ที่มา ข่าวสด
วงค์ ตาวัน
มีนโยบายที่ชัดเจนจากพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ในที่ประชุมผู้บังคับหน่วยขึ้นตรงกองทัพบกหรือนขต. เพื่อส่งสัญญาณถึงกำลังพลทหารบกทั่วประเทศ คือ จะไม่มีการใช้ความรุนแรงเข้าสลายม็อบแดงเป็นอันขาด
โดยย้ำด้วยว่า เพราะการใช้ความรุนแรง ไม่ได้ทำให้ปัญหาหมดไป
ถ้ายกเว้น กลุ่มมวลชนที่ชิงชังเสื้อแดงอย่างสุดโต่ง เรียกร้องทุกวี่วันให้ทหารจัดการม็อบ
เชื่อว่าคนทั่วไปคงรู้สึกสบายใจขึ้นกับนโยบายนี้
โดยเฉพาะคนที่ปรารถนาให้ใช้การเจรจาแก้ปัญหา
สำคัญสุด ท่าทีของผบ.ทบ.นี้ เป็นการส่งสัญญาณถึงนายกรัฐมนตรีและกลุ่มที่หนุนหลังให้แข็งกร้าวใส่ม็อบ
เน้นจุดยืนเดิมของกองทัพที่ว่า ปัญหาการเมืองต้องแก้ด้วยการเมือง!
แต่คนที่ชิงชังทักษิณจนถึงขนาดเห็นคนเสื้อแดงหลายหมื่นที่ชุมนุมบนถนนไม่ใช่คนไปแล้ว
คงไม่สบอารมณ์กับท่าทีของทหาร
คงงัดข้อหาเกียร์ว่าง ขึ้นมาโจมตี
ทั้งที่ทหารเอง ไม่ใช่วางมือนิ่งเฉย มีการส่งกำลังเข้าไปเต็มพื้นที่สีลม เพื่อสกัดไม่ให้เสื้อแดงบุกเข้ามายึดถนนสายเส้นเลือดเศรษฐกิจ
ป้องกันย่อมดีกว่าปราบปราม!
ในวันเดียวกับการประชุมนขต.นั้น ช่วงเย็น มีการประชุมตำรวจระดับนายพลตำรวจกองบัญชา การภูธรต่างๆ ทั่วประเทศที่ราบ 11 เช่นกัน
รองนายกฯเทพเทือกในฐานะผอ.ศอฉ.นั่งเป็นประธาน ร่วมกับพล.อ.อนุพงษ์ และพล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา รองผบ.ทบ.
แต่ที่นายพลตำรวจน้อยใหญ่พากันงง นั่นคือ ประชุมระดับนี้ไม่มีรักษาการผบ.ตร.มานั่งด้วย
ยิ่งเน้นย้ำความเป็นองค์กรไม่มีหัว!!
บรรยากาศในที่ประชุม เป็นการขอความร่วมมือกำลังตำรวจจากภูธรต่างๆ ในการหมุนเวียนเข้ามาเสริมนครบาล
พร้อมกับขอรับฟังเสียงสะท้อนจากฝ่ายตำรวจ
มีการพูดจากันอย่างเปิดอกว่า ตำรวจระดับล่างในต่างจังหวัดคงทำใจลำบาก เพราะลูกเมีย นั่งกันอยู่เต็มที่ชุมนุม
ทั้งรองนายกฯ ผบ.ทบ.และรองผบ.ทบ. ฟังแล้วก็ได้แต่ปลง
บทสรุปของการประชุมวันนั้น คือ ยังมองไม่เห็นทางแก้ไข ฝ่ายทหารก็ยืนยันไม่ปราบม็อบ ฝ่ายตำรวจก็ไม่มีความคึกคัก
มีแต่นายกฯที่ยังแข็งกร้าวอยู่!
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Monday, April 26, 2010
ใครจะปราบม็อบ
กับดักความรุนแรง
ที่มา ไทยรัฐ
เคยมีการวิจัยถึงความเจริญเติบโตและการพัฒนาของประเทศในเอเชียจากนักวิชาการชาวตะวันออกพบว่า ความศรัทธายึดมั่นหรือความเชื่ออย่างงมงาย โดยปราศจากเหตุผลทำให้ประเทศในเอเชียไม่พัฒนา
เหตุผลหนึ่งก็คือ อำนาจเผด็จการ การใช้กำลังทหารเข้ามามีส่วนช่วยการรักษาอำนาจหรือยึดอำนาจ ไม่ใช่เพื่อปกป้องความมั่นคงของประเทศตามวัตถุประสงค์ ย่อมจะเป็นเครื่องยืนยันที่ชัดเจน
อำนาจยังอยู่ที่ปลายกระบอกปืน
รวมทั้งอำนาจประชาธิปไตยที่แท้จริงยังไม่ได้อยู่ในมือประชาชน แต่ไปอยู่ที่คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ดังนั้นการใช้สิทธิในการไปลงคะแนนเลือกตั้งของประชาชนที่ผ่านมาจึงไม่มีความหมาย จนเป็นที่มาของอำนาจนอกระบบ ที่แฝงอยู่ในกฎหมายสูงสุดของประเทศ ทุกยุคสมัยของรัฐธรรมนูญ ไม่เคยได้คลอดออกมาจากระบอบประชาธิปไตย แต่ รัฐธรรมนูญเมืองไทยเกือบจะทุกฉบับทำคลอดโดยอำนาจเผด็จการทั้งสิ้น
และนำความเป็น เผด็จการแอบแฝง ตรงนั้น มาคอยควบคุมอำนาจจากมือประชาชนอีกครั้งหนึ่ง วิกฤติบ้านเมืองวันนี้จึงไม่มีทางออก
สื่อสารมวลชนถูกปิดกั้นในข้อมูลข่าวสารที่แท้จริง แม้สื่อมวลชนตั้งใจจะทำหน้าที่อย่างดีที่สุด แต่ถูก รมต.ที่มีอำนาจรัฐอยู่ในมือคุกคามสั่งการปิดหูปิดตา
และพยายามอ้างอำนาจที่ชอบธรรมในการสลายการชุมนุมเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยทุกครั้ง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.ประชุมแม่ทัพนายกอง สรุปว่าคนเสื้อแดงคิดจะล้มสถาบันเพื่อเข้าสู่ศูนย์อำนาจทางการเมือง
ปฏิเสธไม่ได้ว่าทหารก็มีส่วนในความรุนแรงทุกครั้งที่เกิดขึ้น
แม้ฝ่ายเสื้อแดงพยายามที่จะอ่อนข้อ ขอเจรจายื่นเงื่อนไขยุบสภาภายใน 30 วัน แม้จะมีข้อเสนอจากผู้หวังดีที่พยายามทำตัวเป็นคนกลางต่อรองให้ยุบสภาภายใน 6 เดือน แม้ว่านายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะแสดงท่าทีอยากหาทางเจรจา และพร้อมจะรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หรือแม้ วันที่ 26 เม.ย.นี้ กกต.จะส่งศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยยุบพรรคประชาธิปัตย์ข้อหาใช้เงินกองทุนสนับสนุนพรรคการเมืองผิดวัตถุประสงค์
ก็คงไม่ใช่ทางออก มีแต่หนทางไปสู่ทางตัน เพราะด้วยเงื่อนไขของปัญหาไม่ใช่อยู่ที่ว่าจะยุบสภาแล้วจบ หรือยึดอำนาจแล้วยุติ แค่อยู่ที่ว่า อำนาจประชาธิปไตยถึงมือประชาชน หรือยัง.
หมัดเหล็ก
หนักใจ
ที่มา ไทยรัฐ
เครียดที่สุด ทุกข์ที่สุด นับตั้งแต่นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี 1 ปี กับ 4 เดือน
แต่ นายกฯอภิสิทธิ์ ไม่ได้มีชีวิตยากลำบากคนเดียว
พี่น้องประชาชน 65 ล้านคนก็ต้องมีชีวิตยากลำบากเช่นเดียวกัน
ยากลำบาก เพราะมีผู้นำรัฐบาลขาดประสบการณ์ เชื่อมั่นตัวเองเกินไป ตัดสินใจผิดพลาดซ้ำซาก ทำให้ประเทศชาติตกอยู่ในวังวนแห่งความยุ่งยาก วุ่นวาย
ทำให้สังคมไทยแตกแยกกันยับเยิน
คงต้องใช้เวลาอีกหลายปี ที่จะทำให้สังคมไทยกลับคืนสู่สภาพเดิม
แต่ชีวิตก็ต้องเดินหน้าต่อไป ปัญหามีไว้ให้แก้ไข ไม่ใช่มีไว้แช่ตู้เย็น
ประเด็นที่ "แม่ลูกจันทร์" ห่วงใยคือการที่ "อภิสิทธิ์" ต้องทุ่มเวลาทั้งหมดเพื่อจัดการม็อบเสื้อแดง
ทำให้รัฐบาลไม่มีเวลาแก้ไขปัญหาต่างๆที่ยังคาราคาซังอีกมากมาย
เมื่อรัฐบาลไม่มีเวลาทำงานแก้ปัญหาให้ ประชาชน ความเดือดร้อนของประชาชนก็ยิ่งรุนแรงขึ้นเป็นธรรมดา
ข้อสำคัญ การที่รัฐบาลอภิสิทธิ์จะอยู่ไม่ ครบเทอม มีแนวโน้มต้องยุบสภาฯเลือกตั้งใหม่ในเร็วๆนี้แน่นอน
ผลที่เกิดขึ้นตามมาคือ ข้าราชการเริ่ม "เกียร์ว่าง" ทำงานไม่เต็มลูกสูบอย่างเคย
ถ้าปล่อยให้ข้าราชการ "ใส่เกียร์ว่าง" งานที่ควรจะเดินหน้าได้รวดเร็ว ก็จะเดินหน้าไม่สะดวกโยธิน
การแก้ปัญหาเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนก็ล่าช้าไม่ทันกาล
"แม่ลูกจันทร์" เห็นว่าปัญหา "เกียร์ ว่าง" ไม่ได้เกิดเฉพาะรัฐบาลอภิสิทธิ์อย่างเดียว
แต่เป็นปรากฏการณ์ปกติของทุกรัฐบาลในช่วงใกล้ยุบสภาฯ
ข้าราชการประจำก็จะถือโอกาส "เกียร์ ว่าง" เพื่อดูทิศทางการเมือง
แต่จะโทษข้าราชการประจำฝ่ายเดียวก็ไม่ได้
รัฐมนตรีเองก็ "เกียร์ว่าง" เหมือนกัน
"แม่ลูกจันทร์" เห็นชัดว่าตั้งแต่กลุ่มเสื้อแดงชุมนุมใหญ่กดดันรัฐบาลให้ยุบสภาฯรัฐมนตรีจากพรรคร่วมรัฐบาลแอบใส่เกียร์ว่างกันตรึม
ที่เคยทำงานกันเต็มร้อย ก็ลดเหลือแค่ 50 เปอร์เซ็นต์
เพราะการเมืองกำลังหน้าสิ่วหน้าขวาน บรรยากาศไม่เอื้ออำนวยที่รัฐมนตรีจะลุยถั่วทำงาน
รัฐมนตรีส่วนใหญ่จึงกลายเป็นมนุษย์ ล่องหนหาตัวไม่เจอ
การประชุมต่างๆก็สั่งเลื่อนออกไปก่อน อ้างว่ายังไม่มีวาระสำคัญ
คงกลัวจะขัด พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่ห้ามมั่วสุมประชุมเกิน 5 คน??
หรือกลัวม็อบเสื้อแดงตามรังควาน??
"แม่ลูกจันทร์" เห็นว่าการเมืองจะวิกฤติขนาดไหนก็ปล่อยให้เป็นเรื่องการเมือง
อย่าเอาปัญหาการเมืองไปปนกับการปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรี
เพราะรัฐมนตรีต้องทุ่มเททำงานเป็นตัวอย่างของข้าราชการประจำ
ถ้ารัฐมนตรีเกียร์ว่าง ข้าราชการก็เกียร์ว่างตาม
วันนี้ นอกจากวิกฤติม็อบเสื้อแดง และวิกฤติ 3 จังหวัดภาคใต้ ที่ลุกลามหนักขึ้นทุกวัน
ยังมีวิกฤติร้ายแรงอีก 2 เรื่องใหญ่ๆรอให้นายกฯอภิสิทธิ์เร่งแก้ไขทันที
1, วิกฤติภัยแล้งรุนแรงที่สุดในรอบ 20 ปี พี่น้องประชาชนที่เดือดร้อนจากวิกฤตภัยแล้วกว่าครึ่งประเทศ กำลังรอคอยความช่วยเหลือจากรัฐบาล
2, วิกฤติราคาข้าวเปลือกตกรูดมหาราช ที่ทำให้พี่น้องชาวนาทั่วประเทศประสบปัญหาขาดทุนยับเยิน
ถ้าภายใน 7 วัน รัฐบาลยังไม่เร่งแก้ไขความเดือดร้อนของประชาชน...
ก็เตรียมรับม็อบชาวนาเป็นรายการต่อไป.
"แม่ลูกจันทร์"
เสื้อแดงท้ารัฐบาลรีบสลายชุมนุม พร้อมสู้ทุกยุทธวิธี
ที่มา ไทยรัฐ
เมื่อวันที่ 26 เม.ย. นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวว่า ได้รับรายงานว่ามีกองกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารพร้อมอาวุธสงครามครบมือ เตรียมเข้าสลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงเพื่อให้แตกสลายภายในเวลา 17.00 น. วันเดียวกันนี้ หากรัฐบาลยังคิดที่จะใช้วิธีการดังกล่าวเข้ามาทำร้ายประชาชนอีกครั้ง กลุ่ม นปช.จะขอเปิดเกมรุกและโต้ตอบรัฐบาลในทุกวิถีทางโดยยังคงยึดแนวทางสันติวิธี และถ้าคิดที่จะสลายวันนี้จริงก็ให้รีบอย่ารอให้ตะวันตกดินก่อน นอกจากนี้ขอให้พี่น้องประชาชนเสื้อแดงทุกคนทุกพื้นที่ทั่วประเทศไทย หากพบความผิดปกติและเห็นว่ามีหน่วยทหารหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เมื่อใดก็ขอให้ช่วยกันสกัดกั้นเพื่อไม่ให้เข้ามาสลายการชุมนุมที่ราชประสงค์ได้ ซึ่งขณะนี้ได้รับรายงานมาว่าหลายจังหวัดได้เตรียมพร้อมรับมือหากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น อาทิ จ.พิษณุโลก นครสวรรค์ และจะมีอีกหลายจังหวัดที่เตรียมพร้อมเพื่อช่วยป้องกันไม่ให้รัฐบาลคิดร้ายเช่นนี้อีก
ส่วนกรณีที่รัฐบาลพยายามใช้ยุทธการให้กลุ่มทหารขี่รถจักรยานยนต์ไปข่มขู่และคุกคามประชาชนที่มีสัญลักษณ์สีแดงทั่วพื้นที่กรุงเทพฯ นั้น ขอเตือนไปยังรัฐบาลว่าหากไม่หยุดพฤติกรรมดังกล่าว กลุ่ม นปช. จะขอตอบโต้ด้วยการส่งหน่วยหน้าของ นปช.ขี่รถจักรยานยนต์ออกไปตอบโต้และสกัดกั้นเพื่อให้กลุ่มรถจักรยานยนต์ที่รัฐบาลส่งทหารมากลับสู่กรมกองไปตามเดิม นอกจากนี้ ยังขอให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ยึดหลักหิริโอตตัปปะ ละอายและเกรงกลัวต่อบาป เนื่องจากประเทศไทยเป็นเมืองพุทธ อย่าคิดที่จะสร้างบาปกรรมต่อเพื่อนมนุษย์อีกเลย รวมทั้งขอให้มีความละอายบ้าง หลังประเทศทั่วโลกต่างออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลไทยที่ใช้อาวุธสงครามฆ่าประชาชน
นายณัฐวุฒิ ยังกล่าวถึงการที่นางออง ซาน ซูจี ผู้นำพรรคฝ่ายค้านพม่า ออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างประเทศยกตัวอย่างสถานการณ์ในประเทศไทย ว่ามีความเป็นเผด็จการ เพราะรัฐธรรมนูญที่ใช้ในการบริหารประเทศเป็นรัฐธรรมนูญที่มาจากรัฐบาลทหาร ดังนั้นจึงขอเรีกยร้องไปยังนายอภิสิทธิ์ ว่าหากมีแนวคิดเช่นเดียวกับนางซูจี ก็ควรยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชน แต่หากมีแนวคิดตรงข้ามก็เท่ากับว่านายอภิสิทธิ์ มีแนวคิดเป็นฝั่งทหาร รวมทั้งต้องการจะเข่นฆ่าประชาชนที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยด้วยมือเปล่า.
พธม.แถลงจี้รัฐบาล ปราบแดง 29เม.ย.บุกราบ11

แกนนำพันธมิตรฯ แถลงเรียกร้องรัฐบาล เร่งปราบปรามม็อบเสื้อแดงอย่างเป็นรูปธรรม ขณะเตรียมบุกกรมทหารราบที่ 11 ยื่นหนังสือรัฐบาล 29 เม.ย. ไฟเขียว พันธมิตรฯทั่วประเทศจัดชุมนุมสันติ...
เมื่อเวลา 12.30 น.วันที่ 26 เม.ย. 2553 ที่บ้านพระอาทิตย์ ภายหลังจากการประชุมแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยทั้งรุ่น 1 และรุ่น 2 นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรฯ ได้อ่านแถลงการณ์ฉบับที่ 8/2553 ดังนี้
แถลงการณ์พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ฉบับที่ 9/2553 รวมพลังประชาชน หยุดยั้งอำนาจรัฐเถื่อน
สืบเนื่องจากมติของที่ประชุมเครือข่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อ ประชาธิปไตยทั่วประเทศเมื่อวันอาทิตย์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2553 ที่ ม.รังสิต โดยมติที่ประชุมได้ให้เวลารัฐบาลดำเนินการจัดการกับการชุมนุมที่ผิดกฎหมาย และดำเนินการกับกลุ่มก่อการร้ายที่แฝงตัวอยู่ในที่ชุมนุมภายใน 7 วันตามแถลงการณ์พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยฉบับที่ 8/2553 นั้น
บัดนี้ระยะเวลาดังกล่าวได้ครบกำหนดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่กลับพบว่ารัฐบาลและฝ่ายความมั่นคงยังมิได้ดำเนินการตามที่ภาคส่วนต่างๆ รวมทั้งพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเรียกร้อง ส่งผลให้สถานการณ์เข้าสู่วิกฤติมากขึ้น ผลกระทบและความเสียหายต่อภาคเศรษฐกิจและสังคมรุนแรงและขยายตัวอย่างน่าเป็น ห่วง ความรุนแรงในรูปแบบของการท้าทายกฎหมายและกติกาของบ้านเมือง ได้กลายเป็นค่านิยมที่ลุกลามไปยังต่างจังหวัดไม่ว่าจะเป็นการซ่องสุมกอง กำลังติดอาวุธ ตั้งด่านยึดรถทหารและตำรวจ ตรวจค้นเอาผิดกลุ่มประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อ แดง เป็นต้น
จึงกล่าวได้ว่าวิกฤตการณ์ประเทศไทยได้ขยายตัวรวดเร็วและรุนแรงจน เรียกได้ว่าเข้าสู่มิคสัญญี แล้ว แต่ในขณะเดียวกันรัฐบาลและฝ่ายความมั่นคงกลับยังไม่มีมาตรการที่สามารถ ยับยั้งและหยุดความเลวร้ายของวิกฤติการณ์ลงได้ ปล่อยให้การชุมนุมที่ผิดกฎหมาย และมีลักษณะก่อการร้าย ตลอดทั้งการก่อวินาศกรรมคุกคามสังคมและประชาชน เสมือนจับประชาชนเป็นตัวประกันซ้ำแล้วซ้ำเล่า
รัฐบาลในฐานะที่ต้องทำหน้าที่เป็นผู้ปกป้องประชาชนกลับไม่ได้ทำ หน้าที่อย่างเข้มแข็ง ซ้ำร้ายรัฐบาลยังแสดงความอ่อนแอไม่บังคับใช้กฎหมาย จนเจ้าหน้าที่สับสน ฉวยโอกาสเฉื่อยงานกระทั่งเป็นไส้ศึกให้กับกลุ่มก่อการร้ายจนเกิดภาวะ สุญญากาศทางอำนาจ
สภาวะไร้ระเบียบทางทางการเมืองหรือ อนาธิปไตย ดังที่กล่าวมาข้างต้น พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจึงมีความเห็นและความจำเป็นที่จะต้องใช้ สิทธิตามรัฐธรรมนูญมาตรา 70 เพื่อทำหน้าที่เป็นพลเมืองปกป้องสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขดังนี้
1. พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเห็นว่าสถานการณ์ในขณะนี้กลุ่มคนเสื้อแดง ได้ทำการยึดอำนาจรัฐในหลายพื้นที่ไปแล้วไม่ว่าจะเป็นการยึดรถทหารและตั้ง ด่านตรวจค้นที่จังหวัดขอนแก่น การบุกเผาที่ราชธานีอโศก การปิดถนนตรวจค้นประชาชนทั่วไปที่ถนนพหลโยธิน การก่อวินาศกรรมและความรุนแรงในหลายๆ พื้นที่ กลุ่มคนเสื้อแดงได้สถาปนาอำนาจรัฐเถื่อนขึ้นมาซ้อนอำนาจรัฐ แต่รัฐบาลกลับปล่อยให้ประชาชนเผชิญหน้ากับอำนาจรัฐเถื่อนตามลำพัง
2.พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยขอเรียกร้องให้รัฐบาลประกาศจุดยืน นโยบายและกรอบปฏิบัติที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมต่อการเอาผิดการชุมนุมที่ผิด กฎหมายและการก่อการร้าย โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีในฐานะผู้นำประเทศจะต้องแสดงให้เห็นถึงมาตรการและ แนวทางที่ชัดเจนต่อการ กอบกู้วิกฤติการณ์ของบ้านเมืองในครั้งนี้ ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีทราบดีว่าวิกฤติในขณะนี้เป็นวิกฤติความมั่นคงของประเทศ ซึ่งต้องใช้มาตรการทางการทหารและเป็นการยากที่จะแก้ด้วยวิถีทางการเมืองปกติ ซึ่ง ผบ.ทบ.ก็กล่าวยอมรับในรายการเชื่อมั่นประเทศไทยว่าพร้อมปฏิบัติตามนโยบายของ รัฐบาลทุกประการ แต่ที่ผ่านมารัฐบาลยังไม่ได้ประกาศมาตรการที่ชัดเจนว่าจะดำเนินการกับกลุ่ม กลุ่มการร้ายอย่างไร จนสร้างความสับสนให้กับประชาชน
จนทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงเรื่อยๆ แม้นายกรัฐมนตรีจะได้มอบอำนาจให้กับ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. รับผิดชอบศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) และเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในการควบคุมสถานการณ์ก็ตาม แต่ทุกอย่างยังคลุมเคลือไม่รู้ว่าใครมีอำนาจสูงสุดเด็ดขาดในการสั่งการและ จัดการกับสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงในขณะนี้
3.พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยขอเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณา ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงในจังหวัดที่มีพื้นที่สุ่มเสี่ยงและมีการ สถาปนาอำนาจรัฐเถื่อนซ้อนอำนาจรัฐ และเพื่อให้มาตรการในการกอบกู้สถานการณ์บ้านเมืองเท่าทันและมีประสิทธิภาพ รัฐบาลและกองทัพจะต้องใช้มาตรการทางทหารโดยการประกาศกฎอัยการศึกในพื้นที่ ที่จำเป็นเร่งด่วนเพื่อยุติการชุมนุมที่ผิดกฎหมายและจัดการกับกลุ่มก่อการ ร้ายโดยเร็ว
4.สำหรับแนวทางการเคลื่อนไหวของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยภาย หลังจากครบเงื่อนไข 7 วันนั้น ที่ประชุมมีมติและกำหนดมาตรการเคลื่อนไหว 5 มาตรการโดยลำดับดังนี้
4.1 ขอให้พี่น้องพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยทั่วประเทศสนับสนุนและเข้าร่วม เป็นพลเมืองอาสาปกป้องแผ่นดินร่วมกับเครือข่ายภาคประชาชนกลุ่มต่างๆ และดำเนินการจัดตั้งกลุ่มทุกระดับทั้งในระดับหมู่บ้าน ระดับตำบล ระดับอำเภอ ระดับจังหวัด และระดับภูมิภาค เพื่อทำหน้าที่เฝ้าระวัง ปกป้องชุมชนของตัวเอง ต่อต้านการกระทำที่ผิดกฎหมายและเป็นภัยต่อราชบัลลังก์และความมั่นคงของ ประเทศ
4.2 ขอให้พี่น้องพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยทุกจังหวัดจัดกลุ่มและตัวแทนไป ยื่นหนังสือให้กับหน่วยงานทหารในแต่ละจังหวัดเพื่อกระตุ้นสำนึกให้กองทัพและ ทหารออกมาทำหน้าที่ทหารหาญของชาติเพื่อจัดการขบวนการก่อการร้ายและการชุมนุม ที่ผิดกฎหมาย คืนความสันติสุขให้กลับคืนสู่สังคมไทยโดยเร็ว โดยนัดหมายยื่นหนังสือพร้อมกันทั่วประเทศหน้าหน่วยทหารในแต่ละจังหวัดเพื่อ ทวงถามนโยบายและแนวปฏิบัติที่ชัดเจนในการจัดการกับขบวนการก่อการร้าย ในวันพฤหัสบดีที่ 29 เมษายน พ.ศ.2553 เวลา 10.00 น โดยแกนนำส่วนกลางจะไปยื่นหนังสือที่กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์
4.3 พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะจัดพิมพ์เอกสาร และซีดีเปิดโปงขบวนการล้มเจ้า และแผนการยึดอำนาจรัฐเพื่อทำลายการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหา กษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเบื้องหลังของขบวนการก่อการร้าย เพื่อเผยแพร่ให้กับพี่น้องประชาชนทั่วประเทศได้รับรู้ข้อเท็จจริงและสาเหตุ ของวิกฤติการณ์ในครั้งนี้
4.4 ขอให้พี่น้องพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยทั่วประเทศไม่สังฆกรรมกับกลุ่ม ผู้สนับสนุนการชุมนุมที่ผิดกฎหมายและการก่อการร้าย ไม่ซื้อขายสินค้าและต่อต้านธุรกิจในเครือของคนเสื้อแดง โดยให้ติดตามรายละเอียดในคำประกาศของพันธมิตรฯ อีกครั้งหนึ่ง
4.5 ขอให้พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในแต่ละจังหวัดที่มีความพร้อมจัดชุมนุมโดยสงบสันติ และรณรงค์ในแต่ละจังหวัดให้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องกับประชาชนทั่วไป
ทั้งนี้พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะมีการประเมินสถานการณ์และ มาตรการการเคลื่อนไหวเป็นระยะๆ และหากสถานการณ์ไม่ดีขึ้นจะยกระดับการเคลื่อนไหวให้มีความเข้มข้นขึ้นเป็น ลำดับ ซึ่งจะมีการประชุมรับฟังความคิดเห็น และมีการประเมินผลจากพี่น้องพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง จนกว่าความสงบสุขจะกลับคืนสู่สภาวะปกติ
ด้วยจิตคารวะ
พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
ณ บ้านพระอาทิตย์
ลองฟัง 'อองซาน ซูจี'
ที่มา ไทยรัฐ อภิสิทธิ์ - อนุพงษ์ ตามข้อมูลที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำคนเสื้อแดง อ้างว่าฝ่ายที่จ้องจะลุยปราบปรามม็อบคนเสื้อแดง เชื่อดวงเมืองว่า เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2310 อยุธยาเสียกรุง เขาต้องจัดการก่อนวันกรุงแตก และโดยการแก้ลำ สู้กันทางหลักโหราศาสตร์ วันที่ 26 เมษายน 2553 แกนนำ นปช.นำโดย "ไข่มุกดำ" นายวีระ มุสิกพงศ์ ได้เชิญชวนมวลชนคนเสื้อแดงทำพิธีสืบชะตาเมือง ในเวลา 09.00 น. ที่เวทีแยกราชประสงค์ เพื่อรับดาวพฤหัสที่จะสามารถปรับดวงเมือง ทั้งยังสร้างพลังการเรียกร้องประชาธิปไตยของประชาชนให้สำเร็จ แต่ไม่รู้จะเกี่ยวกับการเคลื่อนของดวงดาวหรือไม่ กับคิวป่วนๆระหว่างการแพร่ภาพเทปบันทึกรายการ "เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์" ทางช่องเอ็นบีที ที่กลับมาจัดกันใหม่อีกครั้ง หลังพระเอกของรายการซุ่มเก็บตัวเงียบอยู่ 2 สัปดาห์ ล่าสุด เป็นคิวสัมภาษณ์นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นั่งประกบกับ "บิ๊กป๊อก" พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาหารทหารบก แท็กทีมแจงคิวเคลียร์ม็อบเสื้อแดง ปรากฏภาพกระตุกๆ สัญญาณเชื่อมดาวเทียมขัดข้อง ออกอากาศไม่ได้ สุดท้ายกลับมาแพร่ภาพตั้งแต่เริ่มอีกครั้ง โดยนายกฯอภิสิทธิ์รีบแจงเลยว่า รายการถูกก่อกวน และเร่งสอบสวนหาคนทำแล้ว มันก็น่าสนใจ รัฐบาลที่เป็นฝ่ายคุมเกมสื่อสาร บล็อกสัญญาณของคนเสื้อแดงจนเดี้ยงหมดแล้ว แต่กลับมาโดนดีซะเอง นับเป็นเหตุเหนือคาดหมาย เอาเป็นว่า เรื่องของปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติ แล้วแต่คนเชื่อไม่เชื่อ แต่ที่ต้องเชื่อเขาเลย กับ "คิวจ้อผ่านจอ" ตามมุกถนัดของ "นักปาฐกถาขั้นเทพ" อย่าง "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ก็เป็นดังคาด โดยวาทะประกอบลีลาถนัดของเซียนการเมืองยี่ห้อประชาธิปัตย์ "อภิสิทธิ์" ลอยตัว ตีกินแต้มอีกตามฟอร์ม โยนโจทย์หินๆ ให้คนนั่งข้างอย่าง พล.อ.อนุพงษ์ ตอบวกไปวนมา กับคิวเผด็จศึกม็อบเสื้อแดง ตามจังหวะที่ "บิ๊กป๊อก" ก็ "ปล่อยของ" ออกมาเองแล้วว่า มีขบวนการล้มสถาบันสำคัญ โดยเป้าหมายชิงอำนาจทางการเมือง เครือข่ายเชื่อมโยงกันกับเบื้องหลังไอ้โม่งชุดดำที่แฝงตัวอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุมคนเสื้อแดง ชัดซะขนาดนี้ น่าจะกดปุ่มลุยได้ แต่ปัญหามันก็อย่างที่เห็น ท่ามกลางการโหมประโคมข่าวของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ ฉุกเฉิน (ศอฉ.) กลุ่มก่อการร้ายแฝงตัวอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดง เป็นม็อบอันตราย แต่ตัวแทนทูตหลายสิบประเทศทั่วโลก ก็ยังกล้าเดินทางเข้าไปเยี่ยมและพูดคุยกับแกนนำ นปช.หลังเวทีแบบสบายๆ สะท้อนนัย สังคมโลกคิดยังไงกับเกมอำนาจในประเทศไทย และนั่นยังไม่เท่ากับว่า ล่าสุดสำนักข่าวเอเอฟพีรายงาน นางอองซาน ซูจี ผู้นำพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) ของประเทศพม่า ได้แสดงจุดยืนวิพากษ์วิจารณ์รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นภายในปีนี้ของรัฐบาลทหารพม่า โดยเปรียบเทียบกับสถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ซึ่งประสบกับหายนะหลังจากกองทัพก่อรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 เพื่อขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี "รัฐบาลใหม่ที่ขึ้นมามีอำนาจภายใต้รัฐธรรมนูญซึ่งเขียนโดยกองทัพนั้น จะไม่มีทางมีเสถียรภาพ ไม่ต้องดูอื่นไกล เราดูแค่ สถานการณ์ในไทยก็ได้ ทักษิณคือผู้ที่ประชาชนเลือกตั้งเข้ามา แต่กองทัพกลับยึดอำนาจจากคนที่ชนะการเลือกตั้ง แล้วรัฐธรรมนูญก็ถูกเขียนขึ้นมาใหม่โดยทหาร หลังจากนั้น อะไรเกิดขึ้นกับรัฐบาลชุดแรกภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่ของไทย รัฐบาลชุดนั้นไร้เสถียรภาพ นี่คือผลที่เกิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญที่เขียนขึ้นโดยกองทัพ" "อองซาน ซูจี" สัญลักษณ์ประชาธิปไตย กระเทาะแก่นเผด็จการทหารในเมืองไทย เสียงดังกังวานอย่างมีน้ำหนักไปทั่วโลก และตามจังหวะรีบตีปี๊บประจาน ผูกติดรัฐบาลกับภาพเผด็จการทหาร อดีตนายกฯทักษิณ โพสต์ทวิตเตอร์เย้ย รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ยื้ออยู่ต่อ แค่เหตุรอตั้ง "บิ๊กตู่" พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รอง ผบ.ทบ. ให้ ขึ้นเป็น ผบ.ทบ. ล็อกดุลอำนาจของฝ่ายคุมเกมประเทศไทย รับมุกกับนายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ที่ดักคอนายกฯอภิสิทธิ์กำลังตัดสินใจลำบาก ไม่กล้ายุบสภา เพราะต้องรอตั้ง พล.อ.ประยุทธ์ ขึ้นเป็นจ่าฝูงกองทัพบก ขณะเดียวกันก็ต้องรอลุ้น สรุป "อภิสิทธิ์" ยื้ออยู่ เพราะไฟต์บังคับเรื่องเกมอำนาจและความอยู่รอดของตัวเอง โดยมีตัวเลข "คนตาย" สังเวย "เกมตื๊อไปวันๆ". ทีมข่าวการเมือง รายงาน
26 เมษายน ดวงดาวเคลื่อนมาตรงกันกับวันที่ไทยเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง
คดียุบพรรคจากปมเงินสนับสนุนพรรคการเมือง 29 ล้านบาท
ณัฐวุฒิลั่นเสื้อแดงจะใช้มือเปล่าสกัดไม่ให้ จนท.เคลื่อนสลายการชุมนุม
ที่มา ประชาไท ณัฐวุฒิวอนรัฐบาลหยุดใช้มอเตอร์ไซค์-อาวุธครบมือ ข่มขู่ ไล่ล่า เสื้อแดง ขออย่าสร้างรัฐทหารและพื้นที่สงคราม จตุพรได้ข่าวแผนสลายชุมนุมให้ตำรวจอยู่หน้า ทหารอยู่หลัง ให้ทหารยิงลูกมั่วใส่ตำรวจแล้วกล่าวหาว่าเสื้อแดงทำ หรือให้มีการสกัดกั้นระหว่างตำรวจด้วยกันเอง (26 เม.ย.53) เวลา 11.00 น. – นายณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ แกนนำ นปช. แถลงว่า ผลการสกัดกั้นเจ้าหน้าที่ ตร. ประมาณ 500-600 คน เมื่อคืนนี้ที่บริเวณหน้าโรงกษาปณ์นั้น ปรากฏว่าสามารถเจรจาให้กลับที่มั่นได้ พร้อมทั้งบอกว่า ต่อไปนี้ คนเสื้อแดงทั่วประเทศจะใช้มือเปล่าสกัดกั้นเจ้าหน้าที่ไม่ให้เคลื่อนพลเข้ามาสลายการชุมนุม นายณัฐวุฒิระบุด้วยว่า ตอนนี้มีหน่วยไล่ล่าของทหาร โดยใช้มอเตอร์ไซค์พร้อมอาวุธครบมือ เพื่อข่มขู่ ไล่ล่า คุกคาม ขอให้รัฐบาลหยุดพฤติกรรมดังกล่าว ถ้าไม่หยุด จะมีการระดมหน่วยมอเตอร์ไซค์สันติวิธี เพื่อไปสกัดให้ทหารกลับเข้ากรมกอง พร้อมขอร้องว่าทหารอย่าสร้างรัฐทหารและพื้นที่สงคราม แกนนำ นปช. กล่าวว่า อยากให้ทหารละอายต่อพฤติกรรมที่ผ่านมา ซึ่งทีวีรายงานด้านเดียว ราวกับว่าผู้เสียชีวิต 20 กว่าคนนั้นไร้ค่า ราวผักปลา ไม่ต้องการคำอธิบายใดๆ ขอให้นายอภิสิทธิ์มีหิริโอตัปปะ ละอายต่อบาปและเวทีโลก สุดท้ายฝากหน่วยงานของรัฐให้ตัดสินใจยืนข้างประชาชน และเชื่อว่านายอภิสิทธิ์อยู่ได้ไม่นานแน่ เนื่องจากมีคดียุบพรรคติดตัวอยู่ ด้านนายจตุพร พรหมพันธุ์ กล่าวว่า ตำรวจที่ผลักดันกลับไปเมื่อคืนได้มีคำสั่งให้กลับเข้ามาใหม่ ให้ไปประจำการอยู่ที่ พล.รอ.2 สนามเป้า เลยนัดแนะกันให้ไปสกัดกั้นอีก เพราะตำรวจบอกว่าไม่อยากทำประชาชน นายจตุพรอ้างถึงข้อมูลในการเข้าสลายการชุมนุมจาก พล.ต.ต. เรวัติ กลิ่นเกษร ซึ่งเป็นคนสนิทของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ว่าในการดำเนินการสลายการชุมนุมนั้น จะให้เจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ข้างหน้า ทหารอยู่ข้างหลัง แล้วให้ทหารยิงลูกมั่วใส่ตำรวจแล้วกล่าวหาว่าเสื้อแดงทำ หรือให้มีการสกัดกั้นระหว่างตำรวจด้วยกันเอง เป็นต้น นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง อ้างว่า มีการให้ตำรวจจราจรนำรถมอเตอร์ไซค์ไปไว้ที่ราบ 11 เพื่อให้ทหารใช้ในการปลอมตัวเป็นตำรวจ จึงขอให้มีการตรวจสอบอย่างเข้มงวด และยังกล่าวอีกว่าเขามีคลิปชายชุดดำยาว 3 นาที ที่แฝงตัวมากับเจ้าหน้าที่ทหารเมื่อเหตุการณ์วันที่ 10 เม.ย. ที่ผ่านมา และจะแจกให้กับสื่อมวลชนด้วย
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (2 ปีที่แล้ว): “ผมไม่นึกไม่ฝันว่าเรามีรัฐที่ได้ทำร้ายประชาชนถึงขั้นเสียชีวิต”
ที่มา ประชาไท ทีมข่าวการเมือง หลังการสลายการชุมนุมวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ที่หน้ารัฐสภา ต่อมาเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2551 ณ ที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้แถลงข่าวเรียกร้องให้รัฐบาลรับผิดชอบต่อเหตุการณ์สลายการชุมนุม ที่ต้องบันทึกไว้ก็คือมีผู้บาดเจ็บจำนวนมากระหว่างการสลายการชุมนุมโดยตำรวจที่หน้ารัฐสภาในช่วงกลางวันจริง แต่ที่ต้องไม่เหมารวมก็คือ ผู้เสียชีวิตในวันที่ 7 ตุลาคม ไม่ได้เกิดจากการสลายการชุมนุมที่หน้ารัฐสภา โดยรายหนึ่งเกิดจากเหตุระเบิดรถยนต์จี๊ปเชอโรกี ที่ ถ.สุโขทัย แยกพิชัย หน้าที่ทำการพรรคชาติไทย ส่วนผู้เสียชีวิตอีกรายเสียชีวิตที่หน้ากองบัญชาการตำรวจนครบาล ช่วงหัวค่ำ ซึ่งเป็นเวลาที่เลิกประชุมสภาไปแล้ว อย่างไรก็ตามนายอภิสิทธิ์ในเวลานั้นเห็นว่า “ผมไม่นึกไม่ฝันว่าเรามีรัฐที่ได้ทำร้ายประชาชนถึงขั้นเสียชีวิต” และต่อไปนี้คือความเห็นเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ของนายอภิสิทธิ์ต่อเหตุการณ์วันที่ 7 ตุลาคม 2551 โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ 000 (แฟ้มภาพ) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีประชุม ณ รัฐสภา เมื่อ 24 มี.ค. 53 (ที่มา: www.pm.go.th) 1. “ผมไม่นึกไม่ฝันว่าเรามีรัฐที่ได้ทำร้ายประชาชนถึงขั้นเสียชีวิต บาดเจ็บสาหัสแล้ว เรายังมีรัฐที่พยายามยัดเยียดความผิดกลับไปให้ประชาชนอีก เป็นพฤติกรรมที่รับไม่ได้ครับ” 2. "ผมทราบว่านายกรัฐมนตรีกำลังจะจัดตั้งกรรมการขึ้นมา เพื่อที่จะสอบข้อเท็จจริง ผมไม่ทราบว่าท่านจะหาใครมาและจะมีความน่าเชื่อถือหรือไม่ แต่ผมคิดว่าเพื่อพิสูจน์ความจริงใจ ท่านต้องสั่งย้ายตำรวจที่ให้ร้ายประชาชนออกไปให้หมดก่อนครับ ถ้าท่านจะตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงแต่ว่า กระบวนการของรัฐตั้งธงไว้แล้วว่าเป็นความผิดของประชาชน ท่านอย่าตั้งเลยครับ ท่านซ้ำเติมบ้านเมือง สร้างปมความขัดแย้งของบ้านเมืองเพิ่มเติมขึ้นมาอีก วันนี้ในทางการเมืองความชอบธรรมมันหมดไปแล้วครับ เราเรียกร้องความรับผิดชอบจากท่าน" 3. "ท่านจะลาออก หรือถ้าท่านกลัวว่าถ้าท่านลาออกแล้วจะเป็นเรื่องที่ฝ่ายพรรคประชาธิปัตย์จะไปมีอำนาจท่านก็ยุบสภาเถิดครับ แต่ท่านเพิกเฉยไม่ได้ เพราะถ้าท่านเพิกเฉยแล้ว ท่านทำร้ายบ้านเมืองและท่านกำลังทำร้ายระบบการเมือง เพราะว่าระบบการเมืองในวิถีทางประชาธิปไตยไม่มีที่ไหนในโลกที่ประชาชน ถูกทำร้ายจากภาครัฐแล้ว รัฐบาลที่มาจากประชาชนไม่แสดงความรับผิดชอบ ไม่มี" 4. "ผมว่าท่านนายกฯ ก็มีแต่สร้างปัญหาให้กับสังคมมากขึ้นเรื่อย ๆ ผมไม่ห่วงเลยนะครับ รัฐบาลอยู่สั้นอยู่ยาว แต่ผมห่วงว่าบ้านเมืองจะเดินอย่างไร รัฐบาลอยู่ผมก็ยังนึกไม่ออกนะครับว่าท่านนายกฯ คิดว่ารัฐบาลจะทำอะไรให้บ้านเมือง ผมเห็นอาการท่านตอนนี้มีแต่ความหวาดกลัว ความหวาดระแวงไปหมด แล้วถามท่านว่า ท่านอยู่ไปเพื่ออะไรครับ อยู่เพราะว่ากลัวคนๆ หนึ่งติดคุกหรืออะไรครับ แล้วจะให้บาดแผลในสังคมนั้นมันลุกลามบานปลายไปถึงขนาดไหนครับ" 5. ผมไม่สนใจเลยนะครับวันนี้ว่าท่านยุบสภา ท่านลาออกแล้วใครจะเป็นหรือไม่อย่างไร ผมไม่สนใจเลยนะครับ ผมสนใจว่าต้องมีคนรับผิดชอบต่อการสูญเสียที่เกิดขึ้นกับประชาชนครับ 000 อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, พรรคประชาธิปัตย์ยังคงติดตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองของเราด้วยความห่วงใยอย่างต่อเนื่อง ครั้งสุดท้ายที่ผมได้มีโอกาสแถลงข่าวให้สัมภาษณ์กับพี่น้องสื่อมวลชนนั้นก็คือวันอังคาร (7 ต.ค.) แต่ว่าเมื่อวานนี้ (8 ต.ค.) และต่อเนื่องมาจนถึงวันนี้ พรรคก็ยังติดตามสถานการณ์และก็ยังเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา ประเด็นสำคัญที่สุดก็คือว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันอังคารที่ผ่านมานั้น เป็นเหตุการณ์ที่สามารถหลีกเลี่ยงได้ และก็เป็นเหตุการณ์ที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นเลย เพราะเป็นความสูญเสียของพี่น้องประชาชนคนไทย สูญเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะ บาดเจ็บ บาดเจ็บสาหัส และแน่นอนครับ ยังทำให้สังคมและบ้านเมืองมีความขัดแย้งมีความตึงเครียดอย่างต่อเนื่อง ผมและพรรคติดตามท่าทีของนายกรัฐมนตรี นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ มาจนถึงวินาทีนี้ ยังไม่เห็นความรับผิดชอบ ยังไม่เห็นความจริงใจในการแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มีแต่ความพยายามที่จะปัดความรับผิดชอบ ซึ่งไม่หนักหน่อยก็คือพยายามเป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ ทั้งๆ ที่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดขึ้นครั้งเดียว คือไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะช่วงเช้าของวันที่ 7 ซึ่งนายกรัฐมนตรีอาจจะอ้างได้ว่า ไม่คาดคิดว่าปฏิบัติการณ์ของเจ้าหน้าที่จะนำมาสู่ความสูญเสียที่มีประชาชนนั้นขาขาด แต่ว่าตั้งแต่สายของวันที่ 7 ที่นายกรัฐมนตรีทราบเรื่องนี้แล้วนั้น ในฐานะผู้บังคับบัญชาสูงสุดของฝ่ายบริหาร ไม่ได้มีความพยายามใดๆ ทั้งสิ้น ที่จะป้องกันไม่ให้เหตุการณ์นั้นลุกลามบานปลายหรือเกิดซ้ำรอยกับช่วงที่เกิดขึ้นตอนเช้า มิหนำซ้ำความสูญเสียในช่วงบ่ายและช่วงค่ำนั้น กลับมากกว่า รุนแรงกว่า ซึ่งเป็นเรื่องที่นายกฯ ปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ว่าเป็นผู้ที่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หรือมิเช่นนั้นก็จงใจให้เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้น เมื่อวานจึงมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรค ที่ได้ไปกล่าวโทษนายกรัฐมนตรีในเรื่องนี้ แต่ว่าที่เลวร้ายกว่าการโยนความผิดหรือความพยายามปัดความรับผิดชอบไปให้เจ้าหน้าที่ก็คือว่า วันนี้พัฒนาไปสู่กระบวนการใส่ร้ายประชาชน ผมไม่นึกไม่ฝันว่าเรามีรัฐที่ได้ทำร้ายประชาชนถึงขั้นเสียชีวิต บาดเจ็บสาหัสแล้ว เรายังมีรัฐที่พยายามยัดเยียดความผิดกลับไปให้ประชาชนอีก เป็นพฤติกรรมที่รับไม่ได้ครับ ผมเคยได้ยินคนในฝ่ายรัฐบาลชอบถามคนนั้นคนนี้ว่า เป็นคนไทยหรือเปล่า แต่พฤติกรรมที่ท่านแสดงอยู่นั้น ไม่ใช่เป็นคนไทยหรือเปล่า แต่เป็นคนหรือเปล่า กระทำกับบุคคลถึงขั้นเสียชีวิต แล้วยังยัดเยียดปรักปรำใส่ร้ายเขาอีกว่าเขาพกพาอาวุธ เขาเป็นเด็กสาวซึ่งจบการศึกษาดี ไปชุมนุมด้วยความเชื่ออย่างบริสุทธิ์ว่า เขาไปพิทักษ์ความถูกต้อง เขาไม่ได้มีอะไรที่ไปคุกคามเจ้าหน้าที่ของรัฐเลยแม้แต่น้อยนิด ผมสอบถามจากคุณแม่ของเขาซึ่งเห็นลูกสาวเสียชีวิตต่อหน้าต่อตาแล้วยังบาดเจ็บอยู่ในโรงพยาบาล แม้แต่ตำรวจเขาก็เห็นไกลๆ ไม่ได้ไปเกี่ยวข้องอะไรกับการที่จะไปคุกคามรัฐแม้แต่น้อยนิด บัดนี้เขาสูญเสียไปแล้ว นายกรัฐมนตรีที่ชื่อสมชาย ยังปล่อยให้ลูกน้องและกระบวนการทั้งหลายของนายกฯ ไปยัดเยียดข้อหาใส่เขาอีก เป็นพฤติกรรมที่รับไม่ได้ครับ พฤติกรรมอย่างนี้ไม่มีทางนำพามาซึ่งความสมานฉันท์ความปรองดองหรือความเชื่อถือใด ๆ เพราะฉะนั้นสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ พรรคก็จึงต้องดำเนินการในหลาย ๆ ทาง นอกจากการกล่าวโทษนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์เมื่อวานนี้ วันนี้เราได้ทำหนังสือชี้แจงเอกอัครราชทูตของประเทศต่าง ๆ ในประเทศไทย เพื่อให้ทราบว่าข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นนั้นประชาชนคนไทยนั้นไม่ใช่ประชาชนที่รุนแรงครับ แต่เป็นผู้ถูกกระทำจากความรุนแรงของภาครัฐ ประการที่สอง เราได้มีการทำหนังสือเพื่อขอให้ทางคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนได้ดำเนินการตามหน้าที่ในการสอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ประการที่สาม เราจะได้ทำหนังสือถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ขออธิบายนิดนะครับว่า ที่เราไม่ทำถึงนายกฯ ในเรื่องนี้เพราะว่าเราถือว่าท่านหมดความชอบธรรม ความน่าเชื่อถือที่จะทำ เราทำถึงท่านผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติว่า เมื่อปรากฏชัดว่า มันมีการทำร้ายประชาชน มีการยิงอาวุธใส่ประชาชนไม่ได้เป็นไปตามที่ได้แถลงก่อนหน้านี้ว่าเป็นการใช้แก๊สน้ำตาเท่านั้น หรือเป็นการใช้แก๊สน้ำตาตามวิถีทางที่อารยประเทศเขาทำกัน ท่านจะดำเนินการสอบสวนเพื่อที่จะดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิด ซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของท่านอย่างไร หรือว่าบุคคลเหล่านั้นทำตามคำสั่งของท่าน ถ้าทำตามของท่าน ท่านจะรับผิดชอบอย่างไร ถ้าไม่ได้ทำตามคำสั่งของท่านแต่มีบุคคลที่อยู่เหนือท่านเป็นผู้สั่ง บุคคลนั้นเป็นใคร ผมว่านี่คือสิ่งที่เป็นความรับผิดชอบของท่านผู้บัญชาการซึ่งเราก็ยังให้เกียรติท่านว่า ท่านยังอยู่ในฐานะที่จะดำเนินการอย่างตรงไปตรงมากับเรื่องเหล่านี้ แต่ถ้าท่านไม่ทำเช่นนี้ เราก็ถือว่าท่านเองก็มีความผิดด้วย อันนี้ก็เป็นสิ่งที่พรรคได้ดำเนินการในวันนี้ ที่ได้มีการเดินทางไปทั้งสถานเอกอัครราชทูตของหลายประเทศ บวกกับการไปที่กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ บวกกับการไปที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอเรียนครับว่า ผมทราบว่านายกรัฐมนตรีกำลังจะจัดตั้งกรรมการขึ้นมา เพื่อที่จะสอบข้อเท็จจริง ผมไม่ทราบว่าท่านจะหาใครมาและจะมีความน่าเชื่อถือหรือไม่ แต่ผมคิดว่าเพื่อพิสูจน์ความจริงใจ ท่านต้องสั่งย้ายตำรวจที่ให้ร้ายประชาชนออกไปให้หมดก่อนครับ ถ้าท่านจะตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงแต่ว่า กระบวนการของรัฐตั้งธงไว้แล้วว่าเป็นความผิดของประชาชน ท่านอย่าตั้งเลยครับ ท่านซ้ำเติมบ้านเมือง สร้างปมความขัดแย้งของบ้านเมืองเพิ่มเติมขึ้นมาอีก วันนี้ในทางการเมืองความชอบธรรมมันหมดไปแล้วครับ เราเรียกร้องความรับผิดชอบจากท่าน ท่านจะลาออก หรือถ้าท่านกลัวว่าถ้าท่านลาออกแล้วจะเป็นเรื่องที่ฝ่ายพรรคประชาธิปัตย์จะไปมีอำนาจท่านก็ยุบสภาเถิดครับ แต่ท่านเพิกเฉยไม่ได้ เพราะถ้าท่านเพิกเฉยแล้ว ท่านทำร้ายบ้านเมืองและท่านกำลังทำร้ายระบบการเมือง เพราะว่าระบบการเมืองในวิถีทางประชาธิปไตยไม่มีที่ไหนในโลกที่ประชาชน ถูกทำร้ายจากภาครัฐแล้ว รัฐบาลที่มาจากประชาชนไม่แสดงความรับผิดชอบ ไม่มี และจนกว่าเราจะได้เห็นสิ่งเหล่านี้ พรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่สามารถที่จะไปร่วมในการดำเนินการอย่างที่เราได้ให้ความร่วมมือมาโดยตลอดได้ วันนี้ผมก็ได้ทำหนังสือปฏิเสธการเข้าร่วมการเจรจา หรือการที่จะมีคณะทำงานยกร่างรัฐธรรมนูญแล้ว เพราะถือว่ารัฐบาลได้แสดงออกแล้วถึงความไม่จริงใจ ในการแก้ไขปัญหาตามแนวทางที่ได้มาพูดกับที่ประชุมซึ่งมีผมอยู่ด้วย ซึ่งนายกรัฐมนตรีเป็นผู้พูดเอง เพราะฉะนั้นทั้งหมดนี้คือจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งก็กำลังจะได้ติดตามสถานการณ์ต่อไปและจะทำทุกวิถีทางที่จะทำได้ในการรักษาความยุติธรรมในบ้านเมือง ให้ความเป็นธรรมกับประชาชนผู้เป็นเหยื่อของความรุนแรงในครั้งนี้ และในการพิทักษ์รักษาสิทธิและความถูกต้องในสังคมต่อไป (ตอบคำถามผู้สื่อข่าว) - ผมว่าทุกคนที่ให้ร้ายกับประชาชน แล้วก็แถลงข่าวชี้แจงแล้วพอถูกจับได้ก็เปลี่ยนคำอธิบายครับ ผมว่าประชาชนก็รู้อยู่แล้วว่าเป็นใครบ้าง ท่านก็รู้อยู่แล้วเป็นใครบ้าง นายกฯ ก็ควรจะรู้ว่าเป็นใครบ้าง - ผมยังไม่ทราบนะครับ ไม่ค่อยได้ยินท่าน ผบ.ตร.ได้แสดงออกเท่าไหร่ครับ แต่ว่าหลายท่านที่มาชี้แจง ก็อย่างที่ผมเรียน พอจับได้ไล่ทันก็เปลี่ยนคำอธิบาย แล้วสุดท้ายมาให้ร้ายยัดเยียด ความผิดให้ประชาชน คนเหล่านี้ไม่สมควรที่จะอยู่ในฐานะที่จะมาชี้แจง ไม่อยู่ในฐานะที่จะมาบริหารงานของตำรวจต่อไปครับ - คนที่มีความเชื่อถือจากสังคม แต่ผมก็ไม่แน่ใจว่าใครที่มีความเชื่อถือในสังคมขณะนี้จะยอมรับการแต่งตั้งจากนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เพราะว่าถ้าเขารับการแต่งตั้งจากนายสมชาย ความเชื่อถือเขาก็ถูกกระทบ จะเห็นได้ว่าบางคนเขาเรียกร้องอยู่แล้วว่าไม่ให้มีการไปร่วมมือกับคณะกรรมการต่าง ๆ ของรัฐบาลอยู่แล้ว คือนายกฯ ต้องรู้ตัวเองครับวันนี้ เป็นผู้นำประเทศหรือไม่ ความรุนแรงเกิดขึ้นในบ้านเมืองแล้วครับ 1 วันนะครับ เจ็บ400 กว่าคน บาดเจ็บสาหัส เสียชีวิต เพียงเพราะนายกฯ ต้องการเข้าไปอ่านเอกสาร 33 หน้า อ่านเสร็จแล้วก็ไม่สามารถตามที่อ่าน เพราะฉะนั้นผมมองไม่เห็นนะครับว่า ท่านอยู่ในฐานะอะไรที่จะมาตั้งคนให้มาสอบข้อเท็จจริง ถ้าบอกว่าทั้งหมดเป็นเรื่องตำรวจ อย่างนั้นท่านก็ลาออกไปให้ตำรวจบริหารบ้านเมืองไปเลย ถ้าท่านบอกว่าท่านตัดสินใจเองไม่ได้ต้องฟังโทรศัพท์จากลอนดอน เอาคนที่ลอนดอนกลับมา - ผมว่าท่านนายกฯ ก็มีแต่สร้างปัญหาให้กับสังคมมากขึ้นเรื่อย ๆ ผมไม่ห่วงเลยนะครับ รัฐบาลอยู่สั้นอยู่ยาว แต่ผมห่วงว่าบ้านเมืองจะเดินอย่างไร รัฐบาลอยู่ผมก็ยังนึกไม่ออกนะครับว่าท่านนายกฯ คิดว่ารัฐบาลจะทำอะไรให้บ้านเมือง ผมเห็นอาการท่านตอนนี้มีแต่ความหวาดกลัว ความหวาดระแวงไปหมด แล้วถามท่านว่า ท่านอยู่ไปเพื่ออะไรครับ อยู่เพราะว่ากลัวคน ๆ หนึ่งติดคุกหรืออะไรครับ แล้วจะให้บาดแผลในสังคมนั้นมันลุกลามบานปลายไปถึงขนาดไหนครับ ผมไม่อยากจะเชื่อเลยนะครับว่านี่คือคนซึ่งเคยนั่งอยู่ในกระทรวงยุติธรรม เป็นผู้บริหารสูงสุด - พรรคได้คุยกันเรื่องนี้มาก หากการที่เราพ้นจากความเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวันนี้ สามารถทำให้บ้านเมืองเดินไปข้างหน้าได้ ผมยืนยันว่าพวกเราจะทำ แล้วก็การยุบสภาก็เป็นวิธีหนึ่งที่ทำให้เราหลุดพ้นจากความเป็น ส.ส. แต่กลับนายกฯ ที่ชื่อสมชายนั้น แล้วเราลาออกไป 164 คน แล้วท่านไม่ทำอะไรหรอกครับนอกจากเอาลูกน้องท่านมาด่าว่า พวกเราทำให้เสียเงินเลือกตั้งซ่อม ผมก็ไม่รู้ว่ามันจะมีประโยชน์อะไรกับสังคม เราก็ยังใช้สถานะความเป็นผู้แทนของปวงชนชาวไทยทำในสิ่งที่เราพอจะทำได้ แต่เมื่อไหร่ที่เราคิดว่ามันไม่มีประโยชน์ ไม่ต้องห่วงหรอกครับเราพร้อมที่จะทิ้งตำแหน่งตรงนั้นอยู่แล้ว และแน่นอนถ้าการทิ้งตำแหน่งนั้นทำให้บ้านเมืองสงบแก้ไขปัญหาได้ เราทำทันที - ผมก็ถามท่านนายกฯ ว่าแล้วคิดว่าสังคมจะทนกับสภาพนี้ไปได้นานเท่าไหร่ ผมก็ไม่แน่ใจนะครับ ผมเห็นอาการท่าน ก็ไม่รู้ว่าท่านทนได้นานเท่าไหร่ แต่ผมไม่ห่วงท่าน ผมห่วงสังคม ผมห่วงประเทศชาติ ผมไม่เข้าใจท่าน ทำเพื่ออะไรครับ ทำเพื่อใครครับ ผมว่ามันไม่ใช่เรื่องยากเลยนะครับ ที่จะตัดสินใจเพื่อจะคลี่คลายสถานการณ์ แต่อะไรล่ะครับ มันมีผลประโยชน์อะไร มันมีเรื่องอะไรครับที่มันยิ่งใหญ่กว่าขนาดที่เรียกว่า ยอมให้สังคมพังไปทั้งสังคม อะไรครับ - ขณะนี้เนื่องจากไม่มีการเชิญประชุมส.ส.หรืออะไรทั้งสิ้นนะครับ สภาฯ หรืออะไร เรายังไม่มี ยังไม่ทราบว่ารัฐบาลดำเนินการอะไรต่อไป วันนี้ก็มีประชุม ครม. ในส่วนของรัฐบาลใช่ไม๊ครับ ส่วนใหญ่ก็แต่งตั้งตำแหน่งต่าง ๆ นั่นแหละ แต่ว่าผมไม่เห็น ผมไม่ทราบว่ารัฐบาลจะเดินหน้าอย่างไรนะครับ เลยยังไม่อยู่ในฐานะที่จะบอกได้ว่าในแต่ละเรื่องนั้นเราจะดำเนินการอย่างไรต่อไป แต่อย่างที่เรียกว่า ขณะนี้นั้นภาระหน้าที่ของส.ส.ประชาธิปัตย์ทุกคนนั้น ก็คือช่วยต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมให้กับผู้ที่สูญเสียทั้งหมด แล้วก็ความเป็นธรรมในสังคม และก็พยายามตรวจสอบเท่าที่เราจะทำได้นะครับ ทว่า 2 วันที่ผ่านมาผมก็เรียนว่า ข้อมูลที่เราได้นั้น มันก็มาจากการที่พวกเราก็ยังเดินหน้าทำงานอย่างต่อเนื่อง ทั้งในการตรวจสอบแล้วก็เอาความจริงออกมา แล้วผมเรียนนะครับว่า ที่ผมพูดกับรัฐบาลทั้งหมดในวันนี้ รัฐบาลไม่ต้องมากล่าวหายัดเยียดว่าเป็นเพราะเราเห็นดี เห็นงามกับทุกเรื่องที่พันธมิตรทำ ไม่ใช่ ไม่เกี่ยวกันครับ พันธมิตรทำถูกทำผิด เรื่องหนึ่ง แต่พันธมิตรทำถูกทำผิดรัฐบาลไม่มีสิทธิทำผิด ไม่มีสิทธิทำร้ายประชาชน อันนี้คือจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ - ในพรรคประชาธิปัตย์นั้น ผมได้บอกแล้วว่า วันนี้เรามีการประชุมเพื่อที่ติดตามและกำหนดท่าทีต่อสถานการณ์ทุกวันอยู่แล้ว แล้วก็ในภาวะซึ่งมันมีความสับสนมาก ประชาธิปัตย์ก็ต้องการได้รับความเห็นที่หลากหลายจากส.ส. ฉะนั้นที่ประชุมของส.ส.จะเป็นหลักในการที่จะกำหนดทิศทางของพรรค ขอบอกเลยนะครับไม่ใช่กรรมการบริหารพรรคด้วยครับ ที่ประชุมของส.ส.ทุกคนซึ่งเราเชิญเป็นประจำทุกวันในขณะนี้ จะเป็นผู้กำหนดทิศทางที่เราเห็นว่าดีที่สุดในการที่จะทำให้บ้านเมืองนั้นเดินไปสู่ความถูกต้องได้ - เขาควรจะมีสำนึกของเขาเอง ผมเห็นคุณบรรหารบอกว่าคนขาขาดนี่ก็ละมุนละม่อมแล้ว ผมก็ไม่รู้จะเรียกร้องอะไรจากท่านอีกครับ - ผมไม่ทราบแล้วก็ไม่สนใจด้วยครับ รัฐบาลจะเอารัดเอาเปรียบอย่างไร ถ้ายุบสภานะครับ คืนอำนาจให้กับประชาชน ผมก็ไม่ว่านะครับ ก็ดีกว่ารัฐบาลอยู่อย่างนี้แล้วรัฐบาลพังไปเรื่อย ๆ ถ้าอยากเอาเปรียบอะไรได้ทั้งนั้นแหละครับ เหมือนวันนั้น ผมไม่เข้าประชุมเพราะผมไม่อยากฝ่ากองเลือดเข้าไป ท่านก็ใช้เวทีสภาสื่อโทรทัศน์วิทยุด่าพวกผม ทำไปเถอะครับผมไม่ต้องการตอบโต้หรอก ผมไม่สนใจตอบโต้รัฐบาล ผมสนใจความถูกต้องในบ้านเมืองที่รัฐบาลต้องให้กับประชาชนให้กับประเทศครับ - ผมอยากจะเห็นว่าท่านมีบทบาทในการคุ้มครองประชาชนมากกว่านี้ แต่สนับสนุนที่ท่านได้แสดงออกว่าจะไม่มีการรัฐประหารครับ - ผมหวังว่าถัดจากนี้ไปไม่มีความสูญเสียกับประชาชนอีกนะครับ คือทหารก็เป็นทหารของประเทศ ของพระเจ้าอยู่หัวของประชาชน แล้วก็แน่นอนที่สุดนะครับ ต้องสนองนโยบายของรัฐบาลที่ถูกต้องชอบธรรมไม่ขัดกับหลักการที่อยู่เหนือกว่านั้น - ผมว่าวันนี้ต้องมีความรับผิดชอบจากรัฐบาลปัจจุบันก่อนนะครับ แล้วถึงจะมาพูดกันครับ ไม่ใช่ว่าเป็นรัฐบาลอยู่เจรจาอยู่ ทำร้ายประชาชนเสร็จแล้วก็เรียกกลับมาเจรจา ไม่ต้องแสดงความรับผิดชอบ ไม่ใช่ตัวเองอยู่ไม่ได้ก็เลยคิดว่า เอาคนอื่นมาอยู่ด้วยตัวเองจะอยู่ได้อย่างนี้มันไม่ใช่คำตอบ - คือถ้าไม่มีความรับผิดชอบ มันไม่มีทางจะเยียวยาได้ครับ มันก็เป็นเพียงการเล่นเกมช่วงชิงอำนาจกันไป แต่หลักการความรับผิดชอบไม่มีแล้วในสังคม ก็เท่ากับว่าเราก็ยิ่งตอกย้ำว่านักการเมืองต้องมาอยู่กันเพื่อที่จะเล่นเกมแสวงหาอำนาจกันไป ผมไม่สนใจเลยนะครับวันนี้ว่าท่านยุบสภา ท่านลาออกแล้วใครจะเป็นหรือไม่อย่างไร ผมไม่สนใจเลยนะครับ ผมสนใจว่าต้องมีคนรับผิดชอบต่อการสูญเสียที่เกิดขึ้นกับประชาชนครับ ขอบคุณครับ.
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์, 9 ตุลาคม 2551


