรื่องนี้ ทั้งที่ไม่ได้เป็นคนไทย ผมและคนในครอบครัวได้รับรู้เรื่องนี้ ภรรยาผมถึงกับร้องไห้ และมีความเห็นที่จะสร้างบ้านให้ พ.ต.ท.ทักษิณ เข้ามาอยู่ในกรุงพนมเปญในฐานะเพื่อนอย่างมีเกียรติ"
กลายเป็นข่าวฮือฮา "ฮุน เซน" เจ็บปวดแทน "ทักษิณ" สร้างบ้านหรูให้อยู่ในพนมเปญ
ที่สำคัญ ก่อนที่ พล.อ.ชวลิตจะขึ้นเครื่องบินเดินทางกลับประเทศไทย พ.ต.ท.ทักษิณได้โทรศัพท์เข้ามาสอบถามเรื่องการพบปะกับสมเด็จฮุน เซน
พร้อมฝากให้ พล.อ.ชวลิตเดินทางไปประสานกับประเทศเพื่อนบ้านโดยเฉพาะประเทศพม่า และมาเลเซียเพื่อแก้ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
"ทักษิณ-บิ๊กจิ๋ว" ประสานงาน เดินเกม อย่างใกล้ชิด
สอดคล้องกับกระแสข่าวที่ว่า พ.ต.ท.ทักษิณวางตัวให้ พล.อ.ชวลิตเข้ามาเป็นผู้นำพรรคเพื่อไทยในการขับเคลื่อนทางการเมือง และยุทธศาสตร์การต่อสู้ของเขา
โดยเฉพาะเมื่อโฟกัสไปที่ความเคลื่อนไหวของ พล.อ.ชวลิต ตั้งแต่วันแรกที่ก้าวเข้ามาเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย ประกาศชัดเจน
การสร้างความสมานฉันท์ ต้องหันหน้าเข้าหากัน ต้องอโหสิกรรม ลืมเรื่องเก่า
แฝงนัย เข้ามาช่วย พ.ต.ท.ทักษิณเต็มที่
โดยเฉพาะเป้าหมายที่เป็นยุทธศาสตร์หลักของ "นายใหญ่"
ที่ต้องการกลับประเทศไทยแบบบริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่มีคดีอาญาติดตัว และการทวงคืนขุมทรัพย์ 76,000 ล้านบาทที่โดนอายัดไว้
ตามด้วยการเปิดเกมใส่ฝ่ายตรงข้าม "ทักษิณ"
กระแทกใส่ฝ่ายอำมาตย์เต็มๆ
โดย พล.อ.ชวลิตกล่าวพาดพิงไปถึง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ว่า
ตอนที่จะบวชไปขอเข้าพบป๋าเปรมเพื่อกราบลาบวช แต่ ไม่ให้เข้าพบ
ส่งผลให้ พล.อ.เปรม ต้องออกมาเปิดใจหลังเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการสานใจไทยสู่ใจใต้ รุ่นที่ 13 ที่สโมสรทหาร-บกว่า
เป็นเพื่อนกับจิ๋วมานาน เมื่อเพื่อนจะไปลาบวชต้องให้ อโหสิกรรม แต่เรื่องจริงไม่ทราบว่าเขาจะบวช
ส่วนที่มีคนไปเขียนลงในหนังสือพิมพ์ว่าผมไปว่าเขาเป็นคนทรยศต่อชาติ ไม่ถูกต้อง สิ่งที่ถูกต้องคือ
วันนั้นก่อนที่จิ๋วจะไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย ผมให้คนไป
บอกเขาว่า จะทำอะไรขอให้ไตร่ตรองให้รอบคอบ ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นการกระทำที่เป็นการทรยศต่อชาติ
"ป๋าเปรม" ตอกกลับแบบอื้ออึงเลย
ที่สำคัญ ในการพูดเปิดใจของ พล.อ.เปรมครั้งนี้ ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นว่ามีบรรดาบิ๊กๆทหารยืนเป็นแบ็กกราวน์อยู่ด้านหลังเป็นแผง
ไล่ตั้งแต่ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรีและอดีตนายกฯ พล.อ.มงคล อัมพรพิสิฏฐ์ อดีต ผบ. ทหารสูงสุด พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผบ.ทหารสูงสุด พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ผบ.ทอ. และ พล.ร.อ.กำธร พุ่มหิรัญ ผบ.ทร.
สะท้อนขุมข่ายกำลังที่ยังแน่นปึ้ก
ขณะเดียวกัน เมื่อหันกลับไปที่พรรคเพื่อไทย หลังจาก พล.อ.ชวลิตเข้ามาขับเคลื่อนการเมืองในพรรค เตรียมรับตำแหน่งประธานพรรค
ก็มีความเคลื่อนไหวจากอดีตนายทหาร จปร.7 อาทิ พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี อดีตรอง ผอ.รมน. พล.ท.พิรัช สวามิวัศดุ์ นายทหารใกล้ชิด พล.อ.ชวลิต ที่เข้าร่วมเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย แสดงบทบาทมากขึ้น
ที่สำคัญ บรรดาอดีตนายทหาร เตรียมทหารรุ่น 10 เพื่อน พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ตบเท้าชักแถวสมัครเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยกันเป็นแผง
อาทิ พล.อ.อ.สุเมธ โพธิ์มณี พล.อ.ไตรรงค์ อินทรทัต พล.ท. พฤณฑ์ สุวรรณทัต พล.ท.มนัส เปาริก พล.อ.เฉลิมชัย วิรุฬห์เพชร พล.อ.จิรสิทธิ เกษะโกมล พล.อ.อำนวย ถิระชุณหะ พล.ต.ท.ฉลอง สนใจ
โชว์พลังเข้าเสริมทัพ "ทักษิณ" เสริมฐานพรรคเพื่อไทยให้แกร่งขึ้น
และก็เป็นไปตามเกม พล.อ.พัลลภ เปิดฉากกล่าวต้อนรับอดีตนายทหาร เตรียมทหาร รุ่น 10 ที่สมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย
ขอต้อนรับน้องๆที่มาร่วมงานด้วยความยินดี วันนี้ที่ทุกคนมาเข้าก็เพื่อพิสูจน์ว่า สิ่งที่ พล.อ.เปรมเคยกล่าวหาว่า คนที่มาร่วมงานกับพรรคเพื่อไทยเป็นผู้ทรยศชาติ วันนี้เป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่าคำพูดดังกล่าวไม่เป็นจริง
ขณะที่ พล.อ.อำนวย ระบุถึงการเข้าร่วมงานกับพรรคเพื่อไทยของเตรียมทหารรุ่น 10 ว่า
กลุ่มเตรียมทหารรุ่น 10 ที่เข้ามาจะทำให้พรรคเข้มแข็งขึ้น เพราะแต่ละคนเป็นข้าราชการระดับผู้ใหญ่ เป็นเครื่องยืนยันถึงความจงรักภักดี เพราะกว่าจะขึ้นมาถึงระดับนี้ได้ ต้องทำงานรับใช้ชาติบ้านเมืองอย่างหนัก ตรงนี้น่าจะเป็นจุดแข็งของพรรคได้
ตั้งป้อมชนอำมาตย์ ปิดจุดอ่อนเรื่องความจงรักภักดี
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ ถือเป็นการเดินเกมการต่อสู้โดยตรงของ พ.ต.ท.ทักษิณ เพื่อไปสู่เป้าหมายยุทธศาสตร์เดิม
ล้างผิด ทวงขุมทรัพย์คืน
แน่นอน การที่ พล.อ.ชวลิต เดินทางไปกัมพูชา เจรจาแก้ปัญหาชายแดน พื้นที่ทับซ้อนทางทะเล และโชว์ความเป็นสหายรักระหว่าง "ทักษิณ-ฮุน เซน"
ก็เพื่อทำให้เห็นว่า ปัญหาวุ่นวายระหว่างไทย-เขมร ไม่ใช่เรื่องยากที่ "ทักษิณ" จะแก้ได้
รวมถึงการที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ใช้ให้ พล.อ.ชวลิต เดินทางไปพูดคุยกับทางประเทศพม่า และมาเลเซีย ก็คงเป็นแนวเดียวกัน
ยิ่งมีการเคลื่อนไหวในห้วงที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ก็ทำให้มองได้ว่า
เป็นยุทธวิธียืมมือประเทศเพื่อนบ้านบีบไทยอีกแรง
หลังจากที่เคยใช้ยุทธวิธีโลกล้อมประเทศไทย ใช้สื่อต่างประเทศโจมตีลดความน่าเชื่อถือของรัฐบาลและสถาบันต่างๆมาแล้ว แต่ช่วงหลังเกิดอาการแผ่วปลาย เพราะประเทศมหาอำนาจไม่เล่นด้วย
ไม่ยอมให้ใช้ประเทศของตนเป็นฐานโจมตีประเทศไทย เพราะขัดต่อหลักความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนยุทธวิธี หันมาใช้ประเทศเพื่อนบ้านเป็นคีมบีบประเทศไทย
นอกจากนี้ การที่ พ.ต.ท.ทักษิณสั่งให้พรรคเพื่อไทยปฏิเสธการเข้าร่วมแก้ไขรัฐธรรมนูญ 6 ประเด็น ตามแนวทางของคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ ยืนยันจะเอารัฐธรรมนูญปี 2540 กลับมาใช้
นั่นก็เท่ากับการแก้ปัญหาความขัดแย้งในระบบรัฐสภาด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต้องเป็นหมันไปโดยปริยาย
ลำพังฝ่ายรัฐบาลกับวุฒิสภา เสียงคงไม่พอ เพราะวุฒิสภาก็แบ่งเป็น 2 ฝ่าย มีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย
ที่สำคัญ มวลชนนอกสภาทั้งกลุ่มเสื้อแดงและกลุ่มเสื้อเหลืองต่างก็คัดค้าน ไม่เอาด้วย
ในขณะที่ พ.ต.ท.ทักษิณ พรรคเพื่อไทย กลุ่มเสื้อแดง ประกาศตั้งเป้า ถ้าชนะการเลือกตั้งครั้งหน้า พรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาลจะเอารัฐธรรมนูญปี 2540 กลับมาใช้แน่
เป้าหมายยุทธศาสตร์ตรงนี้ ยังเหมือนเดิม คือ ปลดล็อกคดีความ นิรโทษกรรม
ล้างผิด "นายใหญ่" ทวงขุมทรัพย์คืน
จากความเคลื่อนไหวในการเดินเกมต่อสู้ของ "ทักษิณ" ผ่านการขับเคลื่อนของ "บิ๊กจิ๋ว" ขุมข่ายพรรคเพื่อไทย และแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง
ทั้งเรื่องการออกมาตั้งป้อมชน "ป๋าเปรม" ประกาศล้มระบบอำมาตย์ ประสาน "ฮุน เซน" และประเทศเพื่อนบ้านหวังบีบรัฐบาลไทย รวมถึงคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
6 ประเด็น ชูธงนำรัฐธรรมนูญปี 2540 กลับมาใช้แทน
ชี้ให้เห็นว่า "ทักษิณ" ยังเน้นเป้าหมายยุทธศาสตร์เดิม
แต่ยุทธวิธีที่จะทำให้บรรลุเป้าหมาย มีการพลิกแพลง ปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆตามแต่ละสถานการณ์
จนมาถึงขั้นที่ใช้ พล.อ.ชวลิตเข้ามาขับเคลื่อนเดินเกม ใช้ผู้นำประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาร่วมกดดัน ใช้นายทหารเพื่อนร่วมรุ่นเข้ามาเป็นกำลังหนุน
ถ้ายังไม่ได้ตามเป้าหมายยุทธศาสตร์ที่วางไว้ การต่อรองในสิ่งที่ต้องการยังไม่สำเร็จ
ยังไม่มีการอโหสิกรรม
ก็ต้องยกระดับยุทธวิธีและความเข้มข้นขึ้นไปอีก ไม่มีคำว่าหยุด
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคดียึดทรัพย์ 76,000 ล้านบาทที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง งวดเข้ามาเรื่อยๆ
ดีกรีความเข้มข้นในการต่อสู้ ยิ่งต้องแรงขึ้นไปอีก
และเมื่อประเมินจากขุมข่ายกำลังที่โหมระดมกันเข้ามา
สถานการณ์มันอาจถึงขั้น ต้องสู้กันแบบเลือดเดือด.
"ทีมการเมือง"
“ณัฐวุฒิ” เผยมีหลักฐานอภิสิทธิ์เป็นส.ส.เถื่อน
ที่มา ไทยรัฐ
นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ
ช่วงได้ ส.ส.สมัยแรกยังไม่เป็นสมาชิกพรรคฯ ปชป.เตรียมเดินหน้าร่วมเพื่อไทยล่าชื่อถอดถอน คาดว่าจะแถลงแบบเป็นทางการได้ในสัปดาห์หน้า...
นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ โฆษก กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าววานนี้ (24 ต.ค.) ว่า การจัดอภิปรายไม่ไว้วางใจนอกรัฐสภาในวันนี้ นื่องจากพบว่า รัฐบาลนี้มีการทุจริตในหลายโครงการ และการประชุมสภาสมัยนิติบัญญัติก็ไม่สามารถเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ โดยหากจะรอให้ถึงต้นปี 2553 ก็เชื่อว่ารัฐบาลของนายอภิสิทธิ์จะอยู่ไม่ถึง อย่างไรก็ตามในการอภิปรายวันนี้
โฆษก นปช.กล่าวต่อว่า นอกจากจะมีการพูดถึงความไม่ชอบมาพากล ในเรื่องการจัดซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าว โครงการชุมชนพอเพียง และขั้นตอนความชอบธรรมในการดำเนินคดีเพชรซาอุฯ แล้ว ยังจะมีการเปิดเผยข้อมูลของนายอภิสิทธิ์ ว่าในช่วงที่เป็นส.ส.สมัยแรกนั้น นายอภิสิทธิ์ ไม่ได้เข้าเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ โดยทาง นปช.มีข้อมูลและหลักฐานชัดเจน โดยจะมีการอภิปรายเรื่องนี้บนเวที รวมถึงจะพูดเรื่องความไม่มีวุฒิภาวการณ์เป็นผู้นำของนายอภิสิทธิ์ด้วย
นายณัฐวุฒิ กล่าวอีกว่า หลังจากนี้จะมีการรวบรวมรายชื่อเพื่อถอดถอนนายกฯ โดยเมื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลกับฝ่ายค้านแล้ว พบว่ามีน้ำหนักสามารถที่จะให้ประชาชนเข้าชื่อ เพื่อถอดถอนนายกฯออกจากตำแหน่งได้ โดยขณะทางฝ่ายกฎหมายกำลังพิจารณาอยู่ว่า จะยื่นถอดถอนนายกฯในประเด็น และมาตราใดของรัฐธรรมนูญ แต่อย่างไรก็ตามจะสามารถแถลงอย่างเป็นทางการได้ในสัปดาห์หน้า
โฆษก นปช.กล่าวด้วยว่า ขอยืนยันว่าหลังจากที่มีการระดมทุนที่เขาใหญ่แล้วในวันที่ 14 พ.ย. หลังจากนั้นในช่วงปลายเดือนพ.ย.จะมีการนัดชุมนุมใหญ่และเป็นการชุมนุมยืด เยื้อ เพื่อขับไล่รัฐบาลให้ยุบสภาภายในสิ้นปีนี้ และจากนี้เป็นต้นไปหากพรรคการเมืองใด สนับสนุนให้มีการแก้ไขเพื่อให้นำรัฐธรรมนูญปี 2540 กลับมาบังคับใช้ กลุ่มเสื้อแดงจะเดินหน้าสนับสนุนพรรคการเมืองนั้น ทั้งนี้ทางกลุ่มเสื้อแดงไม่เห็นด้วยที่จะให้มีการทำประชามติ เพราะจะเป็นการเสียเงิน 2,000 พันล้านโดยเปล่าประโยชน์ ควรนำเงินดังกล่าวมาจัดการเลือกตั้งดีกว่า
จิ๋วดับเครื่องชน ป๋า เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด เกมนี้เพื่อใคร ??(ต่อ)
ที่มา ไทยรัฐ
ต่อจากเมื่อวันเสาร์
ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าในอดีตนั้น บิ๊กจิ๋วได้ชื่อเป็นนายทหารลูกรักป๋า เพราะทำผลงานเข้าตาทั้งเรื่องนโยบาย 66/2523 ดึงให้พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยออกจากป่าเข้าสู่เมืองเพื่อร่วมพัฒนา ชาติไทยริเริ่มโครงการอีสานเขียว และโครงการฮารับบันลารูดับไฟใต้
จนถึง เมื่อคราวที่ พล.อ.เปรม หักกับ พล.อ.อาทิตย์ กำลังเอก พล.อ.เปรม จึงได้ผลักดันขุนพลข้างกาย อย่าง พล.อ.ชวลิต ขึ้นเป็น ผู้บัญชาการทหารบกคนใหม่ ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้บิ๊กจิ๋ว ขยายบารมีวางรากฐานไปสู่การกระโดดลงสู่ถนนการเมือง จนสามารถก้าวขึ้นสู่การนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ในท้ายที่สุด
หรือ แม้แต่เมื่อครั้งรวมพลัง " ทหารแก่ไม่เคยตาย " ที่เจ้าตัวโดนกระทุ้งหนักๆว่า บ้านเมืองกำลังย่ำแย่ยังทนอยู่เฉยอยู่ได้ยังไง ยังต้องลุกขึ้นมาร่วมสวมชุดทหารแสดงพลังสู้กับคนไกล เมื่อครั้งก่อนเกิดเหตุการณ์ 19 ก.ย.49
เมื่อสายสัมพันธ์ที่มีต่อกันมายาวนานนี้ทำให้ไม่น่าแปลกใจเลยว่า บรรดาคนใกล้ชิด โดยเฉพาะนายทหารลูกป๋า จึงพยายามออกมาหย่าศึก ไม่ให้ลุกลามบานปลายไปมากกว่านี้ เพราะหากยิ่งสองเสือเปิดศึกใส่กันมากเท่าใด ฝ่ายคนจรัลสนิทวงศ์ที่เคยถึงขั้นไปนั่งปอกมะม่วงให้บิ๊กจิ๋วกินกับข้าว เหนียวถึงบ้านปิ่นประภาคม มาแล้ว ก็ยิ่งกระหยิ่มยิ้มย่องกันไปเท่านั้น
เห็น ได้จากเมื่อลองไปถามอดีตนายพลผู้ใกล้ชิดคนบ้านจรัลสนิทวงศ์เพราะอยากลองฟัง ความเห็นเรื่องนี้หน่อย ถึงกับออกปากหัวเราะอย่าอารมณ์ดี ก่อนพูดเพียงไม่รู้สิเห็นเค้าเคยรับใช้กันมาก่อนแต่ไปทำอีท่าไหนกันล่ะถึง ได้เป็นอย่างนี้ได้ ...
ด้าน พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป หัวหน้าสำนักงานประธานองคมนตรี คนใกล้ชิด พล.อ.เปรม และมีความสนิทชิดเชื้อกับบิ๊กจิ๋ว ที่มักจะทำหน้าที่เป็นโอเปอร์เรเตอร์ต่อสายเชื่อมสัมพันธ์ให้ทั้งสองคนอยู่ บ่อย ๆ ออกมาห้ามทัพเป็นคนแรก โดยกล่าวว่า " เรื่องนี้ขอให้จบได้แล้ว เอาเป็นว่าเรื่องนี้มีความเข้าใจผิดกัน อย่าไปสาวความกันอีกเลย ขอให้จบได้แล้ว บ้านเมืองจะได้เดินต่อไปได้ " พร้อมสำทับว่า พล.อ.เปรม ไม่มีอะไร หลังอ่านบทสัมภาษณ์โต้กลับของ บิ๊กจิ๋ว อีกด้วย
ทีนี้ ลองมาส่องพลังทางทหารของพรรคเพื่อไทย หลัง บิ๊กจิ๋ว และนายทหารเตรียมรุ่น 10 ล็อตใหญ่ มาเสริมกำลังกับ พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี จะเห็นได้ว่าคอนเนกชั่นระดับนี้ ย่อมไม่ธรรมดาแน่นอน เพราะคนอย่าง บิ๊กจิ๋ว และ พล.อ.พัลลภ สามารถต่อสายตรงถึงบรรดานายทหารน้อยใหญ่ในกองทัพได้จำนวนมาก ยิ่งเมื่อมาบวกกับพลังทางการเงินของนายใหญ่แล้ว ยิ่งทำให้พลังดูดระดับนี้น่ากลัวไม่น้อย
ต้องไม่ลืมว่าในช่วงที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็น นายกรัฐมนตรี นั้น แม้เจ้าตัวจะไม่ค่อยสัมพันธ์กับนายทหารน้อยใหญ่เว้นเพื่อนเตรียมทหารรุ่น 10 และ ขุมกำลังสำคัญในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่การเดินหน้าสร้างขุมพลังของตัวเองผ่านเพื่อนเตรียมทหารรุ่น 10 จนสามารถบีบขุนทหารมาล้อมหน้าล้อมหลังจนสามารถสร้างแรงกระเพื่อมในกองทัพ ซึ่งแต่ไหนแต่ไรมักจะขึ้นตรงต่อสี่เสาเทเวศร์
หากยังจำกันได้ ช่วง พ.ต.ท.ทักษิณ สั่งเด้ง พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ คนสายตรงเข้มข้นจากบ้านสี่เสาจากผู้บัญชาการทหารบกไปแขวนบนหิ้งในตำแหน่งผู้ บัญชาการทหารสูงสุด ด้วยวลีคลาสสิก " พี่จะปฎิวัติผมหรือ " พล.อ.สุรยุทธ์ ในฐานะผู้บังคับบัญชาโดยตรงออกคำเตือนไปยัง บรรดา นายทหารเตรียมรุ่น 10 ที่ในขณะนั้นคุมขุมกำลังหลักของกองทัพปิดล็อกการปฎิวัติได้เ กือบทั้งหมด ไม่ให้ออกมาเคลื่อนไหวยุ่งเกี่ยวทางการเมืองแต่เพียงคล้อยหลัง บรรดานายทหารเหล่านั้นกลับตบเท้าไปให้กำลังใจ พ.ต.ท.ทักษิณ ทันที
ต้องคอยจับตาดูกันไปว่า พรรคเพื่อไทยขุมกำลังนายใหญ่จะสามารถเดินเกมดูดขุนทหารมาเป็นพวกกันได้มาก น้อยเพียงใดเพราะการประเดิมเปิดตัวขุนทหารเตรียมรุ่น 10 เข้าสังกัดกว่า 49 คนนั้น ไม่น่าถือเป็นเรื่องที่น่าตื่นตกใจนักเพราะนายทหารที่มาร่วมนั้นส่วนใหญ่ถูก พิษการเมืองเด้งไปอยู่ในตำแหน่งที่ไม่ได้คุมขุมกำลังหลักของกองทัพ หรือไม่ก็เกษียณอายุราชการไปแล้ว
ที่น่าสังเกตคือไร้เงาขุนทหาร เตรียมรุ่น 10 ที่ถือเป็นระดับแกนนำ เช่น พล.อ.พรชัย กรานเลิศคนที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เคยวางตัวให้เป็นผู้บัญชาการทหารบกหรือ พล.อ.ไตรรงค์ อินทรทัตรวมทั้ง พล.ท.พฤณฑ์ สุวรรณทัต และ พล.ท.ศานิต พรหมมาศ ที่เคยคุมขุมกำลังป้องกันการปฎิวัติกลับไม่มาปรากฎตัวสมัครเข้าพรรคเพื่อไทย เพื่อเปิดหน้าเล่นการเมืองบนดินแต่อย่างใด
ขณะที่การเปิดเกม รุกทางการเมืองหลังบิ๊กจิ๋วเข้าทำหน้าที่เป็นประธานพรรคเพื่อไทย ยกแรกได้สร้างเสียงฮือฮาเป็นอย่างยิ่งเมื่อเจ้าตัวพร้อมนายทหารคนสนิทตัดสิน ใจเดินทางไปพบกับนายกรัฐมนตรีฮุนเซน ของกัมพูชาของแสลงรัฐบาลไทยชุดปัจจุบัน ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า กำลังหงุดหงิดกับท่าทีของรัฐบาลไทย เรื่องประเด็นปัญหาเรื่องชายแดนเขาพระวิหาร และประเด็นผลประโยชน์ทางทะเลทั้งแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย จนถึงกับออกมาแสดงอาการไม่พอใจผ่านสื่อต่างประเทศครั้งแล้วครั้งเล่า แม้กระทั่งก่อนหน้าที่จะมีการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนเพียงวันเดียว จนมีเสียงไล่หลังจากกระทรวงต่างประเทศไทยเตือนบิ๊กจิ๋วไม่ใหเปิดเผยข้อมูล ลับของทางราชการ รวมทั้งไม่ให้ไปพูดถึงเรื่องข้อมูลใด ๆ ที่อาจจะไม่ตรงกับข้อมูลของกระทรวงการต่างประเทศ ให้ผู้นำกัมพูชาเข้าใจผิด พร้อมกับย้ำว่าคำพูดของบิ๊กจิ๋วไม่มีภาระผูกพันใด ๆ กับ รัฐบาล
แต่ ดูเหมือนเสียงเตือนจากกระทรวงต่างประเทศ จะไร้ผลเพราะเมื่อ พล.อ.ชวลิต เดินทางกลับ ได้มีการแถลงถึงผลการเข้าพบกับผู้นำกัมพูชา โดยย้ำถึงความสนิมสนมระหว่าง พ.ต.ท.ทักษิณ และ นายกรัฐมนตรีฮุนเซน ผ่านสื่ออย่างโจ่งแจ้ง โดยระบุว่า " ผู้นำกัมพูชา มีความสัมพันธ์กับ อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะเพื่อน มีความรักความผูกพันกันมาตั้งแต่ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนักธุรกิจจนกระทั่งลงมาเล่นการเมืองก่อนก้าวเป็นนายกรัฐมนตรี ความสัมพันธ์ของทั้งสองยังผูกพันเหมือนเดิมทุกอย่าง ในฐานะเพื่อนมีความรู้สึกว่าพ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้รับความเป็นธรรมทางการเมือง ประสบเคราะห์กรรม แต่นายกฯฮุนเซน กับ ทักษิณก็ยังเป็นเพื่อนกัน ในฐานะที่ทำประโยชน์ให้ประเทศมานาน แต่ทำไมวันนี้ถึงไม่มีแผ่นดินจะอยู่ มีความรู้สึกเจ็บปวดในเรื่องนี้ ทั้งที่ไม่ได้เป็นคนไทย ตนเองและคนในครอบครัวได้รับรู้เรื่องนี้ ภรรยาถึงกับร้องไห้ และจะสร้างบ้านให้ พ.ต.ท.ทักษิณ อยู่ในกรุงพนมเปญ ในฐานะเพื่อน อย่างมีเกียรติ "
พร้อมกับได้มีการเผยแพร่ภาพวีที อาร์ ที่แสดงถึงความสัมพันธ์อันใกล้ชิดชนิดโอบกอดกันอย่างรักใคร่ ของเพื่อนรักระหว่าง บิ๊กจิ๋ว และ นายกรัฐมนตรีฮุนเซน รวมทั้งภาพที่ บิ๊กจิ๋ว โทรศัพท์สายตรงถึง พ.ต.ท.ทักษิณ เล่ารายละเอียดการเข้าพบกับผู้นำกัมพูชาผ่านสื่อมวลชนอย่างเอิกเกริก ชนิดไม่เกรงใจรัฐบาลที่กำลังมีภาพลบเรื่องความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านอยู่ แม้แต่น้อย
อย่างไรก็ดีเป็นที่น่าสังเกตุว่าภาระกิจที่บิ๊กจิ๋ว ได้รับมอบหมายทั้งในเรื่อง การบินไปพบกับผู้นำกัมพูชาและในอนาคตจะต้องบินไปพบกับผู้นำพม่า ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นของแสลงของรัฐบาลไทยชุดปัจจุบัน และยังสุ่มเสี่ยงต่ออันตรายสำหรับความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศ นั้น ไม่ต่างจากที่ พล.อ.พัลลภ เคยได้รับการทดสอบเรื่องความจริงใจช่วงพลิกขั้วมาร่วมด้วยใหม่ ๆ เพราะ พล.อ.พัลลภ ก็ถูกบททดสอบให้ออกมาเปิดเผยเรื่องเบื้องหลังการปฎิวัติ ในช่วงที่นายใหญ่ กำลังเดินหน้าผลักดันกลุ่มเสื้อแดงเต็มสูบ ในช่วงก่อนเหตุการณ์สงกรานต์เลือด เพื่อหวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่ เช่นกัน
แต่ สิ่งหนึ่งที่น่าสังเกตุอีกเช่นกันก็คือ การออกมาแถลงของบิ๊กจิ๋ว ถึงเรื่องการไปพบกับนายกรัฐมนตรีฮุนเซน โดยเฉพาะเรื่องข้อเสนอเรื่องบ้านพักในกรุงพนมเปญ ในครั้งนี้ ค่อนข้างขัดกับสิ่งที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ปฎิเสธข้อกล่าวหาของฝ่ายตรงข้ามมาโดยตลอดในช่วงที่มีการโฟนอินถี่ยิบ เพื่อเรียกพลังกลุ่มเสื้อแดง ตอนช่วงสงกรานต์เลือด ว่า ไม่เคยเดินทางไปเข้าไปประเทศกัมพูชาเพื่อใช้เป็นฐานทัพจัดกำลังพล ตามที่ถูกกล่าวหา
ซึ่งทำให้ไม่น่าแปลกใจว่าเพราะเหตุใดบรรดาคน ใกล้ชิด พ.ต.ท.ทักษิณ เช่น พล.อ.ชัยสิทธิ ชินวัตร ถึงกับออกมาปฎิเสธ ด้วยน้ำเสียงไม่สู้ดีนักว่า ไม่เคยได้ยินเรื่องนี้ และเชื่อว่า พ.ต.ท.ทักษิณ คงจะไม่รับข้อเสนอดังกล่าว เพราะอยู่ใกล้กับประเทศไทยมากเกินไป จนอาจจะกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ เพราะต้องไม่ลืมว่า ทั้งไทยและกัมพูชา นั้น มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกันอยู่ ....
ทั้งสองฝ่ายกำลังเล่นอะไรเกมนี้เพื่อใคร.......




