ที่มา ประชาไท ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุธีร์ เดชเทวพร เลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) และเพื่อนนักศึกษา ได้รับหมายเรียกจากศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ให้ไปรายงานตัวที่กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ราบ 11) ในวันอาิทิตย์ที่ 2 พฤษภาคม เวลา 10.00 น. ทั้งนี้ ในเว็บไซต์เฟซบุ๊ค ซึ่งเป็นเว็บเครือข่ายทางสังคม ได้มีการเชิญชวนให้เดินทางไปให้กำลังใจเพื่อนนักศึกษา ตามเวลาและสถานที่ข้างต้น รวมถึงมีการขอให้ช่วยกระจายข่าวหมายเรียกครั้งนี้ในวงกว้างด้วย เนื่องจากเกรงว่าอาจสุ่มเสี่ยงต่อการใช้อำนาจไม่เป็นธรรม หากสังคมมิได้จับตามอง เพราะตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินได้ให้อำนาจเต็มที่แก่เจ้าหน้าที่ทหาร
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Sunday, May 2, 2010
ศอฉ. เรียก เลขาฯ สนนท. รายงานตัว 10 โมงเช้า วันนี้ (2 พ.ค.)
ตชด.216 แจ้ง"วีระ"ถอนหมุดจีพีอาร์เอสชายแดนไทย-เขมร
ที่มา มติชน
ปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาเมือนโต๊ด
และปราสาทบ่ายกรีม ที่บ้านหนองคันนา ต.ตาเมียง เพื่อถอนหลักแดนไทย-กัมพูชา
แต่ได้ถูกกลุ่ม นปช.คนเสื้อแดงสุรินทร์ 50 คน สกัดกั้น ก่อนเดินทางกลับ
ล่าสุด ร้อย ตชด.216 อ.ประโคนชัย ไปเข้าพบพนักงานสอบสวนที่ สภ.บ้านกรวด อ.ประโคนชัย เพื่อแจ้งบันทึกเป็นหลักฐานว่า นายวีระ นำมวลชนไปถอนหมุดแดนไทย – เขมร
วันที่ 2 พฤษภาคม 2553
ร.ต.ท.ปราโมทย์ บุญยืน รอง ผบ.ร้อย.ตชด.216 อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ กล่าวว่า
เมื่อวันที่ 30 เมษายน ที่ผ่านมา
ได้เข้าแจ้ง พ.ต.ท.สุมิตร คำจุมพล พนักงานสอบสวน สภ.บ้านกรวด เพื่อขอลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน ว่า
นายวีระ พร้อมพวกเข้าพื้นที่รับผิดชอบ บ้านสายตรี 4 ชายแดนไทย – กัมพูชา
แล้วหมุด GPRS ของกรมแผนที่ทหารได้สูญหายไป 1 อัน
จึงให้เจ้าหน้าที่ประสาน นายวีระ ให้ช่วยนำหมุดมาส่งคืนเร่งด่วน
และ นายวีระ ได้นำหมุดมาชี้แจงแล้ว ซึ่ง ร้อย ตชด.216 ยังไม่ได้ไปดู
นายวชิระ เกตุพันธุ์ นายอำเภอพนมดงรัก จ.สุรินทร์ กล่าวว่า เช้าวันนี้ทราบว่า
คณะ นายวีระ จะนำมวลชนขึ้นไปแหล่งโบราณสถานปราสาทตาเมือนธม อีกครั้ง
และได้มีกลุ่ม นปช.คนเสื้อแดง เข้ามาชุมนุมปิดเส้นทางแล้ว
จึงนำกำลัง อส.ไปร่วมกับ ตำรวจ ทหาร เพี่อดูแลความสงบเรียบร้อย
นายวชิระ กล่าวว่า ถ้าหาก นายวีระ เจตนาจะเข้าไปพื้นที่จริงหากเกิดความเสียหาย
เหมือนกับทาง อ.บ้านกรวด ( ทำหมุดแดนเสียหาย ) อ.พนมดงรัก
เป็นพื้นที่ประกาศกฎอัยการศึก เป็นหน้าที่ของทหาร
ไม่มีสังคมใดที่ไม่มีชนชั้น! – แม้แต่สังคมไทย
ที่มา bangkokbiznews
เปิดวิวาทะ'เขียน ธีระวิทย์'ในบทความ"สงครามชนชั้นในไทย:ของแท้หรือของเทียม"
ความพยายามเข้าใจต่อประเด็นการเคลื่อนไหวของแกนนำนปช. หรือการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง
นับตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคมที่ผ่านมา ด้วยการเรียกร้องให้รัฐบาล ‘ยุบสภา’ ภายใน 15 วัน
และการใช้ถ้อยคำแบ่งแยกกลุ่มคนในสังคมระหว่าง ‘ไพร่’ กับ ‘อำมาตย์’ และแนวทางต่อสู้เรียกร้องทางการเมืองในครั้งนี้คือ ‘สงครามทางชนชั้น’ ถ้อยคำเหล่านี้สร้างความแสลงใจให้แก่บรรดาชนชั้นนำ รัฐบาล ข้าราชการ นักวิชาการ ปัญญาชน
และปริญญาชนจำนวนหนึ่งของสังคมไทย
แม้ว่าจะมีข้อกล่าวหา
และความไม่พอใจต่อบรรดาแกนนำ นปช. ที่หยิบยกการแบ่งแยกชนชั้นทางสังคม
ระหว่าง ‘ไพร่’ กับ ‘อำมาตย์’ มาเป็นยุทธศาสตร์ในการเคลื่อนทางการเมืองครั้งนี้
แต่เมื่อพิจารณาข้อวิจารณ์ในเชิงความคิดและทฤษฎีต่อเรื่องการแบ่งแยกชนชั้น
โดยบรรดานักวิชาการหรือผู้คนที่ไม่เห็นด้วยกับแนวทางในการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดง
กลับไม่ปรากฏอย่างเด่นเจน จนกระทั่งบทความ “สงครามชนชั้นในไทย: ของแท้หรือของเทียม” ของอาจารย์เขียน ธีระวิทย์ ซึ่งตีพิมพ์เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2553
ได้เสนอข้อคิดเห็นและข้อโต้แย้งเกี่ยวกับ ‘ชนชั้น’ ‘ไพร่’ และ ‘อำมาตย์’
ทั้งในระดับทฤษฎีและความเป็นจริงที่เกิดขึ้น รวมทั้งยังตีกรอบ
ความเข้าใจต่อการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงภายใต้อิทธิพลของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร
ผมไม่แน่ใจว่า
ทรรศนะทางทฤษฎีและมุมมองทางการเมืองของอาจารย์เขียนที่นำเสนอนั้น จะช่วยให้คนอย่างผมเข้าใจถึงสาเหตุที่
บรรดากลุ่มคนเสื้อแดงออกมาชุมนุมเรียกร้องทางการเมืองได้หรือไม่
รวมทั้งยังทำให้คนอย่างผม (อีกเช่นกัน) เกิดความคลางแคลงใจต่อข้อสรุปที่ว่า
บรรดา กลุ่มคนเสื้อแดงคือ สิ่งที่อาจารย์เขียนเรียกว่า
“ไพร่พันธุ์ทักษิณที่ใช้สิทธิ์ชุมนุมทางการเมืองเกินขอบเขตของกฎหมายและรัฐธรรมนูญ” นอกจากนี้ ผมก็ยังสงสัยต่อไปอีกด้วยว่า เมื่อบรรดากลุ่มคนเสื้อแดงเรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภา เหตุไฉนจึงกลายเป็นความรุนแรงทางการเมืองและพัฒนาต่อไปเป็น ‘ผู้ก่อการร้ายเพียงข้ามคืน
วันที่ 10 เมษายน’ และ ‘ขบวนการแดงล้มเจ้า’ ในปัจจุบัน
วิวาทะเรื่องชนชั้น – จากทฤษฎีสู่สังคมไทย
อาจารย์เขียนเริ่มต้นบทความ “สงครามชนชั้นในไทย: ของแท้หรือของเทียม” ด้วยข้อคิดเชิงทฤษฎีเกี่ยวกับชนชั้น
ด้วยการอ้างอิงถึงเหมาเจ๋อตุง คาร์ล มาร์กซ์ และเองเกลส์ (Engels) เพื่อบ่งบอกว่าบรรดาแกนนำของกลุ่มคนเสื้อแดง
และผู้ที่ใกล้ชิดกับอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรเป็นพวกซ้ายเก่า
และอดีตผู้นำนักศึกษาในยุค 6 ตุลา 19
ซึ่งรับเอาแนวคิด ‘สงครามชนชั้น’ ของเหมาเจ๋อตุงมาเป็นแนวทางในการกำหนดยุทธศาสตร์
และยุทธวิธีในการเคลื่อนไหวเรียกร้องทางการเมืองในครั้งนี้:
“คนไทยที่ใกล้ชิดกับทักษิณ ชินวัตร แกนนำม็อบเสื้อแดงหลายคนเป็นผู้นิยมลัทธิเหมา บางคนเคยใช้คำสอนของเหมาเป็นคัมภีร์
เพื่อปฏิวัติโค่นล้มรัฐบาลในช่วง 10 ปี หลัง 6 ตุลาฯ แต่ไม่สำเร็จ”
ผมเชื่ออาจารย์เขียนว่า
บรรดาอดีตผู้นำนักศึกษายุค 6 ตุลาส่วนใหญ่อ่านสรรนิพนธ์เหมา
แต่นั่นมันน่าจะเป็น 30 กว่าปีที่แล้วนะครับที่พวกเขาเคยอ่าน
ซึ่งไม่ได้หมายความว่า
พวกเขาจะยึดถือแนวคิดของเหมาเป็นแนวทางในการเคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งนี้ และไม่มีอะไรที่สามารถพิสูจน์ได้เลยว่า ‘พวกเขายังเป็นเหมาอิสต์อยู่’ ผมนับถืออาจารย์เขียนเป็นอย่างสูงที่หยิบยกสารนิพนธ์เหมามากล่าวถึง
และยังอ้างอิงตัวบท เพื่อยืนยันในทรรศนะและความเห็นของตนเองว่าน่าจะเป็นเช่นนั้น:
“ในสงครามชนชั้น การปฏิวัติและสงครามปฏิวัติเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่พ้น
หากปราศจากสิ่งเหล่านี้แล้ว ก็จะบรรลุการก้าวกระโดดในการพัฒนาของสังคมไม่ได้ ก็จะโค่นชนชั้นปกครองปฏิกิริยาให้ประชาชนได้รับอำนาจรัฐไม่ได้ ชาวพรรคคอมมิวนิต์จะต้องเปิดโปงการโฆษณาชวนเชื่อของพวกปฏกิริยาที่ว่า
การปฏิวัติสังคมเป็นสิ่งไม่จำเป็น และจะเป็นไปไม่ได้ . . .”
ข้อความที่อาจารย์ยกมา เหมารวมเกินไปที่ว่า
บรรดาอดีตผู้นำนักศึกษายุค 6 ตุลาที่ใกล้ชิดกับทักษิณ ชินวัตร แกนนำ นปช.
และบรรดากลุ่มคนเสื้อแดงต้องการปฏิวัติโค่นล้มรัฐบาล เพราะพวกเขามาชุมนุมทางการเมือง
เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเป็นนายกรัฐมนตรียุบสภาภายใน 15 วัน
เนื่องจากแกนนำ นปช.ได้กล่าวหานายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะว่าก้าวขึ้นสู่อำนาจ
ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอย่างไม่ชอบธรรม เพราะการสนับสนุนจากทางกองทัพ
และอำนาจเร้นรัฐ แม้ว่าจะมีการรับรองในกระบวนการทางรัฐสภาก็ตาม
ถ้าผมเข้าใจข้อเรียกร้องของบรรดากลุ่มคนเสื้อแดงไม่ผิด
ข้อเรียกร้องของ นปช. มีเพียงเท่านั้น ทุกวันนี้ ไม่มีใครยอมรับการปฏิวัติโค่นล้มรัฐบาลว่าเป็นทางออกทางการเมืองที่ดีอีกต่อไปแล้ว การแก้ไขปัญหาทางการเมืองต้องดำเนินการแก้ไขภายในกระบวน
การทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยเท่านั้น ฉะนั้น
ทางเลือกอื่นๆ ที่อยู่นอกเหนือจากนั้นย่อมไม่เป็นสิ่งที่ทั่วโลกให้การยอมรับหรือคบหาสมาคมด้วย ยิ่งในโลกหลังสงครามเย็น ในโลกแห่งการสิ้นสุดลงของอุดมการณ์ (the end of ideology) ด้วยแล้ว ทั่วโลกยอมรับว่ามีเพียงอุดมการณ์ประชาธิปไตยเป็นเพียงอุดมการณ์ทางการเมือง
อุดมการณ์เดียวที่ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการกำหนดชะตาชีวิตของสังคมที่พวกเขาอาศัยอยู่ได้ ในการเคลื่อนไหวทางการเมืองของแกนนำ นปช. นั้น ที่สำคัญก็คือ
การหยิบยกเรื่องปัญหาทางชนชั้น ระหว่าง ‘ไพร่’ และ ‘อำมาตย์’ มาเป็นประเด็นรูปธรรม
เพื่อชี้ให้เห็นว่า รัฐบาลอภิสิทธิ์ได้รับการสนับสนุนมาจากข้าราชการชั้นสูง
และชนชั้นนำในสังคมไทย พวกเขาเรียกกลุ่มคนพวกนี้ว่า ‘อำมาตย์’
และเรียกตนเองว่า ‘ไพร่’ ทั้งนี้ก็เพราะว่า อำมาตย์เป็นผู้ที่กำหนดว่า
ใครคือรัฐบาล อีกทั้งลักษณะเชิงโครงสร้าง ก็ยังทำให้ชนชั้นนำสามารถกำหนดทิศทางของสังคมและการเมืองดังที่ต้องการได้
ขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่เป็นไพร่ในทางการเมือง ไม่มีสิทธิในการกำหนดชะตาชีวิตกับทิศทางสังคมที่พวกเขาอาศัยอยู่ และยังถูกทำให้เป็นผู้ด้อยโอกาสทางเศรษฐกิจ
และไร้ซึ่งความมั่นคงในการดำรงชีพ แถมรุมเร้าด้วยปัญหาความยากจน หนี้สิน
และความแร้นแค้นในชีวิตต่างๆนานา
การหยิบยกประเด็นเรื่องชนชั้นในนาม ‘ไพร่’ และ ‘อำมาตย์’ ของแกนนำ นปช.จึงเป็นถ้อยคำที่สามารถสื่อกับผู้คนในสังคม
และบรรดากลุ่มคนเสื้อแดงอย่างเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนที่สุด
ที่ชัดเจนก็เพราะว่า นี่คือความเป็นจริงที่บรรดาผู้คนที่มาร่วมชุมนุมประสบอยู่ในชีวิตจริง
การแยกแยะทางชนชั้นระหว่าง ‘ไพร่’ และ ‘อำมาตย์’
ได้ทำให้เกิดความหวั่นวิตกต่อกลุ่มชนชั้นนำในสังคมไทย จนทำให้เชื่อต่อไปว่า การชุมนุมทางการเมืองของบรรดากลุ่มคนเสื้อแดงจะนำไปสู่สงครามระหว่างชนชั้น
ผมเข้าใจว่าอาจารย์เขียนเองก็คิดเช่นนั้น
ส่วนเหตุผลลึกๆ ของอาจารย์ผมไม่อาจทราบได้ แต่ถ้าพิจารณาจากข้อเขียนของอาจารย์ ก็คงไม่พ้นจากกรอบคิดเรื่องการปฏิวัติตามลัทธิเหมาอิสต์ มาร์กซิสต์ เลนนิสต์ หรือคอมมิวนิสต์ที่อาจารย์เชื่อว่าบรรดาอดีตผู้นำนักศึกษา 6 ตุลา 19
ซึ่งเป็นสมองให้บรรดาแกนนำ นปช.ยังคงใช้เป็นยุทธวิธีในการเคลื่อนไหวทางการเมืองในครั้งนี้
เท่าที่ผมติดตามการชุมนุมทางการเมืองในครั้งนี้มา ผมคิดว่า พวกเขาน่าจะหลุดและก้าวพ้นแนวคิดพวกนั้นไปนานแล้ว พวกเขาเรียกร้องประชาธิปไตยครับ ขอย้ำนะครับว่าพวกเขาเรียกร้องประชาธิปไตยที่อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน
ยิ่งอ่านข้อเขียนของอาจารย์เขียนยิ่งทำให้ผมไม่แน่ใจว่า
อะไรคือสงครามชนชั้น และ ชนชั้นในไทยมีจริงหรือ? บอกตรงๆ อย่างไม่อ้อมค้อมนะครับว่า ผมอาจจะไม่เข้าใจในสิ่งที่อาจารย์กล่าวถึง ‘ชนชั้น’ และ ‘การปฏิวัติทางชนชั้นในยุคสมัยที่เขาไม่เอาการปฏิวัติแล้ว’
ฉะนั้น เพื่อความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย
ทั้งตัวผมเองและรวมทั้งอาจารย์เขียนด้วย อันดับแรก ผมต้องกลับมาทำเข้าใจต่อสาระ ความหมาย และความรู้เกี่ยวกับการจำแนกประเภทกลุ่มคนด้วย ‘ชนชั้น’ เพื่อให้แน่ใจว่า ผมเข้าใจไม่ผิด
ผมเองก็ต้องแปลกใจไม่น้อยว่า บุคคลแรกๆ ที่กล่าวถึงและแบ่งประเภทกลุ่มคนต่างๆ
ด้วยรูปแบบทางเศรษฐกิจ กลับกลายเป็นศาสตราจารย์ด้านปรัชญาทางศีลธรรม
และเป็นผู้เขียนงานชิ้นสำคัญทางเศรษฐศาสตร์ (ที่นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ในปัจจุบันเลิกอ่านแล้ว!) คือ
An Inquiry into the Nature and Causes of the Wealth of Nations
(หรือรู้จักกันอย่างแพร่หลายในชื่อสั้นๆ ว่า The Wealth of Nations) นามว่า อดัม สมิธ (Adam Smith)
แม้ว่าในหนังสือเล่มนี้ สมิธจะไม่ได้กล่าวถึงชนชั้นทางสังคมโดยตรง แต่ก็แจกแจงเรื่องชนชั้นไว้กับผลลัพธ์เชิงเศรษฐกิจของการแบ่งงานกันทำในสังคมพาณิชยกรรม โดยแบ่งออกเป็น 3 ชนชั้น คือ เจ้าที่ดิน, นายทุน, และกรรมกร
การจำแนกประเภทของกลุ่มคนของสมิธในที่นี้ เป็นผลมาจากกระบวนทางประวัติศาสตร์ที่ผลประโยชน์ของสังคมก่อตัวขึ้น
และได้รับการครอบครองจากกลุ่มคนต่างๆ ตามกำลังความสามารถ โอกาส เงื่อนไขที่ก่อให้เกิดความได้เปรียบในกลไกทางเศรษฐกิจ และการสะสมทุนกับการครอบครองกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินต่างๆ
ปัจจัยเหล่านี้ทำให้เข้าใจร่วมกันว่า การแบ่งแยกกลุ่มคนเกิดขึ้นและพัฒนาความเป็นชนชั้นต่างๆ ด้วยการมีสำนึกร่วมในเชิงเศรษฐกิจที่แต่ละคนแต่ละชนชั้นอิงอยู่กับชนชั้นไหนในสังคม
ต่อมาความคิดนี้ได้มีอิทธิพลต่อมาร์กซ์ในการวิพากษ์ระบบทุนนิยม
แน่นอนว่า ‘ชนชั้น’ เป็นแกนกลางสำคัญอันหนึ่งในทฤษฎีสังคมของมาร์กซ์ ชนชั้นถือกำเนิดขึ้นเพื่อรองรับต่อการปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง
ประหนึ่งว่าเป็นผลประโยชน์ทั่วไปในสังคม
ส่วนความขัดแย้งเพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์นั้นๆ คือ
การขับเคลื่อนกงล้อประวัติศาสตร์ ในหนังสือ Communist Manifesto มาร์กซ์และเองเกลส์กล่าวถึงปัญหาระหว่างชนชั้นไว้ในข้อความแรกๆ ของหนังสือเล่มนี้ว่า “ประวัติศาสตร์ของสังคมที่เป็นอยู่คือประวัติศาสตร์ของความขัดแย้งทางชนชั้น” ด้วยเหตุนี้
ทฤษฎีชนชั้นของมาร์กซ์นอกจากจะเป็นแนวทางการวิเคราะห์ความไม่เป็นธรรมทางเศรษฐกิจและสังคม
ในระบบทุนนิยม ความขัดแย้งทางชนชั้นยังเป็นสภาวการณ์ที่เป็นจริงที่เกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อชนชั้นผู้ครอบครองทุนคือผู้กดขี่ ในขณะที่ชนชั้นผู้ใช้แรงงานเป็นผู้ถูกกดขี่
นอกจากนี้ ทฤษฎีชนชั้นของมาร์กซ์ยังนำเสนอแนวคิด ‘จิตสำนึกทางชนชั้น’ เพื่ออธิบายความตระหนักรู้ถึงตนเองในฐานะที่เป็นสมาชิกของชนชั้น โดยที่ชนชั้นจะแสดงจุดยืนของตนเองออกมาในฐานะที่เป็นชนชั้นหนึ่งด้วยการมีผลประโยชน์
และมีเป้าหมายร่วมกัน มากกว่าการรวมกลุ่มของปัจเจกชนเพื่อต่อรองผลประโยชน์ของตนเองเท่านั้น
มาร์กซ์กล่าวว่า “ชนชั้นคือผู้กระทำที่แท้จริง
พวกเขาเป็นปัจจัยในการเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ที่จะเกิดขึ้น เพื่อปลดปล่อยความแร้นแค้นที่เกิดขึ้นจากการกดขี่ขูดรีดแรงงาน”
นี่คือคำอธิบายเชิงทฤษฎีของแนวคิด ‘ชนชั้น’ อย่างคร่าวๆ ที่ผมกลับไปทบทวนดู
และช่วยให้เข้าใจต่อไปว่า แนวคิดเรื่อง ‘ชนชั้น’ ทำให้เห็นถึงปัญหาเรื่องความไม่เสมอภาค
และความไม่เป็นธรรมในสังคมที่ความเหลื่อมล้ำต่ำสูงทางเศรษฐกิจ
ส่งผลให้เกิดการจำแนกแยกกลุ่มคนต่างๆ ออกจากกัน
และยังทำให้เห็นภาพความขัดแย้งระหว่างกลุ่มคนต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นเมื่อผลประโยชน์ ความแร้นแค้นทางเศรษฐกิจกลายเป็นปัญหาหลักของสังคม รวมทั้งปัญหาการเอารัดเอาเปรียบทางเศรษฐกิจและทรัพยากรทางสังคม
ที่ผู้ที่ด้อยโอกาสย่อมเสียเปรียบอยู่ตลอดเวลา
อาจารย์เขียนครับ ที่อาจารย์เชื่อว่า สังคมไทยไม่มีชนชั้น และยืนยันให้เห็นจากข้อเท็จจริงของความขัดแย้งระหว่างกลุ่มคนต่างๆ
ไม่ว่าจะเป็น ลูกจ้างกับนายจ้าง เป็นต้น ว่าเป็นปัญหาส่วนบุคคล
หรือ “เรื่องเฉพาะรายมากกว่าในเชิงชนชั้น” อันที่จริงปัญหาความขัดแย้งระหว่างลูกจ้างกับนายจ้าง หรือระหว่างกรรมกรกับผู้ประกอบการ ไม่ได้เป็นปัญหาเฉพาะราย
แต่มันเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่เกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างผู้ได้เปรียบและผู้เสียเปรียบ ที่ฝ่ายหลังลุกขึ้นมาเรียกร้องสิทธิและผลประโยชน์ของตนเอง ไม่ว่าจะเป็น ค่าจ้างที่เป็นธรรม สวัสดิการที่พึงได้รับ เป็นต้น
อาจารย์เขียนยืนยันอย่างมั่นใจว่า “โดยพื้นฐานของวัฒนธรรมไทย คนไทยนิยมที่จะอยู่ร่วมกันแบบระบบอุปถัมป์มากกว่า วัฒนธรรมอุปถัมป์เป็นศัตรูสำคัญของการเกิดและพัฒนาของสังคมชนชั้น”
ด้วยความเคารพอาจารย์นะครับ อาจารย์ไม่เคยสงสัยเลยสักนิดหรือว่า ระบบอุปถัมภ์ก็คือระบบชนชั้นทางสังคมรูปแบบหนึ่ง เพียงแต่ว่าความสัมพันธ์ระหว่างชนชั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยทางเศรษฐกิจเป็นตัวกำหนดหลัก แต่เป็นสายสัมพันธ์ทางสังคมวัฒนธรรมที่ต่างฝ่ายต่างเกื้อกูลต่อกันในรูปผลประโยชน์
ที่ต่างฝายต่างตอบแทนซึ่งกันและกัน ลักษณะทางชนชั้นเช่นนี้ทำให้ไม่มีความเป็นปฏิปักษ์ระหว่างกันปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน ทุกปัญหาย่อมไม่มีปัญหา ทุกอย่างพูดคุยกันได้ ภายใต้ร่มเงาของเครือข่ายความสัมพันธ์ทางอำนาจหรือผลประโยชน์
และความเกรงใจต่อนายของอีกฝ่ายหนึ่ง
ในอีกด้านหนึ่ง ระบบอุปถัมป์เป็นมรดกตกทอดมาจากระบบศักดินา โครงข่ายความสัมพันธ์ระหว่างไพร่กับนายล้วนกำหนดสถานภาพของแต่ละบุคคลในสังคม
และยังเป็นปัจจัยหนึ่งในที่มาของวัฒนธรรมอำนาจนิยมในสังคมไทย
อาจารย์เขียนครับ ยอมรับความจริงเถอะครับว่า
ไม่มีสังคมใดที่ไม่มีชนชั้น แม้แต่สังคมไทยก็ไม่มีข้อยกเว้น!
สังคมไทยไม่ได้เป็นอะไรที่มีลักษณะเฉพาะ
และแตกต่างไปจากสังคมอื่นๆ จนไม่สามารถสรรหาแนวคิดใดๆ มาอธิบายไม่ได้
ก้าวให้พ้นทักษิณ – แล้วจะเห็นประเด็นปัญหาอีกมากมาย
ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา สังคมไทยได้สร้างผีตนหนึ่งขึ้นมาหลอกหลอนตัวเอง ผีตนนั้นก็คือ
ผีทักษิณ ผีตนนี้ได้หลอกหลอนปรปักษ์ทางการเมืองของเขา
ผู้อำนาจทางการเมืองในปัจจุบัน นายทุนเก่า คนชั้นกลางในเมือง มนุษย์เงินเดือน ข้าราชการ สื่อมวลชนและนักวิชาการที่ครั้งหนึ่งเคยวิพากษ์วิจารณ์และเชื่อว่าตนเองรู้ทันทักษิณ
ผีตนนี้ยังคงเวียนว่ายอยู่รอบๆ การเมืองไทย
แม้ว่าตัวจริงเสียงจริงของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตรจะไม่ได้อยู่ในเมืองไทย รวมทั้งยังไม่มีที่พำนักพักพิงอย่างถาวรในต่างประเทศอีกด้วย กระนั้นก็ตาม ความเป็นผีของผีตนนี้กลับเผยตัวตนผ่านแกนนำ นปช. และบรรดากลุ่มคนเสื้อแดง
ความคิดความเชื่อเช่นนี้ ทำให้ผู้คนจำนวนมาก รวมทั้งอาจารย์เขียนด้วยที่เชื่อว่า
แกนนำ นปช. ทั้งหมดล้วนเป็นตัวแทนของทักษิณในการเคลื่อนไหวทางการเมืองบนท้องถนน
ในขณะที่บรรดา สส.ของพรรคเพื่อไทยคือผู้เคลื่อนไหวในเวทีรัฐสภา ฉะนั้น การชุมนุมทางการเมืองและข้อเรียกร้องต่างๆ ของบรรดากลุ่มคนเสื้อแดง
หรือพรรคเพื่อไทยจึงเป็นเพียงตัวแทนของทักษิณเท่านั้น
ผมไม่เคยปฏิเสธว่า บรรดาแกนนำ นปช. และพรรคเพื่อไทยนั้นมีสายสัมพันธ์
และเชื่อมโยงกับ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร แต่ผมไม่คิดว่า สายสัมพันธ์
และการเชื่อมโยงดังกล่าวจะเป็นเหตุผลที่บรรดากลุ่มคนเสื้อแดงจำนวนมากทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดมาร่วมชุมนุม ณ บริเวณผ่านฟ้าและแยกราชประสงค์
ถ้าผมคิดว่า การเคลื่อนไหวของบรรดากลุ่มคนเสื้อแดงผูกโยงกับทักษิณ ชินวัตรอย่างแยกไม่ออก ผมจะมองความเป็นจริงของการชุมนุมในครั้งนี้ไม่ต่างไปจากอาจารย์เขียนสักเท่าไหร่ และเชื่อตามอาจารย์ด้วยว่าพวกเขาคือ ‘ไพร่แดง’ หรือ ‘ไพร่พันธุ์ทักษิณ’ ตามที่อาจารย์เรียกพวกเขา แต่เมื่อผมมองข้ามหรือข้ามให้พ้นทักษิณ ผมได้แลเห็นอะไรมากมาย ที่อยู่ในสังคมไทย
และผู้คนที่มีชีวิตอยู่ในเมืองล้วนมองข้ามไปโดยสิ้นเชิง
ที่มีต้นเหตุมาจากเกิดจากความไม่สมดุลย์ในการจัดสรรทรัพยากรทางสังคม นโยบายของรัฐที่มุ่งพัฒนาเมืองและเอาเปรียบชนบท ข้าราชการที่เป็นนายของประชาชน และระบบสองมาตรฐานในกระบวนการทางตุลาการภิวัตน์
บรรดากลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดงคงไม่ได้พูดจาภาษาวิชาการได้ แต่เนื้อหาที่สื่อออกมาล้วนอยู่ภายใต้กรอบความคิดเหล่านี้ทั้งสิ้น
ประการที่สอง การละเมิดสิทธิทางการเมืองของบรรดาคนเสื้อแดง การยุบพรรคไทยรักไทยและพรรคพลังประชาชนเป็นมูลเหตุสำคัญ
ที่ทำให้บรรดากลุ่มคนเสื้อแดงรับไม่ได้ต่อความเป็นสองมาตรฐานของกระบวนการ
ทางตุลาการมากที่สุด
นักวิชาการ ปัญญาชนและสื่อส่วนใหญ่ละเลยต่อเรื่องสิทธิทางการเมือง
ที่แสดงออกผ่านการสนับสนุนพรรคการเมือง โดยคิดเพียงว่า
พรรคการเมืองเหล่านี้เป็นร่างทรงทางการเมืองของพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร แต่ความเป็นจริงทางการเมืองมิได้เป็นเช่นนั้น
พรรคการเมืองคือสถาบันทางการเมือง การยุบพรรคไทยรักไทยและพรรคพลังประชาชน
จึงไม่ใช่ปัญหาระหว่างทักษิณกับการเมืองไทยเพียงอย่างเดียว หากยังร้อยรัดปัญหา
และการละเมิดสิทธิทางการเมืองของบรรดากลุ่มคนเสื้อแดง เพราะว่ากระบวนการเลือกตั้ง
และการสนับสนุนพรรคการเมืองของทุกคนไม่ได้เป็นเพียงแค่กิจกรรมทางการเมือง หากยังเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงออกของสิทธิทางการเมือง
ประการที่สาม ทัศนคติและความเข้าใจในสิทธิทางการเมืองของประชาชน ชาวบ้านหรือรากหญ้าเปลี่ยนแปลงไปมาก ในช่วงเวลาที่ทักษิณดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พวกเขาแลเห็นดอกผลทางนโยบายสาธารณะที่ตอบสนองการดำเนินชีวิตขั้น พื้นฐาน
ไม่ว่าจะเป็นนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค กองทุนหมู่บ้าน และอื่นๆ อีกมากมาย ในรูปแบบของนโยบายประชานิยม
นักวิชาการ ปัญญาชน คนชั้นกลางและสื่อบางคนเรียกประชาธิปไตยเช่นนี้ว่า ‘ประชาธิปไตยที่กินได้’ และยังดูแคลนชาวบ้านว่าเห็นแก่อามิสสินจ้างเพียงเล็กน้อยจากรัฐบาลทักษิณในเวลานั้น แต่จะมีสักกี่คนที่จะคิดต่อไปว่า นี่คือ
ครั้งแรกที่พวกเขาได้รับดอกผลทางนโยบายที่ควรได้รับจากระบบการเมือง นี่คือครั้งแรกที่พวกเขาได้จัดการทรัพยากรทางสังคม งบประมาณที่กระจายจ่ายแจกสู่ท้องถิ่น
เพื่อสนองตอบต่อชุมชนที่พวกเขาอยู่อาศัยด้วยตนเอง
ดังนั้น การเข้าร่วมและเรียกร้องทางการเมืองในนามของคนเสื้อแดง
จึงถือว่าเป็นการทวงสิทธิที่พึงได้รับในฐานะพลเมืองของรัฐและประชาชนของประเทศนี้รวมอยู่ด้วย
ประการที่สี่ บรรดากลุ่มคนเสื้อแดงนั้นมีความหลากหลายมาก นับตั้งแต่กลุ่มคนเสื้อแดงที่รักและสนับสนุนทักษิณ กลุ่มคนเสื้อแดงที่เห็นด้วยกับแนวทางในการบริหารประเทศของทักษิณ กลุ่มคนเสื้อแดงที่ต้องการออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมในสังคม กลุ่มคนเสื้อแดงที่มาจากการเสียโอกาสทางเศรษฐกิจหลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 กลุ่มคนเสื้อแดงที่เคยเป็นแนวร่วมของกลุ่มพันธมิตรฯ มาก่อนแต่เปลี่ยนความคิดมาสนับสนุน นปช. หรือแม้กระทั่งกลุ่มคนเสื้อแดงที่แกนนำในท้องถิ่นต่างๆ จัดตั้งมา เป็นต้น ดังนั้น จึงไม่มีใครสรุปแบบเหมารวมถึงความเป็นเอกภาพของคนเสื้อแดงได้
นอกจากนี้ บรรดากลุ่มคนเสื้อแดงกลุ่มต่างๆ ล้วนมาด้วยเป้าประสงค์ที่แตกต่างกัน บางคนมาเพื่อเรียกร้องปัญหาปากท้องของพวกเขา บางคนมาเพื่อหวังผลในทางการเมืองในอนาคตเพราะตนเองเป็นแกนนำจากท้องถิ่นต่างๆ บางคนมาเพราะไม่พอใจในรัฐบาลชุดปัจจุบัน
หรือแม้กระทั่งบางคนมาก็เพราะรักทักษิณอย่างไม่เปลี่ยนแปลง
ไม่ว่าเหตุผลและการเข้าร่วมของบรรดากลุ่มคนเสื้อแดงจะเป็นเช่นใดก็ตาม ทุกคนควรเคารพในความคิดและจุดยืนทางการเมืองของพวกเขา
ไม่มีใครสามารถตัดสินสิ่งที่พวกเขาคิด
สิ่งที่พวกเขาเชื่อนั้น ถูกหรือผิด ดีหรือด้อยกว่าความคิดเห็นของคนอื่น
ในสังคมประชาธิปไตยทั่วโลก
ความแตกต่างทางทรรศนะและจุดยืนทางการเมืองเป็นเรื่องธรรมดา เพียงทุกฝ่ายต้องยอมรับและเคารพต่อความคิดความเห็น
ที่ไม่เหมือนหรือแตกต่างของอีกฝ่ายหนึ่งด้วย
เป็นทั้งความบังเอิญและความโชคร้ายที่ปัญหาการยึดติดกับความคิดความเชื่อของตนเอง
โดยไม่เคารพความคิดความเห็นของคนอื่นๆ นั้น เกิดขึ้นในสังคมไทย ผ่านการบ่มเพาะลักษณะทางวัฒนธรรมแบบอำนาจนิยม และครอบงำความเข้าใจต่อโลกด้วยความเชื่อในความเป็นเอกภาพ จนนำไปสู่การปิดกั้นความแตกต่างหลากหลายทางความคิดความเห็น และยังทำให้กลายเป็นอื่นหรือสิ่งที่แปลกแยกทางสังคมอีกด้วย
ประการสุดท้า�โดยส่วนตัว ผมไม่เห็นด้วยกับการชุมนุมของแกนนำ นปช. ที่แยกราชประสงค์ แต่เมื่อการสลายการชุมนุมในบริเวณผ่านฟ้าเกิดขึ้น การรวมผู้ชุมนุมทั้งหมดให้มาอยู่ที่แยกราชประสงค์และพื้นที่ใกล้เคียงนั้น ก็ชอบธรรมบนพื้นฐานเรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของผู้ชุมนุมขึ้นมาทันที
แน่นอนว่า การโยกย้ายถิ่นฐานการชุมนุมได้สร้างความเดือดร้อนแก่คนกรุงเทพฯ
ชนชั้นกลาง พ่อค้านักธุรกิจ มนุษย์เงินเดือน ซึ่งไม่คุ้นชินกับการชุมนุม ประกอบกับพื้นที่นี้ยังเป็นใจกลางสำคัญทางธุรกิจการค้าย่านหนึ่งของกรุงเทพฯ ฉะนั้น จะเห็นว่าบรรดานักธุรกิจและผู้ประกอบการออกมาเรียกร้องให้เปลี่ยนที่ชุมนุม
แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่มีการกล่าวถึงภายใต้การเรียกร้องของบรรดาสมาคมการค้า วิสาหกิจต่างๆ ก็คือ การยอมรับในการแสดงออกในเรื่องสิทธิทางการเมือง และความเข้าใจในปัญหากับข้อเรียกร้องของบรรดากลุ่มคนเสื้อแดง ที่ความเจริญของเมืองและการเติบโตทางเศรษฐกิจของบรรดาสมาคมการค้าต่างๆ ได้รับประโยชน์ท่ามกลางการเอารัดเอาเปรียบชาวบ้าน คนต่างจังหวัด คนส่วนใหญ่ของประเทศ
รัฐบาลเองซึ่งเป็นทั้งคู่กรณีและผู้ที่ต้องรับผิดชอบโดยตรง กลับทำให้พื้นที่นี้เป็นพื้นที่หวงห้ามในการชุมนุมทางการเมืองด้วยการหยิบยกประเด็น ทางเศรษฐกิจกับผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศขึ้นมาเป็นประเด็นหลัก และปิดบังอำพรางปัญหาที่เรียกร้องโดยบรรดากลุ่มคนเสื้อแดงไว้
สิ่งนี้ได้พัฒนาความไม่พอใจของคนกรุงเทพฯ
ที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมประท้วงคนเสื้อแดงจากกลุ่มคนต่างๆ การปะทะคารม ถ้อยคำผรุสวาท หรือแม้แต่การปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุมในแต่ละฝ่าย จนนำไปสู่ความรุนแรงตามมา รัฐบาลดูเหมือนว่าจะพอใจในสิ่งที่เกิดขึ้น เพื่อเป็นเหตุอันชอบธรรมในการสลายการชุมนุมของบรรดากลุ่มคนเสื้อแดงในท้ายที่สุด
สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นผลดีต่อฝ่ายใดเลย แม้ว่า
ข้อเสนอเรื่องการเจรจาหาทางออกถือว่าเป็นวิธีการที่ดีที่สุด แต่การเจรจาอย่างไม่เป็นทางการระหว่างรัฐบาลกับแกนนำ นปช.
ถูกยกเลิกกลางคันจากฝ่ายรัฐบาล ทุกอย่างเริ่มเลวร้ายลง
เมื่อทั้งแกนนำนปช. และรัฐบาลก็ถ่าโถมโหมความรุนแรงเข้าหากัน
เมื่อแกนนำ นปช. ก็ยกระดับการเคลื่อนไหวและวิธีการป้องกันตนเอง
จากการสลายการชุมนุมของรัฐบาล ส่วนรัฐบาลก็เร่งความรุนแรงด้วยการหามาตรการในการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด
และระดมกำลังทหารตำรวจจากภาคส่วนต่างๆ เพื่อสลายการชุมนุม
ทั้งหมดนี้เป็นคำตอบต่อการพัฒนาประชาธิปไตยในสังคมไทยหรือไม่ แน่นอนว่า
ทุกคนย่อมบอกว่า ‘ไม่’
แต่ข้อเท็จจริงที่สังคมต้องเข้าใจก็คือ
การชุมนุมเรียกร้องทางการเมืองเป็นปรากฎการณ์ปกติ
ในการเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่สามารถเกิดขึ้นทั่วโลก และยอมรับกันได้ ถ้าไม่ได้พัฒนาไปสู่ความรุนแรงหรือการจราจลทางการเมือง
สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ทำลายภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศ
แต่บรรดากลุ่มคนต่างๆ ที่ออกมาเรียกร้อง
ให้รัฐบาลบังคับใช้กฎหมายต่อบรรดากลุ่มคนเสื้อแดงหรือเร่งสลายการชุมนุม บอกว่า การชุมนุมทางการเมืองคือการทำลายภาพลักษณ์ของประเทศชาติอันเป็นที่หวงแหนของพวกท่าน
น่าสนใจว่าต่างชาติมิได้คิดเช่นนั้น สิ่งที่พวกเขาคิดก็คือ
ภายใต้บรรยากาศการชุมนุมเรียกร้องทางการเมือง เหตุใดจึงต้องมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 และพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 รวมทั้งการมีกองกำลังทหารออกมาประจำการเพื่อควบคุมดูแลความสงบของกรุงเทพฯ การประกาศใช้กฎหมายทั้งสองฉบับและการมีทหารเดินตรวจการตามย่านต่างๆ
และท้องถนน เป็นสภาวการณ์อันไม่ปกติในระบอบประชาธิปไตย
สิ่งนี้ต่างหากครับ ที่ทำให้ความน่าเชื่อถือต่อความสงบสุขของประเทศ
และความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลอภิสิทธิ์น้อยลง
ข้อเสนอที่เป็นจริง – แต่ทำไม่ได้
คุณอภิสิทธิ์ครับ
ยกเลิกการใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 และพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 และลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเถอะครับ
ในขณะเดียวกัน ผมก็เรียกร้องให้บรรดากลุ่มคนเสื้อแดงย้ายสถานที่ชุมนุมจากแยกราชประสงค์
และบริเวณใกล้เคียง รวมทั้งเลิกการกระทำการใดๆ ที่นำไปสู่การกระทบกระทั่งกับผู้คนในสังคมที่เขาไม่ได้เกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางการเมืองของ นปช. และเมื่อใดก็ตามที่ยกเลิกการชุมนุม ก็ขอให้มอบตัวเพื่อต่อสู้กับข้อกล่าวหาที่หาว่าละเมิดกฎหมาย
หรือคดีความต่างๆ ตามกระบวนการยุติธรรมปกติ เพื่อเรียกความสงบสุขของสังคมให้กลับมา
ผมเชื่อว่าข้อเรียกร้องจะเป็นจริงได้ ถ้ารัฐบาลเริ่มต้นก่อน และแกนนำ นปช. จะยินดีปฏิบัติตาม
อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดเป็นเพียงแค่ความฝัน ที่เป็นจริงไม่ได้ เพราะว่า มีปัญหาเรื่องความไม่ไว้วางใจต่อกันและกันของทั้ง 2 ฝ่าย คดียุบพรรคประชาธิปัตย์ และความเข้าใจของรัฐบาลที่เชื่อว่า การเรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภาภายใน 15 หรือ 30 วัน
ของฝ่าย นปช.นั้น มันมากกว่าการยุบสภา หากหมายถึง ‘สงครามทางชนชั้น’
ผมไม่แน่ใจว่า มันเป็นเช่นนั้นจริงหรือเปล่าที่ว่า
การเรียกร้องให้ยุบสภาจะนำไปสู่การเกิดขึ้นมาของสงครามชนชั้น
ซึ่งอาจารย์เขียนกล่าวไว้ในบทความของท่าน แต่ที่ผมเห็นจริงๆ ก็คือ บรรดาคนเสื้อแดงออกมาชุมนุมเรียกร้องทางการเมืองในครั้งนี้ ก็เพื่อนำการเมืองกลับสู่กระบวนการตามระบอบประชาธิปไตย เพื่อให้สถาบันทางการเมือง รัฐสภาและรัฐบาลเป็นกลไกสำคัญในการแก้ไขปัญหาทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม การจัดสรรทรัพยากรทางสังคม และที่สำคัญที่สุดก็คือ – ความไม่เป็นธรรมในสังคม
อาจารย์เขียนครับ ผมเชื่อเช่นนั้นจริงๆ ผมเชื่อว่า ถ้าทุกอย่างกลับสู่กระบวนการทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยแล้ว มันไม่มีหรอกครับ
สิ่งที่เรียกว่า ‘สงครามชนชั้น’ แม้ว่าจะมีชนชั้นในสังคมไทยก็ตาม
"โอบามาร์ค" ชักไม่สง่างาม
ที่มา ข่าวสด
ระหว่างกองกำลังทหาร
และกลุ่มผู้ชุมนุมแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช.
จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 20 ราย และบาดเจ็บอีกกว่า 800 ราย
รวมถึงการที่มีผู้สื่อข่าวรอยเตอร์ชาวญี่ปุ่นถูกกระสุนปืนลูกหลงจนเสียชีวิต
ทำให้บรรดาสื่อต่างชาติหันมาให้ความสนใจ
และมีท่าทีต่อปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองของไทยมากยิ่งขึ้น
ภายหลังปฏิบัติการที่ผิดพลาดจนนำมาสู่การสูญเสียเลือดเนื้อครั้งใหญ่
รัฐบาลภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ
ได้พยายามปัดความรับผิดชอบด้วยการเปิดประเด็น "ผู้ก่อการร้าย" โยนให้กลุ่มคนเสื้อแดงรับไป
อย่างไรก็ตาม
การที่รัฐบาลโหมขยายผลตัวละครผู้ก่อการร้ายนี้แม้จะช่วยให้รัฐบาลประคองเอาตัวรอดมาได้
แต่ก็สร้างความหวาดกลัวให้กับประชาชนคนไทยด้วยกันเอง รวมถึงคนต่างชาติที่อยู่ในไทย และผู้ที่กำลังคิดจะเดินทางมาอีกเป็นจำนวนมาก
เห็นได้จากกรณีหลายประเทศประกาศเตือนคนตัวเอง ให้พยายามหลบเลี่ยงการเดินทางมาไทยไม่ว่าจะด้วยเหตุผลทางธุรกิจหรือด้านการท่องเที่ยว
ซึ่งนั่นหมายถึงเม็ดเงินรายได้จำนวนมากที่ไทยต้องขาดหายไป
แต่ก็ยังไม่สำคัญเท่ากับภาพลักษณ์ของประเทศที่เสียหายอย่างหนัก
ยิ่งไปกว่านั้นตัวเลขคนตายและบาดเจ็บที่เพิ่มขึ้นจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 22 และ 28 เมษายน
รวมถึงกรณีนายอภิสิทธิ์ ปฏิเสธการเจรจากับแกนนำกลุ่มผู้ประท้วง
เพื่อร่วมกันหาทางยุติความขัดแย้งด้วยสันติวิธี
คือสัญญาณชี้ชัดว่ารัฐบาลไม่ได้เป็นฝ่ายต้องการหลีกเลี่ยงความรุนแรงทั้งที่มีช่องทางให้ทำได้
การออกข่าวข่มขู่รายวัน การเสริมกำลังทหาร-ตำรวจเข้าโอบล้อมเวทีการชุมนุมของกลุ่มนปช. เพื่อรอฤกษ์ยามสั่งการใช้กำลังเข้าสลาย
ยิ่งทำให้รัฐบาล"โอบามาร์ค" ดูย่ำแย่มากขึ้นในสายตาชาวโลก
การแก้ปัญหาของรัฐบาลที่ใช้การทหารเป็นตัวนำหน้า
การปิดประตูโอกาสในการเจรจากับแกนนำฝ่ายต่อต้าน
ขณะที่กลไกรัฐสภากลายเป็นอัมพาต
แบ่งฝักแบ่งฝ่ายทะเลาะกันเองในหมู่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา จนไม่สามารถใช้เป็นเวทีระดมความคิดอ่านหาทางออกให้กับวิกฤตประเทศชาติ
จากปัญหาความขัดแย้งภายในไทยซึ่งยังไม่มีวี่แววจะจบลงในระยะเวลาอันสั้น
ทำให้สื่อมวลชนของต่างประเทศที่เป็นต้นตำรับประชาธิปไตยอย่าง
ซีเอ็นเอ็น ของสหรัฐ หนังสือพิมพ์เดอะ ไทมส์ และบีบีซี ของอังกฤษ
เริ่มตั้งคำถามแรงๆ กับนายอภิสิทธิ์ ถึงความชอบธรรมเรื่อง"ที่มา"ของรัฐบาล และความรับผิดชอบภายหลังเกิดเหตุการณ์นองเลือดตลอดช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา
ถึงแม้นักประชาธิปไตยระดับโลกอย่าง นางอองซาน ซูจี ผู้นำพรรคฝ่ายค้านในพม่า จะระบุถึงปัญหาความไร้เสถียรภาพของรัฐบาลไทย ว่ามีต้นเหตุจากรัฐธรรมนูญที่เขียนขึ้นโดยกองทัพ
แต่ในขณะเดียวกันอีกหลายชาติเริ่มมองว่าความ"แข็งกร้าว"และ"ดื้อดึง" ของผู้นำรัฐบาลไทย คือส่วนผสมหลักของความขัดแย้งภายในประเทศ
เพื่อนบ้านในอาเซียนทั้งประเทศที่มีพรมแดนติดกับไทยอย่าง กัมพูชา มาเลเซีย และที่ไม่มีพรมแดนติดกับไทยอย่าง สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ เริ่มวิตกกังวลว่าวิกฤตการณ์การเมืองในไทย
อาจนำไปสู่วิกฤตการณ์ด้านเศรษฐกิจของอาเซียน
3 ประเทศหลังถึงขนาดเสนอตัวเป็น"คนกลาง" เรียกร้องให้มีการเจรจาระหว่างคู่ขัดแย้งในไทย
เพื่อหาทางออก
โดยทางออกที่ว่าอาจหมายถึงการ"ยุบสภา"เลือกตั้งใหม่ตามเงื่อนไขเวลาที่ทั้ง 2 ฝ่ายยอมรับ ระหว่างนั้นควรจัดให้มี"รัฐบาลเฉพาะกิจ"
ที่มีทั้งพรรครัฐบาลและฝ่ายค้านร่วมกันบริหารประเทศเป็นการชั่วคราว
ขณะที่เวียดนามในฐานะประธานอาเซียน ออกแถลงการณ์ในนามอาเซียน เรียกร้องให้ไทยแก้ปัญหาด้วยการเจรจาอย่างสันติ
นายบัน คี มูน เลขาธิการสหประชาชาติ(ยูเอ็น) แสดงความเป็นห่วง
และเรียกร้องให้ 2 ฝ่ายหลีกเลี่ยงความรุนแรง
และร่วมมือกันแก้ไขสถานการณ์อย่างสันติด้วยวิธีตั้งโต๊ะเจรจา
ล่าสุดกรณีองค์การนิรโทษกรรมสากลของสหรัฐ
ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ประธานาธิบดีบารัก โอบามา ส่งคณะทูตพิเศษมายังไทย เพื่อปลดชนวนการเผชิญหน้าระหว่างทหารกับกลุ่มผู้ชุมนุม
ทั้งยังเรียกร้องให้ประธานธิบดีโอบามา สร้างหลักประกันว่ากองทัพไทยจะไม่ใช้อาวุธที่ซื้อจากสหรัฐ ในการปราบปรามกลุ่มผู้ชุมนุมโดยสันติ
และขอให้ผู้ชุมนุมประท้วงหลีกเลี่ยงความรุนแรงด้วยเช่นกัน
คำถามและข้อแนะนำเหล่านี้คือ
สิ่งสะท้อนได้ดีว่าต่างประเทศเริ่มมองรัฐบาลไทยด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปอย่างไร
อย่างไรก็ตามท่ามกลางเสียงตักเตือนจากโลกภายนอกต่อรัฐบาลไทย ไม่ให้ใช้ความรุนแรง และข้อแนะนำให้แก้ปัญหาด้วยการเจรจาอย่างสันติวิธี
แต่ก็ดูเหมือนรัฐบาลไทยนอกจากจะทำหูทวนลมแล้ว
ยังหาโอกาสตอบโต้บรรดาประเทศเหล่านั้นเป็นระยะ
สิ่งที่เป็นหลักฐานยืนยันว่ารัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ยังยึดแนวทางความรุนแรงอยู่
แม้จะเพิ่งผ่านความสูญเสียครั้งใหญ่วันที่ 10 เมษายน มาไม่นาน
คือเหตุการณ์วันที่ 28 เมษายน ด้วยการส่งกำลังทหารพร้อมอาวุธปืนและกระสุนจริง เข้าลุยปะทะกับกลุ่มผู้ชุมนุมฝ่ายต่อต้านรัฐบาล
จนทำให้มีทหารเสียชีวิตและประชาชนได้รับบาดเจ็บอีกจำนวนหนึ่ง
เป็นความ"เด็ดขาด"ของรัฐบาลที่ตามมาด้วยคำถามน่าสนใจ
ทำไมบรรดาชาติประชาธิปไตยเหล่านั้นถึงได้เป็นห่วงชีวิตคนไทย
ยิ่งกว่ารัฐบาลไทยเป็นห่วงชีวิตพลเมืองของตัวเอง
สังคมข่าวชาวเสื้อแดง(2พค.)We Shall Overcome
ที่มา Thai E-News"ฝ้าย"สุลักษณ์ หลำอุบล นิสิตคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และอนุธีร์ เดชเทวพร นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แกนนำสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย(สนนท.)ถูกหมายเรียกจาก ศอฉ.ให้ไปรายงานตัวที่ร. 11 วันนี้ เวลา 10.00 น. จึงมีประกาศเชิญชวนกันตามเวบไซต์ฝ่ายประชาธิปไตยเชิญผู้ที่ประสงค์จะเดินทางไปให้กำลังใจ โดยแต่งกายชุดนักศึกษา หรือชุดสุภาพอื่นๆ
โดย นักข่าวชาวรากหญ้า
2 พฤษภาคม 2553
***นับตั้งแต่เริ่มชุมนุมใหญ่เมื่อ 12 มีนาคม 2553 เป็นต้นมา คอลัมน์สังคมข่าวชาวเสื้อแดงก็หายไปเลย ไม่ได้มีปัญหาตรงไหนนะครับ เพียงแต่ทีมข่าวไทยอีนิวส์ได้ทุ่มเทไปที่การนำข่าวสารที่เรียกว่าhot issue หรือcurrent news หรือพวกinvestigative news หรือบรรดาข้อคิดเห็นที่สอดรับกับสถานการณ์นั้นๆขึ้นนำเสนอเป็นหลัก แต่ตอนนี้มีเสียงเสนอมามากว่า อยากมีช่องทางการติดต่อกันภายในหมู่คนที่เคลื่อนไหวประชาธิปไตย ก็เลยเปิดฟื้นที่นี้ขึ้นอีกหนหนึ่ง******ช่องทางในการส่งข่าว ภาพ คลิปวิดิโอ กำหนดการ งานกิจกรรม บทกวี ความเรียง บทความ หรือ ข้อเสนอแนะต่างๆ ส่งมาถึงเราที่อีเมล์เดิมครับ thaienews99@googlegroups.com ไม่คิดค่าลงข่าว บริการฟรีเหมือนเดิม***

เจ็บไปถึงใจกับบทความนี้ ประเทศไทยที่ถูกชี้นำโดยสังคมตอแหลดราม่า ไม่มีที่ยืนสำหรับเสื้อแดงพวกที่ออกมาประนามการเข้าไปรพ.จุฬาฯ แต่ละเลยการประนามการสลายการชุมนุมในวันที่10เมษาฯถือว่าเป็นพวก hypocrite ตอแหลดัดจริต ซึ่งหากสังคมยังถูกชี้นำด้วยคนพวกนี้ เสื้อแดงไม่มีทางชนะด้วยสันติวิธี
***"มีข่าวประกาศเชิญชวนตามเวบประชาธิปไตยว่า ฝ้าย"สุลักษณ์ หลำอุบล คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และอนุธีร์ เดชเทวพร คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แกนนำสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย(สนนท.)ซึ่งเคลื่อนไหวสนับสนุนการเรียกร้องประชาธิปไตยของคนเสื้อแดงมาอย่างเข้มแข็ง ได้ถูกหมายเรียกจาก ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.)ให้ไปรายงานตัวที่กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (หรือที่เรียกว่า ราบ 11 บางเขน)ในวันอาิทิตย์ที่ 2 พฤษภาคม เวลา 10.00 น. จึงขอเชิญทุกท่าน เดินทางไปให้กำลังใจเพื่อนของเราทั้ง 2 คน โดยแต่งกายชุดนักศึกษา หรือชุดสุภาพอื่นๆ ตามเวลาและสถานที่ที่กล่าวมาข้างต้น***
***อนึ่ง ขอเชิญทุกท่าน ช่วยกันกระจายข่าวเหตุการณ์คุกคามเพื่อนของเราทั้ง 2 คนนี้ ให้ประชาชนและสื่อสารมวลชน ได้รับทราบอย่างกว้างขวางที่สุดเท่าที่สามารถทำได้ เนื่องจากตาม พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน (พรก. ฉุกเฉิน)
ให้อำนาจเต็มที่แก่เจ้าหน้าที่ทหาร สุ่มเสี่ยงต่อการใช้อำนาจไม่เป็นธรรม หากสังคมมิได้จับตามองขอเิชิญทุกท่าน ร่วมแสดงความเป็นหนึ่งเดียวแก่เพื่อนของเรา มา ณ ที่นี้ ด้วยจิต คารวะ "We Shall Overcome"
*กำหนดการ*
10.00 รวมตัวหน้า ราบ 11
10.30 สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท) แถลงข่าว กรณีนักศึกษาถูกออกหมายเรียกโดย ศอฉ. อันเป็นการคุกคามโดยตรง
10.45 ผู้รับหมายเรียกทั้ง 2 เดินทางเข้ารายงานตัว, สามารถอยู่รอ หรือแยกย้ายกลับได้เลย***
***เมื่อวันเสาร์ที่ 1 พ.ค.2553 ทาง Thai Red Australia ได้รับเชิญจาก องค์กร Socialist Alliance ให้เข้าร่วมงาน เพื่อการเดินรณรงค์ร่วมกับสมาชิกชาวออสเตรเลียและอีกหลายชาติที่อาศัยในประเทศออสเตรเลีย เพื่อแสดงออกตามระบอบประชาธิปไตย ในโอกาสนี้ thai red australia ได้ถือป้ายต่อต้านการใช้ความรุนแรงในประเทศไทยและจะร่วมแจกจ่ายแถลงการณ์ เรื่องสถานการณ์ในประเทศไทยให้คนต่างชาติได้รับทราบ มีผู้ให้ความสนใจและร่วมเรียกร้องให้รัฐบาลไทยหยุดทำร้ายผู้บริสุทธิ์ และคืนอำนาจให้ประชาชน รวมถึงหยุดทำร้ายประเทศไทยด้วยการทำรัฐประหาร ตลอดเส้นทางที่เดินขบวนไปตามถนนในนครซิดนีย์ ผู้เข้าร่วมขบวนชาวต่างประเทศได้ร่วมใจกันสื่อสารถึงประชาชนของนครซิดนีย์ ด้วยข้อความต่างๆ เช่น Stop killing Thai People ,Bring Democracy Back, No More Dictatorship, Free Thailand***
***ข่าวสลดใจพลทหารติดตามข่าวการชุมนุมคนเสื้อแดงประจำ ผูกคอตายดีกว่าถูกส่งตัวไปปราบคนเสื้อแดงสำนักข่าวเนชั่น รายงานข่าวว่า วานนี้ (1 พ.ค.53) พลทหารทิวานนท์ เทียนเทศ อายุ 23 ปี อยู่บ้านเลขที่ 41 หมู่ที่9 บ้านบุสามัคคี ต.โบสถ์ อ.พิมาย จ.นครราชสีมา ที่ได้ใช้ผ้าขนหนูผูกคอกับต้นมะขามหลังบ้านจนเสียชีวิต
จากการสอบถามนางวาสนา เทียนเทศ อายุ 52 ปี แม่ของผู้ตาย เล่าว่า ลูกชายตนเป็นทหารเกณฑ์ ประจำอยู่ที่ กองร้อยฝึกรบพิเศษที่1 ค่ายฝึกรบพิเศษแก่งกระจาน อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี (ค่ายธนรัตน์) เมื่อวันที่ 24 เม.ย.53 ที่ผ่านมา ทางหน่วยได้ให้ลูกชายได้กลับมาพักที่บ้านเป็นระยะ 7 วัน ซึ่งตั้งแต่ลูกชายกลับมาจากค่ายทหารก็ไม่มีอะไรผิดปกติซึ่งลูกชายก็ได้ติดตามข่าวสารของการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงเป็นประจำแต่เมื่อใกล้ถึงวันที่จะต้องกลับไปรายงานตัวที่ค่ายแก่งกระจาน ลูกชายได้บ่นกับตนว่า กลัวนายจะส่งไปสลายม็อบที่กรุงเทพฯ ***
ก่อนตายจะหมายสิ่งใด?-คุณกานต์ ทัศนภักดิ์ ส่งภาพถ่าย (ที่่เชื่อกันว่า) เป็นภาพสุดท้ายของคุณฮิโรยูกิ มูราโมโต (ช่างภาพรอยเตอร์ชาวญี่ปุ่น) ก่อนถูกยิงเสียชีวิต ซึ่งถ่ายคู่กับหญิงผู้ชุมนุมเสื้อแดงในที่ชุมนุมบริเวณสะพานผ่านฟ้าฯ ถนนราชดำเนิน ขอขอบคุณเจ้าของภาพที่กรุณาอนุญาตให้ทำซ้ำครับ (ผู้ชุมนุมซึ่งเป็นเจ้าของภาพได้กรุณานำมามอบผู้สื่อข่าวอิสระรายหนึ่งและผม ถ่ายสำเนาเมื่อคืนวันที่ 27 เมษายน 2553)
***ยุคเผด็จการครองเมือง เรื่องหลักที่พวกมันทำคือปิดหูปิดตาประชาชน เลยต้องแจ้งช่องทางรับข้อมูลข่าวสารกันไว้ ช่องทางต่างๆต่อไปนี้เข้าได้ครับ เสียเวลาคลิ้กทดสอบดูหน่อย และหากท่านผู้อ่านมีช่องทางในการรับชมข้อมูลข่าวสารใดๆ ที่คิดว่าควรเผยแพร่ให้ผู้อื่นสามารถเข้าถึงข้อมูลด้วย โปรดแจ้งเพิ่มเติมมาที่ thaienews99@googlegroups.com***
***ท่านยังสามารถติดตามโทรทัศน์ People Channel ได้หลายช่องทางผ่านอินเตอร์เน็ต ดังต่อไปนี้
1. วิทยุเปิด windws media player --->file--->open URL----->mms://radio.dstationtv.tv:8072
2. ดูจาก web site
www.dstationtv.tv
www.dstationtv.net
www.kontaigermany.com
www.peoplechannel.net
http://sv3.redshirttv.com
http://redgermany1.co.cc/
http://weredhome2.cz.cc/
http://www.redadhoc.net
http://99it.co.cc/media.php
http://thaitvnews.blogspot.com/search/label/People%20Channel%20Live
http://www.unblockallweb.com/index.php?q=aHR0cDovL3d3dy4xMTJ2aWN0aW1zLm9yZy9yYWRpbw%3D%3D
- http://bit.ly/dangtvz
3. ดู People Channel ผ่าน SopCast ,address/ID =93715 และ 93733 และ 93899 และ 93901 โดย download program SopCast ได้ที่www.sopcast.cn/download/
เข้าใช้แบบ anonymous ก็ได้ หรือจะช่วย login ก็จะดีมาก สามารถดูได้จาก ข้อ 2 ด้วยที่ด้านล่างของ web site ใน group= zzzz
4. ดู TV ผ่าน windows media player ---->file--->Open URL--->mms://tv.dstationtv.tv/people1 หรือmms://tv.dstationtv.tv/people2
หรือ http://www.mediafire.com/?dxnuvwzibzm
เนื่องจากรัฐบาล block Internet จากผู้ใช้ Internet ในเมืองไทย ข้อ 1,2,4 อาจจะดูได้ไม่ครบทุก functtion
แนะนำให้ download ULTRASURF มาติดตั้งก่อน สามารถ download ได้ที่ www.ultrareach.comหรือ clickhttp://www.mediafire.com/?vzmzyyy2d2j***
***คลื่นวิทยุที่ยังรับฟังได้ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล
-คลื่นผ่านฟ้า 106.80 ฟังได้ทางฝั่งธน หรือย่านนั้น
- วิทยุแทกซี่ 107.75 ฟังได้ย่านกรุงเทพฯฝั่งตะวันออก
- คลื่นลำลูกกา 96.35
- คลื่นสำโรง 97.25 ฟังได้ย่านกรุงเทพฯฝั่งตะวันออก หรือปรับจูนไปที่ 97.35 MHz เพื่อรับฟังได้ชัดเจนมากขึ้น
- คลื่นปู่เจ้า 101.25
- คลื่นราชประสงค์ 106.85***
***ส่วนช่องทางรับข้อมูลข่าวสารผ่านทางSMSนั้น
บริการ TPNews (Thai People News) : ข่าวสารสำหรับผู้รักประชาธิปไตย เที่ยงตรง แม่นยำ ส่งตรงถึงมือถือทุกวัน สมัครวันนี้ ใช้ฟรี 14 วัน พิมพ์ PN ส่งมาที่เบอร์ 4552146 ทุกระบบ เพียง 29 บาท/เดือน (เฉพาะ DTAC 30 บาท/เดือน)
Call center: 084-4566794-6 (จ.- ศ. 9.30-17.30 น.)***
***ไทยอีนิวส์เปิดเวบบอร์ดให้สนทนา แลกเปลี่ยน
วิธีเข้าไทยอีนิวส์หลังถูกปิดกั้น คลิ้กระบบแปลของ google จากนั้นพิมพ์www.thaienews.blogspot.com ลงในช่อง แล้วคลิ้ก"แปล" และคลิ้กคำ"ต้นฉบับ"(original)ที่มุมขวาบนสุดของหน้า ก็จะเข้าได้ตามปกติ หรือ http://bit.ly/thaienews
เรายังได้เปิด้เว็บบอร์ดไทยอีนิวส์ให้ท่านแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารด้วยครับ เชิญที่นี่http://groups.google.com/group/thaie-news?hl=en&pli=1***
***นิตยสารVocie of Taksin ฉบับพิเศษ เปิดโปงเบื้องหลังคำสั่งฆ่าจากราชดำเนินถึงราชประสงค์ พร้อมหลักฐานมัดแน่นฆาตกรอำมหิตสังหารหมู่ในเหตุการณ์เมษาทมิฬ นำหลักฐานเด็ดอาวุธและกระสุนสงครามที่ถูกนำมาใช้ในการทำสงครามล้างเผ่าพันธ์คนเสื้อแดงในวันที่ 10 เมษายน 2553 พิมพ์สี่สี่ 72 หน้า ในราคาเท่าเดิม 40 บาท เป็นฉบับทิ้งทวนก่อนถูกสั่งปิดตาย
พร้อมด้วยบทกวี เลือดระบอบของจักรภพ เพ็ญแข กลั่นออกจากใจเขียนถึงวีรชนคนเสื้อแดงหลั่งเลือดสู้กับอำมาตย์จนขาดใจตาย และบทกวีเสียดสีอ่านแล้วขนหัวลุก “จะรักกูไปทำไม อีใจร้าย”
บทวิเคราะห์เจาะลึกถึงนักรบดำกับความขัดแย้งในกองทัพบก พร้อมพยานปากคำจากเหยื่อกระสุนสงคราม ทุกเรื่องราวร้อนแรง ทุกบรรทัดท้าทาย
หาซื้อได้ที่ร้านนายอินทร์ ดอกหญ้า บีทูเอส นายอินทร์ แผงหนังสือข้างถนน ทั่วประเทศ หรือสั่งซื้อ 0818229477 0894828586 081-2869705 ***
ประเทศไทยที่ถูกชี้นำโดยสังคมตอแหลดราม่า ไม่มีที่ยืนสำหรับเสื้อแดง
ที่มา Thai E-Newsพวกที่ออกมาประนามการเข้าไปรพ. แต่ละเลยการประนามการสลายการชุมนุมในวันที่10เมษาฯถือว่าเป็นพวก hypocrite ตอแหลดัดจริต ซึ่งหากสังคมยังถูกชี้นำด้วยคนพวกนี้ เสื้อแดงไม่มีทางชนะด้วยสันติวิธี
โดย ปืนลั่นแสกหน้า
ที่มา บอร์ดคนเหมือนกัน
ในตลอดเกือบ2เดือนนับจากเสื้อแดงเคลือนไหวใหญ่ ผมต้อง"ทน"อย่างแสนสาหัสกับสังคมที่ผมอยู่
ที่พร้อมจะสอดส่องหาความชั่วร้ายของเสื้อแดง มาด่าทอเหยียบย่ำความเป็นมนุษย์ และซ้ำเติมในทุกเรื่องที่เสื้อแดงทำผิดพลาดไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ พวกเขาพร้อมจะมองข้ามความพยายามที่จะทำให้เกิดการชุมนุมอย่างสันติของเสื้อแดง และพร้อมประนามความรุนแรงที่เกิดจากเสื้อแดงในทุกๆเรื่อง
สังคมhypocrite แปลตรงตัวก็คือสังคมที่ปากพูดว่าตัวเองทำดีเป็นคนดี แต่การกระทำและจิตใจต่ำทราม หรือหลายคนนิยามว่าสังคมตอแหล มันก็คือสังคมชนชั้นกลาง ที่เรียกตัวเองว่า"คนส่วนใหญ่"ของประเทศ
สังคมตอแหลยังอุปโลกข์ตัวเองเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศอย่างหน้าไม่แดง ทั้งๆที่กลัวการเลือกตั้งขี้หดตดหาย สังคมตอแหลพร่ำพูดถึงสันติจากปาก แต่ลิ้นไก่สั่นระรัวว่า"ฆ่ามัน"
สังคมที่ยื่นมืออันขาวเนียนไปบริจาคนู่นบริจาคนี่ให้" คนจน" แต่เอาตีนถีบหน้าเขาส่งเมื่อ"คนจน"เหล่านั้นจะยืนขึ้นแอะปากเถียง สังคมที่ดีดดิ้นเมื่อได้ยินคำว่าทุจริตในรัฐบาลทักษิณ แต่หูทวนลมต่อมจริยธรรมพิการทันทีในรัฐบาลอภิสิทธิ์
อภิสิทธิ์เป็นตัวแทนของชนชั้นนี้อย่างแท้จริง! ! ทุกอย่างที่อภิสิทธิ์เป็น สังคมตอแหลก็เป็นแบบนั้น
ไม่มีที่ยืนสำหรับชนชั้นล่างสำหรับประเทศไทยที่มีชนชั้นกลางส่วนใหญ่เป็นพวกตอแหล จะมีก็แต่ที่ให้นอนราบให้เหยียบ โดยมีพวกตามมาหยอดเข้าต้มเมื่อเห็นว่าอาการร่อแร่
เสื้อแดงไม่มีทางชนะได้ด้วยสันติวิธีอีกต่อไป จะว่าแกนนำเดินเกมผิดหรือก็ไม่สามารถโยนความผิดให้แกนนำได้ทั้งหมด เดินเกมถูก8ผิด2 ไอ้ที่ผิดสองถูกเอามาต่อยอดเป็นดราม่าใหญ่โต
สังคมที่เต็มไปด้วยดราม่าละครหลังข่าว อ่อนไหวกับการบิดดราม่าบีบน้ำตา พล็อตละครหลังข่าวไม่มีเหตผลอย่างไร สังคมดราม่าก็ไม่ใช้เหตผลอย่างนั้น เน้นไปแต่ที่อารมณ์ ความรู้สึก รักคนนั้น เกลียดคนนี้ สงสารคนนั้น อยากถีบคนนี้ ซาบซึ้งตลอดเวลา น้ำตาไหลพราก
ข่าวที่เสื้อแดงเข้าไปรพ. ถูกเอามาdramatizedคูณไปสิบ จากที่ตอนแรกผมรู้สึกผิดที่เสื้อแดงทำไปแบบนั้น พร้อมขอโทษคนที่มาต่อว่าการกระทำของเสื้อแดง แต่รพ.ก็ไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น ย้ายผู้ป่วยเพิ่มอความเป็นดราม่าเข้าไปอีก
ข่าวทุกสำนักพร้อมใจกันถ่ายภาพผู้คนร้องห่มร้องไห้ ลำบากยากแค้น เมื่อต้องโดนย้ายรพ. เสื้อแดงเข้าไปสร้างความวุ่นวายในรพ.ขนาดไหน ถึงกับต้องย้ายหนี"ภัยสงคราม"ขนาดนั้น ถือเป็นการช่วงชิงโอกาสดราม่าของฝ่ายเชียร์รัฐบาลได้อย่างจุใจ
สังคมตอแหลดราม่าพร้อมกันประกาศว่าเสื้อแดงหมดความชอบธรรมในการเคลื่อนไหวอีกต่อไป
อย่าดัดจริตให้มากนักเลยสังคมตอแหลดราม่า สังคมหายใจเข้าออกด้วยความดัดจริต คิดจะรอดพ้นวิกฤติด้วยการใช้ความดัดจริตคงไม่ง่าย
ต่อจากนี้แดงคงต้องสู้ให้หนักกว่าเดิม ความชอบธรรมมีเปี่ยมล้นอยู่ตั้งแต่ต้น ถึงแม้สังคมตอแหลดราม่าจะทำเป็นลืมเหตการณ์วันที่10เมษา แต่พี่น้องเสื้อแดงยังไม่ลืม การเข้าไปรพ.มันผิดแน่นอน แต่การสั่งการสลายการชุมนุมที่ผ่านฟ้าผิดกว่าหลายเท่า เสื้อแดงสร้างความลำบากให้คนไข้ แต่รัฐใช้อำนาจทหารสร้างความสูญเสียถึงแก่ชีวิต มันเทียบกันไม่ได้
พวกที่ออกมาประนามการเข้าไปรพ. แต่ละเลยการประนามการสลายการชุมนุมในวันที่10เมษาฯถือว่าเป็นพวก hypocrite ตอแหลดัดจริต ซึ่งหากสังคมยังถูกชี้นำด้วยคนพวกนี้ เสื้อแดงไม่มีทางชนะด้วยสันติวิธี
หากต่อมดราม่ามันพีคถึงจุดที่ลงมติกันให้ฆ่าเสื้อแดงที่ราชประสงค์ รับรองว่าได้เห็นดราม่ารายวันทั่วประเทศแน่นอน!
ศอฉ.คุกคาม 2 นักศึกษา หมายเรียกรายงานตัวที่ ราบ11 วันนี้ 10.00 น.
ที่มา Thai E-News
โดย คุณ คดีเด็ด
ที่มา เวบบอร์ด ประชาไท
2 พฤษภาคม 2553
ให้กำลังใจเพื่อนของเรา 'ฝ้าย' และ 'ดี้'
"ฝ้าย" คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ อนุธีร์ เดชเทวพร คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถูกหมายเรียกจาก ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ให้ไปรายงานตัวที่ กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (หรือที่เรียกว่า ราบ 11) วันอาิทิตย์ที่ 2 พฤษภาคม เวลา 10.00 น.
ขอเชิญทุกท่าน เดินทางไปให้กำลังใจเพื่อนของเราทั้ง 2 คน โดยแต่งกายชุดนักศึกษา หรือชุดสุภาพอื่นๆ ตามเวลาและสถานที่ที่กล่าวมาข้างต้น
อนึ่ง ขอเชิญทุกท่าน ช่วยกันกระจายข่าวเหตุการณ์คุกคามเพื่อนของเราทั้ง 2 คนนี้ ให้ประชาชนและสื่อสารมวลชน ได้รับทราบอย่างกว้างขวางที่สุดเท่าที่สามารถทำได้ เนื่องจากตาม พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน (พรก. ฉุกเฉิน) ให้อำนาจเต็มที่แก่เจ้าหน้าที่ทหาร สุ่มเสี่ยงต่อการใช้อำนาจไม่เป็นธรรม หากสังคมมิได้จับตามอง
ขอเิชิญทุกท่าน ร่วมแสดงความเป็นหนึ่งเดียวแก่เพื่อนของเรา มา ณ ที่นี้
ด้วยจิต คารวะ
"We Shall Overcome"
*กำหนดการ*
10.00 รวมตัวหน้า ราบ 11
10.30 สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท) แถลงข่าว กรณีนักศึกษาถูกออกหมายเรียกโดย ศอฉ. อันเป็นการคุกคามโดยตรง
10.45 ผู้รับหมายเรียกทั้ง 2 เดินทางเข้ารายงานตัว, สามารถอยู่รอ หรือแยกย้ายกลับได้เลย แล้วแต่แต่ละท่าน
ข้อมูลอีกด้านจากทหารแตงโมที่ด่านสีลม กรณีร.พ.จุฬาฯ
ที่มา Thai E-News โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
1 พฤษภาคม 2553
มีข้อมูลที่ไม่ได้รับการยืนยันเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่มาที่ไปของกรณีโรงพยาบาลจุฬาฯ โดยคุณ "ทหารแตงโม" (น่าจะเป็นสำนวนเสธ.แดง) จากเว็บบอร์ดประชาไท ได้เล่าถึง "เรื่องจริงเหตุการณ์ รพ.จุฬา ที่ไม่ตรงกับสื่อส้นตีนทุกฉบับเสนอ" อันมีรายละเอียดดังนี้: -เริ่ม เมื่อวานเช้า...ผอ.รพ.เหลืองจ๋าเกลียดแดง ย้ายคนไข้ 2 ตึกใหญ่ไปไว้ โรงพยาบาลอื่นตกดึกปิดไฟ โดยไม่มีเหตุผลห้องฉุกเฉินคนไข้ก็มาปกติ จะเข้า-ออกโรงพยาบาลด้านหน้าปกติ มีสิ่งบอกเหตุว่าทหารจะเข้าตี
ตกเย็นการ์ดขอเข้าตรวจโรงพยาบาล เจอคนงาน 2 คนคุมตัวมาแล้วปล่อยไป แต่มีกำลังทหารส่วนหนึ่งได้วิ่งลงจากตึกข้ามถนนเข้าแนวทหารสีลม ทหารยิงป้องกันออกมาประมาณ 12 นัด การ์ดวิ่งหน้าตั้งกลับแนวตั้งรับ
เช้าวันนี้ความเก่งของผอ.โรงพยาบาล อ้างของสูงให้เปิดถนนและจะไม่ให้ตำรวจทหารมาอยู่ สามเกลอเปิดด่านให้ทั้งที่ก็ไม่มีคนไข้แล้วตั้งแต่เที่ยง ทำให้ประชาชนและการ์ดหัวใจหล่นไปที่ตาตุ่ม เพราะแนวติดกัน ทะลุถึงหลังเวที ทุกคนใจเสีย
บอกแล้วว่าวันนี้ประชาชนสู้เกินหน้า นปช. เมื่อก่อน นปช.สู้เกินหน้าทักษิณ เช่นวันผ่านฟ้า นปช.สั่งหยุดไม่หยุด ที่ถนนวิภาวดี อาจารย์ประสิทธิ์มาแทนขวัญชัยสั่งถอย ถูกไล่กระทืบ ชาวบ้านข้างทางออกมาช่วย เอาแกงไก่ใส่ถุง น้ำร้อนราดทหาร เลิกขายของ ขบวนมอเตอร์ไซด์ถึงรอดมาได้
แต่ปรากฎว่า ผอ.โรงพยาบาลไม่ทำตามคำพูด เสธ.แดง พานักข่าวเที่ยวดูแนว มาเห็นตอนเย็น ทุกคนหน้าเศร้า ทหารเข้ามาอยู่ 400 คน ติดแนวเรา เอาทหารมาไว้บนตึกโดยรอบ เพราะไม่มีคนไข้อยู่แล้วดับไฟหมด จากนั้นทหารขยับแนวรบเข้ามาจ่อปากทางสีลม พวกม๊อบพันธมิตรเข้ามาอีกประมาณ 50 คน มาโบกธงชาติ
จากประสบการณ์ที่ออกรบ ไอ้ทหารตุ๊ดมันฟาดแน่ เพราะแนวแตก ทหารปลดประจำการคืนนี้ มันไม่อยากค้าง ปลดทหารใจเสีย ต้องยิงฉิบหายก่อนจาก ล้างแค้นชให้เพื่อนเจ็บ230 เสธ.แดงจึงสั่งปิดด่านแบบเดิม การ์ดประชาชนเฮลั่น ช่วยขนไม่ไผ่ลูกยางน้ำตานองหน้า แค่ 10 นาทีเสร็จเรียบร้อย นายตำรวจใหญ่และตำรวจชุดน้ำเงินวิ่งหนีข้ามถนนหมด ตอนแรกเดินกร่างติดดาวเงินไปมาแอ๊คมาก พวกชาวบ้านแต่งตัวมอมแมม ยืนดูแบบใจเสีย
หนังจบ...โทรรายงานพี่ทักษิณ กันถูกสามเกลอด่า นายกฯทักษิณสั่งให้เสธ.แดงดูความปลอดภัยอย่าให้คนตาย สามเกลอมีหน้าที่เห่าคือปราศัย หอนคือร้องเพลง เพื่อให้อภิสิทธิ์ยุบสภา(ชาติหน้า) เสธ.แดงมีหน้าที่ดูแลฐานปฎิบัติการ ไม่ให้ทหารตุ๊ดเข้าตีฆ่าคนมือเปล่าอย่าไร้คุณธรรมแบบวันที่ 10
เป็นการยึดอำนาจสามเกลอครั้งที่ 1 เพราะวันนี้ได้เปิดสงครามกันแล้ว ปรากฎว่าสามเกลอเห็นด้วยบนเวที เพราะหมอไม่ทำตามสัญญาเอาตำรวจทหารเข้ามา ก็เลยนอนตาหลับ เพราะอาจต้องยิงกันเอง ก่อนไปยิงกับข้าศึกทหารตุ๊ด
นอกจากข้อมูลดังกล่าวแล้วนี้ ยังมีข้อมูล/ความเห็นอีกชิ้นหนึ่ง ที่ชี้ให้เห็นว่า ทางโรงพยาบาลจุฬาฯ แท้ที่จริงแล้วมีเจตนาแอบแฝงในการนำผู้ป่วยมาเป็นตัวประกันในการต่อสู้กับคนเสื้อแดง โดยข้อมูลดังกล่าวออกมาจากคุณ "หอมแดง" สมาชิกเว็บบอร์ดประชาไทท่านหนึ่ง มีรายละเอียดดังนี้: -ร.พ.จุฬาฯไม่จริงใจในการแก้ปัญหา กลับเอาคนไข้ของตัวเองเป็นตัวประกัน
ร.พ.จุฬาฯไม่จริงใจในการแก้ปัญหา กลับเอาคนไข้ของตัวเองเป็นตัวประกัน (ตัวเองก็ไม่ได้มีจรรยาบรรณ หรือเห็นแก่คนไข้อย่างแท้จริง โดยเอาคนไข้มาเป็นเบี้ย) เพื่อทำลายเสื้อแดง พยายามบ่ายเบี่ยงไม่เจรจา ตินู่นตินี่ เช่น ติดวันเสาร์อาทิตย์ไม่เจรจา ตอนกลางวันแรกบอกจะมาเจรจาหลังเวที ตอนเย็นบอกให้มาที่ ร.พ. ทั้งที่รู้ว่าแกนนำมีข้อจำกัน (ตำรวจเต็ม ร.พ.) ล่อให้แกนนำไปถูกจับ
ในขณะที่เสื้อแดงพยายามแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ยอมทุกอย่าง แต่ ร.พ.จุฬาฯก็ยังพยายามทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ เพื่อทำลายความชอบธรรมของเสื้อแดง ถ้าวันนี้ ร.พ. จุฬาฯยังบ่ายเบี่ยง ไม่ยอมร่วมแก้ไขปัญหา ผมขอเพื่อนช่วยๆกันโจมตีเรื่อง "ร.พ.จุฬาฯ(เหลือง)เล่นการเมือง โดยเอาคนไข้เป็นตัวประกัน ไม่จริงใจในการแก้ปัญหาร่วมกัน"
1. กระจายข่าว ที่เสื้อแดง พร้อมจะประชุม แก้ปัญหาร่วมกัน แต่ ร.พ.จุฬา กับบอกว่าติดเสาร์อาทิตย์, บ่ายเบียงไม่ยอมแก้ไขปัญหา
2. พยายามทำให้คนไข้ลำบาก แล้วถ่ายรูปให้น่าสมเพชที่สุด เพื่อใส่ร้ายเสื้อแดงว่าเป็นต้นเหตุ ทั้งๆที่เสื้อแดงพยายามแก้ปัญหาที่ผิดพลาด แต่ร.พ.จุฬาฯกลับเอาไปขยายผล ทำร้ายคนไข้ของตัวเอง โดยการปิดร.พ. ทั้งๆที่เหตุผลไม่สมควรและมีทางแก้ปัญหาได้
3. เอาเรื่องที่ร.พ.จุฬาฯเลือกปฏิบัติ เช่น ไม่รักษาตำรวจเสื้อแดง ไม่รักษาส.ส.เพื่อไทย และสองมาตรฐาน ม๊อบพันธมิตรฯส่งหน่วยแพทย์ไปประจำ แต่เสื้อแดงปล่อยไปตามเวรตามกรรรม (แสดงว่า ร.พ.จุฬา เองก็ไม่มีจรรยาแพทย์ และตอแหล ไม่เป็นไปตามประกาศที่ตัวเองตั้งไว้ที่ว่ารักษาคนโดยไม่เห็นสีเสื้อ)
Saturday, May 1, 2010
2พ.ค.ขอพื้นที่คืน รัฐเอาจริง ไม่ถอยทหารลุย

นายกฯสั่งศอฉ. 2 พ.ค.นี้ ต้องเคลียร์พื้นที่โดยรอบรพ.จุฬาฯให้ได้ เพื่อความมั่นใจของ หมอ-พยาบาล-ประชาชน โดยเริ่มจากการเจรจา หากไม่ได้ผล ต้องใช้กำลังดำเนินการ เชื่อตำรวจ-ทหารปฏิบัติการภารกิจนี้ได้...
พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษก ศูนย์อำนวยการร่วมแก้ไขในสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ. ) กล่าววันนี้ (1 พ.ค.) เมื่อเวลา 20.30 น.ที่กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ร.11 รอ.) หลังการประชุม ศอฉ.โดยมีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นประธานการประชุมฯ โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เข้าร่วมรับฟังว่า จากกรณีเสื้อแดงบุกเข้าไปค้นโรงพยาบาลจุฬาฯ เป็นเรื่องที่สังคมไม่สบายใจด้วยกันทุกฝ่าย เพราะโดยปกติโรงพยาบาลเป็นพื้นที่ไม่ว่ากลุ่มไหนฝ่ายไหนโรงพยาบาลพร้อม บริการทุกคน แต่การดำเนินการของคนเสื้อแดงทำให้ประชาชนขาดความมั่นใจ และโรงพยาบาลเกิดความไม่สบายใจ และรู้สึกไม่ปลอดภัยต่อหมอและพยาบาล ทั้งนี้ทุกฝ่ายร่วมกันประณามการกระทำของคนเสื้อแดง แม้ว่าแกนนำจะออกมาปฏิเสธความรับผิดชอบ แต่เชื่อว่าประชาชนเข้าใจดีว่า การเป็นแกนนำไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบได้
โฆษก ศอฉ.กล่าวต่อว่า มีคำถามว่าทำไมกำลังทหารไม่เข้าไปดูแลในโรงพยาบาลจุฬา เพราะว่าโรงพยาบาลเป็นส่วนหนึ่งของสภากาชาดไทย มีกฎข้อบังคับชัดเจนไม่ให้กำลังฝ่ายใดเข้าไปในโรงพยาบาลได้ สำหรับการปฏิบัติของเสื้อแดงที่บุกเข้าไปในโรงพยาบาล สังคมรับไม่ได้ โดยจากการประชุม ศอฉ.เช้าวันที่นี้ นายกรัฐมนตรีสั่งให้ตำรวจโดยตำรวจท้องที่ เข้าไปวางกำลังในโรงพยาบาล อันเป็นอำนาจตามกฎหมายของตำรวจที่ทำได้ โดยได้สั่งการชัดเจนว่าให้ตำรวจไปเปิดพื้นที่หน้าโรงพยาบาลให้หมด เพื่อสร้างความมั่นใจกับหมอและพยาบาล รวมทั้งให้มั่นใจกับประชาชนว่ามีความปลอดภัยในการไปรักษาพยาบาล
พ.อ.สรรเสริญ กล่าวอีกว่า ทางตำรวจรายงานใน ศอฉ.โดยที่ประชุมมีมติเห็นพ้องให้พรุ่งนี้ (2 พ.ค.) ดำเนินการต่อเนื่อง วันนี้มีบางส่วนหลบไปในเกาะกลางถนน โดยการทำให้ประชาชน และโรงพยาบาลเกิดความมั่นใจ หมายความว่าบริเวณแถวนั้นทั้งหมดต้องไม่มีผู้ชุมนุมอยู่ เพื่อให้เป็นที่ไว้วางใจว่าจะไม่มีเหตุการณ์อย่างนั้นอีก ดังนั้น วันพรุ่งนี้ ผบ.ตร.จะต้องดำเนินการต่อเนื่อง และจะเคลียร์พื้นที่ทั้งหมดด้วยวิธีต่างๆ เริ่มต้นจากการเจรจา หากไม่ได้ผลต้องใช้กำลังดำเนินการ ทั้งนี้ศอฉ.มั่นใจตำรวจดำเนินการได้

“ขอให้มั่นใจว่า หากพรุ่งนี้จำเป็นต้องใช้กำลังไม่ใช่ประสงค์ที่จะสลายแยกราชประสงค์แต่อย่างใด แต่เป็นการขอคืนพื้นที่หน้าโรงพยาบาลจุฬาเท่านั้น เพื่อให้หมอพยาบาลได้ดูแลคนที่เจ็บป่วยเท่านั้น ทั้งนี้ การปฏิบัติเป็นหน้าที่ของตำรวจก่อน เพราะเป็นพื้นที่กาชาดสากลไม่ให้กำลังทหารเข้าไปอยู่ ซึ่ง ศอฉ.มั่นใจว่าตำรวจสามารถปฏิบัติภารกิจได้ เปิดหมดจนแยกสารสิน“ โฆษก ศอฉ. กล่าว
ด้าน พล.ต.ต.บุญส่ง พานิชอัตรา รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวว่า การดำเนินการของกองบัญชาการตำรวจนครบาลในการเปิดช่องทางถนนราชดำริตั้งแต่ แยกวังแดง ผ่านหน้าโรงพยาบาลจุฬา ถึงตึกสิริกิต์ (สก.) ชึ่งตำรวจนครบาลได้ประสานแกนนำนำ จนช่วงเย็นสามารถเปิดพื้นที่ ถ.ราชดำริ แยกศาลาแดงถึงตึก สก.160 เมตร โดยจะสร้างความมั่นใจให้โรงพยาบาลจุฬาฯระดับหนึ่ง แต่ตำรวจนครบาลจะพยายามขอคืนพื้นที่ แม้ว่าโรงพยาบาลยังไม่มั่นใจในการเปิดใช้บริการ ทั้งนี้ตำรวจจะดำเนินการต่อไป
ตำรวจตรึงกำลัง รพ.จุฬาฯ-แยกศาลาแดง

ตำรวจจำนวน 1 กองร้อย ยืนขวางทางเข้าถนนราชดำริ เพื่อให้รถพยาบาลสามารถวิ่งผ่านเข้าออกห้องฉุกเฉินที่อยู่ฝั่งถนนราชดำริได้ ขณะที่ ตำรวจส่วนหนึ่งอยู่ในรพ.จุฬาฯ โดยมีการ์ดนปช.เข้ามาสังเกตความเคลื่อนไหวรอบอาคารภปร....
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงหัวค่ำวันที่ 1 พ.ค. บริเวณแยกศาลาแดง ตำรวจใช้รถควบคุมผู้ต้องหา 3 คัน จอดชิดติดริมถนนราชดำริ หน้ารพ.จุฬาลงกรณ์ และใช้กำลังลังตำรวจ 1 กองร้อย พร้อมโล่ปราบจราจลยืนขวางปากทางเข้าถนนราชดำริ ที่กลุ่มคนเสื้อแดงยอมรื้อแนวรั้วเปิดถนน เพื่อให้รถพยาบาลสามารถวิ่งผ่านเข้าออกห้องฉุกเฉิน ซึ่งอยู่ฝั่งถนนราชดำริได้ หลังจากที่ก่อนหน้านี้แนวรั้วของคนเสื้อแดงเคยเปิดๆ ปิดๆ อยู่หลายครั้ง โ ดยตำรวจได้เปิดไฟสัญญาณสีแดงไว้ปากทางเข้า และใช้แผงเหล็กกั้นช่องว่างตรงกลางถนน แต่ให้ผู้ชุมนุมและรถสามารถวิ่งผ่านเข้าออกได้

ด้านแกนนำกลุ่มเสื้อแดงที่รักษาพื้นที่บริเวณด่านศาลาแดง ประกาศโจมตีการตรึงกำลังใกล้ที่ชุมนุมอยู่ตลอดเวลา โดยว่าอ้างมาดูแลความปลอดภัย แต่ที่จริงเป็นการรอรับคำสั่งให้ใช้กำลังสลายคนเสื้อแดง เพราะกำลังส่วนหนึ่งได้กระจายอยู่ใน รพ.จุฬาลงกรณ์ หลังจากที่มีการย้ายคนไข้ออกไป
ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ขณะที่กำลังตำรวจหลายกองร้อยได้เคลื่อนเข้ามาอยู่ในพื้นที่ของรพ.จุฬาลงกรณ์ตั้งแต่ช่วงเย็น ในถนนอังรีดูนังต์ มีรถตู้ตำรวจจอดเรียงรายยาวเหยียดตามแนวถนน และบริเวณริมถนนพระราม 4 มีรถบรรทุกรถแทรกเตอร์สีเหลือง 2 คัน มาจอดไว้ข้างรั้วรพ.จุฬาลงกรณ์ แต่หลังจากศ.นพ.อดิศร ภัทรดูลย์ ผอ.รพ.จุฬาลงกรณ์ ทราบข่าวว่ามีกำลังเจ้าหน้าที่เข้ามาจำนวนมาก และส่วนหนึ่งได้เข้าไปอยู่ในอาคาร จึงได้ขอร้องให้กำลังเจ้าหน้าที่ออกจากตัวอาคารไปอยู่ที่ลานจอดรถแทน
ล่าสุดจนถึงช่วงค่ำ กำลังตำรวจส่วนหนึ่งยังคงปักหลักอยู่ในพื้นที่ของรพ.จุฬาฯ โดยที่การ์ดนปช.หลายสิบคน เข้ามาสังเกตการณ์ความเคลื่อนไหวอยู่บริเวณรอบตึกภปร.


