ที่มา vattavan ทหารอย่าข่มเพื่อน พลเรือนก็เท่าทหาร!!! วาทตะวัน สุพรรณเภษัช ตลอดสัปดาห์นี้ คนสูงวัยอย่างผม มีความทุกข์ใจ เป็นอย่างยิ่ง ตั้งแต่เห็นพี่น้องเพื่อนร่วมชาติ ทั้งทหารและประชาชน เข้า 1.การทิ้งแก็สน้ำตาลงจากเฮลิคอปเตอร์ เรื่องที่สำคัญ ครับ...มันอันตรายเหลือเกิน! 2. ฝ่ายทหารประเมินกำลังรบของฝ่ายตรงข้ามผิดพลาด ผมพูดได้เต็มปากเต็มคำว่า เพราะคิดว่า กำลังรบ (Combat Power) ของตนเหนือกว่ากองทัพชาวบ้าน โดยลืมคิดไปว่า ครับ...กำลังรบ ‘ที่จับต้องไม่ได้’ นี้ต่างหาก ที่เป็นถือว่า Decisive Factor หรือ‘เงื่อนไขชี้ขาด’ ในการรบบนถนนกลางกรุงเทพในครั้งนี้ ซึ่งทัพฝ่ายพลเมืองมีอยู่เปี่ยมล้นในหัวใจ ระหว่างการเข้าเผชิญศึก แม้มีเพียงมือเปล่าเท่านั้น นั่นคือ 3. ฝ่ายทหารขาดการวางแผนที่ดี และตั้งอยู่ในความประมาท อาจเป็นเพราะความฮึกเหิมของทหาร ที่สามารถขับไล่ฝูงชน ออกจากหน้ากองทัพภาคที่ 1 ได้ในตอนกลางวันของ ขณะที่ฝูงชนผู้ประท้วง กำลังสับสนอลหม่าน ซึ่งอาจเพลี่ยงพล้ำโดยง่าย ได้มีการจุดถังแก็ส ซึ่งดัดแปลงเป็นระเบิดแสวงเครื่อง กลิ้งไปยังแถวทหาร เพื่อสกัดกั้นการรุกคืบ 4. ฝ่ายการข่าวของทหารนั้น ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง มาตรการในการป้องกันไม่ให้ความลับทางทหารรั่วไหลนั้น ดูไร้ผล เพราะข่าวสารและแผนการต่างๆของทหาร ถูกลำเลียงมาเปิดเผยบนเวทีผู้ประท้วงอย่างต่อเนื่อง แต่กลับไม่ป้องกัน อีกทั้งฝ่ายทหารน่าจะรู้ว่า ทหารแตงโม อาจแปรพักตร์ ไปร่วมต่อสู้กับมวลชน อย่างที่เห็นกัน แต่ไม่มีมาตรการระวังป้องกันล่วงหน้า ข้อสังเกตอีกประการหนึ่ง ผมคิดว่า ฝ่ายทหารน่าจะองอาจพอที่จะพูด ‘ความจริง’ เพราะสื่อต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น BBC, CBS, EURONEWS, CNN, Al Jazeera ซึ่งเป็นสำนักข่าวระดับโลกทั้งนั้น ต่างยืนยันตรงกันเป็นเสียงเดียวว่า ดังนั้น การที่รัฐบาลของนายอภิแสบฯ ดันทะลึ่งออกมาพูดเรื่อง “ผู้ก่อการร้าย” ออกมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ทั้งๆที่กลุ่มพลเมืองที่รวมกันเพื่อประท้วงนั้น เขามาซ่อมแซมประชาธิปไตย และได้ชุมนุมอยู่ เกือบ 1 เดือน โดยไม่มีใครในประเทศที่ได้ยินคำว่า “ผู้ก่อการร้าย” หลุดออกจากทางรัฐบาล หรือฝ่ายทหาร แต่อย่างใดเลย ในฐานะที่เป็นศิษย์เก่าวชิราวุธ วิทยาลัย ผมขออัญเชิญบทพระราชนิพนธ์บางตอน จากเรื่อง “หนามยอก-เอาหนามบ่ง” ของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 6 ใส่กรอบมาฝากพี่น้องเพื่อนร่วมชาติที่รักทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นทหาร ตำรวจ พลเรือน ได้อ่านกันเอาไว้
สับประยุทธ์กันกลางกรุง ถึงขั้นบาดเจ็บเป็นเรือนพัน และอีกกว่ายี่สิบชีวิต ต้องสูญสิ้นไปอย่างน่าเศร้าเป็นที่สุด
ผมเคยร่ำเรียนมาทางด้านการต่อต้านการก่อการร้าย และมีประสบการณ์พอสมควรในสนาม รวมทั้งเคยเป็นผู้ฝึกสอนและเขียนตำราในด้านนี้ด้วย ทั้งยังเป็นคนไทยคนเดียว ที่ได้รับเชิญเข้าร่วมกับกลุ่มครูฝึก ในทีมต่อต้านการก่อการร้ายเยอรมัน ซึ่งสภาความมั่นคงแห่งชาติของเรา ได้เชิญมาฝึกอบรมเป็นครั้งแรก ให้กับนายทหารระดับผู้การกรม และข้าราชการระดับผู้บริหารระดับสูงเป็นครั้งแรก เมื่อกว่ายี่สิบปีที่แล้ว และยังสนใจใฝ่ค้นคว้าหาความรู้ในเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง
จึงพอมีประสบการณ์ ที่ทำให้มองเห็น ข้ออ่อนด้อยต่างๆของปฏิบัติการของทหาร ในการพันตูกับประชาชนเมื่อวันที่ 10 เม.ย.2553 ได้โดยไม่ยาก เลยต้องนำมาบอกเล่า จำแนกแจกแจงให้แฟนๆฟังกันดังต่อไปนี้
ที่สุดและไม่พูดถึง ไม่ได้เลย และต้องขอตำหนิอย่างรุนแรงด้วย
การทิ้งแก็สน้ำตาลงจากเฮลิคอปเตอร์นั้น เป็นเรื่องอันตรายอย่างยิ่ง ซึ่งทางด้านวิชาการทหาร เขาห้ามกันนักหนา แม้แต่ในกองทัพสหรัฐยังมีความเข้มงวด จะต้องได้รับการอนุมัติจากผู้บังคับบัญชาสูงสุด (can use only under the strictest conditions and with the approval of top military commanders.)
ผลร้ายในเรื่องนี้ ทางทหารอาจไม่เคยศึกษามาก่อนว่า การใช้ยุทธวิธีแบบนี้ บริษัททหารรับจ้างอันเลื่องชื่อ คือ Backwater เคยใช้เพียงครั้งเดียวในประเทศอิรัค เมื่อ ปี ค.ศ.2005 ซึ่งส่งผลกระทบต่อทหารฝ่ายเดียวกัน ที่กำลังปฏิบัติการภาคพื้นดิน รวมทั้งพลเมืองในละแวกนั้นด้วย
นายทหารในสนามคือ Capt. Kincy Clark แห่งกองทัพบกสหรัฐ บอกว่า
“This was decidedly uncool and very, very dangerous,”
กลยุทธ์อย่างนี้ ทางกองทัพ หรือหน่วยงานอื่นของสหรัฐ ก็ไม่เคยนำไปใช้ในแผ่นดินของตัวเองด้วยซ้ำ!
แต่ทหารไทยดันทะลึ่ง นำมาใช้กับเพื่อนร่วมชาติตัวเอง!
ทันทีที่ทหารใช้ ‘กลยุทธ์อัปรีย์’ นี้ ผมบอกเพื่อนที่เฝ้าติดตามสถานการณ์ด้วยกันว่า
“ทหารแพ้แล้ว!”
ทั้งนี้ เพราะการใช้ยุทธวิธีที่อันตรายอย่างยิ่ง และผิดหลักมนุษยธรรมอย่างร้ายกาจที่สุด จะต้องได้รับการประณามจากสังคมโลกอย่างรุนแรงแน่นอน และได้จุดประกายความโกรธแค้น ให้กับมวลชนที่สะพานผ่านฟ้า เป็นอย่างยิ่ง!
จะเป็นเวรกรรมของฝ่ายทหาร หรืออย่างไรก็ไม่ทราบได้ แก็สน้ำตาที่ทหารใช้ในการปฏิบัติการตั้งแต่ต้น ลมพัดย้อนพาแก็สที่ฝ่ายตัวปล่อยออกไป เข้าและทำอันตรายฝ่ายทหารอย่างรุนแรง ไม่น้อยกว่าที่ตั้งใจจะให้อันตรายเกิดขึ้นแก่ฝ่ายราษฎรเลย
กำลังรบนั้นมี 2 แบบ คือ
-Tangible Combat Power คือ กำลังรบที่จับต้องได้ อันได้แก่ยุทโธปกรณ์ต่างๆ ปืน ระเบิด รถถัง เครื่องบิน ฯลฯ ซึ่งประชาชนฝ่ายมุ่งมั่น ที่จะซ่อมแซมประชาธิปไตย สู้ฝ่ายทหารไม่ได้เลย เพราะมีแต่มือเปล่าๆ กับสิ่งของใกล้มือ ที่พอจะหยิบฉวยมาใช้ต่อสู้ได้เท่านั้น รวมทั้งถุงใส่ปลาร้า อาหารแห่งชีวิตของชาวรากหญ้า ก็ไม่เว้น!
- Intangible Combat Power หรือกำลังรบ ‘ที่จับต้องไม่ได้’ ซึ่งสำคัญมากนั่นคือ ขวัญ กำลังใจ ความหาญกล้า ผนวกกับความคับแค้น ที่กลายเป็นความมุ่งมั่นที่จะไม่ยอมแพ้ ของพลเมืองฝ่ายที่ต้องการซ่อมแซมประชาธิปไตย
กำลังรบที่จับต้องไม่ได้นี้ ชาวบ้านผู้เคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยที่เขาไขว่คว้า มีอยู่อย่างเต็มเปี่ยม เป็นเหตุให้เขาเหล่านั้น กล้ายืนหยัดต่อสู้ไม่กลัวตาย พร้อมท้าท้าย...
“ไม่ยอมให้พวกมึง ‘กดขี่’ พวกกูอีกต่อไป!”
จิตใจองอาจกล้าหาญ เด็ดเดี่ยว มุ่งมั่นอย่างแรงกล้า ที่จะทำลายสังคมอธรรมแล้วสร้างสังคมใหม่ เพื่อลูกหลานของพวกเขาทั้งหลาย ในวันข้างหน้า...
พลเมืองรากหญ้าเหล่านี้ กลายเป็นทหารกองกำลังทหาร
‘ชั้นเลิศ’ ที่กล้าเผชิญกับความตาย ไร้ซึ่งความหวาดหวั่น
ผลการปะทะเพียงไม่กี่ชั่วโมง ทหารเสือก็ถึงกาลต้องม้วนเสื่อกลับถ้ำไป แต่กำลังที่หลุดรอดไปถึงค่ายนั้น...
บางหน่วยเหลือไม่ถึง ‘กึ่ง’ เดียว ของกำลังที่ออกไปด้วยซ้ำ!
น่าสงสาร ที่ต้องมาบาดเจ็บล้มตายลงเป็นจำนวนมาก ผู้คนเขาก็พากันพูดว่า นี่เป็นเพราะบรรดาทหารตัวนาย...
ลงไปเป็น ‘เบี้ยรับใช้’ นักการเมือง!!
10 เม.ย.2553 ทำให้ผู้บังคับหน่วยทหารประมาท และเล็งผลเลิศ ถึงขั้นกล้าออกปฏิบัติการรุกไล่ แบบ “เข้าตีตรงหน้า” ในเวลาโพล้เพล้ ซึ่งผิดหลักการอย่างยิ่ง โดยหวังเพียงจะเผด็จศึก ด้วยกระทำการกดดันผู้ชุมนุม เพราะการปะทะอาจติดพันไปถึงเวลาค่ำคืน ที่อาจเป็นอันตรายต่อทั้งสองฝ่ายได้โดยง่าย
นายทัพที่ ‘โง่เขลา’ เท่านั้น ที่สุ่มเสี่ยงดำเนินกลยุทธ์เยี่ยงนี้ และย่อมจะถูกตราหน้าว่า
เป็นผู้ที่ขาดทั้งสติ และปัญญา!
ทัพทหารแถวหน้าซึ่งเป็นทหารเกณฑ์ ถือโล่และกระบอง ยกพลเข้ารบประชิด แบบ‘ตะลุมบอน’ กับผู้คนที่ไม่มีอาวุธ แต่ชาวบ้านเหล่านั้น กลับสู้แบบ ‘เย็บตา’ ตายเป็นตาย...
“พวกกูไม่กลัวพวกมึง!”
การเข้าตีตรงหน้าของทหาร มุ่งกดดันประชาชนให้ร่นถอย ทหารที่เดินตามมา ถือปืนยิงกระสุนยางเข้าใส่ผู้คน ทหารส่วนกลางขบวนสนับสนุนการเข้าตี ด้วยการยิงแก็สน้ำตาเข้าใส่ฝูงชนอย่างต่อเนื่อง และมีหลักฐานชัดเจนโดยปราศจากข้อสงสัยด้วยว่า ทหารใช้อาวุธและกระสุนจริง
ยิงใส่ฝูงชน เป็นระยะด้วย!
ที่น่าตกใจอย่างยิ่ง ก็คือมีหลักฐานว่า
พลซุ่มยิงของทหาร ที่เข้าพื้นที่ล่วงหน้า และถูกจัดวางไว้บนพื้นที่สูงข่ม ก็ผสมโรง ด้วยการบรรเลงเพลงยิง
ใส่ฝูงคนเบื้องล่าง!
พอโดนทั้งถังแก็ส เข้าเท่านั้น ทหารประทวนซึ่งเกือบทั้งหมดนั้น ได้รับการฝึกน้อยมาก และไม่เคยออกศึก
ตกใจ ตะลึงพรึงเพริด ทำอะไรไม่ถูก!
ยังไม่ทันตั้งตัวได้ ทหารในแนวบุกส่วนหน้า ก็โดนถล่มด้วยลูกระเบิดมือ ซ้ำเข้าอีก เป็นเหตุให้ทหารที่น่าสงสารเหล่านั้น ต่างระเนระนาด ล้มลงตาย และได้รับบาดเจ็บกันถ้วนทั่ว
จากนั้นไม่นาน กลุ่มผู้บังคับบัญชาทหารที่ควบคุมการปฏิบัติงานด้านหลัง ก็ถูกหยอดด้วยอาวุธยอดฮิตของ ‘ไทยแลนด์-แดนมิคสัญญี’ คือ M 79 ติดๆกัน 2-3 ลูกติดๆ นายทหารผู้ใหญ่
ถึงกับดับชีพคาที่!
นอกจากนั้น ยังมีนายทหารถูกสะเก็ดระเบิดล้มลง บ้างก็บาดเจ็บเคลื่อนไหวไม่ได้ ที่ยังพอไหว ก็เร่งรีบ...
หนีตายกันไป!
หลังคืนวันที่ 10 เม.ย.2553 มีข่าวลือสะพัดไปทั่วกรุงว่า ฝีมือการยิง M 79 ไม่ใช่ของฝ่ายผู้ชุมนุมแน่ๆ เพราะเขาเหล่านั้นไม่มีอาวุธ หากแต่ผู้คนเชื่อกันว่า
มาจากกลุ่มทหารที่อยู่คนละฝั่ง กับผู้บังคับบัญชาทหารผู้มีอำนาจในปัจจุบัน ซึ่งกลุ่มทหารฝ่ายหลังนี้ เขาเข้าใจว่า
การตัดสินใจของบรรดาผู้บังคับบัญชาทหาร ที่นั่งจิบไวน์ใน ราบ 11 นั้น เป็นเรื่องที่ “ผิด” พวกเขาจึงมาคอยระแวดระวัง เพื่อป้องกันประชาชนผู้บริสุทธิ์ ที่จะต้องมารับเคราะห์ เพราะการปราบปรามรุนแรง
ทหารจำนวนน้อยที่ว่านั้น เท่าที่เห็นเคลื่อนไหวในสถานที่ปะทะ มากันเพียงไม่กี่คน พวกเขาคอยเวลาเหมาะเจาะ เพื่อเข้าเคาะสั่งสอนบรรดาทหาร ที่เข้าปราบปรามพี่น้องประชาชน
การยิง M 79 เข้าไปไม่กี่ลูกนั้น จึงเป็นเพียงการเตือนสติ ทหารที่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ที่เป็นสมุนนักการเมืองเท่านั้น แต่ก็ไม่ได้มีการ ‘ไล่ติดตาม’ (Pursue) เพื่อทำลายหรือกวาดล้างกำลังทหารที่เข้าปฏิบัติการในครั้งนี้ ให้สิ้นซากไป เหมือนอย่างที่จะต้องทำ กับกองทัพศัตรู
ผมยังมี ‘มุมมอง’ อื่น ให้ท่านผู้อ่านช่วยกันพิจารณาอีก กล่าวคือ
ถ้าทหารกองนี้ ไม่ถูกยังยั้งจากการตอบโต้เสียก่อน แล้วรุกคืบเข้าสู่ถนนราชดำเนินได้ และใช้อำนาจการยิง จากยุทโธปกรณ์ที่มีมาเกินความจำเป็น จัดการกับผู้ชุมนุม เพื่อให้บรรลุภารกิจบรรจุมอบ นั้น
ประชาชนต้องล้มตายลง อีกมากมายเท่าใด!?
ท่านผู้อ่าน ลองคิดกันเอาเองเถอะครับ!!
ทหารยิงด้วยกระสุนจริง เป็นเหตุให้ประชาชนล้มตาย!
นี่ยังไม่นับอีกหลายสื่อ เช่น สื่ออินเตอร์เน็ต อย่าง France 24 เป็นต้น
ในที่สุด นายพันสรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกะทกรก ออกมาแถลงแบบ‘ภาคเสธ’ ว่า ยิงคุ้มครองกำลัง ตอนถอนตัวเมื่อโดน ‘ตีแตก’ เท่านั้น
นั่นเท่ากับเป็นการ ‘ยอมรับ’ อย่างหน้าชื่นตาบาน ว่า
1.หน่วยงานของตัว หรือกำลังทหาร โดน ‘ตีแตก’ ไปเรียบร้อยแล้ว
2. มีการยิงด้วย ‘กระสุนจริง’ ใส่ประชาชนนั่นเอง เพียงแต่อ้างแก้ตัวว่า ยิงคุ้มครองตอนถอนตัวเท่านั้น...หรือไม่จริง!?
การที่นายมาร์ค มุกควาย ออกมาแถลงแบบนี้ นอกจากจะทำให้ฝรั่งมังค่า เขียนวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลของนายอภิแสบฯ แบบตลกขบขันแล้ว ‘มุกควาย’ อย่างนี้ยังต้องโดนคนในประเทศก่นด่า
เอาอีกด้วย รัฐบาลโลซกนี้ ช่างไม่สำเหนียกเลยสักนิดว่า
ชาวบ้านเขา...คิดเป็นและคิดเองได้!
เพื่อเตือนใจตนเองให้สม่ำเสมอ ว่าเราทุกคนนั้น ล้วนเป็นคนชาติเดียวกันทั้งสิ้น
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Sunday, April 18, 2010
ทหารอย่าข่มเพื่อน พลเรือนก็เท่าทหาร!!!
ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ 10 เม.ย. สูงถึง 25 ราย
ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์วันที่ 10 เมษายน สูงถึง 25 ราย เพิ่มขึ้นอีก 1 ราย คือ นายมนต์ชัย แซ่จอง ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บมีจำนวน 840 รายศูนย์บริการการแพทย์ฉุกเฉินกรุงเทพมหานคร (ศูนย์เอราวัณ) สรุปรายงานจำนวนตัวเลขผู้บาดเจ็บ - เสียชีวิตจากเหตุการณ์วันที่ 10 เมษายน ล่าสุดยอดรวมผู้ได้รับบาดเจ็บมีจำนวน 840 ราย ผู้เสียชีวิต 25 ราย เพิ่มขึ้น 1 ราย คือ นายมนต์ชัย แซ่จอง อายุ 54 ปี สำหรับผู้บาดเจ็บยังนอนรักษาตัวใน รพ. 134 ราย จำนวนนี้รักษาตัวในหอผู้ป่วย 128 ราย ผู้บาดเจ็บที่อยู่ห้องไอซียู 6 ราย คือ รพ.พระมงกุฏเกล้า 2 ราย รพ.กลาง รพ.รามาธิบดี รพ.ศิริราช และ รพ.พระรามเก้า แห่งละ 1 ราย
แดงระดมพล20เม.ย. ขับไล่นายกฯ ปั๊มซีดีล้านแผ่นแจก

กลุ่มเสื้อแดงนัดระดมพลใหญ่ 20 เม.ย. ขับไล่นายกรัฐมนตรีอีกครั้ง เป็นยุทธการรวมพลแดงทั่วไทยไล่ทรราชย์มือเปื้อนเลือดอุบจุดเคลื่อนพล "ณัฐวุฒิ" ปัดแม่โดนปาหินใส่บ้าน ยันไม่มีใครคุกคาม เตรียมปั๊มซีดีล้านแผ่นแจก ญาติเหยื่อ 10 เม.ย.จี้ นายกฯยุบสภา...
เมื่อเวลา 10.10 น. 18 เม.ย. แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) พร้อมด้วยญาติผู้เสียชีวิต และผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 10 เม.ย.ที่ผ่านมา แถลงข่าวความเคลื่อนไหวของกุล่มคนเสื้อแดง โดย นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำนปช. กล่าวว่า อยากให้เหตุวันที่ 10 เม.ย. เป็นครั้งสุดท้าย ไม่อยากให้มี 19 เม.ย. 20 เม.ย. หรือ 21 เม.ย.จากวาทกรรมของรัฐบาลในการขอคืนพื้นที่ แท้จริงแล้วเป็นการสลายการชุมนุม ไม่เห็นทางอื่นจริงๆ นอกจากการยุบสภา
"สำหรับเงื่อนไขการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เนื่ืองจากอีกซีกหนึ่งของพรรคประชาธิปัตย์ไม่เห็นด้วย กรณีนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส.พัทลุง ระบุว่า ถ้าแก้รัฐธรรมนูญโดยไม่ลงประชามติ ก็ไม่เห็นด้วย แม้ว่าพรรคร่วมรัฐบาลเห็นด้วย แต่พรรคประชาธิปัตย์ด้วยกันเองไม่เห็นด้วย เพระฉะนั้นเกิดขึ้นไม่ได้ และมีการพูดกันว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีะ นายกรัฐมนตรี ตัดสินใจผิดพลาดหลายอย่าง วันนี้สูญสิ้นความชอบธรรม หัวหน้ารัฐบาล หรือหัวหน้าพรรค ดังนั้นจะซื้อเวลาไปทำไม" ณัฐวุฒิ กล่าว
นอกจากนี้ แกนนำนปช.ได้ทำการประชุม และมีมติร่วมกันว่า วันที่ 20 เม.ย.นี้ จะระดมพลครั้งใหญ่ ขับไล่นายอภิสิทธิ์อีกครั้งเป็นยุทธการรวมพลแดงทั่วไทยไล่ทรราชย์มือเปื้อนเลือด รวมคนทุกสีเสื้อในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดทั่วประเทศ แสดงพลังกดดันให้นายอภิสิทธิ์ตัดสินใจยุบสภาที่บริเวณสี่แยกราชประสงค์แห่งน้ี ส่วนจะมีการเคลื่อนพลไปไหนนั้น เมื่อถึงเวลาเหมาะสมจะบอกอีกครั้ง ยังไม่มีการประกาศเป้าหมายอย่างเป็นทางการทั้งสิ้น
นายณัฐวุฒิ ยังกล่าวถึงกรณีมีสื่อบางฉบับระบุว่า นางปรียา ใสยเกื้อ แม่ของตนถูกปาหลังคาบ้าน ถูกชาวบ้านในพื้นที่ต่อต้านอย่างหนัก เนื่องจากไม่พอใจการเคลื่อนไหวของตนว่า เป็นเท็จโดยสิ้นเชิง ไม่เป็นความจริงแม้แต่นิดเดียว แม่ของตนยังคงใช้ชีวิตตามปกติ ขึ้นมาที่ชุมนุมบ้าง ไม่ได้มาพักอาศัยอยู่ตน และเวลานี้ยังอยู่ที่อ.สิชล จ.นครศรีธรรมราช ไม่ปรากฎคุกคามใด ยังช่วยดูแลกิจการที่เขาพลายดำรีสอร์ท ไม่มีล้านเปอร์เซ็นต์ ขอให้เปิดเผยมาว่า แหล่งข่าวนั้นคือใคร ส่วนกรณีที่รัฐบาลทำซีดีเผยแพร่เหตุการณ์เมื่อวันที่ 10 เม.ย. กลุ่มคนเสื้อแดงจะทำสองเท่าคือ 1 ล้านแผ่น โดยเร็วสุดวันนี้ และช้าสุดพรุ่งนี้ จะสามารถแจกจ่ายให้กับประชาชนได้
ด้านนางศุภัรตน์ ทองผุย ภรรยานายบุญธรรม ทองผุย 1 ในผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 10 เม.ย. กล่าวว่า ขอร้องให้รัฐบาลหยุดแค่นี้ อย่าให้มีหลายชีวิตต้องมาสังเวยเพราะคนคนเดียว ดังนั้นขอให้ยุบสภาออกไป
กต.ยื่นประท้วงสารคดีโทรทัศน์"เอบีซี"ของ"ออสซี่" หมิ่นสถาบันวิพากษ์วิจารณ์ "ราชวงศ์ไทย"

เมื่อวันที่ 16 เมษายน สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า ไทยได้ทำการยื่นประท้วงต่อรัฐบาลออสเตรเลียกรณีที่สถานีโทรทัศน์ออสเตรเลียน บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชัน (เอบีซี) ของออสเตรเลียได้ แพร่ภาพออกอากาศรายการสารคดีที่มีเนื้อหาวิพากษ์วิจารณ์ราชวงศ์ของไทยและเตือนว่าอาจจะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ชาติได้
เอเอฟพีระบุว่า นายศักดิ์สีห์ พรหมโยธี อัครราชทูตที่ปรึกษา ประจำสถานเอกอัครราชทูตไทยในกรุงแคนเบอร์รา ประเทศออสเตรเลีย ได้เข้าพบกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงต่างประเทศออสเตรเลีย เมื่อวันที่ 15 เมษายน เพื่อแสดงความกังวลเกี่ยวกับการออกอากาศรายการดังกล่าว
นายศักดิ์สีห์กล่าวว่า "ประเด็นที่มีความกังวลคือเรื่องนี้อาจจะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยกับออสเตรเลียได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับประชาชน โดยเราพิจารณาว่าประเด็นนี้เป็นประเด็นด้านความมั่นคงเนื่องจากราชวงศ์ในกฎหมายรัฐธรรมนูญของไทยเป็นสถาบันที่อยู่เหนือการเมือง"
ขณะที่นายเกรียงศักดิ์ กิตติชัยเสรี เอกอัครราชทูตไทยประจำออสเตรเลีย ได้เขียนจดหมายถึงนายมาร์ค สก๊อตต์ ผู้อำนวยการบริหารของสถานีเอบีซีโดยแสดงความไม่พอใจต่อรายการดังกล่าวที่อาจจะเป็นการละเมิดกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของไทย โดยมีเนื้อความว่า "ผมเสียใจที่องค์กรซึ่งมีความน่าเชื่อถืออย่างเอบีซีได้ลดมาตรฐานของตนโดยการออกอากาศรายการดังกล่าวซึ่งมีแนวทางการนำเสนอไม่ต่างจากหนังสือพิมพ์ประเภทแทบลอยด์ ผมเชื่อว่าเมื่อคุณตัดสินใจที่จะออกอากาศรายการที่มีความละเอียดอ่อนสูงมากเช่นนี้ จะต้องได้รับจดหมายประท้วง คัดค้านเช่นของผมอย่างไม่ต้องสงสัย ผมหวังว่าคุณจะต้องเอาใจใส่ให้จงหนัก"
ทั้งนี้ รายการดังกล่าวออกอากาศเมื่อค่ำวันที่ 13 เมษายน ในออสเตรเลียและไม่สามารถรับชมทางอินเตอร์เน็ตจากนอกประเทศออสเตรเลียได้
รายงานข่าวในหนังสือพิมพ์ออสเตรเลียฉบับหนึ่งระบุว่า สถานีโทรทัศน์เอบีซีได้ปิดสำนักงานในกรุงเทพฯโดยให้พนักงานหยุดงานจนกว่าจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ด้านโฆษกของกระทรวงต่างประเทศและการค้าของออสเตรเลียยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ของสถานทูตไทยได้แสดงความไม่พอใจต่อรายการดังกล่าวของเอบีซี อย่างไรก็ตาม กระทรวงชี้แจงว่า รัฐบาลออสเตรเลียไม่สามารถควบคุมเนื้อหาที่มีการเผยแพร่ในสื่อมวลชนของออสเตรเลียได้
การเมืองเป็นมายา ชีวิตเป็นของจริง
โดย วันชัย ตัน ขอแสดงความเสียใจอย่างยิ่งกับครอบครัวผู้เสียชีวิต จากเหตุการณ์วันมิคสัญญีเมื่อวันที่ 10 เมษายน ที่บริเวณถนนราชดำเนิน ทำให้มีผู้เสียชีวิต ทั้งทหารและพลเรือนเป็นจำนวนถึง 24 คนและบาดเจ็บ 800 กว่าคน
คนไทยจำนวนมากคงไม่คาดคิดว่า ความแตกแยกครั้งใหญ่ในสังคมไทย ดูจะไม่มีทางออกใดๆ ไม่มีการเจรจาอีกต่อไป นอกจากการนองเลือดในคืนนั้น ซึ่งหลายคนบอกว่า นี้เป็นเพียงการเริ่มต้นของสงครามกลางเมืองหลวง หากไม่มีการแก้ไขสถานการณ์ใด ๆ
พ่อแม่ ลูกเมียและครอบครัวของผู้เสียชีวิตคงไม่อาจทำใจได้เลยว่า คืนนั้นที่คนรักออกไปปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่ง หรือไปชุมนุมตามความเชื่อของตน พวกเขาจะไม่ได้กลับเข้าบ้านอีกไปตลอดกาล
คนไทยด้วยกันแท้ ๆ ทำไมโหดเหี้ยมกันขนาดนี้ ลากอาวุธสงครามมายิงถล่มกันกลางเมืองหลวง
คำพูดที่บอกว่า สันติวิธี มาตลอดของฝ่ายเสื้อแดงแท้จริงแล้วเป็นเพียงกลยุทธ์ประการหนึ่งในการทำศึกครั้งนี้ ไม่ว่าท่าทีอันก้าวร้าว การใช้คำพูดรุนแรง การคุกคามคนที่ไม่เห็นด้วย การละเมิดสิทธิของคนอื่น
ขณะที่ไม่มีใครเข้าใจได้ว่า เหตุใดฝ่ายรัฐบาลจึงต้องเดินหน้าสลายฝูงชนตอนค่ำแล้ว ทำไมไม่ถอนตัวออกไป ทั้ง ๆที่รู้ว่าสุ่มเสี่ยงต่อการสูญเสียของทั้งสองฝ่าย และรู้ทั้งรู้จากหน่วยข่าวกรองว่า อาจจะมีกองกำลังไม่ทราบฝ่ายมาสร้างสถานการณ์ให้รุนแรงขึ้น แต่รัฐบาลก็ไม่ยอมให้ทหารถอนตัวออกไปจากความเสี่ยง
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อย่างน้อยก็สะท้อนให้เห็นว่า แกนนำของฝ่ายเสื้อแดงไม่ได้ร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับประชาชนของเขาเลย ทุกคนอยู่สบายดี ไม่มีใครบาดเจ็บ ขณะที่ บรรดาแม่ทัพนายกองระดับนายพล นายพันได้ออกปฏิบัติหน้าที่เสี่ยงตายกับลูกน้อง จนตัวเองต้องเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บหลายคน
แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ ได้สะท้อนให้พวกเราเห็นว่า ความแตกแยกทางการเมืองและทางความคิดครั้งนี้ มันลึกลับซับซ้อน และมีตัวละคอนมากกว่าที่เรา ๆท่าน ๆ คิดกันจริง ๆ
คู่ความขัดแย้งไม่ได้มีเพียงรัฐบาล กับ ฝ่ายเสื้อแดง
การเรียกร้องประชาธิปไตย การเรียกร้องเรื่องสองมาตรฐาน การใช้วาทกรรมแยกประชาชนเป็นไพร่กับอำมาตย์ ก็ไม่ต่างอะไรจากภูเขาน้ำแข็ง ที่เรา ๆท่าน ๆ ต่างไม่รู้เลยว่า ข้างใต้ภูเขาน้ำแข็งคืออะไร ความต้องการจริง ๆของฝ่ายเสื้อแดงคืออะไรกันแน่
จนชักสงสัยว่าการเรียกร้องให้ยุบสภาของฝ่ายเสื้อแดง เป็นแค่ยุทธวิธี เป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพื่อเป้าหมายอะไรที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง
ขณะที่เรา ๆท่าน ๆ ก็เริ่มรู้ชัดว่า รัฐบาลของคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่ได้มีอำนาจที่แท้จริงในฐานะนายกรัฐมนตรี แต่มีอำนาจบางอย่างที่มองไม่เห็นคอยควบคุมอยู่ จนทำให้คุณอภิสิทธิ์ไม่ยอมซีเรียสกับการเจรจาเพื่อยุบสภาจริง ๆ
เหตุการณ์คืนวันที่ ๑๐ เมษายน ได้ ทำให้เราทราบว่า แท้ที่จริงแล้วเป็นเรื่องของการแสวงหาอำนาจทางการเมืองของตัวละครหลายฝ่ายที่ยังไม่ปรากฏตัว ผสมโรงกับความขัดแย้งอำนาจของผู้นำในกองทัพ ซึ่งเกิดขึ้นมาหลายครั้งแล้วในสังคมไทย โดยทั้งสองฝ่ายมีประชาชนเป็นตัวประกันและผู้รับเคราะห์
เพียงแต่ว่าครั้งนี้เล่นกันแรงและโหดกว่าที่คิดด้วยฝีมือของกองกำลังไม่ทราบฝ่าย
ฝ่ายหนึ่งต้องการรักษาอำนาจของตัวเองให้นานที่สุด ภายใต้คำพูดที่สวยหรูว่า "ทุกคนต้องปฏิบัติตามกฎหมาย และการขอคืนพื้นที่" ขณะที่อีกฝ่ายก็ต้องการยึดอำนาจกลับคืนมา โดยแคมเปญทางการตลาดที่ได้ผลไปทั่วประเทศ คือ "สองมาตรฐาน" "ความไม่ยุติธรรมระหว่างไพร่กับอำมาตย์" ปลุกความไม่เท่าเทียมกันในสังคมขึ้นมาเมื่อไหร่ ก็จุดมวลชนติดเมื่อนั้น
อำนาจทางการเมืองเป็นของหอมหวานสำหรับนักการเมืองทุกคน ซึ่งมาพร้อมกับผลประโยชน์มหาศาล ลองเสพแล้วยากที่จะถอนตัว บรรดานักการเมืองจึงมักจะดูดีเห็นอกเห็นใจประชาชนเสมอเมื่อครั้งเป็นฝ่ายค้าน แต่พอเป็นรัฐบาลทีไรก็ไม่เห็นหัวประชาชน
คืนนั้นผู้นำทั้งสองฝ่ายล้วนนำพาผู้คนออกไปตาย ทั้ง ๆที่ผู้นำทั้งสองฝ่ายรู้ทั้งรู้ว่าจะเกิดการสูญเสียแน่นอน แต่ดูเหมือนต่างฝ่ายยอมที่จะใช้คนระดับล่างเป็นเครื่องมือนำไปสู่อำนาจทางการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงมิได้
เมื่อเกิดการสูญเสียกันขึ้น ทั้งสองฝ่ายต่างก็หาหลักฐาน อ้างว่าอีกฝ่ายเป็นผู้สร้างความรุนแรง ซึ่งคงต้องรอให้ฝุ่นตลบให้เหตุการณ์ผ่านไปสักระยะเสียก่อน ความจริงจึงจะปรากฎได้ชัดเจนขึ้น
แต่ที่ดูไร้สาระไปกว่านั้นก็คือ แกนนำเสื้อแดงได้ยุติการชุมนุมบริเวณถนนราชดำเนินอย่างง่ายดาย ไม่ต่างจากการคืนพื้นที่ให้รัฐบาล ขณะที่เมื่อสองวันก่อนหน้านั้น ต่างฝ่ายต้องเสียชีวิตไปจำนวนมากเพื่อทำการปกป้องและยึดพื้นที่แห่งนี้
ชีวิตของผู้คนในสายตาของผู้มีอำนาจ มีค่าไม่ต่างจากหมากตัวหนึ่งในกระดานหมากรุก ฝ่ายหนึ่งต้องปกป้องเพื่ออุดมการณ์อันเร่าร้อน อีกฝ่ายต้องรุกคืบหน้าเพื่อชิงพื้นที่คืนตามหน้าที่ สุดท้ายเมื่อเกิดการสูญเสียขึ้นทั้งสองฝ่าย ความเคียดแค้น ความชิงชัง ความโกรธแค้นของคนที่อยู่ข้างหลังก็กระพือโหมขึ้นทันที จวนเจียนจะเกิดสงครามกลางเมือง
ผมเคยดูสารคดีสงครามกลางเมืองในประเทศราวันด้า ที่ผู้นำทางการเมืองของสองชนเผ่าคือเผ่าฮูตู กับ เผ่าตุ๊ดซี่ ต่างปลุกระดมมวลชนออกมาเข่นฆ่าประชาชนทั้งสองฝ่าย โดยใช้วิทยุกระจายเสียงเป็นเครื่องมือสำคัญ ที่ทำให้ประชาชนเกิดความบ้าคลั่ง เคียดแค้นชิงชังอีกฝ่าย ผลก็คือประชาชนถูกฆ่าตายกันนับล้านคน แต่พอสงครามผ่านไปหลายปี คนทำสารคดีได้ไปสัมภาษณ์เหยื่อผู้รอดตาย และผู้เคยใช้มีดดาบไล่ฆ่าอีกฝ่ายอย่างเมามัน ความรู้สึกของทั้งสองฝ่ายคือความเศร้า ความหดหู่ใจ และความรู้สึกผิดมหันต์กับสิ่งที่กระทำไปของฆาตกร
ทั้งสองฝ่ายยอมรับว่า ในช่วงเวลานั้น รู้สึกอย่างเดียวคือ เผ่าตัวเองต้องเป็นใหญ่ทางการเมือง ต้องล้างแค้นอีกฝ่ายหนึ่ง แต่หลังจากโศกนาฏกรรมผ่านไป พวกเขาไม่เคยสนใจกับสิ่งเหล่านี้อีกเลย ไม่สนใจเรื่องของเผ่าพันธุ์ หรือเรื่องทางการเมือง อีกต่อไป แต่กลายเป็นบาดแผลทางจิตใจที่ไม่สามารถเยียวยาไปได้ตลอด
หากย้อนเวลาได้ เขาอยากจะให้ทั้งสองเผ่าอยู่ร่วมกันได้ ไม่ต้องเข่นฆ่ากันตามอารมณ์บ้าคลั่งที่ถูกบรรดาแกนนำนักการเมืองปลุกระดมขึ้นมา
อุดมการณ์ทางการเมืองเป็นสิทธิ์ของทุกคนที่ต้องเคารพ แต่ต้องตระหนักให้ดีว่า
การเมืองเป็นเรื่องของอำนาจ และอำนาจก็ไม่เข้าใครออกใคร นักการเมืองพร้อมที่จะหักหลังหรือผูกมิตรกับทุกฝ่ายได้เสมอ นักการเมืองไม่เคยคิดจะรักษาชีวิตของประชาชน มักใช้ประชาชนเป็นแค่ตัวประกันเพื่อไต่ไปสู่อำนาจเท่านั้น
การเมืองเป็นมายา แต่ชีวิตเป็นของจริงครับ
ชีวิตเป็นของมีค่ามาก ไม่เชื่อถามคนรอบข้างสิครับ
เมียเสื้อแดงเหยื่อ10เม.ย. วอน รบ.หยุดแค่นี้ อย่าให้ปชช.สังเวยชีวิตอีก
ที่มา มติชน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) พร้อมด้วยญาติผู้เสียชีวิต และผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 10 เม.ย.ที่ผ่านมา ร่วมกันแถลงข่าวความเคลื่อนไหวของกุล่มคนเสื้อแดง
นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำนปช. กล่าวว่า อยากให้เหตุการณ์วันที่ 10 เมษายนที่ผ่านมาเป็นเหตุการณ์เป็นครั้งสุดท้าย ไม่อยากให้มี 19 เมษายน 20 เมษายน หรือ 21 เมษายน จากวาทกรรมของรัฐบาลในการขอคืนพื้นที่ แท้จริงแล้วเป็นการสลายการชุมนุม ไม่เห็นทางอื่นจริงๆ นอกจากการยุบสภา
"สำหรับเงื่อนไขการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เนื่องจากอีกซีกหนึ่งของพรรคประชาธิปัตย์ไม่เห็นด้วย กรณีนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส.พัทลุง ระบุว่า ถ้าแก้รัฐธรรมนูญโดยไม่ลงประชามติ ก็ไม่เห็นด้วย แม้ว่าพรรคร่วมรัฐบาลเห็นด้วย แต่พรรคประชาธิปัตย์ด้วยกันเองไม่เห็นด้วย เพระฉะนั้นเกิดขึ้นไม่ได้ และมีการพูดกันว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีะ นายกรัฐมนตรี ตัดสินใจผิดพลาดหลายอย่าง วันนี้สูญสิ้นความชอบธรรม หัวหน้ารัฐบาล หรือหัวหน้าพรรค ดังนั้นจะซื้อเวลาไปทำไม" ณัฐวุฒิ กล่าว
ด้านนางศุภัรตน์ ทองผุย ภรรยานายบุญธรรม ทองผุย 1 ในผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 10 เมษายน กล่าวว่า ขอร้องให้รัฐบาลหยุดแค่นี้ อย่าให้มีหลายชีวิตต้องมาสังเวยเพราะคนคนเดียว ดังนั้นขอให้ยุบสภาออกไป
ปลอดประสพ สุรัสวดี ศักดินา-อำมาตย์-เศรษฐีที่ดิน เทใจร่วมจ่ายต้นทุน-เลือกข้างไพร่
ที่มา thaifreenews
บอกตรง ๆ ถ้าคุณเขียนตรงไป ตรงมา คนอ่านอาจจะหมั่นไส้ผม
แต่ผมก็ตามสะดวกครับ ผมเป็น ครอบครัวอำมาตย์นั้นแน่นอน ตัวก็เป็น ผมเป็นปลัดกระทรวง ก็ตำแหน่งสูงสุดในข้าราชการพลเรือน มันจะไม่อำมาตย์ตอนไหนล่ะครับ เครื่อง ราชอิสริยาภรณ์ก็ได้ ถ้าเป็นสมัยโบราณก็ต้องเรียกผมเป็นเจ้าคุณ เป็นพระยา
เพราะฉะนั้น อำมาตย์นั่นมันแหงเต็มตัว ส่วนฐานะก็ดี โชคดี เพราะมีพ่อแม่ดี มีโอกาสทำงานได้ดี
แต่นั่น มันไม่ได้ทำให้ผมสูงส่งอะไร มีเพลงนะ ที่หม่อมหลวงพวงร้อยแต่ง...เป็นผู้ดีก็เพราะกรรมที่ก่อมา ใช่กำเนิดหรูหราอย่าฉงน
เพราะฉะนั้น แม้ผมจะมีอะไร ผมก็ดีใจที่ผมเป็นอย่างงั้น แต่ผมรู้จักสงสารผู้คน เข้าใจผู้คน อาจจะเป็นเพราะหน้าที่ผมต้องคลุกกับคนมาตั้งแต่ผมเล็ก ๆ น้อย ๆ
ฉะนั้น ผมก็ไม่ค่อยชอบฟังนะ เวลาพูดเรื่องไพร่ พูดเรื่องอำมาตย์ แต่ผมรู้ว่ามีจริง ๆ ในบ้านเมืองนี้ พอกันทีเถอะ
- การเคลื่อนไหวของเสื้อแดงใช้คำว่า "โค่นอำมาตย์" กระทบใจ
คำว่าโค่น ก็เป็นภาษาไทยที่รุนแรงไปหน่อยนะ ความจริง คือ
เขาไม่อยากให้มันมีความเหลื่อมล้ำต่ำสูง เอารัดเอาเปรียบ ข่มเหงรังแก อะไรอย่างงั้น
แต่เนื่องจากจะพูดให้สั้น ให้เกิดเป็นอารมณ์ ก็ใช้คำว่าอำมาตย์ขึ้นมา ก็เข้ากับคำว่าไพร่
ซึ่งจริง ๆ เป็นภาษากฎหมาย หรือภาษาทางราชการจริง ๆ มันก็หมดจากเมืองไทยไปนานแล้ว
- อำมาตย์-ไพร่ ความสัมพันธ์ที่ต่าง พึ่งพากัน
เอางี้ นายจ้างกับลูกจ้างฟังไม่ค่อยดี แต่ถ้าไม่มีลูกจ้าง ก็ไม่มีนายจ้าง ถ้าไม่มีนายจ้าง ก็ไม่มีลูกจ้าง
แต่ถ้าเรายอมรับว่า นายจ้างกับลูกจ้าง ก็เป็นโครงสร้างหนึ่ง ที่ทั้ง 2 ฝ่ายให้เกียรติซึ่งกันและกันและรู้หน้าที่กัน
แต่สำคัญว่า เวลานี้ กลุ่มคนซึ่งถูกเรียกว่าอำมาตย์ ได้รู้หน้าที่ไหม แล้วควรจะมีอำนาจเพียงใด แค่ไหน และยอมรับคนข้างล่าง ที่เรียกว่ากลุ่มคนไพร่ มากน้อยแค่ไหน เวลานี้ ที่แน่ ๆ คือ
กลุ่มที่เรียกตัวเองว่าไพร่ เขารู้สึกถูกละเลย เขารู้สึกถูกดูถูกดูแคลน
ก็เหมือนขณะนี้ ถามว่า เกิดเหตุอะไรขึ้น นี่เป็นเหตุทางการเมือง ความเห็นทางการเมืองขัดแย้งกัน เขาต้องการแก้รัฐธรรมนูญ
เขาไม่อยากให้มีการปฏิวัติ
เขาอยากให้แก้ปัญหาทางการเมืองครั้งนี้ด้วยการยุบสภา เลือกตั้งใหม่
เพื่อให้อำนาจประชาชน ปรากฏว่าทางโน้น (รัฐบาล) แทนที่จะแก้ไขปัญหากับเขาทางการเมือง พูดคุยกับเขา เจรจากับเขา...
กูประกาศภาวะฉุกเฉินเอาง่าย ๆ ห้ามหมด ไปตรงโน้นก็ไม่ได้ ไปตรงนี้ก็ไม่ได้ เขาดูทีวีก็ไม่ให้ดู มันถูกไหมล่ะ ผมถามหน่อย นี่เป็นการลิดรอนสิทธิ์ไหม ถ้าสมมติคนเสื้อแดงที่อยู่ในกรุงเทพฯเป็นแสนคน ถ้าเขาเป็นแสนคนที่เท่ากับผมในขณะนี้ กล้าทำเหรอ เอาไหม...ไม่กล้า
แต่พอเป็นเขาพวกนั้น กล้าไปทำกับพวกเขา
ห้องน้ำก็ไม่ให้เขา นอนกับดินกินกับทราย กับพื้นซีเมนต์อุณหภูมิ 39 ํ-41 ํ มาเยี่ยมเขาไหมล่ะ ส.ส.กทม.ของพรรคประชาธิปัตย์มาเยี่ยมคนเหล่านี้ไหม
ผมถามหน่อย ทำไมจึงไม่มา เขาก็ควรมาดู ไม่ใช่มาด่า
- คิดว่าสถานะความสูง-ต่ำไม่ได้เป็นปัญหา แต่อยู่ที่เราปฏิบัติต่อกันอย่างไร
ผมก็ว่างั้น ผมเคยพูดเล่น ๆ เวลาผมอยู่ในกลุ่มคนที่มีฐานะใกล้เคียงกัน แล้วมาพูดเรื่องสูง ๆ ต่ำ ๆ ผมรำคาญ ผมก็บอกขอประทานโทษเถอะ ปลอดประสพนี่สูง 176 เซนต์ คนสูงหรือคนต่ำทูนหัว ?
บังเอิญ คนที่พูดกับผม เตี้ยกว่าผมทุกคนเลย ผมก็เลยกลายเป็นคนสูงกว่าไป ผมอุปมาอุปไมย คือ
พูดให้เขารู้สึกเสียบ้าง เนี่ย ผมต้องขอประทานโทษนะ ไม่เอ่ยชื่อก็ได้
มีคุณผู้หญิงคนหนึ่งที่อยู่สปอร์ตคลับ เป็นตัวตั้งตัวตี ชื่อตัวต้นด้วย ก ไก่ คุณเป็นใครมาจากที่ไหน ลูกผู้ลากมากดีมาตอนไหน พ่อแม่ชื่ออะไร ปู่ย่าตายายชื่ออะไร คุณลืม... ถึงไปดูถูกดูแคลนคนเขาขนาดนั้น ผมก็เป็นสมาชิกสปอร์ตคลับ แต่หลัง ๆ ผมไม่ไป ผมหมั่นไส้ผู้ดีตีนแดงตะแคง ตีนเดิน
ถ้าเจอหน้าผมนะ ผมจะถามเลย ขออภัยเถอะ คุณผู้ดีขนาดไหน ถึงไปดูถูกคนขนาดนั้น
ผมหมั่นไส้เต็มประดาแล้ว จะบอกให้ คุณตัว ก ไก่นะ
ผมอยากให้ยอมรับว่า ความเหลื่อมล้ำมันมีจริงในสังคมไทย
และมันก็กินใจคนมานาน วันนี้มันทำท่าว่าจะได้รับการยอมรับ
และมีการเปลี่ยนแปลง จะได้แค่ไหน ก็ดีกว่าถูกมองข้ามไปตลอดเวลา
ถ้าคุณเป็นคนรุ่นใหม่ คุณจะทำให้สังคมได้ตระหนักถึงความไม่เท่าเทียมกันได้บ้าง ผมว่าก็เป็นสิ่งที่ดี ผมว่างั้น
http://www.prachachat.net/view_news.php?newsid=02pol02150453§ionid=0202&day=2010-04-15
ปลอดประสพ สุรัสวดี ศักดินา-อำมาตย์-เศรษฐีที่ดิน เทใจร่วมจ่ายต้นทุน-เลือกข้างไพร่
ที่มา thaifreenews
ช่วงเช้าถึงบ่าย เขาอยู่ที่ตึกบีบีดี บิวดิ้ง ย่านพระราม 4 เพื่อประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์การเมืองของพรรคเพื่อไทย
กลางวัน บางวัน เขาไปออกกำลังกายในดงผู้ดี ที่สปอร์ตคลับหรูหรา ปะปน ชนชั้นสูง
ช่วงค่ำ บางคืน "ปลอดประสพ" ไปปรากฏตัวหลังเวที "โค่นอำมาตย์-ยุบสภา" เป็นกำลังใจให้กลุ่ม "เสื้อแดง-นปช."
เมื่อเสื้อแดงบุกปิดราชประสงค์ เขาทำหน้าที่ "เจ้าที่ดิน" รายใหญ่ เดินสำรวจกำลังซื้อพวกกลุ่มเศรษฐีและชาวไพร่ย่านประตูน้ำ
เขายอมรับเป็นอำมาตย์ตัวพ่อในพรรคเสื้อแดง
เขาเกรงว่าบางคำ-บางประโยคของเขาอาจทำให้พวก "ผู้ดี" หมั่นไส้
บรรทัดจากนี้ไป ออกจากใจ "ปลอดประสพ" ณ ที่ทำการพรรคเพื่อไทย
- ในฐานะเจ้าของที่ดินรายใหญ่ย่าน ราชประสงค์
ประเมินผลกระทบเนื่องจากการชุมนุมของคนเสื้อแดงอย่างไรบ้าง
คืองี้นะ...ถ้าตอบตามที่คุณถาม ผมก็ต้องตอบว่ามีความเสียหาย
แต่มีสิ่งที่ต้องอธิบาย เพราะคนที่มาชุมนุม เขาคง ไม่อยากมา ถ้าไม่อัดอั้นตันใจ หรือไม่มี หลักการ
แต่เหตุที่เขามา
เพราะมีความรู้สึกว่าเขาเป็นเจ้าของประเทศชาติ เขาควรได้รับสิทธิ์ที่เขาไม่ได้รับ เขาอยากจะมีโอกาสทำให้ลูกหลานเขามีความเจริญเติบโตขึ้นเข้มแข็ง เขามาก็ลำบากอย่างที่คุณเห็น
คุณต้องคำนึงว่า ผู้ที่เขามาเขาเสียหายแค่ไหน
ถ้าไปสัมภาษณ์จะเห็นได้ว่า บางคนปิดร้านก๋วยเตี๋ยว ปิดร้านขายของ ไม่ขับรถแท็กซี่ ไม่ขับรถมอเตอร์ไซค์ นั่นคือความเสียหายของผู้มาชุมนุม แต่เขามองความเสียหายของเขานั้นเป็นความเสียสละ
การประท้วงทางการเมืองที่ไหนก็ตามในโลก
เขามาแสดงออก เท่า ๆ กับมากดดันให้เกิดสิ่งที่เขาเรียกร้อง สิ่งที่เขากดดันมันมีหลายทาง เช่น กดดันให้เกิดความไม่สะดวกให้ฉุกคิด กดดันเพื่อให้ต้องมาปวดหัวกับเขา เพื่อให้รับรู้ว่ามีคนลำบาก หรือกดดันให้เห็นว่ายังมีคนอย่างนี้อยู่นะ เพราะฉะนั้น การที่มาแล้วเกิดความเสียหาย ก็ต้องยอมรับความจริงว่าเป็นลักษณะธรรมชาติของการประท้วงทางการเมือง ซึ่งทุกคนต้องยอมรับ
การชุมนุมที่ราชประสงค์ในวันต้น ๆ ทุกคนก็ตกใจ
เพราะมีคนมาชุมนุมเป็นหมื่นและไม่รู้จักมักจี่ ห้างก็ปิดเพื่อความปลอดภัย ก็ต้องเสียหายแหง ๆ
แต่เมื่อเขาตั้งหลักได้ และเขารู้ว่าผู้มาคือใคร มีพฤติกรรมยังไง ความเสียหายมันก็จะชะลอลง
อย่างวันนี้ ร้านส่วนใหญ่ หรือเกือบทั้งหมดเปิด ก่อนหน้านี้วันสองวัน เปิดเป็นบางร้าน เพื่อทดลอง เช่น
บิ๊กซี เปิดวันหนึ่ง แล้วประชุมบอร์ด แล้วถึงเปิดต่อ และเซ็นทรัลเวิลด์ตัดสินใจเปิด
และเท่าที่ผมรู้ ทุกบริษัท ก่อนที่เขาจะเปิด เขาพยายามพูดคุยกับฝ่ายแกนนำ เพื่อให้แน่ใจว่าเข้าใจกันนะ บางครั้งผมได้ยินว่า หลังจากรับปากกันแล้วมีคำถามเล่นๆ ว่า ถ้าเกิดความเสียหายขึ้น คุณรับผิดชอบนะ ใครจะเป็นคนจ่ายสตางค์ อะไรอย่างงี้ แต่จนกระทั่งเขามั่นใจ แล้วเขาก็เปิดเต็มที่
เมื่อเปิดเต็มที่แล้ว ความเสียหายก็บรรเทาไปเยอะ แต่ก็ยังมีความเสียหายอยู่ คือ
ผู้ไปซื้ออาจจะไม่ convenience ไม่สะดวกใช่ไหม ไม่รู้จะเอารถไปจอดที่ไหน อะไร ยังไง นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ถ้าจำไม่ผิด ในสมัยก่อน คุณจะได้ยินคุณสนธิ (ลิ้มทองกุล) ขึ้นไปพูด (บนเวที) มีคนไปบ่นว่าปิดโน่น ปิดนี่ ปิดนั่น มีความเสียหาย คุณสนธิบอกว่า คนกรุงเทพฯต้องยอมรับว่ามีความเดือดร้อน
แต่ต้องยอมเดือดร้อน เพื่อที่จะรักษาราชบัลลังก์ เพราะภารกิจของคุณสนธินั้นยิ่งใหญ่ เป็นภารกิจในการรักษาราชบัลลังก์ นั่นคือสิ่งที่คุณสนธิออกมาพูด แล้วคนเชื่อ แล้วไม่ออกมาโต้แย้งอะไรมากนัก เพราะคนไทยทุกคนก็เคารพศรัทธาในราชบัลลังก์ ทั้ง ๆ ที่คุณสนธิเองก็ไม่ใช่ผู้จงรักภักดีอะไร วันเวลาก็พิสูจน์
มาถึงวันนี้ ทางเสื้อแดงก็อธิบายอย่างนี้เหมือนกันว่า ขอโทษด้วยนะ มันคงเสียหาย
แต่ขอให้เห็นใจเถอะ ถ้าจะเปลี่ยนแปลงทำให้สังคมประเทศชาติดีขึ้น ก็ต้องเสียสละ ยอมเสีย
เพราะฉะนั้นอย่าโกรธเลย นั่นคือคำอธิบายของคนเสื้อแดงในขณะนี้
ทีนี้กลับมาที่ตัวผม ให้มันใกล้ตัวนิดนึง ไม่ใช่ว่ามีปากก็พูดไปเรื่อย ๆ บังเอิญผมก็มีที่ดินอยู่แถว ๆ นั้น แต่อยู่ปลายออกไปหน่อยนึง
แต่ก็ไม่ใช่เล็กเลย เนื่องจาก เป้าหมายของที่ของผม เขาไม่ได้เล็งไปที่คนระดับสูง ไม่ใช่ 5 ดาว 7 ดาว
เพราะฉะนั้น ไม่เดือดร้อน คนเสื้อแดงก็ไป แล้วก็เป็น คนที่เราเคยชิน เห็นหน้าอยู่
เราก็ไม่ได้รู้สึกว่าเขาเป็นคนแปลกหน้า เราจึงไม่เสียหาย กลับได้ลูกค้าเพิ่ม
แต่บังเอิญ แถว ราชประสงค์เนี่ย เป็น 5 ดาว 7 ดาว
ซึ่งคนพวกนั้นก็ค่อนข้างระมัดระวังตัวอยู่แล้ว รถก็ราคาแพง แต่งตัวก็มีเครื่องแหวน เงินทองเยอะแยะ เดินไกล ๆ ก็ไม่ได้ เขาเรียกผู้ดีตีนแดงตะแคงตีนเดิน แล้วก็ ไม่อยากโดนแดด ถือร่มก็แล้ว ทาหน้าก็แล้ว ก็เลยไม่ค่อยจะไป
เพราะฉะนั้น ความเสียหายย่อมมีเป็นธรรมดา ณ ที่ตรงนี้นะครับ
- การปิดสี่แยกราชประสงค์ ถ้าเทียบกับปิดสนามบิน ต่างกันอย่างไร
โอ้ย เรื่องปิดสนามบิน มันไม่ใช่แค่ความเสียหายตรงนี้นะครับ มันเป็น reputation เป็นหน้าตาของประเทศ
มีกฎหมายเฉพาะ กฎหมายเกี่ยวกับ terrorist ผู้ก่อการร้าย แล้วปิดสนามบินดอนเมือง
และสนามบินสุวรรณภูมิ เป็นสนามบินนานาชาติ เมื่อเราประกาศเป็นสนามบินนานาชาติ เท่ากับประเทศไทยยอมบอกว่าส่วนหนึ่งไม่ใช่ของประเทศไทย
เพราะมีเครื่องบินส่วนหนึ่งที่ไม่เกี่ยวกับประเทศไทยเลย เขาบินมาเติมน้ำมัน บินมาเปลี่ยน transit แล้ววันหนึ่งประเทศไทยบอกว่า ไม่ใช่นานาชาติ เป็นของชาติฉัน
อย่างงี้มันไม่ได้โดยเด็ดขาด มันจึงได้เกิดความ เสียหายมากกว่านี้
แล้วอีกอย่าง ถ้าพลาดพลั้ง ตายนะ เครื่องบินตก ไม่มีเจ็บขานะ ไม่มีเมื่อยนะ ตายลูกเดียวนะ มันถึงได้เป็นความร้ายแรงอย่างยิ่ง ในขณะที่สี่แยกราชประสงค์ มันเป็นเรื่องแค่ความไม่สะดวก แค่ไม่สะดวกกับขายของได้น้อย
- ไม่ใช่แค่ผู้ประกอบการเสียหาย แต่ผู้ชุมนุมก็มีต้นทุนที่เสียไป
ครับ...ผมก็อยากให้มองอย่างงั้นนะ มันเป็น cost ถ้าเราจะพัฒนาประชาธิปไตย
ถ้ามองอย่างงั้นได้ มันก็จะดีนะ จะทำให้เกิดความสบายใจ
- เป็นต้นทุนที่ทุกฝ่ายต้องจ่ายกับเหตุการณ์ตรงนี้
ต้องจ่าย...คือยอมรับไหมล่ะว่า มีการ ปฏิวัติ แล้วหลังปฏิวัติ ประชาชนทะเลาะกัน ยอมรับไหมว่า ประชาธิปไตยของเรามันครึ่ง ๆ กลาง ๆ ยอมรับไหมล่ะครับว่า
สังคมไทยจริง ๆ ยังคงมีชั้นวรรณะอะไรอยู่พอสมควรนะ ถ้ายอมรับตรงนี้
ต้องถามว่า อยากเปลี่ยนแปลงไหมล่ะ ถ้าอยากเปลี่ยนแปลง อันนี้ก็เป็น process เป็นกระบวนการของการเปลี่ยนแปลงอยู่บ้าง ไม่มากก็น้อยใช่ไหม ถ้าใช่ ก็ต้องแปลว่า ทุกคนได้ประโยชน์เหมือนกัน
- พูดอย่างงี้ได้ไหมว่า cost ของผู้ชุมนุมราคาถูกกว่า
ก็ได้ คือถ้าจะมองในแง่ของเงินนะครับ ตัวเงินนะครับ อย่าลืมว่า
วันหนึ่งชาวบ้านได้เงิน 100 บาท เขาก็พอใจแล้วนะ เดือนหนึ่งเท่ากับ 3,000 บาท
แต่คนที่มาซื้อนาฬิกานะครับ
อย่างที่ผมใส่เรือนนี้ 3-4 แสนนะ ก็ต้องขอบคุณคุณพ่อคุณแม่ผม พร้อมทั้งความขยันของผม ฉะนั้น ถ้านาฬิกาเรือนนี้ของผมเสียไป เป็นเงิน 3 แสนนะ
แต่สำหรับคนที่เขามาในม็อบ ถ้าเกิดไปพลาดตกอะไร หรือมีดบาดปุ๊บ แล้วนิ้วหัวแม่โป้งเขาขาดไป
แล้วจะว่ายังไงล่ะครับ หัวแม่โป้งมนุษย์คนหนึ่งกับนาฬิกาเรือนนี้เรือนละ 3 แสน มันเทียบไม่ได้นะครับ
ถ้าเรายอมรับว่าคนเราเท่ากัน เราก็ต้องบอกว่าหัวแม่โป้งมันสำคัญกว่านาฬิกา
ผมยกตัวอย่างนะ
ผมเป็นคนช่างคิด บ้านผมก็มีคนใช้เป็นธรรมดา วันหนึ่งคนใช้ก็ลงน้ำไปเหยียบกระจก พอขึ้นมาก็มีเลือดออก
ผมก็บอกว่า นี่มาดู ไม่ต้องทำแล้ว ไปใส่ยา แต่คนใช้ของผม เขาบอกไม่เป็นไรหรอกครับ แล้วเขาไปหยิบรองเท้าแตะมาทุบปั๊ว ๆ ๆ ๆ แล้วกระโดดลงไป
ผมก็มานั่งนึกว่า เอ๊ะ ทำไมเขาคิดอย่างงั้นล่ะ นี่ถ้าเป็นผมนะ โดนบาดอย่างงั้น
ผมต้องขึ้นมาทำแผล ไปโรงพยาบาล ไปฉีดยาป้องกันบาดทะยัก เห็นไหมว่า ค่าของคน
แม้แต่ตัวเขาเป็นคนคิด ยังมีความแตกต่างกัน
ฉะนั้น วันนี้เราจะไปบอกว่า ความ เสียหาย หรือการลงทุนของผู้ที่มา มันมีมูลค่าแค่วันหนึ่ง
ถ้าจะประเมินราคาแค่หมื่นหนึ่ง หรือแสนหนึ่ง เทียบกับความเสียหายล้าน-สองล้าน เป็นความแตกต่าง ผมว่าไม่ใช่หรอก
เอาไหมล่ะ เศรษฐีเนี่ยนะครับ ลองไปต่างจังหวัดบ้าง ไปกินนอนแบบนี้ 5 วัน 7 วัน คุณจะทุกข์ใจลำบากใจแค่ไหน ไอ้มูลค่าอย่างนั้นไหวไหม ผมถามหน่อยซิ ฉะนั้น โปรดเห็นใจความเสียสละของคนยากคนจนบ้างเถอะ ยิ่งไปพูดไปตีราคาอย่างงั้นทุกวันนะ ดีนะที่พวกเขาไม่ค่อยอ่านหนังสือพิมพ์ ถ้าเขาอ่าน เขาคงจะช้ำใจพอควร ที่มาตีราคาอะไรกับเขา เห็นเขาต่ำขนาดนั้นเลยเชียวเหรอ ทั้ง ๆ ที่เขารู้สึกว่าเขาทำถูกต้องนะ เขาเสียสละ
- การชุมนุม ตีราคาเป็นเงินไม่ได้
ไม่ได้หรอกครับ มันเป็นเรื่อง moral เรื่อง determination ความตั้งใจอย่างแรงกล้า ครั้งนี้
เขามีส่วนร่วมในความเป็นชน ในชาติ มีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงอนาคตของชาติมาก เขาเห็นว่านี่เป็นโอกาส
- ในสถานการณ์ล่าสุด ซึ่งมีการประกาศกฎหมายแบบนี้ออกมา ขณะที่ผู้ชุมนุมก็อยู่แยกราชประสงค์ และถ้ามีการใช้กำลังสลาย
เขาก็ยอมตาย เท่าที่ผมได้ยิน
เพราะเขามาก็ไม่มีใครเห็นความสำคัญของเขา คิดว่าเขาเป็นผักเป็นปลา ฉะนั้น จะฆ่า จะแกงก็ไม่เป็นไร ดูเหมือนเขาจะไม่กลัวนะ ผมเห็น พอบอกทหารมา เขาก็เฮ พอถามว่ากลัวไหม เขาบอกว่าไม่กลัว
ผมก็เชื่อว่าเขาพูดจริงนะ ก็ไม่เป็นไร เมื่อไม่เห็นค่าเขา จะฆ่าเขา ก็ฆ่าไปเถอะ ผีก็จะมาหลอกคุณตลอดไป แล้วคุณก็จะเป็นคนที่มือเปื้อนเลือดตลอดไป
แต่สำหรับพรรคเพื่อไทย เราไม่ยอมหรอก เราจะสู้กับพวกคุณ ตัวผมและครอบครัวผมก็ไม่ยอม ผมจะสู้กับคุณ
- การขับเคลื่อนทางการเมืองตอนนี้ พรรคเพื่อไทยแทบจะแยกไม่ออกจาก นปช.(แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ)
แยกออกครับ ฝาแฝดยังแยกออกเลย ทำไมจะแยกไม่ออกครับ คือเราแชร์อะไรที่ตรงกันหลายอย่างมาก และก็เกี่ยวข้องกันทั้งทางตรงและทางอ้อม ก็ไม่เห็นจะประหลาดอะไร
- การต่อสู้ของ นปช.นอกสภา ก็เข้าใจได้ แต่ ส.ส.เพื่อไทย ในฐานะสมาชิกองค์กรพรรคการเมือง
ก็เขาเป็นการเมืองภาคประชาชน เป็น street politics
แต่เราเป็น organization เป็น institution เป็นสถาบันทางการเมือง
แต่เราแชร์ความเห็นที่ตรงกันหลายเรื่อง ผมก็พูดไปแล้ว พรรคนี้ทำทีทำท่าจะเป็นตัวแทนของ คนชั้นล่างนะ เพราะเราเชื่อในมุมมองทางเศรษฐกิจ ในมิติทางเศรษฐกิจ ว่าคนชั้นล่างเป็น majority ของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศไทย ซึ่งมีพื้นฐานทางเกษตรกรรมมาช้านาน แม้ขณะนี้จะเปลี่ยนไป คนเหล่านี้เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ
ถ้าคนส่วนใหญ่ของประเทศไม่ได้รับการ ดูแลแล้วเนี่ย มันแฟร์กับเขาไหม ข้อต่อมา คือคนส่วนใหญ่ของประเทศ แม้จะมีผลผลิตจำนวนน้อย แต่เมื่อมารวมกันเนี่ย sum up แล้วเป็นผลผลิตขนาดใหญ่ ซึ่งกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศชาติ เราเป็นสถาบันทางการเมืองตามกฎหมายพรรคการเมือง มีงานในสภา เป็นหลัก บางครั้งก็เป็นรัฐบาล บางครั้งก็เป็นฝ่ายค้าน
- ต้องมีทั้งภาระในสภาผู้แทนราษฎร กับภาระร่วมกันสู้บนท้องถนนกับ นปช.
คือถ้าจะถามเกี่ยวกับมติการอภิปราย ไม่ไว้วางใจ คือพรรคเพื่อไทยเป็นเพื่อนกันกับ นปช.
เรามีความเห็นตรงกันหลายอย่าง เราเป็นเพื่อนตายต่อกัน ขณะนี้มันเป็นวาระของ นปช. ซึ่งเขาต้องการยุบสภา คืนอำนาจให้กับประชาชน ก็ต้องปล่อยเขาให้ไปถึงที่สุด เราเอง แม้ว่าอยากทำหน้าที่ของเราในรัฐสภา
เราก็ต้องเคารพเขา เพราะเราก็ยังมีเวลาทำ ยังมีเวลาอีก ยังมีเวลาอยู่เสมอ เอาไว้ใกล้ ๆ
เมื่อไม่มีเวลาแล้ว บางทีเราก็อาจจะต้องคุยกัน หรือตัดสินใจอย่างหนึ่งอย่างใด ตราบเท่าที่เรายังมีเวลาในการยื่นญัตติไม่ไว้วางใจอยู่นะครับ
ตอนนี้ต้องปล่อยให้ขบวนการของ นปช.ไปให้สิ้นสุด มันจึงจะเคารพซึ่งกัน และกัน
- หากรัฐบาลตัดสินใจพลาด หรือเดินเกมไม่ถูก ความเสี่ยงที่รัฐบาลต้องเจอคืออะไร
เสี่ยงหลายอย่าง เพราะตัดสินใจห้ำหั่นกับประชาชน รัฐบาลกับกองทัพคงชนะแน่ แต่มีคนบาดเจ็บล้มตาย ความเจ็บแค้นนี้ก็จะฝังลึกกับคนจำนวนมากมาย กลับไปบ้านคงไปเล่าให้ญาติพี่น้องลูกหลานฟัง แล้วพรรคประชาธิปัตย์ก็จะสูญเสียฐานทางการเมืองไปมากเหลือเกิน ข้อต่อมา
ประเทศไทยก็คงจะไม่มีความสุขไปอีกนาน เพราะเป็นไปไม่ได้ที่จะห้ามไม่ให้เขาแก้แค้น
ส่วนเขาจะแก้แค้นกับใคร ด้วยวิธีอะไร ผมก็ไม่รู้นะครับ ทำกับเขาแรงแค่ไหน เขาก็แก้แค้นเท่านั้น
- แต่ถ้ารัฐบาลยังปล่อยให้ผู้ชุมนุมยึดพื้นที่แยกราชประสงค์อยู่
ก็ทำไมไม่รีบตกลงกับเขาล่ะ เขาขอร้อง ขออย่างเดียว คือ
ขอให้ยุบสภา คนตัดสินใจก็มีคนเดียว คือคุณอภิสิทธิ์
ก็เป็นอำนาจของคุณอภิสิทธิ์ เขาไม่ได้บอกให้รัฐบาลลาออกด้วยซ้ำไป
http://www.prachachat.net/view_news.php?newsid=02pol01150453§ionid=0202&day=2010-04-15
เบื้องลึกยึด "ราชประสงค์" ทุบทุนประชาธิปัตย์ กลุ่มดุสิต-จิราธิวัฒน์-ศรีวิกรม์...
นี่คือ ราชประสงค์ ศูนย์กลางทุนเก่าแล้ว กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ก็ยุบเวที ผ่านฟ้าฯ เพื่อมารวมกันแห่งเดียว บริเวณแยกราชประสงค์ใจกลางเมืองหลวงของประเทศไทย วันนี้ ศูนย์การค้าและโรงแรม เสียหายยับเยิน หากม็อบใหญ่หลายหมื่นคน ชุมนุมยืดเยื้อ บนแยกราชประสงค์ อะไรจะเกิดขึ้น!!!
ใคร ๆ ก็รู้ว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นที่ตั้งของศูนย์กลางการค้าและการท่องเที่ยวนับร้อยแห่ง โดยเฉพาะห้างสรรพสินค้า อาทิ เซ็นทรัล เวิลด์, เอราวัณ แบงค็อก, เกษรพลาซ่า, อัมรินทร์พลาซ่า
ไม่นับห้างใกล้เคียงอย่างห้างสยามเซ็นเตอร์, สยามดิสคัฟเวอรี่, สยามพารากอน,
และห้างย่านประตูน้ำ เช่น แพลทตินัม มอลล์ ฯลฯ ไม่นับรวม อาคารสำนักงาน
และโรงแรม เช่น โรงแรม แกรนด์ไอแอท เอราวัณ, โรงแรมอินเตอร์คอน ติเนนตัล, โรงแรมฮอลิเดย์ อินน์, เลอเนซอง, โรงแรมโฟร์ ซีซั่น และโรงแรมโซฟิเทล เซ็นทารา แกรนด์ แม้เปิดให้บริการแต่บรรยากาศค่อนข้างเหงียบเหงา เนื่องจากลูกค้าเกรงความไม่ปลอดภัย ต้องคืนห้องพักจำนวนมาก
ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้แก่
สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และ
สมาคมธนาคารไทย
ออกมาเรียกร้องให้กลุ่ม นปช. คืนพื้นที่ และยังไปไกลถึงขนาดให้รัฐบาลเร่งแก้ไขความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว นายดุสิต นนทนาคร ประธานสภาหอการค้าไทย ประเมินความเสียหายวันละ 300 ล้านบาท หากปิดล้อมยาวนาน 1 เดือนจะสร้างความเสียหายถึง 2 หมื่นล้านบาทเลยทีเดียว
ขณะที่ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. ได้ออกมาโจมตี กกร. โดยกล่าวหาว่าเป็นองค์กรที่ไม่มีความเป็นกลาง โดยยกเหตุการณ์เมื่อครั้งที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยชุมนุมเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลชุดก่อน กกร. ได้ลงโฆษณาเรียกร้องให้ล้มรัฐบาลเพื่อจัดตั้งรัฐบาลประชาธิปัตย์ ดังนั้น การเรียกร้องให้กลุ่มเสื้อแดงยุติการชุมนุมโดยอ้างความเสียหายต่อธุรกิจจึงไม่อาจยอมรับได้ "สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ควรหุบปากแล้วนั่งเฉยๆ
เพราะไม่มีความเป็นกลางทางการเมือง วันนี้คนเสื้อแดงอยากเหลือเกินที่จะเห็นคนกลาง ขนาดองคมนตรียังกลับกลายเป็นหัวขบวนของอีกฝั่งไปแล้ว" แกนนำ นปช. กล่าว
ท่ามกลางความขัดแย้ง หากตรวจสอบจะพบข้อเท็จจริงดังนี้
โครงสร้างกลุ่มทุนของประชาธิปัตย์ตามรายนามผู้บริจาคเงิน นอกจากนักการเมืองอาชีพยังมีภาคธุรกิจเป็นองค์ประกอบจำนวนมาก
บริษัท แสงโสม จำกัด บริษัท ทีซีซีแลนด์ จำกัด ของกลุ่ม นายเจริญ สิริวัฒนภักดี บริษัท
เจริญโภคภัณฑ์ โฮลดิ้ง จำกัด ของ นายธนินท์ เจียรวนนท์
ธนาคารกรุงเทพของ นายชาตรี โสภณพนิช
ทุนรับเหมา ช.การช่าง อิตาเลียนไทยของตระกูลกรรณสูต
ทุนประกันภัยของกลุ่มล่ำซำ
และกลุ่มทุนห้างสรรพสินค้าและอสังหาริมทรัพย์รวมอยู่ด้วย
กลุ่มหลังนี้มีบริษัท เตียง จิราธิวัฒน์ จำกัด กลุ่มเดอะมอลล์ในนามบริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป
บริษัท สยามพารากอน ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด
บริษัท สยามพารากอน รีเทล จำกัด กลุ่มศรีวิกรม์ และกลุ่มดุสิตธานี อยู่หัวขบวน
บิ๊กเนมเหล่านี้ล้วนได้รับผลกระทบทั้งทางตรงทางอ้อมกับการปิดล้อม "ราชประสงค์" ทั้งสิ้น
ไม่ว่าเป็นห้างเซ็นทรัล เวิลด์ พลาซ่า ของกลุ่มจิราธิวัฒน์
ศูนย์การค้าเพนนินซูล่าของ นางสุนงค์ สาลีรัฐวิภาค ภรรยา นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รมว.ยุติธรรม แม้กระทั่งห้างเกษรพลาซ่าของตระกูลศรีวิกรม์
ทั้งนี้
กลุ่มจิราธิวัฒน์เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทโพสต์พับลิชชิ่ง
เพิ่งแหย่ขาเข้าไปรับทำข่าวให้สถานีโทรทัศน์เอ็นบีที (ช่อง11) เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
นายพีระพันธุ์และนางสุนงค์ เป็นเจ้าของ บริษัท นิวแอตแลนติค จำกัด เจ้าของศูนย์การค้าเพนนินซูล่า,
บริษัท วงศ์พระยา พรอปเปอตีส์ จำกัด ให้เช่าพื้นที่สำนักงานและพลาซ่า อยู่ในอาคารเพนนินชูล่าพลาซ่า ชั้น 4 ถนนราชดำริ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน
นางสุนงค์เป็นลูกของ ท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย เจ้าของโรงแรมดุสิตธานี หนึ่งในคณะ 11
ซึ่งถูก นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แฉว่าสนิทกับ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ คู่ปรับของคนเสื้อแดง
ขณะที่ตระกูลศรีวิกรณ์เป็นเจ้าของห้างเกษร พลาซ่า ในกลุ่ม ศรีวิกรม์ กรุ๊ป โฮลดิ้ง
มี นายเฉลิมพันธ์ คุณหญิงศศิมา ศรีวิกรม์ เป็นเจ้าของนายเฉลิมพันธ์ คุณหญิงศศิมา เป็นพ่อและแม่
นางทยา ทีปสุวรรณ รองผู้ว่าฯ กรุงเทพฯ ภรรยา นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ส.ส.กรุงเทพฯ ผู้อำนวยการพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งนายเฉลิมพันธ์และนายณัฏฐพล ต่างเทเงินบริจาคให้ประชาธิปัตย์ ในช่วงปี 2551 หลายล้านบาท
ดังนั้น การยึด "ราชประสงค์" จึงไม่ต่างจากจับกลุ่มทุนประชาธิปัตย์เป็นตัวประกัน ยึดพื้นที่ "เชิงสัญลักษณ์" และ ทุบทุนฝ่ายตรงข้ามไปในตัว
หลังจากก่อนหน้านี้
แบงก์กรุงเทพซึ่งถูกกล่าวหาว่าใกล้ชิด พล.อ.เปรม ถูกถล่มเละกรณีสนามกอล์ฟเขาสอยดาว จ.จันทบุรี หรือกรณีลอบปาระเบิดหน้าธนาคารกรุงเทพสำนักงานใหญ่ และสำนักงานสาขาใน จ.พะเยา คู่ขนานกับการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดง
กลุ่มซีพีของตระกูลเจียรวนนท์ ถูกถล่มยับบนเวทีม็อบแดงที่สะพานผ่านฟ้าแทบทุกคืน ล่าสุดวันที่ 6 เมษายนที่ผ่าน
มาอาคารสำนักงานใหญ่ย่านสีลมยังถูกปิดล้อมอีกด้วย
วันนี้ถ้าหากเซ็นทรัล เวิลด์ ยังเป็นสมบัติของ นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ส.ส.พรรคเพื่อไทย อดีต รมช.พาณิชย์ คนใกล้ชิด พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ หรือเป็นนายทุนให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และพรรคเพื่อไทย อาจไม่เห็นการบุกยึด "ราชประสงค์"
แต่กระนั้น เอราวัณ กรุ๊ป ที่ เมียของนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา ถือหุ้น ก็เดือดร้อนเสียหาย ไม่ใช่น้อย
ก่อนหน้านี้ นายประกิต ประทีปะเสน ประธานกรรมการ บมจ.ดิ เอราวัณ กรุ๊ป (ERAWAN) แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่า
การชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชา ธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่แยกราชประสงค์
ตั้งแต่วันเสาร์ที่ 3 เม.ย.53 ได้ส่งผลกระทบต่อโรงแรมของบริษัท 2 แห่ง คือ
โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ และโรงแรมคอร์ทยาร์ด โดยแมริออท กรุงเทพฯ
บริษัทประเมินว่า หากสถานการณ์ดังกล่าวยืดเยื้อเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 1 เดือน
จะมีผลกระทบต่อรายได้ของทั้ง 2 โรงแรม รวมกันประมาณ 90 ล้านบาท/เดือน ซึ่งคิดเป็น 3% ของรายได้
จากการประกอบกิจการโรงแรมทั้งหมดของบริษัทในปี"52 ที่ผ่านมา
นายประกิต ประทีปะเสน ยืนยันว่า นับตั้งแต่มีการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลของกลุ่ม นปช.ที่บริเวณแยกราชประสงค์
ตั้งแต่วันที่ 3 เม.ย.53 จนถึงปัจจุบัน โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ ไม่เคยให้การสนับสนุน และ/หรือให้ที่พักพิงไม่ว่าจะเป็นการชั่วคราวหรือรายวัน แก่แกนนำ นปช. และ/หรือกลุ่มผู้ชุมนุมที่ย่านราชประสงค์
สำหรับ ERAWAN มีโครงสร้างผู้ถือหุ้นคือ
ครอบครัวว่องกุศลกิจถือหุ้นรวม 39% ครอบครัววัธนเวคินถือหุ้นรวม 31%
และส่วนที่เหลืออีก 30% ถือโดยกองทุนไทยและต่างประเทศ และผู้ถือหุ้นรายย่อย ผู้ถือหุ้นของบริษัทแต่งตั้งคณะกรรมการบริษัทจำนวน 12 คน
ประกอบด้วยกรรมการอิสระ 6 คน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร 1 คน และกรรมการจากครอบครัวผู้ถือหุ้นรายใหญ่ 5 คน ประกอบด้วย ครอบครัวว่องกุศลกิจ 3 คน และครอบครัววัธนเวคิน 2 คน
(กรรมการจากครอบครัววัธนเวคินคิดเป็น 17% ของจำนวนกรรมการทั้งหมด)
ส่วนนางพนิดา เทพกาญจนา (นามสกุลเดิมวัธนเวคิน) ภรรยานายพงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีตผู้บริหารพรรคไทยรักไทย เป็นกรรมการของบริษัท เป็นหนึ่งในสมาชิกของครอบครัววัธนเวคิน และคู่สมรสถือหุ้นในบริษัท
รวมกันจำนวน 3,693,416 หุ้น คิดเป็น 0.16% ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา ไม่เคยดำรงตำแหน่งกรรมการ หรือผู้บริหารของบริษัท และไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องในการบริหารงาน ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม
สถานการณ์ เช่นนี้ ถ้ารัฐบาลประชาธิปัตย์บริหารจัดการไม่เด็ดขาด ก
ลุ่มทุนแถวหน้าที่ ตอนแรกยืนยัน เสียงแข็งว่า ไม่เห็นด้วยกับการยุบสภา
หลังจากผ่านไป เกือบ 2 สัปดาห์ สุ้มเสียง ทุนใหญ่ เริ่ม บ่นกันแล้วว่า
ถ้าแก้ปัญหา ไม่ได้ ก็ยุบสภา ไปเหอะ !!!! พ่อมาร์ค
http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1271212846&grpid=no&catid=04
"เครือเซ็นทรัล"ซื้อประกันภัยประท้วง-ก่อการร้าย "เกษรพลาซ่า"ยังปิดกิจการต่อเนื่อง
ที่มา thaifreenews
นายรณชิต มหัทธนะพฤทธิ์ รองประธานอาวุโสฝ่ายการเงินและบริหาร โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา กล่าว
เมื่อวันที่ 17 เมษายนว่า ขณะนี้ทางผู้บริหารโรงแรมเครือเซ็นทรัล และห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ตัดสินใจที่จะซื้อประกันภัยความคุ้มครองจากการก่อการร้ายและภัยจลาจล เพื่อคุ้มครองโรงแรมและห้างสรรพสินค้าทุกแห่งทั่วประเทศ จากเดิมที่คุ้มครองเฉพาะสาขาภาคใต้เท่านั้น ซึ่งได้ทำหนังสือเพื่อเสนอทำประกันภัยไปแล้ว ในอัตราเบี้ยประกันภัย 0.17% ของวงเงิน
ความคุ้มครองทั้งหมดเท่ากับภาคใต้ เนื่องจากความเสี่ยงดังกล่าวเกิดขึ้นได้ในทุกพื้นที่ จากเดิมที่มองว่ามีความเสี่ยงเฉพาะในเขตพื้นที่ภาคใต้เท่านั้น
นายรณชิต กล่าวด้วยว่า การทำประกันครั้งนี้ เป็นเพื่อให้คุ้มครองความเสียหายที่เกิดจากการจลาจล การประท้วง การก่อการร้าย และธุรกิจหยุดชะงักจากเหตุการณ์ต่างๆ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการตอบรับจากบริษัทประกันภัย
ด้าน น.ส.ปพิชญา แสงขุมทอง ผู้จัดการทรัพย์สินขายปลีก เกษรพลาซ่า เปิดเผยว่า ทางห้างฯได้ทำประกันภัยคุ้มครองความเสี่ยงภัยทุกชนิด รวมถึงประกันภัยก่อการร้ายมานานแล้ว เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น ซึ่งทั้งโรงแรมเซ็นทรัลพลาซ่า ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์
และเกษรพลาซ่า ได้ปิดให้บริการมาตั้งแต่กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.)
เข้ายึดพื้นที่บริเวณแยกราชประสงค์
ขณะที่แหล่งข่าวจากโรงแรมอโนมา กล่าวว่า โรงแรมมีประกันความเสี่ยงภัยทุกชนิด แต่ไม่มีประกันภัยคุ้มครองความเสี่ยงจากการก่อการร้ายและประกันภัยจลาจล
เนื่องจากไม่มีบริษัทประกันภัยรับประกัน และอัตราเบี้ยประกันภัยค่อนข้างสูง
แหล่งข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย(คปภ.) กล่าวว่า
นางจันทรา บูรณฤกษ์ เลขาธิการ คปภ. ได้มีหนังสือถึงบริษัทประกันชีวิต และบริษัทประกันวินาศภัย ในการตรวจสอบรายชื่อประชาชน ที่เสียชีวิตได้ทำประกันไว้กับบริษัทใด รวมถึงความเสียหายทางด้านทรัพย์สิน เพื่อเร่งดำเนินการจ่ายค่าสินไหมทดแทนอย่างรวดเร็วให้กับทายาทของผู้เสียชีวิตต่อไป
ส่วนประกันภัยทรัพย์สินโดยทั่วไป จะมีข้อยกเว้นความเสียหายที่เกิดจากภัยจลาจล สงคราม
ซึ่งจะต้องพิจารณาเป็นรายๆ ไปว่ามีเจตนาเข้าร่วมชุมนุมหรือไม่ ถ้ามีเจตนาจะไม่ได้รับความคุ้มครอง
http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1271526039&grpid=03&catid=00

