WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, November 26, 2009

วิกฤตที่ยิ่งกว่าที่สุดในโลก

ที่มา มติชน

โดย บุญเลิศ ช้างใหญ่



เหตุการณ์ความสับสน ปั่นป่วน วุ่นวายทางการเมืองที่เกิดขึ้นในประเทศไทยที่เกิด "วิกฤตศรัทธา" กับรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีมวลชนออกมาต่อต้าน ขับไล่จน พ.ต.ท.ทักษิณตัดสินใจยุบสภาเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2549 และเมื่อจัดการเลือกตั้งปรากฏว่า 3 พรรคการเมืองฝ่ายค้านประกอบด้วยประชาธิปัตย์ ชาติไทย และมหาชน พร้อมใจกันบอยคอต ไม่ส่งสมาชิกลงแข่งขันเลือกตั้ง ต่อเนื่องมาจนถึงปลายเดือนเมษายน 2549

"เดี๋ยวนี้เป็นเวลาที่วิกฤตที่สุดในโลก"

เป็นพระราชดำรัสตอนหนึ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานแก่ผู้พิพากษาประจำศาล สำนักงานศาลยุติธรรม ที่เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทเพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2549 ณ พระตำหนักเปี่ยมสุข วังไกลกังวล ประจวบคีรีขันธ์

หลังจากมีพระราชดำรัสกับผู้พิพากษาศาลฎีกาและก่อนนั้น (วันเดียวกัน) ก็มีพระราชดำรัสกับคณะตุลาการศาลปกครองสูงสุดที่เข้าเฝ้าฯถวายสัตย์ปฏิญาณ ได้มีคำวินิจฉัย และคำพิพากษาของศาลปกครอง ศาลฎีกาและศาลรัฐธรรมนูญในเวลาต่อมาในคดีต่างๆ เกี่ยวกับการจัดการเลือกตั้ง ส.ส.วันที่ 2 เมษายน 2549 ที่สำคัญคือ ให้การเลือกตั้ง ส.ส.เป็นโมฆะ ต้องจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่

จากนั้นมา ความยุ่งเหยิงทางการเมืองก็มิได้เบาบางลง ทั้งๆ ที่วันเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่ถูกกำหนดขึ้น ในวันที่ 15 ตุลาคม 2549 ตามพระราชกฤษฎีกาแก้ไขเพิ่มเติมกำหนดวันเลือกตั้ง ส.ส.ซึ่งมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2549

ที่สำคัญ นายอาสา สารสิน ราชเลขาธิการได้นำหนังสือตราครุฑลับเฉพาะ ด่วนที่สุด อัญเชิญพระราชกระแสประกอบพระราชกฤษฎีกาเพื่อเรียนต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีโดยตรง พระราชกระแสที่ปรากฏในหนังสือมี 2 ข้อ ดังนี้

1.เหตุผลที่ทรงลงพระปรมาภิไธยในพระราชกฤษฎีกานั้นก็เพราะมีพระราชประสงค์จะเห็นประเทศชาติกลับไปสู่ความสงบเรียบร้อยโดยเร็วและ

2.ทรงมีพระราชประสงค์ให้การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่จะมีขึ้นในคราวต่อไป เป็นไปด้วยความเรียบร้อย บริสุทธิ์และยุติธรรมอย่างแท้จริง

จึงกราบเรียนมาเพื่อโปรดดำเนินการสนองพระราชกระแสโดยด่วน - นี่เป็นบันทึกข้อความของราชเลขาธิการ

แต่แล้วในวันที่ 19 กันยายน 2549 รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณที่รักษาการก็ถูกรัฐประหารโดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มี พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบก เป็นหัวหน้าคณะรัฐประหาร ก่อนถึงวันเลือกตั้งไม่ถึง 1 เดือน อย่างนี้จะถือว่าขัดต่อพระราชประสงค์ของพระมหากษัตริย์หรือไม่ ?!?

จาก 19 กันยายน 2549 มาถึงวันนี้ วันที่ใกล้จะสิ้นเดือนพฤศจิกายน 2552 และกำลังจะเข้าสู่ศักราชใหม่ 2553 เป็นเวลา 3 ปีเศษ ความโกลาหลของบ้าน เมือง ความขัดแย้ง แตกแยกของนักการเมืองและคนไทยกลับทวีขึ้น ต่างฝ่ายต่างมองอีกฝ่ายเป็นศัตรูที่จ้องจะห้ำหั่นกัน เหตุการณ์จลาจลนองเลือดเข้าสู่ขั้น "กลียุค" จากน้ำมือของมวลชนกระทำต่อมวลชนและตำรวจ-ทหารใช้อาวุธและกฎหมายกระทำกับมวลชนเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า มีคนตายและเจ็บจำนวนมาก

ทำเนียบรัฐบาลถูกพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยบุกเข้าไปยึดนาน 3-4 เดือน สนามบินดอนเมืองและสนามบินสุวรรณภูมิถูกปิดนานนับสัปดาห์ เสียหายเป็นเงินมหาศาล โดยที่การดำเนินคดีของตำรวจยังอืดอาดล่าช้าคล้ายกับเจตนาจะถ่วงรั้งเอาไว้ให้นานที่สุดเพื่อจะช่วยเหลือพวกเดียวกัน ทำให้เป็นข้อโจมตีจากอีกฝ่ายว่าเมื่อบ้านเมืองนี้ไม่มีความเป็นธรรม อย่าหวังเลยที่จะเกิดความปรองดองและความสงบสุข

แต่นั่นก็ยังไม่ร้ายแรงเท่ากับการขาดความเชื่อมั่นของต่างชาติที่มีต่อประเทศไทยซึ่งกระทบต่อการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และภาพลักษณ์ที่ตกต่ำกลายเป็น "บ้านป่าเมืองเถื่อน" เหนืออื่นใด ความย่อยยับของประเทศที่มิอาจประเมินค่าเป็นทรัพย์สินเงินทองได้ ก็คือ

การที่นักการเมือง/พรรคการเมืองและมวลชนที่ต่างสีเสื้อใส่ร้าย ป้ายสี ด่าทอ สาดโคลนกันไปมาตลอดเวลาแล้วก็ใช้ความรุนแรงสารพัดรูปแบบเข้าประหัตประหาร ราวกับไม่ใช่คนไทยด้วยกัน

ยังพยากรณ์ไม่ได้ว่าการนัดชุมนุมใหญ่ของคนเสื้อแดงในกรุงเทพฯตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน-2 ธันวาคมนี้ เพื่อกดดันให้นายอภิสิทธิ์ยุบสภาจะเกิดเหตุการณ์นองเลือดอีกครั้งหนึ่งหรือไม่ และจะนำพาประเทศไทยและคนไทยถลำลึกไปสู่ห้วงเหวแห่งความหายนะล่มจมอีกแค่ไหน แต่สิ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้ก็คือ

สถานการณ์ในปัจจุบันนี้ ได้เลยห้วงเวลาของวิกฤตที่สุดในโลกมานานแล้วและวิกฤตมากเกินกว่าจะที่ใครจะคาดคิด!

ถามว่าใครจะแก้ "วิกฤตที่ยิ่งกว่าที่สุดในโลก" ดูแล้วก็ไม่เห็นมีใครจะแก้ไขได้ นักการเมืองและพรรคการเมืองเอาแต่ตั้งหน้าตั้งตาล้างผลาญกันเอง อ้างแต่หลักกฎหมายหรือหลักนิติศาสตร์และอ้างว่ามีอำนาจเต็มที่จะจัดการเพราะเป็นรัฐบาลโดยแกล้งมองข้ามหลักรัฐศาสตร์ที่ต้องใช้ "การเมือง" เข้ามาผสมผสาน อีกทั้งลืมไปว่าการเป็นรัฐบาลที่ดีนั้น มีหน้าที่แก้ไขปัญหาบ้านเมือง ความทุกข์ยาก เดือดร้อนของประชาชนทั้งประเทศให้กินดีอยู่ดี มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ไม่ใช่มัวแต่จะคอยหักโค่นอีกฝ่ายหนึ่งอย่างมัวเมาในอำนาจ จนบ้านเมืองลุกเป็นไฟอยู่ในเวลานี้

ข้าราชการประจำโดยเฉพาะทหาร ตำรวจ ก็ตกเป็นเครื่องมือให้ผู้มีอำนาจนำไปใช้เพื่อประโยชน์ในทางการเมืองเพื่อให้พรรคพวกของตนเป็นฝ่ายชนะ โดยไม่มีหลักประกันใดๆ ว่าประเทศจะก้าวข้ามวิกฤตที่ยิ่งกว่าที่สุดในโลกไปได้อย่างไร ?

ผู้ปกครองประเทศที่หลงในอำนาจไม่ว่าจะพูดอะไรหรือกระทำการใดในแต่ละวัน มิได้คำนึงเลยว่า ในขณะนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อยู่ในพระอาการประชวร ยังไม่ได้เสด็จออกจากจากโรงพยาบาลศิริราชเพื่อกลับพระราชวัง พระองค์จะทรงเป็นทุกข์ขนาดไหนเมื่อเห็นคนไทยทะเลาะและทุบตีทำร้ายกันกลางบ้านกลางเมือง ไม่รู้จักเลิกรากันเสียที

"เราต้องให้พรทุกฝ่าย ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน ให้กำลังทำได้ดี แต่วันนี้ ไม่พูดให้ทำอะไร ทะเลาะกันไม่เอา ไม่ทะเลาะ ให้ทำอะไรที่ดูดี และอย่าคิดเกิน อย่าเลยเถิด แต่ถ้าทุกคนทำงานเหมาะสม บ้านเมืองไปได้ ให้แต่ละคนไปได้ ไม่ใช่มีการหัวชนฝา......"

พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2548 ที่อัญเชิญมานี้ ควรที่ผู้มีอำนาจทั้งนักการเมือง ผู้นำเหล่าทัพและตำรวจ ตลอด จนทุกฝักทุกฝ่ายควรกลับไปอ่านแล้วประชุมปรึกษาหารือกันว่าจะน้อมนำไปปฏิบัติอย่างไรจึงจะทำให้คนไทยเลิกทะเลาะกันแล้วปิดฉาก "สงครามกลางเมือง" กันเสียตั้งแต่บัดนี้ ก่อนที่บ้านเมืองจะหายนะล่มจมและคนไทยต้องฆ่ากันให้เจ็บและตายไปมากกว่านี้

"เสื้อแดง"เลื่อนชุมนุม สัญญาณตรง"ทักษิณ" หวั่นซ้ำรอย"สงกรานต์เลือด"

ที่มา มติชน



ในที่สุด "วีระ มุสิกพงศ์" แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ก็ออกมาแถลงผลการหารือของแกนนำคนเสื้อแดงที่มีมติให้เลื่อนการนัดชุมนุมใหญ่ในวันที่ 28 พฤศจิกายน ถึง 2 ธันวาคม ออกไปก่อน โดยให้เหตุผลว่า "เราจะแสดงความรับผิดชอบต่อบ้านเมือง เพื่อแสดงความจงรักภักดีต่อสถาบันโดยความบริสุทธิ์ใจ กลุ่มคนเสื้อแดงตกลงใจที่จะเลื่อนการชุมนุมในวันที่ 28 พฤศจิกายน ออกไปอย่างไม่มีกำหนด และของดการชุมนุม

แต่การเลื่อนการชุมนุนครั้งนี้ก็เป็นเพียงการพักรบชั่วคราวเพราะ "วีระ" ยืนยันว่าจะนัดหมายประชุมเพื่อกำหนดท่าทีอีกครั้งว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไปกลางเดือนธันวาคมนี้

แต่ทั้งนี้คงไม่มีใครปฏิเสธว่า การเลื่อนการชุมนุนครั้งนี้เพราะสัญญาณตรงส่งมาจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จากการเปิดเผยของ "สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล" ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย (พท.) ที่ออกมาระบุว่า "การประชุม ส.ส.พรรคเพื่อไทยเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ต.ท.ทักษิณ ได้วิดีโอลิงก์มาผ่านไปยังแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงว่าการชุมนุมระหว่างนี้อาจเป็นช่วงเวลาไม่เหมาะสม เพราะฟังจากกระแสคนก็ไม่เห็นด้วยเยอะ จึงอยากให้แกนนำกลับไปลองคิดและปรึกษากันดู ขณะเดียวกัน ส.ส.ส่วนใหญ่ของพรรค พท.ก็ไม่เห็นด้วยกับการชุมนุมช่วงเวลานี้ ดังนั้น เชื่อว่าคนเสื้อแดงอาจจะเลื่อนการชุมนุมออกไปก็ได้"

เป็นการยืนยันถึงความเชื่อมโยงระหว่าง พ.ต.ท.ทักษิณและคนเสื้อแดงที่ยากจะปฏิเสธ

สัญญาณที่ พ.ต.ท.ทักษิณส่งตรงไปที่คนเสื้อแดงให้เลื่อนการชุมนุมออกไปเป็นเพราะกระแสความไม่มีเอกภาพทางความคิดของคนเสื้อแดงกับสมาชิกพรรคเพื่อไทย

เพราะมีกระข่าวเล็ดลอดออกมาตลอดว่า ส.ส.เพื่อไทยไม่เห็นด้วยกับการชุมนุมในช่วงดังกล่าว เนื่องจากทุกวันนี้ "พ.ต.ท.ทักษิณ" ก็มีจุดอ่อนถูกฝ่ายตรงข้ามนำไปโจมตีในเรื่อง "ความจงรักภักดี"

และอย่าลืมว่าตลอดทั้งเดือนธันวาคมมีวันเฉลิมพระชนมพรรษา เป็นช่วงเวลาเทศกาลแห่งความสุข เป็นเดือนแห่งการเฉลิมฉลอง ความสนใจของผู้คนส่วนใหญ่ย่อมอยากเห็นบรรยากาศที่มีแต่รอยยิ้มและความสุขของคนไทยที่นับวันค่อนข้างจะเหือดหายไปทั้งจากเหตุผลทางการเมืองและเศรษฐกิจในรอบหลายปีที่ผ่านมา

ที่สำคัญคนเสื้อแดงคงไม่ลืมบทเรียนความวุ่นวายในเหตุการณ์สงกรานต์วิปโยคที่ผ่านมา

ยิ่งเสียงเตือนที่ออกจากปาก "พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี" สมาชิกพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์รายการ ลับ ลวง พราง ออกมาเตือนการเดินเกมของคนเสื้อแดงว่า "จังหวะนี้ยังไม่เหมาะสมเพราะจะไปกระทบในวันที่ 5 ธันวาคม เหมือนเหตุการณ์เมื่อวันสงกรานต์ที่ผ่านมา ตนเคยท้วงว่าไม่เหมาะ จังหวะไม่เหมาะ เพราะคนอยากกลับบ้านไปเล่นสงกรานต์ การเดินเกมของกลุ่มคนเสื้อแดงกับพรรคเพื่อไทยนั้นแยกกันเดิน ไม่ได้ห้ามปรามเสื้อแดง เพียงแต่อยากจะให้แนวคิดว่าวันเวลา จังหวะนี้ไม่ถูกต้อง" เป็นการนำรอยด่างของคนเสื้อแดงมาย้ำเตือนการตัดสินใจที่มุทะลุดุดัน ไม่ฟังเสียงรอบข้างและขาดการวางแผนที่ดี จนต้องกลายเป็นจำเลยสังคมมาทุกวันนี้

ที่สำคัญอย่าลืมว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เตรียมรับมือกับการชุมนุมของคนเสื้อแดงอย่างรอบด้าน

การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน มีมติให้ประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงในราชอาณาจักร ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) ทั้งนี้ "อภิสิทธิ์" อธิบายเหตุผลตอกย้ำว่า "เป็นช่วงที่รัฐบาลต้องเตรียมจัดงานพระราชพิธีและรัฐพิธี รวมไปถึงงานเฉลิมพระชนมพรรษา ต้องใช้พื้นที่กลางเมืองและพิธีต่างๆ ตั้งแต่ปลายเดือนพฤศจิกายนถึงต้นเดือนธันวาคม โดยเฉพาะกรณีทหารที่ต้องรวมพลและซ้อมสวนสนาม

และอ้างเหตุที่ต้องประกาศ พ.ร.บ.ครอบคุมทั้งกรุงเทพฯว่า "แผนของผู้ชุมนุมจะกระจายไปตามพื้นที่ต่างๆ รัฐบาลต้องการดูแลทุกอย่างให้อยู่ในความสงบเรียบร้อย ไม่ให้มีผลกระทบต่อประชาชน หากจะไปรอให้ผู้ชุมนุมกระจายไปตามพื้นที่ต่างๆ แล้วจึงออกประกาศตามมาจะไม่ทัน"

ในทางการเมืองก็สร้างภาพลักษณ์ติดลบให้กองทัพเสื้อแดงผ่านคำแถลงของ "ปณิธาน วัฒนายากร" รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า "กลุ่มคนเสื้อแดงตั้งใจจะระดมคนให้ได้มากหวังสร้างเงื่อนไขหลังวันที่ 30 พฤศจิกายนเป็นต้นไป โดยจะกระจายกำลังคนไปตามสถานที่ต่างๆ ซึ่งมีทั้งแรงงานต่างด้าว คนที่ผ่านการฝึกอบรม แกนนำรุ่นใหม่ที่เป็นพวกหัวรุนแรง ดังนั้น ถ้ามีการดาวกระจายแล้วภาครัฐจัดระบบไม่ดี อาจเกิดการปะทะกัน และทำให้ประชาชนลุกฮือขึ้นมาได้ เพราะวัตถุประสงค์ของกลุ่มคนเสื้อแดงคือทำให้เห็นว่ารัฐบาลไม่อยู่ในสถานะที่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ โดยเฉพาะการไม่สามารถดูแลการจัดพระราชพิธีสำคัญให้ผ่านพ้นไปด้วยความเรียบร้อยได้ ยอมรับว่าการชุมนุมกลุ่มเสื้อแดงครั้งนี้มีแนวโน้มเหมือนเหตุการณ์ชุมนุมเดือนเมษายนที่ผ่านมา"

ถือเป็นยุทธวิธีการกระพือข่าวย้อนให้คนกลับไปนึกสภาพของกรุงเทพฯในช่วงสงกรานต์เลือดที่ผ่านมาอย่างแยบยล ทำให้คนเสื้อแดงต้องกลับไปฉุกคิด

การเลื่อนการชุมนุมของบรรดาคนเสื้อแดงครั้งนี้ถือเป็นการต่อลมหายใจให้รัฐบาลได้ตั้งหลักบริหารประเทศโดยไม่มีม็อบมารบกวนจิตใจสักระยะหนึ่ง

แต่เมื่อดูเงื่อนไขแวดล้อมและกรอบเวลาแล้ว

นับแต่ต้นปี 2553 "รัฐบาลอภิสิทธิ์" คงต้องเผชิญกับศึกใหญ่ที่อาจเดิมพันด้วยความอยู่รอดของรัฐบาลและการเลือกตั้งใหญ่ที่อยู่ไม่ไกลนัก...

คว่ำพ.ร.บ.สตง.

ที่มา เดลินิวส์

ก่อนอื่น ขอแสดงความเสียใจและไว้อาลัยร่วมกับครอบครัวของอดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 25 สมัคร สุนทรเวช ซึ่งได้ ถึงแก่อนิจกรรม อังคาร 24 พ.ย. ด้วยโรคมะเร็งขั้วตับ หลังรักษาตัวอยู่นานหลายเดือน

เคยเป็นขวาตกขอบ มีส่วนในเหตุ การณ์ 6 ตุลาฯเลือด เป็นศัตรูหมายเลข หนึ่งของนักศึกษาที่พลีชีพต่อสู้อำมาตย์ เพื่อประชาธิปไตย แต่แล้วก็ต้องมาเป็นหัวหมู่ทะลวงฟันต่อสู้หัวขบวนอำมาตย์ รักษาประชาธิปไตยไว้

หลังคมช.ลากรถถังออกมาฉีกรัฐธรรมนูญ และล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เป็นหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ก่อนถูกยุบ และถูกกำจัดตกเก้าอี้ โดย อ้างพจนานุกรม เพราะทำรายการอาหาร ชิมไป บ่นไป

เป็นนักการเมืองที่ลมหายใจเต็มไปด้วยสีสัน และรายละเอียดเหลือคณานับ วันนี้ นาย สมัคร ได้จากไปอย่างสงบด้วย วัย 74 ปี และได้รับพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ ณ วัดเบญจมบพิตรฯ

ด้วยพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

หันกลับมาหาข่าวใหญ่ ที่ไม่อยู่ในกระแส เมื่อวุฒิฯคว่ำ พ.ร.บ. ประกอบรธน. ว่าด้วย การตรวจเงินแผ่นดินในวาระ 3 เมื่อจันทร์ 23 พ.ย. โดยวุฒิฯเห็นชอบ 70 เสียง ไม่เห็นชอบ 53 งดออกเสียง 16 และไม่ลงคะแนน 2 เสียง

ตกไป เพราะคะแนนเห็นชอบไม่ถึงกึ่งหนึ่งตามรธน.คือ 75 เสียง

นี่สิ ต้องปรบมือให้ ทำหน้าที่ได้สมศักดิ์ศรีเลย หลังจากที่ผ่าน ๆ มา ปล่อย ส.ว.ลากตั้งหลายสิบคน สวมบทพระเอกฝ่ายเดียว ฉุดภาพวุฒิสภาตกต่ำ เต็มไปด้วยอคติ ความคิดสุดขั้ว ไล่ล่าคน ๆ เดียวจนไร้สติ

ไม่เป็นที่พึ่งประชาชนแม้แต่น้อย

พ.ร.บ.นี้ให้อำนาจ สตง. ล้นฟ้า ทำ หน้าที่แทน อัยการ ป.ป.ช. และตำรวจ ตั้งข้อหาเอง สอบสวนเอง สรุปเอง ฟ้องเอง เบ็ดเสร็จ แค่นี้ก็ขัดหลักการ ถ่วง ดุลอำนาจ และการตรวจสอบ อย่างชัดเจนแล้ว

ข้ออ้างคือ เพื่อฟาดฟันคนชั่ว คนทุจริต ให้สิ้นซาก ก็ดี แต่มีอะไรรับประกันว่า อำนาจล้นฟ้านี้ จะไม่เลือกปฏิบัติ หรือฟาดฟันแต่ฝ่ายตรงข้าม ยิ่งในยุคทำลายล้าง ยิ่งต้องถ่วงดุล เพื่อความเป็นธรรม

มีตัวอย่างให้เห็นมาแล้ว คดีทุจริตรถและเรือดับเพลิงกทม. 6,000 ล้าน คตส.ชุด นาม ยิ้มแย้ม สั่งไม่ฟ้อง อภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตผู้ว่าฯกทม. ทั้งที่ลงนามเปิด แอลซี ขณะที่ผู้เกี่ยวข้องรวมทั้งปลัดกทม. โดนเรียบ !!!

ป.ป.ช.สั่งสอบใหม่ มีการฟ้อง อภิรักษ์ ในที่สุด ผิดถูก ก็ไปพิสูจน์ที่ศาล อย่างนี้ ยุติธรรม

ยังมีกรณีที่ ผู้บริหาร สตง. มีเรื่องถูกฟ้องร้อง เกี่ยวกับ ธรรมาภิบาล อมเงินหลวง เอาสายเลือดตัวเองนั่งเก้าอี้สำคัญ เบิกเงินไปทัวร์นอกบานฉ่ำ ร่ำรวยผิดปกติ อำพรางเส้นทางการถือเงิน ฯลฯ

ที่สำคัญ ม.116 ว่าด้วย บทเฉพาะกาล เปิดช่องให้ผู้บริหารชุดเก่ามานั่งเป็นประธาน คตง. ได้แบบเต็ม ๆ (ห้ามมิให้นำบทบัญญัติเกี่ยวกับการห้ามดำรงตำแหน่งเกิน 1 วาระมาใช้กับผู้ที่เคยเป็น กก.คตง. เมื่อ ปี 2540)

เท่ากับ “ล็อกสเปก” ล่วงหน้า

แล้วประธาน คตง. คือ 1 ใน 7 ของ กก. สรรหา ส.ว.ตามที่รธน.ปิศาจกำหนดอีก จึงเป็นไปได้สูงที่จะเลือก ส.ว.ที่เอื้อประโยชน์ให้ตนเอง กลับมาเป็น ส.ว. ลากตั้ง อีก 6 ปี มิน่า ส.ว.ในสังกัด ถึงล็อบบี้กันหนักหน่วง

นี่หรือ ธรรมาภิบาล

ดีแล้วที่ตกไป ก็อยู่ที่สภาผู้แทนฯ หากยืนยันเกินกึ่งหนึ่งของ ส.ส.ในสภา อีก รอบ ก็เป็นกฎหมายได้เลย แต่ต้องถามตัวเอง ปล่อยให้กฎหมาย “ฮิตเลอร์” ผ่านสภาที่ประชาชนเลือกมาได้ยังไง.

ดาวประกายพรึก

แค่จี้แต้มหายก็ขย่มได้

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_49248

โดย "เฉลย" ที่จับทางได้จากคิวที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ส่งเสียงผ่านรายการวิทยุอินเตอร์เน็ตช่วงค่ำวันที่ 24 พฤศจิกายน

"วันนี้ครบรอบ 365 วันที่พันธมิตรฯยึดสนามบิน แต่รัฐบาลไม่กล้าลงโทษ เพราะแกนนำมานั่งเป็น รมว.ต่างประเทศ แต่เกษตรกรไปปิดถนนถูกจำคุก 6 เดือน กรณี 7 ตุลาฯ ตำรวจใช้ขั้นตอนถูกต้องทุกอย่าง แต่ถูก ป.ป.ช.จัดการจนต้องออกจากราชการ ขณะที่ตำรวจอีกคนหนึ่งถูกหมายจับคดีฆ่านักธุรกิจซาอุฯแต่ไม่เป็นไร"

"เขี่ยฝอยฟื้นตะเข็บ" ประจานสองมาตรฐาน

นี่แหละ "คำตอบที่ต้องการ" คลี่โจทย์ยุทธศาสตร์โหมตีปี๊บดีเดย์ชุมนุมใหญ่ของม็อบคนเสื้อแดง ที่ยั่วจนรัฐบาล "อภิสิทธิ์ชน" ตัดสินใจงัดกระบองขู่

ประกาศ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพมหานคร ลากยาวตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายนจนถึงวันที่ 14 ธันวาคม

แต่สุดท้ายก็เป็น "นายใหญ่" ที่ส่งสัญญาณ สะกิดแกนนำม็อบเสื้อแดงใส่เกียร์ถอย ยกเลิกคิวนัดชุมนุมใหญ่ในห้วงเวลาก้ำกึ่งกับวันมหามงคล
แหย่ให้หลงกล ยั่วให้ป่วนแล้วถอย

ตามจังหวะ "เล่นยาก" ของเครือข่าย "ทักษิณ" ที่ต้องประคองเกม "คั่วไพ่หลายหน้า"

มุมหนึ่งก็ต้องกั๊กฝ่ายคุมเกมอำนาจประเทศไทย ไม่ให้ส่งซิกทหารออกมาปฏิวัติรัฐประหาร ล้มกระดานนักเลือกตั้ง

ปิดโอกาสทิ้งไพ่ที่เหนือกว่าของยี่ห้อ "เพื่อไทย"

อีกหน้าหนึ่ง "นายใหญ่" ก็ต้องเทกแอ็กชั่น อาศัยการเคลื่อนของกองกำลังเสื้อแดงลุยขู่

ลุยปลอบกับฝ่ายอำมาตย์ เปิดทางเจรจาต่อรอง เคลียร์ "ชนักปักหลัง" โดยเฉพาะคดียึดอภิมหาขุมทรัพย์ 76,000 ล้านบาท ที่งวดเข้ามาทุกขณะ

อย่างล่าสุดที่อดีตนายกฯทักษิณส่งเทียบผ่านโพสต์ทวิตเตอร์ถึง "ป๋าเปรม" พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ แบะท่ารับมุกกับข้อเสนอให้ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากัน

พร้อมกลับหลังหัน 180 องศา เจรจาสงบศึก

โดยลีลายึกๆยักๆ กั๊กกันตามเงื่อนไข อ่านกันเบื้องต้น สงครามครั้งสุดท้ายของกองกำลังเสื้อแดง ยังไม่น่ามีอะไรในกอไผ่

ไหนจะห้วงวันมหามงคล ไหนจะช่วงเทศกาลฉลองปีใหม่ ดูยังไงก็ "ผิดคิว"

โน่นแหละ รอไปลุ้นคว่ำลุ้นหงายกันต้นปีหน้า ช่วงเปิดสภาสมัยสามัญทั่วไป

เกมในสภาผู้แทนราษฎรเปิดให้ฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย ได้คิวยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล เน้นเป้าเชือดไปที่ยี่ห้อประชาธิปัตย์ ในจังหวะรับมุกกันพอดีกับม็อบเสื้อแดงโหมโรงการเมืองบนท้องถนน

ตีขนาบ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ที่กำลังโดนเขม่นจากพรรคร่วมรัฐบาล

เข้าทาง "ขาใหญ่" ที่รอจังหวะตบหน้า เอาคืน "เด็กแสบ"

แบบที่ต้องรีบเคลียร์ใจกันก่อนเจอมุก "เสียงหาย" ในลีลาที่ "เทพเทือก" นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ผู้จัดการใหญ่รัฐบาล เงี่ยหูฟังเสียงบ่นของพรรคร่วมรัฐบาล

"ผมยังไม่ได้รับคำบ่น มีแต่ผ่านสื่อ ผมก็เลยไม่แน่ใจว่าตกลงใครบ่น"

แต่พูดไปก็แบะท่าไป พร้อมรับฟังปัญหาคาใจในวงอาหารจีนมื้อค่ำ

ที่โรงแรมพลาซ่า แอทธินี สะท้อนผ่าน "บิ๊กเติ้ง" นายบรรหาร ศิลปอาชา แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา

ขอให้บอกกันมาตรงๆ

เขี้ยวระดับ "เทพเทือก" อ่านขาดว่า ประชาธิปัตย์จะต้องเจอกับอะไร

เอาเป็นว่า ยังไม่ต้องมองถึงคิวอภิปรายไม่ไว้วางใจ เอาแค่ควันหลงจากคิวที่ประชุมวุฒิสภา มีมติคว่ำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ
ว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน

และตามกระบวนการวุฒิสภาต้องตีกลับมายังประธานสภาฯ ก่อนส่งเรื่องกลับไปที่คณะรัฐมนตรี

วนมาจบตรงที่ รัฐบาลต้องรับผิดชอบเต็มๆ

ในจังหวะไล่บี้ นายวิทยา บุรณศิริ ประธานวิปฝ่ายค้าน ได้ทีขย่มซ้ำ

"รัฐบาลงานเข้าอีกแล้ว"

พร้อมกับตอกลิ่มดักคอ เชื่อว่า รัฐบาลจะต้องดองเรื่องไว้ เพราะล่าสุดพรรคกิจสังคมได้ถอนรายชื่อออกจากการสนับสนุนร่างดังกล่าว รวมถึงพรรคภูมิใจไทยก็ไม่เอา

เขย่าตัวเลข จี้จุดแต้มหนุนของพรรคร่วมรัฐบาล

งานแบบนี้ เข้าทางฝ่ายค้านถนัดอยู่แล้ว.

ทีมข่าวการเมือง

ในความทรงจำ

ที่มา ไทยรัฐ

คุณสมัคร สุนทรเวช กับผมไม่ใช่ในฐานะอดีต รมว.มหาดไทย อดีต รมว.คมนาคม อดีตนายกรัฐมนตรี หรืออดีตหัวหน้าพรรคประชากรไทย จนกระทั่งอดีตหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ผมรู้จักกับคุณสมัครอีกรูปแบบหนึ่งเป็นคุณสมัครธรรมดาๆ

เดินดินกินข้าวแกง

คุณสมัครไม่ได้รอบรู้เรื่องอาหารการกินอย่างเดียว แต่คุณสมัครรอบรู้หลายเรื่อง เป็นคนช่างสังเกต ช่างพูด ช่างคุย ช่างติอะไรที่อยู่รอบตัวคุณสมัครถูกเรียนรู้จนหมด วันหนึ่งคุณสมัครไปนั่งกินขนมจีนโรงอาหารหลังกระทรวงคมนาคม คุณสมัครกินไปวิจารณ์ไป โดยไม่สนใจผู้ร่วมวง กินเสร็จก็จ่ายเงิน หยิบแบงก์ยี่สิบออกมาจากกระเป๋าเป็นปึก เลี้ยงนักข่าวที่ร่วมวงพลอยอิ่มท้องฟรีไปด้วย

พูดกันตรงไปตรงมา คุณสมัครเป็นคน ปากร้ายใจดี พูดจา โผงผาง แต่ไม่เคยยึดติดคิดร้ายกับใคร คนที่ถูกคุณสมัครด่าหรือตำหนิเป็นวาระจดจำไปนาน ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ ผู้ร่วมงานหรือนักข่าว

โดนกันถ้วนหน้า

สุดท้ายก็ไม่มีใครผูกใจเจ็บ เพราะรู้ว่าอย่างไรเสีย คุณสมัครก็ไม่ได้อาฆาตมาดร้าย วันพรุ่งนี้ก็มาเริ่มต้นงานกันใหม่ สมัยผมทำข่าว คุณสมัครไม่ได้สนิทกับใครเป็นพิเศษ ยกเว้นผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์เดลิมิร์เรอร์ที่คุณสมัครดูแลอยู่ อาทิ คุณสุวิทย์ สุทธิประภา ช่อง 9 บางทีก็จะพูดเรื่องงาน บางทีก็จะแซวเล่น นักข่าวที่ตามทำข่าวรู้ดี จะสัมภาษณ์ก็ต้องดูอารมณ์หน่อยว่าจอยหรือไม่จอย

นักข่าวที่ว่าเซียนแค่ไหน ถ้าจดคำสัมภาษณ์ของคุณสมัครได้ครบถ้วนกระบวนความก็ต้องถือว่าแน่ เพราะคุณสมัครจะพูดเร็ว จากอีกเรื่องไปสู่อีกเรื่อง แล้วกลับมาเรื่องเดิมได้ในพริบตาเดียว ตาม ไม่ทัน

จึงต้องใช้วิธีอัดเทป ถ้าเรื่องมากหน่อยก็ต้องแกะเทปกันครึ่งค่อนวัน ถ้าอารมณ์ดีหน่อยคุณสมัครก็จะมานั่งในห้องนักข่าว เล่าเรื่องโน้นเรื่องนี้ให้ฟังหัวเราะเอิ๊กอ๊าก เวลาอารมณ์ไม่ดีก็ตัวใครตัวมัน

คุณสมัครบัญญัติคำศัพท์ทางการเมืองไว้เยอะ อาทิ กระเหี้ยน กระหือรือ โคลงกลอน บทความหรือเรื่องสั้นก็มีให้เห็น เมื่อเร็วๆนี้ ต่วยตูนยังเอาเรื่องที่คุณสมัครเขียนไว้มาลง 2-3 เล่มติดต่อกัน ชีวิตประวัติของคุณสมัครคงจาระไนไม่หมดแน่

ส่วนใหญ่นักข่าวอาวุโสๆจะไม่ค่อยชอบคุณสมัคร มีประวัติกันมาตั้งแต่สมัยคุณสมัครเล่นการเมืองใหม่ๆ เข้าใจว่า ในฐานะคุณสมัครก็เป็นสื่อมวลชนคนหนึ่ง เห็นโลกมามาก ผ่านวิกฤติบ้านเมืองมาเยอะก็เลยเข้าใจนักข่าวมากขึ้น ระยะหลังๆก็ไม่ค่อยมีปัญหาอะไรกัน

ลึกๆ สิ่งที่คุณสมัครยึดถือและเทิดทูนคือ สถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่เคยเปลี่ยนแปลง การต้องใช้ชีวิตอยู่บนสนามการเมืองใหญ่ครั้งสุดท้ายของคุณสมัคร ผมเข้าใจว่า คุณสมัครรู้สึกเจ็บปวดที่สุดจนคุณสมัครมีความต้องการหันหลังให้กับทุกสิ่งทุกอย่างโดยสิ้นเชิงใช้ชีวิตที่สงบกับครอบครัวอย่างมีความสุข

จึงค้นพบความสุขที่แท้จริงในชีวิตของคุณสมัคร.

หมัดเหล็ก

สมัคร สุนทรเวชลุงรักแมวผู้ยิ่งใหญ่

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_49073

สมัคร สุนทรเวช...เป็นนักการเมืองที่แวดวงสื่อมวลชนรู้กันเป็นอย่างดีว่า มีวาจาที่เผ็ดร้อน และมักมีวิวาทะหนักแน่นกับสื่อมวลชนอยู่เสมอ

ช่วงเลือกตั้งปลายปี 2550 ยิ่งมีวิวาทะกับสื่อหลายครั้ง เมื่อครั้งที่นักข่าวถามถึงปัญหาภายในพรรค นายสมัครตอบว่า... "เป็นเรื่องส่วนตัวที่ไม่สามารถบอกได้"

แต่นักข่าวถามซ้ำหลายครั้ง นายสมัครจึงถามย้อนว่า "เมื่อคืน...ไปเสพเมถุนกับใครมาหรือเปล่า"

กรณีนี้เป็นข่าวดังอยู่นานทีเดียว แต่อีกมุมหนึ่งก็ชวนให้คิด สะท้อนหัวใจตรงกันข้ามที่ว่า การที่สื่อตั้งคำถามบางมุม...เป็นการละเมิดสิทธิส่วนตัว?

นับเนื่องจากวิวาทะการเมืองของชายชื่อสมัคร สุนทรเวช...ทำให้ วันที่ 3 พฤษภาคม 2551 "วันเสรีภาพสื่อมวลชนโลก" องค์กรวิชาชีพสื่อได้แถลงผลการศึกษาเรื่อง "(วิ) วาทกรรมสมัครกับสื่อ"



สรุปว่า...ตั้งแต่ช่วงที่เข้ามารับเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ท่านสมัครใช้กลยุทธ์การสื่อสาร ที่ทำให้การสื่อสารสองทาง...เป็นการสื่อสารทางเดียว

ใช้ภาษาข่มขู่ รุนแรง ดุเดือด เลี่ยง เบี่ยงเบน บิดเบือน และทำให้หลงประเด็น...พูดความจริงบางส่วน หรือพูดเท็จบ่อยๆ ทำให้ความชอบธรรมกลายเป็นความไม่ชอบธรรม ลดทอนน้ำหนักของประเด็นคำถาม สร้างเรื่องใหม่ขึ้นมา...กลบเกลื่อนประเด็นสำคัญ

นี่คือจิ๊กซอว์ชิ้นเล็กๆที่ปะติดปะต่ออยู่ในฉากชีวิตที่ยิ่งใหญ่...ที่มีอีกหลายมุมที่หลายคนไม่เคยล่วงรู้

"เวลาอยู่หน้ากล้อง คุณสมัครอาจจะดูโผงผาง พูดจาเสียงดัง...เหมือนเป็นภาพลักษณ์โลโก้เฉพาะตัว ให้เห็นว่าเป็นนักการเมืองที่ตรงไปตรงมา"

วันธนา ชีวะดุษฎี ผู้สื่อข่าวการเมือง ประจำทำเนียบรัฐบาล หนังสือพิมพ์ ไทยรัฐ ทำข่าวคลุกคลีกับคุณสมัคร สุนทรเวช มานานกว่า 15 ปี บอก

ทว่าเบื้องหลัง...นักการเมืองที่ดูกร้าวแข็งคนนี้ เป็นคนที่รักครอบครัว ยามว่างก็เข้าครัวทำกับข้าว คุยกับต้นไม้ บุหรี่ สุรายาเมา...ก็ไม่เคยแตะ

กับคนใกล้ชิด แม้แต่กับสื่อ ต่อหน้ากล้องอาจจะดูเหมือนว่าเป็นการปะทะอารมณ์กัน ถือเป็นฉากหนึ่งของการแสดงโต้ตอบ...

เคยพูดเปิดใจระหว่างกัน คุณสมัครบอกกับวันธนาว่า "ไม่ได้...เป็นการทะเลาะ ไม่ได้มองสื่อเป็นศัตรู แต่เป็นเรื่องสนุกดีที่ได้โต้ตอบกันทางความคิด"

อีกมุมหนึ่งก็เป็นการสอน คลื่นลมสงบแล้ว ก็จะมานั่งพูดคุยกัน "รู้มั้ย? ทำไมเขาถึงพูด เพราะอะไรถึงทำอย่างนี้ เขาต้องการอะไร..." เป็นเบื้องหลังของแต่ละเรื่อง แต่ละปม...ที่คุณสมัครสอนไปถึงการมองคน มองให้ทันเกม

อาจเป็นเพราะความใกล้ชิดสนิทสนม ทำให้วันธนามีโอกาสรู้จักฉากชีวิตที่ลึกไปกว่าฉากที่เห็นในหน้าจอโทรทัศน์ หน้าหนังสือพิมพ์ ที่ต้องย้ำว่า...สมัคร สุนทรเวช คนนี้ เป็นคนที่มีจิตใจเอื้ออาทรกับสื่อมากทีเดียว

"ท่านเป็นผู้ใหญ่ที่อบอุ่น มีความสม่ำเสมอ ซื่อสัตย์ต่อตัวเอง ไม่คิดคดทรยศหักหลังใคร"

เคยไปทำข่าวด้วยกันหลายครั้ง ทุกครั้งก็จะมีการนัดหมาย แต่คุณสมัครก็ยังเป็นคุณสมัคร ที่จะต้องมีการวางกรอบกติกา

ที่ต้องรู้กันโดยเฉพาะในหมู่นักข่าว คุณสมัครจะไม่ชอบให้ใครฝ่าฝืนกฎที่ตั้ง เพราะเป็นคนเจ้าระเบียบ จะเกลียดที่สุดคือ การไม่รักษาคำพูด

"ถ้าแกขอว่า อย่าตาม...ก็อย่าตาม"

สอดคล้องกับวาทกรรมเผ็ดร้อน โดยเนื้อแท้แล้ว คุณสมัครเป็นคนอย่างนั้นเอง บุคลิกตรงไปตรงมา แต่คนส่วนใหญ่ที่รู้จัก ได้เห็นแค่มุมเดียว...มุมต่อหน้าสื่อ

ภาพที่ออกมาจึงเป็น สมัคร สุนทรเวช...ดุดัน หาว่า... "ไอ้สมัคร... สำราก"

ขณะที่มุมอ่อนโยนก็มี แต่ไม่ค่อยหวือหวา...รักสัตว์ ทำกับข้าว

วันธนา บอกว่า กติกาที่วางเอาไว้ระหว่างสื่อกับตัวคุณสมัคร เป็นไปตามครรลองของระยะห่างระหว่างกัน



"คุณสมัครเคยพูดว่า คนเรามันไม่ได้ ต้องเคารพความเป็นส่วนตัวกันบ้าง... ไม่ใช่ว่าจะทำข่าวตามกันทุกฝีก้าว ทุกเวลา นาที จะไปขี้...ไปเยี่ยว ไปทำธุระ ก็ยังตาม จะไปตามอะไรกันนักหนา"

ภาพล่าน่าจะเป็นที่ตลาด อ.ต.ก. การโต้ไปมากับสื่อ พูดเสียงดัง น่าจะทำให้หลายคนงง แต่กับวันธนามองว่าเป็นเรื่องแสนจะธรรมดา

นัยความหมายที่ว่านี้ เป็นเพราะจุดยืนที่มั่นคงในตัวเองนั่นเอง

"คุณสมัครเป็นคนที่ถ้าได้ตัดสินใจอะไรแล้ว ได้เชื่อในเรื่องใดที่คิดแล้ว ก็จะยืนยันในความคิดนั้นเป็นเด็ดขาด...กูขวาก็จะขวาเลย ไม่มานั่งโกหกเสแสร้งปั้นหน้า"

นักการเมืองแบบนี้...ไม่ใช่ว่าจะหาได้ง่ายๆ ณ วันที่ นายสมัคร สุนทรเวช ยังมีตำแหน่งต่ำต้อย ล้มเหลว ไม่ประสบความสำเร็จ...ก็เป็นอย่างนี้ วันที่ได้ เป็นนายกฯ...ก็เป็นอย่างนี้ ยังพูดเหมือนเดิม...

"ไม่ได้หรอก มันต้องเคารพสิทธิซึ่งกันและกัน"

ครั้งหนึ่งสมัยเลือกตั้งใหญ่ คุณสมัครก็นัดพาผู้สื่อข่าวที่ไปทำข่าว ระหว่างรอก็ให้ไปนั่งปิกนิกที่สนามหญ้า...พุทธมณฑล

ทำไม? ต้องไปปิกนิก?

วันธนาเดาว่า คุณสมัครมีความใกล้ชิดกับวัด มีสัมพันธ์อันดีกับพระ เวลาว่างก็มักจะเข้าวัด ไม่ได้ไปสวดมนต์ นั่งสมาธิ แต่ไป...สนทนาธรรม

"สมัคร สุนทรเวช นอกจากจะเป็นขวัญใจของสีเขียว...ทหารแล้ว ยังเป็นขวัญใจของพระด้วย มักจะได้รับเชิญไปบรรยายอยู่บ่อยครั้ง"

ที่น่าสนใจ...บางครั้งหัวข้อที่รับบรรยายก็ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องทางธรรมสักเท่าไหร่ กลับเป็นเรื่องของการเมือง เรื่องของบ้านเมือง การบริหารประเทศ แต่ก็บรรยายให้เข้ากับสถานการณ์ที่อยู่ในวัดวาอารามได้อย่างดี



ขณะที่บางเรื่อง...ก็ไม่เกี่ยวกับการเมืองด้วยซ้ำ คุณสมัครก็ยังไปบรรยายให้พระฟัง

วันไหนว่างๆ บางทีก็ชวนนักข่าวไปเดินตลาด ผ่านร้านโน้นร้านนี้ก็จะแนะนำให้ซื้อไอ้โน่นไอ้นี่...ซื้อให้ตัวเองแล้วก็ซื้อเผื่อนักข่าวด้วย ความรู้สึกเหมือน...ญาติผู้ใหญ่ซื้อขนมเลี้ยงเด็ก ไม่ใช่นักการเมืองเลี้ยงข้าวลูกน้อง

"บุคลิกนี้ไม่ใช่แค่ความใจดี แต่คุณสมัครเป็นคนที่มีนิสัยชอบจัดการ ชอบดูแล อำนวยการ...นิสัยแบบคนโบราณ"

ขนาดถ่ายรูปก็ยังจัดการขยับนิดเขยื้อนเข้าไปหน่อย เฟรมต้องอย่างนั้น... อย่างนี้ หรือถ้าจะถ่ายรูปชุดใหญ่...โปสเตอร์หาเสียงก็จะมานั่งเลือกรูปเอง ยิ้มยังไง หน้ายังไง มุมยังไง...เป็นคนที่ละเอียดสุดๆทุกขั้นตอน

บางคนก็เห็นว่า คุณสมัครดูแลมากจนเหมือนเป็นคนเผด็จการ สั่งทุกอย่าง

วันธนา บอกอีกว่า ลุงใจดีคนนี้ เวลาโกรธใคร...จะสังเกตได้ชัดเจนว่าจะเงียบ และไม่พูดด้วย ลองใครที่คุณสมัครไม่พูดด้วย ไม่เอ่ยถึง...ก็พึงรู้ตัวไว้เลย

ด้วยความเป็นคนช่างจัดการ อีกมุมหนึ่งคุณสมัครก็เป็นคนที่มีความรู้ระดับคลังข้อมูล ไม่เฉพาะเรื่องการเมือง ยังคุยในเรื่องวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี...คมนาคม ถนนหนทาง รวมไปถึงประวัติศาสตร์แบบที่ฟังแล้วหลับไม่ลง

"ชี้ไปที่ต้นไม้ต้นหนึ่ง...ก็พูดได้เป็นเรื่องๆ ชี้ไปที่ศาลาว่าการจังหวัดหนึ่ง...ก็เล่าถึงประวัติที่มา มีความเป็นไกด์ในตัว...บรรยายได้ตลอดเวลา"



เรื่องราวทั้งหมดที่วันธนาพูดมา เพราะทำข่าวคลุกคลีกับนายสมัคร สุนทรเวช มานานกว่า 15 ปีเต็ม จนวันธนาเรียกนายสมัครอยู่สองอย่างว่า "ลุง..." ซึ่งบางคนก็ล้อท่านว่า "ลุงหมัก...รักแมว" กับ "ท่านรอง"

โดยเฉพาะคำว่าท่านรอง จะเรียกมากหน่อย ในช่วงที่มีบทบาทมากยุคที่เข้ามาทำงานในทำเนียบรัฐบาลในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี

นับตั้งแต่ 18 ปีที่แล้ว...ที่วันธนาถูกส่งไปทำข่าวพรรคประชากรไทย กระทั่งการเมืองไทยผ่านร้อนผ่านหนาวมาถึงวันนี้ การจากไปของนายสมัคร สุนทรเวช ทำให้รู้สึกเหมือนว่า...ได้สูญเสียผู้ใหญ่ที่เคารพรักไปอีกคนหนึ่ง.

ทีมข่าวการเมือง

แม้วจวกบัวแก้ว เหลวไหล เปลี่ยนชื่อหนีคดี

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_49425

ทักษิณ ชินวัตร

"ทักษิณ" ทวิตเย้ย ก.ต่างประเทศตกต่ำสุดๆ กล่าวหาเปลี่ยนชื่อหลบหนี ชี้เป็นเรื่องเหลวไหล เหน็บในอนาคตคงกล่าวหาแปลงเพศหนีคดี "นพดล" ชี้รัฐบาลหมดปัญญาตาม จ้องแต่ดิสเครดิต..

เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 26 พ.ย. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้โพสต์ลงเว็บไซต์ทวิตเตอร์ @thaksinlive ถึงกรณีกระทรวงการต่างประเทศออกมาระบุว่า ตัวเขาเปลี่ยนชื่อในหนังสือเดินทางเป็น "Takki Shineta" เพื่อหลบหนีการจับกุม ว่า แสดงถึงภาวะตกต่ำสุดๆ ของกระทรวงการต่างประเทศ เพราะคนอย่างเขาเดินศูนย์การค้าประเทศไหน ก็มีคนมาทัก เปลี่ยนชื่อไปก็ไม่เกิดประโยชน์ และไม่มีความจำเป็น

"เรื่องของผมเป็นการเมืองถูกทหารปฏิวัติ คนเห็นใจทั้งโลก ผมยังใช้ชื่อเดิมหน้าเดิม อย่าทะลึ่งบอกว่าผ่าตัดแปลงโฉมแปลงเพศอีกล่ะ" พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าว

วันเดียวกัน นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีนายพนิช วิกิตเศรษฐ์ กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ ระบุ พ.ต.ท.ทักษิณเปลี่ยนชื่อในหนังสือเดินทางเป็น "Takki Shineta" เพื่อใช้ในการเคลื่อนไหวระหว่างหลบอยู่ต่างประเทศ ว่า ไม่เป็นความจริงยืนยันว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่มีการเปลี่ยนชื่อ ยังใช้ชื่อ "ทักษิณ" เหมือนเดิมตลอดเวลา ไม่ว่าจะอยู่ที่เมืองดูไบ หรือประเทศใดก็ตาม เพราะไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนชื่อเลย พ.ต.ท.ทักษิณเป็นที่รู้จักดีของทั่วโลก

นายนพดล กล่าวว่า การกล่าวหาดังกล่าวเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงวุฒิภาวะด้านการต่างประเทศ ตั้งแต่นายกรัฐมนตรีไปจนถึงผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศ ว่าคิดแต่จะดิสเครดิต พ.ต.ท.ทักษิณเพียงอย่างเดียว แต่ก็ไล่ตาม พ.ต.ท.ทักษิณไม่ทัน ยังช้ากว่า 10 ก้าวตลอดเวลา การจะยัดข้อกล่าวหาใครควรใช้ความจริงมาพูด อย่าใช้ความเท็จ มันน่าสมเพช การที่ต่างประเทศให้ที่พำนัก พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะเห็นใจที่ถูกยึดอำนาจ ถูกกลั่นแกล้งมาตลอด ทั้งนี้ เมื่อพ.ต.ท.ทักษิณทราบเรื่องนี้ว่าก็บอกว่า เป็นเรื่องเหลวไหลโดยสิ้นเชิง และหวังว่าในอนาคตรัฐบาลคงไม่กล่าวหาว่า ไปแปลงเพศเป็นผู้หญิง

พรรคร่วมบี้ ‘มาร์ค’ ทองไม่รู้ร้อน

ที่มา บางกอกทูเดย์

ประกาศเหวี่ยงแหหราแบบนี้คนเสื้อแดงไม่กลัว แต่คนทำธุรกิจและนักท่องเที่ยวผวาไปตามๆ กันบรรยากาศแบบนี้ที่หวังจะกระเตื้องหรือฟื้นตัวได้บ้างอย่างที่รัฐบาลโฆษณาชวนเชื่อ ก็เลยนึกไม่ออกว่า จะเป็นไปได้อย่างไรถ้ารัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ เขย่าขวัญไปทั่วเช่นนี้ธุรกิจท่องเที่ยวยิ่งไม่ต้องพูดถึง มองไม่เห็นอนาคตไฮซีซั่นอีกแล้วปีนี้ เคราะห์ซ้ำซ้อนซ้ำซากจากการทำลายล้างทางการเมือง ต่อเนื่องจากรัฐประหาร 19 กันยายน ปี 2549 มาจนถึงปัจจุบันปี 2552 ก็ยังไม่จบ

ในขณะที่ภาพเบื้องหน้า ทำให้เกิดการจับจ้องมองกันว่า รัฐบาลประชาธิปัตย์ ที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี จะสามารถอยู่รอด ผ่านพ้นเทศกาลช่วงปีใหม่ไปได้หรือไม่เพราะบรรดากลุ่มคนเสื้อแดง ยืนยันหนักแน่นแล้วว่า ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องรวมพลังกดดันรัฐบาลนี้ให้ไม่มีโอกาสฉลองปีใหม่ยิ่งสุดท้ายที่

กระมิดกระเมี้ยน ว่าต้องพิจารณาก่อนว่า เหมะสมเพียงใดในการประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ แต่เอาเข้าจริงก็ประกาศใช้ตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์เอาไว้รัฐบาลชุดนี้ไม่กล้าเสี่ยงที่จะปล่อยให้กลุ่มคนเสื้อแดงชุมนุมกันโดยไม่มีกฎหมายกดหัวเอาไว้แน่ๆข้ออ้างในเรื่องของความเป็นห่วงจะเกิดความรุนแรง รวมทั้งถึงขนาดปล่อยข่าวออกมาเองว่า จะมีการขนคนต่างด้าวเข้ามาร่วมอยู่ในการชุมนุมของคนเสื้อแดงด้วย จึงยิ่งจำเป็นเข้าไปใหญ่ในการที่ต้องประกาศใช้ พ.ร.บ.

ความมั่นคงฯ รวมทั้งต้องเตรียมแผนถึงขั้นสลายและขั้นปราบกันเลยทีเดียว โดยใช้ข้ออ้างเรื่องต่างด้าวนั่นแหละแต่เมื่อถามว่ากระแสข่าวเรื่องต่างด้าวมาจากไหนก็อ้ำๆ อึ้งๆ แล้วก็โยนไปว่าเป็นรายงานจากหน่วยข่าวกรอง ... ปัญหาอยู่ที่ว่า เกมนี้กลุ่มคนเสื้อแดงอ่านอยู่แล้วว่า ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องมีการประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ แน่ จึงไม่ได้กลัว แม้ว่าจะประหลาดใจนิดหน่อย ที่งวดนี้รัฐบาลกังวลหนักขนาดประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ปูพรมไปทั่วกรุงเทพฯประกาศ

เหวี่ยงแหหราแบบนี้คนเสื้อแดงไม่กลัว แต่คนทำธุรกิจและนักท่องเที่ยวผวาไปตามๆ กัน... บรรยากาศแบบนี้ที่หวังจะกระเตื้องหรือฟื้นตัวได้บ้างอย่างที่รัฐบาลโฆษณาชวนเชื่อ ก็เลยนึกไม่ออกว่า จะเป็นไปได้อย่างไรถ้ารัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ เขย่าขวัญไปทั่วเช่นนี้ธุรกิจท่องเที่ยวยิ่งไม่ต้องพูดถึง มองไม่เห็นอนาคตไฮซีซั่นอีกแล้วปีนี้ ... เคราะห์ซ้ำซ้อนซ้ำซาก จากการทำลายล้างทางการเมืองต่อเนื่องจากรัฐประหาร 19 กันยายน ปี 2549 มาจนถึงปัจจุบันปี

2552 ก็ยังไม่จบแถมไม่มีอะไรดีขึ้น นี่ถ้าคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือ คมช. ไม่ได้มีกระบอกปืนและรถถังอยู่ในมือ แต่เป็นเด็กๆ คงโดนจับมาฟาดก้นกันระนาวไปแล้ว... ที่ทำบ้านเมืองเจ๊งยับขนาดนี้ความแตกแยกทางการเมืองไม่เพียงทำให้ภาคธุรกิจเอกชนเสียหาย แต่ยังทำให้บรรดาคนในแวดวงเศรษฐกิจหลายคนพลอยเสียไปด้วย เพราะแทนที่จะเป็นกลาง กลับแสดงออกจ๋าว่าเชียร์ขั้วนั้นขั้วนี้อย่างในสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสภาหอการค้าไทย

ซึ่งนายสันติ วิลาสศักดานนท์ และนายดุสิต นนทะนาคร อาศัยหมวกแล้วเชียร์ออกหน้าออกตา ชนิดที่นายสันติพูดหน้าตาเฉยว่า การประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ไม่กระทบกับเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวสภาอุตสาหกรรมฯ ก็เลยป่วน ชนิดที่แตกแยกแบ่งขั้วความคิดตามเทรนด์ฮิตของการเมืองไปด้วย ยังดีที่กำลังจะมีการเลือกตั้งประธานฯ คนใหม่ หลายคนก็เลยมองว่าหลังได้ประธานคนใหม่อะไรๆ อาจจะดีขึ้นเพราะนายสุรพร สิมะกุลธร ประธานกิตติมศักดิ์ กลุ่มไฟฟ้า

และอิเล็กทรอนิกส์ 1 ใน แคนดิเดท ประธานสภาอุตสาหกรรมคนใหม่ ยังยอมรับเลยว่าในช่วงที่ผ่านมาประสบปัญหา มีความแตกแยก และยอมรับด้วยว่า ระยะที่ผ่านมาสภาอุตสาหกรรมเข้าสู่ยุคตกต่ำงามหน้ามั้ยล่ะนี่คือผลงานทางการเมืองที่เกิดขึ้นจากการมุ่งทำลายล้างอย่างไม่ลืมหูลืมตา ภายใต้การขานรับอย่างเต็มอกเต็มใจของคนประชาธิปัตย์บางคนบางกลุ่ม ที่กำลังสร้างความหนักใจอย่างยิ่งให้กับบรรดาผู้อาวุโสของพรรค ที่ถึงกับหลุดปากออกมาด้วยความเอือมระอา

แล้วว่า“คนพวกนี้ไม่ใช่คนสร้างพรรค เป็นแค่คนที่เข้ามาเป็นสมาชิกพรรคในยุคปัจจุบันเท่านั้น ดังนั้นจะปล่อยให้พรรคที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศนี้ มามีปัญหาในยุคนี้ไม่ได้”สาเหตุที่ทำให้หลายๆ คนในพรรคประชาธิปัตย์เริ่มที่จะอึดอัด ก็เพราะขณะนี้บรรดากลุ่มคนที่ใกล้ชิดนายอภิสิทธิ์ ไม่ได้ใช้สไตล์ประชาธิปัตย์ที่สุขุมนุ่มลึก แต่กลับกลายเป็นโฉ่งฉ่างท้าตีท้าต่อยไม่หยุดยั้ง ไม่เลือกเรื่อง ไม่เลือกคน หรือแม้แต่กระทั่งไม่แบ่งแยกมิตรหรือพรรคพวกวันนี้บรรดากลุ่มคนที่ใกล้

ชิดอำนาจ เน้นความก้าวร้าว และยึดผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม เน้นการสร้างภาพเป็นหลัก จนกลายเป็นความปั่นป่วนไปหมด ไม่เพียงแค่เฉพาะในพรรคประชาธิปัตย์ด้วยกันเองที่อึดอัดแม้แต่บรรดาพรรคร่วมรัฐบาล วันนี้ก็ออกอาการอึดอัดจนเหลือทนแล้วเหมือนกันยิ่งหลังจากที่นายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ทำหน้าที่ประสานระหว่างรัฐบาลกับพรรคร่วมฯ ในฐานะเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ยังเจอพิษกรณีดึงดันจะตั้ง พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ เป็น ผบ.ตร.ให้ได้จน

นายนิพนธ์ต้องตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งเลขาธิการนายกฯ โดยที่กลุ่มคนรอบข้างนายอภิสิทธิ์พากันแอบยิ้มด้วยความคาดหวังว่าจะมีรายการส้มหล่น!!!ในขณะที่สายสัมพันธ์กับพรรคร่วมรัฐบาลกลับยิ่งย่ำแย่ลงไปอีกไม่ใช่แค่นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เท่านั้นที่ออกอาการไม้เบื่อไม้เมา และเซ็งเต็มทีกับวิธีการของคนประชาธิปัตย์ชุดปัจจุบันขนาดต้องจำยอมให้มีการส่งคนของประชาธิปัตย์มาเป็นส่วนหนึ่งในทีมที่ปรึกษาของนางพรทิวาแล้ว

แต่ก็ไม่สามารถที่จะลดความขัดแย้ง แย่งซีน และปัดแข้งปัดขาในการทำงานได้แต่ขณะนี้บรรดาพรรคร่วมทั้งหมดล้วนตกอยู่ในภาวะผะอืดผะอมกันทั้งสิ้นจึงทำให้ต้องมีรายการ “จับเข่าคุยปรับทุกข์กันของพรรคร่วมรัฐบาล” เกิดขึ้นโดยบรรดาแกนนำตัวจริงของพรรคร่วมรัฐบาล อย่างนายบรรหาร ศิลปอาชา นายปรีชา เลาหะพงศ์ชนะ นายสุวัจน์ ลิปตะพัลลภ นายเนวิน ชิดชอบ และนายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้นัดหารือเพื่อประเมินสถานการณ์การเมืองและที่สำคัญส่งสัญญาณ

ความไม่พอใจในการทำงานร่วมกับแกนนำรัฐบาลอย่างพรรคประชาธิปัตย์ พุ่งเป้ากระแทกใส่นายอภิสิทธิ์ และคนใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ ที่ไม่เห็นแก่หน้าพรรคร่วมรัฐบาล และมักจะคอยปัดแข้งปัดขาการทำงานเป็นประจำนอกจากจะเป็นการหารือข้อคับข้องใจแล้ว ยังเตรียมที่จะแสดงให้เห็นถึงพลังของพรรคร่วม โดยจะเร่งทวงสัญญาการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามที่พรรคประชาธิปัตย์ได้รับปากเอาไว้ แต่กลับไม่มีการเดินหน้าแต่อย่างใดงานนี้นาย

บรรหาร ซึ่งในระยะก่อนหน้าก็ได้มีการออกมาเตือนออกมาสะกิดเป็นระยะๆแล้ว แต่พรรคประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะนายอภิสิทธิ์ และกลุ่มไม่เคยให้ความสำคัญ ครั้งนี้จึงโดนเตือนตรงๆ อีกระลอกว่า“การเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ถ้ามันขุ่นข้องหมองใจอะไรกันก็ต้องพูดกับแกนนำรัฐบาลเขา มีปัญหาอะไรขอให้พูดกันตรงๆ ผมว่าคนเราอยู่ด้วยกัน ก็ต้องคุยกันอย่างตรงไปตรงมา ตอนนี้สถานการณ์อะไรมันก็ไม่ค่อยแน่นอน ดังนั้นก็ขอให้พวกเราต้องเป็นปึกแผ่น มีอะไรก็ต้องอยู่ด้วยกัน

นะ”แน่นอนว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ซึ่งเป็นผู้ทำหน้าที่ผู้จัดการรัฐบาลเมื่อครั้งดันนายอภิสิทธิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี และเป็นคนที่ไปเชิญพรรคร่วมรัฐบาลเข้ามาหนุนประชาธิปัตย์ ย่อมต้องรับหน้าเสื่อ รับเผือกร้อนไปเต็มๆ เพราะนายอภิสิทธิ์ ไม่ได้ให้ราคาหรือรู้ร้อนรู้หนาวกับท่าทีของพรรคร่วมรัฐบาลแต่อย่างใดนายสุเทพต้องแก้เกี้ยวว่า เท่าที่ทราบ ยังไม่มีใครบอกว่า ไม่พอใจเรื่องอะไร“ตามปกติ หากพรรคร่วมรัฐบาลมีปัญหา จะพูดคุยกับผม แต่ขณะนี้ยังไม่มีการส่งสัญญาณ

ใดๆ และไม่ว่าพรรคร่วมรัฐบาลจะมีความคิดความเห็นอย่างไร ผมพร้อมรับฟัง” ปัญหาก็คือนายสุเทพฟัง แล้วนายอภิสิทธิ์ฟังหรือไม่ ยิ่งระยะหลังๆ นายสุเทพแทบไม่ได้อยู่ในสายตาของนายอภิสิทธิ์เลยด้วยซ้ำ ซึ่งลึกๆ แล้วนายสุเทพรู้ดีอยู่เต็มอกดังนั้นหากท่าทีของนายอภิสิทธิ์ และกลุ่มใกล้ชิด ยังมีสายตามองสูงไม่เห็นหัวพรรคร่วมรัฐบาล ดีไม่ดี อาจจะกลายเป็นว่า รัฐบาลนี้อยู่ไม่ได้ ไม่ใช่เพราะกลุ่มคนเสื้อแดงขับไล่แต่พังเพราะไม่มีใครคบอีกแล้วมากกว่า

ถามตอบเรื่องสนธิ

ที่มา บางกอกทูเดย์

มีอยู่คำถามหนึ่ง...ที่ต้องตอบสู่ผู้ถามในขวบปีที่ผ่านมา...ถามว่า...หากวันที่ สนธิ ลิ้มทองกุล โดนรุมสังหารด้วยอาวุธสงครามนั้น...ประสพความสำเร็จ คือ สังหารได้สำเร็จเหตุการณ์บ้านเมืองจะดีขึ้นหรือไม่เรื่องราวระหว่างสีเหลืองกับสีแดงจะสิ้นสุดหรือจบสิ้นหรือไม่...คำตอบก็คือ...ไม่สนธิ...เป็นเพียงกลไกอัน

หนึ่งในเครื่องจักรการเมืองที่ซับซ้อนและลึกซึ้งของการเมืองไทย...อำนาจที่ไี่ม่มีอยู่จริงในทุกกลไกแห่งอำนาจ ทำให้ชิ้นจักรของการเมืองไทยไร้ตำแหน่งที่แน่นอนในการทำหน้าที่เครื่องจักรแบบนี้...หากยังทำงานได้ก็จะไม่ให้ประสิทธิภาพสูงสุด...ผลงานที่ออกมาจะมีราคาตํ่ากว่าพลังงานที่ป้อนเข้าไปถ้าเป็นหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง...มันก็คือหนังสือพิมพ์ที่ขายไม่ได้และไรโ้ฆษณา...หนังสือพิมพ์ที่อยู่ใู่นชะตากรรมเช่นว่า...ก็คือหนังสือพิมพ์ที่รอเวลาปิดตัวเองเลิกกิจการถ้า

เป็นประเทศประเทศหนึ่ง...มันก็คือแผ่นดินที่รอวันล่มสลาย...คืออาณาจักรที่รอวันปริแยกแตกออกตามรอยต่อของแต่ละชิ้นส่วนที่ประกอบกันขึ้นมาเป็นประเทศเป็นเครื่องจักรสนธิ ลิ้มทองกุล...หากเสียชีวิตในวันลอบสังหาร...สีเหลืองก็อาจจะสูญเสียหนังสือพิมพ์และทีวีที่เป็นอาวุธในแกนกลุ่มของเขาแต่จากนั้นไม่นานถึงไม่มี สนธิ ลิ้มทองกุล ความแตกแยกก็ยังมีอยู่...และจะรุนแรงขึ้น...สนธิ...เป็นเพียงชิ้นส่วนที่ถูกนำมาใช้...เหมือนกับที่ครั้งหนึ่งวิทยุยานเกราะเคยมีบทบาท

ในทางการเมืองโดยฝีปากและคารมของนายทหารผู้หนึ่ง...เหมือนอย่างที่พลตรีจำลองศรเีมืองเคยเป็นและเป็นอยู่จนถึงทุกวันนี้..หากว่าประเทศนี้จะดีขึ้น...หากว่าความแตกแยกวุ่นวายจะสิ้นสุดไป...ก็ต้องกลับไปดูที่ตัวเครื่องจักร...เครื่องจักรยึดโยงกันด้วยเกลียวของสกรูและหัวขันของน็อต...แต่เครื่องจักรการเมืองนั้นยึดโยงกันด้วยรัฐธรรมนูญ...รัฐธรรมนูญที่ดีและเหมาะสมกับประเทศนี้...เป็นความจำเป็นที่จะต้องทำให้เกิดขึ้นและรัฐธรรมนูญที่ดี...และเหมาะสม...ไม่ใช่รัฐ

ธรรมนูญที่ใช้อยู่ในขณะนี้...เคยมีสักวันไหมนับตั้งแต่วันประกาศใช้ที่ประเทศไทย...มีสงบและสันติสุข...อธิบายได้ว่าตราบเท่าที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังใช้อยู่ประเทศไทยที่เราๆ ท่านๆ ใช้เป็นรัฐนาวาวิ่งฝ่ามหาสมุทรใหญ่ที่ปั่นป่วนไปด้วยคลื่นแห่งสงครามและพายุเศรษฐกิจ...เราก็คือ รัฐนาวาที่รอเวลาอัปปาง...และเวลานั้นมันอยู่มานานจากวันนี้ 

รายงานด้วยภาพ พิธีศพสมัคร สุนทรเวช: ความขัดแย้งตราบวาระสุดท้าย

ที่มา ประชาไท

วานนี้ 25 พ.ย. 2552 เป็นวันแรกของพิธีศพอดีตนายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช โดยพระมหากษัตริย์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์ มีบุคคลระดับสูงเข้าร่วมงานจำนวนมาก แต่ในทางหนึ่งพิธีศพก็เป็นโอกาสที่คนเสื้อแดงได้รวมตัวกัน วีระ มุสิกพงษ์ และณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ เข้าร่วมพิธี พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือเสธ.แดง ปรากฏตัวในช่วงสั้นๆ และก็ได้รับกาต้อนรับอย่างดีจากคนคนเสื้อแดงที่มาร่วมงานจำนวนมาก

ก่อนที่ผมจะไปถึง ตัวแทนของพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเดินทางไปเคารพศพถูกโห่และเดินทางกลับอย่างรวดเร็ว เนวิน ชิดชอบปราฏตัวขึ้นตอนที่ผมเริมรู้สึกอยากจะกลับ การปรากฏตัวของเนวินสร้างความประหลาดใจและความไม่พอใจให้กับผู้ร่วมงานจำนวนมาก บรรยากาศเริ่มตึงเครียด ใกล้จบพิธี มีทหารตั้งแถวกั้นระหว่างกลุ่มคนเสื้อแดงและประตูทางออก

เมื่อเนวินเดินออกมาก็เผชิญกับการตะโกนด่าทอและถูกขว้างปาขวดน้ำ ที่ประตูทางออกของวัด ชายหนุ่มคนหนึ่งพยายามเข้าทำร้ายเนวินด้วยหมวกกันน็อกของเขา แต่ถูกขัดขวางไว้โดยเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย เนวินขึ้นนั่งในรถตู้และจากไป