ที่มา Thai E-Newsเสื้อแดงยึดไม่เท่าไหร่-ผู้ชุมนุมพักเอาแรงใกล้กับป้ายโฆษณาสินค้าแบรนด์เนมในห้างสรรพสินค้าย่านราชประสงค์ ส่วนภาพล่างนักท่องเที่ยวถือโอกาสใส่เสื้อแดงทัวร์ม็อบ เก็บภาพไว้เป็นที่ระลึก(ภาพข่าว:AP)
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
5 เมษายน 2553
เสื้อแดงไม่เคลื่อนบุกสีลม ขอตรึงราชประสงค์-ร้องกกต.คดีปชป.258ล้าน
เมื่อเวลา 10.00 น. นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายจตุพร พรหมพันธุ์ และ นพ.เหวง โตจิราการ ร่วมกันแถลงข่าว โดย นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ตนขอยืนยันว่า การชุมนุมของคนเสื้อแดง มีสิทธิ์ที่จะชุมนุม ปักหลักอยู่ที่แยกราชประสงค์ต่อไปโดยจะไม่มีการรื้อถอน และเคลื่อนย้ายการชุมนุม ถึงแม้ว่า รัฐบาลจะออกคำเตือน รวมทั้ง จะดำเนินการฟ้องศาลก็ตาม ซึ่งในขณะนี้ ทาง นชป. ได้ให้ฝ่ายกฎหมายไปเตรียมตัวรออยู่ที่ศาลแล้ว เพื่อเตรียมยื่นคำร้องขอคัดค้านการยื่นของรัฐบาล ที่จะมีการดำเนินการ อย่างไรก็ตาม นปช. มีความเคารพในดุพินิจและคำวินิจฉัยของศาลที่จะออกมาซึ่งศาลหากศาลมีความเห็นว่า ให้คนเสื้อแดงเคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่แยกราชประสงค์ ฝ่ายกฎหมายของนปช. ก็พร้อมที่จะขอยื่นอุทธรณ์คำสั่งในทันที
นายณัฐวุฒิ กล่าวถึงข่าวที่รัฐบาลเตรียมที่จะออกหมายจับแกนนำ นปช. ทั้ง 4 คนนั้น ว่า ตนได้รับทราบข่าวมาว่า ในวันพรุ่งนี้ (6 เม.ย.) ทางรัฐบาลได้เตรียมตำรวจหน่วยอรินทราช ไว้คอยรวบตัว แกนนำนปช. ซึ่งตนขอฝากบอกไปยังรัฐบาลได้เลยว่า ถ้าอยากจะจับพวกเราก็ขอให้จับเลยในวันนี้ ไม่ต้องรอให้ถึงวันพรุ่งนี้ ถ้ามีหมายจับออกมาพวกเราจะไม่หนีไปไหนจะให้จับอยูที่นี่
"หากแกนนำนปช.ทั้ง 4 คน ถูกจับ เราได้เตรียม แกนนำรุ่น 2 แต่ถ้าหาก แกนนำรุ่นที่ 2 ถูกจับ เราก็มีแกนนำรุ่น 3 เอาไว้และถ้าหากแกนนำรุ่นที่ 3 ถูกจับอีกคนเสื้อแดงทั้งแผ่นดินก็ให้แปรตัวเป็นกองทัพเสรีชนที่จะลุกขึ้นต่อสู้ในทันที ส่วน คนเสื้อแดงที่อยู่ในต่างหากเป็นไปได้ ถ้าสะดวกก็ขอให้เดินทางมาชุมนุมในกรุงเทพ ฯ แต่ถ้าไม่สามารถมาได้ ก็ให้ปักหลักต่อสู้ในพื้นที่ และ คอยรอดูสถานการณ์"
นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า สำหรับในวันนี้ เวลา 12.00 น.นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ และนายขวัญชัย ไพรพนา แกนนำคนรักอุดร จะนำขบวนรถจากสะพานผ่านฟ้าฯ เพื่อไปยังสำนักงานคณะกรรมการเลือกตั้ง เพื่อติดทวงถามพิจารณาคดี เงินบริจาค 258 ล้านบาทของพรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจากเราเห็นว่า คดีดังกล่าวมีความยืดเยื้อมาเป็นเวลานานและกกต.มีท่าทีที่จะช่วยยื้อเวลาให้กับพรรคประชาธิปัตย์
บุกกกต.ขอเคลียร์อภิชาตหากไม่ยอมพบขู่ลุย
เวลาราว 11.30 น.นายขวัญชัยนำผู้ชุมนุมถึงกกต.แจ้งวัฒนะ และเรียกร้องขอพบนายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานกกต.เพื่อขอคำตอบว่าเมื่อไหร่จะมีมติดำเนินการกับพรรคประชาธิปัตย์คดี258ล้านบาท ทั้งที่หลักฐานชัด ขณะที่พรรคการเมืองอื่นมีการจ้างพยานเท็จ แต่กลับมีการยุบพรรค
นายขวัญชัยปราศรัยว่าหากนายสุชาติไม่ยอมมาพบเพื่อให้คำตอบก็อาจทำให้ผู้ชุมนุมหมดความอดทน และหากตำรวจจะสลายการชุมนุมก็พร้อมที่จะให้สลาย แต่ต้องระวังเหตุการณ์น้ำผึ้งหยดเดียวด้วย
เสื้อแดงตั้งทีมงานให้ศูนย์การค้าเปิดได้ตามปกติ
นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) แถลงเมื่อค่ำวานนี้ว่า แกนนำนปช. มีมติจะชุมนุมที่บริเวณแยกราชประสงค์ต่อเนื่องไม่มีกำหนด จนว่านายกรัฐมนตรีจะประกาศยุบสภาเท่านั้น ในวันที่ 5 เม.ย.จะมีการเคลื่อนขบวนคนเสื้อแดงไปในพื้นที่ กทม. เพื่อยกระดับการชุมนุมให้เข้มข้นขึ้น โดยจะเคลื่อนพลด้วยรถยนต์เป็นหลัก ส่วนรูปแบบจะแถลงให้ทราบอีกครั้งในเวลา 10.00 น.วันที่ 5 เม.ย. ซึ่งจะคาบเกี่ยวกับประกาศของศอ.รส. ฉบับที่ 6 ที่ห้ามคนเสื้อแดงใช้เส้นทาง11 เส้นทาง
สำหรับความเดือดร้อนของกลุ่มนักธุรกิจในย่านนี้นั้น นายณัฐวุฒิกล่าวว่า ทางนปช.ได้ตั้งทีมงานขึ้นมาเพื่อประสานงานกับนักธุรกิจที่ไม่สามารถเปิดกิจการได้ในขณะนี้ว่า ทางกลุ่มเสื้อแดงพร้อมจะให้ความร่วมมือและเปิดห้างได้ตามปกติ โดยถือว่า กลุ่มเสื้อแดงเป็นผู้ซื้อที่สำคัญ ที่นำลูกค้ามาถึงที่หน้าห้างนับแสนคน ดังนั้น นักธุรกิจที่เดือดร้อนสามารถส่งคนกับหารือกับทีมงานได้
"ที่ร้านค้าและห้างสรรพสินค้าได้รับผลกระทบจากการชุมนุมของกลุ่มนปช.ที่สี่แยกราชประสงค์นั้น จะมีการเชิญผู้ประกอบการมาหารือ เพื่ออำนวยความสะดวกว่าหากผู้ประกอบการรายใดต้องการเปิดเพื่อค้าขาย ทางกลุ่มคนเสื้อแดงก็ยินดีให้ความร่วมมือ"นายณัฐวุฒิ กล่าว
นายชาย ศรีวิกรม์ นายกสมาคมผู้ประกอบการวิสาหกิจในย่านราชประสงค์ กล่าวว่า ผู้ประกอบการในย่านธุรกิจนี้ อยู่ระหว่างประเมินสถานการณ์ร่วมกับตำรวจ ก่อนตัดสินใจเปิดให้บริการหรือไม่ รวมถึงการประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจสำหรับการชุมนุมครั้งนี้ด้วย "เบื้องต้นมีความเห็นร่วมกันว่าจะไม่ยอมเป็นเครื่องมือกดดันรัฐบาลให้ปฏิบัติตามข้อเรียกร้องของกลุ่มผู้ชุมนุมอย่างแน่นอน" นายชายกล่าว
รถไฟฟ้าเฮคนใช้บริการเพิ่มอื้อ
นายอาณัติ อาภาภิรม ที่ปรึกษาคณะกรรมการ บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ บีทีเอส กล่าวว่า รถไฟฟ้าบีทีเอสยังคงเปิดให้บริการประชาชนใช้บริการตามปกติ ซึ่งทางบีทีเอสได้เตรียมมาตรการรองรับความปลอดภัย ด้วยการสั่งให้เจ้าหน้าที่เฝ้าระวังเป็นพิเศษ ด้วยการเพิ่มเวรยาม พร้อมทั้งประสานงานกับเจ้าหน้าที่รัฐในการสอดส่องระวังวินาศภัย และเหตุระเบิด รวมทั้งติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ในการปิดถนนบริเวณสี่แยกราชประสงค์เมื่อวันที่ 3 เมษายนที่ผ่านมา มีจำนวนผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอส ประมาณ 300,000 คน เพิ่มขึ้นจากเดิม 30,000-40,000 คน
AOCระบุชุมนุมเสื้อแดงไม่กระทบการธุรกจการบินระหว่างประเทศ แต่หากประกาศฉุกเฉินหนักแน่
นายคงศักดิ์ หิรัญพฤกษ์ ประธานคณะดำเนินงานด้านธุรกิจการบิน (AOC) เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคมที่ผ่านมา พบว่า ปริมาณนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าประเทศไทย ผ่านท่าอากาศยานนานาชาติของไทย จำนวนผู้เดินทางยังอยู่ในระดับปกติ เฉลี่ยวันละ 80,000 - 90,000 คน ซึ่งปัญหาการเมืองดังกล่าว หากเป็นการใช้สิทธิ์ทางการเมืองตามระบอบประชาธิปไตย ก็เชื่อว่านักท่องเที่ยวต่างชาติจะเข้าใจ โดยก่อนหน้านี้ นักท่องเที่ยวที่มีความวิตกกังวล และระงับการเดินทางมาไทย ก็จะเป็นนักท่องเที่ยวจากจีน หรือจากเอเซียตะวันออก เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี ซึ่งรัฐบาลของประเทศเหล่านี้ได้ออกประกาศเตือนนักท่องเที่ยวในประเทศตัวเอง ส่วนนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคอื่น ยังเดินทางเข้าประเทศไทย เป็นปกติ
ส่วนการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงที่บริเวณสี่แยกราชประสงค์นั้น ซึ่งถือเป็นจุดท่องเที่ยวสำคัญจุดหนึ่งในกรุงเทพมหานคร เห็นว่าทำให้นักท่องเที่ยวส่วนหนึ่งไม่ได้รับความสะดวกในการเดินทาง และขาดแหล่งจับจ่ายใช้สอยไปจุดหนึ่ง แต่ก็ไม่ใช่จุดสำคัญที่จะกระทบทำให้นักท่องเที่ยว ไม่เดินทางมาไทย หรือกรุงเทพมหานคร เพราะการเดินทางมาประเทศไทยของนักท่องเที่ยว ผ่านท่าอากาศยานนั้น ส่วนใหญ่ ก็จะเดินทางไปท่องเที่ยวยังจังหวัดอื่นๆ ของแต่ละภูมิภาคทันที
นอกจากนี้ หากการควบคุมสถานการณ์การชุมนุมของรัฐบาลยังใช้แค่ในระดับ พ.ร.บ.ความมั่นคง เท่านั้น ก็จะไม่กระทบกับความมั่นใจของนักเที่ยว แต่หากมีการประกาศ พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อควบคุมสถานการณ์เมื่อใด ซึ่งเรื่องนี้จะมีปัญหาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการประกันภัย ซึ่งก็จะสร้างความไม่มั่นใจแก่นักท่องเที่ยว และธุรกิจท่องเที่ยวได้ ซึ่งหากมีการประกาศใช้เมื่อใด คงต้องมีการประเมินผลกระทบที่เกี่ยวกับการเดินทางและการท่องเที่ยวใหม่อีก ครั้ง ที่สำคัญในส่วนของ AOC คาดหวังว่าสถานการณ์การชุมนุม จะคลี่คลายด้วยการเจรจา และไม่เกิดเหตุรุนแรงขึ้น
ทางด้านvoice tv อ้างรายงานข่าวจากสื่อมวลชนต่างประเทศว่า เห็นต่างจากรัฐบาล เชื่อการชุมนุมยังสันติ ไม่กระทบกับเศรษฐกิจ หรือการท่องเที่ยวมากนัก
นักท่องเที่ยวต่างชาติเพียง0.7%ที่กลัวปัญหาการเมืองไม่กล้าแนะนำเพื่อนมาเที่ยวกรุงเทพฯ
ฝรั่งบ่ยั่นม็อบ-นักท่องเที่ยวต่างชาติแลกเปลี่ยนเงินในใจกลางกรุงเทพฯ แม้กลุ่มเสื้อแดงจัดชุมนุมใหญ่ในเมืองหลวง แต่ก็ไม่อาจหยุดนักลงทุนต่างประเทศให้นำเงินเข้ามาลงทุนในประเทศไทยได้ รวมทั้งการลงทุนในหุ้นและพันธบัตร ค่าเงินบาททะยานแข็งค่ามากที่สุดในรอบ 22 เดือน ส่วนหุ้นไทยขึ้นสูงสุดในรอบ2 ปี(ภาพข่าว:สำนักข่าวรอยเตอร์)
เมื่อสัปดาห์ก่อน ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ (กรุงเทพโพลล์)เปิดเผยผลการสำรวจความเห็นของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติต่อการมาท่องเที่ยวกรุงเทพฯ ในช่วงการชุมนุมทางการเมือง พบว่า มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่ระบุว่าสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองเกิดขึ้นส่งผลต่อการตัดสินใจมาท่องเที่ยว กรุงเทพฯ มากถึงร้อยละ 41.4 ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวจากการ สำรวจเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม — 1 พฤศจิกายน 2552 ที่ร้อยละ 19.3
ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวร้อยละ 75.5 มีความต้องการจะกลับมาเที่ยวกรุงเทพฯ อีกครั้ง ร้อยละ 2.7 จะไม่กลับ และร้อยละ 21.8 ยังไม่แน่ใจ
ร้อยละ 82.8 ยินดีที่จะแนะนำและบอกต่อให้ผู้อื่นมาเที่ยวกรุงเทพฯ ร้อยละ 0.7 จะไม่แนะนำ (โดยให้เหตุผลว่า มีปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง เสียงดัง และทางเดินเท้าไม่สะอาด) และ ร้อยละ 16.5 ไม่แน่ใจ
และเมื่อสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับเมืองหลวงที่น่าท่องเที่ยวมากที่สุด 5 อันดับแรกในความเห็นของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางมาท่องเที่ยวกรุงเทพฯ (เปรียบเทียบเฉพาะ 11 เมืองในกลุ่มเครือข่ายเมืองใหญ่แห่งเอเชีย 21 (The Asian Network of Major Cities 21 หรือ ANMC21) ได้แก่ กรุงเดลี กรุงฮานอย กรุงจาการ์ตา กรุงกัวลาลัมเปอร์ กรุงมะนิลา กรุงโซล กรุงโตเกียว กรุงไทเป กรุงย่างกุ้ง สิงคโปร์ และกรุงเทพมหานคร) พบว่า อันดับ 1 กรุงเทพฯ ประเทศไทย ยังเป้นเมืองหลวงที่น่าท่องเที่ยว ร้อยละ 31.9 อันดับ 2 กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ร้อยละ 19.0 อันดับ 3 สิงคโปร์ ประเทศสิงคโปร์ ร้อยละ 12.6 อันดับ 4 กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ร้อยละ 8.8 อันดับ 5 กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม ร้อยละ 7.6
ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ (กรุงเทพโพลล์) ได้สำรวจโดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป บริเวณแหล่งท่องเที่ยวที่ชาวต่างชาตินิยมไป 8 แห่งของกรุงเทพฯ ได้แก่ 1) ถนนข้าวสาร 2) ถนนสีลม 3) ประตูน้ำ - พระพรหม — แยกราชดำริ 4) ตลาดนัดจตุจักร - สวนจตุจักร 5) วัดพระแก้ว — วัดโพธิ์ 6) สถานีรถไฟหัวลำโพง - ถนนเยาวราช
7) ถนนสุขุมวิท - แยกอโศก 8) สวนลุมไนท์บาซาร์ ได้กลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 449 คน เป็นเพศชายร้อยละ 55.5 และ เพศหญิงร้อยละ 44.5
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Monday, April 5, 2010
เสื้อแดงตรึงราชประสงค์ไม่เท่าไหร่ ธุรกิจการบินหนักใจผวามาร์คลุแก่อำนาจประกาศฉุกเฉิน
คนไทยทั่วโลกฮือต้านสลายเสื้อแดง เจอแน่ประจานทางสากล อนาถกก.สิทธิฯไฟเขียวปราบ
ที่มา Thai E-News
หนุนช่วยทางสากล-ใจ อึ๊งภากรณ์ และชาวไทยในยุโรปร่วมกันออกแถลงการณ์สนับสนุนข้อเรียกร้องของเสื้อแดง และคัดค้านการใช้ความรุนแรงของรัฐต่อผู้ชุมนุม
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
4 เมษายน 2553
ศอ.รส.ออกประกาศฉบับที่ 6 เพื่อสกัดไม่ให้กลุ่มเสื้อแดงเข้าไปชุมนุมในพื้นที่ย่านสีลม ในกลางธุรกิจสำคัญ ขณะที่ 1 ในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติให้สัมภาษณ์โทรทัศน์ช่องNBTในช่วงเวลาราว13.30น.วันนี้ เปิดทางให้รัฐบาลดำเนินการสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดงได้ โดยให้เหตุผลว่าฝ่ายเสื้อแดงละเมิดสิทธิของผู้อื่นก่อน ส่วนรัฐบาลก็ถือว่าได้ปฏิบัติตามขั้นตอนแล้ว ขณะที่คนไทยในสหรราชอาณาจักร และในหลายประเทศทั่วโลกออกแถลงการณ์ฉบับหนึ่งคัดค้านการใช้ความรุนแรงต่อผู้ชุมนุม และสนับสนุนข้อเรียกร้องให้ยุบสภา

นายแพทย์แท้จริง ศิริพาณิช 1ในกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับวรวีร์ วูวณิช ผู้ดำเนินรายการสถานีโทรทัศน์NBTในช่วงเวลาราว13.30น.วันนี้ ระบุในตอนหนึ่งว่า เท่าที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติติดตามสถานการณ์อยู่ในเวลานี้ เห็นว่าผู้ชุมนุมเสื้อแดงที่ย้ายมาชุมนุมอยู่ย่านราชประสงค์เป็นการกระทำที่ละเมิดสิทธิของผู้อื่นแล้ว เนื่องจากเป็นย่านศูนย์การค้าสำคัญ ย่อมแตกต่างจากการชุมนุมที่สะพานผ่านฟ้า ส่วนฝ่ายรัฐบาลนั้นมีการดำเนินการด้วยความอลุ้มอล่วย โดยเริ่มต้นจากการเจรจาก่อน แต่เมื่อเจรจาไม่สำเร็จก็ดำเนินการตามขั้นตอน เช่น การแจ้งเตือนผู้ชุมนุม การนำประกาศศอ.รส.ไปแจ้งผู้ชุมนุมให้ย้ายออกจากย่านราชประสงค์ และการดำเนินตามขั้นตอนต่อไป หากจะมีการสลายการชุมนุมก็ต้องมีการประกาศแจ้งเตือนก่อน
ทัศนะของกรรมการสิทธิฯคนนี้นับว่าสอดคล้องกับท่าทีของฝ่ายรัฐบาล โดยเฉพาะศอ.รส. และเมื่อไวๆนี้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเพิ่งไปแถลงข่าวร่วมกับนายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในค่ายทหาร รอ.11 โดยระบุว่าฝ่ายเสื้อแดงมีการละเมิดสิทธิของนายกรัฐมนตรี แต่ก็พร้อมจะเป็นกรรมการกลางในการเจรจาระหว่าง 2 ฝ่าย
อย่างไรก็ตามฝ่ายเสื้อแดงปฏิเสธข้อเสนอที่คณะกรรมการสิทธิฯจะเป็นกรรมการกลางในการเจรจา เพราะเห็นว่าขาดความเป็นกลาง
คนไทยในสหราชอาณาจักรออกแถลงการณ์หากปราบม็อบจะลุกฮือประท้วงหน้าสถานทูตไทยในลอนดอน
ขณะที่กลุ่มคนไทยรักประชาธิปไตยในสหราชอาณาจักรได้ออกแถลงการณ์อีกฉบับหนึ่งคัดค้านการที่ศอ.รส.ออกประกาศฉบับที่ 6 มีแนวโน้มจะสลายการชุมนุมของประชาชน โดยระบุว่าหากมีการสลายการชุมนุม ก็จะพากันออกไปประท้วงที่สถานทูตไทยในมหานครลอนดอน โดยมีเนื้อหารายละเอียดดังนี้
วันที่ 4 เมษายน 2553
เรื่อง แถลงการณ์สนับสนุนกลุ่ม นปช.และประชาชนชาวไทยผู้รักประชาธิปไตย เพื่อเรียกร้องรัฐบาลไทยให้ยุบสภาคืนอำนาจอธิปไตยแก่ประชาชนไทยโดยเร็ว
เรียน รัฐบาลไทยของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ กองทัพ
กลุ่มคนไทยรักประชาธิปไตยในสหราชอาณาจักรมีความห่วงใยในสถานการณ์ทางการเมือง ของประเทศไทยในปัจจุบันเป็นอย่างยิ่ง และขอประณามการประกาศใช้ฎหมายเข้าจับกุมและสลายการชุมนุมในวันที่ 4 เมษายน 2553 ตามประกาศ ศอ.รส.ฉบับที่6 อันเป็นการเปิดโอกาสให้รัฐบาลสามารถใช้กองกำลังทหารและตำรวจเข้ามาปราบปรามแยกสลายการชุมนุม ของพี่น้องประชาชนที่กำลังชุมนุมกันอยู่อย่างสงบ สันติและปราศจากอาวุธได้ ซึ่งเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ให้ประชาชนชุมนุมกันได้
เนื่องมาจากการที่กองทัพไทย ได้กระทำการยึดอำนาจโดยการทำรัฐประหาร เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ของ คมช.เป็นต้นมา อันเป็นการทำลายระบบการปกครองในระบอบประชาธิปไตย จนกระทั่งมีการตั้งแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ หรือ นปช.เกิดขึ้นมา โดยมีพี่น้องมวลชนชาวไทยจำนวนมาก ร่วมกันสนับสนุน และแสดงเจตนารมย์เพื่อเรียกร้องให้กองทัพไทย และรัฐบาลภายใต้การนำของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี ให้ยุบสภาและคืนอำนาจให้กับประชาชน เพื่อที่จะได้ใช้สิทธิ์ทำการเลือกตั้ง ตามระบอบประชาธิปไตย โดยเร็ว การที่ประชาชนชาวไทยจำนวนมากได้ออกมาร่วมชุมนุม ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2553 เป็นต้นมา ถึงวันนี้ 4 เมษายน 2553 นับเป็นระยะเวลานานพอสมควรแล้ว แต่รัฐบาลภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ ยังได้แสดงท่าทีเพิกเฉยต่อเสียงของประชาชนส่วนใหญ่ และยังได้ออกประกาศ ศอ.รส.ฉบับที่6 ดังกล่าว
อนึ่ง กลุ่มคนไทยรักประชาธิปไตยในสหราชอาณาจักร จึงได้ออกมายืนยันที่จะอยู่เคียงข้างพี่น้องประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่ ที่รักประชาธิปไตย และขอสนับสนุนกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ หรือ นปช. เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลไทยภายใต้อำนาจของกองทัพ ให้ทำการยุบสภาคืนอำนาจอธิปไตยแต่ประชาชนไทยโดยเร็วที่สุด หากมีการสั่งกองกำลังทหารเข้าทำการปราบปรามพี่น้องประชาชนเมื่อไร พวกเรากลุ่มคนไทยรักประชาธิปไตยในสหราชอาณาจักร จะเดินทางไปที่หน้าสถานทูตประเทศไทย ที่กรุงลอนดอนทันที เพื่อประณามการกระทำที่รุนแรงต่อประชาชน
ขอแสดงความนับถือ
วัฒนา เอ็บเบจช์
กลุ่มคนไทยรักประชาธิปไตยในสหราชอาณาจักร
เวปไซ้ท์ konthaiuk.com
คนไทยในต่างแดนออกแถลงการณ์ทั่วโลกหนุนเสื้อแดงสู้
ขณะเดียวกันคนไทยในต่างประเทศออกแถลงการณ์ฉบับหนึ่งสนับสนุนข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุม และคัดค้านการใช้ความรุนแรงโดยรัฐต่อผู้ชุมนุม โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
แถลงการณ์เรียกร้องรัฐบาลและกองทัพไทยให้คืนอำนาจอธิปไตยแก่ประชาชนไทย ( joint communique from "Overseas Thai for Democracy Against Dictatorship in Thailand")
ตามที่แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ หรือ นปช. พร้อมกับมวลชนไทยจำนวน หลายแสนคนได้ร่วมกันแสดงเจตนารมย์เรียกร้องให้รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ยุบสภาเพื่อคืนอำนาจให้กับประชาชน และให้ประชาชนได้มีสิทธิ์ใช้เสียงของตัวเองในการเลือกตั้งกำหนดทิศทางเดินของประเทศต่อไป อันจะเป็นการแก้ปัญหาความขัดแย้งของคนในชาติโดยวิถีทางประชาธิปไตยเพียงวิถีเดียวนั้น
มวลชนไทยจำนวนหลายแสนคนได้ร่วมกันนัดชุมนุมครั้งล่าสุดตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม ศกนี้จนถึงบัดนี้นับเป็นเวลากว่าสามสัปดาห์แล้ว แต่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ยังคงเพิกเฉย และตั้งเงื่อนไขในการยุบสภาทำให้ความพยายามในการเจรจาเพื่อหาทางออกของประเทศอย่างสงบและสันติยุ่งยากยิ่งขึ้นไปอีก
พี่น้องชาวไทยในต่างแดนจากหลายประเทศรู้สึกห่วงใยในสถานการณ์ทางการเมือง ของประเทศไทยในปัจจุบันเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ประกาศใช้กฎหมายจะเข้าจับกุมสลายการชุมนุมในวันที่ 3 เมษายนศกนี้(อ่านรายละเอียดประกาศศอ.รส.ฉบับที่5) อันจะเป็นการเปิดโอกาสให้รัฐบาลสามารถใช้กองกำลังทหารและตำรวจเข้ามาปราบปรามแยกสลายการชุมนุม ของพี่น้องประชาชนที่กำลังชุมนุมกันอยู่อย่างสงบ สันติและปราศจากอาวุธได้
พวกเราจึงเห็นพ้องต้องกันที่จะประนามการประกาศดังกล่าวของนายอภิสิทธิ์ว่า เป็นการกระทำทำที่ขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ให้ประชาชนชุมนุมกันได้โดยสันติ และขอเรียกร้องให้นายทหารทุกระดับโดยเฉพาะระดับล่างที่ถูกสั่งการให้ปราบปรามประชาชนโปรดฝ่าฝืนคำสั่งในการฆ่าประชาชนคนไทยด้วยกันครั้งนี้้เสีย
การประกาศดังกล่าวของนายอภิสิทธิ์ในครั้งนี้ ยิ่งแสดงให้ประจักษ์อีกครั้งหนึ่งว่านายอภิสิทธิ์หมดความชอบธรรมจากจิตใจของประชาชนคนไทยทั่วโลกโดยสิ้นเชิง นอกเหนือจากการหมดความชอบธรรมในการบริหารประเทศ ด้วยเหตุผลสำคัญ ต่างๆ ดังนี้
1.นายอภิสิทธิ์ได้ขึ้นมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีด้วยความเห็นชอบจากกองทัพ และฝ่ายอนุรักษ์นิยม และปราศจากความเห็นชอบจากประชาชนส่วนใหญ่
2.นายอภิสิทธิ์ เป็นเพียงตัวแทนของฝ่ายอนุรักษ์นิยม และเป็นบุคคลซึ่งไร้จิตวิญญาณ เพื่อประชาธิปไตย และเพื่อมวลชนคนส่วนใหญ่ของประเทศที่ตกทุกข์ได้ยาก พฤติกรรม ”อภิสิทธิ์ชน”ผ่านการหนีทหาร การแทรกแซงสื่อวิทยุโทรทัศน์และสื่อสิ่งพิมพ์ ห้ามไม่ให้สื่อรายงานข่าวของฝ่ายประชาธิปไตย การออกประกาศเพื่อปราบปรามมวลชนคนเสื้อแดงเมื่อเดือนเมษายน 2552 และการบิดเบือนข่าวสารว่าไม่มีการใช้ความรุนแรงต่อมวลชนในเหตุการณ์ดังกล่าว
3.รัฐบาลภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ มีพฤติกรรมบริหารประเทศโดยการทุจริตคอรัป ชั่น นับตั้งแต่บริหารประเทศเป็นระยะกว่าหนึ่งปีที่ผ่านมามีรัฐมนตรีจากพรรคประชาธิปัตย์ถึงสามคนจากกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงพัฒนาสังคมและมนุษย์ และอดีต รองนายกรัฐมนตรีที่จำต้องลาออกจากตำแหน่งเพราะถูกเปิดโปงการคอรัปชั่น
4.นายอภิสิทธิ์ ไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจและสร้างความสมานฉันทน์ ภายในประเทศได้ นายอภิสิทธิ์ใช้มาตรการกู้เงินเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจในวงเงินกู้ ที่สูงสุดกว่าสมัยรัฐบาลชุดก่อน จากเดิมวงเงินกู้ที่ 10% กลายเป็น 20 % ของงบ ประมาณรายจ่าย หรือคิดเป็นวงเงินกู้กว่าสี่แสนล้านบาท
ส่วนปัญหาความแตกแยก ของคนไทยในสังคมนั้นก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข นายอภิสิทธิ์ไม่เคยมีความพยายาม อย่างเป็นรูปธรรมในอันที่จะสร้างความสมัครสมานสามัคคีระหว่างคนไทยด้วยกันเลย
ดังนั้นพี่น้องชาวไทยในต่างแดนจากประเทศต่างๆ ทั่วโลกทั้งอเมริกา คานาดา ออสเตรเลีย อังกฤษ เยอรมนี ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ ญี่ปุ่น ไต้หวัน จีน รัสเซีย ซาอุดิอาระเบีย และ อิสราเอล เห็นพ้องต้องกันว่าทางออกของประเทศ ไทยจากวิกฤติการณ์ครั้งนี้มีเพียง ทางเดียวคือ การที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะจะได้ ประกาศยุบสภาโดยทันทีเท่านั้น.
ลงนามโดย
องค์กรแนวร่วมชาวไทยในต่างประเทศเพื่อประชาธิปไตย ต่อต้านเผด็จการ
4 เมษายน 2553
-กลุ่มคนไทยในสหรัฐอเมริกา
-คนไทยในเยอรมนนี
-ชาวไทยในเนเธอร์แลนด์
-ชาวไทยในสหราชอาณาจักร
-ชาวไทยในออสเตรเลีย
-ชาวไทยในฝรั่งเศส
-ชาวไทยในญี่ปุ่น
-ชาวไทยในไต้หวัน
ขชาวไทยในจีน
-ชาวไทยในรัสเซีย
-ชาวไทยในต่างประเทศอื่นๆทั่วโลก
อนาถใจกก.สิทธิฯออกใบอนุญาตปราบ คนไทยต่างแดนต้านรัฐใช้ความรุนแรงสลายการชุมนุม
ที่มา Thai E-News
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
4 เมษายน 2553
1 ในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติให้สัมภาษณ์โทรทัศน์ช่องNBTในช่วงเวลาราว13.30น.วันนี้ เปิดทางให้รัฐบาลดำเนินการสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดงได้ โดยให้เหตุผลว่าฝ่ายเสื้อแดงละเมิดสิทธิของผู้อื่นก่อน ส่วนรัฐบาลก็ถือว่าได้ปฏิบัติตามขั้นตอนแล้ว ขณะที่คนไทยในต่างแดนทั่วโลกออกแถลงการณ์ฉบับหนึ่งคัดค้านการใช้ความรุนแรงต่อผู้ชุมนุม และสนับสนุนข้อเรียกร้องให้ยุบสภา
นายแพทย์แท้จริง ศิริพาณิช 1ในกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับวรวีร์ วูวณิช ผู้ดำเนินรายการสถานีโทรทัศน์NBTในช่วงเวลาราว13.30น.วันนี้ ระบุในตอนหนึ่งว่า เท่าที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติติดตามสถานการณ์อยู่ในเวลานี้ เห็นว่าผู้ชุมนุมเสื้อแดงที่ย้ายมาชุมนุมอยู่ย่านราชประสงค์เป็นการกระทำที่ละเมิดสิทธิของผู้อื่นแล้ว เนื่องจากเป็นย่านศูนย์การค้าสำคัญ ย่อมแตกต่างจากการชุมนุมที่สะพานผ่านฟ้า ส่วนฝ่ายรัฐบาลนั้นมีการดำเนินการด้วยความอลุ้มอล่วย โดยเริ่มต้นจากการเจรจาก่อน แต่เมื่อเจรจาไม่สำเร็จก็ดำเนินการตามขั้นตอน เช่น การแจ้งเตือนผู้ชุมนุม การนำประกาศศอ.รส.ไปแจ้งผู้ชุมนุมให้ย้ายออกจากย่านราชประสงค์ และการดำเนินตามขั้นตอนต่อไป หากจะมีการสลายการชุมนุมก็ต้องมีการประกาศแจ้งเตือนก่อน
ทัศนะของกรรมการสิทธิฯคนนี้นับว่าสอดคล้องกับท่าทีของฝ่ายรัฐบาล โดยเฉพาะศอ.รส. และเมื่อไวๆนี้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเพิ่งไปแถลงข่าวร่วมกับนายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในค่ายทหาร รอ.11 โดยระบุว่าฝ่ายเสื้อแดงมีการละเมิดสิทธิของนายกรัฐมนตรี แต่ก็พร้อมจะเป็นกรรมการกลางในการเจรจาระหว่าง 2 ฝ่าย
อย่างไรก็ตามฝ่ายเสื้อแดงปฏิเสธข้อเสนอที่คณะกรรมการสิทธิฯจะเป็นกรรมการกลางในการเจรจา เพราะเห็นว่าขาดความเป็นกลาง
ขณะเดียวกันคนไทยในต่างประเทศออกแถลงการณ์ฉบับหนึ่งสนับสนุนข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุม และคัดค้านการใช้ความรุนแรงโดยรัฐต่อผู้ชุมนุม โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
แถลงการณ์เรียกร้องรัฐบาลและกองทัพไทยให้คืนอำนาจอธิปไตยแก่ประชาชนไทย ( joint communique from "Overseas Thai for Democracy Against Dictatorship in Thailand")
ตามที่แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ หรือ นปช. พร้อมกับมวลชนไทยจำนวน หลายแสนคนได้ร่วมกันแสดงเจตนารมย์เรียกร้องให้รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ยุบสภาเพื่อคืนอำนาจให้กับประชาชน และให้ประชาชนได้มีสิทธิ์ใช้เสียงของตัวเองในการเลือกตั้งกำหนดทิศทางเดินของประเทศต่อไป อันจะเป็นการแก้ปัญหาความขัดแย้งของคนในชาติโดยวิถีทางประชาธิปไตยเพียงวิถีเดียวนั้น
มวลชนไทยจำนวนหลายแสนคนได้ร่วมกันนัดชุมนุมครั้งล่าสุดตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม ศกนี้จนถึงบัดนี้นับเป็นเวลากว่าสามสัปดาห์แล้ว แต่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ยังคงเพิกเฉย และตั้งเงื่อนไขในการยุบสภาทำให้ความพยายามในการเจรจาเพื่อหาทางออกของประเทศอย่างสงบและสันติยุ่งยากยิ่งขึ้นไปอีก
พี่น้องชาวไทยในต่างแดนจากหลายประเทศรู้สึกห่วงใยในสถานการณ์ทางการเมือง ของประเทศไทยในปัจจุบันเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ประกาศใช้กฎหมายจะเข้าจับกุมสลายการชุมนุมในวันที่ 3 เมษายนศกนี้(อ่านรายละเอียดประกาศศอ.รส.ฉบับที่5) อันจะเป็นการเปิดโอกาสให้รัฐบาลสามารถใช้กองกำลังทหารและตำรวจเข้ามาปราบปรามแยกสลายการชุมนุม ของพี่น้องประชาชนที่กำลังชุมนุมกันอยู่อย่างสงบ สันติและปราศจากอาวุธได้
พวกเราจึงเห็นพ้องต้องกันที่จะประนามการประกาศดังกล่าวของนายอภิสิทธิ์ว่า เป็นการกระทำทำที่ขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ให้ประชาชนชุมนุมกันได้โดยสันติ และขอเรียกร้องให้นายทหารทุกระดับโดยเฉพาะระดับล่างที่ถูกสั่งการให้ปราบปรามประชาชนโปรดฝ่าฝืนคำสั่งในการฆ่าประชาชนคนไทยด้วยกันครั้งนี้้เสีย
การประกาศดังกล่าวของนายอภิสิทธิ์ในครั้งนี้ ยิ่งแสดงให้ประจักษ์อีกครั้งหนึ่งว่านายอภิสิทธิ์หมดความชอบธรรมจากจิตใจของประชาชนคนไทยทั่วโลกโดยสิ้นเชิง นอกเหนือจากการหมดความชอบธรรมในการบริหารประเทศ ด้วยเหตุผลสำคัญ ต่างๆ ดังนี้
1.นายอภิสิทธิ์ได้ขึ้นมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีด้วยความเห็นชอบจากกองทัพ และฝ่ายอนุรักษ์นิยม และปราศจากความเห็นชอบจากประชาชนส่วนใหญ่
2.นายอภิสิทธิ์ เป็นเพียงตัวแทนของฝ่ายอนุรักษ์นิยม และเป็นบุคคลซึ่งไร้จิตวิญญาณ เพื่อประชาธิปไตย และเพื่อมวลชนคนส่วนใหญ่ของประเทศที่ตกทุกข์ได้ยาก พฤติกรรม ”อภิสิทธิ์ชน”ผ่านการหนีทหาร การแทรกแซงสื่อวิทยุโทรทัศน์และสื่อสิ่งพิมพ์ ห้ามไม่ให้สื่อรายงานข่าวของฝ่ายประชาธิปไตย การออกประกาศเพื่อปราบปรามมวลชนคนเสื้อแดงเมื่อเดือนเมษายน 2552 และการบิดเบือนข่าวสารว่าไม่มีการใช้ความรุนแรงต่อมวลชนในเหตุการณ์ดังกล่าว
3.รัฐบาลภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ มีพฤติกรรมบริหารประเทศโดยการทุจริตคอรัป ชั่น นับตั้งแต่บริหารประเทศเป็นระยะกว่าหนึ่งปีที่ผ่านมามีรัฐมนตรีจากพรรคประชาธิปัตย์ถึงสามคนจากกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงพัฒนาสังคมและมนุษย์ และอดีต รองนายกรัฐมนตรีที่จำต้องลาออกจากตำแหน่งเพราะถูกเปิดโปงการคอรัปชั่น
4.นายอภิสิทธิ์ ไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจและสร้างความสมานฉันทน์ ภายในประเทศได้ นายอภิสิทธิ์ใช้มาตรการกู้เงินเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจในวงเงินกู้ ที่สูงสุดกว่าสมัยรัฐบาลชุดก่อน จากเดิมวงเงินกู้ที่ 10% กลายเป็น 20 % ของงบ ประมาณรายจ่าย หรือคิดเป็นวงเงินกู้กว่าสี่แสนล้านบาท
ส่วนปัญหาความแตกแยก ของคนไทยในสังคมนั้นก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข นายอภิสิทธิ์ไม่เคยมีความพยายาม อย่างเป็นรูปธรรมในอันที่จะสร้างความสมัครสมานสามัคคีระหว่างคนไทยด้วยกันเลย
ดังนั้นพี่น้องชาวไทยในต่างแดนจากประเทศต่างๆ ทั่วโลกทั้งอเมริกา คานาดา ออสเตรเลีย อังกฤษ เยอรมนี ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ ญี่ปุ่น ไต้หวัน จีน รัสเซีย ซาอุดิอาระเบีย และ อิสราเอล เห็นพ้องต้องกันว่าทางออกของประเทศ ไทยจากวิกฤติการณ์ครั้งนี้มีเพียง ทางเดียวคือ การที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะจะได้ ประกาศยุบสภาโดยทันทีเท่านั้น.
ลงนามโดย
องค์กรแนวร่วมชาวไทยในต่างประเทศเพื่อประชาธิปไตย ต่อต้านเผด็จการ
4 เมษายน 2553
-กลุ่มคนไทยในสหรัฐอเมริกา
-คนไทยในเยอรมนนี
-ชาวไทยในเนเธอร์แลนด์
-ชาวไทยในสหราชอาณาจักร
-ชาวไทยในออสเตรเลีย
-ชาวไทยในฝรั่งเศส
-ชาวไทยในญี่ปุ่น
-ชาวไทยในไต้หวัน
ขชาวไทยในจีน
-ชาวไทยในรัสเซีย
-ชาวไทยในต่างประเทศอื่นๆทั่วโลก
Sunday, April 4, 2010
อัลบั้ม ไพร่ราชประสงค์
วันนี้ไพร่อย่างผม ก็ไปทวงเสรีภาพเหมือนกัน
"เถิก"เอ้ยยยย.. อย่าบ้าจี้ตามไอ้เทือกที่ให้"เซ็นต์"อนุมัติกระสุนนัดแรก...
ที่มา thaifreenews
"เถิก"เอ้ยยยย.. อย่าบ้าจี้ตามไอ้เทือกที่ให้"เซ็นต์"อนุมัติกระสุนนัดแรก..
เพื่อส่งเสริมให้จันโอชาขึ้น ผบ.ทบ.เลย..
เนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้ลอง...อย่างมากทัพแดง ก็แตกในจุดราชประสงค์
แต่คงไหลไปรวมตัวอย่างไม่มีพิกัด ดู พ.ค 35 นั่นไง...
สลายแล้ว..เขาก็ไปรวมกันใหม่ที่รามคำแหง...จนสุจินดา ก็อยู่ไม่ได้โดยดี..
ไหนจะจุดวิภาวดี ผ่านฟ้าอีก...เถิกจะสลาย"พร้อมกัน"ได้ยังไง...
แค่พลขับรถเกราะ บิดกุญแจสตาร์ทเครื่องเตรียมออกจากกองพัน..
สัญญาณมือถือจากเหล่าคอ"แตงโม"..
ที่เลิกเป็นคอราบ คอม้า ก็ส่งสัญญาณมาที่เสื้อแดงแล้ว..
แล้วไอ้พวกปราจีน จะเข้ามาอย่างไร..
ถ้าเจอมหกรรมแท๊กซี่ซักร้อย ซักพัน ปิดตั้งแต่สุวินทวงศ์ มีนบุรี บางนาตราด มอเตอร์เวย์ รังสิต..
พวกกาญฯถ้าโดนสมาคมสิบล้อซักสองพันคัน ปิดแนวถนนฝั่งกรุงเทพตะวันตกทั้งหมด จะมายังไง..
มี ฮอ.พอขนเหรอ..
ส่วนพวกในกรุง..แค่ขยับออกมาถนนใหญ่..ก็โดนล้อมแล้ว..
เถิกดูคราวแกล้งแอ๊บเอารถเกราะไปซ่อมแล้วกัน..
มืดฟ้ามัวดิน ออนไลน์ทั่วโลก แค่ขยับออกถนนใหญ่เท่านั้น..
สายอิสาน ค่ายสุระฯโคราช..ยัน ค่ายอดิสรสระบุรี..จะออกจากปากทางหน้ากรมได้ยังไง..
ถ้าสมาคมขนส่งสิบล้อ หกล้อ แบ่งรถที่เหลือมาปิด แยก"สระบุรีเลี้ยวขวา"ซัก สองสามพันคัน..
เถิกมี ฮอ. พอขนไอ้เณรหลบแนวปิดกั้นของเสื้อแดงเหรอ...
หรือ มีกระสุนปืนใหญ่ พอยิง"พร้อมกัน"ทุกจุด ทั่วประเทศเหรอ..เถิก..
ถ้าเถิกอนุมัติกระสุนนัดแรก แล้วเกิดพลาดพลั้งเสื้อแดง"ดันมี"หน่วยเคลื่อนที่เร็ว..
มือที่เถิกมองไม่เห็นมาแจม"ช่วย"ล้างตาให้เสื้อแดง จากความเจ็บเพราะมือป่าว..เลยโดนยิงข้างเดียวเมื่อคราวเมษา..เถิกจะทำยังไง..
เถิก"พร้อม"เปิดสงครามกลางเมือง..ทั่วประเทศเหรอ..
คนที่เจียนตายเพราะมือป่าว..เขาย่อมมีบทเรียน..
เถิกว่าคราวนี้เขาจะยืนให้เถิกยิงแบบมือป่าวอีกหรือเถิก...เถิกลองตรองดู..
ตรรกะพื้นฐานง่ายๆ ไม่ต้องห้อยสายเหลือง ตอนเรียนเสธ.เมื่อครั้งยศ พันโท พันเอก..
เถิกก็ทราบตรรกะนี้ดี..
เถิกไปคิดดูดีๆ...อีกไม่กี่เดือน เถิกก็กลับไปเลี้ยงหลานแล้ว
เถิกจะเปิดสงครามกลางเมืองทั่วประเทศเพื่อ"จันโอชา"เหรอ..
โดยอุปนิสัยส่วนตัว มันไม่ใช่แบบฉบับของนักรบทีออฟนะ...
เถิกก็รู้ดี เรื่องอย่างนี้ เถิกมักแถเอาตัวรอดได้...
อย่าบ้าจี้ไปตามไอ้เทือกเลย..ไอ้ห่านี่ เดี๋ยวก็ไปแระ..
ก่อนเถิกหมดอายุราชการอีก..เชื่อเถอะ..
เถิกไปตรองดูดีๆ...อย่าเป็นเหยื่อของ"จันโอชา".เลย...
หวังดีนะโว้ย...ถึงเตือน..
http://www.prachataiwebboard.com/webboard/id/35615
Clip คำขอจาก ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ณ เวทีราชประสงค์
ที่มา ประชาไท
RedNews_ณัฐวุฒิ_ข้อเรียกร้อง_18_00_3_April_2010 part 1/2
RedNews_ณัฐวุฒิ_ข้อเรียกร้อง_18.00_3_April_2010 part 2/2
ประกอบเพลง
เปิดตัวหลานอำมาตย์ขับรถเหยียบเสื้อแดง เฟซบุ๊คชี้จงใจทำ
ที่มา Thai E-News
ทีมข่าวไทยอีนิวส์
4 เมษายน 2553
เฟซบุ๊คเจ้าตัวระบุชัด จงเกลียดจงชังคนเสื้อแดง ข้อมูลเผยเป็นหลานนายอำนวย วีรวรรณ พยานชี้คนเสื้อแดงต้องเอาลูกมาให้แฟนคนขับอุ้มจะได้ไม่ถูกกระทืบ
หลังเหตุการณ์กรณีรถปอร์เช่สีน้ำเงินพุ่งชนขบวนผู้ประท้วงเสื้อแดงที่บริเวณริมบาทวิถีหน้าโรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล ย่านราชประสงค์ เมื่อวันที่ 3 เมษายน เวลา ประมาณ 11.45 น. ก็ได้มีรายงานเพิ่มเติมจากประชาชนถึงรายละเอียดของผู้ขับรถคนดังกล่าว พร้อมทั้งเผยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นขณะนั้น โดยผู้ขับขี่รถยนต์ทะเบียน สฉ.993 กทม. คันดังกล่าวได้แก่นายธนัท ธนากิจอำนวย ลูกชายของนายกิตติและนางอมรพิมล ธนากิจอำนวย และเป็นหลานแท้ๆของนายอำนวย วีรวรรณ อดีตรัฐมนตรีคลังยุคปี 40 และอดีตผู้บริหารระดับสูงธนาคารกรุงเทพ (ภาพประกอบจากแนวหน้า)

จากข้อมูลออนไลน์ยังได้เผยด้วยว่านายกิตติ ธนากิจอำนวย ซึ่งเป็นบิดา เป็นเจ้าของบริษัท โนเบิล ดีเวลลอปเม้นต์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ซึ่งจดทะเบียนอยู่ในตลาดหุ้นไทย และยังเป็นเจ้าของหุ้นในบริษัทอื่นๆอีกมายมาย ในขณะที่มารดานายธนัท ซึ่งเป็นลูกสาวคนที่สองของนายอำนวย วีรวรรณ เป็นผู้บริหารศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิตติ์ และเป็นพี่สาวของนายบอย ถกลเกียรติ วีรวรรณ อีกด้วย
พยานเผยเหตุการณ์ คนเสื้อแดงต้องนำเด็กเสื้อแดงมาให้แฟนคนขับอุ้มกลัวโดนตื้บตาม
นอกจากนี้คุณ woodyza ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ ยังได้เผยถึงวินาทีเกิดเหตุดังนี้ว่า"ผมอยู่แถวๆนั้นพอดี เห็นเหตุการณ์ขณะคนขับรถโดนกระทืบ มีเสื้อแดงยืนบนขอบปูน ใช้สองเท้าถีบเข้าไปในหน้าต่างรถข้างคนขับ
ถีบๆๆๆๆ เสื้อแดงอีกคนขึ้นไปยืนบนฝากระโปรงรถ กระทืบๆ บนฝากระโปรงและกระจกหน้ารถจนแตก มีการ์ดเสื้อแดงเข้ามาห้ามก่อนจะโดนหนักกว่านี้
ประมาณไม่เกินสองนาที มีตำรวจเข้ามาพาตัวคนขับออกไป ท่ามกลางความชุลมุนว่าคนขับจะโดนรุมกระทืบตอนออกจากรถมาหรือไม่ ดีนะเป็นเสื้อแดง คนขับจึงไม่เจ็บมาก เพราะมีคนห้ามกันเยอะ คนกระทืบมี 2-4 คน สรุปว่าคนขับโดนเสื้อแดงที่เป็นเจ้าของมอโซค์กระทืบเพียงคนเดียวตอนนั่งในรถพอร์ช เสื้อแดงที่เหลือได้แต่ระบายความแค้นไปที่รถพอร์ช มีผู้หญิงนั่งมากับรถพอร์ชด้วย เสื้อแดงดึงตัวออกมาเพราะกลัวโดนกระทืบไปด้วย มีเสื้อแดงคนนึงรีบเอาลูกของเขาซึ่งใส่เสื้อแดง มาให้ผู้หญิงอุ้มเพื่อกันเสื้อแดงคนอื่นที่กำลังโกรธแค้นเข้ามารุมกระทืบ ผู้หญิงที่มากับรถพอร์ชหน้าตาตกใจมาก มีเลือดเปรอะที่ใบหน้า 1 หยด ไม่รู้เลือดใคร
คนขับพอร์ชมันตั้งใจชนเต็มๆ มันขับขึ้นฟุตบาท แล้วเหยียบคันเร่งไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม ชนแหลกทั้งคนทั้งมอไซค์ ดีนะที่ติดหัวจ่ายน้ำดับเพลิงไม่งั้นมันวิ่งชนไปได้อีกไกล"
เฟซบุ๊คนายธนัทชี้ เจ้าตัวจงเกลียดจงชังเสื้อแดง
ประชาชนยังได้เผยข้อมูลอีกชิ้นหนึ่งด้วยว่า ผู้ขับรถคนดังกล่าว มีความจงเกลียดจงชังเสื้อแดงเป็นที่ตั้งอยู่ก่อนแล้ว โดยหลักฐานชิ้นดังกล่าวมาจากเว็บไซต์เฟซบุ๊คที่นายธนัทได้สนทนากับคนเสื้อแดงคนหนึ่ง โดยมีรายละเอียดดังนี้Nat Thanakitamnuay 17 มีนาคม 2553 12.23 pm.
"ไอ้เหี้ยเสื้อแดงสัด โง่ดักดาน ไอ้ควาย พ่อมึงตายหรอ ควย แม่มึงเอากับหมาหรอถึงคลอดลูกออกมาเปนพวกมึง ไอ้เหี้ย ขอให้ไอ้ทักสินตายห่า ลำคานสัด ไม่มีคำด่าคำไหนเหมาะกับพวกมึงแระ พูดภาสาหมาพวกมึงยังไม่เข้าใจ ไอ้เหี้ย ต่ำกว่าหมา สัด โง่แล้วอวดฉลาด อย่าให้กูเหนหน้ามึงนะ จะเอาขี้ยัดปากพวกมึงบ้าง"

สานเสวนาสู่ทางออกของประชาธิปไตย
ที่มา Thai E-Newsพักระหว่างรบ-ผู้ชุมนุมบางส่วนนอนเอาแรงระหว่างการชุมนุมที่ย่านราชประสงค์ ขณะที่ผู้ชุมนุมส่วนใหญ่เตรียมพร้อมระวังรับมือต่อการเข้าปราบปรามสลายการชุมนุม หลังศอ.รส.ประกาศด้วยท่าทีแข็งกร้าวเมื่อช่วงกลางดึกว่าจะจับกุมข้อหาปิดการจราจร โดยแกนนำประกาศว่าพร้อมให้จับทั้งหมด หากมีคุกขังพอ(ภาพข่าว:AP)
โดย ศ.นพ.วันชัย วัฒนศัพท์ ผู้ทรงคุณวุฒิ สถาบันพระปกเกล้า
ที่มา บทความเครือข่ายสานเสวนาเพื่อสันติธรรม
ทางออกของประเทศไทยเวลานี้คือ การหันหน้ามาพูดคุยกันมาเจรจากันที่เรียกว่าสานเสวนา หรือไดอาล๊อก (dialogue) ที่ไม่ได้มาเอาแพ้เอาชนะกัน มาหาทางออกร่วมกัน จึงไม่ใช่การเจรจาอย่างที่เราเคยรู้จักและเข้าใจ ที่เป็นการเกลี้ยกล่อมให้ยอมๆกัน หรือการเจรจาที่เป็นการต่อรองที่ต้องมีคนได้มีคนเสีย มีคนแพ้ มีคนชนะ เป็นการเจรจาที่ทุกฝ่ายชนะ การจะยอมอะไรก็ไม่ใช่ยอมกัน หรือโดยการยกมือลงมติว่าเสียงฉันมากกว่าชนะ แต่จะเป็นมติที่เรียกว่า “ฉันทามติ”

ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นและดำรงอยู่ในปัจจุบัน ที่เป็นที่ปรากฎของความเป็นการเมืองแยกขั้ว แบ่งข้างกลายเป็นพวกเขาพวกเรา กลายเป็นพวกมันพวกกู การเมืองแห่งการเอาแพ้เอาชนะกัน
การเมืองที่มองอดีตเพื่อจะพิสูจน์ความถูกผิด ความจริงการพิสูจน์ถูกผิดไม่ใช่สิ่งเลวร้าย และควรจะกระทำด้วย โดยเฉพาะคนที่ทำผิดจริงก็ต้องพิสูจน์แล้วเอาคนผิดมาลงโทษ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นที่ไม่อาจจะหาข้อยุติได้ไม่สามารถจะเดินไปสู่สันติภาพหรือสันติสุขที่คนไทยทั้งหลายใฝ่ฝันถึง
ก็เนื่องจากคำว่าสันติ หรือสันติภาพที่มาจากภาษาอังกฤษว่า พีซ (Peace) นั้นไม่ใช่เป็นคำคำเดียว แต่จะมีคำว่าจัสต์ (Just) ซึ่งมาจากคำว่าจัสตีส (Justice) ซึ่งแปลว่ายุติธรรม เป็นองค์ประกอบที่สำคัญ คือ จัสต์พีซ (Just Peace) นั่นคือ คนที่อยู่ในประเทศนั้นในพื้นที่นั้นมีความรู้สึกว่า เขายังไม่ได้รับความยุติธรรม
ยุติธรรมที่ไม่ใช่มองเพียงยุติธรรมทางกฎหมาย (Legal Justice) ถูกผิดตามมาตรานั้น มาตรานี้ตามกฎหมายที่ผู้มีอำนาจออกหรือใช้ แต่เขายังต้องการความยุติธรรมทางสังคม (Social Justice) ที่มองไกลกว่าความยุติธรรมทางกฎหมาย มองไปข้างหน้ามองอนาคต มองผลที่จะตามมาทั้งหลาย
ดูเหมือนว่า ความที่แยกเป็นพวกเขา พวกเราทำให้แต่ละพวกแต่ละกลุ่มก็จะมองกระบวนการที่จะทำให้เกิดความยุติธรรมในมุมมองแห่งความต้องการทั้งสองแบบของความยุติธรรมคือทั้ง ยุติธรรมทางกฎหมายและยุติธรรมทางสังคม โดยหากจะเอาผิด “พวกเขา” ก็จะมองในสายตาของยุติธรรมทางกฎหมาย แต่ถ้าจะอธิบายการกระทำของ “พวกเรา” ก็จะมองในสายตาของยุติธรรมทางสังคม ทั้งนี้ทั้งนั้นเพราะพวกเขาพวกเราซึ่งกลายเป็นพวกมันกับพวกกูได้นำไปสู่ความไม่ไว้วางใจ
ความไม่ไว้วางใจเพราะไม่ใช่พวกเดียวกันกับความไว้วางใจเพราะเป็นพวกเดียวกันเป็นความไว้วางใจทางสังคม (Social Trust) และความไม่ไว้วางใจนี้เองจึงทำให้ไม่ว่าจะมีการกระทำใด ๆ ของใครที่ดูจะเอนเอียงไปเหมือนเห็นด้วย หรืออาจจะไปสนับสนุนพวกเขาก็จะเริ่มไม่ไว้วางใจ และหาเหตุผลมาอธิบายให้คนอื่น ๆ ทั้งหลายเห็นถึงความถูกต้องของเราและไม่ถูกต้องของเขา
และความเป็นพวกเขา พวกเรานี้จึงไม่อาจนำไปสู่ทางออกของความขัดแย้งได้
เพราะความรู้สึกแห่งการเอาใจเขามาใส่ใจเรานั้นไม่อาจเกิดขึ้นได้ เพราะขาดทักษะที่สำคัญคือการฟังอย่างตั้งใจ การฟังอย่างตั้งใจที่ในภาษาจีนใช้คำว่า “ทิง” ซึ่งอักษรตัวเขียนคำนี้มีองค์ประกอบที่รวมเอาคำว่าหู และคำว่า ใจ หรือ หัวใจ ไว้ด้วยกัน นั่นคือ การจะเข้าใจ เข้าถึง ดังพระราชดำรัสของพระเจ้าอยู่หัวของเราจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าเรายังต่างไม่ฟังกันและกันโดยใช้ทั้ง หู และ หัวใจ ซึ่งเป็นอวัยวะที่ต้องทำงานด้วยกันจึงจะเกิดความเข้าใจและนำไปสู่การรู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเราและนำไปสู่ความรู้สึกเป็นพวกเราเท่านั้น
หนังสือการเมืองสำหรับประชาชนหรือการเมืองภาคพลเมือง (Politics for People) ของเดวิด แมทธิว ประธานมูลนิธิเคทเธอริง ที่พยายามผลักดันให้เกิดการเมืองของประชาชน (Citizen Politics) ในสหรัฐอเมริกาได้พูดถึงรัฐธรรมนูญฉบับที่เขียนขึ้นมาของอเมริกาและคำแรกที่เริ่มต้นได้เขียนว่า“พวกเราประชาชน” หรือ “We the people” ทั้งผู้นำในการประกาศอิสรภาพ และประชาชนเป็นกลุ่มเดียวกันหรือพวกเรา
แต่เมื่อพัฒนาการเมืองไปเรื่อย ๆ นักการเมืองของอเมริกากับประชาชนเริ่มมีมุมมองที่ต่างกันทั้งที่แต่ละฝ่ายคิดว่าตัวเองทำเพื่อประโยชน์ของประชาชนแล้ว ประชาชนที่เดวิด แมทธิว ได้ไปสำรวจความคิดเห็นมาเริ่มมองเป็น “พวกเราประชาชน พวกเขารัฐบาล” หรือ We the people ,they the government” ดูเหมือนว่าสิ่งที่รัฐบาลทำกับสิ่งที่ประชาชนต้องการไม่ตรงกัน ดูจะมีความคล้ายคลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้นในเวลานี้ในประเทศไทย
เดวิด แมทธิว อธิบายปรากฎการณ์นี้เหมือนกับสามีและภรรยาที่อยู่ด้วยกัน ต่างฝ่ายต่างทำตัวเป็นสามีที่ดีและภรรยาที่ดีในมุมมองหรือ
สมมติฐานของตัวเอง เช่น สามีก็อธิบายว่าการที่กลับบ้านดึกและมีงานเยอะต้องทำงานเลี้ยงครอบครัว การกระทำเช่นนั้นเป็นสิ่งที่สามีที่ดีพึงกระทำ ก็เหมือนกับรัฐบาลพยายามทำอะไรเพื่อแก้ปัญหา แต่สิ่งที่รัฐทำไม่ตรงกับสิ่งที่ประชาชนอยากให้ทำ แมทธิวบอกว่ายิ่งสามีภรรยาคู่นี้อยู่ด้วยกันนานเท่าไรก็จะยิ่งเกลียดกันมากขึ้นเท่านั้น ทั้งนี้เพราะ “ดี” ของแต่ละฝ่ายไม่ตรงกัน แต่ละฝ่ายก็พยายามหาเหตุผลเพื่อมาสนับสนุนดีของตัวเอง ความไว้วางใจก็ค่อย ๆ หมดไป เพราะไม่ฟังกันไม่หันหน้ามาพูดกันในลักษณะของการสานเสวนา (หรือ dialogue) 
การมาสานเสวนาหากันจึงไม่ใช่การเจรจาอย่างที่เราเคยรู้จักและเข้าใจ ที่เป็นการเกลี้ยกล่อมให้ยอมๆ กัน หรือการเจรจาที่เป็นการต่อรองที่ต้องมีคนได้มีคนเสีย มีคนแพ้ มีคนชนะ เป็นการเจรจาที่ทุกฝ่ายชนะ การจะยอมอะไรก็ไม่ใช่ยอมกัน หรือโดยการยกมือลงมติว่าเสียงฉันมากกว่าชนะ แต่จะเป็นมติที่เรียกว่า “ฉันทามติ”
แต่ละฝ่ายจะใช้วิธีการอธิบายความถูกต้องของตนเองและกล่าวหาความผิดพลาดของอีกฝ่ายโดยการใช้การโต้เถียง (หรือ debate)
ความแตกต่างของการสื่อสารกันทั้งสองอย่างก็คือ เมื่อไรโต้เถียงหรือดีเบทก็คือการมาพูดเพื่อเอาแพ้เอาชนะกัน เหมือนอย่างที่นักการเมืองหรือผู้อาสาสมัครมาเป็นตัวแทนประชาชนมาปกครองประเทศ ไม่ว่าจะในสหรัฐอเมริกาในเวลานี้ที่เราเห็นผู้สมัครสองพรรคดีเบท หรือโต้เถียงกันอยู่ จะพยายามอธิบายว่านโยบายฉันถูก ของอีกฝ่ายผิด และพยายามไปหาอดีตของฝ่ายตรงข้ามว่าทำอะไรผิดพลาดหรือเลวอย่างไร
ซึ่งในประเทศไทยก็ดูไม่ต่างกันเมื่อมีการหาเสียงเพื่อเอาชนะกันระหว่างพรรคการเมือง แต่ละฝ่ายก็จะมาแก้ตัวว่าไม่ผิด เรายังไม่แก้ปัญหาต้นเหตุของความขัดแย้งทางการเมือง เรายังไม่ได้ทำการเมืองที่สมานฉันท์การเมืองของประชาชน ที่ประชาชนกำหนดนโยบาย กำหนดกฎกติกาที่ผู้แทนอาจจะไปร่างแล้วให้ประชาชนได้มีโอกาสมีส่วนร่วมซึ่งไม่ใช่การทำประชาพิจารณ์เพราะเวทีประชาพิจารณ์ก็เป็นเวทีโต้เถียงหรือดีเบทของฝ่ายที่ทำโครงการหรือออกกฎหมายและบอกว่าคิดดีแล้วประชาชนยังไม่เข้าใจ ประชาชนซึ่งมองเห็นต่างก็จะโต้แย้ง
หรือแม้แต่การลงประชามติที่หลาย ๆ คนคิดว่าน่าจะเป็นเครื่องมือที่ดีเพราะให้ประชาชนแต่ละคนทีละคนได้ตัดสินเองดังที่ประเทศไทยได้ผ่านประสบการณ์มาแล้วครั้งหนึ่ง ประชามติในปัญหาที่สลับซับซ้อนก็ดีหรือรัฐธรรมนูญที่มีมากมายหลายมาตราก็ดี ไม่อาจจะใช้การตัดสินใจเพียงผ่านหรือไม่ผ่าน รับหรือไม่รับ บางที่คนห่วงหรือไม่พอใจเพียงไม่กี่มาตราไม่กี่ประโยคก็อาจไม่รับหรือไม่ผ่าน ฝ่ายที่อยากให้ผ่านก็บอกให้รับไปก่อน
ผลการตัดสินใจโดยการลงประชามติจึงออกมาเป็น “แพ้-ชนะ” คนไม่อยากให้ผ่านเมื่อผ่านก็รู้สึกแพ้ คนอยากให้ผ่านเมื่อผ่านก็รู้สึกชนะ ประเทศไทยได้ถูกแบ่งออกเป็นสีเขียวกับสีแดง เหมือนกับเวลานี้ที่ใครสวมเสื้อสีเหลืองก็พวกหนึ่ง สีแดงก็พวกหนึ่ง กลายเป็นพวกเขาพวกเรา พวกมันพวกกู
ทางออกของประเทศไทยเวลานี้คือการหันหน้ามาพูดคุยกันมาเจรจากันที่เรียกว่าสานเสวนาหรือไดอาล๊อก (dialogue) ที่ไม่ได้มาเอาแพ้เอาชนะกัน มาฟังอย่างตั้งใจกัน มาหาทางออกร่วมกัน ในการสานเสวนาจะต้องมีกติกาและมีคนกลาง คนกลางที่เป็นที่ยอมรับหรือไว้วางใจหรือเป็นที่เชื่อถือของฝ่ายต่าง ๆ และเป็นคนกลางที่เข้าใจกระบวนการการสานเสวนาที่ไม่ใช่มาเอาแพ้ชนะกัน
ผู้ที่มาเจรจาต้องเรียนรู้ที่จะฟังอย่างตั้งใจ ผลัดกันพูดผลัดกันฟัง กำหนดประเด็นที่ทั้งสองฝ่ายหรือหลายๆ ฝ่ายเห็นพ้องต้องกัน ประเด็นหรือโจทย์จะต้องมาพิจารณาร่วมกัน มานิยามหรือมากำหนดโจทย์ที่ไม่ใช่จุดยืน(หรือ position) ซึ่งเป็นคำตอบที่แต่ละฝ่ายมีอยู่แล้ว แต่กลับไปหาโจทย์ที่แท้จริง เช่น อยากเห็นประเทศชาติกลับคืนสู่สันติสุข สันติภาพที่ยืนอยู่บนความยุติธรรมทั้งทางกฎหมายและทางสังคม มีการเมืองที่ไม่ใช่มองเฉพาะการเมืองเท่ากับการเลือกตั้ง แต่เป็นการเมืองที่มองถึงความ
ต้องการที่แท้จริงของประชาชนให้ประชาชนได้สามารถมีที่ยืนที่เรียกว่าพื้นทีสาธารณะ (public space) ซึ่งไม่ใช่การเมืองของนักการเมืองอย่างเดียว เป็นต้น
การมาสานเสวนาหากันจึงไม่ใช่การเจรจาอย่างที่เราเคยรู้จักและเข้าใจ ที่เป็นการเกลี้ยกล่อมให้ยอมๆ กัน หรือการเจรจาที่เป็นการต่อรองที่ต้องมีคนได้มีคนเสีย มีคนแพ้ มีคนชนะ เป็นการเจรจาที่ทุกฝ่ายชนะ การจะยอมอะไรก็ไม่ใช่ยอมกัน หรือโดยการยกมือลงมติว่าเสียงฉันมากกว่าชนะ แต่จะเป็นมติที่เรียกว่า “ฉันทามติ” (หรือ consensus) เป็นมติที่เกิดจากความพึงพอใจ อาจไม่ถึงกับแต่ละคนทีละคนเห็นด้วยหมดที่เรียกว่าเอกฉันท์ แต่เป็นมติที่ออกมาจากการฟังกันด้วยใจและอย่างตั้งใจ แล้วมองหาทางเลือกหลากหลายช่องทางที่ค่อย ๆ ทำความเข้าใจกันและกันแล้วปรับรูปแบบจนเห็นว่านี่แหละใช่ จะเป็นมติที่ยั่งยืนกว่า
และผู้ที่เป็นกลุ่มบุคคลที่เป็นกลางที่เป็นที่ไว้วางใจติดตามข้อตกลงที่เกิดขึ้นจากฉันทามติว่านำไปสู่ปฏิบัติอย่างนั้นอย่างนี้ตามข้อตกลงไหม มีอุปสรรคใดที่ปฏิบัติไม่ได้กลับมาสานเสวนากันอีก จะมีรัฐบาลชั่วคราวหรือเฉพาะกาล เพื่อนำไปสู่ทางออกอย่างฉันทามติหรืออย่างไร ก็จะเกิดจากเวทีการสานเสวนานี้
ผู้มาร่วมสานเสวนาอาจจะกำหนดตัวแทนเบื้องต้นจำนวนหนึ่ง และมีเวทีรับฟังความคิดเห็นเพิ่มเติม ที่ไม่ใช่เวทีโต้เถียง หรือดีเบท แต่เป็นเวทีย่อยเพื่อหาฉันทามติร่วมกำหนดกติกาบ้านเมืองให้เกิดขึ้นโดยการมีส่วนร่วมต้องมีการสื่อสารถึงกันและกันตลอดเวลา สื่อจะต้องเข้าใจกระบวนการและกติกาด้วยความเข้าใจไม่สร้างการแบ่งพรรคแบ่งพวก มีการตรวจสอบอย่างโปร่งใสอย่างแท้จริง อะไรที่ไม่ชัดเจนไม่เข้าใจให้มีการสื่อสารกัน ก่อนจะมีคำพิพากษาว่าพวกนั้นพวกนี้ เป็นต้น กระบวนการเหล่านี้เป็นกระบวนการที่สังคมจะต้องเรียนรู้กันใหม่ จะต้องมีเวทีสื่อที่ไม่ใช่มาชี้หน้าด่ากันเป็นเวทีที่มองไปข้างหน้าหาทางออก
จึงขออนุญาตสรุปเสนอทางออกของการแก้ปัญหาทางออกของประเทศที่อาจจะสรุปได้คือ
1) ให้หาคนกลางที่เป็นที่ยอมรับของฝ่ายต่าง ๆ เช่น ประธานวุฒิสภาพร้อมทีมงานที่เข้าใจกระบวนการการแก้ปัญหาความขัดแย้งอย่างสันติ และเข้าใจกระบวนการสานเสวนา
2) ให้เปิดเวทีการสานเสวนาหลังจากทำความเข้าใจแต่ละฝ่ายถึงขั้นตอนและกติกาของกระบวนการ
3) ให้มีการทำความเข้าใจกับสาธารณชนในรายละเอียดของกระบวนการอย่างโปร่งใสและต่อเนื่องโดยตลอด
4) ให้มีกติกาของการสานเสวนาที่ฝ่ายที่จะมาเจรจาร่วมตกลงด้วยกันเพื่อนำไปสู่การหาทางออก
5) ฝ่ายที่ขัดแย้งส่งตัวแทนรับทราบ เรียนรู้ กติกา กระบวนการ ก่อนการสานเสวนาหาทางออก
6) กำหนดประเด็นของการสานเสวนาร่วมกันโดยเป็นประเด็นหรือโจทย์ที่ฝ่ายต่าง ๆ เห็นพ้องต้องกันที่ไม่ใช่จุดยืนแต่เป็นจุดสนใจหรือความต้องการ ความห่วงกังวลที่อยู่เบื้องหลังจุดยืน เช่นไม่ใช่ตั้งโจทย์ว่าสร้างเขื่อนหรือไม่สร้าง แต่เป็นโจทย์ เช่น จะบริหารจัดการลุ่มน้ำอย่างไร (ให้มีน้ำพอใช้และไม่เกิดการท่วมท้นอยู่เป็นประจำ) เป็นต้น
7) การกำหนดการเมืองใหม่เมื่อสามารถหาทางออกของปัญหาเร่งด่วนในปัจจุบันที่ทุกฝ่ายพึงแล้ว (ให้ใช้การสานเสวนากับประชาชนในแต่ละพื้นที่กระจายไปให้ทั่วถึงเพื่อพิจารณาการเมืองที่ทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกันอยากเห็น จะเรียกว่าการเมืองใหม่ หรือ การเมืองหรือประชาธิปไตยแห่งการสานเสวนาหาทางออก แล้วกลับมาหาฉันทามติร่วมจากพื้นที่ต่างๆ
ซึ่งวิธีการนี้สถาบันพระปกเกล้าได้เคยดำเนินการในหลาย ๆ กรณี (และสามารถหาฉันทามติในประเด็นนั้นๆได้ผลดีมาแล้ว)
ทั้งหมดนี้เป็นข้อเสนอโดยสังเขปที่จะต้องมีการทำความเข้าใจในรายละเอียดอีกมาก อยากจะฝากไว้สุดท้าย จากหนังสือกล้าล้มเหลวที่ผมได้แปลไว้ ผู้เขียนคือ บิลลี่ ลิม บอกว่า “ถ้าคุณยังทำอะไรอย่างที่เคย ๆ ทำกันมา คุณก็จะได้สิ่งที่เคย ๆ ทำมาแล้วเท่านั้น”
ฉะนั้นเราจะหันมาร่วมกันหาสันติสุข สันติภาพที่มีความยุติธรรมร่วมกัน เราก็ต้องใช้กระบวนการวิธีการใหม่คือ การฟังอย่างตั้งใจ การสานเสวนา (หากมาสานเสวนากับประชาชนอาจเรียกว่า ประชาเสวนา)
การหาทางออกโดยมองจุดสนใจ ความห่วงกังวลไม่ใช่จุดยืน และหาทางออกโดยฉันทามติที่ไม่ใช่เสียงข้างมากจากการยกมือลงมติ











