ที่มา ประชาไท อะไรมันจะตลกขนาดนั้น ตอนเช้า ศอฉ.ประกาศจะสลายม็อบเสื้อแดงโดยใช้รถหุ้มเกราะ อ้างว่าเพื่อความปลอดภัยของทหารตำรวจจาก “ผู้ก่อการร้าย” (ไม่ทราบว่าอยู่ในลำดับขั้นไหนของมาตรการสากล จากเบาไปหาหนัก ตามคำสั่งศาล) มิหนำซ้ำ ไอ้เทือกยังทำตาพองข่มขู่ว่าไม่รับประกัน “จับเป็น” แกนนำการชุมนุม แต่ไหงตกค่ำ อภิสิทธิ์กลับออกมาประกาศแผนการปรองดองแห่งชาติ 5 ข้อ ที่ไร้สาระ เลื่อนลอย น้ำท่วมทุ่งผักบุ้งโหรงเหรง ฟังออกอย่างเดียวว่า จะยุบสภาให้มีการเลือกตั้งใหม่วันที่ 14 พฤศจิกายน ไม่โจ๊กไปหน่อยหรือครับ แบบนี้พวกคนชั้นกลางเสื้อหลากสีที่อยากเห็นรถหุ้มเกราะบุกตะลุยเลือดท่วมล้อ ปืนจ่อหัวจตุพร หมอเหวง อริสมันต์ พายัพ ฯลฯ แล้วปุปุ คงปรับอารมณ์ไม่ทัน ตอนเช้ายังกระเหี้ยนกระหือรือ ลูบปากอยากกินลาบเลือดกันอยู่เลย พอตกค่ำ คงร้องว่ามวยล้มต้มคนดูนี่หว่า แต่ผมสนับสนุนที่แกนนำเสื้อแดงแสดงท่าทีขานรับ เพราะพูดมานานแล้วว่าควรจะหาทางลง เพื่อสงวนพลังมวลชนและหาโอกาสตีตลบทางการเมือง 20 กว่าวันที่ผ่านมา เสื้อแดงถูกปิดล้อมอยู่ที่ราชประสงค์ ภายใต้การปิดกั้นสื่อและกล่าวหาบิดเบือนทางเดียว ทั้งล้มเจ้า ทั้งก่อการร้าย ขณะที่ฝ่ายเสื้อแดงเองก็ฆ่าตัวตายจนเสียหายอย่างที่พูดไปแล้ว สู้ต่อไปก็มีแต่ตายกับตายทางการเมือง แตกหักไปก็ได้ไม่คุ้มเสีย ฉะนั้นลงเถอะครับ ทำความเข้าใจกับมวลชนว่าถอยไม่ใช่แพ้ แต่สะสมกำลังสู้ใหม่ได้ การชุมนุมที่ยาวนานมาเกือบ 2 เดือน ถูกปราบ ถูกคุกคาม ถูกให้ร้ายด้วยข้อหาร้ายแรงที่สุดเกือบทุกอย่างรวมกัน มวลชนเสื้อแดงก็ยังยืนหยัดเหนียวแน่นทั้งในกรุงและต่างจังหวัด ไม่เกรงกลัวไม่ว่าลูกปืนหรือกฎหมาย นี่คือพลังอันยิ่งใหญ่ที่จะต้องแพร่ขยายและพัฒนาให้เข้มแข็งต่อไปเพื่อเตรียมทำ “สงครามชนชั้น” ที่จะไม่ยุติง่ายๆ ข้อเสียสำคัญของเสื้อแดงคือ การตื่นตัวตามธรรมชาติของมวลชนที่ส่วนใหญ่เป็นคนชั้นล่าง (ซึ่งแสดงออกอย่างตรงไปตรงมาไม่มีจริต) เกิดจากความคับแค้น กดดัน ระเบิดออกโดยไม่มีทิศทาง ง่ายต่อความรุนแรงและเลยเถิด เมื่อได้แกนนำที่ไม่ตระหนักถึง “การเมืองนำการทหาร” จึงพลาดพลั้งเสียหายโดยง่าย นี่เป็นข้ออ่อนของการจัดตั้งและการพัฒนาความคิดมวลชน ซึ่งเป็นการบ้าน ถ้าจะพัฒนาไปสู่ขบวนประชาธิปไตยที่แท้จริง เสื้อแดงจึงต้องฉวยโอกาสของการ “พักรบ” นี้ กลับไปช่วงชิงกระแสมวลชนและความเห็นใจจากแนวร่วมคืนมา โดยเฉพาะการต่อสู้ทางข้อมูลข่าวสาร ที่ถูกบิดเบือนให้ร้ายมากมาย ซึ่งเอาเข้าจริงแล้วก็ยังมีช่องที่ต่อสู้ได้ไม่ยาก เพราะมีการบิดเบือนจนเว่อร์เกินเหตุ เช่น คนเสื้อแดงบาดเจ็บล้มตายเป็นเบือกลับถูกโยนเป็นฝีมือชายชุดดำแต่ผู้เดียว, เรียกร้องให้ยุบสภาหาว่าล้มเจ้า หรือยิงกระทรวงกลาโหมกลายเป็นยิงวัดพระแก้ว (พระสยามเทวาธิราชศักดิ์สิทธิ์มาก ยิงวัดพระแก้วโดนสายไฟ ยิงคลังน้ำมัน ปตท.ไม่เข้า วินาศกรรมเสาไฟฟ้าแรงสูงก็ไม่ล้ม) ข้อสำคัญคืออะไรผิดก็ต้องยอมรับผิด เช่นการบุก ร.พ.จุฬาฯ ในส่วนรายละเอียดที่มีข้อโต้แย้ง เช่นพฤติกรรมของการ์ดเสื้อแดงไม่ได้เลวร้ายไปหมดอย่างที่แพทย์พยาบาลมอง อย่างนี้โต้แย้งกันได้ แต่ในภาพรวมต้องขอโทษต่อสาธารณะครับ อย่าตะแบงตั้งแต่ต้น รับผิดในภาพรวมแล้วค่อยเถียงในรายละเอียด จึงจะฟังขึ้น ซึ่งอันที่จริงกระแสก็ตีกลับได้เพราะเรื่องนี้ชักจะ “ดรามา” จนเลี่ยน องค์กรนั้นองค์กรนี้ก็ออกคำแถลงประณาม ทั้งที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้อง เหมือนจ้องรออยู่แล้ว อย่างองค์กรสื่อก็ช่วยละเลงเสียเละ แพทย์พยาบาลก็พูดถึงจุดยืนการทำหน้าที่อย่างอิสระตามวิชาชีพ (แต่ไม่ยักพูดถึงตอนที่ไม่ยอมรักษาตำรวจ) ไม่ปรองดอง 5 ข้อของอภิสิทธิ์ ล้วนเหลวไหลไร้สาระ แม้คำพูดสวยหรู เช่นพูดถึงความพยายามดึงสถาบันพระมหากษัตริย์ลงมาสู่ความขัดแย้งทางการเมือง “มาร์ค ม.7 อย่ามั่ว” ใครเป็นคนดึง ก็มึงไม่ใช่หรือ ฉะนั้นถ้าจะทำให้ข้อนี้เป็นจริง อันดับแรก มาร์ค ม.7 ต้องรับผิดต่อสาธารณะว่าที่เคยเรียกร้องขอนายกพระราชทานนั้น ข้าพระพุทธเจ้าผิดไปแล้ว อันดับสอง ต้องเลิกกล่าวหากวาดดะว่ามีขบวนการล้มเจ้า จะว่าใครผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ก็ว่าเป็นรายๆ (อันที่จริงต้องเลิกกฎหมายนี้ กล้าไหมล่ะ) อันดับสาม มาร์ค ม.7 รับปากแทนได้หรือว่าองคมนตรีหรือผู้อ้างตนว่าใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาท ต้องไม่ออกมาแสดงความคิดเห็นเป็นฝักฝ่ายทางการเมืองหรือเคลื่อนไหวทางการเมือง ไม่ออกมาเชียร์อภิสิทธิ์คนดี ไม่ใช้อำนาจแฝงแทรกแซงการเมืองการปกครอง คนเหล่านี้กล้ารับผิดไหมล่ะว่าตัวเองดึงสถาบันลงมาสู่ความขัดแย้งทางการเมือง (แล้วจะรับผิดชอบอย่างไร) เอาแค่เบื้องต้น ถ้าทำไม่ได้ก็เป็นแค่คำพูดสวยหรูและโทษฝ่ายตรงข้ามฝ่ายเดียวตามเคย ปฏิรูปประเทศ-อมขี้ฟันพันธมิตรมา อ้างความไม่เป็นธรรมทางเศรษฐกิจ งานนี้คงมีการตั้งหมอประเวศหรืออานันท์ ปันยารชุน เป็นประธานปฏิรูปประเทศไทย ซึ่งนักประชาธิปไตยต้องไม่เข้าร่วมโดยเด็ดขาด ปล่อยให้เพ้อเจ้อกันไป ไม่ยอมรับ จนกว่าจะมีข้อตกลงแก้ไขรัฐธรรมนูญรื้อโครงสร้างอำนาจ ไม่เช่นนั้นก็จะเป็นการปฏิรูปแบบที่ชนชั้นนำและคนชั้นกลางเอาตีนเหยียบอกคนชั้นล่างอยู่ แล้วบอกว่าจะสงเคราะห์ให้ความปรานี ให้ความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ เสรีภาพสื่อยิ่งน่าหัวเราะ แค่คำพูดอภิสิทธิ์ก็ชัดเจนแล้วว่าจะไม่ให้เสรีภาพโดยอ้างว่าเป็นเครื่องมือทางการเมือง สร้างความขัดแย้งในประเทศ ต้องให้เสรีภาพช่อง 11 และ idol แทนคุณ จิตต์อิสระ แต่ผู้เดียว ข้อห้าพูดถูกในหลักการแต่พูดคลุมเครือ ถึงเวลาก็ตีความเข้าข้างตัวเอง “ความขัดแย้งทางการเมืองที่ยาวนานกว่า 4-5 ปีที่ผ่านมา เกิดความรู้สึกไม่เป็นธรรมในหลายด้าน” ใช่สิครับ ก็ไม่ยุติธรรม 2 มาตรฐานอยู่ข้างเดียว คำพูดอภิสิทธิ์ส่อเค้าว่าจะมีการนิรโทษกรรมผู้ถูกตัดสิทธิทางการเมือง แต่แค่นั้นไม่พอ บอกแล้วว่าสังคมไทยต้องให้ความยุติธรรมกับทักษิณด้วย และต้องแก้รัฐธรรมนูญรื้อล้างอำนาจอำมาตยาธิปไตย ลดอำนาจทหาร รื้อระบบกองทัพ ลดนายพลล้นเมือง (ไม่งั้นเสธแดงไม่ได้เป็นนายพลหรอก จริงไหม) ล้างองค์กรอิสระ ลดอำนาจที่ก้าวล่วงอำนาจอธิปไตยของปวงชน เช่นการให้ใบแดง ยุบพรรค ไล่ตุลาการกลับบ้าน และตามไปรื้อระบบศาล ให้ประชาชนควบคุมตรวจสอบได้ ฯลฯ ทั้งหมดนี้คิดว่าอภิสิทธิ์จะทำหรือครับ ต่อให้เชื่อว่าอภิสิทธิ์ปรารถนาดี ก็ไม่มีทางทำได้ เพราะความแตกแยกในสังคมไทยวันนี้บานปลายเกินกว่าจะปรองดองกันได้ง่ายๆ คนที่มีความเห็นแตกต่างสุดขั้วมีอยู่ข้างละเป็นล้านๆ คน สมมติแค่จะนิรโทษกรรมนักการเมืองที่ถูกตัดสิทธิ พรรคการเมืองใหม่ก็คงออกมาเย้วๆ รบกันมาถึงขนาดนี้ ไม่มีทางปรองดองกันได้ง่ายๆ หรอก “ไม่ปรองดอง” คือความเป็นจริงที่ปรากฏอยู่ ไม่ใช่เรื่องของท่าทีที่ใครอยากจะปรองดองหรือไม่อยากปรองดอง “สงครามชนชั้น” ยังต้องดำเนินต่อไปจนกว่าจะโครงสร้างอำนาจจะเข้าสู่ดุลยภาพใหม่ ที่ชนชั้นนำและคนชั้นกลางต้องยอมรับส่วนแบ่งอำนาจของทุนนิยมสมัยใหม่และคนชนบทคนชั้นล่างมากขึ้น เพียงแต่การที่อภิสิทธิ์ออกมาพูดสวยหรูแบบนี้ ก็คงถูกจริตเช่นเคย และช่วงชิงคะแนนจากคนทั่วๆ ไปที่ดูข่าวฉาบฉวยก่อนดูละคร ซึ่งต้องการอะไรก็ได้ขอให้สงบๆ โดยไม่จำเป็นต้องปฏิรูปหรือปรองดองอย่างแท้จริง ผมมองอีกอย่างเสียด้วยซ้ำว่า อภิสิทธิ์เลื่อนเวลายุบสภาเร็วขึ้นเพราะกลัวคดียุบพรรค เปล่า-ไม่ใช่แค่กลัวพรรคถูกยุบ แต่ถ้าไม่ถูกยุบขึ้นมาก็เป็นเรื่องอีกเหมือนกัน เพราะคนจะลุกฮือว่า “สองมาตรฐาน” เจอทั้งขึ้นทั้งล่อง
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Thursday, May 6, 2010
ใบตองแห้ง...ออนไลน์: ปรองดองหุ้มเกราะ
ปรองดองของนายกฯ อภิสิทธิ์?
ที่มา ประชาไท แนวร่วมคนเสื้อแดง "วาทศิลป์ที่สวยงามของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ อาจทำให้ผู้ฟังเคลิ้มหรือดูดีไปหมด แต่ผู้เขียนชวนกันพินิจคำพูดกับการปฎิบัติวาทศิลป์กับความเป็นจริง หรือว่านายกรัฐมนตรีตอแหลหรือไม่?" เมื่อคืนวานนี้ 3 พฤษภาคม 2553 ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้แถลงถึง กระบวนการปรองดอง ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบสำคัญ และด้วยความหล่อเหลา คำพูดนิ่มนวล คารมคมคาย วาทศิลป์ที่สวยงามของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ อาจ ทำให้ผู้ฟังเคลิ้มหรือ ดูดีไปหมด แต่ผู้เขียนชวนกันพินิจ คำพูดกับการปฎิบัติ วาทศิลป์กับความเป็นจริง หรือว่านายกรัฐมนตรีตอแหลหรือไม่? และมีความคิดเห็นต่อ องค์ประกอบ 5 ประการว่า องค์ประกอบที่หนึ่ง นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ บอกว่าประเทศไทยโชคดีที่มีสถาบันพระมหากษัตริย์ที่คอย หลอมรวมจิตใจคนไทยทั้งชาติ น่าเสียดายที่ในระยะหลังมีคนจำนวนหนึ่งทำ ให้สถาบันถูกดึงลงมาในความขัดแย้งทางการเมือง คำถามก็คือว่า ใครเป็นคนดึงสถาบันฯมาสร้างความ ขัดแย้ง ? มาใส่ร้ายคนเสื้อแดงเสมือนไม่มีความ จงรักภักดี ? ผูกขาดความรักสถาบันเพียงฝ่ายเดียว ขณะที่รัฐบาลอภิสิทธิ์นั่นเองมิใช่หรือ? เป็นผู้ทำลายความชอบธรรมของคนเสื้อแดงโดยกล่าวหาว่าไม่ จงรักภักดี ทั้งๆ ที่คนเสื้อแดง มีข้อเรียกร้องที่ชัดเจนต้องการให้สังคมไทยเป็นประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์เป็นประมุข พวกเขาต้องการให้อำนาจอธิปไต ยมาจากประชาชน พวกเขาวิพากษ์ถึงระบอบอำมาตย์ ที่มีองคมนตรี กองทัพ ระบบราชการต่างๆในการแทรกแซงการเมืองไทยมาตลอดประวัติศาสตร์ การเมืองไทย ทำให้สังคมไทยล้าหลัง ไม่พัฒนาประชาธิปไตยอย่างที่ควรจะเป็น จึงไม่ได้เป็นการจาบจ้วงแต่อย่างใด องค์ประกอบที่สอง ใครๆ ก็พูดได้ว่าจะปฏิรูปประเทศไทย รัฐบาลบริหารประเทศมานานพอสมควรแต่ก็ไม่ได้มีนโยบายปฏิรูปประเทศไทยอย่างที่กล่าวถึงเลย การปฏิรูปประเทศไทยของนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ จึงเป็นเพียงการเบี่ยงเบนประเด็นเท่านั้นเอง และการปฏิรูปประเทศไทยเป็นเรื่องการเมืองโดยตรงที่จะนำสู่การ แก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ ความไม่เป็นธรรม ความเหลื่อมล้ำในสังคม ที่สำคัญอุปสรรคในการปฏิรูปประเทศไทยคือระบอบอำมาตย์ ทั้งรูปการจิตสำนึกและ ผลประโยชน์ของระบบอำมาตย์เอง อาทิเช่น ผลประโยชน์ด้านการจัดสรรงบประมาณของกองทัพของราชการต่างๆ ฯลฯ รูปการจิตสำนึก ที่มองคนไม่เท่ากัน มองคนจนว่าโง่ถูกซื้อ คนจนในชนบทไม่ มีสิทธิ์เสียงเท่าคนชั้นกลางในเมือง คนจนไม่มีความรู้ไม่ได้จบปริญญา จึงไม่เข้าใจประชาธิปไตย ถูกนักการเมืองหลอก ฯลฯ เครือข่ายอำมาตย์หลายองค์กรหลายส่วนโดย เฉพาะองค์กรพัฒนาเอกชน กลุ่ม 40 สว.TPBS สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน สภาองค์กรชุมชน ฯลฯ ทั้งหลาย ที่มักคับแคบทางความคิดให้ความหมายปฏิรูป ประเทศไทยเท่าปัญหาเรื่องที่ดิน เขื่อน ป่าไม้ และปัญหาเหล่านี้ก็น่าจะรู้ดีกันว่าต้องมีการปฏิรูปการจัดการ ทรัพยากรธรรมชาติโดยการมีส่วนร่วมของ”ชุมชน-สังคม” และอุปสรรคที่ สำคัญก็คือระบบราชการส่วนสำคัญของระบอบอำมาตย์ เช่น กรมชลประทาน กรมป่าไม้ กรมที่ดิน ฯลฯ มักรวมศูนย์อำนาจ จึงต้องแก้ไขกฎหมายต่างๆที่ให้อำนาจ กับราชการ ซึ่งต้องผ่านเวทีรัฐสภา และพรรคประชาธิปัตย์นิยมระบบอำมาตย์ ของที่มีหัวหน้าพรรคชื่อ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็มักปฏิเสธ หรือมีจุดยืนเดียวกับระบบราชการนั่นเอง ส่วนการกล่าวถึงระบบสวัสดิการของนายก รัฐมนตรีอภิสิทธิ์ นั่น ใครๆก็พูดได้ และเป็นลักษณะนโยบายสังคม สงเคราะห์มากกว่า การต้องการสร้างความเสมอภาคให้กับสังคมไทย ซึ่งต้องดูแลสวัสดิการพื้นฐานให้ประชาชนเท่าเทียมถ้วนหน้า ซึ่งต้องสร้างรัฐสวัสดิการ โดยการเก็บภาษีที่ก้าวหน้าเหมือนเช่นประเทศ อังกฤษ ญี่ปุ่น สวีเดน และอีกหลายประเทศ ภาษีที่ก้าวหน้านั้น ต้องไม่เน้นภาษีบริโภคอย่างปัจจุบันที่คนจนเสียภาษีมากกว่าคนรวย ด้วยซ้ำ ต้องมีภาษีรายได้ มีภาษีที่ดินที่ก้าวหน้า และ ต้องทำเหมือนครั้งหนึ่งของนโยบายของคณะราษฎร นำโดย นายปรีดี พนม ยงค์ ที่มีการออกกฎหมายภาษีมรดก แต่ก็ถูกยก เลิกไป เมื่ออำนาจทางการเมืองของคณะราษฎรต้องถูกระบบอำมาตย์โค่น ล้มลง แน่นอนว่า ไม่ใช่ชื่อ “ภาษีก้าวหน้า” แต่เนื้อแท้กลับ “ล้าหลัง” ไม่คุ้มค่าจ้างพนักงานไปเก็บ อย่างนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังปัจจุบัน องค์ประกอบที่สาม การพูดถึงสังคมข่าวสารของนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ และต้องสนับสนุนเสรีภาพของสื่อมวลชน แต่ รัฐบาลอภิสิทธิ์เองกลับกระทำในทางตรงกันข้าม ใช้สื่อรัฐทั้งNBT และ วิทยุของรัฐ ให้ข้อมูลด้านเดียวอยู่ตลอด เพื่อ ใส่ร้าย ป้ายสี เติมแต่ง “คนเสื้อแดง” เหมือนเป็น “คนอื่น” ไม่ใช่ “คนไทย” ใช่หรือไม่? ขณะเดียวกัน ได้ปิดกั้นสื่อฝ่ายประชาธิปไตย ปิดเวปไซค์ ปิดวิทยุชุมชนจำนวนมาก และ ทีวีพีเพิลชันแนลของคนเสื้อแดง หรือกล่าวได้ว่า “เสรีภาพของสื่อมวลชน”จึงเป็นได้ เฉพาะสื่อเชียร์รัฐบาลเท่านั้นเอง องค์ประกอบที่สี่ นายกรัฐมตรีอภิสิทธิ์พูดถึง เหตุการณ์ความรุนแรง เมื่อวันที่ 10 เมษายนที่ผ่านมา ว่ากระทบกระเทือนต่อจิตใจคนไทย เสมือนตนเองไม่มีส่วนเกี่ยงข้องแต่ อย่างใดกับในชีวิตผู้คนที่ต้องสูญเสียจากอาวุธสงคราม ทั้งๆ ที่ พรบ.ฉุกเฉินร้ายแรงที่นำสู่การ “ปราบปราม”ประชาชน แม้จะใช้คำให้ดูดีว่า “ขอพื้นที่คืน” ก็ตาม นั่นก็มาจากคำสั่งนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ นั่นเอง ใช่ หรือไม่? และใครเป็นทรราชย์? ใครเป็นฆาตรกรสั่งฆ่าประชาชน? องค์ประกอบที่ห้า นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ กล่าวอ้างว่า เกิดความรู้สึกไม่เป็นธรรมในหลายด้าน ไม่ว่าจะเกี่ยวข้องกับกติกา เช่น รัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายบางฉบับ หรือการเพิกถอนสิทธิในวงการเมือง ถึงเวลาที่ต้องนำสิ่งเหล่านี้มาวางเพื่อให้มีกลไกระดมความเห็นทุกฝ่าย เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ผู้เขียนมีความคิดเห็นว่า กลไกระดมความเห็นทุกฝ่าย คงเป็นเพียงข้ออ้าง และเป็นเพียงกลไกเพียงฝ่ายนายก รัฐมนตรีที่ได้คุยวางแผนกันเรียบร้อยแล้วเท่านั้นเอง เนื่องจากที่ผ่านมา พรรคประชาธิปัตย์เองก็ยืนยันไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญ และถ้ารัฐบาลต้องการให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็ต้องใช้กระบวนการแบบรัฐธรรมนูญ 40 ภายหลังการยุบสภา จึงจะได้รับการยอมรับจากทุกฝ่ายโดยแท้จริง ท้ายสุด ผู้เขียนคิดว่า การยุบสภาจะเป็นจุดการเริ่มต้นสู่จุดหมายปลายทาง ทั้งการปฏิรุปประเทศไทย การแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ การให้เสรีภาพประชาชน เสรีภาพสื่อ และการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตลอดทั้งเป็นแนวทางปรองดองที่แท้จริง ภายใต้การต่อสู้กันทางการเมืองของทุกฝ่ายอย่างแนวทางสันติวิธี โดยอำนาจเสียงสวรรค์มาจากประชาชนจะเป็นผู้กำหนดอนาคตสังคมไทยได้อย่างแท้จริง
อย่าดึงฟ้าต่ำ อย่าทำหินแตก อย่าแยกแผ่นดิน
ที่มา ประชาไท ดร.โสภณ พรโชคชัย โสภณ พรโชคชัย เขียนบทความ กรณีที่รัฐบาลระบุว่ามีคนคิดจ้องล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ในช่วงที่กำลังมีการต่อสู้ทางการเมือง โดยเตือนว่า “สำหรับผู้ที่ศรัทธารัฐบาลก็คงไม่คิดมากอะไร แต่สำหรับฝ่ายตรงข้าม คนกลางๆ หรือประชาคมโลก อาจคิดเป็นอื่นว่ารัฐบาลพยายามเบี่ยงเบนและใช้ข้อหาเหล่านี้เป็นอาวุธในการทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามเพื่อรักษาอำนาจทางการเมือง” การที่รัฐบาลออกมาระบุว่ามีคนคิดจ้องล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ในช่วงที่กำลังมีการต่อสู้ทางการเมืองอย่างเข้มข้นระหว่างนักการเมืองสองฝ่ายคือฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายตรงข้ามนั้น สำหรับผู้ที่ศรัทธารัฐบาลก็คงไม่คิดมากอะไร แต่สำหรับฝ่ายตรงข้าม คนกลาง ๆ หรือประชาคมโลก อาจคิดเป็นอื่นว่ารัฐบาลพยายามเบี่ยงเบนและใช้ข้อหาเหล่านี้เป็นอาวุธในการทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามเพื่อรักษาอำนาจทางการเมือง ก่อนหน้าการชุมนุมประท้วง รัฐบาลก็ไม่เคยระบุว่ามีขบวนการล้มล้างสถาบัน แต่พอการชุมนุมดำเนินมาถึงจุดสำคัญ รัฐบาลก็ประกาศออกมาเช่นนี้ ในแง่หนึ่งอาจดูคล้ายเป็นความบังเอิญ แต่ประชาคมโลก คงไม่มองเช่นนั้น ยิ่งกว่านั้นในฝ่ายที่สนับสนุนรัฐบาลก็ได้แสดงการหมิ่นต่างกรรมต่างวาระ แต่รัฐบาลก็ไม่เคยจับกุม รัฐบาลพึงระมัดระวังเรื่องภาพพจน์ เพราะที่ผ่านมาได้ปิดสื่อหลายแขนงโดยอ้างข้อหาต่าง ๆ ทั้งที่ในช่วงเกิดรัฐประหาร 19 กันยายน2549 ก็ยังไม่เคยทำเช่นนี้ นานาชาติอาจมองไทยติดลบ ทำให้ไทยถูกจัดอันดับเครดิตต่ำลง ส่งผลต่อธุรกิจโดยรวม ยิ่งรัฐบาลไปบริหารราชการแผ่นดินอยู่ในค่ายทหาร ยิ่งทำให้ชาวบ้านเข้าใจได้ว่า หากไม่ได้รับการหนุนหลังจากทหาร รัฐบาลนี้ก็คงอยู่ไม่ได้ การสาดโคลนกันทางการเมืองนั้น จะส่งผลเสียหายต่อประเทศ 3 ประการ คือ ประการแรกเป็นการสร้างบรรยากาศการเกลียดชัง และหวาดระแวงกันในหมู่คนไทยด้วยกันเอง ประการที่สอง เป็นการทำลายระบบตุลาการของชาติ ถ้ามีผู้คิดร้ายต่อสถาบัน รัฐบาลต้องทำสำนวนให้รัดกุมและสั่งฟ้องศาลให้มีคำพิพากษาโดยเร็วที่สุด ไม่ใช่ใช้อำนาจพิเศษ และประการที่สามเป็นการทำให้สถาบันมัวหมองเพราะถูกนำไปใช้ในทางการเมือง สถาบันของเรามั่นคง อยู่ยั้งยืนยงเพราะคนไทยรักในหลวง ในสังคมอาจมีคนเห็นต่างบ้าง แม้แต่พระพุทธเจ้าก็ยังมีคนเกลียด ทองรูปพรรณก็ยังไม่สามารถใช้ทองทั้ง 100% ทำขึ้นได้ คนไทยส่วนใหญ่ยอมพลีชีพเพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ถ้ามียกเว้นก็คงไม่ใช่ตาสีตาสา แต่เป็นคนรวย ๆ ที่มีสมบัติพัสถานมากมายต่างหากที่อาจไม่ยอมเสียสละ ทั้งประวัติศาสตร์ไทยและประวัติศาสตร์โลกต่างชี้ให้เห็นว่า สถาบันมักไม่เคยถูกล้มล้างโดยคนนอก แต่เป็นเพราะคนใกล้ชิดในลักษณะ “สนิมเกิดแต่เนื้อในตน” มากกว่า แต่โดยที่ในหลวงของเราทรงไว้ซึ่งทศพิศราชธรรม ให้ความเป็นธรรมและเป็นที่พึ่งแก่ทุกฝ่าย สถาบันที่เราเทิดทูนนี้จึงไม่อาจถูกใครมาทำลายได้ สิ่งที่เราคนไทยพึงระวังเพื่อปกป้องสถาบัน จึงไม่ใช่คนภายนอกแต่อย่างใด การจาบจ้วงสถาบันเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องและต้องถูกลงโทษ ในขณะเดียวกัน การผูกขาดและอ้างความจงรักภักดีมาทำลายฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง ก็เป็นอาชญากรรมเช่นกัน ต่อไปนี้ไม่ว่าฝ่ายใดก็ต้องไม่ดึงสถาบันมาทำลายล้างทางการเมืองหรือมารักษาอำนาจของฝ่ายตน การต่อสู้ทางการเมืองต้องไม่ใช้วิธีการที่ไม่เหมาะสมเช่นนี้ ไม่เช่นนั้นประเทศจะเข้าสู่ทางตัน และนำไปสู่ความวิบัติในที่สุด การทำงานทางการเมืองต้องไม่ “ดึงฟ้าทำ ทำหินแตก แยกแผ่นดิน” ถ้าเราทำการเมืองให้สะอาดได้เช่นนี้ ประเทศไทยก็ไปต่อได้ เราคนไทยมาร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีกันเถิด: “ข้าวรพุทธเจ้า เอามโนและศิระกราน
นบพระภูมิบาล บุญญดิเรก
เอกบรมจักริน พระสยามินทร์
พระยศยิ่งยง เย็นศิระเพราะพระบริบาล
ผลพระคุณ ธ รักษา ปวงประชาเป็นสุขศานต์
ขอบันดาล ธ ประสงค์ใด
จงสฤษฏ์ดัง หวังวรหฤทัย
ดุจจะถวายชัย ชโย”
การเมืองในโลกไซเบอร์ว่าร้อน...การเมืองในห้องน้ำร้อนกว่า

การเมืองระอุทำเอาประตู-ฝาห้องน้ำดุเดือดไปด้วย ระบุ "รากหญ้า" ฮิตใช้ผนังห้องน้ำระบายอารมณ์เรื่องการเมือง ด้าน "คนทำความสะอาด" เผยเจอทุกๆ วัน บอกวันหลังเขียนอะไรใส่ฝาผนังในห้องน้ำ "ถามกูบ้าง" …
"สักวานั่งขี้ ดีดี หน่อย
ค่อยๆ ปล่อย ตรงๆ ให้ลงถัง
กินน้อย ขี้น้อย คอยระวัง
ขี้ติดถัง ล้างยาก ลำบากเอย"
"ตดดีๆ มีศิลป์ กลิ่นไม่เหม็น
ตดไม่เป็น ดังป้าด สาดเป็นฝอย
ตดวิบาก กากกระเซ็น เหม็นทั่วซอย
ตดอร่อย ตดเป็นเพลง บรรเลงเพลิน"
หรือจะเป็นบทกลอนเกี่ยวกับความรัก ประเภท
"เกิดเป็นชายรูปหล่อท้อใจนัก
หญิงหลงรักมากมายหลายหนักหนา
บ้างก็หึงตบตีไปกันมา
ผมแทบบ้าเพราะความหล่อของผมเอง"
หรือจะเป็นข้อความของพวกช่างรังวัด ที่มาบลัฟกันไปมา ประเภท "กูยาว...", "กูยาวกว่า" ฯลฯ
ข้อความเหล่านี้ หลายคนที่เคยใช้บริการห้องน้ำห้องส้วมสาธารณะ คงคุ้นเคยเป็นอย่างดี แต่ในระยะหลัง 4-5 ปีที่ผ่านมา การเมืองไทยร้อนระอุ ข้อความที่ชวนอมยิ้มเหล่านี้ตามประตู-ฝาผนังห้องน้ำก็มีการปรับตัวเปลี่ยนแปลงเข้ากับยุคสมัย เป็นการแสดงความคิดเห็นเรื่องการเมืองอย่างเดือดเลือดพล่าน ไม่แพ้ถ้อยคำบนโลก "โซเชียลเน็ตเวิร์ก" อย่าง เฟซบุ๊ก, ทวิตเตอร์, แบล็คเบอร์รี่ ในปัจจุบัน

ณรงค์ศักดิ์ พนักงานบริษัทเอกชน ย่านใจกลางกรุงเทพฯ เป็นอีกหนึ่งคนที่ชอบเฝ้ามองพัฒนาการข้อความตามผนังห้องน้ำสาธารณะ บอกเล่ากับ ไทยรัฐออนไลน์ ว่า เนื่องจากมีโอกาสได้เข้าห้องน้ำสาธารณะตามที่ต่างๆ บ่อยครั้ง พบว่าเมื่อก่อนตามประตู-ผนังห้องน้ำสาธารณะ จะไม่เต็มไปด้วยข้อเขียนการด่าทอทางการเมืองเกือบ 100% อย่างทุกวันนี้ หลายปีก่อนจะเป็นข้อความลามก ข้อความประกาศศักดาของเด็กช่างกล อาทิ สถาบันนี่จงเจริญ, สถาบันนี่พ่อสถาบันนู่น, โรงเรียนนี้ท้าชนโรงเรียนนั้น หรือข้อความขายเซ็ก เช่น โทรมาที่เบอร์นี้, ฉันขายนาผืนน้อย, ผมลีลาเด็ด 7-8 นิ้ว ข้อความเหล่านี้อ่านแล้วก็ถือว่าเป็นการฆ่าเวลาในห้องน้ำให้ลืมกลิ่นเหม็นได้ดีเหมือนกัน
"แรกๆ ก็ไม่ได้ถึงกับชอบอ่านข้อความพวกนี้นะ เพราะพกหนังสือเข้าไปอ่านในห้องน้ำสาธารณะเหมือนกับคนทั่วๆ ไป จะเห็นเป็นความเลอะเทอะซะด้วยซ้ำ แต่พอมีโอกาสได้มานั่งถ่ายเบา-หนักบ่อยๆ แถมไม่ได้เอาหนังสือเข้าไป ก็เลยลองอ่านดูเล่นๆ ปรากฏว่ายิ่งอ่านยิ่งติด เรียกได้ว่าพอเข้าห้องน้ำสาธารณะพวกนี้ทีไรก็ต้องหันไปอ่านข้อความตามกำแพงทุกที"
ข้อความการเมืองหลายประโยคก็ฮามาก แต่ส่วนใหญ่จะเน้นการด่าทอ การใช้อารมณ์ด่า ชนิดขุด โค-ต-ร พ่อ-แม่รัฐบาลมาด่าทอ เช่น "ชิมมันปลด กบฏมันปล่อย" ข้อความนี้โด่งดังในห้องน้ำมากหลังจากที่นายสมัคร สุนทรเวช โดนปลดจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จากการทำรายการ "ชิมไปบ่นไป" เป็นต้น อ่านแล้วบางข้อความก็เป็นร้อยแก้วร้อยกรอง บางข้อความด่ารัฐบาลก็เหมือนมีคนมาย่อยเรื่องราวบ้านเมืองตามความคิดของฝ่ายนั้นๆ ให้เราฟังอีกด้วย
ณรงค์ บอกต่อว่า วรรณกรรมตามห้องน้ำ จะผิดกับแสดงความเห็นผ่านข้อความตามเฟซบุ๊ก-ทวิตเตอร์ ที่เน้นโพสต์ด่าพวกสีเสื้อต่างๆ ทั้งแดง-เหลือง, น้ำเงิน ตรงๆ เช่น อย่ามาเหวงนะ, จะยุบสภาถามกูบ้าง อะไรกูบ้าง ฯลฯ เนื่องจากห้องน้ำสาธารณะส่วนใหญ่คนรากหญ้าจะใช้บริการ
"ถ้าหากไม่นับเรื่องสกปรกสำหรับคนทำความสะอาด รวมๆ อ่านผ่านๆ ก็เพลินดี แต่ช่วงนี้การแสดงความคิดเห็นทางการเมืองบนผนังห้องน้ำสาธารณะต่างๆ ยึดพื้นที่กลอนฮาๆ ไปหมด เราก็มีเพื่อนหลายๆ คนที่ชอบอ่านข้อความเหล่านี้ บางคนชอบถึงขนาดต้องพกปากกาเข้าไปจดคำคมการเมืองเสียดสีฮาๆ ที่มีมากมายพวกนี้ไปโพสต์ไปแลกเปลี่ยนกันในเฟซบุ๊กด้วย" ณรงค์ศักดิ์ เล่าอย่างสนุกสนาน

ด้านพ่อค้าหนุ่มจาก จ.อุดรธานี บริเวณห้างพันธ์ทิพย์ กล่าวว่า เป็นอีกคนหนึ่งที่มักจะแสดงความคิดเห็นผ่านห้องน้ำสาธารณะ และตามกำแพง โดยห้องน้ำเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ทำให้คนรากหญ้าอย่างพวกเขาได้แสดงออกทางการเมืองบ้าง
"ผมอยากจะเรียกการแสดงความคิดเห็นตามห้องน้ำสาธารณะว่าเป็นพลังบริสุทธิ์"พ่อค้าหนุ่มระบุ พร้อมให้เหตุผลว่าถ้าดูให้ดีๆ ข้อความต่างๆ มันจะออกมาจากหัวใจของคนเขียน ไม่มีเสแสร้ง คิดอย่างไรเขียนแบบนั้น ตรงไปตรงมากินใจ ไม่เหมือนกับความเห็นในเฟซบุ๊กที่มีสื่อกระแสหลัก เช่น หนังสือพิมพ์ ฟรีทีวี วิทยุของรัฐในสังคมครอบงำ ซึ่งเป็นพลังที่ไม่บริสุทธิ์ 100 %

ขณะที่ น.ส.นฤนาถ หรือ เจี๊ยบ นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเอกชนแถวรามคำแหง เป็นอีกคนที่ชื่นชอบและมักจะเขียนข้อความในใจตามห้องน้ำสาธารณะบอกว่า เมื่อก่อนมีโอกาสได้อ่านบ่อย เพราะส่วนตัวเป็นคนชอบเขียนกลอน ซึ่งในนั้นมีมากมาย เช่น "ช่างเถอะนะอย่าสนใจให้เปลืองหัว ไม่ต้องกลัวฉันจะตายมันไม่ใช่ เจ็บแค่นี่จะลองดูให้รู้ไป ว่าหัวใจทนไม่ได้หรือไงกัน" เป็นต้น ปัจจุบันถ้ามีโอกาสไปเข้าห้องน้ำสาธารณะทีไร ก็จะได้อ่านกลอน หรือโคลงสี่สุภาพหวานๆ เหล่านี้เรื่อยๆ แต่ระยะหลายปีที่ผ่านมา ถ้ามีโอกาสได้เข้าห้องน้ำพวกนี้ก็ได้แค่ชำเลืองตาอ่าน เพราะปัจจุบันข้อความบนข้างฝาห้องน้ำมันเป็นโคลงที่หยาบคายเกลื่อนฝาผนังห้องน้ำเต็มไปหมด เนื่องจากมีแต่ประเด็นด่าทอ ขึ้นพ่อ-แม่ว่าพรรคนั้นไม่ดี นักการเมืองคนนั้นไม่ดี เสื้อแดง-เสื้อเหลือง-ทหารไม่ดี องค์มนตรีไม่ดีมากถึงร้อยละ 99%
นฤนาถ บอกว่า เขียนด่ากันหนักมากๆ ขนาดที่ว่าระยะหลังลามไปที่ฝาชักโครกกันแล้ว
"เห็นแล้วก็ตกใจเพราะแม้แต่ ชื่อนายกฯ กับชื่ออดีตนายกฯ ชื่อนักการเมือง ชื่อหัวโจกเสื้อแดง – เสื้อเหลือง-เสื้อหลากสี แม้กระทั่งชื่อองคมนตรีไปถูกด่าอยู่ตรงฝาชักโครก ก็เป็นอีกหนึ่งช่องทางในการแสดงออกที่สำคัญของคนรากหญ้า มองว่าเป็นปรากฏการณ์การเก็บกดของคนรากหญ้าที่ต้องแสดงออกผ่านช่องที่เขาเข้าถึง กระทั่งฝาชักโครก"

ในขณะที่หลายคนพูดถึงข้อความการเมืองบนฝาผนังห้องน้ำสาธารณะด้วยเสียงหัวเราะ สะใจในการแสดงของสังคมแห่งความอิสระ ไทยรัฐออนไลน์ ได้พบกับ นางสมบูรณ์ สอนบัวหรือ พี่เย็น อายุ 39 ปี พนักงานทำความสะอาด ตลาดนัดสวนจตุจักร สถานที่ที่มีการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองผ่านประตู-ฝาผนังห้องน้ำมากที่สุดแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ
พี่เย็น บอกว่า ความร้อนแรงในการขีดเขียนห้องน้ำสาธารณะกันอย่างสนุกมือ แม้ว่าฝาผนังจะสะท้อนความคิดของคนรากหญ้า ซึ่งถือว่าเป็นของคู่กัน แต่สำหรับหัวอกแม้บ้านนั้น การทำอย่างนี้สร้างความลำบากให้กับแม่บ้านอย่างมากมาย
"สิ่งที่เราอยากฝากไปถึงนักวิจารณ์การเมืองข้างผนังห้องน้ำให้สกปรกด้วยหมึก และยังสกปรกด้วยคำพูด-คำจาที่ลบออกยากมากๆ ว่า ให้เห็นใจคนที่เขาทำความสะอาดที่ต้องลบคำพวกนี้ทุกวันบ้าง ทั้งก็อยากจะให้คำนึงด้วยว่าไม่ได้มีแต่คุณเท่านั้นที่มาใช้ห้องน้ำ มีใครบ้างที่อยากจะเข้ามาใช้ห้องน้ำที่สกปรก เลอะเทอะ ควรจะคิดก่อนทำ ถ้าอยากจะเขียนจริงๆ ก็ไปเขียนที่อื่นที่ไม่สร้างความเดือดร้อนให้ใคร" นางสมบูรณ์กล่าว
เช่นเดียวกับสาวพนักงานทำความสะอาด ตลาดนัดตะวันนา กล่าวว่า ในรอบหลายปีที่ผ่านมา ข้อความเหล่านี้มีเยอะมาก เรียกว่าอ่านกันไม่ไหว ซึ่งข้อความเขียนด่าเรื่องการเมืองกันส่วนใหญร้อยละ 90 % จะเป็นห้องน้ำชายมากกว่าหญิง
"บางข้อความอ่านแล้วก็ปลง เพราะมีแต่ความขัดแย้งเต็มประตู-ฝาผนังห้องน้ำไปหมด ซึ่งเวลาที่เขียนอาจจะใช้เวลาไม่นาน แต่คนนั่งลบทุกๆ วันเราอยากจะบอกว่าต้องใช้เวลามากๆ ยังไงก็สงสารพวกเราด้วยเถอะ บอกแบบนี้ไม่ใช่ปิดกั้นนะ แต่เราอยากจะบอกว่าถ้าคิดว่าโลกนี้ประชาธิปไตยคือความอิสระคิดจะทำอะไรก็ได้ ปิดถนน บุกโรงพยาบาล พกปืน บุกสถานที่ราชการ ขีดเขียนห้องน้ำสาธารณะสร้างความเดือนร้อนให้ส่วนรวม ประชาธิปไตยในความหมายที่คุณเข้าใจ ไม่มีซะดีกว่า" พนักงานกล่าวด้วยน้ำเสียงอ้อนวอน

ดร.วัลลภ ปิยะมโนธรรม นักจิตวิทยาที่ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาโครงการศูนย์ให้คำปรึกษาและพัฒนาศักยภาพมนุษย์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ กล่าว หากใช้วิชาจิตวิเคราะห์อธิบายปรากฏการณ์นี้จะเห็นได้ว่า การเขียนระบายอารมณ์ต่างๆ ในฝาฝนังประตูห้องน้ำ หรือตามสถานที่สาธารณะต่างๆ มันเป็น การระบายสัญชาตญาณ ซึ่งในห้องน้ำถือว่าเป็นที่ส่วนตัว เป็นการขับพ่นอะไรออกมาจากสัญชาตญาณดิบๆ เถื่อนๆ ดังนั้นเมื่อมีพื้นที่ส่วนตัวแล้วสิ่งที่อยู่ภายในใจจะออกมา
นักจิตวิทยาชื่อดังชี้ว่า ข้อความต่างๆ ที่อยู่ตามห้องน้ำสาธารณะสมัยก่อนจะเป็นคำด่าที่มาจากสัตว์และเรื่องเพศแทบทั้งสิ้น แต่ก็จะออกมาในรูปแบบการเขียนด่าลอยๆ ไม่ระบุตัวคน แต่ปัจจุบันการเขียนด่ากันในห้องน้ำสาธารณะหรือตามที่สาธารณะได้เปลี่ยนรูปแบบและมีความชัดเจนมากขึ้น ก็วิวัฒนาการกลายเป็นเขียนด่าตัวบุคคล เขียนด่าพรรคการเมืองแต่ก็ยังคงแฝงสัญชาตญาณดิบๆ ของสัตว์เอาไว้ด้วย
"สมัยก่อนเมื่อ 20-30 ปีที่แล้ว ที่อเมริกาก็มีปรากฏการณ์ด่าชื่อคน ด่าพรรคการเมืองต่างๆ แบบนี้เหมือนกัน แต่ไม่ใช่ว่าเราจะไปเลียนแบบเขา แต่มันเป็นปรากฏการณ์ของคนทั่วโลก ก็ไม่แตกต่างไปจากการเขียนด่านักการเมืองกันในเฟซบุ๊ก ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนเฟซบุ๊กเป็นของคนมีการศึกษาแต่เดี๋ยวนี้เข้าไปอ่านไม่ได้เลย"
ถามว่าคนที่ชอบเขียนด่ากันในห้องน้ำ หรือตามสถานที่ต่างๆ ถือว่าเป็นโรคจิตหรือไม่ ดร.วัลลภ บอกว่า มันเป็นอาการทางสังคม เป็นการที่ปัญหาความขัดแย้งทางสังคม สำหรับวิธีบำบัดอาการชอบเขียนระบายในห้องน้ำและในสถานที่สาธารณะ มี 2-3 อย่างคือ 1. วิธีที่เราเรียกว่าใช้เสียงหัวเราะบำบัดอาการเครียด 2. การระบายสี 3. การตะโกน เป็นต้น อย่างไรก็ดี ปฏิบัติ 3 ข้อเหล่านี้แล้วงดดูหนัง ชีวิตคุณก็จะกลับมาเป็นปกติไม่ใช่เห็นกำแพงแล้วควักปากกาเมจิกมาเขียน สร้างความเดือนร้อนให้คนอื่นอย่างนี้ใช้ไม่ได้.
ทางเลือกใหม่สำหรับกรณียุบสภาและให้มีวันเลือกตั้ง 14 พ.ย. 53
ที่มา Thai E-Newsประการแรกขอให้สหประชาชาติเข้ามาเป็นผู้ควบคุมการเลือกตั้งเหมือนกับประเทศอื่นๆที่เกิดวิกฤติขึ้น เพื่อทำงานแทน กกต. ประการที่สองขอให้รัฐบาลโดยการยอมรับของรัฐสภาเชิญศาลอาญาระหว่างประเทศส่งอัยการศาลอาญาระหว่างประเทศเข้ามาสอบสวนการใช้กำลังปราบปรามประชาชนในวันที่ 10 เมษายน..
โดย Pegasus
6 พฤษภาคม 2553
กรณีที่รัฐบาลเสนอโรดแม็พให้มีการเลือกตั้งในวันที่ 14 พ.ย. 53 นี้นั้น และมีกระแสข่าวว่ามีนักธุรกิจและนักการเมืองต่างพยายามที่จะล็อบบี้ทั้งพรรคเพื่อไทยและแกนนำ นปช.ให้ยินยอมรับข้อเสนอ และชักจูงให้มวลชนชาวเสื้อแดงกลับบ้าน
ด้วยว่านักธุรกิจเองก็ต้องการรักษาผลประโยชน์ของตน และทำการค้าขายต่อไปไ ม่ว่าประเทศไทยจะเสียหายอย่างไรก็ตาม
กับนักการเมืองเองก็จะถือโอกาสในการเตรียมพร้อมการเลือกตั้ง โดยไม่ได้เฉลียวใจว่าจะถูกกวาดล้างอย่างไรในภายหลัง ในขณะเดียวกันก็เป็นการวางกับดักของรัฐบาลว่า ถ้าพวกเสื้อแดงไม่เอาด้วย ก็แสดงว่าไม่ยอมเจรจาเอง สมควรที่จะใช้กำลังในการปราบในที่สุด
ในส่วนของแกนนำเอง ก็ต้องเห็นใจว่า ข้อเสนอให้ยกเว้นคดีความต่างๆนั้นก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจเพราะมองไปทางไหนก็เห็นแต่อำนาจของฝ่ายอำมาตย์แฝงเร้นไปจนทั่ว จนท้อใจ ต้องต่อสู้อย่างหัวเดียวกระเทียมลีบ และเสี่ยงแม้แต่ชีวิตของตนเอง
ด้วยความเข้มแข็งของฝ่ายอำมาตย์ ด้วยการชักชวนของนักธุรกิจ นักการเมือง และแม้แต่ความรู้สึกเกรงกลัวหรือเป็นปฏิกิริยาของแกนนำ นปช. แนวทางที่จะมีการยอมๆกันไปนั้น ฟังจากการปราศรัยบนเวทีแล้วมีทางเป็นไปได้มากที่สุด เนื่องจาก คุณวีระฯ ก็บอกชัดเจนว่ามีการเจรจากันเพื่อยุติการชุมนุม
แต่คำถามคือสิ่งต่างๆเหล่านี้ได้รับหลักประกันไว้ครบถ้วนหรือไม่อย่างไร
กล่าวคือ การปิดสื่อของฝ่ายเสื้อแดงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแม้แต่เมื่อรัฐบาลประกาศโรดแม็พแล้ว ทหารยังเข้าไปคุกคามและปิดสื่อวิทยุชุมชนต่อไปอย่างไม่ลดละ
การดำเนินคดีอาญาและการกวาดจับแกนนำระดับย่อยจะดำเนินการต่อไป โดยข้ออ้างของรัฐบาลว่า กฎหมายต้องเป็นกฎหมายและการขยิบตาให้ดำเนินการกวาดล้างอย่างเงียบๆต่อไป
นอกจากนั้นเมื่อรัฐบาลนี้ให้สัญญาก็อาจมีการเล่นพลิกแพลงเปลี่ยนคณะรัฐมนตรีหรือในกรณีที่มีการยุบพรรคการเมือง ก็อาจมีหัวหน้าพรรคการเมืองใหม่ที่ฝ่ายอำมาตย์สนับสนุน เช่นนายชวน หลีกภัย หรือในที่สุดคือมีนายกพระราชทาน
ส่วนเงื่อนไขที่ต้องมีการเลือกตั้งในวันที่ 14 พ.ย.53 เป็นต้นไปก็เพราะต้องการให้มีการแต่งตั้ง ผบ.ทบ. คนใหม่ ที่จะเป็นทายาททางการเมืองและดุลแห่งอำนาจของฝ่ายอำมาตย์ ที่มีหลายคนกล่าวว่า นี่คือ จอมพลสฤษดิ์ฯ คนที่สองที่จะใช้อำนาจในการปกครองประเทศเพื่อยุติบทบาทของฝ่ายประชาธิปไตยอย่างสิ้นเชิงในที่สุด
เงื่อนไขต่างๆเหล่านี้ จะยังเป็นประโยชน์ต่อฝ่ายอำมาตย์ต่อไปอย่างต่อเนื่องยาวนาน เมื่อฝ่ายมวลชนคนเสื้อแดงถอย และจะมีคำถามตามมาอย่างรุนแรงว่า ถ้าจะมามีการชุมนุมและยุติลงไปง่ายๆอย่างนี้ ทำไมไม่เลิกการชุมนุมไปเสียตั้งแต่มีเหตุการณ์สงกรานต์เลือดเมื่อปี 52 และปล่อยให้ประชาชนเลือกเส้นทางการต่อสู้ของตนเองไปมิดีกว่าหรือ และ หากการชุมนุมครั้งนี้เลิกไปก็แน่นอนว่าจะไม่สามารถรวมมวลชนขึ้นมาได้อีกอย่างแน่นอน เพราะประชาชนส่วนหนึ่งคงจะเลือกแนวทางเหมือนกับพี่น้องในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ได้รับความอยุติธรรมจนต้องจับอาวุธในที่สุด
ประการสำคัญคือ แกนนำถ้านำประชาชนยุติการชุมนุมเพียงเพื่อทำตามโรดแม็พที่ฝ่ายรัฐบาลวางกับดักไ ว้และมีเพียงเท่านั้น ซึ่งทุกคนก็เห็นว่าอนาคตประชาธิปไตยจะเป็นอย่างไร และการถูกหักหลังนี้เป็นสิ่งที่มองเห็นได้ ทำไมแกนนำจะมองไม่เห็นจุดจบเช่นนี้ และแน่นอนว่าแกนนำ นปช. แดงทั้งแผ่นดินจะหาที่ยืนบนแผ่นดินนี้อย่างไร
คำถามที่ประชาชนและมวลชนจะตั้งคำถามกับ แกนนำ นปช.คือ แล้วผู้ที่เสียชีวิตไปในวันที่ 20 เมษายน 53 จะให้คำตอบหรือแม้แต่คำปลอบใจกับครอบครัวและมวลชนคนเสื้อแดงอย่างไร ที่พี่น้องเขาต้องมาเสียชีวิตอย่างไร้ความหมายเช่นนี้
แล้วเรื่องกรณีสองมาตรฐานจะแก้ไขได้อย่างไร ในเมื่อแกนนำคนเสื้อแดงในทุกระดับ สถานีวิทยุชุมชน เวปไซท์ และสื่อต่างๆจะยังถูกคุกคามต่อไป
และประการสำคัญที่สุดคือ ข้ออ้างของแกนนำ นปช.ที่ว่าจะได้มาซึ่งประชาธิปไตยนั้น ประชาชนจะได้มาอย่างไรในเมื่อผู้ที่ใช้อำนาจเผด็จการในการเข่นฆ่าประชาชนยังอยู่สุขสบายดี
คำถามต่างๆที่กล่าวมานี้ต่างหากซึ่งจะเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการรับข้อเสนอของรัฐบาล เพราะแม้แต่การเสนอให้มีการยุบสภาภายใน 30 วัน และทำให้มีการเลือกตั้งภายใน 90 วันที่ นปช.เคยเสนอผ่านคณะทูตไปแล้วจึงถูกต่อต้านอย่างรุนแรงและทำให้จำนวนผู้ชุมนุมหายไปเป็นจำนวนมาก และแกนนำถูกต่อว่าอย่างหนักยิ่งจนต้องออกมาชี้แจงจนเป็นระวิง
เอากันอย่างนี้ดีหรือไม่ เพื่อให้เหมือนกับเป็นการwin-win กันทุกฝ่ายอย่างที่ต้องการ ถ้ากำหนดกันว่า วันเลือกตั้งเป็นวันที่ 14 พ.ย. 53 นับถอยหลังไปสองเดือน ก็จะเป็นการยุบสภาในวันที่ 14 กันยายน เพื่อให้สามารถแต่งตั้ง ผบ.ทบ. คนใหม่ได้ ก็ไม่ว่ากัน แต่ว่าขอเพียงเรื่องเล็กๆน้อยๆต่อไปนี้เพื่อความมั่นใจว่าจะไม่มีการหักหลังในภายหลังได้หรือไม่
ประการแรกขอให้สหประชาชาติเข้ามาเป็นผู้ควบคุมการเลือกตั้งเหมือนกับประเทศอื่นๆที่เกิดวิกฤติขึ้น เพื่อทำงานแทน กกต.และระบบการเลือกตั้งอื่นๆ เพื่อต้องการความมั่นใจสองประการคือ หนึ่งจะไม่มีการพลิกแพลงเปลี่ยนแปลงการยุบสภาอีก และประการที่สองคือจะได้เป็นที่ยอมรับทุกฝ่ายว่าการเลือกตั้งมีความบริสุทธิ์ยุติธรรมกัน ซึ่งจะเป็นการตอบโจทย์ข้อแรกในเรื่องของการได้มาซึ่งประชาธิปไตย แม้จะยังไม่สมบูรณ์แต่ก็น่าจะทำให้คนเสื้อแดงพอใจได้ในระดับหนึ่ง
ประการที่สองขอให้รัฐบาลโดยการยอมรับของรัฐสภาเชิญศาลอาญาระหว่างประเทศส่งอัยการศาลอาญาระหว่างประเทศเข้ามาสอบสวนการใช้กำลังปราบปรามประชาชนในวันที่ 10 เมษายน 53 และมาสร้างหลักประกันด้านกระบวนการยุติธรรมในประเทศไทยและการละเมิดสิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นหน้าที่ของ ศาลอาญาระหว่างประเทศหรือที่รู้จักกันในนามของศาลโลกในคดีบุคคลกระทำการผิดกฎหมายอาญาต่อมนุษยชาติ ซึ่งกรณีนี้จะเป็นการตอบโจทย์ข้อที่สองในเรื่องของกระบวนการยุติธรรมและกรณีสองมาตรฐาน ซึ่งหากเป็นชาวต่างประเทศซึ่งไม่มีส่วนได้เสียในประเทศไทยมาควบคุมดูแล ทุกฝ่ายก็จะยอมรับความยุติธรรมและความเป็นธรรมได้
ประการที่สามขอให้รัฐบาลยอมรับให้สหประชาชาติส่งผู้สังเกตการณ์หรือผู้แทนของสหประชาชาติมาทำหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยแทนทหารและตำรวจ เพื่อสร้างความสงบเรียบร้อยในสังคมไทย
ประการที่สี่ขอให้รัฐบาลยอมรับการเสนอตัวของ ประธานาธิบดีติมอร์ เลสเต้ ในการเข้ามาเป็นผู้ไกล่เกลี่ย ความขัดแย้งในประเทศไทย เพื่อให้เหตุผิดปกติในประเทศไทยมีการรายงานถึงสหประชาชาติและชุมชนโลกอย่างหมดเปลือก
ดังนั้นขอย้ำเตือนต่อแกนนำ นปช.ว่าการใช้กำลังปราบปรามประชาชนของรัฐบาลจะไม่สามารถทำได้อีกต่อไป ไม่ว่าประชาชนทั่วไปหรือคนชั้นกลางที่นิยมความสบาย หรือแม้แต่คนกรุงเทพฯจะสนับสนุนรัฐบาลให้ดำเนินการขั้นเด็ดขาดแค่ไหนก็ตาม หากการชุมนุมยังยืดเยื้อต่อไป เนื่องจากเวลายิ่งผ่านไป นานาชาติ และ องค์กรด้านสิทธิมนุษยชน ที่มีอำนาจในการใช้ศาลอาญาระหว่างประเทศเข้ามาสอบสวน และดำเนินคดีกับผู้นำทางหน่วยงานความมั่นคง และคณะรัฐมนตรีจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นทุกทีๆ เนื่องจากการไปลงนามในพันธกรณีต่างๆกับสหประชาชาติซึ่งแตกต่างจากประเทศอื่นๆเช่น พม่าหรือจีน ดั
งนั้นข้อเกรงกลัวที่ว่ารัฐบาลจะใช้กำลังปราบปรามก็ควรจะลดน้อยลงหรือหากเกิดการปราบปรามขึ้นจริงก็จะเป็นผลดีต่อประชาธิปไตยในระยะยาวอย่างสมบูรณ์และแน่นอนว่ามวลชนจะมีการเตรียมการป้องกันตัวอย่างเพียงพอแล้วอย่างแน่นอน
สิ่งที่นายกฯทักษิณควรจะทำเพื่อพี่น้องประชาชนคือการประกาศรัฐบาลพลัดถิ่นเมื่อเกิดการปราบปรามขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนต้องสูญเสียไปมากกว่านี้ ซึ่งหากไม่มั่นใจว่าจะมีประเทศไหนรับรอง รัสเซียในฐานะหนึ่งในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติหรือเยอรมนีซึ่งเป็นผู้นำในทวีปยุโรปซึ่งถูกประเทศไทยกล่าวหาอย่างเสียหายและมีความไม่พอใจอย่างยิ่งมาแล้ว การมีรัฐบาลพลัดถิ่นง่ายๆคือสามารถทำให้ข้าราชการเปลี่ยนข้างได้ ทหาร ตำรวจ ประชาชนสามารถเลือกข้างได้โดยไม่ผิดกฎหมาย ซึ่งมีความสำคัญมากในการรักษาชีวิตของประชาชนส่วนใหญ่ไว้
สิ่งที่ควรสังเกตคือ เหตุการณ์ในไทยเป็นความขัดแย้งทางการเมืองสำคัญครั้งแรกๆใน ศตวรรษที่ 21 ที่มีองค์ประกอบและตัวแสดงต่างๆมากมาย ครบเครื่อง อย่างที่สหประชาชาติต้องการเพื่อใช้เป็นตัวแบบในการแก้ปัญหาความขัดแย้งในประเทศอื่นๆและป้องกันการที่คนๆหนึ่งหรือคณะบุคคลคณะหนึ่งๆจะเข่นฆ่าและล้างผลาญประชาชนในประเทศของตนได้เช่นนี้
ดังนั้นแน่นอนว่าทั่วโลกกำลังจับตาดูอยู่และคันไม้ คันมืออยากเข้ามาแก้ปัญหาความขัดแย้งต่างๆในประเทศไทยอย่างที่สุดและคงเป็นบทสรุปสำหรับฝ่ายอำนาจในประเทศไทยที่จะหมดอำนาจอย่างสมบูรณ์และผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยตามคติของสังคมและชุมชนระหว่างประเทศอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง และไม่ใช่ประโยชน์เฉพาะคนไทย แต่เพื่อชะตากรรมของชาวโลกในพื้นที่อื่นๆด้วย
ทั้งเหตุและผลดังกล่าวแล้วจึงสมควรที่แกนนำ นปช. จะต้องระมัดระวังในการยอมรับข้อเสนอของรัฐบาลโดยไม่ได้มีการระแวดระวังและพิจารณาไว้ให้รอบคอบ มิฉะนั้นจะตอบคำถามและเสียงเรียกร้องของประชาชน และ เสียงร่ำร้องของผู้ที่เสียชีวิตคนแล้วคนเล่าตลอดระยะเวลาอันยาวนานของประชาธิปไตยไทยไม่ได้ และวันนั้นท่านจะไม่มีแม้แต่ที่จะยืนในประเทศไทย
อย่างไรก็ตามตราบจนทุกวันนี้ ท่าทีของแกนนำ นปช. ยังไว้ใจได้ มีคำมั่นว่าจะพิจารณาอย่างรอบคอบ และรู้เท่าทันเทคนิควิธีของประชาธิปัตย์ที่จะทำให้ผู้ชุมนุมลดน้อยลง หรือการพลิกแพลงหักหลังเอาทีหลัง ดังนั้น คนเสื้อแดงขอให้ยึดมั่นการชุมนุมต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง
จนกว่าจะถึงวันยุบสภาที่ฝ่ายเสื้อแดงเป็นผู้กำหนดเกม
**************
ผู้ต้องหาก่อการร้ายมุ่งล้มสถาบัน กับผู้ต้องหาศาลอาญาระหว่างประเทศ
ที่มา Thai E-Newsอนาคตประเทศ-เด็กน้อยจากม็อบหลากสี(ซ้าย)กับเด็กน้อยในม็อบเสื้อแดง(ขวา) ฉากนี้อาจจะยังไม่มีใครได้ชัยชนะที่เด็ดขาด หรือแพ้จนราบคาบ เมื่อคู่กรณีระหว่างฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายผู้ประท้วงเห็นพ้องที่จะยุติวิกฤตการณ์แบบประนีประนอมรอมชอมกัน
โดย ชำนาญ จันทร์เรือง
การต่อสู้ทางการเมืองระหว่างกลุ่มเสื้อแดงและรัฐบาลซึ่งเป็นการต่อสู้ครั้งใหญ่ที่สุดนับแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ เป็นต้นมา ยังไม่มีทีท่าว่าจะจบลงในลักษณะใด
แต่ที่แน่ๆก็คือฝ่ายที่พ่ายแพ้ย่อมมีคดีติดตัวกันระนาว หากฝ่ายเสื้อแดงพ่ายแพ้ แน่นอนว่าข้อหาที่พวกเขาจะได้รับย่อมไม่พ้นคดีที่เกี่ยวเนื่องกับการก่อการร้าย และการมุ่งล้มสถาบัน ตามที่ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ ศอฉ.ตั้งข้อหาไว้
แต่หากรัฐบาลพ่ายแพ้เราคงได้เห็นปรากฏการณ์แปลกใหม่ที่ผู้นำรัฐบาลและผู้ที่เกี่ยวข้องอาจตกเป็นผู้ต้องหาทั้งศาลอาญาในประเทศและศาลอาญาระหว่างประเทศตามที่แกนนำเสื้อแดงประกาศไว้
คำว่า "การก่อการร้าย" หรือ Terrorism นี้ มีการพยายามอธิบายกันอย่างมากมาย อาทิ การใช้ภัยสยอง มาส่งเสริมเป้าหมายทางการเมือง หรือการจงใจใช้หรือคุกคามว่าจะใช้ความรุนแรงต่อพลเรือนหรือเป้าหมายพลเรือน เพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายทางการเมือง
การก่อการร้ายของแต่ละประเทศเป็นคำที่มีการโต้เถียงกันกว้างขวางและมีนิยามหลากหลาย โดยไม่มีความหมายใดที่ได้รับการยอมรับโดยสมบูรณ์ แต่คำนี้โดยทั่วไปแล้วมักใช้เพื่อเรียกการโจมตีขององค์กรลับ หรือองค์กรระหว่างประเทศ ที่มีเป้าหมายเพื่อบังคับรัฐบาลด้วยการกระทำที่ใช้ความรุนแรงต่อรัฐบาลหรือสมาชิกหรือรัฐนั้น
คำนี้ยังเป็นคำที่ใช้ในทางลบเสมอและมีความหมายที่ขยายกว้างขึ้นตั้งแต่มีการประกาศสงครามกับ การก่อการร้ายจนครอบคลุมไปถึงทุกๆ กิจกรรมที่ใช้ความรุนแรง และเป็นคำที่ใช้เฉพาะเพื่อเรียกฝ่ายตรงข้ามเท่านั้น ไม่มีกลุ่มใดเรียกตัวเองว่าเป็น "ผู้ก่อการร้าย" เลย
ถึงแม้ว่านิยามของคำว่า การก่อการร้ายจะกว้างมาก แต่มักจะประกอบไปด้วยเงื่อนไขที่มีแรงจูงใจเกี่ยวกับการเมืองและศาสนา เป้าหมาย คือ พลเมือง จุดประสงค์เพื่อข่มขู่ การข่มขู่มุ่งเป้าไปที่รัฐบาลหรือสังคม ผู้กระทำนั้นไม่ใช่รัฐ และการกระทำนั้นผิดกฎหมาย
ในส่วนของกฎหมายไทยนั้น กำหนดให้ลักษณะความผิดที่กำหนดว่าเป็นการก่อการร้าย ดังนี้มาตรา ๑๓๕/๑ ผู้ใด กระทำการอันเป็นความผิดอาญา ดังต่อไปนี้
(๑) ใช้กำลังประทุษร้ายหรือกระทำการใด อันก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตหรืออันตรายอย่างร้ายแรงต่อร่างกาย หรือเสรีภาพ ของบุคคลใดๆ
(๒) กระทำการใดอันก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ระบบการขนส่งสาธารณะ ระบบโทรคมนาคม หรือโครงสร้างพื้นฐาน อันเป็นประโยชน์สาธารณะ
(๓) กระทำการใดอันก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินของรัฐหนึ่งรัฐใดหรือของบุคคลใดหรือต่อสิ่งแวดล้อม อันก่อให้เกิดหรือน่าจะก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างสำคัญ
ถ้าการกระทำนั้นได้กระทำโดยมีความมุ่งหมายเพื่อขู่เข็ญหรือบังคับรัฐบาลไทย รัฐบาลต่างประเทศหรือ องค์การระหว่างประเทศ ให้กระทำหรือไม่กระทำการใด อันจะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงหรือเพื่อสร้างความปั่นป่วน โดยให้เกิดความหวาดกลัวในหมู่ประชาชน ผู้นั้น กระทำความผิดฐานก่อการร้าย ต้องระวางโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิตหรือจำคุกตั้งแต่สามปีถึงยี่สิบปีและปรับตั้งแต่หกหมื่นบาทถึงหนึ่งล้านบาท
การกระทำในการเดินขบวน ชุมนุม ประท้วง โต้แย้งหรือเคลื่อนไหว เพื่อเรียกร้องให้รัฐช่วยเหลือหรือให้ได้รับความเป็นธรรม อันเป็นการใช้เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ไม่เป็นการกระทำความผิดฐานก่อการร้าย
ซึ่งข้อหาการก่อการร้ายนั้นยังไม่เคยมีการดำเนินคดีในศาลไทยแต่อย่างใด ฉะนั้น ในส่วนของการกระทำของเสื้อแดงว่าจะเป็นการก่อการร้ายหรือไม่นั้น ก็ต้องให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัยซึ่งก็รวมไปถึงข้อหาการมุ่งล้มสถาบันตามประมวลกฎหมายอาญาด้วย
ในทางกลับกันหากรัฐบาลตกเป็นฝ่ายที่พ่ายแพ้ นอกจากจะตกเป็นผู้ต้องหาในศาลยุติธรรมในประเทศ ( national court ) ดังเช่นอดีตประธานาธิบดีชุนดูวานของเกาหลีที่ต้องติดคุกตลอดชีวิตฐานสั่งฆ่าประชาชนของตนเองแล้ว ยังมีโอกาสถูกดำเนินคดีในศาลอาญาระหว่างประเทศด้วย
ศาลอาญาระหว่างประเทศ ( International Criminal Court :- ICC) จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๔๕ โดยธรรมนูญกรุงโรมว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศ หรือที่เรียกว่า "Rome Statute"ตั้งอยู่ที่ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพิจารณาคดีอาญาที่เกี่ยวกับการล้างเผ่าพันธุ์และ คดีอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ อาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติ คดีอาชญากรรมสงคราม และอาชญากรรม ที่เป็นการรุกราน
ศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) แตกต่างจากศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (International Court of Justice-ICJ) ก็คือ ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ( ICJ ) มีอำนาจพิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับรัฐ แต่ ศาลอาญาระหว่างประเทศ ( ICC ) มีอำนาจพิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับตัวบุคคล และมีอำนาจไต่สวน ดำเนินคดี และพิพากษาคดีบุคคล
ดังนั้น ศาลอาญาระหว่างประเทศ จึงเป็นเวทีสำหรับรับเยียวยา การร้องขอความเป็นธรรมในคดีที่บุคคลกระทำความผิด ไม่ว่าการกระทำนั้นๆ จะเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาล หรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับรัฐบาลที่ใช้อำนาจรัฐอยู่ หรือว่าการกระทำนั้นจะเกี่ยวข้องกับกลุ่มบุคคล หรือคณะบุคคลที่ต่อสู้ ต่อต้าน หรือเป็นขบถ หรือ มุ่งหมายที่จะเปลี่ยนแปลงรัฐบาล หรือระบอบการปกครองที่ครองอำนาจรัฐอยู่
ศาลอาญาระหว่างประเทศนี้ แตกต่างจากศาลอาญาระหว่างประเทศชั่วคราว ( ad hoc tribunal ) ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อพิจารณาคดีอาชญากรรมที่กระทำขึ้นในรวันดาและยูโกสลาเวียเป็นการชั่วคราว โดยศาลอาญาระหว่างประเทศเป็นศาลที่จัดตั้งขึ้นมาอย่างถาวร เพื่อที่จะสามารถดำเนินงานได้อย่างทรงประสิทธิภาพ โดยสามารถปฏิบัติงานได้ทันที และสามารถดำเนินการพิจารณาคดีได้เป็นประจำและต่อเนื่อง ทั้งนี้ เพื่อแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการกระทำความผิดอาญาทั่วทั้งโลก ไม่ว่าจะกระทำความผิดที่ใดก็ตาม
ศาลอาญาระหว่างประเทศมีเขตอำนาจศาลข้ามประเทศ เพื่อมุ่งแก้ปัญหาที่เคยเกิดขึ้นในการพยายามที่จะดำเนินคดีทางอาญากับบรรดาเผด็จการต่างๆ และอาชญากรอื่นๆ ที่อาจจะหลบหนีคดีอาญาจากประเทศหนึ่งประเทศใดที่บุคคลเหล่านี้เคยกระทำความผิดที่ถือว่าเป็นอาชญากรรมสงคราม และอาชญากรรมต่อ มวลมนุษยชาติ การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และการรุกรานทำลายล้างด้วยรูปแบบวิธีการต่างๆ
อีกไม่นานเกินรอเราคงได้เห็นตอนจบ แต่จะจบลงอย่างไรนั้นขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยต่างๆ ทางการเมืองที่ประกอบกันขึ้น แต่ที่แน่ๆ นอกจากการเมืองไทยที่จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปที่จะมี ผู้เล่นเฉพาะนักการเมืองในสภาและกองทัพหรือกลุ่มผลประโยชน์เดิมๆ แต่จะมีผู้เล่นกลุ่มใหม่เพิ่มขึ้นมาอีกซึ่งคือกลุ่มการเมืองภาคประชาชนไม่ว่าจะเป็นสีใดก็ตาม ในด้านกฎหมายก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปเพราะจะมีข้อหาใหม่ คือ ผู้ต้องหาก่อการร้ายมุ่งล้มสถาบัน หรือไม่ก็มีผู้ต้องหาศาลอาญาระหว่างประเทศเกิดขึ้น
อยู่ที่ว่าใครจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ในประวัติศาสตร์หน้านี้
--------------------
หมายเหตุ เผยแพร่ครั้งแรกในกรุงเทพธุรกิจออนไลน์



