ที่มา thaifreenews ใจ อึ๊งภากรณ์ “เสื้อแดงสังคมนิยม” และสมาชิกคนเสื้อแดงอังกฤษ(แสดงทัศนะส่วนตัว) การชุมนุมครั้งใหญ่ของคนเสื้อแดงในเสาร์อาทิตย์ 13/14 มีนาคม เป็นการสำแดงพลังอันยิ่งใหญ่ของขบวนการประชาธิปไตยไทย มันเป็นภาพที่แสดงให้เห็นว่าคนเสื้อแดงจะไม่หายไปไหน และเราไม่ใช่แค่ตัวแทนของคนส่วนน้อยในสังคมอีกด้วย การชุมนุมครั้งนี้ช่วยถล่มนิยายว่าคนกรุงเทพฯเป็นเสื้อเหลืองหรือไม่สนใจประชาธิปไตย เพราะเราเห็นภาพเจ้าหน้าที่จากโรงพยาบาล คนงานก่อสร้าง คนงานโรงงาน พระสงฆ์ และประชาชนโดยทั่วไปในกรุงเทพฯ ที่ออกมาร่วมการชุมนุม สื่อมวลชนต่างประเทศบางฉบับถึงกับเสนอว่าภาพการชุมนุมครั้งนี้เป็นภาพของขบวนการ “ปลดแอกประชาชนกรุงเทพฯ จากอำนาจเผด็จการ” การชุมนุมครั้งนี้เกิดขึ้นได้ก็เพราะคนธรรมดานับแสน ร่วมกันทุ่มเทเงินทอง เวลา และพลังงานในการมาร่วม มีการเรี่ยรายเงินและทรัพยากรในชุมชนต่างๆ มีการแจกอาหารและเงินค่าน้ำมันโดยประชาชนธรรมดาในกรุงเทพฯ มันเป็นการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยแท้และเพื่อหวังล้มอำมาตย์ และทั้งๆที่คนเสื้อแดงจำนวนมากรักทักษิณมากกว่าผู้นำชั้นสูงอื่นๆ ความรักนี้มีเหตุผล มันมาจากนโยบายรูปธรรมของพรรคไทยรักไทย มันไม่ได้มาจากความโง่เขลา และคนเสื้อแดงไม่ได้ถูกจูงถูกจ้างมาประท้วง เขาไม่ใช่เครื่องมือของทักษิณ และเขาสู้เพื่ออะไรที่ยิ่งใหญ่กว่าทักษิณ ขบวนการเสื้อแดงตอนนี้มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ เพราะเป็นขบวนการที่คนยากคนจนทั่วประเทศร่วมสร้างขึ้นและมีส่วนร่วมสูงในสังคมเปิด ไม่ใช่การเคลื่อนไหวในป่าหรือในที่ลับ ขบวนการนี้มีตัวตนชัดเจนทั้งในเมืองและในชนบท ซึ่งทั้งหมดนี้ต่างจากพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยในอดีต และมันมีลักษณะถาวรกว่าขบวนการประชาธิปไตยอื่นๆ เช่นขบวนการนักศึกษา พฤติกรรม สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ แสดงท่าที่อ่อนหัตถ์ทางการเมืองและเน้นการต่อสู้แบบปัจเจก เพราะในขณะที่มีการประท้วงอันยิ่งใหญ่เป็นประวัติศาสตร์ของมวลชนเสื้อแดง อ.สุรชัยไม่เสริมสร้างกำลังใจให้มวลชนเลย ไม่มองว่าเขาคือพลังหลักในการเปลี่ยนสังคม ไม่มองว่าเขาเป็นมิตรที่ต้องถนอมรัก และไม่แนะนำทางต่อสู้ต่อไปในลักษณะสร้างสรรค์ มีแต่พูดในทำนองที่จะทำลายจิตใจคนเสื้อแดง และตัดความมั่นใจให้เสียขวัญ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า อ.สุรชัย ไม่สนใจที่จะมีส่วนร่วมกับมวลชนนับแสนที่ออกมาสู้ แต่อยากจะหันหลังให้มวลชน เพื่อเดินตามแนว “วีรชนเอกชน” ของการ “จับอาวุธ” ต่อสู้กับอำมาตย์ที่เคยประกาศ มันเป็น “การปฏิวัติแบบเด็กเล่น” ซึ่งจะแค่จบลงด้วยความพ่ายแพ้และความตายเท่านั้น ส่วนเสธ. แดง ก็เป็นอันธพาลสามัญ ที่อาจสร้างความเสียหายให้ขบวนการเสื้อแดงได้ โดยการสร้างภาพเพื่อเอามัน ซึ่งจะจบลงด้วยละครตะลกท่ามกลางความพ่ายแพ้เท่านั้น ก้าวต่อไป? เราไม่ควรลืมว่าแกนนำ โดยเฉพาะสามเกลอ เป็นผู้ที่จุดประกายไฟให้เกิดคนเสื้อแดงแต่แรก และมีส่วนสำคัญในการชักชวนให้คนเสื้อแดงออกมาเป็นแสนที่กรุงเทพฯ แต่ในการต่อสู้ทุกขั้นตอนต้องมีการทบทวนประเมิน ทั้งยุทธวิธีและแกนนำด้วย แกนนำที่จะนำมวลชนไปสู่ชัยชนะ อาจเป็นแกนนำเดิมตลอด หรือจะเป็นแกนนำใหม่ก็ได้ มันไม่ใช่เรื่องศักดิ์สิทธิ์ มันขึ้นอยู่กับความเหมาะสมและความสามารถในขั้นตอนต่างๆ สิ่งที่น่าทึ่งเกี่ยวกับคำพูดของแกนนำปัจจุบันในการเคลื่อนไหวที่พึ่งผ่านมา คือมีการพูดถึงประเด็น“ชนชั้น” มากขึ้นอย่างชัดเจน การต่อสู้กับอำมาตย์เพื่อสร้างประชาธิปไตยเป็นการต่อสู้ทางชนชั้น ระหว่างคนชั้นล่างที่เป็นกรรมาชีพและเกษตรกร กับชนชั้นปกครองที่เป็นอภิสิทธิ์ชน แต่ประเด็นที่เราทุกคนต้องมาร่วมกันคิดอย่างรวดเร็วคือ ก้าวต่อไปควรจะเป็นอย่างไร? เพราะการชุมนุมสองสามวันยากที่จะล้มอำมาตย์และจัดการกับอำนาจกองทัพได้ และการยืดเยื้อเสี่ยงกับการที่คนจะทยอยกลับบ้านและหมดกำลังใจ แกนนำต้องไม่สร้างภาพนิยายของชัยชนะที่จะเกิดง่ายๆ ต้องไม่พามวลชนเดินไปในทางการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์มากเกินไป และต้องรู้จักถนอมกำลังกายและใจของมวลชน เพื่อให้เราสามารถสู้ในเกมส์ใหญ่ระยะยาวได้ รู้จักศัตรู ศัตรูของประชาชนและศัตรูของประชาธิปไตยคืออำมาตย์ แต่อำมาตย์คืออะไร? มันเป็นระบบ มันประกอบไปด้วยหลายสถาบัน และมันมีลัทธิหรือชุดความคิดที่ใช้สร้างความชอบธรรมให้มัน ศัตรูไม่ใช่แค่พรรคประชาธิปัตย์หรือรัฐบาลอภิสิทธิ์ และไม่ใช่แค่องค์มนตรี การยุบสภาเป็นสิ่งที่เราอยากเห็น แต่มันจะไม่สะเทือนอำนาจอำมาตย์เลย เราได้บทเรียนจากรัฐบาลพรรคพลังประชาชนไปแล้ว อำนาจสำคัญของอำมาตย์คือกองทัพ ถ้าเราไม่เอาใจใส่ตรงนี้เราจะไม่ชนะ และอำนาจซ่อนเร้นสำคัญของฝ่ายเรา คืออำนาจในการนัดหยุดงาน ถ้าช่วง 13/14มีนาคมที่ผ่านมา มีการหยุดเดินรถต่างๆ หยุดก่อสร้าง หยุดทำงานในโรงงานและสถานที่ทำงานต่างๆ เราจะเห็นพลังของคนเสื้อแดงในอีกมิติที่สำคัญ และถ้าทหารยิงประชาชนการหยุดแจกจ่ายไฟฟ้าหรือน้ำก็จะมีพลังด้วย ยุทธ์วิธี 4 ข้อ สำหรับการต่อสู้ในปัจจุบัน 1. ชนกับอำมาตย์ในเรื่องนโยบายการเมืองที่เป็นรูปธรรม 2. ชนกับอำมาตย์ด้วยลัทธิความคิด 3. ขยายฐานคนเสื้อแดง 4. สร้างหน่ออ่อนของอำนาจคู่ขนาน เพื่อแข่งกับอำมาตย์ 1.1. ชนกับอำมาตย์ในเรื่องนโยบายการเมืองที่เป็นรูปธรรม การเรียกร้องประชาธิปไตยเป็นเรื่องสำคัญที่เราต้องเรียกร้องต่อไป แต่เราต้องเพิ่มความเข้มข้นของนโยบายการเมืองที่จะใช้ชนกับอำมาตย์ เราจะต้องประกาศอย่างชักเจนว่าถ้าฝ่ายคนเสื้อแดงชนะ เราจะนำนโยบายใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์แก่คนชั้นล่างมาใช้ และเราจะต้องท้าอำมาตย์ให้แสดงจุดยืนต่อนโยบายดังกล่าว เพราะเรารู้ดีว่าเขาไม่มีทางสนับสนุนสิ่งที่เป็นประโยชน์กับคนชั้นล่าง นโยบายสำคัญที่เราควรประกาศคือการสร้าง รัฐสวัสดิการ ในรูปแบบที่ให้สวัสดิการครบวงจร และถ้วนหน้าสำหรับประชาชนทุกคน ไม่ใช่แค่สวัสดิการให้ทานกับคนจน และเราต้องประกาศว่าเราจะใช้งบประมาณจากการเก็บภาษีอย่างดุเดือดกับเศรษฐีและคนรวย คนที่รวยที่สุดด้วย โดยไม่มีข้อยกเว้น ส่วนคนชั้นกลางและคนจนจะไม่มีการเก็บภาษีเพิ่ม เราควรเสนอนโยบายเป็นรูปธรรมสำหรับเกษตรกรรายย่อย เช่นการตัดผลประโยชน์ของบริษัทซีพี(ของอำมาตย์) และเพิ่มประโยชน์ให้ชาวไร่ชาวนา ตัวอย่างเช่นการตั้งองค์กรของรัฐขึ้นมาเพื่อทำเกษตรพันธสัญญากับเกษตรกรรายย่อย คือองค์กรรัฐช่วยในการลงทุน ที่ดิน การพัฒนาเทคโนโลจี การรักษามาตรฐาน และการตลาด และเกษตรกรจะทำการผลิตส่งให้รัฐ แต่องค์กรรัฐนี้ต้องบริหารร่วมกันโดยผู้แทนเกษตรกร และผู้แทนของรัฐบาลประชาธิปไตย เราควรเสนอนโยบายรูปธรรมสำหรับการสร้างสันติภาพในภาคใต้ โดยการถอนทหารตำรวจออกจากชุมชน และการเสนอเขตปกครองพิเศษพร้อมกับการใช้ภาษาท้องถิ่นในสถานที่ราชการ ชุมชนต้องมีอำนาจในการกำหนดระบบการศึกษา ต้องมีการลงโทษพวกทหารระดับสูงที่ทรมานและฆ่าประชาชนด้วย ในระดับชาติควรมีการส่งเสริมวันสำคัญของอิสลาม และชักชวนให้นักศึกษาเรียนรู้ภาษายะวีหรือภาษามาเลย์ ทั้งหมดนี้จะเป็นนโยบายก้าวหน้าที่ตัดฐานสนับสนุนของประชาธิปัตย์ในภาคใต้ได้ เราต้องเสนอให้มีการปฏิรูประบบศาลยุติธรรมแบบถอนรากถอนโคน ปลดศาลและผู้พิพากษาของอำมาตย์ที่รังแกประชาชนออกไป และนำคนรุ่นใหม่ที่มีอุดมการณ์ความยุติธรรมเข้ามา พร้อมกันนั้นต้องเพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชนโดยมีระบบลูกขุน 2. ชนกับอำมาตย์ด้วยลัทธิความคิด เราควรดึงทหารเกณฑ์มาเป็นพวกโดยประกาศปฏิรูปกองทัพแบบถอนรากถอนโคน พวกนายพลกาฝากที่แสวงหาอำนาจและความร่ำรวยผ่านการทำรัฐประหาร การคอร์รับชั่น และการยิงประชาชน เราต้องเอาออกให้หมด ต้องลดงบประมาณทหารด้วยการปลดนายพลและลดการซื้ออุปกรณ์ทางทหาร แต่ในขณะเดียวกันต้องเพิ่มเงินเดือนให้ทหารเกณฑ์ ต้องพัฒนาสภาพชีวิตของเขา ต้องมีโครงการฝึกฝีมือและพัฒนาทหารระดับล่างให้มีลักษณะมืออาชีพที่ใช้กู้ภัยในสังคมแทนการปราบประชาชน ในสำนักงานตำรวจก็ควรจะปฏิรูปแบบนี้ด้วย เพื่อให้ตำรวจรับใช้ประชาชนและไม่รีดไถคนจน ในทุกพื้นที่ที่คนเสื้อแดงเป็นคนส่วนใหญ่ เราควรท้าทายอำนาจราชการในรูปแบบเล็กๆ น้อยๆ เช่นตั้งระบบยุติธรรมและความปลอดภัย หันหลังให้ศาลและการบัญชาการของรัฐส่วนกลาง ขยายสื่อมวลชนของเรา เข้าไปมีอำนาจบริหารโรงเรียนและศูนย์พยาบาล จัดตั้งระบบคมนาคมง่ายๆ ฯลฯ แล้วแต่ความสามารถและเหมาะสม เพื่อค่อยๆ ลดอำนาจศูนย์กลางของรัฐอำมาตย์ และเพื่อทำให้ง่ายขึ้นที่จะยึดอำนาจรัฐมาเป็นของประชาชนในอนาคต ในสงครามทางการเมืองกับอำมาตย์ เราต้องก้าวไปข้างหน้า แต่เราต้องเข้าใจว่าจะไม่แพ้ชนะกันง่ายๆ ในวันสองวัน ที่สำคัญคือมวลชนคนเสื้อแดงเป็นแสนๆ และจุดยืนทางการเมืองจะเป็นเรื่องชี้ขาด -- Giles Ji Ungpakorn UK mobile:+44-(0)7817034432 UK landline +44(0) 1865-422117 http://siamrd.blog.co.uk/ http://wdpress.blog.co.uk/ http://redsiam.wordpress.com
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Friday, March 19, 2010
การชุมนุมของคนเสื้อแดงเป็นประวัติศาสตร์อันน่าทึ่ง
กสม. แม่สื่อเจรจา นายกฯ-นปช. สองฝ่ายยังตั้งแง่
ที่มา thaifreenews ศ.ดร.อมรา พงศาพิชญ์ หวังกระบวนการทำงานต่าง ๆ จะนำไปสู่สันติภาพในสังคมโดยเร็ว ย้ำชัด ระยะแรกพ.ต.ท.ทักษิณยังไม่จำเป็นเข้าสู่การเจรจา ขณะที่รัฐบาลตอบรับไม่ขัดข้อง มีข้อแม้อย่าคาดคั้นรูปแบบการพูดคุย วันนี้ (18 มี.ค.) เมื่อเวลา 12.20 น. ที่กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ร.11 รอ.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยศ.ดร.อมรา พงศาพิชญ์ ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นายชูชัย ศุภวงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน และคณะ ได้แถลงข่าวถึงกรณีการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่ง ชาติ (นปช.) หรือกลุ่มคนเสื้อแดง ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวแสดงความชื่นชมที่รัฐบาลมีความอดทนในการดูแลสถานการณ์บ้านเมือง เคารพเสรีภาพในการชุมนุมที่เกิดขึ้น แม้ว่าจะเป็นการชุมนุมของผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล ทางรัฐบาลได้ใช้ความพยายามในการดูแลความปลอดภัยของผู้ชุมนุมมาโดยตลอด และได้มีการประสานกับผู้ชุมนุมอยู่เป็นระยะ ๆ แต่ทางผู้ชุมนุมยังมีความกังวล และฝากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมาหารือกับรัฐบาลว่า อยากจะมีพื้นที่ที่จะคุยกันด้วย ดังนั้น ทางคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติจึงได้นำข้อเสนอของผู้ชุมนุมมาหารือกับ นายกรัฐมนตรี ศ.ดร.อมรา กล่าวว่า รัฐบาลได้ใช้ความอดทนในการดูแลสถานการณ์การชุมนุม แต่ขณะนี้ยังมีความกังวลอยู่ว่ากลุ่มผู้ชุมนุมมีหลายกลุ่ม และวิธีการนำของผู้ชุมนุมก็มีหลายรูปแบบ ไม่มีเอกภาพ ทำให้การดูแลผู้ชุมนุมยากลำบากทั้งในเรื่องความปลอดภัย และความสงบ ซึ่งกรรมการฯ ได้นำข้อเสนอเชิงข้อตกลงระหว่างรัฐบาลกับผู้ชุมนุมหลัก คือ จะชุมนุมโดยสงบ และรัฐบาลจะดูแลด้วยความสงบเรียบร้อย โดยมีข้อตกลงร่วมกันคือการไม่ปิดล้อม สถานที่ซึ่งเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และรัชทายาท รวมทั้งสถานที่ราชการ โรงพยาบาล สนามบิน และสถานเอกอัครราชทูต องค์การสหประชาชาติ แต่รัฐบาลขอเพิ่มว่าน่าจะมีการตกลงว่าจะต้องไม่มีการ ปิดล้อมบ้านพักของนายกรัฐมนตรี ที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งการปิดล้อมบ้านพักของบุคคลย่อมเป็นการละเมิดสิทธิ “ รัฐบาลยืนยันว่าจะไม่ใช้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือจะใช้ก็ต่อเมื่อกรณีที่จำเป็นจริง ๆ และถ้าจำเป็นจริง ๆ ที่จะต้องใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ก็จะไม่ทำให้กระทบสิทธิพื้นฐานของประชาชน จะดำเนินการตามหลักสากล และคำวินิจฉัยของศาลปกครอง นอกจากนี้ รัฐบาลพร้อมที่จะเปิดให้มีการเจรจา หากการเจรจานั้นจะนำไปสู่ข้อยุติทางการเมือง และความสงบ โดยต้องมีการเคารพกติกาด้วยกันทุกฝ่าย ทั้งนี้ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และรัฐบาลเห็นพ้องกันว่าการพูดหรือยั่วยุให้เกิดความรุนแรง การข่มขู่คุกคาม ส่งเสริมให้ผู้ชุมนุมใช้ความรุนแรง หรือเป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานด้วย” สุดท้ายในนามของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติจะพยายามทำหน้าที่เป็นตัว เชื่อมกับรัฐบาลและผู้ชุมนุมและฝ่ายต่าง ๆ ในสังคม และหวังว่ากระบวนการทำงานต่าง ๆ เหล่านี้จะนำไปสู่สันติภาพในสังคมโดยเร็ว จากนั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวขอบคุณทางประธานและกรรมการสิทธิมนุษยชนฯ และว่า ถ้าการเคลื่อนไหวชุมนุมอยู่ในกติกา รัฐบาลไม่ขัดข้องในการที่จะมีการพูดคุย เพราะว่าประเด็นทางการเมือง การจะหาคำตอบทางการเมืองรัฐบาลก็ยอมรับกระบวนการของการมีส่วนร่วมและต้องรับ ฟังทุกฝ่ายอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นสามารถที่จะนำคำตอบนี้ไปพูดคุยกับผู้ชุมนุมได้ “ในชั้นนี้กรุณาอย่าคาดคั้นว่ารูปแบบของการพูดคุยนั้นจะต้องเป็นใคร โดยใครอย่างไร เพื่อประโยชน์ในการที่จะทำให้กระบวนการเกิดขึ้นได้ ถ้าเราคาดคั้นในเรื่องรายละเอียดกันมากเกินไปในขณะนี้ ก็จะเป็นปัญหาสำหรับคนทำงาน ผมมีความจริงใจในการที่ให้มีการแลกเปลี่ยนพูดคุยกันด้วยเหตุด้วยผล แต่บนเงื่อนไขของการชุมนุมที่อยู่ภายใต้กติกา ถ้าการชุมนุมซึ่งนอกจากกติกาแล้ว ผมไม่อาจที่จะเข้าสู่กระบวนการในการพูดคุย ได้ เพราะไม่อาจที่จะทำให้สังคมต้องอยู่ภายใต้หรือเดินตามการข่มขู่ คุกคาม แต่ถ้าสังคมเห็นการมาของพี่น้องประชาชนจำนวนมาก ที่อยู่บนแนวของสันติ รัฐบาลก็มีหน้าที่รับฟัง” นายกรัฐมนตรี กล่าว ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวถามว่า ในส่วนของรูปแบบการเจรจาที่จะเกิดขึ้นนี้คิดว่าจะเกิดขึ้นได้ในระยะเวลา เท่าไร และถ้าหากว่า พ.ต.ท.ทักษิณไม่มีส่วนร่วมในกระบวนการเจรจาแล้ว สามารถที่จะหาข้อยุติร่วมกันได้หรือเปล่า ศ.ดร.อมรา กล่าวว่า การเจรจาเริ่มแล้ว การเจรจาเป็นกระบวนการที่ใช้เวลาและหลายขั้นตอน จะต้องกลับไปกลับมา เพราะฉะนั้นส่วนนั้นคงเป็นระยะหลัง ๆ ระยะแรก ๆ ยังไม่ได้จำเป็น เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า หมายถึงว่าสุดท้าย พ.ต.ท.ทักษิณก็ควรจะเข้าสู่การเจรจานี้ด้วยถึงจะได้บทสรุปที่ชัดเจนใช่ไหม ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนฯ กล่าวว่า ไม่จำเป็น แล้วแต่สถานการณ์จะเคลื่อนตัวไป การคุยจะล้ำไม่ได้ จะค่อย ๆ เคลื่อนไป ไม่มีสูตรสำเร็จและไม่มีตัวชี้วัด สถานการณ์จะนำไปสู่ขั้นต่อ ๆ ไป กำหนดล่วงหน้าไม่ได้ www.thaireform.in.th/news-political/802-2010-03-18-08-45-07.html นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย(พท.) แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.)-แดงทั้งแผ่นดิน กล่าวถึงกรณีนายอภิสิทธิ์ พร้อมเปิดทางเจรจากับกลุ่มผู้ชุมนุมว่า นายอภิสิทธิ์ต้องรู้สถานะของตัวเองว่า ได้อำนาจมาโดยไม่ชอบธรรม ถ้ามีเงื่อนไข การเจรจาก็ไม่เกิดขึ้น โดยท่วงทำนองของนายอภิสิทธิ์ ควรเป็นท่วงทำนองของนายกฯ การเจรจาควรเปิดกว้างแล้วค่อยคุยกัน และการเจรจานั้น นายอภิสิทธิ์ต้องทำใจด้วยว่า ต้องฟังข้อเสนอของทางผู้ชุมนุม ส่วนจะเอาหรือไม่ขึ้นกับการพิจารณา แต่ไม่ใช่การมากำหนดขีดเส้นแบบนี้ "นปช.พร้อมเจรจากับนายอภิสิทธิ์คนเดียวเท่านั้น บนพื้นฐานการเจรจาแบบเสมอภาค ไม่ใช่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ปกครองหรือผู้อยู่ใต้การปกครอง ส่วนสถานที่ที่จะใช้เจรจา ควรให้เกียรติซึ่งกันและกัน" นายจตุพร กล่าว นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำนปช.กล่าวว่า กล่าวว่า ขณะนี้ทุกคนยังให้การสนับสนุนการชุมนุม และยืนยันข้อเสนอเดิมคือ การยุบสภา หากนายกฯจะเจรจาก็พร้อมเจรจาด้วย อย่างไรก็ตาม ไทยรัฐออนไลน์รายงานว่า เวลา 21.00 น. นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ หนึ่งในแกนนำ นปช. ให้สัมภาษณ์ถึงสาเหตุการไม่ยอมเปิดเจรจากับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เพื่อยุติปัญหาว่า การเจรจาจะเกิดขึ้นได้เมื่อทั้ง 2 ฝ่ายมีความเท่าเทียมกัน แต่วันนี้รัฐบาลยังให้สื่อของรัฐออกข่าวโจมตี ใส่ร้ายป้ายสีพวกตน และคนเสื้อแดงว่า เป็นพวกล้มเจ้า คิดลอบสังหารนายกฯ ทำให้กลายเป็นผู้ร้ายของสังคม แล้วตนจะไปนั่งเจรจาทำไม ถ้ารัฐบาล อยากเจรจาอย่างจริงใจ ก็ควรเปิดพื้นที่ให้พวกตนมีโอกาสชี้แจงนำเสนอข้อเท็จจริงต่อพี่น้องประชาชน ทั่วประเทศผ่านสื่อของรัฐเป็นเวลา 2 ชั่วโมงในช่วงวันเดียวก็พอ แต่คิดว่ารัฐบาลคงไม่กล้า เนื่องจากประชาชนจะเห็นด้วยกับคนเสื้อแดงและจะออกมาร่วมเคลื่อนไหวเป็นจำนวน มาก เพราะวันนี้ประชาชนในสังคมมีวิจารณญาณ มีสติมากพอที่คิดวิเคราะห์ได้เอง แต่รัฐบาลยังมัวคิดว่าประชาชนโง่คิดเองไม่ได้ ทั้งนี้ มติชนนออนไลน์ ได้รายงานคำกล่าวของนายสาทิตย์ วงษ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่กล่าวถึงกรณี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯและแกนนำคนเสื้อแดงประกาศทำสงครามชนชั้น โดยใช้คำว่า "อำมาตย์" กับ "ไพร่" ว่า โอกาสที่จะนำแนวคิดของระบอบคอมมิวนิสต์เมื่อ 30 ปีที่แล้วมา เป็นเงื่อนไขนั้นเป็นไปได้ สิ่งที่รัฐบาลพยายาม คือการอธิบายให้ข้อมูลข้อเท็จจริงกับประชาชนว่า ความหมายของทั้งสองคำคืออะไร โดยให้รัฐมนตรีแต่ละกระทรวงไปชี้แจงเกี่ยวกับแนวทางการช่วยเหลือคนยากจน ปัญหาที่ดินทำกิน ปัญหาหนี้สินที่รัฐบาลกำลังแก้ไขอยู่ โดยนายกฯ สั่งการในที่ประชุม ศอ.รส. ชี้แจงเรื่องดังกล่าวอย่างเป็นระบบทั้งผ่านสื่อ และผ่านเครือข่ายในต่างจังหวัด โดยมี กอ.รมน.รับผิดชอบ และจะให้นักวิชาการทำความใจกับประชาชน เพราะถือเป็นเงื่อนไขนำไปสู่ความขัดแย้งที่จะนำมาประเทศกลับไปสู่สงคราม คอมมิวนิสต์ "นายกฯสั่งการในที่ประชุม ศอ.รส. เพื่อชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลมีแนวทางแก้ปัญหาคนยากจน เช่นกว่า 3 ล้านครอบครัวที่เข้าสู่กระบวนการประกันรายได้ หลายสิบล้านคนเข้าสู่กระบวนการเรียนฟรี 15 ปี และแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน" นายสาทิตย์ กล่าว ที่มาประชาไท และ ศูนย์ข้อมูลข่าวสารปฏิรูปประเทศไทย
ศ.ดร.อมรา ประธาน กสม.

แนวรบสำคัญของ เสื้อแดงมีสองแนวรบ มันไม่ต้องสัมพันธ์ หรือร่วมมือกันตอนนี้
บทความโดย...ลูกชาวนาไทย

ก็มีัคนที่ไม่ใช่เสิ้อแดงถามผมหลายคนว่า คนเสื้อแดงกำลังทะเลาะกันหรือแตกกันหรือ ผมเลยถามว่าแตกกันตรงไหน เขาก็บอกว่า เห็นสามเกลอด่า เสธ.แดง และกรณีสุรชัย
ผมก็งงๆ เพราะผมไม่ถือว่า เสธ.แดงนั้นเป็นแกนนำเสื้อแดงแต่อย่างใด ส่วนกรณีสุรชัย ผมไม่ได้ให้น้ำหนักในฐานะแกนนำเสื้อแดงมากนัก เขาอาจมีกลุ่มแดงสยาม แต่ผมยังไม่เห็นมวลชนของกลุ่มนี้ อาจมีคนเห็นด้วย แต่คนที่เห็นด้วยก็ยังรวมอยู่กับ นปช. เป็นส่วนใหญ่
การที่แกนนำ นปช. ทะเลาะกับสองคนนี้ ผมไม่ถือว่าเป็นเสื้อแดงแตกกัน
หาก ณัฐวุฒิทะเลาะกับวีระ หรือ จตุพรทะเลาะกับณัฐวุฒิ หรือ อริสมัน แรมโบ้ กลุ่มนี้ทะเลาะกันซิครับ ผมจึงจะถือว่า แกนนำเสื้อแดงทะเลาะกัน

(อ.ชูพงษ์ ถี่ถ้วน หรือ ชูพงษ์ เปลี่ยนระบอบ)
สุรชัย เสธ.แดง สองคนนี้ ไม่ใช่ นปช. (จะเป็นคนเสื้อแดงก็เป็นกลุ่มอื่นๆ ที่มีหลายร้อยกลุ่ม แต่ไม่ใช่ นปช.)
แนวรบที่สำคัญในการต่อต้าน อำมาตย์ ผมเห็นว่ามีสองแนวรบในเวลานี้ (คนอื่นจะเห็นอย่างไรก็ได้)
1. แนวรบเปิดเผย คือ คนเสื้อแดงมี นปช. เป็นแกนนำ มีการสร้างมวลชนอย่างเปิดเผย เป้าหมายหลักคือ โค่นล้มระบบอำมาตย์ โดยโจมตีรัฐบาลอภิสิทธิ์และ พล.อ.เปรม ต้องการปฎิรูปการเมืองระบอบประชาธิปไตย โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข แต่ต้องไม่มีการแทรกแซงทางการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น
2. แนวรบใต้ดิน ผมไม่ทราบว่ามีกี่กลุ่ม แต่ที่ผมให้น้ำหนักมากที่สุด และทำงานได้ผลคือ"นปช.ยูเอสเอ + อ.ชูพงษ์" เป็นการโจมตีใต้ดินที่รุนแรงและเฉียบขาด แม้ไม่มีการใช้อาวุธใดๆ ทางกายภาพ แต่อาวุธคือ "ซีดีเนื้อหา" ที่ "รุนแรงระดับเดียวกับระเบิดนิวเคลียร์" เป้าหมายคือ ทำลายลัทธิซาบซึ้ง หรือ ระบอบราชาธิปไตย แต่ต้องการระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขเช่นกัน และยังคงสถาบันพระมหากษัตริย์เอาไว้ แต่ต้องมีการปรับปรุงมากมายในเรื่องที่เกี่ยวกับพระราชอำนาจตามรัฐธรรมนูญ
แนวรบสองแนวนี้ คงไม่ได้มีการประสานกัน หรือทำงานร่วมกัน
แต่แนวทางมันสอดประสานกันโดยอัตโนมัติ และก่อให้เกิดเป็นพลังอย่างรุนแรง
แนวรบ นปช. หยุดอยุ่ที่เปรม เพราะเป็นแนวรบเปิดเผย สามารถทำได้อย่างมากก็แค่นี้ แต่ คุณูปการอันยิ่งใหญ่คือ "การรวมคน จัดตั้ง และมีมวลชนมหาศาล"
ข้อจำกัดของ แนวรบ นปช. คือ เขาไม่าสามารถโจมตีไปที่เป้าหมายที่แท้จริงได้ เพราะมีข้อจำกัดทางวัฒนธรรมหลายประการ รวมทั้งข้อจำกัดทางกฎหมายต่างๆ
แนวรบที่สอง นปช.ยูเอสเอ/ชูพงษ์ เป็นการ "สร้างความตาสว่าง" หรือให้การศึกษาแก่มวลชนเสื้อแดงของ นปช. ไปอีกระดับหนึ่ง ซึ่งไม่จำเป็นต้องทำอย่างเปิดเผย ขึ้นเวที ปราศรัยอย่างเปิดเผย เมื่อมันเป็นงานใต้ดิน ก็ต้องทำอยู่ใต้ดิน
ผมเชื่อว่าคนเสื้อแดงจำนวนมากก็รับ "เนื้อหาของ นปช.ยูเอสเอ/ชูพงษ์ ด้วยวิธีการต่างๆ ทั้งซีดีหรืออินเตอร์เน็ต หรือคลิป อย่างใดอย่างหนึ่ง
ส่วนแดงสยาม หรือ แดงขัติยะ (เสธ.แดง) นี้ ผมยังไม่ให้น้ำหนักมากนัก และสร้างความสับสนมากกว่า
แดงสยาม แนวทางยังไม่ชัดเจนอะไร เนื้อหาที่นำเสนอ ก็คงเป็นเนื้อหาเดียวกับ อ.ชูพงษ์ ซึ่ง อ.ชูพงษ์ทำได้ดีกว่า เพราะสามารถพูดได้อย่างตรงไปตรงมา ไม่จำเป็นต้อง อุปมาอุปไมย แต่นี่มันเป็นงานใต้ดิน พูดบนเวทีไม่ได้ ก็ต้องเป็นงานใต้ดิน จะมาขยายบนดินได้อย่างไร ทำให้เป็นจุดอ่อนให้ฝ่ายตรงข้ามหยิบเอามาทำลายอีก


บทบาทแดงสยามในสายตาผม ไม่ควรมาทำงานบนดิน หากคิดจะช่วยเหลือคนเสื้อแดง ก็ต้องไปเร่งทำงานขยายเครือข่ายของการรับรู้ของ นปช.ยเอสเอ
สามเกลอเขาก็สร้างมวลชนไป นปช.ยูเอสเอ/ชูพงษ์ก็ผลิตเนื้อหา ป้อนมวลชนเสื้อแดงในช่องทางอื่นๆ ไป
นี่เป็นช่องทางที่สมบูรณ์แล้ว เป็นแนวรบที่สอดประสานกันอย่างสมบูรณ์แล้ว
แม้ว่า นปช. ในทางเปิดเผยจะไม่ยอมรับ แต่เขาก็ไม่เอ่ยถึงหรือพูดถึงแต่อย่างใด เพราะมันเป็นงานที่ นปช. ไม่จำเป็นต้องไปพูดถึง "มันสอดประสานกันเอง โดยธรรมชาติอยูแล้ว
เรื่องของสุรชัย และแดงสยาม ผมขี้เกียจติดตามจริงๆ ผมเบื่อและรำคาญ เพราะเนื้อหาที่เอาขึ้นมาบนดิน มันอันตรายต่อการตอบโต้
ผมเห็นว่า นปช.ประกาศตัดญาติขาดมิตร กับ เสธ.แดงและ อ.สุรชัยนั้นถูกต้องแล้ว เพื่อไม่ให้ยุทธศาสตร์ของ นปช. เสียหาย ก็ต้องทำอย่างนั้น
สุรชัย คิดและอยากทำอะไร ก็ไปทำเอง
เสธ.แดง คิดและอยากทำอะไร ก็ไปทำเอง ไม่เกี่ยวกับ นปช.
บางคนคิดว่า แดงสยามจะมีบทบาทในอนาคตได้มากทีเดียว เพราะสามารถเคลื่อนไหวบนดินได้ ไม่ต้องอยู่แต่ใต้ดินเหมือนอาจารย์ชูพง
บทบาทในอนาคตก็ต้องทำในอนาคตครับ ไม่ใช่มาทำกันในตอนนี้ ในแนวรบที่ นปช. เขารบอยู่ นอกจากจะสร้างความสับสนแล้ว ยังทำให้ศัตรูเห็นจุดอ่อนเอามาโจมตีได้ เมื่อคิดกันว่าควรมีบทบาทในอนาคต ก็ต้อง "คอยกาละและเทศะ" ที่มันเหมาะสม
ที่จริงควรไปขยายเครือข่าย เผยแำพร่เนื้อหาของ นปช.ยูเอสเอ เสียมากกว่า
งานที่ต้องทำตอนนี้คือ "สร้างความตาสว่างให้กับคนเสื้อแดง" ซึ่งทำอย่างเปิดเผยไม่ได้
ผมย้ำ นะครับว่าทำอย่างเปิดเผยไม่ได้
จะขึ้นเวที ก็ต้องอ้อมไปอ้อมมา นอกจากสร้างความสับสนแล้วมันยังไม่ได้ประโยชน์อะไร
เอาอย่างที่ เปรียบเทียบกันว่า สามเกลอเขาต้องการไปแค่ "นครสวรรค์" แต่ "แดงสยามต้องการไป เชียงใหม่"
แต่วันนี้มันยังถึงแค่ ลพบุรี ยังไม่ใช่ เวลาแหละหน้าที่ของแดงสยาม ให้สถานการณ์และเหตุการณ์มันเลยนครสวรรค์ไปก่อน
ไม่อย่างนั้น รถไฟก็ตกราง "ตายกันตรงเลยลพบุรี" นี่แหละ"
ผมรำคาญ สุรชัยก็ตรงนี้ ตรงไม่รู้จักกาละเทศะ ของสถานการณ์
ผมเชื่อว่า หากสถานการณ์ถึงนครสวรรค์แล้ว ผมเชื่อว่า นปช.กับสามเกลอ เขาก็อาจขึ้นรถไฟต่อไปถึงเชียงใหม่
แต่เขาไม่จำเป็นต้องพูด ให้ฝ่ายอำมาตย์ มางัดรางรถไฟ ตรงลพบุรีนี่แหละ
Wednesday, March 17, 2010
วันพุธที่ 17 มีนาคม พ.ศ.2553
อัด“เสธ.แดง”พวกกระจอกใช้กำลัง
แดงกลับผ่านฟ้าหลังชุมนุมสถานทูตสหรัฐฯ
'จตุพร'ยื่นหนังสือถามสถานทูตสหรัฐฯข่าววินาศกรรม
'โอ๊ค'ชี้เลือดเสื้อแดงแทนอุดมการณ์
แกนนำเสื้อแดงฝากถึงรัฐบาลยุบสภาแล้วค่อยมาคุยกัน
ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ
หลั่งเลือดโลมดิน
ชนะใจคน
ฝุ่นตลบ
วกมาเรื่อง ‘จ่าเพียร’
กลาโหมยอมรับจ้างเอกชนสร้างชิ้นส่วนเอ็ม16จำลอง
การ์ตูน เซีย 17/03/53
ยุบสภาเถอะ
The Economist: กระแสธารมวลชนสีแดง ผู้ประท้วงรัฐบาลไทย ออกมาบนท้องถนนอีกครั้ง
ที่มา ประชาไท สี่ปีมาแล้วที่ตามท้องถนนในกรุงเทพฯ เต็มไปด้วยการประท้วงหลายครั้ง แต่การประท้วงเมื่อวันอาทิตย์ที่ 14 มี.ค. ที่ผ่านมาก็เป็นการประท้วงที่น่าประทับใจมากในการแสดงให้เห็นถึงพลังของผู้ชุมนุมในเมืองไทย มีผู้ชุมนุมเสื้อแดงหลายหมื่นคนอยู่ภายใต้แสงแดดแผดเผา ขณะรับฟังการปราศรัยที่ด่าทอนายกฯ อภิสิทธิ์ และเหล่าอำมาตย์ที่ทำให้เขาเข้าสู่อำนาจ พวกเขาเรียกร้องให้อภิสิทธิ์ยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ ในวันจันทร์ (15) นายอภิสิทธิ์ก็ปฏิเสธข้อเรียกร้องขณะอยู่ในค่ายทหาร เขาซุกตัวอยู่ในนั้นด้วยกลัวเรื่องความปลอดภัยของตนเอง ในที่ชุมนุมยังมีการต่อวิดิโอลิงค์ของ ทักษิณ ชินวัตร ผู้ที่เคยได้รับการเลือกตั้ง 2 ครั้งซ้อน และในตอนนี้กลายเป็นอดีตนายกฯ ผู้ต้องหนีออกจากประเทศ จากการรัฐประหารในปี 2549 ที่ทำให้ประเทศไทยโงนเงน แต่เขาก็ไม่ได้หายไปอยู่เงียบ ๆ การรัฐประหารนำทางให้ศาลสั่งตัดสินยึดทรัพย์ทักษิณ ซึ่งทำให้กลุ่มเสื้อแดงต้องออกมาประท้วงอย่างที่เห็น อย่างไรก็ตามกลุ่มเสื้อแดงมีการเตรียมการจัดตั้งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือมาเป็นเดือน ๆ ก่อนที่ศาลจะตัดสินยึดทรัพย์ทักษิณ ในคำปราศรัยของทักษิณเขาเรียกร้องไม่ให้กองทัพทำร้ายประชาชนและปฏิเสธว่าไม่ได้ถูกขับออกจากดูไบเช่นที่เป็นข่าว 'สื่อป่วยๆ' ของไทย และเจ้าหน้าที่บางคนมักจะเล่นเรื่องความเสี่ยงที่การชุมนุมจะทำให้เกิดความรุนแรง เช่นเดียวกับการประท้วงเมื่อเดือนเมษายนปีที่ผ่านมาที่เกิดจลาจลและมีกลุ่มทหารออกมาสลายการชุมนุม ทางด้านแกนนำกลุ่มเสื้อแดงบอกว่าพวกเขาได้รับบทเรียนแล้วและมุ่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโดยปราศจากความรุนแรง การชุมนุมของเสื้อแดงแทบไม่มีสัญญาณอันตรายใด กลุ่มผู้ชุมนุมพากันร้องเล่นเต้นรำบนท้องถนน, ถือธง, ป้ายจำพวก "เผด็จการไปลงนรก" และตีนตบ ในเรื่องของจำนวนผู้ชุมนุมนั้น ยังห่างไกลจากคำว่า "million-man march" หรือ "ขบวนล้านมวลชน" อย่างที่ผู้จัดเคยอ้างไว้ แต่ก็ดูไม่มีใครใส่ใจเรื่องนี้เท่าไหร่ แต่จิตวิญญาณแบบงานฉลองในที่ชุมนุมก็เริ่มมีทีท่ามอดลงในวันจันทร์ (15) เมื่อเสื้อแดงพยายามเพิ่มการกดดันอภิสิทธิ์โดยการเคลื่อนขบวนไปทั่วกรุงเทพฯ มีกลุ่มใหญ่ๆ กลุ่มหนึ่งพากันไปล้อมกรมทหารราบที่ 11 ที่นายกฯ อภิสิทธิ์และพรรคพวกใช้เป็นฐาน หลังจากที่มีการเย้ยระบบรักษาความปลอดภัยของบ้านนายกฯ มาหลายครั้ง ผู้ต่อต้านอภิสิทธิ์มองอภิสิทธิ์ในฐานะภาพแทนผู้ได้รับการโปรดจากนายทหารระดับสูงที่ไม่ยอมสูญเสียอำนาจในประเทศไทยไปง่ายๆ ขณะที่อยู่ภายใต้กฏหมายความมั่นคงที่มาจากรัฐบาลเผด็จการทหาร กองทัพก็สนุกกับการใช้กำลังกวาดล้างการประท้วง หากรู้สึกว่าเห็นควร นายอภิสิทธิ์บอกว่าเขาจะไม่ลงจากตำแหน่งขณะเดียวกันก็ไม่มีแผนการปราบผู้ชุมนุมที่ชุมนุมอย่าง "สงบและเรียบร้อย" แต่ภาพการประท้วงก็ดูอันตรายขึ้นในวันจันทร์ เมื่อมีการจู่โจมด้วยระเบิดมือทีค่ายทหารอีกแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ แม้ว่าจะยังไม่กระจ่างชัดว่าใครเป็นผู้ลงมือ แต่สำหรับอภิสิทธิ์ผู้ที่คำนวนสถานการณ์การชุมนุมในไทยเอาไว้แล้ว รัฐบาลของเขาคงฉวยโอกาสปราบปรามผู้ชุมนุมได้มากขึ้นหากมีใครแสดงปฏิกิริยาเกินจริง นี่เป็นเหตุผลที่ทำไมอภิสิทธิ์ถึงยกเลิกการเดินทางไปออสเตรเลีย เพราะเขาต้องการคอยจับตาดูการประท้วงนั่นเอง ในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา กลุ่มเสื้อแดงเข้ามาในกรุงเทพฯ โดยรถกระบะ, รถโดยสาร, รถยนต์ แล่นมาเต็มท้องถนนเมืองหลวง ผ่านจุดตรวจของตำรวจที่เน้นตรวจตรารถราบ่อยกว่าปกติ เมื่อขบวนเสื้อแดงมาถึงใจกลางเมือง มีคนยืนบนสะพานลอยคอยส่งเสียงเชียร์ต้อนรับ กลุ่มเสื้อแดงจึงดูเหมือนกลุ่ม 'นักกอบกู้อิสรภาพ' (liberator) มากกว่าเป็น 'ผู้มารุกราน' (invader) แต่มาจนถึงตอนนี้ผู้ประท้วงก็ไม่ได้ทำลายอะไร มีแต่เพียงความเสียหายทางเศรษฐกิจในกรุงเทพฯ จำนวนเล็กน้อยเท่านั้น ภาพที่เห็นทำให้เราทราบว่ามันดูติ้นเขินไปหน่อยหากจะลดทอนความขัดแย้งของการเมืองไทยเป็นแค่การแบ่งแยกกันของชนบทกับเมือง ที่ทักษิณนำมาใช้ประโยชน์จากนโยบายประชานิยม แต่ความขัดแย้งในปัจจุบันยังมีเรื่องของชนชั้น, ภูมิภาค และที่กำลังเพิ่มมากขึ้นเรือย ๆ คือในเรื่องอุดมการณ์ มันจึงเป็นเรื่องยากที่จะหาทางประนีประนอมเมื่อมีความขัดแย้งมากมายขนาดนี้ มีคนอีกจำนวนมากในกรุงเทพฯ ที่รู้สึกว่าทักษิณกระทำผิด และคิดว่าพวกเขาเองก็ถูกกระทำจากทักษิณด้วย พวกเขาเหล่านี้และผู้ประท้วงจะไปไกลกันถึงจุดไหน เราจะได้เห็นชัดขึ้นในอีกไม่กี่วันนี้ ที่มา: Red tide : Protestors against the Thai government take to the streets again, The Economist, 15-03-2010
แดงเทเลือดบ้านนายกฯแล้ว-บุกยื่นหนังสือสถานทูตสหรัฐต่อ


เสื้อแดงเทเลือดบ้านนายกฯเสร็จแล้ว เตรียมเคลื่อนขบวนไปสถานทูตสหรัฐเพื่อยื่นหนังสือชี้แจงสถานการณ์การเมืองต่อ เจ้าหน้าที่ระดมล้างเลือดรอบพื้นที่บ้านพักอภิสิทธิ์
เมื่อเวลา 12.00 น. กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ได้เตรียมเคลื่อนขบวนผู้ชุมนุมออกจาก บ้านพักนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี หลังได้เข้าไปเทเลือดบริเวณบ้านพักแล้ว โดยได้เตรียมเดินทางไปยังสถานทูตสหรัฐบริเวณ ถนนวิทยุ เพื่อยื่นหนังสือชี้แจงสถานการณ์ทางการเมืองให้ทราบ
สำหรับบรรยากาศบริเวณบ้านพักนายอภิสิทธิ์หลังจากที่กลุ่มเสื้อแดงได้ทำการเทเลือดเสร็จแล้ว เจ้าหน้าที่ได้เริ่มทำความสะอาดพื้นที่โดยรอบที่มีการเทเลือด รวมทั้งเจ้าหน้าที่บางส่วนก็ได้รับความเปรอะเปื้อนจากเลือดที่กลุ่มผู้ชุมนุมนำมาเทขณะที่ยื้อแย่งกัน
เมื่อเวลา 11.50 รถปราศรัยของแกนนำนปช.ได้เดินทางมาถึง 4 แยกด้านหน้า บ้านพักนายกรัฐมนตรีแล้ว โดยนายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง ได้เป็นตัวแทนเดินลงมาบริเวณรั้วลวดหนามพร้อมด้วย
ภาชนะบรรรจุเลือดประมาณ5-6 แกลลอน ขณะที่ได้มีฝนตกลงมาอย่างหนัก
ทั้งนี้กลุ่มแกนนำนปช. ได้พยายามทำการเทเลือดที่บริเวณหน้าบ้านพักนายกรัฐมนตรี
โดยในบ้านพักนายอภิสิทธิ์ ได้มีการฉีดน้ำออกมาชำระล้างบริเวณที่มีการเทเลือดอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้กลุ่มผู้ชุมนุมได้ปาเลือดที่บรรจุอยู่ในถุงและขวด เข้าไปในบ้านนายอภิสิทธิ์ด้วย

สำหรับบรรยากาศบริเวณบ้านพัก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ซอยสุขุมวิท 31 ได้มีการเสริมกำลังทหาร ตำรวจอีก 10 กองร้อย จากเดิมที่มีอยู่แล้ว 6 กองร้อย พร้อมนำลวดหนามมาขึงรอบรั้วบ้าน 1 ชั้น พร้อมทั้งมีการตรวจสอบรถที่ผ่านอย่างเข้มงวด โดยยังไม่มีการปิดเส้นทางหรือนำแท่งซีเมนต์มาปิดเส้นทางแต่อย่างใด ในส่วนครอบครัวของนายกรัฐมนตรี ไม่อยู่ในบ้านพัก มีเพียงเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย
ทั้งนี้ ปากซอยสุขุมวิท 31 เจ้าหน้าที่ได้ปิดการจราจรห้ามเข้า ทำให้กลุ่มเสื้อแดงซึ่งเป็นหน่วยล่วงหน้า ไม่สามารถเข้าไปที่หน้าบ้านของนายกฯ ได้
http://www.posttoday.com





ผ่าทางตันเร่งแก้รธน.แล้วยุบใน3เดือน ทุกฝ่ายต้องเคารพผลเลือกตั้ง มือที่มองไม่เห็นเลิกแทรก
ที่มา Thai E-News
ชาวกรุงหนุนสู้-ชาวกรุงเทพฯในย่านธุรกิจออกมาโบกมือสนับสนุนกลุ่มคนเสื้อแดงที่เดินทางไปเทเลือดประท้วงหน้าบ้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อช่วงเที่ยงวันนี้(ภาพข่าว:AP)
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
17 มีนาคม 2553หมายเหตุไทยอีนิวส์:มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนเสนอแนวทางแก้วิกฤตการเมืองที่ตีบตัน โดยเสนอให้ยุบสภาภายใน 3 เดือน ระหว่างนี้ให้เร่งแก้ไขรธน.เพื่อให้เกิดกติกาการเลือกตั้งที่ยอมรับได้ร่วมกัน โดยทุกพรรคการเมืองและทุกฝ่ายต้องเห็นพ้องกัน และต้องยอมรับผลการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น โดยปราศจากการแทรกแซงของอำนาจนอกระบบ โดยมัรายละเอียดต่อไปนี้
แถลงการณ์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
เรื่อง ออกไปจากการเมืองที่ตีบตัน
การเคลื่อนไหวทางการเมืองที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในห้วงเวลาปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของความเปลี่ยนแปลงอย่างสำคัญของสังคมการเมืองไทยในห้วงระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา การเผชิญหน้าและการกดดันด้วยวิถีทางต่างๆ เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการผลักดันทางการเมืองเพื่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนโครงสร้างและระบบการเมืองที่จะทำให้ทุกฝ่ายสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในทางการเมืองได้อย่างทัดเทียม
จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลงที่ได้เกิดขึ้น รวมถึงการปรับโครงสร้างทางการเมืองเพื่อรองรับสัมพันธภาพทางอำนาจแบบใหม่ ซึ่งการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ได้ทำให้กระบวนการปรับตัวอย่างสันติในระบอบประชาธิปไตยยุติลงอันเห็นได้อย่างชัดเจนว่าการปรับโครงสร้างอำนาจทางการเมืองด้วยอำนาจรัฐประหารนั้นล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง
ความขัดแย้งที่ต่อเนื่องและเข้มข้นสะท้อนให้เห็นถึงการดำรงอยู่ของโครงสร้างสังคมการเมืองที่ไม่เป็นธรรมอย่างรุนแรงกับผู้คนโดยเฉพาะคนชั้นล่างอันเป็นรากฐานสำคัญของความขัดแย้งการเมืองในปัจจุบัน ตราบเท่าที่ยังไม่เกิดการปรับโครงสร้างทางการเมืองเกิดขึ้นก็ยากที่จะทำให้สังคมไทยเดินหน้าต่อไป
เพื่อที่จะเปิดทางให้เกิดการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของระบบการเมือง การลดความเข้มข้นของความขัดแย้งในปัจจุบันลงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ จำเป็นที่จะต้องสร้างเงื่อนไขเบื้องต้นที่จะนำเอาทุกฝ่ายกลับเข้ามาสู่กระบวนการทางการเมืองซึ่งเป็นที่ยอมรับร่วมกัน
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนขอให้สังคมร่วมกันกดดันองค์กรและสถาบันต่างๆ ดำเนินการดังต่อไปนี้เพื่อสร้างจุดเริ่มต้นของการก้าวออกไปจากการเมืองไทยที่ตีบตับ
ประการแรก รัฐบาลต้องประกาศการยุบสภาภายในระยะเวลา 3 เดือน
ประการที่สอง รัฐสภาต้องผลักดันให้เกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญในส่วนที่เป็นปัญหาเฉพาะหน้าให้แล้วเสร็จภายในห้วงระยะเวลานี้ เพื่อให้เกิดกติกาของการเลือกตั้งซึ่งเป็นที่ยอมรับได้ในระหว่างนักการเมืองด้วยกัน
ประการที่สาม พรรคการเมืองต้องเจรจาเพื่อให้เกิดการยอมรับวิถีทางพื้นฐานของการเลือกตั้ง เปิดโอกาสให้มีการหาเสียงของทุกพรรคการเมืองได้อย่างกว้างขวางในทุกพื้นที่
ประการที่สี่ ภายหลังการเลือกตั้งต้องยอมรับการจัดตั้งรัฐบาลที่เป็นไปภายใต้ระบบของประชาธิปไตย ไม่มีการแทรกแซงจากอำนาจนอกระบบ
ความขัดแย้งทางการเมืองที่เป็นอยู่ในขณะนี้มิใช่เป็นสิ่งที่จะสามารถแก้ไขได้ด้วยมาตรการอันใดอันหนึ่ง หากต้องหมายความรวมถึงการปรับเปลี่ยนระบบและโครงสร้างอีกอย่างกว้างขวางที่จะต้องเกิดขึ้นต่อไป การแสวงหาจุดเริ่มต้นเพื่อดึงทุกฝ่ายเข้ามาในการแก้ไขปัญหานี้จะทำให้สามารถมองเห็นทางออกของความขัดแย้งที่ดำเนินมาอย่างยาวนานนี้ได้ พึงต้องตระหนักว่ายังมีความยุ่งยากอีกหลายประการที่จะต้องมีการถกเถียง แลกเปลี่ยน กดดัน ต่อรอง กันอีกมากในวันข้างหน้า
การไม่ไยดีต่อการเคลื่อนไหวทางการเมืองดังที่เป็นอยู่ทั้งจากรัฐบาลและสังคมไทย จะมีความหมายถึงการทำให้ความขัดแย้งทางการเมืองดำรงอยู่ต่อไป และอาจเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความรุนแรงทางการเมืองให้บังเกิดขึ้นอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
17 มีนาคม 2553
นักลงทุนต่างชาติไล่ซื้อหุ้นตบหน้าสื่อ-อำมาตย์ เสื้อแดงไม่กร้าวร้าวรุนแรงตามโฆษณาชวนเชื่อ
ที่มา Thai E-NewsThe absence of violence so far has boosted Thai stocks as investors speculate the protest will lose momentum, unlike a similar rally last year that turned violent. The government aims to prevent the airport seizures, rioting and street clashes that have marked previous street demonstrations since Thaksin was ousted in a 2006 coup.-Bloomberg
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
17 มีนาคม 2553
วันนี้ดัชนีตลาดหุ้นไทยทะยานขึ้นต่อเนื่องจากวันก่อน ปิดทำการที่ 765.54 จุด +13.34จุด หรือ+1.77%เป็นการทำสถิติสูงสุดใหม่ในรอบ 6 เดือน ด้วยมูลค่าซื้อขายหนาแน่น 33,676 ล้านบาท หลังจากกลุ่มเสื้อแดงจัดการชุมนุมบุกไปเทเลือดผู้เรียกร้องประชาธิปไตยที่หน้าบ้านนายกัฐมนตรี โดยไร้เหตุรุนแรงใดๆ
ตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นต่อเนื่องในช่วงก่อนและระหว่างการจัดชุมนุมโดยสันติของกลุ่มเสื้อแดง โดยนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิไปมากกว่า25,000ล้านบาท ในรอบ16วันทำการ หลังจากมอร์แกนสแตนลีย์ โบรกเกอร์ยักษ์ใหญ่เพิ่มน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นไทย โดยระบุว่าปัจจัยเสี่ยงทางการเมืองไม่ตึงเครียด ภายหลังกลุ่มเสื้อแดงจัดการชุมนุมโดยวิธีการสันติ
เรื่องนี้นับว่าลบล้างการโฆษณาชวนเชื่อของเครื่อข่ายอำมาตย์ที่ว่าการจัดการชุมนุมของเสื้อแดงมีผลกระทบทางลบต่อเศรษฐกิจการค้าการลงทุน การท่องเที่ยวของไทย รวมไปถึงการโฆษณาชวนเชื่อว่าคนกรุงเทพฯต่อต้านการชุมนุมก็เป็นเรื่องตรงกันข้าม เพราะเมื่อเสื้อแดงไปทางไหนก็ได้รับการต้อนรับสนับสนุนจากชาวกรุงเทพฯ
สำนักข่าวบลูมเบิร์ก ซึ่งเป็นสำนักข่าวทางด้านเศรษฐกิจการเงินที่สำคัญของโลก รายงานวันนี้ในหัวข้อข่าว"ผู้ประท้วงไทยบุกเทเลือดหน้าบ้านอภิสิทธิ์"ว่า วันนี้หุ้นไทยปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง เพราะการชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐบาลยังคงเป็นไปโดยสันติ
บลูมเบิร์กรายงานว่าก่อนเสื้อแดงจัดม็อบมีการโหมกระแสว่าจะเป็นไปด้วยความรุนแรงทำให้หุ้นตกมาเมื่อเดือนก่อน แต่พอมีชุมนุมจริงไม่มีเหตุรุนแรง เป็นไปโดยสันติ ต่างกับการชุมนุมของพันธมิตรในปี2549ที่เต็มไปด้วยความรุนแรงทั้งการยึดทำเนียบ และยึดสนามบิน และการทำรัฐประหารโค่นล้มทักษิณ
นักลงทุนต่างชาติเล่นทางซื้อสุทธิต่อเนื่องอีก3026ล้านบาทในวันนี้ รวมเป็นการซื้อสุทธิต่อเนื่อง17วันเต็มแล้ว บลูมเบิร์กรายงาน เฉพาะเดือนมีนาคมก็ซื้อสุทธิไปมากกว่า24,576ล้านบาท(คลิ้กดูที่นี่)
นักลงทุนต่างชาติไม่วิตกม็อบ แห่ลงทุนซื้อหุ้นไทยสุดคึก
เป็นที่น่าสังเกตว่า ก่อนการชุมนุมใหญ่ของเสื้อแดง รัฐบาลอภิสิทธิ์ กองทัพ และสื่อกระแสหลักที่เป็นแขนขามือไม้เผด็จการอำมาตย์ ได้ออกมามีบทบาทสำคัญในการสร้างกระแสว่า การชุมนุมใหญ่ครั้งนี้จะเป็นผลเสียต่อการค้าการลงทุนต่อเศรษฐกิจ การท่องเที่ยวของไทย และส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตปกติของคนกรุงเทพฯ โดยมีการออกข่าวในทางลบต่างๆนานา
แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อตรวจสอบกระแสของนักลงทุนต่างชาติกลับพบว่าเป็นไปในทางตรงกันข้ามกับที่รัฐ,พันธมิตรและสื่อโหมโฆษณาชวนเชื่อ เพราะสะท้อนว่านักลงทุนต่างชาติยังเชื่อมั่นในการลงทุนในไทยอยู่
แต่นักเล่นหุ้นคนไทยกลัวตามกระแสสื่อหลัก และพันธมิตรโหมโฆษณาให้กลัวจึงพากันขายหุ้นออกมาต่อเนื่อ งแต่นักลงทุนคนไทยอาจจะผิดทาง เพราะหุ้นไทยขึ้นมาต่อเนื่องมาบริเวณ 760 จุดแล้ว
บลูมเบิร์กสัมภาษณ์บัณฑูร ล่ำซำชี้นักธุรกิจชินกับม็อบแล้ว
สำนักข่าวบลูม้เบิร์ก สำนักข่าวชั้นนำในโลกการเงินการลงทุนรายงานข่าว โดยสัมภาษณ์นายบัณฑูร ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารธนาคารกสิกรไทย แบงก์พาณิชย์รายใหญ่อันดับ3ของประเทศระบุว่า"ถึงแม้การประท้วงจะรุนแรงหรือนองเลือดก็ไม่มีผลทำลายเศรษฐกิจ"เพราะการประท้วงเกิดขึ้นตลอดเวลาอยู่แล้วในประเทศไทย"
บลูมเบิร์กรายงานว่า ไม่ได้มีแต่ชาวชนบทเข้าร่วมการประท้วง เมื่อสายวันนี้มีคนเสื้อแดงจำนวนหนึ่งไปประท้วงที่สวนลุมพินี นายสิริวร นิมิตรศิลมา อายุ 67 ปี ซึ่งไปอาศัยอยู่ในสหรัฐอเมริกานานถึง46ปี และได้กลับมาประเทศไทยในปี2549ก็เข้าร่วมชุมนุมประท้วง โดยบอกว่าเขาประท้วงเพื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เพราะ"เขาเป็นนายกรัฐมนตรีในดวงใจของพวกเรา หากนายอภิสิทธิ์คิดว่าเขาทำเพื่อคนส่วนใหญ่ ก็แล้วทำไมจึงไม่จัดการเลือกตั้งใหม่ คืนอำนาจให้ประชาชนเสียหละ?"
นายโรเบิร์ต บรอดฟุต กรรมการผู้จัดการบริษัทที่ปรึกษาด้านการเมืองและเศรษฐกิจ ซึ่งมีฐานในฮ่องกงกล่าวว่า"การจัดการเลือกตั้งใหม่นั้นน่าจะเป็นประโยชน์ แต่ผมไม่แน่ใจว่าจะการันตีว่าเป็นทางออกหรือไม่ ในเมื่อคนไทยยังแตกแยกเป็น2กลุ่ม ระหว่างคนในเขตเมืองกับอีกฝ่ายในเขตชนบท"
บลูมเบิร์กรายงานการสัมภาษณ์นายแพทย์เหวง โตจิราการ ผู้นำการประท้วงที่ยืนยันว่าจะจัดการชุมนุมโดยสันติปราศจากอาวุธ หากใครใช้อาวุธหรือความรุนแรงขอให้เข้าใจว่าไม่ใช่เสื้อแดง"เราต้องการให้ยุบสภา จัดเลือกตั้งใหม่เท่านั้น ไม่มีอย่างอื่น"
UNรับสื่อกระแสหลักรายงานด้านเดียว นำเสนอกรรมการสิทธิฯUN
เช้าวันนี้ น.ส.จารุพันธุ์ กุลดิลก อาจารย์ ม.มหิดล น.ส.สุดา รังกุพันธ์ อาจารย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนายสุดสงวน สุธีร์สรณ์ อาจารย์ ม.ธรรมศาสตร์ เดินทางไปที่สำนักงานองค์การสหประชาชาติ ถ.ราชดำเนิน เพื่อพบนางนาตาลี เมเยอร์ เจ้าหน้าที่ด้านสิทธิมนุษยชนประจำภูมิภาค ขององค์การสหประชาชาติ เพื่อเรียกร้องให้สหประชาชาติส่งเจ้าหน้าที่สังเกตการณ์ชุมนุม เพราะสื่อหลักนำเสนอข่าวการชุมนุมด้านเดียว
นางนาตาลีกล่าวว่า เข้าใจว่าสถานการณ์ไม่ปกติ และสื่อในประเทศยังให้ข้อมูลไม่ครบถ้วน นอกจากนี้เจ้าหน้าที่สหประชาชาติดังกล่าวยังแสดงความห่วงใยว่าการประกาศใช้ พรบ.ความมั่นคงจะนำไปสู่การใช้ความรุนแรง และนำไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชน จึงจะนำเรื่องนี้ไปเสนอกับกรรมการสิทธิมนุษยชนภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของสหประชาชาติ
ผู้เชี่ยวชาญใน ตปท. คาด หากเกิดความรุนแรงอาจไม่ใช่ฝีมือเสื้อแดง
ข่าวการชุมนุมของเสื้อแดงในหนังสือพิมพ์ New York Times วันที่ 11 มี.ค. เรียกการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงที่มีการโดยสารมาทางรถบัส รถบรรทุก และรถอีแต๋น ว่าเป็นยุทธการ "ป่าล้อมเมือง" New York Times รายงานอีกว่า การที่คนในชนบทเข้ามาชุมนุมกันในเมืองหลวงเน้นให้เห็นถึงความแตกแยกที่ฝังรากลึกในประเทศ ระหว่างคนจนชนบทกับคนเมือง
New York Times ยังได้นำเสนอความเห็นของปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเมืองไทยจากสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาในสิงคโปร์ ซึ่งตั้งข้อสงสัยว่า ผู้ชุมนุมมักจะใช้คำว่า 'สงครามครั้งสุดท้าย' (Final Showdown) แต่พวกเขาเชื่อว่าจะทำให้นายกฯ อภิสิทธิ์ ลงจากอำนาจได้จริงไหม
นอกจากนี้ปวิน ยังบอกอีกว่าเขากลัวว่าจะมีคนกลุ่มอื่นมาสร้างความวุ่นวายเพื่อก่อให้เกิดความรุนแรง
"ถ้าเกิดเรื่องร้าย ๆ ขึ้น มันอาจจะไม่ได้มาจากเสื้อแดง" ปวินกล่าว "มันมีหลายกลุ่มมากในตอนนี้ มีอยู่ในทุก ๆ ที่ แม้แต่ในเสื้อเหลืองหรือเสื้อแดงก็มีกลุ่มย่อย ๆ อยู่ พวกเราไม่ทราบว่าใครเป็นพวกใคร ในสถานการณ์แบบนี้ทำให้กลุ่มคนมือที่สาม ที่สี่ ที่ห้า ใช้ประโยชน์จากมันได้เสมอ"
แฉใบสั่งสื่อป้ายสีเสื้อแดงก่อความวุ่นวายปูทางปราบ
ใบสั่งสื่อ-กรมกิจการพลเรือนทหารบก กองบัญชาการทหารบก ส่งใบสั่งไปยังสื่อต่างๆขอให้ออกข่าวโฆษณาชวนเชื่อทำสงครามข่าวเพื่อให้ร้ายป้ายสีผู้ชุมนุมเสื้อแดงที่จะเรียกร้องประชาธิปไตยในวันที่ 14 มีนาคมนี้ไปในทางที่เป็นผลลบต่อประเทศ ชีวิตของคนกรุงเทพฯ เศรษฐกิจ การลงทุน ตลาดหุ้น และการท่องเที่ยว เชื่อเป็นแผนโดดเดี่ยวเสื้อแดงและปูทางไปสู่การปราบปรามประชาชน
ก่อนการชุมนุมใหญ่ของกลุ่มเสื้อแดงในวันที่ 14 มีนาคมนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่าสื่อของรัฐ และสื่อเอกชนต่างมี"ธง"ในการนำเสนอข่าวไปในทิศทางเดียวกันคือการสร้างภาพลักษณ์ว่า กลุ่มเสื้อแดงจะเข้ามาก่อความวุ่นวายในกรุงเทพฯ สร้างความรุนแรง มีผลกระทบต่อวิถีชีวิตของคนกรุงเทพฯ และผลกระทบทางลบต่างๆ สื่อบางสำนักได้ปลุกปั่นให้คนกรุงเทพฯรวมตัวกันต่อต้าน ปกป้องกรุงเทพฯ หรือสร้างความตระหนกตกใจ เช่น เสนอข่าวว่ามีการกักตุนอาหาร หรือถอนเงินจากบัญฃีเป็นต้น
การนำเสนอข่าวดังกล่าวเป็นไปในทิศทางที่รัฐบาล และระบอบอำมาตย์ต้องการ นักสังเกตการณ์ทางการเมืองเชื่อว่าเพื่อทำลายความชอบธรรมในการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตย โดดเดี่ยวคนเสื้อแดงให้เป็นเรื่องคนกลุ่มน้อยที่จะก่อความวุ่นวาย สร้างความรุนแรง และสร้างความชอบธรรมในการออกกฎหมายพรบ.ความมั่นคง พรก.ฉุกเฉินเพื่อปราบปรามประชาชนผู้เรียกร้องประชาธิปไตย
เรื่องการสร้างกระแสดังกล่าวนั้นไม่ได้เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ แต่มี"ใบสั่ง"ให้สื่อกระแสหลักดำเนินการมาเป็นลำดับ ดังเอกสารที่เรานำมาเปิดเผยนี้เป็นใบสั่งจากกรมกิจการพลเรือนทหารบก กองบัญชาการทหารบก ที่ส่งไปยังสถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์ทวีวี(ช่อง9) โดยใบสั่งนี้เป็นใบสั่งประจำวันที่ 4 มีนาคมที่ผ่านมานี้ ระบุ"ขอความร่วมมือ"เผยแพร่เป็นอักษรตัววิ่งประจำวันที่ 4 มีนาคม 2553 ดังนี้ และเรามีข้อสังเกตเพิ่มเติมดังต่อไปนี้-ข้อความที่1:นายสุเทพฯ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคงเชื่อว่าคนไทยทั้งประเทศไม่ประสงค์ให้บ้านเมืองเกิดความวุ่นวาย ส่วนใหญ่ต้องการเห็นบ้านเมืองสงบ
ข้อสังเกตก็คือ เป็นการโฆษณาชวนเชื่อเพื่อโดดเดี่ยวประชาชนที่จะมาชุมนุมใหญ่ว่าเป็นเพียงคนกลุ่มน้อย-ข้อความที่2:นายกงกฤษ หิรัญกิจ ประธานสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ให้ความมั่นใจว่าแนวโน้มการท่องเที่ยวไทยมีทิศทางที่สดใส หากปัจจัยการเมืองไม่มีความวุ่นวาย อาจขยายตัวถึง12-15%
ข้อสังเกต เป็นการโฆษณาชวนเชื่อว่าการชุมนุมของคนเสื้อแดงจะมีผลทางลบต่อการท่องเที่ยว ทั้งที่นายกงกฤษให้สัมภาษณ์หลายสื่อ รวมทั้งสัมภาษณ์ทางทีวีเนชั่นในช่วงสายวันที่ 9 มี.ค.เชื่อว่าการชุมนุมจะไม่มีผลกระทบต่อการท่องเที่ยว เนื่องจากไม่น่ามีเหตุรุนแรง และผู้ประกอบการท่องเที่ยวก็ปรับตัวได้แล้ว-ข้อความที่ 3:นายสุกิจ อุดมศิริกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส สถาบันวิจัยนครหลวงไทยกล่าวต้องติดตามสถานการณ์การเมืองช่วงนี้เป็นพิเศษ เพราะปัญหาการเมืองเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อตลาดหุ้นไทย หากการเมืองเกิดความรุนแรงอาจทำให้การขยายตัวของจีดีพีต่ำกว่า2%
ข้อสังเกต:เป็นการโฆษณาชวนเชื่อว่าการชุมนุมจะส่งผลลบต่อตลาดหุ้นและเศรษฐกิจ ซึ่งกองทัพบกไม่เคยทำอย่างนี้เลยในตอนที่พันธมิตรชุมนุม แต่ผู้นำกองทัพบกกลับไปออกทีวีเรียกร้องให้นายกฯลาออกแทนข้อความที่4:กตม.ยังคงตั้งจุดตรวจจุดสกัดในพื้นที่สำคัญโดยต่อเนื่อง และขออภัยในความไม่สะดวกในเส้นทางการจราจรบางพื้นที่ ทั้งนี้หากพี่น้องประชาชนพบบุคคลและวัตถุต้องสงสัย โทรสายด่วน191และ1555
ข้อสังเกต:เป็นการโฆษณาชวนเชื่อแยกผู้ชุมนุมเสื้อแดงให้โดดเดี่ยว ขาดการสนับสนุนจากประชาชน และโน้มน้าวให้ประชาชนเกลียดชัง และจับตาหรือร่วมมือรัฐบาลระบอบอำมาตย์เอาผิดกับผู้ชุมนุม ในขณะที่ออกตัวในกรณีรัฐบาลไปตั้งด่านทำให้การจราจรติดขัดเสียเอง
















