ที่มา Thai E-Newsตบหน้าพวกขาวเนียน -นักท่องเที่ยวต่างชาติกับสิ่งของที่ช็อปปิ้งริมถนนในใจกลางกรุงเทพฯในช่วงชุมนุมใหญ่ของเสื้อแดง แม้แต่ในวันที่การเทเลือดประท้วงหน้าบ้านพักนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ไม่อาจหยุดชาวต่างประเทศนำเงินเข้ามาใช้จ่ายในประเทศไทย รวมทั้งการซื้อหุ้นและพันธบัตร ค่าเงินบาททะยานสูงขึ้นในรอบ 22 เดือน ส่วนหุ้นไทยขึ้นมาที่ 800 จุด สูงสุดในรอบ 2 ปี(ภาพข่าว:สำนักข่าวรอยเตอร์)
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
1 เมษายน 2553
โผล่อีกแล้วพวก"ขาวเนียน"สมาคมท่องเที่ยวต้านเสื้อแดงชุมนุม บอกสมัยพธม.ม็อบไม่มีประสบการณ์เดือดร้อน
สหพันธ์สมาคมท่องเที่ยวไทย (เฟสต้า)ซึ่งไม่เคยเดือดร้อน ไม่เคยเคลื่อนไหวต่อต้านเลยแม้แต่น้อยในช่วงพันธมิตรฯจัดชุมนุมใหญ่ 193 วัน ทั้งยึดทำเนียบรัฐบาล ยึดสนามบิน ซึ่งมีผลกระทบต่อการท่องเที่ยวอย่างหนัก ได้เกิดความเดือดร้อนขึ้นมาในช่วงที่กลุ่มเสื้อแดงจัดชุมนุมได้ยังไม่ทันถึง 20 วัน และนัดรวมตัวกันประท้วงที่สวนลุมพินีในวันพรุ่งนี้ โดยนัดกันใส่เสื้อขาวประท้วงเสื้อแดง
นอกจากนั้นยังพบหลักฐานว่า ในช่วงที่พันธมิตรยึดสนามบินสุวรรณภูมิ จนต้องหาทางงลงด้วยการยุบ 3 พรรคการเมือง ผู้บริหารของเฟสต้าเคยออกมาสนับสนุนอย่างออกนอกหน้า และเลือกข้างเลือกฝ่ายอย่างเห็นได้ชัด
เคยออกโรงหนุนยุบ3พรรค เชียร์ปชป.ตั้งรัฐบาล ไม่เคยเดือดร้อนตอนพธม.ยึดสนามบิน!
เหตการณ์ตอนนั้น ข่าวสดรายงานว่า นายเจริญ วังอนานนท์ นายกสมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (เฟสต้า) กล่าวภายหลังเรียกสมาชิกสมาคมหารือและรับฟังถึงปัญหาที่เกิดหลังการปิดสนามบิน ว่า การยุบพรรคร่วมรัฐบาล 3 พรรค น่าจะเป็นทางออกที่ดีให้กับเศรษฐกิจไทย เพราะที่ผ่านมารัฐบาลไม่ได้ทำงาน ซึ่งการเมืองไทยนับจากนี้ไปที่ตัดสินใจจัดทัพใหม่ ควรหาบุคลาการที่มีความรู้ความสามารถมาบริหารประเทศ และน่าจะถือโอกาสผสมขั้วการเมืองใหม่ เพราะประเทศไทยไม่ได้เป็นการปกครองแบบท้องถิ่นที่ใครก็มาทำได้ เพราะจากนี้ไปคนที่มาเป็นรัฐบาลบริหารประเทศต้องเร่งคลายความกังวลที่เกิดขึ้น ดึงความเชื่อมั่นของประเทศให้กลับมา หากรัฐบาลสามารถดึงความเชื่อมั่นได้ ประเทศไทยอาจเห็นทางออกในการฟื้นฟูเศรษฐกิจในอีก 6 เดือนข้างหน้า ส่วนการท่องเที่ยวเองหวังที่จะฟื้นตัวอีกครั้งหลังจากบอบซ้ำมามาก
แต่พอมาตอนนี้ที่เสื้อแดงชุมนุม ไม่ได้ก่อผลกระทบต่อแหล่งท่องเที่ยว หรือยึดสนามบินพันธมิตร ปรากฎว่า เฟสต้า ได้ประชุมร่วมกันเพื่อหาแนวทางแสดงจุดยืนของภาคเอกชนในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เกี่ยวกับสถานการณ์บ้านเมือง ขณะการชุมนุมของคนเสื้อแดงได้ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวชัดเจนแล้วทั้งในช่วงนี้และอนาคตพวกผมไม่ได้เข้าข้างสีใดสีหนึ่ง แต่ที่ไม่ได้ออกมาแสดงจุดยืนช่วงที่กลุ่มเสื้อเหลืองชุมนุมในอดีตนั้นเพราะยังไม่มีประสบการณ์ว่า การชุมนุมส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวอย่างไรบ้าง แต่เวลานี้มีประสบการณ์ ได้เห็นผลกระทบ จึงต้องออกมาแสดงท่าที -นายเจริญกล่าวให้เหตุผลว่าทำไมตอนพันธมิตรชุมนุม ไม้รู้สึกเดือดร้อนบ้าง
พธม.ชุมนุมยืดเยื้อ193วันยึดสนามบินไม่เดือดร้อน เสื้อแดงม็อบไม่ถึง20วันใส่เสื้อขาวต้าน
โดยนายเจริญ วังอนานนท์ โฆษกเฟสต้า เปิดเผยภายหลังการประชุมวานนี้ว่า ได้นัดรวมตัวผู้ประกอบการ และพนักงานในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ประมาณ 1,400 คน ที่สวนลุมพินี บริเวณหน้าอนุสาวรีย์รัชกาลที่ 6 ในวันที่ 2 เม.ย.นี้ เวลา 16.00 น. เพื่อร่วมกันประกาศจุดยืนและออกแถลงการณ์ “ยุติความขัดแย้ง เพื่อท่องเที่ยวไทยทุกฝ่ายหยุดทำร้ายท่องเที่ยวไทย สมานฉันท์เพื่อท่องเที่ยวไทย” ซึ่งในช่วงเวลาเดียวกันจะมีตัวแทนผู้ประกอบการ และพนักงานในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ที่อยู่ในต่างจังหวัด ออกมารวมตัวกันด้วย เช่น เชียงใหม่ อุดรธานี เกาะสมุย สุราษฎร์ธานี กระบี่ ภูเก็ต จันทบุรี และ เมืองพัทยา และยังอยู่ระหว่างการประสานงานให้มากที่สุด
ทั้งนี้ นายกสมาคมต่างๆ ที่เข้าร่วมแสดงจุดยืน จะใส่เสื้อสีขาวส่วนตัวแทนผู้ประกอบการ และพนักงานคนอื่นๆ จะสวมใส่เสื้อผ้าตามอัธยาศัย ใช้เสื้อผ้าหลากสีโดยบางแห่งอาจให้พนักงานสวมชุดเครื่องแบบบริษัทมา ส่วนรูปแบบการแสดงจุดยืนจะไม่เคลื่อนที่ไปไหน เพราะไม่ต้องการให้เกิดความวุ่นวาย แต่จะอยู่ที่อ่านแถลงการณ์จุดยืนของภาคท่องเที่ยว พร้อมชูป้ายผ้า และไม่ต้องการให้เห็นว่า พวกเราเป็นกลุ่มผู้ชุมนุม แต่ต้องการให้เห็นว่าเป็นอีกลุ่มคนไทยที่เสียภาษีและได้รับผลกระทบ จากการชุมนุมทางการเมือง
นายเจริญ กล่าวอีกว่า ตั้งแต่ วันที่ 12 มี.ค. ที่กลุ่มคนเสื้อแดงเริ่มชุมนุมจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาเที่ยวไทยก็ลดลง ซึ่งภาคเอกชนอดทนเรื่อยมา หวังว่าการชุมนุมจะยุติหลังวันที่ 27 มี.ค.ที่ผ่านมา เริ่มมีความหวังหลังจากตัวแทนรัฐบาล และ แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง เจรจากัน 28-29 มี.ค.แต่รอจนล่าสุด กลุ่มคนเสื้อแดงระบุว่าจะนัดชุมนุมกันอีก 3 เม.ย.นี้ ภาคเอกชน มองว่า การชุมนุมไม่มีวันยุติเสียทีบรรยากาศเช่นนี้จะกระทบการท่องเที่ยวไปเรื่อยๆ ขณะที่นักท่องเที่ยวจากญี่ปุ่นและเกาหลี ที่ไม่กังวล เริ่มโทรศัพท์มาสอบถามมากขึ้นว่า ทำไมมีระเบิดเกิดขึ้นทุกวัน ทำไมการประท้วงไม่มีข้อยุติเสียที สิ่งเหล่านี้ทำให้เอกชนกังวลว่าหากปล่อยเป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ อุตสาหกรรมท่องเที่ยวจะย่ำแย่เหมือนกับ 2-3 ปีที่ ผ่านมา ที่คนในอุตสาหกรรมเป็นหนี้กัน และหวังว่าจะได้ปลดหนี้กันในปีนี้ เพราะการท่องเที่ยวเริ่มฟื้นมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้วมาจนถึงเดือน ม.ค.และก.พ.ปีนี้ แต่สุดท้ายต้องมาชะงักในเดือน มี.ค.อีก จึงอยากออกมาแสดงจุดยืนให้ยุติความขัดแย้งเสียที
“พวกผมไม่ได้เข้าข้างสีใดสีหนึ่ง แต่ที่ไม่ได้ออกมาแสดงจุดยืนช่วงที่กลุ่มเสื้อเหลืองชุมนุมในอดีตนั้นเพราะยังไม่มีประสบการณ์ว่า การชุมนุมส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวอย่างไรบ้างแต่เวลานี้มีประสบการณ์ ได้เห็นผลกระทบ จึงต้องออกมาแสดงท่าที หลังจากออกมารวมตัวแสดงจุดยืนกันวันที่ 2 เม.ย.แล้ว เฟสต้า จะประเมินผลตอบรับอีกครั้ง โดยอยากให้เห็นว่าในประเทศนี้ไม่ได้มีแค่รัฐบาลกับกลุ่มคนเสื้อแดง แต่ต้องการให้คนทุกกลุ่มตื่นตัวดูแลประเทศไทยเช่นกัน ในส่วนของรัฐบาลและกลุ่มคนเสื้อแดง อยากให้รีบๆ คุย รีบๆ ตกลงกันให้ได้เพราะตอนนี้ท่องเที่ยวแย่แล้ว ไม่อยากให้บรรยากาศแบบนี้คงอยู่ไปอีกนานจากเดิมรัฐบาลถอยมาระดับหนึ่ง ประกาศจะยุบสภาใน 9 เดือนแล้ว ก็อาจจะถอยลงมาเหลือ 6-8 เดือน ส่วนกลุ่มคนเสื้อแดงต้องถอยเช่นกัน เพราะถ้าตกลงกันได้ก็ได้ประโยชน์กันทั้งหมด” นายเจริญ กล่าว
นายประกิจ ชินอมรพงษ์ นายกสมาคมโรงแรมไทย กล่าวว่า การชุมนุมที่ยืดเยื้อส่งผลกระทบต่อธุรกิจโรงแรมแล้ว โดยหากคำนวณจากตัวเลขรายได้ด้านการท่องเที่ยวทั้งปีนี้ ที่หลายฝ่าย ประเมินไว้ 600,000 ล้านบาท เท่ากับว่า จะมีรายได้ เดือนละ 50,000 ล้านบาท แต่จากตัวเลขที่สมาคมโรงแรมได้รับพบว่า อัตราเข้าพักโรงแรมต่าง ๆ หายไป 20% แล้วในช่วงที่มีการชุมนุม หมายความว่าภายใน 1 เดือนที่มีการชุมนุมนี้ ทำให้รายได้ของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวโดยรวมหายไปแล้ว 10,000 ล้านบาท หากการชุมนุมยังยืดเยื้อต่อไปอีกหลายเดือนจะเสียหายกว่านี้อีกหลายหมื่นล้านบาท
ขณะที่ นายวิชิต ประกอบโกศล นายกสมาคมผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวไทย-จีน กล่าวว่า ตอนนี้ชัดเจนแล้วว่าเครื่องบินเช่าเหมาจากจีนที่จะเข้ามาไทยช่วงสงกรานต์จากเดิม100 เที่ยวบิน จะเหลือแค่ 50-60เที่ยวบินเท่านั้น กระทบจำนวนนักท่องเที่ยวหายไป 20,000-40,000 คน รายได้เข้าประเทศหายไป 500-1,000ล้านบาทต่อเดือน
ฝรั่งลุยซื้อหุ้นไทย มองผลกระทบม็อยคลี่คลายแล้ว
ฝรั่งบ่ยั่นม็อบ-นักท่องเที่ยวต่างชาติแลกเปลี่ยนเงินในใจกลางกรุงเทพฯ แม้กลุ่มเสื้อแดงจัดชุมนุมใหญ่ในเมืองหลวง แต่ก็ไม่อาจหยุดนักลงทุนต่างประเทศให้นำเงินเข้ามาลงทุนในประเทศไทยได้ รวมทั้งการลงทุนในหุ้นและพันธบัตร ค่าเงินบาททะยานแข็งค่ามากที่สุดในรอบ 22 เดือน ส่วนหุ้นไทยขึ้นสูงสุดในรอบ2 ปี(ภาพข่าว:สำนักข่าวรอยเตอร์)
ตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง ภาคเช้าวันนี้(1เม.ย.)ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นเหนือแนวต้านจิตวิทยาบริเวณ 800 จุด ขึ้นมาปิดทำการที่ 802.82 จุด สูงขึ้นจากวันก่อน 14.84 จุด มูลค่าการซื้อขายหนาแน่น 15,569ล้านบาท
โดยดัชนีหุ้นไทยปรับตัวขึ้นตลอดในช่วงที่เสื้อแดงจัดการชุมนุม โดยก่อนหน้าการชุมนุมเมื่อวันที่ 11 มีนาคม อยู่ที่725 จุด เท่ากับว่าล่าสุดขึ้นมา 75 จุดแล้วในช่วงที่มีการชุมนุมโดยสันติ
ขณะที่นักลงทุนต่างชาติเป็นฝ่ายซื้อสุทธิต่อเนื่อง โดยตลอดเดือนมีนาคมที่ผ่านมาซื้อสุทธิสูงถึง 44,600 ล้านบาท(ดูรายละเอียด)
ฝ่ายวิจัยของซิติกรุ๊ป บริษัทโบรกเกอร์นายหน้าค้าหลักทรัพย์ต่างชาติรายสำคัญ ออกบทวิจัยเมื่อ 30 มีนาคม ให้เป้าหมายว่าหุ้นไทยจะขึ้นไป 915 จุด โดยระบุว่าปัจจัยเสี่ยงทางการเมืองลดลง เพราะเสื้อแดงชุมนุมโดยสันติ และการเผชิญหน้าไม่ตึงเครียด
สำนักข่าวบลูมเบิร์ก ซึ่งเป็นสำนักข่าวทางด้านเศรษฐกิจการเงินที่สำคัญของโลก รายงานว่า ก่อนเสื้อแดงจัดม็อบมีการโหมกระแสว่าจะเป็นไปด้วยความรุนแรงทำให้หุ้นตกมาเมื่อเดือนก่อน แต่พอมีชุมนุมจริงไม่มีเหตุรุนแรง เป็นไปโดยสันติ ต่างกับการชุมนุมของพันธมิตรในปี2549ที่เต็มไปด้วยความรุนแรงทั้งการยึดทำเนียบ และยึดสนามบิน และการทำรัฐประหารโค่นล้มทักษิณ
บลูมเบิร์กสัมภาษณ์บัณฑูร ล่ำซำชี้นักธุรกิจชินกับม็อบแล้ว
สำนักข่าวบลูม้เบิร์ก สำนักข่าวชั้นนำในโลกการเงินการลงทุนรายงานข่าว โดยสัมภาษณ์นายบัณฑูร ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารธนาคารกสิกรไทย แบงก์พาณิชย์รายใหญ่อันดับ3ของประเทศระบุว่า"ถึงแม้การประท้วงจะรุนแรงหรือนองเลือดก็ไม่มีผลทำลายเศรษฐกิจ"เพราะการประท้วงเกิดขึ้นตลอดเวลาอยู่แล้วในประเทศไทย"
บลูมเบิร์กรายงานว่า ไม่ได้มีแต่ชาวชนบทเข้าร่วมการประท้วง นายสิริวร นิมิตรศิลมา อายุ 67 ปี ซึ่งไปอาศัยอยู่ในสหรัฐอเมริกานานถึง46ปี และได้กลับมาประเทศไทยในปี2549ก็เข้าร่วมชุมนุมประท้วง โดยบอกว่าเขาประท้วงเพื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เพราะ"เขาเป็นนายกรัฐมนตรีในดวงใจของพวกเรา หากนายอภิสิทธิ์คิดว่าเขาทำเพื่อคนส่วนใหญ่ ก็แล้วทำไมจึงไม่จัดการเลือกตั้งใหม่ คืนอำนาจให้ประชาชนเสียหละ?"
บลูมเบิร์กรายงานการสัมภาษณ์นายแพทย์เหวง โตจิราการ ผู้นำการประท้วงที่ยืนยันว่าจะจัดการชุมนุมโดยสันติปราศจากอาวุธ หากใครใช้อาวุธหรือความรุนแรงขอให้เข้าใจว่าไม่ใช่เสื้อแดง"เราต้องการให้ยุบสภา จัดเลือกตั้งใหม่เท่านั้น ไม่มีอย่างอื่น"
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Thursday, April 1, 2010
แก้ผ้าล่อนจ้อนสมาคมท่องเที่ยว อีแอบเนียนขาวต้านเสื้อแดง ฝรั่งไร้กังวลไล่ซื้อหุ้นทะลุ800จุด
วันพฤหัสบดีที่ 1 เมษายน พ.ศ.2553
ปลื้มค้าน! อย่ามา‘เหวง’
จับทหาร ศอ.รส.ทำลายป้ายยุบสภา
ข้อเสนอ 155 นักวิชาการ
การ์ตูน เซีย 01/04/53
ซื้อเวลา
ยังก้าวไม่พ้น
ผบก.น.1 จ่อออกหมายจับ "สนธิ"หมิ่นเบื้องสูง รอดู 2เม.ย.มอบตัวหรือไม่
ไม่ยุบ-อยู่ต่อ?
พุงปลิ้น แล้วค่อยยุบ?
หนังบู๊
ตัวตน ‘อภิสิทธิ์’
‘ยุบสภา’ ได้อะไร?
เหวง ไม่แคร์คำฮิต “อย่ามาเหวง” พอใจเป็นสัญลักษณ์ทิ่มแทงอำมาตย์
ลงประชามติ...แก้รัฐธรรมนูญ...ยุบสภา...ทางออก ทางแคบหรือทางตัน
ที่มา Thai E-Newsการลงประชามติในครั้งนี้ จะเป็นเพียง ทางเดินที่ตีบตันทั้งในปัจจุบันและในอนาคต การแก้ไขรัฐธรรมนูญของฝ่ายรัฐบาลในครั้งนี้ จึงเป็นเพียงทางเดินที่แคบ จึงเห็นว่า “การยุบสภา”เป็นทางออกทางเดียวที่เหลืออยู่ เพราะอาจป้องกันการปฎิวัติ หรือการเสียเลือดเนื้อของคนไทยด้วยกัน จากการทำสงครามทางชนชั้น ระหว่าง ชาวไพร่ กับ ทหารซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้รับใช้ระบอบอำมาตยาธิปไตย

โดย พีระพงษ์ ไพรินทร์ ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ สำนักงาน กกต.
1 เมษายน 2553
“ การลงประชามติ ต้องทำหรือไม่ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต้องทำอย่างไร การยุบสภา ทำเพื่อใคร ”
นี่คือ คำถามที่ทำให้เกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรงในสังคมไทยปัจจุบัน จนอาจนำไปสู่การ “ปฏิวัติ”โดยทหารอีกครั้ง
หรือ อาจนำไปสู่การต่อสู้ของประชาชนชาวไพร่ กับ เหล่าอำมาตยาธิปไตย ภายใต้หลักการของ“สงครามชนชั้น”
ผู้เขียน ขอเสนอแนวคิด อันอาจก่อให้เกิดประโยชน์ต่อชาติบ้านเมือง ด้วยความสุจริตใจ ด้วยจิตวิญญาณ
และด้วยจิตสำนึกต่อหน้าที่ ในการรักษาไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ดังนี้
ประเด็นแรก “ การลงประชามติ ต้องทำหรือไม่ ”
จากแนวทางของพรรคประชาธิปัตย์ ที่จะเสนอให้มีการลงประชามติ ในเวลาประมาณ 3 เดือน คาดว่าจะรู้ผลภายในเดือนกรกฎาคม และจะเสนอเข้าที่ประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญภายใน 120 วัน แล้วจึงเข้าสู่กระบวนการทำประชาพิจารณ์ ซึ่งจะประกาศบังคับใช้รัฐธรรมนูญใหม่ได้ในปลายเดือน พ.ย. ทำให้อาจประกาศยุบสภาได้ในปลายเดือน พ.ย. นี้เช่นกัน
จึงคาดว่า กกต.น่าจะเลือกตั้งใหม่ได้ประมาณ เดือน มกราคม 2554 กล่าวคือ นับจากนี้ไปอีกประมาณ 10 เดือน โดยที่รัฐบาลจะมีการเสนอ ครม. ให้จัดการลงประชามติ ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 6 ประเด็น คือ
1. ที่มาของ สส.
2. ที่มาของ สว.
3. มาตรา 190
4. แก้ไขโทษยุบพรรค
5. การดำรงตำแหน่งทางการเมือง
6. การห้าม สส., สว. ก้าวก่ายการทำงาน
ประชามติ มีความหมายตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 ว่า “มติของประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศที่แสดงออกในเรื่องใดเรื่องหนึ่งหรือที่ใดที่หนึ่ง ; มติของประชาชนที่รัฐให้สิทธิออกเสียงลงคะแนนรับรองร่างกฎหมายที่สำคัญ ที่ได้ผ่านสภานิติบัญญัติแล้ว หรือให้ตัดสินปัญหาสำคัญในการบริหารประเทศ”
การลงประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ จึงเป็นรูปแบบประชาธิปไตยทางตรงที่ประชาชนใช้สิทธิในการแสดงออกถึงความต้องการทางด้านการเมืองการปกครองของประเทศ ซึ่งการลงประชามติ เพื่อให้ความเห็นชอบในร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านมาจึงแตกต่างจากการลงประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญในคราวนี้ เพราะที่ผ่านมาเป็นการให้ประชาชนให้ความเห็นชอบในการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับแต่ในครั้งนี้เป็นเพียงบางมาตราเท่านั้น
ในปี พ.ศ. 2478 ฟิลิปปินส์เป็นประเทศแรกในเอเชียที่ดำเนินการลงประชามติ และต่อมาได้จัดให้มีการลงประชามติ อีกถึง 12 ครั้ง โดยเป็นการลงประชามติเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ 3 ครั้ง
นอกจากนั้นประเทศกัมพูชา ก็ยังเคยจัดให้มีการลงประชามติให้มีการการยอมรับรัฐธรรมนูญ ปี พ.ศ. 2515
หรือ ประเทศ พม่า ในปี พ.ศ. 2516 เป็นต้น
การให้ประชาชนลงประชามติ ในเรื่องที่สำคัญแม้จะเป็นสิ่งดีที่ให้สิทธิแก่ประชาชนในการตัดสินใจ แต่ก็พึงต้องระมัดระวังว่าอำนาจในประเทศขณะนั้นเป็นของผู้ใดหรือกลุ่มใด เพราะอาจเป็นเพียงเครื่องมือของกลุ่มคนที่ควบคุมอำนาจอยู่
เช่น ในประเทศฝรั่งเศส สมัยนายพลเดอโกลล์ หรือสมัยมาร์กอส ในประเทศฟิลิปปินส์ที่ปกครองแบบเผด็จการ เขาได้ใช้ฐานเสียงให้ประชาชนยอมรับรัฐธรรมนูญ 87.6% และยังหยั่งเสียงประชามติให้ประชาชนทำให้เขาอยู่ในอำนาจต่อไปอีก 6 ปีด้วยเสียงประชามติถึง 87.5%
หลักทั่วไปก่อนการทำประชามติ จะต้องจัดให้มี กระบวนการจัดทำประชาพิจารณ์(Public hearing) ซึ่งก็หมายถึง การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในเรื่องดังกล่าว โดยต้องจัดให้มีการแสดงความคิดเห็นจากประชาชนทุกหมู่เหล่าอย่างกว้างขวาง เพื่อให้ไดัข้อสรุปความคิดเห็นของประชาชนส่วนใหญ่อย่างแท้จริง ก่อนที่จะจัดให้มีการลงประชามติในเรื่องนั้น
กล่าวคือเป็นทั้งการรับและการให้ข้อมูลแก่สาธารณชน เพื่อขอรับทราบความคิดเห็น (Public Proposal) หรือเป็นการปรึกษาหารือ (Public consultation) นั่นเอง ซึ่งกระบวนการเหล่านี้รัฐบาลก็คงจะให้เหตุผลว่าได้เคยทำกันมามากมายแล้ว ทั้งในแวดวงวิชาการและในกระบวนการทางรัฐสภา แต่หากจะพิจารณาถึงประเด็นดังกล่าว รัฐบาลจะต้องหาคำตอบต่อโจทก์ต่อไปนี้
ประการแรก ประชาชนในท้องถิ่นซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ อาจไม่เข้าใจว่ารัฐธรรมนูญแต่ละมาตรานั้นสำคัญอย่างไร การรณรงค์ให้ความรู้แก่ประชาชน จะดีเพียงพอหรือไม่ หรือจะต้องให้ทหาร , ฝ่ายปกครอง เข้าไปชี้นำประชาชนเช่นที่เคยเป็นมา มากกว่าการสร้างให้เกิดความเข้าใจ
ประการที่สอง การลงประชามติทั้ง 6 ประเด็น จะเป็นไปตามหลักวิชาการที่ถูกต้องจริงหรือไม่
และข้อเสนอในการแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าว เป็นประโยชน์ต่อ ผู้เล่นการเมือง หรือ พรรคการเมือง รวมทั้งผู้ที่จะดำรงตำแหน่งทางการเมืองในอนาคต หรือ จะก่อให้เกิดประโยชน์โดยตรงต่อประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ซึ่งจะตอบสนองต่อการแก้ปัญหาความขัดแย้งในสังคมที่เป็นอยู่ รวมไปถึงผลกระทบโดยตรงที่จะมีต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนคนไทยทุกคน
ทั้งในปัจจุบันและอนาคตอย่างไร หรือไม่
นั่นคือคำตอบว่า การจัดให้มีการลงประชามติ เป็นเพียงหน้าฉากทางการเมือง เพื่อเส้นทางสู่ชัยชนะของนักการเมือง มิใช่เส้นทางสู่ชัยชนะของประชาชนตามระบอบประชาธิปไตย
ผู้เขียนจึงเห็นว่า “ การลงประชามติในครั้งนี้ จะเป็นเพียง ทางเดินที่ตีบตันทั้งในปัจจุบันและในอนาคต “
*****
ประเด็นที่สอง “ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต้องทำอย่างไร ”
นอกจากการแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้ จะเริ่มต้นด้วยการลงประชามติ ไปจนถึงการแก้ไขในรัฐสภา แต่ที่ผ่านมาประเทศไทยก็ยังมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ด้วยการปฎิวัติรัฐประหาร แต่ในครั้งนี้ก็อาจมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยการเสียเลือดเนื้อของคนไทยด้วยกัน จากการทำสงครามทางชนชั้น ระหว่าง ชาวไพร่ ผู้นิยมชมชอบอดีตนายกฯทักษิณ กับ ทหารผู้ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้รับใช้ระบอบอำมาตยาธิปไตย ก็เป็นได้
ด้วยเหตุนี้ไม่ว่ารัฐบาลจะแก้ไขรัฐธรรมนูญไปอย่างไร ด้วยวิธีใด หรือ ด้วยในเวลาใดก็ตาม ย่อมต้องเผชิญกับความขัดแย้งอย่างรุนแรง ซึ่งไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
ผู้เขียนจึงเห็นว่า “ การแก้ไขรัฐธรรมนูญของฝ่ายรัฐบาลในครั้งนี้ จึงเป็นเพียง ทางเดินที่แคบซึ่งไม่อาจนำไปสู่ เส้นทางเดินอันสะดวกสบายในปัจจุบันและในอนาคต “
ประเด็นที่สาม “ การยุบสภา ทำเพื่อใคร ”
การปกครองระบอบประชาธิปไตย ไม่อาจปฎิเสธ สุนทรพจน์ ของ อับราฮัมลิงส์คอน อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ที่กล่าวในวันซึ่งประเทศสหรัฐอเมริกา ประกาศความเป็นรัฐชาติแห่งตน ที่ว่า “ เป็นการปกครองของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน ”
การยุบสภา จึงเป็นการตอบสนองต่อปรัชญาดังกล่าว เพราะการยุบสภามิใช่เพียงเป็นของ นปช. ,รัฐบาล ,ทหาร ,หรือใครๆ หากแต่เป็นการตอบสนองต่อความต้องการของ “ประชาชน” นั่นเอง
แต่หากมีบางคนต้องการพิสูจน์ว่า ผู้ร้องขอให้ยุบสภาเป็นคนส่วนน้อยหรือคนส่วนใหญ่ของประเทศ ก็ย่อมทำได้ ด้วยการลงประชามติ ซึ่งก็ยิ่งจะเป็นการเพิ่มรอยปริให้เห็นถึงรอยแตกแยกและความขัดแย้งที่ชัดเจนยิ่งขึ้น
อีกทั้งการลงประชามติและการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่จะจัดให้มีขึ้น ก็มิได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความต้องการของคนส่วนใหญ่ ในประเทศว่า มีความต้องการให้เกิดการยุบสภาด้วยหรือไม่ เช่นกัน
ผู้เขียนจึงเห็นว่า “การยุบสภา” จึงเป็นทางออก ทางเดียวที่เหลืออยู่ เพราะอาจเป็นการ ป้องกันการปฎิวัติ
หรืออาจเป็นการยับยั้งการทำสงครามทางชนชั้น และยังอาจเป็นการลดความขัดแย้งทางสังคม เพื่อการนำไปสู่การคืนอำนาจ การตัดสินใจให้กับประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจตามระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง
ดังนั้น 15 วัน, 3 เดือน หรือ 9 เดือน เป็นข้อเสนอที่ต้องการทำไป เพื่ออะไร หรือ เพื่อใคร..........
----------------------------------
อภิสิทธิ์จี้อภิสิทธิ์ยุบสภาผวาขัดแย้งลาม!..
ที่มา Thai E-News
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
1 เมษายน 2553
เราพาดหัวข่าวไม่ผิดหรอก แม้จะเป็นพาดหัวข่าวในนวันApril Fool's Day แม้จะดูตลกและขัดกันแบบพิลึกพิลั่น ก็ดันเป็นเรื่องจริงอันชวนปวดตับอย่างยิ่ง
เรื่องนี้สืบเนื่องมาจากการเจรจาระหว่างรัฐบาลกับแกนนำเสื้อแดงเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ซึ่งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พยายามสรุปว่าเขาจะทำRoad mapเพื่อยุบสภาภายใน 9 เดือน โดยบอกว่าก่อนจะยุบสภาก็ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญก่อน และก่อนการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ต้องจัดทำประชามติก่อน(ซึ่งในเวลาต่อมามีการเปิดเผยว่าจะทำประชามติในเดือนกรกฎาคม)
สำหรับกองเชียร์ของอภิสิทธิ์นี่นับว่าดูดีมีเหตุผล
โดยอภิสิทธิ์กล่าวตอนหนึ่งในการเจรจาเมื่อวันจันทร์ว่า "ประชามติเป็นกระบวนการที่ดีมาก"
รายละเอียดที่อภิสิทธิ์พูด และถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ต่อสายตาคนไทยในประเทศคือเรื่องรัฐธรรมนูญช้าเร็วไม่ได้อยู่ที่สภา วันนี้เราเอาให้ชัดๆเลยว่าประชาชนเป็นคนทำ ทำประชามติไปเลยจะแก้มาตราไหน ซึ่งมันไม่เหมือนกับการเลือกตั้ง กระบวนการประชามติบวกกับการแก้ไขอาจจะต้องใช้เวลา บรรยากาศบ้านเมืองที่เราสามารถทำเรื่องยากๆกันได้คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญทำประชามติ เราไม่สามารถแก้กันได้ลอยๆ ประชามติ อันนี้จะเป็นกระบวนการที่ดีมาก (ที่มา:มติชนออนไลน์ 30 มีนาคม 2553)
เพียงแต่ว่าก็มีเสียงค้านดังลั่นลอยมาจากอดีตอันไม่ใกล้ไม่ไกลนัก คนที่ค้านเรื่องที่นายอภิสิทธิ์เสนอ ก็เป็นนายอภิสิทธิ์คนเดียวกันนั่นเอง!
โดยนายอภิสิทธิ์ตอนเป็นหัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน พูดเรื่องเดียวกันนี้ว่า"ไม่ต้องทำประชามติ มีแต่จะทำให้ความขัดแย้งลุกลามออกไป ให้ยุบสภาคืนอำนาจประชาชนสถานเดียว เป็นกระบวนการอารยะ"...
เหตุเกิดในตอนที่พันธมิตรฯชุมนุมขับไล่รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช และเข้าไปยึดทำเนียบรัฐบาลไว้นั้น รัฐบาลนายสมัครเคยเสนอทางออกว่าจะจัดทำประชามติเพื่อหาทางออกให้กับวิกฤตการณ์
ต่อไปนี้เป็นข่าวที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขณะนั้นเป็นฝ่ายค้านให้สัมภาษณ์ ปรากฎหลักฐานในหนังสือพิมพ์มติชนออนไลน์ เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2551 ดังต่อไปนี้
เมื่อวันที่ 5 ก.ย.2551 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงแนวคิดการทำประชามติของรัฐบาล เพื่อหาทางออกให้กับประเทศ ว่า การทำประชามติมีแต่จะทำให้ความขัดแย้งทางความคิดลุกลามออกไป ทั้งนี้ สำหรับสถานการณ์ที่เสี่ยงจะเกิดความรุนแรงอยู่ตลอดเวลาเป็นเรื่องที่รอไม่ได้ หากต้องการให้ประชาชนมาชี้อนาคตทางการเมือง ต้องคืนอำนาจให้กับประชาชน ซึ่งเป็นกระบวนการเดียวกับที่อารยะประเทศทำกันอย่างไรก็ตาม เชื่อว่า การทำประชามติจะไม่เกิดขึ้น เพราะขัดรัฐธรรมนูญ
คนละบริบท คนละสถานการณ์หรือเปล่า?
ในการเจรจา นายอภิสิทธิ์มักจะแก้ต่างเรื่องทำนองนี้ว่า มันคนละบริบท...คนละสถานการณ์กัน
แต่เรื่องนี้คนละบริบทคนละสถานการณ์หรือ?
-ตอนที่พันธมิตรชุมนุมขับไล่รัฐบาล นายอภิสิทธิ์บอกว่า การทำประชามติมีแต่จะทำให้ความขัดแย้งทางความคิดลุกลามออกไป เพราะว่า"สำหรับสถานการณ์ที่เสี่ยงจะเกิดความรุนแรงอยู่ตลอดเวลาเป็นเรื่องที่รอไม่ได้ "...ปัญหาคือการชุมนุมขับไล่รัฐบาลของคนเสื้อแดงในเวลานี้ ไม่ได้เป็นสถานการณ์ที่เสี่ยงจะเกิดความรุนแรงอยู่ตลอดเวลาเป็นเรื่องที่รอไม่ได้ หรอกหรือ?
-หรือว่าเสื้อแดงสงบเกินไป สันติเกินไป ไม่เสี่ยงเกิดความรุนแรงเกินไป ไม่ได้ยึดทำเนียบรัฐบาล ไม่ได้ยึดสนามบิน ไม่ได้ล้อมสภา ไม่ได้บุกบชน. ไม่ได้ยกกำลังไปยิงวิทยุชุมชน ไม่ได้ทำชั่วๆแบบพันธมิตร...ก็เลยทำให้"บริบท และสถานการณ์ต่างกัน" ดูแล้วเป็นสถานการณ์"ปกติ"ชนิดที่นายอภิสิทธิ์ต่อปากต่อคำว่า ลดราคาให้แล้วจากอยู่ครบเทอม1ปี9เดือน ยอมลดให้1ปีเหลือ9เดือน
หรือนายอภิสิทธิ์อยากได้"บริบท และสถานการณ์"แบบเดียวกับที่พันธมิตรเคยก่อกรรมทำเลวไว้กับประเทศชาติ จึงจะเห็นว่า"เป็นเรื่องที่รอไม่ได้"...
คนมุกดาหารทอดผ้าป่า ส่งตัวแทนลงชุมนุมแดงที่กรุงเทพฯ
ที่มา Thai E-News
1 เมษายน 2553
28 มีนาคม 2553: ชาวบ้านตำบลกกตูม อ.ดงหลวง จ.มุกดาหารจัด “ผ้าป่าประชาธิปไตย สนับสนุนการต่อสู้ของคนเสื้อแดง” พร้อมทั้งติดสติ๊กเกอร์รณรงค์ “ยุบสภา คืนอำนาจให้ประชาชน” ประชาชนในพื้นที่ตื่นตัวออกมาให้การสนับสนุนจำนวนมาก รวบรวมเงินบริจาคได้ทั้งสิ้น 14,030 บาท พร้อมข้าวสารอีก 8 กระสอบ เกือบ 400 ก.ก. เผยให้รัฐบาลเห็นว่า คนที่ไม่ได้ออกมาชุมนุมไม่ได้แปลว่าสนับสนุนให้รัฐบาลบริหารประเทศต่อ
ชาวตำบลกกตูมร่วมกันจัดผ้าป่าประชาธิปไตย สนับสนุนการต่อสู้ของคนเสื้อแดงในวันที่ 27-28 มีนาคม ที่ผ่านมา โดยนำรถติดเครื่องเสียงออกรณรงค์ไปตามหมู่บ้าน แจกและติดสติ๊กเกอร์ “ยุบสภา” โดยมีผู้เข้าร่วมขบวนประมาณ30คน นอกจากการกล่าวปราศรัยในขบนรณรงค์ยังได้ขอรับบริจาคเงิน ข้าวสาร อาหารแห้ง เพื่อส่งไปสนับสนุนการชุมนุมของ นปช. ที่กรุงเทพฯ “เราจัดผ้าป่านี้ขึ้นเพื่อเป็นทุนในการเรียกร้องสิทธิขั้นพื้นฐานในระบอบประชาธิปไตยของ นปช. เพื่อที่สังคมจะได้เรียนรู้ว่าในการต่อสู้ให้ได้มาซึ่งระบอบประชาธิปไตย ประชาชนควรจะมีส่วนร่วมในการเรียกร้องสิทธิของตนเองด้วย ” นายชัยวารินทร์ แข็งแรง แกนนำคนเสื้อแดงตำบลกกตูมกล่าวถึงวัตถุประสงค์ในการจัดผ้าป่าประชาธิปไตยครั้งนี้
เกี่ยวกับการรณรงค์ประเด็น ‘ยุบสภา’ ในพื้นที่เป็นกระแสเดียวกับการชุมนุมในกรุงเทพฯนั้น นายชัยวารินทร์ให้ความเห็นว่า “การยุบสภาจะเป็นการสร้างบรรทัดฐานของการเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่ประชาชนต้องมีอำนาจสูงสุด เมื่อบ้านเมืองอยู่ในวิกฤติเช่นนี้ นักการเมืองก็ต้องคืนอำนาจที่แท้จริงให้ประชาชนตัดสินใจเลือกตัวแทนเข้ามาใหม่ คัดสรรตัวแทนที่เขาไว้วางใจเข้ามาจัดตั้งรัฐบาลใหม่ มันจะโปร่งใสกว่าที่ผ่านมา ซึ่งลากตั้งกันเข้ามา มีอำนาจนอกระบบมาทำให้รัฐสภาไม่เป็นกลาง ประชาชนก็ไม่ยอมรับ”
“ชาวบ้านอย่างน้อย 80 %ต้องการได้อำนาจอธิปไตยกลับมาอยู่ในอุ้งมือของตน ทุกคนรู้สึกว่ามีอำนาจที่มองไม่เห็น แต่รู้สึกได้ว่ามันยังแฝงอยู่ในสังคม มีหลายอย่างที่ทำให้พวกเรารู้สึกได้ว่าโดนปิดบัง ถูกครอบงำ ทุกอย่างถูกบงการให้เป็นไปตามที่อำนาจมืดนั้นต้องการ ทำให้สังคมไม่เป็นธรรม และประชาชนไม่ได้รับความเป็นธรรม พวกเขาจึงเห็นด้วยและเชียร์คนเสื้อแดงเต็มที่” นายชัยวารินทร์กล่าวสรุปถึงปฏิกิริยาตอบรับของชาวกกตูม
ทั้งนี้ ในการออกรณรงค์และรับบริจาคทั่วทุกหมู่บ้านมีประชาชนในพื้นที่สนใจออกมาต้อนรับและบริจาคสนับสนุนทั้งเงินและข้าวสารอาหารแห้งเป็นจำนวนมาก ผ้าป่าประชาธิปไตย สนับสนุนการต่อสู้ของคนเสื้อแดงที่คนกกตูมจัดขึ้นในครั้งนี้ รวบรวมเงินบริจาคได้ทั้งสิ้น 14,030 บาท พร้อมข้าวสารอีก 8 กระสอบ เกือบ 400 ก.ก. และอาหารแห้งอีกจำนวนหนึ่ง แกนนำเตรียมเดินทางมามอบที่เวทีใหญ่ นปช. พร้อมเข้าร่วมการชุมนุมใหญ่ในวันเสาร์ที่ 3 เมษายนที่จะถึงนี้
ผู้เข้าร่วมรณรงค์ที่ไม่ประสงค์จะออกนามคนหนึ่งกล่าวแสดงความแปลกใจในปริมาณเงินและสิ่งของบริจาคที่ได้รับจากคนในชุมชนเล็กๆแห่งหนึ่งจากการรณรงค์ใช้เวลาไม่นาน "เงินจำนวนห้าบาทสิบบาททีได้อาจจะเป็นเงินที่มีจำนวนไม่มากนัก แต่ก็เป็นเงินที่คนในชุมชนเล็กๆแห่งหนึ่งมีความเต็มใจให้การบริจาค "ถ้ามีการเตรียมการที่ดีมากขึ้น เราน่าที่จะได้รับเงินบริจาคมากกว่านี้" เธอกล่าว
"สวีเดน"ปฏิเสธกระทรวงต่างประเทศไทยขับ"ทักษิณ"
ที่มา Thai E-News
ที่มา scandasia.com
แปลโดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
31 มีนาคม 2552
นาย Anders Joerle หัวหน้าโฆษกกระทรวงการต่างประเทศสวีเดนได้เปิดเผยว่า เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา(29 มี.ค.) ทางการไทยได้ร้องขอให้ทางการสวีเดนขับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรออกจากประเทศ แต่สวีเดนไม่ได้ดำเนินการดังกล่าว
การติดต่อระหว่างรัฐบาลไทยและกระทรวงการต่างประเทศสวีเดนดังกล่าวไม่ได้ติดต่อผ่านทางเอกสารใดๆทั้งสิ้น แต่ติดต่อระหว่างกันด้วยการโทรศัพท์เท่านั้น "การติดต่อดังกล่าวทำผ่านการโทรศัพท์จากสถานทูตไทยในกรุงสต็อกโฮมม์ไปยังกระทรวงการต่างประทศ ทั้งนี้ยังมีการดำเนินการที่คล้ายๆกันนั้นอีกไปยังสถานทูตสวีเดนในประเทศไทยจากกระทรวงการต่างประเทศของไทย" นาย Anders เผย
"เราไม่ได้ติดต่อไปยังเขา(ทักษิณ)" เขากล่าว
มร.Anders ยังได้เผยว่าเขาเองไม่ทราบว่าจะมีใครคนอื่นที่ได้ติดต่อไปยังคุณทักษิณและเรียกให้เขาออกจากประเทศ
"ไม่มีการติดต่อจากหน่วยงานใดๆทั้งสิ้นของรัฐบาลสวีเดนไปยังคุณทักษิณ ถ้าจะมีการติดต่อกันก็มีแค่ที่คุณทักษิณต้องยื่นเอกสารการเดินทางกับทางกองตรวจคนเข้าเมืองสวีเดนตอนที่เขาเดินทางเข้าและออก" เขากล่าว
มร. Anders ไม่ทราบว่าคุณทักษิณถือพาสปอร์ตประเทศใดในการเดินทางเข้าและออกสวีเดน เขายังไม่ทราบด้วยว่าคุณทักษิณเดินทางออกไปด้วยเครื่องบินส่วนตัวหรือเครื่องบินพาณิชย์ เพราะว่าชื่อคุณทักษิณไม่ได้อยู่ในลิสต์รายชื่ออาชญากรระหว่างประเทศ ดังนั้นเขาจึงมีอิสระที่จะเข้าหรือออกประเทศสวีเดนตราบใดที่เอกสารการเดินทางของเขาไม่ขาดอายุ
ผู้สื่อข่าวถามว่า ถ้าคุณทักษิณได้ทำการโฟนอินไปยังผู้สนับสนุนที่ชุมนุมประท้วงอยู่ในกรุงเทพฯระหว่างที่เขายังอยู่ในประเทศสวีเดน การกระทำดังกล่าวจะทำให้คุณทักษิณถูกแบล็กลิสต์หรือไม่?
"ไม่ เรามีเสรีภาพในการพูดในประเทศสวีเดน เขามีอิสระที่จะโทรศัพท์และคุยกับใครก็ได้ที่เขาต้องการ" มร.Anders กล่าว
ผู้สื่อข่าวแทรกว่า ถ้าทักษิณไปสั่งให้ผู้สนับสนุนเขาดำเนินการในเชิงก่อการร้าย นั่นน่าจะเป็นเรื่องนะ
"นั่นเป็นกรณีที่ต่างกันไป นั่นก็ผิดกฏหมายในสวีเดนเช่นกัน" เขากล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า หลังจากเขาออกจากสวีเดนแล้ว คุณทักษิณได้ทำการโฟนอินไปยังผู้สนับสนุนของเขาเมื่อวันอังคารโดยกล่าวว่าเขาอยู่ในประเทศรัสเซีย
Wednesday, March 31, 2010
mv เพลง บ้านสี่ถุง ในเมื่อพูดกันดีๆไม่รู้เรื่อง ก็ต้องโดนแบบนี้แหละ
ที่มา thaifreenews
เพลง บ้านสี่ถุง
คำร้อง nakara
ทำนอง หนูไม่ยอม
เพลงอื่นที่เกี่ยวข้อง
เพลง ขบวนการปาไข่
คลิปสำคัญห้ามพลาดทั้งแดงเหลือง แล้วจะรู้ว่าทำไมเราต้องไล่อำมาตย์...
ที่มา thaifreenews
เมษาเลือด
ภาพdvr ที่คุณจะคาดไม่ถึงว่าภาษีของเรามันเอาไปติดอาวุธให้คนไทยต้องฆ่ากันเอง
มันโง่จนแยกไม่ออกว่าอะไรควรอะไรไม่ควร เหมือนซอมบี้ผีดิบในอเมริกายุโรป
ทำไมเขาไม่ฆ่าประชาชน ถูกผู้ก่อการร้ายจับอเมริกันไปคนเดียว
มันใช้ทหาร100คนไปยอมตายเพื่อช่วยตัวประกันคนเดียว
แต่นี่แม่งเอาคนไทยที่สวมเสื้อชุดทหารแล้วหันปากกระบอกปืนมาฆ่าพ่อแม่ลูกเมียพี่น้องมันเอง
ผู้ชุมนุมก็มาจากบ้านนอกหลายจังหวัด ทหารก็มาจากหลายจังหวัด โอกาสยิงลูกเมียพี่น้องมีงมีไหม
ชุดทหารโง่ๆมันทำให้มีงโง่ไร้สติขนาดนั้นเลยรึ บัดซบสิ้นดี
ถึงมรึงจะอ้างสิทธิถูกต้องตามกฎหมายอย่างไรก็แล้วแต่ กูว่าพวกมรึงเสียสติบ้าไปแล้ว
มีแต่ประเทศป่าเถื่อนที่เขาทำกัน ภาพพวกนี้เจ้าของประเทศได้เห็นบ้างไหม
อ้าวพี่น้องไทยที่ยังสติดีอยู่ ช่วยกันแพร่ภาพนี้ไปให้สุดโลก ให้คนไทยตาสว่างมาช่วยกันคิด
ทำอย่างไรเราจะเอาปากกระบอกปืนที่อำมาตย์มอบให้เราเหล่านี้ออกไปจากตัวเรา
พี่น้องเราลูกเมียพ่อแม่เราอย่างไร เราจะช่วยทหารที่จะต้องหันปากกระบอกปืนเพื่อฆ่าพี่น้องพ่อแม่
ของเขาได้อย่างไร พวกเขาทำไปโดยไร้สติสร้างอนันตบาปให้ชีวิต เราจะช่วยให้เขาเป็นวีระบุรุษ
เช่นในอเมริกายุโรปอังกฤษอย่างที่เขาอยากเป็นได้อย่างไร ทหารหลายคนลาออกไปเพราะเขารู้ตัว
เขาเลือกเดินทางผิด เขาอยากเป็นฮีโร่ไปรบปกป้องแผ่นดิน ให้ลูกเมียเขากินนอนอย่างมีความสุข
แต่นี่มาสอนให้เขาฆ่าลูกเมียพี่น้องเพื่อนร่วมชาติ ที่พูดภาษาเดียวสำเนียงเดียวกับเขา
แล้วมาเรียนทหารทำ...ไร ไปเป็นโจรปล้นคนไทยด้วยกันเองก็ไม่ต่างกัน....
พี่น้องไทยบนไซเบอร์เอ๋ย ถ้าไม่ช่วยกันตอนนี้ก็ไม่รู้จะช่วยกันตอนไหน..
ดูดคลิปมาฝากUP Loadไฟล์แล้วบ่อยลิ้งปล่อยFw mailให้ทั่ว มีอีกหลายช๊อต
ให้พี่น้องคนไทยเขาไปดู...ดูดไว้..ดูให้ทุกวันจนกว่าจะคิดออกว่าจะช่วยกันอย่างไร
แล้วนำมาช่วยทำ ถ้าสำเร็จ เหมือนกับเราได้ช่วยชีวิตคนไทยพี่น้องเราที่จะต้องตายแบบนี้อีกเท่าไร
ช่วยให้ทหารไม่ต้องเป็นบาปฆาตกรพ่อแม่พี่น้องตนเองได้อีกหลายชีวิต..
ต้องช่วยกัน ให้ทหารเป็นฮีโร่ของประชาชนคนไทย หันปากกระบอกปืนไปนอกประเทศ.อย่างที่เขาตั้งใจ..
เหนื่อยโว้ยประเทศไทย..กูฝันไปเปล่าวะเกิดในประเทศสาระขัน..
กูได้คำตอบแล้ว ทหารที่ร้องไห้คนนี้มันกำลังคิดอย่างที่คนดีๆเขาคิดกัน กูอยากเป็นฮีโร่ไม่ใช่ฆาตกร..
ไอ้อำมาตย์.......
Red Shirt v Army April 13 2009 Part11

เจราจายก ที่ 2 ตอนที่ 2
อภิสิทธิ์ - ผมย้ำอีกครั้งเรื่องทำเศรษฐกิจ ดีไม่ดีเราไม่เถียงกัน ผมเพียงแต่บอกว่า ผมดูตารางปฏิทินงบประมาณ ซึ่งหากว่าตารางปฏิทินงบประมาณถูกกระทบ นั่นหมายถึงว่าช่วงแรกของปีงบประมาณ ตั้งแต่เดือน ต.ค.เป็นต้นไป มันจะต้องใช้งบประมาณซึ่งผิดปกติ เพราะปีนี้มันเป็นปีที่ผิดปกติมากๆ เพราะฉะนั้นผมไม่ได้พูดเรื่องว่า ให้เกิดความเข้าใจ เพราะว่าอันนี้เป็นเสียงที่ผมต้องรับฟัง เพราะประชาชนส่วนหนึ่งเขาเป็นห่วงเป็นใยกังวลเรื่องนี้
เรื่องรัฐธรรมนูญ เมื่อกี้ท่านนับแล้ว 90-120 วัน ไม่เกิน 120 แล้วแก้รัฐธรรมนูญวาระ 1, 2, 3 อาจจะ 2 เดือน 3 เดือน บวกกันยังไงก็ไม่ 1 ปี 9 เดือนหรอกครับ ผมยังมองไม่เห็นว่าจะไปถึว 1 ปี 9 เดือนได้ยังไง
จตุพร - จะถูกรั้งวาระที่ 2
อภิสิทธิ์ - ผมคิดว่าวิธีที่เราจะทำ คือ เนื่องจากผมต้องการให้ประชามติในสิ่งที่ชัดเจน ไม่ใช่ว่าทำมาแล้วมาเถียงกันอีกว่าประชาชนว่ายังไงแน่ วันนั้นก็คุยกันแล้วในวิป เวลาเราไปถามเราจะถามค่อนข้างแน่ชัด บางคนเสนอถึงขั้นว่า ทำร่างให้เสร็จ สรุปสาระให้ประชาชนเข้าใจง่ายๆ แต่ใครสนใจลึกขนาดว่า หน้าตาร่างจะเป็นอย่างไร ทำกันให้เสร็จ เพราะทำกันอยู่แล้ว คณะทำงานของสภาเขาทำไว้แล้ว
จตุพร - แค่เรื่องเขตเลือกตั้งระหว่างท่านกับพรรคร่วมก็มีความเห็นต่างกันแล้ว
อภิสิทธิ์ - ไม่เกี่ยวครับ เพราะประชามติออกมายังไงก็เอาอย่างนั้น ก็ไม่มีปัญหาจะต้องพิจารณากันอีก เพราะพรรคผมยืนอยู่ในจุดที่ว่า ถ้าเป็นความต้องการประชาชน ผ่านกระบวนการประชามติ เราไม่มีปัญหา แต่ถ้าไม่ผ่านประชามติจะเป็นจุดยืนของแต่ละพรรคไป
เพราะฉะนั้น กระบวนการตรงนี้มีเวลาของมันชัดเจน
วีระ - ประชามติ 3 เดือนใช่ไหม
นายกฯ - 3-4 เดือน
จตุพร - คือ กฎหมายเขาเขียนไว้ไม่ต่ำกว่า 90 ไม่เกิน 120 แต่โดยเงื่อนไขกับสถานการณ์ ณ ขณะนี้ เป็นเรื่องที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์
นายกฯ - นั่นความเห็นท่าน ความเห็นผม ก็บอกว่า อันนี้ จะเป็นกระบวนการที่ดีมาก ในการปรับให้ทุกคนเข้ามายอมรับกระบวนการไปออกคะแนนเสียงเลือกตั้ง ส่วนเรื่องของคะแนนนิยม ผมไม่ได้ติดใจ ผมพูดตรงๆ ไม่ติดใจ 280 มันเลขาธิการพรรคผม เขามีความรับผิดชอบ ต้องพยายามทำให้ได้ ทุกพรรคลงเลือกตั้งก็อยากชนะทั้งนั้น ไม่ปฏิเสธกัน และกำหนดเป้าหมายกัน แต่ผมไม่ได้ติดใจ เลือกแล้วแพ้ ชนะไม่มีปัญหา แต่ผมบอกว่า ผมจะตัดสินใจเรื่องการเลือกตั้ง ด้วยเอาประโยชน์ที่คิดว่าเป็นส่วนรวม เป็นที่ตั้ง ท่านอาจเห็นไม่ตรงกับผมก็อีกเรื่อง
ทีนี้ ท่านบอกว่า ใครไม่เห็นด้วยกับท่านเรื่องยุบสภา เขาก็ต้องไปเลือกผม ไม่ใช่ครับ อยากอ่าน SMS ไหมครับ ทุกคนบอกผมว่า ถ้าผมยุบสภา โดยเขามองว่า เป็นการยุบสภา เนื่องจากมีการกดดันจากคนกลุ่มหนึ่ง เขาจะไม่เลือกผมอีก แต่ถ้าผมยุบสภาโดยมีเหตุผล ว่า แม้ผมจะอยู่ 1 ปี 9 เดือนได้ ผมตัดวาระลงมา อาจเกิดความชะงักงันในความรู้สึกของคนบางกลุ่ม แต่ผมอธิบายได้ว่า ผมได้ฟังคนเสื้อแดง เขาก็มีเหตุผลของเขา ผมก็ดูว่า อะไรที่ดีกับประชาชน และผมก็กำหนดเวลาคร่าวๆ ที่เราคุยเมื่อสักครู อย่างนี้ก็อีกเรื่อง
จะมาบอกว่า ใครไม่เห็นด้วยกับพวกท่าน ต้องเลือกผม ไม่ใช่นะครับ เขามีคนอีกกลุ่ม ซึ่งเขาหงุดหงิด และอยากให้ผมทำอย่างอื่นด้วยซ้ำ เกี่ยวกับการชุมนุม ซึ่งผมก็ไม่ทำ
จตุพร - คืออยากให้ทำตามสบาย ใจคิดอะไรทำอย่างนั้น
นายกฯ - เพราะฉะนั้น ผมเลยบอกว่า อันนี้คือจุดที่ผมมองว่าเป็นประโยชน์สูงสุด ผมไม่ได้ลาก 9 เดือน ผมให้ 1 ปี ฉะนั้น ผมเลยบอกว่า อันนี้ เป็นข้อเสนอเบื้องต้น ก็คุยกัน เท่านั้นเอง
จตุพร - ในแต่ละคน ที่เป็นสิทธิระหว่างทาง อย่างที่ผมบอกว่า ไม่ว่าจะเป็นคุณสมัคร หรือคุณสมชาย ถ้านับเวลา ถ้าไม่มีกลไกอะไรพิเศษ มันก็ต่างคนต่างนับเวลากันได้ แต่ในความเห็นผม สิ้นปี ตอนนี้เราคงจบเรื่อง 15 วัน กับสิ้นปีกัน มันเป็นประเด็นที่มันตกลงกันไม่ได้โดยทางปฏิบัติ แต่ผมว่าได้โอกาสมาพูดคุยกัน แต่ข้อเรียกร้องอันนี้ และสิ่งตอบสนองคงไปด้วยกันไม่ได้
หมอเหวง - คือท่านนายกฯ ผมมีประสบการณ์การเมืองเยอะ และท่านต้องรับฟังผม ถึงแม้สิ่งที่ผมพูดไปอาจระคายเคืองท่านบ้าง คือความจริง นักการเมืองเขาจะฉลาดสร้างเงื่อนไขที่เป็นประโยชน์กับตัวเอง โดยยิ่งคนที่อยู่ในอำนาจ
ผมขออนุญาตเท้าความถึงเรื่องที่ ฉลาด วรฉัตร ที่จะให้มีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ 7ร สุดท้ายกลายเป็นว่า ท่านบัญญัติ บรรทัดฐาน มาปฏิเสธตอนเย็น และให้ท่านมารุต บุนนาค คณะกรรมการพัฒนาการเมือง อาจารย์ประเวศ ท่านก็ลงมือทำ มีเอกสารเยอะแยะ สุดท้ายเก็บเข้าลิ้นชัก ไม่ได้ประโยชน์อะไร
เพราะฉะนั้น การต่อสู้ ประชาชนจำนวนมากมายเลยสลายไป และมีเหตุอันเป็นไป ทั้งนี้ เนื่องจากมีการยุบสภา เนื่องจาก สปก.4-01 เป็นต้น และพอมาสมัยบรรหาร มีการตั้งคณะ ส.ส.ร.ขึ้นมา และร่างขึ้นมา กว่าที่นักการเมืองจะยอมรับรัฐธรรมนูญฉบับนั้น หืดขึ้นคอ นี่คือแก่นแท้ของนักการเมืองในปัจจุบัน ยกเว้นจะมีการเปลี่ยนแปลง
ผมเรียนท่านนายกฯ ถ้าท่านจริงใจแก้ปัญหา ผมขออนุญาต ผมยังไม่อยากมองท่านในสายตาที่ร้าย ผมเรียนว่า เวลาที่ซื้อมา 9 เดือน ผมไม่เชื่อท่าน พอถึงเวลา 9 เดือน สิ่งที่ท่านพูด 3 อย่าง มันจะไม่บรรลุอะไรซักอย่าง เหมือนผมเคยมีประสบการณ์กับท่านนายกฯชวน ท่านบัญญัติ บรรทัดฐาน รวมถึงท่านบรรหาร ศิลปอาชา
เพราะฉะนั้น โดยสรุปรวม ท่านนายกฯ ผมยืนยันว่าถ้าเราจริงใจในการให้ความขัดแย้งทางการเมืองเที่ยวนี้ยุติ ท่านโปรดพิจารณาด้วย ผมเชื่อว่า พอท่านประกาศยุบสภา 15 วัน และให้ทุกคนกลับไปเลือกตั้ง ผมว่าทุกอย่างจะเข้ารูปเข้ารอย และพรรคการเมืองต่างๆ ก็ไปร่างนโยบายและหาเสียง และไม่มีปัญหา เรายินดีต้อนรับให้นายกฯไปหาเสียงทุกที่ได้ ผมยืนยัน ผมเชื่อมั่น ประชาชนไทยเขามีวุฒิภาวะการเมืองสูงพอที่จะปฏิบัติตามที่เราตกลง หรือ ท่านต้องการให้กลุ่มไหนมาเซ็นสัญญา ผมเชื่อว่า ทุกกลุ่มยินดี มาเซ็นสัญญา หรือมีบทลงโทษอะไรก็ว่ากันไป
ผมยืนยันว่า วิธีการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งการเมืองที่ดีที่สุดในปัจจุบัน คือยุบสภา อาจภายในเวลา 15 วัน หรือ ท่านบอกว่า 1 วัน 15 วัน มีค่าเท่ากัน ท่านยุบสภาเลยครับ แล้วเกียรติภูมิของท่านจะสูงส่ง
นายกฯ - สุดแล้วแต่ ผมคิดว่าเรามาเจรจากัน คงต้องให้เกียรติกันและกัน ถ้าจะให้เหตุผลว่า ไม่เชื่อกัน อันนั้นไม่รู้จะว่าอย่างไร ผมเรียนอย่างนี้ว่า ไม่อยากจะรื้อฟื้น ผมจำได้ เหตุการณ์วันนั้น ผมต้องให้ความเป็นธรรมกับคุณบัญญัติ เพราะผมกับคุณบัญญัติ เป็นผู้เข้าในที่ประชุมพรรค และพูดถึงการพูดคุยกับทางคุณฉลาด ใครต่อใคร และพยายามโน้มน้าวให้ที่ประชุมพรรคเขาเห็นตามนั้น
วันนั้นมีการลงมติ แล้วท่านแพ้ ท่านบัญญัติแพ้ ท่านจึงต้องกลับไป แต่ท่านถึงไปขอร้องให้ อ.มารุต ซึ่งเป็นประธานสภา ไปดำเนินการในฝ่ายนิติบัญญัติ และงานที่ทำในฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่ได้โยนทิ้ง นั่นคือที่มาของรัฐธรรมนูญปี 40 ที่ท่านเรียกร้องให้เอากลับมา เป็นกระบวนการที่ต่อเนื่องกันไป โดยนายกฯบรรหาร ท่านเข้ามาทำ และต้องเสนอแก้ไขมาตรา 211 ขณะนั้น อันนี้เรียนตรงไปตรงมา ผมไม่ปิดบัง
ผมยอมรับว่า วันนั้นคุณบัญญํติไปเจรจา และผมเล่าให้ฟัง ผมอยู่ในเหตุการณ์ว่า เรากลับมา ที่ประชุมพรรคลงมติไปแล้ว แต่ไม่ใช่เรื่องที่จะพูดในทำนองให้เสียเกียรติยศของบุคคลเหล่านั้น เพราะท่านเป็นคนที่ตรงไปตรงมา และมีวินัยของพรรค ทีนี้ สิ่งที่ท่านกลัว เบี้ยวกันหรือเปล่า ผมบอกได้ว่า ถ้าผมเบี้ยว ผมอยู่ไม่ได้ ไม่ต้องคิดเลย ไม่ต้องมีประสบการณ์เท่าท่าน ทางการเมืองก็ดูออก เพราะฉะนั้น ผมไม่มีเหตุผลที่จะมาพูดคุยอะไรแล้วไม่ทำตาม แต่ก็เป็นเรื่องพิจารณากันได้
จตุพร - ผมว่าเป็นจุดยืน ความเห็นที่แตกต่างกัน ผมเชื่อว่า พวกเราคงไม่ต้องการพาประชาชนไปอกหักระหว่างทาง เพราะมันคือสิ่งที่เจอกันซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะฉะนั้น ความเห็นต่างกันระหว่าง ปีเดียวกับภายใน 9 เดือน กับ 15 วัน เพราะว่ามันมีค่าเท่ากัน แต่ผมก็ ต่างฝ่ายได้แสดงกันแล้ว หลังจากนั้น ไปทำหน้าที่
ชำนิ - ผมขออธิบายเพิ่มเติม เพราะมันเป็นข้อเสนอที่ไม่ได้อยู่ตรงมุ่งหมายจะยืดเวลา จาก 15 เป็น 9 เดือน คำอธิบายมันมี และมันเป็นกระบวนการ ถามว่า ถ้ากระบวนการนี้ ทำได้ก่อน มันก็ไม่จำเป็นต้อง 9 แต่ถ้าปัญหาที่หลายฝ่าย และปัญหาที่ปรึกษาหารือ และมีความกังวล คือปัญหาที่ท่านนายกฯเสนอทั้ง 3 ประเด็น มันเป็นปัญหาที่ดำรงอยู่ แล้วเราต้องพาเมืองไทยก้าวพ้นให้ได้จริงๆ
ตามหลัก บางเรื่องเป็นความเชื่อ บางเรื่องเป็นความสามารถ ด้วยเราจะเดินผ่านจุดนั้นไปได้ แต่พอเราพูดถึงกติกา โดยกรอบของกติกา ถ้าเราไปเลือกตั้งโดยไม่มีการปรับเปลี่ยนกติกาก่อน ปัญหามันก็เกิดจากความคิด เมื่อวานท่านก็เชื่ออย่างหนึ่ง และผมก็เชื่ออย่างหนึ่ง แต่ว่าความเชื่อไม่ได้เป็นข้อขัดแย้งที่ไม่สามารถหาความลงตัวได้
ถามว่า 9 เดือน ได้มาอย่างไร โดยกระบวนการ คุณจตุพรก็เห็นว่า เราต้องทำประชามติ มันใช้เวลาเท่าไร แล้วไปแก้ไข การแก้ไขก็มีกระบวนการอีก เพราะกฎหมายมันบังคับ ขั้นตอนแต่ละขั้นตอน รับหลักการเมื่อไร ฟังความเห็นระยะเท่าไร กี่วันจะโหวตได้ โหวตแล้วกี่วันถึงจะไปสู่ขั้นสุดท้าย และไปลงเลือกตั้ง เพราะฉะนั้น ระยะเวลา 9 วัน มันจึงเป็นระยะเวลาที่เต็ม
จตุพร - ถ้า 9 วัน จะรีบตกลงเลย ถือว่าลดลงมา
ชำนิ - ประทานโทษ มันไปลงดังนี้ ไม่ใช่ว่าเลือก 9 วัน เพื่อยืดเวลา 9 เดือน เพื่อยืดเวลา ขอประทานโทษ เพราะฉะนั้นตัว 9 เดือน จึงเป็นสิ่งที่ถูกกำหนดโดยเงื่อนไขของกฎเกณฑ์ ของกฎหมาย ของกติกา และผมเชื่อว่า ถ้าเราผ่านกระบวนการของกติกาที่เป็นประชามติ ไปตามขั้นตอน มันจะนำไปสู่การสร้างบรรยากาศในประเด็นที่ 3 ได้แน่นอน และเราไปสนามการเลือกตั้งกัน ผมไม่ได้คำนึงว่า เราแพ้หรือชนะ แต่คำนึงว่า เราเลือกตั้งบนความสันติ และนำวิกฤตออกจากการเมืองได้
จตุพร - ผมเรียนถามท่านนายกฯ นี่เป็นทัศนะของท่านชำนิ ท่านรับรองทัศนะของท่านชำนิไหมครับ
นายกฯ - ไม่มีอะไรที่ขัดแย้งกันครับ
จตุพร - มีความไม่ตรงกันเรื่องเวลา ที่บอกว่า เร็วกว่า 9 เดือนใช่ไหม
ชำนิ - ไม่ใช่ คือผมหมายถึงว่า 9 เดือนได้มาอย่างไร คือเราอธิบาย ทำไมถึงพูด 9 เดือน ซึ่ง 9 เดือนไม่ใช่นายกฯอยากอยู่
นายกฯ - คือเราไม่ได้เอาตัวเลขเป็นตัวตั้ง เราเอาสิ่งที่เป็นกระบวนการ เป็นเหตุผล และมารองเรียงดู และคาดประมาณกัน
จตุพร - ผมจึงคิดว่า 1 ปี 9 เดือน ไม่พอด้วยซ้ำ กับ 3 ข้อ
นายกฯ - ไม่หรอกครับ ที่ผมต้องพูดตัวเลขนี้ เพราะถ้ามันเกินจากนี้ พวกผมต้องรับผิดชอบแล้ว มันไม่มีทางอื่นหรอกครับ
กอร์ปศักดิ์ - ประเด็นมันอย่างนี้ เราพยายามมานั่งคุยกัน ต้องกลับไปถามตัวเองเหมือนกัน ว่า ทำไมมานั่งคุยตรงนี้ เราคุยตรงนี้ เพราะอยากหาข้อยุติ ผมหารือกับพี่วีระ ถึงมีวันนี้ขึ้นมา เพราะอยากหาข้อยุติ ไม่มีใครเชื่อใครหรอกครับ และเวลาบอก เคารพๆ ก็ไม่ค่อยแน่ใจ ว่า เคารพจริงหรือเปล่าเหมือนกัน เพราะพูดว่า เคารพคำ ก็ด่าดำ แต่ผมกับพี่วีระ ผมเคารพ เพราะไม่มีคำด่า แต่ประเด็นมันมี แต่ว่า ในเมื่อเราไม่เชื่อกัน ผมก็ไม่เชื่อท่าน ท่านไม่เชื่อผม ทำยังไง เราก็ต้องลองกัน ลองวางกฎเกณฑ์ ท่านบอก ไม่ต้องลองหรอก เชื่อผมเถอะ 15 วัน ผมไม่เชื่อครับ ผมบอกว่า ภายใน 9 เดือน คือสิ้นปี มันน่าจะเข้ารูปเข้ารอย ท่านบอกไม่เชื่อ ไม่มีใครเชื่อใครหรอก เพราะถ้าเชื่อกันไม่มีวันนี้หรอก แต่ถ้าเราไม่เชื่อกันอย่างนี้ แล้วเกิดความรุนแรง ที่เราพูดกันวันแรก บอกเรามานั่งคุยกันเพื่อประเทศไทย ไม่ใช่เพื่ออภิสิทธิ์ เป็นนายกฯอีก ไม่ใช่เพื่อคุณจะได้เป็นรัฐบาล ไม่เกี่ยวนะครับ เกี่ยวกับประเทศไทยครับ
ผมว่าเราอย่าปฏิเสธอะไรกันเร็ว เรามานั่งคุยนั่งคิด ว่า จริงๆ ทำได้เปล่า ท่านบอก 15 วัน และเราก็คุยกันแล้ว เราก็บอกว่า ถ้า 15 วัน ถ้าท่านยืนยัน มันไม่ต้องคุยต่อ เพราะมันทำไม่ได้ ผมก็ดีใจ ดีใจมากด้วย ที่พี่วีระบอกว่าคุยได้ และบอกว่า มันอาจมีวันที่สาม ผมฟังได้ยินอย่างนั้น เพราะผมไม่เชื่อว่า ปัญหาบ้านเมือง ที่หนักหนาสาหัส จนต้องมานั่งคุยกัน มันจะจบภายใน 2 ครั้ง มันจบได้ คือจบแล้วไม่พูดกัน อย่างนั้นจบง่าย ออกทีวี กล่าวร้ายป้ายสี มันก็จบ
แต่ประเด็นผมคือ หากท่านอยากให้มันจบเพื่อประเทศไทย เรามาดูเวลากัน ทดสอบกันว่า เราเชื่อใจกันได้หรือเปล่า เราเริ่มก่อนว่า เราอยากไปหาประชาชน เราทำยังไม่ต้องเลือกตั้ง เอาประชามติเป็นหลัก เอาเรื่องรัฐธรรมนูญ หลายข้อ หลายประเด็น เราบอกเราศึกษามานาน มี 6 เด็น เอา 6 ประเด็นนี้ กลับไปหาประชาชน ท่านมีเสื้อแดงกี่คน ฝ่ายอื่นมีกี่คน แต่อีก 40 กว่าล้าน เขาไม่ได้ใส่สีอะไรเลย ใส่ทุกสี เราก็ถามเขา ประเด็นที่ 1 เอาไหม ประเด็นที่ 2 เอาไหม 3 เอาไหม ใช้เวลาครับ 120 วัน ช่วง 120 วัน หรือ 4 เดือน มาดูกันว่า ใครผิดกติกาก่อน
กติกา คือ ท่านชุมนุมได้ แต่เป็นไปตามศาลปกครองเคยวินิจฉัยไว้ ว่ากรอบอย่างนี้นะ กติกาคือ พวกผมไปทำสิ่งผิดกฎหมาย สลายการชุมนุมไม่ได้ เพราะพวกผมต้องเคารพสิทธิในการชุมนุมของท่าน ทดลองไปเรื่อยๆ 4 เดือนทำเสร็จ ทุกคนโล่งอกเลยนะครับ หลังจากนั้นก็เข้ามาดู แต่ท้ายที่สุดถ้าหากมันเบี้ยวกัน มันจบตั้งแต่ 2 เดือนแรก เดือนแรกก็จบแล้ว ไปไม่รอดหรอกครับ ผมจึงเรียนว่า ผมอยากจะ คือพูดกันจริงๆ แล้วนะครับ ไม่อยากที่จะให้ yes หรือ no วันนี้ล่ะครับๆ เพราะมันเป็นเรื่องใหญ่นะครับ เป็นเรื่องใหญ่ที่ไม่ใช่เรา 6 คนมานั่งตัดสินใจ ต้องปรึกษากันเยอะๆ แล้วข้อเสนอมันชัดแล้วตอนนี้ ใกล้เข้ามาแล้ว ใกล้เข้ามา คือของท่านมี 15 วัน ของพวกผมมีสิ้นปี ด้วยเหตุผลดังกล่าว อีก 2 วันเจอกันอีกที แล้วก็มาคุยกัน แล้วเราก็..
อภิสิทธิ์ - ที่จริงถ้าผมอยู่พรุ่งนี้ก็จะคุย เผอิญไปบาห์เรน กลับมาวันพุธค่ำ
กอร์ปศักดิ์ - คือถ้าทำได้อย่างนั้นนะครับ ท่านครับ
อภิสิทธิ์ - ต้องพฤหัสฯ เช้า
กอร์ปศักดิ์ - ผมว่าพี่น้องประชาชนที่นั่งฟังอยู่ทางบ้าน ไม่ว่าจะเป็นคนเสื้อสีอะไรก็จะดีใจที่เขาจะมี...
อภิสิทธิ์ - คือเราขยับกันมาแล้วนะครับ เดิมท่านทันทีๆ ท่านก็บอกว่า เอ้า ให้ 15 วัน ผมก็บอกว่าถ้าเกิด บอกว่าเราถูก ไม่ต้องสนใจอะไรมันก็ 1 ปี 9 เดือน ก็ร่นมาเหลือ 9 เดือนก่อน มาคุยกัน ก็ไปพิจารณาเท่านั้นเอง
วีระ - ผมไม่ได้เปิดประเด็นใหม่ แต่ฝาก ช่วยคิดแทนผมที คือคนที่มา อย่างที่เราพูดกัน เขาไม่ใช่ว่ามาเรื่องรัฐธรรมนูญ เรื่องประเด็นเดียว เขาไฟลนเขามาด้วยเรื่องที่ต้องยุบสภา ก็เพราะเหตุว่าเขาต้องการที่จะเปลี่ยนรัฐบาล โดยขอประชามติ ทีนี้ท่านไม่ต้องเปลี่ยน ท่านเป็นรัฐบาลอยู่แล้ว เขาบอกว่า ก็ไม่จัดการเรื่อง 2 มาตรฐานเสียที นี่ของเก่านะ แต่ว่าเหตุผลประกอบเท่านั้นเอง แล้วก็มีการทุจริต 2 เรื่องนี้ สมมติเราบอกว่า 9 เดือน แต่ในระหว่างนี้ 2 มาตรฐานก็ยังเป็น 2 มาตรฐานอยู่ มันก็แย่
อภิสิทธิ์ - พี่วีระขอโทษนะครับ จะได้สบายใจ คือไม่ใช่ว่า สมมติว่าเราตกลงอย่างนี้แล้ว เราก็พูดเรื่องรัฐธรรมนูญ เรื่องอะไรแล้วก็จบ ผมอยากทำงานต่อ สมมุติว่าท่านติดใจเรื่อง 2 มาตรฐาน ก็เอาเรื่องที่ท่านอาจจะบอกว่าคดีความต่างๆ ที่มันค้างอยู่ มานั่งคุยกันก็ได้ รัฐบาลก็ยินดีคุย คือผมไม่ได้บอกว่าประชามติรัฐธรรมนูญ งบประมาณ แล้วก็ยุบสภา คือผมกำลังบอกว่าผมมาชวนทำบรรยากาศบ้านเมือง ติดใจเรื่องอะไรก็มา ส่วนทุจริตนั้น รายนี้เขาจัดการอยู่แล้ว ตอนอภิปรายไม่ไว้วางใจ เราก็ตอบ แล้วก็ตรวจสอบกันไป ก็ไม่มีปัญหาครับ
จตุพร - คืออย่างนี้ครับท่าน คือความเห็นของพวกผมคือนอกจากว่าบรรยากาศของพวกท่านเอง หลายๆ เรื่องก็ไม่ได้เป็นบรรยากาศของการสร้างสรรค์อะไร การกล่าวหา การใส่ร้ายกันไม่เว้นแต่ละวัน มันจึงเป็นที่มาว่าทำไมเราจึงจำเป็นจะต้องมาชุมนุม มาเรียกร้อง คือหลายเรื่องเป็นความเท็จ 100% ท้าไปไม่เคยพิสูจน์อะไรได้ ไม่ว่าจะเป็นท่อน้ำเลี้ยง คนต่างด้าว หรืออะไรก็ตาม สารพัด ผมก็ตั้งกระทู้อย่างตรงไปตรงมา แต่ว่าที่ผมเรียนเรื่องนี้ก็คือว่า ความรู้สึก ความร้อน ของแต่ละคนแตกต่างกัน ของพวกผมนี่ร้อนมาก พูด 15 วัน ท่านร้อนน้อยก็ 9 เดือน แต่ผมดูสภาพ ดูประสบการณ์เล็กๆ ในสภา แล้วก็ข้างนอกอาจจะยาวนานหน่อย ผมว่าเราพาประชาชนไปสิ้นหวังกันเปล่าๆ แต่ทีนี้ส่วนจากว่าจะคุยกันอย่างไร ก็สุดแท้แต่ว่าจะว่ากันไป ความเห็นของผมนี่ ความเห็นมันแตกต่างกันมาก ทุกคนต้องการบรรยากาศดีกันทั้งนั้น แต่ว่าในทางปฏิบัติ คือคำว่าซื้อเวลามันเป็นเรื่องที่ที่เราได้ยินคำนี้มานาน แต่ท้ายที่สุดมันไม่มีอะไรจะดีขึ้น ยกเว้นความเจ็บช้ำน้ำใจมันยิ่งมากขึ้น และผมกลัวว่าบรรยากาศบ้านเมืองวันนั้นมันยากเกินกว่าที่เราจะคุยกัน
อภิสิทธิ์ - คุณจตุพรครับ คำว่าซื้อเวลา หมายความว่าไม่ทำอะไร ผมชวนทำหมดเลยนะ ถ้าจะพูดเรื่องปัญหาว่าขณะนี้การพูดจาและโดยเฉพาะสื่อสารมวลชนมีลักษณะที่ทำ ให้เกิดความรุนแรงมากขึ้น ความขัดแย้ง ความเกลียดชังมากขึ้น เอ้า มานั่งวางกันเลย คงจะกล่าวหาช่อง 11 อะไรอย่างนี้ เอ้า มาดู ทีวีเสื้อแดง เอามาดูด้วย ช่องอื่นถ้ามีใครติดใจช่องไหน เอ้ามาดูกันเลย มาทำความตกลงกัน ว่ากี่เดือนที่จะทำตามตารางนี้ มาปรับวิธีทำงาน วิธีคิด วิธีพูดกันไหม ผมชวนหมดเลยนะครับ เพราะฉะนั้นผมถึงบอกว่ายิ่งท่านพูดสิ่งเหล่านี้ยิ่งทำให้ผมมองเห็นว่าการยุบ สภาวันนี้ 15 วัน มันไม่ตอบโจทย์พวกนี้เลย มันไม่หยุดหรอกครับ ไอ้ที่จะมีการอะไรต่างๆ
จตุพร - แล้ววันนั้นท่านเชื่อในมิติไหน วันที่ท่านเรียกร้องให้นายสมัครยุบสภา
อภิสิทธิ์ - วันนั้นพันธมิตรฯ เขาไม่ได้เรียกร้องให้ยุบสภา เขาไม่ต้องการด้วยซ้ำ แต่ผมเห็นว่าวันนั้นถ้ามีการยุบสภา ผมมีความเชื่อว่าเขาไม่มีทางเลือกนอกจากกลับบ้าน เท่านั้นเองครับ ผมให้เหตุให้ผลที่ชัดเจน ท่านไม่เข้าใจก็ไม่เป็นไร แต่ว่าผมก็อยากจะบอกว่า วันนี้เหตุการณ์หลายอย่างที่หยิบยกขึ้นมา ผมไม่มีว่า ตกลงกันแล้วก็เอาของพวกนี้โยนทิ้ง เพราะผมฟังไง ผมถึงบอกว่าทุกประเด็นเลย มาทำงานร่วมกัน 1 วัน 15 วัน ทำไม่ทันหรอกครับ 9 เดือนมันก็อาจจะทำไม่หมด แต่ผมว่าพอ ที่เราคำนวณกันคร่าวๆ มันพอ แล้วถ้าไม่ทำ ไม่ต้องห่วงหรอกครับ ผมอยู่ไม่ได้หรอก ไม่ทำท่านก็ต้องรู้อยู่แล้วว่าถ้ามาเบี้ยวกันไม่เคยมีใครอยู่ได้ ข้อเท็จจริงเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นผมก็คิดว่าตอนนี้มันต่างกันอย่างนี้ ก็อยู่ที่ท่าน ถ้าท่านยังสนใจว่าจะไปพิจารณากัน ก็กลับมาคุยกัน ถ้าท่านบอกมันไม่ได้ แหม ท่านจะหันหน้าไปบอกกับประชาชนทั้งประเทศได้ไหมครับว่า
วีระ - ไม่ได้ๆๆ เรื่องบ้านเมืองมันเป็นเรื่องที่มาตัดรอนกันแบบนั้นไม่ได้หรอก เราควรจะพูดจากัน มันไม่ใช่เรื่องส่วนตัว เพราะฉะนั้นเราต้องพูดจากัน ถ้ามันตันช่วงนี้ เราก็มะรืนนี้ก็ได้ ก็มาว่ากัน
อภิสิทธิ์ - อย่างนี้ได้ไหมครับ คือทั้งสองท่านอยู่ประเทศไทย ก็คงไม่จำเป็นจะต้องมานั่งคุยอย่างนี้เท่านั้น ระหว่างนี้ประเด็นที่เราพูดกันในหลายเรื่อง กางออกมาเลย ทำแผนร่วมกันว่าจะเอายังไง
วีระ - ไม่ต้องออกโทรทัศน์ทุกครั้งก็ได้
อภิสิทธิ์ - ไม่ต้อง รัฐธรรมนูญจะเอายังไง เรื่องเศรษฐกิจ บรรยากาศ งบประมาณอะไรต่างๆ ที่ขุ่นข้องหมองใจ เรื่องคดีความอะไรเอามาเลยครับ แล้วท่านก็ทำระหว่างนี้ ผมไปบาห์เรนพรุ่งนี้เช้า ผมกลับมาวันพุธ 3 ทุ่ม วันพฤหัสฯ ผมยินดีคุยต่อเลยเพื่อไม่ให้เสียเวลา เอางั้นไหมครับ ระหว่างนี้ก็ช่วยกันรักษาบรรยากาศ
จตุพร - พวกท่านหรือพวกผม
อภิสิทธิ์ - ทั้งสองฝ่าย พูดกันตรงๆ ไง ทั้งสองฝ่าย ถูกไหมครับ
จตุพร - นี่ผมถามนิดหนึ่ง ตอนนี้เอาทหารเข้าประจำวัดอีกแล้ว
อภิสิทธิ์ - คือผมย้ำอีกครั้งนะครับ ทหารเขาเข้าไปเพื่อช่วยดูแลความปลอดภัย เราห่วงมากเรื่องระเบิด มันเกิดทุกคืน เราไม่รู้ว่าใครทำ ที่จับได้ก็กำลังสืบสวนอยู่ แต่เราไม่รู้ว่าใครทำ ทีนี้สิ่งที่เราจำเป็นก็คือ ตรงนี้มันไปช่วยดูแลรักษาพื้นที่ตรงนั้นไม่ให้เกิดปัญหา ทหารไม่มีอาวุธไปทำร้ายท่านแน่นอนนะครับ ไม่มีแน่นอนครับ เพราะว่าผมได้สั่งการไป แล้ว ศอ.รส. กอ.รมน. นโยบายเหล่าทัพ
จตุพร - ถ้าพวกผมไปขอตรวจค้นแล้วพบอาวุธ ท่านจะรับผิดชอบ
อภิสิทธิ์ - คืออย่างนี้นะครับ มันมีส่วนของเขาที่เข้าไปอยู่ ของทหารใช่ไหมครับ
จตุพร - ครับ
อภิสิทธิ์ - ผมให้นโยบายไปชัดเจนแล้ว ทีนี้ถ้าท่านสงสัยตรงไหนก็ตรวจสอบมาได้ ยินดีคุยกันเลย แต่ว่าอย่าใช้วิธีในการที่จะไปเอาประชาชนไปเผชิญหน้ากันเท่านั้น
จตุพร - คือประเด็นก็คือว่าวัดมันไม่เหมาะจริงๆ
อภิสิทธิ์ - ท่านจะให้อยู่ที่ไหนครับ
จตุพร - ทหารก็ควรจะอยู่ในที่ของทหารอยู่ ไม่ใช่อยู่วัด แค่คนมาตักบาตรตอนเช้า เจอทหารมันถอยกรูดกันไปหมด
อภิสิทธิ์ - ขออนุญาตนิดหนึ่งครับ เพื่อจะได้เข้าใจ ทหารเขาไม่ไปทำอะไรกับท่านหรอกครับ ผมบอกได้เลยครับถ้าผมสั่งทหารไปทำอะไรท่านนะ พล.อ.อนุพงษ์ ไม่ทำหรอกครับ ไม่ทำหรอกครับ
จตุพร - พล.อ.ประยุทธ์ ล่ะครับ
อภิสิทธิ์ - ไม่ทำครับ พล.อ.ประยุทธ์ ก็ผู้ใต้บังคับบัญชา พล.อ.อนุพงษ์ ครับ พล.อ.อนุพงษ์ พูดกับผมตั้งแต่ต้น เราพูดกันว่า เห็นตรงกันนะ ฝ่ายการเมืองกับกองทัพ ไม่ถือประชาชนที่มาชุมนุม ไม่ว่าฝ่ายใด เป็นศัตรู มีหน้าที่ในการดูแลความสงบเรียบร้อย และ ผมบอกคุณอนุพงษ์ ผมสั่งอะไรไม่ถูกต้องไม่ต้องทำ อย่าทำ ไม่ควรทำ และผมไม่สั่ง ท่านก็บอกว่า ท่านจะทำเฉพาะที่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น เพราะท่านบอกว่า ทหารเป็นหน่วยงานที่มีความเป็นกลางทางการเมือง
หมอเหวง - แต่ว่าท่านนายกฯ ครับ ผมฟัง ผมไม่แน่ใจว่า ท่านมีอำนาจเพียงพอหรือเปล่า เพราะเมษาเลือด ยิงคนแน่นอน และกระสุนจริงแน่นอน
นายกฯ - ขอโทษนะครับ คือตรวจสอบมาแล้ว แต่ท่านมีอันนี้มา ผมต้องชี้แจง
หมอเหวง - ยิงแน่นอน เพราะคนชื่อไสว ทองอ้น ผมไปดูเอง กระสุนเข้าตรงนี้รูเล็กๆ ออกข้างนอกรูใหญ่ อันนี้ M-16 แน่นอน
นายกฯ - ที่ดินแดงหรือเปล่าครับ
หมอเหวง - ใช่ และเข้าโรงพยาบาลราชวิถี ส่วนคนตายมีหรือเปล่า ไม่ทราบ เพราะฉะนั้น ที่ท่านบอกว่า พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ยิงประชาชน ผมไม่แน่ใจ เพราะมันเกิดแล้ว ข้อที่ 1 นะครับ
ข้อที่ 2 ท่านนายกฯ ไม่คิดว่า ท่านจะกินแรงพวกเรามากไปหรือ เพราะขณะนี้ ท่านยังประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคงอยู่ คือถ้าท่านต้องการบรรยากาศการเจรจาดีๆ ไม่ควรมี พ.ร.บ.ความมั่นคง เพราะพวกเราพิสูจน์ตลอด และเรียนท่านนายกฯนะ ผมอึดอัด คือท่านบอกว่า พวกเรามีคนแค่ 3 คน ไม่ใช่ คนข้างหลังเรา ผมไม่อยากโชว์ตัวเลขเว่อร์ๆ อย่างน้อยมีประชาชนอยู่หลังเราประมาณไม่ต่ำกว่า 20 ล้าน
เพราะฉะนั้น ท่านนายกฯ เราไม่ได้มาแค่ 3 คน เราพ่วงประชาชน 20 ล้าน ที่เขาฝากความหวังไว้กับเรา ในการทำประเทศชาติบ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย แต่ท่านทำกับเราอย่างนี้ เพราะฉะนั้น พ.ร.บ.ความมั่นคง ท่านนายกฯต้องยกเลิก ผมถึงจะเห็นความจริงใจในการเจรจากันจริงๆ
นายกฯ - ผมขอเรียนอย่างนี้ ผมไม่มาพูดเรื่องตัวเลขกัน ใครกี่ล้านคน ป่านนี้ผมท้าไปแล้วว่า ทำประชามติวันนี้ ไม่ให้ยุบสภาไหม เอาไหมครับ ถ้าประชามติแล้ว ไม่ยุบสภา ท่านเอาไหม
หมอเหวง - ไม่ ผม คือการตัดสินใจ
นายกฯ - เป็นเรื่องถามประชาชนเหมือนกัน เราก็ไม่อยากท้าทายกันใช่ไหมครับ เราก็ต้องรับผิดชอบคนทุกคน พ.ร.บ.ความมั่นคง นะครับ คุณหมอครับ ประกาศมาแล้ว น่าจะ 5 ครั้ง ถามว่าทำเพื่ออะไร ทำเพื่อป้องปรามไม่ให้เกิดเหตุการณ์ ถึงประชุมอาเซียนได้ ตอนประชุมอาเซียนล้ม ที่ผิดพลาดคือ ไม่ได้ประกาศกฎหมายความมั่นคง ต้องให้เกิดเรื่องแล้วไปประกาศ พ.ร.ก. ผมเป็นฝ่ายไม่ต้องการเห็นความสูญเสีย กฎหมายความมั่นคงจึงประกาศเพื่อให้เจ้าหน้าที่ช่วยดูแลความปลอดภัยได้ ผมถามว่า ผ่านมา 15 วัน 16 วัน เจ้าหน้าที่คุกคามท่านไหม เจ้าหน้าที่มีแต่บอกว่า ความสัมพันธ์กับท่านดี รายงานผมมา ชาวบ้านทั้งที่เป็นประชาชนธรรมดา ทั้งเสื้อแดงให้น้ำ พูดคุยกัน เขาไปดูแลให้ แต่ถ้าท่านบอกไม่อยากให้อยู่ที่วัดลองเสนอมา ให้อยู่ที่ไหน แต่ว่า ผมมาพูดคุย ไม่แม้แต่เรียกร้องให้ท่านเลิกชุมนุม
จตุพร - อันนี้เป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ ม.69
นายกฯ - ถูกต้องครับ เป็นสิทธิที่ท่านจะชุมนุม ผมก็มีสิทธิจะอยู่อีก 1 ปี 9 เดือน ผมก็ไม่อ้างสิทธิ ผมบอกว่า ชุมนุมไปเถอะ แต่ขอให้ดูแลการชุมนุมอย่าให้เกิดเหตุร้าย เพราะถ้ามันเกิดเหตุร้ายขึ้นมา จะยุ่ง พี่วีระเข้าใจดี เพราะฉะนั้น เราไม่มีอะไร อีก 2 วัน ก็มาคุยต่อ ท่านมีปัญหาท่านแจ้งมา
จตุพร - ผมเองมาด้วยฉันทานุมัติประชาชนได้พูดไปแล้ว เรื่อง 4-5 วัน เพราะฉะนั้น พวกผมต้องกลับไปด้วยเงื่อนไขนี้
นายกฯ -ถูกต้อง
จตุพร - หมายความว่า ฝ่ายท่านไม่รับเงื่อนไขนี้ ผมต้องกลับไปเงื่อนไขนี้ เพราะฉะนั้นในเบื้องต้นเราต้องยุติกันก่อน หยุดก่อน เพราะอย่าพึ่งนัดกันเลย ขอให้จบลงตรงนี้เสียก่อน ถือว่าการเจรจา 2 ฝ่ายไม่บรรลุผล ส่วนจะว่าต่อไปก็เป็นเรื่องอนาคตว่าจะพูดหรือไม่พูดกันดี เอากันอย่างนี้จะเหมาะมากกว่า
อภิสิทธิ์ - อันนั้นเป็นการตัดสินใจของท่าน ผมเพียงแต่บอกว่า ผมคิดว่าเราควรจะรับผิดชอบกับคน 60 กว่าล้านคน ผมตัดสินใจอะไรผมก็รับผิดชอบกับคนเสื้อแดงด้วยนะครับ ท่านอาจจะเป็นตัวแทนคนเสื้อแดงมา แต่ผมคิดว่าท่านควรจะช่วยกันรับผิดชอบกับคนที่เหลือที่ไม่ใช่คนเสื้อแดงด้วย เพราะฉะนั้นที่พี่วีระพูดก็ดีอยู่แล้ว ในชั้นนี้คือว่า ข้อเสนอของท่านไม่ได้รับการตอบสนอง
จตุพร - ถูกต้อง
อภิสิทธิ์ - มีข้อเสนอที่ฝ่ายรัฐบาลได้นำเสนอในวันนี้ ท่านก็กลับไปพิจารณา พูดคุยนอกรอบแล้วนัดหมายเพื่อให้ได้คำตอบ ผมว่าอันนี้จะทำให้ประชาชนสบายใจ
จตุพร - คือประชาชน คือพวกผมเองอยู่กับประชาชน เพราะฉะนั้นประชาชนต้องมีความสบายใจและตรงไปตรงมา พวกเรามาพบกับพวกท่านก็ต้องเปิดเผยกันแบบนี้ คือต้องแสดงตนไปมุบมิบพบกันไม่ได้ เพราะฉะนั้น นี่พูดกันตรงไปตรงมาที่สุด ขอวันนี้ว่า เอาละการเจรจา 2 วัน ต่างคนต่างมีข้อเสนอและยังไม่บรรลุ ให้จบลงตรงนี้ซะก่อน ส่วนวันข้างหน้าว่ากันอีกที แต่ว่าพวกผมพก 15 วัน แล้วท่านปฏิเสธ ท่านเสนอ 9 เดือนผมก็ปฏิเสธ ให้ยืนจุดไว้เท่านี้
อภิสิทธิ์ - เรียนให้ทราบเดี๋ยวคนจะเข้าใจผิดว่า ผมกับพี่วีระมาเสนอให้มุบมิบกัน ไม่ใช่มุบมิบ
จตุพร - ไม่ได้ครับ พวกผมมันเรื่องใหญ่มาก มันคุยแล้วมุบมิบไม่ได้
อภิสิทธิ์ - ไม่มีเรื่องมุบมิบ ถ้าจะไม่คุยเลยก็ได้ เพียงแต่ว่ามันจะเสียเวลา ที่ให้ไปคุยกันหมายความว่า ที่ยังติดใจว่า ตารางเวลาคิดยังไง เรื่องงบประมาณ เรื่องรัฐธรรมนูญ ก็ไปคุยกันนอกรอบ ผมไม่อยู่เท่านั้นเอง ผมอยู่ก็กลับมาคุยกัน
จตุพร - ประเด็นขอให้จบลง ณ วันนี้ คือว่าก็จบลงตรงข้อเสนอ 2 ฝ่ายไม่ได้รับการตอบสนองระหว่างกัน ส่วนเรื่องอนาคตก็เป็นเรื่องอนาคตไป พวกผมเองต้องไปถามผู้ชุมนุมพี่น้องประชาชนว่า เราจะเอาอย่างไรกันต่อ ให้มันจบลงในสถานการณ์แบบนี้จะเหมาะสมกว่า
อภิสิทธิ์ - แล้วแต่นะครับ เอาเป็นว่า
จตุพร - พวกท่านก็ไปหารือพรรคร่วมของท่าน พวกผมก็จะไปคุยกับพวกผม
อภิสิทธิ์ - เอาเป็นว่า ฝ่ายผมก็ยินดีจะนัดหมาย ส่วนฝ่ายท่านจะปฏิเสธก็เป็นสิทธิ์ของท่าน
จตุพร - ครับ ให้ยืน ณ จุดยืนนี้จะสบายทั้ง 2 ฝ่าย
อภิสิทธิ์ - ไม่มีปัญหา
วีระ - ค่อยนัดครับ
อภิสิทธิ์ - ขอบคุณครับ
วีระ - ขอบคุณมาก



