เมืองไทยกำลังฟูเฟื่องด้วยม็อบเกิดใหม่รายวัน..ผู้เขียนเลยคิดเล่นๆ ว่า หากไทยมีการขีดเส้นกำหนดให้มีขั้นตอนการเกิดม็อบ..ความวุ่นวายของสีคงลดน้อยลง..ตามสไตล์บางกอกทูเดย์..ที่เน้นความแตกและความต่างจากหนังสือพิมพ์เล่มอื่น..ฉะนั้นฉบับนี้เราจะพาผู้อ่าน บินตรงไปบริโภคเรื่องราว การแสดงความคิดเห็นของประชาธิปไตยตะวันตก ในประเทศประชาธิปไตยตะวันตก ภายใต้การปกครองโดยหลักนิติรัฐ หรือ Rule of Law เขาให้ความสำคัญแก่เสรีภาพในการชุมนุมแสดงความคิดเห็น เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นมีความสำคัญในหลักประชาธิปไตย เพราะความคิดเห็นมาจากสมองของคน แต่ต้องเป็นไปเพื่อ ประโยชน์ของชาติและประชาชนเป็นหลัก แต่ละประเทศจะมีกฎหมายเกี่ยวกับการชุมนุม เพื่อป้องกันไม่ให้มีการใช้คำพูดในลักษณะปลุกระดม ปลุกปั่น ข่มขู่ คุกคามผู้อื่น ยุแหย่ให้คนแตกแยกกัน ให้คนชิงชังกัน ที่เรียกว่า Sedition Law ควบคู่ด้วยเสมอ เพราะการชุมนุมแสดงความคิดเห็นต้องมีขอบเขต บนหลักการว่าด้วยเสรีภาพ คือ เสรีภาพของคุณต้องไม่ไปละเมิดเสรีภาพของคนอื่น ไม่มีใครมีเสรีภาพเหนือใคร ในประเทศประชาธิปไตยตะวันตก เช่น ออสเตรเลีย ผู้ที่ต้อง การจัดการชุมนุมประท้วง เรียกร้อง ฯลฯ ต้องขอนุญาตจากตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง แจ้งวัตถุประสงค์ของการชุมนุม ระยะเวลาการชุมนุม จะชุมนุมที่ใด จะมีคนเข้าร่วมชุมนุมประมาณเท่าใด ถ้าหากจะเดิน จะใช้เส้นทางไหนบ้าง เพื่อว่าเจ้าหน้าที่จะจัดการอำนวยความสะดวกให้ ไม่ให้ประชาชนทั่วไปเดือดร้อน หรือไปละเมิดสิทธิของคนอื่น เจ้าหน้าที่และผู้ชุมนุมอาจเจรจาต่อรองกัน เช่น จำนวนวันหรือชั่วโมงที่มาชุมนุมนานไป ให้ลดลงหน่อยได้ไหม ช่วงเวลาชุมนุม ไม่เหมาะสม หรือเส้นทางเดินอาจทำให้การจราจรติดขัด เป็นต้น จากนั้น ตำรวจจะแจ้งให้กระทรวงทบวงกรม หรือสถานทูตที่เป็นเป้าหมายของการชุมนุมได้รับทราบ เจ้าหน้าที่จะดูแลรักษาความปลอดภัยให้ เงื่อนไขสำคัญประการหนึ่ง คือ ผู้ชุมนุมต้องไปพูดจาหรือแสดงท่าทีข่มขู่คุกคามคนอื่น หรือปลุกระดมให้คนขัดแย้งกัน แตกแยกกัน ทำร้ายกัน หรือทำความเสียหายแก่ทรัพย์สินสาธารณะโดยทั่วไปในประเทศตะวันตก ผู้ชุมนุมมักถือป้ายประท้วง เขียนข้อความซึ่งแสดง เจตนารมย์ของตนถือให้คนทั่วไปเห็น หรือให้เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบเห็น จะเขียนกี่ป้ายก็ได้ แต่ป้ายนั้นต้องไม่ไปด่าทอหรือคุกคามใคร เมื่อแสดงความคิดเห็นอย่างเสรีแล้ว พอถึงเวลาก็กลับ ถ้าถึงเวลาที่ตกลงกันไว้แล้วผู้ชุมนุมยังไม่ยอมเลิก ตำรวจจะระงับการชุมนุมทันที หรือถ้าไม่เชื่อ ตำรวจเข้าจับกุมได้ทันที ถ้าเปลี่ยนเส้นทางเดินโดยไม่เป็นไปตามที่ตกลงกันไว้ ตำรวจจะจับกุมแกนนำการชุมนุมทันที หากผู้ชุมนุมทำผิดกฎหมายหรือผิดจากที่ตกลงกันไว้ ตำรวจ สามารถระงับการชุมนุมได้ แต่โดยทั่วไป แกนนำผู้ชุมนุมมักปฏิบัติตามกฎหมายและเงื่อนไขที่ตกลงกันไว้ ต่างฝ่ายต่างเคารพหน้าที่และบทบาท ของกันและกัน เจ้าหน้าที่จะไม่เข้าไปแทรกแซงการชุมนุมตราบใดที่ยังเคารพกฎหมาย ส่วนผู้ชุมนุมก็ไม่ทำอะไรที่ผิดกฎหมายหรือผิดข้อตกลง หากสังเกตให้ดี กรอบการชุมนุมไทยไม่ต่างจากชาติอื่น..เพียงแต่การเจรจาของเรา “ดุเด็ดเผ็ดมัน” เกินไปเท่านั้นเอง
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Saturday, April 24, 2010
ไม่สั้น ไม่ยาว เล่ากันพอรู้ ตอน เดินตามกฎก่อนชุมนุม
สงครามระหว่างชนชั้น
ที่มา ไทยรัฐ
ใต้ก็มิคสัญญี เมืองหลวงก็กลียุค อะไรที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากผลพวงของวิกฤติบ้านเมืองก็เกิดขึ้นมาจนได้
วิธีการจัดม็อบชนม็อบ เป็นวิธีโบราณที่ประเทศด้อยพัฒนา
และผู้นำเผด็จการทหารมักจะนำมาใช้เพื่อนำ ทางไปสู่การรวบอำนาจเอาไว้ในมือ
ดังที่ประเทศในอาเซียนหลายประเทศเคยได้ชื่อว่าเป็นรัฐบาลทหารนำมาปฏิบัติ
แม้แต่บ้านเราก็เถอะ
แต่ต่อมาเมื่อเล็งเห็นว่าการใช้วิธีดังกล่าวใน การรักษาอำนาจเอาไว้ในมือกลับจะเป็นการทำลายความมีอธิปไตย
และความมั่นคงใน ระยะยาว กลายเป็นสงครามประชาชนที่ล้างไม่ออก อำนาจที่เคยอยู่ในมือกลุ่มบุคคลใดคนหนึ่ง
โดยเฉพาะกองทัพ ถูกปล่อยมือไปสู่มือประชาชน จนภาพรัฐบาลทหารในภูมิภาคนี้บางตาไปเยอะ
หลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ คาดกันว่าภาพของ รัฐบาลทหาร จะหมดไปจากประเทศไทย
หรือแม้แต่การปฏิวัติรัฐประหารก็ไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นในประเทศไทยอีกต่อไป
จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ ยึดอำนาจในวันที่ 19 กันยายน 2549
จึงเห็นภาพที่แท้จริงของการเมืองการปกครองในเมืองไทย ที่มีอะไรครอบคลุมอยู่มากมาย
วิวัฒนาการของระบอบเผด็จการทหารใน ประเทศไทยลึกลับซับซ้อน อย่างที่เรียกกันว่า
ลับลวงพราง เป็นเผด็จการที่ซ่อนรูปอยู่ในองคาพยพต่างๆกัน
แต่จุดประสงค์ในการขับเคลื่อนก็เพื่อที่จะรักษาอำนาจเผด็จการเอาไว้ในอีกรูป แบบหนึ่ง
วิเคราะห์ถึงสาเหตุของวงจรอุบาทว์ที่ยังไม่หมดสิ้นไปจาก เมืองไทยนั้นมีอยู่หลายประเด็นด้วยกัน
ไม่ใช่เรื่องของการทุจริตคอรัปชัน
หรือความไม่จงรักภักดี อย่างที่พยายามหยิบยกขึ้นมาเป็นข้ออ้างในการยึดอำนาจทุกครั้ง
เพราะถ้าพิเคราะห์ให้ดีแล้ว บางยุคบางสมัย บางรัฐบาลมีการทุจริตคอรัปชันชัดเจน
หรือบุคคลที่ถูกกล่าวขานว่าเป็นยี่ห้อของการคอรัปชันขึ้นมามีอำนาจด้วยซ้ำไป
กลับ อยู่อย่างมีเกียรติ
ความจริงก็คือ ความคงอยู่ของอำนาจเผด็จการต่างหาก
ใครที่เห็นด้วยคล้อยตามกับอำนาจเผด็จการก็จะถูกอุ้มกระเตงเอาไว้เหมือนไข่ใน หิน
แต่ถ้าใครขัดขืนคิดจะแบ่งแยกอำนาจไปจากมือก็จะถูกโค่นล้มทำลายทันที
พิสูจน์ ได้จากวิกฤติการเมืองที่ผ่านมาบางยุคทหารก็อยู่ข้างรัฐบาล
บางยุคทหารก็อยู่ตรงกันข้ามกับรัฐบาล และการต่อสู้ทางการเมืองทุกครั้งทหารไม่เคยอยู่ข้างประชาชน
ทหารไม่ เคยยึดอำนาจให้ประชาชน
วันนี้สีลมอาจเป็นสมรภูมิเลือดระหว่างคนในเมืองกับคนต่างจังหวัด คนรวยกับคนจน
วันนี้เราข้ามผ่านการปฏิวัติรัฐประหารโดยทั่วๆไปที่มีการยึดอำนาจจากรัฐและ เปลี่ยนแปลงผู้ปกครอง
แต่กำลังเกิดสงครามชนชั้นที่โหยหาความยุติธรรมความเป็นธรรม
และความเสมอภาค เป็นสงครามกลางเมืองที่พร้อมจะพลีชีพ.
หมัดเหล็ก
กรณีทหารปืนจ่อหัวตำรวจป้องโจร:เมื่อนักข่าวไม่สามารถรายงานข้อเท็จจริงได้ ก็น่าเห็นใจสังคมไทย
ที่มา Thai E-News
ฐปนีย์ เอียดศรีไชย ผู้สื่อข่าวสนามโทรทัศน์ช่อง 3:"เมื่อนักข่าวไม่สามารถรายงานข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นได้ หรือรายงานงานแล้วไม่มีคนเชื่อก็น่าเห็นใจสังคมไทยจริงๆ"(ภาพนี้ เมื่อครั้งโดนม็อบพันธมิตรฮือล้อมสมัยเป็นนักข่าวไอทีวีที่ไม่พอใจการรายงานจำนวนผู้ชุมนุม)
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
24 เมษายน 2553ฐปนีย์ เอียดศรีไชย ผู้สื่อข่าวสนามของโทรทัศน์ช่อง 3 ออกโรงชี้แจงหลังกรณีที่เธอtwitterผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัวกรณีทหารใช้ปืนจ่อหัวพันตำรวจโทห้ามไม่ให้จับมวลชนของทหารที่ก่อเหตุปาระเบิดขวดที่สีลมวันเกิดเหตุบึ้มM79 โดยตำหนิแกนนำนปช.ที่นำไปขยายผลว่าทหารยิงเอ็ม79เอง ซึ่งคลาดเคลื่อนจากความจริง แต่ก็ยืนยันเหตุการณ์ทหารใช้ปืนจ่อหัวห้ามตำรวจจับกุมผู้ก่อเหตุปาระเบิดขวดวิ่งไปหลบหลังแนวทหาร ย้ำ"หากการทวิตข่าวทำให้เกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของชาติก็พร้อมแสดงความรับผิดชอบไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดแต่ขอรักษาไว้ซึ่ง เสรีภาพในวิชาชีพ" พ้อ "เมื่อนักข่าวไม่สามารถรายงานข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นได้ หรือรายงานงานแล้วไม่มีคนเชื่อก็น่าเห็นใจสังคมไทยจริงๆ" กระบอกเสียงลิ้มรุมยำ ขณะที่องค์กรนักข่าวไร้พรมแดนออกแถลงการณ์ป้องแล้ว

รายงานข่าวจากนักข่าวสาว ฐปนีย์ เอียดศรีไชย ผู้สื่อข่าวโทรทัศน์ช่อง 3 ผ่านทางทวิตเตอร์ส่วนตัว ไม่ผ่านสื่อกระแสหลัก ชี้ว่าเหตุการณ์ความวุ่นวายที่เกี่ยวข้องกับการปาระเบิดเพลิง (ไม่ใช่เหตุการณ์M79 ที่ทำให้คนเสียชีวิต) ซึ่งเกิดขึ้นหลังสี่ทุ่มคืนวาน (22 เม.ย.) มีความเกี่ยวข้องกับทหารที่เข้าประจำการที่สีลม
คุณฐปนีย์ เปิดเผยผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัวhttp://twitter.com/thapanee3miti แจ้งว่าตนเองนั้นได้อยู่ในเหตุการณ์ชุมนุมของกลุ่มเสื้อหลากสี หรือกลุ่มประชาชนเสื้อเหลืองเก่าเมื่อวานนี้"นี่คือข้อเท็จจริง จากปากคำตำรวจยอมรับไล่กลุ่มชายฉกรรจ์ 20 คนที่ปาระเบิดขวดวิ่งหนีไปหลังแนวทหาร แต่กลับถูกทหารเอาปืนจ่อหัวบอกไม่ต้อง"
"ตำรวจบอกกลุ่มคนที่ก่อเหตุไม่ใช่คนสีลมหรือเสื้อหลากสี แต่เป็นกลุ่มจัดตั้งนี่เป็นข้อเท็จจริงไม่ใช่ความเห็นนะคะ"
"โปรดใช้วิจารณญาณในการติดตามนะคะ นี่คือข้อเท็จจริงจากพื้นที่เกิดเหตุไม่ได้เข้าข้างใครแต่ทวิตจากสายตาที่เห็นหูที่ได้ยินคะ"
"ถามทหารแล้วไม่พูดไร แต่ตำรวจที่ถูกเอาปืนจ่อหัวเป็นระดับรองผกก และผบ.หมู่ แต่ก็นั่นแหละเขาไม่ยอมเปิดเผยใบหน้าก็ทำได้เท่านี้ ย้ำแค่บอกในสิ่งที่เห็น"
"เมื่อนักข่าวไม่สามารถรายงานข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นได้หรือรายงานงานแล้วไม่มีคนเชื่อก็น่าเห็นใจสังคมไทยจริงๆ"
นสพ.ข่าวสด’ รายงานข่าวทหารปืนจ่อหัวตำรวจช่วงคุมสถานการณ์กลุ่มหนุนมาร์ค
เวบไซต์ประชาไท รายงานว่า
นสพ.ข่าวสด รายงานมีเหตุทหารใช้ปืนจ่อหัวตำรวจที่สีลมคืนวันที่ 22 เม.ย. จริงหลังตำรวจคุมสถานการณ์กลุ่มเสื้อหลากสีใช้สิ่งของขว้างปา แต่ทหารห้ามตำรวจติดตามต่อบอกเป็นมวลชนของทหาร ด้านสื่อนอกบันทึกภาพช่วงกลุ่มเสื้อหลากสีหนีไปหลังแนวทหารได้ ‘ฐปณีย์’ แจง 'ทวิตเตอร์' เรื่องตำรวจไล่ชายฉกรรจ์ที่หนีไปหลังแนวทหารเป็นเรื่องปาระเบิดขวดไม่ใช่เอ็ม 79 ยันรายงานข่าวยึดหลักจรรยาบรรณวิชาชีพ
ข่าวสดรายงานข่าวตำรวจถูกทหารใช้ปืนจ่อหัว หลังสลายม็อบหนุนมาร์ค
งานว่า วานนี้ (23 เม.ย.) เว็บไซต์ข่าวสดรายงานว่า เมื่อวันที่ 23 เม.ย. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ รายงานข่าวกล่าวว่าตามที่มีข่าวว่ามีนายตำรวจถูกทหารใช้ปืนจี้ศีรษะระหว่างการเข้าจับกุมบุคคลที่สร้างความวุ่นวายในบริเวณแยกศาลาแดงเมื่อคืน 22 เม.ย. โดยนายตำรวจรายนี้คือพ.ต.ท.ไกรศรี สุวรรณงาม รอง.ผกก.ป.สน.พระโขนง ซึ่งถูกสั่งการให้มากำกับดูแลกองร้อยควบคุมฝูงชน เพื่อป้องกันการปะทะระหว่างกลุ่มเสื้อแดง และกลุ่มเสื้อหลากสี ต่อมาในช่วงกลางคืน กลุ่มคนเสื้อหลากสีได้พยายามใช้เศษวัสดุขว้างปาใส่กลุ่มคนเสื้อแดง แต่เนื่องจากตำรวจตั้งแนวกันการปะทะอยู่ระหว่างกลุ่มคนทั้งสองฝ่าย ทำให้วัสดุต่างๆ ที่ขว้างปาโดนตำรวจเป็นส่วนใหญ่
พ.ต.ท.ไกรศรี พยายามเข้าจับกุม เพื่อไม่ให้เกิดการขว้างปาสิ่งของใส่กันอีกกลุ่มคนดังกล่าวจึงวิ่งหนี กลับเข้าไปในแนวของทหารที่อยู่ด้านหลังกลุ่มคนสีลม พ.ต.ท.ไกรศรี ได้วิ่งติดตาม แต่ถูกทหารที่ถือปืนเอ็ม16 กั้นไม่ยอมให้เข้าจับกุม แต่ พ.ต.ท.ไกรศรี ได้แหวกแนวทหารเข้าไป จนเมื่อมาถึงด้านหลังแนวทหาร ได้มีนายทหารสัญญาบัตร สวมหมวกและใส่แว่นตากันสะเก็ดระเบิด ได้เข้ามาประชิดตัว พร้อมชักปืนพกสั้นออกมาจี้ที่ศีรษะ พร้อมบอกว่าให้ออกไป คนเหล่านี้เป็นมวลชนของฝ่ายทหาร พ.ต.ท.ไกรศรี จึงแจ้งว่าบุคคลเหล่านั้นเป็นผู้ก่อเหตุใช้สิ่งของขว้างปาขอเข้าจับกุม แต่นายทหารคนดังกล่าวก็ยังปฏิเสธไม่ยอม ทำให้ เจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งหมดต้องออกมาจากแนวทหาร (อ่านข่าวของ นสพ.ข่าวสด ที่นี่)
ขณะเดียวกันมีผู้สื่อข่าวต่างประเทศ คือ BreakNewPress สามารถบันทึกภาพช่วงที่ตำรวจเข้าควบคุมสถานการณ์ของกลุ่มคนเสื้อหลากสีด้วย แต่ในภาพบันทึกเหตุการณ์ถึงช่วงที่ตำรวจใช้โล่และกระบองผลักดันกลุ่มเสื้อหลากสีที่หลบเข้าไปอยู่หลังแนวของทหารเท่านั้น คลิกที่นี่
ฐปณีย์แจงกรณีแกนนำ นปช. นำข้อความทวิตเตอร์ไปขยายผลคาดเคลื่อน
นอกจากนี้ในการรายงานของเนชั่นทันข่าวเมื่อวานนี้ น.ส.ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้สื่อข่าวรายการข่าว 3 มิติ ของช่อง 3 ก็เผยแพร่คำชี้แจงไปยังสื่อมวลชนกรณีการทวิตข่าวผ่านเว็บไซต์ทวิตเตอร์เมื่อคืน 22 เม.ย. ซึ่งเป็นการรายงานเหตุการณ์เดียวกับกรณีของ พ.ต.ท.ไกรศรี โดยมีรายละเอียดดังนี้
“สืบเนื่องจากกรณีที่นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำกลุ่มนปช.ได้นำข้อความในทวิตเตอร์ของดิฉัน น.ส.ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้สื่อข่าวรายการข่าว3 มิติ สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ซึ่งใช้นามว่า @yam3miti หรือ @thapanee3miti ที่ระบุเรื่องตำรวจถูกทหารใช้ปืนจ่อหัวไปเรียกร้องให้ ศอฉ.ออกมาชี้แจงในเรื่องนี้ และถูกนำไปตีความในหลายประเด็น
ดิฉันขอชี้แจงเรื่องที่เกิดขึ้นดังต่อไปนี้ ดิฉันไม่เคยรายงานข่าวว่า ทหารเป็นผู้สร้างสถานการณ์ให้เกิดระเบิด m79 บริเวณย่านสีลมเมื่อคืน วันที่ 22 เมษายน และไม่เคยรายงานกล่าวหาประชาชนชาวสีลม หรือ ประชาชนกลุ่มเสื้อหลากสีว่ายั่วยุให้เกิดความรุนแรงโดยใช้ระเบิดขวด ตามที่มีการเผยแพร่และวิพากษ์วิจารณ์กันในเว็บไซด์ต่างๆ สิ่งเหล่านี้สามารถตรวจสอบได้จากข้อความในทวิตเตอร์ของดิฉัน ซึ่งมีการส่งข้อความอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงค่ำวันที่ 22 เมษายน จนถึงเช้าวันที่ 23 เมษายน แต่ดิฉันได้ทวิตข้อความข่าวที่ระบุว่า “นี่คือข้อเท็จจริงจากปากคำตำรวจยอมรับไล่กลุ่มชายฉกรรจ์ 20 คน ที่ปาระเบิดขวดวิ่งหนีไปหลังแนวทหารแต่กลับถูกทหารเอาปืนจ่อหัวบอกไม่ต้องตามไป” จริง แต่ไม่เคยระบุเลยว่าทหารเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ความรุนแรง ซึ่งได้ส่งข้อความย้ำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคือในช่วงเวลาหลัง 22.30 น.และเป็นกรณีกลุ่มก่อกวนปาระเบิดขวดไม่ใช่เรื่องระเบิด m79 หลายครั้ง ดังปรากฏอยู่ในทวิตเตอร์
ดังนั้นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นน่าจะเป็นความเข้าใจผิดในการส่งต่อข้อความจาก ทวิตเตอร์ไปในแหล่งอื่นๆทางอินเตอร์เน็ตจนเกิดความเข้าใจต่อสถานการณ์คลาด เคลื่อน ซึ่งหากติดตามข้อความในทวิตเตอร์ของดิฉันจะเข้าใจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งหมดว่าดิฉันไม่ได้บิดเบือนข้อเท็จจริง หรือกล่าวหาผู้ใดโดยไม่มีหลักฐาน เนื่องจากการส่งข้อความผ่านทวิตเตอร์เป็นการส่งข้อมูลข่าวสารเฉพาะกลุ่ม แต่สามารถส่งต่อไปถึงเพื่อนกลุ่มอื่นได้ ซึ่งในปัจจุบันผู้สื่อข่าวนิยมส่งข่าวผ่านทวิตเตอร์เพื่อแลกเปลี่ยนข่าวสาร กันทำให้สามารถติดตามข่าวสารได้อย่างต่อเนื่อง
โดยเฉพาะในช่วงเกิดสถานการณ์ทางการเมืองนักข่าวหลายสำนักก็มักจะส่งข้อความ ผ่านทวิตเตอร์และติดตามกัน รวมทั้งตัวดิฉันด้วย จึงเป็นเหตุให้ข้อความต่างๆถูกส่งต่อไปได้ง่ายโดยผ่านการติดตามข้อความที่ ต่อเนื่อง ซึ่งการรายงานข่าวในทวิตเตอร์เป็นเรื่องส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวกับการทำหน้าที่ เสนอข่าวในรายการข่าว 3 มิติ หรือการรายงานข่าวของสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 แต่อย่างใด เป็นการรายงานสถานการณ์สดผ่านมือถือส่วนตัวเท่านั้นไม่ได้ดำเนินการเป็น ธุรกิจหรือเพื่อประโยชน์ของใคร
ดิฉันขอยืนยันว่า ด้วยเกียรติของการทำหน้าที่สื่อมวลชนมา 10 ปี ไม่เคยคิดร้ายกับประเทศชาติและเป็นคนไทยคนหนึ่งที่ห่วงใยต่อสถานการณ์บ้านเมือง ไม่เคยคิดที่จะยั่วยุให้เกิดความรุนแรงหรือซ้ำเติมสถานการณ์ของประเทศ ทำงานโดยยึดหลักของความรับผิดชอบ และจรรยาบรรณในวิชาชีพสื่อมวลชนอย่างดีที่สุด ทั้งการให้ความสำคัญกับการตรวจสอบข้อเท็จจริง การเสนอข่าวอย่างรอบด้าน เป็นกลาง และไม่กล่าวหาผู้อื่นโดยไม่มีหลักฐาน แม้ในบางสถานการณ์จะทำงานด้วยความยากลำบากก็ตาม แต่พยายามทำหน้าที่สื่อมวลชนให้ดีที่สุด
โดยไม่คิดว่าข้อความเพียงไม่กี่ข้อความในทวิตเตอร์จะนำมาซึ่งการวิพากษ์ วิจารณ์ต่างๆ ในสังคม หากข้อความใดทำให้ผู้อื่นเสียหายก็ต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ แต่ยืนยันว่าทุกคำพูดผ่านการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนนำเสนอไปสู่สาธารณะ โดยทุกคนที่กล่าวอ้างมีตัวตนเอง ซึ่งได้ถูกถ่ายทอดผ่านสื่อสิ่งพิมพ์หลายสำนักและผู้สื่อข่าวที่อยู่ร่วม เหตุการณ์ด้วย รวมทั้งได้รายงานไปตามสถานการณ์ที่เห็นจริง ไม่ได้แต่งเติมข้อความใด ๆ
จึงขอให้ทุกท่านใช้วิจารณญาณในการติดตามข้อมูลให้ครบถ้วน โดยเฉพาะกรณีข่าวระหว่างตำรวจกับทหาร เป็นข้อเท็จจริงที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถตรวจสอบได้อยู่แล้ว ซึ่งดิฉันเองก็พร้อมรับผิดชอบกับการทำหน้าที่ครั้งนี้”
สื่อค่ายเหลืองปั่นต่อ วิจารณ์ฐปณีย์หนัก
อย่างไรก็ตาม การชี้แจงของ น.ส.ฐปณีย์ ยังคงถูกนำไปบิดเบือนใน “รายงานการเมือง” ของผู้ใช้นามปากกาว่า “แสงตะวัน” เผยแพร่ใน ASTVผู้จัดการออนไลน์ ที่ระบุว่า น.ส.ฐปณีย์ทวิตว่า “เห็นทหารเอาปืนจ่อหัวตำรวจที่วิ่งไล่จับผู้ต้องสงสัยว่าอาจจะเป็นผู้ยิงเอ็ม 79 ใส่ ประชาชนที่สีลม” พร้อมทั้งวิจารณ์ น.ส.ฐปณีย์ อย่างหนัก ทั้งที่ น.ส.ฐปณีย์ทวิตเมื่อ 00.30 น. ของวันที่ 23 เม.ย. ใน @thapanee3miti status ที่12652676359 ว่า “นี่คือข้อเท็จจริง จากปากคำตำรวจยอมรับไล่กลุ่มชายฉกรรจ์20 คนที่ปาระเบิดขวดวิ่งหนีไปหลังแนวทหารแต่กลับถูกทหารเอาปืนจ่อหัวบอกไม่ต้องตามต่อไป” ซึ่งเป็นเรื่องการรายงานเหตุการณ์ปาระเบิดขวด ไม่ใช่เหตุการณ์ยิง M 79 อย่างที่ ASTVผู้จัดการออนไลน์นำเสนอแต่อย่างได้
ล่าสุด เมื่อวานนี้ (23 เม.ย.) น.ส.ปฐณีย์ทวิตว่า “น้อมรับทุกคำวิจารณ์และข้อกล่าวหา คงไม่สามารถบอกให้ใครเชื่อว่าเป็นนักข่าวไม่มีสีขอให้ผลงานและกาลเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์จนกว่าจะหมดลมหายใจ”
“หากการทวิตข่าวทำให้เกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของชาติก็พร้อมแสดงความรับผิดชอบไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดแต่ขอรักษาไว้ซึ่ง เสรีภาพในวิชาชีพ”
“ย้ำหากสิ่งที่เกิดขึ้นคือการเติมเชื้อไฟและถูกมองว่า เป็นสิ่งเลวร้ายมากก็ขอแสดงความรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียวคะ” ทวิตเตอร์ของฐปณีย์ระบุ
องค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนประณามการคุกคามฐปนีย์
ประชาไท รายงานด้วยว่า องค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนแสดงความเป็นห่วงเรื่องเสรีภาพสื่อและสถานการณ์รุนแรงทางการเมืองในไทยหลังมี พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ระบุมีการปิดเว็บไซต์โดยอ้าง พ.ร.ก. ฉุกเฉินกว่า 350เว็บไซต์ ประหลาดใจที่ศาลยอมให้ปิดพีเพลชาแนลโดยอ้างอำนาจ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน พร้อมประณามการคุกคาม น.ส.ฐปณีย์ เอียดสีไชย ผู้สื่อข่าวทีวีที่รายงานเรื่องทหารไม่ให้ตำรวจติดตามผู้ต้องสงสัยที่สีลมเมื่อ 22 เม.ย.
องค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน ซึ่งเป็นองค์กรติดตามการละเมิดเสรีภาพสื่อทั่วโลก มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส ได้เผยแพร่คำแถลง"ประเทศไทย: สื่อถูกรุมเร้าด้วยความรุนแรงและการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน" ("Thaïlande: Violences et état d’urgence frappent les médias") โดยห่วงเรื่องการละเมิดเสรีภาพสื่อในประเทศไทยหลังมีการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน โดยมีรายละเอียดดังนี้
000
ประเทศไทย: สื่อถูกรุมเร้าด้วยความรุนแรงและการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน
องค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนแสดงความเป็นห่วงเรื่องเสรีภาพสื่อและสถานการณ์ความรุนแรงทางการเมืองในประเทศไทยหลังจากที่รัฐบาลประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน และประกาศย้ำให้ทุกฝ่ายเคารพและอนุญาตให้สื่อสามารถทำงานได้
"แรงกดดันจากวิกฤติครั้งนี้ยิ่งทำให้ต้องเคารพในสิทธิของการสื่อสารข้อมูล โดยที่ข่าวลือจะไม่มีอำนาจอยู่เหนือความจริง" องค์กรเสรีภาพสื่อกล่าว "แต่ความรุนแรงและการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ทำให้ผู้สื่อข่างทั้งชาวไทยและต่างประเทศอยู่ในสภาพสุ้มเสี่ยงจน กว่าประชาธิปไตยจะกลับคืนมา"
มีช่างภาพชาวญี่ปุ่นรายหนึ่งได้รับบาดเจ็บจากเหตุระเบิดย่านสีลม เมื่อวันที่ 22 เม.ย. ซึ่งในตอนนี้ยังไม่ทราบชื่อหรือสังกัดสื่อที่เขาอยู่
ผู้สื่อข่าวชาวฝรั่งเศสในกรุงเทพฯ บอกว่า ในช่วงไม่กี่วันมานี้สภาพของผู้สื่อข่าวต่างประเทศเลวร้ายลงกว่าเดิม ผู้สื่อข่าวต่างประเทศในกรุงเทพฯ ได้รับการฝึกฝนมาน้อยมากในการทำข่าวใน "พื้นที่ความขัดแย้ง" มีผู้สื่อข่าวต่างประเทศได้รับบาดเจ็บจากก้อนหินและขวดน้ำที่ขว้างปามาจากผู้ชุมนุม มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติบางส่วนที่ไม่ได้ระมัดระวังในเรื่องนี้พยายาม 'ทำข่าว' การประท้วง โดยหวังว่าจะนำภาพถ่ายหรือวิดิโอการปะทะกันไปขาย
มีนักข่าวหลายคนเริ่มสวมหมวกนิรภัยเพื่อป้องกันอันตรายหรือสวมเสื้อยืดที่แจกโดยสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ (FCCT) เพื่อบ่งบอกตนเอง
อย่างไรก็ตามทางสมาคมผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนไม่เห็นด้วยกับการที่กลุ่มเสื้อแดงขอให้ผู้สื่อข่าวสวมปลอกแขนสีเขียวที่มีคำว่า "ยุบสภา"
ผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนยังขอประณามการการคุกคาม น.ส.ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้สื่อข่าวโทรทัศน์ จากการที่เธอรายงานทาง Twitter เรื่องที่มีทหารบางคนห้ามไม่ให้ตำรวจไล่ตามผู้ต้องสงสัยที่น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดวันที่ 22 เม.ย.
ทางองค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนรู้สึกประหลาดใจกับการตัดสินของศาลที่ยกฟ้องการที่รัฐบาลปิดสัญญาณโทรทัศน์ของพีเพลชาแนล โดยศาลให้เหุผลว่าการประกาศใช้ พรก.ฉุกเฉินของรัฐบาลทำให้มีการใช้อำนาจดังกล่าวได้
มีกรณีใกล้เคียงกันเกิดขึ้นในวันที่ 23 เม.ย. เมื่อ น.ส.จีรนุช เปรมชัยพร ผู้อำนวยการประชาไทที่เป็นเว็บไซต์ข่าวอิสระ ยื่นฟ้องต่อศาลแพ่งกรณีที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐสั่งปิดเว็บไซต์ประชาไทตั้งแต่วันที่ 7 เม.ย. โดยขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว และให้ยกเลิการปิดเว็บไซต์ซึ่งถือเป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญมาตรา 47 ซึ่งระบุถึงการคุ้มครองการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร โดยทางศาลตัดสินว่าทางรัฐบาลไม่ได้ใช้อำนาจเกินเลยเนื่องจากอยู่ภาย ใต้การประกาศ พรก.ฉุกเฉิน (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม)
การเซ็นเซอร์และคุกคามสื่อกำลังส่งผลกระทบต่ออินเทอร์เน็ต และเว็บไซต์ที่ถูกแบนมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ จากคำสั่งการประกาศ พรก. ฉุกเฉิน กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (MICT) ประกาศในวันนี้ (23 เม.ย.) ว่ามีการปิดเว็บไซต์แล้วอีกกว่า 350 เว็บไซต์ หลังจากที่ในสัปดาห์ก่อนหหน้านี้ปิดเว็บไซต์ไปจำนวน 190 เว็บไซต์ และมีอยู่ 36 เว็บไซต์ที่ถูกปิดตั้งแต่วันที่ 7 เม.ย.
ทำให้จำนวนเว็บไซต์ที่ถูกปิดตอนนี้เพิ่มขึ้นเป็น 2,500 เว็บไซต์ เว็บไซต์ที่ถูกปิดทั้งหมดตอนนี้เชื่อมโยงกับคนเสื้อแดง และมีภาพถ่ายและวิดิโอที่บันทึกการชุมนุม แต่ก็มีบางส่วนที่เป็นเว็บไซต์สำนักข่าวอิสระ
องค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนขอให้รัฐบาลยกเลิกการเปิดเว็บไซต์ที่ถูกปิดกั้นโดยทันที และจะสั่งปิดสื่อก็ต่อเมื่อสื่อนั้นๆ ยั่วยุให้ใช้ความรุนแรง และปิดหลังจากที่มีการดำเนินการตามกระบวนการศาลก่อน
ผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนยังได้เรียกร้องให้รัฐบาลไทยแสดงความโปร่งใส อย่างถึงที่สุดในการสืบสวนการเสียชีวิตของฮิโระ มุราโมโตะ ผู้สื่อข่าวญี่ปุ่น ซึ่งควรมีผลการตรวจสอบออกมาในวันที่ 26 เม.ย. "รัฐบาลญี่ปุ่นจะต้องได้รับอนุญาตให้เข้าถึงข้อมูลที่พนักงานสอบสวนรวบรวมไว้" คำแถลงของผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนระบุ
Friday, April 23, 2010
ฐาปนีย์ เอียดศรีชัย: พวกปาระเบิดขวดเป็นทหาร
ที่มา Thai E-News โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
23 เมษายน 2553
รายงานข่าวจากนักข่าวสาว ฐาปนีย์ เอียดศรีชัย ผ่านทางทวิตเตอร์ส่วนตัว ไม่ผ่านสื่อกระแสหลัก ชี้ว่าเหตุการณ์ความวุ่นวายที่เกี่ยวข้องกับการปาระเบิดเพลิง (ไม่ใช่เหตุการณ์ M79 ที่ทำให้คนเสียชีวิต) ซึ่งเกิดขึ้นหลังสี่ทุ่มคืนวาน (22 เม.ย.) มีความเกี่ยวข้องกับทหารที่เข้าประจำการที่สีลม
คุณฐาปนีย์ เปิดเผยผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัวhttp://twitter.com/thapanee3miti แจ้งว่าตนเองนั้นได้อยู่ในเหตุการณ์ชุมนุมของกลุ่มเสื้อหลากสี หรือกลุ่มประชาชนเสื้อเหลืองเก่าเมื่อวานนี้"นี่คือข้อเท็จจริง จากปากคำตำรวจยอมรับไล่กลุ่มชายฉกรรจ์ 20 คนที่ปาระเบิดขวดวิ่งหนีไปหลังแนวทหาร แต่กลับถูกทหารเอาปืนจ่อหัวบอกไม่ต้อง"
"ตำรวจบอกกลุ่มคนที่ก่อเหตุไม่ใช่คนสีลมหรือเสื้อหลากสี แต่เป็นกลุ่มจัดตั้งนี่เป็นข้อเท็จจริงไม่ใช่ความเห็นนะคะ"
"โปรดใช้วิจารณญาณในการติดตามนะคะ นี่คือข้อเท็จจริงจากพื้นที่เกิดเหตุไม่ได้เข้าข้างใครแต่ทวิตจากสายตาที่เห็นหูที่ได้ยินคะ"
"ถามทหารแล้วไม่พูดไร แต่ตำรวจที่ถูกเอาปืนจ่อหัวเป็นระดับรองผกก และผบ.หมู่ แต่ก็นั่นแหละเขาไม่ยอมเปิดเผยใบหน้าก็ทำได้เท่านี้ ย้ำแค่บอกในสิ่งที่เห็น"
"เมื่อนักข่าวไม่สามารถรายงานข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นได้หรือรายงานงานแล้วไม่มีคนเชื่อก็น่าเห็นใจสังคมไทยจริงๆ"
พสกนิกรซาบซึ้งทรงรับเหยื่อสีลมไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์ ราชินีเสด็จพระราชทานเพลิงศพลูกชายปีย์
ที่มา Thai E-News
23 เมษายน 2553
ในหลวง-ราชินีทรงห่วงใยเหยื่อM79สีลม ทรงรับไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงห่วงใยผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์ระเบิดบริเวณแยกศาลาแดง เมื่อวันพฤหัสบดี ที่ ๒๒ เมษายน ๒๕๕๓ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์ค่ารักษาพยาบาลแก่ผู้บาดเจ็บ และค่าใช้จ่ายในการศพ แก่ครอบครัวผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าวด้วย
(สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการขอรับพระราชทานพระมหากรุณาได้ที่กองคลัง สำนักพระราชวัง โทรศัพท์ ๐๒ ๖๒๓ ๕๕๐๐ ต่อ ๑๑๑๒ หรือ ๑๐๒๐)
ราชินีพระราชทานเพลิงศพบุตรนายปีย์
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐฉบับวันนี้ลงโฆษณาแจ้งความว่า
สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชานุเคราะห์ในการพระราชทานเพลิงศพนายธรรมา มาลากุล ณ อยุธยา
วันเสาร์ที่ ๒๔ เมษายน ๒๕๕๓
เวลา ๑๐.๐๐ น.บำเพ็ญพรระราชกุศลพระราชทานในการออกเมรุ
เวลา ๑๙.๐๐ น.พระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม
ณ บ้านเลขที่ ๑๐๔๙ ซอยอุดมสุข ๒๙ สุขุมวิท ๑๐๓ แขวงบางจาก เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร
วันอาทิตย์ที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๕๓
เวลา ๑๗.๐๐ น. พระราชทานเพลิงศพ
ณ เมรุวัดเทพศิรินทราวาส เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร กรุงเทพมหานคร
นายปีย์-ท่านผู้หญิงอารียา มาลากุล ณ อยุธยา บิดา-มารดา
ทันตแพทย์หญิงอตินุช มาลากุลณ อยุธยา ภรรยา
เด็กชายเจษฎา มาลากุลณ อยุธยา บุตร
สื่อลิ้มเลวได้อีก:อัญเชิญทักษิณขึ้นครองราช!!!
ที่มา Thai E-Newsตัดต่อชวนเชื่อ- (บน)สำนักข่าวต่างประเทศเสนอภาพข่าวกลุ่มพรางชมพูที่แปลงร่างเป็นม็อบเสื้อหลากสีชูรูปทักษิณตกแต่งเป็นบินลาเด็น แล้วบอกเป็นผู้ก่อการร้าย (กลาง)ขณะที่ภาพกลางชูภาพตัดต่อทักษิณเป็นคนป่วยหนักใกล้ตาย อีกภาพตัดต่อเป็นผู้หญิง ซึ่งการตกแต่งภาพให้ทักษิณเป็นอะไรตามใจชอบนั้น เป็นรูปแบบที่นักโฆษณาชวนเชื่อเครือสนธิลิ้มถนัด (ล่าง)ม็อบนี้มักนำพระบรมฉายาลักษณ์มาทำเป็นหมวกใส่ชุมนุมเสมอ ซึ่งพวกนี้ทำไปในนามผูกขาดความจงรักภักดี แต่หากเป็นฝ่ายอื่นทำจะโดนข้อหา"จาบจ้วง"ทันที(ภาพ:AP)
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
23 เมษายน 2553
บทความของอัญชะลี ไพรีรักษ์ หัวข้อเรื่อง อัญเชิญสมเด็จทักษิณขึ้นครองราช!!! ในเวบสื่อกระบอกเสียงสนธิลิ้ม อาจเป็นตัวสะท้อนวิธีคิดวิธีให้ร้ายป้ายสีของนักโฆษณาชวนเชื่อชนิดพลิกขาวเป็นดำ(Black propaganda)แห่งค่ายASTVผู้จัดการได้เป็นอย่างดี
ก่อนนี้ 4 ปีต่อเนื่องASTVผู้จัดการ"ผลิตซ้ำ"การโฆษณาชวนเชื่อต่อเนื่องว่าเสื้อแดงล้มเจ้า ทักษิณต้องการเป็นประธานาธิบดีรัฐไทยใหม่ แต่ล่าสุดสื่อกระยอกเสียงของพันธมิตรได้เปลี่ยนเป้าหมายให้ทักษิณขึ้นครองราชเป็นกษัตริย์ แทนการเป็นประธานาธิบดีแล้ว
และนี่ก็สะท้อนถึงบรรดาผู้เสพสื่อนี้ คนเสื้อเหลืองที่มาพรางชมพู และอ้างเป็นเสื้อหลากสีในวันนี้ได้อย่างดียิ่ง..
กล่าวคือคนพวกนี้มักจะอ้างให้ร้ายป้ายสีทักษิณ หรือฝ่ายเสื้อแดงแบบลอยๆ ไม่มีที่ไปที่มา แล้วก็นำไปขยายผล หากเป็นพวกที่ไปเล่นตามอินเตอร์เน็ต หรือเฟสบุ๊คก็มักนำรูปตัดต่อไปตัดต่อเอง ชงเอง และรับมุกกันเอง ตอนนี้ขยายไปยังม็อบของพวกพรางชมพูด้วย
อัญชะลีเขียนในตอนท้ายบทความของเธอว่า "..แท็กซี่สีแดง ที่ปากซอย วิภาวดี 16 โชคชัยร่วมมิตร แจกเอกสารทุกวันๆ ละมากๆ ใจความบาดใจจนเจ็บว่าขอให้พี่น้องเสื้อแดงทั่วประเทศ รวมตัวกันเพื่อร่วมมือแสดงจุดยืนบีบรัฐบาลยุบสภา และอันเชิญพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จทักษิณ ที่เราเคารพและบูชามาอยู่คู่ไทยและอยู่ในใจปวงชนชาวไทยทุกคน ช่วยกันเพื่อให้สมเด็จทักษิณได้เสด็จกลับสู่ประเทศไทย เพื่อขึ้นครองราชสืบต่อไป ปกครองประเทศ และคนไทยให้อยู่เย็นเป็นสุข
เอาละเหวย ลิเกคนบ้าที่ท้ายตลาดสด มันกลับมาอีกแล้วโว้ย แต่คราวนี้มาแรง เห็นจะไม่ใช่มีดไม้มารบชิงบ้านชิงเมืองชิงราชบัลลังก์นะสิ....เมษาปีนี้ทำไมมันร้อนอย่างนี้นะ "
แต่อัญชะลีก็ไม่ได้บอกว่าแท็กซี่สีแดงที่ว่าแจกเอกสารแบบนี้ทุกๆวัน วันละมากๆนั้น ชื่อ นามสกุลอะไร เลขทะเบียนรถอะไร ในเมื่อแจกเอกสารที่ว่าทุกวัน วันละมากๆทำไมไม่มีพสกนิกรผู้จงรักภักดีไปแจ้งความดำเนินคดีกับแท็กซี่คนนี้
ชงเองกินเอง-ป้ายแบบนี้ที่พวกผู้จัดการASTVใช้คำนี้ล้างสมองผู้เสพสื่อจนติดหู แล้วก็นำไปแปะแถวที่ชุมนุมสีลม แน่นอนว่ากลายเป็นข่าวพาดหัวในนสพ.ASTVผู้จัดการในวันรุ่งขึ้น และวนเวียนทางASTVตลอด24ชั่วโมง
คนเหล่านี้ใช้หลักโฆษณาชวนเชื่อแบบง่ายๆ หยิบฉวยข่าวลอยๆขึ้นมาแล้วขยายผล ผลิตซ้ำ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เมื่อไร้หลักฐานใดๆ ก็ใช้รูปตัดต่อ หรือทำสติ๊กเกอร์ไปแปะเองแบบสติ๊กเกอร์"ประธานาธิบดีทักษิณแห่งรัฐไทยใหม่" จากนั้นก็ขยายผลวนเวียน และทำให้ชนชั้นกลางผู้ฉาบฉวยได้เสพแบบสำเร็จรูป และกลายเป็นพวกซาบซึ้งน้ำตาไหลพราก พร้อมจะออกมาเข่นฆ่าเสื้อแดง หรือป้ายหัวเป็นผู้ก่อการร้ายที่ต้องเจอฆ่าด้วยกฎอัยการศึก
อาการระยะสุดท้ายของผู้เสพสื่อลิ้ม-สำนักข่าวต่างประเทศนำเสนอภาพข่าวสตรีผู้นี้ถือพระบรมฉายาลักษณ์ไปร่วมชุมนุมกับม็อบพรางชมพู โดยถูกฝังหัวมาว่าพวกเสื้อแดงจะล้มล้างสถาบัน เป็นผู้ก่อการร้าย และจะสถาปนารัฐไทยใหม่
การโฆษณาชวนเชื่อและblack propagandaเจริญขึ้นทุกๆวัน นั่นก็เป็นเครื่องสะท้อนถึงความฉาบฉวย และขลาดเขลาของชนชั้นกลางผู้เสพสื่อขยะแบบที่อัญชะลีและพวกกระบอกเสียงสนธิลิ้ม แสยะยิ้มในผลงานกระหายเลือดของพวกมัน.
เพื่อไทยปูด4บริษัทยักษ์ใหญ่ ลงขันครั้งละ100ล.หนุนหลากสีชนแดง "สุเทพ"ปัดรบ.ตัวตั้งม็อบสีลม
พท.ปูด 4 บริษัทยักษ์ลงขันครั้งละ 100 ล้าน หนุนม็อบชนม็อบแดง "พร้อมพงศ์"จวกพรรคร่วมฯเป็น"หนอนเกาะหมาเน่า"รัฐบาลพท.ปูด 4 บริษัทยักษ์ลงขันครั้งละ 100 ล้าน หนุนม็อบชนม็อบแดง
นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่มีกลุ่มต่างๆ ออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านการยุบสภาและแสดงความไม่พอใจต่อการชุมนุมของเสื้อแดงว่า ได้รับข่าวเชิงลึกจากนักธุรกิจบางส่วนว่า มีนักธุรกิจร่วมกันลงขันครั้งละ100 ล้านบาท จัดให้มีทั้งม็อบเชียร์ และม็อบชน โดยมีการจัดม็อบแบ่งเป็นหลายกลุ่ม ทั้งใน กทม.และต่างจังหวัด เน้นพื้นที่ที่มีนักการเมืองฝ่ายรัฐบาล ซึ่งนักการเมืองจะหนุนในเรื่องของฐานมวลชน ส่วนกลุ่มธุรกิจจะสนับสนุนกลุ่มการเมือง ในเรื่องการเคลื่อนไหว โดยมี 4 บริษัทยักษ์ใหญ่เป็นตัวหลัก จึงสังเกตว่าม็อบพวกนี้จะส่งเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ โดยใช้สื่อของรัฐบาลในการช่วยโปรโมท
"ทั้งนี้จะเห็นได้จากการชุมนุมมีความเข้มข้นขึ้น เนื่องจากต้องการต่ออายุรัฐบาล การชุมนุมครั้งนี้แสดงให้เห็นชัดถึงการแบ่งชนชั้นระหว่างนายทุนที่หนุนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ และนักการเมือง กองทัพ และกลุ่มแนวร่วมอำมาตย์" นายพร้อมพงศ์ กล่าว
นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า ขอตั้งข้อสังเกตว่า คนชุมนุมที่มาจากเสื้อหลากสีทำผิดพ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่รัฐบาลไม่มีการดำเนินการใดๆ ไม่ว่าฝ่ายศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน( ศอฉ.)และเจ้าหน้าที่ตำรวจ แสดงให้เห็นชัดว่าเป็นการปฏิบัติสองมาตรฐาน และเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รับผิดชอบตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157
ดังนั้น ภายในสัปดาห์หน้าพรรคเพื่อไทยจะไปยื่นฟ้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และกระบวนการยุติธรรม เพื่อเอาผิดต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ในฐานะ ผอ.ศอฉ. รวมทั้งรักษาการ ผบ.ตร. ที่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 ต่อไปสำหรับในวันที่23 เม.ย.นี้ทางทูตานุทูตจากประเทศต่างๆจะเดินทางเข้าพบพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ์ ประธานพรรคเพื่อไทย เพื่อมารับฟังและชี้แจงกรณีการสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 10 เม.ย.ที่ผ่านมา
"พร้อมพงศ์"จวกพรรคร่วมฯเป็น"หนอนเกาะหมาเน่า"รัฐบาล
นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์กล่าวถึงกรณีพรรคประชาธิปัตย์มีมติส่งนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เข้าหารือกับพรรคร่วมรัฐบาลเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า การที่พรรคประชาธิปัตย์มีมติเช่นนี้เป็นการเห็นแก่ตัว เพราะยังมีความรู้สึกว่าเห็นแก่ประโยชน์ของพรรคพวก โดยมองว่าจะยื้อต่อไป อย่างไรก้ตาม เสียใจกับนายชวน หลีกภัย อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ไม่สนับสนุนให้รัฐบาลยุบสภานี่คือจากผู้นำที่ยึดหลักการ แต่วันนี้เมื่อรัฐบาลกำลังเสียเปรียบ นายชวนยอมถอนหลักการ วันนี้พรรคประชาธิปัตย์ทำเพื่อตัวเองเท่านั้น โดยไปเอื้อประโยชน์ให้พรรคร่วมรัฐบาลในสองประเด็นคือเขาต้องการเขตเล็กเท่านั้นเอง เพื่อไม่ให้การเลือกตั้งครั้งหน้าได้ส.ส.ลดลง และมีการบริหารจัดการในการซื้อเสียงง่ายขึ้น
"ทั้งพรรคประชาธิปัตย์และพรรคร่วมรัฐบาลกำลังหาประโยชน์บนกองเลือดและหยดน้ำตาของผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ 10 เม.ย. หากเปรียบรัฐบาลชุดนี้ก็เหมือนหมาเน่าลอยอยู่ และพรรคร่วมรัฐบาลก็ทำเหมือนหนอนไปเกาะหมาเน่าอีกที" นายพร้อมพงศ์ กล่าว
ปัดรบ.จัดตั้งม็อบสีลมชนแดง
นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง กล่าวเมื่อวันที่ 22 เม.ย.ถึงกรณีข้อสังเกตว่ากลุ่มผู้ชุมนุมที่เกิดขึ้นที่สีลมนั้นเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ หรือจัดตั้งโดยรัฐบาลตามที่กลุ่มคนเสื้อแดงกล่าวหา ว่า คนเสื้อแดงกล่าวหาได้ทุกเรื่อง แต่ประชาชนสามารถใช้วิจารณญาณไตร่ตรองได้ รัฐบาลไม่มีความจำเป็นที่ต้องไปจัดตั้งม็อบออกมาสู้กับคนเสื้อแดง แต่มีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อย
"ที่ประชาชนมีความรู้สึกและคิดออกมาอย่างนี้ถือเป็นธรรมชาติของคนที่ถูกกดดันนานๆ ย่อมทำให้เกิดอารมณ์ขึ้นบ้าง ในเมื่อคนเสื้อแดงมายึดถนนใจกลางกรุงเทพฯนานกว่า 2 เดือนทำให้คนกรุงเทพฯเดือดร้อน จึงเป็นธรรมดาที่เขาต้องแสดงอารมณ์ความรู้สึกออกมาบ้าง แต่ทุกคนต้องมีสติ ไม่ใช่แสดงออกจนทำให้เกิดปัญหามากขึ้นไปอีก" นายสุเทพกล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า กังวลหรือไม่ว่าเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างคนเสื้อแดงกับฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยจะเกิดขึ้นอีกเป็นจำนวนมาก นายสุเทพกล่าวว่า ต้องช่วยกันเรียกร้องให้ตำรวจทำงาน ตนก็กดดันตำรวจเพราะตำรวจต้องทำให้แข็งแรงและเข้มแข็งกว่านี้ ในเมื่อตำรวจมีหน้าที่รักษาความสงบ ประชาชนมีเรื่องกัน ตำรวจจะยืนเฉยอยู่ไม่ได้ ส่วนกรณีที่กลุ่มคนเสื้อแดงประกาศฝ่าทุกด่านของเจ้าหน้าที่นั้น ตนสั่งตำรวจไปแล้วว่าต้องรักษาสถานการณ์ให้ได้ ต้องอยู่ตรงกลางไม่ให้ประชาชนเขาทำร้ายกัน
ศาลแพ่งมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวห้ามใช้ความรุนแรงสลายการชุมนุม
ที่มา มติชน ศาลแพ่งมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวห้ามใช้ความรุนแรงสลายการชุมนุม รายงานข่าวแจ้งว่าเมื่อวันที่ 22 เมษายน ศาลแพ่งมีคำสั่งคุมครองชั่วคราวห้ามเจ้าหน้าที่รัฐใช้ความรุนแรงในการเข้าสลายการชุมนุมให้ใช้วิธีการตามหลักสากล จากเบาไปหาหนัก ทางด้านกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)หรือกลุ่มคนเสื้อแดงได้ประกาศบนเวทีว่าศาลแพ่งได้มีคำสั่งคุ้มครองห้ามเจ้าหน้าที่รัฐใช้ความรุนแรงเข้าสลายการชุมนุม นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช.พร้อมด้วย พ.อ. อภิวันทน์ และ ส.ส. พรรคเพื่อไทยกว่า 10 คน ขึ้นกล่าวปราศรัย โดยได้อ่านคำสั่งของศาลแพ่งที่คุ้มครองไม่ให้นายกรัฐมนตรีใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุม แต่ให้ปฏิบัติตามหลักสากลจากเบาไปหาหนัก นี่คือความยุติธรรมที่เหลืออยู่แม้เพียงน้อยนิด ในประเทศนี้ที่พวกเราได้รับ คำสั่งนี้ถือว่าฝ่ายตุลาการตรวจสอบความชอบธรรมของฝ่ายบริหาร ซึ่งตามหลักสากลนั้นขณะนี้อยู่ในขั้นที่ 1 คือมีกำลังทหารตำรวจ ที่มีอาวุธครบมือ แต่ไม่มีโล่และกระบองที่เป็นไปตามหลักสากลและหากรัฐบาลจะเข้าสลายการชุมนุมจริง จะต้องส่งคนเข้ามาเจรจา จึงจะสลายในขั้นตอนต่อไปได้
"วีระ"โผล่สยบข่าว "ปู่จิ้น"เพิ่มราคา"แดง"
ที่มา ข่าวสด
.... ลือหึ่งในสังคมไซเบอร์และเฟซบุ๊กว่า วีระ มุสิกพงศ์ หายหน้าไปจากเวทีราชประสงค์เพราะแตกคอกับแกนนำเสื้อแดงด้วยกัน เลยสวมคอนเวิร์สแยกทางกันเดิน ล่าสุดคนถูกพาดพิงออกมาปรากฏตัวแล้วหลังหยุดไฮด์ปาร์ก 2 วันเต็ม ซัดทันทีว่าข่าวลือชัดๆ
ลือทีไรเป็นจริงทุกที?
.... ไข่มุกดำถึงค่ายราชประสงค์ปุ๊บรีบตรงดิ่งเข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์หลังเวที ก่อนแจกแจงเหตุที่หายตัวไปเพราะไม่สบาย ปวดท้องต้องพักรักษาตัว แต่ไม่ปฏิเสธข่าวเม้าธ์อีกกระแสที่ว่าแอบดอดไปเจรจา แพลมว่าเมื่อผลยังไม่เป็นที่น่าพอใจเลยต้องอุบไต๋ไว้ก่อน
อย่าอุบไว้จนลืมก็แล้วกัน!
....ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ขวัญใจแม่ยกแดงโดนครูเก่าแฉรับเงิน 100 ล้านทำรีสอร์ต ต้องรีบแก้ข่าวไม่เคยรับจ๊อบเคลื่อนไหว ต่อมาตัวช่วยอย่าง เด็จพี่-พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โทรโข่งเพื่อไทยมาช่วยปูดข่าวเอาคืน เรื่อง 4 บริษัทยักษ์ลงขัน 100 ล้านจัดม็อบชนเสื้อแดง
ตัวเลขไม่น้อยหน้ากันเล้ย
...."เด็จพี่ เพิ่งแถลงหยกๆ ว่ามีการใช้สื่อของรัฐตีปี๊บกระชากเรตติ้งม็อบเสื้อหลากสี ไม่ทันไรก็มีแมสเสจเข้าเครื่องมือถือของบรรดานักข่าว ส่งตรงจากพรรคประชาธิปัตย์แจ้งกำหนดการชุมนุมของม็อบเสื้อสีดังกล่าว นอกเหนือจากงานแถลงข่าวของทีมโฆษกปชป.
จะแก้ตัวยังไง...ต้องรอฟัง?
....ปู่จิ้น-ชวรัตน์ ชาญวีรกูล มท.1 ค่ายภูมิใจไทย ตีราคาม็อบแดงใหม่หลังปักหลักชุมนุมยืดเยื้อ 40 กว่าวัน ยอมรับว่าเกินความคาดหมาย ไม่คิดว่าจะมีแนวร่วมมากมายขนาดนี้ พร้อมวิตกการเผชิญหน้าของม็อบสารพัดสี ถ้ายังยุติปัญหาไม่ได้เกิดการสูญเสียแน่นอน
เสื้อน้ำเงินอยู่เฉยๆ ดีแล้ว
....กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกฯ หนึ่งในทีมเจรจา ประกาศไม่ลดละความพยายามเปิดโต๊ะเจรจารอบ 3 แม้ตอนนี้ยังไม่มีสัญญาณตอบรับจากนปช. แต่จะตามตื๊อต่อไปเรื่อยๆ หากวันใดเสื้อแดงโอเครูปแบบคงต้องปรับเปลี่ยน อาจไม่เปิดถ่ายสดเหมือน 2 หนที่แล้ว
ขอเอาใจช่วยอีกแรง
....อีกเรื่องที่เลขาฯ กอร์ปศักดิ์เสนอคือให้มีคนกลางเข้าไปตรวจสอบอาวุธในดงม็อบแดง รวมทั้งตามด่านรอบเวทีทั้ง 6 จุด ว่าชุมนุมโดยสงบปลอดจากอาวุธสงคราม อาวุธหนัก รวมถึงไม้ไผ่เหลาแหลมตามที่แกนนำอ้างหรือไม่
เข้าแล้วกลัวออกไม่ได้นะสิ
....ส.ส.เพื่อไทยจับมือนปช. ยื่นร้องยูเอ็นให้สอบเหตุสลายการชุมนุม 10 เม.ย. ชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต เลขาฯ รมว.ต่างประเทศ แถลงโต้ทันควันว่าไม่ใช่สงครามกลางเมือง แต่เป็นการปะทะระหว่างรัฐกับผู้ก่อการร้าย ไม่จำเป็นที่องค์กรต่างชาติต้องเข้ามาตรวจสอบ
ดักคอกันตั้งแต่เนิ่นๆ เลย
มือที่เปื้อนเลือด
ที่มา ข่าวสด
รัฐบาลสั่งการให้ทหาร-ตำรวจรวม 31 กองร้อย ระดมกำลังพลเกือบ 4 พันนาย พร้อมอาวุธครบ มือ เข้าตรึงย่านธุรกิจถนนสีลมเต็มพื้นที่ รวม 7 จุด ตั้งแต่เมื่อคืนวันที่ 18 เม.ย.
โดยเฉพาะหน้าธนาคารกรุงเทพ สำนักงานใหญ่ และหน้าตึกบริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์นั้น ใช้ทหารหน่วยรบพิเศษเข้าไปดูแล
ขัดขวางไม่ให้ม็อบเสื้อแดงเคลื่อนพลเข้าไปในพื้นที่ดังกล่าว
จัดตั้งบังเกอร์ กางตาข่ายสนามตามสะพานลอยคนข้าม ราวกับจะทำสงครามกลางเมือง
โฆษกศอฉ.แถลงอย่างขึงขังว่ากำลังเจ้าหน้าที่พร้อมปะทะกับม็อบ เพื่อรักษาพื้นที่ทางด้านเศรษฐกิจเอาไว้
ข้อหาก่อการร้าย และม็อบซ่องสุมอาวุธถูกปล่อยออกมาจากสื่อของรัฐอย่างต่อเนื่อง วันละ 3 เวลา
ขณะเดียวกัน ก็มีมวลชนทั้งกลุ่มเสื้อหลากสี กลุ่มเฟซบุ๊ก รวมถึงกลุ่มพันธมิตรออกมากดดันผู้ชุมนุมเสื้อแดงอย่างต่อเนื่อง
ขนาดประกาศขีดเส้นตายให้เวลา 7 วัน ถ้ารัฐบาลไม่สลาย จะเข้าไปจัดการเอง
แกนนำอย่าง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง อยากเห็นการเสียเลือดเสียเนื้ออีก ถึงขนาดเรียกร้องให้แม่ทัพภาคที่ 1 ประกาศใช้กฎอัยการศึก เพื่อดำเนินการกับผู้ชุมนุม
โดยระบุว่าถ้าใช้วิธีการนี้แค่ 2 ชั่วโมงก็เรียบร้อย
กระหายเลือดและบ้าคลั่งไปถึงไหน
กลุ่มเหล่านี้ก็เคยร่วมกันกระทำผิดกฎหมายมาก่อน
ทั้งยึดทำเนียบรัฐบาล ยึดสนามบิน หรือแม้แต่เตรียมบุกรัฐสภา
ที่ลอยนวลอยู่ได้ เพราะรัฐบาลนี้ 2 มาตรฐาน เอาแต่ไล่ล่าคู่กรณีแต่เพียงฝ่ายเดียว
สำหรับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นั้น เป็นผู้นำมือเปื้อนเลือดไปแล้ว หลังสั่งใช้กำลังเมื่อวันที่ 10 เม.ย. จนมีผู้เสียชีวิตถึง 25 ศพ บาดเจ็บอีกเกือบพัน
แต่ไม่ได้แสดงความรับผิดชอบ หรือรู้สึกสำนึกผิดใดๆ
มิหนำซ้ำยังพร้อมจะใช้เลือดล้างเลือดที่เปื้อนมือ ด้วยการส่งกำลังเข้าห้ำหั่นกับผู้ชุมนุมอีก
นายอภิสิทธิ์ยังอ้างว่าการยุบสภาไม่ใช่ทางแก้ปัญหา ทั้งๆ ที่วิธีการดังกล่าวเป็นแนวทางหนึ่งในระบอบประชาธิปไตย
ขณะที่นายชวน หลีกภัย ซึ่งอ้างว่ายึดมั่นในระบบรัฐสภา ก็บอกไม่เห็นด้วยกับการยุบสภาเช่นกัน พร้อมให้กำลังใจให้อยู่ต่อ โดยระบุว่าเพื่อไม่ให้เป็นแบบอย่างที่เลวร้ายในวันข้างหน้า
นายชวนยังกรีดด้วยว่าการที่จะทำให้ประชาธิปไตยยั่งยืน ก็คือการคิดในหลักที่มีอยู่ในบ้านเมือง
ถ้าหากวันนี้ ประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้าน บางทีนายชวนอาจจะไม่พูดอย่างนี้
ส่วนนายอภิสิทธิ์ก็คงไม่คิดว่าการตัดสินใจแบบนี้ จะมีความชอบธรรมที่อยู่ในตำแหน่งต่อไปได้เช่นกัน




