ที่มา Thai E-Newsแดงไทยในไต้หวัน-กลุ่มเสื้อแดงไทยในไต้หวันรวมพลังกันหนุนการต่อสู้เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยในไทยพร้อมกับพี่น้องชาวไทยในต่างประเทศทั่วทุกมุมโลก
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
22 มีนาคม 2553
พี่น้องชาวไทยที่ไปพำนัก และทำงานในต่างประเทศได้เคลื่อนไหวเข้าร่วมหนุนการต่อสู้ของคนเสื้อแดงอย่างต่อเนื่อง ทั้งการจัดกิจกรรมชุมนุม การระดมทุนเพื่อส่งเป็นน้ำเลี้ยงมายังไทย และการส่งกำลังใจมา รวมทั้งบินมาร่วมหนุนในที่ชุมนุม ล่าสุดกลุ่มคนเสื้อแดงในไต้หวันที่จัดการชุมนุมขึ้นได้ส่งพลังใจมาหนุนช่วยให้เสื้อแดงในไทยประสบชัยชนะ และเรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภา จัดการเลือกตั้งใหม่ คืนอำนาจการตัดสินใจให้ประชาชน
คนไทยในญี่ปุ่นจัดชุมนุมหน้าสถานทูต-กต.ญี่ปุ่น
นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย โฆษกเวทีคนเสื้อแดงประกาศบนเวทีผ่านฟ้าเมื่อค่ำวันนี้ว่า ในวันพรุ่งนี้กลุ่มRED IN JAPANหรือคนเสื้อแดงในญี่ปุ่นจะจัดการชุมนุมหน้าสถานทูตไทยในโตเกียว และจากนั้นจะเดินทางไปยื่นหนังสือที่กระทรวงต่างประเทศญี่ปุ่นแสดงเจตจำนงชาวไทยในญี่ปุ่นไม่ยอมรับรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ที่มีที่มาไม่ชอบธรรมและขาดความชอบธรรมในการบริหารประเทศ เนื่องจากประชาชนไทยทั้งในประเทศและต่งประเทศพากันชุมนุมต่อต้านเรียกร้องให้ยุบสภา
Rouge-france (แดงฝรั่งเศส)รวมพลังต้านรัฐบาลเผด็จการที่หอไอเฟลส่งน้ำเลี้ยงมาไทย
คุณขวัญใจ เนตรแสงศรี รายงานจากฝรั่งเศส รายงานว่า Rouge-france (แดงฝรั่งเศส)รวมพลังต้านรัฐบาลเผด็จการที่หอไอเฟล
สายปารีสนำทีมโดย คุณมนู มิ่งชัย กับคุณวิไลลักษณ์ สีหราช สายรูแบร์นำทีมโดย คุณสนิท โพธิษา กับ คุณขวัญใจ เนตรแสงศรี
ในการชุมนุมครั้งนี้มีการบริจาคเพิ่มโดยมี ยอดทั้งหมด 450 ยูโร (ต้องขออภัยที่ยังไม่ใด้แจ้งรายชื่อผู้บริจาคมา) เราใด้นำเงินจำนวน นี้มอบให้กับ มวลชนคนรักประชาธิปไตยขอนแก่นโดยมี คุณศักดา อ้อพงษ์ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น เป็นที่ปรึกษา
ขอบคุณอีกครั้งในน้ำใจที่หลั่งไหลสู่มาตุภูมิ เลิกดูถูกรากหญ้า และให้สิทธิที่ประชาชนทุกคนควรจะใด้รับกับเขา การแสดงพลังของมวลชนครั้งนี้ กลุ่มอำมาตย์พร้อมกับสื่อที่ชอบเปลียนขาวให้เป็นดำ คงเห็นกับตาตัวเองแล้วซินะ แล้วก็คำพูดที่ชอบพูดว่าพวกเราทำเพื่อคนคนเดียว หรือที่ทำเพราะมีน้ำเลี้ยงของนายกฯทักษิณ พวกเราคิดไกลกว่าท่านคิด เราคิดถึงอนาคตของลูกหลาน เราคิดถึงอนาคตของประเทศไทย แล้วน้ำเลี้ยงก็มาจากการบริจาคของคนไทยทั้งในประเทศและต่างประเทศ
เสื้อแดงอิลลินอยส์ระดมทุน1,000เหรียญหนุนสู้
กลุ่มเสื้อแดง Illinoisเปิดเผยว่า ทางกลุ่มได้นัดพบ Fund-raising (ระดมทุน) ของกลุ่มเสื้อแดง Illinois เมื่อวันที่ 13 มีนาคมที่ผ่านมา ตัวเลขสุดท้ายของยอดเงินที่ได้ใมคืนนั้นคือ $1,400.00 ถ้วน (ประมาณ45,000บาท) ในเบื้องต้น $1,000.00 ได้ส่งไปช่วยสนับสนุน อาหารและนำ้ดื่มในช่วงการปราศัยใหญ่ที่จังหวัดอ่างทอง
แดงเยอรมันข้ามทวีปมาตั้งเต๊นท์เติมกำลังหนุนพี่น้องผ่านฟ้า
คุณกอไก่เขียนถึงกลุ่มคนรักทักษิณในเยอรมนี ที่บินข้ามน้ำข้ามทะเลมาร่วมต่อสู้กับพี่น้องบนถนนราชดำเนิน ในบอร์ดประชาไท
ก็เป็นเพียงเต๊นท์เล็กๆ ที่บินข้ามน้ำข้ามทะเล มาช่วยแจกจ่ายน้ำบ้าง กาแฟและขนมบ้าง แต่ก็เปี่ยมไปด้วยหัวใจเดียวกันกับคนเสื้อแดง ทีมงานถึงจะมีเพียง 3-4 คน แต่ก็ที่น่ารักมาก และที่น่ารักที่สุดก็คือ หญิงวัย 60 จะ 70 ปี นามว่า " คุณป้าปุ๊ก " คนเก่งของเต๊นทืนี้ ทำงานเหมือนเครื่องจักร ไม่ยอมพักยอมนั่งผมเลยถามท่านว่า ....... ทำไมไม่พักบ้างครับ คุณป้าจุ ครับ
ท่านตอบกลับมาว่า ....... ป้าเหนื่อยน่ะ แต่ พี่น้องเราเหนื่อยมากกว่า (จุกเลยไม่น่าถาม)
เสียดายที่ท่านไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพเพื่อนำมาลงในนี้
กลุ่มคนรักทักษิณในเยอรมนี ยังได้ขอรับบริจาค เพื่อนำมาจัดหา น้ำดื่ม+น้ำหวาน+กาแฟและขนม โดยบริจากได้ที่ THAIRED GERMANY.COM หรือที่เต๊นท์ ซึ่งตั้งอยู่หน้าพลับพลารับแขกบ้านแขกเมือง หรือหากหันหน้าเข้าเวทีใหญ่ จะอยู่ที่ขวามือ ใกล้เต๊นท์ของ RSR และ เสรีชน และติดกับคุณวิสา คัญทัพ
ณัฐวุฒิวอนคนกรุงร่วมใจ ชี้คนไทยในต่างประเทศขอร่วมยากลำบากจนกว่าเสื้อแดงจะชนะ
นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำนปช.กล่าวตอนหนึ่งในการชักชวนคนกรุงเทพฯเข้าร่วมการต่อสู้เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยว่า ตอนนี้ไม่มีแบ่งระหว่างคนชนบทกับคนกรุงเทพฯแล้ว เพราะพี่น้องไทยใจเดียวกันหมด รวมถึงพี่น้องไทยที่ไปทำงานหรืออาศัยอยู่ในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส เดนมาร์ค อิตาลี เนเธอร์แลนด์ ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น ก็แจ้งความจำนงหนุนการต่อสู้มาหมดแล้ว ทั้งการบริจาคเงิน และการเดินทางข้ามประเทศมาร่วมชุมนุม
"คนไทยในอเมริกากลุ่มหนึ่งโทรมาบอกกับผมว่า เพื่อแสดงความมีน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ร่วมกันต่อสู้ร่วมกันยากลำบากกับพี่น้องที่ชุมนุมตากแดดตากฝนบนถนนราชดำเนิน ในระหว่างที่พี่น้องชุมนุมอยู่ คนไทยในอเมริกากลุ่มนี้เขาประกาศว่า ช่วงนี้จะไม่นอนบนฟูกหรือที่นอน แต่จะนอนกับพื้น จะไม่ไปกินข้าวตามร้านอาหารหรูหรา หรือนอกบ้าน แต่จะกินข้าวกล่องแบบเดียวกับพี่น้องที่มาลำบากชุมนุม จะทำอย่างนี้ไปจนกว่าพี่น้องเราทางเมืองไทยได้รับชัยชนะและยุติการชุมนุม ดังนั้นพี่น้องชาวกรุงเทพฯครับ ขนาดคนไทยในต่างประเทศก็ร่วมจิตร่วมใจกันขนาดนี้ ตอนนี้เสื้อแดงมาถึงหน้าบ้านท่านแล้วเชิญออกมาร่วมกับพวกเราสร้างประชาธปไตยที่แท้จริงกันเถิดครับ"
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Monday, March 22, 2010
ท่อน้ำเลี้ยงเสบียงกำลังใจไทยต่างแดนไหลสู่เสื้อแดงไม่ขาดสาย สามัคคีมีเอกภาพขับไสอำมาตย์
วันจันทร์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ.2553
โชห่วย–ข้อเท็จจริงที่ต้องรู้
พิษแดง!ปิดผับหาดใหญ่บีบ 'ทอม ดันดี' พ้นคอนเสิร์ตใต้
แดงสตูลเปิดคลิปเสียงนายกฯ สั่งปราบเสื้อแดงเม.ย.52
ไม่ปรองดอง
ฝากถึงแพทยสภา
แดงทั้งกรุงเทพ
ย้อนแย้ง วจีเสนาะ จาก ท่านชวลิต ยงใจยุทธ วีระ นายแน่มาก!
กว่าจะถึงโต๊ะเจรจา
เจรจาเพื่ออะไร
"ทักษิณ"วิดีโอลิงก์ ยกเรื่องบอยคอตเลือกตั้งซัด "มาร์ค"ไม่ยอมรับกติกา-กม. อัดสื่อโจมตีเสื้อแดง
นปช.ระดมสาวเสื้อแดง1พันคนบุกตรวจเต๊นท์ทหารวัดตรีทศเทพ "ตู่"ประกาศเดินพาเหรดทั่วกรุงอีกรอบ27มี.ค.
"ณัฐวุฒิ"ลั่นกลอง!! นำทัพ"เสื้อแดง"บุกปิดล้อม ครม. ประกาศขอจองเวรตามไปล้อมทุกที่ โวงานใหญ่ลุยเอง
พท.แฉ"จุรินทร์"ตั้ง เด็กปชป.วุฒิป.ตรี นั่งในสธ.กินเงินเดือน 4 หมื่นสูงกว่าซี 9 ยื่น สตง.-ป.ป.ช.สอบ
“ณัฐวุฒิ”เล็งโชว์ภาพลับนายกฯพรุ่งนี้19น.-เชื่อคนหัวเราะกลิ้ง
“มาร์คกระสัน”
ไพร่-อำมาตย์
การเมืองของประชาชน
สุดท้ายที่กรุงเทพฯ
เสื้อแดงประกาศ ไม่ป่วน ครม.27 มี.ค.ชุมนุมใหญ่
‘บิ๊กตู่’ รู้ดีกว่าใคร!
‘ราบ11’กองบัญชาการสู้ม็อบ!
เห็นกงจักรเป็นดอกบัว
ต้นเหตุอยู่ที่ ‘สื่อ’
แดงชู้วับ ชู้วับ
เงินประชาชน ‘ฆ่าประชาชน’!!
ไม้หนึ่ง ก.กุนที The Great Red Army!
ที่มา thaifreenews
ถอดความเป็นภาษาอังกฤษโดย จารุพรรณ กุลดิลก สุดา รังกุพันธุ์ และอนุสรณ์ ติปยานนท์
ด้วยตีนหนา หน้าบาง กว้างและลึก
เดินทางไกล สะสมยุทธ ศึกษา
ปูมประเทศ เขตรัฐ ทัศนา
สุดตามอง ทิวกองทัพ ประชาชน
ด้วยตีนนี้ มีเข็มมุ่ง มีจุดหมาย
เหยียบหนามใน รกชัฏ ขื่นขัดสน
จากก้าวแรก สู่แสนล้าน กำลังคน
เขื่อนก็กลาย เป็นถนน เป็นหนทาง
คล้ายสายน้ำ ค่อยสะสม หยดวารี
หยาดน้ำซับ สู่มหา นทีกว้าง
เชี่ยวกรากเกรี้ยว แก่งหินใด เหิมกั้นกลาง
หักกัดกร่อน หินกีดขวาง ทิ้งทะเล
คือมหา สมุททรา กองทัพแดง
ทั้งกร้าวแกร่ง และอ่อนโยน ทรงเสน่ห์
แข็งในอ่อน อ่อนในแข็ง เกินคะเน
ไหลชำระ ล้างร้อยเล่ห์ เพทุบาย
คลื่นถั่งโถม โครมคะนอง กึกก้องกู่
กวาดเงือกงู เหรา หล่นลับหาย
ไล่ฝูงสัตว์ ดึกดำบรรพ์ อันตราย
เจ้านกยักษ์ มังกรร้าย ต้องเปลี่ยนแปลง
เป็นสายน้ำ แห่งความคิด วิทยาศาสตร์
อาวุธใด ไม่อาจตัด ให้เหือดแห้ง
ไม่มีสิ่ง ล้ำเลิศ ลวงจำแลง
จะทำลาย กองทัพแดง ของมหาชน
ด้วยตีนหนา หน้าบาง สร้างและปลูก
ร่วมรบรุก ไปจนกว่า กระดูกป่น
แม้ยืดเยื้อ ยาวนาน มั่นอดทน
ย่อมสำเร็จ สู่รัฐของ พลเมือง
With thick feet, thin face, wide and deep
Taking a long, long journey, collecting strategies
Seeing over the motherland history and the vast frontier
Boundlessly, the range of the army of the people
Like these feet having a compass and pointing
Stepping on thorns, overgrown, causing bitterness and poverty
From the first, turn to millions of people
A dam has turned to be roads, and roads have turned into ways
Resembling the current that collect from the water drops
Weaving into the great, wide river
Flowing rapidly over the islet that boldly block
Torn apart and crode the obstacle rock leaving to the sea
It is the great ocean, Red Army
Both strong and gentle, and charm
Hard with soften inside and soft with harden inside, which cannot estimate
Cleansing flow all those tricks
Waves of the great ocean strike, bang and thunder cruelly
Sweeping away those reptiles, crocodiles out of this world
Scaring away those animals, ancient and yet dangerous
Monstrous birds, poisonous dragons must be changed
It is the river of scientific mind
No weapons could tear apart the river, or turn it dried
No one, No agents, elegant, yet luring and disguising
No weapons can destroy our Red Army, the Army of the People!
With thick feet, thin face, we build and grow
Joining the battle and fighting until our bones are smashed into dust
Through persistence, keep enduring
We shall succeed, we’ll build the State of People!
We shall succeed, we’ll build the State of People!
We shall succeed, we’ll build the State of People!
http://www.prachatai.com/journal/2010/03/28363
ศิลปินเสื้อแดงนำเลือดมาทำงานศิลปะล้อมป้อมมหากาฬ
ที่มา thaifreenews
จากการเทบริเวณทำเนียบรัฐบาล, พรรคประชาธิปัตย์ และบ้านพักของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โดยจะอนุญาตให้เข้าครั้งละไม่เกิน 10 คน ทั้งนี้มีการตั้งเป้าเขียนป้ายที่มีความยาว 10 เมตร จำนวน 7 ผืน เพื่อนำมาขึงล้อมรอบป้อมมหากาฬ
ไม้หนึ่ง ก.กุนทีได้กล่าวว่า กลุ่มคนเสื้อแดงได้ร่วมกันเขียนป้ายผ้า โดยขณะนี้มีเลือดเหลืออยู่ประมาณ 40,000 cc ซึ่งงานศิลปะจากเลือดดังกล่าวดังกล่าวไปแขวนไว้ที่ป้อมมหากาฬทั้ง 7 ด้าน โดยหลังจากเขียนป้ายผ้าแล้วเสร็จแล้ว จะมีการนำเลือดไปผสมกับปูนซีเมนต์เพื่อนำไปหล่อเป็นหลักเมือง นำไปปักไว้ 4 ภาคทั่วประเทศ นอกจากนี้ ยังจะนำเลือดไปหล่อรวมกับวัสดุอื่นเพื่อทำเป็นรูปปั้นนายนวมทอง ไพรวัน เพื่อที่จะนำไปตั้งไว้บริเวณบ้านสี่เสาเทเวศร์ นอกจากนี้จะมีการนำเลือดไปผสมกับเรซิ่นเพื่อทำเป็นหัวแหวนให้ผู้ชุมนุมเก็บเป็นที่ระลึก
http://www.prachatai.com/journal/2010/03/28412
ประมวลภาพศิลปะจากเลือดผู้ชุมนุมเสื้อแดง
ที่มา thaifreenews
พู่กันในมือกวี
บทกวีวรรคแรกของไม้หนึ่ง ก. กุนที ที่เขาประเดิมเขียนด้วยตัวเอง
โคลสอัพรอยเนื้อสีและฝีแปรง
วิสา คัญทัพ กับ “เลือดไพร่...”
พู่กันกับถุงมือ และรายชื่อผู้อาสามาเขียนกวี
สีในหลอด
วิสา คัญทัพ: “เราไม่ได้เน้นศิลปินกวีมีชื่อ แต่เป็นคนที่มีอารมณ์ร่วม เป็นศิลปินที่มาจากมวลชนอย่าง
แท้จริง บางคนเป็นครูสอนภาษาไทย พอเขียนกลอนได้ก็มาเขียน”
จุฑาทิพย์ แสงนภาเพ็ญ “ดิฉันตั้งใจจะมาร่วมเขียนรูป แต่เดี๋ยวต้องเขียนบทกวีที่คุณสมชาย แสงสาคร
ฝากมาก่อน”
รูปที่ขาดไม่ได้ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย
พานและนก อีกสองสัญลักษณ์คลาสสิคในภาพเขียนเกี่ยวกับการต่อสู้ทุกยุคสมัย
หมดก็เติมใหม่
พู่กันเข้าแถว
สองกวีสาวรุ่นใหม่ เพียงคำ ประดับความ, พัชนีย์ คำหนัก และศิลปินหนุ่มใหญ่ ฮาเมอร์ ซาลวาลา
ภาพกับคำ
ลงลายเซ็น
ระหว่างกล้องกับพู่กัน
The picture of Dorian Prem
วิจักร ศรไชย ครูสอนศิลปะ จากอ.บุณฑริก จ.อุบลฯ : “ผมทำงานชิ้นนี้ไว้ตั้งแต่หลังรัฐประหาร วันนี้เอา
มาร่วมด้วย มือที่เห็นนั่นเป็นรอยมือของชาวบ้านจริงๆ นะ ทั้งเด็ก ทั้งผู้ใหญ่ มือใหญ่ๆ ตรงกลางแถว
สุดท้ายนั่นมือคนเฒ่าคนแก่เลยนะ”
วิจักร ศรไชย “นี่งานชิ้นใหม่ ทำขึ้นสดๆ จะเอามาประกบเข้าคู่กับชิ้นเดิมที่ผมทำไว้รูปเมื่อกี้ ชิ้นใหม่นี้ก็
เทคนิค “มัดย้อม” เราดีๆ นี่ล่ะ ...ย้อมเลือด”
ไม้หนึ่ง ก. กุนที “นี่คืองานศิลปะชนิดที่เป็นเนื้อเดียวกันจริงๆ ทั้งรูปแบบ เนื้อหา และวัสดุที่ใช้ คุณดูสิ
คุณจะไม่เห็นความย่างเยื้องชำเลืองเดินอะไรทั้งนั้น เขาจะพูดออกมาตรงๆ ทั้งโดยเนื้อหาและรูปแบบ และ
โดยวัตถุดิบที่มาจากเนื้อตัวโดยตรงด้วย มันมาในแนวทางเดียวกัน มันเป็นเอกภาพ”
ไม้หนึ่ง ก. กุนที “นี่คืองานศิลปะที่พ้นไปจากรสนิยมและจริตแบบเดิมๆ พ้นไปจากมาตรฐานความ
สวยงามที่เราคุ้นเคยกัน แต่มันคือความเป็นจริงของสังคมไทย ที่ไม่ได้สวยงามเพอร์เฟ็ค ลายมือก็ไม่
สวย เป็นสังคมที่แค่พอจะอ่านออกเขียนได้”
ไม้หนึ่ง ก. กุนที “เมื่อเขียนเสร็จหมดแล้ว ก็จัดแสดงโดยขึ้นโชว์บนเวทีและแขวนที่ป้อม เสร็จงานแล้วก็
จะต้องเก็บรักษาไว้เป็นสมบัติของชาติ”
ไม้หนึ่ง ก. กุนที “นี่คือการพลิกเหลี่ยมจากสัญลักษณ์ความรุนแรง มาเป็นสัญลักษณ์อหิงสา”
ไม้หนึ่ง ก. กุนที “มันเป็น realistic แต่มันก็เป็น idealistic ด้วย”
ยิ่งกว่าไฟลามทุ่งพุ่งท่วมฟ้า (บทกวีโดย ไม้หนึ่ง ก. กุนที)
http://www.prachatai.com/journal/2010/03/28417
รวมพาดหัวสื่อต่างชาติ ขบวนเสื้อแดงทั่วกรุง 20 มี.ค.
ที่มา thaifreenews
Thailand protesters stage rally through Bangkok
http://news.bbc.co.uk/2/hi/asia-pacific/8577642.stm
ผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาล (อภิสิทธิ์) หลายพันคนในไทย ขับขี่จักรยานยนต์ และรถบรรทุก
เพื่อเคลื่อนขบวนทั่วกรุงเทพฯ ในการรณรงค์ครั้งล่าสุด
พาดหัว NHK : ผู้ชุมนุมไทยทำการจราจรเป็นอัมพาต
ในวันเสาร์ (20) กลุ่มผู้ชุมนุมต้านรัฐบาลออกมายึดครองพื้นที่ถนนสายหลักในกรุงเทพ ทำให้หลายแห่งในกรุงเทพต้องหยุดนิ่ง
พาดหัว Bloomberg : มวลชนผู้ประท้วงไทยท่วมทั่วกรุงเทพ เรียกร้องอภิสิทธิ์ออกจากตำแหน่ง
ผู้ประท้วงไทยหลายพันคนไหลบ่าออกมาตามท้องถนนพร้อมด้วยรถกระบะและรถยนต์ ทำให้การประท้วงกดดันรัฐบาลอภิสิทธิ์ให้ยุบสภายื้อเยื้อออกเป็นสัปดาห์ที่สองแล้ว
พาดหัว AP : คาราวานผู้ประท้วงท่องทั่วกรุง
คลื่นมวลชนแดงเลี้ยวลด (snaked) ไปตามถนนหนทางของกรุงเทพฯ
ในวันเสาร์ (20) ท่องไปกับคาราวานของรถยนต์ รถบรรทุก และจักรยานยนต์ นับพัน ตีฆ้งร้องป่าวให้ช่วยสนับสนุนการขับไล่รัฐบาลที่พวกเขาบอกว่าไม่ชอบธรรม
พาดหัว Telegraph : คนกว่า 65,000 ร่วมขบวน การประท้วงในกรุงเทพฯ ยังคงดำเนินต่อไป
กลุ่มต่อต้านรัฐบาลหลายหมื่นคนเคลื่อนขบวนทั่วกรุงเทพ เมืองหลวงของไทย
ชวนชนชั้นกลางเมืองกรุงร่วมต้านรัฐบาล
พาดหัว Aljazeera : เสื้อแดงแดงไทยเดินสาย 'เกี้ยว' ชาวกรุง
เจ้าหน้าที่ตำรวจรายงานว่ามีผู้ชุมนุม 65,000 คนร่วมขบวน
ขณะที่สื่อบางแห่งและผู้เห็นเหตุการณ์บอกว่ามีถึงราว 90,000 คน ตามขบวน
พาดหัว Strait Times : คลื่นมวลชนแดงโถมกรุงเทพฯ
"พวกเขาเดินทางผ่านเส้นทาง 46 กม. ตัวขบวนเองคงยาวประมาณ 4 กม. มีกลุ่มเสื้อแดงที่มากับจักรยานยนต์หรือยานพาหนะอื่น ๆ ร่วมขบวนตามรายทาง
มีกลุ่มนำขบวนเป็นรถจักรยานยนต์ราว 1,000 คัน"
- Nirmal Ghosh, นักข่าว Strait Times ประจำประเทศไทย
http://www.prachatai.com/journal/2010/03/28419
เปิดหลักฐานประธานกก.สิทธิฯตัวดีสุมหัวลิ้มไล่แม้ว วันนี้จะมาเป็นกรรมการเจรจาเสื้อแดงvsมาร์ค..?
ที่มา Thai E-News
โดย คุณหน่วยอรินทรราช
ที่มา บอร์ดประชาไท
จากข่าวว่า ประธาน( กสม.) และกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จะมาเป็นตัวกลางในการเจรจาระหว่างมาร์ค กับ นปช. เมื่อวันที่18 มีนาคม 2553 ที่กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์
โดยกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ร่วมกันแถลงและตอบคำถามผู้สื่อข่าว ภายหลัง กสม.นำโดย ศ.ดร.อมรา พงศาพิชญ์ ประธาน กสม. เข้าพบที่ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) ภายในกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง โดยนายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า รัฐบาลมีความพร้อมตลอดเวลาในการเชื่อมต่อประสานงาน เพื่อปรึกษาหารือในกรณีที่มีข้อห่วงใยว่า จะเกิดความตึงเครียดหรือความไม่เข้าใจ และความสุ่มเสี่ยงต่อเหตุการณ์ความรุนแรง
ศ.ดร.อมรา พงศาพิฃญ์ประธาน กสม. อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ ทีีเป็นตัวตั้งตัวตีในเรื่องนี้มีปูมหลังเป็นเครือข่ายพันธมิตรของ นายสนธิ และอาจารย์จุฬาฯ ที่ล่ารายชื่อ อาจารย์ นิสิตจุฬา เรียกร้องให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาก่อนหน้านี้ โดยอ้างว่าขาดความชอบธรรมและจริยธรรมของผู้นำ(ดังภาพข่าวแนบมานี้)

ปูมหลังเครือข่าย นายสนธิ และอ.จ.จุฬาฯ
ท่านทราบหรือไม่ว่า
1. นายสนธิ เป็นเพื่อนสนิทกับนายกฯทักษิณ
2. ศ.ดร.ชัยอนันต์ สมุทวนิช เป็นลูกจ้าง บ.ผู้จัดการ ของนายสนธิ
3. ศ.ดร.อมรา พงศาพิชญ์ ได้รับเลือกเป็นคณบดีคณะรัฐศาสตร์ด้วยคะแนนเสียงต่ำสุด เป็นอับดับที่ 3 จากการสรรหาคณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ เมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา โดยมี ศ.ดร.ชัยอนันต์ สมุทรวนิช เป็นกรรมการสรรหา โดยอ้างว่า
- ผู้ที่ได้คะแนนอันดับที่ 1 (26 คะแนน) ไม่เหมาะสม
แต่ ศ.ดร.อมรา พงศาพิชญ์ ที่ได้ที่ 3 (8 คะแนน) มีความเหมาะสมด้วยเหตุผลที่ว่า “คณะรัฐศาสตร์ ควรจะลองของใหม่ๆ”
ท่านสงสัยไหมว่า
ทำไม ศ.ดร.อมรา พงศาพิชญ์ พร้อม ศ.ดร.ชัยอนันต์ สมุทวนิช และคณะจึงอาศัยชื่อคณะรัฐศาสตร์ประกาศขับไล่นายกฯ ออกจากตำแหน่ง ในวันที่ 2 กพ.2549 ก่อนที่นายสนธิ จะชุมนุมในวันที่ 4 กพ.2549
ท่านทราบเรื่องนี้หรือไม่
ตลอดเวลา 3 ปีในการดำรงตำแหน่งคณบดีคณะรัฐศาสตร์ ศ.ดร.อมรา พงศาพิชญ์ มิได้สร้างชื่อเสียง หรือ ผลงานของคณะรัฐศาสตร์ในทางที่ดี มีการประสานงานกับสมาคมนิสิตเก่ารัฐศาสตร์ไม่ราบรื่น
ท่านมองออกหรือไม่ว่า
ทำไม ศ.ดร.อมรา พงศาพิชญ์ จึงมีคำสั่งให้มีการประชุมคณะกรรมการคณะรัฐศาสตร์นัดพิเศษ พร้อมเชิญคณาจารย์ทุกท่านในคณะรัฐศาสตร์ประชุมในบ่ายวันที่ 8 กพ.
เพื่อ
* อาจารย์ที่ไม่เข้าร่วมประชุมจะถูกหาว่าเป็นพวกเดียวกับนายก
* อาจารย์ที่เข้าร่วมประชุมต้องลงชื่อเข้าร่วมประชุม แล้วนำไปรวมกับรายชื่อผู้ขับไล่นายกฯ
* สมาคมนิสิตเก่ารัฐศาสตร์(สรจ.) เป็นสถาบันเก่าแก่และมีความรัก เทิดทูนสถาบันจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมายาวนาน และต่อเนื่อง ทำคุณประโยชน์ให้กับคณะและนิสิตปัจจับันมากมาย ความรักของ สรจ. น่าจะมากกว่าของ ศ.ดร.อมรา พงศาพิชญ์ที่ไม่เคยเป็นศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยแห่งไหนเลยในประเทศไทย และ ศ.ดร.ชัยอนันต์ สมุทรวนิช ที่มาเรียน รัฐศาสตร์เพียง 1 ปีการศึกษา
* ไปสืบกันเอาเองว่าอาจารย์ที่ขับไล่นายกฯ มีใครเคยทำงานให้กับพรรคการเมืองใดบ้างหรือไม่ “คิดให้ดีๆ นะ”
ท่านทราบหรือไม่ว่า
4. ชัยอนันต์ สมุทรวณิช และ กนก อภิรดี เคยเป็นผู้บริหาร บ. IEC ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของเอ็มกรุ๊ปของสนธิ ลิ้มทองกุล ก่อนที่จะล้มละลาย
5. ลูกชัยอนันต์ ทำงานเป็นลูกจ้าง สนธิ
6. ลูกชายสนธิ กับลูกชาย ชัยอนันต์ หุ้นกัน ที่นายกว่าเอาเงินปรับโครงสร้างของสนธิมาใช้ไงกำลังโดนเรียกเงินคืน
(พชร สมุทวนิช ลูกชายของชัยอนันต์ กับจิตตนาถ ลิ้มทองกุล เปิดทำธุรกิจ บ.เวิลด์ไวด์มีเดีย ร่วมกันโดยใช้เงินที่ว่า)
7. ดร.อัมรา พงศาพิชญ์ คณบดีรัฐศาสตร์จุฬาฯ จบจาก University of California
ในขณะที่ สนธิ ลิ้มทองกุล ก็จบจาก University of California เหมือนกัน
8. ดร. อมรา ที่รัฐศาสตร์ เป็นผู้มีความใกล้ชิดกับ ดร. อุบลรัตน์ ที่นิเทศศาสตร์ กลุ่มนี้จะเรียกว่าเป็นกลุ่มขาประจำฝั่งจุฬาก็ได้
ดร. อุบลรัตน์ เป็นประธาน คปส. โดยมี *** “สุริยะใส “ *** เป็นกรรมการ และมีเลขาชื่อ “สุภิญญา กลางณรงค์ “ คนถูกชินฟ้อง 400 ล้าน
9. ผศ.ดร. กัลยาณี คูณมี อาจารย์ นิด้า ที่ให้นายกฯทักษิณลาออก — เป็นอะไรกับ ประพันธ์ คูณมี สส.สอบตกของประชาธิปัตย์ แกนนำม็อบพันธมิตร
The Economist:พ่อร่วงโรย ลูกๆสามัคคีเภท
ที่มา Thai E-News
โดย The Economist
แปลโดย แชพเตอร์ ๑๑ เวบลิเบอรัลไทย
เรียบเรียงโดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
เบื้องหลังความวุ่นวายของประเทศไทยในทุกวันนี้ คือความกลัวอันฝังหัวเกี่ยวกับการสืบพระราชสันตติวงศ์ และบรรดาผู้คนเหล่านี้อาจจะไม่พูดออกมาให้ได้ยินกันทั่วไป
ภาพสำนักงานในลอนดอนของนิตยสารThe Economistที่ทรงอิทธิพลในโลกเศรษฐกิจ เมื่อวันศุกร์ทางดิอิโคโนมิสต์ประกาศว่า จะไม่วางจำหน่ายเผยแพร่นิตยสารฉบับล่าสุดในประเทศไทย เนื่องจากมีการตีพิมพ์เผยแพร่บทความอันอ่อนไหวเกี่ยวกับการสืบทอดพระราชบัลลังก์ของสถาบันกษัตริย์อันที่เป็นที่สักการะเทิดทูน-ภาพข่าวAFP
ทั้งรถบรรทุก ทั้งเรือ และรถโดยสารประจำทางที่หลั่งไหลเข้าสู่กรุงเทพอย่างไม่ขาดสาย เพื่อร่วมการชุมนุมอย่างต่อเนื่อง และถูกเรียกว่าเป็น “สงครามประชาชนต่อต้านอำมาตย์” ในวันที่ ๑๔ มีนาคม ผู้ชุมนุมที่ผ่านจำนวนหลักแสนทั้งหมดสวมเสื้อสีแดงสด แต่ละคนยิ้มแย้มด้วยความปรีดา บนเวทีปราศรัยนักพูดแต่ละคนต่างโจมตีรัฐบาล ทั้งแวดวงระดับสูงและกองทัพที่แต่งตั้งรัฐบาลนี้ขึ้นมา
ป้ายต่างๆอ่านได้ความว่า “ไม่มีความยุติธรรม ความสงบไม่เกิด” อีกยกหนึ่งที่บอบช้ำในการดิ้นรนเพื่ออำนาจอันยืดเยื้อของประเทศไทย ที่กำลังใกล้เข้ามาถึงซึ่งทางออกที่ยังคงมืดมน
จนกระทั่งถึงกลางสัปดาห์ ดูเหมือนเป้าหมายของเสื้อแดงในการขับไล่นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ให้ออกจากตำแหน่ง และบังคับให้มีการเลือกตั้งใหม่นั้นยังไม่สัมฤทธิ์ผล กองทัพยังคงยืนกรานในการปกป้องอภิสิทธิ์ ซึ่งเข้ามามีอำนาจเมื่อ ๑๕ เดือนก่อนโดยใช้วิธีจัดการทางสภา และเป็นรัฐบาลในดวงใจของชนชั้นเศรษฐีใจแคบของกรุงเทพ เช่นเดียวกับผู้ประท้วงเสื้อเหลืองซึ่งสนับสนุนรัฐบาลปัจจุบันนี้
สำหรับประชาธิปไตยซึ่งถือว่า หนึ่งคน ต่อหนึ่งเสียงนั้น ฝ่ายซึ่งขาดเสียงกลับกลายเป็นตัวกุมอำนาจ
อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ซึ่งมาจากการเลือกตั้งถึงสองครั้ง และขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างการลี้ภัยเข้าใจเรื่องนี้ได้อย่างลึกซึ้ง ทักษิณไม่ยอมจากไปอย่างเงียบเชียบนับตั้งแต่การทำรัฐประหารของกองทัพที่ปล้นอำนาจของเขาในปี ๒๕๔๙ เมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ คำตัดสินของศาลในการยึดทรัพย์ ๔๖,๐๐๐ ล้านบาทของเขานั้น ยิ่งสร้างความโกรธแค้นให้ทักษิณเป็นทวีคูณ เสื้อแดงหลายคนมองทักษิณว่าคือผู้นำแท้จริงของประเทศ แม้เขาจะมีความมั่งคั่ง และมีชีวิตอย่างอภิสิทธิ์ชน ก็ถือเป็นเรื่องธรรมดา
นักการเมืองพรรครัฐบาลเหน็บแนมเสื้อแดงที่ต่ำต้อยว่ารับจ้างมา และไม่ได้เป็นตัวแทนความเห็นของคนส่วนใหญ่ นักการเมืองเหล่านี้ต่างบ่ายเบี่ยงต่อความคิดที่ว่า การเลือกตั้งอาจจะเป็นหนทางเดียวที่จะพิสูจน์ในประเด็นนี้ และแถว่าในช่วงวุ่นวายแบบนี้ ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่การเลือกตั้งจะเป็นไปอย่างมีระเบียบ ที่สำคัญที่สุด นักการเมืองพวกนี้ประณามทักษิณว่า เป็นตัวการของความไม่สงบ
แต่ยังมีบุคคลสำคัญอีกพระองค์หนึ่งซึ่งในแวดวงทางการเมืองที่จะต้องคำนึงถึง: กษัตริย์ภูมิพล อดุลยเดช พระชนมายุ ๘๒ พรรษา ซึ่งเป็นกษัตริย์ที่ครองราชย์นานที่สุดในโลก ในสถานที่ชุมนุมนั้น มีภาพพระบรมฉายาลักษณ์ขนาดใหญ่ซึ่งมีสายพระเนตรเรียบเฉยทอดลงมายังที่ชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดง
สำหรับการเคลื่อนไหวของพวกนิยมระบอบกษัตริย์ในประเทศไทยนั้น กษัตริย์ถือว่าเป็นพระบิดาของแผ่นดิน และ “การต่อสู้ของบรรดาลูกๆ” บนท้องถนนนั้นถือว่า เป็นการสร้างความโทมนัสให้กับพระองค์ บางคนถึงกับหวาดผวาว่า ปัญหาของประเทศไทยอาจจะเป็นตัวขัดขวางการหายจากอาการประชวร ซึ่งพระองค์ทรงเข้าประทับรักษาพระวรกายในโรงพยาบาลมาตั้งแต่เดือนกันยายน
นั่นเป็นเรื่องแน่นอน เพราะ “พ่อ” ทรงพระชราภาพและพระพลานามัยไม่สมบูรณ์ และ “ลูกๆ” ของพระองค์กำลังต่อสู้ห้ำหั่นกัน
ทุกสมัยเมื่อเปลี่ยนรัชกาลจะเป็นเวลาแห่งโศกนาฏกรรมของชาติ และการครุ่นคิดคำนึงอยู่กับตนเอง ชาวไทยรู้สึกประหวั่นพรันพรึงในเรื่องนี้ หลายคนซึ่งรู้จักแต่เพียงกษัตริย์ภูมิพล ที่ทรงเสด็จขี้นครองราชย์ในปี ๒๔๘๙ จากสถาบันที่กำลังจะหมดความสำคัญ เมื่อกองทัพเข้าครอบครองโดยยื่นประชาธิปไตยให้เพียงครึ่งใบ พระราชวังจึงต้องรับหน้าที่เป็นตัวแทนแห่งอำนาจอันเป็นที่เคารพ แต่ความเหมาะสมชอบธรรมนั้นขี้นอยู่กับพระอัจฉริยภาพของกษัตริย์ภูมิพล และข้าราชบริพารซึ่งรับใช้ใกล้เบื้องพระยุคลบาท
ทางสำนักพระราชวังยืนยันว่า กษัตริย์ทรงสดชื่นและทรงแข็งแรง แต่คนไทยต่างวิตกกังวลในเรื่องความไม่แน่นอนแห่งการสืบพระราชสันตติวงศ์ ยิ่งโดยเฉพาะนักลงทุน ซึ่งหวาดวิตกหนักขึ้นไปอีกเพราะกฎหมายหมิ่นฯ ซึ่งห้ามมิให้มีการถกเถียงอย่างตรงไปตรงมาในเรื่องนี้
เมื่อบริษัทตัวแทนการสำรวจระดับยักษ์ใหญ่ของไทยทำการสำรวจความเห็นจากผู้จัดการกองทุนต่างๆ เกี่ยวกับปัจจัยความเสี่ยงทางการเมืองของปี ๒๕๕๓ ความเห็นร้อยละ ๔๒ เลือกข้อที่ตัวแทนตั้งว่า “การเปลี่ยนแปลงซึ่งไม่สามารถระบุได้” ข่าวลือเกี่ยวกับอาการพระประชวรของกษัตริย์ภูมิพลเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ส่งผลให้เกิดการเทขายของกองทุนในระยะเวลาแค่สองวัน และรัฐบาลถึงกับหัวเสียไล่บี้หาตัวการปล่อยข่าวลืออย่างหนัก หากเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงแล้ว ดูท่าว่าจะแซงหน้าเหตุการณ์ที่ผ่านมานี้แน่
ประเทศไทยยังคงยืนหยัดต่อความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในระยะสีปี จำนวนผู้เสียชีวิตยังถือได้ว่าต่ำ แต่ความโกรธแค้นได้ระเบิดออกมาในเดือนเมษายนที่แล้ว เมื่อเสื้อแดงปะทะกับกองทัพในกรุงเทพฯ เป็นเวลาเพียงแค่พริบตาเดียวแต่แสดงให้เห็นถึงอารมณ์อันบีบคั้นที่ถูกเก็บงำมาเนิ่นนาน กองทัพเองเริ่มแสดงให้เห็นถึงความแตกแยก แม้ว่าเรื่องที่น่ากลัวมากที่สุดคือ – สงครามกลางเมือง เป็นเรื่องที่ดูเว่อร์เกินไป จะมีเหตุผลดีกว่าหากกล่าวว่า ถ้าเป็นการเผชิญหน้าทางการเมือง และการเมืองที่เข้าขั้นอัมพาตในอีกหลายๆปีที่จะมาถึง
พระราชบัลลังก์คงผ่านพ้นไปด้วยดี สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ พระชนมายุ ๕๗ พรรษา ทรงเป็นพระราชโอรสองค์รัชทายาทที่จะสืบราชบัลลังก์ และไม่มีข้อสงสัยใดๆกับการอ้างในเรื่องนี้ การเปลี่ยนผ่านราชบัลลังก์ จะทำให้การต่อสู้ทางการเมืองถูกระงับลง ผู้มีบทบาทสำคัญทางการเมืองบางคนอาจสำนึก และหาทางประนีประนอม การเปลี่ยนผ่านรัชกาลอาจเป็นสัญญาณการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยสำหรับประเทศไทย: อาจจะเริ่มได้ยินความคิดจากคนรุ่นใหม่
แต่กษัตริย์พระองค์นี้จะทรงรับพระราชภารกิจอันหนักอึ้งที่จะตามมา และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเองโดยทั่วไปแล้วไม่ทรงเป็นที่นิยม และทรงเป็นที่ยำเกรง คนไทยส่วนใหญ่พยายามที่จะไม่คิดถึงเรื่องการขี้นครองราชย์ของพระองค์ นักวิชาการคนหนึ่งกล่าวว่า รัชกาลใหม่จะต้องตามรอยเบื้องพระยุคลบาทแห่งปูชนียบุคคลผู้เปี่ยมด้วยบารมี ซึ่งพระเกียรติคุณได้รับการยกย่องเปรียบดังลัทธิบูชา บทบาทขององค์รัชทายาทในยุคสมัยที่ยิ่งใหญ่ และตกเป็นเป้าสายตาของประชาชนนั้นเป็นเรื่องไม่ง่ายในทุกที่ สำหรับในประเทศไทยแทบจะไม่มีทางเอาเสียเลย นักการทูตอาวุโสคนหนึ่งตั้งคำถามว่า “ใครจะตามรอยเท้าผู้วิเศษได้อย่างไร”
ความกังขาต่อรัชกาลต่อไป
เป็นปริศนาที่คุ้นเคยกันดี กษัตริย์วชิราวุธ รัชกาลที่ ๖ ซึ่งทรงขี้นครองราชย์ในปี ๒๔๕๓ ทรงพบอุปสรรคกับการตามรอยพระบาทของพระราชบิดา กษัตริย์จุฬาลงกรณ์ ผู้ทรงคล่องแคล่วนำสมัย ทั้งนี้ ธงชัย วินิจกุล ศาสตราจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ไทย มหาวิทยาลัยวิสคอนซินแห่งสหรัฐอเมริกาได้กล่าวว่า แม้ก่อนเสด็จขี้นครองราชย์ พระองค์ทรงได้รับความเสื่อมเสียจากการซุบซิบที่ออกมาจากพระราชวังกล่าวหาว่า พระองค์ทรงมีพระราชจริยาวัตรที่ไม่งดงาม
กษัตริย์วชิราวุธทรงเป็น “นักกวี และนักประพันธ์อันเอกอุ” แต่ทรงไม่ประสบความสำเร็จในฐานะกษัตริย์ซึ่งทรงถูกบดบังบารมีจากความยิ่งใหญ่ของกษัตริย์พระองค์ก่อน ธงชัยกล่าวในการสัมมนาที่เปิดกว้างให้ประชาชนได้รับฟังเมื่อไม่นานมานี้ว่า “ราชวงศ์นั่นเองทำให้สถาบันเผชิญกับความยุ่งยากเอง”
กษัตริย์ประชาธิปก รัชกาลที่ ๗ ทรงลำบากหนักขึ้น การทำรัฐประหารเปลี่ยนแปลงการปกครองอย่างไม่เสียเลือดเนื้อในปี ๒๔๗๕ ยุติการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และระบอบกษัตริย์เกือบจะหมดความหมาย กษัตริย์ประชาธิปกทรงเสด็จลี้ภัยไปประทับที่ลอนดอน และทรงสละราชสมบัติในปี ๒๔๗๘ สร้างความเคว้งคว้างอย่างหนัก พระองค์ทรงมอบราชสมบัติให้รัชกาลที่ ๘ พระเชษฐาในกษัตริย์ภูมิพล ซึ่งทรงสิ้นพระชนม์ในปี ๒๔๘๙ ด้วยการถูกยิงที่พระนลาฎอย่างมีเงื่อนงำ กษัตริย์ภูมิพลทรงขี้นครองราชย์ต่อมาในวันเดียวกันนั้นเอง และทรงเสด็จพระราชดำเนินกลับสวิสเซอร์แลนด์เพื่อทรงศึกษาให้สำเร็จ
ในปี ๒๔๖๙ กษัตริย์ประชาธิปกทรงมีพระราชนิพนธ์อย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับจุดอ่อนของการปกครองระบอบกษัตริย์ ในพระราชบันทึก พระองค์ทรงต่อสู้กับความขัดแย้งระหว่างสังคมที่เดินหน้า และกฎแห่งการสืบทอดราชาธิปไตย ซึ่งประเทศไทยในเวลานี้ดูเหมือนกำลังตกอยู่ในสภาพความขัดแย้งเช่นนี้ การปกครองของกษัตริย์เป็นหนึ่ง “ในอุปสรรคสำคัญ” เป็นความเห็นของสาธารณชนที่ต่อต้านการปกครองแบบเผด็จการ ทรงวิตกว่าใครที่จะขี้นครองราชย์องค์ต่อไป พระองค์ทรงบันทึกว่า “จะต้องมีหลักประกันทางอื่นเพื่อคานกับกษัตริย์ที่ไม่มีพระปรีชา”
เวลาผ่านไปเกือบศตวรรษ หลักประกันนั้นยังไม่ปรากฏ และคนไทยต้องเผชิญกับปัญหาในอนาคตข้างหน้า
สมเด็จพระบรมฯทรงเป็นทหารอาชีพ และทรงเป็นนักบินเครื่องบินรบ ซึ่งทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจหลายอย่างแทนพระราชบิดา ในหลายปีมานี้ พระองค์ทรงว่างเว้นจากพระราชกรณียกิจเนื่องจากเสด็จประทับทางยุโรป ขณะนี้พระองค์ทรงพระราชดำเนินกลับประเทศไทย และทรงออกสู่สายตาประชาชน ซึ่งเป็นสัญญาณที่กึกก้องและชัดเจน สองอาทิตย์หลังจากพระบรมราโชวาทในวันคล้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษาของกษัตริย์ภูมิพล บางกอกโพสต์ลงพระราชประวัติของพระองค์อย่างยกย่องภายใต้หัวข้อว่า: “กษัตริย์ที่ทรงรอคอย”
สำหรับคนไทยซึ่งคุ้นเคยกับพระราชทศพิธราชธรรมของกษัตริย์ภูมิพล ซึ่งรวมถึงการทรงมีพระมเหสีพระองค์เดียว ทรงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา และทรงสมถะ สมเด็จพระบรมฯทรงมีพระจริยาวัตรที่แตกต่างไป เรื่องส่วนพระองค์กลายเป็นเรื่องซุบซิบต่างๆนานา นักการทูตกล่าวว่าสมเด็จพระบรมฯ ทรงมีพระจริยาวัตรที่เป็นพิเศษ: ตัวอย่างเช่น การฉลองให้กับสุนัขทรงเลี้ยง “ฟูฟู” ซึ่งมียศทางทหาร และในหลายโอกาสที่พระองค์แสดงถึงความรักเอ็นดูสุนัขทรงเลี้ยงด้วยการให้"ฟูฟู"นั่งร่วมกับบรรดาแขกรับเชิญในงานเลี้ยงฉลองพระกายาหารค่ำ
ในช่วงทศวรรษปี ๒๕๒๓ มีข่าวลือว่า ทรงเกี่ยวข้องกับธุรกิจบางประเภท ซึ่งต่อมาพระองค์ทรงประทานสัมภาษณ์แก่สื่อมวลชน โดยทรงระบุด้วยว่าการที่มีใครไปเรียกพระนามแบบลำลองว่า “เสี่ยโอ”อันหมายความว่าทรงร่ำรวยมั่งคั่งจากธุรกิจบางประเภทนั้น เป็นเรื่องไม่จริง
ในทางตรงข้าม สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธรพระขนิษฐา ทรงมีภาพลักษณ์ประดุจเทพซึ่งทรงภารกิจด้านการกุศล คนไทยหลายคนหวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในวินาทีสุดท้าย ทางเลือกอีกทางหนึ่ง ซึ่งได้ยินมาเมื่อไม่กี่ปีมานี้คือ การมอบบัลลังก์ให้กับพระโอรสและธิดาในสมเด็จพระบรมฯ เช่นพระโอรสองค์สุดท้อง พระองค์เจ้าทีปังกรฯ และผู้สำเร็จราชการแผ่นดินอาจจะเป็นเจ้าฟ้าหญิงสิรินธร
ข่าวในทางอัปมงคลที่ถูกปล่อยออกมานั้นคาดว่า จะเป็นการลดความน่าเชื่อถือของเจ้าฟ้าชาย และเพื่อหาทางเลือกอื่น ทั้งนี้ทั้งนั้น กษัตริย์ภูมิพลดูเหมือนจะทรงตัดสินพระทัยไว้แล้วว่า ผู้ที่จะขี้นครองราชย์องค์ต่อไปคือ สมเด็จพระบรมฯ
พอล แฮนด์เล่ย์ ผู้แต่งหนังสือพระราชประวัติที่ไม่ได้รับพระบรมราชานุญาต หนังสือของเขาถูกห้ามจำหน่ายในประเทศไทย เขาคิดว่าแทบจะเป็นไปไม่ได้ที่กษัตริย์ภูมิพลจะทรงตัดสินพระทัยในระหว่างทรงรักษาพระองค์ ในการที่จะยกเลิกสิทธิ์ในสมเด็จพระบรมฯ เพราะต้องออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร
เหตุผลหนึ่งซึ่งทำไมวงการกองทัพจึงไม่ไว้วางใจในสมเด็จพระบรมฯ เพราะในอดีตพระองค์ทรงเคยโปรดทักษิณ ซึ่งถูกทหารทำรัฐประหารปล้นอำนาจในปี ๒๕๔๙ ทักษิณมหาเศรษฐีด้านโทรคมนาคม ผู้หันชีวิตมาเป็นนักการเมืองที่ได้รับความนิยม เคยกล่าวว่าได้เคยรับใช้ใต้พระยุคลบาทพระองค์ นี่อาจจะเป็นเหตุผลที่แท้จริงในการทำรัฐประหาร ซึ่งดูเหมือนจะได้รับการสรรเสริญจาก เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและมีหน้าที่เป็นองคมนตรีให้คำปรึกษาต่อองค์กษัตริย์ ความจริงที่ว่า แม้ทักษิณจะลี้ภัยอยู่ที่ประเทศดูไบ แต่ยังคงติดต่อกับเจ้าฟ้าชาย ซึ่งสร้างปัญหาอย่างหนักให้กับพวกคลั่งเจ้ากลุ่มเดิม ในการให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ของอังกฤษเมื่อไม่นานมานี้ อดีตนายกรัฐมนตรีได้กล่าวเทิดทูนสมเด็จพระบรมฯ อย่างหาที่เปรียบไม่ได้
ไม่มีใครทราบได้ว่าสมเด็จพระบรมฯ จะทรงเป็นนักปกครองแบบใด สุลักษณ์ ศิวรักษ์ นักสังเกตการณ์ผู้ช่ำชองเกี่ยวกับราชวงศ์ และนักเคลื่อนไหวทางสังคม กล่าวว่า พระองค์ทรงมีวุฒิภาวะมากขึ้นในระหว่างการอภิเษกสมรสครั้งที่สาม และทรงเป็นที่เคารพมากขี้นกว่าในอดีต คนอื่นกล่าวว่า พระองค์ทรงเบื่อหน่ายกับงานพระราชพิธีต่างๆ ซึ่งแตกต่างจากเจ้าฟ้าหญิงสิรินธร ซึ่งทรงพระเกษมสำราญในการปฏิบัติภารกิจ ผู้สังเกตการณ์ราชวงศ์กล่าวว่า เหนืออื่นใด พระองค์ทรงต้องมีข้าราชบริพารที่มีความสามารถ ที่จะนำทางพระองค์ผ่านหนทางที่เต็มไปด้วยหลุมพรางทางการเมืองที่อยู่ข้างหน้า หลายคนเชื่อว่า สมเด็จพระบรมฯจะทรงแต่งตั้งองคมนตรีของพระองค์เองแทนคนเก่า สำหรับข้าราชบริพารรุ่นเก่าที่รับใช้กษัตริย์ และไม่ไว้ใจในการสืบบัลลังก์ของพระองค์ คงจะถูกเชิญให้ลาออก นักวิชาการต่างประเทศคนหนึ่งกล่าวว่า ข้าราชบริพารชุดใหม่ของพระองค์ “เป็นที่แน่นอนว่า จะไม่มีความสามารถ” เทียบเท่ากับชุดปัจจุบัน
ทรงพลัง แต่ขาดความสุขุม
การชิมลางในเรื่องนี้ เกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้ว เมื่อนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ พยายามที่จะสลับขั้วอำนาจในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ บุคคลซึ่งอภิสิทธิ์เลือกให้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาตินั้นถูกขัดขวางจากสมาชิกในพรรคเดียวกัน รวมถึง นิพนธ์ พร้อมพันธุ์ อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ที่เคยเป็นนักเรียนร่วมชั้นสมเด็จพระบรมฯในต่างประเทศ ซึ่งวิ่งเต้นเสนอชื่อบุคคลอื่น มีรายงานข่าวว่า ผู้อยู่เบื้องหลัง “ที่มีอำนาจ และทรงพลัง” ได้ผลักดันให้มีการแต่งตั้งตัวเลือกอันดับสอง คืออดีต ผอ.สำนักข่าวกรองแห่งชาติสมัยรัฐบาลทักษิณขึ้นดำรงตำแหน่งแทน ต่อมานิพนธ์ลาออกจากคณะรัฐบาล อภิสิทธิ์ยังไม่สามารถแต่งตั้ง ผบ.ตร. ได้ ตำแหน่งปัจจุบันนี้เป็นเพียงแค่รักษาการณ์แทน
แท้จริงแล้ว พระราชวังได้อุปถัมภ์ค้ำชูกองทัพ และข้าราชการมาเป็นเวลาเนิ่นนาน นี่คือวิธีการบริหารจัดการอำนาจในประเทศไทย อะไรที่ทำให้ทักษิณต้องเป็นตัวคุกคามของพระราชวัง ก็เพราะความหมายมั่นของทักษิณที่จะกุมอำนาจนี้ไว้เช่นกัน ต่อมานักการทูตเอเชียระดับสูงกล่าวว่า มีพระประสงค์ที่จะเข้าแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารประจำปี เพื่อขยายฐานสนับสนุนของพระองค์ ยิ่งพระองค์ทรงประสบความสำเร็จมากเท่าไร จะเป็นตัวกำหนดได้ว่าพระองค์จะทรงอำนาจได้นานแค่ไหน
โอกาสอีกอย่างหนึ่งคือ การพระราชทานอภัยโทษให้ทักษิณ เพื่อที่ทักษิณจะได้เดินทางกลับมาบริหารประเทศในรัชสมัยกษัตริย์พระองค์ใหม่ ซึ่งจะสร้างความปรีดาให้กับคนเสื้อแดง แต่จะสร้างความขวัญหนีดีฝ่อให้กับชนชั้นนำในกรุงเทพ และสร้างความแตกแยกในกองทัพ สำหรับเสียงสนับสนุนจากสาธารณชนนั้น ผู้ใกล้ชิดทางการเมืองคนหนึ่งกล่าวว่า สมเด็จพระบรมฯ ทรงทราบว่าพระองค์ทรงไม่ได้รับความนิยมสูงนัก แต่ “พระองค์ทรงไม่เอามาใส่พระทัย”
ทางออกอีกทางหนึ่งสำหรับสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกแบบนี้ คือการปรับปรุงบทบาทของสถาบันกษัตริย์ให้มีสถานะเท่ากับเมื่อในอดีต การปรับปรุงสถาบันตั้งแต่ระดับสูงลงมาย่อมน่าพิสมัยมากกว่า การถูกผลักดันจากระดับล่างด้วยเสียงเรียกร้องให้มีการตั้งเป็นสาธารณรัฐ เพราะบทบาทในรัชสมัยกษัตริย์ภูมิพลเนื่องจากพระราชบารมีที่สูงยิ่ง ในตอนเกิดวิกฤตการณ์ทางการเมืองในเดือนพฤษภาคม ๒๕๓๕ พระองค์ทรงสามารถจะออกคำสั่งให้เผด็จการทหารยุติการกระทำ และระงับเสีย ในไม่กี่ปีมานี้ ได้เปิดเผยให้เห็นพระราชอำนาจอันมีจำกัดของพระองค์ ในปี ๒๕๕๑ กษัตริย์ไม่ทรงสามารถยุติการกระทำของฝ่ายพันธมิตรในการก่อความวุ่นวายในนามของพระองค์ ข้าราชบริพารระดับสูง ถอนหายใจและกล่าวว่า “พวกเราคาดหวังจากพระองค์มากเกินไป”
เป็นที่แน่ชัดว่า ประเทศไทยต้องการความสมดุลใหม่ บางคนกลัวว่า เมื่อสุญญากาศแห่งอำนาจที่ถูกสถาบันอันอ่อนกำลังได้ละทิ้งไป จะถูกกองทัพเข้ามายึดแทน ซึ่งเป็นอำนาจชักใยเบื้องหลังของความสวยหรูที่ฉาบทองของพระราชวังอยู่แล้ว แต่นายพลทั้งหลายซึ่งยึดอำนาจด้วยการทำรัฐประหารปี ๒๕๔๙ นั้นบริหารประเทศอย่างไร้ฝีมือ และจำต้องคืนอำนาจให้กับประชาชนผู้ลงคะแนนเสียงในอีก ๑๕ เดือนต่อมา ตระกูลนักธุรกิจทั้งหลายไม่ต้องการให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย และต้องการให้นักการเมือง และมืออาชีพบริหารประเทศแทน ส.ส.หลายคนที่ถูกห้ามเล่นการเมือง ซึ่งบางคนหวังว่าจะได้เข้าเป็นพรรคเสียงข้างมาก จะได้กลับเข้าสู่เวทีการเมืองอีกในปี ๒๕๕๕ แต่กติกาการเล่นจะต้องได้รับการเปลี่ยนใหม่
เป็นเรื่องน่าเศร้า ครั้งหนึ่งประเทศไทยเคยเป็นแนวหน้าแห่งเสรีภาพในภูมิภาคซึ่งค่อนข้างถูกบีบคั้น การเมืองอย่างกระท่อนกระแท่นไม่ได้เป็นตัวการทำให้การเจริญเติบโตของเศรษฐกิจหยุดยั้งลง เหมือนกับการที่ข้าราชการต่างๆ กุมบังเหียนแน่นในการบริหารประเทศแบบเช้าชามเย็นชามเช่นนี้ ในยุคทศวรรษปี ๒๕๓๓ (ค.ศ.๑๙๙๐) กลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชนทางตะวันตกหวังว่า ประชาสังคมไทยที่มีพลวัต (Dynamism) สูงอาจจะขยายไปสู่ประเทศเพื่อนบ้านต่างๆ แต่กลับกลายเป็นว่า ขณะนี้บางคนมองประเทศไทยว่า เป็นอุทาหรณ์ให้เห็นถึงความเป็นประชาธิปไตยแบบสุกเอาเผากิน
นั่นอาจจะเป็นการกล่าวที่รุนแรงเกินไป กลุ่มเสื้อแดง และกลุ่มเสื้อเหลืองที่เป็นอริกันในประเทศไทยนั้นแม้มีความเห็นไม่ลงรอยกันในเรื่องประชาธิปไตย แต่ทั้งสองฝ่ายต้องการระบบการเมืองที่มีความยุติธรรม ปีที่แล้วเพื่อที่จะวัดเรื่องความอดทน มูลนิธิเอเชียซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในแคลิฟอร์เนียได้ออกสำรวจความเห็นของคนไทยในเรื่องนี้ และผลสำรวจพบว่าร้อยละ ๗๙ ยอมให้พรรคการเมืองต่างๆซึ่งไม่ได้รับความนิยมเข้าเยี่ยมพื้นที่ตัวเองได้ เพียงร้อยละ ๖ เท่านั้นที่กล่าวว่า พวกเขาจะเลิกคบเพื่อนซึ่งเข้าร่วมพรรคฝ่ายตรงข้ามกับตัว นับว่าเป็นตัวเลขที่น่าชื่นชมมากกว่าอีกหลายประเทศที่เป็นประชาธิปไตยของเอเชีย เกือบจะทุกคนต่างเห็นด้วยว่า รัฐบาลประชาธิปไตยเป็นรูปแบบที่ดีที่สุด แม้ว่าร้อยละ ๓๐ จะยอมรับการปกครองแบบเผด็จการในบางสถานการณ์
ประเทศไทยยังไม่ยอมแพ้ในเรื่องประชาธิปไตย แต่การสะสางปัญหาที่สะสมทางการเมืองนั้นจะต้องรวมไปถึงการกล่าวถึงสถาบันกษัตริย์ แน่นอน สำหรับความเชื่อของคนไทย การพูดเรื่องการเปลี่ยนผ่านรัชกาล ถือว่าเป็นเรื่องไม่บังควร – และเป็นเรื่องอัปมงคล แต่เป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้ เป็นการเสี่ยงมากเกินไป ความเคารพยำเกรง และความหวาดกลัวเป็นตัวปิดตายต่อการแสดงความคิดเห็น ใครก็ตามหากเปิดปากในเรื่องนี้จะเสี่ยงต่อการถูกจับตามกฎหมายหมิ่นฯ หรือกฎหมายคอมพิวเตอร์ฯ ซึ่งออกใหม่และมีบทลงโทษที่หนักพอกัน ประชาชนหลายคนได้ถูกดำเนินคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ รวมไปถึงชาวออสเตรเลียซึ่งถูกจำคุก (ต่อมาได้รับอิสรภาพด้วยการรับพระราชทานอภัยโทษ) จากนวนิยายที่เขาแต่งขึ้นมา มีเนื้อหาเกี่ยวพันไปถึงองค์รัชทายาทในทางไม่บังควร
เบื้องหลังประตูที่ปิดตายนั้น มีการถกเถียงอย่างสร้างสรรค์ถึงอนาคตของสถาบันกษัตริย์เมื่อเปลี่ยนรัชกาล จากคำพยากรณ์ในอดีตที่ว่า ราชวงศ์จักรีจะสิ้นสุดเพียงรัชกาลที่ ๙ กษัตริย์ภูมิพลทรงเป็นพระรามาที่ ๙ มีเสียงเล็ดรอดออกมาในเรื่องเป็นสาธารณรัฐ – ซึ่งสื่อเลือกข้างในประเทศไทยไม่เคยรายงานในเรื่องนี้ บางกอกโพสต์โจมตีด้วยสำนวนแบบเดิมที่มีทั้งความภาคภูมิใจ และการข่มขู่ในคำสดุดีเฉลิมพระเกียรติพระพรชัยมงคลในวันคล้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษาในเดือนธันวาคมว่า: “ความรักของชาวไทยที่มีต่อองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯนั้นช่างฝังแน่นในจิตใจของคนทั้งชาติ เจตนารมณ์อย่างอื่นนั้นให้เลิกคิดไปได้”
ในวงในของพระราชวัง เริ่มตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลงที่จะเริ่มต้นขึ้น พวกนิยมเจ้าระดับอาวุโสทราบดีว่า พระราชจริยาวัตร และพระบารมีไม่สามารถถ่ายทอดไปยังรัชทายาทได้ง่ายๆ นี่คือประเด็นสำคัญที่ถึงทางตันของราชวงศ์ไทย สุลักษณ์กล่าวว่า กษัตริย์ภูมิพลทรงทราบในเรื่องนี้ สุลักษณ์กล่าวไว้ว่า กษัตริย์ “ทรงปรารถนาที่จะเห็นรัชสมัยหน้า จะไม่มีการนองเลือด”
สุดท้ายนี้ อันเนื่องมาจากสุลักษณ์ที่ว่า เมื่อไม่นานมานี้กษัตริย์ภูมิพลทรงเชิญนักการทูตที่ทรงไว้พระทัยสามคนให้ร่วมเสนอความคิดที่จะปรับปรุงสถาบัน นักการทูตคนหนึ่งได้ขอคำแนะนำจากสุลักษณ์ โดยอธิบายว่า การวินิจฉัยนั้นจะเสนอแด่องค์กษัตริย์เท่านั้น สุลักษณ์ตอบว่า พระราชวังจะต้องโปร่งใสในด้านการเงิน รวมถึงพระราชทรัพย์ประมาณ ๑,๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท (หนึ่งล้านสองแสนล้านบาท) ซึ่งบริหารโดยสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์, แยกพระองค์จากกองทัพ และเปิดรับการวิจารณ์ของสาธารณะ สุลักษณ์แย้งว่า การเป็นประมุขในทางสัญลักษณ์อย่างทางยุโรป จะช่วยให้กษัตริย์องค์ต่อไปในอนาคตคงดำรงอยู่ได้
เก็บรักษาต้นไม้
สุลักษณ์ถูกกล่าวหาว่า หมิ่นฯ เสมอ เขายืนยันว่าเขาเป็นผู้นิยมสถาบันกษัตริย์อยู่เต็มสายเลือด เขากล่าวว่า “การจะโค่นต้นไม้นั้นเป็นเรื่องง่าย แต่ผมคิดว่า จะเป็นการดีกว่าถ้าจะเก็บรักษาไว้” การเลือกก้าวเดินดังกล่าวอาจจะช่วยราชวงศ์จักรีไว้ได้ แต่การทบทวนแบบวิธีสุดโต่งนี้ ดูจะเป็นไปได้ยาก การยอมให้ฝ่ายตรงข้ามโจมตีผู้ปกครองที่ขาดความมั่นคงนั้น อาจจะทำให้เกิดการขยายไปในวงกว้างอย่างรวดเร็ว ในรัชสมัยกษัตริย์ภูมิพล การปิดกั้นการวิพากษ์วิจารณ์เป็นดาบสองคม หลายคนยอมอดทนแต่ขาดซึ่งความเคารพเทิดทูนจากใจ สมเด็จพระบรมฯ ทรงหลีกเลี่ยงไม่พ้นที่จะพบปัญหานี้เช่นกัน
สถาบันกษัตริย์ยังมีความผูกพันกับประเทศไทย ในสเปน งบประมาณสำหรับพระราชวังต่อปีนั้นเป็นจำนวน ๔๒๐ ล้านบาท และถูกตรวจสอบโดยรัฐบาล นอร์เวย์ใส่บัญชีของราชวงศ์ทางเว็บไซต์ ไม่มีทางที่จะค้นหาว่าค่าใช้จ่ายของราชวงศ์อย่างเริดหรูนั้นจะเป็นจำนวนเท่าไร ญี่ปุ่นอาจจะเป็นแบบที่เหมาะกว่า ซึ่งสื่อแห่งชาติให้ความเคารพโดยการไม่แตะต้อง
ผลแห่งความปราชัยในสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อการเข้ายึดครองของสหรัฐฯได้จำกัดอำนาจของจักรพรรดิแห่งญี่ปุ่น พระราชวังแห่งราชวงศ์อื่นๆ ก็ถูกสภาลดขนาดลงเช่นกัน และได้เกิดขึ้นในประเทศไทยเมื่อปี ๒๔๗๕ แต่ต่อมากษัตริย์ภูมิพลได้ทรงเปลี่ยนกลับไปใช้แบบเก่า เป็นที่แน่นอนว่า จะต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญบางข้อ เพื่อลดบทบาทแห่งความมีอำนาจสูงสุดของประเทศ อำนาจในประเทศไทยเป็นเครือข่ายแบบอุปถัมภ์ซึ่งเริ่มต้นที่สถาบันเบื้องสูง นั่นคือสาเหตุว่าทำไมบรรดารัฐมนตรีผู้มาจากการเลือกตั้งทั้งหลาย จึงสนใจแต่ตำแหน่งของตัวเอง และคอยเหลือบมองสัญญาณจากวัง นักการทูตอาวุโสชาวตะวันตกคนหนึ่งกล่าวว่า อภิสิทธิ์เอาแต่ร่วมงานตัดริบบิ้นต่างๆของราชวงศ์ จนสุดที่จะคิดว่า อภิสิทธิ์จะหาเวลาที่ไหนมาบริหารประเทศ
การเซ็นเซอร์ในเรื่องราชวงศ์ทำให้การถกเถียงต้องมีการปิดบัง เป็นเรื่องที่น่าสมเพช พระราชดำรัสที่มีชื่อเสียงของกษัตริย์ภูมิพลเมื่อปี ๒๕๔๘ ที่ว่า พระองค์ไม่ได้อยู่เหนือการวิจารณ์ แต่ไม่มีใครกล้าพร้อมจะทดสอบในเรื่องนี้ แม้ว่าอินเตอร์เน็ตจะระดมด้วยความเห็นต่างๆ แต่ข้อห้ามนั้น ยังคงถูกยืนยัน
และเนื่องจากประเทศนี้ไม่เคยเปิดโอกาสให้มีการพูดอย่างอิสระ ประชาชนจึงไม่มีโอกาสเตรียมตัวเพื่อรับมือกับหนทางอันขรุขระ ซึ่งทอดยาวอยู่ข้างหน้า
องค์กรนักศึกษา-ประชาชนจี้มาร์คยุบสภาทันที กระตุกรัฐ-กสม.-40สว.-สื่อต้องยุติป้ายสีเสื้อแดง
ที่มา Thai E-News
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
21 มีนาคม 2553
แถลงการณ์ทางออกวิกฤตการเมืองไทย
รัฐบาลอภิสิทธิ์ต้องยุบสภา
คืนอำนาจอธิปไตยให้กับประชาชน
การต่อสู้ของคนเสื้อแดง เพื่อความยุติธรรม ความเสมอภาค เสรีภาพ เพื่อประชาธิปไตย และเพื่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของ ภายหลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 นั้น
นับว่าเป็นสิ่งสำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์สังคมการเมืองไทยปัจจุบัน ซึ่งจะส่งผลต่อการพัฒนาประชาธิปไตยให้สมบูรณ์ขึ้น
การต่อสู้ของคนเสื้อแดง ได้เปิดโปงให้เห็นถึง กลุ่มอภิสิทธิ์ชน กระบวนการยุติธรรมสองมาตรฐาน การไม่เคารพสิทธิของประชาชนโดยเฉพาะคนยากคนจนในสังคมไทยทั้งในเมืองและชนบท ทั้งในเมืองหลวงและต่างจังหวัด
ระบอบการเมืองไทยที่ครอบงำสังคมการเมืองไทยมานานนับร้อยปี ที่เรียกกันว่า ระบอบอำมาตยาธิปไตยนั้น ได้ทำให้ระบอบการเมืองไทยมีความพิกลพิการมาโดยตลอด เนื่องจากว่าเป็นระบอบที่ไม่เคารพสิทธิเสียงของประชาชนทุกชนชั้นว่ามีความเท่าเทียมกัน ปัจจุบันมีกระบวนการแทรกแซงโดยการรัฐประหารทั้งเปิดเผยและซ่อนรูป
เราไม่อาจปฏิเสธได้ว่า สังคมไทยเป็นส่วนหนึ่งของสังคมโลกที่ล้วนมุ่งสู่ทิศทางประชาธิปไตยที่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ทุกคนเท่ากัน แต่ระบอบอำมาตยาธิปไตยนี้ยังมองประชาชนเป็นเพียงไพร่ในสังคมสมัยใหม่ มีหน้าที่ฟังคำสั่งของผู้ปกครองเท่านั้น ยังมีความคิดว่าคนไม่เท่ากัน
การต่อสู้ของคนเสื้อแดงในครั้งนี้ จึงเปรียบเสมือนสงครามทางชนชั้น ระหว่างไพร่สมัยใหม่กับผู้ปกครองอำมาตย์คร่ำครึ
อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งทางการเมืองปัจจุบันอยู่ในภาวะวิกฤตอย่างน่าห่วงใยยิ่ง ถ้าตราบใดรัฐบาลไม่หาหนทางแก้ไขปัญหาอย่างเป็นที่ควรจะเป็นในสังคมประชาธิปไตย
เราในนามองค์กรประชาชน ดังมีรายชื่อข้างล่างนี้ มีความคิดเห็นและข้อเสนอ ดังนี้ คือ
1. นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ต้องตัดสินใจยุบสภาโดยทันทีเพื่อคืนอำนาจอธิปไตยให้กับประชาชน ผู้เป็นเจ้าของโดยแท้จริง
2. นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ คณะรัฐมนตรี คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กลุ่ม 40 สมาชิกวุฒิสภา สื่อมวลชนบางส่วน ต้องหยุดพฤติกรรมการใส่ร้ายป้ายสี และเล่นเหล่เพทุบายเพื่อบิดเบือนเจตนารมณ์ของประชาชนที่ต้องการประชาธิปไตยโดยการเริ่มต้นด้วยการยุบสภา
3 ภายหลังการยุบสภานั้น ขอเรียกร้องให้ทุกพรรคการเมืองเสนอนโยบายแข่งขันกัน เพื่อให้การเมืองไทยไม่ถูกครอบงำจากระบบราชการที่เป็นส่วนสำคัญของระบอบอำมาตยาธิปไตย และเพื่อให้ประชาชนพิจารณาเลือกได้อย่างแท้จริง
4 พรรคการเมืองต้องเสนอแนวทางในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 50หรือไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญ 50 ให้ชัดเจน มีกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างไร เพื่อให้ประชาชนพิจารณาเลือก
5. สังคมไทยต้องช่วยกันรณรงค์สร้างความเข้าใจต่อระบอบประชาธิปไตยระบบรัฐสภา ที่ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย เป็นผู้เลือกผู้ปกครองผู้บริหารประเทศ มีวาระที่แน่นอน ทุกคนต้องเคารพกติกาประชาธิปไตย เพื่อไม่ให้อำนาจนอกระบอบ อำนาจอำมาตย์เข้ามาแทรกแซงการเมืองไทยเครือข่ายพิทักษ์เจตนารมณ์เดือนพฤษภา
กลุ่มสร้างสรรค์ชีวิตและสังคมอีสาน (กสส.)
สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.)
สหพันธ์นิสิตนักศึกษาภาคอีสาน (สนนอ.)
สมัชชาสังคมก้าวหน้า
สหพันธ์เยาวชนอีสาน (สยส.)
สถาบันเพื่อพัฒนาเยาวชนแห่งประเทศไทย (สยท.)
สถาบันเพื่อพัฒนาเยาวชนประชาธิปไตย
องค์กรเลี้ยวซ้าย
มูลนิธิครูทิม บุญอิ้ง
กลุ่มยอป่า มหาวิทยาลัยขอนแก่น
กลุ่มเถียงนาประชาคม มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
กลุ่มข้าวเหนียวปั้นน้อย มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
กลุ่มประชาธิปไตยเพื่อรัฐสวัสดิการ
Sunday, March 21, 2010
วันเสาร์ที่ 20 และอาทิตย์ที่ 21 มีนาคม พ.ศ.2553
"ทักษิณ"ลั่นภูมิใจมาก-น้ำตาซึมเห็นแดงเคลือนพลทั่วกทม.ปลุกเสื้อสีอะไรก็ได้ร่วมชุมนุม
"แดง"ยืดเยื้อ วิกฤตยาวนาน
รอยเตอร์มองเสื้อแดง-อภิสิทธิ์หาข้อสรุปยาก
ศิลปินเสื้อแดงเขียนป้ายผ้าด้วยเลือด ขึงรอบป้ายมหากาฬ
จิตรกรแดงร่วมเขียนเลือดบนป้ายผ้า
"วิสา"นำทีมจิตรกรอาสาละเลงเลือดบนผ้าใบ
"เสื้อแดง"เตรียมไปหา"เติ้ง"-ไม่เอา"สาทิตย์"เจรจาแกนนำ
เสธ.แดงกลืนน้ำลายตัวเองชม"ตู่" ขงเบ้งถอนคำพูดด่าสมองหมาปัญญาควาย
อาจารย์มธ.ร้องเทือกผิดกฎหมาย รับข้อมูลซีไอเอดักฟังฮัลโหลแม้ว
รอยเตอร์มองเสื้อแดง-อภิสิทธิ์หาข้อสรุปยาก
ศิลปินเสื้อแดงเขียนป้ายผ้าด้วยเลือด ขึงรอบป้ายมหากาฬ
จิตรกรแดงร่วมเขียนเลือดบนป้ายผ้า
"วิสา"นำทีมจิตรกรอาสาละเลงเลือดบนผ้าใบ
"เสื้อแดง"เตรียมไปหา"เติ้ง"-ไม่เอา"สาทิตย์"เจรจาแกนนำ

