ที่มา Thai E-News ทีมข่าวไทยอีนิวส์
14 เมษายน 2553
ข่าวจากสำนักข่าวบีบีซีอังกฤษเมื่อวานนี้ชี้ให้เห็นรอกแตกแยกที่เกิดขึ้นในกองทัพ โดยขึ้นต้นประโยคแรกว่า "เมื่อนายอภิสิทธิ์ต้องการที่จะออกทีวีให้คนดูเห็นว่ารัฐบาลยังปึ๊กและอยู่ในการควบคุม แต่เนื้อหาที่สื่อออกมาจริงๆมันจะตรงกันข้าม"
บีบีซีเน้นเปรี้ยงไปที่่คำให้สัมภาษณ์ของพล.อ.อนุพงศ์ ที่บอกให้แก้ปัญหาด้วยวิถีทางการเมืองคือให้ยุบสภาเป็นทางออก ในขณะที่บอกว่านายอภิสิทธิ์พยายามจะแสดงให้เห็นความมีเสถียรภาพของรัฐบาลแถมยัดเยียดไอเดียให้คนดูว่ามีผู้ก่อการร้ายอยู่ในกลุ่มคนเสื้อแดง
"แผนห่วย" บีบีซีอ้างคำพูดของนายพลท่านหนึ่งจากกองทัพไทยที่ให้สัมภาษณ์คุณวาสนา นาน่วม "การสลายการชุมนุมครั้งนี้ แผนที่ใช้ทั้งห่วย ผิดเวลา เอาทหารที่อ่อนล้ามาชนกับผู้ประท้วง"
บีบีซีหยิบคำพูดของนายสุเทพ เทือกสุบรรณที่ปฏิเสธว่าทหารไม่มีอาวุธร้ายแรง พร้อมกับต่อท้ายคำพูดดังกล่าวว่า "สิ่งนี้ขัดแย้งกับรายงานจากนักข่าวบีบีซีที่อยู่ในที่เกิดเหตุ เขาเหล่านั้นเห็นทหารถือปืนและยิงปืนร้ายแรง"
ตีตราการกระทำของรัฐบาล "โพรพาแกนด้า"
บีบีซีกัดนิ่มๆต่อด้วยการใช้คำว่า "เบื้องหลังสงครามโพรพาแกนด้า (ที่ทั้งแสดงผ่านอภิสิทธิ์และสุเทพ) ยังมีประเด็นใหญ่กว่าคือจุดยืนที่กองทัพกำลังพยายามค้นหา"
ข่าวชิ้นนี้ยังแสดงให้เห็นว่าบีบีซีได้ทำการบ้านมาอย่างดี และสามารถเข้าใจเหตุการณ์ที่ดำเนินอยู่ในประเทศไทยและเหตุกาณ์เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยเฉพาะการอ้างคำพูดปิดท้ายข่าวจากนาย Anthony Davis นักวิเคราะห์ท่านหนึ่งว่า "เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา มันชัดเจนที่ว่า มีกลุ่มคนภายในกองทัพได้ให้ข้อมูลกับฝ่ายต่อต้านทั้งข้อมูลทางเทคนิค การทหารชั้นยอดและเครื่องมือ"
BBC: Are cracks emerging in Thailand's military?
BBC News, Bangkok
Monday, 12 April 2010 15:20 UK
When a prime minister needs to hold a special TV broadcast to assure watchers that his government is united and in control, it is often the opposite message that is conveyed.
Far from celebrating Songkran, the Thai New Year, Thailand's top generals and politicians are locked in dissension - trying to explain the failure and high cost of Saturday's crackdown on the red-shirted opposition, and trying to work out what should happen next.
The relatively dove-like commander-in-chief of the armed forces, Gen Anupong Paojinda, seemed in no doubt.
"The best solution of this is to dissolve the House. I don't want to intervene in politics but I guess the end will be a House dissolution.
"Political problems must be solved by political means. House dissolution is a solution but that must be done after a clear time-frame is set."
Prime Minister Abhisit Vejjajiva, by contrast, insisted his government, the army, the police and his coalition partners were united and doing "good co-operative work".
He said his government was investigating the causes of the killings on Saturday night - the latest toll is 21 dead and almost 900 people injured.
He also put forward the idea that among the peaceful demonstrations was a hard core of "terrorists" who had to be distinguished from the "innocents".
'Badly planned'
That idea - of a mysterious "third hand" - usually accuses a wayward major general of provoking violence through unexplained grenade tossings or shootings.
Reports suggest the military did not expect the red-shirts to be armed
Certainly various military figures - and soldiers interviewed as they recovered in hospital - say they were unprepared for an armed force among the protesters.
The military analyst, Wassana Nanuam, writing in the Bangkok Post, quoted unnamed colonels as saying the crackdown had been badly planned, badly timed and put tired soldiers at the mercy of protesters.
Deputy Prime Minister Suthep Thaugsuban said he had issued orders for soldiers to be equipped only with shields, batons and tear gas.
"They were unarmed, so some of them were killed," he said.
This conflicts with reports from a BBC correspondent on the scene who saw soldiers carrying and shooting high velocity guns.
Behind the propaganda war lies the larger issue of the military's distress about where it now finds itself.
"There are some divisions in the armed forces," said Prof Surachart Bumrungsuk, a military and politics expert at Bangkok's Chulalongkorn University.
"Some units don't want to be involved in such a crackdown, others wanted it to be more assertive.
"It is no secret that General Prayuth Chan-ocha would have liked a harder crackdown," he said.
Gen Prayuth is the deputy armed forces commander and supposedly in line to take the top army job after Gen Anupong's retirement in September.
That transition could be derailed if a military-friendly government is no longer in place to oversee it.
"Gen Anupong has kept a relatively low profile since the 2006 coup and steered clear of the crackdown by his subordinates against the pro-reds governments in 2008," notes Prof Thitinan Pongsudhirak, a visiting scholar at Stanford University's Centre on Democracy, Development and the Rule of Law.
Anthony Davis,
Janes Defence Weekly
"In April 2009 during the reds' uprising, he was nominally in charge but Gen Prayuth appeared effectively in command of dispersing the red protesters.
"Gen Anupong's conciliatory words this time are thus unsurprising. He understandably wants a soft landing after his mandatory retirement on 30 September," he said.
By contrast, Gen Prayuth and the "tiger soldiers", otherwise known as the "eastern tigers" - the 2nd, 12th and the 21st infantry divisions - are seen as more hardline.
"Dissension in the army stems from resentment against these privileged soldiers whose career mobility is more promising. It would be unsurprising if other army units would oppose Gen Prayuth's hard-line approach," believes Prof Thitinan.
There is also a new concern within the military, not of division at the top but of a divorce between the top brass and the ordinary soldiers.
"The fear on Friday was that they might lose control of the rank and file. That was new, and very, very frightening [and contributed to] the stupid, chaotic blood-letting on Saturday," says political analyst Chris Baker.
Limited options
Where this leaves Mr Abhisit remains the question as Thailand heads into Songkran, normally a week of water-throwing street parties.
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Wednesday, April 14, 2010
สื่ออังกฤษไม่โดนอำมาตย์หลอกเหมือนคนกรุงฯ ตีตราอภิสิทธิ์-เทือก "โพรพาแกนด้า"
ข้อมูลสนามเพิ่มเติมจากคนในเหตุการณ์ 10 เม.ย.
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
13 เมษายน 2553
เหตุการเสียชีวิตนายวสันต์ ภู่ทอง ถูกยิงที่หัวจนกะโหลกแตก โดย สิงห์สนามหลวง
"เกริ่นนำ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่ถนนดินสอ (แยกอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย) ภายหลังจากที่มีแก๊สน้ำตาตกใส่ลงไปในรูรถหุ้มเกราะจนทหารต้องเผ่นหนีลงมา(ดูภาพที่1) ตามกระทู้ "Clip นาทีปะทะกัน" ที่ผมตั้ง และผมได้บรรยายรายละเอียดคลิปไว้ในความคิดเห็นล่างๆกระทู้นั้น หลังจากนั้นไม่นานจะมีการยิงปืนดังขึ้น ทั้งๆที่คนเสื้อแดงกำลังเปิดเพลงเต้นกัน และมีเสียงยิงปืนเป็นระยะ ก่อนที่จะมีเสียงระเบิดเกิดขึ้น และทำให้ทหารเริ่มวิ่งหนี (ดูภาพที่ 2) ในภาพนี้เราจะเห็น Hiro Muramoto เดินสวนทางออกไปเพื่อไปอยู่ในแนวผู้ชุมนุม และโดนลูกหลงมาจากการยิงทางฝั่งทหารด้วย


หลังจากที่ทหารได้ล่าถอยออกมา ก็มีการพยาบาลคนบาดเจ็บ จะพบว่ามีทหารใส่เสื้อแดง (แดงเทียม) อยู่ในกลุ่มทหารที่บาดเจ็บ (ดูภาพที่ 3) เหตุการณ์ต่อเนื่องทั้งหมดนี้ให้ดูได้จากคลิปฉบับเต็มAVSEQ01 และจากคลิปตามลิงก์ด้านล่างนี้ที่ผมตัดมาจากคลิป AVSEQ01
Red Shirt v Army April 10 2010 Part7 (Who kill him?)
ขอให้นำไปเทียบเสียงสเตปการยิงกับคลิปที่เสื้อแดงถูกยิงล้มลงแล้วหัวเปิดสมองไหลออกมา จะพบว่า1. เสียงสเตปจังหวะปืนตรงกัน 7 นัด
2. ทิศทางการเดินมาด้านซ้ายมือของจอภาพ (จากกลาง) โดยที่ยังถือธงอยู่
3. ควบคู่ไปกับมีทหารนายหนึ่งวิ่งออกมาตรงกลางยิงปืนเข้าใส่กลุ่มผู้ชุมนุม (7 นัด)
4. ภายหลังเสียงปืนสิ้นสุดลง เสื้อแดงก็ล้มลงโดยมีทิศทางการล้มหัวไปด้านขวาของภาพ
5. ได้ยินเสียงทหารพูด "พอแล้วๆ" กับ clip เต็ม ไม่แน่ใจว่าใช่คำว่า "ยิงมันเลย" (เสียงออกเหน่อๆ)
6. ทหารเมื่อยิงเสร็จก็ทำการถอยออกมา


เหตุการณ์เล่าโดยคุณสิงห์สนามหลวงhttp://www.youtube.com/watch?v=czeGy8E-01s
ขอเล่าเหตุการณ์ที่มาของการยิงครั้งนี้นะครับ ตั้งแต่เย็นทหารก็ใช้ปจว.กระจายเสียงให้พี่น้องกลับบ้าน ไล่มาจนราวเกือบสองทุ่ม ไอ้ผมก็คิดอยู่ในใจว่า ไหนมาร์คมันบอกจะยึดพื้นที่ผ่านฟ้าคืนภายใน 6 โมงเย็น พอเลย 6 โมงเย็น ทุ่มกว่าๆ ผมก็คิดว่าทหารน่าจะใส่เกียร์ว่าง สักพักรถปจว.ของทหารก็กระจายเสียงขอให้สลายการชุมนุมเดี๋ยวนี้ ทหารจะใช้กำลังสลายแล้ว ประกาศสัก 3 ครั้ง เสียงปืนก็ดังอย่างที่เห็นล่ะครับ
ตอนเกิดเหตุการณ์ผมยืนอยู่หน้ารถ หุ้มเกราะตรงแนวทหารพอดี ด้านหลังเป็นรถกระบะของพี่น้องเสื้อแดงที่เอามาขวางรถหุ้มเกราะ ผมไปไหนไม่ได้ ในขณะที่แนวหลังเริ่มเผ่น ผมตัดสินใจนอนราบกับฝากระโปรงแล้วถ่ายรูปทหารยิงปืนต่อ (กลัวมอบกับพื้นแล้วรถหุ้มเกราะมองไม่เห็น มันจะเหยียบผมแบนเอา ผมเลยต้องตัดสินใจนอนราบกับพื้นที่สูงๆ คือหน้ากระโปรงเอาไว้ก่อน)
พอมีระเบิดควัน หรือแก๊สน้ำตามาตกข้างรถตามคลิปที่ชมเท่านั้นล่ะครับ ผมก็ต้องเผ่นล่ะ เพราะฤทธิ์มันทำให้ระคายเคืองและแสบสุดๆ พอถอยตั้งหลักได้ ทหารเริ่มกรูออกมาเพื่อขยายพื้นที่ แต่พี่่น้องเสื้อแดงก็รวมตัวติด หลังจากเผ่นหนีเมื่อมีการยิงปืนในเที่ยวแรก จนทหารต้องถอยขบวนกลับไปอยู่ที่แนวเดิม
ปะทะกันตอนรถแกนนำเพิ่งมาถึง (เพิ่งเปิดเพลงเพื่อดิ้นกันยังไม่ทันได้ทำอะไร)
ในการปะทะกันครั้งแรก ไม่มีแกนนำจากเวทีใหญ่มาปราศรัยควบคุม ได้แต่อาศัยการ์ดเท่านั้น บวกกับตัวผมเองที่เนียนเป็นนักข่าว คอยห้ามปรามไม่ให้พี่น้องยั่วยุทหาร หรือขว้างปาสิ่งของ และคอยบอกพวกทหารอย่ายิงปืน ตอนเย็นสถานการณ์ก็โอเคครับ มีการแจกน้ำให้ทหารกิน แจกบุหรี่แบ่งกันสูบ แต่ตอนที่ทหารเริ่มสลายการชุมนุม ก็เริ่มตึงเครียด แกนนำเวทีใหญ่ก็ไม่โผล่สักคน ให้ผู้ชุมนุมเสี่ยงตายกันตามลำพัง
แต่พอรถแกนนำ ชื่อไวพจน์หรือเปล่าไม่แน่ใจ เพิ่งมาถึงและเปิดเพลงให้ผู้ชุมนุมเต้นผ่อนคลายกัน เพลงยังไม่ทันจบ ทหารก็เริ่มยิงปืนเพื่อสลาย แต่ครั้งนี้พี่น้องเสื้อแดงไม่กลัวตายครับ กลับวิ่งเข้าใส่รถหุ้มเกราะและแนวทหาร ทหารระดมยิงเป็นระยะๆ มีสมารท์บอมบ์ดังมากตกใกล้เคียงบริเวณที่ผมยืนอยู่ สลับกับเสียงปืน M16 บนรถหุ้มเกราะที่ยิงมาไม่ขาด
สักพักผมเห็นแก๊สน้ำตาที่ถูกยิงมาจาก ฝั่งทหารตกเข้าใส่รถหุ้มเกราะตรงรูพอดี เท่านั้นล่ะทหารรถหุ้มเกราะคันกลางก็เผ่นออกจากรถทันที คงตกใจไม่รู้ว่าเป็นระเบิดอะไร ส่วนรถหุ้มเกราะซ้ายมือ (มีจอดเรียงหน้า 3 คัน) เมื่อเห็นคันแรกเผ่น ทหารก็เริ่มเผ่นตาย เหลือทหารอีกนายควักปืนสั้นออกมาจ่อขู่ผู้ชุมนุมไม่ให้เข้าใกล้ พร้อมยิงขึ้นฟ้าขู่เป็นระยะ สุดท้ายต้องยอมจำนน (เพราะเผ่นหนีไม่ทัน)
สำหรับทหารอีกหนึ่งนายที่อยู่ในรถหุ้มเกราะคันกลางที่ถูกฝั่งตัวเองยิงแก๊สน้ำตาตกเข้าไป น่าจะทำอะไรไม่ถูก ผสมกับสำลักแก๊สน้ำตา ภายหลังคนเสื้อแดงเข้าไปช่วยออกมา และมีการ์ดคอยกันไม่ให้ถูกทำร้าย
ปะทะกันเป็นระยะ มีเสียงปืนดังไม่ขาดสาย
คลิปนี้ ผู้ชุมนุมยึดพื้นที่แนวทหารได้ (บริเวณรถหุ้มเกราะ) ช่วงหลังทหารเริ่มทำการยิงตอบโต้อีกครั้ง ครั้งนี้เองที่มีผู้เสียชีวิตสองสามรายแรกที่ถูกแบกออกมา (ถูกยิงหัวแบะ)
คนเจ็บถูกแบกออกมาเป็นระยะ
ระหว่างนี้เองที่มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตถูกแบกออกมา โดยที่ทหารยังยิงอยู่เป็นระยะๆ สักพักแบตผมก็หมด อยู่ดีๆ มีคนที่ยืนข้างๆ ผม บอกผมว่า "พี่ผมถูกยิง" พร้อมกับเปิดเสื้อให้ผมดูเห็นรอยกระสุนและเลือดไหลออกมา การ์ดจึงรีบนำตัวไปส่งโรงพยาบาล ยังไม่ทันหันหน้ากลับ วัยรุ่นเสื้อดำที่อยู่ถัดไปก็ล้มฟุบลงอย่างรวดเร็ว ข้างๆ มีผู้หญิงยืนอยู่ก็ตกใจร้องให้คนช่วย เมื่อมีคนเปิดดูบาดแผลก็พบว่าถูกยิง และพาตัวนำส่งโรงพยาบาล ทั้งสองคนที่ถูกยิง ยืนอยู่หลังรถหุ้มเกราะ
ถ้าจะถูกยิงน่าจะถูกยิงมาจากดาดฟ้าตึกที่มีทหารซุ่มอยู่และคอยยิงลงมาเรื่อยๆ ผมจึงรู้ว่าที่ตรงนั้นไม่ปลอดภัยแล้ว ผมจึงถอยมาหลบหลังรถกระบะที่อยู่ด้านหลังอนุสาวรีย์ (อนุสาวรีย์มีร่องรอยกระสุน m16 หลายจุดเหมือนกัน) แกนนำแม้จะประกาศว่า มีการเจรจาหยุดยิง แต่ทหาร ณ จุดที่เกิดเหตุไม่เชื่อ ยังยิงเป็นระยะๆ อีกสักพัก เสียงปืนถึงจะสงบ จากนั้นบนเวทีก็มีการชี้แจงเรื่องเจรจาหยุดยิง และอื่นๆ อีกมากมาย ที่บ้านก็โทรศัพท์มารายงานยืนว่ามีการเจรจาหยุดยิงจริง ไก่อู พ.อ.สรรเสริญ เป็นคนพูดจริง
เมื่อผมได้ยินเช่นนั้นและ เหตุการณ์สงบลงจริง เสียงปืนหยุด ผมจึงคิดว่าคืนนี้ทหารคงไม่ทำอะไรแล้ว เท่านั้นล่ะครับ ระหว่างทางที่จะเดินกลับบ้านไปเรียก taxi เห็นคนยืนเข้าแถวรับอาหารอยู่ ผมก็ไม่รอช้ารีบไปยืนต่อแถวรับอาหารมารับประทานทันที เมื่อทานเสร็จก็ไปต่อแถวเอามากินอีกจาน ถึงค่อยเดินออกมาเรียก taxi
กรณีการล้อมจับทหารที่ซุ่มยิงประชาชนจากบนตึก




อภิสิทธิ์ คือ ผู้ที่ต้องรับผิดชอบโดยตรงต่อความสูญเสีย กรณีสลายการชุมนุม !!
ที่มา Thai E-News
ที่มา เวบไซต์ มติชน
13 เมษายน 2553
ขณะที่รอยเลือดของผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตทุกฝ่ายยังไม่จางไป นายกรัฐมนตรีรีบอธิบายว่า ผู้ชุมนุมผิดกฎหมาย ส่วนท่านก็เพียงทำตามหน้าที่ในการต่อสู้เพื่อผิวจราจร นักวิชาการบางกลุ่มเสนอว่า ประชาชนมีอาวุธ นายกจึงสั่งสลายการชุมนุมได้ สื่อมวลชนบางประเภทไปไกลขนาดว่า ประชาชนคือฝ่ายที่ต้องรับผิดชอบที่เกิดการเสียชีวิตขึ้นมา
กล่าวอย่างรวบรัดแล้ว คำอธิบายของนายกและผู้สนับสนุน วางอยู่บนตรรกะสองข้อ
ข้อแรกคือ การชุมนุมเป็นเรื่องผิดรัฐธรรมนูญ และ
ข้อสอง นายกมีสิทธิสลายการชุมนุมด้วยวิธีรุนแรง นั่นคือใช้กระสุนจริง ใช้ระเบิดควัน ใช้แก๊สน้ำตา ใช้รถถัง ใช้รถหุ้มเกราะ ฯลฯ
พูดให้สั้นก็คือ สมควรแล้วที่ประชาชนมือเปล่าและเจ้าหน้าที่ จะบาดเจ็บล้มตาย ประชาชนควรเจ็บควรตายเพราะผิดกฎหมาย ส่วนทหารควรเจ็บควรตายเพื่อสนองนโยบายนายกรัฐมนตรี
เรื่องที่ต้องวินิจฉัยคือ การชุมนุมของประชาชนครั้งนี้ ผิดรัฐธรรมนูญจริงหรือไม่
คำตอบคือ ไม่ผิด รัฐธรรมนูญมีหลักใหญ่คือ คุ้มครองการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ ส่วนหลักรองคือ คุ้มครองการชุมนุมที่ไม่ทำลายชีวิตและทรัพย์สินของผู้อื่น
การชุมนุมที่ผ่านฟ้าและราชประสงค์เข้าเงื่อนไขนี้ เพราะมีการรวมตัวของประชาชนมหาศาลอย่างสันติ ความรุนแรงที่มีบ้าง คือความรุนแรงทางสำนวนโวหาร ซึ่งต่อให้ใครจะชอบหรือไม่ชอบ นั่นไม่ใช่เหตุให้อ้างได้ว่า การชุมนุมทำลายทรัพย์สินหรือชีวิต และยิ่งไม่ใช่เหตุให้นายกมีอำนาจสลายการชุมนุม
เแน่นอนว่า การชุมนุมด้วยวิธีนี้มีผู้ไม่พอใจ และผู้ชุมนุมก็ต้องยอมรับความเสี่ยงจากการเลือกวิธีสู้แบบนี้ แต่นั่นเป็นคนละประเด็นว่าประชาชนไม่มีสิทธิในการชุมนุม รัฐธรรมนูญยอมรับว่า ประชาชนมีสิทธิชุมนุมในพื้นที่สาธารณะ และผ่านฟ้ากับราชประสงค์ ก็คือพื้นที่สาธารณะจริง
ตราบใดที่ไม่มีกฎหมายห้ามชุมนุมในบริเวณผ่านฟ้าหรือราชประสงค์ ตราบนั้นประชาชนก็มีสิทธิตามกฎหมาย ในการชุมนุมในบริเวณนั้นอย่างสมบูรณ์
นายกอ้างว่า การชุมนุมละเมิดกฎหมายและทำให้มีผู้เดือดร้อน แต่กฎหมายที่การชุมนุมละเมิด คือกฎหมายระดับ พรบ.การจราจร กฎหมายการใช้เสียง กฎหมายความสะอาด ฯลฯ ซึ่งมีศักดิ์ต่ำกว่ารัฐธรรมนูญทั้งนั้น ซ้ำโทษจากการกระทำผิดนี้ ก็คือการปรับ ไม่ใช่การปราบหรือสลายการชุมนุมจนล้มตาย
การชุมนุมไม่ควรทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน แต่ต้องประเมินความเดือดร้อนตามข้อเท็จจริงรายกรณี เช่น การชุมนุมเป็นอุปสรรคต่อการทำงานจริงหรือไม่ เข้าพื้นที่ราชประสงค์ไม่ได้จริงหรือ ส่งเสียงรบกวนบริเวณใกล้เคียงขนาดไหน ฯลฯ ผู้ชุมนุมต้องชดเชยความเสียหายนี้
แต่นายกไม่มีสิทธิฉวยความเดือดร้อนนี้ เป็นข้ออ้างสลายการชุมนุม
อย่าลืมว่า ประเทศเราไม่มีกฎหมายให้รัฐบาลใช้กองทัพติดอาวุธสลายผู้ขัดขวางทางจราจร หรือใช้เสียงดัง
นอกจากพิจารณาเรื่องนี้ในแง่กฎหมาย เรื่องที่ต้องพิจารณาด้วยก็คือ ผู้ชุมนุมเป็นเจ้าของพื้นที่สาธารณะไม่ต่างจากประชาชนคนอื่น เขามีสิทธิใช้ถนนเท่าผู้ใช้รถและอภิมหาเศรษฐีที่ผูกขาดถนนนี้มาตลอดชีวิต ให้ผู้ชุมนุมใช้สิทธินี้บ้างจะเป็นไรไป ความลำบากในการขับรถ ไม่พึงเป็นเหตุให้ใช้กำลังสลายประชาชน
เมื่อรัฐธรรมนูญคุ้มครองการชุมนุมของประชาชนอย่างครบถ้วน นายกรัฐมนตรีจึงผิดตั้งแต่ประกาศ พรบ. ความมั่นคง และผิดมากขึ้น ที่ประกาศ พรก. ฉุกเฉิน
ผิดแง่กฎหมาย เพราะใช้อำนาจนายกโดยละเมิดรัฐธรรมนูญ
ผิดแง่การเมือง เพราะใช้กฎหมายสำหรับจัดการศัตรูของชาติ มาจัดการผู้เรียกร้องยุบสภา แต่นายกก็เลือกทางนี้ เพื่อแลกกับเครื่องมือทางกฎหมายในการจัดการผู้ชุมนุม
ถ้าพูดลงรายละเอียดให้มากขึ้น นายกฯ กระทำผิดในการสลายการชุมนุมอย่างน้อยอีก 3 ข้อ
ข้อแรก เมื่อประชาชนเริ่มรวมตัวชุมนุมที่แยกผ่านฟ้า นายกฯ ให้สัมภาษณ์ครั้งแล้วครั้งเล่าว่า ชุมนุมที่นั่นไม่ได้ แต่เมื่อย้ายการชุมนุมไปราชประสงค์ นายกฯ กลับคำใหม่ว่า การชุมนุมผ่านฟ้า เป็นการชุมนุมที่รัฐธรรมนูญคุ้มครอง คำวินิจฉัยที่กลับไปมาแบบนี้ ไม่มีเหตุให้เชื่อได้เลยว่า เป็นคำวินิจฉัยที่ยึดหลักอะไรจริง
ต้องถามด้วยซ้ำว่า นายกฯ มีสิทธิอะไรในการวินิจฉัยว่า การชุมนุมไหน ขัดหรือไม่ขัดรัฐธรรมนูญ? นายกอ้างอำนาจนี้ตามอำเภอใจไม่ได้ และถ้ายังไม่มีการวินิจฉัยปัญหานี้ให้เป็นที่ยุติ ก็ต้องคุ้มครองสิทธิตามรัฐธรรมนูญไปก่อน หาไม่ก็จะกลายเป็นการวินิจฉัยเพื่อละเมิดสิทธิเปะปะตามอำเภอใจ
ต่อให้เชื่อว่า นายกมีสิทธิวินิจฉัยเรี่องนี้ คำถามคือ ทำไมสั่งสลายการชุมนุมที่ผ่านฟ้า ซึ่งเคยบอกเองว่าทำได้ ฤาสิทธิตามรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องที่เปลี่ยนตามใจนายกฯ? หรือแท้จริงแล้ว ไม่เชื่อว่าผู้ชุมนุมมีสิทธิตั้งแต่ต้น จึงไม่เคยเคารพหลักนี้ แต่พูดเพื่อกล่าวโทษผู้ชุมนุมเป็นประเด็นข่าวไปวัน ๆ
ข้อสอง นายกฯ อ้างว่า ต้องสลายผ่านฟ้า เพื่อทวงพื้นผิวจราจร แต่การจราจรในกรุงเทพฯ เวลานี้ เป็นปัญหาตรงไหน? ทุกคนรู้ว่ากรุงเทพฯ ยามสงกรานต์ จะกลายสภาพเป็นมหานครใกล้ร้างไปอีกเกือบหนึ่งอาทิตย์ จึงไม่มีเหตุผลอะไรเลย ที่ต้องเร่งรีบสลายการชุมนุม โดยอ้างเหตุอย่างที่กระทำไป
ถ้านายกฯ หมกมุ่นเรื่องยึดพื้นที่ให้น้อยลง ท่านสามารถชะลอการสั่งสลายการชุมนุมได้ ใช้เวลาระหว่างนั้น ทำการเจรจาภายในไปพลาง ไม่ใช่ทำตัวเป็นยามเฝ้าถนนแบบเอาเป็นเอาตาย จนทำคนตายไปจริงๆ
นายกต้องตอบให้ได้ว่า ทำไมสลายการชุมนุมที่ผ่านฟ้า ท่านควรคิดให้รอบด้านว่า ผู้ชุมนุมไม่เพียงมีสิทธิใช้ถนนในฐานะสิทธิในการชุมนุม หากพวกเขายังมีสิทธิใช้ถนนเหมือนประชาชนทั่วไป
นอกจากจะผิดที่สั่งสลาย นายกยังผิดมากขึ้น ที่ให้ปฏิบัติกิจนี้ยามวิกาล รัฐบาลประชาธิปไตยไม่ทำแบบนี้ การสลายยามวิกาลเสี่ยงต่อการปะทะระหว่างทหารกับประชาชน เสี่ยงเกิดเหตุวุ่นวาย สร้างโอกาสที่ทหารจะฆ่าคนโดยไม่ต้องรับผิดชอบ และที่สำคัญ คือไม่ปลอดภัยสำหรับผู้ชุมนุม ที่จะเดินทางกลับในเวลากลางคืน
การเสียชีวิตจำนวนมากที่สุด เกิดขึ้นในช่วงที่รัฐบาลสั่งสลายการชุมนุมแบบนี้เอง
ข้อสาม นายกฯ พูดนับครั้งไม่ถ้วนว่า จะดำเนินมาตรการสลายการชุมนุม จากเบาไปหาหนัก แต่หลักฐานทั้งหมดปรากฏชัดว่า ท่านสลายการชุมนุมที่ผ่านฟ้า ด้วยมาตรการจากหนักไปหนักที่สุด ไม่มีคำเตือน ไม่มีการฉีดน้ำ การสลายเริ่มต้นด้วยแก๊สน้ำตา ระเบิดควัน จากนั้นเป็นการตีพื้นที่ด้วยอาวุธสงคราม
ลำพังไม่รักษาคำพูดเรื่องนี้ยังพอทำเนา แต่ที่ไม่อาจเข้าใจได้เลย คือการอนุญาตให้นายทหารระดับสัญญาบัตร พกอาวุธสังหารและใช้กระสุนจริงสลายการชุมนุม
ท่านนายกฯ จะมองผู้ชุมนุมอย่างไรก็ว่าไป แต่อาวุธที่ทหารยิงใส่ประชาชน คืออาวุธที่ท่านให้ทหารพกพา คำถามคือ
ท่านให้เขาขนอาวุธสงครามไปสลายการชุมนุมได้อย่างไร?
ทำไมไม่สั่งหยุดเมื่อเกิดการปะทะ?
ยิ่งกว่านั้นคือ ท่านอนุญาตให้พกพาอาวุธก่อนที่การปะทะจะเกิดขึ้นจริง จะอ้างการปะทะในภายหลังเป็นเหตุในการสั่งใช้อาวุธได้อย่างไร?
นายกอ้างว่า ประชาชนมีอาวุธ แต่กองทัพสลายประชาชนด้วยอาวุธสงครามที่รุนแรงกว่า ประชาชนใช้ลูกโป่งก่อกวนเฮลิคอปเตอร์ ใช้ด้ามธงปกป้องตัวเองจากทหาร ใช้ปิ๊คอัพขวางรถหุ้มเกราะ ขณะที่กองทัพใช้ปืนกล รถถัง เอ็ม 60 รถหุ้มเกราะ แก๊สน้ำตา ระเบิดควัน ฯลฯ ส่วนอาวุธที่คร่าชีวิตทหารนั้น ไม่ปรากฏว่าเป็นของใคร
ถ้าสรุปให้ชัดไม่ได้ ก็อย่าปัดให้เป็นของประชาชน
คำสั่งสลายกรณีนี้ ผิดเกินกว่าเหตุ ไม่ทำตามขั้นตอนอารยะ และเป็นเหตุของการปะทะ จนมีผู้บาดเจ็บล้มตาย ประชาชนผู้ใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญไม่ควรตาย เช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่ซึ่งไม่ควรตายจากคำสั่งให้ปะทะกับประชาชน
ถ้าไม่มีคำสั่งสลายการชุมนุม ก็จะไม่มีการปะทะ ถ้าไม่มีการปะทะ ก็จะไม่มีการบาดเจ็บล้มตาย
นายกคือผู้ที่ต้องรับผิดชอบโดยตรงต่อความสูญเสียนี้ ไม่ใช่ประชาชนผู้ชุมนุม ไม่ใช่ทหารผู้ปฏิบัติตามคำสั่ง แต่คือท่านผู้เริ่มต้นออกคำสั่งสลายการชุมนุม
คำขอโทษอย่างเดียวไม่พอ ชีวิตคนที่บาดเจ็บล้มตาย และความสูญเสียด้านอื่น มีค่ากว่าคำพูดสั้นๆ ของนายกรัฐมนตรี
การตัดสินใจผิดกรณีนี้ เป็นความรับผิดชอบของท่าน สัตตบุรุษพึงแสดงความรับผิดชอบด้วยการกระทำ
อย่ารอให้ถึงวันที่แม้กระทั่งการลาออกก็ยังไม่เพียงพอ
Tuesday, April 13, 2010
เรื่องเล่าจาก 10 เมษาเลือด / มือยิง M-79 “วีรบุรุษนิรนาม” ไม่มีเขา คนตายเป็นร้อย
ที่มา thaifreenews บทความโดย...ลูกชาวนาไทย ภาพความจริง คลิปเหตุการณ์ต่างๆ ก็เริ่มทยอยกันออกมา เพื่อบอกข้อเท็จจริงของ “วันสังหารประชาชน” เมื่อคืนวันที่ 10 เมษายน2553 ที่แยกคอกวัว และซอยโรงเรียนสตริวิทยา จนมีอนุสาวรีย์แห่งความอัปยศ โดยทหารทิ้งรถสายพานลำเลียงพล Type-85 จำนวน6คน รถจี๊บฮัมวี่ 3 คัน และรถบรรทุกเครื่องกระจายเสียงอีกหนึ่งคัน ไว้ที่ซอยโรงเรียนสตรีวิทย์ ข้างอนุสาวรีประชาธิปไตย ยานยนต์เหล่านี้เป็นของ กองพันทหารม้าที่ 3 ร.อ. มีชื่อสังกัดติดไว้อย่างชัดเจน เป็นอนุสาวรีย์ เศษเหล็กที่มีฉากหลังเป็นอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ประชาชนมือเปล่า คนเสื้อแดง ได้หยุดทหารพร้อมรถถังไว้ที่นี่ ห่างอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเพียง 20 เมตร ด้วยเลือดและชีวิตของประชาชนจำนวนมาก วันนั้น หากไม่มีคนยิงระเบิด M 79 เข้าใส่กลางกลุ่มทหาร ลงกลางแถวทหารที่กำลังยิงประชาชนตรงๆ ดูจากภาพคลิปที่คนเอามาลง จะเห็นว่าทหารกำลังดาหน้าเข้ารุกไล่ยิงประชาชอย่างเมามัน อย่างฮึกเหิม เสียงปืนดังระงมไปหมด อยู่ๆ ก็มี ระเบิด M-79 เข้ามาช่วยประชาชนได้ทันเวลาพอดี http://www.youtube.com/watch?v=NnLf0GgYTu4&feature=player_embedded หากไม่มีระเบิดลูกนั้น ผมอาจตายไปด้วย เพราะผมกลับเพื่อนร่วมงานไทยฟรีนิวส์ คือ แม่ปังคุง ก็เดินอยู่ข้างๆ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ในเวลานั้น ต้องวิ่งหลบลูกปืนกันอย่างอกสั่นขวัญแขวน หากไม่มีระเบิดลูกนั้น ก็ยังคิดไม่ออกเลยว่า คนจะตายแค่ไหน เพราะมีคนจำนวนมากที่บริเวณนั้น พวกเขาก็คงสู้ และโดนยิงตายไปเรื่อยๆ เป็นจุดที่โชกเลือดมากที่สุด หากไม่มีการ “หยุด” ทหารกลุ่มนี้ก่อน มีคนที่อยู่ในเหตุการณ์เขาเขียนเล่าเหตุการณ์ในมุมมองของเขาได้อย่างละเอียดและเห็นภาพ ผมของเอามาลงไว้ เป็นบันทึกให้พวกเราได้อ่านกันนะครับ ----------------- ลำดับเหตุการณ์ทั้งหมดที่แยกคอกวัว ถ้าโกหกขอให้ชาติหน้าเกิดเป็นแมวน้ำ ผม อยู่ตั้งแต่ต้นจนจบ รวมทั้งเพื่อนๆในนี้อีกหลายคนที่ไปแล้วเอารูปมาโพส แต่พยายามอธิบายอย่างเต็มความสามารถแล้ว เรื่องราวก็เหมือนจะบิดเบือนไปกันใหญ่ สื่อทีวีกระแสหลักยิ่งหนัก ทหารบนอาคารของกองสลากและโรงเรียนสตรีวิทย์ที่ยิงคนเสื้อแดงตายไปหลายคนแล้ว ถูกคนเสื้อแดงจับได้ จนนำตัวไปควบคุมที่หลังเวทีพร้อมอาวุทธ ข่าวช่อง 11บอกว่าทหารกลุ่มนี้ขึ้นไปสังเกตการณ์เฉยๆแถหน้าด้านๆช่อง 11 นี้ควายจริงๆ ผมขออธิบายเหตุการณ์คร่าวๆ พร้อมเวลาที่ประมาณเอานะครับ เพราะจังหวะที่ชุลมุนวุ่นวายผมไม่มีเวลาละสายตามามองดูเวลามากนัก เวลา ใกล้ 17.30-18.00 ทหารได้เคลื่อนพลมาที่แยกคอกวัว บนเส้นทางถนนตะนาว เจอกับกลุ่มคนเสื้อแดงและมีฮ.บินวนอยู่หลายรอบมากๆบินหาอะไรกูตกใจนะ ขณะนั้นเป็นเวลาใกล้มืดยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น ซึ่งก็ไม่มีใครคิดว่าจะเกิดเหตุรุนแรง ไม่มีใครตั้งตัวทหารได้ยิงแก๊สน้ำตาลงมาจากฮ.เป็นจำนวนมากใครไม่ไปไม่รู้ หรอกแก๊สน้ำตาโยนมาจากที่สูงมากคนเยอะขนาดนั้นถ้าโดนหัวเละครับเพราะหนักมาก เหมือนกันคนวิ่งฮือหนีแก๊สทุกทิศทุกทาง 18.00 – 19.00 ชั่วโมง แรกทหารได้รุก และ ยิงแก๊สน้ำตาและโยนมาจากฮ.ออกมาอย่างต่อเนื่อง คนเสื้อแดงก็รักษาที่มั่นอย่างสุดกำลัง ใครโดนแก๊สน้ำตาก็ออกมาก่อน คนชุดใหม่ก็เข้าไปไม่มีใครกลัวคนเสื้อแดงตอบโต้ด้วยขวดน้ำ ไม้ และ ก้อนหิน บางครั้งทหารก็โยนตอบโต้มาเหมือนกันทหาร เกือบจะหลุดเข้ามาในบริเวณแยกคอกวัวได้หลายครั้ง แต่เนื่องจากกระแสลมที่พัดกลับไปในทางทหาร ทำให้แก๊สน้ำตาฟุ้งกลับไปทางทหารตลอดสงสัยกรรมตามทัน ทำให้ทหารไม่สามารถยึดพื้นที่บริเวณแยกคอกวัวได้เต็มที่ 19.45 คนเสื้อ แดงได้เปรียบเรื่องทางลม ทำให้ทหารใช้แก๊สน้ำตาไม่เป็นผลเท่าไหร่นัก จึงทำให้คนเสื้อแดงสามารถรุกคืบจนสามารถสร้างด่านกีดขวางหน้าถนนข้าวสารได้ ทหารเริ่มยิงแก๊สน้ำตาจากฮ.ลงมาบริเวณหน้าเวทีคนที่ไปชุมนุมวันนั่นคงจำได้ ว่าชลมุนแค่ไหนตอนคุณจาตุรงค์ ฉายแฉงพูดบนเวที 20.00 เริ่ม พบคนถูกยิงที่แยกคอกวัว มีคนถูกหามออกมาเรื่อยๆ บางคนเสียชีวิตทันที บางคนไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาย เจ็บหนักก็เยอะ ตอนนั้นไม่มีใครรู้ว่ากระสุนมาจากไหนจริงๆ คนเสื้อแดงเริ่มโกรธไม่พอใจมากๆจับอะไรก็ได้ตอนนั่นกรูเข้าใส่ทหารแต่พวกเรา มีแค่มือเปล่า ก้อนอิฐ ไม้ ถังดับเพลิงเอาไปฉีดให้เป็นควันสกัดการมองเห็นของพวกทหาร 20.30 มีคนพบทหารแอบยิงคน เสื้อแดงอยู่บนตึกของกองสลากบนหัวของคนเสื้อแดงนั่นเอง แปลว่าทหารเขาเตรียมการไว้แล้ว ว่าจะล่อคนเสื้อแดงมาที่แยกนี้และให้ทหารข้างบนคอยเก็บแกนนำ คนเสื้อแดงจำนวนหนึ่งจึงได้แบ่งกำลังไปล้อมตึกเพื่อจับคนที่ฆ่าประชาชนให้ ได้ตอนนี้ชุลมุนจริงเสียงปืนมีทุกทิศทุกทางมีเสียงคล้ายระเบิดดังหลายครั้ง คนเสื้อแดงล้มทั้งยืนหลายคน ตามแนวอากาศมีเสียงปืนดังฟิววววไม่รู้จะอธิบายยังงัยตอนนั่นผมเริ่มหมอบและ วิ่งมาแนวหลังตรงอนุสวรีย์เพราะประทะกันรุนแรงจริงๆ 20.45 ตอนนี้สถานการณ์เริ่มไม่ดีแล้ว มีเสียงปืนที่ไม่ใช่ลูกแบล์ง ผมมั่นใจว่าเป็นลูกจริง ( ตอนผมเป็นทหารเกณฑ์ ผมได้ไปประจำอยู่ที่สนามฝึกยิงปืน ผมได้ยินเสียงปืนแทบทุกวัน ผมแยกออกว่าเสียงไหนลูกจริง เสียงไหนลูกแบล์ง ) มีระเบิดไม่ทราบว่าจากฝ่ายไหนลงมาเป็นระยะบึ้มๆๆ แต่คนเสื้อแดงก็สู้ไม่ถอย ปาขวด และ ก้อนหินกลับไปเป็นระยะ แบบไม่กลัวตายยอมรับน้ำใจจริงๆบางคนสู้ด้วยน้ำตา ผู้หญิงคนแก่เด็กวิ่งใส่ลูกปืนแบบไม่กลัว แต่ก็ไม่เป็นผลเท่าไหร่ 21.00 ช่วง นี้สถานการณ์เลวร้ายมาก ทหารเหมือนเหมือนตั้งเป้าว่าจะต้องยึดพื้นที่คืนให้ได้ เสียงปืน ระเบิด ดังอย่างกึกก้อง มีคนโดนยิงออกมาเรื่อยๆ ตอนนั้นคิดว่าเราคงต้องเสียพื้นที่ตรงนี้เป็นแน่ จนมีชายคนนึงที่เราคิดว่าเขาคือ “ทหารแตงโม” คอยยิงสกัดทหารบนตึกไม่ให้ทำร้ายคนเสื้อแดงได้ขอบคุณจริงๆแสดงว่ามีคนมาช่วย เราแล้วและมีเพื่อนๆจากราชประสงมาอีกหลายคันรถขบวนมอร์ไซด์มาเพียบกำลังใจ เริ่มดีขึ้นเราเริ่มรุกต่อ 21.05 ขณะที่คนเสื้อแดงกำลังหลบกระสุน และ วัตถุระเบิดอยู่บริเวณหน้าตึกกองสลาก มีชายนิรนาม 2 คนแต่งชุดดำถือปืน AK47 เข้ามาต่อกรกับทหารเราไม่รู้ว่าชาย 2 คนนี้เป็นใครเราถามกันเองว่าเขาเป็นใครแต่ก็ไม่มีใครรู้ มีแต่คนบอกว่าเขาคือ “ทหารแตงโม” 21.30 ทุกอย่างจบลง ทหารทั้งหมดได้ถอยกลับไปหมดแล้ว ชายนิรนามชุดดำทั้งหมดได้หายไปอย่างไร้ร่องรอยเรา ได้สำรวจพื้นที่ ช่วยกันเก็บหลักฐาน เฉพาะที่แยกคอกวัวที่เดียว เราเก็บปลอกกระสุนกันได้เป็นลังใหญ่ เฉพาะกระสุนจริง M16 ก็เก็บได้เป็นถ้วยใหญ่ๆแล้วเรากันพื้นที่ตรงบริเวณที่คนเสื้อแดงถูกยิงจนบาด เจ็บ และ เสียชีวิต มีการไว้อาลัยให้กับผู้ล่วงลับคน เสื้อแดงได้เข้าไปบันทึกหลักฐานด้วยกล้องถ่ายรูป พบรอยกระสุนจริงเป็นจำนวนมากที่ทะลุตัวถังรถ เสาไฟ กำแพง ป้าย ประตู ซึ่งรอยกระสุนเหล่านั้นล้านมีวิถีพุ่งมาจากฝั่งทหาร พวกเราพยายามเก็บภาพถ่ายไว้ได้ให้มากที่สุดนักข่าวต่างประเทศได้เข้าไปทำ ข่าวอย่างต่อเนื่อง 22.00 มีการปล่อยโคมลอย เพื่อระลึกถึงคนเสื้อแดงที่จากไปบน เวทีได้โชว์หลักฐานอาวุธสงครามจำนวนมาก ที่คนเสื้อแดงยึดมาจากทหารได้(แต่มีสำนักข่าวบางแห่ง บอกว่านี่คืออาวุธที่คนเสื้อแดงเตรียมตัวเอาไว้ทำร้ายทหาร)ระหว่าง ที่พิธีกรได้แถลงการณ์ประนามรัฐบาลบนเวที ได้มีข่าวจากผู้หญิงเสื้อแดงคนหนึ่งที่แฟนของเธอถูกยิงเข้าที่ชายโครงต้องนำ ส่งโรงพยาบาลโดยด่วน โดยหน่วยแพทย์ได้นำตัวผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลวชิระ แต่ปรากฎว่าไม่ทันการณ์ชายคนนั้นได้เสียชีวิตที่โรงพยาบาล แล้วในขณะที่กำลังแต่งศพได้มีกลุ่มทหารเข้ามาแย่งศพแฟนของเธอไปต่อหน้า แกนนำจึงประกาศให้กลุ่มมอเตอร์ไซค์ออกตามหาศพคนเสื้อแดงทันทีผมเหนื่อยมาก จึงนั่งพักอยู่บริเวณแยกคอกวัวที่เกิดเหตุนั้นเอง นั่งดูความเลวร้ายที่เกิดขึ้นจากระบอบเผด็จการ 22.30 มี เสียงฮืฮาดังขึ้น เพราะกลุ่มการ์ด นปช ได้สามารถนำตัวทหารทั้งหมด 4 นายที่ได้ดักยิงคนเสื้อแดงอยู่บนตึกกองสลากลงมาได้แล้ว กลุ่มคนเสื้อแดงฮือจะเข้าไปทำำร้ายด้วยความโกรธแค้น จนการ์ด นปช ต้องรีบกัน และ นำตัวไปที่เวทีผ่านฟ้าให้เร็วที่สุด 23.00 ผมรีบเดินทางกลับ เพราะต้องการกลับมาโพสรูปพร้อมเรื่องราวอย่างตรงความจริงที่สุดระหว่าง ทางผมได้แวะกินข้าว และ ซื้อของ มีคนเห็นผมผูกผ้าพันคอสีแดง และ เข้ามาถามถึงเหตุการณ์ พอผมเล่าถึงการปฏิบัติการของทหาร เขาก็สอบถามกันใหญ่ เพราะเขาบอกว่ามันไม่เหมือนกับที่ข่าวช่องหลักออกเท่าไหร่ (ผมก็ทำใจไว้แล้วล่ะ)นี่เป็นความจริงจากความทรงจำของผม ณ สี่แยกคอกวัวเมื่อคืนวันที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2553 ถ้าผมโกหกขอให้มีอันเป็นไปใน 3วัน 7 วัน ผม ไม่มีเจตนาอะไรในการตั้งกระทู้นี้มากไปกว่า ต้องการบอกความจริงที่ผมเห็น จากตาของคนคนหนึ่ง ที่เสียงมันอาจไม่ดังเท่าสื่อกระแสหลักทั้งหลาย แต่อย่างน้อยในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ผมได้ทำดีที่สุดแล้ว ” เมื่อฟ้าทองผ่องอำไพ ประชาชนจะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน ” ---------------------------
ทหารก็วิ่งหันหลังกลับกันหางจุกตูด มีเสียงร้องโอดโอย และมีเสียงตระโกนให้ช่วยผู้พันด้วย (คาดว่าเป็น พ.ท.เกรียงศักดิ์ โพธินันทเดช หัวหน้าฆาตรกรเมื่อสงกรานต์เลือด)
หากไม่มีระเบิดลูกนั้น แถวทหารที่ดาหน้ายิงใส่ประชาชนจำนวนมาก คงถึงอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย แต่คนคงล้มตายระเนระนาด เพราะทหารยิงไม่เลี้ยง
คนยิงเอ็ม 79 ลูกนั้น "คือวีระบุรุษที่แท้จริง" แม้พวกเขาจะปิดทองหลังพระ ไม่มีใครรู้จัก เป็น" วีบุรุษนิรนาม" ผมก็ต้องขอขอบคุณ และ “กราบแทบเท้ามา ณ ที่นี้ด้วย”
ระเบิดลูกนั้นคือ จุดเปลี่ยนของสงคราม "สังหารหมู่ประชาชน" โดยแท้ ไม่มีระเบิดลูกนั้น ชีวิตคนจำนวนมากคงสังเวยความบ้าคลั่ง ของทหารเสือราชีนี กองพลทหารราบยานเกราะที่2 รอ. จากปราจีนบุรี ที่มี พล.ต. วลิต โรจนภักดี นำขบวนสังหารด้วยตนเอง ระเบิดลูกนี้ ลงกลางกลุ่มของพวกเขาพอดี เลยต้องชดใช้กรรม ตาย ขาขาด และสมองพิการ
จากภาพคลิป ทำให้เห็นได้ชัดเจนว่า หลังระเบิดลูกนั้น "บรรดาฆาตรกรเสื้อเขียว" ก็แตกทัพ วิ่งกลับกันหางจุกตูด
สิ่งที่ผมเห็นคือเขาดูไม่มีความกลัว ทั้งๆที่มากันแค่ 2 คน ดูมีความ“นิ่ง” มากกว่าทหารทั่วไป ยุทวิธีเหมือนหน่วยรบพิเศษตอนนั้นสิ่งที่ผมคิดคือไม่อยากให้มีความรุนแรง แต่ใครใช้ความรุนแรงก่อนละ..!?ก็ทหารไม่ใช่หรือผมไม่รู้ว่าชาย 2 คนนั้นเป็นใคร เพราะเขาปิดหน้าสิ่งที่เขาทำว่ากันตามกฎหมายมันผิดแน่ๆ แต่ที่ยอมรับก็คือ “เขาช่วยคนเสื้อแดงไว้”ขอบคุณครับจากใจจริงผมร้องให้เห็นคนคนหนึ่งสมองไหล โดนหามออกมา
ยังมีการเจอหลักฐานใหม่อยู่เรื่อยๆ ทั้งกระสุนจริง อาวุธสงครามอื่นๆ จับตัวทหารที่ซุ่มยิงคนเสื้อแดงได้เพิ่ม
คนไทยต่างแดนทั่วโลกประณามอภิสิทธิ์และผู้หนุนหลัง จี้เอาผิดอาชญากรฆ่าไพร่กำพร้าแดง
ที่มา Thai E-News
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
13 เมษายน 2553
ประณามทรราชและผู้หนุนหลัง-เมื่อวันจันทร์(12เม.ย.)คนไทยในต่างประเทศทั่วโลก รวมทั้งสหรัฐฯ(ภาพบน) อังกฤษ(ภาพกลาง) และออสเตรเลีย(ภาพล่าง)รวมตัวกันประท้วงรัฐบาลและ"ผู้มีอำนาจหนุนหลัง"ที่สังหารผู้เรียกร้องประชาธิปไตยหน้าสถานทูตไทย โดยมีข้อเรียกร้องให้ดำเนินคดีอาชญากรต่ออภิสิทธิ์ เวชชาชีวะด้วย นอกจากความรับผิดชอบทางการเมือง
THAI RED AUSTRALIA ต่อต้านการใช้ความรุนแรงต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์และการละเมิดสิทธิมนุษยชนของกองทัพไทยและรัฐบาล
ดร.ณฐ ปัจวิทย์ รายงานจากออสเตรเลียว่า เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2553 กลุ่มคนไทยที่พำนักอาศัยในประเทศออสเตรเลียได้รวมกัน ณ บริเวณ Archibald Fountain ของ Hyde Park, Sydney ด้าน St. James railway station เพื่อร่วมกันประนามและคัดค้านการกระทำของกองทัพและอำมาตย์ ที่ได้ใช้กำลังในการปราบปรามประชาชนผู้บริสุทธิ์ โดยได้ใช้อาวุธสงครามยิงประชาชนเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553
โดยได้แจกจ่ายแถลงการณ์ และข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์ในประเทศไทยต่อประชาชนชาวออสเตรเลียและนักท่องเที่ยว มีผู้ให้ความสนใจจำนวนมาก ทั้งนี้มีตัวแทนขององค์กรด้านสิทธิมนุษยชนและสื่อมวลชนของประเทศออสเตรเลียเข้าร่วมกิจกรรมและร่วมชี้แจงข้อเท็จจริงแก่ผู้สนใจซึ่งประชาชนที่ได้รับทราบข้อเท็จจริง ต่างร่วมกันประนามความโหดร้ายของรัฐบาลไทยและกองทัพในครั้งนี้
และได้ร่วมกันเดินขบวนไปยัง กงศุลใหญ่ ณ นครซิดนีย์เพื่อยื่นหนังสือเรียกร้องให้รัฐบาลและกองทัพ หยุดทำร้ายและปราบปรามประชาชน และให้นายอภิสิทธิ์ ลาออก หรือยุบสภาโดยเร็ว พร้อมทั้งให้แสดงความรับผิดชอบต่อผู้เสียหายและผู้บาดเจ็บ โดยระหว่างการเคลื่อนขบวนไปยังกงศุล ผู้แทนขององค์กรสิทธิมนุษยชนในประเทศออสเตรเลียได้นำกลุ่มคนไทยที่รักประชาธิปไตยประกาศต่อประชาชนที่ให้ความสนใจตลอดเส้นทางว่า “STOP KILLING PEOPLE AND BRING BACK DEMOCRACY”
โดยการชุมนุนในครั้งนี้ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากเจ้าหน้าที่ตำรวจของรัฐนิวเซาเวลล์ เนื่องจากประเทศออสเตรเลียเป็นประเทศที่ปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริงจึงส่งเสริมให้พวกเราทำการชุมนุมได้อย่างเสรี
แต่เมื่อเดินทางถึงสถานกงสุลไทย พวกเราก็ต้องเสียความรู้สึกเมือถูกปิดกั้นไม่ให้ทางคณะขึ้นไปยื่นหนังสือ แต่ก็ได้รับความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกครั้งขึ้นไปเจรจาจนทำให้พวกเราส่งตัวแทนจำนวน 5 คนขึ้นไปยื่นหนังสือต่อตัวแทนของกงศุลใหญ่ ณ นครซิดนีย์ จนสำเร็จ
โดยผู้แทนของกงศุลรับปากว่าจะนำข้อเรียกร้องเสนอต่อผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าอำนาจมืดตามมาปกคลุมหน่วยงานราชการถึงในต่างประเทศ ต้องขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจของประเทศออสเตรเลีย และ ผู้แทนขององค์กรสิทธิมนุษยชนออสเตรเลียที่เข้าใจถ่องแท้ในเรื่องประชาธิปไตยและให้ความช่วยเหลือแก่พวกเราเป็นอย่างดีจนทำให้ภารกิจในวันนี้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี
คนไทยใน Illinoisประท้วงการสังหารเสื้อแดง
กลุ่มผู้รักและต่อสู้เพื่อ ป.ช.ต. Illinois (เสื้อแดง) ชาวไทยในอิลลินอยส์ ,วิสคอนซิน และใกล้เคียงในสหรัฐฯ ได้รวมตัวกันที่ Royal Thai Embassy, Downtown Chicago
700 N. Rush Street Chicago, IL 6061
กิจกรรมการชุมนุมหนนี้แม้แต่ชาวไทยที่ตาบอดมองไม่เห็น แต่ใจไม่บืดบอดยังเดินทางจากวิสคอนซินเข้าร่วมด้วยคนหนึ่ง ป้ายประท้วงบางอันเขียนว่า"อภิสิทธิ์เรารู้นะมีอำนาจหนุนหลัง"
กำหนดการณ์ จันทร์ 12 เมษายน 2553
- 11.00 รวมตัวหน้า Thai Embassy
- 11.30 ยื่นจดหมายประท้วง ร.บ. ไทยผ่านท่านฑูตไทย
- 11.45 - 12.30 เดินยกป้ายประท้วง
คนไทยในสหรัฐฯประณามอภิสิทธิ์
ชาวไทยในสหรัฐฯในนามกลุ่ม Red USA / Red News USA / พลังไทยใน USA / ไทยรักประเทศไทย (TLT)ได้ออกแถลงการณ์ร่วม ดังนี้
การเคลื่อนกำลังทหารเข้าสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดงบริเวณบริเวณสี่แยกคอกวัวเมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน ศกนี้ อันทำให้มีการเสียชีวิตตามรายงานข่าวเอ.พี. ล่าสุด ๑๕ ราย และบาดเจ็บอีกเป็นจำนวนกว่า๕๐๐ คน ซึ่งในจำนวนนี้เป็นนักข่าวต่างชาติ ๑ คน และฝ่ายทหารเพียง ๔ คน ด้วยข้ออ้างเพียงว่าเพื่อ “ขอพื้นที่คืน” เป็นหลักฐานแจ้งชัดแล้วว่า
รัฐบาลที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี พรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนหลัก และคณะทหารภายใต้การนำของพล.อ. ประยุทธ จันทร์โอชา เป็นเสาเสริม ได้กระทำการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างอุกอาจ และดึงดันด้านเอาในสายตาชาวโลก จัดเป็นเผด็จการทรราชร้ายแรงยิ่งกว่าครั้งใดๆ ที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์การเมืองไทย
เราขอประณามการกระทำของนายอภิสิทธิ์ และพวก ว่านอกจากไม่สมควรอยู่ในตำแหน่ง และอำนาจการบริหารบ้านเมืองอีกในทันทีแล้ว พวกเขายังควรจะต้องถูกนำเข้าสู่การพิจารณาความผิดฐานเป็นอาชญากรต่อไป
พร้อมกันนี้ เราขอสดุดีวีรชนผู้เสียชีวิตจากการที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ใช้กำลังทหารเข้าสลายการชุมนุม โดยที่มีทหารระดับบังคับการจำนวนหนึ่งถืออาวุธร้ายแรง เช่นปืนกลมือเทวอร์ ทีเออาร์ ๒๑ ทำในอิสรเอล พร้อมกระสุนจริง แต่อ้างว่าเอาไว้ยิงขึ้นฟ้านั้น
ผู้เสียชีวิตทั้งหลายล้วนเป็นผู้ที่ถูกปลิดชีวิตสังเวยต่อการที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ละเมิดสิทธิมนุษยชน และหลักการประชาธิปไตยอย่างเลือดเย็นทั้งสิ้น
เราขอภาวนาให้การสูญเสียโดยไม่บังควรของเหล่าวีรชน กลายเป็นมลทินสะกิดใจผู้สนับสนุนรัฐบาลอภิสิทธิ์ทั้งหลาย รวมทั้งสื่อมวลชน นักวิชาการจำนวนหนึ่ง และกลุ่มเอกชนไฮโซตามเว็บไซ้ท์ต่างๆ ซึ่งออกมาเร่งเร้าให้รัฐบาลปราบปรามคนเสื้อแดงอย่างรุนแรงว่า
นอกจากจะมีส่วนร่วมในความกระหายเลือดอย่างขัดแย้งกับหลักการของทุกศาสนาแล้ว พวกท่านยังเป็นผู้เหนี่ยวรั้งประชาธิปไตยมิให้เบ่งบานไปสู่ช่วงชีวิตของลูกหลานท่านด้วย
เราจึงขอประกาศว่า ณ บัดนี้ว่า ความชอบธรรมต่างๆ อันพึงมีเหลืออยู่ในการกุมอำนาจบริหารบ้านเมืองของนายอภิสิทธิ์ และพวก ได้ถูกทำลายด้วยมือของพวกเขาเองหมดสิ้นแล้ว ยังแต่ผลกรรมเท่านั้นที่จะต้องชดใช้ต่อไป
คนไทยในอังกฤษชุมนุมใหญ่ประท้วงหน้าสถานทูตในลอนดอน

คุณวัฒนา เอ็บเบจช์ รายงานจากอังกฤษว่า คนไทยในอังกฤษ โดยกลุ่มคนไทยรักประชาธิปไตยในสหราชอาณาจักร และอ.ใจ อึ้งภากรณ์ กลุ่มแดงสยาม ได้เชิญชวนคนไทยในอังกฤษประท้วงหน้าสถานฑูตไทย ณ กรุงลอนดอน สถานที่ตั้ง29-30 Queen'sGate London SW7 5JBวันที่ 12 เมษายน 2010 เวลา 14.00
กลุ่มคนไทยรักประชาธิปไตยในสหราชอาณาจักร และกลุ่มแดงสยาม ขอประณาม การกระทำ ในวันที่ 10 เมษายน 2010 ของ รัฐบาล นายอภิสิทธิ์ และกองทัพ ที่ใช้ความรุนแรงต่อกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงโดยสงบสันติวิธี ปราศจากอาวุธ เพื่อทำการเรียกร้องประชาธิปไตยว่า เป็นความรุนแรงที่ไม่สามารถยอมรับได้ พร้อมทั้งขอเรียกร้องให้รัฐบาล ได้ยุติการใช้ความรุนแรงต่อประชาชน และขอเรียกร้องให้หันมาใช้แนวทางสันติในการแก้ปัญหาแทน
สืบเนื่องมาจากการที่มีพี่น้องมวลชนชาวไทยจำนวนมาก มาร่วมกันแสดงเจตนารมย์เพื่อเรียกร้องให้กองทัพไทย และรัฐบาลภายใต้การนำของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี ให้ทำการยุบสภาและคืนอำนาจให้กับประชาชน เพื่อที่จะได้ใช้สิทธิ์ทำการเลือกตั้ง ตามระบอบประชาธิปไตย โดยเร็ว ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2553 เป็นต้นมา ถึงวันนี้ 10 เมษายน 2553 แต่รัฐบาลภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ ได้ออกคำสั่งให้กองทัพ ใช้ความรุนแรงเข้าปราบปรามประชาชน โดยใช้อาวุธสงคราม จนถึงขั้นเสียชีวิตทันทีในเหตุการณ์ และได้รับบาดเจ็บอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นการกระทำที่โหดร้ายและป่าเถื่อนไร้ซึ่งมนุษยธรรม ต่อเพื่อนมนุษย์ร่วมชาติด้วยกัน
กลุ่มคนไทยรักประชาธิปไตยในสหราชอาณาจักร และกลุ่มแดงสยาม จึงขอเชิญชวนพี่น้องชาวไทยที่รักประชาธิปไตยและรักความยุติธรรม ที่อาศัยอยู่ในประเทศอังกฤษ เดินทางไปพบกันที่หน้าสถานทูตไทย ณ กรุงลอนดอน ในวันจันทร์ที่ 12 เมษายน 2553 เวลา 14.00 น. เพื่อประณามการใช้ความรุนแรงในการปราบปรามประชาชนอย่างไร้มนุษยธรรมในครั้ง นี้ ของรัฐบาลและกองทัพ
ทั้งนี้รถบัสของเราจะออกเดินทางจาก สถานที่นัดพบ เมือง birmingham ที่หน้า The BRASSHOUSE,Broad St, Birmingham ,B1 2HP เวลา 10.30 น.
วันอังคารที่ 13 เมษายน พ.ศ.2553
แล้วก็สงกรานต์เลือดจนได้
เกมวนกลับมาขึงพืด!
การ์ตูน เซีย 13/04/53
ไม่ถูกต้อง
สวัสดีวันสงกรานต์
ลาก่อน
"เทพเทือก"เหม่อ "บิ๊กป๊อก"ชวนยุบ
เรื่องถนัดของ"ทักษิณ" สรรพคุณยายี่ห้อ"ป๊อก"
คนไทย โชคดี ที่ได้ "อภิสิทธิ์" เป็นนายกฯ จริงละหรือ ท่าน
"อนุพงษ์"ฮึ่มยุบสภา เสียงสะท้อนถึง"มาร์ค"
ขบวนแห่ศพเสื้อแดงเคลื่อนไปทั่วกรุงเทพฯ
"เสธ.แดง"ขู่รบ.ล่าก่อการร้าย ระวังเจอล่ากลับ เย้ยยก3กองพลปราบม็อบ ยังสู้กลุ่มกำลังไม่ทราบฝ่ายไม่ได้
7 นาทีสุดท้าย ของ"ฮิโรยูกิ มูราโมโตะ"
เสื้อแดงนัดโชว์ภาพทหารปะทะม็อบรอบกรุงพรุ่งนี้
สุวัจน์จี้เจรจารอบ3-ยุบสภา ทางออกแก้วิกฤติชาติ
"จาตุรนต์"บอกได้ปชต.แล้ว "ตู่"ลั่นปักหลัก ช้ี กกต.สั่งยุบปชต.แค่ยกแรก นัดเผาศพวัน "มาร์ค"ยุบสภา
ภาระกิจศักดิ์สิทธิ์ของคนเสื้อแดง
ใครที่อยู่ในเหตุการณ์ทหารสลายการชุมนุมพี่น้องประชาชนคนเสื้อแดงเมื่อวันที่ 10 เมายน 2553 ที่ผ่านมา ก็คงได้รับทราบรู้ซึ้งถึงแก่นความจริงว่าเกิดอะไรขึ้นกับบ้านนี้เมืองนี้ว่าปกครองด้วยระบบอะไรกันแน่ถึงได้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ได้
ผมมีโอกาสได้เข้าไปอยูในวงในของกลุ่มทหารตั้งแต่ช่วงบ่ายก่อนเริ่มการสลายการชุมนุมจึงได้มีโอกาสรับรู้ถึงความคิดความรู้สึกของเหล่าทหารทั้งหลายที่ถูกส่งเข้ามาประจำการในการสลายการชุมนุมครั้งนี้ด้วยความรู้สึกที่หดหู่เป็นยิ่งนัก
นายทหารท่านหนึ่งที่เป็นผู้บังคับบัญชาหน่วยๆหนึ่งได้กล่าวกับผู้ใต้บังคับบัญชาก่อนเริ่มปฏิบัติการสลายการชุมนุมด้วยเสียงอันดุดันและก้าวร้าวว่า “การปฏิบัติการครั้งนี้ทุกคนพร้อมที่จะต้องปฏิบัติการเพื่อรักษาราชบัลลังค์ ลุยให้ถึงที่สุด”
ผมไม่ทราบว่านายทหารท่านนั้นทำไมต้องกล่าวเช่นนั้นด้วย แต่สิ่งที่ทำให้คิด คือ มันเป็นการสื่อให้เห็นชัดเจนว่าคนเสื้อแดงไม่ได้จงรักภักดีต่อราชบัลลังค์เช่นนั้นหรือ ถึงได้ทำให้ทหารเหล่านี้ต้องออกมาปกป้องราชบัลลังค์ ทั้งที่การชุมนุมครั้งนี้เป็นการเรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภาและผู้ชุมนุมมีสิทธิที่จะชุมนุมตามกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ได้บัญญัติไว้
หากมองย้อนกลับไปตั้งแต่ก่อนรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 จะเห็นได้ว่าปฏิบัติการกล่าวหาเรื่องไม่จงรักภักดีถูกจุดประเด็นขึ้นโดยสนธิ ลิ้มทองกุล เรื่องการทำบุญในวัดพระแก้วของ พ.ต.ท. ดร.ทักษิณ ชินวัตร เป็นออร์เดิฟแรก
ซึ่งเป็นเรื่องราวหลายเรื่องที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะทำลายอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ให้ย่อยยับดับไปคามือแต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ จึงหันมาใช้แผนชั่วร้ายโดยอาศัยสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นเครื่องมือในการทำลายล้าง ซึ่งเคยประสบความสำเร็จมาแล้วเมื่อครั้งก่อนเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519
เมื่อย้อนรอยอดีตมาถึงปัจจุบันจะมองเห็นอย่างเด่นชัดว่าการใช้สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นเครื่องมือในการทำลายล้างกันในทางการเมืองเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด ทั้งเกิดจากกลุ่มนักการเมืองกันเองที่เล่นการเมืองแบบสกปรกโสโครก และเกิดจากกลุ่มนักธุรกิจเชื้อสายขุนนางอำมาตย์เก่าหรือกลุ่มอนุรักษ์นิยมนั่นเอง
อีกทั้งยังรวมไปถึงกลุ่มนายทหารซึ่งมักใหญ่ใฝ่สูงในอำนาจและบารมีเนื่องด้วยมีกองกำลังติดอาวุธอยูในมือจึงทำให้กลุ่มนายทหารบ้าอำนาจเหล่านี้ ทำตัวอยู่เหนืออำนาจใดๆในบ้านเมืองนี้ ได้ทำการต่อสายเชื่อมโยงสืบทอดอำนาจกันมาอย่างป็นขบวนการด้วยความร่วมมือกับกลุ่มนักธุรกิจที่ต้องการครอบครองทรัพยากรภายในประเทศด้วยการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์โดยการยังประโยชน์ซึ่งกันและกัน
ความหายนะและความตกต่ำของประเทศจึงกลายเป็นเครื่องมือให้คนเหล่านี้ได้ฉกฉวยโอกาสทุกสิ่งทุกอย่างไปจากประชากรคนส่วนใหญ่ของประเทศที่เป็นผู้ใช้แรงงาน เกษตรกร และมนุษย์เงินเดือนที่หาเช้ากินค่ำ หรือหาถึงค่ำยันเช้าแล้วก็ยังไม่พอกิน
สังคมที่ศิวิไลไฮโซเปรียบเสมือนแดนสวรรค์ในโลกมนุษย์ของกลุ่มคนเหล่านี้ได้ถูกสร้างขึ้นรองรับให้กับกลุ่มคนเพียงไม่กี่ตระกูลได้ใช้เป็นเทวสถานวิมานแมนแดนสุขาวดี ในขณะที่คนส่วนใหญ่ในประเทศขาดแคลนแม้กระทั่งบางตำบล-อำเภอ ก็ยังไม่มีไฟฟ้า-น้ำประปาจะใช้ รวมถึงสาธารณูประโภคอันจำเป็นแก่ชีวิตที่มนุษย์ควรจะได้รับการเอาใจใส่ก็ไม่ได้รับการเหลียวแล
อำนาจวาสนาบารมีเป็นเรื่องที่แข่งขันกันไม่ได้ก็จริงอยู่ แต่ลมหายใจของมนุษย์ทุกคนที่ใช้ร่วมกันอยู่ ณ จักรวาลแห่งนี้เป็นลมหายใจเข้าออกที่มนุษย์ทุกคนต้องการไม่ต่างกันนั่นก็คือ[อิสระภาพ เสรีภาพ และภราดรภาพ ที่ทุกคนใฝ่ฝันหาไม่ใช่เพียงแค่กลุ่มคนใดกลุ่มคนหนึ่งจะเข้ามามีสิทธิครอบครองเพียงฝ่ายเดียวด้วยการกระทำย่ำยีอีกฝ่ายหนึ่งดั่งไม่ใช่คน
นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คงน่าจะซาบซึ้งถึงเรื่องราวเหล่านี้ดีว่าการที่ได้ขึ้นมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้นมีสาเหตุความเป็นมาอย่างไร และที่ต้องทนกลืนไม่ได้คลายไม่ออกเพราะอะไรและทำไมถึงต้องยอมจำนนกับอำนาจนั้นเพราะอะไร
ทั้งหมดนั้นคือคำตอบว่าความกล้าของความเป็นผู้นำประเทศในอันที่จะทำให้ประชาชนพ้นบ่วงแห่งความชั่วร้ายที่สั่งสมมาอย่างยาวนานภายในประเทศนี้ให้หลุดพ้นไปได้นั้นอย่าได้หวังเลยกับนายกรัฐมนตรีที่ชื่ออภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
วันนี้ ประชาชนทั้งหลายเขาจึงมาทวงนายกรัฐมนตรีของเขาคืน นายกรัฐมนตรีที่เคยให้โอกาสกับชนชั้นรากหญ้าอย่างพวกเขาที่ไม่เคยมีใครให้โอกาสเช่นนี้มาก่อน แม้กระทั่งคนที่เขาคิดว่าจะให้โอกาสกับเขาได้ก็เป็นได้แต่เพียงฝันลมๆแล้งๆไปวันๆเท่านั้น เพราะมนุษย์เดินดินกินข้าวแกงอย่างพวกเขาคงไม่กล้าสะเออะร้องขอหรือเอ่ยปากแม้กระทั่งเทวดาที่พวกเขานับถือ
ไม่รู้ว่าจะต้องตายกันอีกกี่ศพ ไม่รู้ว่าจะต้องหายนะไปอีกสักเท่าไรก็คงไม่สะทกสะท้านความรู้สึกของพวกเขามากนัก ตราบใดที่อำนาจแห่งความไร้ธรรมและโหดเหี้ยมอำมหิตยังครอบงำจิตใจของผู้ที่บ่งบอกว่าตัวเองคือสัญญลักษณ์แห่งความดี ตราบนั้นความชั่วทั้งหลายทั้งปวงที่พวกเขาก่อกรรมทำเข็ญมาตลอดนั้นก็ไม่สามารถสำนึกได้
วีรชนผู้กล้าเอ๋ย เจ้าไม่ตายเปล่าดอกในครั้งนี้ เพราะศึกครั้งนี้ยิ่งใหญ่นักยิ่งใหญ่เกินกว่าที่จะคาดคิดได้ว่าการหักงวงไอยรานั้นมันไม่ง่ายหรอก แต่การที่จะทำให้ไอยราหมอบราบคาบแก้วอยู่ตรงหน้าได้นั้นกลับเป็นเรื่องที่ง่ายกว่าอย่างที่คาดไม่ถึง
ขอเพียงมวลมหาประชาชนผู้ยิ่งใหญ่จงยึดมั่นและเดินหน้าในภาระกิจอันศักดิ์สิทธิ์ครั้งนี้ด้วยหัวใจอันแข็งแกร่ง ด้วยจิตใจอันหนึ่งอันเดียวกัน เกาะเกี่ยวรวมพลังให้เหนียวแน่นและบุกฝ่าฟันไปข้างหน้าอย่างไม่เกรงกลัวผู้ใดพร้อมทั้งยึดมั่นในคาถาเดียวกันว่า!อำนาจอธิปไตยต้องเป็นของราษฎรทั้งหลาย!
พระอินทร์
ใครฆ่าไพร่กำพร้า
ที่มา Thai E-Newsไพร่กำพร้า-กลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดงนำโลงศพสีแดงมาทำพิธีไว้อาลัย ก่อนจะเคลื่อนขบวนโลงศพไปทั่วกรุงเทพฯเพื่อให้ประชาชนร่วมไว้อาลัย (ภาพข่าว:AP)
โดย แนวร่วมคนเสื้อแดง
13 เมษายน 2553
การประกาศพระราชบัญญัติภาวะฉุกเฉินของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รัฐบาลหุ่นเชิดของระบอบอำมาตยาธิปไตย ได้เปิดฉากความรุนแรงของรัฐที่กระทำต่อการชุมนุมในยามค่ำคืนของคนเสื้อแดง ผู้ซึ่งยึดแนวทาง สันติ อหิงสา ปราศจากอาวุธ อย่างจิตใจเหี้ยมอำมหิต
เพียงเพื่อขอคืนพื้นที่ กระนั้นหรือ ?
ทั้งๆที่นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็รู้อยู่แก่ใจว่า คนเสื้อแดง ผู้ประกาศตนเป็นไพร่ จำนวนมากที่ยืนหยัดต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยนั้น ไม่ใช่ใครหน้าไหนๆจะจ้างเขามาอย่างง่ายๆ อย่างที่รัฐบาล โฆษณาชวนเชื่อกัน เพื่อทำลายความชอบธรรม
คนเสื้อแดง หาได้โง่ ไม่ได้ถูกซื้อ แต่พวกเขารักประชาธิปไตย พร้อมเสียสละได้ แม้แต่ชีวิตต่างหาก
พวกเขา จึงไม่ท้อถอย ไม่เกรงกลัวต่ออาวุธยุทโธปกรณ์ใดๆ ต่อกำลังของกองทัพใดๆทั้งสิ้น และความตายของประชาชน ผู้เรียกร้องประชาธิปไตยด้วยสองมืออันว่างเปล่า ก็เกิดขึ้นในที่สุด
ใครฆ่าประชาชน ?
ภายหลัง เหตุการณ์การปราบปรามคนเสื้อแดงครั้งนี้ ไม่ทันข้ามค่ำคืน นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ยังคงเมินเฉยที่จะรับผิดชอบ
นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยังคงใช้โวหารสำนวนวาทศิลป์ว่า ขอแสดงความเสียใจ แต่บ้านเมืองต้องมีกติกา ต้องจัดการตามกฎหมาย
กฎหมายที่หมายกด ย่อมเป็นขบถต่อปวงชน กฎหมายที่ไม่ชอบธรรม ย่อมเป็นหมายกดขี่ประชาชน ใช่หรือไม่?
การชุมนุมของคนเสื้อแดง เป็นสิทธิเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญ50 ที่มาจากอำนาจรัฐประหาร 19 กันยายน 49 ก็ยอมรับสิทธิการชุมนุม
ใครฆ่าประชาชน ?
ก่อนหน้านี้ ได้มีกลุ่มองค์กรหลายองค์กรหลายคน ทั้งด้านวิชาการ ด้านสิทธิมนุษยชน ด้านการพัฒนา ด้านสันติวิธี และอื่นๆ ที่เคยสนับสนุนระบอบอำมาตย์ ได้เคลื่อนไหวในหลายครั้งโดยการคัดค้านข้อเรียกร้องเป็นแนวร่วมมุมกลับให้รัฐบาลอภิสิทธิ์ทั้งตั้งใจและอ่อนหัดทางการเมือง โดยการนำเสนอ ปฏิรูปประเทศไทย โดยไม่ต้องคืนอำนาจอธิปไตยให้ประชาชนก่อน ไม่ต้องยุบสภาก่อน
องค์กรต่างๆเหล่านี้ ก็ยังคงคิดว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์ มีความชอบธรรมในการจัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร มีความชอบธรรมที่อำนาจอำมาตย์อยู่เบื้องหลังรัฐบาลอภิสิทธิ์
แท้จริงแล้วองค์กรเหล่านี้จึงชื่นชมระบอบอำมาตยาธิปไตย มีความคิดความเชื่อว่า คนเราไม่เท่ากัน
องค์กรต่างๆเหล่านี้ มิใช่หรือ ? ที่นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ใช้เป็นเหตุผลอ้างอิงในการจัดการการชุมนุมคนเสื้อแดง
ใครฆ่าประชาชน ?
นานมาร่วมหลายปี ก่อนรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 องค์กรสื่อสารมวลชนจำนวนมาก เป็นกระแสหลักก็ว่าได้ ทั้งทีวีและสิ่งพิมพ์ ผู้มีอิทธิพลต่อการเมืองไทย มีกลไกในการสื่อสารเสนอข่าวสารเพื่อครอบงำประชาชนให้เชื่ออย่างที่ตนต้องการ มียุทธการ์บิดเบือน ใส่ร้ายทำลายความชอบธรรมของคนเสื้อแดงในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ให้เป็นเพียงการต่อสู้เพื่อทักษิณ
กล่าวหา คนเสื้อแดงไม่มีความรู้ ถูกจ้างมา ไม่เคยเสนอเลยว่า คนเสื้อแดงระดมทุนมาสู้ มีการจัดการเรียนรู้ มีโรงเรียนประชาธิปไตย และอื่นๆอีกมากมาย
ใครฆ่าประชาชน ?
ภายหลัง เหตุโศกนาฎกรรมครั้งนี้ เช้ามืดข่าวสารได้บอกว่า นักวิชาการ 303 คน ได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลการรักษากฎหมายของบ้านเมือง ยังจำเป็นต้องได้รับการปฏิบัติอย่างเคร่งครัด
นักวิชาการ 303 คน เหล่านี้ได้เคยเสนอไม่ให้รัฐบาลยุบสภา อ้างกันว่าไม่มีเหตุผล
คนเสื้อแดงบอกย้ำว่า รัฐบาลอภิสิทธิ์เป็นกระบวนการต่อเนื่องมาจากรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นตัวแทนสืบทอดรักษาระบอบอำมาตยาธิปไตย จึงไม่ชอบธรรมแต่อย่างใดในการปกครองระบอบประชาธิปไตย
คนเสื้อแดง ต้องการให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจ เพราะประชาชนคือเสียงสวรรค์อันแน่แท้
คนเสื้อแดงจึงต้องการให้ยุบสภา คืนอำนาจอธิปไตยให้ประชาชน
นี้คือเหตุผลของคนเสื้อแดง เหตุผลในระบอบประชาธิปไตย นักวิชาการ 303 คน ต่างหากที่ไม่มีเหตุผล
หรือว่า เหตุผลของนักวิชาการ ในทางวิชาการ เป็นเหตุลของอำมาตย์ ของระบอบอำมาตยาธิปไตย นั่นเอง
หรือว่า เหตุผลของ ไพร่ ต่างมุมกับ เหตุผลของ อำมาตย์
ยุบสภา คืนอำนาจอธิปไตยให้ประชาชน แล้วจะรู้กันว่า ประชาชนคนส่วนใหญ่ในประเทศนี้ชอบเหตุผลแบบไพร่ หรือแบบอำมาตย์ กันแน่
ใครฆ่าประชาชน ?
ใครคือทรราชย์? ใครมีส่วนช่วยทรราชย์ ? ใครเปิดทางให้ทรราชย์ ?




