ที่มา vattavan วาทตะวัน สุพรรณเภษัช ผมเห็นแนวตั้งรับของทหาร ที่วางขวาก ลวดหีบเพลง การที่กองทัพไม่สนับสนุนรัฐบาลพรรคพลังประชาชน ผมได้เขียนบทความลง นสพ.ประชาทรรศน์รายวัน และนำมาลงใน www.vattavan.com เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2551 ซึ่งท่านผู้อ่านลองพิจารณาความแตกต่างในการปฏิบัติของทหาร โดยผมเขียนเอาไว้อย่างนี้ ครับ ...อยากจะบอกว่า การที่ พล.อ.อนุพงษ์ฯ ผบ.ทบ.ได้รับมอบหมายจากรัฐบาล ให้เป็นผู้ใช้อำนาจตาม พ.ร.ก. สถานการณ์ฉุกเฉิน แล้วไม่ดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใด จนต้องยกเลิกพระราชกำหนดนี้กันไปในที่สุด ทำให้ประชาชนจำนวนมาก ที่คิดว่า ทหารพอจะช่วยบ้านเมืองได้บ้าง นั่นไงครับ! ผมได้เขียนบทความ กระแทกเรื่องทุจริตของไอ้พรรคดักดานนี้ไปหลายครั้งหลายคราแล้ว รวมเป็นเล่มหนาๆขายได้เลยทีเดียว (ดูท้ายบท) แต่มันก็ยังด้านลอยหน้าลอยตาอยู่ได้ เรื่องทุจริตของรัฐบาล ที่นำโดยไอ้หัวหน้าพรรคดักดานแผ่ซ่านเต็มบ้านเต็มเมือง แต่แปลกที่ตัวเจ้าอภิแสบฯยังลอยหน้าลอยตาอยู่ได้ คล้ายกับว่า มันน่าแปลก เมื่อพี่น้องประชาชน เขาออกมาชุมนุมกันในกรุงเทพ นำเรื่องความไม่ชอบธรรมของพรรคประชาธิปัตย์ ที่เข้ามาสู่การเมืองโดยไม่ชอบ เพราะได้ร่วมมือกับพันธมาร ในการโค่นล้มรัฐบาลของคุณสมัครและคุณสมชาย โดยมีสมาชิกพรรคดักดานเข้าไปเคลื่อนไหว เป็นแกนหลักเลยทีเดียว วันนี้ หากเห็นแก่ประเทศ ไม่อยากให้บ้านเมืองเดือดร้อน ทหารก็แค่ไปพูดกับหัวโจกรัฐบาลว่า ใช่แต่แค่นั้นนะ!! ... เรือเหาะตรวจการณ์นี้ มีประวัติพิลึกพิลั่น เพราะสื่อมวลชนลงข่าวว่า ทางบริษัทกันตนาเคยซื้อมาถ่ายทำภาพยนตร์และละครโทรทัศน์ ในราคา แค่ 30 ล้านบาท ส.ส.เขาถามในสภาว่าเป็นเรือเหาะลำเดียวกัน ที่นำขายต่อให้กองทัพหรือไม่ แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมไม่ยอมตอบ ท่านผู้อ่านที่เคารพครับ เรื่องเรือเหาะนี้ กองทัพบกภายใต้การนำของนายพลหัวถอก ผลาญไป 300 ล้าน ซื้ออุปกรณ์โลซกมาใช้ในกองทัพ แถมอย่างใช้ไม่ได้ด้วย ผมขอเตือนนายทหาร ที่เป็นผู้บังคับบัญชากองทัพปัจจุบัน ให้ท่านระลึกเอาไว้เสมอว่า บุคคลที่ถูกศาลสั่งยึดทรัพย์รายแรกในประวัติศาสตร์ประเทไทย ในข้อหา ‘ร่ำรวยผิดปกติ’นั้น เป็นนายทหารบกยศ พล.อ. ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งห้าเสือ ทบ.มาก่อน และเป็นปลัดบัญชีกองทัพบกมาก่อนด้วย ผมตื่นตากับขบวน ‘ยาตรา-มหานคร’ ของคนเสื้อแดงเพราะผ่านโลกมาจนป่านนี้แล้ว ก็ยังไม่เคยเห็นมาก่อนเลย แต่ในการเคลื่อนพลนั้น ผมไปสะดุดเอาเสื้อของคนขี่จักรยานยนต์ในขบวน ตามภาพที่ท่านได้เห็นนี้ เพราะคำพูดหลังเสื้อของเขา ‘โดน’ จริตผมเป็นอย่างยิ่ง “เฮ้ย!...ไอ้พวกมึง!!... ‘แดก’ กันพอหรือยังวะ!!!” ................... ท้ายบท ผมได้เขียนไว้ในบทความ เป็นหลักเป็นฐาน ถึงความไม่ซื่อสัตย์ของคนในพรรคดักดานนี้ ซึ่งท่านผู้อ่านเปิดย้อนดูได้ เฉพาะชื่อคอลัมน์ ก็สำแดงฤทธิ์แดก ของพรรคเก่ากะลาได้เป็นอย่างดี เช่น ประชาธิปัตย์- “ดักดาน-แดกดุ!!!” คอยติดตาม อ่านกันให้สนุก นะคร้าบบบบบบบบบ!!
แท่งปูน ฯลฯ มีการเตรียมรถดับเพลิง รถขนผู้ต้องหา กำลังทหารและตำรวจ ซึ่งติดทั้งอาวุธประจำกายและอุปกรณ์ปราบจลาจลไว้ครบครัน
เห็นแล้ว...ให้สะท้อนใจนัก!
รัฐบาลของนายอภิแสบ ภักดีโพเดียม หรือนายมาร์ค
มุกควาย (ฉายาที่ ‘วาทตะวัน’ ตั้งให้) นับว่าโชคดี ที่มีผู้สนับสนุนสำคัญคือ ‘กองทัพ’ ซึ่งมอบทั้งกำลังพหลพลโยธาและอาวุธยุทโธปกรณ์ เอาไว้สู้รบเข่นฆ่ากับประชาชนคนในชาติเดียวกันเอง ดูไปแล้วช่างแตกต่างจากรัฐบาลของพรรคพลังประชาชน (ไทยรักไทย) อย่างเทียบกันไม่ได้เลย ทั้งๆที่พรรคดักดานเองก็ไม่ได้รับเสียงข้างมากจากชาวบ้านเสียด้วยซ้ำ
ก็หมดความไว้วางใจ ในกองทัพไปเลย!
ยิ่งพอตำรวจรักษาสภา อันเป็นเขตพระราชฐาน ไม่ให้ถูกยึดครอง มีการบาดเจ็บล้มตายกันทหารยังออกมาพูดตำหนิปฏิบัติการของตำรวจ ทั้งผู้บังคับบัญชาทหารยังได้ออกโทรทัศน์ พูดจาเชิงข่มขู่รัฐบาลและนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาเหนือตนโดยชอบด้วยกฎหมายเสียอีกด้วย...
ทหารเลยยิ่งตกต่ำในสายตาผู้คน โดนวิพากษ์วิจารณ์เสียๆหายๆขนาดหนัก หรือฝ่ายทหารจะลืมไปว่า
เมื่อเหตุการณ์ “พฤษภาทมิฬ” นั้น ทหารเดินแถวตึงๆๆ เข้าถนนราชดำเนิน แบบไม่มีกลยุทธอะไรเลย...
...ผู้บังคับหน่วยสั่งบรรจุ แล้วยิงด้วยกระสุนจริงเปรี้ยงๆๆๆเข้าให้ ผู้ชุมนุมลงไปด่าวดิ้นสิ้นชีพไป...จริงหรือเปล่าล่ะ!?!
มาถึง พ.ศ.นี้...หนอยแน่...เสือกทำเป็นลืมเสียแล้ว ด่าคนโน้น ตำหนิคนนี้ ช่างไม่ดูตัวเองบ้างเลย!
...วันนี้ ต้องขอพูดตรงๆเพราะผมไม่รู้ว่า ขุนทหารจะนำเหล่าผู้ใต้บังคับบัญชา ถวายสัตย์ปฏิญาณในวันสำคัญที่ใกล้จะถึงนี้ ได้อย่างเต็มความภาคภูมิใจหรือไม่อย่างไรนั้น...ผมไม่ทราบ
ทั้งนี้ เพราะผู้เขียนนั้น อดคิดไม่ได้ว่า
ในระหว่างที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงตรวจพลสวนสนามอยู่นั้น ถ้าหากพระองค์ทรงทอดพระเนตรไปไม่ไกลนัก ก็จะทรงเห็นสะพานมัฆวาน และมีทำเนียบรัฐบาล ซึ่งถูกยึดอยู่โดยกลุ่มกบฏ ทั้งๆที่มีหน่วยทหารสำคัญๆหลายหน่วย ตั้งอยู่ใกล้เคียงกัน รวมทั้งกองบัญชาการกองทัพบกด้วย
กองกำลังนอกกฎหมายได้เข้าควบคุมสถานที่ ซึ่งเป็นหัวใจของการบริหารราชการแผ่นดินไทย และปล้นสะดมทำลายเอาจนย่อยยับ แถมยังวางก้าม ‘สั่งห้าม’ ผู้คนผ่าน
แม้หน่วยทหารรักษาพระองค์ จะฝึกซ้อมสวนสนามในพระราชพิธีสำคัญ
ยังต้องซมซานไป ‘ขออนุญาต’ พวกมัน...
เป็นไปได้อย่างไรกัน...ประเทศนี้!?
ที่ทำร้ายจิตใจคนไทยมากที่สุด คือ
แม้แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ และทรงเป็นพระเจ้าแผ่นดินของประเทศนี้
ยังไม่อาจทรงใช้ เส้นทางเสด็จพระราชดำเนินประจำได้!
ถึงตรงนี้ น้ำตากลบ เขียนต่อไม่ไหวแล้ว...อะไรจะเกิด ก็ให้มันเกิด!!!
ผมเขียนดุเดือดเลือดพล่านอย่างนั้น ก็ด้วยความขื่นขมเพราะมันเหลืออดเหลือทนจริงๆ และตัวคนเขียนเองเห็นว่า การกระทำของทหารอย่างที่ได้บรรยายมา
ช่างไร้เกียรติ และไร้ศักดิ์ศรีเหลือเกิน...จะสวนสนามถวายเจ้านายท่าน ก็ต้องไปขอกราบกรานขออนุญาตไอ้พวกอัปรีย์...
เวรแท้!
ต่อจากนั้นไม่กี่วัน ไอ้พวกพันธมารมันเห็นทหารและกองทัพเป็นแค่สากกะเบือตำน้ำพริกของพวกมัน เพราะนอกจากไม่มีความหมายอันใด
แถมยังออกอาการ ‘กลัว’ พวกมัน แบบตัวซี้ตัวสั่น เสียด้วยซ้ำ!
ดังนั้น เหล่าไอ้พวกตัวร้ายมันจึงเหิมเกริม บุกเข้ายึดสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ ก่อความเสียหายให้กับประเทศไทยอย่างเหลือคณานับ!
ไอ้พวกพันธมารมันยึดอยู่หลายวัน พอมีข่าวว่ากองกำลังนานาชาติจาก UN หรือสหประชาชาติ จะจัด Task Force บุกเข้าช่วยตัวประกัน ซึ่งเป็นคนของชาติเขา ที่ได้รับความทุกข์ทรมานที่สนามบินสุวรรณภูมิ ผู้ที่อยู่เบื้องหลังพันธมารถึงตกอกตกใจ
ขี้หดตดแตก เพราะหนุนหลังไอ้พวกอัปรีย์
จนประเทศตกต่ำลง!
มีการขยับเขยื้อนกัน ในหมู่พวกคุมเกมก่อการร้ายกลางเมือง อย่างโกลาหล ด้วยเกรงความฉิบหายจะเข้ามาเยือนประเทศ และเลยเถิดไปถึงการเปิดโปง ‘เบื้องหลัง’ อันเลวทรามของพวกมัน!
ดังนั้น เราจึงได้เห็นศาลรัฐธรรมนูญตาลีตาเหลือก รีบออกมานั่งบัลลังก์ พร้อมกับมีคำวินิจฉัยให้ยุบพรรคพลังประชาชนเสีย
เท่านั้นเอง ‘ไอ้ลอง...หัวเกี๋ยน’ หัวโจกไอ้พวกพันธมาร มันก็ส่งมอบสนามบินคืนให้ทางการ...โดยมีพิธีส่งมอบหรูหรา!
ตลอดเวลาแห่งความอัปยศของสยามปรเทศนั้น ทหารไทย ‘ใจดำ’ นักหนา ทอดทิ้งหน้าที่ ยังผลให้ประเทศต้องตกต่ำลงในทุกๆด้าน...รวมทั้งทหารเอง ก็ลงเหวไปด้วย!!
ด้านนายพลหัวถลอก อนุพงศ์ เผ่าจินดา ที่ไม่ได้กระดิกกระเดี้ย ออกมาเพื่อช่วยเหลือทางราชการเลยแม้แต่น้อย แถมยังมีพฤติกรรมข่มขู่รัฐบาล ผู้คนในบ้านในเมืองจึงวิพากษ์วิจารณ์กันมันปากว่า
’ยำหมา...แท้ๆ ทีเดียวเชียว!!!
ผมมาลองคิดดูว่า เมื่อประชาชนเขาออกมาชุมนุมกันมากมาย เคลื่อนไหวให้รัฐบาลยุบสภา ล้างไพ่เล่นกันใหม่ เพราะเขาเห็นว่ามีการเล่นการเมืองแบบไม่ยุติธรรม
ทัพเองก็รู้ดีอยู่แก่ใจ แต่ทำไมทหารถึงยังสนับสนุนรัฐบาลนายอภิแสบ ที่ผมยืนยันหนักแน่นตลอดมาว่า
มันเป็นรัฐบาลขี้โกง ทุจริตอย่างหาที่เปรียบได้ยาก ตั้งใจโกงตั้งแต่ยกแรกเลย!
เรื่องไหนชาวบ้านเขาร้องเรียน พอมันเห็นหลักฐานจะเข้าตัว มันก็ทำเจ้าเล่ห์ ตั้งคนในพรรคเดียวกัน สอบกันเอง อย่างเรื่องการทุจริตโครงการพอเพียง เป็นต้น
ท่านผู้อ่าน ลองใคร่ครวญดูซิครับ...
รองนายกรัฐมนตรีร่วมรัฐบาล ที่น้องชายคุมโครงการ ‘แดกกันไม่พอเพียง’ ที่อยู่ในทำเนียบ ติดกับนายกฯแท้ๆ แต่เมื่อมีเหตุทุจริตเกิดขึ้น ไอ้ตัวน้องยื้อไม่ไหว ต้องยอมลาออกไป นายอภิแสบฯหัวหน้ารัฐบาล ก็ลดชั้นตัวพี่ชายสักหน่อย ลงมาเป็นเลขาธิการฯ
ดูมันทำ!
นี่ยังไม่พูดถึงการโกงในกระทรวงสาธารณสุข เลขาฯรัฐมนตรีและที่ปรึกษา โดนสื่อหวดหนักเรื่องเตรียมการใหญ่เพื่อเรียกเงิน
รีดทอง เขานำหลักฐานมาแฉกันโต้งๆ เลยต้องยกโขยงลาออกทั้งยวง เพราะทนเสียงด่าไม่ไหว ข้าราชการก็ไล่ส่ง แถมมีหลักฐานความไม่โปร่งใสเข้ามามากมายเหลือเกิน
ไอ้รัฐมนตรีที่ยังเสือกด้านอยู่ หลังลิ่วล้อล่องจุ๊นไปหมดแล้ว แต่ก็ได้แค่พักเดียว โดนแรงกดดันจากประชาชน ข้าราชการและสื่อตะบี้ตะบัน ด่าแบบไม่ลดละ ไม่เลิกรา หนักๆเข้า
‘ไอ้..รัฐมนตวย’ น้ำตาแตก...จำใจเปิดหมวกอำลาไปเลย!
คนสาธารณสุขพากันถอนหายใจ ยกมือท่วมหัวบอกว่ากระทรวงของพวกเขา...สูงขึ้น!!
เรื่องทุจริตในรัฐบาล เป็นของรัฐมนตรีคนใด ก็เป็นเรื่องส่วนตัวของคนนั้น ใครทุจริตก็ต้องลาออกไป จะให้นายกฯลาออกได้อย่างไร...
...ฮู้ยยยยยยยย์...มันไม่เกี่ยวกันนี่หว่า!
แน่ะ...มัน ‘ด้าน’ กันขนาดนี้เลยนะ!!
บ้านเมืองอื่น หากเกิดเรื่องทุจริตในรัฐบาลซ้ำๆซากๆแบบนี้ นายกฯเขาลาออกไปนานแล้ว!!!
การชุมนุมแต่ละวันของไอ้พวกพันธมาร ก็มีสมาชิกพรรคทั้งไอ้และอีหลายตน เดินทางเข้าไปให้กำลังใจและการสนับสนุน
พันธมารถึงในทำเนียบ
แถมไอ้คนที่เคลื่อนไหวสำคัญยึดสนามบิน อย่างไอ้เจ้า
นายกะแสบฯ มันได้การตอบแทนในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัวพันระหว่างประเทศเลยทีเดียว
“เฮ้ย!...อภิแสบ อย่าให้บ้านเมืองวุ่นวายต่อไปเลยวะ ยุบสภาเหอะ...อั๊ว ‘อุ้ม’ ลื้อต่อไม่ไหวแล้วจริงๆ”
แค่นี้ทหารพูดไม่ได้
แต่ทีรัฐบาลสมัคร-สมชาย ทหารไล่กระทืบเอ๊า...กระทืบเอา...แปลกจริงๆ!
ทำไมถึงทหาร ถึงพูดไม่ได้ล่ะ?
ตรงนี้เขาก็วิเคราะห์กันต่อไปอีก และเสียงก็พูดกันหนาหูว่า
ที่ทหารกับรัฐบาลทิ้งกันไม่ได้ เพราะต่างฝ่ายต่างมีเรื่องทุจริต พกกันไว้เต็มกระเป๋าทั้งคู่
การทุจริตของทหารนั้น อื้อฉาวเป็นอย่างยิ่งก็เรื่องไม้ชี้ขี้
GT 200 ซึ่งโดนพิสูจน์โดยฝ่ายวิทยาศาสตร์แล้วว่า
เป็นเรื่องไร้สาระ ใช้งบประมาณไปในทางไม่สุจริต รัฐเสียหายหลายร้อยล้านบาท
ไอ้บริษัทที่นำมาขายแบบแหกตานั้น ดันมีสมาชิกพรรคดักดานแกนนำรัฐบาลเป็นผู้บริหารเข้าไปอีก ชาวบ้านเขาเลยถากถางว่า ทั้งทหารและรัฐบาลนั้น
รุมแดกกันแบบ...ขนมผสมน้ำยาเลยทีเดียว!
เช้าวันเสาร์ ที่ 6 มีนาคม ที่ผ่านมา ผมได้ฟังรายการลับ ลวง พลาง ของคุณวาสนา นาบวม เล่าเรื่องกองทัพบก ซื้อบอลลูนตรวจการณ์มาใช้ในราคา 350 ล้าน บาท แต่ไม่มีเครื่องยนต์ เพราะเยอรมันไม่ยอมขายเครื่องยนต์ให้ เพราะรัฐบาลไทยในตอนนั้นมาจากการปฏิวัติรัฐประหาร ต้องไปซื้อเครื่องของอเมริกาใส่แทน
เรือเหาะลำนี้มีปัญหามากมาย ตั้งแต่เป็นเครื่องมือที่ไม่เหมาะกับภูมิประเทศ เพราะพื้นที่ปฏิบัติการเป็นป่าเขาทั้งนั้น อีกทั้งการเก็บรักษาก็ยาก ชำรุดง่าย ค่าใช้จ่ายในการเติมกาซ ซึ่งหากจะเติมกันเต็มที่เพื่อปฏิบัติการ ก็ต้องใช้เงินค่ากาซราว 2 ล้านบาท และหากลงจอดแล้ว จะนำขึ้นไปใช้ใหม่ ก็ต้องเติมอีกครั้งละ 2 แสนบาท
นับว่าเป็นภาระหนัก ทางด้านงบประมาณทีเดียว!
ยังไม่ทันที่เราจะรู้ประสิทธิภาพในการปฏิบัติของเจ้าเรือเหาะตัวนี้ ก็มีรายงานข่าวแจ้งว่า
ทางกองทัพมีคำสั่งให้ระงับใช้ชั่วคราว เหตุที่ระงับ ก็เพราะว่าเครื่องมีปัญหาอย่างยิ่ง ต้องซ่อมแซมกันยกใหญ่
ยังไม่ทันที่จะใช้เลย พังเสียแล้ว!
ที่ประจานการซื้อเรือเหาะลำนี้ซ้ำอีกก็คือ นายทหารผู้มีหน้าที่ตรวจรับ ก็ไม่ยอมเซ็นรับเสียอีก เขาว่า
เพราะแกกลัว...ต้องติดตะรางตอนแก่!
ต่อมามีการแถลงตอหลด อย่างน่ารังเกียจอีกว่า...
เรือเหาะนั้นความจริงแล้วไม่แพง แต่กล้องต่างหากที่แพง คือกล้องนั้นใช้ 3 ตัว ราคารวมกัน เกือบ 300 ล้าน
ดังนั้น เรือเหาะจึงต้องแพงเป็นพิเศษ เลยไม่รู้ว่าความจริงนั้นเป็นอย่างไรกันแน่ เพราะข่าวลือเสียๆหายๆมากมายจริงๆ เรียกว่าภาพลักษณ์ของผู้นำกองทัพ
ป่นปี้เลยทีเดียว!
มีข่าวเล็ดลอดออกมาว่า การที่ซื้อเรือเหาะตรวจการณ์รายนี้ เขาบอกว่า
เป็นของเหลือเดนจาก “กันตนา”...จริงหรือเปล่าก็ยังไม่รู้แน่ แต่จะต้องค้นคว้าความจริงต่อไป!
จากนั้น ยังมีคนเขาบอกผมว่า
ให้ลองไปสืบดูซิว่า พี่สาวของฐาปกรณ์ ดิษยนันท์ ลูกเขยกันตนานั้น แต่งงานกับคนโตในกองทัพบกชื่ออะไร? แล้วจะโยงอะไรต่อมิอะไร ได้ถูกต้องมากยิ่งขึ้น
ก็เห็นว่าจะต้องทำการสำรวจกัน...แล้วเอามาเปิดโปงให้ท่านผู้อ่านทราบอีกครั้ง!
ถามว่าใครเป็นคนอนุมัติงบ?
อ๋อ...ก็ไม่ใช่ใคร...นายเทพ แขนคอก นั่นเอง!!
ฉะนั้น ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไรเลย ที่ความร่วมมือของกองทัพกับรัฐบาล ในการต่อต้านผู้ที่มีความเห็นตรงข้าม เข้มข้น เนื่องจากแต่ละฝ่ายมีแผลติดหลัง เลยจำเป็นต้องหันหลังชนกัน บังแผลกันและกัน หันหน้าชนกับชาวบ้านร่วมกัน เพื่อพิทักษ์ผลประโยชน์ของแต่ละฝ่ายไว้ เพราะหากเปลี่ยนพรรคเปลี่ยนขั้ว การรื้อฟื้นและการสอบสวนเรื่องทุจริต ก็จะเกิดขึ้นไม่ยาก
ดังนั้น การอยู่ต่อสู้เพื่อสู้ปกป้องผลประโยชน์ของแต่ละฝ่าย น่าจะดีกว่าแยะเลย
อืมม์...ฝนตก...ขี้หมูไหลแท้ๆ...ทีเดียวเชียวนะเนี่ยะ!!!
เขียนเตือนใจกันไว้แค่นี้...อย่าไปซ้ำรอยเข้าล่ะ!
ช่างเขียนกะทัดรัด แต่กินใจดีเหลือเกิน!
เหมือนคนเขียนเขามุ่งมั่นที่จะตะโกนจนสุดเสียง ให้ดังกึกก้องกระเทือนไปถึง ทั้ง ‘รัฐบาล-แดกดุ’ กับ ‘กองทัพ-แดกด่วน’ แทนพี่น้องคนไทยทั้งชาติของเราว่า
- “พรรคประชา (แดก) ปลาเน่า” ...เน่าทั้งข้อง-ทั้ง’ป๋อง!!!?
- DNA ในสันดานประชาธิปัตย์ ยังไม่เปลี่ยนแปลง!!!
- พวกมัน ?หิวโหย?...กันแค่ไหน!?
-ยุคประชาธิปัตย์...ฤา “ห่า”มันลงแดกเมือง!!!?
- “อภิสิทธิ์กับ ‘รัฐบาล-โลซก’ ยื่น ‘นรก’ ให้คนไทย!!!”
- ไอ้รัฐบาล...สุดโสโครก!
- ประชาธิปัตย์...“ผวกหมึ้งไม้หรู่จั้กอับ จั้กอายกันเล่ย!!!
- รัฐบาล... “จังไรไม่พอเพียง!”
- เศรษฐกิจ “เชิงทุจริต” ของประชาธิปัตย์!!!
- ถูกทั้งหวย ‘ชุมชนพอเพียง’- หวย ‘ไทยเข้มแข็ง’ แล้วนี่!!!
- ความประหยัดของในหลวง-ความสุรุ่ยสุร่ายของรัฐบาลโลซก!
พอประชาธิปัตย์บริหารมาครบ 12 เดือน ผมก็เขียนบทความขึ้นมารวบรวมพฤติโกงชื่อ
ครบ 1 ปี รัฐบาลโลซก...ต้องยก ‘หรีด’ มาให้!!!
เห็นเฉพาะแค่ชื่อคอลัมน์เท่านั้น ยังไม่ต้องลงไปอ่านรายละเอียด ผู้คนก็คงจะทราบได้ทันทีว่า
ผู้เขียนต้องพูดถึงเรื่องการทุจริต ไม่โปร่งใส ในการบริหารราชการงานแผ่นดินของพรรคดักดานเป็นแน่แท้
เป็น ‘กรรม’ ของประเทศไทยเราจริงๆ!
ผมจะรวมรวมคอลัมน์ที่บอกข้างต้น เป็นภาคต่อของ “นินทาประชาธิปัตย์” (ฝ่ายค้านดักดาน) แจกแจงสันดานของพรรคดักดานออกมาอีกเล่ม เพื่อขยายความรู้ของท่านผู้อ่าน
อาจให้ชื่อหนังสือว่า
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Friday, April 2, 2010
“เฮ้ย!...ไอ้พวกมึง!!... ‘แดก’ กันพอหรือยัง!!!”
วันศุกร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ.2553
โถ พ่อคุณเอ๊ย !
ศึกสีชมพู
"เหวง"คุยยื่นหนังสือสถานทูตมะกันอ้าง"คลินตัน"หนุนเสื้อแดง ระหว่างทางหวิดปะทะเสื้อชมพูหน้าสวนลุม
เสื้อแดงกดดันวชิรพยาบาลแสดงตัวให้ตัวอย่างเลือดพิสูจน์จริงหรือไม่
"สนธิ"ล่องหน ส่งทนายร้องเลื่อนรายงานตัวคดีหมิ่นเบื้องสูง
การ์ตูน เซีย 02/04/53
นายกฯมาร์ค
ไปสถานทูตมะกัน เหวงนำทีม ยื่นจม.ถึงฮิลลารี
รวบต้องสงสัย ปาประทัด เข้าทำเนียบฯ
โถ พ่อคุณเอ๊ย !
ที่มา thaifreenews
เมื่อสอง-สามวันก่อน ผมมีธุระต้องไปทำเกี่ยวกับเรื่องงานแถวรามคำแหง แต่งกายใส่เสื้อเชิ้ตสีขาวแขนยาว รีดเสียกลีบโง้ง บาดแขนตัวเองจนเลือดซิบๆ ..คุยถึงฝีมือการรีดผ้าอันยอดเยี่ยม
ยืนโบกรถแท็กซี่แถวดินแดงใกล้ๆโบสถ์แม่พระ ได้รถแท็กซี่สีเหลืองอ๋อยหนึ่งคัน คนขับอายุอานามก็ประมาณคงเกือบ50 ปี ก็ไม่ได้สนใจอะไร เห็นรถโล่งๆผิดปกติก็ถาม ก็คุยไปตามประสา ..ทำไมรถโล่งจัง
คนขับรถแท็กซี่บอกว่า “คนกรุงเทพฯไปต่างจังหวัดกันหมด เพราะเกลียดพวกเสื้อแดงทีมาชุมนุม” ด้วยสัญชาตญานผมรู้ทันที ..อ้ายนี่พันธมิตร !
ผมนึกสนุกขึ้นมาทันที เพราะร้อยละ 95 ที่เจอแท็กซี่ ส่วนใหญ่แดงทั้งสิ้น ..คนนี้เหนือความคาดหมาย !
ผมถามเขาเรื่องเกี่ยวกับการชุมนุมของเสื้อแดง ..จับใจความได้ว่า
คนเสื้อแดงมาไม่ถึงแสน อย่างมาก็ 7-8 หมื่นถือว่าน้อย ที่สำคัญจะอยู่ได้ถึง 193วันเหมือนพันธมิตรได้หรือ เพราะม็อบพวกนี้เป็นพวกม็อบเติมเงิน ไม่เห็นหรือว่าแจกเงินกันคนละพันสองพัน และม็อบพวกนี้ เป็นม็อบคนจน กระจอก(..เขาพูดจริงๆ) โง่เง่า ไม่มีความคิด ..สรุปว่าสู้พันธมิตรไม่ได้
เมื่อถามเขาว่า ก็ทักษิณถูกยึดทรัพย์หมดแล้ว จะเอาเงินที่ไหนมาจ้างคนพวกนี้อีก ..ผมถามแบบปลายเปิด
เขาเริ่มงงๆ เหมือนกัน รำพึงขึ้นมาว่า “ เออ..ก็นั่นนะซี มันเอาเงินมาจากไหนอีกวะ ในอังกฤษก็ถูกยึดหมดแล้ว สวิสเซอร์แลนด์ก็ยึดหมดแล้ว “ ..นิ่งไปนาน
แต่พันธมิตรย่อมไม่ทิ้งลาย เขาบอกว่า เงินในสิงคโปร์มันก็ตั้งเยอะ แล้วอ้ายที่พลเอกพิจิตรบอกว่าอ้ายทักษิณมันเอาเงินไปฟอกที่เกาะอะไรนั่นอีก มันก็คงเอาเงินเหล่านี้แหละมาจ้าง อ้ายทักษิณมันรวยตั้งหลายแสนล้าน ..รู้ไว้ด้วย !
ตลอดเวลาที่เขาพูดถึงทักษิณ และคนเสื้อแดง น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเกลียดชัง ผมสามารถพูดได้ว่าเป็นการ“สำรอก”ด้วยถ้อยคำที่หากคนที่ไม่เข้าใจความเป็นพันธมิตรได้ยินได้ฟัง คงต้องมีการกระทืบ ..แต่ผมไม่ !
เมื่อผมถามเขาว่า พวกพันธมิตรมีการ “จ้าง”แบบนี้ หรือไม่ ?
เขาบอกอย่างภาคภูมิใจว่า ..อ๋อ ระดับพันธมิตรนะเหรอ ขนาดเจ้าของโรงแรมหาดใหญ่มาเป็นแม่ครัวเชียวนะ คนระดับนี้ใครจะไปจ้างได้ ส่วนคนที่มาชุมนุมนั้นก็เป็นพวกที่อย่างน้อยก็จบปริญญาตรีกันแล้ว เลิกงานก็มาชุมนุม ไม่มีการจ้าง บริสุทธิ์ ..ว่างั้น
ผมชมเขาว่า ..คุณนี่สุดยอดจริงๆ รู้ไปหมดทุกอย่าง แล้วคุณเห็นด้วยกับการรัฐประหารเมื่อ19 กันยามั๊ย ?
เขาอึกอักนิดหนึ่ง แต่พันธมิตรย่อมไม่ทิ้งลาย เขาตอบผมว่า ถ้าปฏิวัติกับคนอื่นไม่เห็นด้วย แต่ถ้าทำกับทักษิณนั้น เห็นด้วย เพราะรัฐสภาก็เป็นสภาทาส อยู่ใต้อำนาจเงิน เขารู้ทุกอย่าง ใครเลว ใครดี ..รู้หมด
ผมสนุกมาก ได้ยินได้ฟังเรื่องราวจากปากของพันธมิตรผู้สูงส่ง มีสติปัญญาเลอเลิศ เจริญไปด้วยทรัพย์ศฤงคารผู้นี้ จนผมนึกแปลกใจว่า “เก่งขนาดนี้ คุณมาขับแท็กขี่ทำไมวะ” ..แต่ไม่กล้าถามตอนนั้น
ถึงจุดหมาย ผมลงมาก่อน แล้วควักเงิน 100 บาท จ่ายเป็นค่าแท็กซี่โดยไม่สนใจเงินทอน (..ค่ารถ 97 บาท) แล้วถามเขาว่า “ เออ..พี่ครับ คนขับแท็กซี่อย่างพี่นะ มันต่างจากพวกเสื้อแดงที่พี่บอกว่าจน กระจอกยังไงหรือครับ” ..ผมลงจากรถเรียบร้อย
พันธมิตรแท็กซี่รถสีเหลือง ค้อนควับ หันมามองผมด้วยสายตาไม่พอใจอย่างแรง ตะโกนขึ้นมาว่า ..”โธ่ อ้ายสาดดดด ! ..ขับออกไปทันที
ผมตกตะลึง หันไปมองแล้วตะโกนถามไปว่า ..”เฮ้ย ..เอ็งรู้จักชื่อจริงข้าได้ไงวะเนี่ยะ ! ”
ก็มันเลือดของพวกผม แล้วคุณมายุ่งอะไรด้วย
ที่มา thaifreenews
ผมฟังแล้ว รู้สึกหมั่นไส้ดัดจริตชนคนเหล่านี้ยิ่งนัก หากอยู่ใกล้ๆคงโดนแม่ไม้มวยไทย “เถรกวาดลาน” หรือไม่ก็”มอญยันหลัก” เป็นของฝากสักตุ๊บสองตุ๊บ ..แม่มพูดไม่รู้จักกาละเทศะ
ดัดจริตชนเหล่านี้ไม่รู้กันหรือว่า ตอนนี้ เสื้อแดงเขามาทำอะไรกัน อ้ายเปรต !สงสัยคงคิดว่าคนเสื้อแดงมาทอดผ้าป่าสามัคคีหรือเปล่า หรืออาจคิดว่ามาไถ่ชีวิตโคกระบือกันหรือไง ..จึงพูดแบบไม่ใช้สมอง
เสื้อแดงเขาก็บอกเสียงดังฟังชัดว่า ต้องการมาเรียกร้องประชาธิปไตย การเจาะเลือดของคนเสื้อแดงนั้น ถือเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้แบบอหิงสาชนิดหนึ่ง โดยไม่ต้องไปยึดทำเนียบ หรือปิดสนามบินเหมือนทรชนเหล่านั้น ..มันคนละมิติกัน
อีกอย่าง จะเลือดแดง หรือเลือดขาว มันเป็นเลือดของพวกเสื้อแดงเขา ไม่เห็นจะเกี่ยวอะไรกันพวกดัดจริตชน พวกเสื้อแดงเขาไม่ได้เอาเลือดหัวพวกคุณออกซะหน่อย แล้วจะมาสาระแนเดือดเนื้อร้อนใจกันทำซากอะไร ..พ่อคุณแม่คุณ
อย่ามาทำเป็นว่า “เดี๊ยนทนไม่ได้ เดี๊ยนไม่เห็นว่ามีประโยชน์ เดี๊ยนว่าไร้สาระ เดี๊ยนว่าผัวเดี๊ยนไปมีเมียน้อยแล้ว เลยยกตำแหน่งให้เดี๊ยนเป็นเมียหลวง” อะไรทำนองนี้ ประเภทเรื่องชาวบ้านรู้หมด ยกเว้นเรื่องตัวเอง ..พวกน้ำเน่า
ผมไม่ได้สนใจหรอก แค่หมั่นไส้พวกดัดจริตชน เพราะถึงพวกเสื้อแดงไม่ทำอย่างนี้ ..คนพวกนี้มันก็ไม่เห็นด้วยอยู่แล้ว
อย่ามาทำเป็นสะดุ้งสะดิ้งอะไรมากนักเลย หันไปมองตัวเองบ้างเถอะ ..กำพืดมาจากไหน !!!
หุ้นทะลุ800แค่0.7%กลัวม็อบไม่แนะเพื่อนมากรุงเทพฯ แฉสมาคมท่องเที่ยวเนียนขาวต้านแดง
ที่มา Thai E-Newsฝรั่งบ่ยั่นม็อบ-นักท่องเที่ยวต่างชาติแลกเปลี่ยนเงินในใจกลางกรุงเทพฯ แม้กลุ่มเสื้อแดงจัดชุมนุมใหญ่ในเมืองหลวง แต่ก็ไม่อาจหยุดนักลงทุนต่างประเทศให้นำเงินเข้ามาลงทุนในประเทศไทยได้ รวมทั้งการลงทุนในหุ้นและพันธบัตร ค่าเงินบาททะยานแข็งค่ามากที่สุดในรอบ 22 เดือน ส่วนหุ้นไทยขึ้นสูงสุดในรอบ2 ปี(ภาพข่าว:สำนักข่าวรอยเตอร์)
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
2 เมษายน 2553
ฝรั่งลุยซื้อหุ้นไทยทะลุ800จุด มองผลกระทบม็อยคลี่คลายแล้ว
ตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง วานนี้(1เม.ย.)ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นเหนือแนวต้านจิตวิทยาบริเวณ 800 จุด ขึ้นมาปิดทำการที่ 801.32 จุด สูงขึ้นจากวันก่อน 13.34 จุด มูลค่าการซื้อขายหนาแน่น 28,715ล้านบาท นักลงทุนต่างชาติเป็นฝ่ายซื้อสุทธิ 1,386 ล้านบาท
โดยดัชนีหุ้นไทยปรับตัวขึ้นตลอดในช่วงที่เสื้อแดงจัดการชุมนุม โดยก่อนหน้าการชุมนุมเมื่อวันที่ 11 มีนาคม อยู่ที่725 จุด เท่ากับว่าล่าสุดขึ้นมา 75 จุดแล้วในช่วงที่มีการชุมนุมโดยสันติ
ขณะที่นักลงทุนต่างชาติเป็นฝ่ายซื้อสุทธิต่อเนื่อง โดยตลอดเดือนมีนาคมที่ผ่านมาซื้อสุทธิสูงถึง 44,600 ล้านบาท(ดูรายละเอียด)
ฝ่ายวิจัยของซิติกรุ๊ป บริษัทโบรกเกอร์นายหน้าค้าหลักทรัพย์ต่างชาติรายสำคัญ ออกบทวิจัยเมื่อ 30 มีนาคม ให้เป้าหมายว่าหุ้นไทยจะขึ้นไป 915 จุด โดยระบุว่าปัจจัยเสี่ยงทางการเมืองลดลง เพราะเสื้อแดงชุมนุมโดยสันติ และการเผชิญหน้าไม่ตึงเครียด
สำนักข่าวบลูมเบิร์ก ซึ่งเป็นสำนักข่าวทางด้านเศรษฐกิจการเงินที่สำคัญของโลก รายงานว่า ก่อนเสื้อแดงจัดม็อบมีการโหมกระแสว่าจะเป็นไปด้วยความรุนแรงทำให้หุ้นตกมาเมื่อเดือนก่อน แต่พอมีชุมนุมจริงไม่มีเหตุรุนแรง เป็นไปโดยสันติ ต่างกับการชุมนุมของพันธมิตรในปี2549ที่เต็มไปด้วยความรุนแรงทั้งการยึดทำเนียบ และยึดสนามบิน และการทำรัฐประหารโค่นล้มทักษิณ
บลูมเบิร์กสัมภาษณ์บัณฑูร ล่ำซำชี้นักธุรกิจชินกับม็อบแล้ว
สำนักข่าวบลูม้เบิร์ก สำนักข่าวชั้นนำในโลกการเงินการลงทุนรายงานข่าว โดยสัมภาษณ์นายบัณฑูร ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารธนาคารกสิกรไทย แบงก์พาณิชย์รายใหญ่อันดับ3ของประเทศระบุว่า"ถึงแม้การประท้วงจะรุนแรงหรือนองเลือดก็ไม่มีผลทำลายเศรษฐกิจ"เพราะการประท้วงเกิดขึ้นตลอดเวลาอยู่แล้วในประเทศไทย"
โผล่อีกแล้วพวก"ขาวเนียน"สมาคมท่องเที่ยวต้านเสื้อแดงชุมนุม บอกสมัยพธม.ม็อบไม่มีประสบการณ์เดือดร้อน
ตบหน้าพวกขาวเนียน -นักท่องเที่ยวต่างชาติกับสิ่งของที่ช็อปปิ้งริมถนนในใจกลางกรุงเทพฯในช่วงชุมนุมใหญ่ของเสื้อแดง แม้แต่ในวันที่การเทเลือดประท้วงหน้าบ้านพักนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ไม่อาจหยุดชาวต่างประเทศนำเงินเข้ามาใช้จ่ายในประเทศไทย รวมทั้งการซื้อหุ้นและพันธบัตร ค่าเงินบาททะยานสูงขึ้นในรอบ 22 เดือน ส่วนหุ้นไทยขึ้นมาที่ 800 จุด สูงสุดในรอบ 2 ปี(ภาพข่าว:สำนักข่าวรอยเตอร์)
สหพันธ์สมาคมท่องเที่ยวไทย (เฟสต้า)ซึ่งไม่เคยเดือดร้อน ไม่เคยเคลื่อนไหวต่อต้านเลยแม้แต่น้อยในช่วงพันธมิตรฯจัดชุมนุมใหญ่ 193 วัน ทั้งยึดทำเนียบรัฐบาล ยึดสนามบิน ซึ่งมีผลกระทบต่อการท่องเที่ยวอย่างหนัก ได้เกิดความเดือดร้อนขึ้นมาในช่วงที่กลุ่มเสื้อแดงจัดชุมนุมได้ยังไม่ทันถึง 20 วัน และนัดรวมตัวกันประท้วงที่สวนลุมพินีในวันพรุ่งนี้ โดยนัดกันใส่เสื้อขาวประท้วงเสื้อแดง
นอกจากนั้นยังพบหลักฐานว่า ในช่วงที่พันธมิตรยึดสนามบินสุวรรณภูมิ จนต้องหาทางงลงด้วยการยุบ 3 พรรคการเมือง ผู้บริหารของเฟสต้าเคยออกมาสนับสนุนอย่างออกนอกหน้า และเลือกข้างเลือกฝ่ายอย่างเห็นได้ชัด
เคยออกโรงหนุนยุบ3พรรค เชียร์ปชป.ตั้งรัฐบาล ไม่เคยเดือดร้อนตอนพธม.ยึดสนามบิน!
เหตการณ์ตอนนั้น ข่าวสดรายงานว่า นายเจริญ วังอนานนท์ นายกสมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (เฟสต้า) กล่าวภายหลังเรียกสมาชิกสมาคมหารือและรับฟังถึงปัญหาที่เกิดหลังการปิดสนามบิน ว่า การยุบพรรคร่วมรัฐบาล 3 พรรค น่าจะเป็นทางออกที่ดีให้กับเศรษฐกิจไทย เพราะที่ผ่านมารัฐบาลไม่ได้ทำงาน ซึ่งการเมืองไทยนับจากนี้ไปที่ตัดสินใจจัดทัพใหม่ ควรหาบุคลาการที่มีความรู้ความสามารถมาบริหารประเทศ และน่าจะถือโอกาสผสมขั้วการเมืองใหม่ เพราะประเทศไทยไม่ได้เป็นการปกครองแบบท้องถิ่นที่ใครก็มาทำได้ เพราะจากนี้ไปคนที่มาเป็นรัฐบาลบริหารประเทศต้องเร่งคลายความกังวลที่เกิดขึ้น ดึงความเชื่อมั่นของประเทศให้กลับมา หากรัฐบาลสามารถดึงความเชื่อมั่นได้ ประเทศไทยอาจเห็นทางออกในการฟื้นฟูเศรษฐกิจในอีก 6 เดือนข้างหน้า ส่วนการท่องเที่ยวเองหวังที่จะฟื้นตัวอีกครั้งหลังจากบอบซ้ำมามาก
แต่พอมาตอนนี้ที่เสื้อแดงชุมนุม ไม่ได้ก่อผลกระทบต่อแหล่งท่องเที่ยว หรือยึดสนามบินพันธมิตร ปรากฎว่า เฟสต้า ได้ประชุมร่วมกันเพื่อหาแนวทางแสดงจุดยืนของภาคเอกชนในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เกี่ยวกับสถานการณ์บ้านเมือง ขณะการชุมนุมของคนเสื้อแดงได้ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวชัดเจนแล้วทั้งในช่วงนี้และอนาคตพวกผมไม่ได้เข้าข้างสีใดสีหนึ่ง แต่ที่ไม่ได้ออกมาแสดงจุดยืนช่วงที่กลุ่มเสื้อเหลืองชุมนุมในอดีตนั้นเพราะยังไม่มีประสบการณ์ว่า การชุมนุมส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวอย่างไรบ้าง แต่เวลานี้มีประสบการณ์ ได้เห็นผลกระทบ จึงต้องออกมาแสดงท่าที -นายเจริญกล่าวให้เหตุผลว่าทำไมตอนพันธมิตรชุมนุม ไม้รู้สึกเดือดร้อนบ้าง
พธม.ชุมนุมยืดเยื้อ193วันยึดสนามบินไม่เดือดร้อน เสื้อแดงม็อบไม่ถึง20วันใส่เสื้อขาวต้าน
โดยนายเจริญ วังอนานนท์ โฆษกเฟสต้า เปิดเผยภายหลังการประชุมวานนี้ว่า ได้นัดรวมตัวผู้ประกอบการ และพนักงานในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ประมาณ 1,400 คน ที่สวนลุมพินี บริเวณหน้าอนุสาวรีย์รัชกาลที่ 6 ในวันที่ 2 เม.ย.นี้ เวลา 16.00 น. เพื่อร่วมกันประกาศจุดยืนและออกแถลงการณ์ “ยุติความขัดแย้ง เพื่อท่องเที่ยวไทยทุกฝ่ายหยุดทำร้ายท่องเที่ยวไทย สมานฉันท์เพื่อท่องเที่ยวไทย” ซึ่งในช่วงเวลาเดียวกันจะมีตัวแทนผู้ประกอบการ และพนักงานในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ที่อยู่ในต่างจังหวัด ออกมารวมตัวกันด้วย เช่น เชียงใหม่ อุดรธานี เกาะสมุย สุราษฎร์ธานี กระบี่ ภูเก็ต จันทบุรี และ เมืองพัทยา และยังอยู่ระหว่างการประสานงานให้มากที่สุด
ทั้งนี้ นายกสมาคมต่างๆ ที่เข้าร่วมแสดงจุดยืน จะใส่เสื้อสีขาวส่วนตัวแทนผู้ประกอบการ และพนักงานคนอื่นๆ จะสวมใส่เสื้อผ้าตามอัธยาศัย ใช้เสื้อผ้าหลากสีโดยบางแห่งอาจให้พนักงานสวมชุดเครื่องแบบบริษัทมา ส่วนรูปแบบการแสดงจุดยืนจะไม่เคลื่อนที่ไปไหน เพราะไม่ต้องการให้เกิดความวุ่นวาย แต่จะอยู่ที่อ่านแถลงการณ์จุดยืนของภาคท่องเที่ยว พร้อมชูป้ายผ้า และไม่ต้องการให้เห็นว่า พวกเราเป็นกลุ่มผู้ชุมนุม แต่ต้องการให้เห็นว่าเป็นอีกลุ่มคนไทยที่เสียภาษีและได้รับผลกระทบ จากการชุมนุมทางการเมือง
นายเจริญ กล่าวอีกว่า ตั้งแต่ วันที่ 12 มี.ค. ที่กลุ่มคนเสื้อแดงเริ่มชุมนุมจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาเที่ยวไทยก็ลดลง ซึ่งภาคเอกชนอดทนเรื่อยมา หวังว่าการชุมนุมจะยุติหลังวันที่ 27 มี.ค.ที่ผ่านมา เริ่มมีความหวังหลังจากตัวแทนรัฐบาล และ แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง เจรจากัน 28-29 มี.ค.แต่รอจนล่าสุด กลุ่มคนเสื้อแดงระบุว่าจะนัดชุมนุมกันอีก 3 เม.ย.นี้ ภาคเอกชน มองว่า การชุมนุมไม่มีวันยุติเสียทีบรรยากาศเช่นนี้จะกระทบการท่องเที่ยวไปเรื่อยๆ ขณะที่นักท่องเที่ยวจากญี่ปุ่นและเกาหลี ที่ไม่กังวล เริ่มโทรศัพท์มาสอบถามมากขึ้นว่า ทำไมมีระเบิดเกิดขึ้นทุกวัน ทำไมการประท้วงไม่มีข้อยุติเสียที สิ่งเหล่านี้ทำให้เอกชนกังวลว่าหากปล่อยเป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ อุตสาหกรรมท่องเที่ยวจะย่ำแย่เหมือนกับ 2-3 ปีที่ ผ่านมา ที่คนในอุตสาหกรรมเป็นหนี้กัน และหวังว่าจะได้ปลดหนี้กันในปีนี้ เพราะการท่องเที่ยวเริ่มฟื้นมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้วมาจนถึงเดือน ม.ค.และก.พ.ปีนี้ แต่สุดท้ายต้องมาชะงักในเดือน มี.ค.อีก จึงอยากออกมาแสดงจุดยืนให้ยุติความขัดแย้งเสียที
“พวกผมไม่ได้เข้าข้างสีใดสีหนึ่ง แต่ที่ไม่ได้ออกมาแสดงจุดยืนช่วงที่กลุ่มเสื้อเหลืองชุมนุมในอดีตนั้นเพราะยังไม่มีประสบการณ์ว่า การชุมนุมส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวอย่างไรบ้างแต่เวลานี้มีประสบการณ์ ได้เห็นผลกระทบ จึงต้องออกมาแสดงท่าที หลังจากออกมารวมตัวแสดงจุดยืนกันวันที่ 2 เม.ย.แล้ว เฟสต้า จะประเมินผลตอบรับอีกครั้ง โดยอยากให้เห็นว่าในประเทศนี้ไม่ได้มีแค่รัฐบาลกับกลุ่มคนเสื้อแดง แต่ต้องการให้คนทุกกลุ่มตื่นตัวดูแลประเทศไทยเช่นกัน ในส่วนของรัฐบาลและกลุ่มคนเสื้อแดง อยากให้รีบๆ คุย รีบๆ ตกลงกันให้ได้เพราะตอนนี้ท่องเที่ยวแย่แล้ว ไม่อยากให้บรรยากาศแบบนี้คงอยู่ไปอีกนานจากเดิมรัฐบาลถอยมาระดับหนึ่ง ประกาศจะยุบสภาใน 9 เดือนแล้ว ก็อาจจะถอยลงมาเหลือ 6-8 เดือน ส่วนกลุ่มคนเสื้อแดงต้องถอยเช่นกัน เพราะถ้าตกลงกันได้ก็ได้ประโยชน์กันทั้งหมด” นายเจริญ กล่าว
นายประกิจ ชินอมรพงษ์ นายกสมาคมโรงแรมไทย กล่าวว่า การชุมนุมที่ยืดเยื้อส่งผลกระทบต่อธุรกิจโรงแรมแล้ว โดยหากคำนวณจากตัวเลขรายได้ด้านการท่องเที่ยวทั้งปีนี้ ที่หลายฝ่าย ประเมินไว้ 600,000 ล้านบาท เท่ากับว่า จะมีรายได้ เดือนละ 50,000 ล้านบาท แต่จากตัวเลขที่สมาคมโรงแรมได้รับพบว่า อัตราเข้าพักโรงแรมต่าง ๆ หายไป 20% แล้วในช่วงที่มีการชุมนุม หมายความว่าภายใน 1 เดือนที่มีการชุมนุมนี้ ทำให้รายได้ของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวโดยรวมหายไปแล้ว 10,000 ล้านบาท หากการชุมนุมยังยืดเยื้อต่อไปอีกหลายเดือนจะเสียหายกว่านี้อีกหลายหมื่นล้านบาท
ขณะที่ นายวิชิต ประกอบโกศล นายกสมาคมผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวไทย-จีน กล่าวว่า ตอนนี้ชัดเจนแล้วว่าเครื่องบินเช่าเหมาจากจีนที่จะเข้ามาไทยช่วงสงกรานต์จากเดิม100 เที่ยวบิน จะเหลือแค่ 50-60เที่ยวบินเท่านั้น กระทบจำนวนนักท่องเที่ยวหายไป 20,000-40,000 คน รายได้เข้าประเทศหายไป 500-1,000ล้านบาทต่อเดือน
นักท่องเที่ยวต่างชาติเพียง0.7%ที่กลัวปัญหาการเมืองไม่แนะนำเที่ยวไทย
ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ (กรุงเทพโพลล์) ทำการสำรวจความเห็นของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติต่อการมาท่องเที่ยวกรุงเทพฯ ในช่วงการชุมนุมทางการเมือง พบว่า มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่ระบุว่าสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองเกิดขึ้นส่งผลต่อการตัดสินใจมาท่องเที่ยว กรุงเทพฯ มากถึงร้อยละ 41.4 ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวจากการ สำรวจเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม — 1 พฤศจิกายน 2552 ที่ร้อยละ 19.3
ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวร้อยละ 75.5 มีความต้องการจะกลับมาเที่ยวกรุงเทพฯ อีกครั้ง ร้อยละ 2.7 จะไม่กลับ และร้อยละ 21.8 ยังไม่แน่ใจ
ร้อยละ 82.8 ยินดีที่จะแนะนำและบอกต่อให้ผู้อื่นมาเที่ยวกรุงเทพฯ ร้อยละ 0.7 จะไม่แนะนำ (โดยให้เหตุผลว่า มีปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง เสียงดัง และทางเดินเท้าไม่สะอาด) และ ร้อยละ 16.5 ไม่แน่ใจ
และเมื่อสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับเมืองหลวงที่น่าท่องเที่ยวมากที่สุด 5 อันดับแรกในความเห็นของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางมาท่องเที่ยวกรุงเทพฯ (เปรียบเทียบเฉพาะ 11 เมืองในกลุ่มเครือข่ายเมืองใหญ่แห่งเอเชีย 21 (The Asian Network of Major Cities 21 หรือ ANMC21) ได้แก่ กรุงเดลี กรุงฮานอย กรุงจาการ์ตา กรุงกัวลาลัมเปอร์ กรุงมะนิลา กรุงโซล กรุงโตเกียว กรุงไทเป กรุงย่างกุ้ง สิงคโปร์ และกรุงเทพมหานคร) พบว่า อันดับ 1 กรุงเทพฯ ประเทศไทย ยังเป้นเมืองหลวงที่น่าท่องเที่ยว ร้อยละ 31.9 อันดับ 2 กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ร้อยละ 19.0 อันดับ 3 สิงคโปร์ ประเทศสิงคโปร์ ร้อยละ 12.6 อันดับ 4 กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ร้อยละ 8.8 อันดับ 5 กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม ร้อยละ 7.6
ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ (กรุงเทพโพลล์) ได้สำรวจโดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป บริเวณแหล่งท่องเที่ยวที่ชาวต่างชาตินิยมไป 8 แห่งของกรุงเทพฯ ได้แก่ 1) ถนนข้าวสาร 2) ถนนสีลม 3) ประตูน้ำ - พระพรหม — แยกราชดำริ 4) ตลาดนัดจตุจักร - สวนจตุจักร 5) วัดพระแก้ว — วัดโพธิ์ 6) สถานีรถไฟหัวลำโพง - ถนนเยาวราช
7) ถนนสุขุมวิท - แยกอโศก 8) สวนลุมไนท์บาซาร์ ได้กลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 449 คน เป็นเพศชายร้อยละ 55.5 และ เพศหญิงร้อยละ 44.5
ขำๆ!เกียรติตำรวจของไทยขู่ฟ่อออกหมายจับโจรลิ้มเส้นใหญ่ หากวันนี้ไม่โผล่มอบตัวคดีหมิ่นเบื้องสูง
ที่มา Thai E-Newsโจรเส้นใหญ่-หลังจากขึงขังว่าจะออกหมายจับหากไม่มามอบตัวซะที ล่าสุดตำรวจออกมาขู่ใช้มุกเดิมๆว่าหากนายสนธิ ลิ้มทองกุล ไม่มามอบตัวคดีหมิ่นเบื้องสูงวันนี้จะออกหมายจับ แต่ก็เปิดทางให้แจ้งเลื่อนได้ตามเคย ขณะที่คดีอื่นๆรวดเร็ว ล่าสุดมีการจับแอดมินเวบนปช.USA
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
2 เมษายน 2553
ขู่อีกแล้วจ่อออกหมายจับ "ลิ้ม" หมิ่นเบื้องสูงวันนี้หากไม่มอบตัว
พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 (ผบก.น.1) เปิดเผยถึงความคืบหน้าคดี นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ หัวหน้าพรรคการเมืองใหม่ กระทำความผิดฐานหมิ่นเบื้องสูง กรณีนำคำปราศรัยของ น.ส.ดารณี ชาญเชิงศิลปะกุล หรือดา ตอร์ปิโด ซึ่งถูกศาลพิพากษาจำคุก 18 ปี ในคดีหมิ่นเบื้องสูง มาเผยแพร่ซ้ำบนเวทีพันธมิตร เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2551 ว่า หลังจากทางอัยการได้ทำหนังสือให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจส่งตัวนายสนธิ ให้กับพนักงานอัยการภายในวันที่ 2 เมษายนนี้ ซึ่งขณะนี้นายสนธิ ยังไม่ได้ติดต่อประสานงานมา
ส่วนหากจะยื่นหนังสือเพื่อขอเลื่อนการเข้ามอบตัวออกไปก่อนนั้นก็สามารถทำ ได้ แต่ทางเจ้าหน้าที่ก็จะรายงานต่ออัยการตามข้อเท็จจริง โดยการประมวลข้อเท็จจริงและความเห็นว่าการที่ไม่มานั้นถือเป็นการประวิงเวลา หรือไม่ หากเป็นการประวิงเวลาหรือเหตุผลไม่สมควร ทางอัยการก็อาจจะออกหนังสือขอให้ตำรวจขอศาลอนุมัติออกหมายจับเพื่อนำตัวมา ดำเนินคดี
อย่างไรก็ตามคงต้องรอดูในวันที่ 2 เมษายน นี้ ว่านายสนธิจะเข้ามอบตัวตามกำหนดหรือไม่
เดือนก่อนก็ทีแล้ว ทำท่าขึงขังไม่มาตามหมายเรียกวันนี้จะออกหมายจับ
ก่แนหน้านี้ดเมื่อ 1 เดือนก่อน ในวันที่2มี.ค.พล.ต.ต.วิชัย กล่าวถึงกรณีอธิบดีอัยการฝ่ายคดีอาญามีหนังสือแจ้งมายังพนักงานสอบสวน สน.ดุสิต ให้ส่งตัวนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ และหัวหน้าพรรคการเมืองใหม่ ข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมาดำเนินคดีนี้
โดยนายกายสิทธิ์ พิศวงปราการ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีอาญา มีหนังสือแจ้งมายังพนักงานสอบสวนสน.ดุสิต ให้ติดตามตัวนายสนธิมาส่งฟ้องศาล โดยออกหมายเรียกให้มาพบพนักงานสอบสวนวันที่ 1 มีนาคมที่ผ่านมา แต่เลื่อนนัดเพราะเป็นวันหยุดราชการ จนมาถึงวันที่2มี.ค.นายสนธิยังไม่มาพบพนักงานสอบสวน คดีนี้อยู่ระหว่างการประกันตัว โดยพนักงานสอบสวน สน.ดุสิต สรุปสำนวนและนำนายสนธิส่งให้อัยการเรียบร้อยแล้ว แต่ระหว่างประกันตัวนั้น อัยการสอบเพิ่มเติมแล้วและปล่อยตัวนายสนธิไป
จนล่าสุดพนักงานสอบสวนทำหนังสือส่งไปยังทนายนายสนธิให้มาพบอีกครั้งในวันที่ 3 มีนาคม หากไม่มาพบจะออกหมายจับ
ดูมันทำ!สุดท้ายตำรวจ-อัยการให้เลื่อนมอบตัว แต่โยนกลองกันนัวเนีย
ต่อมาในว้นที่ 3 มี.ค.นายสนธิ ทำหนังสือมาที่พนักงานสอบ สน.สน.ดุสิต อ้างว่ารอหนังสือจากอัยการสูงสุด ให้เหตุผลร้องขอความเป็นธรรมผู้ต้องหาต่อสู้สิทธิอันชอบธรรมตามรัฐธรรมนูญ โดยร้องอัยการสูงสุดว่าการสอบสวนนั้นไม่ชอบ
“คดีเป็นขั้นตอนของอัยการ เพียงแต่อัยการขอความร่วมมือนำตัวนายสนธิไปส่งให้ นายสนธิ ก็สามารถเดินทางไปพบอัยการได้ ซึ่งนายสนธิประกันตัวก็ต้องไปพบอัยการตามนัด ถ้าไม่มาพนักงานสอบสวนประมวลเรื่องให้อัยการพิจารณาว่านายสนธิประวิงเวลาหรือไม่ เจตนาไม่มาพบก็เพื่อเสนอออกหมายจับ” ผบก.น.1 กล่าว
ด้าน นายกายสิทธิ์ พิศวงปราการ อธิบดีอัยการคดีอาญา กล่าวถึงกรณีขอให้พนักงานสอบสวน สน.ดุสิต ดำเนินการขอหมายจับนายสนธิ ลิ้มทองกุล เพื่อนำตัวไปยื่นฟ้องต่อศาลอาญาว่า ทราบว่าทางพนักงานสอบสวน สน.ดุสิต อนุญาตให้นายสนธิเลื่อนเข้าพบไปเป็นวันที่ 2 เม.ย.53 ซึ่งกรณีมีคำสั่งอนุญาตให้เลื่อนนั้นขึ้นอยู่กับดุลพินิจของทางตำรวจ แต่ทางอัยการจะขอให้ทางพนักงานสอบสวน สน.ดุสิต ส่งตำหนิรูปพรรณสัณฐานของนายสนธิมาให้เพื่อขอออกหมายจับ เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย ก่อนจะให้พนักงานสอบสวนยื่นคำร้องขอหมายจับนายสนธิต่อศาลอาญาต่อไป
Thursday, April 1, 2010
ยึดทำเนียบหมอกุศลยังทำมาแล้ว ผิดจรรยาแพทย์ป้ายสีเลือดเสื้อแดงย่อมนับว่าธรรมดา
ที่มา Thai E-Newsผลงานยึดทำเนียบเป็นประกัน-นายแพทย์กุศล ประวิชไพบูลย์ ที่อ้างเป็นกลุ่มพี่น้องมหิดลตรวจเลือดคนเสื้อแดงพบโรคร้ายและมีเลือดควายเจือปน มีปูมประวัติร่วมชุมนุมยึดทำเนียบรัฐบาลกับกลุ่มพันธมิตร โดยได้ขึ้นเวทีปราศรัยในเวทีชุมนุมในทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2551 ซึ่งเป็นช่วงท้ายๆที่พันธมิตรกำลังยึดสนามบินสุวรรณภูมิอยู่ด้วย(คลิ้กฟังคำปราศรัยของนายแพทย์กุศลบนเวทีพันธมิตรยึดทำเนียบรัฐบาล)
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
1 เมษายน 2553
ไม่เนียน!หมอกุศลตรวจเลือดเสื้อแดงที่แท้เคยร่วมพธม.ยึดทำเนียบรัฐบาล
น.พ.กุศล ประวิชไพบูลย์ ผู้ออกมาระบุตรวจเลือดคนเสื้อแดงเจอไวรัสตับอักเสบ-เชื้อเอดส์ และพบเป็นเลือดวัว เลือดควายเจือปนนั้น จากการตรวจสอบพบว่าแพทย์คนนี้เป็นแพทย์ทางด้านเสริมจมูก ศัลยกรรมใบหน้า ชื่อเฟเชียลคลินิก เคยมีประวัติต่อต้านอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร โดยเคยเข้าชื่อต่อต้านทักษิณก่อนถูกทำรัฐประหารเพียงไม่กี่วัน(ดูรายละเอียด)
นายแพทย์กุศลยังเคยเข้าร่วมกิจกรรมชุมนุมยึดทำเนียบรัฐบาลกับกลุ่มพันธมิตร โดยได้ขึ้นเวทีปราศรัยในเวทีชุมนุมในทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2551 ซึ่งเป็นช่วงท้ายๆที่พันธมิตรกำลังยึดสนามบินสุวรรณภูมิอยู่ด้วย(คลิ้กฟังคำปราศรัยของนายแพทย์กุศลบนเวทีพันธมิตรยึดทำเนียบรัฐบาล)
รพ.รามา ปัดตรวจเลือดเสื้อแดง-แพทยสภาเตือน "พี่น้องมหิดล" อาจเข้าข่ายผิดวิชาชีพ
ผอ.รพ.รามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ยัน รพ.รามาธิบดีไม่เคยมีการนำเลือดคนเสื้อแดงมาตรวจ ปัดไม่รู้จัก นพ.กุศล ประวิชไพบูลย์ ด้านแพทยสภาเตือน "พี่น้องมหิดล" อาจเข้าข่ายกระทำผิดวิชาชีพแพทย์กรณีตรวจเลือดม็อบ ชี้ต้องนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะอนุกรรมการจริยธรรมแพทยสภา 8 เมษานี้
จากกรณีที่กลุ่มพี่น้องมหิดล นำโดย น.พ.กุศล ประวิชไพบูลย์ ได้ยื่นหนังสือถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ขอให้รัฐบาลออกมาตรการดูแลประชาชนที่ไปชุมนุมกับกลุ่มคนเสื้อแดงที่อาจติดเชื้ออันเนื่องมาจากการเทเลือดไปตามสถานที่ต่างๆ และได้มีการแถลงข่าวถึงการเก็บตัวอย่างเลือดของกลุ่มคนเสื้อแดงไปตรวจยังห้องแล็ปโรงพยาบาลรามาธิบดีว่า พบเชื้อไวรัสติดต่อร้ายแรง 3 ชนิด คือ เชื้อไวรัสตับอักเสบบี เชื้อไวรัสตับอักเสบซี และเชื้อไวรัสเอชไอวี (เชื้อเอดส์) นอกจากนี้จากการตรวจผลดีเอ็นเอยังพบว่าเลือดดังกล่าวมีส่วนผสมของเลือดหมู และเลือดคนผสมกัน
วันนี้ (1 เม.ย.53) เว็บไซต์เดลินิวส์รายงานว่า รศ.นพ.ธันย์ สุภัทรพันธุ์ ผอ.รพ.รามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวถึงกรณีที่มีการอ้างว่าเก็บตัวอย่างส่งตรวจที่ห้องปฏิบัติการของโรงพยาบาลรามาธิบดีว่า ไม่รู้จัก นพ.กุศล ประวิชไพบูลย์ และคิดว่านายแพทย์คนดังกล่าว ก็คงไม่ได้ทำงานอยู่ในโรงพยาบาลรามาธิบดี และไม่ได้เป็นคนของโรงพยาบาล
ทั้งนี้ จากการสอบถามไปยังหัวหน้าภาควิชาพยาธิวิทยา ก็ไม่พบว่า มีการส่งเลือดมาตรวจ อีกทั้ง โรงพยาบาลรามาธิบดี ไม่เคยให้บริการตรวจเลือดในลักษณะเช่นนี้ ดังนั้น ยืนยันว่าโรงพยาบาลรามาธิบดีไม่ได้ตรวจเลือดผู้ชุมนุมอย่างแน่นอน ส่วนที่มีการอ้างว่า ทางรามาฯ เป็นผู้ตรวจเลือด อาจเพราะเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ จึงขอชี้แจงว่าการจะเอาเลือดใครมาตรวจจะต้องมีการลงทะเบียนมีผู้นำส่งตรวจ จู่ๆ ใครจะเอาเลือดมาตรวจไม่ได้ ถ้ามีจริงทางหัวหน้าภาควิชาพยาธิวิทยาจะต้องรู้
ในส่วนความคิดเห็นจากองค์กรแพทยสภาต่อกรณีดังกล่าว มติชนออนไลน์รายงานว่า นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา นายกแพทยสภา กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวต้องนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะอนุกรรมการจริยธรรมแพทยสภาที่จะมี การประชุมในวันที่ 8 เมษายนนี้ โดยต้องมีการพิจารณาว่าการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายผิดหลักเกณฑ์นำวิชาชีพเวชกรรมไปทำในสิ่งที่ไม่ใช่วิชาชีพแพทย์หรือไม่ และต้องแยกเรื่องดังกล่าวออกจากประเด็นการเมือง ซึ่งหากมีเชื้อเอชไอวีจริงผู้ที่โดนสาดใส่ตามร่างกายก็สามารถมาร้องต่อแพทยสภาได้ หากมีการติดเชื้อ ส่วนโอกาสการติดเชื้อเอดส์ ถือเป็นเรื่องยากเนื่องร่างกายมีผิวหนังป้องกัน ยกเว้นแต่มีบาดแผลและถูกสาดด้วยเลือดที่มีเชื้อเข้มข้น
ด้าน นพ.ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า ตามหลักวิชาการทางการแพทย์ หากใครก็ตามที่ได้รับเลือด หรือคิดว่าตนเองเสี่ยงที่จะติดเชื้อเอดส์ เช่น กรณีที่เลือดเข้าตา ปาก หรือแผล สามารถขอรับยาต้านเชื้อไวรัสเอชไอวีได้ ซึ่งต้องรับยาในระยะเวลาเร็วที่สุดภายใน 24-48 ชั่วโมง และต้องตรวจเลือดซ้ำทุก 3 เดือน หากไม่พบก็ถือว่าไม่ติดเชื้อ ซึ่งได้แนะนำผู้ที่คิดว่าตนเองเสี่ยงให้รับยาเร็วที่สุดตั้งแต่วันแรก แต่หากยังกังวลก็สามารถไปรับการตรวจเลือดได้อีก
"เชื้อไวรัสตับอักเสบ ถือว่าติดต่อได้ยาก จะต้องโดนเข็มแทง หรือรับโดยตรงปริมาณมาก จึงไม่ค่อยน่าเป็นห่วง แต่เชื้อเอดส์ถือว่าน่าเป็นห่วงที่สุด หากเข้าตาถือว่าอันตรายมากกว่าบริเวณอื่น เพราะหากเข้าปากยังมีน้ำย่อยค่อยทำลายได้ หรือหากมีแผลตามมือ เท้า ประกอบกับขึ้นอยู่กับขนาดแผลและความเข้มข้นของเชื้อ โอกาสก็จะสูงตามไปด้วย แต่หากพบเพียงแผลถลอกเล็กน้อยโอกาสเสี่ยงก็น้อยลง ซึ่งจากเหตุการณ์ดังกล่าวมีผู้สื่อข่าว ที่โดนเลือดเข้าตา ก็ได้แนะนำให้รับยาจากกรมควบคุมโรคไปแล้ว" นพ.ไพจิตร์ กล่าว
นพ.ไพจิตร์ กล่าวด้วยว่า ยังไม่ทราบข้อเท็จจริงเรื่องผลการตรวจเลือด คงจะประสานไปยังทางโรงพยาบาลที่รับตรวจเสียก่อน
จดหมายเปิดผนึกถึงNGOs-Activist ขอให้ก้าวข้ามมายาคติสู่การต่อสู้ที่เป็นจริงของประชาชน
ที่มา Thai E-Newsเรารู้สึกอึดอัด และห่วงใยต่อท่าทีของเพื่อนพี่น้องในแวดวงองค์กรพัฒนาเอกชน และนักกิจกรรมทางสังคมบางส่วน ที่มีแนวโน้มยืนหยัดเคียงข้างชนชั้นปกครอง ต่อต้านการเรียกร้องประชาธิปไตยของประชาชน ทั้งที่เปิดเผย และไม่เปิดเผย
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
1 เมษายน 2553
*ข่าวเกี่ยวเนื่อง:สื่อไล่บี้ถามที่มา 40 ส.ว.ปล่อยข่าวเสื้อแดงเตรียมจลาจล 3 เม.ย. "รสนา"ชี้ ภัยคุกคามประเทศ สื่อรุมซักที่มาแหล่งข่าว อ้ำอึ้ง ไม่มีใครตอบได้ ประสาร มฤคพิทักษ์ ลุกหนี
จดหมายเปิดผนึกฉบับที่ 1/2553
ก้าวข้ามมายาคติ สู่การต่อสู้ที่เป็นจริงของประชาชน
ถึง เพื่อนพี่น้องนักพัฒนาเอกชน และนักกิจกรรมทางสังคม
ประชาชน...ต้องสวมเสื้อสีอะไร จึงได้ชื่อว่าเป็นประชาชน
ประชาชน...ต้องสวมแว่นอะไร จึงสามารถกำหนดอนาคตตนเองได้
สถานการณ์การต่อสู้ทางการเมืองที่ร้อนแรงในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ได้เกิดกระแสการตื่นตัวทางการเมืองอย่างกว้างขวางในหมู่ประชาชนโดยทั่วไปเป็นอย่างมาก
จากการเฝ้าติดตามสถานการณ์ในช่วงที่ผ่านมา พวกเรา ซึ่งเป็นคนเล็กคนน้อยอยู่ในแวดวงองค์กรพัฒนาเอกชน และนักกิจกรรมทางสังคม ที่ปรากฏรายชื่อท้ายจดหมายนี้ รู้สึกอึดอัด และห่วงใยต่อท่าทีของเพื่อนพี่น้องในแวดวงองค์กรพัฒนาเอกชน และนักกิจกรรมทางสังคมบางส่วน ที่มีแนวโน้มยืนหยัดเคียงข้างชนชั้นปกครอง ต่อต้านการเรียกร้องประชาธิปไตยของประชาชน ทั้งที่เปิดเผย และไม่เปิดเผย
พวกเรา รู้สึกไม่เห็นด้วยกับท่าทีการเคลื่อนไหวดังกล่าว จึงมีความคิดเห็นและข้อเรียกร้องร่วมกัน ดังต่อไปนี้
1.พวกเราเห็นด้วย และขอสนับสนุนข้อเรียกร้องของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่ต้องการให้รัฐบาลยุบสภา คืนอำนาจให้ประชาชน จัดการเลือกตั้งใหม่พวกเราเชื่อว่าการยุบสภา เป็นหนทางแห่งสันติวิธี ที่จะช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดทางการเมืองที่มีอยู่ในปัจจุบันได้
2. ต่อข้อกังวลเรื่องสถานการณ์ภายหลังการเลือกตั้งว่าจะเกิดความตึงเครียดรอบใหม่ขึ้นอีกหรือไม่ พวกเราเห็นว่า ถ้าเป็นกรณีการชุมนุมโดยสันติซึ่งถือว่าเป็นการแสดงความคิดเห็นทางเมืองอันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย ไม่ใช่สิ่งที่น่าสะพรึงกลัวแต่อย่างใด สังคมจะต้องเรียนรู้ และจัดการแก้ไขปัญหาร่วมกัน
แต่สำหรับการใช้อำนาจอื่นนอกระบบ ซึ่งเป็นเชื้อโรคร้ายกัดเซาะเกาะกินสังคมไทยมาอย่างยาวนาน ประชาชนย่อมต้องออกมาช่วยกันปัดกวาดให้หมดสิ้นไป เราขอยืนหยัดต่อสู้เคียงข้างพี่น้องประชาชน คัดค้านการใช้อำนาจอื่นนอกระบบทุกรูปแบบ
3.ในช่วงหลายปีที่ผ่านมากระแสคลื่นการต่อสู้ทางการเมืองได้พัดพาเพื่อนพี่น้องเราบางส่วน ออกห่างจากจุดยืนการต่อสู้ของประชาชนจากวันวานที่ท่านเหล่านั้นเคยเคลื่อนไหวต่อสู้เรียกร้องเพื่อให้พี่น้องประชาชน ได้เข้าใจถึงสิทธิ เสรีภาพของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย ในวันนี้พี่น้องประชาชนได้ออกมาเคลื่อนไหวต่อสู้เรียกร้องสิทธิ เสรีภาพของประชาชนในระบอบประชาธิปไตยแล้ว ขาดแต่เพียงพวกท่านเท่านั้น
เราจึงอยากเรียกร้องให้ท่านทั้งหลายเล่านั้น ปล่อยวางจากมายาคติ ทบทวนสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น ยอมรับความเป็นจริง เปิดโอกาสให้กับตัวเอง รุ่นน้อง และเพื่อนร่วมงานในองค์กร กลับมาเรียนรู้ หนุนเสริม ยืนหยัดเคียงข้างพี่น้องประชาชนเช่นเดิมเหมือนดั่งที่เคยเป็น
4. ต่อกรณีการให้สัมภาษณ์ข่าวของคุณรสนา โตสิตระกูล เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2553 (ที่มา ผู้จัดการออนไลน์ 25 มีนาคม 2553 22:35 น.) โดยระบุว่า“เวลานี้ทุกคนไม่ว่าจะเป็น กรรมการสิทธิมนุษยชน และ สมาชิกรัฐสภา หลายคนต่างชื่นชมว่าการชุมนุมของคนเสื้อแดงเป็นการชุมนุมแบบสันติวิธี แต่ส่วนตัวคิดว่าไม่ใช่ หรือแม้แต่การนำสติกเกอร์ “ยุบสภา” ไปแจก พอมีคนไม่รับก็มีการใช้กำลัง ตบตีผู้หญิง ไล่กระทืบกัน แล้วบอกว่าเป็นการกระทำของแดงปลอม”
เราขอ เรียกร้องให้ส.ว. รสนา ชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับข้อเท็จจริงของการแสดงความคิดเห็นดังกล่าวนั้น มีหลักฐานข้อเท็จจริง หาใช่เป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นและตัดสินผิดถูกในที่สาธารณะ โดยไม่มีข้อเท็จจริงรองรับ
ทั้งนี้ หากส.ว.รสนาไม่สามารถยืนยันได้ว่าสิ่งที่ตนเองพูดเป็นความจริง เราขอเรียกร้องให้ ส.ว. รสนาออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมด้วยการ "ขอโทษ" ต่อสาธารณชน เพื่อเป็นการยกระดับมาตรฐานในการแสดงความคิดเห็นของคนในสังคม ให้อยู่บนฐานของข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ตรวจสอบได้
ไม่ใช่ฐานอคติหรือความรู้สึกส่วนตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผู้พูดเป็นบุคคลสาธารณะ ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของประชาชนในระบอบรัฐสภา
ด้วยจิตสมานฉันท์
รายชื่อลงนามสนับสนุนจดหมายเปิดผนึก
1. กานต์ ทัศนภักดิ์
2. นายกิตติชัย งามชัยพิสิฐ
3. นายกิตติศักดิ์ จันทร์ใหม่
4. ไกรทอง เหง้าน้อย
5. คมลักษณ์ ไชยยะ สมัชชาสังคมก้าวหน้า
6. จัรวรรดิ์ เลิศสงคราม
7. เจษฎา โชติกิจภิวาทย์
8. ชัน ภักดีศรี
9. นายชัยวัฒน์ ไชยจารุวณิช
10. สมศักดิ์ ภักดิเดช
11. ดนุพล สอนตาง
12. เดชอนันต์ พิลาแดง
13. ทศพล พลเยี่ยม
14. นายทิวา สัมฤทธิ์
15. นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย
16. ทูนเกียรติ กมลเนตร
17. นภัทร สาเศียร
18. นิรัติศัย ขันทอง
19. นิวาส โคตรจันทึก
20. นีณวัฒน์ เคนโยธา
21. นายบารมี ชัยรัตน์
22. บุญเกิด ทองนะ
23. ประสาท ศรีเกิด
24. ปราการ กลิ่นฟุ้งนาย
25. ปรีชา พะวงศ์
26. น.ส.พรพิมล สันทัดอนุวัตร
27. พรเวศ คนล่ำ
28. พิชิต พิทักษ์
29. พิษณุ ไชยมงคล
30. ไพฑูรณ์ พรมนอก
31. นางภาวิณี ไชยจารุวณิช
32. มานะ พลงาม
33. เมธาวี พิทักษ์
34. เลื่อน ศรีสุโพธิ์
35. นายวรรณเกียรติ ชูสุวรรณ
36. น.ส.วัชรินทร์ สังขาระ
37. นายวัฒนะ วรรณ องค์กรเลี้ยวซ้าย
38. นายวิทยา เล้าประเสริฐ
39. วิมล สามสี
40. วิรัตน์ บุญชาย
41. วิโรจน์ ดุลยโสภณ
42. ศรายุธ ตั้งประเสริฐ
43. สมเกียรติ วงศ์เฉลิมมัง
44. สมบัติ บุญงามอนงค์ มูลนิธิกระจกเงา
45. สมพงษ์ สิงห์ทิศ
46. สุพิทักษ์ วีระพล
47. นายสุรชาติ ไตรสูงเนิน
48. องอาจ ชาวสวนงาม
49. อนุชา แหสมุทร
50. อภินันท์ บุญทอน
51. นายอรรถพร ขำมะโน
52. น.ส.อรุณวนา สนิกะวาที
53. น.ส.อัจฉริยา เนตรเชย
54. อาณัติ สุทธิเสมอ
55. นายอุเชนทร์ เชียงเสน นักศึกษาปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
แก้ผ้าล่อนจ้อนสมาคมท่องเที่ยว อีแอบเนียนขาวต้านเสื้อแดง ฝรั่งไร้กังวลไล่ซื้อหุ้นทะลุ800จุด
ที่มา Thai E-Newsตบหน้าพวกขาวเนียน -นักท่องเที่ยวต่างชาติกับสิ่งของที่ช็อปปิ้งริมถนนในใจกลางกรุงเทพฯในช่วงชุมนุมใหญ่ของเสื้อแดง แม้แต่ในวันที่การเทเลือดประท้วงหน้าบ้านพักนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ไม่อาจหยุดชาวต่างประเทศนำเงินเข้ามาใช้จ่ายในประเทศไทย รวมทั้งการซื้อหุ้นและพันธบัตร ค่าเงินบาททะยานสูงขึ้นในรอบ 22 เดือน ส่วนหุ้นไทยขึ้นมาที่ 800 จุด สูงสุดในรอบ 2 ปี(ภาพข่าว:สำนักข่าวรอยเตอร์)
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
1 เมษายน 2553
โผล่อีกแล้วพวก"ขาวเนียน"สมาคมท่องเที่ยวต้านเสื้อแดงชุมนุม บอกสมัยพธม.ม็อบไม่มีประสบการณ์เดือดร้อน
สหพันธ์สมาคมท่องเที่ยวไทย (เฟสต้า)ซึ่งไม่เคยเดือดร้อน ไม่เคยเคลื่อนไหวต่อต้านเลยแม้แต่น้อยในช่วงพันธมิตรฯจัดชุมนุมใหญ่ 193 วัน ทั้งยึดทำเนียบรัฐบาล ยึดสนามบิน ซึ่งมีผลกระทบต่อการท่องเที่ยวอย่างหนัก ได้เกิดความเดือดร้อนขึ้นมาในช่วงที่กลุ่มเสื้อแดงจัดชุมนุมได้ยังไม่ทันถึง 20 วัน และนัดรวมตัวกันประท้วงที่สวนลุมพินีในวันพรุ่งนี้ โดยนัดกันใส่เสื้อขาวประท้วงเสื้อแดง
นอกจากนั้นยังพบหลักฐานว่า ในช่วงที่พันธมิตรยึดสนามบินสุวรรณภูมิ จนต้องหาทางงลงด้วยการยุบ 3 พรรคการเมือง ผู้บริหารของเฟสต้าเคยออกมาสนับสนุนอย่างออกนอกหน้า และเลือกข้างเลือกฝ่ายอย่างเห็นได้ชัด
เคยออกโรงหนุนยุบ3พรรค เชียร์ปชป.ตั้งรัฐบาล ไม่เคยเดือดร้อนตอนพธม.ยึดสนามบิน!
เหตการณ์ตอนนั้น ข่าวสดรายงานว่า นายเจริญ วังอนานนท์ นายกสมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (เฟสต้า) กล่าวภายหลังเรียกสมาชิกสมาคมหารือและรับฟังถึงปัญหาที่เกิดหลังการปิดสนามบิน ว่า การยุบพรรคร่วมรัฐบาล 3 พรรค น่าจะเป็นทางออกที่ดีให้กับเศรษฐกิจไทย เพราะที่ผ่านมารัฐบาลไม่ได้ทำงาน ซึ่งการเมืองไทยนับจากนี้ไปที่ตัดสินใจจัดทัพใหม่ ควรหาบุคลาการที่มีความรู้ความสามารถมาบริหารประเทศ และน่าจะถือโอกาสผสมขั้วการเมืองใหม่ เพราะประเทศไทยไม่ได้เป็นการปกครองแบบท้องถิ่นที่ใครก็มาทำได้ เพราะจากนี้ไปคนที่มาเป็นรัฐบาลบริหารประเทศต้องเร่งคลายความกังวลที่เกิดขึ้น ดึงความเชื่อมั่นของประเทศให้กลับมา หากรัฐบาลสามารถดึงความเชื่อมั่นได้ ประเทศไทยอาจเห็นทางออกในการฟื้นฟูเศรษฐกิจในอีก 6 เดือนข้างหน้า ส่วนการท่องเที่ยวเองหวังที่จะฟื้นตัวอีกครั้งหลังจากบอบซ้ำมามาก
แต่พอมาตอนนี้ที่เสื้อแดงชุมนุม ไม่ได้ก่อผลกระทบต่อแหล่งท่องเที่ยว หรือยึดสนามบินพันธมิตร ปรากฎว่า เฟสต้า ได้ประชุมร่วมกันเพื่อหาแนวทางแสดงจุดยืนของภาคเอกชนในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เกี่ยวกับสถานการณ์บ้านเมือง ขณะการชุมนุมของคนเสื้อแดงได้ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวชัดเจนแล้วทั้งในช่วงนี้และอนาคตพวกผมไม่ได้เข้าข้างสีใดสีหนึ่ง แต่ที่ไม่ได้ออกมาแสดงจุดยืนช่วงที่กลุ่มเสื้อเหลืองชุมนุมในอดีตนั้นเพราะยังไม่มีประสบการณ์ว่า การชุมนุมส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวอย่างไรบ้าง แต่เวลานี้มีประสบการณ์ ได้เห็นผลกระทบ จึงต้องออกมาแสดงท่าที -นายเจริญกล่าวให้เหตุผลว่าทำไมตอนพันธมิตรชุมนุม ไม้รู้สึกเดือดร้อนบ้าง
พธม.ชุมนุมยืดเยื้อ193วันยึดสนามบินไม่เดือดร้อน เสื้อแดงม็อบไม่ถึง20วันใส่เสื้อขาวต้าน
โดยนายเจริญ วังอนานนท์ โฆษกเฟสต้า เปิดเผยภายหลังการประชุมวานนี้ว่า ได้นัดรวมตัวผู้ประกอบการ และพนักงานในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ประมาณ 1,400 คน ที่สวนลุมพินี บริเวณหน้าอนุสาวรีย์รัชกาลที่ 6 ในวันที่ 2 เม.ย.นี้ เวลา 16.00 น. เพื่อร่วมกันประกาศจุดยืนและออกแถลงการณ์ “ยุติความขัดแย้ง เพื่อท่องเที่ยวไทยทุกฝ่ายหยุดทำร้ายท่องเที่ยวไทย สมานฉันท์เพื่อท่องเที่ยวไทย” ซึ่งในช่วงเวลาเดียวกันจะมีตัวแทนผู้ประกอบการ และพนักงานในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ที่อยู่ในต่างจังหวัด ออกมารวมตัวกันด้วย เช่น เชียงใหม่ อุดรธานี เกาะสมุย สุราษฎร์ธานี กระบี่ ภูเก็ต จันทบุรี และ เมืองพัทยา และยังอยู่ระหว่างการประสานงานให้มากที่สุด
ทั้งนี้ นายกสมาคมต่างๆ ที่เข้าร่วมแสดงจุดยืน จะใส่เสื้อสีขาวส่วนตัวแทนผู้ประกอบการ และพนักงานคนอื่นๆ จะสวมใส่เสื้อผ้าตามอัธยาศัย ใช้เสื้อผ้าหลากสีโดยบางแห่งอาจให้พนักงานสวมชุดเครื่องแบบบริษัทมา ส่วนรูปแบบการแสดงจุดยืนจะไม่เคลื่อนที่ไปไหน เพราะไม่ต้องการให้เกิดความวุ่นวาย แต่จะอยู่ที่อ่านแถลงการณ์จุดยืนของภาคท่องเที่ยว พร้อมชูป้ายผ้า และไม่ต้องการให้เห็นว่า พวกเราเป็นกลุ่มผู้ชุมนุม แต่ต้องการให้เห็นว่าเป็นอีกลุ่มคนไทยที่เสียภาษีและได้รับผลกระทบ จากการชุมนุมทางการเมือง
นายเจริญ กล่าวอีกว่า ตั้งแต่ วันที่ 12 มี.ค. ที่กลุ่มคนเสื้อแดงเริ่มชุมนุมจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาเที่ยวไทยก็ลดลง ซึ่งภาคเอกชนอดทนเรื่อยมา หวังว่าการชุมนุมจะยุติหลังวันที่ 27 มี.ค.ที่ผ่านมา เริ่มมีความหวังหลังจากตัวแทนรัฐบาล และ แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง เจรจากัน 28-29 มี.ค.แต่รอจนล่าสุด กลุ่มคนเสื้อแดงระบุว่าจะนัดชุมนุมกันอีก 3 เม.ย.นี้ ภาคเอกชน มองว่า การชุมนุมไม่มีวันยุติเสียทีบรรยากาศเช่นนี้จะกระทบการท่องเที่ยวไปเรื่อยๆ ขณะที่นักท่องเที่ยวจากญี่ปุ่นและเกาหลี ที่ไม่กังวล เริ่มโทรศัพท์มาสอบถามมากขึ้นว่า ทำไมมีระเบิดเกิดขึ้นทุกวัน ทำไมการประท้วงไม่มีข้อยุติเสียที สิ่งเหล่านี้ทำให้เอกชนกังวลว่าหากปล่อยเป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ อุตสาหกรรมท่องเที่ยวจะย่ำแย่เหมือนกับ 2-3 ปีที่ ผ่านมา ที่คนในอุตสาหกรรมเป็นหนี้กัน และหวังว่าจะได้ปลดหนี้กันในปีนี้ เพราะการท่องเที่ยวเริ่มฟื้นมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้วมาจนถึงเดือน ม.ค.และก.พ.ปีนี้ แต่สุดท้ายต้องมาชะงักในเดือน มี.ค.อีก จึงอยากออกมาแสดงจุดยืนให้ยุติความขัดแย้งเสียที
“พวกผมไม่ได้เข้าข้างสีใดสีหนึ่ง แต่ที่ไม่ได้ออกมาแสดงจุดยืนช่วงที่กลุ่มเสื้อเหลืองชุมนุมในอดีตนั้นเพราะยังไม่มีประสบการณ์ว่า การชุมนุมส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวอย่างไรบ้างแต่เวลานี้มีประสบการณ์ ได้เห็นผลกระทบ จึงต้องออกมาแสดงท่าที หลังจากออกมารวมตัวแสดงจุดยืนกันวันที่ 2 เม.ย.แล้ว เฟสต้า จะประเมินผลตอบรับอีกครั้ง โดยอยากให้เห็นว่าในประเทศนี้ไม่ได้มีแค่รัฐบาลกับกลุ่มคนเสื้อแดง แต่ต้องการให้คนทุกกลุ่มตื่นตัวดูแลประเทศไทยเช่นกัน ในส่วนของรัฐบาลและกลุ่มคนเสื้อแดง อยากให้รีบๆ คุย รีบๆ ตกลงกันให้ได้เพราะตอนนี้ท่องเที่ยวแย่แล้ว ไม่อยากให้บรรยากาศแบบนี้คงอยู่ไปอีกนานจากเดิมรัฐบาลถอยมาระดับหนึ่ง ประกาศจะยุบสภาใน 9 เดือนแล้ว ก็อาจจะถอยลงมาเหลือ 6-8 เดือน ส่วนกลุ่มคนเสื้อแดงต้องถอยเช่นกัน เพราะถ้าตกลงกันได้ก็ได้ประโยชน์กันทั้งหมด” นายเจริญ กล่าว
นายประกิจ ชินอมรพงษ์ นายกสมาคมโรงแรมไทย กล่าวว่า การชุมนุมที่ยืดเยื้อส่งผลกระทบต่อธุรกิจโรงแรมแล้ว โดยหากคำนวณจากตัวเลขรายได้ด้านการท่องเที่ยวทั้งปีนี้ ที่หลายฝ่าย ประเมินไว้ 600,000 ล้านบาท เท่ากับว่า จะมีรายได้ เดือนละ 50,000 ล้านบาท แต่จากตัวเลขที่สมาคมโรงแรมได้รับพบว่า อัตราเข้าพักโรงแรมต่าง ๆ หายไป 20% แล้วในช่วงที่มีการชุมนุม หมายความว่าภายใน 1 เดือนที่มีการชุมนุมนี้ ทำให้รายได้ของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวโดยรวมหายไปแล้ว 10,000 ล้านบาท หากการชุมนุมยังยืดเยื้อต่อไปอีกหลายเดือนจะเสียหายกว่านี้อีกหลายหมื่นล้านบาท
ขณะที่ นายวิชิต ประกอบโกศล นายกสมาคมผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวไทย-จีน กล่าวว่า ตอนนี้ชัดเจนแล้วว่าเครื่องบินเช่าเหมาจากจีนที่จะเข้ามาไทยช่วงสงกรานต์จากเดิม100 เที่ยวบิน จะเหลือแค่ 50-60เที่ยวบินเท่านั้น กระทบจำนวนนักท่องเที่ยวหายไป 20,000-40,000 คน รายได้เข้าประเทศหายไป 500-1,000ล้านบาทต่อเดือน
ฝรั่งลุยซื้อหุ้นไทย มองผลกระทบม็อยคลี่คลายแล้ว
ฝรั่งบ่ยั่นม็อบ-นักท่องเที่ยวต่างชาติแลกเปลี่ยนเงินในใจกลางกรุงเทพฯ แม้กลุ่มเสื้อแดงจัดชุมนุมใหญ่ในเมืองหลวง แต่ก็ไม่อาจหยุดนักลงทุนต่างประเทศให้นำเงินเข้ามาลงทุนในประเทศไทยได้ รวมทั้งการลงทุนในหุ้นและพันธบัตร ค่าเงินบาททะยานแข็งค่ามากที่สุดในรอบ 22 เดือน ส่วนหุ้นไทยขึ้นสูงสุดในรอบ2 ปี(ภาพข่าว:สำนักข่าวรอยเตอร์)
ตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง ภาคเช้าวันนี้(1เม.ย.)ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นเหนือแนวต้านจิตวิทยาบริเวณ 800 จุด ขึ้นมาปิดทำการที่ 802.82 จุด สูงขึ้นจากวันก่อน 14.84 จุด มูลค่าการซื้อขายหนาแน่น 15,569ล้านบาท
โดยดัชนีหุ้นไทยปรับตัวขึ้นตลอดในช่วงที่เสื้อแดงจัดการชุมนุม โดยก่อนหน้าการชุมนุมเมื่อวันที่ 11 มีนาคม อยู่ที่725 จุด เท่ากับว่าล่าสุดขึ้นมา 75 จุดแล้วในช่วงที่มีการชุมนุมโดยสันติ
ขณะที่นักลงทุนต่างชาติเป็นฝ่ายซื้อสุทธิต่อเนื่อง โดยตลอดเดือนมีนาคมที่ผ่านมาซื้อสุทธิสูงถึง 44,600 ล้านบาท(ดูรายละเอียด)
ฝ่ายวิจัยของซิติกรุ๊ป บริษัทโบรกเกอร์นายหน้าค้าหลักทรัพย์ต่างชาติรายสำคัญ ออกบทวิจัยเมื่อ 30 มีนาคม ให้เป้าหมายว่าหุ้นไทยจะขึ้นไป 915 จุด โดยระบุว่าปัจจัยเสี่ยงทางการเมืองลดลง เพราะเสื้อแดงชุมนุมโดยสันติ และการเผชิญหน้าไม่ตึงเครียด
สำนักข่าวบลูมเบิร์ก ซึ่งเป็นสำนักข่าวทางด้านเศรษฐกิจการเงินที่สำคัญของโลก รายงานว่า ก่อนเสื้อแดงจัดม็อบมีการโหมกระแสว่าจะเป็นไปด้วยความรุนแรงทำให้หุ้นตกมาเมื่อเดือนก่อน แต่พอมีชุมนุมจริงไม่มีเหตุรุนแรง เป็นไปโดยสันติ ต่างกับการชุมนุมของพันธมิตรในปี2549ที่เต็มไปด้วยความรุนแรงทั้งการยึดทำเนียบ และยึดสนามบิน และการทำรัฐประหารโค่นล้มทักษิณ
บลูมเบิร์กสัมภาษณ์บัณฑูร ล่ำซำชี้นักธุรกิจชินกับม็อบแล้ว
สำนักข่าวบลูม้เบิร์ก สำนักข่าวชั้นนำในโลกการเงินการลงทุนรายงานข่าว โดยสัมภาษณ์นายบัณฑูร ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารธนาคารกสิกรไทย แบงก์พาณิชย์รายใหญ่อันดับ3ของประเทศระบุว่า"ถึงแม้การประท้วงจะรุนแรงหรือนองเลือดก็ไม่มีผลทำลายเศรษฐกิจ"เพราะการประท้วงเกิดขึ้นตลอดเวลาอยู่แล้วในประเทศไทย"
บลูมเบิร์กรายงานว่า ไม่ได้มีแต่ชาวชนบทเข้าร่วมการประท้วง นายสิริวร นิมิตรศิลมา อายุ 67 ปี ซึ่งไปอาศัยอยู่ในสหรัฐอเมริกานานถึง46ปี และได้กลับมาประเทศไทยในปี2549ก็เข้าร่วมชุมนุมประท้วง โดยบอกว่าเขาประท้วงเพื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เพราะ"เขาเป็นนายกรัฐมนตรีในดวงใจของพวกเรา หากนายอภิสิทธิ์คิดว่าเขาทำเพื่อคนส่วนใหญ่ ก็แล้วทำไมจึงไม่จัดการเลือกตั้งใหม่ คืนอำนาจให้ประชาชนเสียหละ?"
บลูมเบิร์กรายงานการสัมภาษณ์นายแพทย์เหวง โตจิราการ ผู้นำการประท้วงที่ยืนยันว่าจะจัดการชุมนุมโดยสันติปราศจากอาวุธ หากใครใช้อาวุธหรือความรุนแรงขอให้เข้าใจว่าไม่ใช่เสื้อแดง"เราต้องการให้ยุบสภา จัดเลือกตั้งใหม่เท่านั้น ไม่มีอย่างอื่น"
ยึดทำเนียบหมอกุศลยังทำมาแล้ว ผิดจรรยาแพทย์ป้ายสีเลือดเสื้อแดงย่อมนับว่าธรรมดา
ที่มา Thai E-Newsผลงานยึดทำเนียบเป็นประกัน-นายแพทย์กุศล ประวิชไพบูลย์ ที่อ้างเป็นกลุ่มพี่น้องมหิดลตรวจเลือดคนเสื้อแดงพบโรคร้ายและมีเลือดควายเจือปน มีปูมประวัติร่วมชุมนุมยึดทำเนียบรัฐบาลกับกลุ่มพันธมิตร โดยได้ขึ้นเวทีปราศรัยในเวทีชุมนุมในทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2551 ซึ่งเป็นช่วงท้ายๆที่พันธมิตรกำลังยึดสนามบินสุวรรณภูมิอยู่ด้วย(คลิ้กฟังคำปราศรัยของนายแพทย์กุศลบนเวทีพันธมิตรยึดทำเนียบรัฐบาล)
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
1 เมษายน 2553
ไม่เนียน!หมอกุศลตรวจเลือดเสื้อแดงที่แท้เคยร่วมพธม.ยึดทำเนียบรัฐบาล
น.พ.กุศล ประวิชไพบูลย์ ผู้ออกมาระบุตรวจเลือดคนเสื้อแดงเจอไวรัสตับอักเสบ-เชื้อเอดส์ และพบเป็นเลือดวัว เลือดควายเจือปนนั้น จากการตรวจสอบพบว่าแพทย์คนนี้เป็นแพทย์ทางด้านเสริมจมูก ศัลยกรรมใบหน้า ชื่อเฟเชียลคลินิก เคยมีประวัติต่อต้านอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร โดยเคยเข้าชื่อต่อต้านทักษิณก่อนถูกทำรัฐประหารเพียงไม่กี่วัน(ดูรายละเอียด)
นายแพทย์กุศลยังเคยเข้าร่วมกิจกรรมชุมนุมยึดทำเนียบรัฐบาลกับกลุ่มพันธมิตร โดยได้ขึ้นเวทีปราศรัยในเวทีชุมนุมในทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2551 ซึ่งเป็นช่วงท้ายๆที่พันธมิตรกำลังยึดสนามบินสุวรรณภูมิอยู่ด้วย(คลิ้กฟังคำปราศรัยของนายแพทย์กุศลบนเวทีพันธมิตรยึดทำเนียบรัฐบาล)
รพ.รามา ปัดตรวจเลือดเสื้อแดง-แพทยสภาเตือน "พี่น้องมหิดล" อาจเข้าข่ายผิดวิชาชีพ
ผอ.รพ.รามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ยัน รพ.รามาธิบดีไม่เคยมีการนำเลือดคนเสื้อแดงมาตรวจ ปัดไม่รู้จัก นพ.กุศล ประวิชไพบูลย์ ด้านแพทยสภาเตือน "พี่น้องมหิดล" อาจเข้าข่ายกระทำผิดวิชาชีพแพทย์กรณีตรวจเลือดม็อบ ชี้ต้องนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะอนุกรรมการจริยธรรมแพทยสภา 8 เมษานี้
จากกรณีที่กลุ่มพี่น้องมหิดล นำโดย น.พ.กุศล ประวิชไพบูลย์ ได้ยื่นหนังสือถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ขอให้รัฐบาลออกมาตรการดูแลประชาชนที่ไปชุมนุมกับกลุ่มคนเสื้อแดงที่อาจติดเชื้ออันเนื่องมาจากการเทเลือดไปตามสถานที่ต่างๆ และได้มีการแถลงข่าวถึงการเก็บตัวอย่างเลือดของกลุ่มคนเสื้อแดงไปตรวจยังห้องแล็ปโรงพยาบาลรามาธิบดีว่า พบเชื้อไวรัสติดต่อร้ายแรง 3 ชนิด คือ เชื้อไวรัสตับอักเสบบี เชื้อไวรัสตับอักเสบซี และเชื้อไวรัสเอชไอวี (เชื้อเอดส์) นอกจากนี้จากการตรวจผลดีเอ็นเอยังพบว่าเลือดดังกล่าวมีส่วนผสมของเลือดหมู และเลือดคนผสมกัน
วันนี้ (1 เม.ย.53) เว็บไซต์เดลินิวส์รายงานว่า รศ.นพ.ธันย์ สุภัทรพันธุ์ ผอ.รพ.รามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวถึงกรณีที่มีการอ้างว่าเก็บตัวอย่างส่งตรวจที่ห้องปฏิบัติการของโรงพยาบาลรามาธิบดีว่า ไม่รู้จัก นพ.กุศล ประวิชไพบูลย์ และคิดว่านายแพทย์คนดังกล่าว ก็คงไม่ได้ทำงานอยู่ในโรงพยาบาลรามาธิบดี และไม่ได้เป็นคนของโรงพยาบาล
ทั้งนี้ จากการสอบถามไปยังหัวหน้าภาควิชาพยาธิวิทยา ก็ไม่พบว่า มีการส่งเลือดมาตรวจ อีกทั้ง โรงพยาบาลรามาธิบดี ไม่เคยให้บริการตรวจเลือดในลักษณะเช่นนี้ ดังนั้น ยืนยันว่าโรงพยาบาลรามาธิบดีไม่ได้ตรวจเลือดผู้ชุมนุมอย่างแน่นอน ส่วนที่มีการอ้างว่า ทางรามาฯ เป็นผู้ตรวจเลือด อาจเพราะเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ จึงขอชี้แจงว่าการจะเอาเลือดใครมาตรวจจะต้องมีการลงทะเบียนมีผู้นำส่งตรวจ จู่ๆ ใครจะเอาเลือดมาตรวจไม่ได้ ถ้ามีจริงทางหัวหน้าภาควิชาพยาธิวิทยาจะต้องรู้
ในส่วนความคิดเห็นจากองค์กรแพทยสภาต่อกรณีดังกล่าว มติชนออนไลน์รายงานว่า นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา นายกแพทยสภา กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวต้องนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะอนุกรรมการจริยธรรมแพทยสภาที่จะมี การประชุมในวันที่ 8 เมษายนนี้ โดยต้องมีการพิจารณาว่าการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายผิดหลักเกณฑ์นำวิชาชีพเวชกรรมไปทำในสิ่งที่ไม่ใช่วิชาชีพแพทย์หรือไม่ และต้องแยกเรื่องดังกล่าวออกจากประเด็นการเมือง ซึ่งหากมีเชื้อเอชไอวีจริงผู้ที่โดนสาดใส่ตามร่างกายก็สามารถมาร้องต่อแพทยสภาได้ หากมีการติดเชื้อ ส่วนโอกาสการติดเชื้อเอดส์ ถือเป็นเรื่องยากเนื่องร่างกายมีผิวหนังป้องกัน ยกเว้นแต่มีบาดแผลและถูกสาดด้วยเลือดที่มีเชื้อเข้มข้น
ด้าน นพ.ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า ตามหลักวิชาการทางการแพทย์ หากใครก็ตามที่ได้รับเลือด หรือคิดว่าตนเองเสี่ยงที่จะติดเชื้อเอดส์ เช่น กรณีที่เลือดเข้าตา ปาก หรือแผล สามารถขอรับยาต้านเชื้อไวรัสเอชไอวีได้ ซึ่งต้องรับยาในระยะเวลาเร็วที่สุดภายใน 24-48 ชั่วโมง และต้องตรวจเลือดซ้ำทุก 3 เดือน หากไม่พบก็ถือว่าไม่ติดเชื้อ ซึ่งได้แนะนำผู้ที่คิดว่าตนเองเสี่ยงให้รับยาเร็วที่สุดตั้งแต่วันแรก แต่หากยังกังวลก็สามารถไปรับการตรวจเลือดได้อีก
"เชื้อไวรัสตับอักเสบ ถือว่าติดต่อได้ยาก จะต้องโดนเข็มแทง หรือรับโดยตรงปริมาณมาก จึงไม่ค่อยน่าเป็นห่วง แต่เชื้อเอดส์ถือว่าน่าเป็นห่วงที่สุด หากเข้าตาถือว่าอันตรายมากกว่าบริเวณอื่น เพราะหากเข้าปากยังมีน้ำย่อยค่อยทำลายได้ หรือหากมีแผลตามมือ เท้า ประกอบกับขึ้นอยู่กับขนาดแผลและความเข้มข้นของเชื้อ โอกาสก็จะสูงตามไปด้วย แต่หากพบเพียงแผลถลอกเล็กน้อยโอกาสเสี่ยงก็น้อยลง ซึ่งจากเหตุการณ์ดังกล่าวมีผู้สื่อข่าว ที่โดนเลือดเข้าตา ก็ได้แนะนำให้รับยาจากกรมควบคุมโรคไปแล้ว" นพ.ไพจิตร์ กล่าว
นพ.ไพจิตร์ กล่าวด้วยว่า ยังไม่ทราบข้อเท็จจริงเรื่องผลการตรวจเลือด คงจะประสานไปยังทางโรงพยาบาลที่รับตรวจเสียก่อน





