โดย คุณปูบ้าน และ คุณ saebareaw
ที่มา เวบบอร์ด พันทิปราชดำเนิน
6 เมษายน 2553
From 'The Mask of Anarchy' by Percy Bysshe Shelley
"Stand ye calm and resolute,
Like a forest close and mute,
With folded arms and looks which are
Weapons of unvanquished war.
And if then the tyrants dare,
Let them ride among you there,
Slash, and stab, and maim and hew,
What they like, that let them do.
With folded arms and steady eyes,
And little fear, and less surprise
Look upon them as they slay
Till their rage has died away
Then they will return with shame
To the place from which they came,
And the blood thus shed will speak
In hot blushes on their cheek.
Rise like Lions after slumber
In unvanquishable number,
Shake your chains to earth like dew
Which in sleep had fallen on you-
Ye are many — they are few"
=====================================
The Mask of Anarchy ภายใต้หน้ากากแห่งการปฏิเสธรัฐ
โดย Percy Bysshe Shelley : บทกวีต้นกำเนิดของอารยะขัดขืน
แปลโดย คุณ ปูบ้าน
เรายืนอยู่ตรงนี้ด้วยใจสงบและเชื่อมั่น
ประหนึ่งป่าไม้ที่หนาแน่นและเงียบสงัด
ใช้การกอดอกและภาพลักษณ์ที่แน่วแน่
เป็นอาวุธในการต่อสู้ในสงครามที่เราจะไม่มีวันแพ้
และถ้า เผด็จการผู้กดขี่ พุ่งเข้าหาเรา
ใช้อาวุธความรุนแรง ฟัน แทง ตัดแขนขา และ สับเราเป็นชิ้นๆ
ปล่อยให้มันทำไป
เราจะกอดอกแน่นและสาดสายตาที่แน่วแน่จ้องไปที่พวกมัน
เราอาจหวาดกลัวแต่เราจะไม่แปลกใจในความโหดร้ายของมัน
เราจะจ้องมองการฆ่าฟันของผู้กดขี่เหล่านั้น มองตามัน
จนกระทั่งความโกรธแค้นของพวกมันมอดไหม้ไป
และ..พวกมันจะกลับไปยังที่ๆมันจากมาด้วยความละอายใจ
เลือดที่สาดกระจายไปในวันนั้น จะปรากฏเป็นสีแห่งความ
ละอายบนหน้าของพวกมัน ที่จะประทับอยู่ในใจของมัน
หลอกหลอนมัน อย่างที่มันจะไม่มีวันลืม
แล้วพวกเราจะไม่แพ้...
เราจะตื่นขึ้นมาเหมือนกับราชสีห์ที่พึ่งตื่นจากการนอนหลับ
พวกเราจะมาเพิ่มอีกเป็นจำนวนมาก... มากแบบที่ไม่มีใครเอาชนะได้
ราชสีห์เหล่านั้น จะตื่นขึ้นมา และสลัดโซ่ตรวนที่ได้ถูกคล้องใส่ยามที่หลับอยู่
ให้หลุดออกไปจากกาย เหมือนหยดนํ้าค้างที่ถูกสลัดกระเด็นออกไปจากร่าง
ใช่... พวกเรามีมากเหลือเกิน และจะมาอีกมาก
แต่พวกมันมีน้อยและน้อยลง
และ... เรา... จะไม่มีวันแพ้
ประชาชนรากหญ้าทุกคน รู้สึกเหมือนกันหมด
แต่ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่อดทน
จนวันหนึ่ง มีคนๆ หนึ่งถูกรังแกทางการเมือง ไม่มีทางสู้
ประชาชนเลยเอา คนๆ นั้น มาเป็นสัญญลักษณ์ในการต่อสู้
อาวุธของประชาชนไม่มี มีแต่ความจริงและความสามัคคี
มีแต่ไพร่ กัน ไพร่ เท่านั้น เป็นที่พึ่งในยามนี้
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Tuesday, April 6, 2010
เรา .... จะไม่มีวันแพ้ !!!
228ปีตากสินมหาราช:กฤษฎาภินิหารอันบดบังมิได้
ที่มา Thai E-News
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
6 เมษายน 2553
แม้ทหารที่จงรักภักดีกับพระเจ้าตากสิน จะพร้อมพลีชีพเพื่อพระองค์ แต่ก็มีพระราชดำรัสว่า “สิ้นบุญพ่อแล้ว อย่าให้ยากแก่ไพร่เลย” พระองค์ถูกประหารชีวิต เมื่อวันที่ 6 เมษายน พ.ศ.2325 หรือวันนี้เมื่อ 228 ปีที่แล้ว พร้อมกับเชื้อพระวงศ์และขุนนางกว่า 150 คน รวมถึง พระยาพิชัยดาบหักด้วย
อย่างไรก็ตามทางราชการได้ถือว่าวันพระเจ้าตากสินมหาราช ตรงกับวันที่ 28 ธันวาคม อันเป็นวันคล้ายวันปราบดาภิเษกของพระองค์ท่าน จากปกติมักถือธรรมเนียมเอาวันสวรรคตเป็นวันรำลึกถึงมหาวีรกษัตริย์ แต่เนื่องจากวันสวรรคตของพระองค์ท่านตรงกับวันที่ 6เมษายน ได้ถือเป็นวันจักรีแล้ว ประวัติศาสตร์จึงต้องได้กำหนดวันพระเจ้าตากสินมหาราชเป็นวันที่ 28 ธันวาคมของทุกปีแทน อันแผกจากธรรมเนียม
ทรงเป็นวีรกษัตริย์ไทยอีกพระองค์หนึ่งที่ได้รับการเทิดทูน และเคารพบูชาจากประชาชนชาวไทยมาโดยตลอด ไม่เพียงเพราะพระปรีชาสามารถในการรบที่กอบกู้ชาติไทยให้เป็นเอกราช และสร้างความเป็นปึกแผ่นแก่บ้านเมืองของเราเท่านั้น แต่พระองค์ยังเป็นผู้นำที่เปี่ยมไปด้วยความกล้าหาญ เด็ดเดี่ยว มีความกตัญญูและเสียสละต่อผืนแผ่นดินไทยอย่างยากที่จะหาผู้ใดเสมอเหมือนอีก
ระหว่างการโฆษณาชวนเชื่อกับการเมืองที่เป็นจริงกรณีพระเจ้าตากvsรัชกาลที่1
เรื่องหนึ่งที่กลายเป็นblack propagandaที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์ไทยก็คือ การโฆษณาชวนเชื่อว่า พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 แห่งพระราชจักรีวงศ์นั้นไม่ได้ทำรัฐประหารยึดอำนาจและประหารชีวิตพระเจ้าตากสินมหาราชแต่ประการใด แต่เป็นข้อตกลงลับของพระเจ้าตากสินกับพระพุทธยอดฟ้าที่จะให้พระเจ้าตากสินลงจากบัลลังก์เพื่อแก้ไขปัญหาที่ไทยไม่มีเงินไปชำระหนี้จีนในช่วงยืมเงินมากู้ชาติ หลังเสียกรุงครั้งที่ 2 จากนั้นพระเจ้าตากได้แอบหนีไปบวช และมีชีวิตต่อมาในเพศภิกษุที่นครศรีธรรมราช
การโหมโฆษณาชวนเชื่อนี้ทำให้คนไทยชั้นหลังๆจำนวนมากเชื่อตามไปเช่นนั้นจริงๆ แต่หากจะตั้งข้อสงสัยซักเล็กน้อยว่า ในหน้าประวัติศาสตร์ราชอาณาจักรไทยนั้นไม่เคยมีครั้งใดที่เคยเกิดเหตุการณ์เช่นนี้เลย และประการสำคัญก็คือพระเจ้าตากสินนั้นมีรัชทายาทที่จะสืบทอดราชบัลลังก์อยู่แล้ว...ด้วยเหตุใดเล่า จึงจะไปยกราชสมบัติให้กับ"ท่านอื่น"
ความจริงนั้นปรากฎเป็นหลักฐานเอกสารชั้นต้นว่า พระเจ้าตากสินถูกยึดอำนาจ ถูกประหารชีวิต รัชทายาทและขุนนางใกล้ชิด รวมทั้งพระกุมารเล็กๆก็ถูกสังหารเกือบเรียบ ยกเว้นพระราชโอรสที่บังเอิญเกิดกับสนมที่เป็นลูกของรัชกาลที่1 หรือมีศักดิ์เป็นหลานรัชกาลที่1ของราชวงศ์จักรีที่รอดมาได้ อย่างไรก็ตามเมื่อรัชกาลที่1สวรรคตเพียง7วัน รัชทายาทคนสุดท้ายเชื้อสายของพระเจ้าตากก็ถูกสังหาร เพื่อขจัดเสี้ยนหนามไม่ให้เหลือซาก
หากมองด้วยสายตาของคนในยุคนั้น การปราบดาภิเษกดังกล่าว นักวิชาการเห็นว่าเป็นธรรมเนียมโบราณราชประเพณีโดยปกติ หาใช่การทรยศหักหลังแต่ประการใด ดังที่เคยเกิดเหตุการณ์ทำนองนี้เรื่อยมาในหน้าประวัติศาสตร์ราชอาณาจักรไทย
วาระสุดท้ายของมหาราชชาตินักรบ?
ดังที่ทราบกันดีว่าหลังเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 แล้ว พระเจ้าตากสินที่เป็นคนไทยเชื้อสายจีน(ซึ่งเป็นที่ดูถูกของคนไทยสมัยนั้น แม้กระทั่งเวลาต่อมาอีกนับร้อยๆปี) ก็นำทัพกอบกู้เอกราชให้แก่ไทย แล้วสถาปนากรุงธนบุรี เป็นราชธานีใหม่
ทรงรวบรวมไทยให้เป็นปึกแผ่นแล้วปราบดาภิเษกขึ้นครองราชย์เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2311 พระองค์สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 6 เมษยา 2325 แม้จะมีคำบอกเล่าเชิงตำนานไว้บางสำนวนว่า พระองค์ได้หลีกทางให้พระยาจักรี สถาปนาราชวงศ์ใหม่ด้วยเหตุผลบางประการ และพระองค์ได้ดำรงพระชนม์ชีพอย่างสงบในสมณเพศสืบมา
แต่นั่นก็เป็นเพียงประวัติศาสตร์กระซิบ การนั่งทางใน หรือการนิมิต ทว่าหลักฐานทางประวัติศาสตร์ก็ชี้ว่าพระองค์ถูกพระยาจักรี สั่งให้สำเร็จโทษเพื่อปราบดาภิเษกราชวงศ์ใหม่ และมีการกำจัดเสี้ยนหนามตามมาอีกหลายระลอก
กรณีของพระเจ้าตากสินมหาราชนั้นนับว่าประหลาดไปจากกรณีอื่นที่กล่าวมาแล้ว คือการช่วงชิงอำนาจทางการเมืองนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นในขณะที่พระเจ้าแผ่นดินองค์ก่อนสวรรคตลง แล้วเกิดปัญหาการสืบราชสมบัติ และการถูกประหารชีวิตนั้นกรณีอื่นๆมีการจับสึกจากสมณเพศก่อน แต่ในกรณีพระเจ้าตากสินนั้นบางหลักฐานชี้ว่า อาจเป็นไปได้ว่าถูกสั่งสำเร็จโทษประหารชีวิตด้วยการตัดพระเศียร ขณะที่ดำรงสมณเพศอยู่ก็เป็นได้
ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ กล่าวถึงวาระสุดท้ายของพระเจ้าตากสินมหาราชไว้ในหนังสือ”การเมืองไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี" หน้า 575 ว่า*" ( พระพุทธยอดฟ้าฯ) จึงมีรับสั่งให้เอาไปประหารชีวิตสำเร็จโทษเสีย เพชฌฆาตกับผู้คุม ก็ลากเอาตัวขึ้นแคร่หามไปกับทั้งสังขลิกพันธนาการ เจ้าตากสินจึงว่าแก่ผู้คุมเพชฌฆาตว่า ตัวเราก็สิ้นบุญจะถึงที่ตายแล้ว ช่วยพาเราแวะเข้าไปหาท่านผู้สำเร็จราชการ จะขอเจรจาด้วยสักสองสามคำ ผู้คุมก็ให้หามเข้ามา ครั้น ( พระพุทธยอดฟ้าฯ)ได้ทอดพระเนตร จึ่งโบกพระหัตถ์มิให้นำมาเฝ้า ผู้คุมแลเพชฌฆาตก็ให้หามออกไปนอกพระราชวัง ถึงหน้าป้อมวิชัยประสิทธิ์ ก็ประหารชีวิตตัดศีรษะเสีย ถึงแก่พิราลัย จึ่งรับสั่งให้เอาศพไปฝัง ณ วัดบางยี่เรือใต้"

ขณะที่ปรีดา ศรีชลาลัย กล่าวถึงวาระสุดท้ายของพระเจ้าตากสินฯไว้ในบทความเรื่อง”ปีสุดท้ายของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช”ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ปีที่ 3 ฉบับที่ 2 ประจำเดือนธันวาคม 2524 ว่า”สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชถูกปลงพระชนม์ ณ พระวิหารที่ประทับในวัดแจ้ง (คือวัดอรุณราชวราราม ปัจจุบันนี้) รวมวันตั้งแต่เสด็จออกทรงผนวชจนถึงวันถูกปลงพระชนม์ เป็น 28 วัน โหรจดไว้ว่าดับขันธ์ ไม่ใช้คำว่าสิ้นพระชนม์ หรือสวรรคต ก็เพื่อยืนยันว่า พระองค์ท่านถูกปลงพระชนม์ทั้งที่ทรงเพศเป็นพระภิกษุ จึงใช้คำว่าดับขันธ์ เพื่อให้เข้าใจว่ามิได้สวรรคตเมื่อลาผนวชออกมา ความจริงพระองค์ดำรงสมณเพศจนตลอดพระชนม์ชีพ เมื่อการปลงพระชนม์เสร็จเรียบร้อยแล้ว เชิญพระศพไปฝังไว้ที่วัดอินทาราม บางยี่เรือ ใกล้ตลาดพลู คลองบางหลวง (เวลานั้นยังเรียกวัดบางยี่เรือ)”
ปรีดานำเสนอว่า ปฐมเหตุนั้นมาจากการที่เกิดความวุ่นวายทางการเมืองของเวียดนาม เมื่อพวกกบฏไตเซินได้ก่อการรัฐประหารต่อพระเจ้าเวียดนามยาลอง พ่ายแพ้ถอยร่นลงมาทางใต้ แล้วหวังจะได้กำลังฝ่ายเขมรเข้ามาช่วยสู้รบ จึงเข้าไปแทรกแซงการเมืองเขมร ซึ่งเป็นประเทศราชของไทย
พระเจ้าตากสินจึงโปรดเกล้าให้สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนอินทรพิทักษ์ พระมหาอุปราช องค์รัชทายาทเป็นแม่ทัพใหญ่ เจ้าพระยาจักรี(ด้วง) เจ้าพระยานครสวรรค์ เจ้าพระยาสุรสีห์(บุญมา น้องชายเจ้าพระยาจักรี ด้วง)และพระเจ้าหลานเธอ กรมขุนรามภูเบศ เหล่านี้เป็นแม่ทัพรองๆลงมา ไปจัดการปราบ และเพื่อมิให้ญวนลุกลามเข้ามายึดเมืองเขมรเป็นที่มั่น โดยโปรดให้กองทัพไทยออกไปในเดือนยี่ ปีฉลู ตรงกับพ.ศ.2324
แทนที่จะจัดการปัญหาได้ตามแผน ปรีดาได้อ้างถึงพงศาวดารญวน ฉบับนายหยงทหารปืนใหญ่ แปล(เล่ม 2 หน้า 378)ว่า เรื่องผิดคาดหมด เพราะกองทัพไทยที่ยกออกไปครั้งนั้นทำงานต่างกัน แม่ทัพใหญ่พยายามจะรุดหน้าไป ฝ่ายแม่ทัพรองบางนายหาทางยับยั้งเสีย เพื่อหน่วงคอยฟังเหตุการณ์ทางกรุงธนบุรี เวลานั้นญวนได้ส่งกองทหารเข้าไปช่วยอยู่ในเมืองเขมรบ้าง แต่ไม่มากนัก ว่ากันตามส่วนกำลังที่ทั้งสองฝ่ายมีและจะต้องสู้กันอย่างแตกหัก อย่างไรเสียก็ควรจะหวังได้ว่ากองทัพไทยต้องทำงานได้ผลดีเป็นแน่ หากงานที่ทำนั้นไม่มีเรื่องอื่นเข้าแทรกแซง เพราะฝ่ายญวนอ่อนเต็มทีแล้ว ย่อมจะต้องการหย่าศึกกับไทยมากกว่า เพราะญวนมีภาระจะต้องสู้รบกับพวกราชวงศ์เล้(กบฏไตเซิน) ซึ่งกำลังตีรุกลงมาจากทางเหนืออย่างรุนแรง ถ้าขืนรบกับไทยเข้าอีก จะถูกตีกระหนาบสองหน้า อาจถึงเหลวแหลกหมดทางตั้งตัว
เพราะฉะนั้นเพื่อหาทางดีกับไทย แม่ทัพญวนชื่อเหงวียงหึวถว่าย จึงลอบแต่งทูตมาทาบทามทางแม่ทัพรองฝ่ายไทย พงศาวดารญวน เล่ม 2 หน้า 382 บันทึกไว้ว่านับเป็นโชคดีของญวน เป็นอันสมประสงค์ของแม่ทัพญวนโดยง่ายดาย เพราะว่าแม่ทัพรองฝ่ายไทยก็ต้องการจะให้กองทัพญวนและเขมรร่วมมือในทางลับอยู่เหมือนกัน และท่านแม่ทัพรองฝ่ายไทยก็ยินดีจะช่วยกำลังแก่ญวนตามสมควรในโอกาสต่อไป เมื่อทำงานลับเสร็จสมหมายแล้ว แม่ทัพญวนกับแม่ทัพรองฝ่ายไทยได้ลอบทำสัญญาลับทางทหารต่อกัน ฝ่ายแม่ทัพญวนหักกระบี่และคันธงออกเป็น ๒ ท่อน แล้วแบ่งให้ไว้ฝ่ายละครึ่งตามธรรมเนียม เพื่อเป็นเครื่องหมายในการทำสัญญา ต่อจากนั้น แม่ทัพรองฝ่ายไทยก็ให้ญวนล้อมกองทัพสมเด็จพระมหาอุปราช เจ้าฟ้ากรมขุนอินทรพิทักษ์ และทัพพระเจ้าหลานเธอ กรมขุนรามภูเบศ ไว้อย่างแน่นหนา ตรึงทัพทั้งสองมิให้เคลื่อนที่ได้ ส่วนตนรีบเดินทัพย้อนกลับมากรุงธนบุรีโดยด่วน
ส่วนทางด้านกรุงธนบุรี มีผู้ยุยงชาวกรุงเก่าให้เกิดเข้าใจผิดในสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ และชักชวนทำการกบฏย่อยๆขึ้น ผู้ยุยงตัวสำคัญซึ่งแอบขึ้นไปตั้งทำการยุที่กรุงเก่า มี 3คน คือ นายบุนนาค, หลวงสุระ,หลวงชะนะ รวบรวมผู้คนตั้งเป็นกองรบเข้ารุมทำร้ายผู้รักษากรุงเก่า แล้วเดินทางมายังกรุงธนบุรี ในเดือน 4 แรม 11 ค่ำ ถึงกรุงธนบุรีในตอนดึก ก็เริ่มยิงพระนครทันที ยังมีพวกกบฏแอบแฝงซ่องสุมอยู่ในกรุงธนบุรีอีก มีหลวงสรวิชิต (หน) เป็นต้น ก็ก่อการจลาจลขึ้นรับกับพวกกบฏที่ยกมาจากกรุงเก่า
ในชั้นต้น พวกกบฏขอให้พระสงฆ์เข้าไปถวายพระพร ทูลขอให้พระองค์เสด็จออกทรงผนวชเพื่อสะเดาะพระเคราะห์เมืองสัก 3 เดือน สมเด็จพระเจ้าตากสินฯทรงรับคำทูล โปรดให้ข้าราชการผู้ใหญ่ปรึกษาดูตามความสมควร เวลานั้นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่มีพระยาสรรคบุรี (บรรพบุรุษแห่งสกุลแพ่งสภา) พระยารามัญวงศ์ (มะซอน บรรพบุรุษแห่งสกุลศรีเพ็ญ) เป็นต้น ล้วนแต่ซื่อสัตย์จงรักภักดีในพระองค์อย่างยิ่งยวด ข้าราชการเหล่านั้นคงจะได้คำนึงถึงกำลังส่วนใหญ่ที่ต้องส่งออกไปภาคตะวันออก จะทำผลีผลามลงไปในขณะนี้ ฉวยว่ามีการผันแปรต่างประเทศด้านอื่นเกิดขึ้นแทรกแซง จะเรียกกำลังจากภาคตะวันออกกลับมาไม่ทันท่วงที
อีกประการหนึ่งพวกราษฎรก็ถูกปลุกปั่นให้เข้าใจผิดโดยการโฆษณาชวนเชื่อว่าพระเจ้าตากสินทรงมีพระสัญญาณวิปลาส คือเป็นบ้า หลงผิดว่าบรรลุโสดาบัน ทำการสั่งสอนพระสงฆ์ หากพระสงค์องค์ใดไม่ยินยอมก็ถูกจับเฆี่ยนตี(ซึ่งเป็นกล่าวหาที่ร้ายแรงมากที่สุดในเวลานั้น เป็นโทษฐานอนันตริยกรรมทีเดียว) ความเข้าใจผิดอาจลุกลามไปมาก ในเมื่อไม่รีบหาทางแก้ไข เสียแต่ในชั้นต้น ฉะนั้นควรจะมีทางมองเห็นทางเดียวที่ควรกระทำก่อน คือขอให้ทรงยอมตามความประสงค์ ดังที่พวกกบฏขอให้พระสงฆ์ทูลแล้วนั้น
พระเจ้าตากสินฯซึ่งสิ้นไร้ทั้งกำลัง และถูกโฆษณาชวนเชื่อว่าร้ายอย่างหนักหน่วงให้ขาดการสนับสนุนจากมวลชน ก็ได้ตกลงเสด็จออกทรงผนวช วันอาทิตย์ เดือน 4 แรม 12 ค่ำที่วัดแจ้ง อันเป็นวัดในพระบรมมหาราชวัง (เช่นเดียวกับวัดพระแก้วมรกตในวังหลวงทุกวันนี้) ในการเสด็จออกทรงผนวชนี้ ความจริงหาขาดจากพระราชตำแหน่งไม่ เพราะมีกำหนดแน่นอน ว่าจะเสด็จนิวัติกลับสู่ราชบัลลังก์ ภายหลังเมื่อทรงผนวชแล้ว 3 เดือน ส่วนราชการบ้านเมืองก็มีข้าหลวงรักษาพระนครตามธรรมเนียม
พระเจ้าตากสินทรงผนวชแล้ว 12 วัน พระยาสุริยอภัย (ทองอิน) หลานเจ้าพระยาจักรี (ด้วง) ซึ่งโปรดให้ออกไปเป็นเจ้าเมืองนครราชสีมา ยกทัพมาจากนครราชสีมา โดยมิได้รับพระบรมราชานุญาต (ซึ่งถือเป็นพฤติการณ์กบฎในสมัยนั้น แม้กระทั่งสมัยนี้หากเคลื่อนย้ายกำลังโดยไม่มีคำสั่ง)
แต่ในพงศาวดารว่าเจ้าพระยาจักรี (ด้วง) ให้รีบยกเข้ามาฟังเหตุการณ์ในกรุงก่อน (ดูพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา เล่ม 3) พวกกบฏมีนายบุนนาค หลวงสุระเป็นต้น เข้าสมทบกับพระยาสุริยอภัย (ทองอิน)
กาลครั้งนั้นพระเจ้าหลานเธอ กรมขุนอนุรักษ์สงครามจึงระดมกำลังเท่าที่จะหาได้ในเวลานั้น รีบยกไปตีกองทัพพระยาสุริยอภัย (ทองอิน) ที่ตำบลบ้านปูน ณ วันอังคาร ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2325 เป็นเวลาภายหลังที่พระยาสุริยอภัย (ทองอิน) เดินทัพเข้ามาในกรุง และตั้งมั่นอยู่ 11 วัน แต่กำลังของกรมขุนอนุรักษ์สงครามไม่สามารถตีทำลายกองทัพพระยาสุริยอภัย (ทองอิน) ลงได้ตามความประสงค์ เพราะกำลังน้อยกว่า ต้องล่าถอยไปทางวัดยาง ในที่สุดถูกพวกพระยาสุริยอภัย (ทองอิน) จับได้ พระยาสุริยอภัย (ทองอิน)จึงขยายวงค่ายแผ่กว้างออกมา จนใกล้พระราชวังหลวง
เมื่อกรมขุนอนุรักษ์สงครามถูกจับแล้ว 3 วัน พอเช้าวันที่ 6 เมษายน 2325 เจ้าพระยาจักรี (ด้วง) ก็รีบเดินกองทัพใหญ่มาถึงพระนคร ได้มีการสอบถามความเห็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เป็นจำนวนมาก(ซึ่งส่วนมากก็ล้วนอยู่ในสายของพระยาจักรีนั่นเอง) ว่าเมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนี้แล้วจะควรทำอย่างไรต่อไป
บรรดาข้าราชการที่ยังจงรักภักดีในพระองค์สมเด็จพระเจ้าตากสิน และเชื่อในพระราชปรีชาสามารถ ของพระองค์ ก็ยืนคำว่าควรไปกราบทูลอัญเชิญเสด็จ ขอให้ทรงลาผนวชออกมาครองราชสมบัติบริหารการแผ่นดินโดยด่วน หาไม่ก็ควรยกราชสมบัติให้รัชทายาทของพระองค์แทน เพราะมีรัชทายาทหลายพระองค์ ในเรื่องนี้ได้ความตามคำบอกเล่าจากเจ้านายบางองค์ในราชวงศ์จักรีว่า ข้าราชการพวกที่กล้าพูดเช่นนั้น ในที่สุดก็ถูกคุมตัวไปประหารชีวิตทั้งหมด
ส่วนสมเด็จพระเจ้าตากก็ถูกปลงพระชนม์ในวันนั้นเอง ณ พระวิหารที่ประทับในวัดแจ้ง (คือวัดอรุณราชวราราม ปัจจุบันนี้) รวมวันตั้งแต่เสด็จออกทรงผนวช จนถึงวันถูกปลงพระชนม์ เป็น 28 วัน โหรจดไว้ว่าดับขันธ์ ไม่ใช้คำว่าสิ้นพระชนม์หรือสวรรคต ก็เพื่อยืนยันว่า พระองค์ท่านถูกปลงพระชนม์ทั้งที่ทรงเพศเป็นพระภิกษุ จึงใช้คำว่าดับขันธ์ เพื่อให้เข้าใจว่ามิได้สวรรคตเมื่อลาผนวชออกมา ความจริงพระองค์ดำรงสมณเพศจนตลอดพระชนม์ชีพ
เมื่อการปลงพระชนม์เสร็จเรียบร้อยแล้ว เชิญพระศพไปฝังไว้ที่วัดอินทาราม บางยี่เรือ ใกล้ตลาดพลู คลองบางหลวง (เวลานั้นยังเรียกวัดบางยี่เรือ) บรรดาศพข้าราชการที่จงรักภักดีในพระองค์ มีเจ้าพระยานครราชสีมา (บุญคง ต้นสกุลกาญจนาคม) พระยาสรรค์ (บรรพบุรุษสกุลแพ่งสภา) พระยารามัญวงศ์ (ต้นสกุลศรีเพ็ญ) พระยาพิชัยดาบหัก (ทองดี ต้นสกุลวิชัยขัทคะ และพิชัยกุล) เป็นต้น จำนวนมากกว่า 150 นาย ก็ถูกฝังเรียงรายใกล้พระศพสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชนั้น
ฝ่ายพระราชวงศ์ของพระเจ้าตากสินที่ยังเหลือ ถ้าเป็นเจ้าชายชั้นทรงพระเจริญวัยก็ถูกจับปลงพระชนม์หมด เอาไว้แต่ที่ทรงพระเยาว์ และเจ้าหญิง ถอดพระยศออกแล้วเรียกว่าหม่อม เหมือนกันทุกพระองค์ แม้จนกระทั่งสมเด็จพระราชินี และสมเด็จพระน้านาง เป็นการถอดอย่างที่ไม่เคยมีมา ฝ่ายเจ้าพระยาอินทวงศา อัครมหาเสนาธิบดีฝ่ายกลาโหม ขณะนั้นตั้งวังปราบบัญชาการทัพอยู่ที่ปากพระ ใกล้เมืองถลาง ทราบว่าสมเด็จพระเจ้าตากสินฯถูกปลงพระชนม์แล้ว ก็ฆ่าตัวตายตามเสด็จ เพราะไม่ยอมเป็นข้าคนอื่น
ยังเหลือไว้แต่กรมขุนกษัตรานุชิต(เจ้าฟ้าเหม็น)ราชโอรสที่เกิดแต่ลูกสาวของพระยาจักรีที่ไว้ชีวิต(แต่เมื่อรัชกาลที่1สวรรคตลง ก็มีการหาเหตุขจัดเสี้ยนหนามในที่สุด โดยอ้างว่าเจ้าฟ้าเหม็นจะทำการกบฎ โดยมีหลักฐานคือกาได้คาบข่าวมาบอกว่าเจ้าฟ้าเหม็นจะก่อกบฎ..)
ส่วนความเกี่ยวข้องกับญวน ตามสัญญาลับ ไทยต้องช่วยญวนต่อรบกับพวกราชวงศ์เล้ (ที่เรียกพวกกบฎไตเซิน) 2 ครั้ง และช่วยอาวุธยุทธภัณฑ์อีกนับไม่ถ้วน ผลสุดท้ายเมื่อญวนกลับตั้งราชวงศ์องเชียงสือสำเร็จ มีอำนาจใหญ่โตขึ้น ไทยต้องเสียเมืองพุทไธมาศแก่ญวน
พงศาวดารจากการบันทึกความทรงจำของคนร่วมสมัยระบุด้วยว่า หลังจากประหารชีวิตพระเจ้าตากไปไม่นาน มีการขุดพระบรมศพขึ้นถวายพระเพลิง พระพุทธยอดฟ้าและกรมพระราชวังบวรฯเสด็จไปทอดพระเนตร เห็นนางในน้อยใหญ่ร้องไห้รักอาลัยพระเจ้าตากก็ทรงกริ้ว สั่งเฆี่ยนนางในเหล่านั้น
อมรรัตน์ เทพกำปนาท กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม เขียนถึงพระราชอุตสาหะและน้ำพระทัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชไว้ในบทความเรื่องพระเจ้าตากสินมหาราช กับการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในยุคกรุงธนบุรี ว่า คงเป็นเพราะการศึกสงครามที่ยังมีอยู่แทบตลอดรัชกาลนั่นเอง ซึ่งปัญหาความอดอยากนี้ นับว่าเป็นปัญหาหนักทีเดียว จนพระองค์ถึงกับเคยเอ่ยพระโอษฐ์ด้วยความทุกข์พระทัยว่า
“...บุคคลผู้ใด เป็นอาทิ คือ เทวดา บุคคลผู้มีฤทธิ์มาประสิทธิ์ มากระทำ ให้ข้าวปลาอาหารสมบูรณ์ขึ้น ให้สัตว์โลกเป็นสุขได้ แม้ผู้นั้นจะปรารถนาพระพาหาแห่งเราข้างหนึ่ง ก็อาจตัดบริจาคให้แก่ผู้นั้นได้ ความกรุณาเป็นสัตย์ฉะนี้...”
จากพระราชปรารภข้างต้น คงจะทำให้เราได้เห็นน้ำพระทัยของพระเจ้ากรุงธนบุรีอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น ว่าทรงตั้งใจเสียสละเพื่อราษฎรเพียงใด ตลอดรัชกาล พระองค์ต้องคิดทั้งเรื่องการรบข้าศึกศัตรู คิดเรื่องการฟื้นฟูและทำนุบำรุงบ้านเมือง คิดถึงการแก้ปัญหาปากท้องราษฎร แต่ละเรื่องนับเป็นภาระที่หนักยิ่ง
หากมิใช่เพราะพระปรีชาสามารถ น้ำพระทัยที่ห้าวหาญ และความเสียสละของพระองค์ท่านแล้ว คงยากที่คนไทยเราจะมีวันนี้ได้
ตัดหวายอย่าไว้หนามหน่อ ฆ่าพ่ออย่าไว้ลูก
#กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท(วังหน้าพระยาเสือ)
ภายหลังเจ้าพระยาจักรีได้ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าขึ้นเป็นรัชกาลที่ 1 แห่งพระราชจักรีวงศ์นั้น สมเด็จพระอนุชาในรัชกาลที่ 1 คือ กรมพระราชวังบวรฯ(บุญมา) เสด็จลงมาเฝ้าฯ กราบทูลว่าบรรดาบุตรชายน้อยๆ ของเจ้าตากสิน จะรับพระราชทานเอาไปใส่เรือล่มน้ำเสียให้สิ้น คำบุราณกล่าวไว้ ตัดหวายอย่าไว้หนามหน่อ ฆ่าพ่ออย่าไว้ลูก ซึ่งจะเลี้ยงไว้นั้นหาประโยชน์ไม่ จะเป็นเสี้ยนหนามไปภายหน้า" (พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา, คลังวิทยา, ๒๕๑๖, น. ๔๖๐)
อย่างไรก็ดีลูกของพระเจ้าตากสินองค์หนึ่งเหลือรอดมาได้ คือเจ้าฟ้าเหม็น เพราะเป็นหลานของรัชกาลที่ 1 ได้ขอยกเว้นชีวิตไว้ และโปรดสร้างวังท่าพระให้อยู่(ปัจจุบันเป็นที่ตั้งมหาวิทยาลัยศิลปากร)แต่พอต่อมาเมื่อรัชกาลที่ 1 สวรรคตได้เพียง 7 วัน และผลัดแผ่นดินมาสู่รัชกาลที่ 2 พระราโชบายที่เคยมีมาแต่ต้นรัชกาลก็มาประสบผล
โดยคดีนี้พิลึกพิลั่นว่า อีกาได้คาบข่าวมาบอกว่าเจ้าฟ้าเหม็นจะก่อการกบฎแย่งชิงราชบัลลังก์ ในที่สุดก็มีการตั้งตุลาการขึ้นชำระความ ซึ่งตุลาการสมัยโน้นก็คงอาการประมาณเดียวกับสมัยนี้หละกระมัง คือหาหลักฐานไม่พบ โดยมีความตอนหนึ่งว่าไว้ดังนี้มีรับสั่งโปรดเกล้าฯ ว่า อ้ายเมืองให้การถึงหม่อมเหม็น ทั้งนี้ยังเลื่อนลอยอยู่เห็นหาจริงไม่ แต่ทะว่าเป็นความแผ่นดิน จึงให้ข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อย ตริตรองชำระเอาความจริง

ตุลาการศาลยุติธรรมในเวลานั้นตริตรองแล้วก็ชำระความออกมา ด้วยการที่เจ้าฟ้าเหม็นทรงถูกถอดยศเป็น "หม่อมเหม็น" นำไปสำเร็จโทษที่วัดปทุมคงคา ส่วนพระโอรส 6 พระองค์ของเจ้าฟ้าเหม็นก็ต้องโทษ "ตัดหวายอย่า่ไว้หนามหน่อ ฆ่าพ่ออย่าไว้ลูก" คือ หม่อมเจ้าชายใหญ่ หม่อมเจ้าชายสุวรรณ หม่อมเจ้าชายหนูเผือก หม่อมเจ้าชายสวัสดิ์ หม่อมเจ้าชายเล็ก และ หม่อมเจ้าชายแดง ทรงถูกนำไป "ถ่วงน้ำ" ที่ปากอ่าว
ก็เป็นอันว่าพระราโชบายที่กำหนดไว้นับแต่ปราบดาภิเษกสถาปนาพระราชจักรีวงศ์ ก็มาบรรลุผลในตอนหลังรัชกาลที่ 1 สวรรคตลงเพียง 7 วันนั่นแล
แม้จะสิ้นวงศ์ไปแล้ว และแม้เหตุการณ์ผ่านไปนานถึง 228 ปี แต่กฤษฎาภินิหารของพระเจ้าตากสินมหาราชนั้นก็บดบังมิได้..
บก.ลายจุด: พวกเขาตะโกนว่า "ขนมปัง" และ "ทักษิณ"

โดย บก.ลายจุด
ที่มา เฟสบุ๊ค
คนรากหญ้าคือคนแรกที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติ เศรษฐกิจก่อนใคร
แต่เขามักเป็นคนสุดท้ายที่จะเอ่ยปากว่า "วิกฤติ"
ไม่ใช่เพราะเขาไม่รู้จักความยากลำบาก แต่เพราะเขารู้จักมันเป็นอย่างดี
เขาพร่ำถามตนเอง ถามญาติพี่น้อง ถามพระเจ้า ถามทุกคนที่เขาจะถามได้ว่า เขาจะหลุดออกจากความยากจนได้อย่างไร
ประเทศนี้เขายกยอชาวนาว่าเป็นกระดูกสันหลังของชาติ
จากนั้นทั้งปีทั้งชาติ ถ้อยคำที่สวยหรูก็ไม่ได้ถูกนำมาปฏิบัติเพื่อแสดงความสำคัญ ของประโยคข้างบน
สำหรับพวกเขาแล้ว มันคือคำหลอกลวง ที่ประเทศนี้บอกกับเขาและคนทั้งชาติ
ชาวนาไม่ได้แปลว่า กระดูกสันหลัง แต่เป็นคำสาป ที่พวกชนชั้นกลางและสูงมอบให้
และถ้าพวกเขาขายที่นาที่เต็มไปด้วยหนี้สิน และความสิ้นหวัง เขาจะถูกพวกที่เอาแต่บริโภค(แดก)ข้าว แต่ไม่เคยทำการผลิตประนามว่า เป็นพวกเห็นแก่เงิน เห็นแก่สบาย
คนพวกนี้แหละที่พอเห็นชาวนาใช้เทคโนโลยีถูก ๆ อย่างเครื่องไถนา ควายเหล็ก ก็จะเหยียดหยาม แบบว่าไม่พอเพียง ผมไม่เข้าใจว่า ไอ้คนพูดมันรู้จักแดดจริง ๆ หรือเปล่า รู้จักสิ่งที่เรียกว่าการใช้แรงกาย มากน้อยแค่ไหน
ผมไม่ใช่พวกโปรทักษิณ แต่เป็นเสื้อแดง ผมขอช่วยสื่อสิ่งที่เสื้อแดงปีกที่โปรทักษิณว่าเขาต้องการ อะไร แท้จริงแล้ว เขาไม่ได้ต้องการทักษิณ แต่เขาต้องการคนอย่างทักษิณ คุณฆ่าทักษิณตาย เขาก็ยังร้องหาคนอย่างทักษิณไม่จบ เพราะการเมืองไทยในอดีตมันไม่เห็นหัวคนจน แถมปัญญาชนก็ดูแคลนคนจน โง่ ถูกหลอก เห็นแก่ได้ เสพติดประชานิยม
สื่อก็ไม่เข้าใจว่าชาวบ้านจริง ๆ ต้องการอะไร แต่พร้อมกันตีตราว่าชาวบ้านพวกนี้มันโง่ เช่นเดียวกับปัญญาชน
พวกเขาไม่มีใครแล้วจริง ๆ เขาจึงตะโกนคำว่า "ทักษิณ"
คนที่เขาเชื่อว่า ยังฟังเขาอยู่
เฉกเช่นชาวฝรั่งเศสที่ตะโกนคำว่า "ขนมปัง" หน้าพระราชวังก่อนการปฏิวัติฝรั่งเศส
ประธานกก.สิทธิฯให้คนกรุงอดกลั้นเอาใจเขาใส่ใจเรา ชูมาร์คทำตามขั้นตอน-ชมม็อบเปิดเส้นทาง
ที่มา Thai E-News

ตึงเครียดก่อนจะแฮปปี้เอ็นดิ้ง-ผู้ชุมนุมเสื้อแดงบางส่วนบุกเข้าไปในสำนักงานกกต. แต่ไม่มีเหตุปะทะรุนแรง โดยนั่งเผชิญหน้ากับตำรวจ และพล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ได้เป็นตัวกลางโทรคุยกับนายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานกกต. ซึ่งรับปากว่าจะพิจารณาสำนวนคดียุบพรรคประชาธิปัตย์เสร็จภายในวันที่ 20 เม.ย. ผู้ชุมนุมพอใจและยุติการชุมนุมกลับไปแยกราชประสงค์ โดยประกาศว่าในว้นที่ 20 จะกลับมาชุมนุมที่กกต.เพื่อขอคำตอบและลุ้นให้ชี้ขาดยุบพรรคประชาธิปัตย์(ภาพข่าว:REUTERS)
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
5 เมษายน 2553
ประธานกรรมการสิทธิฯ วอนทุกฝ่ายอดทน ชี้เป็นเรื่องพัฒนาการ ปชต.ประชาไท รายงานข่าวว่า ประธานกรรมการสิทธิฯ ชมนายกฯ ใช้กระบวนการศาล เป็นการดำเนินการตามขั้นตอนที่สากลยอมรับ วอนคนไม่เกี่ยวข้องการชุมนุม ทำความเข้าใจสถานการณ์ เพราะผู้มาชุมนุมอาจเดือดร้อนจากการถูกละเมิดสิทธิ หรือได้รับความไม่เป็นธรรมมาตลอดชีวิต จึงต้องมาชุมนุมกันส่งเสียงต่อผู้มีอำนาจ
(5 เม.ย. 2553) อมรา พงศาพิชญ์ ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้ให้ความเห็นต่อสถานการณ์การชุมนุมสาธารณะที่เริ่มเกิดความตึงเครียดยิ่งขึ้นว่า ที่ผ่านมาทางคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับคำมั่นสัญญาจากทั้งฝ่ายรัฐบาลและผู้นำ นปช. ว่าจะไม่ใช้ความรุนแรงในทุกรูปแบบ อยู่ในกรอบกติกาและไม่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของทุกฝ่าย ซึ่งรวมถึงผู้ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการชุมนุม ดังนั้นจึงขอให้ทุกฝ่ายใช้ความอดทนอดกลั้นให้มาก เพราะเป็นเรื่องพัฒนาการของระบอบประชาธิปไตยของไทยครั้งสำคัญที่ต้องช่วยกันประคับประคองให้ก้าวผ่านไปให้ได้ โดยปราศจากความรุนแรง
อมรา กล่าวต่อไปว่า ในขณะนี้แม้ดูเหมือนว่าเหตุการณ์การชุมนุมทำท่าจะบานปลาย โดยผู้ชุมนุมทำการปิดถนน ทำให้กระทบกระเทือนต่อเสรีภาพและสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้ที่ไม่ได้ชุมนุมที่ต้องปฏิบัติภารกิจใช้รถใช้ถนน แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งให้ทราบถึงความเดือดร้อนและทำการเจรจาต่อรองกับผู้นำการชุมนุม ผู้ชุมนุมก็ได้ปฏิบัติตามโดยเปิดเส้นทางจราจร ทำให้สถานการณ์ผ่อนคลายลงตามลำดับ นอกจากนี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ยังคงดำเนินการตามขั้นตอนที่เป็นที่ยอมรับทางสากล โดยใช้กระบวนการทางศาล และเชื่อว่าเมื่อศาลตัดสินเป็นประการใดแล้วทุกฝ่ายควรให้ความเคารพ หากทุกฝ่ายปฏิบัติตามขั้นตอน เคารพกฎ กติการ่วมกัน ปัญหาความขัดแย้งต่าง ๆ จะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น
อมรา พงศาพิชญ์ ยังกล่าวทิ้งท้ายว่าขอให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมที่ต้องประสบความเดือดร้อน ความลำบากในการใช้ชีวิตประจำวันบ้าง ควรพยายามทำความเข้าใจต่อสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในขณะนี้ เพราะผู้ที่มาชุมนุมเรียกร้องนั้น อาจได้รับความเดือดร้อนจากการถูกละเมิดสิทธิ หรือได้รับความไม่เป็นธรรมมาตลอดชีวิต จึงต้องมาชุมนุมกันส่งเสียงให้คนที่มีอำนาจได้รับรู้ความทุกข์ยากของพวกเขา รัฐบาลต้องรับข้อเสนอเรื่องความเดือดร้อนของประชาชนมาดำเนินการแก้ไขทันที และแจ้งให้สาธารณชนทราบโดยทั่วกัน
หมอแท้จริงไฟเขียวรัฐจัดการผู้ชุมนุมอ้างละเมิดสิทธิผู้อื่น
ก่อนหน้านี้ นายแพทย์แท้จริง ศิริพาณิช 1ในกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับวรวีร์ วูวณิช ผู้ดำเนินรายการสถานีโทรทัศน์NBTในช่วงเวลาราว13.30น.วานนี้(4เม.ย.) ระบุในตอนหนึ่งว่า เท่าที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติติดตามสถานการณ์อยู่ในเวลานี้ เห็นว่าผู้ชุมนุมเสื้อแดงที่ย้ายมาชุมนุมอยู่ย่านราชประสงค์เป็นการกระทำที่ละเมิดสิทธิของผู้อื่นแล้ว เนื่องจากเป็นย่านศูนย์การค้าสำคัญ ย่อมแตกต่างจากการชุมนุมที่สะพานผ่านฟ้า ส่วนฝ่ายรัฐบาลนั้นมีการดำเนินการด้วยความอลุ้มอล่วย โดยเริ่มต้นจากการเจรจาก่อน แต่เมื่อเจรจาไม่สำเร็จก็ดำเนินการตามขั้นตอน เช่น การแจ้งเตือนผู้ชุมนุม การนำประกาศศอ.รส.ไปแจ้งผู้ชุมนุมให้ย้ายออกจากย่านราชประสงค์ และการดำเนินตามขั้นตอนต่อไป หากจะมีการสลายการชุมนุมก็ต้องมีการประกาศแจ้งเตือนก่อน
ทัศนะของกรรมการสิทธิฯคนนี้นับว่าสอดคล้องกับท่าทีของฝ่ายรัฐบาล โดยเฉพาะศอ.รส. และเมื่อไวๆนี้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเพิ่งไปแถลงข่าวร่วมกับนายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในค่ายทหาร รอ.11 โดยระบุว่าฝ่ายเสื้อแดงมีการละเมิดสิทธิของนายกรัฐมนตรี แต่ก็พร้อมจะเป็นกรรมการกลางในการเจรจาระหว่าง 2 ฝ่าย
อย่างไรก็ตามฝ่ายเสื้อแดงปฏิเสธข้อเสนอที่คณะกรรมการสิทธิฯจะเป็นกรรมการกลางในการเจรจา เพราะเห็นว่าขาดความเป็นกลาง
ประธานกกต.โดนบีบยอมแล้วชี้ขาดยุบ-ไม่ยุบปชป.ภายใน20เมษายน
ที่มา Thai E-News

ตึงเครียด-ผู้ชุมนุมเสื้อแดงบางส่วนบุกเข้าไปในสำนักงานกกต. แต่ไม่มีเหตุปะทะรุนแรง โดยนั่งเผชิญหน้ากับตำรวจ และพล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ได้เป็นตัวกลางโทรคุยกับนายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานกกต. ซึ่งรับปากว่าจะพิจารณาสำนวนคดียุบพรรคประชาธิปัตย์เสร็จภายในวันที่ 20 เม.ย. ผู้ชุมนุมพอใจและยุติการชุมนุมกลับไปแยกราชประสงค์ โดยประกาศว่าในว้นที่ 20 จะกลับมาชุมนุมที่กกต.เพื่อขอคำตอบและลุ้นให้ชี้ขาดยุบพรรคประชาธิปัตย์(ภาพข่าว:REUTERS)
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
5 เมษายน 2553
เสื้อแดงไม่เคลื่อนบุกสีลม ขอตรึงราชประสงค์-จี้กกต.คดีปชป.258ล้าน สุดท้ายได้คำตอบยุบ-ไม่ยุบภายใน20เมษายนนี้
เมื่อเวลา 10.00 น. นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายจตุพร พรหมพันธุ์ และ นพ.เหวง โตจิราการ ร่วมกันแถลงข่าว โดย นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ตนขอยืนยันว่า การชุมนุมของคนเสื้อแดง มีสิทธิ์ที่จะชุมนุม ปักหลักอยู่ที่แยกราชประสงค์ต่อไปโดยจะไม่มีการรื้อถอน และเคลื่อนย้ายการชุมนุม ถึงแม้ว่า รัฐบาลจะออกคำเตือน รวมทั้ง จะดำเนินการฟ้องศาลก็ตาม ซึ่งในขณะนี้ ทาง นชป. ได้ให้ฝ่ายกฎหมายไปเตรียมตัวรออยู่ที่ศาลแล้ว เพื่อเตรียมยื่นคำร้องขอคัดค้านการยื่นของรัฐบาล ที่จะมีการดำเนินการ อย่างไรก็ตาม นปช. มีความเคารพในดุพินิจและคำวินิจฉัยของศาลที่จะออกมาซึ่งศาลหากศาลมีความเห็นว่า ให้คนเสื้อแดงเคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่แยกราชประสงค์ ฝ่ายกฎหมายของนปช. ก็พร้อมที่จะขอยื่นอุทธรณ์คำสั่งในทันที
นายณัฐวุฒิ กล่าวถึงข่าวที่รัฐบาลเตรียมที่จะออกหมายจับแกนนำ นปช. ทั้ง 4 คนนั้น ว่า ตนได้รับทราบข่าวมาว่า ในวันพรุ่งนี้ (6 เม.ย.) ทางรัฐบาลได้เตรียมตำรวจหน่วยอรินทราช ไว้คอยรวบตัว แกนนำนปช. ซึ่งตนขอฝากบอกไปยังรัฐบาลได้เลยว่า ถ้าอยากจะจับพวกเราก็ขอให้จับเลยในวันนี้ ไม่ต้องรอให้ถึงวันพรุ่งนี้ ถ้ามีหมายจับออกมาพวกเราจะไม่หนีไปไหนจะให้จับอยูที่นี่
"หากแกนนำนปช.ทั้ง 4 คน ถูกจับ เราได้เตรียม แกนนำรุ่น 2 แต่ถ้าหาก แกนนำรุ่นที่ 2 ถูกจับ เราก็มีแกนนำรุ่น 3 เอาไว้และถ้าหากแกนนำรุ่นที่ 3 ถูกจับอีกคนเสื้อแดงทั้งแผ่นดินก็ให้แปรตัวเป็นกองทัพเสรีชนที่จะลุกขึ้นต่อสู้ในทันที ส่วน คนเสื้อแดงที่อยู่ในต่างหากเป็นไปได้ ถ้าสะดวกก็ขอให้เดินทางมาชุมนุมในกรุงเทพ ฯ แต่ถ้าไม่สามารถมาได้ ก็ให้ปักหลักต่อสู้ในพื้นที่ และ คอยรอดูสถานการณ์"
นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า สำหรับในวันนี้ เวลา 12.00 น.นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ และนายขวัญชัย ไพรพนา แกนนำคนรักอุดร จะนำขบวนรถจากสะพานผ่านฟ้าฯ เพื่อไปยังสำนักงานคณะกรรมการเลือกตั้ง เพื่อติดทวงถามพิจารณาคดี เงินบริจาค 258 ล้านบาทของพรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจากเราเห็นว่า คดีดังกล่าวมีความยืดเยื้อมาเป็นเวลานานและกกต.มีท่าทีที่จะช่วยยื้อเวลาให้กับพรรคประชาธิปัตย์
บุกกกต.ขอเคลียร์อภิชาตหากไม่ยอมพบขู่ลุย
เวลาราว 11.30 น.นายขวัญชัยนำผู้ชุมนุมถึงกกต.แจ้งวัฒนะ และเรียกร้องขอพบนายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานกกต.เพื่อขอคำตอบว่าเมื่อไหร่จะมีมติดำเนินการกับพรรคประชาธิปัตย์คดี258ล้านบาท ทั้งที่หลักฐานชัด ขณะที่พรรคการเมืองอื่นมีการจ้างพยานเท็จ แต่กลับมีการยุบพรรค
นายขวัญชัยปราศรัยว่าหากนายสุชาติไม่ยอมมาพบเพื่อให้คำตอบก็อาจทำให้ผู้ชุมนุมหมดความอดทน และหากตำรวจจะสลายการชุมนุมก็พร้อมที่จะให้สลาย แต่ต้องระวังเหตุการณ์น้ำผึ้งหยดเดียวด้วย
ทั้งนี้นายขวัญชัยบอกว่าหากประธานกกต.ไม่ออกมาพบในเวลาเที่ยงจะฝ่าด่านตำรวจบุกเข้าไปพบนายอภิชาติ ทำให้สถานการณ์ตึงเครียด ซึ่งในเวลาเที่ยงตรงได้มีตัวแทนกกต.ลงมาพบชี้แจงกับผู้ชุมนุม
ต่อมาผู้ชุมนุมบอกว่าคุยกับตัวแทนกกต.ไม่ได้คำตอบ ขอให้นายอภิชาตมาพบชี้แจงด้วยตนเอง โดยขีดเส้นไว้ในเวลา14.00หากไม่มาพบจะบุกเข้าไปในกกต. ต่อมาเวลา14.00นายอภิชาตไม่มาพบ และมีรายงานว่านายอภิชาติและคณะกรรมการกกต.ไม่มีใครอยู่ในสำนักงานกกต. ได้มีกลุ่มผู้ชุมนุมจำนวนหนึ่งเข้าไปในกกต. แต่แกนนำการชุมนุมได้สั่งให้ออกมา
ผู้การแต้มเป็นตัวกลางต่อรอง อภิชาตบอกจะพิจารณาสำนวนยุบปชป.แล้วเสร็จ20เม.ย.หวังสลายม็อบ
ในเวลา15.00น. นายสุภรณ์ หรือแรมโบ้อีสาน ปราศรัยว่า นายอภิชาตรับปากตามข้อเรียกร้องแล้ว แต่ขอให้นายอภิชาตแถลงต่อสื่อมวลชนเอง
ขณะที่นายอริสมันต์ปราศรัยว่า นายอภิชาตต้องแถลงให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ โดยอ้างว่าพล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ เป็นตัวกลางในการเจรจา
ในเวลา15.10น. พล.ต.ต.วิชัยขึ้นกล่าวบนเวทีเสื้อแดงที่สำนักงานกกต.ว่า ได้คุยกับผู้ใหญ่ทางกกต.ทางผู้ใหญ่บอกว่าจะพิจารณาสำนวนเสร็จวันที่ 30 เม.ย.เลยขอว่าให้ร่นเวลาลงมาหน่อย ท่านเลยว่าจะเสร็จภายในวันที่ 20 เม.ย.
จากนั้นนายสุภรณ์กล่าวปราศรัยว่า ในวันที่20เม.ย.จะกลับมาชุมนุมที่กกต.เพื่อลุ้นว่าปชป.จะโดนชี้ขาดให้ยุบพรรคหรือไม่ จากนั้นก็ประกาศถอนการชุมนุมกลับไปที่ราชประสงค์
เสื้อแดงตั้งทีมงานให้ศูนย์การค้าเปิดได้ตามปกติ 

เสื้อแดงยึดไม่เท่าไหร่-ผู้ชุมนุมพักเอาแรงใกล้กับป้ายโฆษณาสินค้าแบรนด์เนมในห้างสรรพสินค้าย่านราชประสงค์ ส่วนภาพล่างนักท่องเที่ยวถือโอกาสใส่เสื้อแดงทัวร์ม็อบ เก็บภาพไว้เป็นที่ระลึก(ภาพข่าว:AP)
นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) แถลงเมื่อค่ำวานนี้ว่า แกนนำนปช. มีมติจะชุมนุมที่บริเวณแยกราชประสงค์ต่อเนื่องไม่มีกำหนด จนว่านายกรัฐมนตรีจะประกาศยุบสภาเท่านั้น ในวันที่ 5 เม.ย.จะมีการเคลื่อนขบวนคนเสื้อแดงไปในพื้นที่ กทม. เพื่อยกระดับการชุมนุมให้เข้มข้นขึ้น โดยจะเคลื่อนพลด้วยรถยนต์เป็นหลัก ส่วนรูปแบบจะแถลงให้ทราบอีกครั้งในเวลา 10.00 น.วันที่ 5 เม.ย. ซึ่งจะคาบเกี่ยวกับประกาศของศอ.รส. ฉบับที่ 6 ที่ห้ามคนเสื้อแดงใช้เส้นทาง11 เส้นทาง
สำหรับความเดือดร้อนของกลุ่มนักธุรกิจในย่านนี้นั้น นายณัฐวุฒิกล่าวว่า ทางนปช.ได้ตั้งทีมงานขึ้นมาเพื่อประสานงานกับนักธุรกิจที่ไม่สามารถเปิดกิจการได้ในขณะนี้ว่า ทางกลุ่มเสื้อแดงพร้อมจะให้ความร่วมมือและเปิดห้างได้ตามปกติ โดยถือว่า กลุ่มเสื้อแดงเป็นผู้ซื้อที่สำคัญ ที่นำลูกค้ามาถึงที่หน้าห้างนับแสนคน ดังนั้น นักธุรกิจที่เดือดร้อนสามารถส่งคนกับหารือกับทีมงานได้
"ที่ร้านค้าและห้างสรรพสินค้าได้รับผลกระทบจากการชุมนุมของกลุ่มนปช.ที่สี่แยกราชประสงค์นั้น จะมีการเชิญผู้ประกอบการมาหารือ เพื่ออำนวยความสะดวกว่าหากผู้ประกอบการรายใดต้องการเปิดเพื่อค้าขาย ทางกลุ่มคนเสื้อแดงก็ยินดีให้ความร่วมมือ"นายณัฐวุฒิ กล่าว
นายชาย ศรีวิกรม์ นายกสมาคมผู้ประกอบการวิสาหกิจในย่านราชประสงค์ กล่าวว่า ผู้ประกอบการในย่านธุรกิจนี้ อยู่ระหว่างประเมินสถานการณ์ร่วมกับตำรวจ ก่อนตัดสินใจเปิดให้บริการหรือไม่ รวมถึงการประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจสำหรับการชุมนุมครั้งนี้ด้วย "เบื้องต้นมีความเห็นร่วมกันว่าจะไม่ยอมเป็นเครื่องมือกดดันรัฐบาลให้ปฏิบัติตามข้อเรียกร้องของกลุ่มผู้ชุมนุมอย่างแน่นอน" นายชายกล่าว
รถไฟฟ้าเฮคนใช้บริการเพิ่มอื้อ
นายอาณัติ อาภาภิรม ที่ปรึกษาคณะกรรมการ บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ บีทีเอส กล่าวว่า รถไฟฟ้าบีทีเอสยังคงเปิดให้บริการประชาชนใช้บริการตามปกติ ซึ่งทางบีทีเอสได้เตรียมมาตรการรองรับความปลอดภัย ด้วยการสั่งให้เจ้าหน้าที่เฝ้าระวังเป็นพิเศษ ด้วยการเพิ่มเวรยาม พร้อมทั้งประสานงานกับเจ้าหน้าที่รัฐในการสอดส่องระวังวินาศภัย และเหตุระเบิด รวมทั้งติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ในการปิดถนนบริเวณสี่แยกราชประสงค์เมื่อวันที่ 3 เมษายนที่ผ่านมา มีจำนวนผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอส ประมาณ 300,000 คน เพิ่มขึ้นจากเดิม 30,000-40,000 คน
AOCระบุชุมนุมเสื้อแดงไม่กระทบการธุรกจการบินระหว่างประเทศ แต่หากประกาศฉุกเฉินหนักแน่
นายคงศักดิ์ หิรัญพฤกษ์ ประธานคณะดำเนินงานด้านธุรกิจการบิน (AOC) เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคมที่ผ่านมา พบว่า ปริมาณนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าประเทศไทย ผ่านท่าอากาศยานนานาชาติของไทย จำนวนผู้เดินทางยังอยู่ในระดับปกติ เฉลี่ยวันละ 80,000 - 90,000 คน ซึ่งปัญหาการเมืองดังกล่าว หากเป็นการใช้สิทธิ์ทางการเมืองตามระบอบประชาธิปไตย ก็เชื่อว่านักท่องเที่ยวต่างชาติจะเข้าใจ โดยก่อนหน้านี้ นักท่องเที่ยวที่มีความวิตกกังวล และระงับการเดินทางมาไทย ก็จะเป็นนักท่องเที่ยวจากจีน หรือจากเอเซียตะวันออก เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี ซึ่งรัฐบาลของประเทศเหล่านี้ได้ออกประกาศเตือนนักท่องเที่ยวในประเทศตัวเอง ส่วนนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคอื่น ยังเดินทางเข้าประเทศไทย เป็นปกติ
ส่วนการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงที่บริเวณสี่แยกราชประสงค์นั้น ซึ่งถือเป็นจุดท่องเที่ยวสำคัญจุดหนึ่งในกรุงเทพมหานคร เห็นว่าทำให้นักท่องเที่ยวส่วนหนึ่งไม่ได้รับความสะดวกในการเดินทาง และขาดแหล่งจับจ่ายใช้สอยไปจุดหนึ่ง แต่ก็ไม่ใช่จุดสำคัญที่จะกระทบทำให้นักท่องเที่ยว ไม่เดินทางมาไทย หรือกรุงเทพมหานคร เพราะการเดินทางมาประเทศไทยของนักท่องเที่ยว ผ่านท่าอากาศยานนั้น ส่วนใหญ่ ก็จะเดินทางไปท่องเที่ยวยังจังหวัดอื่นๆ ของแต่ละภูมิภาคทันที
นอกจากนี้ หากการควบคุมสถานการณ์การชุมนุมของรัฐบาลยังใช้แค่ในระดับ พ.ร.บ.ความมั่นคง เท่านั้น ก็จะไม่กระทบกับความมั่นใจของนักเที่ยว แต่หากมีการประกาศ พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อควบคุมสถานการณ์เมื่อใด ซึ่งเรื่องนี้จะมีปัญหาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการประกันภัย ซึ่งก็จะสร้างความไม่มั่นใจแก่นักท่องเที่ยว และธุรกิจท่องเที่ยวได้ ซึ่งหากมีการประกาศใช้เมื่อใด คงต้องมีการประเมินผลกระทบที่เกี่ยวกับการเดินทางและการท่องเที่ยวใหม่อีก ครั้ง ที่สำคัญในส่วนของ AOC คาดหวังว่าสถานการณ์การชุมนุม จะคลี่คลายด้วยการเจรจา และไม่เกิดเหตุรุนแรงขึ้น
ทางด้านvoice tv อ้างรายงานข่าวจากสื่อมวลชนต่างประเทศว่า เห็นต่างจากรัฐบาล เชื่อการชุมนุมยังสันติ ไม่กระทบกับเศรษฐกิจ หรือการท่องเที่ยวมากนัก
นักท่องเที่ยวต่างชาติเพียง0.7%ที่กลัวปัญหาการเมืองไม่กล้าแนะนำเพื่อนมาเที่ยวกรุงเทพฯ
ฝรั่งบ่ยั่นม็อบ-นักท่องเที่ยวต่างชาติแลกเปลี่ยนเงินในใจกลางกรุงเทพฯ แม้กลุ่มเสื้อแดงจัดชุมนุมใหญ่ในเมืองหลวง แต่ก็ไม่อาจหยุดนักลงทุนต่างประเทศให้นำเงินเข้ามาลงทุนในประเทศไทยได้ รวมทั้งการลงทุนในหุ้นและพันธบัตร ค่าเงินบาททะยานแข็งค่ามากที่สุดในรอบ 22 เดือน ส่วนหุ้นไทยขึ้นสูงสุดในรอบ2 ปี(ภาพข่าว:สำนักข่าวรอยเตอร์)
เมื่อสัปดาห์ก่อน ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ (กรุงเทพโพลล์)เปิดเผยผลการสำรวจความเห็นของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติต่อการมาท่องเที่ยวกรุงเทพฯ ในช่วงการชุมนุมทางการเมือง พบว่า มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่ระบุว่าสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองเกิดขึ้นส่งผลต่อการตัดสินใจมาท่องเที่ยว กรุงเทพฯ มากถึงร้อยละ 41.4 ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวจากการ สำรวจเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม — 1 พฤศจิกายน 2552 ที่ร้อยละ 19.3
ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวร้อยละ 75.5 มีความต้องการจะกลับมาเที่ยวกรุงเทพฯ อีกครั้ง ร้อยละ 2.7 จะไม่กลับ และร้อยละ 21.8 ยังไม่แน่ใจ
ร้อยละ 82.8 ยินดีที่จะแนะนำและบอกต่อให้ผู้อื่นมาเที่ยวกรุงเทพฯ ร้อยละ 0.7 จะไม่แนะนำ (โดยให้เหตุผลว่า มีปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง เสียงดัง และทางเดินเท้าไม่สะอาด) และ ร้อยละ 16.5 ไม่แน่ใจ
และเมื่อสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับเมืองหลวงที่น่าท่องเที่ยวมากที่สุด 5 อันดับแรกในความเห็นของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางมาท่องเที่ยวกรุงเทพฯ (เปรียบเทียบเฉพาะ 11 เมืองในกลุ่มเครือข่ายเมืองใหญ่แห่งเอเชีย 21 (The Asian Network of Major Cities 21 หรือ ANMC21) ได้แก่ กรุงเดลี กรุงฮานอย กรุงจาการ์ตา กรุงกัวลาลัมเปอร์ กรุงมะนิลา กรุงโซล กรุงโตเกียว กรุงไทเป กรุงย่างกุ้ง สิงคโปร์ และกรุงเทพมหานคร) พบว่า อันดับ 1 กรุงเทพฯ ประเทศไทย ยังเป้นเมืองหลวงที่น่าท่องเที่ยว ร้อยละ 31.9 อันดับ 2 กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ร้อยละ 19.0 อันดับ 3 สิงคโปร์ ประเทศสิงคโปร์ ร้อยละ 12.6 อันดับ 4 กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ร้อยละ 8.8 อันดับ 5 กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม ร้อยละ 7.6
ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ (กรุงเทพโพลล์) ได้สำรวจโดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป บริเวณแหล่งท่องเที่ยวที่ชาวต่างชาตินิยมไป 8 แห่งของกรุงเทพฯ ได้แก่ 1) ถนนข้าวสาร 2) ถนนสีลม 3) ประตูน้ำ - พระพรหม — แยกราชดำริ 4) ตลาดนัดจตุจักร - สวนจตุจักร 5) วัดพระแก้ว — วัดโพธิ์ 6) สถานีรถไฟหัวลำโพง - ถนนเยาวราช
7) ถนนสุขุมวิท - แยกอโศก 8) สวนลุมไนท์บาซาร์ ได้กลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 449 คน เป็นเพศชายร้อยละ 55.5 และ เพศหญิงร้อยละ 44.5
Monday, April 5, 2010
ข้ามให้พ้น “คนกรุงเทพฯ”
ที่มา ประชาไท นักปรัชญาชายขอบ น่าเห็นใจคนกรุงเทพฯที่ประสบปัญหาจากการชุมนุมของคนเสื้อแดง ไหนจะรถติด หนวกหูกับเสียงปราศรัยจากเวทีชุมนุม การค้าขาย การทำมาหากินในย่านที่มีการชุมนุม ไม่สะดวกเหมือนเดิมหรือมีอันต้องหยุดชะงักลง ไหนจะกลัวลูกระเบิด กลัวความรุนแรงสารพัดที่ไม่อาจคาดการณ์ได้ว่าจะเกิดขึ้นที่ไหน เมื่อใด แต่ดูเหมือนคนกรุงเทพฯจะไม่มีทางหลีกเลี่ยงปัญหาการชุมนุมทางการเมืองได้ ในเมื่อกรุงเทพฯเป็น “ศูนย์กลาง” ของทุกสิ่งทั้งอำนาจการเมือง เศรษฐกิจ การศึกษา สื่อ ฯลฯ ถนนทุกสายจึงมุ่งสู่กรุงเทพฯ น่าอัศจรรย์ไหมที่ข้าราชการในส่วนภูมิภาคไม่ได้รับความเป็นธรรมในการแต่งตั้งโยกย้ายก็ต้องมุ่งสู่กรุงเทพฯ ชาวนา กลุ่มเกษตรกรรายย่อย สมัชชาคนจน กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในระดับชุมชน หมู่บ้าน หรือแม้แต่การทวงที่นาคืนจากการถูกรัฐละเมิดสิทธิ์อย่างกรณี ยายไฮ ขันจันทา ก็ต้องมุ่งสู่กรุงเทพฯ (และน่าจะเป็นการเดินทางเทียวไปเทียวมายาวนานที่สุดร่วม 30 ปี จึงได้รับความเป็นธรรม) ในบรรดาความเป็นศูนย์กลางด้านต่างๆนั้น “ความเป็นศูนย์กลางฉันทานุมัติทางการเมือง” ของคนกรุงเทพฯ นับว่า “ทรงอิทธิพล” อย่างสูงยิ่ง ดังตำนาน “สองนคราประชาธิปไตย” ที่ว่า “คนชนบทตั้งรัฐบาล คนกรุงเทพฯ ล้มรัฐบาล” แม้แต่กรณียายไฮ ถ้าเรื่องราวการเดินเท้าในระยะทางกว่า 20 ก.ม.จากหมู่บ้านไปอำเภอเพื่อยื่น “จดหมาย” (ที่เขียนด้วยมือ) ขอความเป็นธรรมครั้งแล้วครั้งเล่า เรื่องราวการมาร่วมชุมนุมที่หน้าทำเนียบฯครั้งแล้วครั้งเล่าของหญิงชราขาวชนบทคนหนึ่งไม่ได้ออกรายการทีวีของ สรยุทธ สุทัศนะจินดา และถูกนำเสนอผ่านสื่อกระแสหลัก คิดหรือว่ารัฐบาลจะ “รับรู้” และรับผิดชอบแก้ไข เสียงของคนกรุงเทพฯ (ผ่านสื่อ) ที่แสดงออกถึงความสงสาร เห็นใจ และชื่นชมการต่อสู้ของยายไฮต่างหากที่ทำให้รัฐบาล “ได้ยิน” ลำพังเสียงของยายไฮล้วนๆ แม้จะเป็นเสียงตรง เสียงจริง เสียงความทุกข์ยากที่บริสุทธิ์ใสซื่ออย่างไรก็ไม่มีรัฐบาลไหนจะ “ได้ยิน” หรอกครับ ในเมื่อกรุงเทพฯเป็นศูนย์กลางของฉันทามติทางการเมืองที่ทรงอิทธิพลสูงยิ่ง ที่อาจส่งผลกระทบในเรื่องใหญ่สุด เช่น เสถียรภาพของรัฐบาล ไปจนถึงเรื่องเล็กสุด เช่น การได้รับความเป็นธรรมของหญิงชราชาวชนบทคนหนึ่ง เช่นนี้แล้วในด้านกลับคนกรุงเทพฯ จึงต้องมีต้นทุนที่จำเป็นต้องจ่าย นั่นคือความเดือดร้อนต่างๆนานาอันเกิดจาก “เสียง” จากทุกสารทิศ โดยเฉพาะเสียงของคนชนบทที่มาร้องขอ “ฉันทานุมัติ” จากคนกรุงเทพฯ เพื่อส่งผ่านให้รัฐบาล “ได้ยิน” แต่ไม่รู้ว่าเป็นโชคดีหรือโชคร้าย คนกรุงเทพฯ มักจะถูกแย่งชิงฉันทามติจากฝ่ายขัดแย้งทางการเมืองฝ่ายต่างๆอยู่เสมอ เช่น การชุมนุมของคนเสื้อแดงครั้งนี้ ฝ่ายรัฐบาลรัฐบาลใช้สื่อของรัฐและสื่อกระแสหลักโหมประโคมอย่างเต็มที่ในด้านการวิเคราะห์ คาดการณ์ และการเตรียมการป้องกันความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้น ขณะที่ฝ่ายเสื้อแดงก็เน้นภาพการชุมนุมอย่างสงบสันติ อหิงสา เน้นสงครามจิตวิทยาที่ต้องการดึงคนกรุงเทพฯ มาเป็นแนวร่วม (แต่คนเสื้อแดงแทบไม่มีสัดส่วนในการนำเสนอข้อเท็จจริง “ความคิด” หรือข้อโต้แย้งฝ่ายตรงข้ามในพื้นที่สื่อของรัฐและสื่อกระแสหลักมากนัก เมื่อเปรียบเทียบกับฝ่ายรัฐบาลที่ใช้ “ช่องหอยม่วง” นำเสนอบทวิเคราะห์ ความเห็น ข้อโต้แย้งของฝ่ายตนหรือฝ่ายสนับสนุนตนวันละหลายชั่วโมง) แต่ละฝ่ายที่หยั่งเชิงกันไปมาต่างก็คอยเงี่ยหูฟังว่า คนกรุงเทพฯ จะเอายังไง? ที่รัฐบาลไม่ยอมยุบสภาใน 15 วัน ก็เพราะเชื่อมั่นว่า สามารถอธิบายเหตุผลให้คนกรุงเทพฯ ยอมรับได้ เหตุผลที่แท้จริงของคนเรือนแสนที่มาชุมนุมไม่ใช่เรื่องที่รัฐบาลต้องใส่ใจวิเคราะห์อย่างจริงจัง แต่ฝ่ายที่น่าเห็นใจคือฝ่ายที่มาชุมนุม เพราะนอกจากจะบากหน้ามาหารัฐบาลที่ไม่สนใจรับฟังปัญหา หรือ “วาระ” ที่แท้จริงของพวกเขาแล้ว ยังจำเป็นต้องพยายาม “แสดงออก” เพื่อให้ได้ฉันทานุมัติจากคนกรุงเทพฯ อีกด้วย ซึ่ง “มาตรฐาน” ของการจะให้หรือไม่ให้ฉันทานุมัติของคนกรุงเทพฯนั้น ก็เอาแน่นอนไม่ค่อยได้ ครั้งหนึ่งคนกรุงเทพฯเคยเห็นว่า รัฐบาลทักษิณแทรกแซงองค์กรอิสระกรณีศาลรัฐธรรมนูญไม่รับพิจารณาข้อกล่าวหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนของทักษิณ แต่ครั้งนี้คนกรุงเทพฯ ไม่เห็นว่าอภิสิทธิ์แทรกแซงองค์กรอิสระกรณีเตะถ่วงคดียุบพรรคประชาธิปัตย์เรื่องรับเงินบริจาค 258 ล้านบาท ครั้งหนึ่งคนกรุงเทพฯ ทนไม่ได้กับ “รายการความจริงวันนี้” ที่ยึดทีวีของรัฐเสนอทัศนะทางการเมือง “ข้างเดียว” แต่ปัจจุบันนี้คนกรุงเทพฯกลับเฉยๆกับการที่ทีวีของรัฐ “ช่องหอยม่วง” ถูกยึดเป็นสาขาหนึ่งของ ASTV ที่เอาการเอางานกับการให้ “ความรู้” และให้ “ปัญญา” แก่ประชาชนชาวไทย (ที่ยังโง่ ยังถูกทักษิณหลอก) และ “คลายปม” ปัญหาของประเทศด้วยการเสนอความเห็นทางการเมือง “โคตรข้างเดียว” ผมไม่แน่ใจว่าที่แกนนำคนเสื้อแดงยกระดับการชุมนุมกดดันรัฐบาลมากขึ้นนั้น จะทำให้ได้รับฉันทานุมัติเพิ่มขึ้นจากคนกรุงเทพฯ และจะชนะก่อนสงกรานต์ดังที่ประกาศหรือไม่ ถ้ายังหวังฉันทานุมัติจากคนกรุงเทพฯ ทางที่เป็นไปได้คือยอมเจรจาต่อรองเรื่องเงื่อนเวลาในการยุบสภา และสิ่งที่ต้องทำก่อนยุบสภา ไม่เช่นนั้นก็ต้องข้ามให้พ้น “คนกรุงเทพฯ” ด้วยการพักรบกลับไปตั้งหลักใหม่ ถ้านับจำนวนคนเสื้อแดงในต่างจังหวัดเฉพาะภาคอิสานภาคเดียวก็มากกว่าคนกรุงเทพฯ มากแล้ว การกลับไปสร้างความเป็นเอกภาพทางความคิดให้เหนียวแน่นมากขึ้นในหมู่ประชาชนภาคเหนือ ภาคอิสาน และที่อื่นๆ พร้อมกับร่วมกันคิดสร้างแนวทางในอนาคตว่าทำอย่างไรคนต่างจังหวัด คนชนบทจะต้องไม่วิ่งมาขอความเป็นธรรม ขอให้แก้ปัญหา ขอประชาธิปไตย ฯลฯ โดยต้องคอยอาศัยฉันทานุมัติจากคนกรุงเทพฯ อีกต่อไป ทำอย่างไร “เสียง” หรือฉันทานุมัติของคนชนบทจะมีความหมายเท่าเทียม หรือถ่วงดุลเสียงหรือฉันทานุมัติของคนกรุงเทพฯได้มากขึ้น? นี่เป็นปัญหาที่คนเสื้อแดงควรร่วมกันคิดในระยะยาว เพื่อทำให้ชัยชนะ (ไม่ว่าจะเร็วหรือช้า) มีความหมายต่อการสร้างประชาธิปไตยที่จับต้องได้!
บทเรียนการสิ้นชาติเขมรสำหรับประเทศไทย
ที่มา ประชาไท ดร.โสภณ พรโชคชัย เขมรมีคำทำนายว่า วันหนึ่งประเทศไทยจะต้องบ้านแตกสาแหรกขาดยิ่งกว่าที่พวกเขาเคยประสบมาเสียอีก นี่อาจเป็นแค่คำทำนาย คำสาป คำขู่ หรืออะไรก็แล้วแต่ แต่ผมไม่ได้เชื่อไสยศาสตร์ที่ผู้คนมักนำมาข่มขู่ว่า “ไม่เชื่ออย่าลบหลู่” ผมมักจะตอกกลับคนเหล่านั้นว่า “ไม่รู้จริง ก็อย่างมงาย” (นักเลยครับ) ผมไม่ใช่นักประวัติศาสตร์ ผมเป็นเพียงที่ปรึกษากระทรวงการคลัง รัฐบาลเวียดนาม และได้รับมอบหมายจากกระทรวงการคลัง ราชอาณาจักรกัมพูชาให้ไปบรรยายหรือร่วมกันจัดงานประชุม-สัมมนาเป็นระยะ ๆ จึงได้รับรู้เรื่องราวและเห็นร่องรอยของบทเรียนการสิ้นชาติเขมร ซึ่งคนไทยควรได้รับทราบ ผมจำได้ว่าเมื่อครั้งที่เขมรสิ้นชาติเมื่อ 30 ปีก่อนนั้น ประชาชนย้ายหนีตายมาตามตะเข็บชายแดนไทย พวกที่พอมีฐานะต้องเอาทองมาแลกข้าวประทังชีวิต อาคารบ้านเรือน ไร่นาสาโทที่ตัวเองเคยเป็นเจ้าของก็ล้วนไร้ค่า ชาวเขมรในกรุงพนมเปญเล่าให้ผมฟังเมื่อสัปดาห์ก่อนตอนที่ผมไปสอนหนังสือที่เขมรว่า หลังยุคเขมรแดงแล้ว จึงปรากฏว่ามีชาวเขมรอพยพกลับเข้าไปอยู่ในกรุงพนมเปญอีกครั้งหนึ่ง เมื่อย้ายเข้ามาใหม่ ๆ ราคาบ้านและที่ดินในกรุงพนมเปญแทบไม่มีค่า ประชาชนต่างมาจับจองอาคารตึกแถวที่ถูกทิ้งร้างไว้ในใจกลางเมืองโดยเจ้าของเดิมคงตายหรือไม่ก็ย้ายไปประเทศอื่นแล้ว ครอบครัวที่กลับมาก่อน จะอาศัยอยู่ชั้นบนสุดของตึกแถว 3-4 ชั้น ทั้งนี้เพราะมักมีการปล้นชิงทรัพย์สินอยู่เสมอ การอยู่อาศัยในชั้นบนสุดย่อมปลอดภัยกว่า ครอบครัวที่ครอบครองตึกแถวร้างอยู่ มักจะเชิญชวนแกมขอร้องครอบครัวที่กลับมาจากชนบทในภายหลังให้มาอยู่ชั้นล่างจากตน เผื่อมีโจรมาปล้น ก็จะต้องผ่านครอบครัวที่มาภายหลังและอยู่ชั้นล่าง ๆ ก่อน ครอบครัวที่มาหลังสุดจะได้ครอบครองชั้นล่างสุดที่มีความเสี่ยงในการถูกปล้นสูงสุด จะเห็นได้ว่าในสภาพบ้านแตกสาแหรกขาดนั้น ไม่มีใครเห็นอนาคต ไม่มีใครสามารถจะเชื่อได้ว่าบ้านเมืองจะกลับมาสงบสุขอีกครั้งหนึ่งเช่นทุกวันนี้ ที่สำคัญในห้วงเวลานั้นมูลค่าของที่ดินและอาคารแทบจะไม่มีเหลือต่างจากที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นสมบัติสุดล้ำค่า แต่พอบ้านเมืองเข้าสู่ภาวะปกติ มูลค่าของทรัพย์สินจึงกลับคืนมาใหม่ พวกที่อยู่ชั้นล่างสุดของตึกแถวกลับโชคดีเพราะเป็นทำเลดีมีราคามากกว่า กฎุมพีเขมรเหล่านี้ก็คือ พวกชนชั้นสูงที่มีฐานะดี ผู้มีการศึกษาที่ดี รวมทั้งชนชั้นกลางที่มีโอกาสดีกว่าคนอื่น อาจกล่าวได้ว่าคนเหล่านี้จำนวนมากได้วีซ่า ได้กรีนการ์ด หรือแม้แต่ได้สัญชาติอเมริกัน ก่อนเขมรแตกจริง ๆ เสียอีก พวกนี้ไม่ได้มีส่วนสร้างชาติใด ๆ เลย อย่างไรก็ตามก็ยังมีกฎุมพีปัญญาชนส่วนหนึ่งที่มีส่วนสร้างชาติ พวกนี้คงเป็นพวกผู้มีอุดมการณ์อันแรงกล้าที่อยู่กับกลุ่มผู้นำที่ชนะจนถึงวันนี้ และไม่ได้หนีไปไหน แต่ก็ถือเป็นกฎุมพีส่วนน้อยนิด
เขมรสิ้นชาติเพราะอะไร คงต้องไปถามผู้รู้ทางประวัติศาสตร์ แต่ก็อีกนั่นแหละ ข้อสรุปของแต่ละคนก็คงเป็นแบบ “สองคนยลตามช่อง” แล้วแต่มุมมอง อาจเกี่ยวเนื่องตั้งแต่จักรวรรดินิยม คอมมิวนิสต์ สงครามเย็น สงครามตัวแทน ฯลฯ
แต่ที่แน่ ๆ ก็คือเขมรสิ้นชาติเพราะการต่อสู้ของผู้นำประเทศ จนหญ้าแพรกแหลกลาญ ฝ่ายแพ้ก็หนีตายไปอยู่ประเทศลูกพี่คือสหรัฐอเมริกา ผู้นำประเทศไม่เห็นหัวชาวบ้านอยู่แล้ว เขาพร้อมที่จะกำจัดฝ่ายตรงข้ามให้ได้ แม้ต้องแลกด้วยชีวิตของชาวบ้านตาดำ ๆ นับหมื่นนับแสนก็ตาม
ชาวเขมรที่รวย ๆ หรือพอมีฐานะและเป็นพวกที่มีวิชาความรู้ก็กลายสภาพเป็นเขมรอพยพได้รับการคัดให้ไปอยู่ไปยุโรปและอเมริกา แต่หลายคนที่มีคุณสมบัติต่ำกว่าหรือมีโอกาสน้อยกว่าก็ตายไปในแผ่นดินเขมรหรือไม่ก็ตายกลางทะเลในฐานะมนุษย์เรือผู้อพยพที่หนีไม่รอดนั่นเอง
ส่วนชาวบ้านชาวช่อง ตาสีตาสา คนธรรมดา สามัญชนก็ต้องอยู่เผชิญชะตากรรมอันโหดร้ายร่วมกับประเทศชาติในภาวะตกต่ำสุดขีด แต่คนเหล่านี้แหละคือผู้สร้างชาติตัวจริง เขมรที่ฟื้นตัวขึ้นมาใหม่ อาจเป็นเพราะผู้นำส่วนหนึ่ง แต่ทรัพยากรสำคัญก็คือพวก “ฝุ่นเมือง” หรือพวก “ไพร่” ที่ไร้ที่ไปนั่นเอง พอพวกเขาได้มีโอกาสทำมาหากินตามปกติสุข เศรษฐกิจก็เดินหน้าต่อไป
นอกจากนี้เขมรยังมีทรัพยากรมากมาย มีประชากรจำนวนมากพอที่จะกลายเป็นแรงงานราคาถูกให้กับนายทุนข้ามชาติที่มาลงทุน จึงทำให้ประเทศเจริญขึ้นมาอย่างก้าวกระโดด และเมื่อฝุ่นจางลงแล้ว เหล่าชาวเขมรปัญญาชน-กฎุมพีที่ตอนนี้กลายเป็นอเมริกันชนไปแล้ว ก็ได้ทีกลับมาทำมาหากินในประเทศเกิดอีกครั้งหนึ่ง
ผมจำได้ว่าสมัยที่ผมเรียนปี 1 อยู่ธรรมศาสตร์เมื่อปี 2519 ก็ได้ข่าวว่านายแบงค์ เจ้าของกิจการใหญ่โตก็ทำวีซาเตรียมตัวหนีไปต่างประเทศเช่นกัน โชคดีที่ประเทศไทยไม่ได้ประสบชะตากรรมเลวร้ายเช่นประเทศอื่นในคาบสมุทรอินโดจีนนี้
ถ้าวันหน้าประเทศไทยเกิดสงครามกลางเมือง ผมว่าพวกกฎุมพีไทยก็คงเริ่มผ่องถ่ายขายทรัพย์สินเพื่อเตรียมตัวไปตั้งหลักแห่งอยู่เมืองนอกกันตั้งแต่เริ่มมีเค้าลางร้ายแล้ว จนเมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งชนะ ประชาชนก็จะมาร่วมกันสร้างชาติขึ้นมาใหม่บนซากปรักหักพังของประเทศ
แม้ชาติจะยืนขึ้นมาใหม่ได้อย่างแน่นอน แต่ก็เสียเวลาไปอย่างน่าเสียดาย ทุกวันนี้กว่าประเทศลาว เขมร เวียดนาม พม่า จะมีระดับรายได้ประชาชาติต่อหัวเท่ากับไทย ก็คงยังกินเวลาอีกหลายปี โดยเฉพาะพม่า ที่บ้านเมืองยุ่งเหยิงก็เพราะพวกผู้ปกครองโดยแท้ ส่วนเวียดนามคงจะมีโอกาส “หายใจรดต้นคอ” ไทยในไม่ช้าเพราะความเข้มแข็งทางการเมือง ความกลมเกลียวของคนในชาติ และคุณสมบัติที่ขยัน อดทนของประชาชนนั่นเอง
ในท้ายที่สุดนี้ ผมสังหรณ์ว่าคำทำนายเขมรอาจเป็นจริง เพราะสมัยก่อนเราขัดแย้งเรื่องลัทธิการเมือง ก็ยังไม่เกิดความแตกแยกในสังคมมากเช่นทุกวันนี้ที่มีการตอกลิ่ม ใส่ร้ายป้ายสีกันมาตั้งแต่ปี 2547 จนทำให้ประชาชนที่เชื่อต่างกันรู้สึกจะอยู่ร่วมโลกกันไม่ได้แล้วอีกต่อไปแล้ว การแตกแยกเช่นนี้เมื่อทำให้ไทยล้าหลังลง วันหนึ่งแผ่นดินไทยก็อาจถูกแบ่งแยก เหมือนภาคใต้ที่หากวันนี้มาเลเซียยังด้อยกว่าไทยเช่นพม่าคู่อาฆาตในประวัติศาสตร์ ก็คงไม่มีปัญหา 3 จังหวัดชายแดน แต่อาจมีปัญหาการทะลักของแรงงานราคาถูกเช่นกรณีพม่าก็ได้
อย่าให้ไทยต้องเข้าสู่กลียุคเพราะสงครามกลางเมืองเลย พวกชนชั้นนำอย่ามัวเข่นฆ่าทำลายกันจนลืมคิดถึงประโยชน์ของประเทศชาติเลยครับ พวกคุณล้วนไม่ใช่เจ้าของประเทศหรือผู้สร้างชาติตัวจริง
ไม่บุกสีลมตรึงราชประสงค์ต่อ บุกกกต.จี้คดียุบปชป.
ที่มา Thai E-Newsเสื้อแดงยึดไม่เท่าไหร่-ผู้ชุมนุมพักเอาแรงใกล้กับป้ายโฆษณาสินค้าแบรนด์เนมในห้างสรรพสินค้าย่านราชประสงค์ ส่วนภาพล่างนักท่องเที่ยวถือโอกาสใส่เสื้อแดงทัวร์ม็อบ เก็บภาพไว้เป็นที่ระลึก(ภาพข่าว:AP)
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
5 เมษายน 2553
เสื้อแดงไม่เคลื่อนบุกสีลม ขอตรึงราชประสงค์-ร้องกกต.คดีปชป.258ล้าน
เมื่อเวลา 10.00 น. นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายจตุพร พรหมพันธุ์ และ นพ.เหวง โตจิราการ ร่วมกันแถลงข่าว โดย นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ตนขอยืนยันว่า การชุมนุมของคนเสื้อแดง มีสิทธิ์ที่จะชุมนุม ปักหลักอยู่ที่แยกราชประสงค์ต่อไปโดยจะไม่มีการรื้อถอน และเคลื่อนย้ายการชุมนุม ถึงแม้ว่า รัฐบาลจะออกคำเตือน รวมทั้ง จะดำเนินการฟ้องศาลก็ตาม ซึ่งในขณะนี้ ทาง นชป. ได้ให้ฝ่ายกฎหมายไปเตรียมตัวรออยู่ที่ศาลแล้ว เพื่อเตรียมยื่นคำร้องขอคัดค้านการยื่นของรัฐบาล ที่จะมีการดำเนินการ อย่างไรก็ตาม นปช. มีความเคารพในดุพินิจและคำวินิจฉัยของศาลที่จะออกมาซึ่งศาลหากศาลมีความเห็นว่า ให้คนเสื้อแดงเคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่แยกราชประสงค์ ฝ่ายกฎหมายของนปช. ก็พร้อมที่จะขอยื่นอุทธรณ์คำสั่งในทันที
นายณัฐวุฒิ กล่าวถึงข่าวที่รัฐบาลเตรียมที่จะออกหมายจับแกนนำ นปช. ทั้ง 4 คนนั้น ว่า ตนได้รับทราบข่าวมาว่า ในวันพรุ่งนี้ (6 เม.ย.) ทางรัฐบาลได้เตรียมตำรวจหน่วยอรินทราช ไว้คอยรวบตัว แกนนำนปช. ซึ่งตนขอฝากบอกไปยังรัฐบาลได้เลยว่า ถ้าอยากจะจับพวกเราก็ขอให้จับเลยในวันนี้ ไม่ต้องรอให้ถึงวันพรุ่งนี้ ถ้ามีหมายจับออกมาพวกเราจะไม่หนีไปไหนจะให้จับอยูที่นี่
"หากแกนนำนปช.ทั้ง 4 คน ถูกจับ เราได้เตรียม แกนนำรุ่น 2 แต่ถ้าหาก แกนนำรุ่นที่ 2 ถูกจับ เราก็มีแกนนำรุ่น 3 เอาไว้และถ้าหากแกนนำรุ่นที่ 3 ถูกจับอีกคนเสื้อแดงทั้งแผ่นดินก็ให้แปรตัวเป็นกองทัพเสรีชนที่จะลุกขึ้นต่อสู้ในทันที ส่วน คนเสื้อแดงที่อยู่ในต่างหากเป็นไปได้ ถ้าสะดวกก็ขอให้เดินทางมาชุมนุมในกรุงเทพ ฯ แต่ถ้าไม่สามารถมาได้ ก็ให้ปักหลักต่อสู้ในพื้นที่ และ คอยรอดูสถานการณ์"
นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า สำหรับในวันนี้ เวลา 12.00 น.นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ และนายขวัญชัย ไพรพนา แกนนำคนรักอุดร จะนำขบวนรถจากสะพานผ่านฟ้าฯ เพื่อไปยังสำนักงานคณะกรรมการเลือกตั้ง เพื่อติดทวงถามพิจารณาคดี เงินบริจาค 258 ล้านบาทของพรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจากเราเห็นว่า คดีดังกล่าวมีความยืดเยื้อมาเป็นเวลานานและกกต.มีท่าทีที่จะช่วยยื้อเวลาให้กับพรรคประชาธิปัตย์
บุกกกต.ขอเคลียร์อภิชาตหากไม่ยอมพบขู่ลุย
เวลาราว 11.30 น.นายขวัญชัยนำผู้ชุมนุมถึงกกต.แจ้งวัฒนะ และเรียกร้องขอพบนายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานกกต.เพื่อขอคำตอบว่าเมื่อไหร่จะมีมติดำเนินการกับพรรคประชาธิปัตย์คดี258ล้านบาท ทั้งที่หลักฐานชัด ขณะที่พรรคการเมืองอื่นมีการจ้างพยานเท็จ แต่กลับมีการยุบพรรค
นายขวัญชัยปราศรัยว่าหากนายสุชาติไม่ยอมมาพบเพื่อให้คำตอบก็อาจทำให้ผู้ชุมนุมหมดความอดทน และหากตำรวจจะสลายการชุมนุมก็พร้อมที่จะให้สลาย แต่ต้องระวังเหตุการณ์น้ำผึ้งหยดเดียวด้วย
ทั้งนี้นายขวัญชัยบอกว่าหากประธานกกต.ไม่ออกมาพบในเวลาเที่ยงจะฝ่าด่านตำรวจบุกเข้าไปพบนายอภิชาติ ทำให้สถานการณ์ตึงเครียด ซึ่งในเวลาเที่ยงตรงได้มีตัวแทนกกต.ลงมาพบชี้แจงกับผู้ชุมนุม
เสื้อแดงตั้งทีมงานให้ศูนย์การค้าเปิดได้ตามปกติ
นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) แถลงเมื่อค่ำวานนี้ว่า แกนนำนปช. มีมติจะชุมนุมที่บริเวณแยกราชประสงค์ต่อเนื่องไม่มีกำหนด จนว่านายกรัฐมนตรีจะประกาศยุบสภาเท่านั้น ในวันที่ 5 เม.ย.จะมีการเคลื่อนขบวนคนเสื้อแดงไปในพื้นที่ กทม. เพื่อยกระดับการชุมนุมให้เข้มข้นขึ้น โดยจะเคลื่อนพลด้วยรถยนต์เป็นหลัก ส่วนรูปแบบจะแถลงให้ทราบอีกครั้งในเวลา 10.00 น.วันที่ 5 เม.ย. ซึ่งจะคาบเกี่ยวกับประกาศของศอ.รส. ฉบับที่ 6 ที่ห้ามคนเสื้อแดงใช้เส้นทาง11 เส้นทาง
สำหรับความเดือดร้อนของกลุ่มนักธุรกิจในย่านนี้นั้น นายณัฐวุฒิกล่าวว่า ทางนปช.ได้ตั้งทีมงานขึ้นมาเพื่อประสานงานกับนักธุรกิจที่ไม่สามารถเปิดกิจการได้ในขณะนี้ว่า ทางกลุ่มเสื้อแดงพร้อมจะให้ความร่วมมือและเปิดห้างได้ตามปกติ โดยถือว่า กลุ่มเสื้อแดงเป็นผู้ซื้อที่สำคัญ ที่นำลูกค้ามาถึงที่หน้าห้างนับแสนคน ดังนั้น นักธุรกิจที่เดือดร้อนสามารถส่งคนกับหารือกับทีมงานได้
"ที่ร้านค้าและห้างสรรพสินค้าได้รับผลกระทบจากการชุมนุมของกลุ่มนปช.ที่สี่แยกราชประสงค์นั้น จะมีการเชิญผู้ประกอบการมาหารือ เพื่ออำนวยความสะดวกว่าหากผู้ประกอบการรายใดต้องการเปิดเพื่อค้าขาย ทางกลุ่มคนเสื้อแดงก็ยินดีให้ความร่วมมือ"นายณัฐวุฒิ กล่าว
นายชาย ศรีวิกรม์ นายกสมาคมผู้ประกอบการวิสาหกิจในย่านราชประสงค์ กล่าวว่า ผู้ประกอบการในย่านธุรกิจนี้ อยู่ระหว่างประเมินสถานการณ์ร่วมกับตำรวจ ก่อนตัดสินใจเปิดให้บริการหรือไม่ รวมถึงการประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจสำหรับการชุมนุมครั้งนี้ด้วย "เบื้องต้นมีความเห็นร่วมกันว่าจะไม่ยอมเป็นเครื่องมือกดดันรัฐบาลให้ปฏิบัติตามข้อเรียกร้องของกลุ่มผู้ชุมนุมอย่างแน่นอน" นายชายกล่าว
รถไฟฟ้าเฮคนใช้บริการเพิ่มอื้อ
นายอาณัติ อาภาภิรม ที่ปรึกษาคณะกรรมการ บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ บีทีเอส กล่าวว่า รถไฟฟ้าบีทีเอสยังคงเปิดให้บริการประชาชนใช้บริการตามปกติ ซึ่งทางบีทีเอสได้เตรียมมาตรการรองรับความปลอดภัย ด้วยการสั่งให้เจ้าหน้าที่เฝ้าระวังเป็นพิเศษ ด้วยการเพิ่มเวรยาม พร้อมทั้งประสานงานกับเจ้าหน้าที่รัฐในการสอดส่องระวังวินาศภัย และเหตุระเบิด รวมทั้งติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ในการปิดถนนบริเวณสี่แยกราชประสงค์เมื่อวันที่ 3 เมษายนที่ผ่านมา มีจำนวนผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอส ประมาณ 300,000 คน เพิ่มขึ้นจากเดิม 30,000-40,000 คน
AOCระบุชุมนุมเสื้อแดงไม่กระทบการธุรกจการบินระหว่างประเทศ แต่หากประกาศฉุกเฉินหนักแน่
นายคงศักดิ์ หิรัญพฤกษ์ ประธานคณะดำเนินงานด้านธุรกิจการบิน (AOC) เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคมที่ผ่านมา พบว่า ปริมาณนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าประเทศไทย ผ่านท่าอากาศยานนานาชาติของไทย จำนวนผู้เดินทางยังอยู่ในระดับปกติ เฉลี่ยวันละ 80,000 - 90,000 คน ซึ่งปัญหาการเมืองดังกล่าว หากเป็นการใช้สิทธิ์ทางการเมืองตามระบอบประชาธิปไตย ก็เชื่อว่านักท่องเที่ยวต่างชาติจะเข้าใจ โดยก่อนหน้านี้ นักท่องเที่ยวที่มีความวิตกกังวล และระงับการเดินทางมาไทย ก็จะเป็นนักท่องเที่ยวจากจีน หรือจากเอเซียตะวันออก เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี ซึ่งรัฐบาลของประเทศเหล่านี้ได้ออกประกาศเตือนนักท่องเที่ยวในประเทศตัวเอง ส่วนนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคอื่น ยังเดินทางเข้าประเทศไทย เป็นปกติ
ส่วนการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงที่บริเวณสี่แยกราชประสงค์นั้น ซึ่งถือเป็นจุดท่องเที่ยวสำคัญจุดหนึ่งในกรุงเทพมหานคร เห็นว่าทำให้นักท่องเที่ยวส่วนหนึ่งไม่ได้รับความสะดวกในการเดินทาง และขาดแหล่งจับจ่ายใช้สอยไปจุดหนึ่ง แต่ก็ไม่ใช่จุดสำคัญที่จะกระทบทำให้นักท่องเที่ยว ไม่เดินทางมาไทย หรือกรุงเทพมหานคร เพราะการเดินทางมาประเทศไทยของนักท่องเที่ยว ผ่านท่าอากาศยานนั้น ส่วนใหญ่ ก็จะเดินทางไปท่องเที่ยวยังจังหวัดอื่นๆ ของแต่ละภูมิภาคทันที
นอกจากนี้ หากการควบคุมสถานการณ์การชุมนุมของรัฐบาลยังใช้แค่ในระดับ พ.ร.บ.ความมั่นคง เท่านั้น ก็จะไม่กระทบกับความมั่นใจของนักเที่ยว แต่หากมีการประกาศ พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อควบคุมสถานการณ์เมื่อใด ซึ่งเรื่องนี้จะมีปัญหาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการประกันภัย ซึ่งก็จะสร้างความไม่มั่นใจแก่นักท่องเที่ยว และธุรกิจท่องเที่ยวได้ ซึ่งหากมีการประกาศใช้เมื่อใด คงต้องมีการประเมินผลกระทบที่เกี่ยวกับการเดินทางและการท่องเที่ยวใหม่อีก ครั้ง ที่สำคัญในส่วนของ AOC คาดหวังว่าสถานการณ์การชุมนุม จะคลี่คลายด้วยการเจรจา และไม่เกิดเหตุรุนแรงขึ้น
ทางด้านvoice tv อ้างรายงานข่าวจากสื่อมวลชนต่างประเทศว่า เห็นต่างจากรัฐบาล เชื่อการชุมนุมยังสันติ ไม่กระทบกับเศรษฐกิจ หรือการท่องเที่ยวมากนัก
นักท่องเที่ยวต่างชาติเพียง0.7%ที่กลัวปัญหาการเมืองไม่กล้าแนะนำเพื่อนมาเที่ยวกรุงเทพฯ
ฝรั่งบ่ยั่นม็อบ-นักท่องเที่ยวต่างชาติแลกเปลี่ยนเงินในใจกลางกรุงเทพฯ แม้กลุ่มเสื้อแดงจัดชุมนุมใหญ่ในเมืองหลวง แต่ก็ไม่อาจหยุดนักลงทุนต่างประเทศให้นำเงินเข้ามาลงทุนในประเทศไทยได้ รวมทั้งการลงทุนในหุ้นและพันธบัตร ค่าเงินบาททะยานแข็งค่ามากที่สุดในรอบ 22 เดือน ส่วนหุ้นไทยขึ้นสูงสุดในรอบ2 ปี(ภาพข่าว:สำนักข่าวรอยเตอร์)
เมื่อสัปดาห์ก่อน ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ (กรุงเทพโพลล์)เปิดเผยผลการสำรวจความเห็นของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติต่อการมาท่องเที่ยวกรุงเทพฯ ในช่วงการชุมนุมทางการเมือง พบว่า มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่ระบุว่าสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองเกิดขึ้นส่งผลต่อการตัดสินใจมาท่องเที่ยว กรุงเทพฯ มากถึงร้อยละ 41.4 ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวจากการ สำรวจเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม — 1 พฤศจิกายน 2552 ที่ร้อยละ 19.3
ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวร้อยละ 75.5 มีความต้องการจะกลับมาเที่ยวกรุงเทพฯ อีกครั้ง ร้อยละ 2.7 จะไม่กลับ และร้อยละ 21.8 ยังไม่แน่ใจ
ร้อยละ 82.8 ยินดีที่จะแนะนำและบอกต่อให้ผู้อื่นมาเที่ยวกรุงเทพฯ ร้อยละ 0.7 จะไม่แนะนำ (โดยให้เหตุผลว่า มีปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง เสียงดัง และทางเดินเท้าไม่สะอาด) และ ร้อยละ 16.5 ไม่แน่ใจ
และเมื่อสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับเมืองหลวงที่น่าท่องเที่ยวมากที่สุด 5 อันดับแรกในความเห็นของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางมาท่องเที่ยวกรุงเทพฯ (เปรียบเทียบเฉพาะ 11 เมืองในกลุ่มเครือข่ายเมืองใหญ่แห่งเอเชีย 21 (The Asian Network of Major Cities 21 หรือ ANMC21) ได้แก่ กรุงเดลี กรุงฮานอย กรุงจาการ์ตา กรุงกัวลาลัมเปอร์ กรุงมะนิลา กรุงโซล กรุงโตเกียว กรุงไทเป กรุงย่างกุ้ง สิงคโปร์ และกรุงเทพมหานคร) พบว่า อันดับ 1 กรุงเทพฯ ประเทศไทย ยังเป้นเมืองหลวงที่น่าท่องเที่ยว ร้อยละ 31.9 อันดับ 2 กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ร้อยละ 19.0 อันดับ 3 สิงคโปร์ ประเทศสิงคโปร์ ร้อยละ 12.6 อันดับ 4 กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ร้อยละ 8.8 อันดับ 5 กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม ร้อยละ 7.6
ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ (กรุงเทพโพลล์) ได้สำรวจโดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป บริเวณแหล่งท่องเที่ยวที่ชาวต่างชาตินิยมไป 8 แห่งของกรุงเทพฯ ได้แก่ 1) ถนนข้าวสาร 2) ถนนสีลม 3) ประตูน้ำ - พระพรหม — แยกราชดำริ 4) ตลาดนัดจตุจักร - สวนจตุจักร 5) วัดพระแก้ว — วัดโพธิ์ 6) สถานีรถไฟหัวลำโพง - ถนนเยาวราช
7) ถนนสุขุมวิท - แยกอโศก 8) สวนลุมไนท์บาซาร์ ได้กลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 449 คน เป็นเพศชายร้อยละ 55.5 และ เพศหญิงร้อยละ 44.5




