WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, November 13, 2009

เด็ก กับ ผู้ใหญ่

ที่มา บางกอกทูเดย์

ระหว่าง...อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับ สมเด็จฯ ฮุน เซนนั้น...ถึงจะเป็นนายกรัฐมนตรีเหมือนกัน แต่มีความแตกต่างกันมากมาย13 ขวบจับอาวุธเป็นทหาร..อยู่ในสงครามอย่างยาวนาน..ได้รับเหรียญกล้าหาญ..และผ่านการบาดเจ็บล้มตายจนได้มาเป็นนายกรัฐมนตรี..ยั่งยืนยาวนานหลายสิบปี...นั่นคือ นายกรัฐมนตรี ฮุน เซนอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ...เป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกของพรรคประชาธิปัตย์..ที่เกิดจากการผสมเทียมจากห้องคลอดในเขตที่แขวนป้ายว่า.....“เขตทหารห้ามเข้า”ทำให้เขา อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ...ถูกเยาะเย้ยถากถาง...อย่างน้อยจากคน 2 ชาติ...พร้อมๆ กัน..ริชาร์ด ลอยด์ เพอรี่จาก ไทม์ ออนไลน์.. กล่าวว่า...“สิ่ง

ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเวลานี้ ถือเป็นสัญญาณอันตรายต่อความเป็นประชาธิปไตยในสังคมไทยและถือเป็นความเจ็บปวดมากยิ่งขึ้น เมื่อความจริงอันน่ารังเกียจเหล่านี้มาเกิดขึ้นภายใต้การนำของ นายอภิสิทธิ์ชายผู้ซึ่งได้ชื่อว่า มีความชาญฉลาดมีความสามารถและมีคุณสมบัติที่ดีครบถ้วนทุกประการ ยกเว้นเพียงอย่างเดียว คือ ความถูกต้องชอบธรรมตามหลักประชาธิปไตย”สมเด็จฯ ฮุน เซน..ก็ใช่ย่อย...“อภิสิทธิ์ เตือนผมว่าอย่าเป็นเบี้ยในหมากเกมของทักษิณนั้น

เราไม่ได้เป็นเครื่องมือของใคร อยากรู้นักใครเป็นเบี้ยของใครกันแน่ อภิสิทธิ์ตกเป็นเครื่องมือของทักษิณเอง เพราะเมื่อทักษิณเปิดตัวเข้ามา อภิสิทธิ์ก็ออกมาตอบโต้โดยไม่คิดอะไรเลย ไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเลย แถลงมาจากโตเกียวเรื่องการยกเลิกเอ็มโอยู”อีกประโยค....“ถ้าอภิสิทธิ์เก่งจริงก็ขอให้เลือกตั้งใหม่ซิ ท่านกลัวอะไรหรือหรือว่ากลัวที่จะไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีหรืออย่างไร หรือว่ากลัวว่าพรรคเพื่อไทยจะชนะการเลือกตั้ง”“ผมเป็นนายกรัฐมนตรีกัมพูชา

ได้รับเสียงสนับสนุนถึง 2 ใน3 ของสภากัมพูชา แล้วท่านอภิสิทธิ์ ได้รับเท่าไหร่กันหรือขโมยเก้าอี้เขามานั่ง ขโมยของคนอื่นมาเป็นของตัวเอง จะให้เคารพได้อย่างไร”ว่ากันว่า...ความจริงนั้นน่ากลัวอย่างยิ่ง...ความจริงเป็นสุดยอดแห่งการทำลายล้าง....คงยากมากลำบากมากที่..อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ...จะโต้กลับหรือปฏิเสธ..ในถ้อยคำที่เยาะเย้ยถากถาง..จะมีก็แต่ทารกเท่านั้น..ที่ไร้เดียงสาต่อคำเย้ยหยัน...เช่นนี้

2 มาตรฐาน?

ที่มา บางกอกทูเดย์

รัฐบาลไม่ได้ดำเนินการ 2 มาตรฐานกับกลุ่มเสื้อแดงและเสื้อเหลือง แม้ว่าจะไม่มีการประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯเพื่อดูแลการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ”เสียงประกาศก้องคลองหลอดของ“บุญจง วงศ์ไตรรัตน์” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ออกมายืนยันพร้อมปฏิเสธข่าว เกณฑ์คนในภาคอีสานโดยเฉพาะพื้นที่ บุรีรัมย์-นครราชสีมา เข้ามาร่วมชุมนุมกับพันธมิตรฯ ในวันที่ 15 พ.ย.นี้“ขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริง รวมถึงไม่มีการนำกลุ่มคนเสื้อนํ้าเงินเข้าร่วมการ

ชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรฯ ด้วยแต่ก็เห็นว่าการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯเป็นสิทธที่จะแสดงออกถ้าอยู่ภายใต้กฎหมาย”นอกจากนี้ นายบุญจง ยังกล่าวด้วยว่า ที่ฝ่ายค้านอ้างว่ากระทรวงสั่งให้กำนันผู้ใหญ่บ้านรวบรวมประชาชนเตรียมมาร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรฯ ขอปฏิเสธว่าเรื่องนี้ไม่มีเกิดขึ้นอย่างแน่นอนไม่มีการสั่งการให้มาร่วมชุมนุม มีแต่จะทำให้ทุกอย่า่งเกิดความสมานฉันท์ความสามัคคีและไม่มีการสั่งการให้อำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่จะเดินทางมาร่วมชุมนุม

ส่วนกลุ่มคนเสื้อแดงนัดระดมทุนในพื้นที่ของ รมช.มหาดไทยในวันที่ 14 พ.ย.52ที่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมานั้นนายบุญจง ได้สั่งการพื้นที่ทั้งผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา และผู้บังคับการตำรวจภูธรภาคเตรียมเจ้าหน้าที่คอยอำนวยความสะดวกและความเรียบร้อย“อะไรก็ตามที่แสดงออกในกติกาก็ไม่มีปัญหา เป็นสิทธิที่สามารถทำได้ทุกจุดทั่วประเทศไทย ถ้าไม่ไปละเมิดกฎหมาย”นายบุญจง หยอดคำหวานทิ้งท้ายเพื่อยืนยันว่าไม่ได้เลือกปฏิบัติและแน่นอนแล้วว่า

การชุมนุมในวันที่ 15 พ.ย.นี้ รัฐบาลจะไม่เลือกใช้บริการพ.ร.บ.ความมั่นคง กฎหมายคู่บุญรัฐบาลนายกฯรูปหล่อ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”แต่ในด้านการเตรียม พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1ออกมารับลูกพร้อมจัดกำลังตำรวจ 3กองร้อย 450 นายโดยกองบังคับการตำรวจนครบาล 1รับผิดชอบบริเวณท้องสนามหลวงกองบังคับการตำรวจนครบาล 6รับผิดชอบบริเวณพื้นที่โดยรอบ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจปราบจลาจล รับผิด

ชอบบริเวณลานพระบรมรูปทรงม้านอกจากนี้ ยังได้จัดเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนอีก 100 นาย ชุด ปะ ฉะ ดะ หรือหน่วยเคลื่อนที่เร็วอีก 15 นาย โดยจะเริ่มวางกำลังตั้งแต่เวลา 12.00 น. เป็นต้นไปผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 ยังระบุด้วยว่า จากการประเมินสถานการณ์คาดว่าจะมีกลุ่มผู้ชุมนุมกว่า 30,000 คนซึ่งหากมีการเคลื่อนขบวนก็จะทำการปิดถนนบางเส้นทาง แต่เชื่อว่าเหตุการณ์ชุมนุมดังกล่าว จะไม่มีการยืดเยื้อ และไม่มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นประเด็นการปฏิบัติแบบ 2

มาตรฐานได้ถูกกลุ่มเสื้อแดงตั้งข้อสังเกตตั้งแต่วันที่แกนนำพันธมิตรฯ อย่าง “พิภพ ธงไชย”เข้าพบนายกรัฐมนตรี ถึงทำเนียบรัฐบาลเพื่อจี้ให้รัฐบาลยกเลิกเอ็มโอยูกับกัมพูชาจากนั้นเพียง 1 วัน แกนนำพันธมิตรฯก็เปิดบ้านพระอาทิตย์ แถลงจัดรวมพลครั้งใหญ่ที่ท้องสนามหลวงในวันที่ 15 พ.ย.นี้“กรณีที่ นายพิภพ เข้ายื่นหนังสือกับนายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมานั้น เป็นการทวงสัญญาใดหรือไม่ เนื่องจากวันต่อมาทางกลุ่มพันธมิตรฯ ได้ประกาศนัด

ชุมนุมใหญ่ในวันที่15 พฤศจิกายนนี้”นอกจากนี้ นายณัฐวุฒิ กล่าวว่าการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นการปฏิบัติแบบ 2 มาตรฐานของรัฐบาลเพราะเมื่อเทียบกับการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง และไม่มีการประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง เพื่อควบคุมดูแลการชุมนุมขณะเดียวกันในช่วงเช้าวันที่ 12พ.ย.ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีพร้อมด้วยหน่วยงานด้านความมั่นคง ต่างระดมกึ๋น เพื่อใช้ตอบโต้กัมพูชา แต่หนึ่งในนั้นรวมถึงแผนสกัดคนเสื้อแดงที่กำลังจะชุมนุมด้วย

เช่นกันในเรื่องนี้ รองนายกฯ ด้านความมั่นคงออกมายืนยันชัดเจนว่า การโค่นล้มรัฐบาลวันนี้คงทำได้ยาก หากไปชักชวนประชาชนมาร่วมขบวนกับคนเสื้อแดงเพื่อโค่นล้มรัฐบาลจะเกิดคำถาม ว่าโค่นล้มรัฐบาลเพื่อใคร เพื่อทักษิณบวกฮุน เซน ใช่หรือไม่ถ้าเป็นอย่างนี้ชวนใครก็ไม่มาจึงถือเป็นเรื่องยากที่จะโค่นรัฐบาลแม้ทางรัฐบาลจะออกมาปฏิเสธทุกครั้งที่สื่อตั้งคำถามนี้ แต่ในทางปฏิบัติก็คงเป็นที่ประจักษ์แล้วว่าเป็นเช่นไรไม่ต้องอธิบาย! 

หยุดเถิด ‘มาร์ค’

ที่มา บางกอกทูเดย์

อภิสิทธิ์คุณรู้หรือไม่ว่า ...ไทยส่งออกไปกัมพูชาสูงถึง 2,130 ล้านยูเอสดอลล่าร์แต่นำเข้าจากกัมพูชาเพียง 90ล้านดอลล่าร์ เมื่อปี 2551นั่นคือ...ได้ดุลการค้ากับกัมพูชาถึง2,040 ล้านยูเอสดอลล่าร์...หากคูณด้วย35 (คิดอัตราแลกเปลี่ยนที่ 35 บาทต่อหนึ่งดอลล่า) จะมีค่าเท่ากับ 71,400ล้านบาท และมีแนวโน้มสูง

ขึ้นทุกปีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คุณรู้หรือไม่ว่า...เงินสะพัดที่โรงเกลือที่ชายแดนไทยกัมพูชานั้นวันละหลายร้อยล้านบาท และในบางวันอาจจะไต่ระดับพันล้านบาทแล้วที่ อ.กันทรลักษณ์ศรีสะเกษนั้นในครั้งที่เศรษฐกิจรุ่งเรือง เคยทำสถิติถึงวันละร้อยล้านบาทเช่นกันอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะคุณรู้หรือไม่ว่า ...อดีต นายกฯ ทักษิณ ชินวัตร เป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจของประเทศนิการากัว แล้วได้ทำหน้าที่ที่ปรึกษาให้แก่ประเทศดังกล่าวแล้วในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในหลาย

ด้าน...บางด้านก็คือเรื่องการเกษตรนั้น อดีต นายกฯ ทักษิณได้ไปแนะนำให้ปฏิรูปที่ดินอย่างจริงจังในประเทศนิการากัวและได้นำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไปประยุกต์ใช้ในประเทศนั้น...ทำให้ประเทศนั้นชื่นชมในพระอัจฉริยภาพของพระองค์ท่านอย่างสูงแล้วทำไมคุณไม่ประณามทักษิณหรือกล่าวโทษว่า “ขายชาติ เอาความลับของประเทศไทยไปให้กับนิการากัว”แล้วทำไมคุณไม่เรียกเอกอัครราชทูตไทยกลับจากประเทศนิการากัวด้วย

เล่าครับ หรือคุณจะตอบว่า...ฉันจะทำของฉันอย่างนี้ใครจะทำไมซึ่งดูเหมือนว่าจะตรงกับพฤติกรรมของคุณในหลายๆ เรื่องเลยทีเดียวแล้วทำไมพออดีต นายกฯ ทักษิณเป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจของกัมพูชา...คุณดูจะโกรธแค้นเป็นฟืนเป็นไฟเรียกเอกอัครราชทูตกลับทันทีอาจจะกล่าวได้ว่ากระชากคอเสื้อทูตกลับประเทศ!การกระทำของคุณเกือบจะเท่ากับการตัดสัมพันธไมตรีต่อกันแล้วครับ หรือคุณต้องการทำสงครามกับกัมพูชาสิ่งที่คุณพูดนั้นไม่ตรงกับความ

เป็นจริงอยู่เนืองๆ ในเรื่องนี้คุณกำลังดำเนินการเช่นนี้อยู่หรือเปล่าคุณกำลังบ่มเพาะสถานการณ์จนถลำลึกไปสู่การทำสงครามระหว่างไทยกัมพูชาหรือเปล่าผมขอเตือนนะครับว่า...แม้คนไทยจะรักชาติไม่ยอมถอยกับอริราชศัตรูใดๆก็ตาม แต่การทำสงครามก็มีเหตุผลของมันนะครับ และมีแต่สงครามที่เป็นธรรมเท่านั้นที่จะได้รับชัยชนะในที่สุดถ้าคุณก่อให้เกิดสงครามแม้ว่าประเทศไทยอาจจะชนะในระยะแรกแต่ระยะยาวแล้ว ลำบากมากครับคุณดูประเทศยักษ์ใหญ่อย่างอเมริกา

ดูซิครับ...ต้องถอยจากประเทศเวียดนามที่เล็กกว่ามากมายทั้งจำนวนคน ขนาดเศรษฐกิจ ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี อย่างยับเยินหายนะมหาศาลประเทศไทยเองก็อาจจะต้องบอบชํ้าอย่างหนัก ก็ดูเอาแค่สามจังหวัดภาคใต้ก็พอ หน่วยงานของราชการรายงานตัวเลขว่า...กองกำลังติดอาวุธของผู้ก่อการร้ายสามจังหวัดภาคใต้มีประมาณสองพันคนแต่ฝ่ายไทยมีประมาณ 80,000 คนมากกว่ากันเกือบ 40 เท่าแต่ห้าปีแล้ว และสมัยอภิสิทธิ์ก็เกือบปีแล้วครับ

สถานการณ์ในรัฐบาลชุดนี้เลวร้ายลงยิ่งขึ้นทุกทีแล้วคุณคิดจะทำสงครามกับกัมพูชาประเทศที่มีประสบการณ์รบแบบกองโจรมาไม่ตํ่ากว่าสี่สิบปี คุณจะสร้างความหายนะโดยไม่มีเหตุผลใดอย่างนี้หรืออภิสิทธิ์ รู้ไหมครับว่า...บันทึกความเข้าใจปี 2544 ที่รัฐบาลคุณประกาศยกเลิกนั้น เป็นประโยชน์กับไทยมากแค่ไหน และไม่ได้สร้างประโยชน์ใดๆ กับอดีต นายกฯ ทักษิณเลยแม้แต่น้อยคุณรู้ไหมครับว่า...บันทึกความเข้าใจดังกล่าว เป็น “ข้อตกลงที่จะเจรจากัน” ในเรื่อง

น่านนํ้า และมีข้อตกลงที่เป็นประโยชน์กับไทยอย่างน้อยก็ 4 ประการด้วยกัน คือผูกมัดการเจรจาเรื่องแก๊สกับนํ้ามันเข้ากับการเจรจาเรื่องเขตแดน บังคับให้ใช้กฎหมายสากล ไม่อนุญาตให้ละเมิดข้อตกลงทางทะเลของทั้งสองฝ่ายและได้ข้อกำหนดในเรื่องเขตแดนที่จะต้องตกลงกันต่อไปอีกแต่อย่างน้อยก็ทำให้เกาะกูดเป็นของไทยทั้งเกาะเมื่อเทียบกับเดิมที่เกาะกูดถูกเฉือนให้เป็นของไทยบางส่วนของกัมพูชาบางส่วนทำไมรัฐบาลอภิสิทธิ์คลุ้มคลั่งในการปลุกปั่นกระแส

คลั่งชาติเพียงเพราะกัมพูชาตั้งทักษิณเป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจเท่านั้นการส่งผู้ร้ายข้ามแดนนั้นกติกาสากลทั้งโลกก็ยอมรับตรงกันว่า...จะทำได้ก็ต่อเมื่อมีการพิจารณาคดี“สามศาล”เป็นความผิดที่ประเทศนั้นกำหนดไว้ชัดแจ้ง และต้องไม่ใช่คดีทางการเมือง ซึ่งทุกประเทศไม่เว้นแม้แต่ไทยก็ต้องยึดมั่นตามอภิสิทธิ์ และในรัฐบาลคุณเองนั่นแหละที่ปฏิเสธไม่ยอมส่งผู้ค้าอาวุธให้แก่พวกการก่อการร้ายสากลซึ่งประเทศอเมริกาขอตัวมาด้วยเหตุผลว่าเป็นคดีการเมือง

แล้วคุณไม่รู้สึกกินแหนงแคลงใจตัวเองบ้างเลยหรือครับเมื่อกัมพูชาปฏิเสธที่จะส่งทักษิณมาเพราะทักษิณมีชะตากรรมเช่นนี้เป็นผลพวงจากการรัฐประหาร19 กันยายน 2549 อย่างชัดแจ้งหากโอบามาทำอย่างคุณบ้าง...อเมริกาก็จะต้องเรียกเอกอัครราชทูตกลับทันทีและยกเลิกสนธิสัญญาระหว่างกันให้หมดไปคุณจะเอาอย่างนั้นหรืออภิสิทธิ์ เวชชาชีวะคุณทำร้ายประเทศมากมายเกินไปแล้วหยุดเถิด ไม่เช่นนั้นจุดจบของคุณต้องไม่สวยงามอย่างแน่นอน! 

ร้องก่อนรบ แดงทั้งภูเขา!

ที่มา บางกอกทูเดย์

4 จุดตายที่คนเสื้อแดงต้องระวังวันนี้กลุ่มคนเสื้อแดงประกาศรวมพลคนนับแสนที่เขาใหญ่ แน่นอนว่าขั้วตรงข้ามต่างๆ ไม่เพียงจับจ้องมอง แต่ต้องมีการหาทางดิสเครดิตให้ได้ด้วย... ถ้างานนี้รับมือพลาด... อันตรายแน่ การทำให้เกิดปรากฏการณ์แดงทั้งขุนเขา เพราะเสื้อแดงมาเยอะร่วมแสนคน มุมหนึ่งไม่เพียงเป็นลางบอกเหตุว่า คนไม่ชอบรัฐบาลนี้มากขึ้น แต่อย่าลืมอีกมุมหนึ่งว่านี่จะเป็นการเตือนขั้วตรงข้ามทั้งหลายว่าจะต้องเร่งมือจัดการกับกลุ่มคนเสื้อแดงให้หนักขึ้นไปอีกฉะนั้นนี่คือ อันตรายอีกจุดหนึ่งที่ไม่อาจจะมองข้าม ซึ่งจะตามมาหลังจากการชุมนุมครั้งนี้อย่างแน่นอน

การนัดชุมนุมพลคนเสื้อแดง ไม่ใช่ปรากฏการณ์ใหม่ในสังคมไทยอีกต่อไปตราบใดก็ตามที่ความรู้สึกของคนในประเทศนี้ ยังเห็นว่า ระบอบประชาธิปไตยอันมี
พระมหากษัตริย์เป็นองค์พระประมุข ยังคงถูกกลุ่มอำมาตยาธิปไตยบิดเบือน จนทำให้เสรีภาพที่แท้จริงทางการเมืองยังไม่มี ตราบใดก็ตามที่ความรู้สึกว่าการบริหารประเทศยังคงมี 2 มาตรฐานตราบใดก็ตามที่ความรู้สึกว่า รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศยังคงแฝงวาระซ่อนเร้นและตราบใดก็ตามที่ความรู้สึกว่าท็อปบูท ปากกระบอกปืน และรถถังยังคงกดหัวคนไทยที่เพรียกหาประชาธิปไตยเมื่อความรู้สึกและสิ่งที่เรียกร้องยังไม่เกิดขึ้นในแผ่นดิน การ

ต่อสู้จะจบสิ้นได้อย่างไรนี่คือ ปัญหาทางการเมืองของไทย ที่ทำให้ยังมีการต่อสู้ มีการเรียกร้อง มีการแสดงพลังจากกลุ่มต่างๆ จนดูเหมือนว่าสังคมไทยไม่ปกติและยากที่จะหาข้อยุติทั้งที่จริงๆ แล้วปรากฏการณ์เสื้อแดง ก็ไม่ได้แตกต่างไปจากปรากฏการณ์เรียกร้องทางการเมืองที่เกิดขึ้นมายาวนาน โดยเฉพาะหลังจากการเปลี่ยนแปลงปี 2475 เป็นต้นมาเพียงแต่สถานการณ์ของคนเสื้อแดงนั้น ต้องถือว่ายากลำบากเป็นอย่างมากในการต่อสู้ทางการเมือง เนื่องจากไม่เพียงเกิด

ขึ้นมาภายใต้การแตกแยกทางความคิด ทำให้เหมือนกับมีคู่ปรับทางการเมืองที่เป็นขั้วตรงข้ามแม้ว่าในความเป็นจริงหากตั้งสติให้ดี ประชาชนที่แท้จริง ที่เรียกหาประชาธิปไตยโดยบริสุทธิ์ใจนั้น ไม่ว่าจะสวมเสื้อสีแดง หรือสวมเสื้อสีเหลือง จริงๆ แล้วล้วนมีจุดมุ่งหมายเพื่อประเทศชาติไม่แตกต่างกันมีความจงรักภักดีเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ไม่ได้แตกต่างกันเลยแต่เมื่อคนเสื้อแดงมาเกิดขึ้นหลังจากการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 จึงยิ่งกลายเป็นเพิ่มคู่ปรับมากขึ้น

ไปอีก เพราะทั้งอำมาตยาธิปไตย ทั้งทหาร ถูกโยงใยเข้ามาเป็นขั้วตรงข้าม ที่ต้องหยุดคนเสื้อแดงให้ได้ฉะนั้นแม้กลุ่มคนเสื้อแดงจะเป็นการรวมตัวของคนส่วนใหญ่ของสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาคนรากหญ้าทั้งหลาย แต่เมื่อเจอสารพัดกลุ่มรุมขย้ำแบบนี้ จึงไม่ใช่เรื่องง่ายในการต่อสู้เลยจริงๆแถมสารพัดคู่ปรับนั้น ล้วนเป็นนักสร้างภาพสร้างข้อกล่าวหาที่ฉกาจฉกรรจ์ได้ทั้งสิ้น กรณีพรรคการเมืองเก่าแก่ที่เล่นเกมตะโกนในโรงหนังบ้าง... เล่นใช้ความสามารถในการพูด

ที่เหนือชั้นสร้างความน่าเชื่อให้กับเอกสารหรือกระดาษแผ่นเดียวได้เป็นวรรคเป็นเวรนั้น ยังต้องถือว่านั่นแค่ประถมเพราะวันนี้ทุกเรื่องทุกประเด็น คนเสื้อแดงโดนโยงเข้าในวังวนของข้อกล่าวหาได้หมดยิ่งคู่ปรับแกนนำระดับเจ้าลัทธิด้วยแล้ว ยิ่งบอกได้เลยว่า เสื้อแดงไม่เพียงตั้งรับแทบไม่ทัน แต่ยังแพ้เกมในเรื่องการใช้ถ้อยคำหยาบคายรุนแรงที่กระตุ้นหรือยั่วยุอารมณ์ดิบของคน โดยเฉพาะบรรดาสาวกได้อย่างฉกาจฉกรรจ์ที่สุดดังนั้นการเดินเกมต่อสู้ของคนเสื้อแดงใน

วันนี้บอกได้เลยว่า เหนื่อยสาหัสอย่างยิ่งยิ่งสถานการณ์ทางการเมืองในช่วงโค้งสุดท้ายปลายปีนี้ ทำท่าว่าจะร้อนองศาเดือด เพราะกระแส“ล้มคว่ำ”ของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีออกมาเป็นระยะๆ อย่างรุนแรงชนิดไม่สามารถที่จะมองข้ามได้และยิ่งหากดูอาการของพรรคร่วมรัฐบาล ที่วันนี้แทบจะหมดความเกรงใจพรรคแกนนำอย่างพรรคประชาธิปัตย์ และนายอภิสิทธิ์ ซึ่งเป็นถึงนายกรัฐมนตรี แต่พรรคต่างๆ ก็แสดงความเบื่อหน่ายและหมดความอดทนจนทำให้สภา

ต้องออกอาการล่มซ้ำซากรวมทั้งยิ่งหากดูการเร่งเตรียมการเพื่อรับมือการเลือกตั้งที่จะมาถึง แม้แต่พรรคการเมืองใหม่และกลุ่มพันธมิตรฯยังเตรียมจัดงานระดมทุนเพื่อให้ได้เงินเป็นร้อยล้านบาทเอามาใช้เป็นทุนทางการเมือง และการเลือกตั้งที่จะมาถึง ยิ่งสะท้อนชัดว่าสถานการณ์การเมืองในตอนนี้สามารถพลิกผันได้ทุกขณะจิตสถานการณ์เวลาก็กดดัน คู่ปรับทางการเมืองก็สาดโคลนใส่ด้วยสารพัดข้อกล่าวหา เหล่านี้เป็นโจทย์ที่บรรดาแกนนำคนเสื้อแดงจะต้องคิดให้หนัก

และตีโจทย์ให้แตกว่า จะลบล้างข้อกล่าวหาในประเด็นต่างๆ ได้อย่างไรโดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อกล่าวหาที่ว่า..... “ทั้งหมดทำเพื่อคนๆ เดียว” แม้ในความเป็นจริงคนเสื้อแดงจะรู้ดีว่า ทั้งหมดทำเพื่อประเทศชาติ และสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่เนื่องจากว่าประสิทธิภาพของการกล่าวหาของกลุ่มที่ต้องการทำลายนั้นมีสูง จึงทำให้คนที่เป็นกลาง คนที่เป็นพลังเงียบของประเทศนี้จึงลังเล และไม่กล้าที่จะแสดงจุดยืนอย่างเปิดเผยดังนั้นการบ้านใหญ่ข้อแรกของคนเสื้อแดง จึงไม่

ใช่เรื่องของการรวมตัวเพื่อแสดงพลัง แต่เป็นการอธิบายข้อเท็จจริงและประกาศเจตนารมณ์ที่แท้จริงให้คนทั้งแผ่นดินรู้และยอมรับให้ได้ว่า ทำเพื่อประเทศชาติและสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างแท้จริงหากทำได้สำเร็จ ลบล้างข้อกล่าวหาได้สำเร็จก็มีโอกาสชนะใส... แต่หากทำไม่สำเร็จโอกาสพ่ายแพ้ก็มีสูงนี่คือ ความเป็นจริงข้อแรกที่แกนนำและคนเสื้อแดงจะต้องยอมรับ และหาทางกำหนดยุทธศาสตร์เพื่อการรับมือให้ได้ก่อนที่จะสายประเด็นต่อมาเป็นโชคร้ายของกลุ่มคน

เสื้อแดง ที่ไม่ได้มีศัตรูเพียงกลุ่มเดียว แต่กลับมีศัตรูหลายกลุ่ม จึงทำให้การต่อสู้ยืดเยื้อ ซึ่งบุคลิกของสังคมไทยเป็นประเภทเบื่อง่ายหน่ายเร็ว และขี้หงุดหงิดขี้รำคาญเมื่อสถานการณ์การต่อสู้ยืดเยื้อ ทำให้มีคนบางส่วนเริ่มบ่นและเริ่มตั้งคำถามว่า เมื่อไหร่จะจบเสียที เมื่อไหร่จะยุติและกลับมาสงบร่มเย็นเหมือนในอดีตเสียที ประเด็นนี้ก็เป็นประเด็นลบต่อภารกิจการต่อสู้เพื่อทวงประชาธิปไตยที่แท้จริงของคนเสื้อแดงยังดีที่คนเสื้อแดงใช้การรวมตัวที่กระชับ ชัดเจน และรักษา

สัญญา บอกว่าจะรวมพลังวันเดียวก็คือ วันเดียว บอกว่าจะยุติแค่เที่ยงคืน ยืดเยื้ออย่างมากก็แค่ครึ่งค่อนชั่วโมงเท่านั้นนี่คือ เสน่ห์ของการรวมตัวแสดงพลังของคนเสื้อแดงแต่ในยุทธศาสตร์การต่อสู้ทางการเมือง การรวมพลังลักษณะนี้จะเพียงพอต่อการสู้กับกลุ่มที่ต้องการทำลายได้หรือไม่ นี่คือ ปัญหาใหญ่ข้อที่ 2 ของคนเสื้อแดงที่จะต้องตีโจทย์ให้แตกด้วยเช่นกันปัญหาใหญ่ประการที่ 3 ของการรวมพลังของคนเสื้อแดง ก็คือ เนื่องจากเป็นการรวมพลังของคนจำนวนมาก

เรือนหมื่นเรือนแสนที่มากันโดยอิสระ มากันด้วยใจ จึงทำให้การควบคุมดูแล ทำได้ยากมากกว่าการดูแลม็อบจัดตั้งทั้งหลายการถูกแทรกตัวเข้ามาของมือที่ 3 เพื่อสร้างความปั่นป่วน หรือเพื่อทำลายภาพลักษณ์ของคนเสื้อแดง ก็เป็นสิ่งที่สามารถทำได้ไม่ยาก ประจักษ์พยานการเสียรู้ของคนเสื้อแดง ก็เคยโดนชัดเจนมาแล้วเมื่อครั้งเมษาเลือด ที่ถูกแผนส่งคนเข้ามาแทรก และชักจูงไปสู่ความรุนแรงบานปลายทำให้คนเสื้อแดงเสียคะแนนไปมากเช่นเดียวกับการเสียรู้ในเหตุ

วุ่นวายที่พัทยา ช่วงการประชุมอาเซียนล่ม ทั้งๆ ที่เหตุปะทะเหตุวุ่นวายรุนแรงมาจากคนเสื้อน้ำเงินแท้ๆ แต่ภาพลักษณ์ของคนเสื้อแดงกลับถูกกระทบ เพราะถูกปรักปรำไปเต็มๆที่สำคัญ ไม่ว่าในการต่อสู้ใดๆ แพ้ก็คือแพ้ ไม่อาจที่จะแก้ตัวได้ ดังนั้น ในเมื่อเมษาเลือดและพัทยาคนเสื้อแดงเป็นฝ่ายแพ้เพราะเสียรู้ ก็ต้องถือว่าแพ้ จะอ้างโน่นอ้างนี้ไม่ได้สิ่งเดียวที่ทำได้คือ จดจำบทเรียนไว้ให้ดี แล้วอย่าให้แพ้อีกการรวมพลแสดงพลังที่หวังจะให้แดงทั้งภูเขา ที่บริเวณโบนันซ่า เขา

ใหญ่คือ การวอร์มอัพกล้ามเนื้อเตรียมพร้อมออกศึกใหญ่ ที่แกนนำเสื้อแดงประกาศอย่างเชื่อมั่นว่า จะมีคนมาร่วมนับล้านคนในปลายเดือนพฤศจิกายนนี้.....หากถึงวันนั้น มีคนเสื้อแดงมาร่วมกันนับจำนวนล้านจริง การบริหารดูแล ป้องกันมือที่ 3 ยิ่งต้องเข้มงวด อย่าให้ใครเข้ามาป่วนและสร้างความวุ่นวายได้หากคุมไม่อยู่ จำนวนคนเป็นล้าน จะทำให้คนเสื้อแดงถูกสาดโคลนให้เพลี่ยงพล้ำได้ซึ่งที่ผ่านมาการรวมพลคนเสื้อแดง ยืนอยู่ในระดับหมื่นคนแสนคนเป็นหลัก แต่ครั้งนี้

เป็นครั้งแรกที่จะขยับก้าวขึ้นสู่หลักล้าน ฉะนั้นยิ่งต้องรอบคอบและระมัดระวังให้จงหนัก เพราะแม้จะกระหึ่มในการแสดงพลัง แต่ก็แฝงจุดอ่อนอยู่ในทีแกนนำต้องเอาให้อยู่ ต้องกันมือที่ 3 ให้ได้ชะงัดที่สุดและในประการที่ 4 หากคนมานับล้านคนจริงๆ จุดที่จะถูกโจมตีว่าเป็นการจัดตั้งก็คือ เรื่องของงบประมาณค่าใช้จ่ายในแต่ละวันที่จะต้องมี และขั้วตรงข้ามจะต้องตั้งคำถามว่าแล้วงบสนับสนุนเหล่านี้มาจากไหน??เพราะขนาดสถานที่จัดงานคือโบนันซ่า เขาใหญ่ เป็น

ธุรกิจเอกชนที่ใครมีเงินจ่ายค่าเช่าก็สามารถมาใช้สถานที่ได้ เที่ยวนี้ยังโดนตั้งคำถามว่า สนับสนุนแดงหรือไม่ เลือกข้างหรือไม่?ก็ถ้ากลุ่มพันธมิตรจะไปเช่าเพื่อรณรงค์หาเงินสนับสนุนพรรคการเมืองใหม่บ้าง จะให้เหลืองพรืดบ้าง ก็สามารถทำได้ ใครจะไปว่า หรือแม้แต่ก๊วนเพื่อนเนวินและภูมิใจไทย จะเช่าวางแผนเพื่อผลักดันให้นายเนวิน ชิดชอบ ได้เป็นนายกรัฐมนตรีดังที่ฝันไว้ จะทำให้เขาใหญ่เกลื่อนไปด้วยสีน้ำเงินก็ได้ด้วยเช่นกัน เพราะนายเนวินมีปัญญาจ่าย มี

ปัญญาเลี้ยงดูปูเสื่อกลุ่มพลังที่มาได้อยู่แล้วในขณะที่กลุ่มเสื้อแดง แกนนำการชุมนุมที่โบนันซาในครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นนายวีระ มุสิกพงศ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และ นายจตุพร พรหมพันธุ์ 3 เกลอแห่งรายการความจริงวันนี้ รวมทั้งแกนนำคนอื่นๆ จะต้องเตรียมพร้อมให้ดีที่สุด จะปล่อยให้เกิดความวุ่นวาย จะเผลอเปิดจุดอ่อนหรือการ์ดตกไม่ได้เลยบอกแล้วว่าถ้าพลาดงานนี้ถูกขย่มแน่การทำให้เกิดปรากฏการณ์แดงทั้งขุนเขา เพราะเสื้อแดงมาเยอะนับจำนวนร่วมแสน คือ

ยุทธศาสตร์ที่น่าจับตามองอย่างยิ่งของฝ่าย“คนเสื้อแดง”เพราะนั่นคือการ“ทดสอบความพร้อม” ทั้งกำลังคนและสภาพจิตใจ ปฏิบัติการ“เพื่อนร่วมร้อง พี่น้องร่วมรบ” จึงเป็นยุทธวิธีที่“ฝ่ายเสื้อแดง” นำออกมาใช้ชนิดที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนวันนี้...ถ้าทั้งภูเขาที่โบนันซ่ากลายเป็น“สีแดงทั้งภูเขา” นั่นย่อมหมายถึงว่า...คนเสื้อแดงก็มี“ความพร้อมสูง” สำหรับเป้าหมายจำนวนล้านที่จะชุมนุมใหญ่ในปลายเดือนนี้ เพื่อ“แตกหัก”กับรัฐบาลอภิสิทธิ์ ในการเรียกร้อง

ประชาธิปไตยใครจะไป?? ใครจะอยู่??แต่อย่าลืมอีกมุมหนึ่งว่า นี่จะเป็นการเตือนขั้วตรงข้ามทั้งหลายว่าจะต้องเร่งมือจัดการกับกลุ่มคนเสื้อแดงให้หนักขึ้นไปอีกฉะนั้นนี่คือ อันตรายอีกจุดหนึ่งที่ไม่อาจจะมองข้าม ซึ่งจะตามมาหลังจากการชุมนุมครั้งนี้ และการชุมนุมใหญ่ในปลายนี้อย่างแน่นอนดังนั้นเสื้อแดงคงจะต้องใช้เสียงคนนับล้าน ประกาศให้ชัดเจนว่า เป็นการต่อสู้เพื่อทวงคืนประชาธิปไตยที่แท้จริง ที่จะเกิดขึ้นในปลายดือนนี้ และมีจุดร่วมคือการ “โค่นล้ม ระบอบ

อำนาจอำมาตยาธิปไตย” จึงต้องนำเสนอเนื้อหาหลักการประชาธิปไตยที่ชัดเจนมากกว่าการชูตัวบุคคล เพื่อไม่ให้ขั้วตรงข้ามฉวยโอกาสทำลายความชอบธรรมในการต่อสู้ ป้ายสีว่าขบวนการเสื้อแดงทำเพื่อคนคนเดียวการบ้านครั้งนี้จึงหนักหนาสาหัสและท้าทายอย่างยิ่งว่า กลุ่มคนเสื้อแดงจะทำได้หรือไม่ได้? จะรอดหรือไม่รอด? และจะฝ่อหรือไม่ฝ่อ?เพราะมีทั้งคนรอดู คนรอลุ้น และคนรอซ้ำเติม.....!!

มุมมองนักธุรกิจไทยในกัมพูชา ต่อกรณีความขัดแย้งของสองประเทศ

ที่มา Voice TV



นอกจากผลกระทบต่อเสถียรภาพรัฐบาลไทย ความเสียหายทางเศรษฐกิจ ทำให้นักธุรกิจไทยเรียกร้องไม่ให้รัฐบาลปิดด่านชายแดน

"หมอประเวศ" ชี้รัฐบาลปลุกกระแสชาตินิยมไม่เป็นเรื่องดี

ที่มา Voice TV
 ศ.นพ.ประเวศ วะสี , ราษฎรอาวุโส , ความขัดแย้งระหว่างประเทศ , ไทย-กัมพูชา , สมเด็จฮุน เซน , ภาคประชาชน , ชาวกัมพูชา , พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร , ไพ่ใบสุดท้าย , รัฐบาลไทย , ปลุกกระแสชาตินิยม , สิ้นอำนาจ

ศ.นพ.ประเวศ วะสี ระบุการที่รัฐบาลต้องการปลุกกระแสชาตินิยม ไม่ดีกับทั้งสองประเทศ เพราะจะนำไปสู่การหมดสิ้นอำนาจของทั้งสองฝ่าย
ศ.นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส กล่าวถึงกรณีสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา ว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่ใหญ่ มีประชากรมากกว่า กองทัพก็มีศักยภาพสูงกว่า รวมทั้งอำนาจทางเศรษฐกิจก็มากกว่ากัมพูชา ซึ่งไทยเป็นเสมือนผู้ใหญ่ ส่วนกัมพูชาก็เป็นเด็ก ดังนั้นเราต้องทำตัวเป็นผู้ใหญ่ที่ดี อย่าไปท้าตี เพราะเด็กมีกำลังน้อยกว่า และจะถูกมองว่าไปรังแกเด็ก แต่ต้องระวังอย่าไปหลงกลเด็ก เพราะบางครั้งเด็กก็หลอกผู้ใหญ่ได้ และอาจทำให้ผู้ใหญ่เพลี่ยงพล้ำได้เหมือนกัน แต่ก็อยากให้เชื่อมั่นว่าความชอบธรรมจะอยู่ในสายตาของคนทั้งโลก ซึ่งพวกเขารู้ดีว่าใครมีความชอบธรรมมากกว่ากัน ดังนั้นไทยต้องมองกัมพูชาด้วยความเมตตาและอยู่ร่วมกันแบบเกื้อกูล ศ.นพ.ประเวศ กล่าวว่า อยากให้แยกความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลไทยกับสมเด็จฮุน เซน ออกจากภาคประชาชน อย่านำเอาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นไปรวมกับประชาชนชาวกัมพูชา เนื่องจากมองว่าเรื่องที่เกิดขึ้น เพราะสมเด็จฮุน เซนและพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ต้องการร่วมกันมือกันทำอะไรบางอย่างเพียงชั่วคราวเท่านั้น จึงไม่อยากให้รัฐบาลหลงเข้าไปเป็นเหยื่อ ส่วนการที่รัฐบาลต้องการปลุกกระแสชาตินิยม เห็นว่าไม่เป็นเรื่องที่ดีกับทั้งสองประเทศ เนื่องจากเวลาเกิดชาตินิยม เกิดง่าย แต่จะให้หยุดยาก และในที่สุดจะนำไปสู่การหมดสิ้นอำนาจของทั้งสองฝ่าย อีกทั้งการนำเสนอข่าวสารความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา ก็ควรต้องระมัดระวังมากกว่านี้ และเสนอความจริง ไม่อยากให้ใช้ข่าวสารในการโหมอารมณ์ประชาชนทั้งสองประเทศ ให้เกิดอารมณ์โกรธเกลียดกัน อยากให้เข้าใจว่าเป็นเรื่องชั่วคราวของนักการเมือง นอกจากนี้ ต้องยอมรับว่าสาเหตุที่ประชาชนทั้งสองประเทศไม่เป็นมิตรก็เพราะนักการเมือง อย่างเช่น ในวรรณกรรมสามก๊ก ที่คนในแคว้นโจโฉกับแคว้นเล่าปี่ ทำสงครามกัน ซึ่งที่จริงแล้วไม่ได้โกรธกัน แต่เป็นเพราะมีมือที่สาม ทำให้สองฝ่ายฆ่ากัน ดังนั้น อยากให้ประชาชนทั้งสองประเทศระมัดระวัง อย่าตกเป็นเหยื่อของนักการเมือง และขอฝากไปถึงนักการเมืองว่าจะต้องไม่พาประชาชนไปตาย

"กษิต" ยืนยันคนไทยที่ถูกกัมพูชาจับกุมตัวไม่ใช่สายลับรัฐบาล

ที่มา Voice TV
 กษิต ภิรมย์ , กระทรวงการต่างประเทศ , วิศวกรไทย , ทางการกัมพูชา , ขโมยตารางการบิน , พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร , สายลับของรัฐบาล , ศิวรักษ์ โชติพงษ์ , บริษัทกัมพูชา แอร์ ทราฟฟิค เซอร์วิส


รมว.ต่างประเทศ ยืนยันวิศวกรคนไทยที่ถูกทางการกัมพูชาจับกุมโดยอ้างว่าขโมยตารางการบินของ พ.ต.ท.ทักษิณไม่ใช่สายลับของรัฐบาล
นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีวิศวกรคนไทยถูกทางการกัมพูชาจับโดยอ้างว่า ขโมยตารางการบินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีนั้น ไม่ใช่สายลับของรัฐบาล และเรื่องดังกล่าวเป็นการกลั่นแกล้งใส่ร้าย ซึ่งขณะนี้กระทรวงการต่างประเทศกำลังประสานงานให้การดูแลอยู่ ซึ่งจะต้องเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม ส่วนเจ้าหน้าที่ของไทยในสถานทูตที่กัมพูชานั้น รัฐบาลกัมพูชาต้องดูแลความปลอดภัยให้ เช่นเดียวกับที่รัฐบาลไทยดูแลสถานทูตของกัมพูชาเป็นอย่างดี ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่าจะดูแลพนักงานที่ถูกจับ เหมือนเช่นคนไทยที่ถูกดำเนินคดีในต่างประเทศ ทั้งนี้ สำนักข่าวซินหัวของทางการจีนรายงานอ้างคำให้สัมภาษณ์ของ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติของกัมพูชา เขียด จันทริต ว่า ตำรวจได้จับกุมวิศวกรชาวไทยคนหนึ่ง พร้อมตั้งข้อหาเป็นสายลับ โดยได้ส่งตัวขึ้นศาลในวันนี้ (13พ.ย.)แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดมากกว่านี้ ส่วนหนังสือพิมพ์ รัศมี กัมพูชา รายงานว่า วิศวกรไทยรายนี้มีชื่อว่า นายศิวรักษ์ โชติพงษ์ วัย 31 ปี ซึ่งทำงานเป็นวิศวกรของบริษัทกัมพูชา แอร์ ทราฟฟิค เซอร์วิส หรือ CATS ถูกจับกุมเมื่อพุธที่ผ่านมาตามหมายจับของอัยการศาลแขวงพนมเปญ โดยทางการกัมพูชากล่าวหาว่า นายศิวรักษ์ สอดแนมด้วยการก็อบปี้เอกสารเกี่ยวกับเที่ยวบินของอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ในกัมพูชา และนายกรัฐมนตรีฮุน เซน ผ่าน บริษัท CATS ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมเที่ยวบินทุกเที่ยวในกัมพูชา และรายงานกลับไปยังประเทศไทย

มุมมองสื่อเขมรกรณีความขัดแย้งไทย-กัมพูชา เทียบกับสื่อไทย

ที่มา Voice TV



บก.CTN กัมพูชาชี้ ไทยเสนอข่าวและเน้นวิจารณ์มากกว่ากัมพูชา ทั้งนิยมใช้นักวิชาการหน้าเดิม ที่บางคนไม่รู้ประวัติศาสตร์จริง

แกนนำพรรคเพื่อไทยมอบนโยบายสมาชิกใหม่

ที่มา Voice TV



พรรคเพื่อไทย ย้ำจุดยืนนำรัฐธรรมนูญปี 40 กลับมาใช้อีกครั้ง พร้อมสานต่อนโยบายเดิมที่เคยทำไว้สมัยรัฐบาลไทยรักไทยและพลังประชาชน

ผู้ก่อการร้ายพันธมิตรบัดซบปลุกปั่นซ้ำรอย6ตุลา

ที่มา Thai E-News


(บน)ภาพนักศึกษาเล่นละครแขวนคอล้อเลียน กรณีช่างไฟฟ้านครปฐมถูกจับแขวนคอ เพราะไปติดโปสเตอร์ประท้วงจอมพลถนอม กิตติขจรกลับประเทศ ได้ถูกฝ่ายขวาจัดบิดเบือนว่านักศึกษาเล่นละครแขวนคอพระยุพราช(สมเด็จพระบรมฯ) แล้วปลุกปั่นมวลชนออกมาล้อมปราบปรามนักศึกษาที่ชุมนุมในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อย่างโหดเหี้ยม ในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519


(ล่าง)พิภพ ธงชัย แกนนำพันธมิตร ซึ่งเป็นขบวนการผู้ก่อการร้ายที่หนีหมายเรียกคดียึดสนามบินได้เข้าพบอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ทำเนียบรัฐบาลเพื่อสมคบคิดกันกรณีกัมพูชาและการจัดชุมนุม15พ.ย.นี้ โดยมีประเด็นปลุกปั่นใช้สถาบันชาติ-กษัตริย์เป็นเครื่องมือทางการเมืองเหมือนเคย


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา บอร์ดประชาไท และบอร์ดชุมชนฟ้าเดียวกัน
13 พฤศจิกายน 2552

ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และอดีตผู้นำนักศึกษาในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ได้ตั้งกระทู้เสียดสีบรรดานักราชาชาตินิยม(Royalist)ไทยในหัวข้อ"แขวนคอช่างไฟ บอกแขวนคอหุ่นพระยุพราช,พูดจงรักภักดี บอกพูดจาบจ้วง: 33ปีผ่านไปนิสัยโกหกบัดซบของพวกรอยัลลิสต์ไทยไม่เคยเปลี่ยน"ในเวบบอร์ดประชาไท และเวบบอร์ดชุมชนฟ้าเดียวกัน

ดร.สมศักดิ์กล่าวว่า ผมดูคลิปการแถลงข่าวของพันธมิตร นัดชุมนุมวันที่ 15 พย.(ดูรายงานข่าวที่ http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9520000135201ดูคลิปได้ที่ http://www.manager.co.th/Multimedia/ViewVideo.aspx?NewsID=9520000135201&BrowseNewsID=0&Speed=0ฟังภาษาที่ใช้ในแถลงการณ์ (สุริยะใสเป็นคนอ่าน) ที่เต็มไปด้วยการกล่าวหาเรื่อง "จาบจ้วงสถาบัน" เรียกร้องให้ชาวไทยมาร่วมชุมนุมแสดงพลัง ต่อต้านการ "จาบจ้วง" ฯลฯ

แล้วอดนึกถึง การประกาศ ทำนองนี้ ผ่านสถานีวิทยุยานเกราะ ในบ่ายวันที่ 5 ตุลาคม 2519 ไม่ได้

ภาษาที่ใช้ไม่ได้ห่างกันนัก อ้าง"ในพระปรมาภิไธย" อ้าง"สถาบันพระมหากษัตริย์" แทบทุกวรรค ทุกประโยค ไม่ขาดปาก

และที่ไม่ต่างกันเลย คือ นิสัยขี้โกหกบัดซบ อย่างชนิด หามูลไม่ได้เลย

แขวนคอตัวละครเล่นเป็นช่างไฟฟ้านครปฐม ก็ยกเมฆว่า "แขวนคอหุ่นพระยุพราช" "ย่ำยีหัวใจคนไทย" บลา บลา

พูดแสดงความจงรักภักดี ก็บอกว่า พูดจาบจ้วง "ย่ำยีหัวใจคนไทย" บลา บลา

ผมพยายามมองเรื่องนี้อย่าง"ขำๆ" ว่า

ตอนนี้ 33 ปีผ่านไป ไมมีใครโง่พอจะเชื่อคำโกหกในบ่ายวันที่ 5 ตุลาคม 2519 ของ ยานเกราะ ดาวสยาม กับพวกแล้ว

คงต้องรออีก 20-30 ปีข้างหน้า ละกระมัง

ถึงตอนนั้น จึงค่อยมาอ่าน คำสัมภาษณ์ทักษิณจริงๆ แล้วจึงเห็นความโกหกหน้าด้านของพวก สนธิ สุริยะใส พิภพ จำลอง

00000000000000
ข่าวเกี่ยวเนื่อง:
-คำต่อคำแม้วสัมภาษณ์TIMESฉบับเต็มไม่หมิ่น ความจริงเชิดชูสถาบันไม่ขาดปาก
-ลำดับเหตุการณ์กรณี 6 ตุลาคม 2519ในกรณีละครแขวนคอ มีเหตุการณ์ดังนี้


-4 ตุลาคม 2519 ตอนเที่ยงมีการชุมนุมที่ลานโพธิ์ นักศึกษาธรรมศาสตร์ส่วนใหญ่ไม่เข้าสอบ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้นักศึกษาเลิกชุมนุมและเข้าห้องสอบแต่นักศึกษาไม่ยอม มีการอภิปรายและการแสดงละครเกี่ยวกับกรณีฆ่าแขวนคอพนักงานการไฟฟ้านครปฐม(ซึ่งพนักงานไฟฟ้าดังกล่าวเป็นผู้สนับสนุนนักศึกษาไปแจกใบปลิวประท้วงถนอมกลับประเทศ และถูกฆ่าแล้วจับแขวนคอ) จัดโดยชุมนุมนาฏศิลป์และการละคร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

สถานีวิทยุยานเกราะออกข่าวว่านักศึกษาที่แสดงละครมีใบหน้าคล้ายเจ้าฟ้าชายถูกแขวนคอ

5 ตุลาคม 2519ในตอนเช้า หนังสือพิมพ์ดาวสยาม และบางกอกโพสต์ เผยแพร่ภาพการแสดงล้อการแขวนคอของนักศึกษาที่ลานโพธิ์ โดยพาดหัวข่าวเป็นเชิงว่าการแสดงดังกล่าวเป็นการ “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ”

10.00 น. สถานีวิทยุยานเกราะเปิดรายการพิเศษ เสียงของ พ.ท.อุทาร สนิทวงศ์ กล่าวเน้นเป็นระยะว่า “เดี๋ยวนี้การชุมนุมที่ธรรมศาสตร์ไม่ใช่เป็นเรื่องต่อต้านพระถนอมแล้ว หากแต่เป็นเรื่องหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ”

21.30 น. นายประยูร อัครบวร รองเลขาธิการฝ่ายการเมืองของ ศนท.ได้แถลงที่ อมธ. พร้อมกับนำ นายอภินันท์ บัวหภักดี นักศึกษาปีที่ 2 คณะรัฐศาสตร์ และนายวิโรจน์ ตั้งวาณิชย์ นักศึกษาปีที่ 4 คณะศิลปศาสตร์ สมาชิกชุมนุมนาฏศิลป์และการละคร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มาแสดงความบริสุทธิ์ใจ และกล่าวว่าการแสดงดังกล่าวก็เพื่อแสดงให้เห็นความทารุณโหดร้ายอันเนื่องมาจากการฆ่าแขวนคอที่นครปฐม โดยมีการแต่งหน้าให้เหมือนสภาพศพ และการที่เลือกเอาบุคคลทั้งสองก็เพราะเป็นนักแสดงในมหาวิทยาลัย อีกทั้งตัวเล็กมีน้ำหนักเบา ไม่ทำให้กิ่งไม้หักง่าย การแสดงแขวนคอใช้วิธีผูกผ้าขาวม้ารัดรอบอกและผูกเชือกด้านหลังห้อยกับกิ่งไม้ จึงต้องใส่เสื้อทหารซึ่งมีตัวใหญ่เพื่อบังร่องรอยผ้าขาวม้าให้ดูสมจริง นายประยูรกล่าวว่า “ทางนักศึกษาไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมสถานีวิทยุยานเกราะและหนังสือพิมพ์ดาวสยามจึงให้ร้ายป้ายสีบิดเบือนให้เป็นอย่างอื่นโดยดึงเอาสถาบันที่เคารพมาเกี่ยวข้อง…”

21.40 น. รัฐบาลเสนีย์ ปราโมช หัวหน้าพรรคประชาธืปัตย์ ออกแถลงการณ์ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 9 แจ้งว่า “ตามที่ได้มีการแสดงละครที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม ศกนี้ มีลักษณะเป็นการหมิ่นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อองค์รัชทายาท รัฐบาลได้สั่งให้กรมตำรวจดำเนินการสอบสวนกรณีนี้โดยด่วนแล้ว”

สถานีวิทยุยานเกราะและชมรมวิทยุเสรีออกอากาศตลอดคืนเรียกร้องให้ประชาชนและลูกเสือชาวบ้านไปชุมนุมที่ลานพระบรมรูปทรงม้า เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการจับกุมผู้กระทำการหมิ่นองค์สยามมกุฎราชกุมารมาลงโทษ

6 ตุลาคม 2519



08.30-10.00 น. หลังจากตำรวจตระเวณชายแดน (ตชด.) ร่วมกับกองกำลังอันธพาลการเมือง รุมกันใช้อาวุธยิงถล่มนักศึกษาที่ชุมนุมในธรรมศาสตร์ราว3,000คน ตลอดคืน ช่วงนี้หลายคนแตกตื่นวิ่งหนีวิถีกระสุนที่ ตชด. และกลุ่มคนที่เข้าก่อเหตุได้ยิงเข้าใส่ฝูงชนอย่างไม่ยั้ง ทั้งๆ ที่หน่วยรักษาความปลอดภัยของนักศึกษามีปืนพกเพียงไม่กี่กระบอก

นักศึกษาประชาชนที่แตกตื่นวิ่งหนีออกไปทางหน้าประตูมหาวิทยาลัยในจำนวนนี้มีมากกว่า 20 คนถูกรุมตีรุมกระทืบ บางคนถูกทำร้ายบาดเจ็บสาหัส แต่ยังไม่สิ้นใจ ได้ถูกลากออกไปแขวนคอ และแสดงท่าทางเยาะเย้ยศพต่างๆ นานา

นักศึกษาหญิงคนหนึ่งถูกรุมตีจนสิ้นชีวิต แล้วถูกเปลือยผ้าประจาน โดยมีชายคนหนึ่งซึ่งเข้าก่อเหตุ รูดซิปกางเกงออกมาแสดงท่าเหมือนจะข่มขืนหญิงผู้เคราะห์ร้ายนั้น ให้พวกพ้องที่โห่ร้องอยู่ใกล้ๆ ดู มีประชาชนบางส่วนเมื่อเห็นเหตุการณ์ชวนสังเวช ก็จะเดินเลี่ยงไป ด้วยน้ำตาคลอ

ประชาชนที่ชุมนุมอยู่หน้าประตูมหาวิทยาลัย ลากศพนักศึกษาที่ถูกทิ้งอยู่เกลื่อนกลาดข้างหอประชุมใหญ่ 3 คนออกมาเผากลางถนนราชดำเนิน ตรงข้ามอนุสาวรีย์พระแม่ธรณีบีบมวยผม ใกล้ๆ กับบริเวณแผงขายหนังสือสนามหลวง โดยเอายางรถยนต์ทับแล้วราดน้ำมันเบนซิน จุดไฟเผา ศพนักศึกษาอีก 1 ศพถูกนำไปแขวนคอไว้กับต้นมะขามแล้วถูกตีจนร่างเละ