ที่มา ประชาไท ณัฐวุฒิประกาศบนเวทีส่งวีระ-เหวง-จตุพร เจรจากับรัฐบาล 16.00 น. ที่สถาบันพระปกเกล้า ณัฐวุฒิเรียกผู้ชุมนุมหน้าราบ 11 มาสมทบสะพานผ่านฟ้ารอฟังผลเจรจาร่วมกัน ลั่นมีข้อเรียกร้องเดียวรัฐบาลยุบสภา วันนี้ (28 มี.ค.) บนเวทีการชุมนุมคนเสื้อแดงสะพานผ่านฟ้าลีลาศ เมื่อเวลา 13.20 น. ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ขึ้นเวทีปราศรัยกล่าวว่า การดำเนินการเพื่อให้เกิดการเจรจาระหว่างผู้ชุมนุมกับรัฐบาลโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีได้มีการพูดคุยกันมาตลอดระยะเวลาช่วงเช้าถึงเที่ยงที่ผ่านมา นายณัฐวุฒิกล่าวต่อไปว่า ล่าสุดผมได้รับการประสานงานจากนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขานุการนายกรัฐมนตรี ซึ่งถือเป็นผู้ได้รับมอบหมายจากนายอภิสิทธิ์ ทำหน้าที่สื่อสาร เจรจากับผมเพื่อหาข้อตกลงร่วมกัน ว่าการเจรจาระหว่างสองฝ่ายในวันนี้จะเกิดขึ้นหรือไม่อย่างไร บทสรุปก็คือ นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุโทรศัพท์มาสักครู่นี้บอกว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตกลงกำหนดกำหนดนัดหมายเจรจาฝ่ายเรา สี่โมงเย็นวันนี้ พี่น้องที่เคารพครับผมเรียนพี่น้องนะครับว่า การเจรจาก็จะต้องกำหนดนัดหมายเวลาลงไป เป็นแนวทางที่จะหาข้อสรุปกับสถานการณ์ทางการเมืองในเวลานี้โดยสันติวิธี ข้อเรียกร้องของเรามีข้อเดียวไม่มีข้ออื่น คือนายอภิสิทธิ์ ยุบสภา คืนอำนาจให้ประชาชนในทันที ดังนั้น ขอพี่น้องได้โปรดเข้าใจ การทำศึกสงครามที่รบพุ่งฆ่าฟันด้วยอาวุธรบกันไปก็ยังมีการเจรจา คนล้มตายนับพันนับหมื่นชีวิตก็ยังมีการเจรจา นับประสาอะไรกับการต่อสู้ด้วยมือเปล่า โดยสันติวิธีของคนเสื้อแดง ดังนั้น เราขอรับนัดหมายการเจรจาอย่างเป็นทางการ ตัวแทนของเราจะเดินทางไปยังสถาบันพระปกเกล้าก่อนเวลา 16.00 น. เพื่อเริ่มต้นการเจรจาในเวลา 16.00 น. ทันที แน่นอนว่าต้องมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะผู้เป็นนายกรัฐมนตรีมาเป็นคู่เจรจาด้วยตัวเอง ส่วนฝ่ายเราครับพี่น้องครับ เดิมประกาศว่ามี 4 คนคือ วีระ มุสิกพงศ์ จตุพร พรหมพันธุ์ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และ นพ.เหวง โตจิราการ แต่เนื่องจากเราพิจารณาสถานการณ์แห่งการศึกแล้วพบว่า ระหว่างเจรจาสถานการณ์ชุมนุมทั้งทัพใหญ่ที่นี่และทัพหน้าที่ราบ 11 ระหว่างมารวมกันอาจมีสถานการณ์แทรกซ้อน อาจมีการปลุกปั้นสร้างสถานการณ์ทำลายความชอบธรรมกับเราได้ตลอดเวลา ดังนั้นผู้เจรจาคือนายวีระ นายจตุพร นพ.เหวง ส่วนผมจะกำกับทัพสองทัพดูแลอยู่กับพี่น้องที่นี่ เพื่อระวังหลังให้กับตัวแทนของเรา รวบรวมกำลังพี่น้องประชาชนทั้งหลายเพื่อรอผลความคืบหน้าของการเจรจา ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร เมื่อเรามอบฉันทานุมัติแกนนำเป็นตัวแทน เรายอมรับผลนั้น ถ้าผลเป็นไปตามความต้องการถือว่าเราประสบผลในการต่อสู้ หากผลไม่ปรากฏตามที่ต้องการ ข้อเรียกร้องไม่ได้รับการตอบสนอง ก็จะต้องพูดคุยกันและหามาตรการต่อไป ผมจะอยู่ดูแลสถานการณ์ วิเคราะห์ ประเมินความเคลื่อนไหวทุกด้านร่วมกับพี่น้องที่นี่ ถ้าตัวแทนเจรจาไม่กลับมา ก็ได้เวลา ณัฐวุฒิ ออกโรง จึงเรียนไปยังฝ่ายรัฐบาลนะครับ ว่าตัวแทนของเรามี 3 คน ซึ่งผมหวังใจว่าคงไม่กลายเป็นเงื่อนไขใหม่ ตอนแรกนัด 4 มา 4 โมง เหลือ 3 นัด 3 ทุ่ม คงไม่บ้าแบบนั้นด้วย ดังนั้น 16.00 น. ตัวแทนของเราจะไปเจรจาด้วยข้อเรียกร้องเดียว ยุบสภา คืนอำนาจประชาชน ส่วนผู้ชุมนุมทัพหน้าที่ราบ 11 และทัพใหญ่ที่เตรียมการรอคอยกันตั้งแต่ช่วงสายเพื่อจะเคลื่อนขบวนไปสมทบที่ราบ 11 ก็ขอบอกกล่าวความนี้ต่อกันไปว่าเราจะหยุดยั้งทัพรออยู่ที่นี่ เราจะเรียกพี่น้องเราที่ราบ 11 กลับมารวมที่นี่ที่เดียวให้เกิดพลังยิ่งใหญ่ เพื่อความแข็งแรง เพื่อผนึกรวมกำลังและรอคอยผลการเจรจาทัพใหญ่ที่จะเจรจา ตามหน้าเวที จุดใดๆ ต่างๆ เราจะรวมพลังกันที่นี่ 16.00 น. ให้กลับมารวมตัวกันที่นี่ นายณัฐวุฒิกล่าวว่า แกนนำที่ไปบัญชาการทัพที่ราบ 11 ให้กลับมารวมกันเป็นทัพใหญ่ทัพเดียวโดยสงบทันที เพราะผู้ชุมนุมไม่ได้ไปเพื่อมุ่งหมายความรุนแรง ไม่ได้ตั้งใจบุกตีฝ่าหักด่านเข้าไปข้างใน ถ้าทำอย่างนั้นรังแต่จะเข้าทางเขา การชุมนุมรวมพลังกันมหาศาลก็เพื่อวัตถุประสงค์เดียวคือให้มีการเจรจาระหว่างผู้ชุมนุมกับฝ่ายรัฐบาล ดังนั้นเมื่อมีการกำหนดเวลาสถานที่นัดหมายชัดเจนถือว่าภารกิจที่ราบ 11 ประสบความสำเร็จแล้วขอให้ผู้ชุมนุมที่นั่นกลับมา นายณัฐวุฒิยังประกาศไปถึงผู้ชุมนุมที่จะไปสมทบที่ราบ 11 ขอให้เปลี่ยนมารวมกันที่สะพานผ่านฟ้าลีลาศ รอฟังผลการเจรจาที่นี่
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Sunday, March 28, 2010
ณัฐวุฒิประกาศตัวแทนเสื้อแดงตอบรับเจรจาอภิสิทธิ์ 16.00 น.
วงในชี้ มาร์ก จำต้องยอมเจรจา หลังทหารยอมรับ ต้านมวลชนไม่ไหวกดดันหนักให้ยุบสภาแน่
ที่มา thaifreenews
วงในชี้ มาร์ก จำต้องยอมเจรจา หลังทหารยอมรับ ต้านมวลชนไม่ไหว
กดดันหนักให้ยุบสภาแน่นอนแล้ว !!!
ยุบสภาแน่นอนแล้ว
เพียงแต่มาร์ก นาซี กำลังหาทางลงให้สวย และให้พรรค ปชป มีที่ยืนหลังเลือกตั้ง
แหล่งข่าววงในสุดๆ ระดับผบ พล คนหนึ่งได้แจ้งให้ทราบว่า
สถานการณ์มวลชนบี้ทหารแปดจุดตามวัดต่างๆ ทำให้ทหารยอมรับว่า มวลชนแดงคือ ของจริง มาจากใจ ขณะที่มวลชนเหลืองคือ มวลชนจริง แต่มีจำนวนน้อยมาก และส่วนใหญ่มาด้วยเงิน
ทหารตัดสินใจแนะนายกให้เจรจาแกนนำ นปช เพราะขืนล่าช้าต่อไป ทหารเองก็คุมกันไม่ได้ เพราะทหารจากพลหนึ่งเริ่มก่อหวอดไม่เอารัฐบาลแล้ว
ขณะที่ทหารผู้น้อยระดับประทวนที่เข้ากรุงเทพเกือบเจ็ดหมื่นคน
ไม่พอใจที่สังกัดไม่จ่ายเบี้ยเลี้ยงตามสัญญา
เมื่อไม่มีทางเลือก
นายกเด็กเวร จึงจำต้องกลืนสเลดและน้ำลายตัวเอง
ยอมเจรจาแล้ว ทั้งที่ตอนแรกโยกโย้ วางท่า ว่าไม่เจรจาถ้าม็อบยังกดดัน
แต่ตอนนี้ม็อบก็ไม่เลิก ล้อมราบ 11 อยู่ตามเคย แต่มาร์กก็ต้องลงมาเจรจาจนได้ แต่มันคงจะกั๊กเงื่อนไขยืดเวลาไปให้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นได้
1 ให้ลงประชามติ แล้วยุบสภา วิธีนี้ ประชามติก็ยุบสภาอยู่ดี
แต่จะยืดเวลามาร์กนาซีไปได้ถึงเจ็ดเดือน
2 แก้ รธน แล้วยุบสภา วิธีนี้ จะยืดเวลารัฐบาลไปได้หกเดือน
3 ยุบหลัง ปชป ตั้ง ผบ ทบ คนใหม่ คือ
พลเอกประยุทธ์ เพื่อให้เป็นฐานรองรับพรรค ปชป และสกัดพรรคเพื่อไทยในอนาคต
แต่ยังไง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกอำมหิตก็ยอมแล้วว่า ยุบสภาแน่นอน !!!!
งานนี้ สามเกลอชนะแน่ แก้มือสำเร็จ
แต่จะชนะน็อคหรือชนะคะแนนเท่านั้น พี่น้อง อย่าเลิกชุมนุมก่อนล่ะ เข้าเส้นชัยแล้ว
http://www.prachataiwebboard.com/webboard/id/33227
คืนอำนาจให้ประชาชนเสียเถิด...อย่าหวงอำนาจไว้เลย
ที่มา thaifreenews
เสื้อแดงเขาไม่กลัวหรอกครับว่าจะถูกยิงอย่างไร เพราะเขาจะเข้าไปเพียงแค่ต้วแทน เพื่อเจรจากับอภิสิทธิ์เท่านั้น
แต่การเล่นสกปรก โดยการฝังกับระเบิด ไว้ตามรั้ว นั่นก็หมายถึงการคุกคามเอาชีวิตคน
รัฐบาลต้องจริงใจในการเจรจา ซึ่งเสื้อแดงเขาให้เวลาคุณในการหาสถานที่เจรจามาแล้ว ไม่ใช่ไม่ให้โอกาส
แต่เมื่อคุณเลี่ยงที่จะพูดคุยเจรจา การเผชิญหน้าโดยไม่จำเป็นจึงเกิดขึ้น
ผมจะไม่พูดถึงสมัยตอนที่พันธมิตรใช้กำลัง บุกยึดทำเนียบและสนามบิน โดยที่คุณไปเชียร์ถึงในทำเนียบ
การ "ข่มขู่" ที่คุณพูดถึงนี้....เคยเกิดขึ้นมาแล้ว ในยุคที่คุณเป็นฝ่ายค้าน ในวันที่ 7 ตุลาคม 2551 นั่นก็คือ การจะเข้าไปเอาชีวิตผู้คนในรัฐสภา ที่พรรคประชาธิปัตย์ส่วนหนึ่งไม่ยอมเข้าร่วมประชุม
ทีนี้ ต่อให้ยุบสภา....
ผมก็ "รู้" อยู่ว่า พวกคุณจะใช้กลไกของรัฐ ผ่านทางฝ่ายปกครอง คือ ก.มหาดไทย และ ฝ่ายทหาร
เพื่อใช้ทุกอย่างในการบีบบังคับให้คนไปลงคะแนนให้คุณ เหมือนสมัย คมช.ครองอำนาจ
ซึ่งอย่าปฏิเสธเลยครับว่า มันไม่จริง
รัฐบาลก็เหมือน "จ๊อกกี้" ไม่ได้เป็นเจ้าของม้า...
จำไว้
---------------------------------
เพิ่มเติม
ถือว่าเป็น "เวรกรรม" ของอภิสิทธิ์และประชาธิปัตย์โดยแท้
เพราะคำพูดของกลุ่มผู้สนับสนุนรัฐบาลชุดก่อน ๆ
ไม่ว่าจะเป็น สมัยทักษิณ ก็มีการให้กำลังใจนายก ฯ ว่าอย่าลาออก หรือ ยุบสภา
แต่คุณทักษิณให้ยุบ บอกว่า ให้ประชาชนตัดสินใจ
นี่คือสปิริตทางการเมืองที่คุณไม่มี
ในยุค คมช.ครองเมือง มีการให้ทหารจาก กอ.รมน. ไปโน้มน้าวให้ประชาชน มาลงคะแนนให้คุณ
พอคุณมาเป็นรัฐบาล
กองทัพบก โดย พล.อ.อนุพงษ์ ก็ให้สัมภาษณ์ว่า ทหารจะช่วยรัฐบาลในการทำให้เกิดความสามัคคี
หนังสือพิมพ์ The Guardian ของอังกฤษ พาดหัวข่าวบอกว่า กองทัพจะทำให้ประชาชนรักรัฐบาล
มันเป็นการ "ข่มเขาโค ขืนให้กินหญ้า"
ประชาชนเขาไม่อยากได้รัฐบาลอภิสิทธิ์...ถึงแม้จะ "หน้าด้าน" พูดว่า ตัวเองมาจากสภาผู้แทนราษฎรก็ตาม
แต่นั่นก็คือ การ "ปล้น" เสียงของประชาชนไป
ผู้คนต่าง "อุ้ม" คุณ เพื่อสนองตัณหาในการเป็นรัฐบาลเท่านั้น
แต่คนที่อุ้ม กำลังจะล่มสลายไป
กกต. ที่ "ยื้อ" คดียุบพรรคประชาธิปัตย์ ถือว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพราะกรมสอบสวนคดีพิเศษได้ทำเรื่องให้ท่านมานานแล้ว การยื้อจึงไม่มีประโยชน์
การถวายฎีกาพระราชทานอภัยโทษทักษิณนั้น ทราบข่าวว่า กรมราชทัณฑ์ "จำเป็น" ต้องส่งเรื่องแล้ว หลังจากที่ดองมานาน โดยอ้างเหตุผลว่า จำนวนมันเยอะ แต่ความจริงตรวจสอบเสร็จนานแล้ว
พวกนี้ กำลังจะหมดแรงอุ้มคุณอภิสิทธิ์
รอวันตายเท่านั้นเอง
http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P9047391/P9047391.html
คน ‘คลองเตย’ แถลงประณามผู้แอบอ้าง \'ชุมชน\' ต้านเสื้อแดง
ที่มา thaifreenews Fri, 2010-03-26 00:10 องค์กร ชุมชนคลองเตย ออกแถลงการณ์ประณามผู้แอบอ้างเป็นตัวแทนชุมชนกรุงเทพฯ เรียกร้องให้เปิดเผยชื่อองค์กร จี้บวรศักดิ์-พลเดช-หทัยรัตน์-ประเวศ ที่ถูกแอบอ้างออกมาชี้แจงหรือแสดงความรับผิดชอบ 25 มีนาคม 2553 สหพันธ์เครือข่ายองค์กรชุมชนคลองเตย, สหพันธ์เยาวชนคลองเตย, สหพันธ์องค์กรเยาวชนชุมชน กทม. ออกแถลงการณ์ประณามผู้แอบอ้างเป็นตัวแทนชุมชนกรุงเทพฯ เรียกร้องให้เปิดเผยชื่อองค์กร และบวรศักดิ์-พลเดช-หทัยรัตน์-ประเวศ ที่ถูกแอบอ้างออกมาชี้แจงหรือแสดงความรับผิดชอบ โดยมีรายละเอียดแถลงการณ์ ดังนี้ 0 0 0 แถลงการณ์ สืบเนื่องมาจากการที่ นายภุชงค์ กนิษฐชาต ผู้ประสานงานเครือข่ายพลเมืองชุมชนคนกรุงเทพฯ ได้แอบอ้างว่าเป็นตัวแทนของ ชาวชุมชนในเขต กทม. ออกมาแถลงและใช้สื่อของรัฐ ทำการใส่ร้ายป้ายสีโจมตีการชุมนุมของขบวนการประชาชนคนเสื้อแดงในขณะนี้ว่า เป็นการชุมนุมที่ต้องการก่อเหตุความรุนแรงขึ้นในกรุงเทพ อันจะเป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของชาว กทม. นอกจากนั้น ยังใส่ร้ายต่อประชาชนเสื้อแดงว่า ชุมนุมเพียงเพื่อรับใช้ตัวบุคคล ไม่ใช่เป็นการต่อสู้กับเผด็จการทหารอำมาตย์ ซากเดนศักดินาที่ครอบงำสังคมการเมืองไทย หรือไม่ใช่เพื่อเรียกร้องให้ระบอบประชาธิปไตยและความเป็นธรรมให้กลับคืนมา ดังที่กล่าวอ้างนั้น เราในนามองค์กรผู้มีรายชื่อข้างล่าง มีความคิดเห็นและข้อเรียกร้องดังนี้ 1) เราขอยืนยันว่า การชุมนุมของคนเสื้อแดง เป็นการชุมนุมอย่างสันติวิธี ปราศจากอาวุธ เป็นสิทธิอันชอบธรรมในระบอบประชาธิปไตย เป็นเรื่องปกติในสังคมประชาธิปไตย ทั่วโลก และการชุมนุมของคนเสื้อแดงก็เป็นการชุมนุมที่เคารพสิทธิของคน กรุงเทพฯมาโดยตลอดเช่นกัน 2) เราขอประณามและเรียกร้องให้นายภุชงค์ กนิษฐชาต ยุติบทบาทให้ข้อมูลเท็จ ใส่ร้ายป้ายสี และโน้มน้าวปลุกระดมให้ประชาชนในชุมชนกรุงเทพเกิดหวาดกลัวอย่างไม่มีความรับ ผิดชอบ 3) นายภุชงค์ กนิษฐชาต ได้อ้างในนามชุมชุน 1,800 กว่าชุมชน (ซึ่งเป็นเท็จและโกหกหลอกลวง), สภาองค์กรชุมชนแห่งชาติ, สภาพัฒนาการเมือง (ซึ่งเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ) , และกลุ่ม สxส (ของนายพลเดช ปิ่นประทีป ศิษย์เอกของ นายประเวศ วะสี) ดังนั้นเราขอให้นายภุชงค์ เปิดเผยรายชื่อชุมชนพร้อมประธานผู้รับผิดชอบชุมชนหรือองค์กรนั้นๆ ให้ชัดเจน อย่ากล่าวคลุมเคลือและเพียงอ้างตัวเลขชุมชนให้ใหญ่โตเกินความเป็นจริงอย่าง ไม่รับผิดชอบ อันจะก่อให้เกิดความเข้าใจที่ผิดพลาด และเสื่อมเสียชื่อเสียงภาพพจน์ต่อชุมชนทั้งหลายใน กทม. และขอเรียกร้องผู้รับผิดชอบองค์กรที่ถูกอ้างชื่อทั้งหลายให้ออกมาชี้แจงยืน ยันต่อสาธารณะ โดยชัดเจนและเปิดเผย เพื่อประชาชนและสมาชิกจะได้รับทราบและร่วมตรวจสอบความถูกต้อง 4) เราขอเรียกร้องให้ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการพระปกเกล้า และกรรมการเลขานุการสภาพัฒนาการเมือง ซึ่งเป็นองค์กรของประชาชนและใช้เงินภาษีของส่วนรวมต้องออกมาชี้แจง เนื่องจากนายภุชงค์ ได้อ้างว่า เป็นองค์กรที่ร่วมแถลงการณ์ในครั้งนี้ เพราะจะทำให้เสียภาพพจน์ชื่อเสียงขององค์กรได้ 5) เราขอเรียกร้องให้ นางหทัยรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ในฐานะกองเลขาของสภาองค์กร ชุมชน ซึ่งเป็นองค์กรของประชาชนและใช้เงินภาษีของส่วนรวม ต้องออกมาชี้แจงด้วยเช่นกัน 6) เราขอเรียกร้องให้ นายพลเดช ปิ่นประทีป(อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและมนุษย์ สมัยเผด็จการ คมช. ) ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา(LDI) - ที่นายประเวศ วะสี เป็นผู้ก่อตั้ง และเป็นองค์กรที่นายภุชงค์ กนิษฐชาต ทำงานอยู่ในองค์กรนี้ต้องออกมาชี้แจงเรื่องดังกล่าวด้วย 7) เราขอเรียกร้องให้ประชาชนในชุมชนกรุงคงเทพทั้งหลาย ออกมาปกป้องชื่อเสียงของตนเอง 8) เรายืนยันจุดยืนขอสนับสนุนการต่อสู้อย่างสันติวิธีของขบวน นปช. โดยให้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประกาศยุบสภา คืนอำนาจให้ประชาชนทันที 9) หาก นายภุชงค์ กนิษฐชาต, นายพลเดช ปิ่นประทีป, นายประเวศ วะสี, และนางหทัยรัตน์ ไม่ออกมาชี้แจงและขอโทษต่อสาธารณะภายใน 5 วัน หลังจากนี้เราจะดำเนินการเปิดโปงและลงโทษในขั้นเด็ดขาดต่อไป สหพันธ์เครือข่ายองค์กรชุมชนคลองเตยคน ‘คลองเตย’ แถลงประณามผู้แอบอ้าง ''ชุมชน'' ต้านเสื้อแดง
คัดค้านผู้แอบอ้างเป็นตัวแทนชุมชนกรุงเทพฯ
สหพันธ์เยาวชนคลองเตย
สหพันธ์องค์กรเยาวชนชุมชน กทม.
นกพิราบเริ่มจะอ่อน ล้า เหยี่ยวรอเวลาโผบิน เสื้อแดงมาถึงทางสองแพร่ง กลับไปเป็นไพร่ หรือ ก่อสงครามปลดแอก
ที่มา thaifreenews บทความโดย...ลูกชาวนาไทย มีคำถามของพี่น้องเสื้อแดงหลายๆ คนว่า การต่อสู้ต่อไปจะทำอย่างไร เพราะถึงอย่างไรมาร์กก็คงไม่ลาออกแน่นอน แม้วันนี้จะไปราบ 11 แต่ก็คงไม่ได้คำตอบอะไร พรุ่งนี้จะเดินต่ออย่างไร กลับบ้าน หรือยังจะลุยต่อ ยุติสงคราม กลับไปเป็นไพร่ต่อไป หรือจะเปิดสงครามปลดแอก มาถึงวันนี้ ผมก็ไม่ได้คำตอบเหมือนกัน เพราะมันเหมือนเราเดินมาถึง "ทางสองแพร่ง" คือ 1.ยึดแนวทางสันติอหิงสาต่อไป 2. ไปในอีกเส้นทางหนึ่งที่ไม่จำเป็นต้อง สันติอหิงสาแบบเคร่งครัด 3. กลับบ้าน กลับไปก้มหน้าเป็นไพร่ ผีซาบซึ้งต่อไป ผมพอจะจับสำเนียงสามเกลอได้ว่า จะยังไม่ยอมกลับบ้าน และจะสู้ต่อไป ส่วนจะสู้กันอย่างไรนั้นผมคิดว่าในกลุ่มนำ ก็กำลังหาแนวทางหรือถกเถียงกันอยู่ ส่วนมวลชนนั้นยังห่างไกลจากคำว่า ท้อแท้สิ้นหวัง เพียงแต่อาจให้ความเชื่อถือแนวทางสันติ อหิงสาลดน้อยลง และอารมณ์วันนี้คงยากที่จะยอมกลับไปเป็นไพร่ต่อไป การไม่ยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียวของอำมาตย์ เป็น "ความผิดพลาดทางประวัติศาสตร์" ที่พวกเขาจะต้องเสียใจในภายหลัง วันนั้นพวกเขาไม่ควรดื้นร้น ภายใต้สังคมที่มีความซับซ้อน และกำลังเคลื่อนตัวเข้าสู่สังคมอุตสาหกรรม พวกเขาพยายาม "หยุดกงล้อแห่งการเปลี่ยนแปลง" ให้นิ่งอยู่กับที่ 1. แนวทางของสายพิราบ การต่อสู้บนถนนด้วยการเคลื่อนผู้คนจำนวนมากทั้งในเมือง และต่างจังหวัดหลายแสนคน รวมทั้งแนวร่วมจำนวนมากที่อยู่ในแนวหลัง ผ่านไปครึ่งเดือน ความคืบหน้าของแนวทางนี้ก็ยังไม่ได้เกิดขึ้นแต่อย่างใด ฝ่ายอำมาตย์ก็ยังยื้อต่อไปเรื่อยๆ แม้ว่า อำมาตย์จะไม่สามารถใช้กำลังสลายม็อบที่มีจำนวนมาก และเป็น "ม็อบยานยนต์" นี้ได้ เพราะจำนวนคนและ "ยานยนต์" มีมากมายมหาศาลเกินกว่าที่กำลังทหารตำรวจ จะสามารถสลายได้ โดยไม่เกิดความรุนแรง แนทางต่อไปของสายพิราบ หากจะเดินในแนวนี้ ผมคิดว่า ก็ยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้ 2. แนวทางของสายเหยี่ยว ผมก็ยังไม่รู้เหมือนกันว่าจะเริ่มอย่างไร แต่สายเหยี่ยวจะมีน้ำหนักมากขึ้นในกลุ่มแกนนำ รวมทั้งในใจของ "คนเสื้อแดงด้วย" แนวทางของแดงสยาม อาจมีการปฎิบัติหรือได้รับการยอมรับกันมากขึ้น ผู้นำของแนวทางนี้ที่รออยู่ ก็มีอยู่แล้ว เช่น จักรภพ หรือคนอื่นๆ ผมไม่คิดว่าสงครามครั้งนี้จะจบ และเพิ่งเดินมาถึงทางสองแพร่งเท่านั้น สำหร้บผมแล้ว ผมมีทางออกที่ผมพอจะคิดได้สองทาง 1. หากจะเดินแนวทางใช้ม็อบกดดันต่อไป ก็ต้องทำให้ใหญ่โตและกว้างขวางกว่านี้ เช่น เอารถบรรทุก20,000 คัน เข้ามาอัดปิดถนนทุกเส้น ใน กทม.ทำให้กรุงเทพฯ เป็นอำพาต ไปในทันที ซึ่งหากทำได้ (ผมรู้ว่าเขามีทรัพยากร) ทั้งกรุงเทพฯ จะปิดตายทันที ทหารก็จะเคลื่อนกำลังไม่ได้ ไม่มีฝ่ายใดเคลื่อนกำลังได้ และไม่ต้องกล้วการปราบเพราะไม่มีใครเคลื่อนย้ายรถบรรทุก 20,000-30,000 คัน ออกไปได้ หากคนขับเขาไม่มาขับออกไปเอง การทำธุรกรรมต่างๆ การขนส่งอาหารเข้ามาสู่ กทม. ก็จะทำไม่ได้ หากไม่มีการเจรจายุติความขัดแย้ง คนกรุงเทพฯ ก็ต้องรับผลโดยตรง คนอาจคิดว่าทำแบบนี้คนกรุงเทพฯ จะต่อต้าน ผมคิดว่า ในสงคราม หากยังกลัวโน่นกลัวนี่ ก็ไม่ต้องรบ เมื่อถึงเวลาต้องทิ้งระเบิด ฮิโรชิมา เพื่อยุติสงคราม ก็ต้องทิ้ง หากมันยุติสงครามได้ ก็ต้องทำ 2. แนวทางสันติหากจะเดินต่อไปคือ การยกระดับเข้ากดดันทางเศรษฐกิจ เช่นการบอยคอต กลุ่มทุนอำมาตย์ หากเสื้อแดงยังคงจะเดินในแนวทางสันติอหิงสาต่อไป ผมคิดว่า ต้องยกระดับการต่อสู้ โดยไปต่อสู้ทางเศรษฐกิจ เช่น รณรงค์ให้พี่น้องเสื้อแดงทั้งหลาย “บอยคอต” ธุรกิจของกลุ่มทุนที่สนับสนุนอำมาตย์ เช่น ล้มธนาคารสักแห่งหนึ่ง หากมีการร่วมมือกันอย่างดี และทำจนเกินผล ผมเชื่อว่าจะเกิดความกลัวในกลุ่มทุนของอำมาตย และจะบีบให้มีการหาทางออกต่อไป ธนาคารที่จะล้ม ต้องไม่ใช่ธนาคารกรุงเทพฯ แต่ต้องเลือก ธนาคารที่เป็นComsumer Banking ที่มีธุรกรรมรายย่อยมากพอ และการบอยคอตของมหาชน จะส่งผลต่อธนาคารในทันที แม้ว่ารัฐจะเข้าช่วยเหลือ แต่ “กลุ่มทุน” ทั้งหลายก็จะตระหนักในพลังของคนเสื้อแดงว่า “มีมากแค่ไหน” หาก แกนนำชี้เป้าหมายไปที่กลุ่มทุนอำมาตย์ กลุ่มใด กลุ่มนั้นก็จะตายทันที แนวทางแต่ละอันต่างก็มีจุดอ่อนจุดแข็งในตัวเอง คนเสื้อแดงคงจต้องถกและเรียนรู้กันต่อไป แต่จะให้กลับไปเป็นไพร่ต่อไปนั้น คนยาก สงครามยังไม่จบ แต่จะรุนแรงขึ้น และเริ่มนับถอยหลังได้สำหรับสถาบันซาบซึ้งทั้งหลาย ภายใต้พายุแห่งการเปลี่ยนแปลง พวกท่านยินดีที่จะ ขวางทิศทางของทอนาโดให้ถึงที่สุด ผมเชื่อว่า ไทยใหม่ ไทยมหาชนรัฐกำลังปรากฏขึ้นที่ขอบฟ้า วันนี้ วันที่คนจะกลับไปใช้ชีวิตซาบซึ๊งเหมือนเดิมนั้น เป็นไปไม่ได้ พวกท่านเป็นไม้ตายซากในสังคมไทย ที่รอวันล่มลงไปในที่สุดเท่านั้น วันนี้ผมไม่ฟันธงว่ายุทวิธีใดจะได้ผล ผมกำลังอยู่ในระหว่างเรียนรู้ และประเมินผลเช่นเดียวกับคนเสื้อแดงทั้งหลาย ที่ก็คงกำลังช่วยสามเกลอคิดอยู่เหมือนกัน แต่ผมเชื่อว่า วันนี้ นกพิราบกำลังอ่อนแรงแล้ว เหยี่ยวอาจโผผินบินออกมาเมื่อไหร่ก็ได้ แกนนำสายพิราบ จะมีอิทธิพลต่อคนเสื้อแดงลดลง แม้จะไม่ทันที แต่พวกเขาก็จะยังหาคำตอบให้กับ มวลชนของตนไม่ได้



น่าอับอาย ... หนีทั้งชีวิต
ที่มา Thai E-News
ที่มา เวบบอร์ดพันทิปราชดำเนิน
28 มีนาคม 2553
ความเห็นชาวเว็บต่อแถลงการณ์พิเศษจากนายอภิสิทธิ์ เมื่อเวลา 8.00 น.วันที่ 28 มีนาคม 2553 ซึ่งกล่าวว่า 'คงเป็นไปไม่ได้ที่จะยอมเจรจาภายใต้บรรยากาศที่อีกฝ่ายหนึ่งเอาคนมาเป็นแสน '
*** คุณ ตัวแม่ราตรี : ไม่กล้าเจรจาเพราะไม่มีตัวช่วยขาดความมั่นใจเพราะทำอะไรด้วยตัวเองไม่เป็น
แสดงให้เห็นถึงวุฒิภาวะ
และ ประจานตัวเองถึงภาวะผู้นำที่ตัวเองเคยเรียกร้องกับนายกฯคนอื่นๆ
วันนี้ ตัวเองแสดงให้เห็นชัดเจน ว่า
วันนี้ ขาดความมั่นใจอย่างที่สุด ด้วยการหนีอย่างหัวซุกหัวซุนไปกบดานเงียบ
เคยมีแต่คนทำให้แล้วเอามาประเคนมาตลอด ไม่เคยทำอะไรด้วยตัวเองเลยมาทั้งชีวิต
เอาเปรียบชาวบ้านเขามาตลอด แย่งโอกาสคนอื่นอย่างหน้าด้านๆ
แต่วันนี้ กลับใช้สิ่งที่ตัวเองปล้นคนอื่นเขามาไม่ได้
แถมยังต้องหนีอย่างหัวซุกหัวซุนอีก
จะอยู่ไปทำไม อภิสิทธิ์
คุณยิ่งอยู่ ยิ่งสร้างความน่าอับอายให้ประเทศไทย ที่มีนายกฯ หนีประชาชนแบบนี้
ยุบสภาฯได้แล้วละ เนาะ
*** คุณ ไฟฉายส่องทาง : หนี......................................ทั้งชีวิต
เป็นถึงนายกรัฐมนตรีบริหารประเทศ มีอำนาจเต็มในการบริหารประเทศ
มีทหารรอบกายเป็นหมื่น กลับทำตัวเป็นนาง-แอบ วิ่งหนีปัญหา ไม่กล้าเผชิญหน้า
อยากรู้ว่าใครจะไปทำอะไรคุณ มัวแต่หลบอยู่หลังทหาร แล้วคุณจะบริหารประเทศเพื่อประชาชนได้อย่างไร
ในเมื่อชาวบ้านเขามีปัญหาอยากจะเจรจากับคุณ
หรือคุณจะทำแบบคุณชวน ปล่อยสุนัขกัดชาวนา โดยไม่ฟังถึงปัญหาของประชาชน
มีประชาชนอยากพบคุณ (แค่เจรจา)
คุณกลับหลบตัว แล้วคุณอาสาเข้ามาบริหารประเทศเพื่ออะไร
ไม่ใช่เพื่อประชาชนหรือ หรือจริงอย่างที่เขาว่า
ที่ทหารเขาให้คุณมาเป็นนายก เลยเป็นนายกอยู่แต่ในค่ายทหาร บริหารแต่งบประมาณทหาร
ออกมาแสดงความเป็นผู้นำของประเทศหน่อย
คุณจะหลบลี้ หนีหายจากประชาชนไปไหน
คุณไม่มีทางหนีประชาชนคนไทยไปได้
นายกหนีปัญหา
เขาบอกเจรจาทำไมไม่ออกไปคุยกับเขา
หนีมาตั้งแต่เด็ก
คุณจะหนีไปทั้งชีวิตหรือไร
*** คุณข้าวผัดหมู : ประเทศที่นายกต้องวิ่งหนีประชาชนของตนหัวซุกหัวซุน
เห็นคนที่เป็นนายก ต้องคอยวิ่งหนีประชาชนของประเทศตนเอง หัวซุกหัวซุน
ไม่กล้าพบปะเจรจากับประชาชนในประเทศของตนเอง
ต้องมาคอยออกทีวีรวมการพิเศษ เพื่อแก้ตัว
ต้องพูดเรื่องระเบิดต่างๆ โดยยังไม่มีหลักฐานว่า ฝ่ายใดทำ หรือสร้างสถานการณ์
ต้องระดมทหารหนึ่งในสี่ของทหารประจำการเพื่อรักษาความปลอดภัยให้
ประเทศนี้ ปกครองด้วยระบอบอะไรกันแน่?
ถ้านายกมั่นใจว่า ตนเองมาจากเสียงส่วนใหญ่
ทำไมไม่กล้าเจรจา และถ้าเจรจาไม่เป็นผลก็ยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชนตัดสิน
ซึ่งเป็นหนทางพื้นฐานตามระบอบประชาธิปไตยที่สง่างาม
มาคอยวิ่งหนีหัวซุกหัวซุน คอยแอบหลังท็อปบู้ท คอยแอบหลังลวดหนาม
แบบนี้ ไม่ใช่หนทางประชาธิปไตย
หรือต้องการแค่เตะถ่วงเพื่ออยากอยู่ในอำนาจนานๆ?
*** คุณเภสัชกรหนุ่ม : กลัวการเลือกตั้ง เหมือนสุนัขบ้า กลัวน้ำ ถ้าไม่มีตัวช่วยคงไม่กล้าหรอก
ประเทศชาติจะสงบได้ เพียงแค่นิดเดียว คือ ยอมเลือกตั้งใหม่
แต่เขาก็ไม่ยอมที่จะทำแบบนั้น เพราะ พวกเขา ปล้นอำนาจมาด้วยความลำบากยากเย็น
ต้องสนธิกำลังกันมากมายกว่า จะจะมาเป็นรัฐบาลได้
ไม่ใช่ว่าชนะเลือกตั้ง
แพ้ครับ แพ้ แต่ใช้กำลังภายใน ถึงได้เป็นรัฐบาล
ถ้าปล่อยไปตามธรรมชาติ ไม่มีวันได้เป็นรัฐบาล
ฉะนั้น คนที่หน้าหนาขนาดนี้ คุณคิดว่า เขาจะยอมให้มีการเลือกตั้งใหม่ง่าย ๆ หรือครับ
คนเราถ้าเป็นคนดีน่ะ เขาจะยอมให้ประเทศสงบ ประชาชนกลับมาเหมือนเดิม
แต่คนแบบนี้ ยากส์
เขาไม่ลงเลือกตั้งคราวที่แล้ว เพื่อหาทางใช้กฏหมายพิเศษ
บีบบังคับประเทศไทย ให้ไปในทางที่เขาเดิน จนเละตุ้มเป๊ะไปหมด
ปล่อยประเทศไทยได้แล้วครับ
ยุบสภาให้คนไทยได้มีโอกาสใช้ชีวิตใหม่อย่างสงบได้แล้วครับ
ปล่อยให้เป็นธรรมชาติ ของคนไทย
ประชาธิปไตยที่ประชาชนสัมผัสได้ อย่าใช้วิธีพิเศษอีกเลยครับ
สงสารคนไทยกันบ้าง
*** คุณ sangoop : กว่าจะได้ตำแหน่งนี้มา ลงทุนไปเท่าไร
บอยคอตเลือกตั้ง
ปฏิวัติรัฐประหาร
ยุบพรรคไทยรักไทย
ไซฟ่อนเงิน
ปลดนายกสมัคร ด้วยพจนานุกรม
ยุบพรรคพลังประชาชน และพรรคอื่นๆ
ยึดทำเนียบ ยึดสนามบิน
ปลดนายกสมชาย
จูบปากงูเห่า
จะให้ทำแบบนี้อีกรอบ มาร์ค ไม่เอาแล้ว
เกาะไว้ให้แน่นที่สุดดีกว่า
*** คุณ this is thailand : นายกไทยหมดสิ้นแล้วศักดิ์ศรี
มีคนอื่นช่วยจนเคยตัว ทำอะไรไม่เป็น
คุณเป็นคนเดียวที่จะจบปัญหาของชาติได้
อยากได้อะไรเพิ่มเติม คุณก็เอาไปเจรจาสิครับ
อยากให้สุเทพเป็นนายก คุณก็โชว์สุเทพขึ้นมาสิครับ
หรืออยากให้ป๋ากลับมาเป็นอีก คุณก็ยกป๋าขึ้นมาเลย ไม่ต้องอาย
พวกคุณกลัวแพ้เลือกตั้งนี่หว่า
ใครๆ ก็รู้ว่า ยุบสภาคราวนี้
ปชป.ไปแน่เป็นฝ่ายค้านยาว
แล้วที่บอกว่าเลือกตั้งแล้วไม่จบน่ะ
เพราะว่าพวกคุณนั่นแหละ ที่ไม่จบ ไม่ยอมรับผลเลือกตั้ง ไม่ใช่พวกผม
เราบอกแล้วยุบสภาจบ ใครชนะคุณก็บริหารประเทศไป
แต่ถ้าเราชนะล่ะครับ พวกคุณจะยอบรับไหม
ทหารเต็มบ้านเต็มเมือง ปล่อยให้มีระเบิดอยู่ได้ ทีกับปาขี้แมงงงดันจับได้
*** คุณ saipin : อยากให้มาร์ค เป็นสุภาพบุรุษลูกผู้ชาย
อยากให้มาร์ค เป็นสุภาพบุรุษลูกผู้ชายองอาจ ผ่าเผย ใจแมนๆ หน่อย
ดูตัวอย่าง ของ นายกรัฐมนตรี ผู้นี้......
นายกทักษิณ ชินวัตร ท่านยุบสภาแบบวัดใจประชาชน เฉกเช่นผู้นำที่มีศักดิ์ศรี
ไม่ต้องรอให้ประชาชน นับล้าน นับแสนมานั่งทุกข์ทรมาน ตากแดด ตากลม
นอนกลางถนน..คอนกรีตอันร้อนระอุ
หรือเจาะเลือดตัวเอง นับหมื่นนับแสน CC เช่นนี้เลย....
เป็นผู้นำในประเทศที่ปกครองระบอบประชาธิปไตย ก็ต้องรักต้องเห็นใจประชาชน
หากรักตัวเอง เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว โดยไม่สนใจใยดีความเดือดร้อนและทุกข์ยากของประชาชน
แล้วจะเป็นผู้นำ เป็นนายกรัฐมนตรีไปทำไม
ถึงจะยื้ออยู่ในตำแหน่งได้ต่อไป แต่มันก็หมดความชอบธรรม หมดความหมาย และคุณค่าเสียสิ้นแล้ว
*** คุณ ขนมต้ม : คืนอำนาจให้ประชาชนเสียเถิด...อย่าหวงอำนาจไว้เลย
เขตทหาร ห้ามเข้า
เสื้อแดงเขาไม่กลัวหรอกครับว่า จะถูกยิงอย่างไร
เพราะเขาจะเข้าไปเพียงแค่ต้วแทน เพื่อเจรจากับอภิสิทธิ์เท่านั้น
แต่การเล่นสกปรก โดยการฝังกับระเบิด ไว้ตามรั้ว
นั่นก็หมายถึงการคุกคามเอาชีวิต
คนรัฐบาลต้องจริงใจในการเจรจา
ซึ่งเสื้อแดงเขาให้เวลาคุณในการหาสถานที่เจรจามาแล้ว
ไม่ใช่ไม่ให้โอกาส
แต่เมื่อคุณเลี่ยงที่จะพูดคุยเจรจา การเผชิญหน้าโดยไม่จำเป็นจึงเกิดขึ้น
ผมจะไม่พูดถึงสมัยตอนที่พันธมิตรใช้กำลัง บุกยึดทำเนียบและสนามบิน โดยที่คุณไปเชียร์ถึงในทำเนียบ
การ "ข่มขู่" ที่คุณพูดถึงนี้.... เคยเกิดขึ้นมาแล้ว ในยุคที่คุณเป็นฝ่ายค้าน ในวันที่ 7 ตุลาคม 2551
นั่นก็คือ การจะเข้าไปเอาชีวิตผู้คนในรัฐสภา ที่พรรคประชาธิปัตย์ส่วนหนึ่ง ไม่ยอมเข้าร่วมประชุม
ทีนี้ ต่อให้ยุบสภา....ผมก็ "รู้" อยู่ว่า
พวกคุณจะใช้กลไกของรัฐ ผ่านทางฝ่ายปกครอง คือ ก.มหาดไทย และ ฝ่ายทหาร
เพื่อใช้ทุกอย่างในการบีบบังคับให้คนไปลงคะแนนให้คุณ
เหมือนสมัย คมช.ครองอำนาจ
ซึ่งอย่าปฏิเสธเลยครับว่า
มันไม่จริง
รัฐบาลก็เหมือน "จ๊อกกี้" ไม่ได้เป็นเจ้าของม้ า...จำไว้-------
ถือว่าเป็น "เวรกรรม" ของอภิสิทธิ์ และประชาธิปัตย์โดยแท้
เพราะคำพูดของกลุ่มผู้สนับสนุนรัฐบาลชุดก่อนๆ
ไม่ว่าจะเป็น สมัยทักษิณ ก็มีการให้กำลังใจนายก ฯ ว่าอย่าลาออก หรือ ยุบสภา
แต่คุณทักษิณให้ยุบ บอกว่า ให่้ประชาชนตัดสินใจ
นี่คือสปิริตทางการเมืองที่คุณไม่มี
ในยุค คมช. ครองเมือง
มีการให้ทหารจาก กอ.รมน. ไปโน้มน้าวให้ประชาชน มาลงคะแนนให้คุณ
พอคุณมาเป็นรัฐบาล กองทัพบก โดย พล.อ.อนุพงษ์ ก็ให้สัมภาษณ์ว่า
ทหารจะช่วยรัฐบาลในการทำให้เกิดความสามัคคี
หนังสือพิมพ์ The Guardian ของอังกฤษ พาดหัวข่าวบอกว่า
กองทัพจะทำให้ประชาชนรักรัฐบาล
มันเป็นการ "ข่มเขาโค ขืนให้กินหญ้า"
ประชาชนเขาไม่อยากได้รัฐบาลอภิสิทธิ์...
ถึงแม้จะ "หน้าด้าน" พูดว่า ตัวเองมาจากสภาผู้แทนราษฎรก็ตาม
แต่นั่นก็คือ การ "ปล้น" เสียงของประชาชนไป
เปิดหลักฐานจะๆใบสั่งรัฐเผด็จการมาร์คคุกคามสื่อ สิ้นหวังได้เห็นภาพมุมสูงเสื้อแดงอันยิ่งใหญ่ไพศาล
ที่มา Thai E-Newsใบสั่งเผด็จการถึงทีวีไทย-ห้ามนำเสนอข่าวเสื้อแดงประกาศชัยชนะ ประกาศความสำเร็จ หรือประกาศได้รับการตอบรับที่ดีจากประชาชน ห้ามระบุจำนวนประชาชนที่เข้าร่วมชุมนุมว่ามากเท่าไหร่ ให้ชี้แจงเหตุผลที่รัฐบาลออกพรบ.ความมั่นคง ให้ชี้แจงแนวทางการจัดการต่อผู้ชุมนุมของรัฐบาลว่ามี9ขั้นตอนจากเจรจาไปถึงขั้นสูงสุด หากมีปัญหาให้ตัดภาพหรือเสียงผู้ดำเนินรายการโทรทัศน์โดยเด็ดขาด
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
28 มีนาคม 2553
นางสาวศุภรัตน์ นาคบุญนำ อดีตผู้ประกาศข่าวช่อง 7 เปิดเผยบนเวทีคนเสื้อแดงว่า ตอนนี้วงการโทรทัศน์ได้ถูกรัฐบาลเข้ามาแทรกแซงการทำหน้าที่สื่อมวลชนทั้งของภาครัฐและเอกชนอย่างเข้มงวด สำหรับช่องรัฐบาลนั้นนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ผู้กำกับงานด้านสื่อเข้ามาประชุมสั่งการตลอดเวลา นอกจากนั้นก็มีคิวให้โทรทัศน์ช่องต่างๆไปสัมภาษณ์นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีเพื่อเผยแพร่ข่าวจากฝ่ายรัฐบาล และบิดเบือนป้ายสีผู้ชุมนุมด้วย นับว่าเป็นเผดจการคุกคามกว่ายุคใดๆ รวมทั้งยุคของรัฐบาลทักษิณที่สื่อเคยออกมาร้องว่ารัฐบาลคุกคามสื่อด้วย
แหล่งข่าวในวงการโทรทัศน์เปิดเผยกับ"ไทยอีนิวส์"ว่า รัฐบาลและกองทัพได้เข้ามาแทรกแซงการทำงานของโทรทัศน์ทุกช่องอย่างเข้มงวด ทั้งการสั่งการ การขอความร่วมมือผ่านทางเอกสารราชการ และการติดต่ออย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งต้องถูกฝ่ายรัฐบาลกลั่นกรองอย่างละเอียด แม้แต่การนำเสนอภาพที่แท้จริงของผู้ชุมนุมนั้นก็เป็นไปไม่ได้เลย ดังนั้นในการชุมนุมใหญ่หลายครั้ง รวมทั้งในวันนี้(28มี.ค.)ที่เสื้อแดงจะเคลื่อนตัวไปชุมนุมที่ร.11 ก็ไม่ต้องคาดหวังว่าจะได้เห็นแถวชบวนอันเหยียดยาวของเสื้อแดง แม้ว่าโทรทัศน์บางช่องจะมีเลิคอปเตอร์ที่พร้อมจะถ่ายทอดสดภาพจากมุมสูงก็ตามที
ขนาดนำเสนอข่าวภายใต้การแทรกแซงอย่างเข้มงวดขนาดนี้ โทรทัศน์บางช่องก็ยังไม่วายพ้นจากการถูกคุกคาม เช่น มีรายงานว่า สถานีโทรทัศน์ช่อง 3 ถูกผู้มีอำนาจของรัฐบาลต่อว่า ข่าวช่อง 3 ให้เนื้อที่เรื่องเสื้อแดงมากเกินไป โดยเฉพาะรายการ"ข่าว3มิติ" ซึ่งมีนายกิตติ สิงหาปัด เป็นหัวหน้าทีมและผู้ดำเนินรายการ ถูกนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่กำกับดูแลอสมท. หน่วยงานผู้ให้สัมปทานช่อง 3 ช่อง 9 และTRUEVISION มีคำสั่งห้าม ก่อนหน้านั้นนายกิตติพยายามจะนำเฮลิคอปเตอร์ถ่ายภาพมุมสูงการชุมนุมก็ต้องยกเลิกไป
สำหรับช่อง 3 มี ฮ. เตรียมพร้อมอยู่บนหลังคาของตึก มาลีนนท์ ทาวเวอร์ 1 สามารถขึ้นบินได้ทุกเวลา อีกทั้งยังมีกล้อง High Solution อยู่บนเสาสูงของอาคาร 1 อีกหนึ่งตัว สามารถหมุนถ่ายภาพมุนสูงได้ 360 องศา ดูเหตุการณ์ในกรุงเทพฯได้ไกลหลายกิโลเมตร อุปกรณ์เหล่านี้ สามารถถ่ายทอดภาพได้อย่างดี แต่ไม่สามารถใช้ได้ เพราะเหตุผลการเมืองที่ต้องการปิดข่าวความสำเร็จของคนเสื้อแดงที่มีผู้เข้าร่วมชุมนุมจำนวนมาก
เปิดเอกสารอสมท.สั่งโทรทัศน์ให้ทำข่าวหนุนรัฐ-คุมรายการเล่าข่าว
สำหรับช่อง 3 ที่มีรายการเล่าข่าวที่คนติดตามชมมากอย่างเรื่องเล่าเช้านี้ หรือเรื่องเด่นเย็นนี้ กรรมการผู้อำนวยการ อสมท. ซึ่งเป็นหน่วยงานใต้การกำกับของรัฐบาลมีหนังสือสั่งไปยังนายประวิทย์ มาลีนนท์ เจ้าของช่อง 3 มีเนื้อหาว่า ให้ควบคุมรายการเล่าข่าว หรือวิเคราะห์ข่าวอย่างเข้มงวด หากจะทำให้เกิดปัญหาก็ให้ตัดภาพและเสียงโดยเด็ดขาด และขอให้ทำความเข้าใจกับประชาชนให้เข้าใจเหตุผลในการที่รัฐบาลได้ออกพรบ.ความมั่นคง และให้นำเสนอในแง่มุมต่างๆที่รัฐบาลได้ออกพรบ.นี้ และให้เสนอแนวคำวินิจฉัยของศาลที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมว่าทำอะไรบ้างที่ผิดกฎหมาย และให้ชี้แจงแนวทางการจัดการต่อผู้ชุมนุมของรัฐบาลว่ามี9ขั้นตอนจากเจรจาไปถึงขั้นสูงสุด(อ่านรายละเอียดคลิ้กภาพด้านบนเพื่อขยาย)
เปิดใบสั่งกองทัพให้ทีวีรายงานข่าวในทางที่เป็นผลลบต่อการชุมนุม
ขณะที่กรมกิจการพลเรือนทหารบก กองบัญชาการทหารบก ส่งใบสั่งไปยังสื่อต่างๆขอให้ออกข่าวโฆษณาชวนเชื่อทำสงครามข่าวเพื่อให้ร้ายป้ายสีผู้ชุมนุมเสื้อแดงไปในทางที่เป็นผลลบต่อประเทศ ชีวิตของคนกรุงเทพฯ เศรษฐกิจ การลงทุน ตลาดหุ้น และการท่องเที่ยว
พร้อมทั้งขอให้โทรทัศน์ออกข่าวเป็นตัววิ่ง โดยจะส่งให้ทุกวัน นี่เป็นเหตุการณ์สั่งโทรทัศน์ช่อง 9 ก่อนที่นปช.จะเริ่มการชุมนุมใหญ่เมื่อ 12 มี.ค.ที่ผ่านมา
ข้อความที่1:นายสุเทพฯ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคงเชื่อว่าคนไทยทั้งประเทศไม่ประสงค์ให้บ้านเมืองเกิดความวุ่นวาย ส่วนใหญ่ต้องการเห็นบ้านเมืองสงบ
ข้อความที่2:นายกงกฤษ หิรัญกิจ ประธานสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ให้ความมั่นใจว่าแนวโน้มการท่องเที่ยวไทยมีทิศทางที่สดใส หากปัจจัยการเมืองไม่มีความวุ่นวาย อาจขยายตัวถึง12-15%
ข้อความที่ 3:นายสุกิจ อุดมศิริกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส สถาบันวิจัยนครหลวงไทยกล่าวต้องติดตามสถานการณ์การเมืองช่วงนี้เป็นพิเศษ เพราะปัญหาการเมืองเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อตลาดหุ้นไทย หากการเมืองเกิดความรุนแรงอาจทำให้การขยายตัวของจีดีพีต่ำกว่า2%
ข้อความที่4:กตม.ยังคงตั้งจุดตรวจจุดสกัดในพื้นที่สำคัญโดยต่อเนื่อง และขออภัยในความไม่สะดวกในเส้นทางการจราจรบางพื้นที่ ทั้งนี้หากพี่น้องประชาชนพบบุคคลและวัตถุต้องสงสัย โทรสายด่วน191และ1555
เปิดใบสั่งกองทัพบกห้ามนำเสนอข่าวเทเลือดประท้วง
ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบก ก็เป็นอีกหน่วยงานที่มีบทบาทในการออกใบสั่ง เช่น เหตุการณ์เสื้อแดงไปประท้วงเทเลือดที่หน้าทำเนียบรัฐบาล ได้มีหนังสือสั่งการไปยังโทรทัศน์ช่องต่างๆ โดยกำชับว่าอาจลดเวลาการเผยแพร่ภาพข่าว หรือการกรองภาพข่าวเทเลือด โดยอ้างว่าเป็นภาพที่ทำให้เกิดความน่ากลัวสยดสยอง อาจส่งผลกระทบทางจิตใจของประชาชน
วันหนึ่งสั่งหลายรอบให้เป็นไปตามแนวทางรัฐ-ศอ.รส.
ศอ.รส.ซึ่งตั้งอยู่ที่ร.11ยังสั่งการไปยังโทรทัศน์ทุกช่องให้รายงานข่าวไปในทิศทางที่รัฐบาลต้องการ เช่น เมื่อวันที่ 25 มีนาคมที่ผ่านมา หลังจากคืนก่อนหน้านั้นท่านผู้หญิงวิระยา นำเสื้อแดงจุดเทียนชัยถวายพระพรในหลวงแล้ว ทางศอ.รส.ก็สั่งไปยังโทรทัศน์ช่องต่างๆว่าให้ขึ้นตัววิ่งดังนี้-การแสดงออกความจงรักภักดีที่แท้จริง สิ่งที่คสรกระทำคือ การนำพระบรมราโชวาทมาน้อมนำปฏิบัติ โดยเฉพาะเรื่องความรู้รักสามัคคี"
โดยบางวันก็สั่งการมาหลายเที่ยวให้ลงข้อความข่าวของรัฐบาล และดิสเครดิตทางผู้ชุมนุม เช่น เมื่อวันที่ 25 มีนาคมมาอีกชุด(คลิ้กที่ภาพเพื่อขยายใหญ่)
ผู้บริหารทีวีรับใบสั่งกำชับฝ่ายข่าวและผู้ประกาศข่าวห้ามนำเสนอชัยชนะ-ความสำเร็จเสื้อแดง
ทั้งนี้รัฐบาลได้กำชับมายังผู้บริหารโทรทัศน์ทุกช่องให้มีแนวนโยบายและแนวปฏิบัติที่จะนำเสนอข่าวในทางที่เป็นประโยชน์ต่อรัฐบาล และในทางที่เป็นโทษต่อฝ่ายเสื้อแดง โดยมีหนังสือเวียนมายังกองบรรณาธิการข่าว และผู้ประกาศผู้อ่านข่าวโทรทัศน์ โดยมีเนื้อหาดังต่อไปนี้
"แจ้งให้กองบรรณาธิการข่าว และผู้ประกาศข่าวทุกคนรับทราบและปฏิบัติ
ประเด็นข่าวสถานการณ์การชุมนุมเสื้อแดงที่ผู้บริหารสั่งกำชับ และขอความร่วมมือไม่ให้นำเสนอรายงานออกอากาศ ดังนี้-ห้ามนำเสนอข่าวเสื้อแดงประกาศชัยชนะ ประกาศความสำเร็จ หรือประกาศได้รับการตอบรับที่ดีจากประชาชน
-ห้ามระบุจำนวนประชาชนที่เข้าร่วมชุมนุมว่ามากเท่าไหร่
-ห้ามนำเสนอข่าวความเห็นของประชาชนและคนในวงการต่างๆที่สนับสนุนเสื้อแดง
-ห้ามรายงานข่าวที่ยั่วยุสร้างแรงกระตุ้นให้ประชาชนออกไปร่วมชุมนุมใหมากขึ้น
-ห้ามใช้ภาพข่าวเทเลือด ละเลงเลือด เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย
-ห้ามนำเสนอข่าวประเด็นการต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยที่ต่างชนชั้น ห้ามใช้คำว่า"สงครามระหว่างชนชั้น","ไพร่"กับ"อำมาตย์"โดยเด็ดขาด
สื่ออเมริกาวิพากษ์สื่อทีวีไทยอคติตัวการสร้างความแตกแยก
หนังสือพิมพ์ christian science monitor ซึ่งเป็น นสพ.ชั้นแนวหน้า และมีคนอ่านล้วนเป็นปัญญาชนระดับสูงเน้นข่าวต่างประเทศและข่าวสหรัฐฯ เคยได้รางวัลพูลิซเซอร์ถึง 7 ครั้ง มีความน่าเชื่อถือไม่น้อยกว่า washington post และ Newyork Times ได้รายงานข่าวเรื่อง ทีวีไทยที่มีอคติกำลังขยายการสร้างความแตกแยกให้กับประเทศไทย ( Biased TV stations intensify divides in Thailand protests )โดยระบุตอนหนึ่งว่า การประท้วงในประเทศไทยย่างเข้าสัปดาห์ที่สอง ทีวีไทยก็แพร่ข่าวไม่หยุดโดยเน้นภาพลบสารพัดของการประท้วง รวมทั้งดิสเครดิตผู้ประท้วงอย่างไร้จรรยาบรรณ
"ความแตกต่างของข่าวทำให้คนดูมืดมน บก.ทีวีที่ขออนุญาตไม่เอ่ยนามเพราะกลัวถูกเล่นงาน บอกเราว่า รัฐบาลกำลังเข้าไปแทรกแซงการเสนอข่าว ซึ่งในสมัยห้าปีของทักษิณก็ทำเช่นกัน แต่ตอนนี้ มันหนักกว่าเก่ามาก เขากล่าว"
สำหรับรายละเอียดของรายงานข่าวมีดังต่อไปนี้
ขณะที่การประท้วงในไทยดำเนินไปจนถึงสัปดาห์ที่สองแล้ว สถานีโทรทัศน์ที่เป็นคู่แข่งกันก็รายงานการชุมนุมทั้งวันทั้งคืน ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งก็เน้นเรื่องผลกระทบด้านลบของการชุมนุม
กลุ่มเสื้อแดงพากันท่องไปทั่วกรุงเทพฯ ด้วยรถยนต์, รถกระบะ และ รถจักรยานยนต์ เมื่อวันเสาร์ (20) ที่ผ่านมา ในการชุมนุมประท้วงรัฐบาลครั้งล่าสุด ตำรวจระบุว่ามีผู้ชุมนุมราว 65,000 รวมขบวน ที่มีความยาวหลายไมล์
แต่ในขณะเดียวกันนั้นเอง โทรทัศน์ของไทยที่เป็นสื่อที่คนนิยมดู บอกว่ามีผู้เข้าร่วม 25,000 คนและเช่นเคย ภาพข่าวของผู้ชุมนุมถูกการแถลงข่าวของรัฐบาลคลุมทับไปหมด ไม่มีการนำเสนอเรื่องของผู้ชุมนุมโดยทั่วไป
และเมื่อสัปดาห์ที่แล้วทีมีผู้ชุมนุมประท้วงด้วยการเทเลือดหน้าทำเนียบรัฐบาล สื่อที่สนับสนุนรัฐบาลก็พากันโหมเรื่องอันตรายต่อสุขภาพ เรื่องการใช้เลือดในเชิงจริยธรรม ขณะที่สื่อผ่ายต้านรัฐบาลเน้นเรื่องการใช้สัญลักษณ์ที่กลุ่มผู้ชุมนุมหลั่งเลือดเพื่อประท้วง
และหลังจากที่การประท้วงดำเนินเข้าสู่สัปดาห์ที่ 2 สื่อกระแสหลักของไทยก็ควรถูกตั้งคำถามเรื่องความเป็นกลาง ซึ่งจริง ๆ ระยะเวลาที่เกิดความวุ่นวายทางการเมืองและการแบ่งขั้ว 4 ปี ที่ผ่านมา ก็น่าจะพิสูจน์ได้แล้ว มีนักวิจารณ์บอกว่าช่องสถานีฟรีทีวีที่อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลหรือกองทัพนั้นเต็มไปด้วยอคติ
ด้วยเหตุนี้เอง ชาวไทยหลายคนเริ่มหันไปหาสื่อที่อยู่ข้างเดียวกันอย่างพวกเคเบิลทีวี วิทยุชุมชน และอินเตอร์เน็ต ซึ่งจะยิ่งทำให้เกิดการแบ่งแยกทางการเมืองลึกขึ้น และทำให้การหาจุดร่วมทำได้ยากขึ้น
วันจันทร์ (22) ที่ผ่านมา แกนนำผู้ชุมนุมปฏิเสธไม่ยอมรับการเจรจากับรักษาการนายกรัฐมนตรี และยืนยันอยากเจรจากับตัวนายกรัฐมนตรีเอง ตัวนายกฯ อภิสิทธิ์เองก็ไม่ยอมรับข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมที่ให้เขายุบสภาและเลือกตั้งใหม่
ก่อนหน้านี้อคติในสื่อไทยก็เคยทำให้เกิดความขัดแย้งมาแล้ว ในปี 1992 (เหตุการณ์พฤษภาคม พ.ศ. 2535) เมื่อทหารยิงผู้ชุมนุมในกทม. ช่องสถานีของรัฐบาลรายงานว่ามีพวกคอมมิวนิสต์ปลุกระดมให้เกิดจลาจล ภาพที่ถูกใส่ความว่าเป็นการต่อต้านเชื้อพระวงศ์ในหนังสือพิมพ์ปี 1976 (เหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519) ก็ทำให้เกิดการสังหารหมู่นักศึกษาโดยกลุ่มที่ถูกจัดตั้งโดยกองทัพ
ไม่กี่ปีที่ผ่านมากลุ่มนักกิจกรรมที่ขัดแย้งกันทั้งสองฝ่ายต่างกดดันสถานีโทรทัศน์เรื่องการเสนอข่าว และมีการคุกคามผู้สื่อข่าวที่นำเสนอจำนวนผู้ชุมนุมน้อยกว่าความจริง จากกรณีนี้เองทำให้สื่อบางแห่งหลีกเลี่ยงการประเมินจำนวนผู้ชุมนุม "พวกเราไม่อยากมีปัญหา เราจึงหลีกเลี่ยงการรายงานเรื่องจำนวน" บรรณาธิการสถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่งกล่าว
สถานีโทรทัศน์ที่นำเสนอคนละมุม
เรื่องที่ทำให้ยิ่งเป็นการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายมากขึ้นคือการที่แต่ละฝ่ายต่างมีสื่อของตัวเอง ฝ่ายเสื้อแดงที่ได้รับการสนับสนุนจากคนชนบทและจากชนชั้นแรงงานของไทย เปิดสถานีพีเพิลแชนแนล ที่ถ่ายทอดการประท้วงตลอดวันตลอดคืน ขณะที่ฝ่ายตรงข้ามคือเสื้อเหลืองซึ่งส่วนใหญ่เป็นชนชั้นกลางสิทธิเลือกตั้งก็รับข่าวสารจาก เอเอสทีวี ทั้งสองช่องล้วนแต่มีอคติสูง
สุภิญญา กลางณรงค์ นักรณรงค์ด้านเสรีภาพสื่อกล่าวว่า การแพร่ขยายของ 'สื่อใหม่' (new media) ทำให้เกิดการตรวจสอบการควบคุมข่าวสารของรัฐบาล เธอกล่าวอีกว่าสื่อโทรทัศน์ไม่มีพลังในการบิดเบือนความจริงได้มากเท่าในปี 1992 (เหตุการณ์พฤษภาทมิฬพ.ศ. 2535) อีกแล้ว เพราะพวกเขาต้องแข่งกับสื่ออื่น ๆ รวมถึงการส่งรูปและข้อความผ่านทางโทรศัพท์มือถือและอินเตอร์เน็ต
"ฉันคิดว่า (รัฐบาล) รู้ว่าหากพวกเขาใช้การควบคุมหรือบงการมากเกินไป ประชาชนจะไม่เชื่ออีกต่อไป" สุภิญญากล่าว
บรรณาธิการข่าวโทรทัศน์ผู้ไม่เอ่ยนามเพราะกลัวถูกคุกคามบอกอีกว่า ความแตกต่างจะทำให้ผู้ชมตกอยู่ในความมืด เขาบอกอีกว่ารัฐบาลแทรกแซงการนำเสนอข่าว ซึ่งเรื่องนี้ก็เคยเกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลทักษิณ "แต่ในตอนนี้มันเลวร้ายกว่าเดิม" เขากล่าว
มีเดียมอนิเตอร์ชี้ชัดสื่อทีวีเอียงข้างรัฐบาล 
พบว่า ขณะที่หากเป็นการสอบถามความคิดเห็นก็จะเน้นประเด็นเรื่องมาตรการการตั้งรับสถานการณ์จากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร และความเห็นทางการเมืองของฝ่ายรัฐบาล

โครงการศึกษาและเฝ้าระวังสื่อเพื่อสุขภาวะของสังคม (Media Monitor) หรือมีเดียมอนิเตอร์ ซึ่งเป็นองค์กรภาคเอกชนที่ได้รับการสนับสนุนจาก สสส.ได้จัดทำรายงานเรื่อง"มีเดียมอนิเตอร์ชี้ข่าวชุมนุมเสื้อแดงในทีวี พบเน้นเฝ้ารอสถานการณ์ มากกว่าเฝ้าระวัง แข่งรายงานบรรยากาศสด จราจร มาตรการรับรุนแรง แนะเสนอข่าวเชิงรุก ลึก สันติภาพ" ดังมีรายละเอียดต่อไปนี้
จากเหตุการณ์ชุมนุมใหญ่ทางการเมืองของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือกลุ่ม “คนเสื้อแดง” ที่จัดชุมนุมในช่วงวันที่ 12 – 14 มีนาคมที่ผ่านมา ในพื้นที่กรุงเทพมหานครฯ ก่อให้กระแสความตื่นตัวในสื่อต่างๆ ทั้งโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ และวิทยุอย่างมาก ภายใต้สถานการณ์ที่เสี่ยงต่อความขัดแย้งและความรุนแรงนี้ ผู้คนในสังคมต่างจับตาการทำหน้าที่ของสื่อว่าจะสามารถเป็นไปอย่างมีจรรยาบรรณและมาตรฐานวิชาชีพได้หรือไม่ อีกทั้งการรายงานข่าวนั้นมีส่วนช่วยลดหรือขยายความขัดแย้งให้รุนแรงขึ้นหรือไม่อย่างไร
โครงการศึกษาเฝ้าระวังสื่อและพัฒนาการรู้เท่าทันสื่อเพื่อสุขภาวะของสังคม (Media Monitor) ทำหน้าที่การเฝ้าระวังการรายงานข่าวของสื่อในสถานการณ์การชุมนุมทางการเมืองมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2549 (สมัยกลุ่มพันธมิตรฯ) จนรัฐบาลปัจจุบัน เห็นว่าเป็นเหตุการณ์ที่มีความสำคัญทางการเมือง สังคมและสื่อมวลชน โครงการฯ พิจารณาแล้ว จึงจะเฝ้าระวังการรายงานข่าวเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมือง ระหว่างวันที่ 12-14 มีนาคม ใน 10 ช่องสถานีโทรทัศน์ตลอด 24 ชั่วโมง (ได้แก่ ฟรีทีวี 6 ช่อง คือ ช่อง 3, 5, 7, 9, 11, ทีวีไทย, และ เคเบิ้ลทีวีหรือทีวีผ่านดาวเทียมอีก 4 ช่องคือ เนชั่นชาแนล, เอเอสทีวี, ทีเอ็นเอ็น และ ดีสเตชั่น) ว่ามีลักษณะเนื้อหาข่าวเช่นไร
ผลการศึกษา เปรียบเทียบในระดับภาพรวม (ของวันที่ 12 มีนาคม 2553 ตั้งแต่เวลา 00.00-16.00 น.) ดังนี้
1. การให้พื้นที่ข่าว พบว่า โดยรวมสื่อโทรทัศน์ทุกช่องสถานี ให้พื้นที่ข่าวการชุมนุมเป็นข่าวหลักในทุกช่วงข่าว และให้สัดส่วนพื้นที่ข่าวมากกว่าปกติ ช่องที่ให้พื้นที่ข่าวค่อนข้างน้อยได้แก่ช่อง 5 และช่อง 7
2. ประเด็นข่าว พบว่า โดยรวมเน้นประเด็นเหตุการณ์-สถานการณ์/บรรยากาศ/ความพร้อมของกลุ่มผู้ชุมนุม ตามจุดต่างๆ ทั่วประเทศและในกรุงเทพ เน้นใช้ภาพถ่ายทอดจำนวนผู้ชุมนุม ขณะที่หากเป็นการสอบถามความคิดเห็นก็จะเน้นประเด็นเรื่องมาตรการการตั้งรับสถานการณ์จากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร และความเห็นทางการเมืองของฝ่ายรัฐบาล ค่อนข้างขาดรายงานพิเศษ – บทวิเคราะห์ทางการเมือง ผลกระทบทางการเมือง-สังคม วัฒนธรรม แต่จะเน้นประเด็นข่าวเหตุการณ์/บรรยากาศ
3. แหล่งข่าว ส่วนมากข่าวเน้นบรรยากาศ/เหตุการณ์การเดินทางมาชุมนุม มีการใช้ภาพจากกล้องวงจรปิดจากกองบังคับบัญชาตำรวจนครบาล (บก.02) ประกอบการรายงานข่าว เน้นเฝ้าระวังเหตุการณ์และรายการงานสภาพการจราจรตามจุดต่างๆ และแหล่งข่าวฝ่ายแกนนำ แต่ไม่มากและไม่เด่นชัด
โดยมากเป็นการรายงานโดยผู้สื่อข่าวภาคสนาม และเน้นสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่รัฐ ตำรวจ ทหาร รัฐมนตรี นักการเมืองฝ่ายรัฐบาล
4. การใช้ภาพข่าว ส่วนมากเป็นภาพบรรยากาศการรวมตัวของผู้ชุมนุม กิจกรรมการตั้งขบวน พิธีกรรมของผู้ชุมนุม การเดินทาง การตรวจค้นผ่านด่าน ณ จุดต่างๆ โดยใช้ภาพจากผู้สื่อข่าวภาคสนามและภาพกล้องจรปิดขณะที่ช่องเอเอสทีวีมีการปล่อยสกู๊ปพิเศษเหตุการณ์ความรุนแรงในช่วงการชุมนุมเดือนเมษายน 2552
ภาพข่าวที่สื่อนำเสนอ อาจมุ่งเน้นไปที่การสื่อความหมายในเชิงความรุนแรง (ภาพกองกำลังตำรวจและภาพกลุ่มผู้ชุมนุมในลักษณะการเตรียมความพร้อมการปะทะ)
5. การใช้ภาษาข่าว โดยรวมพบว่าใช้ภาษาค่อนข้างสุภาพ ปลอดอคติ และการแสดงความคิดเห็น
ผลการศึกษา สรุปแยกรายช่อง ดังนี้
ช่อง 3 : 
รายการข่าวในช่วงผังข่าวปกติ เน้นเกาะติดสถานการณ์การเดินทางเพื่อเข้าร่วมการชุมนุมในเส้นทางสายต่างๆ โดยเฉพาะภาคอีสาน รวมถึงจำนวนผู้ชุมนุม การรวมตัวของผู้ชุมนุมตามจุดสำคัญในกรุงเทพฯ และเขตปริมณฑล สำหรับแหล่งข้อมูลสำคัญที่ใช้มักมาจากฝั่งรัฐบาล ขณะที่ข้อมูลจากกลุ่มผู้ชุมนุมจะเน้นการสรุปเหตุการณ์โดยผู้ประกาศข่าว และผู้สื่อข่าวภาคสนามแทน
เน้นประเด็นข่าวมาตรการของรัฐในการรับมือกับกลุ่มผู้ชุมนุม การตรวจค้นอาวุธ อุปกรณ์ที่อาจนำไปสู่ความรุนแรง เส้นทางการจราจรในกรุงเทพฯ วิถีชีวิต ผลกระทบทางเศรษฐกิจ แต่ไม่ให้ความสำคัญกับข้อเรียกร้องหรือความคิดเห็นอื่นๆ จากผู้ชุมนุมมากนัก อีกทั้งพบว่าทิศทางการรายงานข่าวนั้นมุ่งนำเสนอทิศทางหรือเหตุการณ์ในประเด็นการรุก-รับของเจ้าหน้าที่รัฐและกลุ่มผู้ชุมนุมเป็นหลัก
ช่อง 5 :
นำเสนอข่าวตามผังปกติ สลับกับการรายงานสดสถานการณ์ชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง เมื่อมีการเคลื่อนไหวเกิดขึ้น และรายงานข่าวการชุมนุมในช่วงรายการข่าว เน้นประเด็นข่าว เรื่อง การเคลื่อนไหวการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงในแต่ละจุด (การเคลื่อนขบวนไปยังสถานที่ต่างๆ) สภาพการจราจร บริเวณต่างๆ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด และประเด็นการเตรียมตัวรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ตำรวจ
พื้นที่ข่าวมีสัดส่วนค่อนข้างน้อยกว่าช่องอื่นอย่างเห็นได้ชัด
เน้นการรายงานสดจากพื้นที่ต่างๆ เข้ามายังห้องส่ง เช่น อนุสาวรีย์หลักสี่ วงเวียนใหญ่ วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา ด้านผู้ดำเนินรายการ, ผู้ประกาศข่าว และผู้สื่อข่าว ส่วนใหญ่รายงานตามข้อเท็จจริง ไม่ใส่อารมณ์ และความคิดเห็นขณะรายงานข่าว ด้วยลีลาภาษาแบบผู้ประกาศข่าว ไม่พบคำพูดที่ไม่สุภาพ คำพูดยั่วยุ หรือส่งเสริมให้เกิดความรุนแรง
ช่อง 7 :
พื้นที่ข่าวค่อนข้างน้อย แต่เด่นในช่วงรายงานพิเศษ เน้นสถานการณ์ชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง เมื่อมีการเคลื่อนไหวที่สำคัญเกิดขึ้น
มีการรายงานสดแทรกในรายการปกติ (ภาพยนตร์เกาหลีและถ่ายทอดสดการแข่งขันชกมวย) ใช้ชื่อรายการว่า “รายการเกาะติด สถานการณ์ชุมนุมเสื้อแดง” เน้น 3 ประเด็นข่าว คือ ประเด็นการเคลื่อนไหวการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงในแต่ละจุด ประเด็นสภาพปัญหาการจราจร บริเวณต่างๆ และประเด็นมาตรการรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ตำรวจ
ด้านผู้ดำเนินรายการ, ผู้ประกาศข่าว และผู้สื่อข่าว ส่วนใหญ่รายงานตามข้อเท็จจริง ไม่ใส่อารมณ์ และความคิดเห็นขณะรายงานข่าว ด้วยลีลาภาษาแบบผู้ประกาศข่าว ไม่พบคำพูดที่ไม่สุภาพ คำพูดยั่วยุ หรือส่งเสริมให้เกิดความรุนแรง, มีการแนะนำและให้ความรู้กับประชาชนเพื่อเตรียมตัวรับสถานการณ์ นอกจากนี้ยังมีการพูดถึงการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน ให้ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาและรักษาความเป็นกลาง
ช่อง 9 :
ให้พื้นที่ข่าวค่อนข้างมาก นำเสนอในทุกช่วงข่าวและเป็นข่าวสำคัญของทุกช่วง มีข่าวต้นชั่วโมงบ่อยและถี่มากกว่าช่องอื่นๆ เน้นประเด็น บรรยากาศการแถลงการณ์ชุมนุม รัฐคุมเข้ม การเคลื่อนไหวการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงในแต่ละจุด สภาพการจราจร การตั้งด่านตรวจตรา ณ จุด บริเวณต่างๆ
เพิ่มการรายงานความเคลื่อนไหวในต่างจังหวัด ภาคเหนือ จ.เชียงใหม่ และ จ.นครสวรรค์, ภาคอีสาน จ.ศรีสะเกษ, ภาคใต้ จ.สงขลา และภาคกลาง จ.นนทบุรี
การใช้ภาษาข่าวของผู้ประกาศข่าว ค่อนข้างสุภาพ ปลอดอคติ ความคิดเห็น รายงานตามข้อเท็จจริง ไม่ใส่อารมณ์/ความคิดเห็นขณะรายงานข่าว ไม่พบ คำพูดยั่วยุ หรือส่งเสริมให้เกิดความรุนแรง, มีการแนะนำและให้ความรู้กับประชาชนเพื่อเตรียมตัวรับสถานการณ์ ส่วนรายการคุยโขมงบ่าย 3 โมง พิธีกรชายใส่อารมณ์ขณะรายงานข่าว แต่ไม่ได้รายงานผิดไปจากข้อเท็จจริง
ช่อง 11 :
ให้พื้นที่ข่าวในระดับกลาง รายงานข่าวในช่วงผังข่าวปกติ มีเพลงรณรงค์สันติภาพในช่วงข่าว เน้นการรายงานเรื่องสภาพการจราจร ณ จุดต่างๆ ให้รายละเอียดเรื่องความคืบหน้าของกลุ่มผู้ชุมนุมตามจุดต่างๆ ให้ความสำคัญกับทั้งสองฝ่าย มีการเสนอภาพกราฟฟิกผลโพลล์สำรวจ และหน่วยงานที่สามารถสอบถามปัญหาการจราจร หลายๆ ช่วง ทั้งการรายงานโพลล์จากกรุงเทพฯ โพลล์ และภาพกราฟฟิกศูนย์ปฏิบัติการทางการแพทย์ในพื้นที่ 10 จุด มี Vox Pop ของประชาชนที่ไม่สนับสนุนการชุมนุมผู้ประกาศรายงานข่าวอย่างสุภาพ
เน้นการสัมภาษณ์เรื่อง การชุมนุมอย่างสันติวิธี จากนักวิชาการมาให้รายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้ แทรกด้วยรายงานสดทางโทรศัพท์จากผู้สื่อข่าวในพื้นที่รวมทั้งประชาสัมพันธ์ของจังหวัดสมุทรปราการที่รายงานความคืบหน้าการชุมนุมตั้งแต่ต้น แต่การรายงานค่อนข้างใช้คำที่ให้ภาพลบกับฝั่งผู้ชุมนุม เช่น ออกมากล่าวปราศรัยว่า “ที่ออกมาชุมนุมเท่านี้แค่น้ำจิ้มนะ วันที่ 14 จะทำให้รัฐบาลหวั่นไหวมากกว่านี้” หรือผู้ชุมนุมออกมาส่งเสียงเชียร์เสียงดัง และยังทำให้รถติดยาวเหยียดหลายสิบกิโล นอกจากนี้ยังให้รายละเอียดเรื่องเส้นทางการเดินทางต่างๆทั้งทางรถ และทางเรือด้วย พิธีกรในรายการไม่ค่อยมีปัญหาในการรายงาน ไม่ได้ให้น้ำหนักไปฝั่งใดฝั่งหนึ่ง
เน้นรายงานความคืบหน้าจากที่ชุมนุมเป็นหลัก มีการรายงานหน้าสทท.ที่ผู้ชุมนุมเดินทางมาชุมนุมด้วย แต่ออกมารายงานหลังจากที่ผู้ชุมนุมเดินขบวนไปแล้ว ไม่มีภาพขณะผู้ชุมนุมมาถึงมารายงาน มีภาพความรุนแรงตอนที่เสื้อแดงทำร้ายประชาชนนำเสนอด้วย ผู้ประกาศและผู้สื่อข่าวภาคสนามใช้ภาษาสุภาพในการรายงานข่าว
ทีวีไทย :
เน้นภาพเหตุการณ์การชุมนุมของกลุ่มผู้ชุมนุม ให้รายละเอียดการเคลื่อนขบวน ณ จุดต่างๆ กำลังทำอะไรอยู่บ้าง ไม่มีการสัมภาษณ์แกนนำหรือกลุ่มผู้ชุมนุม การรายงานข่าวทางฝ่ายรัฐบาลเน้นที่ตัวนายกรัฐมนตรีว่ากำลังไปไหน และทำอะไรอยู่ มีการให้สัมภาษณ์ของนายกรัฐมนตรีนอกจากนี้มีการให้รายละเอียดเรื่องการจราจรกับผู้ชมว่าบริเวณที่มีการชุมนุมมีสภาพการจราจรเป็นอย่างไร รายละเอียดของสภาพแวดล้อมในบริเวณใกล้เคียง ทั้งร้านค้า ธนาคาร ปั๊มน้ำมัน ว่ามีที่ไหนเปิดบริการและที่ไหนปิดบริการไปแล้ว
มีการนำเทปรายการ ตอบโจทย์ ที่มาออกอากาศซ้ำ โดยนำคำสัมภาษณ์ของแกนนำนปช.และฝ่ายรัฐบาลที่เป็นประเด็นสำคัญมาออกอากาศให้ชม มีการรายงานผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์การชุมนุม และมี Vox Pop ของประชาชนเกี่ยวกับสันติวิธีในการชุมนุม
ผู้ประกาศใช้ภาษาข่าวสุภาพ มีการตั้งคำถามในเชิงรุกต่อแหล่งข่าวและผู้สื่อข่าว ภาคสนามเพื่อต่อยอดประเด็นต่างๆ ออกไป ให้ผู้ชมเห็นภาพรวมของเหตุการณ์ในขณะนั้น
ช่อง TNN :
เกาะติดสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง แต่มักรายงานสถานการณ์ว่าเกิดอะไรขึ้นเท่านั้น เนื้อหามุ่งนำเสนอการเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ชุมนุมในภาคส่วนต่างๆ ทั้งแกนนำ จำนวนผู้เข้าร่วมชุมนุม การตรวจค้นอาวุธ การเคลื่อนไหวของบุคคลสำคัญในรัฐบาล และเน้นหนักไปที่ผลกระทบทางเศรษฐกิจ สถาบันทางการเงิน ตลาดหุ้น การจราจรในกรุงเทพฯ ข้อมูลที่ได้มักมาจากผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุม เจ้าหน้าที่รัฐ ทหาร ตำรวจ และบุคคลในรัฐบาลมากกว่ากลุ่มผู้ชุมนุมซึ่งเปิดพื้นที่เพียงการสรุปความโดยผู้สื่อข่าว และผู้ประกาศข่าวเท่านั้น
ช่อง เอเอสทีวี :
ให้พื้นที่ข่าวอย่างต่อเนื่อง เน้นรายการสนทนา และนำเสนอผลกระทบจากการชุมนุม เช่น สถานการณ์ตลาดหลักทรัพย์ เน้นวิพากษ์วิจารณ์การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงมากกว่ารายงานข่าวการติดตามสถานการณ์ มีการใช้ภาพข่าวความรุนแรงจากการชุมนุมมานำเสนอประกอบ (ภาพเก่าช่วง เม.ย.52) ในลักษณะสารคดี เน้นการใช้ภาษาบรรยายที่สื่อถึงความรุนแรง ใช้คำสนทนาระหว่างพิธีกรที่แสดงความคิดเห็นรุนแรง เช่น “ชั่วช้าที่สุดเลย”, และในช่วงรายการบิสสิเนสเฮดไลน์ พิธีกรพูดว่า “เรามาติดตามลิ่วล้อระบบทักษิณ” เน้นแหล่งข่าวเจ้าหน้าที่รัฐมากกว่ากลุ่มเสื้อแดง และมีการสัมภาษณ์ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการเคลื่อนขบวนของกลุ่มเสื้อแดง
ช่อง D Station :
เกาะติดสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เนื้อหามุ่งนำเสนอความเคลื่อนไหวของการชุมนุมในลักษณะของการปลุกระดม ผ่านการให้ข้อมูลโดยแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุม และพบว่าผู้ประกาศข่าวมีบทบาทในการสรุปเหตุการณ์ ให้ข้อมูล บรรยาย หรือแม้กระทั่งร่วมแสดงความคิดเห็นเชิงวิพากษ์วิจารณ์ โดยข้อมูลมุ่งวิพากษ์บุคคลในรัฐบาล เจ้าหน้าที่รัฐ องคมนตรี และมักปรากฏถ้อยคำลักษณะ “ประกาศสงคราม” อยู่เสมอ
ทิศทางการนำเสนอไม่ได้อธิบายเหตุการณ์ในมุมของกลุ่มผู้ชุมนุมมากนัก แต่มักนำเสนอการเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร และผู้ดูแลควบคุมการชุมนุม และให้พื้นที่มากเป็นพิเศษกับการวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของรัฐบาล นายกรัฐมนตรี, นายสุเทพ เทือกสุบรรณ กลุ่มทหาร และมุ่งสร้างความเกลียดชังฝั่งรัฐบาลอย่างชัดเจน มีการใช้คำชักชวนผู้ชุมนุมให้ออกมาชุมนุม เช่น “ผมขอเชิญให้ประชาชนออกมาร่วมกันชุมนุมเพื่อทำสงครามครั้งสุดท้าย….”
“King Can Do No Wrong”
ที่มา Thai E-News
โดย จักรภพ เพ็ญแข
ที่มาคอลัมน์ผมเป็นข้าราษฎร นสพ.ไทยเรดนิวส์
อยู่ต่างประเทศดีอย่างหนึ่งตรงที่มีเวลาค้นคว้าและอ่านหนังสือ ผมได้อ่านหนังสือใหม่ๆ มากกว่าตอนอยู่บ้าน
หนังสือที่เคยอ่านแล้วบางเล่ม พอมาได้ข้อมูลและประสบการณ์ใหม่ในชีวิต ก็ย้อนกลับไปอ่านอีกและรู้สึกแจ่มแจ้ง พิสูจน์ได้ว่าสัจธรรมนั้นดำรงอยู่รอบตัวเราเสมอ อยู่ที่ตัวเราจะเข้าถึงสัจธรรมนั้นหรือไม่เท่านั้น
เล่มหนึ่งที่ผมหยิบมาอ่านซ้ำด้วยประสบการณ์ใหม่คืองานเขียนของหลวงประดิษฐ์มนูธรรม หรือ ดร.ปรีดี พนมยงค์ ที่ชื่อว่า “คำอธิบายกฎหมายปกครอง” อ่านแล้วก็รู้สึกคึกคักขึ้นมา อยากจะแบ่งปันทัศนะบางอย่างที่ได้รับจากการอ่านซ้ำครั้งนี้กับท่านทั้งหลายผู้เป็นเจ้าของประเทศไทย
หนังสือเล่มนี้ให้ข้อมูลชัดเจนเกี่ยวกับทัศนะของอาจารย์ปรีดีในการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยด้วยการปฏิวัติประชาธิปไตย ซึ่งท่านได้ร่วมกับสายทหารลงมือกระทำจนสำเร็จในขั้นต้น เมื่อ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๕
จุดประสงค์หนึ่งของการปฏิวัติประชาธิปไตยครั้งนั้ นคือวางหลักเกณฑ์ทางกฎหมายให้เป็นทางออกของสังคมอย่างเป็นธรรม เรียกกันสั้นๆ ว่าหลักนิติธรรม ขณะเดียวกันก็อธิบายคำว่า ปกครอง ที่สัมพันธ์กับคำว่าการเมืองอย่างใกล้ชิด หนังสือเล่มนี้จึงเป็นการผสมผสานระหว่างหลักนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์เพื่อนำมาประยุกต์ใช้กับสังคมศักดินาอย่างสยามประเทศ
ท่านเขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้นในปี พ.ศ.๒๔๗๔ ก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครองกว่าหนึ่งปี ใครคิดจะกล่าวหาว่าคณะราษฎร์ปฏิวัติประเทศไทยอย่างฉับพลันและไม่วางแผนอะไรล่วงหน้า คงต้องคิดใหม่
ท่อนหนึ่งที่อาจารย์เขียนอธิบายรูปแบบการปกครองในเชิงทฤษฎีไว้ ทำให้เรารุ่นหลังเข้าใจว่าตัวท่านคิดอะไรอยู่ และพลอยให้เข้าใจด้วยว่า เพราะเหตุใดความคิดเชิงทฤษฎีเหล่านั้นจึงไม่สำเร็จผลสมความปรารถนาของท่านและคณะปฏิวัติ ท่านเขียนไว้ว่า
“...๒.๑.๒ รัฐบาลราชาธิปตัยอำนาจจำกัด (Monachie limitee) ซึ่งพระเจ้าแผ่นดินไม่มีอำนาจในการแผ่นดิน นอกจากอำนาจในการพิธีและลงพระนาม และยอมให้อ้างพระนามในกิจการต่างๆ แต่พระองค์มิได้ใช้อำนาจด้วยตนเอง อำนาจทั้งหลายในการบริหารตกอยู่แก่คณะเสนาบดี เช่น ในประเทศอังกฤษ และเพราะเหตุที่พระเจ้าแผ่นดินทำอะไรไม่ได้นี้เอง จึงมีสุภาษิตอังกฤษอยู่ว่า “King can do no wrong” พระเจ้าแผ่นดินไม่อาจทำผิด ถ้าจะพูดกลับอีกอย่างหนึ่งก็คือ เมื่อพระเจ้าแผ่นดินทำอะไรไม่ได้ ก็ทำผิดไม่ได้อยู่เอง...”
ผมอ่านย่อหน้านี้ทบทวนหลายครั้งและคิดตามไป ทำให้เกิดความสว่างขึ้นมาทันทีว่า ปัญหาใหญ่ที่รัดรึงสังคมไทยไว้ที่เดิม ไม่ยอมพัฒนาไปตามอนิจธรรมทั้งที่เป็นเมืองพุทธ อยู่ที่ตรงนี้เอง นั่นคือเรื่องของพระมหากษัตริย์และบทบาทในระบอบที่เรียกว่า ประชาธิปไตย ซึ่งไม่ใช่เรื่องของพระมหากษัตริย์ในฐานะบุคคล หากในฐานที่เป็นสถาบันอันทรงอิทธิพลและได้รับอิทธิพลจากสถาบันทางสังคมอื่นๆ
ทุกวันนี้เรายังทำสงครามทางความคิดกันในประเด็นนี้ ฝ่ายหนึ่งเห็นว่าวิกฤติการณ์การเมืองไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรเลยกับพระมหากษัตริย์ เป็นเรื่องของผู้นำการเมืองเท่านั้น อีกแนวคิดหนึ่งเชื่อว่า ถึงเกี่ยวก็ไม่ทรงต้องรับผิดชอบใดๆ เพราะมีผู้รับสนองพระบรมราชโองการ (รับผิดแทน) อยู่แล้วทุกเรื่อง
เหลืองและชมพูอ้างว่าแดงจะล้มเจ้า โดยมุ่งเปลี่ยนแปลงการปกครองให้เป็นระบบประธานาธิบดี เมื่อต้นทางส่งเสียงอื้ออึงขึ้น เครือข่ายของอำมาตย์ในบทบาทนักวิชาการ สื่อมวลชน ข้าราชการทหาร ข้าราชการพลเรือน องค์กรที่มิใช่รัฐ (NGOs) ฯลฯ ก็สะท้อนเสียงว่าแดงจะล้มเจ้า ใครไม่กล้าเล่นเรื่องนี้ก็จะไปที่ประเด็นลำดับสองและสาม ได้แก่ ฉ้อโกง และ เป็นพวกก่อความวุ่นวายในสังคม
ทั้งหมดนี้คืออ้างถึงพระมหากษัตริย์เพื่อสร้างความชอบธรรม (legitimacy) ให้ตัวเอง และเพิ่มน้ำหนักให้กับข้อถกเถียงที่ตัวนำเสนอ
ลึกลงไปในใจแล้ว ก็เชื่อว่าพระมหากษัตริย์มีพระราชอำนาจจริงและเป็นพระราชอำนาจพิเศษจนไม่ต้องไปเสียเวลาเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ ไม่อย่างนั้นจะอ้างถึงพระมหากษัตริย์ในฐานะอาวุธสำคัญในการต่อสู้ทางการเมืองกันทำไม
พระมหากษัตริย์ในรูปแบบไทยจึงมีอำนาจในทางการเมืองจริง เพราะคนส่วนใหญ่เชื่อว่ามี เมื่อมีแล้วก็ฟังและพร้อมจะกระทำตาม นั่นล่ะคืออำนาจ เพราะอำนาจหมายความถึงสิ่งที่มีแล้วทำให้คนอื่นๆ กระทำตามความต้องการของตนได้ ไม่ว่าจะเป็นอาวุธสงคราม ปากที่พูดเก่ง ความรู้ที่เหนือคนอื่นและได้รับการยอมรับ จนกระทั่งถึงสิ่งที่เรียกว่า บารมี
แต่หลัก “King can do no wrong” ที่อาจารย์ปรีดีอธิบายไว้ชัดเจนว่า เพราะกษัตริย์ไม่มีอำนาจใดๆ ในทางการเมือง เว้นแต่ความเป็นสัญลักษณ์ของประเทศในทางต่างๆ กษัตริย์จึงไม่ต้องทรงรับผิดชอบในกิจการบ้านเมืองเลยนั้น กลับถูกแปลผิดๆ แบบเข้าข้างตัวเองในเมืองไทยจนกลายเป็นว่า พระมหากษัตริย์ทำอะไรได้ทุกอย่างโดยไม่มีความผิด ลุกลามไปจนถึงแนวคิดที่ว่าเมื่อพระองค์ไม่ผิด ใครก็วิจารณ์พระองค์ท่านไม่ได้ จนสุดท้ายก็เกิดวัฒนธรรมใหม่ที่เรียกว่าการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพขึ้นมา
แปลว่าขณะนี้เมืองไทยมีรูปแบบการปกครองที่ออกจะประหลาด นั่นคือคนทั้งหลายเชื่อว่ากษัตริย์ทรงมีอำนาจจริง จะจบในวิกฤติการณ์ครั้งนี้เสียเมื่อไหร่ก็ได้ แต่กษัตริย์กลับไม่ต้องทรงรับผิดชอบอะไรเลยในทางการเมือง แต่รัฐบาลในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างคณะนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะกลับมีความรับผิดชอบทางการเมืองเป็นอย่างมาก เสมือนมีอำนาจที่จะเสกเป่าให้ปัญหาการเมืองจบสิ้นลงไปได้ แต่ทว่ากลับไม่มีอำนาจแท้จริงในทางการเมืองเลย ต้องรอเสียงกระซิบจาก “มือที่มองไม่เห็น” อย่างเดียวเท่านั้น
เมื่อคนมีอำนาจกลับไม่ต้องแก้ไขปัญหา และคนมีปัญหากลับขาดอำนาจที่จะใช้แก้ แล้วจะไปแก้ปัญหาได้อย่างไร มองไม่เห็นทาง
แถมผู้เรียกร้องยังนัดกันว่า เรามาทำประหนึ่งว่ารัฐบาลเป็นผู้มีอำนาจแท้จริงทีเถิด ว่าแล้วก็เรียกร้องเฉพาะในสิ่งที่รัฐบาลมีอำนาจทำได้ นั่นคือยุบสภาผู้แทนราษฎรเพื่อเลือกตั้งใหม่ ทั้งหมดนี้เพื่อเน้นย้ำความเชื่อเดิมว่ารัฐบาลเป็นผู้มีอำนาจจริงและมีอำนาจทุกอย่างในการแก้ไขปัญหา ผู้คนจะได้ลืมว่าใครมีอำนาจจริงในการแก้ไขปัญหานี้
การแปล “King can do no wrong” อย่างผิดๆ โดยเจตนา เป็นสาเหตุพื้นฐานของความจลาจลในการเมืองไทยปัจจุบัน เพราะชวนกันวิ่งวนไปรอบๆ ไม่ยอมแหวกกระแสออกมาสู่ความจริง
ที่สุดแล้วก็ช่วยรักษา “วงจรอุบาทว์” ของการเมืองไทยไว้โดยไม่ได้ตั้งใจ.
---------------------------TPNews (Thai People News): ข่าวสารสำหรับผู้รักประชาธิปไตย เที่ยงตรง แม่นยำ ส่งตรงถึงมือถือทุกวัน สมัครวันนี้ ใช้ฟรี 14 วัน พิมพ์ PN ส่งมาที่เบอร์ 4552146 ทุกระบบ เพียง 29 บาท/เดือน (เฉพาะ DTAC 30 บาท/เดือน) Call center: 084-4566794-6 (จ.- ศ. 9.30-17.30 น.)


