WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, April 15, 2010

Thailand political crisis

ที่มา thaifreenews

โดย TFN

Thailand political crisis





เรื่องเล่าจากนักข่าวที่อยู่ในเหตุการณ์การยิงปะทะกันที่ผ่านฟ้า (วันที่ 10 เมษายน 2553)

เมื่อผู้กำกับ "รักแห่งสยาม" เขียนจดหมายตอบน้องเรื่องผลกระทบจากเหตุการณ์ 10 เมษายน

ที่มา thaifreenews

...เพราะ ภราดรภาพในใจของคนถูกปลุกขึ้นมาแล้ว อุดมคติแห่งความเท่าเทียมเริ่มคุกครุ่นในใจของผู้คนที่ถูกกดขี่ข่มเหง และถูกปลุกเร้าด้วยความชิงชังของชนชั้นกลางที่ถูกดึงไปเปนเครื่องมือของชน ชั้นสูงอย่างเต็มตัว...



หมายเหตุ "ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล" หรือ "มะเดี่ยว" ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง "รักแห่งสยาม" รวมทั้งหนังสะท้อนปัญหาสังคมไทยในยุคปลายรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร หลาย ๆ เรื่อง เช่น "คน ผี ปีศาจ" และ "13 เกมสยอง" ได้เขียนจดหมายตอบกลับไปยังเพื่อนรุ่นน้องที่เข้ามาระบายอารมณ์ความรู้สึก ผิดหวังเสียใจกับปฏิกิริยาของคนรอบข้างที่มีต่อเหตุการณ์นองเลือดในวันที่ 10 เมษายน โดยเขาได้นำเนื้อหาในจดหมายดังกล่าวไปโพสต์ไว้ในเว็บล็อกส่วนตัวhttp://mdsponx.spaces.live.com มติชนออนไลน์เห็นว่าจดหมายของชูเกียรติมีเนื้อหาน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง จึงขออนุญาตนำมาเผยแพร่ดังต่อไปนี้

//////////


13 เมษายน


โยนิโสมนสิการ

จากที่ได้ป่าวประกาศไปในเฟศบุคว่าจะทำรายการตอบคำถาม ก็มีผู้คนส่งคำถามมามากมาย มีไม่น้อยที่เปนคำถามเกี่ยวกับสังคมและการเมือง จะอ่านตอบลงไปในยูทูปก็เกรงใจเพราะว่าในการดำเนินรายการหมายมุ่งว่าทำเพื่อ ความบันเทิงเริงใจ การค้นหาความจริงทางสังคมและการเมืองตอนนี้มีผู้คนออกมาแสดงความเห็นกันมาก มายอยู่แล้วจึงปล่อยให้เปนหน้าที่ของท่านเหล่านั้นไป


หากแต่ก็ยังมีความกลัดใจอยู่ไม่น้อยในประเด็นความขัดแย้งแล ความเศร้าที่ต้องมีผู้คนเสียชีวิตบาดเจ็บไปในเหตุการณ์ จึงหยิบจดหมายของน้องคนหนึ่งที่เขียนมาในใจความถามว่า เขาควรทำอย่างไรดีเมื่อเริ่มขัดแย้งกับเพื่อนในเฟศบุคเกี่ยวกับการเมือง ทั้งที่เปนเพื่อนสนิทที่นิสัยดี พอความขัดแย้งเกิดขึ้นเขาและเธอว์เหล่านั้นต่างแสดงตัวตนที่โหดเหี้ยมอำมหิต ออกมาได้อย่างไม่น่าเชื่อจดหมายส่งมาถึงข้าพเจ้าหลายวันหากแต่ยังไม่ได้ตอบ แล้วไม่นาน น้องคนนั้นก็นำไปเขียนลงบลอกด้วยความสับสนว้าวุ่นใจ แฝงความทุกข์ใจที่เสียเพื่อนอยู่ในที เจือระคนด้วยความโกรธเคืองอยู่บ้าง ข้าพเจ้าเชื่อว่าความโกรธนั้นไม่ได้มุ่งหมายไปที่ตัวบุคคล แต่ยังแผ่ลามไปถึงสังคม แลทุกสิ่งที่ปลูกความคิดอัปยศเหล่านั้นให้เพื่อนของเขา จึงขอเชิญทุกท่านเข้าไปอ่านในบลอกนี้ ก่อนที่จะอ่านจดหมายตอบกลับของข้าพเจ้าต่อไป


http://nanoguy.exteen.com/20100412/entry


จดหมายถึงน้อง


ตี้น้องรัก


จากคำถามสั้น ๆ วันก่อนที่เธอว์ได้ถามพี่มา บัดนี้ได้แจกแจงรายละเอียดจนเห็นภาพชัดแจ้ง โดยที่ไม่ต้องจินตนาการใด ๆ เพราะรอบข้างตัวพี่ ตัวเรา ตัวเขา ตัวเธอว์ เหล่านั้นเราต่างประสบปัญหานี้กันทั้งสิ้น แม้แต่ตัวพี่เองที่วันนี้คงพูดไม่ได้แล้วว่าเปนกลางทางการเมือง


การออกตัวว่าเห็นด้วยกับกลุ่มคนเสื้อแดงเปนเรื่องที่สุ่มเสี่ยงอย่าง มากในสังคมกรุงเทพสาธารณะ (ในที่นี้หมายถึงในโลกไซเบอร์นี้ด้วย) เพราะเราจะถูกชี้หน้าด่าทันทีว่าเปนลิ่วล้อของทักษิณ เปนคนโง่ที่ถูกล้างสมอง ไร้การศึกษา ชีวิตมีค่าเพียงธุลีดิน และถูกเกลียดชังไปในทันที แต่พี่ว่าการออกตัวอย่างชัดเจนยังดีกว่าการออกตัวว่าเปนกลางแล้วซ่อนความยินดีอำมหิตอยู่ภายในอย่างคนที่ตี้ได้เจอ คนพวกนี้เขาไม่ถามเราหรอกว่าทำไมเราถึงเห็นด้วยกับเสื้อแดง เหมือนที่เขาตอบเราไม่ได้เหมือนกัน ว่าทำไมถึงเกลียดทักษิณ แล้วส่วนใหญ่ก็จะอธิบายไม่ได้ด้วยว่าทักษิณทำผิดอะไร มักจะเชื่อเพราะเขาบอกมา เชื่อเพราะเขาพูดกัน เชื่อเพราะสื่อชี้ให้เห็นเปนแบบนี้ และที่น่าเศร้า เชื่อ เพราะกลัวจะถูกหาว่าไม่ฉลาดทันคน


พี่ทำหนังวิพากษ์วิจารณ์นโยบายรัฐบาลทักษิณมาตั้งแต่ก่อนเรียนจบ มหาวิทยาลัยจนถึงเรื่องสิบสามเกมสยอง ก่อนที่รัฐบาลของเขาจะถูกรัฐประหารในคืนที่ถ่ายทำมิวสิควีดีโอเพลงประกอบ ภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว ส่วนใหญ่ที่พูดถึงในเนื้องานคือเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนในสงครามยาบ้า อันเปนนโยบายของรัฐบาล เรื่องการแทรกแซงสื่อและนโยบายประชานิยม พี่ ไม่ค่อยกล้าแตะเรื่องการเลี่ยงภาษีหรือการทุจริตต่าง ๆ ที่เขายกมาเปนประเด็นในช่วงท้าย ๆ ของการดำรงตำแหน่งนั่นเปนเพราะว่าพี่ไม่เข้าใจระบบภาษี ไม่เข้าใจวิธีการฟอกเงิน การวิพากษ์วิจารณ์สิ่งใดที่เราไม่รู้แจ้งจึงไม่ใช่ความคิดที่ดีเท่าไหร่นัก เพราะวันหนึ่งสิ่งต่าง ๆ อาจจะย้อนมาหาตัวเราเองอนึ่ง หากจะพูดเรื่องภาษี พี่ก็ยังเห็นคนรอบข้างตั้งหลายคนพยายามหลบเลี่ยงภาษีด้วยวิธีต่าง ๆ นานาเช่นกันและที่ไม่น่าพูดถึงเลยก็มีคนในประเทศนี้ตั้งหลายคนที่ไม่ต้อง เสียภาษีและก็ใช้ทรัพยากรเดียวกันบนผืนแผ่นดินไทย รวมถึงพี่ด้วย ที่บางอารมณ์เมื่อนึกถึงความทุจริตที่เกิดขึ้นทุกหย่อมหญ้าในหน่วยงานของรัฐ พี่ก็ไม่อยากจะเสียภาษีเหมือนกัน แต่ก็เลี่ยงไมได้เพราะหัก ณ ที่จ่ายเงินทุกครั้งเมื่อพี่ได้รับค่าจ้าง


เราคงไม่ต้องอธิบายแรงผลักดันในการออกมาต่อสู้ของชนชั้นราก หญ้าให้เสียเวลาเพราะมีคนได้อธิบายไปแทบจนหมดสิ้นแล้วแต่คนส่วนใหญ่ในเมือง ก็ยังเลือกที่จะไม่เข้าใจ อาจจะเปนเพราะชาวนาในความคิดเขาก็ยังเอาควายไถนาเกี่ยวข้าว สวมงอบกันเหมือนในโปสการ์ดของการท่องเที่ยวฯ ความยากจนและการถูกกดขี่มันเปนอย่างไรคงยากจะจินตนาการถึงในสังคมของผู้ที่ ร้องเรียนทุกอย่างได้ผ่านทางอินเตอร์เน็ตตั้งแต่เรื่องของแถมจากการชิงโชค สินค้าไปจนถึงโดยแย่งอาหารในชาบูชิ บุฟเฟต์ ไม่ว่าจะให้ข้อมูลอย่างไร การชุมนุมของคนเสื้อแดงเปนการทำลายธุรกิจ การใช้จ่ายอันศรีวิไลซ์และความสำราญสะดวกสบายของเขาเหล่านั้น มากกว่าจะเปนการเรียกร้องความเปนธรรมทางการเมืองที่เขาถูกลิดรอนมาหลาย ทศวรรษแล้ว


มีคำถามของน้องคนหนึ่งชื่อ "ปาริณ" ถามได้น่าสนใจว่า "ใครคือชนชั้นกลาง" เปนคำถามที่ดีมากสำหรับเด็กมัธยมผู้ใฝ่รู้ จริงแล้วแต่ละสาขาก็มีอรรถาธิบายต่อคำว่าชนชั้นกลางของตัวเอง ทางรัฐศาสตร์ก็แบบนึง เศรษฐศาสตร์ก็แบบนึง สังคมศาสตร์ นิเทศศาสตร์ก็อีกแบบนึงแล้วแต่จะพูดไป แต่สรุปรวมคำอธิบายในแบบของพี่ ชนชั้นกลางคือผู้ที่อยู่อาศัยในเขตเมือง ทำงานอยู่ในระบบธุรกิจ จุดมุ่งหมายของชนชั้นกลางคือการถีบตัวไปสู่ชีวิตที่สูงขึ้นในระดับชนชั้นสูง คนพวกนี้มีความอ่อนไหวเปราะบางทางความรู้สึกเพราะชีวิตของพวกเขาไม่มีความ มั่นคง เกือบทั้งหมดมีหนี้สิ้น ไม่ว่าจะเปนบ้านหรือรถ หรือธุรกิจ ดังนั้นไม่แปลกที่พวกเขาจะมีความกังวลในใจตลอดเวลาเกี่ยวกับเศรษฐกิจและการ เมืองและต้องการหาแหล่งอำนาจไว้พึ่งพิง ชนชั้นกลางอ่อนไหวกับข่าว เชื่อสื่อง่ายโดยเฉพาะสื่อทางเลือกอย่างเช่น อินเตอร์เน็ต และเคเบิลทีวีพวกเขาพร้อมใจจะเชื่อฟอร์เวิร์ดเมล์ ข่าวซุบซิบ หรืออะไรก็ตามที่ขึ้นต้นว่า "ข่าววงใน" สิ่งที่พวกเขากลัวคือการตามไม่ทันกระแส โดยเฉพาะยุคแห่งข้อมูลข่าวสารนี้ใครรู้ก่อน ปล่อยข่าวได้ก่อน ย่อมได้รับการยกย่องราวกับเปนกูรู ข้อพิสูจน์นี้เห็นได้จากรายการแฉที่ได้รับความนิยมมากมาย พิธีกรหรือนักเขียนที่มีชื่อเสียงในการแฉไม่ว่าจะเปน มดดำ ซ้อเจ็ด หรือช่องเคเบิลใด ๆ ที่เปิดแล้วมีแต่กระเทยมาเม้าธ์กัน ตอนนี้มีมากมายและได้รับการยกย่องเสียด้วย ในขณะที่เราถูกสอนว่าการนินทาผู้อื่นนั้นไม่ดี โดยเฉพาะคนที่ไม่รู้จัก แต่ทำไมถึง...


ช่างมัน เรามานินทาชนชั้นกลางกันต่อ ด้วยรู้จุดอ่อนข้างต้น ชนชั้นปกครองจึงหลอกเอาขนมผสมน้ำยาได้โดยง่าย ด้วยสื่อที่เปนของทหารและรัฐเกือบทั้งหมดเขาจะทำให้เราเชื่ออะไร รักอะไร เกลียดอะไรได้โดยง่าย เรียนนิเทศมาสื่อแบบนี้เขาบอกว่าเปนสื่อของรัฐบาลเผด็จการทหาร ไม่ใช่สื่อของเสรีนิยมประชาธิปไตยอย่างที่เราเชื่อกัน เพราะถ้าเปนเช่นนั้นจริง ฟรีทีวีเราคงมีมากกว่าสิบช่องให้มีการแข่งขันเสรีมากกว่าจะต้องทนดูอะไรห่วย ๆ โง่ ๆ ไร้รสนิยม ที่รัฐและนายทุนสื่อที่มีอยู่ไม่กี่เจ้ายัดเยียดให้เราดูแล้วบอกว่า "ชาวบ้านเขาต้องการแบบนี้" ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาอยากดูแบบนี้หรือไม่มีปัญญาทำแบบอื่น หรือกลัวเขาจะฉลาดขึ้นมา


นอกเรื่องอีกแล้ว มาเรื่องชนชั้นกลางต่อ อย่าหาว่าเม้าธ์เลย ชน ชั้นกลางไม่ค่อยแคร์ต่อความเปนไปของโลกมากนักจนกว่าจะมีปัญหาเดือดร้อนมาถึง ตัว ในวัยมหาลัยเขาไปค่ายอาสากัน แต่ก็เหมือนไปเที่ยวไปกอบโกยความสนุกจากชาวบ้านแล้วก็สร้างห้องสมุด ห้องน้ำ โรงอาหารให้เขาอย่างที่เขาต้องการหรือเปล่าก็ไม่รู้ แล้วทุกคนก็ลืมไปสิ้นเมื่อตอนแวะตลาดซื้อของฝาก เขาไปเที่ยวชนบทเพื่อดูความเรียบง่าย พอเพียง ทางอุดมคติก่อนจะกลับมาชอปปิ้งในห้างหรูด้วยบัตรเครดิตที่หมุนเดือนชนเดือน แล้วเขาก็ด่าคนที่มาชุมนุมเหยียดหยามเขาเหมือนไม่ใช่คน ทั้งที่ผู้คนเหล่านั้นอาจจะเปนลุงป้าน้าอาที่เคยไปสร้างห้องสมุด โรงอาหารให้กับเขาเมื่อไปค่ายก็เปนได้ เขาไปวัดปล่อยนกปล่อยปลาถวายสังฆทาน แต่ไม่ฟังเทศน์ หลายคนอ่านหนังสือพระดังแต่ไม่รู้จัก "กาลามสูตร" เข้าใจว่าเปน "กามสูตร" หากลองปฏิบัติตาม กาลามสูตรที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ พี่เชื่อว่าหลายคนคงเปนอิสระจากการครอบงำทางความคิดและเกิด "โยนิโสมนสิการ" ซึ่งไม่ใช่ความยินดีในโยนี แต่ลองไปเปิดหาความหมายเอาเองเถิด


แล้วที่เม้าธ์ชนชั้นกลางมาหลายย่อหน้านี้มันตอบคำถามใดของตี้ หากตี้มีโยนิโสมนสิการแล้วก็จะเข้าใจว่า น้องคนที่เขามีความยินดีในความตายของผู้คนเหล่านั้นเขาเปนชนชั้นกลางที่ขาด ซึ่งวิจารณญาณโดยแท้ อาจจะเปนความเยาว์ความเขลาของนาง หรือสื่อที่บิดเบือนโลกของนางไปให้เห็นกงจักรเปนดอกบัว เห็นความตายเปนเรื่องน่ายินดี เห็นความแตกต่างทางการเมืองเปนเรื่องที่ต้องเอามาตัดสินคนว่าโง่เง่าต่ำตม ถ้าเปนพี่ก็คงช็อคมิใช่น้อยถ้าได้เห็นการเอารูปคนตายมาหยามเกียรติและชี้ชวน กันวิพากษ์วิจารณ์ เหตุการณ์นี้มองในแง่ดีเราก็จะเห็นตัวตนที่แท้จริงของคนเหล่านั้นเหมือนกัน นะตี้ มันทำให้เรามีตาทิพย์ เพราะขณะที่คนอื่นมองเห็นความศรีวิไล ซ์ของน้อง ๆ เหล่านั้นว่าเปนคนรุ่นใหม่ ทันสมัย มีการศึกษาและเปนอนาคตของชาติ แต่เรามองเห็นด้านของปีศาจร้าย ความกักฬะโสมม ที่อยู่ในใจนาง ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องความเชื่อทางการเมือง แต่เปนเรื่องของสภาพจิตใจมากกว่า


เมื่อไหร่ที่เรามองเห็นมนุษย์ไม่ใช่ มนุษย์ เรายังเชื่อในอำนาจนิยม วันหนึ่งที่เรามีอำนาจเราก็จะกลายเปนปีศาจร้ายทำลายได้ทุกอย่างกระทั่งชีวิต คนได้อย่างสนุกสนาน คิดดูว่าแค่มีอำนาจในมือในการพิมพ์คีย์บอร์ดยังเปนได้ขนาดนี้ วันหนึ่งที่เขามีสิทธิ์ชี้เปนชี้ตายคนพวกเขาจะสนุกสนานขนาดไหน แล้วเราจะหวังอะไรกับอนาคตของชาติที่เปนแบบนี้


ความหวังเรื่องสันติยังคงมืดมน แม้ขณะที่นั่งพิมพ์อยู่นี้ คณะกรรมการการเลือกตั้งก็มีมติให้ยุบพรรคประชาธิปปัตย์แล้วก็ยังไม่มีสัญญาณ อะไรว่าการชุมนุมจะเลิกรา พรรคประชาธิปัตย์ก็ยังขออุทธรณ์ดิ้นรนเอาชีวิตรอด หรือถึงแม้จะเลิกชุมนุมไปแล้วการหวนกลับมาของทักษิณก็อาจจะมีการชุมนุมครั้ง ใหม่ของอีกฝ่าย หรือแม้แต่ทักษิณถูกประหัตประหารไป แต่เชื่อไหม ความขัดแย้งในสังคมก็จะยังดำเนินต่อไป นายกรัฐมนตรีสุดหล่อเคยออกมาบอกว่าอย่าเอาความขัดแย้งระหว่างชนชั้นมาเปนเงื่อนไขในการชุมนุมแต่ในความเปนจริง ความแตกต่างระหว่างชนชั้นนั่นแหละคือปัญหาหลักของประเทศนี้


ชนชั้นสูงรู้ดีว่าตัวเองมีอะไรอยู่ใน มือและชีวิตของพวกเขาจะเปลี่ยนแปลงอย่างไรหากเกิดความเปลี่ยนแปลง ชนชั้นล่างรู้ดีว่าพวกเขาต้องการอะไรและชีวิตของพวกเขามันต่ำต้อยแค่ไหนใน ระบบเผด็จการทหารห่อประชาธิปไตย (เหมือนผัดไทห่อไข่) ทุกประเทศเปลี่ยนไปหมดแล้วไม่เว้นเวียตนามและกัมพูชา เมื่อคนที่ยากแค้นลุกขึ้นมาต่อสู้กับความไม่เท่าเทียมและพวกเขาก็ชนะ พี่เชื่อว่ามันอาจจะไม่เกิดขึ้นในวันนี้ แต่วันหนึ่งมันก็เกิดขึ้นแน่นอน เพราะภราดรภาพในใจของคนถูกปลุกขึ้นมาแล้ว อุดมคติแห่งความเท่าเทียมเริ่มคุกครุ่นในใจของผู้คนที่ถูกกดขี่ข่มเหง และถูกปลุกเร้าด้วยความชิงชังของชนชั้นกลางที่ถูกดึงไปเปนเครื่องมือของชน ชั้นสูงอย่างเต็มตัว


ประเทศเราไม่มีทางเปนเหมือนเดิมอีกต่อไป ในเมื่อคนถูกเสี้ยมให้เกลียดกันแล้วรอยร้าวนี้ก็ยากจะสมาน ต้องให้เครดิตรัฐบาลชุดนี้ไว้ด้วยตรงที่ขยันออกข่าวสร้างภาพความเลวร้ายของ คนเสื้อแดง ใส่สีตีไข่ จนทำให้คนเกลียดกันได้มากถึงเพียงนี้ รัฐอาจจะต้องการรักษาอำนาจของตัวเองไว้อย่างเหนียวแน่น สิ่งนั้นอาจจะสำคัญมากกว่าความเข้าอกเข้าใจกันของคนในชาติ


มันอาจจะฟังดูอุดมคติ แต่จริงแล้วเมื่อคนเข้าใจกันว่าเราต่างมีหน้าที่ของตัวเองในสังคม ไม่ได้มีใครสำคัญกว่าใครเราเปนฟันเฟืองตัวหนึ่งที่มีหน้าที่ที่เท่าเทียมกัน คือหมุนประเทศนี้ต่อไปข้างหน้า เราเข้าใจ ว่าเราเองก็ไม่อยากจน ไม่อยากลำบาก และคนอื่นก็เช่นกัน ใครก็อยากรวย อยากสุขสบาย เราจะไปบอกคนอื่นว่าเกิดมาจนก็ใช้ชีวิตอย่างพอเพียงไปสิมันไม่ได้หรอก เพราะลองถามตัวเองจะให้ไปอยู่อย่างนั้นเอาไหม เราก็ไม่เอาเหมือนกัน ฉะนั้น กรุงเทพไม่ใช่ประเทศไทย คนกรุงเทพไม่ใช่เจ้าของประเทศ คนต่างจังหวัดไม่ใช่คนโง่ เขาตื่นแล้ว ความยากจนข้นแค้น มันเรียกร้องให้เขาหาคำตอบว่าทำไมชีวิตเขาถึงไม่สามารถลืมตาอ้าปากได้สักที วันหนึ่งเมื่อเขาเจอคำตอบเขาก็ไม่เชื่อสื่อของรัฐอีกต่อไป พวกเขาไม่ได้เกียจคร้านและแบมือขอ พวกเขาทำงานหนักกว่าเราที่ทำงานในเมือง แต่ค่าตอบแทนมันต่างกันลิบลับ เราร้อนเราเปิดแอร์ แต่เขาร้อนนั่นคือพืชผลถูกทำลายและหมายถึงเจ๊งๆ ๆ ไม่มีจะแดก นี่คือเรื่องจริง อย่างที่สุดไม่ใช่นิยายที่แต่งขึ้นมาประโลมโลกย์ และไม่ตื้นเขินเหมือนคำตอบที่ว่าคนเสื้อแดงทั้งหมดมาเพื่อทักษิณ


เขียนมาถึงขั้นนี้ คงมีหลายคนที่เกลียดชังพี่ที่มีความเห็นทางการเมืองแตกต่างออกไป ซึ่งพี่ไม่ได้โกรธคนเหล่านั้น เพราะคนเรามีความเชื่อต่างกันได้ และจะเกลียดกันก็ไม่ว่ากระไรแต่ให้ลองถามว่า คุณเกลียดชังคนมีอุดมการณ์ทางการเมืองต่างจากคุณด้วยเหตุผลอะไร หากคุณรักชาติหวงแหนผลประโยชน์ของชาติ ลองนึกถึงคำตอบหน่อยว่า ผลประโยชน์ของชาติ คืออะไร ถ้าตริตรองดูด้วยเหตุผลด้วยข้อมูลต่าง ๆ มาประสมกัน คิดโดย "ไม่ควรเชื่อ เพียงเพราะ..." แล้วยังยึดมั่นอุดมการณ์เดิมด้วยเหตุผลที่หนักแน่น เราก็ยินดีให้ด่า


พี่หวังว่าจดหมายนี้จะเปนคำตอบที่ดีให้กับตี้และน้องปาริณอยู่ไม่ น้อย หวังว่าสิ่งที่กลัดใจอยู่คงจะคลายความเครียดของมันลงไปได้ในเร็ววัน อาจ จะสงสัยว่าทำไมพี่ถึงเรียกชนชั้นกลางว่าพวกเขา แล้วพี่เปนชนชั้นอะไร จริง ๆ แล้วพี่ก็เปนชนชั้นกลางเหมือนกับทุก ๆ คนที่เล่นเน็ตอยู่ ณ ที่นี้แหละจ้ะ เพียงแต่บางครั้งเราก็ไม่อยากถูกเหมา รวมไปอยู่ในหมวดชนชั้นกลางที่เหยียดวรรณะ เพราะถ้าเปนเช่นนั้นแล้ว พี่ยอมเปน "ไพร่" มากกว่าจะเปนคนในแดนศริวิไลซ์ที่มองเห็นคนไม่เห็นเปนคน


วิงวอนให้ทุกคนได้มี "โยนิโสมนสิการ" ในเร็ววัน


แมวโพง สีสวยดี

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1271232137&grpid=01&catid=

ความจริงเรื่อง “ล้มเจ้า”

ที่มา Thai E-News



โดย จักรภพ เพ็ญแข
คอลัมน์ “ผมเป็นข้าราษฎร”
หนังสือพิมพ์รายสัปดาห์วิวาทะ Thai Red News ฉบับที่ 45

ขณะนี้การประโคมข่าว “ล้มเจ้า” ดังจนผิดปกติ เครือข่ายอำมาตย์ในขั้วตรงข้ามกับประชาธิปไตยนั้นไม่ต้องห่วง รัวเสียราวกับวงโยธวาทิต แถมยังมีเสียงแว่วมาจาก “เวทีประชาธิปไตย” ร่วมสนุกกล่าวหาตามแห่ไปกับเขาด้วยว่ากลุ่มนั้นกลุ่มนี้คิด “ล้มเจ้า” เหมือนมุ่งจะเอาใจใครบางคน

เวลาเหมือนจะหมุนกลับไปไม่ต่ำกว่า ๔๐ ปี

เสมือนเราทุกคนยังอยู่ในยุคปลุกผีคอมมิวนิสต์ เพียงคราวนี้ใช้มาตรา ๑๑๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๕๐ ที่ว่าด้วยการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มาแทนที่ พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ในยุคสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ซึ่งเป็นกฎหมายเผด็จการโบราณที่ทำลายชีวิตและอนาคตของคนบริสุทธิ์ไปมากมายเหลือคณานับ

แถมใช้อย่างถี่ยิบไม่เลือกหน้าอินทร์หน้าพรหม เพราะไปหลงเชื่อคนที่คอยเสี้ยมให้เล่นงานคนนั้นคนนี้ และให้ข้อมูลผิดๆ ว่ามีอยู่ไม่กี่คน ฟันลงไปเถิด

ในที่สุดก็เกิดเป็นกระแส

ความจริงการ “ล้มเจ้า” อย่างจริงจังในประวัติศาสตร์ไทยเคยเกิดขึ้นเพียง ๒ ครั้ง นั่นคือเมื่อคราว “กบฏ ร.ศ.๑๓๐” ซึ่งล้มเหลวเพราะถูกหักหลัง และการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๕ หรือ “การอภิวัฒน์” ที่เริ่มต้นด้วยท่าทีเด็ดขาด แต่แล้วค่อยๆ ผ่อนท่าทีลงจนกลายเป็นการหารือร่างรัฐธรรมนูญระหว่างกัน หลังจากนั้นก็เกิดกระบวนการฟื้นฟูอำนาจของสถาบันพระมหากษัตริย์มาเรื่อย โดยเฉพาะหลังการรัฐประหารของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จนกระทั่งทุกวันนี้

รัฐธรรมนูญถาวรกลายเป็นของพระราชทาน แทนที่จะเป็นคณะราษฎร์เสี่ยงชีวิตเพื่อให้ได้มา

ท่าทีสมานฉันท์ อย่างการตั้งรัฐบาลร่วมกันโดยเอาฝ่ายอำมาตย์แท้ๆ อย่างพระยามโนปกรณ์นิติธาดามาเป็นตัวประธานกรรมการราษฎร (นายกรัฐมนตรี) ก็กลายเป็นเปิดทางให้ฝ่ายอำนาจเก่าเขามาเอาอำนาจคืนอย่างดิบๆ ถึงขั้นเนรเทศหัวหน้าคณะราษฎร์สายพลเรือนไปต่างประเทศ ท่านที่เหลือต้องรวมกำลังกันยึดอำนาจซ้ำอีกครั้งเพื่อเอาประชาธิปไตยกลับคืนมา แต่ก็ถูกทำลายซ้ำแล้วซ้ำอีกจนแทบไม่เหลือซาก

ความจริงเมื่อวันชาติยุคหลังๆ ถูกเปลี่ยนจาก ๒๔ มิถุนายนมาเป็นวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็ชัดแล้วในเรื่องระบอบ

ทวนความจำเพื่อจะบอกว่า จากนั้นไม่มีความพยายามใดๆ อีกเลย ที่จะพรากสังคมนี้จากสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งนอกจากจะปลูกฝังกันอย่างเข้มข้นเกือบทุกวันทุกเวลาแล้ว กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพยังตั้งตระหง่านอยู่ตรงนั้นด้วย ปัจจัยใดๆ จากภายนอกจะเข้ามาโยกหรือสั่นคลอนได้เล่า

เพียงดำรงพระสถานะเดิมและใช้พระราชอำนาจอย่างสมควรแก่เหตุ สถาบันนี้จะอยู่คู่สังคมไทยโดยไม่มีใครวิพากษ์วิจารณ์ลับหลัง

ผมถึงได้สงสัยว่าคนที่เจตนาพูดคำว่า “ล้มเจ้า” นั้น เขากำลังคิดอะไรอยู่

กำลังดูแคลนศักยภาพของสถาบันจนหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเสียเองหรือไม่

หรือกำลังระดมฉายไฟเข้าไปยังสถาบัน ทำให้สถาบันกลายเป็นจุดสนใจโดยไม่จำเป็น?

ความจริงพฤติกรรมแกล้งโง่เหล่านี้ เราก็พอรู้อยู่หรอกครับ แต่ผู้ที่อยู่ในสถาบันควรทราบว่า คนที่ชิงเล่นบทจงรักภักดีโดยไม่ทำอะไรที่เป็นคุณประโยชน์ให้ ได้แต่กล่าวประณามคนอื่นว่าจงรักภักดีไม่เท่าตน หรือสาดคดีหมิ่นฯ เข้าใส่ จนสุดท้ายสถาบันต้องเป็นผู้รับผิดชอบทางสังคมแทนนั้น สุดท้ายคือผู้ที่ทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์มากที่สุด

รวมทั้งคนที่อ้างตัวว่าเป็นประชาธิปไตย แล้วทำลายคนอื่นด้วยข้อหา “ล้มเจ้า” อย่างสามานย์นั่นด้วย

การรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างเหมาะสมคือการอนุวัตรไปตามโลก โดยรักษาแก่นไว้ให้มั่นคง ไม่ใช่ลืมตาตื่นขึ้นก็มองหาว่าใครจะเป็นเหยื่อในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพได้บ้าง

ความจริงก็คือ มีคนเป็นจำนวนไม่น้อยในขณะนี้ที่ตั้งคำถามเกี่ยวกับบทบาทของสถาบัน โดยไม่ได้มุ่งหมายจะโค่นล้มหรือทำอันตรายใดๆ เพราะสามปีที่ผ่านมานี้มีการกล่าวอ้างสถาบันเพื่อการเมืองจนสังคมสับสน หากเปิดโอกาสให้ถามและตอบอย่างวิญญูชน แทนที่จะอ้างกฎหมายหมิ่นฯ มาฟาดฟันกันอย่างที่เป็นอยู่ ว่าเราจะประคองสถาบันให้ผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้อย่างไร ผมเชื่อว่าจะเป็นคุณกับประเทศชาติมากกว่า

สั่งให้หยุดพฤติกรรมผลักฝ่ายเดียวกันให้เป็นศัตรูเถิดครับ

มองให้เห็นว่าคนที่จะ “ล้มเจ้า” ตัวจริง ก็คือคนที่อวดอ้างความ “รักเจ้า” จนเกินกว่าเหตุและสร้างผลลัพธ์ในทางกลับกันเถิดครับ

เลิกสนุกสนานกับบทบาท “ผู้เล่น” กลับขึ้นไปเป็น “กรรมการผู้ทรงเกียรติ” ดังเดิมเถิดครับ

ใช้ตัวแทนวัฒนธรรมใหม่อย่างคุณทักษิณให้เป็น เพื่อบริหารบ้านเมืองในระยะเปลี่ยนผ่านที่ต้องใช้ทั้งภูมิปัญญาเดิมและภูมิปัญญาใหม่ผสมผสานกัน อย่าคิดกำจัดเพียงเพราะคุมโมหะจริตไม่อยู่เลยครับ

ชมคนที่ควรชม ข่มคนที่ควรข่ม

และทำในสิ่งที่ควรทำ


ผมขอตราไว้ตรงนี้ว่า คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพไม่ได้ช่วยอะไรสถาบันพระมหากษัตริย์ได้เลย ความเข้าใจถูกหรือผิดต่อสถาบัน กระทำได้อย่างยั่งยืนไม่ใช่ด้วยลมปากของใคร แต่ด้วยสิ่งที่คนไทยทั่วประเทศและทั่วโลกเขามองเห็นอยู่จริง

ถ้าตั้งมั่นอยู่ในธรรมแล้ว อย่าได้หวั่นกลัวสิ่งใด เว้นแต่เงาของตนเอง

เพราะในบ้านนี้เมืองนี้ ผลกระทบใดๆ ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ย่อมมาจากสถาบันพระมหากษัตริย์เองเท่านั้น.


------------------------------------

TPNews (Thai People News): ข่าวสารสำหรับผู้รักประชาธิปไตย เที่ยงตรง แม่นยำ ส่งตรงถึงมือถือทุกวัน สมัครวันนี้ ใช้ฟรี 14 วัน พิมพ์ PN ส่งมาที่เบอร์ 4552146 ทุกระบบ เพียง 29 บาท/เดือน (เฉพาะ DTAC 30 บาท/เดือน) Call center: 084-4566794-6 (จ.- ศ. 9.30-17.30 น.)

ขัดแย้งไม่สิ้นสุด เพราะสื่อเสนอข่าวด้านเดียว

ที่มา Thai E-News


โดย คุณ แจ๋วริมจอ
ที่มา เวบไซต์ ไทยรัฐ
15 เมษายน 2553

ตราบใดที่สื่อรัฐอย่างช่อง 11 ยังนำเสนอข้อมูลอยู่ด้านเดียวเช่นนี้ ...ตราบนั้นความแตกแยกไม่มีทางบรรจบหรือเข้าใจกันได้ ยิ่งเอาสื่อทีวีมาตอกย้ำบาดแผล ยิ่งจะบานปลายไม่หยุด!!

"ดิฉันไม่ได้แดงหรือเหลืองหรือรัฐบาล ไม่ได้เป็นฝ่ายใคร แต่ขอเปิดใจคนที่เฝ้ามองมาตลอด เหตุการณ์วันที่ 10 เม.ย. 53 คงเป็นความอัปยศที่สุดของการเมืองไทย การใช้กำลังทหารในการแก้เกมการเมืองไม่เคยได้อะไรกลับไป นอกจากศพผู้เสียชีวิต

ซึ่งนาทีนี้ ทุกคนเอาบุคคลเหล่านั้นมาเป็นข้ออ้างความชอบธรรมจากการกระทำของตน พอเหตุการณ์สงบ ทุกคนก็ลืมเขาเหล่านั้น เหตุการณ์นี้ ตาย 21 คน ทหาร 4 ต่างชาติ 1 ประชาชนคนไทย 16 ถามว่า มีใครชนะไหม เปล่าเลยแพ้ทุกฝ่าย

แต่ที่น่าเสียใจก็คือ ครั้งนี้สื่อทำหน้าที่ได้ดีพอหรือเปล่า ทหารตาย 4 เป็น พ.อ. 1 นาย พลทหาร 3 นาย การประโคมข่าว ภาพข่าวต่างๆที่ออกมา นายทหารได้รับการรายงานแต่ฝ่ายเดียว

ผิดกับตอนที่สลายเสื้อเหลือง น้องโบว์

ได้รับการประโคมข่าวผู้เดียว แต่คนอื่นที่บาดเจ็บล้มตาย พวกเขาเหล่านั้นหายไปไหน หรือเพียงเพราะเขาไม่ได้อยู่ฝ่ายเดียวกับคุณ นี่มันยุคมืดชัดๆ

การเสนอข่าวด้านเดียว มีแต่จะทำให้เกิดความขัดแย้งไม่สิ้นสุด เพราะประชาชนที่ไม่มี internet ไม่มีทางรู้เลยว่า ยังมีคนอื่นที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนี้

แล้วฆาตกรที่สื่อทุกสื่อนำเสนอ โดยเฉพาะช่อง สทท. ก็คือประชาชนเสื้อแดง น่าอนาถใจจริงๆ มีสื่อไหนบ้างไหม ที่กล้าเอาคลิปเสื้อแดงถูกยิงมานำเสนอ ถามว่าสื่อได้เห็นภาพเหล่านี้ไหม เชื่อได้เลยว่าคุณต้องได้เห็น

คุณไม่นำเสนอเพราะอะไร เค้าคนละสีกับคุณ หรือว่าเขาเป็นชาวบ้านชาวนาที่คุณเห็นว่าเขามาเพื่อเงิน สมควรตายงั้นหรือ

ขอความจริงให้คนที่เขาไม่มีสื่อออนไลน์ ได้รับรู้ความจริงบ้าง อย่าเอาแต่ยัดเยียดให้เขาเกลียดกันเลย และเขาเหล่านั้นจะยิ่งเกลียดและชิงชังคนในสังคมชั้นกลางขึ้นไป เพราะเขาน้อยเนื้อต่ำใจที่ถูกดูถูกแม้กระทั่งตาย

ดิฉันเป็นพยาบาลค่ะ เคยดูแลทหาร ตำรวจ เสื้อเหลือง เสื้อแดง และเสียใจทุกครั้งที่มีการใช้กำลัง ผู้คนล้มตาย

แต่เสียใจที่สุดกับการกระทำสลายม็อบครั้งนี้ ทั้งที่คนไทยทั้งนั้น

สุดท้าย ขอสื่อกล้าที่จะแตกต่าง และนำเสนอทุกแง่มุม ทุกภาพข่าวอย่างเป็นกลาง อย่าใส่ความเห็นส่วนตัวเลย".

ข้อมูลสนาม 10 เม.ย. กรณีนักข่าวญี่ปุ่น

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
15 เมษายน 2553

คุณสิงห์สนามหลวง ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์การยิงกราดฆ่าประชาชนที่ถนนดินสอ เมื่อวันที่ 10 เมษายน ได้ออกมาให้ข้อมูลเพิ่มเติมกรณีการเสียชีวิตของนักข่าวสำนักข่าวรอยเตอร์ชาวญี่ปุ่น นายฮิโร มูราโมโต้ ดังต่อไปนี้: -

ขอให้
ดูคลิป (ขอให้ดูให้จบ) และภาพประกอบ (ภาพนี้นำมาจากหลายคลิปที่ถ่ายโดยคนหลายคนประกอบรวมกัน ซึ่งแน่นอนต้องมีคลิปวีดีโอของนายฮิโร มูราโมโต้ เป็นหนึ่งในนั้น)





รวมคลิปเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของมูราโมโต้ โดย demagoguing


คลิปประกอบการบรรยายกรณีนักข่าวญี่ปุ่นเสียชีวิต

ภาพแถว A และ B เป็นแนวทหารด้านในถนนดินสอที่ยิงออกมายังกลุ่มเสื้อแดงทางด้านอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย
ภาพแถว C, D และ E เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน ที่ถ่ายวีดีโอไว้จากหลายบุคคล
ภาพแถว E คือ วีดีโอที่นายมูราโมโต้ถ่ายก่อนเสียชีวิต เฉพาะภาพที่แคปเจอร์มาอยู่ในช่วงสุดท้ายของวีดีโอ หลังจากเดินออกจากแนวทหารด้านในถนนดินสอ เพื่อมายืนถ่ายในกลุ่มคนเสื้อแดงทางด้านอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย


ปฐมบท

ก่อนที่นายวสันต์ ภู่ทอง จะถูกยิงกะโหลกศีรษะเปิดจนเสียชีวิตไม่ถึงนาที ขอให้สังเกตว่าตรงรถกระบะสีขาวด้านขวามือ ก็มีผู้ที่ถูกยิงจนได้รับบาดเจ็บนอนอยู่ โดยมีกลุ่มคนเสื้อแดงเข้าไปดู ซึ่งนาย Hiro Muramoto ก็ได้ซูมถ่ายเหตุการณ์ตรงนี้เช่นกัน และได้จับภาพคนเสื้อแดงถืออาวุธปืน ที่น่าจะยึดได้จากทหาร ดูรูปทรงแล้วน่าจะเป็นปืนเดี่ยวลูกซองคานเหวี่ยงที่ใช้ยิงกระสุนยาง
คลิป E - ภาพที่ Hiro Muramoto ถ่ายไว้สุดท้ายก่อนเสียชีวิต
จะปรากฎชายชุดดำที่ผู้ผ้าพันคอแดงที่ช่วยแบกร่างไร้วิญญานของเขาออกมาด้วย


ภายหลังที่นายวสันต์ถูกยิงจนกะโหลกศีรษะเปิด สมองทะลักออกมา พร้อมเสียงปืนรัวดังกึกก้องหลายนัด เสื้อแดงที่ยืนอยู่แนวหน้าจึงได้วิ่งหนีออกมา (ดู clip C) ก่อนที่จะมีเสียงเรียกให้เสื้อแดงเข้าไปถ่ายรูปเก็บไว้เป็นหลักฐาน ส่วนพวกที่ยังไม่รู้ว่าพวกของตนเองถูกยิง เมื่อได้ยินเสียงปืนคนเสื้อแดงจึงหลบหาที่กำบังตามสัญชาตญาณ
คลิป C - เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้าที่จากกล้องของเสื้อแดง (AFP)

ตามภาพแถวคลิป E กล้องที่ Hiro Muramoto ถ่ายไว้ก่อนจบชีวิต เราจะไม่เห็นร่างของนายวสันต์ ภู่ทองอยู่ตรงพื้นแล้ว เพราะคนเสื้อแดงแบกออกไปแล้ว โดยที่นาย Hiro Muramoto คงคิดว่านายวสันต์น่าจะได้รับบาดเจ็บไม่ถึงกับเสียชีวิต จึงไม่ได้มาถ่ายเหมือนคนอื่น ส่วนภาพคนบาดเจ็บทางด้านรถกระบะสีขาว คนเสื้อแดงที่ช่วยปฐมพยาบาลกันตั้งแต่ทีแรก ก็เพิ่งจะช่วยกันแบกออกไป โดยมีการ์ดคนเสื้อแดง (เสื้อดำ) เดินเข้ามาเพื่อกวักมือเรียกให้พวกเสื้อแดงถอยออกมา เพราะพื้นที่ตรงนั้นไม่มีปลอดภัย และเป็นภาพช็อตสุดท้ายที่ Hiro Muramoto ถ่ายในขณะที่ยังมีสติสัมปชัญญะและลมหายใจอยู่

บทสุดท้าย

ภาพจากกล้องที่ปรากฎในสภาพเอียงที่ถ่ายมา ผมคิดว่านาย Hiro Muramoto น่าจะถูกยิงจนหมดสติหรืออาจเสียชีวิตแล้ว และน่าจะเสียชีวิตภายหลังจากที่นายวสันต์ถูกแบกร่างออกไปเพียงไม่กี่นาที โดยสังเกตได้จากคลิปที่คุณมังกรดำได้ถ่ายไว้ เราจะเห็นร่างของ Hiro Muramoto ถูกแบกออกมา ในช่วงต้นของการปะทะภายหลังเกิดเหตุ (เสียงปืนดังไม่หยุด) เพราะเมื่อทางแกนนำรู้ว่ามีคนถูกยิงเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ แกนนำได้ประกาศให้คนเสื้อแดงพาร่างผู้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตออกมา ร่างของผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตคนอื่นๆ รวมถึงนาย Hiro Muramoto จึงได้ถูกคนเสื้อแดงเข้าไปช่วยเหลือทยอยออกมาเป็นระยะๆ

ช่วงที่เสื้อแดงแบกร่าง Hiro Muramoto ออกมา คือ
แบกออกมาผ่านรถหุ้มเกราะที่จอดอยู่หน้าอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย (credit vdo คุณ มังกรดำ)


ที่สำคัญถ้าใครได้กลับไปดู vdo ที่นาย Hiro Muramoto ถ่ายไว้ จะพบชายที่ช่วยกันแบกร่าง Hiro Muramoto ยืนอยู่ในแนวปะทะนั้นด้วย (ชายเสื้อดำผูกผ้าพันคอแดงและใส่กางเกงยีนส์) และชายอีกคนหนึ่งที่อยู่ในเหตุการณ์ที่ได้แบกร่างนาย Hiro Muramoto ออกมา คือชายเสื้อขาว ผู้ให้สัมภาษณ์นักข่าวสำนักหนึ่ง (ดูภาพประกอบ)
วีดีโอที่นาย Hiro Muramoto ถ่ายไว้ จะพบชายที่ช่วยกันแบกร่าง Hiro Muramoto ยืนอยู่ในแนวปะทะนั้นด้วย (ชายเสื้อดำผูกผ้าพันคอแดงและใส่กางเกงยีนส์) และชายอีกคนหนึ่งที่อยู่ในเหตุการณ์ที่ได้แบกร่างนาย Hiro Muramoto ออกมา คือชายเสื้อขาว ผู้ให้สัมภาษณ์นักข่าวสำนักหนึ่ง


บทสรุป

สาเหตุที่น่าจะทำให้ Hiro Muramoto เสียชีวิต น่าจะมีดังต่อไปนี้

1. Hiro Muramoto อาจเข้าใจผิดคิดว่ากระสุนจริงที่ทหารใช้ปฏิบัติการ เป็นกระสุนซ้อมรบ หรือลูก Blank ที่กองทัพชวนเชื่อ
2. Hiro Muramoto อาจคิดว่ากระสุนจริงทหารจะใช้ยิงขึ้นฟ้าเพื่อข่มขวัญเท่านั้น ถ้ายิงในแนวราบจะใช้กระสุนซ้อมรบ
3. Hiro Muramoto ไม่คิดว่าทหารจะยิงกระสุนจริงยิงในแนวราบในยามออกปฏิบัติการในการทำภารกิจสลายม้อบ

ดังนั้นในช่วงที่เดินออกจากแนวทหารมายังกลุ่มคนเสื้อแดง Hiro Muramoto จึงคิดว่าไม่มีภัยอันตรายถึงแก่ชีวิต นาย Hiro Muramoto จึงได้เดินออกมาจากแนวทหาร ตรงดิ่งมายังแนวกลุ่มคนเสื้อแดง เพื่อมาเก็บภาพเหตุการณ์ของอีกฝั่งหนึ่ง โดยหารู้ไม่ว่า นั่นคือที่มาของจุดจบในชีวิต เป็นการเดินทางมาเพื่อเป็นเป้าให้ทหารส่องยิง ปลิดชีวิตทิ้ง ณ ถนนดินสอ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยนั่นเอง



การยิงของทหารตรงจุดนั้น ณ ขณะนั้น ทำให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก ก่อนที่คนโบกธงจะถูกยิง จะมีคนถูกยิงได้รับบาดเจ็บอยู่ก่อนแล้วด้วย (ตรงรถกระบะสีขาว) นาย Hiro Muramoto ก็เป็นเหยื่อผู้หนึ่งซึ่งตกเป็นเป้ากระสุนสังหารของทหาร ที่พ.อ.สรรเสริญ อ้างว่า ยิงเพื่อป้องกันตัว - ภาพสุดท้ายของเฟรมจะเห็นรถกระบะสีขาวชัดเจนนะครับ

ทหารเริ่มยิงประชาชนก่อน ทหารทิ้งเพื่อนหนีเอาตัวรอด คนที่ช่วยคือเสื้อ

ที่มา thaifreenews

โดย แฟนเดฟ



คลิป 1..... 8 นาที



คลิป 2 8 นาที

นาที สไนเปอร์ซุ่มยิง


3.00 Sniper #1 (3rd room left, under the rooftop)
- 3.03 Sniper #2 (2nd room left, rooftop)
- 3.36 Sniper #3 (1st room left, rooftop)
- 3.37 Sniper #2 fires aga



ไม่มีอะไรจะดีเท่า คนต่างประเทศเป็นพยาน


ภาพแรกยังไม่มีประกายไฟจากปืน


ภาพสองกับสามเสี้ยววินาทีต่อเนื่องกัน

ทัพผ่านฟ้าสู่ราชประสงค์ วันที่ 14 เมษายน 2553

ที่มา thaifreenews

โดย prainn




ภาพทั้งหมด>>>http://picasaweb.google.com/prainn999/14255302#

เลือดอำมาตย์หัวใจไพร่... นี่คือสงครามชนชั้นแน่เหรอ ?

ที่มา thaifreenews


โดย Porsche

จากคุณ : พยัคฆ์ร้ายแห่งคลองบางหลวง

เพิ่งได้อ่าน มะเดี่ยวสอนน้องจบ (ฮา) ทำให้ผมอยากเขียนบทความหนึ่งขึ้นมาซึ่งมันเป็นเรื่องที่ติดอยู่ในใจของผมมานานแสนนานและหาโอกาสที่
จะเขียนอยู่หลายหนแต่ไม่ว่างสักที ประเด็นนี้คือประเด็นเรื่อง ไพร่... ที่เสื้อแดงนำมาเป็นสัญลักษณ์ในการต่อสู้ สิ่งที่ทำให้ผมคิดจะเขียนหลังจากอ่าน มะเดี่ยวสอนน้อง จบ นั่นคือประเด็นของสงครามชนชั้นที่เกิดขึ้นในเมืองไทย วันนี้เสื้อแดงกำลังสู้กับชนชั้นกลางและชนชั้นสูงอย่างเปิดเผยและการต่อสู้ก็ได้ใช้ช่องทางทางอินเตอร์เน็ตต่อสู้กัน
อย่างหนัก การต่อสู้ไม่ได้เกิดทางพื้นที่ชุมนุมอย่างเดียว ทุกซอกหลืบในประเทศไทยที่มีคนอยู่การต่อสู้ของเสื้อแดงกับชนชั้นก็ต้องดำเนินต่อไป

แต่ผมเห็นว่าแท้จริงแล้วเสื้อแดงไม่ได้ต่อสู้กับชนชั้นอย่างที่ภาพฉายออกมาให้เห็น เสื้อแดงกำลังสู้กับคนปกติทั่วไปที่ไม่ต่างจากเรา ๆ ท่าน ๆ เลย เพราะชนชั้นที่สถาปนาตัวเองว่าเป็นชนชั้นกลางซึ่งประกาศตัวเป็นศัตรูกับเสื้อแดงอยู่นั้น กว่าหลายพันคนที่ยังไม่มีปัญญาหาเลี้ยงตัวเอง คนที่ยังไม่มีปัญญาหาเลี้ยงตัวเองไม่ควรจะดูถูกคนชั้นไหนในโลกนี้ และคนที่ประกาศว่าตัวเองเป็นชนชั้นกลางต้องปราบไพร่ที่เลี้ยงตัวเองไม่ได้คุณค่าของคนเหล่านั้น
ย่อมต่ำกว่าไพร่เสื้อแดงเป็นไหน ๆ

อย่างที่บอกไปว่าในความเห็นผมนั้นคนเสื้อแดงไม่ได้สู้กับชนชั้นกลาง เพราะคนเสื้อแดงส่วนใหญ่นั้นก็เป็นชนชั้นกลางแต่ชนชั้นกลางของเสื้อแดงนั้นจะแตกต่างกับคนเสื้อแดงของอีกฝ่ายหนึ่ง... ชนชั้นกลางอีกฝ่ายจะคิดว่าตัวเองนั้นรู้ทัน ฉลาด เข้าใจการเมือง และพร้อมจะดูถูกคนอื่นทันทีที่ทราบว่าชนชั้นกลางอีกฝากมีความเห็นต่างกับตน เขาจะยัดเยียดว่าชนชั้นกลางที่รักทักษิณเป็นคนโง่ เป็นคนขายชาติ เป็นสุนัขรับใช้
นั่นคือสาเหตุที่ทำให้เกิดชนชั้น

ชนชั้นที่เกิดขึ้นในสังคมเพียงเพราะว่า
คนกลุ่มหนึ่งเข้าใจว่าตนเองวิเศษกว่าคนอื่นโดยไม่แม้แต่จะรับฟังเหตุผลของอีกคน

ถ้าจะพูดในภาษาของผม คนเยี่ยงนั้นไม่ได้เป็นชนชั้นกลางอย่างที่เขาพยายามเข้าใจ เขาเหล่านั้นจะเป็นได้ก็แต่คนที่ไม่ใช่คน

คนเราเกิดมาไม่ว่าจะยากดีมีจนเขาเหล่านั้นก็มีสิทธิเสรีภาพและศักดิ์ศรีแห่งความเป็นคนที่เท่ากันทุกผู้ทุกคน แต่คนเหล่านั้นเมื่อโตขึ้นก็จะเข้าใจตัวเองผิดสำคัญตนเองพลาด เมื่อคนบางคนมีอำนาจก็อยากมีอำนาจมากขึ้น การที่จะทำให้ตัวเองดูมีอำนาจมากก็ต้องกดหัวคนอื่นให้ต่ำลง ชนชั้นมันก็เกิดมาเพราะเหตุนั้น แต่สุดท้ายแล้วเราทั้งหมดมีสิทธ์เท่ากัน คนละเสียงในการเลือกตั้ง มีคนละชีวิตที่ได้ใช้และจากโลกนี้ไปสิ่งที่เหลือก็เพียงเธ้าธุลีเพียงกำ ดังนั้นสำหรับผมแล้วการต่อสู้ที่เกิดขึ้นคือการต่อสู้ของคนเต็มขั้นกับคนที่ไม่เห็นผู้อื่นเป็นคนเท่านั้นเอง

วันนี้การต่อสู้ของเสื้อแดงโดยชูคำว่า "ไพร่" นั้น ไม่ว่าแกนนำคิดอย่างไรแต่ผมไม่ได้คิดว่านั่นคือสัญลักษณ์ของชนชั้นต่ำ แต่มันคือสัญลักษณ์ของคนที่ถูกกดขี่ถูกคนอีกกลุ่มหนึ่งดูถูก เพราะตามประวัติศาสตร์ชาติไทยไม่เคยมีไพร่คนไหนได้รับความยุติธรรม ชาวนาก็ถูกขูดรีดโดยชนชั้นศักดินา คนระดับขุนนางอยากได้ลูกใครเมียใครก็ฉุด และชนชั้นขุนศึกเหล่านั้นก็ปิดปากไม่ให้คนที่มีอำนาจน้อยกว่าได้พูดหรือเรียกร้องความเป็นธรรม สิ่งเหล่านี้... ไม่ใช่แค่ไพร่ดอกครับที่ถูกกระทำ ชนชั้นกลางและชนชั้นสูงหลาย ๆ คนก็ถูกกระทำเช่นกัน

การต่อสู้ของคนเสื้อแดงแม้จะชูคำว่า "ไพร่" แต่ถ้าเรามองไปจริง ๆ แล้วคนเสื้อแดงมีหลายชนชั้นเหลือเกิน
ไพร่แท้ ๆ ไพร่เทียม ๆ ชนชั้นต่ำ ชนชั้นกลาง อำมาตย์ ชนชั้นปกครอง ชนชั้นสูง ท่านผู้หญิงวิริยา เป็นชนชั้นสูง นายทหารอย่างเสธ.แดงก็เป็นอำมาตย์ จตุพร และ นายวีระ ก็เป็นชนชั้นปกครอง แล้วจะเรียกว่าคนเสื้อแดงเป็น ไพร่ ได้อย่างไร อย่าลืมว่าตั้งแต่มีคำว่าไพร่เกิดมาในโลกนี้ คนที่เกิดเป็นไพร่จะเป็นอะไรที่มากกว่าไพร่ไม่ได้ แล้วคนที่ผมเอ่ยชื่อมานั้นเหตุใดถึงเป็นเสื้อแดงที่ชูคำว่า "ไพร่" ในการต่อสู้เล่า

เหตุเพราะคนเหล่านั้นแม้จะเป็นคนที่มีชนชั้นสูงกว่าไพร่ แต่เขายอมรับไม่ได้กับความไม่เป็นธรรมการถูกกดขี่ที่เกิดขึ้นในประเทศ สิทธิเสรีภาพที่ควรมีเสมอภาคกันกลับไม่มี คนเหล่านั้นเลยออกมาสู้โดยการสวมหัวใจไพร่ ดังนั้นคำถามควรจะต้องสะท้อนกลับไปในฝ่ายที่เป็นคู่ต่อสู้ของคนเหล่านี้ ว่า หัวใจของคุณใช่คนหรือไม่ถึงทำให้คนเหล่านี้ออกมาสู้เพื่อปลดแอก เรียกร้องความเป็นธรรม

ไม่ต้องมองไกล ในห้องราชดำเนินที่เห็นชัดว่าแดงแจ๋แล้วเป็นชนชั้นอำมาตย์ก็มีหลายคน
ขออนุญาตเอ่ยนาม พี่ สาวเหลือน้อย และ พี่ทิน นายทหารพระรัฐธรรมนูญ (ขออภัยที่ต้องเอ่ยนามจริง ๆ ) สองคนนั้นเป็นชนชั้นอำมาตย์ที่ร่วมต่อสู้กับเสื้อแดงมายาวนาน

ในอดีต มจ.สิทธิพร เจ้าของคำขวัญบรรลือโลก "เงินทองของลวงตา ข้าวปลาคือของจริง" หม่อมเจ้าสิทธิพรเป็นชนชั้นสูงโดยสภาพแต่วัตรปฏิบัติของท่านนั้นไม่ต่างจากไพร่ ท่านทำการเกษตรเพื่อช่วยเหลือชาวไร่ชาวนาให้ได้รู้จักการเกษตรแบบใหม่ จริง ๆ แล้วนี่คือตัวอย่างที่ผมอยากแสดงให้เห็นว่า ชนชั้นสูง หรือ ชนชั้นอำมาตย์ ที่ดี ๆ นั้นมีเยอะและเสื้อแดงก็ไม่ใช่ศัตรูกับคนเหล่านั้น เพราะท่านเหล่านั้นหลายคนก็กระโดดเข้ามาเป็นแนวร่วมกับคนเสื้อแดงด้วยความเห็นอกเห็นใจ
และอยากให้ประเทศถูกปลดแอกจากกลุ่มอำนาจของอำมาตย์ชั่วช้าบางคน อยากให้คนไทยเป็นอิสระจากชนชั้นกลางที่หลงตัวเอง

ผมเองก็เช่นกัน... และผมก็เชื่อว่าพี่สาวที่รักของผมอย่างพี่สาวเหลือน้อย (ขออภัยที่ต้องเอ่ยนามอีกที) เราไม่ได้เป็นไพร่โดยสภาพและเราก็ปฏิเสธเลือดอำมาตย์ที่หมุนเวียนในร่างของเราไม่ได้ มันคงยากลำบากถ้าจะต้องเปลี่ยนนามสกุลเพียงเพราะเป็นคนเสื้อแดง เพราะบางคนนั้นเกิดมาเป็นอำมาตย์โดยนามสกุลของบรรพบุรุษและตำแหน่งที่ได้รับจากทางราชการ แต่เชื่อเถอะครับว่าคนเหล่านั้นอำมาตย์หลายคนก็สวมหัวใจไพร่ ผมเองก็เช่นนั้นคงไม่เป็นการเกินไปถ้าผมจะบอกว่า ผมนั้นเลือดอำมาตย์แต่หัวใจไพร่

เราเข้าใจกันและกัน เรารู้ว่าการอยู่โดยการถูกกดขี่เป็นเช่นไร เราเข้าใจว่าความไม่เสมอภาคทางกฏหมายเป็นอย่างไร อีกทั้งความมีสิทธิเสรีภาพที่ไม่เท่ากันนั้นเป็นอย่างไร... เราเข้าใจกันและกันจริง ๆ

ดังนั้นการต่อสู้นี้ไม่ใช่การต่อสู้ของชนชั้น หากแต่มันคือการต่อสู้ของคนเต็มขั้นกับคนที่ไม่เห็นคนอื่นเป็นคน

คนที่เกิดมาเพื่อดูถูกคนอื่น คนที่เกิดมาเพื่อหากินบนหลังคนอื่น คนที่เกิดมาเพื่อกดคนอื่นให้ต่ำกว่า คนที่เกิดมาเพื่อริดลอนสิทธิเสรีภาพไปจากคนด้วยกัน นั่นคือคนที่ไม่เห็นคนอื่นเป็นคน ดังนั้นคนประเภทนี้คือศัตรูกับคนเสื้อแดง แต่เราจะเรียกคนจำพวกนี้เป็นคนได้เต็มปากอีกล่ะหรือ...

http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P9127148/P9127148.html

วันพฤหัสบดีที่ 15 เมษายน พ.ศ.2553

แดงเต็มสยาม ราชประสงค์-ราชดำริ ปักหลักไม่ถอย

การ์ตูน เซีย 15/04/53

ตอบแล้วค่อยล่าไอ้โม่ง

ประชาธิปัตย์บนทางสามแพร่ง

จุดจบ

บุคคลในข่าว 15/04/53

อย่าย้ำบาดแผล

ขึ้นศกใหม่

ใกล้ถึงจุดจบ

ความรับผิดชอบ

ปล่อยตามกระบวนการ

แดงจี้ กสม.-ส.นักข่าวรัฐละเมิดสิทธิฯ ถามใครยิงประชาชน

สาบานวัดพระแก้ว แดงท้า ผบ.ทบ. เหวงอัดยิงกันเอง

หักหอกเป็นดอกไม้

"พร้อมพงศ์"อ้างพล.อ.ป.จ้อง"ปฏิวัติ"เร่งเช็คกำลังกองทัพ หวังป้องทหารสลายม็อบ-อุ้มปชป.ถูกยุบ

ปชป.เล็งยื่นศาลปกครองระงับคำสั่งยุบพรรค จวก"อภิชาต"ปฎิบัติหน้าที่มิชอบ เตรียมแจ้งความดำเนินคดี

'พร้อมพงศ์' จี้ตร.เล่นงาน 'อภิสิทธิ์-สุเทพ'

Wednesday, April 14, 2010

วันพุธที่ 14 เมษายน พ.ศ.2553

รอยเตอร์ระบุกองทัพไทยแตกแยกเป็นสองกลุ่ม ระดับบน-ล่าง ชี้"บิ๊กจิ๋ว"อยู่เบื้องหลังกลุ่มหนุนเสื้อแดง

มตินปช.ทิ้งเวทีผ่านฟ้า ย้ายม็อบแดงรวมจุดเดียวแยกราชประสงค์ สร้างเมรุชั่วคราวเผาศพกลางอนุสาวรีย์ปชต.

"แดง"สร้างเมรุชั่วคราวเผาศพคนตายเหตุปะทะ กลางอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

พท.จวกกกต.ผิดขั้นตอนยุบปชป.ถ่วงส่งศาลรธน. ขู่เอาผิดตามม.15

"ณัฐวุฒิ"พาการ์ดนปช.โชว์ตัว อ้างแต่งไอ้โม่งชุดดำยึดปืนจนท.ได้

ทางออก-ทางตัน

การ์ตูน เซีย 14/04/53

ผู้นำกับเด็กอมมือ

ล็อกรัฐบาลแห่งชาติ?

"เติ้ง"สอนมวยปชป.-อาสาคุยแม้ว

ไปซะแล้ว

เต้บปลอบมาร์ค "ศึกรุม"นี่ล่ะชีวิต

เทือกตุนพรรคใหม่-ไร้ชื่อ "กษิต"ปูพรมบอมบ์"แม้ว"

ยุบทางเดียว

ความโน้มเอียง รัฐบาล โน้มเอียง เอนสู่ "การทหาร" เหนือกว่า "การเมือง"

"นพดล"ออกโรงโต้แทน"นายใหญ่" ซัด"กษิต" สำรากความเท็จโทษ"แม้ว"ยุปะทะนองเลือดที่สุดรอบ20ปี