ที่มา Thai E-Newsหนูดาวคนนี้สำคัญนักหนาล่ะท่านเอ๋ย อยู่ติดตัวติดตูดของคนโตคับฟ้าขนาดแค่กระดิกนิ้วตีนก็เปลี่ยนแปลงประเทศนี้ได้ เธอสัมผัสตัวคนๆ นั้นก็ได้ อาบน้ำสระผมคนๆ นั้นก็ได้ วันดีคืนดีถึงกับนอนหน้าเตียงเลยเทียว ไอ้เทือกมันก็เลยมีตั๋วเข้าสู่วงจรอำนาจอันใหญ่ยิ่งหาอะไรเปรียบมิได้ มีอะไรมันก็ฝากผ่านหนูดาวเข้าไป หนูดาวแกก็ดี๊ดี ถือว่าผัวอุตส่าห์ (หน้าด้าน) ฝากมาก็จัดการส่งต่อให้ถึงตัวทุกทีไป
โดย จิตร พลจันทร์
ที่มา คอลัมน์คมความคิด จิตร พลจันทร์ นิตยสาร Voice of Taksin ฉบับที่ 19
ก๊ากๆๆๆ และแล้วพฤติกรรมหำทมิฬของกำนันโคอ๊อปแห่งสุร๊าดตานี ก็ถูกถลกมาแผ่หราหน้าเวทีที่ราชประสงค์
จิตรนึกอยู่แล้วว่าเรื่องอีแบบนี้มันจะหลบอยู่ได้นานขนาดไหนเชียว คนเราลองได้บ้ากามชนิดโชว์หรากลางหน้าผากขนาดนั้น สาธุชนเขาต้องรู้กันจนได้
ยิ่งตอนหลังก้มกบาลเอาใจไอ้แก่ตัณหา (การเมือง) กลับเสียจนลืมตัว ก็ยิ่งเย้ายวนให้เค้าช่วยกันแฉ รู้กันให้ทั่วเลยว่าเชื้อโรคตัวนี้มันไม่ได้ดำปี๋แค่ภายนอกหรือแต่ตัว แต่ใจมันก็ด๊ำดำเสียยิ่งกว่ากระจุก “diamond hair” ของนางโลมที่มันอุตส่าห์ไปพรากจากผัวเค้ามาซะอีก
เพียงแต่บนเวทีเค้ามีเวลาน้อย แล้วก็ถ่ายสดทางทีวีกับเว็ป คนพูดก็ต้องระวังไม่ให้เกินเลย จิตรก็เลยถือโอกาสช่วยงานกฐินเที่ยวนี้ซะเลย
เพราะไอ้ที่เล่าบนเวทีน่ะ มันน้อยนิดเสียจนมวลชนที่น่ารักของเราฟังไม่เข้าใจ ได้ยินหางเสียงว่าตีท้ายวังๆ ก็สนใจเฮฮากัน แต่ใจอยากรู้มากกว่านั้น เพราะหลายท่านกำลังปฏิบัติแยกสัตว์ออกจากคน
จิตรขอกราบบริการข้อมูลเพิ่มเติมก็แล้วกัน จะได้รู้ว่าบ้านเมืองนี้มันมีอาเพศใหญ่ ถึงขนาดคนสำคัญของประเทศเห็นผิดเป็นชอบ เลือกคนที่ทางพุทธเขาเรียกอัปรียชนล้วนๆ มาบริหารชาติ ส่วนคนเลือก เลือกเพราะเป็นสายพันธุ์เดียวกันหรือไม่ ค่อยมาว่ากันวันหลัง
ไอ้ความวิตถารชอบคนที่เค้ามีผัวแล้วของคนๆ นี้ มันเริ่มมานานแล้วล่ะท่าน ตอนอยู่บ้านก็แอบตีท้ายครัวมั่วหม้อไห ไม่เว้นแม้แต่ชาวบ้านร้านถิ่น นี่ตั้งแต่ก่อนจะเป็นกำนันและเป็นผู้มีอิทธิพลแล้วนะ ก็เหยื่อรายแรกของไอ้บ้านี่ก็คือผัวของสาวชาวบ้านคนหนึ่ง เขาเป็นคนจริง มาลูบคมหยั่งงั้นเขาก็ไม่ยอม จะสะสางคิดบัญชีกับมัน ปรากฏว่ามันทำยังไงรู้ไหมท่าน? มันสั่งให้ลูกกระเป๋งข้างตัวมันไปลอบยิงเขาก่อน มันรู้เหมือนกันว่าถ้าปล่อยไปกูคงเสร็จแน่ เพราะไปสะเดิฟเมียเขามาจริงๆ ในที่สุดสาวผู้น่าสงสารก็กลายเป็นแม่หม้ายลูกติด ไอ้ชั่วนี่ก็ไม่ดูดำดูดี ถือว่าได้แล้วก็แล้วกันไป
จิตรว่าคงจะใช้สไตล์นักเลงคุมซ่องข่มขู่เค้าด้วยแหละ เรื่องมันถึงได้เงียบ แต่ชาวบ้านเค้าก็รู้กันทั่วว่าไอ้เลวนี่มันมีอุปนิสัยเหมือนหมาปากซอย เผลอหน่อยเดียวมันก็ดึ๊บๆ เหมือนสุนัขชาติในฤดูติดสัตว์ก็ไม่ปาน
ถ้าให้เล่าหมดทุกเรื่องเนื้อที่คงจะไม่พอ จิตรขอกระโดดปร๊าดมายังบทสวาทของมันในสมัยสังกัดพรรคประชาธิกัดเลยก็แล้วกัน ไอ้คนนี้มันคงสังเกตการณ์อยู่ว่า ผู้ใหญ่ในพรรคตะละคน โดยเฉพาะชาวสะตอสามัคคีเหมือนตัวมัน ล้วนมีพฤติกรรมทางเพศน่าดูชมยิ่ง พระพุทธองค์ทรงบัญญัติวินัยคฤหัสถ์ในเรื่องนี้ไว้อย่างไร ผู้ใหญ่ประชาธิกัดมันทำตรงข้ามชนิด ๑๘๐ องศาทุกทีไป ไอ้ “นายชวนหัว” ก็ทำตัวเป็น “ใบไม้” ที่วันหลังมีโอกาสจะแฉมั่ง เรื่องเมียนอกสมรสอะไรนี่ก็จริง แต่เป็นเรื่องทีหลังทั้งน้าน
อีกตัวที่สวาปามไปซะพุงกาง สมัยเป็นเสนาบดี เดี๋ยวนี้ทำเป็นเงียบ คือไอ้ “เฉ่งอ้วน” คนตัวใหญ่แต่ของเล็ก ก็เลยชอบเด็กตัวน้อยๆ เป็นโรคจิตประเภทหนึ่ง เหมือน “ท่านรองประธานวุด” คนหนึ่งในอดีตที่ต้องคดีมีเพศสัมพันธ์กับเด็กจนติดคุกติดตะราง ออกจากถนนการเมืองไปอย่างเด็ดขาด ไอ้ “จุลินทรีย์” ที่ชอบทำภาพลักษณ์สงบเสงี่ยมเรี่ยมเร้ ไอ้นี่นอกจากโกงซะปากมันแล้ว เรื่องเพศก็โรคจิตชนิดวิปลาสเลยทีเดียว เคยมีเรื่องฉาวโฉ่หลายหนว่าเรียกสาวบริการขึ้นไป แล้วตบตีน้องน้อยจนแทบสลบ ก่อนจะมีอะไรกันได้ ตัวอย่างเบาะๆ ในเรื่องพรรค์นี้ คงทำให้ไอ้เทือกนึกว่า หวานหมู กูมาถูกที่แล้ว
จากนั้นมันก็ใช้ “น้ำกาย” (ไม่ใช่ “น้ำใจ”) หากินสร้างตัวเองทางการเมืองเรื่อยมา คุณนายผู้ใหญ่ในพรรคคนไหนที่เปล่าเปลี่ยว ถูกผัวทิ้งไปมีอีหนูอีแมวที่ไหน มันก็เสนอตัว ทำเป็นป้วนเปี้ยนไปมาจนเค้าเรียกใช้ มันก็สนองนโยบายเสียจนกระทั่งติดใจ เหตุที่ติดใจก็ไม่ใช่เพราะมันเก่งหรือฉกาจกามใดๆ นักหนา แต่เพราะมันมีสันดานเหมือนคนติดการพนัน คือชอบอะไรที่มันลุ้นๆ เสี่ยงๆ มันก็เลยชอบกามกิจประเภทที่ต้องคอยหลบเลี่ยง ยิ่งเสี่ยงผัวเขาด้วยก็ยิ่งมันส์ สาวแก่แม่หม้ายทั้งหลายก็เลยพลอยได้รสชาติแห่งความเสี่ยงอันตรายไปกับมันด้วย ติดอกติดใจกันจะอี้
แต่สุดยอดของวีรกรรมแห่งกำนันสุร๊าดคือเมื่อเสี่ยหนุ่มตระกูลมหาเศรษฐีคนหนึ่งเกิดอยากเล่นการเมืองขึ้นมา เมียแกก็บังเอิญเป็นน้องสาวของคนใหญ่ในพรรคที่เดี๋ยวนี้เป็นชายผู้สูงศักดิ์ไปซะแล้ว เสี่ยหนุ่มแกมีแต่เงิน ศิลปะการพูดบ่มี อย่าว่าแต่ปราศรัยเลย เมียแกก็เหมียนกัน สาวสวยรวยเละ แต่อยากเป็นนักการเมืองเหมือนผัว (ตอนนั้นแกฉอเลาะกับผัวว่าอยากหัดพูดให้เก่ง จะได้ช่วยผัวปราศรัย) ไอ้ผัวก็ตายใจ ยอมให้เมียมาใกล้ชิดสนิทแนบอยู่กับไอ้บ้ากามนี่
ในที่สุดมันก็พามา “หัดพูด” ที่บ้านของมันในกรุงเทพฯนี่ล่ะ ชะๆ หัดพูดหัดไปหัดมาก็เลิกพูด กลายเป็นหัดคราง ต่อมาพัฒนาเป็นหัดครวญ จนเป็นโหยหวนไปในที่สุด ความติดใจทำให้คนสองคนต้องหัดพูดอย่างต่อเนื่องจน “ถอน” ไม่ขึ้น
เสี่ยหนุ่มที่เป็นผัวมัวไปวุ่นวายกับการเมืองจนไม่เหลียวหลัง หันกลับมาอีกทีถึงผงะ ตกตะลึงพรึงเพริดเหมือนจู่ๆ พบว่าของลับตัวเองหายวับไปกับตา ต้องยอมหย่าทั้งน้ำตา ในใจคงแค้นไอ้เทือกจนพูดไม่ออกบอกไม่ถูก จากนั้นมาไอ้เทือกกับแม่สาวหัดพูดก็รื่นเริงเหมือนดอกไม้ทองรับแสงตะวัน แสดงตัวกันโจ๋งครึ่ม ไม่หวั่นหน้าอินทร์หน้าพรหมที่ไหนทั้งนั้น ครั้งหนึ่งยังลือลั่นไม่รู้จบ คือบทบาทของฝ่ายชายชนิดลงคลานสี่ตีนอยู่ใต้โต๊ะในงานเลี้ยงแห่งหนึ่ง แล้วให้ตวัดลิ้นให้ “บริการ” แก่แม่สาวนักพูด จนแกเลิกพูดไปเลยทั้งคืน
อู๊ว์ยยยย....
วีรกรรมสุดท้ายที่แกขยับขึ้นมาถึงขั้น “ท้ายวัง” ก็คงจะเห็นตัวอย่างจากคุณพี่ผู้ใหญ่ในพรรคที่ชื่อ“บัญหยาด” เพราะพี่หยาดแกไปได้เสียแป๊ะเจี๊ยะกับหญิงผู้สูงศักดิ์หนักแผ่นดินเข้าคนหนึ่ง ที่มีชื่อย่อว่า “นาง จ.”หรือ “ท่านผู้ใหญ่ จ.” ที่จิตรเคยเล่ามาแล้วในตอน “องคมนตรีกับสตรีชั่ว” แล้วเห็นเขาดีวันดีคืน ลงทุนก็แต่น้ำในระบบชลประทานเท่านั้นเอง ไม่เห็นจะเหนื่อยยากอะไร
ในที่สุดแกก็อาศัยว่าพรรคแกมันเป็นร่างทรงของปิศาจหลวงนฤบาลฯ ได้ใกล้ชิดกับคนใหญ่คนโตและคนระดับหน้าห้องนอกห้องของคนเหล่านี้บ่อยๆ แกก็เลยรู้จักกับสตรีนางหนึ่ง หน้าตาไม่ได้สวยสะนัก ออกจะคล้ำๆ อยู่ ที่มีชื่อว่า “หนูดาว” (ชื่อจริงคงไม่ต่างจากนี้นัก แต่จิตรบอกตรงๆ ไม่ล่าย ความสูงศักดิ์ของแกจะหล่นใส่หัวแม่ตีนรากหญ้าของจิตรเข้า)
หนูดาวคนนี้สำคัญนักหนาล่ะท่านเอ๋ย อยู่ติดตัวติดตูดของคนโตคับฟ้าขนาดแค่กระดิกนิ้วตีนก็เปลี่ยนแปลงประเทศนี้ได้ เธอสัมผัสตัวคนๆ นั้นก็ได้ อาบน้ำสระผมคนๆ นั้นก็ได้ วันดีคืนดีถึงกับนอนหน้าเตียงเลยเทียว
จริงๆ หนูดาวแกก็มีผัวเป็นตัวเป็นตนอยู่ นายทหารซะด้วยนะ แต่มนต์ไอ้เทือกมันคงเด็ดขาด ถือคติว่า “ผัวบัณฑิต” หรือจะสู้ “ผัวโจร” มันเลยปรนเปรอด้วยรสชาติอย่างโจรไพร ชนิดที่สาวแก่แม่หม้ายระดับนี้ไม่เคยเจอ เห็นแต่ในหนังโป๊ ไม่รู้เค้าทำกันจริงๆ ได้ เลยชอบอกชอบใจจนขาดไม่ได้อีกต่อไปในโลกนี้ ไอ้เทือกมันก็เลยมีตั๋วเข้าสู่วงจรอำนาจอันใหญ่ยิ่งหาอะไรเปรียบมิได้ มีอะไรมันก็ฝากผ่านหนูดาวเข้าไป หนูดาวแกก็ดี๊ดี ถือว่าผัวอุตส่าห์ (หน้าด้าน) ฝากมาก็จัดการส่งต่อให้ถึงตัวทุกทีไป ทำให้ตอนหลังไอ้เทือกมันมีอำนาจแฝงเร้นมากกว่า “อภิสัตว์” ที่มันอุตส่าห์ปั้นจากอสุจิของ “นายชวนหัว” ด้วยซ้ำไป
นี่แหละท่าน เมืองไทยวิไลตา รู้แล้วสดชื่นรื่นเริงเหมือนนกยามเช้าไหม ของบางอย่างเราไม่รู้มาก่อน เราก็นึกว่าเรื่องอัปรีสีย์กบาลมันมีแต่ในหมู่ชาวบ้าน อ่านข่าวหนังสือพิมพ์ว่าเกิดเหตุทางเพศตรงนั้นตรงนี้ ล้วนแต่รากหญ้าทั้งนั้น ความจริงไอ้ที่มันชั่วสุดๆ มืดดำสุดๆ มันอยู่ตรงที่สูงสุดนั่นล่ะท่าน
ไอ้คนหน้าด้านอย่างไอ้เทือกมันรู้ดีนักล่ะ มันถึงทำท่ากราบไหว้ให้ความเคารพนบนอบ แล้วก็ปิดไฟ จากนั้นก็ลงมือปฏิบัติการชลประทานส่งน้ำไปตามตามท่อทางต่างๆ เพื่อให้เกษตรกรชั้นสูงได้ทำไร่ไถนาอย่างปอเปียง
นี่ล่ะท่านผู้ชมที่รัก.... เรื่องของท่านรองฝ่ายความมั่น “ค.” แห่งปี!
-------------------------------
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Thursday, April 22, 2010
เทือกท้ายครัว-มั่วท้ายวัง
จิ๋วออกแถลงการณ์:สาเหตุขอพระบารมีปกเกล้าชาวไทย มิให้ถูกเข่นฆ่าอีกโดยทหารจากคำสั่งรัฐบาล
ที่มา Thai E-News
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
22 เมษายน2553หมายเหตุ:พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ออกแถลงการณ์ฉบับหนึ่งมใจความสำคัญว่า เขาเป็นหัวหน้าขบวนการประชาธิปไตยแห่งชาติ อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขแห่งรัฐ เพื่อต่อสู้เอาชนะขบวนการเผด็จการรัฐสภา เผด็จการรัฐประหาร และเผด็จการทุกชนิด มิใช่หัวหน้าผู้ก่อการร้ายตามที่มีผู้ป้ายสีไว้แต่ประการใดทั้งสิ้น
แถลงการณ์ระบุในตอนหนึ่งว่า เมื่อรัฐบาลสั่งให้ทหารปฏิบัติมาตรการแก้ปัญหาม็อบที่ผิด จนเกิดการบาดเจ็บล้มตายทั้ง 2 ฝ่าย รัฐบาลกลับไม่แสดงความรับผิดชอบใดๆ ทั้งสิ้น แต่เตรียมการที่จะดำเนินการเข่นฆ่าประชาชนอีก กระผมจึงไม่มีทางเลือก เพราะเห็นว่าไม่มีสถาบันใดอีกแล้ว ที่จะสามารถหยุดยั้งได้ นอกจากสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นสถาบันที่ทรงความยุติธรรมทางการเมืองเพียงสถาบันเดียวเท่านั้น และจะต้องยุติยับยั้งให้ทันต่อสถานการณ์ก่อนจะสายเกินการณ์ กระผมจึงตัดสินใจขอพระบารมีปกเกล้าฯให้แก่ประชาชนดังกล่าว อย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง และไม่มีทางเลือกใดทั้งสิ้น
ด้วยความเคารพต่อข้อคิดเห็นของทุกฝ่าย คำแถลงฉบับนี้ กระผมมิได้กระทำ ในฐานะนักการเมืองเพื่อตอบโต้ หรือ แสวงหาประโยชน์ให้กับพรรคการเมืองที่สังกัดแต่ประการใด
ซึ่งเรื่องทางการเมืองยังมีอีกมาก แต่จะไม่ขอนำมากล่าวไว้ ณ ที่นี้ ด้วยความรับผิดชอบต่อบ้านเมืองในฐานะส่วนตัว กระผมได้ทำงานด้านความมั่นคง ของชาติมายาวนาน และนำเสนองานด้านวิชาการอันเป็นหลักวิชาที่เป็นความเห็นถูกแห่งสัมมาทิฐิ เพื่อรักษาความมั่นคงแห่งชาติ เป็นการให้การศึกษาต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง นำไปสู่ความสำเร็จของการสร้างประชาธิปไตยและเป็นการนำเสนอหลักวิชาเพื่อแก้ปัญหาวิกฤติชาติทั้งปวง ต่อไป
ด้วย เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2553 กระผมได้แถลงโดยสรุปว่า“…คือ หวังในพระมหากรุณาธิคุณที่จะพระราชทานให้พวกเรา เพื่อยุติความขัดแย้งที่มีมานาน และสร้างความเสียหายให้กับบ้านเมืองอย่างมหาศาล...พระอาญามิพ้นเกล้าฯ ข้าพระพุทธเจ้าขอรับทุกสิ่งทุกอย่างไว้เหนือหัว หากสิ่งที่อยู่ในหัวใจของพวกเราในวันนี้ คือ ขอพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณปกเกล้าปกกระหม่อมให้กับพี่น้องคนไทย ให้กับพวกเราด้วย ผมคิดว่าถ้าไม่มีพระมหากรุณาธิคุณ ก็ไม่แน่ใจต่อการสูญเสียที่จะเกิดขึ้นภายในวันสองวันข้างหน้านี้ และจะเป็นตราบาปที่คนไทยไม่ต้องการเห็น...
รายละเอียดปรากฏตามเอกสารแนบท้าย
ที่ตัดสินใจมาทำงานทางการเมืองกับพรรคเพื่อไทย เพราะมีภารกิจที่ต้องพิสูจน์ว่า พรรคเพื่อไทยและคนเสื้อสีนี้และคนที่เกี่ยวข้องมีความจงรักภักดีหรือไม่ วันนี้ก็ได้พิสูจน์ด้วยสายเลือดทหารรักษาพระองค์ จึงขอประกาศว่า บุคคลทุกคนที่กล่าวมาข้างต้น มีความจงรักภักดีอย่างที่สุด สิ่งที่หวัง คือ ให้สังคมไทยเกิดสันติสุข และปัญหาได้รับการแก้ไข จะยืนหยัดทำงานเพื่อประเทศชาติและประชาชน โดยเฉพาะการสถาปนาการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขแห่งรัฐ ให้สถิตสถาพรต่อไปให้จงได้...ผู้สื่อข่าวถามว่า...แสดงว่าใน 1-2 วัน ทหารจะใช้กำลังเข้าสลายประชาชน ใช่หรือไม่ กระผมตอบว่า มันคือสิ่งที่ต้องเน้นย้ำ เพราะกลัวว่าทหารจะใช้กำลังเข่นฆ่าประชาชน...”
ได้ปรากฏว่า วันรุ่งขึ้น 20 เมษายน 2553 ฯพณฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะนายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์ว่า “ไม่เห็นด้วยและไม่บังควรที่นำเอาสถาบันพระมหากษัตริย์มาเกี่ยวข้องกับการเมือง” และนายถาวร เสนเนียม รมช.มหาดไทย กล่าวว่า “...นับว่าเป็นความคิดที่แย่มาก คนแก่มีวุฒิภาวะถึงขนาดนี้ เคยเป็นนายกรัฐมนตรีมาแล้ว ย่อมรู้ดีว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงอยู่เหนือความขัดแย้งทั้งปวง และอยู่เหนือการเมือง...เป็นการดึงฟ้าให้ต่ำ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง และอยู่เหนือความขัดแย้งมาโดยตลอด ความคิดเช่นนี้เป็นความคิดที่ทุกคนเข้าใจได้ดีว่า เป็นความคิด ที่ทำลายสถาบัน...“ และคำกล่าวของนายศุภชัย ใจสมุทร ว่า “...ก็ควรต้องรู้ว่าอะไรบังควรหรือไม่บังควร เพราะเป็นที่รู้กันตามรัฐธรรมนูญ พระมหากษัตริย์ทรงอยู่เหนือการเมือง...” ฯลฯ
กระผมต้องขอขอบคุณทุกท่าน ที่ได้กรุณาให้ความสำคัญต่อปัญหานี้ ที่กระผมได้เสนอขึ้น ซึ่งได้ก่อผลสะเทือนออกไปอย่างกว้างขวาง ลึกซึ้ง แสดงถึงว่าบุคคลเหล่านี้ได้เป็นตัวอย่างอันดียิ่ง สะท้อนภาพว่ามีมิจฉาทิฐิ หรือความเห็นผิด หรือความมืดบอดอวิชชาอย่างหนาแน่น ต่อปัญหาสถาบันพระมหากษัตริย์กับการเมืองการปกครอง นั่นคือ แสดงว่ามีปัญหาความคิดต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ที่ยังแก้ไม่ตก คือ มีความรู้ผิดหรือมีความไม่รู้ นั่นเอง ซึ่งมีผลเสียต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และประเทศชาติ ประชาชน อย่างร้ายแรง ซึ่งเกิดขึ้นโดยไม่ได้เจตนา
ดังนั้น จึงเป็นโอกาสดี ที่จะได้สร้างความเห็นถูกสัมมาทิฐิ แก้ไขความคิด ให้ถูกต้อง มีความจงรักภักดีอย่างมีวิชชา เพื่อรักษาความมั่นคงแด่สถาบันพระมหากษัตริย์ที่ถูกต้อง และนำไปสู่ความสำเร็จของการสร้างประชาธิปไตย และ
การแก้ปัญหาของประชาชนทั้งมวล ฉะนั้น จึงขอชี้แจงต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ดังต่อไปนี้
1. ก่อนอื่นทั้งสิ้น เราจะต้องรู้ให้ถูกต้องเสียก่อนว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ไทยมีความจริงแท้เป็นมาอย่างไร ตามกฎหมายระหว่างประเทศได้รับรองสถาบันพระมหากษัตริย์ว่า “...สถาบันพระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้แทนแห่งอำนาจอธิปไตยแห่งรัฐ ดังนั้น สถาบันพระมหากษัตริย์จึงทรงเป็นองค์รัฏฐาธิปัตย์” (THE MONARCH APPEARS AS THEREPRESENTATIVE OF THE SOVEREIGNTY OF THE STATE, AND THEREBY BECOMES A SOVEREIGNTY HIMSELF) จากหนังสือINTERNATIONAL LAW A TREATISE VOL.I - PEACH BY H. LAUTERPACHT, Q.C., LL.D., F.B.A.สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นประมุขแห่งรัฐ (HEAD OF STATE) ซึ่งเป็นประมุขสูงสุดแห่งองค์กรรัฐ (A HEAD AS ITS HIGHEST ORGAN) หรือเป็นหัวหน้าขององค์กรรัฐ (CHIEF ORGAN) และเป็นตัวแทนของรัฐในความสัมพันธ์และกิจการระหว่างประเทศทั้งสิ้น (REPRESENTATIVE IN THE TOTALITY OF ITS INTERNATIONAL RELATIONS)
สถาบันพระมหากษัตริย์ในฐานะเป็นส่วนสำคัญของชาติไทย ที่เป็นสถาบันที่มีมายาวนานที่สุดและทรงก่อตั้งชาติ ทรงมีพระราชอำนาจตามนิติราชประเพณี ภายใต้พระราชดำริและพระราชวินิจฉัยตามความรับผิดชอบของสถาบันพระมหากษัตริย์ ต่อประเทศชาติ มาตั้งแต่ก่อตั้งชาตินับร้อยปีนับพันปี จึงทรงมีอำนาจมากกว่าสถาบันอื่นๆ ที่มีลักษณะเป็นประมุข
สถาบันพระมหากษัตริย์ทรงเป็นจอมทัพไทย ซึ่งกองทัพไทยประกอบ ด้วยกองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ ตำรวจ และอาสาต่างๆ ทั้งสิ้น
2. สถาบันพระมหากษัตริย์ในยุคเปลี่ยนผ่านจากยุคสมัยเก่า ขึ้นสู่ยุคประวัติศาสตร์สมัยใหม่ทรงสร้างประชาธิปไตย ตั้งแต่สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง (ร.5) สมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ (ร.6) และสมเด็จพระปกเกล้าฯ (ร.7) ที่ทรงเป็นพระมหากษัตริย์สมบูรณาญาสิทธิ์ จนสามารถรักษาเอกราชของชาติไว้ได้ จากการ ล่าอาณานิคมของประเทศนักล่าอาณานิคม และยกระดับประเทศขึ้นสู่ความทันสมัยศิวิไลซ์ (MODERNIZATION)
อีกทั้งทรงวางรากฐานประเทศด้านความมั่นคง และด้านประชาธิปไตย และสมเด็จพระปกเกล้าฯ กำลังทรงสร้างประชาธิปไตย ขั้นตอนสุดท้ายเกือบสำเร็จ แต่ได้เกิดเหตุการณ์ 24 มิถุนายน 2475 ขึ้นเสียก่อน ถ้าไม่เกิดเหตุการณ์ 24 มิถุนายน 2475 การสร้างประชาธิปไตยของไทย โดยพระมหากษัตริย์ ก็จะสำเร็จไปแล้วประเทศไทยจะเจริญรุ่งเรืองพร้อม ๆ กับประเทศญี่ปุ่นไปแล้ว
นี่คือบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ต่อบ้านเมืองไทยในอดีต ที่ไม่มีใครปฏิเสธได้แม้แต่น้อย และที่สำคัญที่สุด สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นหนึ่งในสามสถาบันที่สร้างประชาธิปไตยในโลก คือ สถาบันพระมหากษัตริย์ สถาบันกองทัพ สถาบันพรรคการเมือง แต่สำหรับประเทศเอกราชเอเชีย 3 ประเทศ คือ จีน ไทย ญี่ปุ่น มีกฎเกณฑ์พิเศษอยู่ว่า มีเพียงสถาบันพระมหากษัตริย์เท่านั้นที่สร้างประชาธิปไตยได้ ถ้าสถาบันพระมหากษัตริย์ถูกขัดขวาง ก็จะไม่สามารถสร้างประชาธิปไตยได้ ประเทศจีนถูกขัดขวางก็กลายเป็นคอมมิวนิสต์ ญี่ปุ่นไม่ถูกขัดขวางก็สร้างประชาธิปไตยได้สำเร็จ ประเทศไทยสร้างประชาธิปไตยขึ้นในขั้นตอนแรก แต่ถูกขัดขวาง โดยเหตุการณ์ 24 มิถุนายน 2475 การสร้างประชาธิปไตยขั้นตอนที่ 2 จึงไม่สำเร็จ ประชาธิปไตยของไทยจึงยังสร้างไม่สำเร็จตลอดมาเป็นระยะเวลาถึง 78 ปี ไม่ว่าจะเป็นโดยสถาบันกองทัพ หรือสถาบันพรรคการเมือง
3. สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นประมุขแห่งรัฐ ทรงใช้อำนาจผ่าน 3 ทาง คือ ทางคณะรัฐมนตรี รัฐสภา และศาล ตามรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2550 มาตรา 3 ตามธรรมชาติและข้อเท็จจริง สถาบันไดใช้อำนาจ สถาบันนั้นอยู่ในการเมือง ดังนั้น เมื่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ทรงใช้อำนาจอธิปไตยผ่าน 3 ทาง ดังที่รัฐธรรมนูญได้กำหนดไว้ก็แสดงว่าพระมหากษัตริย์อยู่ในการเมือง ไม่ได้อยู่นอกการเมือง หรือไม่ได้อยู่เหนือการเมืองแต่อย่างใดทั้งสิ้น
การกล่าวว่า สถาบันพระมหากษัตริย์อยู่นอกการเมือง หรืออยู่เหนือการเมือง หรือไม่เกี่ยวกับการเมืองนั้น เป็นการกล่าวที่ผิดหลักวิชารัฐศาสตร์ ผิดหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ผิดข้อเท็จจริงที่ดำรงอยู่ และการกล่าวเช่นนั้น เป็นการลิดรอนพระราชอำนาจ ทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยไม่รู้ตัว เพราะไม่มีประมุขประเทศใดในโลกไม่มีอำนาจของประมุข ไม่ว่าจะเป็นประเทศราชอาณาจักรหรือไม่ใช่ประเทศราชอาณาจักร ประเทศที่มี รูปของประเทศ (FORM OF COUNTRY) เป็นแบบราชอาณาจักร สถาบันพระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชอำนาจในฐานะประมุขแห่งรัฐ หรือประมุขของประเทศ มีพระราชอำนาจในการทรงแต่งตั้ง ถอดถอน ประมุขทางการเมืองเช่น นายกรัฐมนตรี ประธานสภา และประธานศาลฎีกา อย่างเด็ดขาดสมบูรณ์บริบูรณ์ ถ้าประเทศใดมี รูปของประเทศเป็นแบบอื่น สถาบันที่เป็นประมุขก็จะมีอำนาจเช่นเดียวกัน ไม่ใช่เป็นเพียงตรายาง คือ มีแค่ตำแหน่งแต่ไม่มีอำนาจ ปัจจุบันรัฐธรรมนูญไทย ยังลิดรอนพระราชอำนาจของสถาบันพระมหากษัตริย์ ในฐานะประมุขแห่งรัฐอยู่อย่างมากมาย
4. ประเทศที่มีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นประมุขนั้น ดีกว่าประเทศที่ มีสถาบันอื่นเป็นประมุข ดังเช่น สถานการณ์หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เยอรมนี โดยการนำของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ซึ่งเป็นทั้งนายกรัฐมนตรี และ เป็นผู้นำสูงสุด หรือประธานาธิบดีจึงนำเยอรมันเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 และทำสงครามจนพ่ายแพ้ต่อฝ่ายสัมพันธมิตร แต่อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ยังไม่ยอมแพ้ จึงถูกโจมตีจนกรุงเบอร์ลินแหลกละเอียด ประชาชนล้มตายมหาศาล แม้นายพลรอมเมล สิงห์ทะเลทราย จะลอบสังหารฮิตเลอร์ เพื่อยุติสงคราม กลับถูกจับและสั่งให้กิน ยาตาย เยอรมนีพินาศย่อยยับ ฮิตเลอร์ยิงตัวตายในห้องใต้ดิน เยอรมนีย่อยยับ เพราะไม่มีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ญี่ปุ่นพ่ายแพ้แล้วโดยถูกทิ้งระเบิดปรมาณูที่เมืองฮิโรชิมา และเมืองนางาซากิ นายกรัฐมนตรีจอมพลโตโจไม่ยอมแพ้จะสู้ต่อ ซึ่งจะทำให้ญี่ปุ่นถูกระเบิดปรมาณู จนจมหายไปในมหาสมุทรแปซิฟิก คนญี่ปุ่นจะล้มตายมหาศาล แต่สมเด็จพระจักรพรรดิแห่งญี่ปุ่น ทรงมีพระบรมราชโองการปลดนายพลโตโจ แล้วทรงตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่แทน สงครามโลกครั้งที่ 2 จึงยุติลง ญี่ปุ่นจึงยังไม่พังพินาศ ย่อยยับ เพราะมีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นประมุข อิตาลีก็แพ้แล้วเช่นกัน มุสโสลินีนายกฯจะไม่ยอมแพ้ จึงถูกปลดโดย พระเจ้า วิคเตอร์ เอ็มมานูเอล และทรงตั้งนายพลทหารเรือ คนหนึ่งเป็นนายกฯ จึงสามารถ ยุติสงครามโลกลงได้ อิตาลีไม่ย่อยยับเพราะมีสถาบันพระมหากษัตริย์
ประเทศไทย เพราะมีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นประมุข จึงสามารถรักษา เอกราชชาติบ้านเมืองให้รอดพ้นมาได้จนถึงทุกวันนี้ จากภัยลัทธิล่าอาณานิคม ลัทธิคอมมิวนิสต์ และภัยทุกชนิด โดยเฉพาะสงครามโลกครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2
ดังนั้น จึงต้องพิทักษ์และเทิดทูน สถาบันพระมหากษัตริย์ ไว้เป็นประมุขของประเทศไทยตลอดไป และต้องทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ มีพระราชอำนาจอย่างสมบูรณ์ ตามหลักวิชาการเมืองการปกครองที่ถูกต้อง
5. สถาบันพระมหากษัตริย์ไทยในฐานะประมุขแห่งรัฐ มีคุณูปการ ต่อประชาชนอย่างยิ่ง คือ เพราะประเทศไทยมีการปกครองระบอบเผด็จการ ไม่ว่าจะเป็นเผด็จการรัฐสภาหรือเผด็จการรัฐประหาร เป็นธรรมดาที่เมื่อฝ่ายใดได้อำนาจ ก็จะเผด็จการอย่างเต็มที่ ซึ่งจะก่อความเดือดร้อน และความเสียหายต่อประเทศชาติ แต่พระมหากษัตริย์ทรงคานและคัดค้านการใช้อำนาจเผด็จการ ให้ลดความรุนแรงเลวร้ายน้อยลง เช่น ทรงยุติวิกฤติชาติ ยุติการฆ่าฟันประชาชน ในเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ และพฤษภาทมิฬ นี่เป็นการเมืองที่ถูกต้องใช่หรือไม่
6. สถาบันพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นสถาบันแห่งความยุติธรรมทางการเมือง จึงทรงสามารถยุติความแตกแยก ขัดแย้ง ฆ่าฟันกันทางการเมือง ในขณะที่ไม่มีสถาบันใดจะยุติสถานการณ์ได้อีกต่อไปแล้ว ไม่ว่าสถาบันกองทัพ สถาบันรัฐบาล และสถาบันรัฐสภา ดังเช่นเหตุการณ์ 14 ตุลา และพฤษภาทมิฬ
โดยเฉพาะในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ทรงแสดงความเป็นสถาบันที่ทรงความยุติธรรมทางการเมือง โดยทรงรับสั่งให้ทั้งฝ่าย พล.อ.สุจินดา คราประยูร และฝ่าย พล.ต.จำลอง ศรีเมือง เข้าเฝ้าพร้อมกัน แล้วทรงตรัสให้ทั้งสองฝ่าย ร่วมกัน ยุติวิกฤตการณ์ จึงสามารถยุติสถานการณ์วิกฤติ ลงได้อย่างเบ็ดเสร็จสิ้นเชิง นี่คือ บทบาททางการเมืองของสถาบันพระมหากษัตริย์ใช่หรือไม่ ถ้าไม่มีบทบาทดังกล่าวแล้วจะเกิดอะไรขึ้น จะไม่เกี่ยวกับการเมืองได้อย่างไร
7. ในอดีตพรรคประชาธิปัตย์เคยเรียกร้องรัฐบาลพระราชทาน ตามมาตรา 7 และพระเจ้าอยู่หัวทรงตรัสว่า รัฐธรรมนูญมาตรา 7 ไม่ได้บัญญัติไว้ให้อำนาจพระมหากษัตริย์ ในการพระราชทานรัฐบาลพระราชทาน แต่การที่กระผมได้ขอพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณ พระบารมีปกเกล้าฯให้กับประชาชนทั้งประเทศ โดยที่ยังไม่ได้มีพระราชวินิจฉัยใด ๆ ทั้งสิ้น ว่าเป็นเช่นไร แล้วทำไมจึงมีการออกมาวิพากษ์วิจารณ์กระผมก่อน มิเป็นการละเมิดพระบรมราชวินิจฉัย และพระราชอำนาจหรือ
ฯพณฯ อภิสิทธิ์ และ ฯพณฯ สุเทพ ได้เคยเสนอจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ เมื่อครั้งซาวเสียงผู้ควรดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พร้อมกับ ฯพณฯ สมัคร สุนทรเวช แต่ต่อมาก็ไม่ได้จัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ตามพระราชดำรัส “รู้รักสามัคคี” และต่อมายังได้ปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงว่าไม่ได้เคยเสนอรัฐบาลแห่งชาติ ทำให้เห็นว่าท่านไม่มีจุดยืน เพื่อประโยชน์ชาติบ้านเมืองอย่างแท้จริง สองมาตรฐานหรือไม่ครับ ท่านสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์
8. การทรงรับฎีกาจากราษฎรเป็นธรรมเนียมอันมีมายาวนาน ของสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย และการถวายฎีกาเป็นเสรีภาพของประชาราษฎรตลอดมา ตั้งแต่สมัยพ่อขุนรามฯจนถึงปัจจุบัน เป็นสัมพันธภาพระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์ และพสกนิกรของพระองค์ที่ดีงามสูงส่งตลอดมา นั่นคือ สะท้อนภาพถึงทศพิธราชธรรมของสถาบันพระมหากษัตริย์ และสะท้อนภาพความจงรักภักดีอย่างยิ่งของประชาราษฎร
การถวายฎีกาที่เป็นประวัติศาสตร์ คือ การถวายฎีกาขอพระราชทาน การปกครองแบบประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2428 โดยเจ้านายและ ขุนนาง นำโดยกรมพระนเรศวรฤทธิ์ ดังจะยกมาเป็นตัวอย่าง เพื่อเทียบเคียงกับของกระผม ดังนี้
“...ข้าพระพุทธเจ้า ผู้มีชื่อในท้ายหนังสือนี้ ขอพระราชทานพระบรมราชวโรกาสกราบบังคมทูลพระกรุณาทรงทราบใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ด้วยอำนาจความกตัญญูต่อใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทแลความรักชาติบ้านเมือง ซึ่งเป็นของไทยมาหลายร้อยปี จึงทำให้ข้าพระพุทธเจ้าตั้งใจเอาร่างกายและชีวิตเข้าฉลองพระเดชพระคุณ ทำราชการให้บ้านเมืองเจริญ ได้เป็นที่ลำนักร่มเย็นเป็นเอกราชในประเทศของตน และอำนาจน้ำพระพัฒน์ ซึ่งข้าพระพุทธเจ้าถือเอาเป็นที่หมายว่าใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท มีพระราชหฤทัยเชื่อถือในความสัตย์ของข้าพระพุทธเจ้า แลตั้งพระราชหฤทัยที่จะ ทำนุบำรุงข้าราชการแลราษฎรทั้งหลายในพระราชอาณาเขต ให้มีความสุขความเจริญทั่วไป ทั้งสัญญาซึ่งข้าพระพุทธเจ้าได้แสดงทูลเกล้าฯ ถวายว่า ที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายมีใจซื่อสัตย์กตัญญู คิดทำราชการฉลองพระเดชพระคุณโดยเต็มกำลัง และปัญญาข้าพระพุทธเจ้า จึงได้สามารถกราบบังคมทูลพระกรุณาในสมัยกาลปัตยุบัน ซึ่งข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายเห็นด้วยเกล้าฯ ว่าเป็นเวลาอันตรายจะมาถึงกรุงสยามได้ ด้วยเหตุภัยต่าง ๆ และซึ่งข้าพระพุทธเจ้าถือว่า ถ้ามิได้กราบบังคมทูลพระกรุณาความรู้เห็นแล้วก็จะเป็นการขาดจากความกตัญญูและน้ำพระพัฒน์ ทั้งความรักใคร่ ในใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท แลทั้งพระราชอาณาเขต ซึ่งเป็นของข้าพระพุทธเจ้า ชาวสยามทั่วกันหมด
ความซึ่งข้าพระพุทธเจ้า จะได้กราบบังคมทูลพระกรุณาต่อไปนี้ มีอยู่สามข้อเป็นประธาน คือ 1. คือภัยอันตรายซึ่งจะมีมาถึงกรุงสยามได้ด้วยความปกครองของกรุงสยาม ดังเป็นอยู่ในปัตยุบันนี้ จะเป็นไปได้ด้วยเหตุต่าง ๆ ดังมีตัวอย่างของชาติ ที่มีอำนาจใหม่ได้กระทำต่อชาติ ซึ่งหาอำนาจป้องกันมิได้ 2. คือการจะรักษาบ้านเมืองให้พ้นภัยอันตรายที่จะเกิดขึ้นได้ ด้วยการปกครองของชาติบ้านเมืองอย่างมีอยู่ ในปัตยุบันนี้ โดยทางยุติธรรมฤาอยุติธรรมของศัตรูก็ดี ต้องอาศัยความเปลี่ยนแปลงในทางทะนุบำรุงรักษาบ้านเมือง ตามทางญี่ปุ่น ที่ได้เดินทางยุโรปมาแล้ว และซึ่งประเทศทั้งปวงที่มีศิวิไลซ์ นับกันว่าเป็นทางอันเดียวที่จะรักษาบ้านเมืองได้ 3. ที่จะจัดการตามข้อสองให้สำเร็จได้จริงนั้น อาจเป็นไปได้อย่างเดียวแต่จะตั้งพระราชหฤทัยว่า สรรพสิ่งทั้งปวงต้องจัดการให้เป็นไปโดยจริงอย่างอุกฤษฏ์ ทุกสิ่งทุกประการไม่ว่างเว้น...”
เมื่ออ่านดูเนื้อหาแล้ว ปรากฏว่า แรงและแหลมคมกว่าของกระผมอย่างเทียบกันไม่ติด ทั้งที่ในอดีตอยู่ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ปัจจุบันอยู่ในระบอบรัฐธรรมนูญ ดังนั้น การกล่าวหาต่างๆ และการว่ากล่าวโจมตีกระผมดังกล่าวข้างต้น นอกจากจะเป็นการลิดรอนพระราชอำนาจและทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์แล้ว ยังทำลายหรือปิดกั้นธรรมเนียมฎีกาอันเก่าแก่ ดีงามสูงส่งของสถาบันพระมหากษัตริย์ และยังเป็นการปิดกั้นเสรีภาพของพสกนิกรในการถวายฎีกา อย่างไม่ได้เจตนาหรือโดยไม่รู้ตัว หรือไม่ได้ตั้งใจอีกด้วย
9.การขอพระบรมราชานุญาต กราบบังคมทูลขอพระบารมีปกเกล้าฯ ต่อปวงชนชาวไทย มิให้ถูกเข่นฆ่าโดยทหารบางคนในกองทัพ โดยคำสั่งที่ ไม่ถูกต้องชอบธรรมของรัฐบาลนั้น มิได้ตีตนไปก่อนไข้แต่อย่างใดทั้งสิ้น แต่ทหารบางคนโดยคำสั่งของรัฐบาล ได้เกิดการเข่นฆ่าประชาชนแล้วนับสิบ ๆ ศพ และด้วยคำสั่งรัฐบาลที่ผิดนี้ ยังเป็นเหตุให้ทหารเสียชีวิตประมาณ 5-6 ศพ และมีผู้บาดเจ็บทั้งสิ้นกว่า 800 คน ซึ่งขัดต่อพระปฐมบรมราชโองการ “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” ในฐานะพระองค์ทรงเป็นประมุขแห่งรัฐ และองค์รัฏฐาธิปัตย์ และจอมทัพไทย ที่ทั้งรัฐบาลและทหารจะต้องขึ้นต่อพระองค์
และเมื่อเกิดการบาดเจ็บล้มตายเสียเลือดเนื้อแล้ว รัฐบาลยังไม่หยุด ยังจะมีการเดินหน้าเข่นฆ่าปราบปรามประชาชนต่อไปอีก เพราะใช้มาตรการปราบปรามซึ่งเป็นมาตรการที่ผิด คือ แทนที่จะไม่ใช้มาตรการทางการเมืองเป็นหลัก พร้อมกับการใช้มาตรการปราบปรามและมาตรการกฎหมาย เป็นมาตรการประกอบ แต่รัฐบาลกลับใช้มาตรการกฎหมายและปราบปรามเป็นหลัก ไม่สนใจมาตรการทางการเมือง โดยสร้างประชาธิปไตยเป็นหลักในการแก้ปัญหาม็อบอันเป็นปรากฏการณ์ของระบอบเผด็จการรัฐสภา เช่นเดียวกับนโยบาย 66/23 ที่แก้ปัญหาสงครามกลางเมืองสำเร็จในอดีต เมื่อรัฐบาลสั่งให้ทหารปฏิบัติมาตรการแก้ปัญหาม็อบที่ผิด จนเกิดการบาดเจ็บล้มตายทั้ง 2 ฝ่าย รัฐบาลกลับไม่แสดงความรับผิดชอบใดๆ ทั้งสิ้น แต่เตรียมการที่จะดำเนินการเข่นฆ่าประชาชนอีก กระผมจึงไม่มีทางเลือก เพราะเห็นว่าไม่มีสถาบันใดอีกแล้ว ที่จะสามารถหยุดยั้งได้ นอกจากสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นสถาบันที่ทรงความยุติธรรมทางการเมืองเพียงสถาบันเดียวเท่านั้น และจะต้องยุติยับยั้งให้ทันต่อสถานการณ์ก่อนจะสายเกินการณ์ กระผมจึงตัดสินใจขอพระบารมีปกเกล้าฯให้แก่ประชาชนดังกล่าว อย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง และไม่มีทางเลือกใดทั้งสิ้น
ใครคือผู้รับผิดชอบและใครกันแน่ที่ไม่รับผิดชอบ ใครผิดใครถูก ลองคิดดูด้วยจิตใจที่เที่ยงธรรมและมีคุณธรรม อย่ายึดแต่หลักนิติรัฐ แต่ไม่มีหลักนิติธรรม หรือจงถือธรรมเป็นอำนาจ อย่าถืออำนาจเป็นธรรม และขอยืนยันว่า กระผมเป็นหัวหน้าขบวนการประชาธิปไตยแห่งชาติ อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขแห่งรัฐ เพื่อต่อสู้เอาชนะขบวนการเผด็จการรัฐสภา เผด็จการรัฐประหาร และเผด็จการทุกชนิด มิใช่หัวหน้าผู้ก่อการร้ายตามที่มีผู้ป้ายสีไว้แต่ประการใดทั้งสิ้น
ลงชื่อ
พลเอก (ชวลิต ยงใจยุทธ)
22 เมษายน 2553
เชิดชูจิตใจยกขอนแก่นโมเดลเป็นแบบอย่าง
ที่มา Thai E-Newsกล้าสู่กล้าเสียสละกล้าเอาชนะ-ภาพข่าวรอยเตอร์ เสนอข่าวกลุ่มคนเสื้อแดงขอนแก่นยอมใช้ตัวเองนอนขวางทางรถไฟเพื่อไม่ให้ขบวนรถไฟที่จะขนทหารไปปราบปรามผู้ชุมนุมที่กรุงเทพฯผ่านไปได้ อย่างไรก็ตามต่อมาได้ยอมปล่อยขบวนรถไฟ เมื่อทางการยืนยันขบวนรถจะขนทหารไปภารกิจ 3 จังหวัดภาคใต้
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
22 เมษายน 2553
นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำเสื้อแดง กล่าวปราศรัยบนเวทีปราศรัยราชประสงค์ช่วงบ่ายวันนี้ สรรเสริญน้ำใจเสียสละอาจหาญของคนเสื้อแดงขอนแก่นที่ได้ยอมเสียสละอุทิศตนนอนขวางขบวนรถไฟที่ขนทหารไม่ให้ออกจากสถานีรถไฟขอนแก่น เพราะเกรงว่าจะขนกำลังทหารมาปราบปรามพี่น้องเสื้อแดงที่กรุงเทพฯ และเมื่อตรวจสอบได้ความแน่ชัดว่าจะขนทหารไปปฏิบัติภารกิจ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็จึงยินยอมปล่อยขบวนรถไฟเดินทางไปได้ โดยส่งตัวแทนร่วมสังเกตการณ์ไปเพียง 10 คน ท่ามกลางทหารมีอาวุธกว่าพันนาย โดยไม่กวั่นเกรงภยันตราย
"ตอนนี้คนเสื้อแดงทั่วประเทศและทั่วโลกมีน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เป็นภราดรภาพกัน เจ็บแทนกัน แค้นแทนกัน ร่วมสุขร่วมทุกข์กันอย่างแท้จริง ยอมเสียสละอุทิศตนเพราะเกรงทหารจะมาปราบปรามพี่น้องเสื้อแดงในกรุงเทพฯ ในโอกาสนี้ผมขอสรรเสริญน้ำใจเสียสละของพี่น้องแดงขอนแก่นอย่างสูงสุด และขอให้พี่น้องเสื้อแดงยึดถือขอนแก่นโมเดลเป็นแบบอย่าง จังหวัดใดมีค่ายทหาร หากเห็นขนกำลังออกมาก็ให้ขัดขวางไว้เช่นเดรยวกับพี่น้องชาวขอนแก่นทำไว้เป็นตัวอย่าง"
ทั้งนี้ในวันนี้ (22เม.ย.53)กลุ่มคนเสื้อแดงจังหวัดขอนแก่น นำโดยนางซาบีนา ซาน์ และนายไชยา สิมมา ได้เจรจากับตัวแทนรัฐบาล คือนายพยัต ชาญประเสริฐ รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น , พล.ต.ต.ศักดา เตชะเกรียงไกร รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 , พ.อ.จตุรพงศ์ บกบน รองผู้อำนวยการกอ.รมน.จังหวัดขอนแก่น , และพ.อ.กนก ภู่ม่วง ผู้บัญชาการกรมทหารราบที่ 8 ค่ายสีหราชเดโชไชย
แกนนำคนเสื้อแดง ได้ขอให้เปิดลำโพงและต่อสายโทรศัพท์ไปยังนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำนปช. เพื่อแถลงผลการเจรจาให้มวลชนคนเสื้อแดงรับฟัง เมื่อเวลาประมาณ 14.05 น. โดยนายณัฐวุฒิ ได้ชี้แจงกับมวลชนคนเสื้อแดงว่า แกนนำนปช.ส่วนกลางได้ตรวจสอบแล้ว ขบวนรถลำเลียงยุทโธปกรณ์ครั้งนี้ จะส่งไปยังจังหวัดปัตตานี เพื่อปฏิบัติภารกิจ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
จึงมีมติให้คนเสื้อแดงขอนแก่นส่งตัวแทน 10 คน เดินทางร่วมไปกับขบวนรถไฟ โดยให้หัวหน้าชุดเจรจาของทางฝ่ายปกครองและเจ้าหน้าที่ทั้งหมด ลงชื่อรับรองในความปลอดภัยของผู้เดินทาง หลังจากนายณัฐวุฒิพูดคุยกับมวลชนแล้ว แกนนำคนเสื้อแดงขอนแก่น ขอให้คณะชุดเจรจาทั้งหมด เปิดแถลงข่าวกับสื่อมวลชน เพื่อทำความเข้าใจว่าการกระทำการของคนเสื้อแดงขอนแก่นครั้งนี้ เป็นไปอย่างบริสุทธิ์ และไม่มีความผิดใดๆ
นายพยัต ชาญประเสริฐ รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น ได้ชี้แจงว่าการเจรจาวันนี้ดำเนินไปด้วยดี เพราะแกนนำคนเสื้อแดงขอนแก่นทั้งสองคน เข้าใจในเหตุผลที่ทหารจำเป็นต้องเร่งส่งยุทโธปกรณ์ และเมื่อแกนนำส่วนกลางตรวจสอบแล้ว และได้คุยกับมวลชนด้วยตนเอง ก็ทำให้สถานการณ์คลี่คลายด้วยดี
ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวสอบถามว่า จะมีการดำเนินคดีกับผู้ชุมนุมที่ยึดขบวนรถไฟของทหารครั้งนี้ หรือไม่ อย่างไร พล.ต.ต.ศักดิ์ดา เตชะเกรียงไกร รองผบช.ภ.4 กล่าวว่า คณะเจรจาได้พูดคุยกันแล้ว เห็นว่าเป็นความผิดลหุโทษ เนื่องจากขบวนรถทหาร ยังอยู่ในรางคู่ขนาน ยังไม่ได้เชื่อมหัวรถจักรเพื่อขับเคลื่อนเข้ารางรถไฟ ที่จะเป็นเหตุให้ส่งผลกระทบต่อขบวนรถไฟสายอื่นๆ จึงถือว่าไม่มีความผิด
รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น กล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อการเจรจาได้ข้อสรุปที่ดี ก็ไม่น่าจะมีการดำเนินคดีใดๆ เพราะทุกฝ่ายอยากให้สถานการณ์บ้านเมืองเป็นไปอย่างเรียบร้อย
ผู้สื่อข่าวของผู้จัดการASTV กระบอกเสียงพันธมิตรได้สอบถามต่อว่า การกระทำของคนเสื้อแดงในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น ต่อเนื่องตั้งแต่การปิดถนนมิตรภาพ ค้นรถโดยสารกักตัวทหารในพื้นที่อ.พล จนกระทั่งยึดขบวนรถไฟทหาร และปิดถนนมิตรภาพกักรถบัสทหาร 3 คัน ที่อำเภอบ้านไผ่เมื่อคืนที่ผ่านมา ได้ส่งผลให้ภาพลักษณ์ของจังหวัดขอนแก่นเสียหาย เมื่อการกระทำของคนเสื้อแดงไม่มีความผิด ทางจังหวัดจะกู้ภาพลักษณ์อย่างไร
นายพยัต ตอบว่า “ ไม่ได้เสียหายอะไร เพราะเจรจากันเข้าใจดีทุกฝ่าย และแกนนำคนเสื้อแดงก็เข้าใจสถานการณ์ชายแดนใต้ จึงไม่มีการยื้อขบวนรถไฟต่อ ทำให้บรรยากาศคลี่คลาย ซึ่งเย็นวันนี้เมื่อขบวนรถไฟเคลื่อนได้ จะมีตัวแทนคนเสื้อแดง 10 คนเดินทางไปพร้อมขบวน ถ้าเดินทางไปถึงจุดใดที่พอใจแล้ว ทางจังหวัดจะจัดรถตู้ไปรับเพื่อเดินทางกลับอย่างปลอดภัย ส่วนผู้ที่เดินทางหากอยากไปร่วมชุมนุมที่แยกราชประสงค์ ก็จะให้รถตู้ไปส่งตามที่ต้องการทุกอย่าง ก็ถือว่าบรรยากาศเป็นไปด้วยดีแล้ว”
ด้านแกนนำคนเสื้อแดง นางซาบีนาห์ ยืนยันว่าหากทางเจ้าหน้าที่ส่งตัวคนเสื้อแดงกลับอย่างปลอดภัย ก็จะไม่มีเหตุการณ์ใดๆ อีก ส่วนเวทีชุมนุมที่สถานีรถไฟขอนแก่น ก็จะยกเลิกในเย็นวันนี้เพื่อเคลื่อนไปสมทบกับเวทีคู่ขนานที่สวนรัชดานุสรณ์ หน้าศาลากลางจังหวัดขอนแก่น เหมือนเดิม
ความแตก!สีลมตัวจริงแฉตัวปลอมก่อเหตุลุยเสื้อแดง


รวมพลคนมาหาเฮีย-นายกวีไกร โชคพัฒนเกษมสุข การ์ดพันธมิตรฮาร์ดคอร์ ซึ่งเหตุการณ์สงกรานต์เลือดปีกลายปลอมตัวเป็นชาวแฟลตดินแดงกระชากผมผู้หญิงเสื้อแดง(ภาพบน) เมื่อคืนนี้ไม่ยอมพลาดโผล่แถวแยกศาลาแดงแปลงร่างเป็นชาวสีลม(ภาพล่าง)
ชาวสีลม?-สำนักข่าวAP รายงานภาพข่าวผู้สนับสนุนรัฐบาลที่อ้างเป็นชาวสีลมออกมาก่อเหตุทำร้ายคนเสื้อแดง ขณะที่มีชาวสีลมตัวจริงขึ้นเวทีเสื้อแดงเช้าวันนี้ว่า ดูหน้าตาแล้วเป็นการขนคนนอกพื้นที่มาทั้งนั้น มีคนสีลมตัวจริงแค่คนสองคน

เมืองเถื่อน-ผู้สนับสนุนรัฐบาลเหนี่ยวหนังสติ๊กยิงใส่กลุ่มเสื้อแดง และขว้างปาแก้ว ก้อนหินใส่ที่ย่านสีลมเมื่อค่ำวานนี้ มีผู้บาดเจ็บหลายราย(ภาพ:AP)
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา เนชั่น
22 เมษายน 2553
น.พ.เหวง โตจิราการ แกนนำนปช. ได้พานายศุภวิทย์ อิศรางกูร ณ ยุธยา ขึ้นเวทีปราศรัยที่ราชประสงค์ช่วงสายวันนี้ โดยนายศุภวิทย์ ระบุว่าตนเป็นคนสีลม โดยกำเนิด และได้โชว์บัตรประชาชน ที่ระบุว่าอยู่บ้านเลขที่ 120ถ.ศาลาแดง แขวงสีลม เขตบางรัก กทม. และเดือน มิ.ย.ที่จะถึงนี้ก็จะมีอายุ 63 ปีแล้ว
โดยนายศุภวิทย์ยืนยันว่ากลุ่มคนที่อ้างว่าเป็นชาวสีลมที่ออกมาทำร้ายผู้ชุมนุมเสื้อแดงเมื่อคืนนี้นั้นเป็นการแอบอ้าง ไม่ใช่คนสีลมจริง เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ไม่ใช่คนสีลม เท่าที่เห็นหน้าเป็นคนสีลมซักคนหรือไม่เกินสองคน บางคนเป็นแขกขายโรตีอยู่มีนบุรี ขอถามว่าอยู่ซอยไหน คนสีลมเป็นคนขายของ ไม่ค่อยออกมาหรอก ส่วนคนทำงานเขาก็มาเช้ากลับเย็น ไม่มีใครนอนค้างอยู่ที่นี่หรอก แล้วที่ออกมาจะมาเดือดร้อนแทนทำไม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายศุภวิทย์ ได้ขึ้นเวที ในชุดออกกำลังกาย เสื้อกล้าม กางเกงขาสั้น และระบุว่าได้มาออกกำลังกายที่สวนลุมพินีทุกวัน พร้อมกล่าวว่าเขาสนับสนุนคนเสื้อแดง เช่นเดียวกับชาวสีลมส่วนใหญ่ที่ต้องการสนับสนุนคนเสื้อแดง และยังรู้สึกอายที่ไม่เสียสละเท่าผู้ที่มาชุมนุม
ด้านน.พ.เหวง กล่าวถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า ตนขอบอกไปยังกลุ่มคนที่แอบอ้างเป็นสีลมที่ออกมาก่อนเหตุเมื่อคืนนี้อย่าเป็นสุนัขรับใช้ และพยายามก่อสถานการณ์และให้ความผิดว่าคนเสื้อแดงก่อความรุนแรง นื่คืออุบายของเผด็จการ ดังนั้นหากต่อไปคนกลุ่มนี้ออกมาอีกก็ให้ตะโกนด่าว่า “ ไอ้สุนัขรับใช้ ” แต่ขออย่าให้คนเสื้อแดงข้ามแนวออกไปของเราออก ตนก็เชื่อว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ส่วนกรณีที่เมื่อคืนที่ผ่านมาทางกลุ่มคนเสื้อแดงได้ใช้พลุตะไลยิงไปนั้น ตนมองว่าสิ่งกล่าวถือเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านเท่านั้น
คอการเมืองจับผิดม็อบนักธุรกิจสีลมไม่เนียน
สมาชิกเวบบอร์ดประชาไท ได้ตั้งกระทู้เรื่อง มาดูมาด " นักธุรกิจ สีลม " ในจินตนาการของไอ้ห้อยเนวิน โดยนำภาพที่สำนักข่าวต่างประเทศนำเสนอภาพชายคนหนึ่งใส่เสื้อเชิ้ตขาว ผูกไท แต่กลับสวมใส่รองเท้าผ้าใบก่อเหตุขว้างปาทำร้ายเสื้อแดงมาประกอบ โดยระบุว่าโอโห ไหนๆมึงจะสวมรอยสร้างธีมนักธุรกิจสีลมออกมาต่อต้านเสื้อแดงทั้งที
มึงหาคนมาดดีกว่านี้ไม่มีเหรอวะ เอาขอทานที่ไหนมาใส่เนคไทฟระ เสื้อแม่งก็คงเพิ่งซื้อมารองเท้าแม่งยังเสือกเป็นรองเท้าเดินป่าอยู่เลย
ทีมงานเฟ้นหาคนมึงนี่ สอบตกและไร้รสนิยมอย่างแรง
กูละอายแทนพวกมึงกิงๆ
พรางชมพูก่อนแปลงกายเป็นชาวสีลม
มวลชนจัดตั้งที่สนับสนุนรัฐบาล ส่วนใหญ่มาจากพวกเสื้อเหลืองพันธมิตรที่พรางชมพูก่อนหน้านี้ แต่ปลุกกระแสไม่ขึ้น ก่อนจะมาลงเอยด้วยการแปลงร่างเป็นช่าวสีลม(ฟ้องด้วยภาพ)
ไม่ไหวเหมือนกัน


แล้วความหมายของ "วิจารณญาณ" มันเกี่ยวข้องอะไรกับคนดูซะหน่อย??
วิจารณญาณหมายถึง...เอาเรื่องเท็จมาเล่าโดยไม่มีข้อมูลอ้างอิง จากนั้นก็ให้ผู้ชมคนดูคาดเดาเอาต่างๆนานากระนั้นหรือ??
วิจารณญาณหมายถึง...เอาภาพหวาดเสียว เหตุการณ์สยดสยองมานำเสนอ แล้วให้ผู้ชมไปพิจารณาเอาเองใช่หรือไม่??
วิจารณญาณหมายถึง...เอาเรื่องภูตผีปิศาจ เรื่องไสยศาสตร์มาเสนอ เสร็จแล้วก็บอกให้ผู้ชมใช้วิจารณญาณคาดเดาไปกันเองใช่ไหม??
หรือวิจารณญาณหมายถึง...เอาเรื่องอื้อฉาวของชาวบ้านมาวิพากษ์วิจารณ์สนุกปาก แล้วให้ผู้ชมไปตัดสินกันเองว่าถูก-ผิดใช่รึเปล่า???
จอโทรทัศน์เมืองไทย อาจเป็นแห่งเดียวในโลกที่ขึ้นข้อความ "โปรดใช้วิจารณญาณในการรับชม" พร่ำเพรื่อมากที่สุด!!
อย่างกรณีภาพหวาดเสียว ไม่ว่าจะเป็นพิธีกรรมเหนือมนุษย์ของคนบางกลุ่ม การใช้คมมีดคมกระสุนให้เห็นกันจะจะนั้น ขอถามว่าเด็กเล็กมีวุฒิภาวะในการรับรู้เพียงพอที่จะใช้วิจารณญาณแล้วหรือยัง??
เด็กจะรู้ไหมว่า นั่นคือหายนะที่อาจทำอันตรายถึงแก่ชีวิต!!
เห็นได้ชัดว่า ผู้ผลิตไม่สามารถมีวิธีการนำเสนอได้อย่างแยบยล ไม่สามารถหาข้อมูลสะท้อนความเป็นจริงได้สองด้าน ก็เลยผลักภาระให้ผู้ชมไปเต็มๆ
แต่ยังไม่หนักหนาสาหัสเท่า "รายการขยะ" บางรายการที่นำข่าวฉาวโฉ่ของดารานัก แสดงมาเม้าท์กันสนุกปากแล้วไม่รับผิดชอบ??!!
ใส่สีตีไข่ ละเลงซะผู้ที่ตกเป็นเหยื่อมันปากเสียหายยับเยิน โดยไม่รู้ว่าจริงเท็จประการใด เพราะผู้พูดเอาแต่ความสะใจ สนุกคะนองปากอย่างเดียว
อย่างนี้หรือที่ต้องบังคับให้ผู้ชม "ใช้วิจารณญาณ" เพราะมันเป็นเรื่องไร้สาระ มีที่มาจากผู้ไม่รับผิดชอบชัดๆ
ถือว่าทำรายการโดยไม่รับผิดชอบต่อส่วนรวม เป็น "มลพิษทางจอแก้ว" ทำลายสังคมที่ดีด้วยซ้ำไป
เห็นทีจะต้อง "ใช้วิจารณญาณในการผลิต" ตอกกลับบ้างแล้ว!!
แค่ลุ้นต่อลมยังเหนื่อย
ที่มา ไทยรัฐ น้ำตาจระเข้ไม่ได้หลั่งง่ายๆ
โดยการออกตัวว่า "ซีเรียสนิดนึง" นายไพฑูรย์ แก้วทอง รมว.แรงงาน สำทับรายงานข่าวเบื้องหลังที่ประชุมพรรคประชาธิปัตย์เมื่อวันที่ 20 เมษายน ที่ใช้เวลานานกว่า 5 ชั่วโมง บรรยากาศเป็นไปอย่างเคร่งเครียด เมื่อ "เทพเทือก" นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง และเลขาธิการพรรค เสนอให้ที่ประชุมพิจารณาข้อเสนอพรรคร่วมรัฐบาลในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
พูดกันตรงๆเลยว่า ถ้ายุบสภาตอนนี้ก็ไม่พร้อม เพราะพรรคเพื่อไทยเหนือกว่า จึงต้องให้พรรคร่วมฯช่วย ซึ่งเขาก็พร้อมช่วย แต่เขาขอช่องหายใจ คือแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ก็เลยโดน "น้าญัติ" นายบัญญัติ บรรทัดฐาน กรรมการสภาที่ปรึกษา แท็กทีมกับ "น้าชวน" นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรค ตั้งท่าค้านหัวชนฝา
แตะเบรกหัวทิ่มหัวตำ
อัดกันแรงถึงขนาดที่ "น้าชวน" สอนมวยกันซึ่งๆหน้า "ที่ท่านสุเทพพูดเหมือนเป็นการข่มขู่ลูกพรรค โดยบอกว่าไม่พร้อมที่จะดูแลและสนับสนุนหากมีการเลือกตั้ง ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ไม่เคยมีแบบนี้ ไม่เคยทำอะไรเพื่อตัวเอง ดังนั้น ท่านต้องยึดหลักของพรรค และเรื่องใหญ่ตอนนี้คือเรื่องยุบพรรค ความจริงพรรคเองมีความชอบธรรมที่จะอยู่เป็นรัฐบาลได้มากกว่ามาต่อรอง 9
เดือนหรือ 6 เดือนด้วยซ้ำ ดังนั้น เรื่องแก้รัฐธรรมนูญไม่ใช่เรื่องที่จะมาคุยกันวันนี้"
ในอารมณ์อัดอั้นตันใจ นักเลงอย่าง "เทพเทือก" ถึงกับน้ำตาซึม
ลุกขึ้นชี้แจงด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "ขอพูดตอนที่ท่านอยู่ เพราะท่านประธานที่ปรึกษาพูดแบบนี้ไม่ถูก ผมต้องพูดเพื่อให้เข้าใจ ผมก็รักพรรค แต่เราก็ควรเปิดใจกว้าง ถ้าเราไม่มีน้ำใจให้กับคนอื่น คนอื่นจะมีน้ำใจให้เราได้อย่างไร ขอให้นึกถึงอกเขาอกเรา ถ้าเราไม่มีมติวันนี้ เราก็อยู่กับเขาไม่ได้แล้ว เพราะไม่มีอะไรจะไปคุยกับเขา อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด
คนอย่างผมไม่เคยข่มขู่ใคร เป็นนักการเมืองอยู่ประชาธิปัตย์มา 30 กว่าปี ก็ไม่เคยหักหลังใคร พวกท่านอยู่สบาย ไม่เคยลำบากเหมือนผมกับท่านนายกฯ ที่ต้องถูกตามล่า ไม่รู้ว่าคนชุดดำจะออกมาเมื่อไหร่ วันนี้หน้าผมไม่เหลือแล้ว ขายไปหมดแล้ว และพรรคร่วมก็รอคำตอบอยู่ และเขาขอแค่ 2 มาตรา เราต้องมีมติอย่างใดอย่างหนึ่งไปให้เขา เพราะวิกฤติบ้านเมืองเราต้องระดมสรรพกำลัง ไม่ใช่ลอยไปลอยมา"
"ฉากที่ไม่ได้จัด" พรรคประชาธิปัตย์ซัดปากกันเอง
กลืนน้ำลายกลับลำแก้รัฐธรรมนูญ แลกกับการต่อลมหายใจเฮือกสุดท้าย
โดยสถานการณ์ที่เดินเข้าทางตัน กับบทโต้แบบ "กำปั้นทุบดิน" ย้อนให้ "บิ๊กจิ๋ว" พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ กับนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ 2 อดีตนายกรัฐมนตรี นำม็อบเสื้อแดงกลับบ้าน แล้วขอพระราชทานอภัยโทษ ดีกว่าบังอาจดึงเบื้องสูงลงมายุติปัญหาทางการเมือง
เรื่องของเรื่อง ถ้าไม่นับคิว "ย้อนคอหอย" ที่โดนนายปลอดประสพ สุรัสวดี รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ฟื้นความทรงจำสั้นๆเมื่อครั้งเกิดวิกฤติในยุคของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี คนเดียวกันนี้ ก็เคยออกหน้าขอนายกฯพระราชทาน ตามมาตรา 7 มาแล้ว
หรือจะแย้งว่า "มันคนละสถานการณ์"
มันก็ยังมีประโยคเด็ดที่ประชาธิปัตย์เคยดาหน้าถล่มอดีตรัฐบาลพรรคไทยรักไทยที่โดนม็อบเสื้อเหลืองกดดันหนัก
แค่ปัญหาของคนคนเดียว ทำไม พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่เสียสละ
จากวันนั้นเทียบสถานการณ์กับวันนี้ มวลชนคนเสื้อแดงไม่ใช่แค่เรือนหมื่นเรือนแสนที่เวทีแยกราชประสงค์ แต่ยังต้องนับรวมไปถึงแนวร่วมคนเสื้อแดงที่กระจายอยู่ทั่วทุกหัวระแหง
อย่างที่นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส.พัทลุง คนยี่ห้อประชาธิปัตย์เอง ยังยอมรับกันซึ่งๆหน้า รัฐบาลบริหารพลาดจนปล่อยให้คนเสื้อแดงผุดขึ้นเต็มบ้านเต็มเมือง
เรื่องมาถึงตรงนี้ ถ้าบอกให้ถอนกองทัพเสื้อแดงกันง่ายๆ
ก็ต้องเจอคำถามเดียวกัน นายกฯอภิสิทธิ์ ในฐานะผู้นำประเทศ ที่ต้องรับผิดชอบมากกว่าประชาชนทั่วไป ทำไมไม่คิดเสียสละทางการเมือง
คนเดียวตัดสินใจง่ายกว่าเยอะ
โดยเฉพาะกับสถานการณ์ที่รู้อยู่เต็มอก "มันจะเปรอะกันไปใหญ่" กับมือที่เปื้อนเลือดไปแล้วตั้งแต่ค่ำคืนวันที่ 10 เมษายน โดยการประกาศของคนเสื้อแดงไม่ใช่แค่ยุบสภา ลาออก แต่ต้องออกนอกประเทศไทย
และเมื่อรู้ทั้งรู้อยู่แก่ใจ ถ้าลุย "แลกเลือด" กันอีกรอบ "ต้องเพิ่มตัวเลขคนตาย"
หรือว่าไหนๆก็ไหนๆแล้ว "ทิ้งทวน" ก่อนจากไปเลย.
ทีมข่าวการเมือง
เสียงจริงของคนอีสาน
ที่มา ไทยรัฐ
แต่ผลการสำรวจความคิดเห็นคนอีสานของ "อีสานโพล" มหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่มีการเผยแพร่เมื่อวันที่ 19 เมษายน พบว่ามีกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 51.1 ที่เห็นด้วยกับการยุบสภา ตามข้อเรียกร้องของกลุ่ม นปช. ส่วนอีกร้อยละ 48.9 ไม่เห็นด้วย เป็นตัวเลขที่สูสีกันมาก แทบจะไม่ต่างกันเลยในทางสถิติ และจะต้องถือว่าเป็นความคิดเห็นที่แท้จริง เป็นตัวจริงและเป็นเสียงจริงของคนอีสาน
ส่วนเหตุผลของการเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับการยุบสภา ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจ กลุ่มตัวอย่างคนอีสานที่เห็นด้วยกับการยุบสภา อ้างเหตุผลว่าเพราะเศรษฐกิจไม่ดีขึ้น รัฐบาลทำงานไม่มีประสิทธิภาพ ความวุ่นวายจะได้ลดลง
ไม่ชอบรัฐบาล จะได้เลือกตั้งใหม่ จะทำให้บ้าน เมืองสงบ อยากได้ประชาธิปไตยเป็นของประชาชน อยากให้ประชาชนเลือกนายกรัฐมนตรีเอง และอยากได้ประชาธิปไตยที่แท้จริง
ส่วนกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับการยุบสภา อ้างเหตุผลว่า จะทำให้เศรษฐกิจหยุดชะงัก รัฐบาลทำงานไม่ต่อเนื่อง อยากให้แก้ไขความขัดแย้งก่อนจึงยุบสภา และทำให้ภาพลักษณ์ ประเทศเสียหาย เหตุผลที่ว่า "ต้องการประชาธิปไตยที่แท้จริง" ตรงกับแถลงการณ์ของ 2 อดีตนายกรัฐมนตรี คือนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ซึ่งยํ้าว่าไม่อาจแก้ปัญหาชาติได้ถ้าไม่สร้างประชาธิปไตยที่แท้จริง
สองอดีตนายกรัฐมนตรีชี้ว่าปัญหาบ้านเมืองขณะนี้ เกิดจากความไม่เป็นประชาธิปไตย และไม่มีความยุติธรรม แต่ไม่ได้ชี้ให้เห็นว่าไม่เป็นประชาธิปไตยที่จุดไหน ไม่มีความยุติธรรมอย่างไร? และขณะที่เป็นนายกรัฐมนตรี ทั้งสองท่านได้แก้ไขปัญหาทั้งสองอย่างไร? หรือไม่? ส่วนประชาธิปไตยของกลุ่มผู้เรียกร้องที่พูดกันบนเวที มักจะหมายถึงการเอารัฐธรรมนูญ 2540 กลับมาใช้ และเอาอดีตนายกฯทักษิณกลับมา
ตามกติกาประชาธิปไตยสากล "รูปแบบ" ของการปกครองประเทศไทยขณะนี้ เป็น "ประชาธิปไตย" เพราะนายกรัฐมนตรีเป็น ส.ส. ได้รับเลือกด้วยเสียงเกินกึ่งหนึ่งของ ส.ส.และเป็น ส.ส.ชุดเดียวกันกับที่เลือกนายสมชายเป็นนายกฯ ส่วนรัฐธรรมนูญปัจจุบันก็มีหลักคํ้า ประกันสิทธิและเสรีภาพประชาชนมีบทบัญญัติว่าด้วยการปกครองตามหลักนิติรัฐ มีฝ่ายตุลาการและองค์กรตรวจสอบที่เป็นอิสระตามหลักประชาธิปไตย
"รูปแบบ" การปกครองของไทย อาจจะเป็น "ประชาธิปไตย" ในทางนิตินัย แต่ในทางพฤตินัย อาจจะยังไม่เป็นประชาธิปไตยเต็มใบมีการใช้บังคับกฎหมายไม่เสมอหน้า หรือมีอำนาจนอกสภาแอบแฝงอยู่ แต่ก็ยังน้อยกว่าในอดีต ที่ ข้าราชการนั่งควบทั้งนายกรัฐมนตรีและผู้นำกองทัพ ส่วน ส.ส.เป็นเพียงตัวประกอบ แต่อำนาจ แอบแฝงก็ไม่อาจแก้ไขได้ด้วยการยุบสภา แต่ต้องแก้ไขด้วยการทำให้ภาคประชาชนแข็งแกร่ง.
หนี! ยอดกลยุทธ์
ที่มา ไทยรัฐ ยุทธการเขากิสาน ครั้งที่ 6 ทัพจกก๊กตั้งทัพยันทัพวุยก๊กอยู่ที่แม่น้ำอุยสุย ขงเบ้งแม่ทัพวุยก๊กตรากตรำสงครามจนล้มป่วย จนสิ้นลม กิเลน ประลองเชิง
หลอก้วนจงเขียนไว้ในตำนานสามก๊กว่า ก่อนสิ้นลม ขงเบ้งเรียกเอียวหงีเข้าไปสั่งความว่า
"เมื่อเราตายแล้ว อย่าให้ทหารไว้ทุกข์ ทัพเราให้ส่วนหลังถอยไปก่อน หลังจากนั้นจึงค่อยๆถอยไปทีละค่าย หากสุมาอี้ไล่ตามมา ท่านจงตั้งทัพเป็นหน้ากระดาน ชูธงลั่นกลองรบ หันหน้าเข้าสู้
เมื่อเขามาถึง ก็ให้เอาหุ่นไม้ของเราที่มีอยู่เดิมวางบนรถ ลากออกไปหน้าทัพพร้อมกับให้บรรดาขุนพลน้อยใหญ่เรียงรายอยู่สองข้าง
สุมาอี้เห็นเข้าก็คงจะถอยไปเอง"
การณ์เป็นไปดังที่ขงเบ้งคาด เมื่อสุมาอี้รู้ว่าทัพจกก๊กถอยไปหมด ก็แน่ใจว่าขงเบ้งตาย
"สุมาอี้กับสุมาเจียวเร่งทัพให้รีบไป สุมาอี้ออกหน้าทหารไปก่อนเมื่อไปถึงตีนเขา เห็นทหารจกก๊กอยู่ไม่ไกล จึงรีบไล่ตามไป ทันใดนั้นก็มีเสียงประทัดดังขึ้นที่หลังเขา พร้อมกับมีเสียงโห่ร้องกึกก้อง
ก็เห็นทหารจกก๊กชูธงลั่นกลองหันหลังกลับมา ในเงาไม้ ก็มีธงแม่ทัพชูตระหง่านขึ้น มีอักษรเขียนไว้ว่า "ขงเบ้งแม่ทัพจกก๊ก" สุมาอี้ตกใจขวัญหนีดีฝ่อ
พอตั้งสติได้ก็เห็นขุนพลทัพกลางหลายสิบคน ห้อมล้อมมารอบๆรถสี่ล้อ บนรถขงเบ้งนั่งอยู่เป็นสง่า มือถือพัดนก มีเสื้อคลุมดำ สุมาอี้ เห็นดังนั้นยิ่งตกใจ ร้องว่า
"ขงเบ้งยังไม่ตาย ตัวเราถลำลึกเข้ามา ต้องกลขงเบ้งแล้ว" รีบชักม้าถอยหลังกลับ
เกียงอุยตะโกนลั่นอยู่ข้างหลังว่า "สุมาอี้จะไปไหน เจ้าต้องกลของมหาอุปราชแล้ว" ทหารวุยก๊กยิ่งขวัญเสีย ทิ้งเกราะทิ้งอาวุธ ต่างหนีเอาตัวรอด เหยียบกันตายเองนับจำนวนไม่ถ้วน
สุมาอี้หนีมาไกลถึง 50 ลี้ ขุนพลวุยก๊กสองคนควบม้าตามหลังมา ยุดม้าสุมาอี้ไว้ว่า ท่านแม่ทัพไม่ต้องกลัวแล้ว สุมาอี้
ยกมือขึ้นคลำศีรษะของตัวเองว่า "เรายังมีหัวอยู่หรือเปล่า"
บุญศักดิ์ แสงระวี อธิบายนี้ไว้ใน (หนังสือ) กลศึกสามก๊ก บทที่ 88 ว่า การออกศึกเขากิสานทั้ง 6 ครั้ง แต่ละครั้งมีลักษณะ พิเศษแตกต่างกัน ไม่ดำเนินการอย่างตายตัว
ศึกเขากิสานครั้งที่ 1 ขงเบ้งใช้ยุทธวิธี ทำให้ข้าศึกฉงน ถอนตัวออกมาอย่างปลอดภัย ศึกครั้งที่ 2 ใช้การซุ่มตี แทงสวนกลับแล้วจึงถอย ครั้งที่ 3 ใช้กลยุทธ์ ถอยให้สามช่วง ตีข้าศึกพ่ายยับ ถอยออกจากสนามรบอย่างราบรื่น
ครั้งที่ 4 ใช้วิธีเพิ่มเตา ถอยอย่างมีจังหวะ ครั้งที่ 5 ดักซุ่มตี ที่บอกบุ๋น ทำลายกำลังข้าศึกที่ไล่ตาม ถอยไปอย่างสะดวกง่ายดาย
จนถึงการถอยทัพครั้งที่ 6 ถือเป็นการถอยหลังครั้งสุดท้าย ที่ร่ำลือกันถึงวันนี้ว่า "ขงเบ้งตายขู่สุมาอี้จนขวัญบิน"
ในการทำศึกทุกครั้ง ขงเบ้งยึดหลัก เมื่อคิดถึงประโยชน์ ต้อง คำนึงถึงผลเสีย เมื่อคิดถึงความสำเร็จ ต้องคำนึงถึงความล้มเหลว ดังเช่นศาลา 9 ชั้น แม้สูงก็ต้องพัง ฉะนั้น ผู้เงยหน้ามองสูง อย่าละเลยเบื้องล่าง มองไปข้างหน้า อย่าละเลยข้างหลัง
และคำสอนที่สำคัญ...ผู้สันทัดในการแพ้ จะไม่มีวันล่มสลาย
บุญศักดิ์ แสงระวี ทิ้งท้ายว่า ใน 36 กลยุทธ์ หนีเป็นกลยุทธ์สุดท้าย นับเป็นยอดกลยุทธ์
ผมตั้งใจอ่านสามก๊กตอนนี้ เมื่อได้ยินแว่วๆว่า ในสงครามเผชิญ หน้าถึงเลือดถึงเนื้อ ฝ่ายที่กล้าถอยได้จะเป็นฝ่ายชนะ แต่ไม่แน่ใจว่า ชัยชนะที่ว่า เป็นชนะสงครามหรือชนะใจประชาชน.
ยังอยากเห็นการเจรจา
ที่มา ไทยรัฐ ดูเหมือนว่าความพยายามของนักไกล่เกลี่ยเพื่อให้รัฐบาลและกลุ่ม นปช.ถอยหลังคนละก้าว และหาข้อยุติที่ไม่เสียหน้าด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย จะล้มเหลวไปเสียแล้ว "ซูม"
นักเจรจา นักประนีประนอมชุดแล้วชุดเล่า ที่เข้าไปเจรจากับแกนนำ ฝ่ายเสื้อแดง ดูเหมือนจะถูกปฏิเสธโดยสิ้นเชิง
รวมทั้งเวลานักข่าวถามผู้รับผิดชอบทางฝ่ายรัฐบาล ก็มักจะได้รับคำตอบ ว่าเกินจุดที่จะเจรจากันแล้ว
ผลก็คือการเผชิญหน้ายังคงอยู่และความเครียดก็ยังไม่หมดไป
เหตุใดผมจึงยังคงเฝ้าวิงวอนให้ทั้ง 2 ฝ่ายถอยคนละก้าวอยู่อีก? ...ทั้งๆที่มันดูเหมือนว่าจะเลยจุดถอยไปแล้ว
คำตอบสั้นๆ ง่ายๆนิดเดียว คือผมยังอยากเห็นความสมานฉันท์ เกิดขึ้นในประเทศไทย...อยากเห็นความอยู่เย็นเป็นสุขและการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขของคนไทยในอนาคต
เหมือนที่เราเคยอยู่กันมา...เท่าที่ผมเห็นและสัมผัสก็กว่า 60 ปี จะ 70 ปีแล้วครับ
สังคมไทยเท่าที่ผมจำได้ก็แบ่งเป็น "2 นครา" หรือ 2 สังคมซ้อนกัน มาโดยตลอด
เรามีการแบ่งแยกกลุ่มคนดูหนังไทยแบบชาวบ้านและหนังไทยแบบท่านมุ้ย หรือกลุ่มดูหนังฝรั่ง มาเป็นเวลายาวนาน
เรามีเพลงลูกกรุง ลูกทุ่งมาหลายทศวรรษและในลูกกรุงยังมีสุนทราภรณ์ กับสุเทพ ชรินทร์ แยกย่อยออกไปอีก
เรามี "ตลาดล่าง" กับ "ตลาดบน" ที่นักธุรกิจหรือนักการค้าเรียนรู้มา นมนานว่า ในการค้าขายกับคนไทยจะต้องแบ่งแยกตลาดให้ชัดเจนจึงจะขายได้
แม้จะมีการแบ่งแยกมานานหนักหนาแต่เราก็อยู่กันได้อย่างมีความสุข และในหลายๆเรื่องก็มีความพยายามที่จะยอมรับซึ่งกันและกันและหันหน้าเข้าหากัน อย่างเช่นเพลงลูกทุ่งเดี๋ยวนี้ก็ฟังได้ทุกกลุ่ม หรือหนังไทยละครไทยก็ดูได้ด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย
ในทางการเมืองเราก็มี 2 ตลาดมาโดยตลอดเช่นเดียวกันและก็อยู่กันได้อย่างกลมกลืนมาโดยตลอดเช่นกัน
ตลาดล่างเลือกผู้แทนที่ไม่ถูกใจเข้ามา และโดนคนในตลาดบนปฏิเสธ ทั้งด้วยการปฏิวัติบ้าง ยุบสภาบ้าง ไม่รู้กี่ครั้งกี่หน
ก็ว่ากันไป...ปฏิวัติแล้วก็เลือกตั้งกันใหม่ เป็นเผด็จการได้ไม่นานก็ ต้องกลับมาเป็นประชาธิปไตย
เพิ่งจะมาถึงยุคนี้แหละครับ ที่การแบ่งแยกทางการเมืองกลายเป็นเรื่อง เผชิญหน้า และโอกาสที่จะแตกเป็นเสี่ยงๆเกิดขึ้นทุกวินาทีนับแต่นี้เป็นต้นไป
เพราะเกิดการปลุกปั่นปลุกระดมด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย อย่างไม่ยอมรับ ความเห็นซึ่งกันและกัน
ถ้าไม่มีใครยอมถอย...ก็คงจะมีการปะทะและมีผู้คนบาดเจ็บล้มตายและมีความสูญเสียอย่างใหญ่หลวง โดยเฉพาะทรัพย์สินของชาติและเศรษฐกิจของชาติพังแน่ๆ
และผมก็เชื่อไม่ว่าใครชนะก็จะปกครองประเทศไม่ได้บริหารประเทศ ไม่ได้ เพราะจะไม่มีใครยอมใคร
ฝ่ายหนึ่งขึ้น อีกฝ่ายหนึ่งก็จะต้องก่อกวนท้ารบต่อ รุนแรงต่อ
เนื่องจากทั้ง 2 ฝ่ายล้วนมีคนสนับสนุนหลายๆล้านคน ซึ่งสามารถจะระดมมาทำอะไรก็ได้ในวันข้างหน้า
เราอยากเห็นบ้านเมืองเราสู้รบกันอย่างไม่สิ้นสุดหรือครับ
เราอยากเห็นเมืองไทยเป็นแดนมิคสัญญี เดี๋ยวตูมที่นั่น เดี๋ยวตูมที่นี่ ตลอดไปหรือครับ
การที่พวกท่านไม่เจรจากัน ไม่ลดราวาศอกกัน แสดงว่าท่านอยากจะเห็นบ้านเมืองในอนาคตเป็นเช่นนี้
แต่ถ้าท่านเจรจากันและยอมถอยให้กันก็แสดงว่าท่านยังรักประเทศไทย ยอมผ่อนสั้นผ่อนยาวเพื่อหาทางออกให้แก่ประเทศไทย
แสดงว่าท่านยังมีสติ ยังมีความยั้งคิดและรักบ้านเมืองนี้อย่างจริงจัง
ที่ผมเรียกร้องให้เจรจาและยอมถอยคนละก้าวก็ด้วยเหตุนี้
เพราะการถอยคนละก้าวเป็นการส่งสัญญาณให้คนไทยทั้งประเทศ มีความหวังและมีความสุข ว่าเรายังจะสามารถอยู่ด้วยกันได้ เหมือนที่เคยอยู่กันมาช้านานและจะอยู่ร่วมกันอย่างประนีประนอมต่อไป แม้จะยังมี 2 นคราอยู่ก็ตาม
ผมจึงยังอยากเห็นการเจรจาเกิดขึ้น แม้จะเคยนึกน้อยใจจนไม่ อยากจะขอร้องอีกแล้ว...แต่ก็นั่นแหละ นึกไปนึกมาก็ยังเห็นว่าวิธีนี้เป็นวิธีที่ดีสุด จึงต้องหันมาขอร้องอีกสักที เผื่อโชคดีจะเป็นของคนไทยและประเทศไทย.
พี่น้องประชาชน
ที่มา ไทยรัฐ อดีตนายกฯ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ และ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ แสดงเจตนารมณ์ที่จะ ขอพึ่งพระบารมี ในการแก้ไขวิกฤติบ้านเมืองครั้งร้ายแรง ด้วยเห็นว่า ถ้าปล่อยให้สถานการณ์ล่วงเลยไปกว่านี้ เลือดคนไทยจะนองแผ่นดินไม่สิ้นสุด หมัดเหล็ก
ก็มีเสียงตำหนิวิพากษ์วิจารณ์ทันทีทันใดในทำนอง มิบังควร เส้นทางที่จะนำไปสู่ความสงบสุขของบ้านเมืองตีบตันเข้าไปทุกที หนทางดิ่งลงเหวแห่งความหายนะ
มิคสัญญีกลียุค
การปลุกระดมให้เกิดความดูหมิ่นเกลียดชัง ระหว่างคนไทยด้วยกันเอง เริ่มได้ผล คนไทยหน้ามืดตามัวส่งเสียงโห่ร้องดีใจที่จะได้เข่นฆ่ากันเอง เพียงเพราะต้องการอำนาจในการปกครอง เพียงเพราะต้องการยึดอำนาจไว้อย่างถาวร ถึงกับผลักใสให้ประชาชนมาปะทะกัน
เกิดสงครามกลางเมือง
คำก็พี่น้องประชาชน สองคำก็พี่น้องประชาชน แต่ประชาชน ต้องตายก่อนทุกที ชาวบ้านถูกจับเป็นตัวประกันตั้งแต่ยกแรกจนถึงยกสุดท้าย
เวลานี้คนไทยกระหายสงครามเต็มที เห็นหรือยังว่าประเทศ ไทย คนไทยถูกแบ่งไปเรียบร้อยแล้ว เห็นหรือยังว่า เรากำลังจะสิ้นชาติ ยิ่งในวันสองวันนี้ รัฐบาลตัดสินใจใช้กำลังเข้าปราบปรามผู้ชุมนุมเมื่อไหร่ ประเทศไทยจะมีผู้ก่อการร้ายเกิดขึ้นมาจริงๆ เพราะรัฐบาล เพราะผู้ปกครองไปขีดเส้นแบ่งว่า สีนี้คือผู้ก่อการดี สีนี้ต้องเป็นผู้ก่อการร้ายเท่านั้น
กว่าประเทศเวียดนามจะรวมเวียดนามเหนือเวียดนามใต้เป็นหนึ่งเดียวกันได้ต้องสูญเสียมากมายมหาศาล ต้องใช้เวลาเป็น 10 ปี กว่าเขมรจะยุติสงครามล้างเผ่าพันธุ์ได้ก็เหลือแต่ซากปรักหักพัง
ถ้าบ้านเราต้องแบ่ง เป็นไทยเหนือ ไทยใต้ ไทยอีสาน ถึงเวลานั้นคงไม่ต้องไปคาดเดาอะไรให้เมื่อยตุ้ม ถือเป็นกรรมของคนไทยทั้งชาติก็แล้วกัน
การที่ นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไปออกรายการทีวีช่อง 11 และมองว่ากลุ่มผู้ชุมนุมมีกลุ่มขบวนการที่ต้องการจะ ล้มล้าง 3 กลุ่ม ได้แก่ นักการเมือง กลุ่มชาวบ้าน และกลุ่มความมั่นคง เพียงเท่านี้
ไม่ได้มองในพื้นฐานการเรียกร้องตามระบอบประชาธิปไตย ไม่ได้มองว่ากลุ่มผู้ชุมนุมเหล่านี้มาเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยเลยแม้แต่น้อย กลับมองว่าเป็นศัตรูจ้องล้มล้างรัฐบาล จึงใช้วิธีที่จะแก้ปัญหาในฐานะกลุ่มบุคคลที่ทำลายความมั่นคงของรัฐ
ปลุกระดม ชวนเชื่อ ปิดกั้นช่องทางในการแสดงออกตามระบอบประชาธิปไตย ปิดหูปิดตาสื่อ การกระทำเช่นนี้ถือเป็นความผิดพลาดในการบริหารราชการแผ่นดินอย่างร้ายแรง ไม่ใช้ อำนาจทางสภาในการหาข้อยุติ แต่กลับแสวงหาอำนาจจากปลายกระบอกปืนท่าเดียว.



