WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, November 22, 2009

เสวนา 60 ปีรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์: โลกไร้พรมแดนในประเทศที่มีพรมแดน

ที่มา ประชาไท

20 พ.ย.52 ที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ท่าพระจันทร์ มีการจัดปาฐกกถาวิชาการเนื่องในโอกาส 60 ปี คณะรัฐศาสตร์ โดย ดร.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มธ. เรื่อง “โลกไร้พรมแดนในประเทศที่มีพรมแดน: ความขัดแย้งระหว่างระเบียบอำนาจแบบรัฐชาติกับสังคมโลกาภิวัตน์” และมีวงเสวนาต่ออีกในหัวข้อเดียวกันน
เสกสรรค์ กล่าวว่า ระเบียบอำนาจแบบรัฐชาติกำลังถูกหักล้างกัดกร่อนอย่างรวดเร็วจากยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป จนเกิดคำถามว่ารัฐชาติของไทยจะรักษาระเบียบอำนาจของตนไว้ได้หรือไม่ มันสายไปแล้วหรือไม่ที่จะจำกัดการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงประเทศไทยไว้ในกรอบคิดรัฐชาติ และอะไรจะเกิดขึ้นเมื่อรัฐชาติต้องแปรรูปไปเป็นรัฐแบบอื่น เราพร้อมจะพบกับความเปลี่ยนแปลงระดับนั้นหรือสามารถควบคุมทิศทางการเปลี่ยนแปลงได้แค่ไหน ที่น่ากังวลคือ องค์ความรู้ที่ผ่านมายังไม่พอที่จะตอบคำถาม นี่เป็นวาระสำคัญของวงวิชาการสายสังคมศาสตร์ที่ต้องเร่งศึกษากันโดยด่วน
เสกสรรค์ กล่าวว่า มาถึงวันนี้ความขัดแย้งระหว่างรัฐชาติกับโลกาภิวัตน์ทำให้ไม่สามารถพูดผ่านจุดยืนของลัทธิชาตินิยมและระเบียบอำนาจรัฐชาติแบบเก่าๆ ได้แล้ว แรงกดดันของไอเอ็มเอฟเมื่อปี 2540 ดูเหมือนเป็นการละเมิดอธิปไตยไทย กฎหมาย 11 ฉบับก็เหมือนยอมจำนนเปิดประตูให้ต่างชาติเข้ามา แต่ผ่านมา 10 กว่าปีระเบียบเศรษฐกิจแบบโลกาภิวัตน์กลายเป็นกฎเกณฑ์ที่ใช้กันทั้งโลก ทั้งยังมาจากกรอบคิดที่แตกต่างจากแนวคิดรัฐชาติโดยสิ้นเชิง เพราะยกเลิกพรมแดนทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม อย่างไรก็ตาม ไม่เฉพาะแรงกดดันภายนอก แต่เป็นแรงกดดันภายในด้วยที่สร้างความเปลี่ยนแปลง เพราะการเปิดประเทศต้อนรับการค้าการลงทุนอย่างเสรีทำให้การแยกแยะผลประโยชน์ของต่างชาติหรือของคนไทยเป็นไปได้อยากขึ้น เพราะต่างเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กัน และการเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจก็เป็นเงื่อนไขสำคัญยิ่งที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ
เขากล่าวต่อว่า ความขัดแย้งระหว่างระเบียบอำนาจแบบรัฐชาติกับสังคมโลกาภิวัตน์ ไม่ได้หมายถึงการต่อสู้เชิงปฏิปักษ์ระหว่างไทยกับประเทศมหาอำนาจ หรือขัดกันโดยสิ้นเชิงของผลประโยชน์ไทยกับต่างชาติ แต่หมายถึงลักษณะที่อาจเข้ากันไม่ได้ หรือไม่ได้สอดคล้องกันระหว่างระเบียบอำนาจที่เราใช้อยู่กับสังคมที่แปรเปลี่ยนไป และทำให้รัฐไทยเผชิญปัญหาสำคัญคือ หนึ่ง การบูรณาการผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของกลุ่มทุนโลกาภิวัตน์กับผลประโยชน์ของส่วนอื่นในสังคม ซึ่งประเด็นไม่ได้อยู่ที่การต่อต้านการค้าการลงทุนแบบไร้พรมแดน แต่ต้องจัดวางฐานะของมันให้เหมาะสมและบูรณาการผลประโยชน์ของทุกกลุ่มเข้าด้วยกันแทนที่จะปิดกั้นด้วยจินตนาการเรื่องชาติ และต้องบริหารความเป็นธรรมด้วย
สอง ปัญหาความไม่ลงตัวในการจัดสรรอำนาจทางการเมืองและพื้นที่ทางการเมืองแบบพหุลักษณะ ซึ่งเกี่ยวโยงกับเศรษฐกิจแบบไร้พรมแดนและข่าวสารแบบไร้พรมแดนที่กระตุ้นให้สังคมยิ่งทวีความหลากหลายและปกครองยากขึ้น อุดมการณ์ชาตินิยมครอบงำไม่ได้อีกต่อไป หากจะอยู่ร่วมกันอย่างสันติต้องมีการปรับตัวขนานใหญ่ โดยต้องไม่ผูกขาดนามความเป็นชาติและความเป็นไทย และเรียนรู้ที่จะแก้ไขความขัดแย้งด้วยสันติวิธี ที่สำคัญที่สุดคือ ต้องมีพื้นที่ทางการเมืองให้กับทุกฝ่าย หรือใช้การเมืองแบบมีส่วนร่วม
นอกจากนี้เศรษฐกิจแบบไร้พรมแดนยังทำให้เกิดกลุ่มชนชั้นใหม่ๆ ที่มั่งคั่งขึ้นมาอย่างรวดเร็วและมหาศาล เกิดกลุ่มทุนใหม่ที่ต้องการมีส่วนแบ่งในอำนาจเช่นกัน พวกเขาเติบโตหลังวิกฤตเศรษฐกิจ 2540 ขณะที่กลุ่มทุนเก่าเสื่อมถอย และขึ้นสู่อำนาจผ่านระบบเลือกตั้ง พร้อมกับความคิดในการปรับเปลี่ยนกลไกรัฐและสังคมไทยให้เชื่อมร้อยกับโลกาภิวัตน์อย่างกระฉับกระเฉง แต่ไม่มีประสบการณ์และความรู้ที่เป็นศาสตร์ศิลป์ของการปกครอง ถูกท้าทายอย่างรุนแรงกระทั่งถูกโค่นลงด้วยรัฐประหาร 2549 และสังคมไทยก็ประสบกับความแตกแยกทางการเมืองที่หนักหน่วงร้ายแรงที่สุดนับแต่สิ้นสงครามเย็น
เสกสรรค์ กล่าวว่า ในความขัดแย้งหลัง 2549 ประเด็นสำคัญคืออุปสรรคของโครงสร้างที่ทำให้การแบ่งพื้นที่อำนาจระหว่างชนชั้นนำ หรือการเปิดพื้นที่ทางการเมืองให้กับมวลชนชั้นล่างเป็นไปได้ยาก เพราะรัฐไทยยังคงรวมศูนย์สู่ส่วนกลาง ทำให้การเมืองไทยมีลักษณะ Winner Takes All และส่งผลให้ความขัดแย้งของชนชั้นนำมักเดินไปสู่ความรุนแรงอยู่เป็นระยะๆ อีกทั้งยังขาดรากฐานของการปกครองตนเองระดับท้องถิ่นซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นในระบอบประชาธิปไตย ดังนั้น ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องปรับความสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่างประชาสังคมกับรัฐ และศูนย์กลางกับท้องถิ่น เพื่อประชาสังคมมีส่วนร่วมมากขึ้น และทำให้ท้องถิ่นมีอำนาจจัดการตัวเอง เป็นหุ้นส่วนของโลกาภิวัตน์อย่างเสมอหน้า
(ติดตามอ่านฉบับเต็มได้ เร็วๆ นี้)
ช่วงต่อมาเป็นการเสวนาในหัวข้อเดียวกัน โดยมีรศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ รศ.ดร.จุลชีพ ชินวรรโณ ผศ.ดร.ขจิต จิตตเสวี อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มธ. ร่วมอภิปราย
เกษียร กล่าวถึงการสำรวจความคิดความเข้าใจเรื่องระเบียบอำนาจแบบรัฐชาติ และสังคมโลกาภิวัตน์ ผ่านงานชิ้นสำคัญคือ รัฐชาติเป็นเป็นรัฐตลาด ของฟิลลิป บ็อบบิตต์ (Phillip Bobbitt) ซึ่งมองว่า สนธิสัญญาปารีสในปี 1990 เป็นการจบลงของรัฐชาติและเริ่มต้นรัฐตลาด
อันที่จริง Bismarck ของเยอรมันกล่าวได้ว่าเป็นผู้ให้กำเนิดรัฐชาติซึ่งมีเป้าหมายเป็นรัฐที่รับใช้ชาติ และเป็นรัฐที่สร้างสวัสดิการอยู่ดีมีสุขให้สมาชิกรัฐชาติได้คลี่คลายผ่านสงครามอันยาวนานนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 1 ครั้งที่ 2 และสงครามเย็น ซึ่งทำให้ตัวแบบของรัฐชาติที่สู้กันทั้งแบบฟาสซิสม์ คอมมิวนิสต์ และเสรีประชาธิปไตย เหลืออยู่เพียงหนึ่งเดียวคือเสรีประชาธิปไตย แต่หลังสงครามเย็นรัฐชาติแบบเสรีประชาธิปไตยก็เริ่มกลายพันธุ์ โดยเลิกจัดหาสวัสดิการให้สมาชิก เปลี่ยนไปสถาปนาความชอบธรรมบนฐานใหม่ คือ เพิ่มโอกาสสูงสุดให้พลเมืองของตนในการดิ้นรนหากำไรในตลาด และ เสนอให้ความมั่นคง ปลอดภัยขั้นพื้นฐานแก่พลเมืองในอันที่จะใช้ระบบตลาดนั้น ทำให้ขอบข่ายกิจกรรมของรัฐชาติแคบลงมาก
เกษียร กล่าวอีกว่า เราสามารถแบ่งลักษณะของรัฐตลาดได้หลายแบบ ไม่ว่าจะเป็นรัฐตาดแบบพาณิชย์นิยมของโตเกียว, รัฐตลาดแบบผู้จัดการของเบอร์ลิน, รัฐตลาดแบบบรรเทาทุกข์ของวอชิงตัน รวมไปถึงรูปแบบใหม่คือรัฐตลาดแบบอำนาจนิยมองปักกิ่ง
อย่างไรก็ตามหลังวิกฤต subprime รัฐชาติเริ่มกลับมามีบทบาทอีกครั้งในการกอบกู้ อุดหนุนกระตุ้นตลาด ซึ่งโดยหลักรัฐตลาดแล้วไม่ควรทำ นอกจากนี้ยังถูกประชาชนบีบให้เข้าแทรกแซงควบคุมตลาดการเงินมากขึ้น และเดินนโยบายคุ้มครองการค้าแบบปกป้อง (protectionism) ให้มีการอุ้มตลาด การจ้างงาน และขยายสวัสดิการมากขึ้น แสดงให้เห็นว่าในระบบเสรีนิยมใหม่ทั่วโลบก รัฐชาติก็ยังถูกผลักดันให้ทำสิ่งท่เคยทำ แต่แม้มีการผลิกกลับของบทบาทรัฐชาติเช่นนี้ แต่เสรีนิยมใหม่ก็ไม่ได้จบลง
เกษียร กล่าวถึงโลกาภิวัตน์ –เสรีนิยมใหม่ว่า นักภูมิศาสตร์ชาวอังกฤษคนหนึ่งเสนอว่ายุคนี้โลกไม่ได้หดลง หากแต่ถูกขยำให้ยับยู่ยี่ การเปลี่ยนแปลงในมิติระยะทาง สถานที่ ไม่ใช่เพราะเทคโนโลยีอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องตรรกะของตลาด และฐานะอำนาจที่เหลื่อมล้ำของตลาด ดังนั้นโลกจึงไม่ได้หดลงทุกที่ บางพื้นที่ก็หด บางพื้นที่ไม่หด บางพื้นที่ถูกทอดทิ้ง ฯลฯ เขายังเสนออีกว่า หลังจากมีการยกเลิกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่กีดกันการค้า (deregulation) แล้ว ก็จะมี re-regulation มาด้วยเสมอ ในบางมุมเราก็มีกฎเกณฑ์มากขึ้นจากแรงกดดันของโลกาภิวัตน์ เช่น การไล่จับสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ และมันยังทำให้เกิดการยกเลิกกฎหมายระดับชาติ แล้วแทนที่ด้วยกฎเกณฑ์ระดับสากล สร้างตลาดที่มีแบบแผนเดียวกันทั้งโลก
เกษียร ตอบคำถามว่าแล้วโลกาภิวัตน์นั้นดีหรือเลว โดยยกคำกล่าวของ โจเซฟ สติกลิตซ์ (Joseph Stiglitz) ว่า ขึ้นอยู่กับแต่ละรัฐชาติว่าจะจัดการโอกาสและความเสี่ยงในแง่การเข้าถึง ใช้ และครอบครองทรัพยากรที่มากับโลกาภิวัตน์ได้แค่ไหน นอกจากนี้อำนาจขอโลกาภิวัตน์เสรีนิยมใหม่ภายในพรมแดนนแต่ละประเทศก็ไม่ได้แสดงออกผ่านรัฐเท่านั้น หากแต่ผ่านภาคนอกรัฐ ไม่ว่าเอกชน ภาคประชาชน ปัจเจกชน ในลักษณะตำรวจตรวจจับตัวเอง สร้างระบบให้ปัจเจกคนขูดรีดตัวเองได้ และมีลักษณะตัวใครตัวมัน ไม่มีสำนึกรวมหมู่อีกต่อไป ซึ่งอาจเรียกได้ว่าคือ รัฐวิสัย หรือการควบคุมตัวเองจากการบริหารจัดการทรัพยากรแบบโลกาภิวัตน์
สำหรับแนวโน้มข้างหน้า เกษียรหยิบยกการวิเคราะห์ของวอลเดน เบลโล (Walden Bello) ว่า ถึงที่สุดเสรีนิยมใหม่ก็จะรอดจากวิกฤตนี้ เพราะสาเหตุหลายประการ ไม่ว่าการคนมักตกอยู่ในลัทธิ corruption เชื่อว่ายิ่งรัฐมีอำนาจมากจะยิ่งคอรัปชั่นมาก และเสรีนิยมใหม่จึงเหมาะสมเพราะทำให้รัฐมีอำนาจน้อยลง, การที่คนส่วนใหญ่ยังตั้งคำถามว่า ถ้าไม่เอาเสรีนิยมใหม่แล้วจะเอาอะไร และสุดท้ายคือความหลงใหลว่าเศรษฐศาสตร์เป็นวิทยาศาสตร์ เมื่อเสรีนิยมใหม่ยังอยู่รอดเราอาจจะเจอภาวะ “รัฐล้างชาติ” หรือรัฐที่ถูกแปรรูป (privatize) โดยบรรษัทข้ามชาติให้เลิกรัใช้เป้าหมายของชาติ แต่รับใช้เป้าหมายของโลก เน้นอำนาจฝ่ายบริหารเท่านั้น และมีลักษณะเผด็จการมากขึ้น
จุลชีพมองว่า ปัจจุบันนี้คือ สภาวะที่เรียกว่าการปะทะกันทางอารยธรรม clash of civilization และนับตั้งแต่ปี 1989 ถึงปัจจุบันก็คือรอยต่อของการเปลี่ยนแปลง ซึ่งได้เกิดความเปลี่ยนแปลงย่อยมหาศาล ไม่ว่าจะในเชิงปริมาณ เช่น การทำลายกำแพงเบอร์ลิน การล่มสลายของสหภาพโซเวียต หรือการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพที่เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง เช่น การเมืองที่เหลือขั้วเดียวคือ อเมริกา เศรษฐกิจที่เปลี่ยนเป็นหลายขั้วไม่ว่าอเมริกา สหภาพยุโรป เอเชีย ซึ่งปัจจุบันมีลักษณะคล้ายยุคสงคราม 30 ปี (1618-1648) ที่ชุมชนการเมืองมีหลายกหลายจนกระทั่งเหลือเพียงรูปแบบของรัฐชาติ และปัจจุบันรัฐชาติก็ถูกท้ายทายโดยโลกาภิวัตน์ หลังจากตลาดได้สร้งกฎเกณฑ์ระดับโลกทำให้ เงิน ข้อมูลข่าวสาร และค่านิยมบางอย่าง สามารถกระจายไปทั่วโลก ซึ่งมีทั้งข้อดีและข้อเสียอยู่ที่จะปฏิสัมพันธ์กับมันอย่างไร
อย่างไรก็ตาม มันก็มีแรงต้านของโลกาภิวัตน์ด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น การตื่นตัวระดับภูมิภาค (regionalization) และเป็นปฏิกิริยาที่ท้องถิ่นพยายามจะพิทักษ์เอกลัษณ์ของตนเอง (Localism) พลังต่างๆ เหล่านี้ต่างกระทำกับรัฐชาติ ส่งผลให้มีความเปลี่ยนแปลง และสร้างความขัดแย้งของรัฐชาติในประเด็นของเขตแดนเกิดขึ้นทั่วสำหรับรัฐชาติที่ยังมี mind set แบบเดิม ขณะเดียวกันก็เห็นความเปลี่ยนแปลงของการรวมกันเป็นประชาคม ซึ่งการเป็นประชาคมจะเป็นทางเลือกใหม่ของการลดความขัดแย้ง เขตแดนจะลดน้อยลง หรือหากมีก็จะแปรเป็นเขตแดนแห่งความร่วมมือมากขึ้น ซึ่งก็ขึ้นอยู่ที่มุมมองของรัฐบาลแต่ละประเทศว่าจะเข้าใจระบบโลกได้มากแค่ไหน และคำถามสำคัญคือ จะคุมระบบตลาด ระบบโลกได้อย่างไรด้วย

คำนูน สว. ลากตั้งแกนนำพันธมิตร แนะรัฐใช้กฏหมายบังคับอย่างเด็ดขาด

ที่มา thaifreenews

โดย สายลมรัก

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กับผู้ที่จะร่วมชุมนุมใหญ่ในวันที่ 29 ที่จะถึงนี้

ไม่งั้นบ้านเมืองจะไม่สงบสุข (ฮา)

ผมอ่านแล้วได้แต่ร้องเพลง ตึงตะลึงตึ๊งส์ตึง

พร้อมอุทานออกมาว่า ช่างกล้าเนอะ

ช่างไม่เกรงใจ พื้นถนนคอนกรีตราดยางงงงงงมะตอยบ้างเยยยท่านคำนูน

กับการออกมาเรียกร้องให้รัฐ ใช้กฏหมายกับผู้ชุมนุม (เสื้อแดง) อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

วันนี้ นาทีนี้ วินาทีนี้

วิณญูชนพึงตรองได้โดยไม่ยาก

ว่าอะไรมันคืออะไร

มันเกิดอะไรขึ้นกับบ้านนี้เมืองนี้

กฏหมายมีไว้ใช้กับอีกฝ่าย และมิไว้เพื่องดใช้กับอีกฝ่ายอย่างชัดเจนที่สุด

1 ประเทศสองระบบกฏหมาย มีอยู่ให้เห็นอย่างเด่นชัด

พรก.ความมั่นคง ของพวกกรูอย่างเดียว เขียนมาเพื่อใช้กับการนี้โดยเฉพาะ

ยึดทำเนียบ

ไล่ยิงคนกลางถนน

จนไปถึงยึดสนามบิน

วันนี้มีการขยับขับเคลื่อนไปถึงหนายยยยยแว้ว

ยังมีหน้ามาเรียกร้อง บ้านเมืองต้องมีขื่อมีแป

นี่ก็จวนจะครบขวบปีการยึดสนามบินแล้ว จึงอยากทราบว่าเมื่อไหร่ พวกท่านจะเข้าไปรับทราบข้อกล่าวหา "ก่อการร้าย"

นาทีนี้ไม่มีใครกลัวใครแล้ว

อยากให้แผ่นดินลุกเป็นไฟก็เชิญตามสะดวก

จากแผนการบินสู่แผนดำเนินการขั้นเผด็จศึก

ที่มา thaifreenews

กลายเป็นการสาดน้ำมันไวไฟเข้าไปในกองไฟที่ลุกโหมอยู่แล้วให้ยิ่งกระพือลุกโชนมากยิ่งขึ้น กรณีที่นาย
ศิวรักษณ์ ชุติพงษ์ วิศวกรไทยถูกจับข้อหาจารกรรมตารางและแผนการบินของท่านนายกทักษิณ ชินวัตร ในช่วงที่เดินทางมาประเทศกัมพูชา..

มีการกล่าวหากันไปมาระหว่างทีมงานของรัฐบาลนายกอภิสิทธิ์ และทีมงานของรัฐบาลกัมพูชา โดยทีมงานของรัฐบาลกัมพูชากล่าวหาว่านายศิวลักษณ์ ได้ทำการจารกรรมข้อมูลทางการบินแล้วส่งมาให้กับรัฐบาลไทย อันเป็นการกระทำที่ขัดต่อความมั่นคงของกัมพูชา ถึงขั้นมีข่าวกระเซ็นกระสายออกมาว่ามี
เทปลับดักฟังการสนทนาสั่งการระหว่างนายกษิต ภิรมย์ กับนายคำรบ ปาลวิวัฒน์ไชย เลขานุการเอก ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงพนมเปญ....

เชื่อได้ไม่ยากว่านายศิวรักษณ์คงจะเป็นผู้ที่สนิทสนมกับนายคำรบไม่ใช่น้อย และคงจะไม่ค่อยชื่นชอบท่านนายกทักษิณสักเท่าใดนัก จากการที่ตนเองทำงานอยู่ในตำแหน่งวิศวกรการบินบรษัทสามารถ คอร์เปอเรชั่นประจำสนามบินกัมพูชาจึงไม่ใช่เรื่องยากที่จะเข้าถึงข้อมูลการบินดังกล่าว และขณะนี้รัฐบาลกัมพูชาได้แจ้งข้อหาในการจับกุมนายศิวรักษณ์อย่างเป็นทางการว่าได้กระทำ “จารกรรมเอกสารข้อมูลในทางลับของทางราชการที่มีผลกระทบต่อความมั่นคง” ซึ่งในทางการทูตหรือการเมืองระหว่างประเทศแล้วถือว่าเป็นข้อหาที่รุนแรงมาก...ถ้าอยู่ในสภาวะสงครามโทษก็คือ “ประหารชีวิตสถานเดียว”

ข้อที่น่าสังเกตก็คือว่าโดยทางรัฐบาลไทย ยังไม่มีใครแม้แต่คนเดียวที่ออกมาปฏิเสธว่าไม่ได้กระทำการจารกรรมข้อมูลแผนการบินของท่านนายกทักษิณ มีแต่นายสุเทพ ที่ออกมาบอกว่าตารางการบินเป็นสิ่งที่เปิดเผยและรับรู้ได้ ซึ่งตารางการบินของเครื่องบินพานิชย์กับแผนการบินของเครื่องบินเอกชนเป็นคนละเรื่องกันเลย แน่นอนว่าทางรัฐบาลนายกอภิสิทธิ์ โดยนาย กษิต และนายสุเทพ ต่างก็ออกมาประสานเสียงปฎิเสธกันอย่างแข็งขันว่ารัฐบาลไทยไม่ได้เป็นผู้สั่งให้กระทำเรื่องดังกล่าว และนายศิวรักษณ์ ไม่ใช่จารชนที่รัฐบาลไทยแฝงตัวเข้าไปทำงานในประเทศกัมพูชา...โดยโยนความผิดเรื่องนี้ให้กับท่านนายกทักษิณตามเคย.. กล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อปัญหาและยืมมือนายกฮุนเซนสร้างสถานการณ์ขึ้นมา...

จะอย่างไรก็ตามในทางการเมืองก็ว่ากันไป..แต่ในทางความเป็นจริงมีสิ่งที่ควรจะนำมาวิเคราะห์และพิจารณาประกอบการตัดสินใจมิใช่น้อยก็คือ...สิ่งที่รัฐบาลนายกอภิสิทธิ์ร่างทรงขออมาตย์ศักดินาต้องการมากที่สุดในเวลานี้ก็คือ การจับกุมตัวนายกทักษิณกลับมาประเทศไทยให้ได้ในทุกวิถีทาง โดยหวังว่าการทำดังกล่าวจะเป็นการจำกัดกิจกรรมการต่อสู้ของเหล่าคนเสื้อแดงทั้งหลาย...เมื่อหลายเดือนก่อนขณะที่เครื่องบินนายกทักษิณแวะเติมน้ำมันที่มาเลเซีย นายถาวร เสเนียม ได้เป็นผู้ติดตามกรณีดังกล่าวจนถึงกับออกแถลงการณ์ใหญ่โตว่า “เกือบจะจับนายกทักษิณได้” เรียกว่าหลบหนีไปได้อย่างหวุดหวิดทั้ง ๆ ที่เป็นการกระทำนอกอาณาเขตประเทศไทย

ขณะเดียวกันไม่ว่าท่านนายกทักษิณจะเดินทางไปประเทศใดกระทรวงการต่างประเทศก็จะยื่นหนังสือผ่านทางสถานทูตขอให้ประเทศนั้น ๆ ส่งตัวนายกทักษิณกลับมาประเทศไทย หรือไม่ให้การยอมรับเพราะอยู่ในสถานะผู้หลบหนีการจับกุม.. เหล่านี้คือสิ่งบอกเหตุที่แสดงให้เห็นว่าสิ่งที่อมาตย์ศักดินาต้องการมากที่สุดก็คือ ทำลาย หรือจับกุมตัวท่านนายกทักษิณให้ได้...

ถ้าจะนำเอาสิ่งที่เกิดขึ้นจากอดีตจนปัจจุบันมาเป็นสิ่งวิเคราะห์บอกเหตุก็จะเห็นได้ว่า การลอบสังหารนายกทักษิณไม่ใช่เรื่องใหม่ หรือไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน...ตั้งแต่การระเบิดเครื่องบิน..การลอบยิง..ลอบวางระเบิดคาร์บอม..และล่าสุดก็คือวางแผนจะใช้เครื่องบินเอฟ 16 ไล่ยิงกลางอากาศ..

สิ่งที่น่าจะนำมาพิจารณาไม่น้อยก็คือว่า ทำไมในระยะเวลาที่ผ่านมาไม่กี่เดือนนี้ รัฐบาลนายกอภิสิทธิ์จึง กระเฮียนกระหือรือ ที่จะกำจัดนายกทักษิณมากเหลือเกิน.. ชนิดที่เรียกว่าการตามล่านายกทักษิณกลายเป็นเรื่องหลักที่รัฐบาลต้องดำเนินการให้ได้ ยิ่งเสียกว่าการใช้สติปัญญาความคิดในการบริหารประเทศให้ประชาชนอยู่ดีมีสุขมากขึ้น... หรือเป็นเพราะว่าขณะนี้อมาตย์ศักดินา กำลังเข้าตาจน และหมดหนทางในการที่จะพลิกกลับมามีอำนาจในทางการเมืองต่อไปแล้วใช่หรือไม่ ?

แม้ว่าท่านนายกทักษิณจะตกอยู่ในสภาพของผู้ต้องคดี และหลบหนีการจับกุม แต่กลับกลายเป็นว่าได้รับการยอมรับไปทั่วโลก จนล่าสุดได้รับการแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจของกัมพูชา...ขณะที่ฝ่ายอมาตย์ศักดินากลับเสื่อมถอยจากความเชื่อถือลงในแทบทุกด้าน ดังนั้นยิ่งปล่อยให้นายกทักษิณ และคนเสื้อแดงเติบใหญ่ไปมากกว่านี้ อมาตย์ศักดินาก็จะต้องหมดอำนาจไปจากประเทศอย่างแน่นอน และความเลวร้ายที่ได้กระทำ และปิดซ่อนเอาไว้ก็จะถูกเปิดเผยออกมาจนไม่อาจจะอยู่ในประเทศนี้ได้...

ด้วยเหตุนี้หนทางเดียวที่ อมาตยศักดินา ที่ยังคงมีอำนาจเหลืออยู่บ้างในเวลานี้ จะสามารถดำเนินการได้ก่อนที่จะหมดเวลาก็คือจะต้องยึดกุมอำนาจกลับเอามาไว้ในมือให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นความเลวร้ายอย่างไรก็จำเป็นต้องทำ ไม่งั้นตนเองจะไม่มีที่ยืนในประเทศนี้อย่างแน่นอน.. การใช้กำลังทหารที่มีอยู่ออกมายึดอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จแล้วประกาศกฎอัยการศึกทั่วประเทศ จากนั้นก็ทำการปิดประเทศเพื่อทำการจัดระเบียบประเทศใหม่กำจัดผู้ที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามให้หมดสิ้น..นี่เป็นหนทางเดียวเท่านั้นในเวลานี้ที่ อมาตย์ศักดินา พอจะทำได้ในเวลานี้ ก่อนที่จะหมดโอกาส ...

พี่น้องคนเสื้อแดงกำลังฮึกเหิมเติบโตและแข็งแกร่งขึ้นทุกวัน การชุมนุมที่โบนันซ่า..เปรียบเทียบกับการชุมนุมใหญ่ของ พธม. ทีสนามหลวง ก็แสดงให้เห็นแล้วว่า อมาตยศักดินา หมดกำลังที่จะหลอกลวงมวลชนในประเทศนี้แล้วอย่างสิ้นเชิง..

เมื่อ 2 ปีก่อน พธม. โดยสนธิ ลิ้มทองกุล ได้ส่งกองกำลังติดอาวุธเข้ายึดสถานีโทรทัศน์ NBT และทำเนียบรัฐบาล แล้วพยายามจะสร้างภาพให้เห็นว่าเป็นการปฏิวัติโดยประชาชนผู้ลุกฮือขึ้นต่อต้านการปกครองของรัฐบาลในขณะนั้น แต่ในความเป็นจริงก็ได้ถูกเปิดเผยออกมาว่าเป็นการสร้างสถานการณ์โดยหลอกเอามวลชนมาเป็นเกราะป้องกัน และในที่สุดมวลชนนั้นก็ฝ่อจนหมดกำลังไป..

การชุมนุมของคนเสื้อแดงในช่วงปลายเดือน พฤศจิกายน นี้ ต่างหากที่กำลังจะเป็นการปฏิวัติโดยประชาชนอย่างแท้จริง ประชาชนผู้ที่ได้หล่อหลอมความคิด, เข้าใจถึงความต้องการอย่างแท้จริงว่าประชาธิปไตยคือสิ่งใด ไม่มีอะไรอีกแล้วที่จะสามารถขัดขวางความต้องการของมวลมหาประชาชนผู้ยิ่งใหญ่เหล่านี้ไปได้.. ดังนั้นการชุมนุมกดดันขับไล่รัฐบาลในครั้งนี้ คือแผนเผด็จศึกอมาตยศักดินาโดยแท้...

ประเทศไทยจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนแปลงจากอมาตยธิปไตยไปสู่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ เพียงแต่ว่า “ประชาธิปไตยไม่เคยได้มาด้วยการร้องขอ” แต่ได้มาโดยการต่อสู้ของมวลชนเท่านั้น

ปูนนก

มวยล้มต้มคนดู

ที่มา มติชน

คอลัมน์ เดินหน้าชน

โดย ภาคภูมิ ป้องภัย



เปื่อยครับเปื่อย จะไม่เปื่อยได้อย่างไร เมื่อเริ่มต้นดูขึงขัง จู่ๆ กลับมาตายเอาตอนจบ อย่างนี้คนดูก็เปื่อยซิครับ

อย่างที่ผมเขียนไปเมื่อวันอาทิตย์ที่แล้วว่า คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จะเอาจริงเอาจังกับการสอบสวนคดีทุจริตโครงการชุมชนพอเพียงหรือไม่ ในเมื่อมีนักการเมือง เจ้าหน้าที่รัฐ และกลุ่มธุรกิจภายใต้โครงข่ายของแกนนำพรรคประชาธิปัตย์เข้าไปเกี่ยวข้องพัวพันอย่างแนบแน่น

เขียนไม่ทันพ้นสัปดาห์เลยครับ...เป็นเรื่องแล้ว

เมื่อเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.ได้รวบรวมพยานหลักฐานคดีดังกล่าวที่กองปราบปรามส่งมาให้เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2552 เสร็จแล้ว และเห็นควรเสนอบอร์ดชุดใหญ่พิจารณาให้สำนวนนี้ตกไป เนื่องจากในสำนวนไม่ได้กล่าวหานักการเมือง ข้าราชการ หรือเจ้าหน้าที่รัฐ ในขณะที่เจ้าหน้าที่สำนักงานเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน (สพช.) ผู้ถูกกล่าวหา มีสถานะเป็นเพียงลูกจ้างชั่วคราว ซึ่งไม่อยู่ในอำนาจที่ ป.ป.ช.จะตรวจสอบได้

อธิบายง่ายๆ คือ สำนวนของกองปราบฯ "โคตรอ่อน" ทั้งๆ ที่ผมอุตส่าห์เขียนชื่นชมฝีมือกองปราบฯ ภายใต้การกำกับดูแลของ พล.ต.ท.ไถง ปราศจากศัตรู ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง สามีของ "แม่เลี้ยงติ๊ก" นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์เอาไว้มากมายเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว

แต่เอาเข้าจริงกลับบ้อท่า ลงทุนส่งทีมไปสอบสวนผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ สพช.มาอย่างไร ถึงได้แค่ "ปลาซิวปลาสร้อย" มาเป็นผู้ต้องสงสัย ทั้งๆ ที่เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2552 นายสุมิท แช่มประสิทธิ์ ขณะเป็น ผอ.สพช.เข้าแจ้งความกองปราบฯ โดยนำเอกสารระบุรายชื่อพนักงานระดับบริหาร 3 คนของ สพช.มีพฤติกรรมส่อหาประโยชน์กับชุมชนโดยมิชอบ ระบุกลุ่มงานที่สังกัด ระบุกระทั่งให้ออกไปแล้ว 1 คน

จึงเกิดข้อสงสัยตามมาว่า 1.รัฐบาลจ้างลูกจ้างชั่วคราวมาคุมโครงการกว่า 2 หมื่นล้านบาทหรือ 2.กองปราบฯไปสอบสวนที่ สพช.อยู่หลายวัน ไม่รู้หรือว่าผู้ต้องสงสัยเป็นแค่ลูกจ้างชั่วคราว ถ้ารู้แล้วทำไมยังส่งสำนวนให้ ป.ป.ช.

ไม่เพียงเท่านั้น ทีมข่าวพิเศษ "มติชน" ยังตรวจสอบพบข้อมูลเจ้าหน้าที่ซึ่งถูกให้ออกตามคำให้การของนายสุมิทนั้น เป็นข้าราชการสังกัดมหาวิทยาลัยรัฐ แต่ถูกทีมงานรองนายกฯขอตัวมาช่วยราชการที่สำนักงานปลัดสำนักนายกฯ และมาทำงานที่ สพช. ดังนั้น คนคนนี้ไม่ใช่ลูกจ้างชั่วคราวแน่นอน

ตอกย้ำด้วยคำให้สัมภาษณ์ของ พ.ต.อ.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ รองผู้บังคับการกองปราบฯ เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2552 ว่า ในสำนวนกล่าวหาเจ้าหน้าที่ สพช. 3 คน มีพฤติการณ์ส่อทุจริต นอกจากนี้ ตำรวจยังสืบสวนพบสมาชิกสภาเขต 1 คน มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย

นอกจากนี้ ฝ่ายค้านยังได้นำหลักฐานทั้งภาพและเสียงมาแถลงเปิดโปง แล้วเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.ทำงานกันอย่างไรครับถึงไม่เอามาประกอบสำนวน กลับเชื่อไปตามสำนวนอ่อนๆ ของกองปราบฯ

ถึงที่สุดแล้วแม้ในสำนวนจะไม่ปรากฏชื่อนักการเมือง แต่ ป.ป.ช.ก็สามารถ "ต่อยอด" จากข้อมูลที่ตำรวจสืบพบสมาชิกสภาเขต และขยายผลได้ ที่สำคัญกฎหมาย ป.ป.ช.ยังให้อำนาจหยิบยกเรื่องขึ้นสอบสวนได้เองโดยไม่ต้องมีชื่อผู้ร้องด้วยซ้ำ

นี่ยังไม่นับข้อสงสัยว่า เมื่อครั้งที่บอร์ด ป.ป.ช.อ่านสำนวนของกองปราบฯแล้ว ไม่รู้หรือว่าผู้ถูกกล่าวหาเป็นแค่ลูกจ้างชั่วคราว

ถ้ารู้แล้วทำไมไม่วินิจฉัยให้ส่งเรื่องกลับ หรือมีมติให้สำนวนตกไป กลับรับเรื่องไว้พิจารณา

ถามว่า มีเจตนาอะไร มีเจตนา "ดอง" เรื่องไว้หรือไม่ ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงก็ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างสูง เพราะใช้เวลาเกือบ 3 เดือนจน "เค็ม" ได้ที่ทีเดียว

ผมไม่รู้ว่าบอร์ด ป.ป.ช.จะนำความเห็นของเจ้าหน้าที่เข้าสู่ที่ประชุมเมื่อไหร่ และมีมติอย่างไร แต่ไม่ว่าจะมีมติให้สำนวนตกไป หรือมีมติตั้งอนุกรรมการไต่สวน

ถือว่ากระบวนการจับทุจริตแบบ "ลับ ลวง พราง" ของทั้งอดีต ผอ.สพช. ตำรวจกองปราบฯ และ ป.ป.ช.ประสบความสำเร็จแล้ว

อย่าได้แปลกใจครับที่ดรรชนีการทุจริตคอร์รัปชั่นประเทศไทยจึงเสื่อมทรุดลงทุกปี จนเกือบเท่ากับพม่าและใกล้อูยูกานด้าเข้าไปทุกที

ประมวลสถานการณ์ร้อน ขั้ว"เอา-ไม่เอา"ทักษิณ ต่างก้าวสู่จุด"ถอยไม่ได้" จับตา ภาวะแตกหัก

ที่มา มติชน

วิเคราะห์




หากจะประมวลเหตุการณ์ เพื่อความเข้าใจต่อสถานการณ์ "การหักโค่น" ทางการเมืองขณะนี้

เราอาจแยกแยะได้ดังนี้

ในฝั่งฟาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ค่อนข้างชัดเจนว่า ได้พยายามเปิดเกมรุก โดยเกาะกุมไปกับ 2 ยุทธวิธี

ยุทธวิธีหนึ่ง คือ โลกล้อมประเทศ

อีกยุทธวิธีหนึ่ง คือ ตีป้อมค่ายภายใน

ในยุทธวิธีโลกล้อมประเทศนั้น การรับตำแหน่งที่ปรึกษารัฐบาลกัมพูชาของ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยการสนับสนุนของนายฮุน เซน และมี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ช่วยปูทางให้นั้น

เป็นความตั้งใจ และจงใจ ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่จะแสดงให้คนไทยเห็นว่า คนอย่างตนเองมีคุณค่า แม้จะมีบางฝ่ายในประเทศไม่ยอมรับ แต่ต่างชาติก็ยังให้ความเชื่อถือ ที่ผ่านมาแม้จะมีบางประเทศ เช่น นิคารกัว มอนเตเนโกร จะเชิญให้เป็นที่ปรึกษาและเป็นประชาชนกิตติมศักดิ์ แต่ก็ยังไม่มีน้ำหนักมากนัก

กระทั่ง เมื่อมีพระบรมราชโองการจากกษัตริย์กัมพูชา ภายใต้การเสนอแนะของนายฮุน เซน แต่งตั้งให้ พ.ต.ท.ทักษิณเป็นที่ปรึกษารัฐบาลกัมพูชา นี่ย่อมเป็นไปตามเป้าหมายที่ พ.ต.ท.ทักษิณต้องการ

คือ มีน้ำหนัก และมีแรงสั่นสะเทือนมาก

เนื่องจากกัมพูชาเป็นประเทศเพื่อนบ้าน และเป็นประเทศในกลุ่มอาเซียน การให้ตำแหน่งที่สำคัญเช่นนี้ ย่อมส่งผลกระทบต่อประเทศไทยอย่างรุนแรง

ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ

ขณะเดียวกัน พ.ต.ท.ทักษิณก็ยังคงดำเนินยุทธวิธีที่ถนัดคือ ยึดพื้นที่ข่าวเอาไว้ โดยเฉพาะในห้วงที่การประชุมเอเปคกำลังมีขึ้นที่สิงคโปร์ ผู้นำมหาอำนาจและสื่อจากทั่วโลกโฟกัสความสนใจมาที่ภูมิภาคนี้

พ.ต.ท.ทักษิณก็พยายามกระโดดเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ "กระแส" โลก ที่ไหลบ่าเข้ามาในภูมิภาค

การเปิดตัวให้สัมภาษณ์แก่ผู้สื่อข่าวไทม์ส แห่งประเทศอังกฤษ ในช่วงจังหวะนี้พอดี ก็เชื่อว่าน่าจะเป็นความตั้งใจของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่จะโชว์ตัวตนให้นานาชาติเห็น ขณะเดียวกันก็ย้อนไปมีผลต่อคนในไทยอีกทอดหนึ่ง คือไปตอกย้ำว่า พ.ต.ท.ทักษิณยังมีความสำคัญที่สื่อระดับโลกอย่างไทม์สยังให้ความสนใจ

ถือเป็นการเสริมบารมีในอีกรูปแบบหนึ่ง



ส่วนยุทธวิธี "ตีป้อมค่ายภายใน" นั้น หากสังเกตให้ดี ฝ่าย พ.ต.ท.ทักษิณจะดำเนินไปใน 3 รูปแบบ

รูปแบบแรก ก็คือการพุ่งเป้าไปยังกลุ่มอำมาตย์ โดยเฉพาะตัว พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์

การเผยแพร่จดหมายที่อ้างว่าเป็นของ พล.ต.มนูญกฤต รูปขจร ซึ่งมีทั้งในรูปแบบการแถลงข่าวของแกนนำกลุ่มเสื้อแดง ที่ไม่ได้เปิดเผยข้อมูลทั้งหมด ขณะที่ในเครือข่ายข่าวสารของฝ่ายเสื้อแดง จดหมายของ พล.ต.มนูญกฤต ถูกเผยแพร่ออกไปเต็มๆ

เป็นจดหมายเต็มๆ ที่พุ่งเป้าโจมตี พล.อ.เปรม อย่างรุนแรง

อ่านแล้ว จะเป็นการตอกย้ำตามแนวทางที่ฝ่ายเสื้อแดงพยายามโฆษณาชวนเชื่อ ตลอดมา นั่นคือความดำมืดของฝ่ายอมาตยาธิปไตย

รูปแบบที่สอง ก็คือการที่ พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี ออกมาเปิดตัว 2 พยานในคดียุบพรรคไทยรักไทย ที่อ้างว่าอยากจะสารภาพผิด กรณีไปให้ข้อมูลอันเป็นเท็จ ใส่ร้ายพรรคไทยรักไทยจนถูกยุบ โดยระบุว่าเหตุที่ต้องทำเช่นนั้นก็เนื่องจากถูกนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ว่าจ้างเป็นเงินรวมกันแล้วถึง 30 ล้าน แต่มีการบิดพลิ้วในภายหลัง และไม่ได้ช่วยเหลือในทางคดี จึงจำเป็นต้องออกมาเปิดเผยความจริงออกมา

ข้อมูล "กลับใจ" ดังกล่าว นอกเหนือจะเปิดช่องให้คนไทยรักไทยเดิม เคลื่อนไหวเพื่อให้รื้อฟื้นคดีแล้ว

ที่แหลมคม ก็คือ การโยนคำถามโตๆ ไปยังกระบวนการยุติธรรม ว่ามีความเที่ยงตรงเพียงใด ซึ่งนอกจากเรื่องคดียุบพรรคแล้ว ยังกระทบชิ่งไปยังคดีของ พ.ต.ท.ทักษิณที่จบไปแล้ว และที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาด้วย

รูปแบบที่สามก็คือการเคลื่อนไหวของมวลชนกลุ่มเสื้อแดง ที่ยังคงดำรงเจตนาแน่วแน่ นั่นก็คือ คืนความเป็นธรรมให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ด้วยการหักโค่นอมาตยาธิปไตย และเปิดโปงกระบวนการยุติธรรมที่ไม่เที่ยงตรง

ซึ่งที่ผ่านมา นอกเหนือจากการระดมทุนของกลุ่มคนเสื้อแดง ที่อ้างว่าได้กว่า 18 ล้านบาทแล้ว ยังมีการประกาศจังหวะก้าวในการเคลื่อนไหวแล้ว โดยจะระดมคนนับล้านมาชุมนุมตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายนถึงวันที่ 2 ธันวาคม โดยมีเป้าหมายต้องการที่จะบีบให้รัฐบาลยุบสภาให้ได้



จะเห็นว่า แนวทางการเคลื่อนไหวของ พ.ต.ท.ทักษิณและฝ่ายสนับสนุน ดำเนินไปตาม 2 ยุทธวิธีข้างต้น อย่างแจ่มชัด

แต่กระนั้น ถามว่า แล้วทุกอย่างดำเนินไปตามยุทธิวธีดังกล่าวหรือไม่

คำตอบก็คือ ไม่

ด้วยเหตุว่าทุกยุทธวิธี หรือทุกประเด็นที่เคลื่อนไหว มีตัวแปรที่ พ.ต.ท.ทักษิณ และฝ่ายสนับสนุน ควบคุมไม่ได้ เกิดแทรกซ้อนขึ้นมาอยู่ตลอดเวลา

และเหตุ "แทรกซ้อน" ดังกล่าว ได้กลายเป็น "เงื่อนไข" ให้ฝ่ายไม่เอาทักษิณ ทั้งรัฐบาล ประชาธิปัตย์ ภูมิใจไทย กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ใช้เป็น "อาวุธ" ตีโต้กลับอย่างแหลมคมเช่นกัน

อย่างเรื่องเขมร ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ หวังจะตอกย้ำ ความมีคุณค่าของตัวเอง ก็ถูกนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และรัฐบาล ใช้เรื่องกระแสชาตินิยม ขึ้นมาตอบโต้ หักล้าง โดยขับเน้นให้เห็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณไม่รักชาติ ไปเปิดทางให้นายฮุน เซน มาหมิ่นเกียรติภูมิของชาติ

และยิ่งเมื่อเรื่องบานปลายไปยังเรื่องการขับทูต จับกุมคนไทยในข้อหาจารกรรม ความรู้สึกในเชิงชาตินิยมก็ยิ่งพุ่งสูงขึ้น

ซึ่งแน่นอน คนที่ได้ประโยชน์ ก็คือนายอภิสิทธิ์ และรัฐบาล

ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ และฝ่ายสนับสนุน จะหวังแง่มุมในเชิงบวกก็ไม่ได้เป็นไปตามนั้น

รวมทั้งกรณีการไปให้สัมภาษณ์แก่ผู้สื่อข่าวไทม์สของ พ.ต.ท.ทักษิณ เพื่อยึดกุมพื้นที่ข่าวในทางสากล เอาเข้าจริง พ.ต.ท.ทักษิณก็ไม่อาจควบคุมหรือตีกรอบ "คำถาม" และการนำเสนอเนื้อหาของผู้สื่อข่าวได้

และในที่สุดคำพูดที่ พ.ต.ท.ทักษิณ หวังว่าจะเป็น "คุณ" ก็กลับกลายเป็นโทษแก่ตัวเสียเอง

ซึ่งโทษนั้น ก็มากด้วยความละเอียดละอ่อน เนื่องจากถูกจับโยงไปกับเรื่องความไม่จงรักดี



ข้อกล่าวหา ไม่รักชาติ ไม่จงรักภักดี ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เผชิญนั้น

ว่าที่จริงแล้ว ก็คือภาวะแทรกซ้อน และบานปลาย จากเกมหรือยุทธวิธีที่หยิบขึ้นมาใช้นั่นเอง

ซึ่งมันได้กลายเป็นประเด็นต่อสู้ "ร้อนแรง" ในประเทศ และมีแนวโน้มที่แตกหัก มากยิ่งขึ้นทุกที

โดยเฉพาะฝ่ายที่ไม่เอาทักษิณ ไม่ได้มีเพียง นายอภิสิทธิ์ และ พรรคประชาธิปัตย์เท่านั้น

หากแต่รวมถึงพรรคภูมิใจไทยที่ได้ขับเคลื่อนตัวเอง ไปสู่กระแสปกป้องและจงรักภักดีต่อสถาบันอย่างชัดเจน

การเอาจริงเอาจังของนายเนวิน ชิดชอบ ในฐานะประธานจัดงานเฉลิมพระเกียรติ 5 ธันวาคม คือสิ่งที่ยืนยันนั้น

ขณะที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่มีภารกิจผลักดันให้พรรคการเมืองใหม่ที่ฟูมฟักขึ้นมาประสบความสำเร็จโดยเร็ว ก็ไม่ลังเลที่จะใช้ประเด็นความไม่จงรักภักดี และไม่รักชาติ เป็นอาวุธสำคัญในการเข่นฆ่า พ.ต.ท.ทักษิณ

ซึ่งวิธีการขับเคลื่อนก็เป็นไปอย่างดุดัน แข็งกร้าว จนมีกระแสท้วงติงว่าจะเป็น "คลั่งชาติ" มากกว่า "รักชาติ"

แต่กระนั้นก็ยังไม่วายจะมีคำตอบโต้มาจาก ฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ว่า "คลั่งชาติ" ดีกว่า "ทรยศชาติ"

เหล่านี้สะท้อนให้เห็น ภาวะร้อนผ่าวของสถานการณ์ ได้เป็นอย่างดี

เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ ฝ่ายเสื้อแดง ก็คงไม่ยอมให้ "ยุทธวิธี" ที่เลือกใช้ ย้อนศรมาปักอกตัวเองอย่างเด็ดขาด

ขณะเดียวกัน สิ่งที่ พ.ต.ท.ทักษิณหวั่นวิตกและกังวลยิ่ง นั่นก็คือ การพิจารณาคดียึดทรัพย์ 7 หมื่นล้านของตัวเอง ที่งวดลงทุกที ทำให้จำเป็นจะต้องขับเคลื่อน "ทุกอย่าง" เพื่อให้เรื่องนี้คลี่คลายไปในทางที่เป็น "บวก" แก่ตัวเองมากที่สุด

และนี่เอง จะเป็นเงื่อนไขสำคัญที่กดดันให้ พ.ต.ท.ทักษิณและกลุ่มเสื้อแดง ถอยหรือเพลี่ยงพล้ำไม่ได้

จึงทำให้ประเมินกันว่า การเคลื่อนไหวของฝ่ายเสื้อแดง โดยเฉพาะการชุมนุมใหญ่ตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน จะเป็นไปอย่างรุนแรง และเร่งเร้าให้ "แตกหัก"ยิ่งขึ้นทุกที

สัปดาห์หน้าเป็นต้นไป สถานการณ์น่าจะดำเนินไปอย่างเผ็ดร้อน!

ใครจะใจร้ายคิดสังหารนายกเด็กละเนี่ย????

ที่มา thaifreenews

โดย ป้าพลอย

ประเทศไทยเราเนี่ยวุ่นวายไม่รู้จักจบสิ้น..เข้าไปอ่านในพันทิปมีคนมาโพสต์ว่า นายกไทยคนปัจจุบันจะมีคนรอบสังหารหากขึ้นไปเชียงใหม่555 โถ..ใครนะช่างใจร้ายจะลอบสังหารเด็กอมมือคนนี้ เห็นไปที่ใหนขนทหาร

ตำรวจเอาไปอารักขาเป็นกองร้อย แล้วใครเขาจะมาสังหารเด็กน้อยละเนี่ย? เข้าใจปัดเรื่องที่คิดการณ์ลอบสังหารทักษิณกลางอ่าวไทย กลับไปประโครมข่าวว่าจะมีคนสังหารเด็กน้อยหากขึ้นไปเชียงใหม่ ละครคณะนี้

เปลี่ยนเรื่องแสดงได้รวดเร็วจริงๆ ยอมรับกับการตอแหลของคนคณะนี้ ทำได้ทันอกทันใจ ไม่ต้องรอให้เสียเวลา เพื่อที่จะได้ประสานกันกับบทที่แสดง ปัดการสนใจเรื่องทักษิณให้พ้นตัว ให้มาสนใจเรื่องที่กุขึ้น ว่ามีใครจะฆ่า

จะแกงนายกมาร์ค ทั้งที่มีทหารล้อมรอบตัว555 เฮ้อ...ประโครมข่าวให้ หมู หมา กา ไก่ ฟังมันคงเชื่อ แต่อย่ามาประโครมให้ชาวบ้านตาดำๆฟังเลย ไม่มีใครเขาเชื่อหรอก ทหารตำรวจเหมือนยังกะฝูงมด ที่เกณฑ์เอาไป

ป้องกันตัวเอง นอกจากอ้ายคนที่จะฆ่ามาร์ค ต้องดำดินหรือไม่ก็แปลงเป็นตั๊กแตนหรือมดแดงกระโดดขึ้นไหล่เชือดคอมีวิธีเดียว คนธรรมดาจะเข้าถึงตัวมาร์คยาก แล้วแหกปากว่าจะมีคนฆ่ามันทุเรศมั๊ย?ใครเขาจะไปฆ่า

อ้ายเด็กน้อยให้เสียศักดิ์ศรี หน้าก็ยังไม่มีใครอยากจะมอง แล้วจะฆ่าให้เสียมือทำไม? เสื้อแดงคงไม่เลวใจอำมหิตถึงขนาดสั่งสังหารคนไทยด้วยกันได้ ไม่เหมือนพวกที่ปากบอกว่าตัวเอง มีคุณธรรมจริยธรรมสูงแต่

ใจอำมหิตสุดๆ ที่สั่งฆ่าทักษิณกลางอากาศ ฉะนั้นมาร์คไม่ต้องกลัวว่าเสื้อแดงจะฆ่าจะแกง แต่อาจจะมีคนต้อนรับหลายคน เพราะความรักสุดยอดมอบให้นายกคนนี้ มีผลงานการกระทำหลายเรื่อง งานชิ้นโบว์เหลืองคือไล่

เก็บกลืนน้ำลายตัวเองกินก็ยังทำ เรียกว่าทำได้ทุกอย่างสมกับป็นนายกตอแหลแลนด์จริงๆ ฉะนั้นประชาชนต่างออกไปแสดงความรักความยินดี โดยใช้อุจจาระหรือไข่เน่าหรือปลาร้าเน่ามอบให้เป็นการต้อนรับมันผิดตรงใหน?

เพราะรักนายกคนนี้กันจนขึ้นสมองทุกคน น่ารักจริงๆรักแบบอยากจะติ๊บสักทีตามอารมย์ของแต่ละคนที่รัก สำหรับป้าพลอยขอมอบสากกระเบือเป็นของขวัญสักติ๊บให้ด้วยความรักสุดยอดขมองอิ่มเช่นกัน หลังจากมีนายก

เด็กอมมือบ้านเมืองมันจึงวุ่นวายไม่หยุด เวรประเทศไทยที่มีเด็กเลี้ยงแกะบริหารบ้านมือง วันๆร้องตะโกนโกหกชาวบ้านว่าแกะถูกหมาป่าคาบเอาไปกิน จนชาวบ้านเบื่อหน่าย หากยังไม่เลิกทำตัวเช่นเด็กเลี้ยงแกะ สักวันหนึ่ง

เรื่องจริงต้องมาถึงตัว ฝูงหมาป่าเหล่านั้นอาจเข้ามาขย้ำคอฝูงแกะของตนตายเกลี้ยงอย่างแน่นอน.....

"จาตุรนต์ ฉายแสง" คำเตือนที่น่าเสียดาย

ที่มา มติชน

คอลัมน์ โครงร่างตำนานคน

โดย การ์ตอง




"ยุทธศาสตร์ที่สำคัญของไทยที่ควรเป็นคือ การเป็นมิตรกับเพื่อนบ้านให้มากที่สุด โดยเฉพาะเวลานี้เป็นโอกาสทองของประเทศไทยที่จะแสดงบทบาทในการเป็นผู้นำอาเซียน ควรผนึกกำลังแล้วไปแสดงบทบาทกับประเทศมหาอำนาจทั้งหลายเพื่อใช้เวทีสากลให้เป็นประโยชน์" คือคำกล่าวของ "จาตุรนต์ ฉายแสง"

นักการเมืองหนุ่มผู้ผ่านประสบการณ์มายาวนาน ยังชี้ให้เห็นอีกว่า "ขณะที่สถานการณ์โลกเป็นแบบนี้ เรากลับมียุทธศาสตร์ที่ผิด ไม่เข้าใจความสำคัญของมิตรประเทศ เราพลาดเพราะใช้วิธีสร้างความขัดแย้ง และขยายความขัดแย้ง ความขัดแย้งนั้นแน่นอนบางส่วนเกิดจากการเดินทางไปเป็นที่ปรึกษาของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งกระทบความรู้สึกคน แต่ว่าก็ถูกขยายมากจนเกินไป ด้วยกระแสความคิดชาตินิยมแบบคับแคบ และค่อนข้างจะมีแนวโน้มไปในทางคลั่งชาติเพื่อประโยชน์ทางการเมือง โดยเฉพาะคือเพื่อที่จะทำลายคู่แข่งทางการเมือง และสร้างความนิยมให้กับตนเอง หากวันนี้เราไม่ร่วมกันต่อต้านกระแสคลั่งชาติ เราอาจเสียหายกว่านี้เยอะ การตัดสินใจของรัฐบาลเป็นเรื่องที่หาสาระไม่ได้ หากคิดจะกลับลำอย่างไรก็ขอให้รีบกลับ และสิ่งที่ควรทำตอนนี้คือตั้งหลัก ยืนบนผลประโยชน์ของประเทศ" นายจาตุรนต์กล่าว

ไม่ว่าใครก็ตามที่วางความคิดตัวเองไว้ที่ผลประโยชน์ของชาติ จะเห็นว่าคำเตือนของ "จาตุรนต์ ฉายแสง" มีคุณค่ายิ่ง

เพียงแต่น่าเสียดายยิ่ง ที่ฐานความคิดของนักการเมือง และคนไทยบางกลุ่มบางพวกขณะนี้ ฉาบทาด้วยความคิดเอาชนะคะคาน มุ่งหมายทำลายกันและกันจนไม่เปิดทางให้ปัญญาที่จะทำเพื่อผลประโยชน์โดยรวมของชาติ

ขณะที่เราเอ่ยอ้างประชาธิปไตย แต่กลับกลายเป็นว่าทิศทางที่แต่ละฝ่ายมุ่งส่อไปถึงแนวโน้มที่นำสู่ "อำนาจนิยม" มากกว่า

ประชาธิปไตยคือ การปกครองของประชาชน เพื่อประชาชน และโดยประชาชน

เป้าหมายอยู่ที่การเคารพการตัดสินใจของประชาชน มีความสงบเรียบร้อย การสร้างสังคมสันติสุขให้ประชาชนได้อยู่อาศัยเป็นเป้าหมาย

สังคมสันติสุขจะเกิดขึ้นได้คือ คนในสังคมนั้นมีจิตสำนึกที่จะให้ความเคารพกัน ถือว่าเป็นพวกเดียวกัน เป็นเพื่อนร่วมชาติ อยู่กันอย่างไม่หมิ่นแคลนกัน

ทว่าที่แห็นและเป็นไปในขณะนี้ก็คือ คนสองกลุ่มพยายามทุกวิถีทางเพื่อทำลายล้างกันและกัน

เอาความเป็นพวกเป็นความถูกต้อง แทนการรับฟังเหตุผลของกันและกัน

เหตุผลของฝ่ายตรงกันข้ามจะต้องถูกหักล้าง ถูกสร้างให้เป็นความเลวร้ายโดยไม่นึกที่จะยั้งคิด

เพื่อให้พวกตัวเองสู่ชัยชนะ ทำได้ทุกอย่างแม้กระทั่งไม่รับฟังเสียงของประชาชน กระทั่งไม่ต้องนึกถึงผลประโยชน์ของชาติ

สำนึกแบบนี้เป็น "พวกอำนาจนิยม" เพราะมุ่งแต่แสวงอำนาจให้พวกพ้องตัวเอง โดยไม่สนใจว่าจะสร้างหายนะให้สังคมให้ประเทศอย่างไร

ไม่มีแง่มุมไหนที่สะท้อนสำนึกแบบ "ประชาธิปไตย" ได้เลย

แม้จะมีการเลือกตั้งที่พอให้ความหมายว่า "โดยประชาชน" ได้ และมีนโยบายที่พอจะอ้างว่า "เพื่อประชาชน" อยู่ สำนึกเริ่มแรกของประชาธิปไตยคือ "ของประชาชน" นั้น นับวันยิ่งไม่มีพฤติกรรมใดของนักการเมืองที่สะท้อนว่ารักษาหลักการพื้นฐานนี้ไว้

การตัดสินใจของประชาชนส่วนใหญ่ ถูกมองว่า "โง่เขลา ผิดพลาด" การเลือกของประชาชนส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่ "นักอำนาจนิยม" ปฏิเสธ

ไม่มีประชาธิปไตยในประเทศที่ปฏิเสธอำนาจ "ของประชาชน" เพราะรัฐบาลเผด็จการของพวกอำนาจนิยม ก็สามารถสร้างภาพว่ามา "โดยประชาชน" และกำหนดนโยบาย "เพื่อประชาชน" ได้

เครื่องมือของ "อำนาจนิยม" ก็คือสร้าง "ชาตินิยมที่คับแคบ" สร้าง "ลัทธิคลั่งชาติ" ขึ้นมา เพื่อเป็นเครื่องมือทำลาย "อำนาจของประชาชน"

มติของท่านผู้อ่านคือพันธกิจของไทยอีนิวส์

ที่มา Thai E-News

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
22 พฤศจิกายน 2552


ในวาระย่างก้าวสู่ปีที่4ของไทยอีนิวส์ มาทำความรู้จักกันหน่อยว่า ท่านผู้อ่านของเราคือใคร? จากการจัดสำรวจพบว่า ท่านผู้อ่านส่วนใหญ่เป็นเพศชาย วัยผู้ใหญ่อายุระหว่าง40-60ปีมากที่สุด จบการศึกษาระดับปริญญาตรีมากที่สุดคือ 49% จบสูงกว่าปริญญาตรี 33 % เป็นผู้อาศัยในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลมากที่สุดคือ44% อาศัยในต่างประเทศ11% มีอาชีพเป็นนักธุรกิจ,เจ้าของกิจการมากที่สุด รองลงมาเป็นนักวิชาชีพและนักบริหาร ทัศนะทางการเมืองเป็น"นักปฏิรูป"มีความปรารถนาอยากให้ไทยมีระบอบการปกครองประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญแบบอังกฤษ-ญี่ปุ่นมากที่สุด ส่วนใหญ่ต้องการแก้วิกฤตประเทศ โดยเสนอให้นำรัฐธรรมนูญปี40กลับมาใช้ แล้วจัดเลือกตั้งใหม่ และต้องเคารพผลตัดสินของประชาชนอย่างแท้จริง รองลงมาเสนอแก้รธน.ขจัดอำนาจผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญออกไป โดยหากมีการจัดเลือกตั้งใหม่จะเทคะแนนให้พรรคเพื่อไทยอย่างท่วมท้น อย่างไรก็ตามท่านผู้อ่านของเราได้ก้าวข้ามพ้นประเด็น"ทักษิณ"ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และผลสำรวจล่าสุดท่านผู้อ่านของเราอยากให้ไทยอีนิวส์เป็นสื่อที่มีจุดยืนฝ่ายประชาธิปไตย ต่อต้านเผด็จการ แต่นำเสนอข่าวอย่างรอบด้าน


ไทยอีนิวส์ เป็นสื่อของภาคพลเมือง โดยทีมข่าวอาสาที่มีจุดยืนประชาธิปไตย เป็นเวบที่ไม่แสวงหารายได้ และไม่รับการอุดหนุนจากใคร รวมทั้งไม่แสวงหาอำนาจในทางใดๆ เริ่มเปิดตัวครั้งแรกเมื่อ 5 พฤศจิกายน 2549 และย่างเข้าสู่ปีที่ 4 ในเวลานี้

เราเริ่มนับยอดจำนวนท่านผู้อ่านอย่างเป็นทางการครั้งแรกเมื่อเดือนเมษายน 2550 ถึงวันที่22 พฤศจิกายน 2552 มียอดผู้เข้าอ่านทั้งสิ้น 13,176,684 คลิ้ก

ท่านผู้อ่านอยากให้ไทยอีนิวส์เป็นสื่อที่มีจุดยืนประชาธิปไตย ต้านเผด็จการ แต่รอบด้าน

ผลการสำรวจในสัปดาห์ล่าสุด ในหัวข้อเรื่อง ท่านอยากเห็นไทยอีนิวส์ก้าวไปทางใดที่สุดมีท่านผู้อ่านตอบสอบถามทั้งสิ้น 2,096 ท่าน ผลสำรวจเป็นดังนี้

-ให้เป็นสื่อที่มีจุดยืนข้างประชาธิปไตย ต่อต้านเผด็จการ แต่นำเสนออย่างรอบด้าน จำนวน1,311ท่าน คิดเป็น62%
-ต้องมีความน่าเชื่อถือตรวจสอบอย่างรอบด้านก่อนนำเสนอข่าว 298 ท่าน คิดเป็น14%
-ไม่ต้องปรับปรุงอะไร แบบปัจจุบันนี้ก็โอเคดีอยู่แล้ว 217 ท่าน คิดเป็น 10%
-อยากให้วางตัวเป็นกลาง ไม่เลือกข้าง เสนอข่าวรอบด้าน 138 ท่าน คิดเป็น6%
-อยากให้นำเสนอข่าวเรียลไทม์ฉับไวทันสถานการณ์เช่นส่งข่าวทางSMSจำนวน65ท่าน คิดเป็น 3%
-อยากให้เลิกซะเถอะ เพราะเป็นแค่สื่อเทียม ขี้ข้าเหลี่ยมรับเงินแม้ว จำนวน 53 ท่าน คิดเป็น 2%
-อื่นๆ 2 ท่าน ไม่ถึง 1%


ไทยอีนิวส์ขอกราบขอบพระคุณท่านผู้อ่านที่กรุณาสละเวลาตอบแบบสอบถาม ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อทีมงานจะได้น้อมรับมติของท่านผู้อ่านของเราเพื่อนำไปปรับปรุงพัฒนาการนำเสนอของเราต่อไป หากท่านผู้อ่านมีข้อเสนอแนะใดๆเพิ่มเติมกรุณาแจ้งมาที่ thaienews99@googlegroups.com


ใครคือผู้อ่านไทยอีนิวส์?

ไทยอีนิวส์ได้สำรวจพื้นฐานท่านผู้อ่านของเราในเรื่องเพศ วัย การศึกษา อาชีพ ที่อยู่อาศัยปัจจุบัน โดยมีผลสำรวจเป็นดังนี้

1.ผู้อ่านไทยอีนิวส์เป็นเพศชายมากที่สุด ส่วนมากเป็นผู้ใหญ่อายุระหว่าง40-60ปี

ไทยอีนิวส์สำรวจฐานท่านผู้อ่านล่าสุดระหว่างวันที่ 7-11 ก.ย.2552 ในเรื่องเพศและอายุ มีผู้ตอบแบบสำรวจทั้งสิ้น 3,292 ท่านผลการสำรวจเป็นดังนี้

-เป็นเพศชายมากที่สุด 1,553 ท่าน
-รองลงมาเป็นเพศหญิง 661 ท่าน
-เพศที่สาม 27 ท่าน

อายุระหว่าง41-50ปีมากที่สุด จำนวน 1,175 ท่าน
อายุระหว่าง 51-60ปีรองลงมา จำนวน 915 ท่าน
อายุระหว่าง 31-40ปีรองลงมา จำนวน 627 ท่าน
อายุระหว่าง20-30ปีรองลงมา จำนวน 245 ท่าน
อายะระหว่าง61-70ปี จำนวน 222 ท่าน
อายุต่ำกว่า 20 ปีลงมา จำนวน 45 ท่าน
อายุเกิน 70 ปีขึ้นไป จำนวน 35 ท่าน


2.ผู้อ่านไทยอีนิวส์เป็นนักธุรกิจมากที่สุด ตามมาด้วยข้าราชการ นักวิชาชีพ ปัญญาชน

ผลการสำรวจเรื่องอาชีพของผู้อ่านไทยอีนิวส์ระหว่างวันที่ 28 สิงหาคม -1 กันยาน 2552 มีผู้ตอบแบบสอบถามจำนวน 2,580 ตัวอย่าง มีผู้ประกอบอาชีพมากที่สุดเรียงตามลำดับ ดังต่อไปนี้

-มากที่สุดอันดับ 1 คือนักธุรกิจ เจ้าของกิจการ 589 ตัวอย่าง คิดเป็น 22% ของผู้อ่านทั้งหมด
-รองลงมาเป็นอาชีพข้าราชการในระดับปฏิบัติงาน 330 ตัวอย่าง คิดเป็น 12 %
-ตามมาด้วยนักวิชาชีพด้านแพทย์ วิศวกร สถาปนิก นักบัญชี นักวิทยาศาสตร์ 232 ตัวอย่าง หรือ 8%
-พนักงานบริษัทเอกชนในระดับปฏิบัติงาน 189 ตัวอย่าง คิดเป็น 7%
-นักวิชาการ อาจารย์สถาบันการศึกษา 179 ตัวอย่าง คิดเป็น 6%
-เกษียณแล้ว 180 ตัวอย่าง คิดเป็น 6%
-นักบริหารระดับกลางในธุรกิจภาคอกชน 139ตัวอย่าง คิดเป็น 5%
-นักบริหารระดับกลางในภาคราชการ 134 ตัวอย่าง คิดเป็น5%
-นักเรียน นักศึกษา 103 ตัวอย่าง คิดเป็น 3%
-นักบริหารระดับสูงในภาคธุรกิจอกชน 61 ตัวอย่าง คิดเป็น 2%
-ผู้ใช้แรงงาน 76 ตัวอย่าง คิดเป็น 2%
-ผู้ว่างงาน 73 ตัวอย่าง คิดเป็น 2%
-เกษตรกร 43 ตัวอย่าง คิดเป็น 1%
-นักบริหารระดับสูงในภาครัฐบาล 32 ตัวอย่าง คิดเป็น 1%
-ศิลปิน นักแสดง นักเขียน นักวิจารณ์ 33 ตัวอย่าง คิดเป็น 1%
-สื่อมวลชน 26 ตัวอย่าง คิดเป็น 1%
-ที่ไม่แจงนับถึง1%ได้ มีNGO นักสิทธิมนุษยชน องค์การมหาชน 12 ตัวอย่าง,ตุลากร อัยการ องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ 13 ตัวอย่าง และอาชีพอื่นๆนอกจากขางต้นนี้ 136 ตัวอย่าง คิดเป็น 5%


3.ผู้อ่านของเรามีการศึกษาระดับปริญญาตรีสูงที่สุด ตามมาด้วยจบสูงกว่าปริญญาตรี

ไทยอีนิวส์มีการนำเสนอผลการสำรวจระดับการศึกษาของผู้อ่านไทยอีนิวส์ที่ที่จัดสำรวจระหว่างวันที่ 12-15 สิงหาคม 2552 มีผู้ตอบแบบสอบถามทั้งสิ้น 1,534 คน ผลเป็นดังนี้


-มีการศึกษาต่ำกว่าระดับปริญญาตรี จำนวน 257 ตัวอย่าง คิดเป็น 16 %
-มีการศึกษาในระดับปริญญาตรี จำนวน 766 ตัวอย่าง คิดเป็น 49 %
-มีระดับการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี จำนวน 511 ตัวอย่าง คิดเป็น 33 %


4.มีที่อยู่ในกรุงเทพฯเป็นส่วนใหญ่ และอยู่เมืองนอกอีกไม่น้อยกว่า10%

ไทยอีนิวส์ยังได้เปิดเผยผลสำรวจที่อยู่ปัจจุบันของผู้อ่านไทยอีนิวส์ระหว่างวันที่ 20-24 สิงหาคม 2552 มีผู้ตอบแบบสอบถามทั้งสิ้น 3,182 ท่าน ผลการสำรวจเป็นดังนี้


-อาศัยอยู่ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล 1,420 ตัวอย่าง คิดเป็น 44 %ของผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด
-รองลงมาอาศัยในเขตภาคเหนือ 529 ตัวอย่าง คิดเป็น 16 %
-ตามมาด้วยอาศัยอยู่ในภาคอีสาน 352 ท่าน คิดเป็น 11 %
-อาศัยอยู่ในเขตภาคกลางและตะวันออก 299 ท่าน คิดเป็น 9%
-อาศัยอยู่ในต่างประเทศโซนทวีปอเมริกา 210 ท่าน คิดเป็น 6 %
-อาศัยอยู่ในเขตภาคใต้ 153 ท่าน หรือคิดเป็น 4 %
-อาศัยอยู่ต่างประเทศ โซนทวีปยุโรป 118 ท่าน คิดเป็น 3 %
-อาศัยอยู่ในต่างประเทศโซนเอเชีย 55 ท่าน คิดเป็น 1 %
-อาศัยอยู่ในต่างประเทศ โซนออสเตรเลีย 36 ท่าน คิดเป็น 1%
-อาศัยอยู่ในต่างประเทศโซนอาฟริกา 3 ท่าน ไม่แจงนับเป็นร้อยละได้
-อาศัยอยู่ในที่อื่นๆนอกจากข้างต้น 7 ท่าน ไม่แจงนับเป็นร้อยละได้


เมื่อพิจารณาโดยสรุปแล้ว มีผู้อ่านไทยอีนิวส์เป็นผู้มีที่อยู่ปัจจุบันในประเทศไทยเป็นส่วนใหญ่ และมากที่สุดในกรุงเทพฯและปริมณฑล รองลงมาคือภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลางและตะวันออก และภาคใต้ ตามลำดับ

ขณะที่มีผู้อ่านซึ่งมีที่อยู่อาศัยปัจจุบันอยู่ในต่างประเทศ 11 % มากที่สุดคือโซนอเมริกา รองลงมาคือยุโรป ทวีปออสเตรเลีย เอเชีย และอาฟริกา ตามลำดับ

5.ผู้อ่านไทยอีนิวส์ก้าวพ้นประเด็นทักษิณไปแล้ว แต่อำมาตย์ยังงมโข่ง

ผลการสำรวจของไทยอีนิวส์โพลล์ ชี้แนวโน้มคนเสื้อแดงก้าวข้ามประเด็น"ทักษิณ"ไปแล้ว โดยกว่า50%ชูข้อเรียกร้องหลักเรื่องผลประโยชน์แห่งชาติ เร่งนำรธน.40กลับมาใช้เร่งจัดเลือกตั้งใหมให้เสียงประชาชนชี้ขาด ขณะที่ฝ่ายอำมาตย์และสมุนบริวารยังงมโข่งท่องคาถาเดิมว่าสู้"เพื่อทักษิณคนเดียว"


ไทยอีนิวส์ได้สำรวจความคิดเห็นท่านผู้อ่านของเราในหัวข้อ"ภารกิจใดที่แกนนำเสื้อแดงควรเร่งทำก่อน?"ในช่วงกลางเดือนตุลาคม 2552 มีผู้ตอบแบบสำรวจทั้งสิ้นจำนวน 2,085 ท่าน ผลการสำรวจเป็นดังนี้

-เร่งนำรัฐธรรมนูญปี2540กลับมาใช้ และเร่งจัดการเลือกตั้งใหม่ให้ประชาชนชี้ขาด จำนวน1,006 ท่าน คิดเป็น 48%
-รองลงมาเร่งเอาผิดพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ และสมุนบริวารที่ทำลายประชาธิปไตย 330 ท่าน คิดเป็น 15%
-เร่งเอาผิดผู้ก่อการร้ายพันธมิตรยึดสนามบินและยึดทำเนียบรัฐบาลเพราะจวนครบ1ปีแล้ว 244 ท่าน คิดเป็น 11%
-เร่งสร้างสื่อครบวงจรเพื่อให้สามารถสู้ในสงครามข่าวสารกับสื่อเหลืองและสื่อหลักได้ 172 ท่าน คิดเป็น 8%
-เร่งสร้างเอกภาพในหมู่แกนนำเสื้อแดงให้เคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน 167 ท่าน คิดเป็น 8%
-เร่งติดตามฎีกาพระราชทานอภัยโทษให้พ.ต.ท.ทักษิณกลับมาบริหารประเทศ 60 ท่าน คิดเป็น 2%
-เร่งยกเลิกพรบ.ความมั่นคงและยกเลิกการบังคับใช้กฎหมายหมิ่นฯและปลดปล่อยเหยื่อคดีหมิ่นฯ 57 ท่าน คิดเป็น2%
-เร่งประนีประนอมสมานฉันท์กับทุกฝ่ายยุติความขัดแย้งภายในชาติ 49 ท่าน คิดเป็น 2%


ผลการสำรวจครั้งนี้มีข้อที่น่าสังเกตว่า ท่านผู้อ่านไทยอีนิวส์ได้"ก้าวข้าม"ประเด็นทักษิณไปแล้ว คือการที่อดีตนายกฯทักษิณจะได้รับพระราชทานอภัยโทษแล้วกลับมาบริหารประเทศหรือไม่ ไม่ใช่เรื่องใหญ่ และน่าจะเป็นการตอบข้อครหาที่ฝ่ายเหลืองและอำมาตย์โจมตีว่าเสื้อแดงสู้เพื่อ"ทักษิณคนเดียว"นั้นประเมินผิดพลาด

ผลสำรวจนี้มีแนวโน้มที่จะชี้ให้เห็นว่า ฝ่ายเสื้อแดงนั้นก้าวข้ามพ้น"ทักษิณ"ไปเป็นการต่อสู้ในเชิงหลักการ เพื่อผลประโยชน์แห่งชาติ นั่นก็คือการเรียกร้องให้นำรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยปี40กลับมาใช้ และเร่งจัดการเลือกตั้งใหม่ให้ประชาชนชี้ขาดอนาคตของประเทศ

อนึ่งอดีตนายกฯทักษิณได้โฟนอินเข้ามายังที่ชุมนุมเสื้อแดงเมื่อวันที่17ต.ค.2552ว่า เขาไม่อยากให้แกนนำเสื้อแดงหวังเกินไปว่าฎีกาพระราชทานอภัยโทษครั้งนี้จะสำเร็จ แต่ขอให้คนไทยทุ่มเทการต่อสู้ไปที่การนำรัฐธรรมนูญปี40กลับมา และสร้างประชาธิปไตยขึ้นในประเทศเป็นหลัก อันสอดคล้องกับผลการสำรวจล่าสุดของไทยอีนิวส์

ศ.นพ.ประเวศ วะสี นักคิดปัญญาชนสำคัญของฝ่ายอำมาตย์ได้ออกจดหมายเปิดผนึกถึงทักษิณล่าสุดนี้ โดยคงเนื้อหาสาระสำคัญว่าอดีตนายกฯทักษิณมีอิทธิพลชี้เป็นชี้ตายทำให้เกิดความสงบหรือปั่นป่วนในประเทศได้ หากทักษิณหวังดีต่อบ้านเมืองจริง ก็ต้องยุติความเคลื่อนไหวทางการเมืองเสีย(อ่านจดหมายเปิดผนึกประเวศ วะสีถึงทักษิณ คลิ้ก )

6.ท่านผู้อ่านไทยอีนิวส์เป็นนักปฏิรูปอยากให้นำรธน.40มาแก้ไขวิกฤตประเทศ

เรายังได้จัดทำโพลล์สำรวจความคิดเห็นของท่านผู้อ่านในหัวข้อเรื่อง"ประเทศไทยควรมีหนทางออกจากวิกฤตการเมืองอย่างไร?" โดยมีผู้ตอบแบบสอบถามทั้งสิ้น 2,261 ท่าน ผลการสำรวจเป็นดังนี้

-กลับไปใช้รัฐธรรมนูญปี40แล้วจัดเลือกตั้งใหม่ และต้องเคารพเสียงตัดสินของประชาชน971ท่าน คิดเป็น42%
-แก้รัฐธรรมนูญเพื่อขจัดอำนาจผู้มีบารมีนอกรธน.แล้วจัดเลือกตั้งใหม่ และเคารพเสียงตัดสินประชาชน633ท่าน หรือ27%
-แก้รธน.ให้ไทยเป็นสหพันธรัฐ มีรัฐบาลท้องถิ่น กับมีรัฐบาลกลางตามเสียงประชาชนเลือกตั้ง 297ท่าน หรือ13%
-แบ่งแยกประเทศเป็นไทยเหนือ+อีสาน,ไทยใต้+ไทยกรุงเทพฯ เป็นต้น 123 ท่าน คิดเป็น5%
-ทำสงครามกลางเมืองแบบแตกหักให้รู้แพ้ชนะกันไปข้าง 82 ท่าน คิดเป็น 3%
-ยุบสภาแล้วจัดเลือกตั้งใหม่ตามรธน.ปี50และต้องเคารพเสียงตัดสินของประชาชน63ท่าน คิดเป็น2%
-อภิสิทธิ์ลาออก จัดตั้งรัฐบาลปรองดองแห่งชาติ ยกเลิก2มาตรฐาน 60 ท่าน คิดเป็น2%
-เห็นว่าที่เห็นอยู่แบบนี้ก็ดีอยู่แล้ว ไม่ต้องทำอะไร 12 ท่าน ไม่แจงนับเป็นเปอร์เซ็นต์ได้
-อื่นๆอีก20ท่าน ไม่แจงนับเป็นเปอร์เซ็นต์ได้


ผลสำรวจนี้น่าจะชี้ว่า ท่านผู้อ่านของไทยอีนิวส์เป็นนักปฏิรูปการเมืองปฏิรูปสังคม มากกว่าที่จะต้องการเปลี่ยนแปลงปฏิวัติอย่างถอนรากถอนโคน รวมทั้งผลสำรวจในหัวข้อถัดไปก็ชี้แนวโน้มไปในทิศทางเดียวกันนี้ด้วย

7.ปรารถนาระบอบประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์ใต้รธน.แบบอังกฤษ-ญี่ปุ่น

ก่อนหน้านี้ เราได้สุ่มสำรวจความเห็นของท่านผู้อ่านของเราในหัวข้อ"ท่านมีความปรารถนาอยากให้ประเทศไทยปกครองแบบใดที่สุด?" โดยมีผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด 1,956 ท่าน ผลการสำรวจ เป็นดังนี้

-ประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ แบบเดียวกับอังกฤษ และญี่ปุ่น จำนวน 843 ท่าน คิดเป็น 43%
-รองลงมาคือประชาธิปไตยแบบสหพันธรัฐ แบบเดียวกับสหรัฐอเมริกา หรือสวิตเซอร์แลนด์ จำนวน 370 ท่าน คิดเป็น18%
-รัฐสวัสดิการที่มีกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญแบบสแกนดิเนเวีย(สวีเดน เดนมาร์ค นอรเวย์)จำนวน 340 ท่าน คิดเป็น 17%
-ประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐฝรั่งเศส หรือเยอรมนี จำนวน 340 ท่าน คิดเป็น 15%
-สังคมนิยมที่มีเศรษฐกิจเสรีนิยมแบบจีน จำนวน 34 ท่าน คิดเป็น 1%
-ประชาธิปไตยแบบไทยๆเหมือนในปัจจุบัน จำนวน 26 ท่าน คิดเป็น1%
-กลับไปเป็นราชาปไตยเหมือนก่อนปีพ.ศ.2475 จำนวน 22 ท่าน คิดเป็น1%
-เผด็จการแบบเกาหลีเหนือ หรือพม่า คิวบา จำนวน 6 ท่าน ไม่สามารถแจงนับเป็น%
-อื่นๆ จำนวน 11 ท่าน ไม่สามารถแจงนับเป็น%ได้


8.ท่านผู้อ่านของเราเทใจให้พรรคเพื่อไทยท่วมท้น

และเมื่อสำรวจครั้งล่าสุดในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ ภายใต้หัวข้อว่า "ถ้ามีการจัดเลือกตั้งในวันพรุ่งนี้ ท่านจะเลือกพรรคใด?" มีผู้ตอบแบบสำรวจทั้งสิ้น 4,122 ท่าน ผลสำรวจออกมาเป็นดังนี้

-พรรคเพื่อไทย 3,856 ท่าน คิดเป็น 93%ของผู้ตอบแบบสำรวจทั้งหมด
-พรรคประชาธิปัตย์ 107 ท่าน คิดเป็น 2% ของผู้ตอบแบบสำรวจทั้งหมด
-พรรคการเมืองใหม่ 50 ท่าน คิดเป็น 1% ของผู้ตอบแบบสำรวจทั้งหมด
-ใช้สิทธิ์ไม่ลงคะแนนให้พรรคใด 57 ท่าน คิดเป็น 1%
-ไม่ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง 22 ท่าน ไม่ถึง1%
-พรรคภูมิใจไทย 9 ท่าน พรรคเพื่อแผ่นดิน 3 ท่าน พรรคชาติไทยพัฒนา 2 ท่าน พรรคอื่นๆ 16 ท่าน ไม่ถึง 1%


ผลการสำรวจครั้งล่าสุดนี้ ชี้แนวโน้มไปในทิศทางที่ว่าท่านผู้อ่านไทยอีนิวส์ เป็นกลุ่มที่นิยมพรรคเพื่อไทยอย่างท่วมท้น ขณะที่นิยมพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคการเมืองใหม่รองลงมา แต่ในสัดส่วนที่ห่างกันลิบลับ

ละครจะจบอย่างไร เมื่อผู้พิพากษาเหลือทนกับกระบวนการ ยุติ(ความเป็น)ธรรม

ที่มา Thai E-News

โดย คุณ อัคนี คคนัมพร
ที่มา เวบไซต์ โลกวันนี้
22 พฤศจิกายน 2552

เมื่อผู้เขียนพูดว่า หนัง-ละคร กำลังจะจบฉากอีกตอนหนึ่งนั้น ก็มีคนถามว่า มันจะจบลงอย่างไร ในเมื่อรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยังคงมีเสียงข้างมากอยู่ในสภา และพรรคร่วมรัฐบาล ก็ยังไม่มีใครออกอาการว่า จะผละจาก

ข้อนี้ ผู้เขียนก็ยอมรับว่าเป็นความจริง เพราะเหตุว่า ดูจากสีหน้าท่าทางของนายอภิสิทธิ์แล้ว ก็รู้สึกได้ว่า ท่านยังอยู่สุขสบาย ไร้กังวล ยิ้มหยันผู้คนได้เป็นปรกติ ไม่มีความวิตกทุกข์ร้อน ทั้งที่กิเลนประลองเชิง กองเชียร์คนสำคัญ ก็เขียนถึงท่านว่า เวลานี้ กำลังรับบท “พระรามคลุกฝุ่น” แทนหนุมานเสียแล้ว

นายอภิสิทธิ์คงไม่รู้จริงๆ ว่า ประเทศไทยถูกดูดเข้าสู่หลุมดำลึกเพียงใด ภายใต้การบริหาร 10 เดือน ของพรรคประชาธิปัตย์

ตัวนายกฯเองนั้น รับงานปาฐกถา-เปิดงาน และงานพิธีทางสังคมอื่นๆ รวมวันละหลายงาน ก็เลยนึกว่า ตัวเองทำงานหนักเพื่อประเทศชาติ และปัญหาสำคัญจริงๆ ของชาติก็ได้รับการแก้ไขไปมากแล้ว

อนิจจาเอ๋ย! นายกฯหารู้ไม่ว่า การขยันทำงานตัวเป็นเกลียวของท่านนั้น มันเข้าตำรา โง่แล้วขยัน ที่หลายคนพูดกันว่า ผู้นำประเทศยุคราชาธิปไตยนั้น ท่านต้องการประหารคนประเภทนี้ ไม่ใช่เลี้ยงไว้ให้สร้างปัญหา

นายอภิสิทธิ์ นักเรียนอังกฤษผู้ร่ำเรียนวิชาเดียวกันมาจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด แบบเดียวกับท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ไม่รู้ตัวเลยสักนิดเชียวหรือว่า เศรษฐกิจไทยตอนนี้ มันตกอยู่ในสภาพย่ำแย่แค่ไหน

ทางภาคธุรกิจ-อุตสาหกรรม ซึ่งเป็นภาคนำนั้น ย่ำแย่ติดต่อมา 3 ปี หากไม่ได้รับการเยียวยาโดยด่วนเสียภายในปีหน้า ก็จะไม่มีใครสามารถป้องกันไม่ให้ล้มละลายกันได้อีกแล้ว

ทางด้านภาคเกษตรคือรากหญ้า ซึ่งได้แก่รากฐานที่แท้จริงของเศรษฐกิจไทย ดังที่ได้พิสูจน์กันมาแล้วในปี 2540-2544 ว่า ถ้าไม่มีภาคเกษตรคอยค้ำยัน ตอนนั้นเราก็ไม่เหลือสภาพความพอมีพอกินไว้ให้เห็น

คนไทย คงจะต้องถือกะลาขอทานอยู่ตามประเทศมาเลเซียหรือกัมพูชาก็ไม่แน่ !

แต่ภาคเกษตรที่เข้มแข็ง ก็ช่วยค้ำยันสังคมไทยไว้ได้ในครั้งนั้น ถึงวันนี้ ภาคเกษตรกำลังเดินหน้าเข้าสู่ภาวะใกล้โคม่าอีกแล้ว

เมื่อราคาข้าวตกไปอยู่ที่เกวียนละ 5,000-6,000 บาทเท่านั้น ทั้งที่ความเป็นจริงควรจะอยู่ที่ 10,000-12,000 บาท

ยางพารา ก็ควรจะอยู่ที่ กก. ละ 70-80 บาท แทนที่จะเป็น 50-60 บาท

พืชไร่อย่างอื่นที่ปลูกกันในภาคเหนือและภาคอีสานไม่ต้องพูดถึง!

เมื่อเราพูดถึงปัญหาเศรษฐกิจ ถึงแม้ว่า เศรษฐกิจไทย จะย่ำแย่ถึงขั้นกู้เงินเขามากิน กู้เงินเขามาโกงเพียงใด แต่เอาเข้าจริง ปัญหาเศรษฐกิจ ก็ไม่เคยฉุดให้รัฐบาลล้มลงได้ เพราะรัฐบาลทุกรัฐบาล ย่อมมีลูกเล่นด้านงาน Propaganda พอเอาตัวรอดไปได้

เอาเข้าจริง รัฐบาลไทยมักอยู่ไม่รอด เมื่อปัญหาความไม่เป็นธรรมในสังคมมันถึงจุดเดือด หรือพูดง่ายๆ ว่า สำนวนไทยที่ว่า “คับที่อยู่ได้ คับใจอยู่ยาก” นั่นต่างหาก

ปัญหาความเป็นธรรมในสังคมไทยในขณะนี้ รุนแรงถึงจุดเดือด

ผู้พิพากษา 3 ท่าน ที่ออกมาแสดงตัวต่อสาธารณะ เพื่อบอกให้คนรู้ว่า แม้ผู้พิพากษาก็เหลือทนเหมือนกันคือ

1.ท่านมานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ
2.ท่านอุดม มั่งมีดี และ
3.ท่านกีรติ กาญจนรินทร์

ทั้ง 3 ท่านนี้ เปรียบได้กับปรอทที่บอกอุณหภูมิร้อนแรงของความไม่เป็นธรรมในสังคมไทย

ท่านมานิตย์นั้น ท่านพูดมานาน และท่านได้เป็น ส.ส. ไปแล้ว ช่างท่านเถิด

แต่ท่านอุดม มั่งมีดี ที่ออกมากล่าวคำขอโทษคนไทยทั้งประเทศ ที่กระบวนการยุติธรรมไทยใช้กฎหมาย 2 มาตรฐาน มาตลอด 3 ปีนั้น คนที่มีความสำนึกรับผิดชอบต่อสังคมต้องรับฟัง

หรือท่านกีรติ กาญจนรินทร์ ผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ก็เช่นเดียวกัน

ท่านผู้นี้ได้เขียนคำพิพากษาประวัติศาสตร์ สำหรับวงการศาลไทย เมื่อท่านต้องตัดสินคดีที่ ป.ป.ช. ร้องขอให้ลงโทษนายยงยุทธ ติยะไพรัช ฐานแจ้งทรัพย์สินอันเป็นเท็จ

ผู้พิพากษาผู้ซึ่งมีจิตวิญญาณนักประชาธิปไตยท่านนี้ ได้พิพากษาว่า ผู้ร้องไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะผู้ร้องเป็นองค์กรที่ถูกตั้งขึ้นโดย คปค. หรือตอนหลังคือ คมช.

คปค. หรือ คมช. คือผู้ที่ปฏิวัติรัฐประหาร จึงได้อำนาจมาโดยมิชอบโดยวิถีทางประชาธิปไตย

อันที่จริง คปค. หรือ คมช. ได้รับนิรโทษกรรมให้พ้นผิดคดีอาญา มาตรา 113 แล้ว แต่ถึงกระนั้น พวกเขาก็ไม่มีอำนาจที่จะตั้งองค์กรต่างๆ ขึ้นมาจัดการกับคนอื่น

พูดตรงๆ ก็คือ ผู้พิพากษาท่านนี้ ปฏิเสธอำนาจปฏิวัติ

คำพิพากษานี้ จุดไฟในหัวใจประชาชนผู้รักความเป็นธรรมให้ลุกโพลง จุดไฟให้นักประชาธิปไตย ได้เกิดความคึกคัก และมั่นใจในแนวทางต่อสู้ที่ดำเนินมา

ผู้เขียนเห็นว่า รัฐบาลจะอยู่ไม่ได้ เพราะเหตุนี้เป็นหลัก

ส่วนเรื่องพรรคร่วมรัฐบาลนั้น อย่าไปหวังพึ่งเลย

พวกเขาเป็นขอนไม้ผุๆ ลอยน้ำมา แถมมีอสรพิษติดอยู่บนขอนไม้ โขยงใหญ่ด้วย

เมื่อผู้พิพากษา กล่าวคำขอโทษประชาชน 'ศาล ไม่สามารถรักษาความเที่ยงธรรมที่ดีให้บ้านเมืองได้'

ที่มา Thai E-News

โดย ทีมข่าว ไทยอีนิวส์
22 พฤศจิกายน 2552

คลิปวิดิโอ นายอุดม มั่งมีดี (อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ประธานแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศในศาลฎีกา หัวหน้าคณะคดีปกครองในสมัยที่ศาลปกครองยังไม่ตั้งในประเทศไทย อธิบดีศาลอุทธรณ์ภาคหนึ่ง ที่ปรึกษา กกต. ชุดแรก) กล่าวในงานสัมมนาแห่งหนึ่ง ขอโทษประชาชน ที่ศาลไม่สามารถรักษาความเที่ยงธรรมที่ดีให้ชาติบ้านเมืองได้ เน้นย้ำว่า ความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรม ล่มสลายหมดแล้ว เช่นเดียวกับเศรษฐกิจของชาติ

‘…สำคัญที่สุด คือการบังคับใช้กฎหมาย ว่าคนที่เป็นเจ้าหน้าที่ แม้แต่ในวงการศาลก็เหมือนกัน ในวงการองค์กรอิสระต่างๆ นี่ก็เหมือนกัน หรือในระดับผู้หมวดอะไรก็เหมือนกัน ขณะนี้เรายอมรับกันไหมว่า ความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม มันล่มสลายแล้ว ที่เราพูดกันว่า เศรษฐกิจของประเทศมันล่ม มันขาดความเชื่อมั่น มันไม่ได้รับความเชื่อมั่น กระบวนการยุติธรรมก็ล่มสลายครับ ผมขอโทษประชาชน ผมขออภัยประชาชนของประเทศ ที่องค์กรของศาลยุติธรรม ก็ไม่สามารถรักษาความเที่ยงธรรมที่ดีไว้ให้กับชาติบ้านเมืองได้ ขณะนี้วงการศาลยุติธรรมก็แตกกันเป็นหลายความเห็น แตกกันอย่างรุนแรง มาตรฐานไม่เป็นระดับเดียวกัน ที่เรียกกันว่า สองมาตรฐานที่ถูกกล่าวหาน่ะ จริง และถ้าใครไม่เชื่อ มาหาหลักฐานที่ผม ผมมีตัวอย่างทั้งนั้น….’

‘……ความยุติธรรม ไม่ว่าในศาล หรือในวงการชั้นพนักงานสอบสวน หรือในองค์กรอิสระ ขณะนี้มันล่มสลาย ประชาชนขาดความเชื่อถือ ถ้าใครจะยังไม่ยอมรับความจริงของความรู้สึกของประชาชนในส่วนนี้ ก็คงจะต้องเสียใจ และเป็นพวกที่ ดันทุรัง ไม่รับรู้ความเป็นจริง ที่ผลิตขึ้น ที่มีอยู่ ที่ปรากฏอยู่ในบ้านเมือง ถ้ารู้แล้ว ไม่แก้ไขปรับปรุง ยังแข่งขัน ยังแย่งชิงกันอยู่ ก็คงจะไปสู่ความรู้สึกของผมที่เคยพูด เคยคิดในสมัยเมื่อผมเรียนมัธยมว่า ประเทศไทยนี่ มันเจริญยาก คงเจริญยาก ….. ‘

video