ที่มา ไทยรัฐ อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง แกนนำนปช. ระบุอาจนำมวลชนขยายพื้นที่ปิดเยาวราชแทนสีลม อ้างรัฐบาลนำอาวุธสงครามซ่อนในรถพยาบาล... เวลา 14.30 น. วันที่ 20 เม.ย. 2553 นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. กล่าวบนเวทีปราศรัยที่แยกราชประสงค์ ว่า หลังจากที่วันนี้มติของแกนนำ นปช. ประกาศไม่เคลื่อนพลไปยังถนนสีลม เนื่องจากเห็นว่ารัฐบาลได้ส่งกองกำลังทหารอาวุธครบมือเข้ามาในพื้นที่ถนนสีลม ซึ่งกรณีดังกล่าวถือว่ารัฐเป็นฝ่ายทำร้ายประชาชนย่านถนนสายธุรกิจมากกว่าคนเสื้อแดง และหากในวันนี้ไม่ได้เคลื่อนไหวไปที่ใดก็ขอให้พี่น้องมวลชนเสื้อแดงอย่าน้อยอกน้อยใจ เพราะถ้าขยายพื้นที่ไปสีลมไม่ได้ ตัวเลือกต่อไปของกลุ่มเสื้อแดงอาจเป็นย่านเยาวราชก็ได้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 14.00 น. พล.ต.ต. วิชัย สังข์ประไพ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล 1 ได้เดินทางเข้าพบกับแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงที่เวทีแยกราชประสงค์ เพื่อขอให้ร่นพื้นที่ออกจากบริเวณที่ใกล้เคียงกับวังสระปทุมด้วย ซึ่งทางแกนนำได้รับปากพร้อมให้ความร่วมมือทันที
นายอริสมันต์ กล่าวต่อว่า ได้รับรายงานว่ามีรัฐบาลได้ส่งรถพยาบาลเข้ามาในพื้นที่ใกล้เคียงการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง จำนวน 32 คัน พฤติกรรมดังกล่าวแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลต้องการให้เกิดความสูญเสีย บาดเจ็บ และ ล้มตายถึงได้คิดที่จะส่งรถพยาบาลเข้ามา ทั้งที่การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงเป็นการชุมนุมด้วยสันติวิธี มือเปล่า นอกจากนี้ ยังได้รับรายงานอีกว่า ภายในรถพยาบาลยังแอบซ่อนอาวุธสงครามที่รัฐบาลเตรียมไว้เพื่อสลายการชุมนุมด้วย ดังนั้น ตนอาจมีการนำมวลชนคนเสื้อแดงไปตรวจค้นรถพยาบาลว่ามีอาวุธสงครามตามที่ได้รับรายงานข่าวมาด้วย
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Tuesday, April 20, 2010
อริสมันต์ขู่ขยายพื้นที่ ปิดเยาวราชแทนสีลม
ปัดตั้งตัวเป็นปธน. ทักษิณเต้น จี้หาคนอยู่เบื้องหลัง
ที่มา ไทยรัฐ “ทักษิณ” ออกแถลงการณ์ประณาม ปฏิเสธไม่ได้ตั้งตัวเป็นประมุขของรัฐไทยใหม่ และเป็นประธานาธิบดี ระบุ เป็นการป้ายสีทางการเมือง เรียกร้องเจ้าหน้าที่ หากลุ่มบุคคลที่อยู่เบื้องหลังและลงโทษอย่างเด็ดขาด... เมื่อวันที่ 20 เม.ย.2553 พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ออกแถลงการณ์ผ่านทางนายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมายส่วนตัว ว่า ตามที่มีบุคคลผู้ไม่ปรารถนาดีต่อบ้านเมืองไปขึ้นป้ายในบริเวณถนนสีลม ไปในทำนองว่า ผมคือประมุขของรัฐไทยใหม่ และเป็นประธานาธิบดีนั้น ผมขอประณามการกระทำนี้ ว่าเป็นการใช้ความเท็จจงใจใส่ร้ายป้ายสีทางการเมืองที่เลวร้ายที่สุด การกระทำดังกล่าวนี้ เป็นการกระทำของผู้ไม่ปรารถนาดีต่อบ้านเมือง และ ต้องการสร้างความแตกแยกในแผ่นดินให้ขยายวงกว้างออกไปอีก บุคคลดังกล่าวนี้ กำลังเพลิดเพลินกับการทุจริตเงินภาษีของประชาชน ซ้ำร้ายยังตอกลิ่มสร้างความแตกแยกในชาติอีก ผมขอเรียกร้องให้บุคคลเหล่านี้ยุติการกระทำเช่นนี้เสีย เพราะนอกจากจะไม่มีคนไทยเชื่อสิ่งที่พวกท่านกำลังทำ ท่านกำลังทำบาปและสร้างความแตกแยกในชาติ คนไทยทุกคน รวมทั้งตัวผม และ ครอบครัว เทิดทูนในสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และ มีความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ดังนั้น ไม่มีวันที่จะมีใครคิดไปดำเนินการดังที่ระบุในข้อความใส่ร้ายดังกล่าว และขอเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่สืบสวนหาตัวกลุ่มบุคคลที่อยู่เบื้องหลังการกระทำดังกล่าวและนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษอย่างเฉียบขาดต่อไป
กลุ่มอำนาจใหม่
ที่มา ไทยรัฐ
สงครามการเมืองที่คาราคาซังอยู่นี้ มีแหล่งข่าวแอบมากระซิบว่า อาจจะปิดเกมกันในสัปดาห์นี้ในสองกรณีคือ การเข้าสลายการชุมนุม และควบคุมสถานการณ์ทั้งหมดเอาไว้ หรือไม่ก็ มีการยึดอำนาจ กันอีกกระทอก มีความเป็นไปได้ทั้งสองกรณี
ส่วนผลลัพธ์ที่จะตามมาจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ หรือบ้านเมืองลุกเป็นไฟก็เป็นอีกเรื่อง ที่วิจารณ์กันมากก็คือ บทบาทของผู้นำรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และผู้นำกองทัพ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.
มีการพาดพิงไปถึงความไม่เป็นเอกภาพในกองทัพ
และพาดพิงไปถึงความสัมพันธ์ระหว่าง นายกฯอภิสิทธิ์ กับ รองนายกฯสุเทพ เทือกสุบรรณ เมื่อครั้งที่มีการลอบสังหารแกนนำพันธมิตรฯก็ดี กรณีการแต่งตั้ง ผบ.ตร.ที่ยังคาราคาซังอยู่จนถึงวันนี้
ก็ดี ล้วนแต่เกี่ยวโยงกันและเกี่ยวโยงกับความสัมพันธ์ของคนทั้งสองกลุ่ม
มองไปถึงกลุ่มอำนาจใหม่ มีแกนนำพรรคภูมิใจไทย อย่างคุณเนวิน ชิดชอบ และ คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ จับมือลงเรือลำเดียวกัน มองที่อำนาจกองทัพระหว่าง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รอง ผบ.ทบ
ด้วยความผูกพันและเชื่อมโยงที่ต่างขั้วในสภาพแวดล้อมที่ขัดแย้งและในสถานการณ์ภาคบังคับ นายกฯอภิสิทธิ์ก็ต้องเลือกฝ่ายพันธมิตรฯ รองนายกฯสุเทพก็ต้องเลือกภูมิใจไทย ในขณะเดียวกันรองนายกฯ สุเทพก็ต้องทำหน้าที่เป็นไม้ค้ำให้กับนายกฯอภิสิทธิ์ และในขณะที่กลุ่มอำนาจใหม่คือศัตรูสำคัญของพันธมิตรฯ
เมื่อเกิดวิกฤติการชุมนุมขึ้น สถานการณ์ทำให้ ความแตกแยกในกลุ่มอำนาจใหม่ โดยอัตโนมัติ ด้วยคำสั่งพิเศษบางอย่างสร้างความอึดอัดใจจนกลายเป็นความหวาดระแวงกันภายใน
บูรพาพยัคฆ์ถูกจับจ้องเป็นพิเศษ
นำไปสู่การตัดสินใจในสองทางเลือกที่เกริ่นไปแล้ว เพราะตอนที่คนเสื้อแดงชุมนุมใหม่ๆมีกระแสข่าวลือว่าจะมีการสลายการชุมนุมโดยจะถือโอกาส เก็บแกนนำเสื้อแดง สั่งทั้งเฮลิคอปเตอร์และพลซุ่มยิงสไนเปอร์เอาไว้พร้อมรบ รอจังหวะสัญญาณการสลายการชุมนุมเท่านั้น แต่ ผบ.ทบ.ไม่เอาด้วย
จะจริงจะเท็จก็เป็นอีกเรื่อง แต่การสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 10 เม.ย. มีเฮลิคอปเตอร์มาโปรยระเบิดควันถึงสองรอบ จะมีพลซุ่มยิงมาด้วยหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่อง ว่ากันว่างานนั้นเฮลิคอปเตอร์บินต่ำไม่ได้เนื่องจากเจอภูมิปัญญาชาวบ้านคือโคมลอยซะก่อน แต่ก็ปรากฏว่ามีการซุ่มยิงกันตามตึกต่างๆจนมีผู้เสียชีวิต
วันนี้ยังจับมือใครดมไม่ได้ แต่อาวุธปืนสไนเปอร์มีสองหน่วยงานที่ใช้และมีจำนวนจำกัดคือ หน่วยสวาทและหน่วยรบพิเศษสมัยที่ทักษิณเจอคาร์บอมบ์ สไนเปอร์หายไปประมาณ 3 กระบอกไม่รู้ได้คืนหรือยัง.
หมัดเหล็ก
ยังพอมีทางเดินแคบๆ

ดิเรก
ไม่ได้ช่วยให้อาการดีขึ้นเลย
ขนาดนั่งเฮลิคอปเตอร์ไปพักผ่อนกับครอบครัวที่หัวหินมา 1 วัน ล่าสุดสังเกตจากสีหน้าแววตาของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ระหว่างนั่งเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ที่กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ บางเขน
ก็ยังเคร่งเครียดตลอดเวลา
รอยยิ้มหายไปตั้งแต่ "นาทีนองเลือด" ค่ำคืนวันที่ 10 เมษายน ยังไม่หวนคืนกลับมา
ภายใต้สถานการณ์ตึงเครียด เขม็งเกลียวขึ้นทุกวินาที ตามภาพที่ทหารหลายกองร้อยพร้อมอาวุธสงคราม
ครบมือ สนธิกำลังตำรวจหลายร้อยนายเคลื่อนพลไปปักหลักคุมเข้มถนนสีลม เส้นเลือดใหญ่ทางธุรกิจ บล็อกจุดยุทธศาสตร์ที่กลุ่มคนเสื้อแดงเล็งเป้าบุกกลุ่มทุนใหญ่ของฝ่ายอำมาตย์ ทั้งธนาคารกรุงเทพ สำนักงานใหญ่ ตึกซีพี ทาวเวอร์ ของเครือเจริญโภคภัณฑ์
จ่อแนวรบ สงครามวัดดวงช็อตสุดท้าย
เร้าด้วยเสียงของ "เสธ.ไก่อู" พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ส่งสัญญาณเป็นนัย "อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด" รับมุกด้วยคิวของโฆษกกองบัญชาการตำรวจนครบาลแถลงอนุญาตให้เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้อาวุธป้องกันตัวได้
ฝ่ายถืออำนาจไฟเขียวกองกำลังติดอาวุธเต็มรูปแบบ
นัยว่า ขู่กันซึ่งๆหน้า ไม่รับประกันความปลอดภัยมวลชนคนเสื้อแดง
ขณะที่ม็อบเสื้อแดงต้องใช้สิทธิขอ "ตัวช่วย" จากต่างประเทศกันแล้ว
ผศ.ดร.จารุพรรณ กุลดิลก ตัวแทนกลุ่ม นปช.เข้ายื่นหนังสือต่อสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ให้ช่วยสังเกตการณ์การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง โดยยืนยันว่า กลุ่มคนเสื้อแดงชุมนุมโดยปราศจากอาวุธ และไม่ได้เป็นผู้ก่อการร้าย เรียกร้องยูเอ็นให้ช่วยศึกษาเหตุสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 10 เมษายน
พร้อมกับขอให้กองกำลังสันติภาพเข้ามาช่วยรักษาความปลอดภัยกับกลุ่มคนเสื้อแดง
ในสถานการณ์ที่ฝ่ายรัฐบาลได้สิทธิใช้ "ตัวช่วย" ในประเทศ เครือข่ายม็อบพันธมิตรฯ ทั้งในนามกลุ่มคนหลากสี และกลุ่มคนหน้าเดิมๆที่เปิดไต๋โชว์ตัวกันชัดเจน แท็กทีมคนประชาธิปัตย์ จัดม็อบเชียร์ให้นายกฯอภิสิทธิ์เดินหน้าลุยจัดการกับกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดงให้อยู่หมัดภายใน 7 วัน
มิฉะนั้น "ขาใหญ่" จะออกมาลุยเอง
ฉากประวัติศาสตร์หนังม้วนเก่า "ตุลาวิปโยค" ตำนานขวาพิฆาตซ้าย ภาคใหม่เปลี่ยนมาเป็นสีเหลืองจ้องพิฆาตสีแดง โมเดลคุ้นๆ "19 กันยา 49" ม็อบพันธมิตรฯ จ่อชนม็อบ นปช. เร่งเกมเร้ากองทัพต้องยึดอำนาจก่อนที่มวลชนจะเคลื่อนมาปะทะกัน
ต้องลุ้นกันแบบวันต่อวัน
ตามข่าวที่ "บิ๊กป๊อก" พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก เรียกประชุมด่วนหัวหน้าหน่วยคุมกำลังขึ้นตรงกองทัพบกนัดพิเศษ ที่กองบัญชาการกองทัพบก แต่แล้วก็เปลี่ยนคิวเป็นการประชุมชี้แจงทำ
ความเข้าใจในการปฏิบัติงานแก่เจ้าหน้าที่ทหารระดับ ผบ.พัน ผบ.หน่วย ที่กรมทหารราบที่ 11
ท่ามกลางกระแสหวาดระแวงปฏิวัติ
โดยจังหวะที่นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง ชิงดักคอ ได้รับทราบข่าวว่า หากทหารทำรัฐประหารยึดอำนาจ จะมีทหารบางกลุ่มออกมาต่อต้านอย่างแน่นอน และจะไม่สำเร็จโดยง่ายเหมือนกับรัฐประหารเมื่อครั้งที่ผ่านมา
กระตุกแนวร่วม "ทหารแตงโม" กองทัพแดงพร้อมรับเกมปราบรุนแรง
แต่ก่อนอื่นใด ในอารมณ์ที่พูดกันแบบ "คนกลางๆ" นายดิเรก ถึงฝั่ง ส.ว.นนทบุรี อดีตประธานคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ กระตุกสติฝ่ายถืออำนาจ
ถ้าใช้มาตรการที่ใช้อยู่ในขณะนี้ จะนำไปสู่ความรุนแรง เกิดสงครามระหว่างประชาชน เวลานี้คนที่มาชุมนุมไม่ได้ทำเพื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ แต่มาชุมนุมเพราะอุดมการณ์ประชาธิปไตยและความไม่เป็นธรรมที่ได้รับ ตรงนี้รัฐบาลต้องมองให้ออกว่าผู้มาชุมนุมไม่ได้มีเจตนาก่อการร้าย
ส่วนเรื่องกองกำลังไม่ทราบฝ่ายที่เข้าปฏิบัติการเมื่อวันที่ 10 เมษายน ฝ่ายทหารต้องไปวิเคราะห์เอง แต่อย่าไปเหมารวมกับผู้ชุมนุม เพราะถ้าใช้กำลังปราบ ถามว่าจะปราบทั้งประเทศหมดหรือ หากมีเสียงปืนดังขึ้น แม้ทหารอาจจะชนะในตอนนี้ แต่ปัญหาไม่จบ อาจเจอการก่อความรุนแรงทุกจังหวัด แล้วผู้คนจะอยู่กันอย่างไร เกรงว่า จะกลายเป็น 3 จังหวัดชายแดนใต้ไปทั่วประเทศ
โดยฉากที่เห็นกันอยู่ว่า อะไรจะเกิดขึ้นในภายภาคหน้า
ในจังหวะที่ยังพอเหลือช่องทางเดินแคบๆ การเมืองต้องแก้ด้วย การเมือง
กับการเปลี่ยนจังหวะเล่น โดยที่พรรคเพื่อไทยเดินหน้ายื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ลากเกมกลับเข้าสภา จังหวะเดียวกันกับเกมนอกสภา ม็อบเสื้อแดงก็เดินสายกดดันแกนนำ "ตัวจริง" ของพรรคร่วมรัฐบาล อย่างที่บุกไปถึงบ้านของ "บิ๊กเติ้ง" นายบรรหาร ศิลปอาชา บอสใหญ่พรรคชาติไทยพัฒนา ให้ถอนตัวจากการร่วมสังฆกรรมกับรัฐบาลประชาธิปัตย์ บีบ "อภิสิทธิ์" ยุบสภาตามรัฐธรรมนูญ
ไถ่บาปจากเหตุนองเลือด "เมษาทมิฬ".
ทีมข่าวการเมือง รายงาน
บทเรียนรวันดา-ประสบการณ์ประเทศไทยระวังฆาตกรรมจาก สื่อ?
ที่มา โลกวันนี้
หมู่นี้หลายคนเริ่มพูดถึงเหตุการณ์ในอดีตของ รวันดา ประเทศเล็กๆประเทศหนึ่งในทวีปแอฟริกา
ขณะนั้นเป็น พ.ศ. 2537 ได้มีเหตุการณ์อันเหลือเชื่อเกิดขึ้นในประเทศนี้
มีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่เริ่มต้นจากวันที่ 6 เมษายน ความรุนแรงขับเคลื่อนไป 100 วัน
สำหรับดินแดนที่มีประชากรไม่เกิน 9 ล้านคน...
แต่โศกนาฏกรรมของรวันดาทำให้ชนพื้นเมืองชาวเผ่า Tutsi
และชนพื้นเมือง Hutu ถูกสังหารไปเป็นจำนวนล้านคนเศษ?
ในรวันดาชน เผ่า Tutsi ซึ่งเป็นชนส่วนน้อย เรากล่าวได้ว่าถูกสังหารแทบหมดประเทศเลยทีเดียว...
ความขัดแย้งนั้นมีต้นตอมาจากอำนาจทางการเมือง ทั้งสองชนเผ่าต่างผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนขึ้นบริหารประเทศ
ซึ่งขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของการเลือกตั้ง จนถึงเดือนเมษายน 2537 รัฐบาลของรวันดามาจากชาว Hutu ...
เริ่มเกิดร่องรอยของความไม่พอใจระหว่างสองชนเผ่า เป็นผลจากการที่ชาว Hutu รู้สึกหลงผิดในอำนาจของฝ่ายตัวเอง
เพราะมีรัฐบาลที่ถืออำนาจรัฐเป็นชนเผ่าเดียวกัน การรังแกข่มเหงค่อยๆขยายปริมณฑลออกไปจนกว้างขวางใหญ่โตทั้งประเทศ ...
จินตกรรมชาตินิยมเกี่ยวกับเชื้อชาติ Hutu ได้ถูกปลุกกระแสขึ้น ...โดยเฉพาะ
สื่อสารมวลชนกลายเป็นฝ่ายที่มีบทบาทเป็นแนวหน้า เริ่มมีการนำเสนอวาทกรรมกบฏ Tutsi ฝ่าย Tutsi ก็ได้รวมตัวกัน
เพื่อต่อสู้และป้องกันตัวเอง... จนถึงขีดหนึ่งรัฐบาลชาว Hutu ชักจะเห็นว่าไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้
ประกาศให้พวก Tutsi เป็นศัตรูไปหมดทุกคน จากนั้นรายการฆ่าก็เริ่มต้นอย่างจริงจัง
ตรง จุดนี้น่าสนใจสำหรับบทบาทของสื่อสารมวลชน
ซึ่งกลายเป็นตัวกระพือกระจายความเกลียดชังแพร่ออกอากาศ ทั้งการพูด สร้างเพลงปลุกระดม คำขวัญ
แม้กระทั่งถ้อยคำหยาบคายที่ต้องการให้สะใจคนกลุ่มหนึ่ง ยัดเยียดครอบงำความคิดเห็น จินตกรรมอัตลักษณ์ที่แตกต่าง
กระตุ้นสร้างความเป็นศัตรูระหว่างกันให้เกิดความแหลมคมและรุนแรง ลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ของฝ่ายตรงข้ามลง
ซึ่งเป็นสูตรสำเร็จที่ใช้ทั่วไปในจิตวิทยาสงคราม สถานีวิทยุซึ่งปฏิบัติการในฐานะเป็นอาวุธแห่งการสังหาร ได้แก่
ดีเจของสถานีวิทยุ Radio-Television Libre des Milles Collines (RTLM) สถานีวิทยุดังกล่าวเป็นสถานีวิทยุเอกชน
คล้ายเป็นกระบอกเสียงให้แก่ฝ่ายผู้นำขวาจัดชนเผ่า Hutu สุดขั้ว...
สถานีวิทยุนี้เป็นที่อื้อฉาว โดยรู้จักกันในนาม “วิทยุแห่งความตาย” ได้ใช้วิธีสื่อสารออกอากาศทำการกระตุ้นตลอดเวลา
ระบุให้ชาวเผ่า Tutsi ถูกเรียกเป็น
“ไอ้แมลงสาบ” ตรงนี้เป็นสื่อสัญลักษณ์ที่ประสบความสำเร็จในการสร้างคลื่นสังหารเพื่อนร่วม ชาติคนละเผ่าพันธุ์?
สื่อในประเทศรวันดาได้ทำหน้าที่เกินสื่อ เป็นต้นว่ามีสถานะเหมือนศูนย์ประสานงานเพื่อให้เกิดการลงมือก่อความรุนแรง
ร่วมมือกับนักการเมืองหัวรุนแรงและเครือข่าย เป็นการแปลงร่างของสื่อที่ไม่เพียงบิดเบือน
และโกหกตอแหล ปั้นน้ำเป็นตัว คอยยุแหย่และชี้นำเหมือนเป็นศูนย์บัญชาการให้เกิดการสังหารหมู่
กระทั่งประกาศรายชื่อผู้ที่จะต้องถูกสังหารออกอากาศ ดีเจเอ่ยชื่อใครผู้นั้นก็จะถูกฆ่าทันที...
เรียกได้ว่าเป็นการสังหารออกอากาศสด!
บทบาทของสื่อในรวันดาแทนที่จะ รับใช้สาธารณะ ส่งเสริมในเรื่องสันติภาพและการแก้ไขปัญหาที่ควรจะเป็นไปอย่างสันติ
กลับไปนำเสนอความเชื่อที่ชี้ว่า “ความรุนแรงเป็นทางออกในการแก้ไขปัญหาของประเทศ”
เรื่องราวทั้งหมด ในรวันดาจำนวนร้อยวันช่างเป็นสิ่งน่าเศร้าใจ กลายเป็นบทเรียนสำคัญของโลก...
จนในที่สุดนานาชาติต้องเข้าไปแทรกแซงเพื่อคลี่คลายวิกฤติ
ขณะที่กลายเป็นประเทศล่มสลายไปเสียจนหมดทุกด้าน ทั้งเศรษฐกิจ สังคมและทุกๆด้านในบ้านเมือง...
ไม่มีเหตุผลอะไรที่อธิบายได้ดีกว่าสาเหตุของความเกลียดชังกับความหลงมัวเมา ในอำนาจ...
การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์จบลงเมื่อ “นายพอล คากาเม” ได้ก่อตั้งแนวร่วมผู้รักชาติชาวรวันดา เป็นฝ่ายกบฏของชนเผ่า Tutsi
เข้าล้มล้างรัฐบาลเผ่า Hutu ...
ช่วงนั้นมีการอพยพผู้คนจำนวนนับแสนหลบหนีเข้าไปในประเทศคองโกในปัจจุบัน
เชื้อโรคของความเกลียดชังระหว่างสองชนเผ่ายังแพร่ออกไปยังประเทศอื่นรอบข้าง
ก่อให้เกิดสงครามคองโกถึง 2 ครั้ง ตั้งแต่ พ.ศ. 2539 ดำเนินไปจนถึง พ.ศ. 2546
เรื่องราวเกี่ยวกับรวันดายังมีอีกมาก จนถึง พ.ศ. 2546 นั้นเอง
ศาลอาญาระหว่างประเทศสำหรับรวันดาถูกจัดตั้งขึ้นตามมติของสหประชาชาติ
ได้ตัดสินประหารชีวิตดีเจของสถานีวิทยุ “เสียงแห่งความตาย” รวมทั้งนักข่าวหนังสือพิมพ์อีกฉบับ
ในข้อหามีความผิดฐานปลุกปั่นให้เกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ เป็นการสร้างบรรทัดฐานทางกฎหมายระหว่างประเทศ
ซึ่งผมคิดว่าคอลัมนิสต์ นักเล่าข่าว บรรณาธิการของสื่อต่างๆในประเทศไทยอาจจะลืมตระหนักถึงประสบการณ์ในรวันดา...
บางทีต่อไปอาจจะมีรายการสื่อไทยถูกประหารชีวิตได้เหมือนกัน?
ทฤษฎีลิง 3 ตัว
ที่มา โลกวันนี้
ความจริงทฤษฎีลิง 3 ตัวของแท้ที่กำลังจะพูดถึงนี้เป็นเรื่องดีของนักปราชญ์ชาวจีน เป็นการแนะนำทางสว่างให้กับผู้บริหาร
ที่ควรรู้จักควบคุมการฟัง ควบคุมการมอง และควบคุมการพูด โดยผู้บริหารควรเลือกว่าสถานการณ์ไหนควรใช้แบบใด
เพราะคนเรามีแค่ 2 มือ คงไม่สามารถปิดหู ปิดตา และปิดปากได้ในเวลาเดียวกัน
แต่ ทฤษฎีลิง 3 ตัวที่กำลังจะพูดถึงนี้เป็นการยกมาแบบอุปมาอุปไมยเปรียบกับสถานการณ์บ้าน เมืองในปัจจุบัน
ที่รัฐบาลกำลังใช้อำนาจเผด็จการปิดกั้นการรับรู้ข้อมูลข่าว สารของประชาชนในทุกรูปแบบ
ก่อนหน้านี้ก็ไล่ปิดทีวี.ดาวเทียม วิทยุชุมชน และเว็บไซต์ต่างๆจำนวนมากที่ไม่เสนอข่าวเลียแข้งเลียขารัฐบาลไปแล้ว
และกำลังลามมาถึงข่าวสั้น SMS ทั้งที่ข่าวเพียงแค่ 1-2 บรรทัด ไม่น่าจะสั่นคลอนหรือกระทบต่อความมั่นคงของรัฐบาลได้
ทฤษฎีลิง 3 ตัวที่ว่าจึงอยากยกมาเปรียบเทียบในเรื่องความพยายามปิดหู ปิดตา ปิดปากประชาชนที่เห็นไม่ตรงกับรัฐบาล
ทั้งที่รัฐธรรมนูญมาตรา 45 วรรค 3 ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศนี้ เขียนเอาไว้อย่างชัดเจนว่า
“การสั่งปิดกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อสารมวลชนอื่นเพื่อลิดรอนเสรีภาพตาม มาตรานี้จะกระทำมิได้”
ขณะที่ความในวรรค 1 เขียนเอาไว้ว่า
“บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา
และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น”
ดร.ยุกติ มุกดาวิจิตร จากคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เคยเสนอแนวคิดเกี่ยวกับ
การปิดกั้นข่าวสารของรัฐบาลเอาไว้ว่า
สิ่งที่รัฐบาลกำลังทำเป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างรุนแรง
การกระทำดังกล่าวแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่ารัฐบาลนายอภิสิทธิ์กำลังเป็น รัฐบาลเผด็จการ
โดยมิได้ตระหนักว่าผลของการใช้อำนาจเผด็จการนี้จะยิ่งก่อให้เกิดความขัดแย้ง ที่ขยายวงกว้าง
และฝังรากลึกยืดเยื้อในสังคมไทยไปอีกนาน
ผู้เขียน เห็นว่าตามธรรมชาติของคนเรานั้นยิ่งปิดกั้นก็ยิ่งอยากรู้ ยิ่งพยายามแสวงหาข้อมูลข่าวสารที่ต้องการรู้
ข้อมูลข่าวสารบางอย่างที่หามาได้ยากยิ่งเพิ่มน้ำหนักความน่าเชื่อถือ
เมื่อรับรู้ข้อมูลข่าวสารนั้นมาแล้วก็จะปักใจเชื่อในทันที นี่เป็นผลเสียอย่างชัดเจนของการปิดกั้นข้อมูลข่าวสาร
ปัญหาขัดแย้งที่ เกิดขึ้นในสังคมตอนนี้ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเกิดจาก
การรับรู้ข้อมูลข่าวสารด้าน ใดด้านหนึ่งเพียงด้านเดียวมากเกินไป
คนที่นิยมเสื้อเหลืองก็เปิดรับ เฉพาะข่าวสารด้านหนึ่ง
คนที่นิยมเสื้อแดงก็เปิดรับข่าวสารอีกด้านหนึ่ง
ซึ่งข่าวสารของคนทั้งสองสีเสื้อนี้มีช่องทางจำกัดในการรับ
ทางที่ดีรัฐบาลที่มีสื่ออยู่ในมือจำนวนมาก
และเข้าถึงประชาชนได้มากกว่าควร เปิดพื้นที่สื่อเหล่านั้นให้ทุกกลุ่มทุกสีรวมทั้งฝ่ายรัฐบาลเองด้วยได้ใช้ใน
การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารของตัวเอง
เพราะเมื่อประชาชนโดยส่วนใหญ่ได้รับทราบข้อมูลอย่างรอบด้านแล้วก็จะพิจารณา
ได้เองว่าข้อมูลไหนมีความน่าเชื่อถือมากกว่ากัน นี่น่าจะเป็นหนทางที่ดีที่สุด
วันนี้ชัดเจนว่าสิ่งที่รัฐบาลพยายามจะ กรอกหูประชาชน
โดยการยึดพื้นที่ช่อง 11 วิทยุของกรมประชาสัมพันธ์ และวิทยุของทหาร
จัดรายการป้อนข้อมูลฝ่ายตนเพียงด้านเดียวนั้น
ประชาชนทั่วไปเขาไม่ยอมรับ ไม่เชื่อลองเช็กเรทติ้งดูว่าในแต่ละวันมีคนรับ ฟังรับชมมากน้อยแค่ไหน
หากอยากออกจากวิกฤตรัฐบาลไม่ควรแปลความหมายของ ทฤษฎีลิง 3 ตัวผิด ไม่ควรปิดหู ปิดตา ปิดปากประชาชน
แต่ควรรู้จักคิดว่าอะไรควรฟัง อะไรควรพูด และอะไรควรมองให้เห็นมากกว่า
ฆาตกรรมสื่อ
ที่มา โลกวันนี้
การอ้าง พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินพร้อมๆกับใช้อำนาจปิดสื่อ
ไม่ว่าจะเป็นเคเบิลทีวี.และเว็บไซต์ ของรัฐบาลตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน
และประกาศของกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเมื่อวันที่ 12 เมษายน
ห้ามเผยแพร่ภาพและวิจารณ์การใช้กำลังทหารติดอาวุธสงครามในการสลายการชุมนุม
กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) แดงทั้งแผ่นดินนั้น
ขณะนี้ยังพยายามที่จะปิดกั้นการเสนอข่าวสารของคนเสื้อแดงในทุกๆด้านอีกด้วย
องค์กรสื่อและผู้ประกอบการสื่อเห็นว่าสิ่งที่รัฐบาลกำลังทำเป็นการ ลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างรุนแรง
ขณะที่นักวิชาการและสื่อต่างชาติก็เห็นเช่นกันว่ารัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กำลังเป็นรัฐบาลเผด็จการ
โดยไม่ได้ตระหนักเลยว่าจะยิ่งก่อให้เกิดความขัดแย้งที่ขยายวงกว้างและฝังราก ลึกในสังคม
เพราะอีกด้านหนึ่งสื่อของรัฐและสื่อกระแสหลักต่างเสนอข้อมูลข่าวสารด้าน เดียวของรัฐบาล
เพื่อทำลายความชอบธรรมในการชุมนุมของคนเสื้อแดง
และสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐบาลในการปราบปรามคนเสื้อแดง
โดยเฉพาะการ
ปิดกั้นข้อมูลข่าวสารในโลกอินเทอร์เน็ตที่นานาชาติถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของ การดำเนินชีวิตประจำวัน
ซึ่งเป็นสังคมในอุดมคติของการเรียนรู้และแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์
ขณะเดียวกันรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 45 บัญญัติว่า
“การสั่งปิดกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นเพื่อลิดรอนเสรีภาพตามมาตรา นี้จะกระทำมิได้”
ทั้งนี้ รัฐบาลจะสามารถใช้กฎหมายพิเศษเพื่อจำกัดเสรีภาพของสื่อมวลชนได้ก็เพียงการ
ห้ามเสนอข่าวสารหรือแสดงความคิดเห็นทั้งหมดหรือบางส่วนเท่านั้น
การ กระทำของรัฐบาลยังถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็น “สองมาตรฐาน” และยิ่งสร้างความชอบธรรมแก่ผู้ชุมนุมมากขึ้น
ซึ่งไม่ได้ส่งผลดีที่ทุกฝ่ายต่างเรียกร้องให้มีการเจรจาและยุติความรุนแรง เลย แต่กลับจะยิ่งทำให้เกิดความเกลียดชัง
และทำให้สถานการณ์มีความซับซ้อนและนำไปสู่ความรุนแรงมากขึ้น
อย่าง ที่นักวิชาการบางคนวิจารณ์การกระทำของรัฐบาลว่าเป็นเหมือนการวิสามัญฆาตกรรม การสื่อสารของผู้คนในสังคม
โดยไม่ผ่านกระบวนการยุติธรรม ซึ่งแสดงให้เห็นชัดเจนว่ารัฐธรรมนูญและกฎหมายไร้ความหมาย
โดยรัฐบาลเป็นฝ่ายละเมิดกฎหมายเอง
การปิดกั้นข้อมูลข่าวสารในสื่อทาง เลือกจึงยิ่งเป็นการตอกย้ำความไม่เท่าเทียมในสังคมมากยิ่งขึ้น
เพราะทำให้ประชาชนอีกกลุ่มหนึ่งกลายเป็นพลเมืองชั้นสอง
ซึ่งไม่ต่างอะไรกับ “ไพร่” อย่างที่คนเสื้อแดงออกมาเรียกร้องความยุติธรรมและเป็นธรรมอยู่ขณะนี้
รวมภาพ"รั้วลวดหนาม-ทหาร"ตรึงเข้มถนนสีลมป้องกันเสื้อแดงบุก




















































