WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, April 16, 2010

กี้ร์ฮีโร่ฝ่าดงระเบิดโรยตัวSC PARK คุมตร.สมุนเทือกประจานเวทีราชประสงค์

ที่มา Thai E-News





ฮีโร่เสื้อแดง-ผู้ชุมนุมเสื้อแดงรีบรุดไปช่วยอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง กับพวกพ้นการจับกุมของหน่วยคอมมานโดที่โรงแรมSC PARK โดยอริสมันต์เผยว่าหนีออกจากห้องพักขณะตำรวจปาระเบิดควันและระเบิดเสียงเข้าใส่ แล้วใช้สายไฟโรยตัวลงมาจากชั้น3(ภาพข่าว:AP)


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
16 เมษายน 2553

วันนี้(16เม.ย.)เวลาราว10.00 น.นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯระบอบหุ่นเชิดแถลงทางทีวีพูลว่า เจ้าหน้าที่กำลังไปที่โรงแรมSC PARKเพื่อจับกุมผู้ก่อการร้ายเสื้อแดง ขณะเดียวกัน เมื่อเวลา 10.00 น. กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจคอมมานโดได้เข้าทำการตรวจค้น เพื่อทำการจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับ หลังจากสืบทราบว่า มีแกนนำคนเสื้อแดง จำนวน 4 คน เข้าพักในโรงแรมดังกล่าว ประกอบด้วย นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง นายพายัพ ปั้นเกตุ และนายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ หรือ แรมโบ้ อีสาน และเจ๋งดอกจิก

โดยขณะที่เจ้าหน้าที่เข้าทำการปิดล้อมเพื่อตรวจค้นจับกุม ได้มีกลุ่มผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงประมาณ 1 พันคนทราบข่าว ได้รีบรุด เดินทางมาทำการปิดล้อมโรงแรม เพื่อกดดันไม่ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าทำการตรวจค้น พร้อมกับทำการปิดถนนแยกประชาอุทิศ-ประดิษฐ์มนูธรรม ทำให้การจราจรปิดตาย

ต่อมาเวลา 10.30 น.ขณะที่กลุ่มผู้ชุมนุมบุกเข้าไปภายในบริเวณโรงแรม ได้เห็นนายอริสมันต์ ทำการโรยตัวลงมาจากชั้น 3 โดยมีกลุ่มผู้ชุมนุมที่อยู่บนรถปราศรัย ทำการรับตัว ก่อนที่จะลงมาอยู่บนหลังคารถ โดยนายอริสมันต์ อยู่ภายในวงล้อมของกลุ่มผู้ชุมนุมตลอดเวลา พร้อมกับนำตัวไปอยู่ภายในรถตู้สีขาว หมายเลขทะเบียน ฉจ 4470 กทม.โดยนั่งอยู่ภายในรถตู้ เพื่อรอให้แกนนำอีก 3 คนที่เหลือ ลงมาจากโรงแรม ท่ามกลางการคุ้มครองของกลุ่มผู้ชุมนุม

ต่อมาเวลา 10.50 น.กลุ่มผู้ชุมนุมได้ทำการปลดอาวุธหัวหน้าชุดจับกุมคือ พล.ต.ต.สุเมธ เรืองสวัสดิ์ รอง ผบช.น.ออกมาจากโรงแรม พร้อมกับให้ตำรวจที่เหลือปลดอาวุธ แล้วให้พล.ต.ต.สุเมธขึ้นรถกับคณะนายอริสมันต์ไปยังเวทีชุมนุมใหญ่ราชประสงค์

พ.ต.อ.สมิต เชิงสะอาด ผกก.สน.วังทองหลาง เปิดเผยว่า หลังจากสืบทราบว่า แกนนำทั้ง 3 คน มาพักที่โรงแรมดังกล่าว จึงได้นำกำลัง ตำรวจ ปจ.และตำรวจ บก.น.4 เข้าทำการปิดล้อม เพื่อจับกุมผู้ต้องหาทั้ง 3 ตามหมายจับ แต่ก็ถูกกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดง เข้าปิดล้อม ขณะที่ตำรวจบางส่วนเข้าไปภายในโรงแรมแล้ว นอกจากนั้น ได้มีการจับกุมตำรวจ ปจ.อีก 1 นาย เป็นตัวประกัน ห้ามไม่ให้ตำรวจเข้าจับแกนนำ

เมื่อไปถึงเวทีราชประสงค์ราว11.00น. นายอริสมันต์แถลงข่าวว่า ตำรวจเข้ามาโดยไม่มีหมายจับ ถีบประตูเข้ามา พร้อมโยนระเบิดควันและระเบิดเสียงใส่ ผมได้ปีนออกจากหน้าต่างบอกประชาชนที่มาชุมนุมช่วยเหลือให้เข้ามาช่วยเหลือ และได้โรยตัวลงจากชั้นสามลงมา และให้ผู้ชุมนุมเสื้อแดงปิดล้อมโรงแรม และขอให้ตำรวจยุติปฏิบัติการไล่ล่าแกนนำ

พร้อมกันนี้นายอริสมันต์ได้โชว์กระเดื่องระเบิดและบอกว่านายอภิสิทธิ์กับนายสุเทพมีเจตนาจะฆ่า หรือจับแกนนำ ทั้งสองจึงเป็นศัตรูของคนเสื้อแดง ส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจที่พามา 3 คน ให้นั่งมาเป็นเพื่อนเท่านั้น เพื่อความปลอดภัยของแกนนำ

ต่อมาเวลาราว12.20 แกนนำเสื้อแดงนำตำรวจ 3 นายมาร่วมแถลงข่าว โดยระบุว่า ทั้งสามสสมัครใจมาด้วยเพื่อความปลอดภัยของแกนนำที่ตกเป็นเป้าหมายการจับกุม

ลากไส้ผู้ก่อการร้ายยึดสนามบิน-ยึดทำเนียบแปลงร่างพรางชมพูยุทรราชมาร์คปราบเสื้อแดง

ที่มา Thai E-News



ผู้ก่อการร้ายแปลงร่างพรางชมพู-สมาชิกพันธมิตรที่เคยยึดทำเนียบ-ยึดสนามบินได้รวมตัวกันไปร.11เรียกร้องให้กวาดล้างผู้เรียกร้องประชาธิปไตยเสื้อแดง อ้างว่าเป็นผู้ก่อการร้าย และหนุนนายอภิสิทธิ์อยู่ครบเทอม ไม่ต้องยุบสภา


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
16 เมษายน 2553

หมอตุลย์นำแก๊งพธม.แปลงร่างยกพวกร.11หนุนมาร์คปราบเสื้อแดง

วันนี้(16 เม.ย.) ที่กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ มีผู้ชุมนุมใส่เสื้อสีชมพูเรียกตัวเองว่า กลุ่มประชาชนพิทักษ์ชาติและกลุ่มพลังเงียบ อ้างว่าเป็นการรวมตัวกันของทั้งข้าราชการและเอกชน กลุ่มสังคมออนไลน์ เฟซบุ๊ก ไฮไฟ ทวิตเตอร์ ที่ไม่มีการแบ่งเขตความสำคัญคน ได้มารวมตัวกันที่หน้ากรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ เพื่อให้กำลังใจนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี โดยเรียกร้องให้รัฐบาลทำหน้าที่ในการบริหารบ้านเมืองให้กลับสู่ความสงบ จนครบวาระโดยไม่มีการยุบสภา หรือ ลาออก ตามคำเรียกร้องของกลุ่มคนเสื้อแดง

ทั้งนี้ นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ แกนนำผู้ประสานงานกลุ่มฯ กล่าวว่า วันนี้มาให้ลังใจรัฐบาลและบรรดาทหาร เพื่อเป็นการแสดงพลัง เนื่องจากทนการเคลื่อนไหวของกลุ่ม นปช.ไม่ได้ เพราะหากการชุมนุนมเพื่อเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรียุบสภา จะเป็นแบบอย่างที่ไม่ดีในวันข้างหน้าหากมีการเคลื่อนไหวทางการเมืองอีก ก็จะต้องมีการยุบสภาอีกเพื่อหนีปัญหา

นพ.ตุลย์ ระบุว่าจะมีการเคลื่อนไหวของเครือข่ายโดยจะนัดรวมตัวทุกวันเวลาประมาณ 16.00-18.00 น.หลังจากนั้นจะเคลื่อนไหวไปตามแหล่งชุมชนต่างๆ โดยในวันอาทิตย์จะเคลื่อนไหวไปยังสวนสันติภาพ บริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ สวนจตุจักร ลานพระบรมรูปทรงม้า ซึ่งการเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ได้เป็นการยั่วยุ เพียงแต่เห็นว่าการกระทำของกลุ่ม นปช.ไม่เหมาะสม และอยากเรียกร้องให้รัฐบาลบังคับใช้กฎหมายกับกลุ่มผู้ชุมนุมที่ทำผิดกฎหมาย

สำหรับบรรยากาศการชุมนุม ผู้ชุมนุม ได้มีการโบกธงชาติสะบัดไปมา พร้อมเปล่งเสียง นายกฯ สู้ ๆ ให้กำลังใจอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ ยังคงตรึงกำลังรักษาความปลอดภัย รอบ กรมทหารราบที่ 11 อย่างไรก็ตาม การจราจรทั้งฝั่งขาเข้าและขาออก บริเวณ ถ.พหลโยธิน รถติดขัดบ้างเล็กน้อย ในช่วงที่มีการชุมนุม แต่โดยรวมแล้ว ยังสามารถเคลื่อนตัวได้

เคลื่อนไหวสอดรับระหว่างมาร์คกับพธม.ผู้ก่อการร้ายแปลงร่าง

ที่ผ่านมานายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มักเคลื่อนไหวสอดคล้องกับมวลชนกลุ่มนี้มาตลอด ทั้งตอนเจรจากับแกนนำเสื้อแดงก็อ้างว่ามวลชนกลุ่มนี้ไม่อยากให้เจรจา ก่อนการประกาศฉุกเฉินก็บอกว่ามวลชนกลุ่มนี้ผิดหวังที่รัฐบาลไม่เด็ดขาด และตอนนี้ก็อ้างว่าเสื้อแดงเป็นพวกผู้ก่อการร้ายต้องจัดการเด็ดขาด

สำหรับความเคลื่อนไหวของมวลชน และแกนนำกลุ่มนี้ จะขอเปิดโปงด้วยภาพและคำอธิบายสั้นๆพอสังเขปดังต่อไปนี้


เหลืองแปลงร่างใส่ชมพู-ภาพเปรียบเทียบมวลชนพันธมิตร(ด้านขวา)ที่แปลงโฉมมาเป็นม็อบผู้ดีสีชมพู แต่ก็ดีแตก เมื่อก่อเหตุรุมทำร้ายเสื้อแดงที่สวนลุมพินี และตอนนี้ออกมาเคลื่อนไหวหนุนรัฐบาลมือเปื้อนเลือดปราบปรามเสื้อแดง (เครดิตภาพ:คุณสิงห์สนามหลวง)




ตรีดาว อภัยวงศ์ แกนนำเสื้อชมพูจุฬา

ยุคม็อบพันธมิตร-อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯผู้นี้ เป็นหนึ่งในคณาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่เข้าชื่อให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ลาออก โดยได้ขึ้นเวทีปราศรัยในการชุมนุมพันธมิตรที่หน้าห้างสยามพารากอนในวันที่ 29 มีนาคม 2549 ด้วย(ดูข่าว)

ยุคม็อบเสื้อแดง-นัดคณาจารย์จุฬาฯ และ"พลังเงียบ"ภาคประชาชนที่มีความรู้สึกเช่นเดียวกัน คือไม่ต้องการเแบ่งฝ่ายเลือกสีทางการเมืองใส่เสื้อสีชมพูออกมาต้านเสื้อแดงที่สวนลุมฯ

******

นายแพทย์ตุลย์ สิทธิสมวงษ์ กลุ่มอาจารย์จุฬา-เสื้อชมพู

ยุคม็อบพันธมิตร-หมอตุลย์เคลื่อนไหวร่วมกับพันธมิตรอย่างเปิดเผย จนกระทั่งนายสนธิ ลิ้มทองกุล ลงประกาศพันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย ฉบับที่ 7/2551 แต่งตั้งให้เป็นคณะกรรมการพลังแผ่นดิน และผู้ประสานงานภาครัฐ(ดูประกาศแต่งตั้ง)

ยุคม็อบเสื้อแดง-หมอตุลย์ออกมานัด"พลังเงียบ"และอาจารย์จุฬาฯบางส่วนต่อต้านการชุมนุมของเสื้อแดง โดยนัดกันใส่เสื้อสีชมพูบอกว่าการเคลื่อนไหวของกลุ่มเสื้อชมพูครั้งนี้ รัฐบาลและกลุ่มพันธมิตรฯ ไม่ได้อยู่เบื้องหลัง แต่เป็นการเคลื่อนไหวจากภาคประชาชนอย่างแท้จริง

*********

นพ.กุศล ประวิชไพบูลย์ กลุ่ม"พี่น้องมหิดล"




ยุคม็อบพันธมิตร-ร่วมชุมนุมยึดทำเนียบรัฐบาลกับกลุ่มพันธมิตร โดยได้ขึ้นเวทีปราศรัยในเวทีชุมนุมในทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2551 ซึ่งเป็นช่วงท้ายๆที่พันธมิตรกำลังยึดสนามบินสุวรรณภูมิอยู่ด้วย(คลิ้กฟังคำปราศรัยของนายแพทย์กุศลบนเวทีพันธมิตรยึดทำเนียบรัฐบาล)


ยุคม็อบเสื้อแดง-อ้างเป็นกลุ่มพี่น้องมหิดลนำเลือดคนเสื้อแดงไปตรวจแล้วอ้างว่าพบโรคร้ายทั้งไวรัสตับอักเสบ และเอดส์ รวมทั้งบอกว่ามีเลือดควายเจือปน

********

นายแพทย์พีร์ เหมะรัชตะ อ้างเป็นตัวแทนศิษย์เก่าแพทย์จุฬาฯ


ยุคม็อบพันธมิตร-สนับสนุนพันธมิตรอย่างออกนอกหน้า ตอนแพทย์จุฬาฯขึ้นป้ายไม่รักษาตำรวจก็เอาด้วย



ยุคม็อบเสื้อแดง-ออกมาเป็นตัวตั้งตัวตีร้องเรียนไม่ให้ออกใบประกอบวิชาชีพแพทย์ให้นิสิตแพทย์สลักธรรม โตจิราการ ที่ทำหน้าที่เจาะเลือดเสื้อแดง และให้เอาผิด โดยพอทราบเรื่องนศพ.สลักธรรมเจาะเลือดเสื้อแดง ได้เขียนลงเฟสบุ๊ค ว่า"กรี๊ดๆๆๆจริงเหรอเนี่ย น้องคณะฉานนนน ตัดขาดกันไปเลยดีไหมเนี่ย"

********

นายเจริญ วังอนานนท์ นายกสมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (เฟสต้า)



ยุคม็อบพันธมิตร-ให้เหตุผลว่าที่ไม่ออกมาต่อต้านพันธมิตรชุมนุม 193 วันเพราะว่า "ช่วงที่กลุ่มเสื้อเหลืองชุมนุม ยังไม่มีประสบการณ์ว่า การชุมนุมส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวอย่างไรบ้าง" แต่มีหลักฐานว่าเคยออกโรงหนุนการที่ศาลสั่งยุบพรรคพลังประชาชน ทำให้พันธมิตรยุติยึดสนามบิน และเชียร์ให้เปลี่ยนขั้วการเมืองใหม่ ให้พรรคประชาธิปัตย์ได้ตั้งรัฐบาลแทนขั้วเดิม

ยุคม็อบเสื้อแดง-นัดพนักงานโรงแรมทั่วประเทศมาม็อบต่อต้านเสื้อแดงที่สวนลุมฯ โดยบอกว่าได้รับผลกระทบหนัก ทำให้การท่องเที่ยวได้รับผลกระทบหนัก

*********

ชมรมนักธุรกิจเพื่อประชาธิปไตย

ยุคม็อบพันธมิตร-นัดพบกันที่สีลม สัญลักษณ์ย่านธุรกิจแล้วเคลื่อนขบวนมาสมทบพันธมิตรที่ยึดทำเนียบรัฐบาลไว้


ยุคม็อบเสื้อแดง-(ภาพบน)นายสมเกียรติ อโนทัยสินทวี ในชุดสข.บางคอแหลม สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ (ล่าง)นายสมเกียรติ อโนทัยสินทวี (เสื้อขาวด้านขวา)กำลังกำกับบทนายสมเกียรติ หอมละออ ประธานชมรมนักธุรกิจเพื่อประชาธิปไตย ให้ออกโรงค้านม็อบเสื้อแดง คัดค้านการยุบสภา

*********

ภุชงค์ กนิษฐชาต อ้างเป็นตัวแทนคนกรุง1800ชุมชน
ยุคม็อบพันธมิตร!-นายภุชงค์ กนิษฐชาต แต่งชุดพันธมิตรฯเต็มยศร่วมชุมนุมกับพันธมิตร เคยอุปโลกข์เป็นตัวแทนชุมชนอีสานต้านทักษิณด้วย

ยุคม็อบเสื้อแดง-ภุชงค์ออกมาเคลื่อนไหวในนามตัวแทนคนกรุง 1,800 ชุมชนต่อต้านการชุมนุมของเสื้อแดงอ้างเพื่อปกป้องสิทธิคนกรุงเทพฯที่ทนเดือดร้อนจากการชุมนุมของเสื้อแดงไม่ไหว

**********

ศ.ดร.อมรา พงศาพิชญ์ ประธาน กรรมการสิทธิมนุษยชน



ยุคม็อบพันธมิตร-ตอนนั้นมีตำแหน่งคณบดีคณะรัฐศาสตร์ โดยการสนับสนุนของศ.ดร.ชัยอนันต์ สมุทวนิช ผู้ใกล้ชิดสนธิลิ้ม เป็นตัวตั้งตัวตีล่ารายชื่อ อาจารย์-นิสิตจุฬา เรียกร้องให้ ทักษิณ ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

ยุคม็อบเสื้อแดง-แถลงข่าวร่วมกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในกรมทหารราบที่ 11 บอกว่าเสื้อแดงละเมิดสิทธินายอภิสิทธิ์ และขอเป็นคนกลางเจรจาระหว่างนายกฯกับแกนนำเสื้อแดง

หลังรัฐบาลสั่งทหารปราบปรามเสื้อแดงเมื่อ10เม.ย.ที่ผ่านมา กล่าวว่าหากต้องให้ประณามนายอภิสิทธิ์ก็ต้องประณามแกนนำเสื้อแดงด้วย
******

ไม่มีความรับผิดชอบทั้งทางการเมือง และทางกฎหมาย จาก ทรราช 'มาร์ค'

ที่มา Thai E-News



โดยคุณ Thaitiger
จาก คอลัมน์ เหล็กใน ข่าวสดรายวัน ปีที่ 20 ฉบับที่ 7078
16 เมษายน 2553

"ความรับผิดชอบทางการเมือง ต้องสูงกว่าความรับผิดชอบทางกฎหมาย"
วรรคทองประจำตัว นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ทำให้รัฐมนตรีหลายคนต้องพ้นจากตำแหน่ง ไม่ว่าเต็มใจหรือไม่ก็ตาม
แต่รัฐมนตรีปลากระป๋องเน่า รัฐมนตรีไทยเข้มแข็ง รัฐมนตรียูวีแฟน ต่างต้องจำลาจากไป เพราะ

"ความรับผิดชอบทางการเมือง ต้องสูงกว่าความรับผิดชอบทางกฎหมาย"

แต่วันนี้ผ่านมาเกือบ 1 สัปดาห์
เจ้าของวรรคทองยังไม่ได้แสดงความรับผิดชอบใดๆ
ทั้งทางการเมือง และทางกฎหมาย??

ทั้งๆ ที่มีประชาชนบาดเจ็บ ล้มตาย จากการปะทะกับเจ้าหน้าที่ที่มาตามคำสั่งรัฐบาล

ประเด็นมือที่ 3 ผู้ก่อการร้าย กบฏ เปลี่ยน แปลงประเทศไทย ที่ฝ่ายรัฐบาล และกองทัพพยายามเปิดขึ้นมานั้น
เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ต้องสืบสวนสอบสวน ต้องติดตามจับกุมดำเนินคดี ตามหน้าที่ไปตามระบบอยู่แล้ว
ไม่ว่านายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี หรือผู้บังคับบัญชา จะเป็นใคร!

เหตุการณ์นองเลือด 10 เมษาฯ ศอฉ.ต้องยอมรับความ "พลาด" แล้ว "ผิด" ของตนเอง
ไม่ว่าด้านยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี ยุทธการ
เพราะมีคนตายถึง 20 กว่าศพ เจ็บอีกกว่า 800

หัวหน้ารัฐบาลต้องรับผิดชอบสูงสุด และทันที!!

ชะตากรรมของผู้นำมือเปื้อนเลือด แล้วกลบเกลื่อน เบี่ยงเบน ดึงดัน ดื้อด้าน เป็นอย่างไร
คนความจำดีอย่างนายอภิสิทธิ์คงรู้?

เช่นเดียวกันในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จะแสดงความรับผิดชอบอย่างไร
เมื่อกกต.มีมติยุบพรรค ฐานกระทำผิดรัฐธรรมนูญ 2 เรื่อง 2 คดี

แม้กระบวนการยังไม่สิ้นสุด แต่ถือว่าพรรคประชาธิปัตย์ หัวหน้าและกรรมการบริหารพรรค
ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาเรียบร้อย?

"ความรับผิดชอบทางการเมือง ต้องสูงกว่าความรับผิดชอบทางกฎหมาย"

วรรคทองวรรคนี้ งดงาม สละสลวย เมื่อได้อ่าน ได้ยิน ได้ฟัง
ทว่า หาก "นายของคำพูด" ดีแต่พูด ไม่ยอมทำ
ก็ไม่ต่างลมที่ผายออกมา!?

ถึงเพื่อนมิตรสื่อมวลชน:อย่าปล่อยให้วิญญาณขาดหายไป จงเป็น“ขบถ”กันเถิด

ที่มา Thai E-News



เย็นศิระ เพราะพะระบริบาล-เมื่อเวลา19.00น.เมื่อวานนี้ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์ยังอาคารเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบพระชนมพรรษา โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ถนนราชวิถี เพื่อทรงเยี่ยมทหารที่ได้รับบาดเจ็บระหว่างปฏิบัติการขอพื้นที่คืนจากผู้ชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดง เมื่อวันที่ 10 เมษายน โดยมีประชาชนมาเฝ้ารับเสด็จเป็นจำนวนมาก(ภาพข่าว:ASTVผู้จัดการ)


สื่อฆ่าซ้ำสอง-สำเริง พ่อผู้สูญเสียลูกชายจากการถูกทหารปราบปรามนองเลือดเมื่อวันเสาร์ที่10เมษายน เอื้อมมือสัมผัสรูปลูกชายในงานศพที่เสื้อแดงจัดขึ้นที่วัดหัวลำโพงเมื่อวานนี้ ขณะที่รัฐบาลไม่แสดงความรับผิดชอบใดๆ และได้ให้สื่อมวลชนของรัฐบิดเบือนข่าวเสมือนการ"ฆ่าซ้ำสอง"ต่อผู้วายชนม์ พร้อมกับปิดกั้นสื่อที่สนับสนุนฝ่ายประท้วงอย่างเต็มที่(ภาพข่าว:รอยเตอร์)


โดย สมสุริยะ ทองสุกใส
16 เมษายน 2553

*ข่าวเกี่ยวเนื่อง:
-จดหมายเปิดผนึกถึงสื่อมวลชนไทย จากไพร่แดง
-"ปฏิบัติการชั่วช้า ปิดหูปิดตาประชาชน"

“ ฉันขบถ ฉันมีชีวิตอยู่ ” - อัลแบร์ กามู



คงไม่มีใครปฏิเสธกันหรอกว่า สื่อมวลชน ในโลกปัจจุบัน มีอิทธิพลสำคัญในการกำหนดชีวิตผู้คนในหลายมิติหลายด้าน

เพราะว่า บทบาทของสื่อมวลชน ได้เสนอ “ความจริง” ไม่ว่า “ความจริง” นั้นจะ ”จริง”หรือไม่ ? ก็ตาม

“ความจริง” นั้นจะถูกปรุงแต่งอย่างไร แต่ก็เป็น “ความจริง” ที่ถูกสร้างขึ้น ถูกตอกย้ำ บ่อยๆซ้ำๆ จนกลายเป็นความคิดความเชื่อของผู้คนไปโดยไม่รู้ตัวว่า เป็น “ความจริง” และผู้คนก็ยังหลงเชื่อกันว่า ตัวเองมีเสรีภาพ ที่จะเชื่อที่จะเลือก

แม้ว่า โดยแท้แล้ว ย่อมมีชุดความจริงหลายชุด แต่สื่อมวลชนมักสร้างชุดความจริงชุดเดียว เพื่อครอบงำผู้คน อยู่เสมอ

เรื่องราวต่างๆของชีวิตผู้คน ก็ย่อมเป็นเช่นนั้น

การต่อสู้ทางการเมืองในสังคมการเมืองไทย ก็เป็นเช่นนั้น ซึ่งสื่อมวลชนไทย ภายใต้อำนาจและผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องทางตรงทางอ้อมของผู้บริหาร ได้กำหนดให้สื่อมวลชนในอำนาจบัญชาการของเขาเสนอชุดความจริงชุดเดียว ที่เอื้อประโยชน์ให้กับระบอบอำมาตย์ ซึ่งมีกระบวนการทั้งเปิดเผย แยบยล ซ่อนเงื่อน และเนียนๆ

อาทิเช่น การเลือกที่จะเสนอบางส่วนของข่าวทั้งหมด การเลือกนักวิชาการฝ่ายเดียวกัน การตัดต่อบทสัมภาษณ์ตัดต่อข่าว ปั้นข่าว การสรุปงานเวทีสัมมนา การตั้งคำถามนำของผู้ดำเนินรายการ ฯลฯ เพื่อให้ความชอบธรรมกับระบอบอำมาตย์ เพราะสื่อมวลชนมีจุดยืนฝ่ายอำมาตยาธิปไตย

ในโลกอุดมคิตที่ควรจะเป็นนั้น สื่อมวลชนควรมีจุดยืนในการเสนอข่าวสารข้อเท็จจริง อย่างเป็นกลาง เที่ยงธรรม รอบด้าน

ในโลกอุดมคิตที่ควรจะเป็นนั้น สื่อมวลชนเติบโตพร้อมๆกับสิทธิเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตย สื่อมวลชนจึงควรรักหวงแหนประชาธิปไตย

ในโลกแห่งความเป็นจริง มีสื่อมวลชนไม่น้อยหลงใหลเป็นปลื้มกับระบอบเผด็จการทหาร

ในโลกแห่งความเป็นจริง สื่อมวลชนจำนวนมากมีส่วนเปิดทางให้ความชอบธรรม เผด็จการทรราชย์เข่นฆ่าประชาชนผู้เรีกยร้องเสรีภาพ ความยุติธรรมและประชาธิปไตย

ในโลกแห่งความเป็นจริง มีสื่อมวลชนทำหน้าที่ สร้างข่าว ปั้นสาร ตกแต่งเนื้อหาเพื่อปกป้องแก้ต่างให้กับอำนาจทมิฬเถื่อนเข่นฆ่าประชาชนผ็มีสองมือเปล่าต่อสู้เพื่ออนาคตที่ดีกว่า

กระนั้นก็ตาม ผู้มีอาชีพทำหน้าที่ สื่อมวลชนจำนวนมาก พวกเขาเข้าสู่วงการนี้ ด้วยจิตใจที่เปี่ยมไปด้วยอุดมคติ มีความหวัง ความใฝ่ฝันที่จะร่วมสร้างสังคมอุดมคติ สังคมที่มีความเสมอภาค สังคมที่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

เส้นทางเลือก สื่อมวลชน น่าจะเป็นเส้นทางหนึ่งที่ทำให้ชีวิตมีความคุณค่า หาความหมายได้ตราบที่ยังมีลมหายใจในโลกใบนี้ และวงการสื่อก็น่าจะมีเสรีภาพให้ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง

แต่โลกสื่อมวลชนที่เป็นจริงในสังคมไทยนั้น อำนาจกับรวมศูนย์เฉกเช่นกลไกราชการของระบอบอำมาตย์เช่นกัน มีการบังคับบัญชาลำดับชั้น มีการรวมศูนย์ทิศทางข่าวของคนเพียงน้อยนิด มีเส้นสายอุปถัมป์ในวงการ ฯลฯ

ผู้สื่อข่าวภาคสนามมักไร้ซึ่งอำนาจเสนอข่าวที่ตัวเองพบเจออย่างแท้จริง แต่อำนาจกลับอยู่ที่บรรณาธิการที่นั่งอยู่ในห้องแอร์ผู้ฟังคำสั่งของเจ้าของไม่กี่คนอย่างเชื่องนัก โดยไม่มีสิทธิโต้แย้งบรรณธิการได้ เมื่อบรรณาธิการเลือกข่าวบางอย่างปฏิเสธข่าวบางด้าน เพื่อรับใช้ระบอบอาตย์

นักสื่อสารมวลชน หลายคน มีความคิดสร้างสรรค์ที่ดี แต่ไม่มีสิทธิที่จะคิดเห็นแย้งกับบรรณาธิการ

การจัดโครงสร้างองค์กรของสื่อมวลชน จึงไม่เป็นประชาธิปไตย ยังล้าหลังคร่ำครึและอนุรักษ์นิยม

นักอุดมคติสื่อมวลชนไม่น้อย จึงไร้ความหวัง

ทางเดียวเท่านั้นสำหรับ นักอุดมคติต้องต่อสู้ ต้องต่อต้าน ต้องรวมตัวกันสร้างพลังต่อรองกับผู้บริหาร กับเจ้าของสื่อ และบรรณาธิการข่าวต่างๆ

เพราะนักสื่อสารมวลชน ไม่ใช่เครื่องจักรกล
เพราะผู้สื่อข่าว หาใช่หุ่นยนต์ แต่เป็นมนุษย์ ที่มีชีวิต จิตใจ ที่ต้องมีเสรีภาพ
เพราะนักสื่อสารมวลชนส่วนใหญ่รักประชาธิปไตย มีความใฝ่ฝันที่แสนงาม
เพราะนักข่าว จำนวนมากรับไม่ได้ที่ทรราชย์สั่งฆ่าประชาชน
อย่าปล่อยให้วิญญาณขาดหายไป


เพราะ “ฉันขบถ ฉันมีชีวิตอยู่”

สไลด์โดยปัญญาแห่งตน "ปฏิบัติการชั่วช้า ปิดหูปิดตาประชาชน"

ที่มา Thai E-News



















หมายเหตุ: เอกสารแนบ คำสั่งของนายสุเทพในปฏิบัติการปิดกั้นเสรีภาพในการรับรู้ข่าวสาร่ของประชาชน

Thursday, April 15, 2010

ยิงกับผี...รบกับเงา.......คลิปมาใหม่ ร้อนๆ

ที่มา thaifreenews

โดย แฟนเดฟ















ทหารรุมทำร้ายประชาชน april 10, 2010 thai soldier hit people

ที่มา uddtoday






uddtoday — April 15, 2010 — ทหารทำร้ายคนไม่มีทางสู้ แดกภาษีประชาชนยังไม่พอทำร้ายเขาอีก โคสกไก่อูเอาคลิปนี้ไปออกทีวีด่วน อย่าแถข้างเดียว

Thailand political crisis

ที่มา thaifreenews

โดย TFN

Thailand political crisis





เรื่องเล่าจากนักข่าวที่อยู่ในเหตุการณ์การยิงปะทะกันที่ผ่านฟ้า (วันที่ 10 เมษายน 2553)

เมื่อผู้กำกับ "รักแห่งสยาม" เขียนจดหมายตอบน้องเรื่องผลกระทบจากเหตุการณ์ 10 เมษายน

ที่มา thaifreenews

...เพราะ ภราดรภาพในใจของคนถูกปลุกขึ้นมาแล้ว อุดมคติแห่งความเท่าเทียมเริ่มคุกครุ่นในใจของผู้คนที่ถูกกดขี่ข่มเหง และถูกปลุกเร้าด้วยความชิงชังของชนชั้นกลางที่ถูกดึงไปเปนเครื่องมือของชน ชั้นสูงอย่างเต็มตัว...



หมายเหตุ "ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล" หรือ "มะเดี่ยว" ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง "รักแห่งสยาม" รวมทั้งหนังสะท้อนปัญหาสังคมไทยในยุคปลายรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร หลาย ๆ เรื่อง เช่น "คน ผี ปีศาจ" และ "13 เกมสยอง" ได้เขียนจดหมายตอบกลับไปยังเพื่อนรุ่นน้องที่เข้ามาระบายอารมณ์ความรู้สึก ผิดหวังเสียใจกับปฏิกิริยาของคนรอบข้างที่มีต่อเหตุการณ์นองเลือดในวันที่ 10 เมษายน โดยเขาได้นำเนื้อหาในจดหมายดังกล่าวไปโพสต์ไว้ในเว็บล็อกส่วนตัวhttp://mdsponx.spaces.live.com มติชนออนไลน์เห็นว่าจดหมายของชูเกียรติมีเนื้อหาน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง จึงขออนุญาตนำมาเผยแพร่ดังต่อไปนี้

//////////


13 เมษายน


โยนิโสมนสิการ

จากที่ได้ป่าวประกาศไปในเฟศบุคว่าจะทำรายการตอบคำถาม ก็มีผู้คนส่งคำถามมามากมาย มีไม่น้อยที่เปนคำถามเกี่ยวกับสังคมและการเมือง จะอ่านตอบลงไปในยูทูปก็เกรงใจเพราะว่าในการดำเนินรายการหมายมุ่งว่าทำเพื่อ ความบันเทิงเริงใจ การค้นหาความจริงทางสังคมและการเมืองตอนนี้มีผู้คนออกมาแสดงความเห็นกันมาก มายอยู่แล้วจึงปล่อยให้เปนหน้าที่ของท่านเหล่านั้นไป


หากแต่ก็ยังมีความกลัดใจอยู่ไม่น้อยในประเด็นความขัดแย้งแล ความเศร้าที่ต้องมีผู้คนเสียชีวิตบาดเจ็บไปในเหตุการณ์ จึงหยิบจดหมายของน้องคนหนึ่งที่เขียนมาในใจความถามว่า เขาควรทำอย่างไรดีเมื่อเริ่มขัดแย้งกับเพื่อนในเฟศบุคเกี่ยวกับการเมือง ทั้งที่เปนเพื่อนสนิทที่นิสัยดี พอความขัดแย้งเกิดขึ้นเขาและเธอว์เหล่านั้นต่างแสดงตัวตนที่โหดเหี้ยมอำมหิต ออกมาได้อย่างไม่น่าเชื่อจดหมายส่งมาถึงข้าพเจ้าหลายวันหากแต่ยังไม่ได้ตอบ แล้วไม่นาน น้องคนนั้นก็นำไปเขียนลงบลอกด้วยความสับสนว้าวุ่นใจ แฝงความทุกข์ใจที่เสียเพื่อนอยู่ในที เจือระคนด้วยความโกรธเคืองอยู่บ้าง ข้าพเจ้าเชื่อว่าความโกรธนั้นไม่ได้มุ่งหมายไปที่ตัวบุคคล แต่ยังแผ่ลามไปถึงสังคม แลทุกสิ่งที่ปลูกความคิดอัปยศเหล่านั้นให้เพื่อนของเขา จึงขอเชิญทุกท่านเข้าไปอ่านในบลอกนี้ ก่อนที่จะอ่านจดหมายตอบกลับของข้าพเจ้าต่อไป


http://nanoguy.exteen.com/20100412/entry


จดหมายถึงน้อง


ตี้น้องรัก


จากคำถามสั้น ๆ วันก่อนที่เธอว์ได้ถามพี่มา บัดนี้ได้แจกแจงรายละเอียดจนเห็นภาพชัดแจ้ง โดยที่ไม่ต้องจินตนาการใด ๆ เพราะรอบข้างตัวพี่ ตัวเรา ตัวเขา ตัวเธอว์ เหล่านั้นเราต่างประสบปัญหานี้กันทั้งสิ้น แม้แต่ตัวพี่เองที่วันนี้คงพูดไม่ได้แล้วว่าเปนกลางทางการเมือง


การออกตัวว่าเห็นด้วยกับกลุ่มคนเสื้อแดงเปนเรื่องที่สุ่มเสี่ยงอย่าง มากในสังคมกรุงเทพสาธารณะ (ในที่นี้หมายถึงในโลกไซเบอร์นี้ด้วย) เพราะเราจะถูกชี้หน้าด่าทันทีว่าเปนลิ่วล้อของทักษิณ เปนคนโง่ที่ถูกล้างสมอง ไร้การศึกษา ชีวิตมีค่าเพียงธุลีดิน และถูกเกลียดชังไปในทันที แต่พี่ว่าการออกตัวอย่างชัดเจนยังดีกว่าการออกตัวว่าเปนกลางแล้วซ่อนความยินดีอำมหิตอยู่ภายในอย่างคนที่ตี้ได้เจอ คนพวกนี้เขาไม่ถามเราหรอกว่าทำไมเราถึงเห็นด้วยกับเสื้อแดง เหมือนที่เขาตอบเราไม่ได้เหมือนกัน ว่าทำไมถึงเกลียดทักษิณ แล้วส่วนใหญ่ก็จะอธิบายไม่ได้ด้วยว่าทักษิณทำผิดอะไร มักจะเชื่อเพราะเขาบอกมา เชื่อเพราะเขาพูดกัน เชื่อเพราะสื่อชี้ให้เห็นเปนแบบนี้ และที่น่าเศร้า เชื่อ เพราะกลัวจะถูกหาว่าไม่ฉลาดทันคน


พี่ทำหนังวิพากษ์วิจารณ์นโยบายรัฐบาลทักษิณมาตั้งแต่ก่อนเรียนจบ มหาวิทยาลัยจนถึงเรื่องสิบสามเกมสยอง ก่อนที่รัฐบาลของเขาจะถูกรัฐประหารในคืนที่ถ่ายทำมิวสิควีดีโอเพลงประกอบ ภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว ส่วนใหญ่ที่พูดถึงในเนื้องานคือเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนในสงครามยาบ้า อันเปนนโยบายของรัฐบาล เรื่องการแทรกแซงสื่อและนโยบายประชานิยม พี่ ไม่ค่อยกล้าแตะเรื่องการเลี่ยงภาษีหรือการทุจริตต่าง ๆ ที่เขายกมาเปนประเด็นในช่วงท้าย ๆ ของการดำรงตำแหน่งนั่นเปนเพราะว่าพี่ไม่เข้าใจระบบภาษี ไม่เข้าใจวิธีการฟอกเงิน การวิพากษ์วิจารณ์สิ่งใดที่เราไม่รู้แจ้งจึงไม่ใช่ความคิดที่ดีเท่าไหร่นัก เพราะวันหนึ่งสิ่งต่าง ๆ อาจจะย้อนมาหาตัวเราเองอนึ่ง หากจะพูดเรื่องภาษี พี่ก็ยังเห็นคนรอบข้างตั้งหลายคนพยายามหลบเลี่ยงภาษีด้วยวิธีต่าง ๆ นานาเช่นกันและที่ไม่น่าพูดถึงเลยก็มีคนในประเทศนี้ตั้งหลายคนที่ไม่ต้อง เสียภาษีและก็ใช้ทรัพยากรเดียวกันบนผืนแผ่นดินไทย รวมถึงพี่ด้วย ที่บางอารมณ์เมื่อนึกถึงความทุจริตที่เกิดขึ้นทุกหย่อมหญ้าในหน่วยงานของรัฐ พี่ก็ไม่อยากจะเสียภาษีเหมือนกัน แต่ก็เลี่ยงไมได้เพราะหัก ณ ที่จ่ายเงินทุกครั้งเมื่อพี่ได้รับค่าจ้าง


เราคงไม่ต้องอธิบายแรงผลักดันในการออกมาต่อสู้ของชนชั้นราก หญ้าให้เสียเวลาเพราะมีคนได้อธิบายไปแทบจนหมดสิ้นแล้วแต่คนส่วนใหญ่ในเมือง ก็ยังเลือกที่จะไม่เข้าใจ อาจจะเปนเพราะชาวนาในความคิดเขาก็ยังเอาควายไถนาเกี่ยวข้าว สวมงอบกันเหมือนในโปสการ์ดของการท่องเที่ยวฯ ความยากจนและการถูกกดขี่มันเปนอย่างไรคงยากจะจินตนาการถึงในสังคมของผู้ที่ ร้องเรียนทุกอย่างได้ผ่านทางอินเตอร์เน็ตตั้งแต่เรื่องของแถมจากการชิงโชค สินค้าไปจนถึงโดยแย่งอาหารในชาบูชิ บุฟเฟต์ ไม่ว่าจะให้ข้อมูลอย่างไร การชุมนุมของคนเสื้อแดงเปนการทำลายธุรกิจ การใช้จ่ายอันศรีวิไลซ์และความสำราญสะดวกสบายของเขาเหล่านั้น มากกว่าจะเปนการเรียกร้องความเปนธรรมทางการเมืองที่เขาถูกลิดรอนมาหลาย ทศวรรษแล้ว


มีคำถามของน้องคนหนึ่งชื่อ "ปาริณ" ถามได้น่าสนใจว่า "ใครคือชนชั้นกลาง" เปนคำถามที่ดีมากสำหรับเด็กมัธยมผู้ใฝ่รู้ จริงแล้วแต่ละสาขาก็มีอรรถาธิบายต่อคำว่าชนชั้นกลางของตัวเอง ทางรัฐศาสตร์ก็แบบนึง เศรษฐศาสตร์ก็แบบนึง สังคมศาสตร์ นิเทศศาสตร์ก็อีกแบบนึงแล้วแต่จะพูดไป แต่สรุปรวมคำอธิบายในแบบของพี่ ชนชั้นกลางคือผู้ที่อยู่อาศัยในเขตเมือง ทำงานอยู่ในระบบธุรกิจ จุดมุ่งหมายของชนชั้นกลางคือการถีบตัวไปสู่ชีวิตที่สูงขึ้นในระดับชนชั้นสูง คนพวกนี้มีความอ่อนไหวเปราะบางทางความรู้สึกเพราะชีวิตของพวกเขาไม่มีความ มั่นคง เกือบทั้งหมดมีหนี้สิ้น ไม่ว่าจะเปนบ้านหรือรถ หรือธุรกิจ ดังนั้นไม่แปลกที่พวกเขาจะมีความกังวลในใจตลอดเวลาเกี่ยวกับเศรษฐกิจและการ เมืองและต้องการหาแหล่งอำนาจไว้พึ่งพิง ชนชั้นกลางอ่อนไหวกับข่าว เชื่อสื่อง่ายโดยเฉพาะสื่อทางเลือกอย่างเช่น อินเตอร์เน็ต และเคเบิลทีวีพวกเขาพร้อมใจจะเชื่อฟอร์เวิร์ดเมล์ ข่าวซุบซิบ หรืออะไรก็ตามที่ขึ้นต้นว่า "ข่าววงใน" สิ่งที่พวกเขากลัวคือการตามไม่ทันกระแส โดยเฉพาะยุคแห่งข้อมูลข่าวสารนี้ใครรู้ก่อน ปล่อยข่าวได้ก่อน ย่อมได้รับการยกย่องราวกับเปนกูรู ข้อพิสูจน์นี้เห็นได้จากรายการแฉที่ได้รับความนิยมมากมาย พิธีกรหรือนักเขียนที่มีชื่อเสียงในการแฉไม่ว่าจะเปน มดดำ ซ้อเจ็ด หรือช่องเคเบิลใด ๆ ที่เปิดแล้วมีแต่กระเทยมาเม้าธ์กัน ตอนนี้มีมากมายและได้รับการยกย่องเสียด้วย ในขณะที่เราถูกสอนว่าการนินทาผู้อื่นนั้นไม่ดี โดยเฉพาะคนที่ไม่รู้จัก แต่ทำไมถึง...


ช่างมัน เรามานินทาชนชั้นกลางกันต่อ ด้วยรู้จุดอ่อนข้างต้น ชนชั้นปกครองจึงหลอกเอาขนมผสมน้ำยาได้โดยง่าย ด้วยสื่อที่เปนของทหารและรัฐเกือบทั้งหมดเขาจะทำให้เราเชื่ออะไร รักอะไร เกลียดอะไรได้โดยง่าย เรียนนิเทศมาสื่อแบบนี้เขาบอกว่าเปนสื่อของรัฐบาลเผด็จการทหาร ไม่ใช่สื่อของเสรีนิยมประชาธิปไตยอย่างที่เราเชื่อกัน เพราะถ้าเปนเช่นนั้นจริง ฟรีทีวีเราคงมีมากกว่าสิบช่องให้มีการแข่งขันเสรีมากกว่าจะต้องทนดูอะไรห่วย ๆ โง่ ๆ ไร้รสนิยม ที่รัฐและนายทุนสื่อที่มีอยู่ไม่กี่เจ้ายัดเยียดให้เราดูแล้วบอกว่า "ชาวบ้านเขาต้องการแบบนี้" ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาอยากดูแบบนี้หรือไม่มีปัญญาทำแบบอื่น หรือกลัวเขาจะฉลาดขึ้นมา


นอกเรื่องอีกแล้ว มาเรื่องชนชั้นกลางต่อ อย่าหาว่าเม้าธ์เลย ชน ชั้นกลางไม่ค่อยแคร์ต่อความเปนไปของโลกมากนักจนกว่าจะมีปัญหาเดือดร้อนมาถึง ตัว ในวัยมหาลัยเขาไปค่ายอาสากัน แต่ก็เหมือนไปเที่ยวไปกอบโกยความสนุกจากชาวบ้านแล้วก็สร้างห้องสมุด ห้องน้ำ โรงอาหารให้เขาอย่างที่เขาต้องการหรือเปล่าก็ไม่รู้ แล้วทุกคนก็ลืมไปสิ้นเมื่อตอนแวะตลาดซื้อของฝาก เขาไปเที่ยวชนบทเพื่อดูความเรียบง่าย พอเพียง ทางอุดมคติก่อนจะกลับมาชอปปิ้งในห้างหรูด้วยบัตรเครดิตที่หมุนเดือนชนเดือน แล้วเขาก็ด่าคนที่มาชุมนุมเหยียดหยามเขาเหมือนไม่ใช่คน ทั้งที่ผู้คนเหล่านั้นอาจจะเปนลุงป้าน้าอาที่เคยไปสร้างห้องสมุด โรงอาหารให้กับเขาเมื่อไปค่ายก็เปนได้ เขาไปวัดปล่อยนกปล่อยปลาถวายสังฆทาน แต่ไม่ฟังเทศน์ หลายคนอ่านหนังสือพระดังแต่ไม่รู้จัก "กาลามสูตร" เข้าใจว่าเปน "กามสูตร" หากลองปฏิบัติตาม กาลามสูตรที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ พี่เชื่อว่าหลายคนคงเปนอิสระจากการครอบงำทางความคิดและเกิด "โยนิโสมนสิการ" ซึ่งไม่ใช่ความยินดีในโยนี แต่ลองไปเปิดหาความหมายเอาเองเถิด


แล้วที่เม้าธ์ชนชั้นกลางมาหลายย่อหน้านี้มันตอบคำถามใดของตี้ หากตี้มีโยนิโสมนสิการแล้วก็จะเข้าใจว่า น้องคนที่เขามีความยินดีในความตายของผู้คนเหล่านั้นเขาเปนชนชั้นกลางที่ขาด ซึ่งวิจารณญาณโดยแท้ อาจจะเปนความเยาว์ความเขลาของนาง หรือสื่อที่บิดเบือนโลกของนางไปให้เห็นกงจักรเปนดอกบัว เห็นความตายเปนเรื่องน่ายินดี เห็นความแตกต่างทางการเมืองเปนเรื่องที่ต้องเอามาตัดสินคนว่าโง่เง่าต่ำตม ถ้าเปนพี่ก็คงช็อคมิใช่น้อยถ้าได้เห็นการเอารูปคนตายมาหยามเกียรติและชี้ชวน กันวิพากษ์วิจารณ์ เหตุการณ์นี้มองในแง่ดีเราก็จะเห็นตัวตนที่แท้จริงของคนเหล่านั้นเหมือนกัน นะตี้ มันทำให้เรามีตาทิพย์ เพราะขณะที่คนอื่นมองเห็นความศรีวิไล ซ์ของน้อง ๆ เหล่านั้นว่าเปนคนรุ่นใหม่ ทันสมัย มีการศึกษาและเปนอนาคตของชาติ แต่เรามองเห็นด้านของปีศาจร้าย ความกักฬะโสมม ที่อยู่ในใจนาง ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องความเชื่อทางการเมือง แต่เปนเรื่องของสภาพจิตใจมากกว่า


เมื่อไหร่ที่เรามองเห็นมนุษย์ไม่ใช่ มนุษย์ เรายังเชื่อในอำนาจนิยม วันหนึ่งที่เรามีอำนาจเราก็จะกลายเปนปีศาจร้ายทำลายได้ทุกอย่างกระทั่งชีวิต คนได้อย่างสนุกสนาน คิดดูว่าแค่มีอำนาจในมือในการพิมพ์คีย์บอร์ดยังเปนได้ขนาดนี้ วันหนึ่งที่เขามีสิทธิ์ชี้เปนชี้ตายคนพวกเขาจะสนุกสนานขนาดไหน แล้วเราจะหวังอะไรกับอนาคตของชาติที่เปนแบบนี้


ความหวังเรื่องสันติยังคงมืดมน แม้ขณะที่นั่งพิมพ์อยู่นี้ คณะกรรมการการเลือกตั้งก็มีมติให้ยุบพรรคประชาธิปปัตย์แล้วก็ยังไม่มีสัญญาณ อะไรว่าการชุมนุมจะเลิกรา พรรคประชาธิปัตย์ก็ยังขออุทธรณ์ดิ้นรนเอาชีวิตรอด หรือถึงแม้จะเลิกชุมนุมไปแล้วการหวนกลับมาของทักษิณก็อาจจะมีการชุมนุมครั้ง ใหม่ของอีกฝ่าย หรือแม้แต่ทักษิณถูกประหัตประหารไป แต่เชื่อไหม ความขัดแย้งในสังคมก็จะยังดำเนินต่อไป นายกรัฐมนตรีสุดหล่อเคยออกมาบอกว่าอย่าเอาความขัดแย้งระหว่างชนชั้นมาเปนเงื่อนไขในการชุมนุมแต่ในความเปนจริง ความแตกต่างระหว่างชนชั้นนั่นแหละคือปัญหาหลักของประเทศนี้


ชนชั้นสูงรู้ดีว่าตัวเองมีอะไรอยู่ใน มือและชีวิตของพวกเขาจะเปลี่ยนแปลงอย่างไรหากเกิดความเปลี่ยนแปลง ชนชั้นล่างรู้ดีว่าพวกเขาต้องการอะไรและชีวิตของพวกเขามันต่ำต้อยแค่ไหนใน ระบบเผด็จการทหารห่อประชาธิปไตย (เหมือนผัดไทห่อไข่) ทุกประเทศเปลี่ยนไปหมดแล้วไม่เว้นเวียตนามและกัมพูชา เมื่อคนที่ยากแค้นลุกขึ้นมาต่อสู้กับความไม่เท่าเทียมและพวกเขาก็ชนะ พี่เชื่อว่ามันอาจจะไม่เกิดขึ้นในวันนี้ แต่วันหนึ่งมันก็เกิดขึ้นแน่นอน เพราะภราดรภาพในใจของคนถูกปลุกขึ้นมาแล้ว อุดมคติแห่งความเท่าเทียมเริ่มคุกครุ่นในใจของผู้คนที่ถูกกดขี่ข่มเหง และถูกปลุกเร้าด้วยความชิงชังของชนชั้นกลางที่ถูกดึงไปเปนเครื่องมือของชน ชั้นสูงอย่างเต็มตัว


ประเทศเราไม่มีทางเปนเหมือนเดิมอีกต่อไป ในเมื่อคนถูกเสี้ยมให้เกลียดกันแล้วรอยร้าวนี้ก็ยากจะสมาน ต้องให้เครดิตรัฐบาลชุดนี้ไว้ด้วยตรงที่ขยันออกข่าวสร้างภาพความเลวร้ายของ คนเสื้อแดง ใส่สีตีไข่ จนทำให้คนเกลียดกันได้มากถึงเพียงนี้ รัฐอาจจะต้องการรักษาอำนาจของตัวเองไว้อย่างเหนียวแน่น สิ่งนั้นอาจจะสำคัญมากกว่าความเข้าอกเข้าใจกันของคนในชาติ


มันอาจจะฟังดูอุดมคติ แต่จริงแล้วเมื่อคนเข้าใจกันว่าเราต่างมีหน้าที่ของตัวเองในสังคม ไม่ได้มีใครสำคัญกว่าใครเราเปนฟันเฟืองตัวหนึ่งที่มีหน้าที่ที่เท่าเทียมกัน คือหมุนประเทศนี้ต่อไปข้างหน้า เราเข้าใจ ว่าเราเองก็ไม่อยากจน ไม่อยากลำบาก และคนอื่นก็เช่นกัน ใครก็อยากรวย อยากสุขสบาย เราจะไปบอกคนอื่นว่าเกิดมาจนก็ใช้ชีวิตอย่างพอเพียงไปสิมันไม่ได้หรอก เพราะลองถามตัวเองจะให้ไปอยู่อย่างนั้นเอาไหม เราก็ไม่เอาเหมือนกัน ฉะนั้น กรุงเทพไม่ใช่ประเทศไทย คนกรุงเทพไม่ใช่เจ้าของประเทศ คนต่างจังหวัดไม่ใช่คนโง่ เขาตื่นแล้ว ความยากจนข้นแค้น มันเรียกร้องให้เขาหาคำตอบว่าทำไมชีวิตเขาถึงไม่สามารถลืมตาอ้าปากได้สักที วันหนึ่งเมื่อเขาเจอคำตอบเขาก็ไม่เชื่อสื่อของรัฐอีกต่อไป พวกเขาไม่ได้เกียจคร้านและแบมือขอ พวกเขาทำงานหนักกว่าเราที่ทำงานในเมือง แต่ค่าตอบแทนมันต่างกันลิบลับ เราร้อนเราเปิดแอร์ แต่เขาร้อนนั่นคือพืชผลถูกทำลายและหมายถึงเจ๊งๆ ๆ ไม่มีจะแดก นี่คือเรื่องจริง อย่างที่สุดไม่ใช่นิยายที่แต่งขึ้นมาประโลมโลกย์ และไม่ตื้นเขินเหมือนคำตอบที่ว่าคนเสื้อแดงทั้งหมดมาเพื่อทักษิณ


เขียนมาถึงขั้นนี้ คงมีหลายคนที่เกลียดชังพี่ที่มีความเห็นทางการเมืองแตกต่างออกไป ซึ่งพี่ไม่ได้โกรธคนเหล่านั้น เพราะคนเรามีความเชื่อต่างกันได้ และจะเกลียดกันก็ไม่ว่ากระไรแต่ให้ลองถามว่า คุณเกลียดชังคนมีอุดมการณ์ทางการเมืองต่างจากคุณด้วยเหตุผลอะไร หากคุณรักชาติหวงแหนผลประโยชน์ของชาติ ลองนึกถึงคำตอบหน่อยว่า ผลประโยชน์ของชาติ คืออะไร ถ้าตริตรองดูด้วยเหตุผลด้วยข้อมูลต่าง ๆ มาประสมกัน คิดโดย "ไม่ควรเชื่อ เพียงเพราะ..." แล้วยังยึดมั่นอุดมการณ์เดิมด้วยเหตุผลที่หนักแน่น เราก็ยินดีให้ด่า


พี่หวังว่าจดหมายนี้จะเปนคำตอบที่ดีให้กับตี้และน้องปาริณอยู่ไม่ น้อย หวังว่าสิ่งที่กลัดใจอยู่คงจะคลายความเครียดของมันลงไปได้ในเร็ววัน อาจ จะสงสัยว่าทำไมพี่ถึงเรียกชนชั้นกลางว่าพวกเขา แล้วพี่เปนชนชั้นอะไร จริง ๆ แล้วพี่ก็เปนชนชั้นกลางเหมือนกับทุก ๆ คนที่เล่นเน็ตอยู่ ณ ที่นี้แหละจ้ะ เพียงแต่บางครั้งเราก็ไม่อยากถูกเหมา รวมไปอยู่ในหมวดชนชั้นกลางที่เหยียดวรรณะ เพราะถ้าเปนเช่นนั้นแล้ว พี่ยอมเปน "ไพร่" มากกว่าจะเปนคนในแดนศริวิไลซ์ที่มองเห็นคนไม่เห็นเปนคน


วิงวอนให้ทุกคนได้มี "โยนิโสมนสิการ" ในเร็ววัน


แมวโพง สีสวยดี

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1271232137&grpid=01&catid=

ความจริงเรื่อง “ล้มเจ้า”

ที่มา Thai E-News



โดย จักรภพ เพ็ญแข
คอลัมน์ “ผมเป็นข้าราษฎร”
หนังสือพิมพ์รายสัปดาห์วิวาทะ Thai Red News ฉบับที่ 45

ขณะนี้การประโคมข่าว “ล้มเจ้า” ดังจนผิดปกติ เครือข่ายอำมาตย์ในขั้วตรงข้ามกับประชาธิปไตยนั้นไม่ต้องห่วง รัวเสียราวกับวงโยธวาทิต แถมยังมีเสียงแว่วมาจาก “เวทีประชาธิปไตย” ร่วมสนุกกล่าวหาตามแห่ไปกับเขาด้วยว่ากลุ่มนั้นกลุ่มนี้คิด “ล้มเจ้า” เหมือนมุ่งจะเอาใจใครบางคน

เวลาเหมือนจะหมุนกลับไปไม่ต่ำกว่า ๔๐ ปี

เสมือนเราทุกคนยังอยู่ในยุคปลุกผีคอมมิวนิสต์ เพียงคราวนี้ใช้มาตรา ๑๑๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๕๐ ที่ว่าด้วยการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มาแทนที่ พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ในยุคสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ซึ่งเป็นกฎหมายเผด็จการโบราณที่ทำลายชีวิตและอนาคตของคนบริสุทธิ์ไปมากมายเหลือคณานับ

แถมใช้อย่างถี่ยิบไม่เลือกหน้าอินทร์หน้าพรหม เพราะไปหลงเชื่อคนที่คอยเสี้ยมให้เล่นงานคนนั้นคนนี้ และให้ข้อมูลผิดๆ ว่ามีอยู่ไม่กี่คน ฟันลงไปเถิด

ในที่สุดก็เกิดเป็นกระแส

ความจริงการ “ล้มเจ้า” อย่างจริงจังในประวัติศาสตร์ไทยเคยเกิดขึ้นเพียง ๒ ครั้ง นั่นคือเมื่อคราว “กบฏ ร.ศ.๑๓๐” ซึ่งล้มเหลวเพราะถูกหักหลัง และการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๕ หรือ “การอภิวัฒน์” ที่เริ่มต้นด้วยท่าทีเด็ดขาด แต่แล้วค่อยๆ ผ่อนท่าทีลงจนกลายเป็นการหารือร่างรัฐธรรมนูญระหว่างกัน หลังจากนั้นก็เกิดกระบวนการฟื้นฟูอำนาจของสถาบันพระมหากษัตริย์มาเรื่อย โดยเฉพาะหลังการรัฐประหารของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จนกระทั่งทุกวันนี้

รัฐธรรมนูญถาวรกลายเป็นของพระราชทาน แทนที่จะเป็นคณะราษฎร์เสี่ยงชีวิตเพื่อให้ได้มา

ท่าทีสมานฉันท์ อย่างการตั้งรัฐบาลร่วมกันโดยเอาฝ่ายอำมาตย์แท้ๆ อย่างพระยามโนปกรณ์นิติธาดามาเป็นตัวประธานกรรมการราษฎร (นายกรัฐมนตรี) ก็กลายเป็นเปิดทางให้ฝ่ายอำนาจเก่าเขามาเอาอำนาจคืนอย่างดิบๆ ถึงขั้นเนรเทศหัวหน้าคณะราษฎร์สายพลเรือนไปต่างประเทศ ท่านที่เหลือต้องรวมกำลังกันยึดอำนาจซ้ำอีกครั้งเพื่อเอาประชาธิปไตยกลับคืนมา แต่ก็ถูกทำลายซ้ำแล้วซ้ำอีกจนแทบไม่เหลือซาก

ความจริงเมื่อวันชาติยุคหลังๆ ถูกเปลี่ยนจาก ๒๔ มิถุนายนมาเป็นวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็ชัดแล้วในเรื่องระบอบ

ทวนความจำเพื่อจะบอกว่า จากนั้นไม่มีความพยายามใดๆ อีกเลย ที่จะพรากสังคมนี้จากสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งนอกจากจะปลูกฝังกันอย่างเข้มข้นเกือบทุกวันทุกเวลาแล้ว กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพยังตั้งตระหง่านอยู่ตรงนั้นด้วย ปัจจัยใดๆ จากภายนอกจะเข้ามาโยกหรือสั่นคลอนได้เล่า

เพียงดำรงพระสถานะเดิมและใช้พระราชอำนาจอย่างสมควรแก่เหตุ สถาบันนี้จะอยู่คู่สังคมไทยโดยไม่มีใครวิพากษ์วิจารณ์ลับหลัง

ผมถึงได้สงสัยว่าคนที่เจตนาพูดคำว่า “ล้มเจ้า” นั้น เขากำลังคิดอะไรอยู่

กำลังดูแคลนศักยภาพของสถาบันจนหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเสียเองหรือไม่

หรือกำลังระดมฉายไฟเข้าไปยังสถาบัน ทำให้สถาบันกลายเป็นจุดสนใจโดยไม่จำเป็น?

ความจริงพฤติกรรมแกล้งโง่เหล่านี้ เราก็พอรู้อยู่หรอกครับ แต่ผู้ที่อยู่ในสถาบันควรทราบว่า คนที่ชิงเล่นบทจงรักภักดีโดยไม่ทำอะไรที่เป็นคุณประโยชน์ให้ ได้แต่กล่าวประณามคนอื่นว่าจงรักภักดีไม่เท่าตน หรือสาดคดีหมิ่นฯ เข้าใส่ จนสุดท้ายสถาบันต้องเป็นผู้รับผิดชอบทางสังคมแทนนั้น สุดท้ายคือผู้ที่ทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์มากที่สุด

รวมทั้งคนที่อ้างตัวว่าเป็นประชาธิปไตย แล้วทำลายคนอื่นด้วยข้อหา “ล้มเจ้า” อย่างสามานย์นั่นด้วย

การรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างเหมาะสมคือการอนุวัตรไปตามโลก โดยรักษาแก่นไว้ให้มั่นคง ไม่ใช่ลืมตาตื่นขึ้นก็มองหาว่าใครจะเป็นเหยื่อในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพได้บ้าง

ความจริงก็คือ มีคนเป็นจำนวนไม่น้อยในขณะนี้ที่ตั้งคำถามเกี่ยวกับบทบาทของสถาบัน โดยไม่ได้มุ่งหมายจะโค่นล้มหรือทำอันตรายใดๆ เพราะสามปีที่ผ่านมานี้มีการกล่าวอ้างสถาบันเพื่อการเมืองจนสังคมสับสน หากเปิดโอกาสให้ถามและตอบอย่างวิญญูชน แทนที่จะอ้างกฎหมายหมิ่นฯ มาฟาดฟันกันอย่างที่เป็นอยู่ ว่าเราจะประคองสถาบันให้ผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้อย่างไร ผมเชื่อว่าจะเป็นคุณกับประเทศชาติมากกว่า

สั่งให้หยุดพฤติกรรมผลักฝ่ายเดียวกันให้เป็นศัตรูเถิดครับ

มองให้เห็นว่าคนที่จะ “ล้มเจ้า” ตัวจริง ก็คือคนที่อวดอ้างความ “รักเจ้า” จนเกินกว่าเหตุและสร้างผลลัพธ์ในทางกลับกันเถิดครับ

เลิกสนุกสนานกับบทบาท “ผู้เล่น” กลับขึ้นไปเป็น “กรรมการผู้ทรงเกียรติ” ดังเดิมเถิดครับ

ใช้ตัวแทนวัฒนธรรมใหม่อย่างคุณทักษิณให้เป็น เพื่อบริหารบ้านเมืองในระยะเปลี่ยนผ่านที่ต้องใช้ทั้งภูมิปัญญาเดิมและภูมิปัญญาใหม่ผสมผสานกัน อย่าคิดกำจัดเพียงเพราะคุมโมหะจริตไม่อยู่เลยครับ

ชมคนที่ควรชม ข่มคนที่ควรข่ม

และทำในสิ่งที่ควรทำ


ผมขอตราไว้ตรงนี้ว่า คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพไม่ได้ช่วยอะไรสถาบันพระมหากษัตริย์ได้เลย ความเข้าใจถูกหรือผิดต่อสถาบัน กระทำได้อย่างยั่งยืนไม่ใช่ด้วยลมปากของใคร แต่ด้วยสิ่งที่คนไทยทั่วประเทศและทั่วโลกเขามองเห็นอยู่จริง

ถ้าตั้งมั่นอยู่ในธรรมแล้ว อย่าได้หวั่นกลัวสิ่งใด เว้นแต่เงาของตนเอง

เพราะในบ้านนี้เมืองนี้ ผลกระทบใดๆ ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ย่อมมาจากสถาบันพระมหากษัตริย์เองเท่านั้น.


------------------------------------

TPNews (Thai People News): ข่าวสารสำหรับผู้รักประชาธิปไตย เที่ยงตรง แม่นยำ ส่งตรงถึงมือถือทุกวัน สมัครวันนี้ ใช้ฟรี 14 วัน พิมพ์ PN ส่งมาที่เบอร์ 4552146 ทุกระบบ เพียง 29 บาท/เดือน (เฉพาะ DTAC 30 บาท/เดือน) Call center: 084-4566794-6 (จ.- ศ. 9.30-17.30 น.)