ที่มา ไทยรัฐ
และเป็นบ้านพักชั่วคราวมาแล้ว 40 วัน
จนใกล้ๆจะกลายเป็นรัฐบาลทหารเข้าไปทุกที
เมื่อ "อภิสิทธิ์" ต้องเก็บตัวอยู่ในค่าย ทหารเพื่อความปลอดภัย
การประชุมต่างๆที่นายกรัฐมนตรีต้องเป็นประธาน ก็ต้องย้ายไปประชุมในค่ายทหารเป็นธรรมดา
ในการประชุม กรอ. หรือคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน
เมื่อวานซืน นายกฯอภิสิทธิ์ ได้พูดเปิดใจถึงสถานการณ์ปัจจุบัน
ซึ่ง "แม่ลูกจันทร์" เห็นว่าเป็นประเด็นที่น่าสนใจ
"อภิสิทธิ์" กล่าวว่า ข้อเรียกร้องให้ ยุบสภาฯ หรือลาออก เป็นการต่อรองเกินไปกว่าเงื่อนไขการเมือง
การตัดสินใจของผม (อภิสิทธิ์) ไม่ได้ คิดถึงตำแหน่งหน้าที่ของตัวเอง
แต่คิดถึงประโยชน์ของส่วนรวมเป็นสำคัญ
นายกฯอภิสิทธิ์ จะตัดสินใจอย่างไร ไม่ได้พูดออกมาตรงๆ
ปล่อยให้คนฟังเอาไป ตีความกันตามสบาย
"แม่ลูกจันทร์" ตีความสั้นๆ ชัดๆ ว่า
นายกฯอภิสิทธิ์ ไม่ลาออก ไม่ยุบสภาฯ แต่ตัดสินใจเดินหน้าสู้เต็มสตีม!!
ใครที่คิดว่า "อภิสิทธิ์" จะถอดใจลาออก หรือตัดสินใจยุบสภาฯ ขอให้ลืมไปได้เลย
ย้ำอีกที "ลืมไปได้เลย"
เหตุผลที่ "อภิสิทธิ์" ยกขึ้นมาอ้างคือ สถานการณ์วันนี้มันไปไกลเกินกว่า เงื่อนไขทางการเมือง
เพราะมันมี "กลุ่มผู้ก่อการร้าย" ที่อาศัยการชุมนุมมาสร้างความรุนแรง
เป็นภารกิจสำคัญเร่งด่วนที่รัฐบาลต้องรีบปราบปราม
ส่วนกรณี "นายกฯอภิสิทธิ์" สั่งใช้ กำลังทหารสลายการชุมนุม
เมื่อคืนวันที่ 10 เมษายน จนทำให้ประชาชนและทหารบาดเจ็บล้มตายกันมากมาย
"อภิสิทธิ์" ยังไม่เคยยอมรับเป็นความผิดของตัวเอง
แต่โบ้ยให้ "ผู้ก่อการร้าย" รับเหมา ไปเต็มๆ
มันเป็นซะอย่างนี้แหละ ประเทศไทย
สรุปว่า เมื่อ "นายกฯอภิสิทธิ์" ตัดสินใจไม่ลาออก–ไม่ยุบสภาฯ ก็เหลือทางออกประตูเดียว...
คือต้องปราบม็อบเสื้อแดงให้สำเร็จโดยเร็ว เพื่อรัฐบาลจะเดินหน้าบริหารประเทศต่อไป
โดยมีกลุ่มมวลชนออกมาแสดงพลังสนับสนุนไม่ให้ลาออก
ไม่ให้ยุบสภาฯกันอย่างอึกทึกครึกโครม
ล่าสุด ในการประชุม กรอ. เมื่อวานซืน
ก็มีมติเอกฉันท์จากผู้นำภาคเอกชนสนับสนุน "อภิสิทธิ์" เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป
กลุ่มนักธุรกิจเห็นว่าหากนายกฯลาออก หรือยุบสภาฯ หรือเปลี่ยนรัฐบาล
จะเกิดผลกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการลงทุน
ภาคเอกชนประเมินว่าผลจากม็อบเสื้อแดงยึดสี่แยกราชประสงค์
คิดเป็นมูลค่าความเสียหายประมาณ 500 ล้านบาทต่อวัน
ถ้าหากเสื้อแดงชุมนุมยืดเยื้อเกิน 1 เดือน
มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจจะเพิ่มขึ้นอย่างมโหฬาร
"แม่ลูกจันทร์" กราบเรียนว่า
การชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงไม่ได้เกิดความเสียหาย ต่อธุรกิจเอกชนอย่างเดียว
รัฐบาลเองก็เสียหายไม่ใช่น้อยเหมือนกัน
เอาแค่เบี้ยเลี้ยงทหารห้าหมื่นคน
เฉลี่ยคนละ 500 ต่อวัน เท่ากับรัฐบาลต้องมีราย จ่ายวันละ 25 ล้านบาทขาดตัว
ตั้งแต่ม็อบเสื้อแดงเริ่มชุมนุม (14 มีนาคม) มาจนถึงวันนี้ (21 เมษายน)
รัฐบาลต้องใช้เงินภาษีประชาชนไปอัดฉีดเบี้ยเลี้ยงทหารเกือบหนึ่งพันล้านบาทแล้วนะโยม
นี่ยังไม่รวมเบี้ยเลี้ยงตำรวจที่ระดมมาอีกสองหมื่นคน
เฉลี่ยคนละ 400 บาทต่อวัน ก็ต้องจ่ายเพิ่มอีกแปดล้านบาทต่อวัน
ไม่ใช่จิ๊บๆนะท่าน อย่าล้อเล่นไป.
"แม่ลูกจันทร์"
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Wednesday, April 21, 2010
จ่ายกันอาน
ทหารแตงโม
ที่มา ไทยรัฐ
โดยเฉพาะการขยับ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ขึ้นมาควบคุมการใช้กำลังของ ศอฉ.
วิเคราะห์กันได้ หลายกรณี อาทิ ส่ง ผบ.ทบ.ขึ้นเขียงเชือดข้อหาไม่ให้ความร่วมมือ ลอยตัวหนีปัญหา
หรือเป็นเพราะต้องการให้กองทัพมีเอกภาพในการสลายผู้ชุมนุมหลังจากประสบความล้มเหลว
จากการสลายม็อบที่สะพานผ่านฟ้าฯ
หรือเพราะต้องการย้อนศรทหารแตงโม
เนื่องจากที่ผ่านมาการขยับเขยื้อนเพื่อสลายการชุมนุมของรัฐบาล
ไม่เคยเป็นความลับ แผนการทั้งหมดถูกถ่ายทอดต่อแกนนำผู้ชุมนุมทุกครั้ง
มีนายทหารชั้นผู้ใหญ่หลายคนถูกข้อหาทหารแตงโม
โดยเฉพาะในกลุ่มพยัคฆ์บูรพา สร้างความหวาดระแวงระหว่างรัฐบาลกับกองทัพมาโดยตลอด
มุมหนึ่งอาจจะมองว่า เกิดความขัดแย้งขึ้นในกองทัพ
มุมหนึ่งอาจมองว่าเป็นความขัดแย้งระหว่างผู้นำรัฐบาลกับผู้นำกองทัพ
แต่หากดูจากข้อเท็จจริง
และจุดยืนของ พล.อ.อนุพงษ์ ปฏิเสธที่จะใช้กำลังทหารเข้าสลายการชุมนุม
ปฏิเสธที่จะทำการปฏิวัติรัฐประหาร
แน่นอนว่าเพื่อความสบายใจและภาพพจน์ของ พล.อ.อนุพงษ์เอง ด้วยช่วงเวลาที่เหลือ
อยู่ในชีวิตราชการทหาร คงไม่อยากเจ็บตัวตอนจบ ไม่อยากมีมลทินติดตัวกลับบ้าน
แต่เหตุผลที่สำคัญกว่านั้นน่าจะเป็นไปตามที่ ผบ.ทบ.พูดเอาไว้ คือการเมืองจะต้องแก้ด้วยการเมือง
ข้อนี้ต่างหากที่สำคัญ
การไม่ให้ความร่วมมือในสองประเด็นหลักของกองทัพ
เท่ากับเป็นการกดดันให้รัฐบาลต้องหันกลับมาเลือกวิธีแก้ปัญหาในกรอบของประชาธิปไตย
ไม่ว่าจะเป็นการเจรจาหาทางออกร่วมกัน หรือยุบสภา หรือลาออก ก็เป็นไปได้ทั้งนั้น
เพราะฉะนั้นคำว่าทหารแตงโมหรือจะแปลได้ว่า ทหารประชาธิปไตยนั้น
น่าจะเป็นคำจำกัดความได้ดีที่สุด ที่จะปกป้องประชาธิปไตย
อาจจะขัดใจรัฐบาล อาจจะเกิดความอึดอัดใจในการรับคำสั่งบางอย่าง
แต่ยังดีกว่าดึงประเทศลงเหว
เพราะต่อไปนี้ไม่ว่าจะใช้กำลังสลายการชุมนุม จะเสียเลือดเสียเนื้อ อีกเท่าไหร่
จะเกิดการปฏิวัติรัฐประหารขึ้นมาอีกครั้งในรอบ 4 ปีของประเทศไทย
คือจุดจบของประเทศไทย
ก็น่าแปลกที่รัฐบาลกระหายที่จะใช้กำลัง
แต่ กองทัพกลับกระหายประชาธิปไตย มีความพยายามทำทุกวิถีทางที่จะทำให้
การแก้ไขปัญหาวิกฤติการเมืองอยู่ในกรอบของประะชาธิปไตย
พยายามแม้แต่จะขอความช่วยเหลือจากผู้นำประเทศอื่นๆที่จะช่วยประสานให้ทุกอย่างคลี่คลายลง
ในแนวทางสันติ
หรือกระทั่งสุดท้ายต้องยอมกลืนเลือดเพื่อให้วิกฤติยุติโดยเร็วที่สุด.
หมัดเหล็ก
สหรัฐเตือนภัย เหตุรุนแรง มีโอกาสลุกลาม
มะกันชี้สถานการณ์ความรุนแรงในไทย เป็นเรื่องภายใน ไม่ใช่เกิดจากฝีมือก่อการร้ายระหว่างประเทศ เตือนพลเมืองระมัดระวังการเดินทางมาเที่ยว จากเหตุประท้วงที่อาจขยายวงกว้าง...สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานเมื่อเวลา 21.23 น.วันที่ 20 เม.ย. (ตามวันเวลาในไทย) ว่า กระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ ได้แก้ไขคำเตือนด้านการท่องเที่ยวล่าสุด ด้วยการแจ้งเตือนให้พลเมืองชาวอเมริกัน ระมัดระวังตัวเมื่อเดินทางเข้ามาไทยหลังเหตุประท้วงรุนแรง และว่าการประท้วงทางการเมืองในกรุงเทพฯ ยังถือว่ามีความไม่แน่นอน อันอาจขยายวงสู่ความรุนแรงขึ้นได้อีก
นอกจากนี้ ยังระบุด้วยว่า เหตุการณ์ในไทย เกิดจากเรื่องการเมืองภายในและไม่ปรากฏว่าเป็นการกระทำของพวกก่อการร้ายระหว่างประเทศและว่าการมาท่องเที่ยวในไทยโดยทั่วไป ยังถือว่ามีความปลอดภัย
ทั้งนี้ การแจ้งเตือนดังกล่าว เหมือนกับข้อแนะนำที่แจ้งต่อพลเมืองอเมริกันเมื่อสัปดาห์ที่แล้วยกเว้นการเตือนครั้งนี้ไม่ได้ระบุเจาะจงลงไปว่าให้นักท่องเที่ยวหลีกเลี่ยงบริเวณถนน ข้าวสาร สวรรค์สำหรับนักท่องเที่ยวสะพายเป้ (แบ็คแพ็คเกอร์) ซึ่งเหตุประท้วงรุนแรงเมื่อครั้งก่อน ลามเข้าถึงในพื้นที่ด้วย.
ลาดตระเวณแนวรบด้านสีลมราชดำริ ค่ายบางระจัน หากจะเข้าตีเลือดไทยคงนองท้องช้าง
ที่มา thaifreenews บทความโดย..ลูกชาวนาไทย
เมื่อวานก็เลยเดินไปดูทั้งสีลม ฝั่งทหารฝ่ายอำมาตย์ ที่มีอาวุธสงครามพร้อมเต็มที่ กับฝั่งถนนราชดำริ ที่เหมือนชาวบ้านบางระจัน มือเปล่า แต่ใจสู้
ฝั่งสีลม ก็มีทหารตั้งลวดหนาม และอยู่กันเป็นกลุ่มๆ กับประชาชนที่เดินกันไปมา เพราะไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะย่านนั้นเป็นย่านธุรกิจจอแจ ตอนนี้เหมือนใจกลางกรุงเบรุตช่วงสงครามกลางเมืองเลบานอล
ข้ามถนนสีลมไปถนนราชดำริ จะเห็นแนวกำแพงไม้ไผ่ ที่เป็นเหมือน "กำแพงเบอร์ลินแบบอนาถาของคนยาก" ตั้งขวางอยู่ ผมเดินเข้าไปในเขตกำแพงอย่างไม่ยาก แม้จะไม่ได้ใส่ชุดแดง แต่ "ใจถึงใจ" คือ การ์ดก็ดูรู้ว่าผมเป็นเสื้อแดง ไม่มีอาวุธอะไร เขาก็ให้ผ่านปกติ
ในแนวกำแพงของเสื้อแดง ก็เหมือนเดินเข้ามาอีกโลกหนึ่ง โลกในศตวรรษที่ 17 ยุค "ชาวบ้านบางระจัน" ทำกำแพงค่ายสู้กับพม่า" มีกำแพงไม้ไผ่ตั้งขวางสองชั้นอยู่ ผมมองแล้วกำแพงนี้คงต้าน ระเบิดไม่ได้ หากทหารอำมาตย์ใช้ระเบิดเข้าทำลาย แต่ "ชาวบ้านคงทำอะไรได้ไม่มากกว่านี้"
ชาวบ้านในแนวนี้เป็นคนเหนือส่วนใหญ่ พวกเขามีความุ่งมั่นมาก แม้จะมีคนตายไปแล้ว 20 ศพ เจ็บร่วมพัน แต่จากการพูดคุย ไม่มีใครกลัว ไม่มีคนถอย มีแต่ความแค้น และพร้อมที่จะเข้าสู้ แม้ไม่มีอาวุธอะไรมากไปกว่า "ตีนตบ" และก้อนหินอะไรที่หาได้บริเวณนั้น
ตลอดแนวถนนราชดำริจากกำแพงค่ายบางระจัน ถึงเวทีราชประสงค์ ระยะทาง 1,600 เมตร มีพี่น้องตั้งเต้น นอนอยู่นับหมื่นคน ทั้งคนแก่ หนุ่มสาว แนวหน้าใกล้ ๆ พวกเขาเตรียมต้อนรับทหารเต็มที่ พวกเขามั่นใจว่าทหารจะโจมตีเข้ามาในด้านนี้
ยิ่งใกล้เวทีราชประสงค์ คนยิ่งหนาแน่น เต้นท์ รถยนต์ และสิ่งกีดขวางยิ่งหนาแน่น
หากทหารจะรุกเข้ามาด้านนี้ หรือด้านไหนๆ ผมว่ากว่าจะเข้าคลียร์ได้คงหลายวัน และ "ศพ" คงนับพัน และทหารจะบาดเจ็บล้มตายกันมากแน่นอน
ผมมองไม่เห็น "ความเป็นไปได้" ของการสลายแม้แต่น้อย ในด้านยุทธวิธี ถนนก็มีกำแพงสูงรอบ ทำให้การหนี การเคลื่อนไหวลำบาก การผลักดัน จะทำให้เกิดการแออัด สุดท้ายก็ถอยไม่ได้ ทั้งม็อบและทหาร จะเผชิญหน้ากันกลางถนน
ตรงนี้การวิ่งหนีจะลำบากมาก "อาจมีการเผาทหารทิ้งทั้งกองทัพแบบขงเบ้งก็ได้
กว่าจะถึงราชประสงค์ 1,600 เมตร ผมมองว่าเคลื่อนผลักได้ 300 เมตร ก็แย่แล้ว
อันที่จริงแนวรบเสื้อแดง ไม่อาจตีได้ในทุกจุด โดยไม่เหยียบคนไทยด้วยกันเข้าไป
คนตายคนเจ็บมากแน่นอน แต่เสื้อแดงจะไม่สลาย เพราะขนาดการเข้าตีของทหาร "เล็กน้อยมาก" เมื่อเทียบกับ "แนวรบทั้งแนว
อย่าว่าแต่ หากมีไฟลุกขึ้นที่อาคารใด ย่านราชประสงค์จะกลายเป็นทะเลเพลิงทันที
ถึงตอนนั้นแกนนำ ก็คงคุมไม่ได้
ความเป็นไปได้ของการ "สลายม็อบ"แทบไม่มี
แต่ "ความตั้งใจที่จะฆ่าคนไทยด้วยกันเอง" ของคนแก่กับเด็กบางคนมีเต็มร้อย
เมื่อถึงเวลา..ความหาญกล้าก็บังเกิด..สถานการณ์สร้างวีรบุรุษ
ที่มา thaifreenews ภายหลังจากการล้อมปราบของทหารเมื่อวันที่ 10 เมษายนที่ผ่านมา.. แม้จะสร้างความตระหนกอกสั่น และเศร้าสลดใจให้กับพี่น้องประชาชนผู้รักประชาธิปไตยมากเพียงใด.. แต่ก็มิได้ทำให้เจตนารมย์อันมุ่งมั่นของประชาชนผู้รักประชาธิปไตยเสื่อมถอยลงไปแม้แต่น้อย..ตรงข้ามกลับยิ่งได้รับความเห็นอกเห็นใจ และเกิดเป็นแนวร่วมมุมกลับจากประชาชนที่เฝ้าดูอยู่ทางบ้านอย่างมากมาย... เห็นได้จากระยะที่ผ่านมานี้มีผู้คนมากมายมาให้การสนับสนุน โดยทั้งขึ้นมาปราศัยบนเวที และสนับสนุนในด้านอื่น ๆ ด้วยจิตใจที่มุ่งมั่น, แน่วแน่, และไม่ย่อท้อของเหล่าพี่น้องคนเสื้อแดงที่ได้แสดงให้ประชาชนทั่วทั้งประเทศได้เห็นแล้วว่า พวกเขาจะไม่ยอมท้อถอยแม้จะถูกล้อมปราบ,ถูกบิดเบือนโจมตี, ถูกทำร้ายโดยผู้มีอำนาจของประเทศนี้... สิ่งเหล่านี้ต้องยอมรับในหัวจิตหัวใจอันยิ่งใหญ่ของพี่น้องเหล่านี้.. ภาพที่ผมเห็นในค่ำวันที่ 10 เมษายน ขณะที่ผมอยู่บริเวณถนนดินสอตอนนั้นก็คือ ประชาชนมือเปล่าที่ปราศจากอาวุธ ถือเพียงตีนตบ, หัวใจตบ, หรืออย่างดีก็ถือธงชาติ.. ต่างวิ่งกรูกันไปท่ามกลางเสียงปืนซึ่งดังระงมจากแถวทหารที่อยู่ในบริเวณสี่แยกคอกวัว และบริเวณใกล้เคียง.. เสียงโห่ร้องเรียกขานกันดังระงมเซ็งแซ่.. เสียงตะโกนสั่งการเรียกกันโหวกเหวก.. ประสานกับเสียงปืนดังรัวออกมาเป็นระยะ ๆ,เสียงร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด,พร้อมๆ กับเสียงคำรามด้วยความโกรธแค้น, ขณะที่มีเสียงระเบิดดังออกมาจากที่ใดที่หนึ่ง..ประกายไฟแตกกระจายพร้อมกับเสียงตะโกนโห่ร้องฟังไม่ได้ศัพท์.. เสียงปืนยิ่งดังรัวออกมาไม่ขาดสาย.. แต่ภาพเหล่านี้มิได้ทำให้ประชาชนเสียขวัญหรือล่าถอยออกมาจากจุดปะทะแต่อย่างใด ตรงข้ามกลับยิ่งทำให้ประชาชนเหล่านั้นรีบวิ่งกรูกันเข้าไปอย่างไม่ลดละ..เหมือนดังว่าเสียงปืนเสียงระเบิด และการบาดเจ็บล้มตายเหล่านั้น มิได้เกิดขึ้นจริงแต่อย่างใด.. ในค่ำคืนนั้นมีประชาชนมากมายนับหลายหมื่นคนได้รับประสบการณ์เดียวกันกับผมในจุดล้อมปราบที่ผ่านฟ้า.. และผมเชื่อว่าทุก ๆ ท่านต่างก็จะมีความรู้สึกเดียวกันก็คือ..เมื่อถึงเวลานั้น, ถึงจุดนั้น, ไม่มีใครเกรงกลัวต่อความตายอีกต่อไป.. ความรู้สึกเดียวกันที่มีในขณะนั้นก็คือ ต้องปกป้องพื้นที่เอาไว้ให้ได้.. พี่น้องประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทั้งหลายครับ.. ด้วยหัวใจนักสู้, ความไม่เกรงกลัว และไม่ยอมแพ้ที่ได้เห็นแล้วนั้น.. “ข้าพเจ้าขอน้อมคารวะ ด้วยหัวใจอย่างแท้จริง” และด้วยความไม่กลัวนี่เอง จะเป็นอาวุธที่สำคัญที่สุด ที่จะทำให้ได้มาซึ่งชัยชนะต่ออำนาจเผด็จการในที่สุด.. ไม่ว่าการชุมนุมครั้งนี้จะจบลงอย่างใด หรือแม้จะถูกล้อมปราบอีกหรือไม่ก็ตาม.. แต่ในที่สุดแล้วก็คือ “เมล็ดแห่งความกล้าที่จะต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งความยุติธรรม”นั้นได้ถูกสำแดงให้เห็น และได้หว่านลงไปในจิตใจของพี่น้องประชาชนไทยทั่วทั้งประเทศแล้ว.. เพียงแต่รอวันที่เมล็ดนั้นจะกลายเป็นต้นไม้ใหญ่ที่เติบโตเต็มที่ และยั่งยืนสถาพรต่อไปในประเทศนี้เท่านั้น ปูนนก
FARED อาสาพยาบาลไพร่เสื้อแดง กลางควันปืนและการล้อมปราบไพร่
ที่มา thaifreenews บทความโดย..ลูกชาวนาไทย อาสาพยาบาลประชาชนในสนาม FARED จากประชาชน เพื่อประชาชน ผมไม่ได้เขียนบทความที่เกี่ยวข้องกับหน่วยพยาบาลสนาม FARED (First- Aid Red Shirt) นานแล้ว ทั้งๆ ที่หน่วยอาสาสมัครประชาชนหน่วยนี้ได้ทำงานช่วยเหลือพี่น้องชาวเสื้อแดงนานแล้ว ตั้งแต่ปี 2551 กลางๆ ปีประมาณนี้ ผมจำได้ว่าเคยเขียนบทความถึง FARED ในสัปดาห์แรกที่พวกเขาไปจัดตั้งหน่วยอาสาในการชุมนุมของเสื้อแดง และมีการถ่ายรูปมาโชว์ในเว็บไทยฟรีนิวส์ของเราโดยคุณแมวอ้วนอ้วน พอเห็นรูป ผมรู้สึก “ตาร้อน” กับเจ้า “สายลมรัก” เพื่อนรักทันที เพราะแต่งตัวในชุดพยาบาลสนามเท่ห์ เกินหน้าเกินตาไปมาก หน่วย FARED ได้ตั้งหน่วยให้บริการประชาชนชาวเสื้อแดงเกือบทุกครั้งที่มีชุมนุม และเป็นหน่วยแรกที่มีการจัดตั้งขึ้น (ต่อมาแตกตัวไปหลายหน่วยเพื่อให้บริการประชาชน รวมทั้งทำงานกับกลุ่มที่ตัวเองถนัด เช่น RSR และ ไนติ้งเกล เป็นต้น) จนถึงวันนี้ ก็ยังมีการช่วยเหลือประชาชนอยู่ ทุนทรัพย์ เช่น เวชภัณฑ์การแพทย์ อุปกรณ์การแพทย์ ต่างๆ ล้วนมาจากการบริจาคของประชาชนทั้งสิ้น ไม่ได้ขึ้นตรงกับ นปช. แต่อย่างใด แต่ถือเป็น “แนวร่วม” สมทบ ของกลุ่มอิสระต่างๆ ที่มีมากมายในขบวนการคนเสื้อแดง ที่มีรูปแบบ “สามัคคีชุมนุม” หรือ ภาษาทางวิชาการน่าจะใช้คำว่าNational Front หรือ รูปแบบสมาพันธ์ ที่มีกลุ่มย่อยมากมาย กลุ่มอาสาสมัครชุดแรกๆ เช่น คุณแมวอ้วนอ้วน Ice Angel สายลมรัก อาจารย์แดง คุณแป๊ก น้องจิ๋ว น้องต่าย น้องตอง คุณข่าหอม กลุ่มพี่สี่สาวพี่น้อง หรือคนอื่นๆ ที่ผมจำไม่ได้ (เพราะผมไม่ได้เป็นสมาชิก FAREDแต่เป็น Friend of FARED) ต่างก็ไม่มีความรู้ด้านการรักษาพยาบาลเลย เป็นแต่ประชาชนปกติทั่วไป ที่เดินเข้ามาอาสาสมัคร ช่วยแจกยาดม ช่วยคนเป็นลม และหรือคอยช่วยคนที่เป็นพยาบาลเป็นต้น พี่น้องสมาชิกFARED เหล่านี้ต่างก็ไม่ได้รู้จักกันมาก่อน เป็นเพียงคนเสื้อแดงที่เข้ามาร่วมชุมนุม แต่เมื่อเห็นกิจกรรมของเพื่อนๆ ก็เดินเข้ามาอาสาเพื่อบริการพี่น้องเสื้อแดงด้วยกันซึ่งผมทราบว่าหลังๆ หน่วย FARED ได้นำสมาชิกไปอบรมหลักสูตรการพยาบาลเบื้องต้นจากแพทย์ ทำให้มีความรู้ด้าน “ปฐมพยาบาล” เพียงพอที่จะช่วยเหลือในขั้นต้นได้ รวมทั้งช่วงหลังๆ ก็ได้มี แพทย์ พยาบาลตัวจริง ที่อาสาเข้ามาช่วยงานเป็นการส่วนตัว ทำให้ไม่มีปัญหาในเรื่องความรู้แต่อย่างใด กรณีหนักๆ ก็สามารถส่งต่อผู้ป่วยไปได้ ท่อน้ำเลี้ยงของ FARED มาจาก “กล่องบริจาคเล็กๆ ที่วางอยู่ข้างหน่วย เพื่อให้พี่น้องเสื้อแดงที่อยากช่วยเหลือประชาชน บริจาคตามแต่กำลัง เท่าที่ผมทราบ น้ำเลี้ยงก็มีแค่นี้ ส่วนยาและเวชภัณฑ์ อุปกรณ์ต่างๆ ก็มีคนเสื้อแดงขนมาบริจาค ตอนนี้ FARED ในฐานะเป็นหน่วยที่คนเสื้อแดงรู้จักมาก เพราะอยู่กันมานาน กลายเป็นหน่วย กระจายเวชภัณฑ์ ปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่พี่น้องเสื้อแดงต่างๆ เอามาบริจาคไปให้หน่วยอื่นๆ ของจังหวัดต่างๆ หรือเอาไปแจกประชาชนเสื้อแดง เช่น ยาดม ยาหอม หรืออื่นๆ อีกจำนวนมาก ผมในฐานะ Friend of FARED (FoF) ก็ได้มีโอกาส ช่วยเขาขนเหมือนกัน ผู้ช่วยขนช่วยยกต่างๆ ก็มี เช่น คุณดวงจำปา และพวกนักรบไซเบอร์ ที่อาศัย “โต๊ะรับแขกของ FARED เป็นสภากาแฟ ก็ช่วยขนด้วยFARED เลยมีสองสามบทบาทคือ เป็นหน่วยปฐมพยาบาล เป็น สภากาแฟของนักรบไซเบอร์ (เช่น ลูกชาวนาไทย สายลมรัก แมวอ้วนอ้วน KAKA ฯลฯ) เป็นช่างภาพ เป็นต้น สมาชิก FARED ที่ผมเห็นมีบทบาทและเดินไปก็จะเจอประจำ เช่น คุณแมวอ้วนอ้วน คุณ ICE ANGELอาจารย์แดง คุณสายลมรัก พี่สี่สาว (พี่ไหม พี่นัน พี่ซา พี่เล็ก) น้องจิ๋ว (นางฟ้า FAREDเพราะเห็นปั่นจักรยานไปแจกยาหอมประจำ ) น้องตอง น้องฟ้าใส คุณสมเพชร น้องมุก พี่ยงค์ คุณเอ คุณแป๊ก คุณบ้านสวนธน คุณกอบ เป็นต้น อาสา FARED เหล่านี้ เป็นกำลังหลักที่สำคัญของFARED ทำงานโดยไม่ได้มีค่าตอบแทนใดๆ ทั้งสิ้น แต่มาด้วยใจ โดยเฉพาะอาจารย์แดง กับคุณแมวอ้วนอ้วน และคุณสมเพชร เป็นกำลังหลัก ม้าเร็ว มาใช้ของ FARED เลยทีเดียว ท่านเหล่านี้เสียสละ ทั้งกำลังเงิน กำลังกายของตัวเองทั้งสิ้น โดยมีสิ่งตอบแทนอย่างเดียวคือ “ความสุขใจ” ที่ได้มีโอกาสช่วยเหลือ “เพื่อนมนุษย์” ด้วยกันให้ยืนอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรี ไม่ต้องไปพึ่ง หน่วยพยาบาลของอำมาตย์ เช่น สภากาชาดไทย ที่ไม่เคยเห็นหัว ในการชุมนุมของคนเสื้อแดง ยกเว้นแต่คนเสื้อเหลือง ที่เห็นเครือข่ายอำมาตย์เหล่านี้ไปช่วยเหลือมีอะไรประเคนให้หมด แต่ถึงเราไม่มีคนพวกนั้น คนเสื้อแดงเราก็มีกันและกัน ช่วยเหลือกันเอง จากประชาชนสู่ประชาชน จากใจไปสู่ใจ จากไพร่สู่ไพร่ วันนี้ FARED ยืนอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรีของชาวไพร่ เพราะ “ท่อน้ำเลี้ยง” ของชาวไพร่ด้วยกัน แม้เราเป็นไพร่ แต่เราก็มีพลังของกันและกันที่ยิ่งใหญ่ วันหลังผมจะเขียนเล่า บรรยายสมาชิก FARED แต่ละคน เช่น น้องจิ๋ว พี่สี่สาว น้องตอง เป็นต้น หากสัมภาษณ์ได้ ก็จะสัมภาษณ์ เพื่อบันทึกเป็นประวัติศาสตร์ ในการต่อสู้ของประชาชน เพราะในอีก 20-30 ปี ข้างหน้า สิ่งเหล่านี้ก็จะเป็นประวัติศาสตร์ ที่ยิ่งใหญ่ทัดเทียมกับตำนานของ “คนเดือนตุลา” ที่เป็นตำนานการต่อสู้ของาสังคมไทยมากว่า 30 ปี ตำนานการต่อสู้ของชาวไพร่แห่งสยาม ที่กำลังเดินเข้าใกล้ “การปฎิวัติประชาชน” ย่อมเป็นตำนานที่ยิ่งใหญ่เหมือนกับที่นักประวัติศาสตร์ พยายามค้นคว้ารายละเอียดของตำนานการปฎิวัติใหญ่ของฝรั่งเศส การบันทึกประวัติศาสตร์ของประชาชน แม้เป็นจุดเล็ก ๆ เป็นองค์ประกอบหนึ่งของการต่อสู้อันยิ่งใหญ่ แต่จุดเล็กๆ เหล่านี้ก็เป็นองค์ประกอบที่สำคัญ ประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ สร้างจากมือมนุษย์ทุกคน ต่างกันเพียง เราอยู่ฝ่ายธรรมมะ หรืออธรรม เท่านั้น ในเหตุการณ์ของประวัติศาสตร์สังคมแต่ละเหตุการณ์ ใครอยากมีบทบาทเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ การต่อสู้ของประชาชน หรืออยากมีส่วนช่วยเหลือก็เชิญครับ ปล.1 พี่น้องเสื้อแดงที่เป็นคนชั้นกลาง ที่อยากมีส่วนช่วยเหลือพี่น้องเสื้อแดงด้วยกัน จะช่วยเป็นทุนทรัพย์ให้กับ FARED ก็ได้นะครับ บริจาคผ่านคุณแมวอ้วนอ้วน หรือ ไปที่เต้นท์ FARED หน้าสยามพารากอน ก็ได้ครับ หรือจะไปกินกาแฟ ที่เป็นเหมือนสภากาแฟนักรบไซเบอร์ ที่เต้นท์ก็ได้ครับ พวกเราเป็นกันเอง แม้ไม่ได้เป็นอาสา FARED ก็เป็น Friends of FARED แบบผมก็ได้นะครับ ปล. 2 วันปะทะใหญ่ “วันสังหารไพร่ 10 เมษายน 2553” หน่วย FARED ก็กลายเป็นหน่วยพยาบาลในสนามรบเรียบร้อย เพราะจุดปะทะห่างจาก FARED 200 เมตร ผู้บาดเจ็บต่างๆ ต้องขนมาปฐมพยาบาลกันที่FARED จำนวนมาก ทั้งที่โดนแก้สน้ำตา โดนกระสุนจริง กระสุนยาง เป็นต้น ปล. 3 ต่อไปผมจะเขียนเล่าเกี่ยวกับ FARED เป็นซีรีย์นะครับ ทั้งคนและเหตุการณ์ ยกเว้นแต่ไม่มีเรื่องของสายลมรักเท่านั้นนะครับ 55 (ไปเขียนเอง)



ชำนาญ จันทร์เรือง: ทุกชีวิตมีค่า หยุดบ้ากันได้แล้ว
ที่มา Thai E-News
ที่มา กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
๒๐ เม.ย.๕๓
ณ สถานการณ์เดือนเมษายน ๒๕๕๓ ท่ามกลางความมืดหน้าตามัวของผู้ที่กำลังต่อสู้กันอย่างเมามัน เพื่อเอาแพ้เอาชนะทางการเมือง จนถึงขนาดเอาชีวิตเป็นเดิมพัน เพียงเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ ทางการเมืองของตน โดยแกนนำฝ่ายเสื้อแดงและผู้ที่อยู่เบื้องหลังที่ทำทุกอย่างเพื่อให้เป็นไปตาม ข้อเรียกร้องของตนเอง คือ การยุบสภาและเป้าหมายที่มากกว่าการยุบสภา ไม่ว่าจะเป็น การดำเนินการอย่างสันติวิธีและไม่ใช่สันติวิธี ทั้งใต้ดินและบนดิน
ส่วนฝ่ายรัฐบาลอภิสิทธิ์และผู้สนับสนุนก็ทำทุกวิถีทางที่จะรักษาอำนาจไว้ให้นานที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการเข้าสลายการชุมนุมจนมีผู้เสียชีวิต ๒๕ รายและบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนเกือบพันคน มี การใช้มาตรการต่างๆ เช่น การเรียกผู้คนให้เข้าไปรายงานตัวในค่ายทหาร จนดูเหมือนว่าประเทศอยู่ในสถานการรัฐประหารไปแล้ว มิหนำซ้ำสถานที่ราชการและตามถนนหนทางต่างๆก็เต็มไปด้วยกองทหารและเครื่องกีดขวางต่างๆประหนึ่งว่ามีศึกสงครามกับอริราชศัตรู
ทั้งสองฝ่ายต่างทุ่มเทสรรพกำลังและสารพัดวิชามารต่างๆเพื่อนำมาเข่นฆ่าฝ่ายตรงกันข้ามให้ดับดิ้นและสูญสิ้นเผ่าพันธุ์ไปจากโลกนี้ โดยต่างฝ่ายต่างลืมไปว่าชีวิตมนุษย์นั้นมีค่ายิ่งนัก กว่าจะเกิด กว่าจะเจริญเติบโต แต่กลับต้องมาถูกจับให้เป็นเบี้ยของแกนนำของฝ่ายการเมืองที่โสมม ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายเสื้อแดงหรือฝ่ายรัฐบาล
ไม่ว่าเหตุการณ์ในครั้งนี้จะจบลงอย่างไร บทเรียนประวัติศาสตร์ตอนนี้จะถูกจารึกไว้ว่าในครั้งหนึ่งสังคมไทยเราไร้สติ ถึงกับฆ่าฟันกันเพียงเพื่อสนองตัณหาทางการเมืองของคนไม่กี่คน สังคมไทยเราไร้สติจนถึงกับเข่นฆ่ากันโดยไม่คำนึงผลอันเลวร้ายที่จะตามมาจนยากต่อการเยียวยา เพียงเพราะคำๆเดียงคือคำว่า “อำนาจ”นั่นเอง
นอกจากการออกมาห้ำหั่นเพื่อเอาชีวิตของฝ่ายตรงข้ามแล้ว กลไกของรัฐที่มีหน้าที่รับผิดชอบต่างแบ่งแยกเป็นฝักเป็นฝ่าย ไม่ว่าจะเป็น “ทหารแตงโม(เขียวนอกแดงใน)” “ทหารสับปะรด-ทหารทุเรียน(เขียวนอกเหลืองใน)” “ตำรวจมะเขือเทศ(แดงทั้งนอกและใน)” ตำรวจฟักทอง(เหลืองทั้งนอกและใน) ฯลฯ จนทำให้สภาพของรัฐในปัจจุบันตกอยู่ในสภาวะของการเป็นรัฐที่ล้มละลาย(failed state) เพราะกลไกของรัฐตั้งแต่หัวหน้ารัฐบาลลงมาไม่สามารถบริหารและรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองได้
สภาวการณ์ของไทยเราในปัจจุบันติดอันดับ ๗ ประเทศที่อันตรายที่สุดในโลกรองจาก อิรัก อัฟกานิสถาน เชชเนีย แอฟริกาใต้ จาเมกา และซูดาน เท่านั้นเอง ซึ่งสภาวการณ์ของความขัดแย้งของไทยในปัจจุบันเราก้าวเข้าสู่ภาวะของการสูญเสียอำนาจรัฐ ซึ่งเป็นสภาวการณ์ในขั้นที่สองของความวุ่นวายทางการเมืองซึ่งมีอยู่ ๓ ระดับ คือ
๑) จลาจล(Riot) มีความวุ่นวายเกิดขึ้นแผ่ซ่านไปทั่วประเทศ กลไกของรัฐทำงานไม่ได้ สถานที่ราชการและสถานที่สำคัญเต็มไปด้วยกองทหารและด่านสกัดฯลฯ ซึ่งไทยเราเริ่มเข้าสู่ขั้นที่ ๑ นี้ ตั้งแต่หลังการรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ เป็นต้นมา
๒) สงครามกลางเมือง(Civil War) เมื่อมีความรุนแรงเพิ่มขึ้นก็มีการจัดตั้งกองกำลังเป็นของตัวเอง เช่น กองกำลังเสื้อดำ เป็นต้น มีพื้นที่ที่ฝ่ายตนเองยึดครองเป็นสัดส่วน เช่น ย่านราชประสงค์ หรือ พื้นที่ภาคเหนือและภาคอีสานของเสื้อแดง ฯลฯ ซึ่งสภาวะทางการเมืองของไทยเราเริ่มเข้าสู่สภาวการณ์นี้ภายหลังจากการสลายการชุมนุมที่ผ่านฟ้าตั้งแต่ ๑๐ เมษายน เป็นต้นมา หากปัญหาในขั้นที่ ๒ นี้ไม่ได้รับการแก้ไขโดยเร็วก็จะเข้าสู่ขั้นที่ ๓ ซึ่งก็คือการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์
๓) การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (Genocide) ในขั้นที่รุนแรงที่สุดก็คือการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ดังเช่นที่เกิดขึ้นในรวันดา หรือที่ใกล้ตัวที่สุดก็คือในกัมพูชายุคเขมรแดงครองเมือง ซึ่งเหตุการณ์ในกัมพูชานี้ เราสามารถนำมาเป็นเป็นอุทาหรณ์ได้เป็นอย่างดี เพราะเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่มีสาเหตุมาจากเหตุผลทางการเมืองล้วนๆ เหมือนของไทยในปัจจุบันโดยไม่มีปัจจัยทางศาสนา เช่น สงครามครูเสด และไม่เหมือนการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ยิวโดยนาซีหรือที่รวันดาที่มีเหตุผลเรื่องชาติพันธุ์
ความขัดแย้งขยายตัวออกอย่างกว้างขวางในสังคมไทย ดังปรากฏให้เห็นจากการเข่นฆ่าและการทำร้ายกันระหว่างฝ่ายที่สนับสนุนและต่อต้านเสื้อแดง และจนบัดนี้ก็ยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่าเหตุการณ์ดังกล่าวจะยุติลงได้อย่างไร แต่มีแนวโน้มว่าจะทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น
เราปฏิเสธไม่ได้ว่าสภาวะความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการไม่บังคับใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมาของหน่วยงานรัฐ รวมถึงการเพิกเฉยของเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งทำให้สังคม ตกอยู่ในสภาวะของการทำสงครามระหว่างผู้คน หากยังปล่อยให้สภาพดังกล่าวดำเนินต่อไปก็จะมีผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อความ มั่นคงปลอดภัยในชีวิตของผู้คน
ท้ายที่สุดอาจเลวร้ายจนถึงกับการที่ประเทศต้องแยกเป็นเสี่ยงๆ ดังเช่นอินเดียที่แยกเป็นปากีสถานตะวันตกและปากีสถานตะวันออก(บังคลาเทศ)ภายหลังจากที่ได้รับเอกราชจากอังกฤษ ซึ่งก็ไม่แน่นักว่าหากเหตุการณ์ยังคงดำรงอยู่อย่างนี้ คนเชียงใหม่หากจะเดินทางไปกรุงเทพหรือคนกรุงเทพหากจะเดินทางไปเชียงใหม่ในอนาคต อาจจะต้องใช้วีซ่าเหมือนคนอินเดียกับปากีสถานก็เป็นได้
ในห้วงเวลาแห่งความขัดแย้งที่ผ่านมาได้มีการปลุกเร้าและสร้างความหมายให้ฝ่ายที่คิดต่างจากตนกลายเป็นศัตรูที่ต้องกำจัด จึงทำให้สามารถที่จะลงมือต่ออีกฝ่ายอย่างป่าเถื่อนได้เมื่อเผชิญหน้ากัน สังคมไทยเคยมีบทเรียนของการแบ่ง “ซ้าย/ขวา” จากเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ มาแล้ว เมื่อมาถึงบัดนี้การแบ่งแยกระหว่าง “แดง/รัฐบาล” กำลังนำพาสังคมไทยย้อนกลับไปสู่โศกนาฏกรรมแบบเดิมอีกครั้งหนึ่ง เพียงแต่เปลี่ยนจากผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์(ตามคำนิยามของรัฐบาลขณะนั้น)กับรัฐบาล ในอดีต เป็น ผู้ก่อการร้าย(ตามคำนิยามของรัฐบาลขณะนี้)กับรัฐบาล
เราควรตระหนักว่าไม่ว่าจะมีความเห็นไปในทิศทางใดก็ตาม ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับตนก็เป็นมนุษย์ คนหนึ่งเฉกเช่นเดียวกับเรา อุดมการณ์ทางการเมืองที่ทั้งสองฝ่ายกำลังยึดมั่นและปลุกปั่นอยู่ ในขณะนี้ ล้วนแต่ไม่มีคุณค่าพอต่อชีวิตและเลือดเนื้อของผู้คน เราควรหวนกลับมาตระหนักถึง ความเป็นมนุษย์ของเพื่อนร่วมสังคมให้มากขึ้น รวมทั้งประณามการกระทำที่มีผลต่อการสร้าง ความเป็นศัตรูให้เกิดขึ้นระหว่างผู้คนในสังคมไทยด้วยกันไม่ว่าการกระทำนั้นจะมาจากฝ่ายใดก็ตาม
สมควรแล้วล่ะหรือที่เราจะต้องเอาชีวิตที่มีค่าของเรามาสังเวยเพื่อสนองความบ้าอำนาจของแกนนำและผู้ที่อยู่เบื้องหลังทั้งสองฝ่ายไม่ว่าจะเป็นฝ่ายเสื้อแดงหรือฝ่ายรัฐบาล เราควรหยุดคิดสักนิดว่า “ทุกชีวิตมีค่า หยุดบ้ากันได้แล้ว” ก่อนที่เราจะเข้าสู่ภาวะของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และนำไปสู่การสิ้นชาติในที่สุด
หมายเหตุ ผู้ที่อ่านบทความนี้จบแล้วยังคิดว่าเฉพาะฝ่ายที่คิดไม่ตรงกับตนเองนั้น “บ้า”และควรเป็นฝ่ายหยุด แสดงว่าท่านกำลัง “บ้า” เช่นกัน
คดีพลิก!พฐ.ชี้ทหารยิงเสื้อแดง-ฆ่านักข่าวญี่ปุ่น มาร์ค-อูมั่วมาตลอดเห็นใบไม้ไหวเป็นผู้ก่อการร้าย
ที่มา Thai E-News
หนังสือพิมพ์ข่าวสดพาดหัวข่าวใหญ่วันนี้
เวบประชาไทเปิดเผย วิดีโอคลิปบันทึกเหตุการณ์วันที่ 10 เมษายน โดยผู้ชุมนุมเสื้อแดงนั่งขวางทหารหลายร้อยนายที่ใช้รถถังสายพานลำเลียง Type-85 และอาวุธสงครามผลักดันผู้ชุมนุม มีการยิงแก๊สน้ำตาอย่างน้อย 2 ครั้ง และใช้กระสุนยางยิงเข้าใส่ ขณะที่มีผู้ชุมนุมนั่งพนมมือไหว้เผชิญหน้ากับรถถัง
ประชาไทรายงานว่า สำหรับเรื่องการใช้รถสายพานลำเลียงนั้น พ.อ.สรรเสริญ โฆษกทหารได้เคยโกหกว่า การเคลื่อนย้ายรถถังสายพานลำเลียงไม่ใช่เป็นการเข้าสลายการชุมนุมหรือมีเหตุอื่น แต่เป็นการนำรถดังกล่าวไปจอดประจำการที่บริเวณหน้าบ้านพักสี่เสาเทเวศร์ของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์
ชมคลิปวิดิโอผู้ชุมนุมมือเปล่าขวางรถถัง คลิ้กที่นี่
ที่มา เนชั่น
21 เมษายน 2553
ข่าวเกี่ยวเนื่อง:
-FRANCE 24: คลิปเผยทหารยิงปืนกลไรเฟิลตรงไปที่ชุมนุม.."ยากที่จะเชื่อเจ้าหน้าที่ที่อ้างว่ายิงขึ้นฟ้า"
-ข้อมูลดิบและภาพหลักฐานกรณีนักข่าวญี่ปุ่นถูกสังหาร
สำนักข่าวเนชั่น ซึ่งมีแนวโน้มเอียงสนับสนุนรัฐบาลและดิสเครดิตผู้ชุมนุมเสื้อแดงมาตลอด ได้รายงานข่าวเมื่อค่ำวานนี้แจ้งว่า กองพิสูจน์หลักฐาน (พฐ.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้รายงานผลการตรวจพื้นที่เกิดเหตุบริเวณแยกคอกวัว และอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย หลังเกิดเหตุการณ์การปะทะระหว่างทหารและกลุ่มคนเสื้อแดงเมื่อคืนวันที่ 10 เมษายน ให้ พล.ต.อ.ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา ที่ปรึกษา (สบ 10) โดยระบุว่า ตรวจสอบจุดบริเวณสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ถนนราชดำเนิน ซึ่งระบุว่า เป็นจุดที่กองกำลังไม่ทราบฝ่ายได้ใช้ปืนคอยซุ่มยิงทหารและประชาชนนั้น จากการตรวจสอบไม่พบร่องรอยของเขม่าดินปืน หรือพบปลอกกระสุนตกในที่เกิดเหตุแต่อย่างใดทั้งสิ้น ส่วนที่มีคลิปเคลื่อนไหวจากการจำลองเหตุการณ์พบว่า เป็นกิ่งไม้ที่ไหวในช่วงกลางคืน ส่วนควันที่เกิดในคลิปสันนิษฐานว่าเป็นควันที่เกิดจากกระสุนปืนที่ยิงมาโดนบริเวณตัวอาคารลอยขึ้นไป จนทำให้เกิดเหมือนภาพมีคนคอยซุ่มยิงและมีควันคล้ายการยิงปืน
จากการตรวจสอบคลิปภาพถ่ายต่างๆ ที่รวบรวมได้กรณีนักข่าวชาวญี่ปุ่น สำนักข่าวรอยเตอร์พบว่า ในช่วงแรกนักข่าวชาวญี่ปุ่นอยู่หลังแนวทหาร แต่เมื่อแนวทหารถอยร่นจากการตอบโต้ของคนเสื้อแดง ปรากฏว่า นักข่าวคนดังกล่าวได้มายืนอยู่ในจุดด้านหน้าของการปะทะระหว่างทหารและกลุ่มเสื้อแดง และแนววิถีกระสุนคาดว่า น่าจะมาจากฝั่งทหาร
นอกจากนั้นในส่วนของคลิปที่สำนักข่าวฝรั่งเศสระบุว่า ทหารยิงปืน แต่ทาง ศอฉ. ระบุว่าเป็นเพียงการคุ้มกันการถอนตัวนั้น จากการตรวจสอบคลิปอย่างต่อเนื่องของกองพิสูจน์หลักฐานพบว่า มีการยิงกระสุนใส่ประชาชนจริง และในบางช่วงยังมีเสียงทหารด้วยกันบอกให้หยุดยิง ซึ่งรายงานทั้งหมดคณะพนักงานสอบสวนได้เก็บรวบรวมหลักฐานไว้แล้ว
ชาวอินเตอร์เน็ตแขวะมาร์คเห็นใบไม้ไหวขยายผลเป็นผู้ก่อการร้าย
ข่าวดังกล่าวคอการเมืองในบอร์ดประชาไท ได้วิจารณ์นายอภิสิทธิ์กับพันเอกสรรเสริญอย่างหนัก โดยแขวะว่า
ตามเนื้อข่าว สรุปได้คือ..."กิ่งไม้ที่ไหว" = ผู้ก่อการร้ายสำหรับคุณอภิสิทธิ์..(ผมเห็นแถลงข่าวออกสื่อใหญ่โตทุ๊กกกวัน..ผู้ก่อการร้ายอย่างนั้น อย่างนี้..เต็มไปหมด)
ไอ้ผมก็ดันไปเปิดไฟล์ ตรวจสอบภาพ เวทีเสื้อแดงที่ราชประสงค์..เล่นเอาผมถึงกับตะลึง งง งัน ไปชั่วครู่
จะด้วยโชคชะตา ฟ้าลิขิต หรือ เป็นเหตุบังเอิญอะไร ก็สุดจะคาดเดา..
กลางวันแสกๆครับ..ด้วยความช่างสังเกตุของผม ผมพบผู้ก่อการร้ายยืนจะๆ ไม่มีพรางหน้าตา ยืนปะปนเป็นแนว คล้ายๆกับเป็นหน่วยระวัง กำบังให้เสื้อแดง ร่วมยี่สิบได้..
นี่ครับ...เห็นกันจะๆไปเลย ไม่ต้องปกปิดกันแล้ว..วัดใจกันไปเลยครับ..คุณอภิสิทธิ์..คุณไก่อู..
"กิ่งไม้ที่ไหว" = ผู้ก่อการร้ายสำหรับคุณอภิสิทธิ์..
ของผมเห็นเต็มๆต้น ทั้งดอกทั้งใบ..กลางวันแสกๆ..ไม่มีพรางหน้า พรางตา..ผมก็ไม่รู้ว่าเป็นระดับไหน หน่วยไหน เหมือนกันครับ คุณอภิสิทธิ์ คุณไก่อู..
แต่คิดว่าคงเก๋าพอตัวครับ..เล่นยืนตั้งโด่ ท้าลม ท้าแดด ไม่เกรงหน้าไหนเลย...กลางเมืองหลวงแท้ๆ..เก๋าจริงๆ..
พรุ่งนี้ผมจะฝากมอไซค์วิน ให้เอาภาพไปให้ ที่ ร.11 ครับ คุณอภิสิทธิ์ คุณไก่อู..
ปล. เมื่อคุณอภิสิทธิ์เห็นผู้ก่อการร้ายเต็มๆอย่างนี้แล้ว ผมฝากบอกพี่เถิก ถอนกำลังพลกลับเถอะครับ..เอาแค่เทศกิจก็พอครับ..
คดีพลิก!พฐ.ชี้ทหารยิงเสื้อแดง-ฆ่านักข่าวญี่ปุ่น มาร์ค-ไก่อูมั่วมาตลอดเห็นใบไม้ไหวเป็นผู้ก่อการร้าย
ที่มา Thai E-News
ข่าวเกี่ยวเนื่อง:FRANCE 24: คลิปเผยทหารยิงปืนกลไรเฟิลตรงไปที่ชุมนุม.."ยากที่จะเชื่อเจ้าหน้าที่ที่อ้างว่ายิงขึ้นฟ้า"
ที่มา เนชั่น
20 เมษายน 2553
รายงานข่าวแจ้งว่า กองพิสูจน์หลักฐาน (พฐ.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้รายงานผลการตรวจพื้นที่เกิดเหตุบริเวณแยกคอกวัว และอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย หลังเกิดเหตุการณ์การปะทะระหว่างทหารและกลุ่มคนเสื้อแดงเมื่อคืนวันที่ 10 เมษายน ให้ พล.ต.อ.ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา ที่ปรึกษา (สบ 10) โดยระบุว่า ตรวจสอบจุดบริเวณสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ถนนราชดำเนิน ซึ่งระบุว่า เป็นจุดที่กองกำลังไม่ทราบฝ่ายได้ใช้ปืนคอยซุ่มยิงทหารและประชาชนนั้น จากการตรวจสอบไม่พบร่องรอยของเขม่าดินปืน หรือพบปลอกกระสุนตกในที่เกิดเหตุแต่อย่างใดทั้งสิ้น ส่วนที่มีคลิปเคลื่อนไหวจากการจำลองเหตุการณ์พบว่า เป็นกิ่งไม้ที่ไหวในช่วงกลางคืน ส่วนควันที่เกิดในคลิปสันนิษฐานว่าเป็นควันที่เกิดจากกระสุนปืนที่ยิงมาโดนบริเวณตัวอาคารลอยขึ้นไป จนทำให้เกิดเหมือนภาพมีคนคอยซุ่มยิงและมีควันคล้ายการยิงปืน
จากการตรวจสอบคลิปภาพถ่ายต่างๆ ที่รวบรวมได้กรณีนักข่าวชาวญี่ปุ่น สำนักข่าวรอยเตอร์พบว่า ในช่วงแรกนักข่าวชาวญี่ปุ่นอยู่หลังแนวทหาร แต่เมื่อแนวทหารถอยร่นจากการตอบโต้ของคนเสื้อแดง ปรากฏว่า นักข่าวคนดังกล่าวได้มายืนอยู่ในจุดด้านหน้าของการปะทะระหว่างทหารและกลุ่มเสื้อแดง และแนววิถีกระสุนคาดว่า น่าจะมาจากฝั่งทหาร
นอกจากนั้นในส่วนของคลิปที่สำนักข่าวฝรั่งเศสระบุว่า ทหารยิงปืน แต่ทาง ศอฉ. ระบุว่าเป็นเพียงการคุ้มกันการถอนตัวนั้น จากการตรวจสอบคลิปอย่างต่อเนื่องของกองพิสูจน์หลักฐานพบว่า มีการยิงกระสุนใส่ประชาชนจริง และในบางช่วงยังมีเสียงทหารด้วยกันบอกให้หยุดยิง ซึ่งรายงานทั้งหมดคณะพนักงานสอบสวนได้เก็บรวบรวมหลักฐานไว้แล้ว
ชาวอินเตอร์เน็ตแขวะมาร์คเห็นใบไม้ไหวขยายผลเป็นผู้ก่อการร้าย
ข่าวดังกล่าวคอการเมืองในบอร์ดประชาไท ได้วิจารณ์นายอภิสิทธิ์กับพันเอกสรรเสริญอย่างหนัก โดยแขวะว่า
ตามเนื้อข่าว สรุปได้คือ..."กิ่งไม้ที่ไหว" = ผู้ก่อการร้ายสำหรับคุณอภิสิทธิ์..(ผมเห็นแถลงข่าวออกสื่อใหญ่โตทุ๊กกกวัน..ผู้ก่อการร้ายอย่างนั้น อย่างนี้..เต็มไปหมด)
ไอ้ผมก็ดันไปเปิดไฟล์ ตรวจสอบภาพ เวทีเสื้อแดงที่ราชประสงค์..เล่นเอาผมถึงกับตะลึง งง งัน ไปชั่วครู่
จะด้วยโชคชะตา ฟ้าลิขิต หรือ เป็นเหตุบังเอิญอะไร ก็สุดจะคาดเดา..
กลางวันแสกๆครับ..ด้วยความช่างสังเกตุของผม ผมพบผู้ก่อการร้ายยืนจะๆ ไม่มีพรางหน้าตา ยืนปะปนเป็นแนว คล้ายๆกับเป็นหน่วยระวัง กำบังให้เสื้อแดง ร่วมยี่สิบได้..
นี่ครับ...เห็นกันจะๆไปเลย ไม่ต้องปกปิดกันแล้ว..วัดใจกันไปเลยครับ..คุณอภิสิทธิ์..คุณไก่อู..
"กิ่งไม้ที่ไหว" = ผู้ก่อการร้ายสำหรับคุณอภิสิทธิ์..
ของผมเห็นเต็มๆต้น ทั้งดอกทั้งใบ..กลางวันแสกๆ..ไม่มีพรางหน้า พรางตา..ผมก็ไม่รู้ว่าเป็นระดับไหน หน่วยไหน เหมือนกันครับ คุณอภิสิทธิ์ คุณไก่อู..
แต่คิดว่าคงเก๋าพอตัวครับ..เล่นยืนตั้งโด่ ท้าลม ท้าแดด ไม่เกรงหน้าไหนเลย...กลางเมืองหลวงแท้ๆ..เก๋าจริงๆ..
พรุ่งนี้ผมจะฝากมอไซค์วิน ให้เอาภาพไปให้ ที่ ร.11 ครับ คุณอภิสิทธิ์ คุณไก่อู..
ปล. เมื่อคุณอภิสิทธิ์เห็นผู้ก่อการร้ายเต็มๆอย่างนี้แล้ว ผมฝากบอกพี่เถิก ถอนกำลังพลกลับเถอะครับ..เอาแค่เทศกิจก็พอครับ.
ทรยศต่อมึง..ยังไงกัน!? ก็มึงนั้นทุรยศกบฎกู
ที่มา Thai E-Newsกูรักมึงมึงก็รู้ว่ากูรัก
ยังมาหักอกกูหยั่งหมูหมา
ต่อแต่นี้กรวดน้ำคว่ำขัน-ลา!
จะชาตินี้ชาติหน้าอย่าเจอมึง
เลิกคร่ำครวญกวนตีนกูสิ้นรัก
กูขอหักสวาทให้ขาดผึง
จะดีชั่วตัวทำกรรมของมึง
ชาตินี้ถึงชาติไหนอย่าใกล้กัน
ก็ชาติชั่วอย่างมึงกูถึงเลิก
อย่ามาเบิกประจานชาวบ้านขัน
ทรยศต่อมึง..ยังไงกัน?
ก็มึงนั้นทุรยศกบฎกู!
โดย จิ๊กโก๋อกหัก


