ที่มา มติชน
โดย บุญเลิศ ช้างใหญ่
เหตุการณ์ความสับสน ปั่นป่วน วุ่นวายทางการเมืองที่เกิดขึ้นในประเทศไทยที่เกิด "วิกฤตศรัทธา" กับรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีมวลชนออกมาต่อต้าน ขับไล่จน พ.ต.ท.ทักษิณตัดสินใจยุบสภาเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2549 และเมื่อจัดการเลือกตั้งปรากฏว่า 3 พรรคการเมืองฝ่ายค้านประกอบด้วยประชาธิปัตย์ ชาติไทย และมหาชน พร้อมใจกันบอยคอต ไม่ส่งสมาชิกลงแข่งขันเลือกตั้ง ต่อเนื่องมาจนถึงปลายเดือนเมษายน 2549
"เดี๋ยวนี้เป็นเวลาที่วิกฤตที่สุดในโลก"
เป็นพระราชดำรัสตอนหนึ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานแก่ผู้พิพากษาประจำศาล สำนักงานศาลยุติธรรม ที่เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทเพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2549 ณ พระตำหนักเปี่ยมสุข วังไกลกังวล ประจวบคีรีขันธ์
หลังจากมีพระราชดำรัสกับผู้พิพากษาศาลฎีกาและก่อนนั้น (วันเดียวกัน) ก็มีพระราชดำรัสกับคณะตุลาการศาลปกครองสูงสุดที่เข้าเฝ้าฯถวายสัตย์ปฏิญาณ ได้มีคำวินิจฉัย และคำพิพากษาของศาลปกครอง ศาลฎีกาและศาลรัฐธรรมนูญในเวลาต่อมาในคดีต่างๆ เกี่ยวกับการจัดการเลือกตั้ง ส.ส.วันที่ 2 เมษายน 2549 ที่สำคัญคือ ให้การเลือกตั้ง ส.ส.เป็นโมฆะ ต้องจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่
จากนั้นมา ความยุ่งเหยิงทางการเมืองก็มิได้เบาบางลง ทั้งๆ ที่วันเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่ถูกกำหนดขึ้น ในวันที่ 15 ตุลาคม 2549 ตามพระราชกฤษฎีกาแก้ไขเพิ่มเติมกำหนดวันเลือกตั้ง ส.ส.ซึ่งมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2549
ที่สำคัญ นายอาสา สารสิน ราชเลขาธิการได้นำหนังสือตราครุฑลับเฉพาะ ด่วนที่สุด อัญเชิญพระราชกระแสประกอบพระราชกฤษฎีกาเพื่อเรียนต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีโดยตรง พระราชกระแสที่ปรากฏในหนังสือมี 2 ข้อ ดังนี้
1.เหตุผลที่ทรงลงพระปรมาภิไธยในพระราชกฤษฎีกานั้นก็เพราะมีพระราชประสงค์จะเห็นประเทศชาติกลับไปสู่ความสงบเรียบร้อยโดยเร็วและ
2.ทรงมีพระราชประสงค์ให้การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่จะมีขึ้นในคราวต่อไป เป็นไปด้วยความเรียบร้อย บริสุทธิ์และยุติธรรมอย่างแท้จริง
จึงกราบเรียนมาเพื่อโปรดดำเนินการสนองพระราชกระแสโดยด่วน - นี่เป็นบันทึกข้อความของราชเลขาธิการ
แต่แล้วในวันที่ 19 กันยายน 2549 รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณที่รักษาการก็ถูกรัฐประหารโดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มี พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบก เป็นหัวหน้าคณะรัฐประหาร ก่อนถึงวันเลือกตั้งไม่ถึง 1 เดือน อย่างนี้จะถือว่าขัดต่อพระราชประสงค์ของพระมหากษัตริย์หรือไม่ ?!?
จาก 19 กันยายน 2549 มาถึงวันนี้ วันที่ใกล้จะสิ้นเดือนพฤศจิกายน 2552 และกำลังจะเข้าสู่ศักราชใหม่ 2553 เป็นเวลา 3 ปีเศษ ความโกลาหลของบ้าน เมือง ความขัดแย้ง แตกแยกของนักการเมืองและคนไทยกลับทวีขึ้น ต่างฝ่ายต่างมองอีกฝ่ายเป็นศัตรูที่จ้องจะห้ำหั่นกัน เหตุการณ์จลาจลนองเลือดเข้าสู่ขั้น "กลียุค" จากน้ำมือของมวลชนกระทำต่อมวลชนและตำรวจ-ทหารใช้อาวุธและกฎหมายกระทำกับมวลชนเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า มีคนตายและเจ็บจำนวนมาก
ทำเนียบรัฐบาลถูกพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยบุกเข้าไปยึดนาน 3-4 เดือน สนามบินดอนเมืองและสนามบินสุวรรณภูมิถูกปิดนานนับสัปดาห์ เสียหายเป็นเงินมหาศาล โดยที่การดำเนินคดีของตำรวจยังอืดอาดล่าช้าคล้ายกับเจตนาจะถ่วงรั้งเอาไว้ให้นานที่สุดเพื่อจะช่วยเหลือพวกเดียวกัน ทำให้เป็นข้อโจมตีจากอีกฝ่ายว่าเมื่อบ้านเมืองนี้ไม่มีความเป็นธรรม อย่าหวังเลยที่จะเกิดความปรองดองและความสงบสุข
แต่นั่นก็ยังไม่ร้ายแรงเท่ากับการขาดความเชื่อมั่นของต่างชาติที่มีต่อประเทศไทยซึ่งกระทบต่อการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และภาพลักษณ์ที่ตกต่ำกลายเป็น "บ้านป่าเมืองเถื่อน" เหนืออื่นใด ความย่อยยับของประเทศที่มิอาจประเมินค่าเป็นทรัพย์สินเงินทองได้ ก็คือ
การที่นักการเมือง/พรรคการเมืองและมวลชนที่ต่างสีเสื้อใส่ร้าย ป้ายสี ด่าทอ สาดโคลนกันไปมาตลอดเวลาแล้วก็ใช้ความรุนแรงสารพัดรูปแบบเข้าประหัตประหาร ราวกับไม่ใช่คนไทยด้วยกัน
ยังพยากรณ์ไม่ได้ว่าการนัดชุมนุมใหญ่ของคนเสื้อแดงในกรุงเทพฯตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน-2 ธันวาคมนี้ เพื่อกดดันให้นายอภิสิทธิ์ยุบสภาจะเกิดเหตุการณ์นองเลือดอีกครั้งหนึ่งหรือไม่ และจะนำพาประเทศไทยและคนไทยถลำลึกไปสู่ห้วงเหวแห่งความหายนะล่มจมอีกแค่ไหน แต่สิ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้ก็คือ
สถานการณ์ในปัจจุบันนี้ ได้เลยห้วงเวลาของวิกฤตที่สุดในโลกมานานแล้วและวิกฤตมากเกินกว่าจะที่ใครจะคาดคิด!
ถามว่าใครจะแก้ "วิกฤตที่ยิ่งกว่าที่สุดในโลก" ดูแล้วก็ไม่เห็นมีใครจะแก้ไขได้ นักการเมืองและพรรคการเมืองเอาแต่ตั้งหน้าตั้งตาล้างผลาญกันเอง อ้างแต่หลักกฎหมายหรือหลักนิติศาสตร์และอ้างว่ามีอำนาจเต็มที่จะจัดการเพราะเป็นรัฐบาลโดยแกล้งมองข้ามหลักรัฐศาสตร์ที่ต้องใช้ "การเมือง" เข้ามาผสมผสาน อีกทั้งลืมไปว่าการเป็นรัฐบาลที่ดีนั้น มีหน้าที่แก้ไขปัญหาบ้านเมือง ความทุกข์ยาก เดือดร้อนของประชาชนทั้งประเทศให้กินดีอยู่ดี มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ไม่ใช่มัวแต่จะคอยหักโค่นอีกฝ่ายหนึ่งอย่างมัวเมาในอำนาจ จนบ้านเมืองลุกเป็นไฟอยู่ในเวลานี้
ข้าราชการประจำโดยเฉพาะทหาร ตำรวจ ก็ตกเป็นเครื่องมือให้ผู้มีอำนาจนำไปใช้เพื่อประโยชน์ในทางการเมืองเพื่อให้พรรคพวกของตนเป็นฝ่ายชนะ โดยไม่มีหลักประกันใดๆ ว่าประเทศจะก้าวข้ามวิกฤตที่ยิ่งกว่าที่สุดในโลกไปได้อย่างไร ?
ผู้ปกครองประเทศที่หลงในอำนาจไม่ว่าจะพูดอะไรหรือกระทำการใดในแต่ละวัน มิได้คำนึงเลยว่า ในขณะนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อยู่ในพระอาการประชวร ยังไม่ได้เสด็จออกจากจากโรงพยาบาลศิริราชเพื่อกลับพระราชวัง พระองค์จะทรงเป็นทุกข์ขนาดไหนเมื่อเห็นคนไทยทะเลาะและทุบตีทำร้ายกันกลางบ้านกลางเมือง ไม่รู้จักเลิกรากันเสียที
"เราต้องให้พรทุกฝ่าย ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน ให้กำลังทำได้ดี แต่วันนี้ ไม่พูดให้ทำอะไร ทะเลาะกันไม่เอา ไม่ทะเลาะ ให้ทำอะไรที่ดูดี และอย่าคิดเกิน อย่าเลยเถิด แต่ถ้าทุกคนทำงานเหมาะสม บ้านเมืองไปได้ ให้แต่ละคนไปได้ ไม่ใช่มีการหัวชนฝา......"
พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2548 ที่อัญเชิญมานี้ ควรที่ผู้มีอำนาจทั้งนักการเมือง ผู้นำเหล่าทัพและตำรวจ ตลอด จนทุกฝักทุกฝ่ายควรกลับไปอ่านแล้วประชุมปรึกษาหารือกันว่าจะน้อมนำไปปฏิบัติอย่างไรจึงจะทำให้คนไทยเลิกทะเลาะกันแล้วปิดฉาก "สงครามกลางเมือง" กันเสียตั้งแต่บัดนี้ ก่อนที่บ้านเมืองจะหายนะล่มจมและคนไทยต้องฆ่ากันให้เจ็บและตายไปมากกว่านี้
มีอยู่คำถามหนึ่ง...ที่ต้องตอบสู่ผู้ถามในขวบปีที่ผ่านมา...ถามว่า...หากวันที่ สนธิ ลิ้มทองกุล โดนรุมสังหารด้วยอาวุธสงครามนั้น...ประสพความสำเร็จ คือ สังหารได้สำเร็จเหตุการณ์บ้านเมืองจะดีขึ้นหรือไม่เรื่องราวระหว่างสีเหลืองกับสีแดงจะสิ้นสุดหรือจบสิ้นหรือไม่...คำตอบก็คือ...ไม่สนธิ...เป็นเพียงกลไกอัน
หนึ่งในเครื่องจักรการเมืองที่ซับซ้อนและลึกซึ้งของการเมืองไทย...อำนาจที่ไี่ม่มีอยู่จริงในทุกกลไกแห่งอำนาจ ทำให้ชิ้นจักรของการเมืองไทยไร้ตำแหน่งที่แน่นอนในการทำหน้าที่เครื่องจักรแบบนี้...หากยังทำงานได้ก็จะไม่ให้ประสิทธิภาพสูงสุด...ผลงานที่ออกมาจะมีราคาตํ่ากว่าพลังงานที่ป้อนเข้าไปถ้าเป็นหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง...มันก็คือหนังสือพิมพ์ที่ขายไม่ได้และไรโ้ฆษณา...หนังสือพิมพ์ที่อยู่ใู่นชะตากรรมเช่นว่า...ก็คือหนังสือพิมพ์ที่รอเวลาปิดตัวเองเลิกกิจการถ้า
เป็นประเทศประเทศหนึ่ง...มันก็คือแผ่นดินที่รอวันล่มสลาย...คืออาณาจักรที่รอวันปริแยกแตกออกตามรอยต่อของแต่ละชิ้นส่วนที่ประกอบกันขึ้นมาเป็นประเทศเป็นเครื่องจักรสนธิ ลิ้มทองกุล...หากเสียชีวิตในวันลอบสังหาร...สีเหลืองก็อาจจะสูญเสียหนังสือพิมพ์และทีวีที่เป็นอาวุธในแกนกลุ่มของเขาแต่จากนั้นไม่นานถึงไม่มี สนธิ ลิ้มทองกุล ความแตกแยกก็ยังมีอยู่...และจะรุนแรงขึ้น...สนธิ...เป็นเพียงชิ้นส่วนที่ถูกนำมาใช้...เหมือนกับที่ครั้งหนึ่งวิทยุยานเกราะเคยมีบทบาท
ในทางการเมืองโดยฝีปากและคารมของนายทหารผู้หนึ่ง...เหมือนอย่างที่พลตรีจำลองศรเีมืองเคยเป็นและเป็นอยู่จนถึงทุกวันนี้..หากว่าประเทศนี้จะดีขึ้น...หากว่าความแตกแยกวุ่นวายจะสิ้นสุดไป...ก็ต้องกลับไปดูที่ตัวเครื่องจักร...เครื่องจักรยึดโยงกันด้วยเกลียวของสกรูและหัวขันของน็อต...แต่เครื่องจักรการเมืองนั้นยึดโยงกันด้วยรัฐธรรมนูญ...รัฐธรรมนูญที่ดีและเหมาะสมกับประเทศนี้...เป็นความจำเป็นที่จะต้องทำให้เกิดขึ้นและรัฐธรรมนูญที่ดี...และเหมาะสม...ไม่ใช่รัฐ
ธรรมนูญที่ใช้อยู่ในขณะนี้...เคยมีสักวันไหมนับตั้งแต่วันประกาศใช้ที่ประเทศไทย...มีสงบและสันติสุข...อธิบายได้ว่าตราบเท่าที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังใช้อยู่ประเทศไทยที่เราๆ ท่านๆ ใช้เป็นรัฐนาวาวิ่งฝ่ามหาสมุทรใหญ่ที่ปั่นป่วนไปด้วยคลื่นแห่งสงครามและพายุเศรษฐกิจ...เราก็คือ รัฐนาวาที่รอเวลาอัปปาง...และเวลานั้นมันอยู่มานานจากวันนี้

















