ที่มา ประชาไท 'ณัฐวุฒิ' ระบุแกนนำ นปช.ต้องประชุมกันอีกรอบเพื่อหารือแผนปรองดองให้สอดรับกับโรดแมพของ 'อภิสิทธิ์' ระบุแกนนำต้องใช้เวลาในการพูดคุยรายละเอียด เพราะปัญหาที่ยากที่สุดคือ ทำอย่างไรให้ประเทศอยู่รอดปลอดภัยไปจนถึงวันเลือกตั้ง นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช.ชี้แจงก่อนการประชุมถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรีอยากให้ยุติการชุมนุมใน 1-2 วันนี้ว่า ทันทีที่ผู้ชุมนุมมีมติตอบรับกระบวนการปรองดองของนายกรัฐมนตรีก็อยากยุติการ ชุมนุมโดยเร็วที่สุด แต่ต้องใช้เวลาปรึกษาหารือพูดคุยกันในรายละเอียด เหมือนที่นายกรัฐมนตรีต้องใช้เวลาเดินสายพูดคุยกับกลุ่มต่างๆ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน และการสร้างความปรองดองไม่ใช่แค่เรื่องการประกาศยุบสภา หรือการยุติการชุมนุม ทั้งสองเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องยาก แต่สิ่งที่ยากกว่าคือ สถานการณ์หลังจากยุติการชุมนุมไปแล้ว และเป็นช่วงระหว่างที่ประเทศกำลังเดินไปสู่การเลือกตั้ง ซึ่งทุกฝ่ายต้องช่วยกันหาทางให้ประเทศเดินไปได้อย่างปลอดภัยไม่เกิด อุบัติเหตุทางการเมือง เพราะต้องยอมรับความจริงว่า มีคนบางกลุ่มไม่ต้องการให้มีการเลือกตั้ง ส่วนที่นายก รัฐมนตรีบอกว่า พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร กับ พลตรีขัตติยะ สวัสดิผล ไม่ต้องการให้เกิดกระบวนการปรองดองนั้น นายณัฐวุฒิเห็นว่า เป็นการทำลายบรรยากาศการสร้างความปรองดอง และหากพิจารณาให้ดีจะเห็นว่า กลุ่มพันธมิตรเสื้อเหลืองเองก็ไม่ต้องการให้เกิดกระบวนการปรองดอง ที่จะนำไปสู่การเลือกตั้ง ดังนั้นจึงไม่อยากให้กล่าวหากันไปมา ซึ่งในส่วนของเสธ.แดงนั้น เคลื่อนไหวโดยอิสระไม่เกี่ยวข้องกับ นปช.หากไปทำอะไรที่ไม่ถูกต้อง เจ้าตัวก็ต้องรับผิดชอบทางกฎหมายเอง
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Monday, May 10, 2010
ณัฐวุฒิ' ขอเวลาปรึกษาแผนปรองดองอีก 1-2 วัน
รำลึก1เดือนสืบทอดเจตนา10เมษาวันวีรชนไพร่
ที่มา Thai E-News
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
10 เมษายน 255331 องค์กรประชาธิปไตยออกแถลงการณ์ในโอกาสครบรอบ 1 เดือนเหตุการณ์ 10 เมษายนเลือด เรียกร้องให้กำหนดเป็นวันสำคัญทางประวัติศาสตร์"วันวีรชนไพร่ลุกขึ้นสู้กอบกู้ประชาธิปไตย" พร้อมทั้งเร่งให้เอาผิดต่ออาชญากรผู้สั่งการสังหาร พรรคประชาธิปัตย์ต้องสัตยาบันยุบสภาให้ชัดเจน ปฏิรูปประเทศไทย ประชาชนทุกส่วนต้องมีส่วนร่วม แสดงความจริงใจปรองดองเริ่มต้นยกเลิกปิดสื่อที่เคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตย
แถลงการณ์:สืบทอดเจตนารมณ์วีรชน 10 เมษายน อย่าปล่อยให้ฆาตรกรลอยนวล คนผิดต้องถูกลงโทษ นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ พรรคประชาธิปัตย์ต้องสัตยาบันยุบสภาให้ชัดเจน ปฏิรูปประเทศไทย ประชาชนทุกส่วนต้องมีส่วนร่วม
โอกาสครบรอบหนึ่งเดือนการล้อมปราบปรามประชาชนคนเสื้อแดงที่ได้ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย โค่นล้มระบอบอำมาตยาธิปไตยด้วยสองมือเปล่า(ที่มีเพียงตีนตบและหัวใจตบ)โดยยึดมั่นแนวทางสันติ อหิงสา ปราศจากอาวุธ เพื่อสร้างประชาธิปไตยให้สมบูรณ์ เริ่มต้นโดยการเรียกร้องให้รัฐบาลอภิสิทธิ์หุ่นเชิดของระบอบอำมาตย์ คืนอำนาจอธิปไตยให้ประชาชนโดยการยุบสภา แต่กลับถูกสังหารด้วยจิตใจอำมหิตของผู้ครองอำนาจ ภายใต้คำสั่งพระราชบัญญัติฉุกเฉินขั้นร้ายแรงของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
เราในนาม กลุ่ม องค์กร เครือข่าย ที่มีจุดยืนเพื่อประชาธิปไตย มีความคิดเห็นและข้อเรียกร้อง ดังนี้ คือ
1.เราขอให้ผู้รักประชาธิปไตย รักความเป็นธรรม รักชาติรักประเทศทั้งหลาย ร่วมกันรำลึกสืบทอดถึงเจตนารมณ์อันยิ่งใหญ่ของวีรชนผู้เสียสละชีวิต และประกาศให้วันที่ 10 เมษายน เป็นวันสำคัญทางประวัติศาสตร์การเมืองไทยของประชาชน เป็น วันรำลึกการต่อสู้ของวีรชนคนเสื้อแดง เป็น “วันวีรชนไพร่ลุกขึ้นสู้กอบกู้ประชาธิปไตย”
2. เรามีความคิดเห็นว่า ฆาตกรมือเปื้อนเลือดในการสังหารประชาชนวันที่ 10 เมษายน ที่ผ่านมาจะต้องถูกลงโทษตามกฎหมาย และหลักสิทธิมนุษยชนสากล เราขอเรียกร้องให้ศาลอาญาระหว่างประเทศ องค์กรสิทธิมนุษยชนสากลร่วมดำเนินการฟ้องร้องเพื่อมิให้เหตุการณ์สังหารประชาชนเกิดขึ้นอีก และเพื่อไม่ให้ “ฆาตกรมือปื้นเลือดลอยนวล คนผิดต้องถูกลงโทษ”
3.เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลอภิสิทธิ์แสดงความจริงใจในแนวทางปรองดอง โดยการยกเลิกพระราชบัญญัติฉุกเฉิน และยุติการปิดกั้นสิทธิเสรีภาพของสื่อเวปไซต์ วิทยุชุมชน และพีเพิลแชลแนล โดยทันที มิใช่กระทำตัว “ปากปราศรัย น้ำใจเชือดคอ” และ”ตีสองหน้า” โดยการอ้างว่าต้องการปรองดอง แต่ก็ยังคงมีการกระทำการข่มขู่คุกคามอย่างที่เห็นและเป็นอยู่
4.เราขอเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ คณะรัฐมนตรี และพรรคประชาธิปัตย์ ทำสัตยาบันประกาศวันยุบสภาให้ชัดเจน และหากแม้ว่าพรรคประชาธิปัตย์ถูกยุบตามอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญนั้น ไม่ว่าใครขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปก็จะดำเนินการยุบสภาตามที่นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ให้สัตยาบันไว้ด้วยเช่นกัน
5.ท่ามกลางกระแสการปฏิรูปประเทศไทย เราขอเรียกร้องให้ประชาชนทุกกลุ่ม ทุกองค์กร ทุกเครือข่าย จัดตั้งตนเองขึ้นมา ระดมความคิดเห็น เสนอข้อเรียกร้องในการมีส่วนร่วมในการปฏิรูปประเทศไทย เพื่อมิให้เพียงเครือข่ายรัฐบาล เครือข่ายอำมาตย์เท่านั้นในการมีส่วนร่วมปฏิรูปประเทศไทย
6.และข้อเสนอการปฏิรูปประเทศซึ่งต้องมีกระบวนการแก้ไขกฎหมาย เปลี่ยนแปลงนโยบาย และกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น จะเป็นวาระสำคัญในการผลักดันให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่มีส่วนสำคัญในการแก้ไขกฎหมาย พรรคการเมืองที่จะขึ้นมาบริหารประเทศเพื่อดำเนินนโยบายของประเทศ ภายหลังยุบสภา และการปฏิรูปประเทศไทยก็คงมิใช่เพียงการปฏิรูปประเทศตามแนวทางของนายกรัฐอภิสิทธิ์ ตลอดทั้งเครือข่ายอำมาตย์ เพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น
ลงนามโดย1. เครือข่ายองค์กรชุมชนแก้ปัญหาที่ดินภาคอีสาน (คอป.อ.)
2. เครือข่ายองค์กรชาวบ้านอนุรักษ์น้ำเซิน (คอซ.)
3. เครือข่ายองค์กรชาวบ้านลุ่มน้ำปาว (คอป.)
4. เครือข่ายอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมภูค้อ-ภูกระแต จังหวัดเลย
5. เครือข่ายคนรุ่นใหม่ภาคอีสาน (คอส.)
6. แนวร่วมเกษตรกรภาคอีสาน (นกส.)
7. เครือข่ายคนรุ่นใหม่ลุ่มน้ำโขง จังหวัดอุบลราชธานี
8. กลุ่มสร้างสรรค์ชีวิตและสังคมอีสาน (กสส.)
9. กลุ่มดงมูลเพื่อการพัฒนา จังหวัดกาฬสินธุ์
10. เครือข่ายอนุรักษ์ภูผาเหล็ก จังหวัดอุดรธานี
11. กลุ่มภูพานเพื่อการพัฒนา จังหวัดสกลนคร
12. เครือข่ายวิสาหกิจชุมชน จังหวัดชัยภูมิ
13. กลุ่มประชาชนไทยแวงน้อย-แวงใหญ่ จังหวัดขอนแก่น
14. กลุ่มเยาวชนมิตรภาพ จังหวัดขอนแก่น
15. กลุ่มเยาวชนอนุรักษ์น้ำพรมตอนต้น จังหวัดชัยภูมิ
16. กลุ่มเยาวชนอนุรักษ์ลุ่มน้ำบัง จังหวัดนครพนม
17. เครือข่ายคนรุ่นใหม่ยโสธร จังหวัดยโสธร
18. สหพันธ์เยาวชนอีสาน (สยส.)
19. แนวร่วมเกษตรกรภาคเหนือ (นกน.)
20. ชมรมส่งเสริมการเรียนรู้ภาคเหนือตอนล่าง
21. เครือข่ายอนุรักษ์ลุ่มน้ำชมพู จังหวัดพิษณุโลก
22. เครือข่ายส่งเสริมสิทธิการจัดการทรัพยากรภาคเหนือตอนล่าง (คสปล.)
23. สหพันธ์เยาวชนคลองเตย (สยค.)
24. เครือข่ายองค์กรชุมชนคลองเตย
25. เครือข่ายชุมชนเมืองบ่อนไก่ กทม.
26. กลุ่มประชาธิปไตยเพื่อรัฐสวัสดิการ
27. เครือข่ายอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชุมชนเขลาโคก จังหวัดร้อยเอ็ด
28. เครือข่ายองค์กรชาวบ้านนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์
29.กลุ่มคนรุ่นใหม่ภาคใต้
30กลุ่มนักศึกษาภาคเหนือเพื่อประชาธิปไตย
31.ชมรมนักข่าวเพื่อเสรีภาพไทย
ผู้ช่วยรมต.ต่างประเทศสหรัฐพบจาตุรนต์-นพดล สมุนผู้ก่อการร้ายกษิตเต้นโวยUSAรับรองเสื้อแดง
ที่มา Thai E-News
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
9 พฤษภาคม 2553
นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต เลขานุการรัฐมนตรีว่ากระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีที่ทางสถานทูตสหรัฐประจำประเทศไทย ประสานให้มีการพบปะพูดคุยกันระหว่างนายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย นายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีตรัฐมนตรียุติธรรม กับนาย Kurt Campbell ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ที่โรงแรมแห่งหนึ่ง เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 9 พ.ค.ว่า กระทรวงการต่างประเทศขอแสดงความผิดหวังที่สถานทูตสหรัฐฯจัดให้มีการพบปะกับบุคคลที่มีความใกล้ชิดกับกลุ่มที่ต้องการล้มรัฐบาลที่มาจากประชาธิปไตย ใช้ความรุนแรง โดย นายนพดล เองก็เป็นที่ทราบกันดีว่า มีความใกล้ชิดกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่อยู่เบื้องหลังในการสนับสนุนในกลุ่มก่อกำลังติดอาวุธ สะสมอาวุธ ซึ่งทางสถานทูตสหรัฐฯเองก็ทราบแต่ทำไมจึงมีนัดหมายเพื่อพบปะกับบุคคลเหล่านี้
“เราเองได้ตั้งข้อสงสัยว่า เมื่อสหรัฐฯสนับสนุนรัฐบาลที่มาจากประชาธิปไตย ทำไมถึงไปพบกับบุคคลที่ต้องการล้มรัฐบาลที่มาโดยถูกต้อง เหมือนกับว่า ไปรับรองการกระทำของกลุ่มผู้ก่อการร้าย อยากเรียกร้องให้สหรัฐฯประณามการก่อการร้ายในไทย เพราะแน่ชัดแล้วว่า มีกลุ่มติดอาวุธอยู่ในประเทศไทย และสหรัฐฯ ก็มีนโยบายต่อต้านการก่อการร้าย ซึ่งอยากให้สหรัฐฯเข้าใจตรงนี้ด้วย การล้มล้างรัฐบาลที่มาจากประชาธิปไตยสหรัฐฯควรประณาม และเรื่องที่เกิดขึ้นถือเป็นเรื่องความมั่นคงภายในประเทศ” นายชวนนท์ กล่าว
นายชวนนท์ กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมา ทางกระทรวงการต่างประเทศ โดย นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ก็ได้เดินสายชี้แจงกับผู้นำประเทศต่างๆ กับเรื่องที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะประเทศมาเลเซีย และประเทศเวียดนาม เองก็แสดงความเข้าใจ ว่า เราเองไม่มีเจตนารังแกประชาชน ในเมื่อมีกองกำลังติดอาวุธ รัฐบาลก็ต้องดำเนินการจัดการโดยเร็ว และถือเป็นหน้าที่
อนึ่งนายกษิตตกเป็นผู้ต้องหาก่อการร้ายยึดสนามบินสุวรรณภูมิ ขณะที่แกนนำนปช.ยังไม่เคยถูกตำรวจดำเนินคดีก่อการร้ายเลยนอกเหนือจากการถูกกล่าวหาจากทางรัฐบาล จึงเป็นที่น่าสังเกตว่า กระทรวงต่างประเทศออกมาโวยในคราวนี้เพราะเสียหน้าที่รัฐบาลสหรัฐฯพบปะหารือกับนายจาตุรนต์และนายนพดล ซึ่งอาจนำไปสู่การเข้าแทรกแซงรัฐบาลที่มีผู้ก่อการร้ายเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ
เป็นที่น่าสังเกตว่าผู้ช่วยรมต.ต่างประเทศสหรัฐฯไม่ได้ให้กษิตหรือตัวแทนรัฐบาลเข้าพบหารือใดๆ ทำให้รรัฐบาลไทยเสียหน้าในเวทีโลกอย่างหนัก และวิตกว่ามหาอำนาจสหรัฐฯกำลังเข้าแทรกแซงวิกฤตการณ์การเมืองของไทย
*****************
เนชั่นรายงานว่า แคมพ์เบลเรียกร้องให้ทุกฝ่ายในไทยเจรจาหาทางออกจากวิกฤตการณ์ และใช้ความอดกลั้น โดยการเจรจานั้นควรเป็นไปโดยยุติธรรม
Campbell meets key protesters
By THANONG KHANTHONG
THE NATION
US Assistant Secretary of State Kurt Campbell Sunday met with red-shirt protesters before applauding Prime Minister Abhisit Vejjajiva's road map, unveiled last week as a peaceful way to end the country's politi-cal turmoil.
Campbell met key figures from the opposition such as Pongthep Thepkanjana, Chaturon Chaisaeng and Noppadon Pattama. Pongthep and Chaturon are former Cabinet ministers banned from politics for five years under a court order, while Noppadon is a lawyer who is now spokesman for the Shinawatra family.
"More than 10 Democrats were also invited to attend the breakfast meeting, but none of them went. Foreign Minister Ka-sit Piromya and government spokesman Panitan Wattanaya-gorn also declined the invitation," a political source said.
Campbell said he came to Bangkok not to mediate a break-through or back any outcome.
"Even though Thailand is going through a difficult period, there is reason to be encour-aged by efforts from all sides to bridge the differences between the government and the UDD (DAAD) protesters and to negoti-ate a fair and endurable compro-mise," he said.
"We strongly welcome the PM's road map for national rec-onciliation and commitment for holding new elections. We're also encouraged by the UDD's positive response to the road map and hope that its leaders will seize this opportunity to responsibly and expeditiously lead Thailand out of its current predicament."
Campbell's statement reflects Washington's support for the United Front for Democracy against Dictatorship (UDD)'s campaign. Missing from his speech was any mention of the US position in regard to armed elements within the red shirts, which have been battling the Abhisit government and blamed for recent violence in Bangkok.
"Restraint and foresight are critical for both sides at this time. However, it must be said that we remain cautious about progress as those who don't want peace or political progress continue to employ violence as a means to undermine resolution of political differences, like the unfortunate shooting on Friday night that resulted in a loss of lives," he said.
"In addition to those injured directly, political violence dam-ages the reputation of the nation, undermines democratic institutions and legal mech-anisms for dispute resolution. We call on both sides to urge restraint and to firmly commit to a process of peaceful reconcili-ation in support of the rule of law and the pursuit of a just and democratic outcome."
Sunday, May 9, 2010
"ประเทศไทยที่ขอบเหว": การสัมนาวิชาการที่ออสเตรเลีย
Thailand is on the verge: of crisis, of a different future, of the reconsolidation of the old order. Borders open and then rapidly contract. There is unending insurgency and counterinsurgency in southern Thailand. Red and yellow shirt protestors are in the streets.The question of royal succession looms. Violence against migrants grows. Human rights are sliding by the wayside.Law is constantly dismembered and redefined.
The event was introduced by Professor Paul Hutchcroft and moderated by Dr Tyrell Haberkorn.
A podcast of the full forum is available athhttp://asiapacific.anu.edu.au/podcasts/20100421_Thailand-on-the-verge.mp3
For more on Thai politics and culture:http://asiapacific.anu.edu.au/newmandala
สื่อต่างชาติบัญญัติศัพท์ใหม่ เรียกภาวะการเมืองไทยปัจจุบันว่า "ประชาธิปไตยแบบพอเพียง"
ที่มา Thai E-News
9 พฤษภาคม 2553
ในนิตยสาร "ดิ อีโคโนมิสต์" (อ่านได้ที่ ลิงก์ ) ฉบับล่าสุด ได้วิเคราะห์สถานการณ์ทางการเมืองในประเทศไทย รวมทั้งมีการเชื่อมโยงคำและความหมายของแนวคิด"เศรษฐกิจพอเพียง" เข้ากับแนวคิด"ประชาธิปไตยพอเพียง" โดยระบุว่าทั้งสองแนวคิดดังกล่าวพยายามทำให้ชาวบ้านผู้ยากจนต้องยอมรับกับความสัมพันธ์ตามลำดับชั้นที่ดำรงอยู่ในสังคมไทย
หลังจากนั้นไม่นาน เว็บล็อก " ช็อตต์′ส โวแค็บ " ซึ่งเป็นบล็อกในเว็บไซต์ของ "นิวยอร์ค ไทม์ส" ก็ได้นำประเด็นดังกล่าวไปขยายความต่อ โดยบล็อกดังกล่าวได้นิยามความหมายของคำว่า "ประชาธิปไตยพอเพียง" เอาไว้ว่า
"นี่คือชื่อเล่นของระบบการเมืองปัจจุบันในประเทศไทย ซึ่งบางคนระบุว่าเป็นระบบการเมืองที่สนับสนุนการมีลำดับชั้นภายในสังคม"
นอกจากนี้ ช็อตต์′ส โวแค็บ ยังได้อ้างอิงถึงบทความของ " แอนดรูว์ วอล์คเกอร์ " ที่เผยแพร่ในเว็บล็อก "นิว แมนดาลา" (นวมณฑล) ตั้งแต่ปี พ.ศ.2549 ซึ่งมีเนื้อหาดังนี้
"ไม่ใช่แค่ผู้คนในชนบทจะถูกป้องกัน (หรือกีดกั้น) ออกจากการเข้ามามีส่วนร่วมอย่างกระตือรือร้นและเต็มที่ในเศรษฐกิจระดับชาติเท่านั้น แต่การมีส่วนร่วมอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยและแข็งขันในการปกครองระบอบประชาธิปไตยผ่านการเลือกตั้งของพวกเขาก็ยังถูกผลักไสออกไปโดยผู้นำของชาติซึ่งรู้แจ้งอยู่ในกรุงเทพมหานคร ประชาธิปไตยแบบพอเพียงจึงไม่ต่างอะไรกันกับเศรษฐกิจพอเพียง ที่พยายามจะควบคุมความทะเยอทะยานของชาวชนบทให้ยึดแน่นอยู่ตรงตำแหน่งแห่งที่ดั้งเดิมของพวกเขาต่อไป"
พลเมืองอเมริกันถูกเจ้าหน้าที่ไทยสอบสวนต่อกิจกรรมออนไลน์ของเขา
ที่มา Thai E-News US citizen interrogated by Thai officials for his online activities
May 7, 2010
ที่มา – Reporters without Borders
แปลและเรียบเรียง – แชพเตอร์ ๑๑
องค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน และองค์กรสิทธิมนุษยชนแห่งสหรัฐฯ(“องค์กรสิทธิสหรัฐฯ”) กำลังไม่พอใจที่นายแอนโทนี่ ชัย พลเมืองสหรัฐฯจากแคลิฟอร์เนีย ถูกเจ้าหน้าที่ไทยทำการสอบสวนที่ประเทศไทย และหลังจากนั้นได้ถูกสอบสวนอีกครั้งในสหรัฐฯด้วยการกล่าวหาว่า หมิ่นพระบรมเดชานุภาพกษัตริย์ในปี ๒๕๔๙ ชัยมาจากประเทศไทย และได้รับสัญชาติอเมริกันในปลายยุค ค.ศ. ๑๙๗๐ (พ.ศ. ๒๕๑๓) ชัยมีสิทธิถูกจับหากเขาเดินทางกลับประเทศไทย
ในปี ๒๕๔๙ เจ้าหน้าที่ไทยยังติดต่อกับบริษัทโฮสของเว็บไซต์http://www.manusaya.com ซึ่งเป็นเว็บไซต์แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกษัตริย์ไทย และตามรอยไปถึงคอมพิวเตอร์ในที่ทำงานของเขา เป็นที่เชื่อกันว่าบริษัทโฮสเป็นผู้เปิดเผยหมายเลขไอพีของชัยโดยที่ชัยไม่รับรู้ปฏิกิริยาของบริษัทโฮสซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในสหรัฐฯคือ ทำการปิดเว็บไซต์
องค์กรสิทธิกล่าวว่า “เราวิตกเกี่ยวกับผลกระทบในวงกว้างของกฎหมายหมิ่นฯของประเทศไทย รวมถึงผลกระทบโดยตรงต่อพลเมืองของประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะในเวลาที่กำลังเกิดความตึงเครียดทางการเมืองทั่วทั้งประเทศ” องค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน และองค์กรสิทธิมนุษยชนแห่งสหรัฐฯ แถลงว่า “กรณีของชัยดูเหมือนเป็นการแสดงว่า เจ้าหน้าที่สหรัฐฯไม่คัดค้านกับการที่เจ้าหน้าที่ต่างชาติทำการสอบสวนพลเมืองสหรัฐฯในแผ่นดินสหรัฐฯ และยิ่งน่าอัปยศเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากเจ้าหน้าที่ไทยสามารถสั่งให้บริษัทสหรัฐฯ ปฏิบัติตามกฎหมายไทย แม้บริษัทนั้นจะบริหารอยู่ในสหรัฐก็ตาม ซึ่งเป็นการขัดแย้งกับกฎหมายสหรัฐฯ และการคุ้มครองการทำธุรกิจในประเทศ เราเรียกร้องให้กระทรวงยุติธรรมก้าวเข้ามาจัดการคดีนี้”
แอนโทนี่ ชัย กล่าวกับองค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน และองค์กรสิทธิมนุษยชนแห่งสหรัฐฯ ว่า:“เจ้าหน้าที่คนหนึ่งซึ่งทำการสอบสวนผม บอกผมว่า เขาต้องการจะสรุปสำนวนนี้ให้เสร็จ ทั้งเอกสาร และหนังสือต่างๆเกี่ยวกับกษัตริย์ไทยจะต้องยึดไว้ ผมกลัวว่าจะไม่ได้กลับไปประเทศไทยอีก ผมร่วมมือกับอัยการไทย และตัวแทนพระราชวังอย่างเต็มที่ พวกเขามากันสามคน ผมตอบในสิ่งที่พวกเขาต้องการจะรู้เพื่อทำสำนวนของตำรวจผมมอบข้อเขียน และหนังสือเกี่ยวกับกษัตริย์ไทยซึ่งทั้งผมและผู้ช่วยของผมได้รับทางไปรษณีย์ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ผมตกใจตอนที่รู้ว่า เจ้าหน้าที่ไทยตัดสินใจที่จะฟ้องข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพกับผม”
รัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๔ (the Fourth Amendment) ของสหรัฐอเมริกา ระบุว่า: “สิทธิของบุคคลที่จะมีความมั่นคงปลอดภัยในร่างกาย เคหสถาน เอกสาร และวัตถุสิ่งของต่อการค้น การยึด และการจับกุมที่ไม่มีเหตุอันควร จะถูกล่วงละเมิดมิได้ และห้ามมิให้มีการออกหมายเว้นแต่จะมีเหตุอันควร ซึ่งได้มาโดยการสาบาน หรือปฏิญาณตน และหมายนั้นจะต้องระบุเฉพาะเจาะจงถึงสถานที่ซึ่งจะถูกค้นตัวบุคคลที่จะถูกจับและสิ่งของที่จะถูกยึด”
หาเสียงเลือด รัฐไทยล้มเหลว
สถานการณ์ความตึงเครียดจากวิกฤติม็อบเสื้อแดง ผ่อนคลายลงทันทีหลังจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ออกมาประกาศแผนปรองดองแห่งชาติ หรือโรดแม็ป 5 ข้อ
เพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง คลี่คลายปัญหาวิกฤติม็อบเสื้อแดง
ยืนยันถ้ากระบวนการปรองดองสามารถนำความสงบสุขกลับคืนมาสู่สังคม เหตุการณ์บ้านเมืองกลับสู่ความสงบ
รัฐบาลพร้อมที่จะจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 14 พฤศจิกายน 2553
ร่นระยะเวลาในการยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชน จากเดิมที่เคยตั้งเงื่อนไขไว้ 9 เดือน ลดลงมาเหลือเพียงแค่ 5 เดือน
โดยเสนอกรอบในการดำเนินการตามกระบวนการปรองดอง 5 ข้อ คือ
หนึ่ง ทุกฝ่ายในสังคมต้องร่วมกันทำงาน เพื่อเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ ช่วยกันดูแลไม่ให้มีการละเมิดสถาบัน และไม่ดึงสถาบันเข้ามาเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางการเมือง
สอง ปฏิรูปประเทศ แก้ไขปัญหาความไม่เป็นธรรมที่มีอยู่ในสังคมและระบบเศรษฐกิจ เพื่อทำให้เกิดความเป็นธรรมทั้งโครงสร้าง
คนไทยทุกคนจะต้องได้รับการดูแลด้วยระบบสวัสดิการที่ดีและมีโอกาสเท่าเทียมกันทั้งการศึกษา สาธารณสุข การมีรายได้ และความมั่นคงในชีวิต
สาม สื่อมวลชนต้องมีสิทธิเสรีภาพ มีกลไกอิสระในการเสนอข้อมูลข่าวสาร ไม่เป็นการเสนอข้อมูลข่าวสารที่มุ่งสร้างความขัดแย้งความเกลียดชังที่นำไปสู่การใช้ความรุนแรงต่อกัน
สี่ ต้องมีคณะกรรมการอิสระเข้ามาตรวจสอบข้อเท็จจริงในเหตุการณ์ความรุนแรงต่างๆ
ทั้งเหตุการณ์วันที่ 10 เมษายน เหตุการณ์ที่ถนนสีลม และที่ดอนเมือง รวมถึงเหตุการณ์ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เพื่อ ให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
ห้า ต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับปัญหาการเมืองที่เกิดขึ้น ครอบคลุมในเรื่องของประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
รวมไปถึงประเด็นเรื่องการลิดรอน การเพิกถอนสิทธิของผู้ที่เกี่ยวข้องกับวงการเมือง
และในส่วนของความผิดในการชุมนุมทางการเมือง เช่น การชุมนุมเกิน 5 คน ในช่วงที่มีการประกาศ พ.ร.ก.บริหารราชการ ในสถานการณ์ฉุกเฉิน
พร้อมเน้นย้ำ กระบวนการทั้งหมดนี้ไม่อาจบรรลุเป้าหมายได้ ถ้าไม่ได้รับความร่วมมือจากประชาชนทุกกลุ่มทุกฝ่าย
ทั้งนี้ต้องยอมรับว่า การประกาศแผนปรองดองแห่งชาติของนายกฯอภิสิทธิ์ครั้งนี้ ทุกฝ่ายในสังคมขานรับกันกระหึ่ม
เพราะอยากให้บ้านเมืองกลับสู่ความสงบ
ในขณะที่แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่นำม็อบเสื้อแดงยึดสี่แยกราชประสงค์ กดดันให้มีการยุบสภา
ก็มีมติเป็นเอกฉันท์ ยินดีที่จะเข้าสู่กระบวนการปรองดองสมานฉันท์
แต่ก็ยังไว้เชิง ตั้งแง่ว่านายกฯควรประกาศวันยุบสภาให้ชัดเจน
รวมทั้งต้องการคำยืนยันจากพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคร่วมรัฐบาล ว่าเห็นด้วยกับแผนปรองดองครั้งนี้
และก็เป็นนายอภิสิทธิ์ที่ออกมาชี้แจงถึงเรื่องห้วงเวลายุบสภาว่า เป็นเรื่องที่สามารถคำนวณได้อยู่แล้ว คือช่วงครึ่งเดือนหลังของเดือนกันยายน
เพราะโดยกติการัฐธรรมนูญและกฎหมายเลือกตั้งกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า ในกรณีมีการยุบสภาต้องกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ภายในระยะเวลาไม่น้อยกว่า 45 วัน แต่ไม่เกิน 60 วัน นับแต่วันยุบสภา
นั่นก็หมายความว่า เมื่อให้มีการเลือกตั้งในวันที่ 14 พฤศจิกายน 2553 นับย้อนสู่ห้วงเวลาของการยุบสภา ก็จะอยู่ในช่วงระหว่างวันที่ 15-30 กันยายน 2553
แต่ที่นายกฯไม่สามารถประกาศวันยุบสภาออกมาตรงๆ ก็เพราะรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ชัด การยุบสภา เป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์
ประเด็นนี้แกนนำม็อบเสื้อแดงก็รู้อยู่แก่ใจ แต่ทำเป็นไขสือ
ขณะเดียวกัน พรรคประชาธิปัตย์และพรรคร่วมรัฐบาล ก็มีมติเห็นด้วยกับแผนปรองดอง 5 ข้อของนายกฯ
เมื่อมาถึงจุดนี้ เรื่องหลักๆที่ตั้งแง่เอาไว้ ถือว่าได้คำตอบหมดแล้ว จึงไม่มีเหตุผลอะไรที่แกนนำม็อบเสื้อแดงจะปฏิเสธการเข้าร่วมกระบวนการปรองดองครั้งนี้
ยกเว้นเสียแต่ ยังมีเงื่อนไขปมลึกอื่นๆที่ต้องการต่อรองกันในทางลับ
ส่วนการที่แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ และกลุ่มเสื้อหลากสี ออกมาคัดค้านแผนปรองดองและการกำหนดห้วงยุบสภาเลือกตั้งใหม่ของนายกฯ
โดยมองว่าแผนปรองดองครั้งนี้ เป็นการทำลายกระบวนการปฏิรูปประเทศ กระบวนการยุติธรรม และหลักนิติรัฐ ต้องการให้รัฐบาลบังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มที่ ไม่ต้องการให้ปรองดองกับกลุ่มก่อการร้ายและขบวนการล้มสถาบัน
ตรงนี้ถือได้ว่าเป็นสีสันทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย
เพราะนายกฯอภิสิทธิ์พูดชัดเจนในการประกาศโรดแม็ป 5 ข้อว่า จะไม่มีการนิรโทษกรรมในการกระทำความผิดในคดีอาญา โดยเฉพาะเรื่องก่อการร้ายและขบวนการล้มสถาบัน มีการจับกุมบุคคลที่เกี่ยวข้องและมีการขยายผล โดยทางดีเอสไอได้รับเข้าเป็นคดีพิเศษแล้ว
ยืนยันไม่มีเกี้ยเซี้ยอย่างเด็ดขาด
อย่างไรก็ตาม เมื่อโฟกัสไปที่โรดแม็ป 5 ข้อ ในกระบวนการสร้างความปรองดองของนายกฯอภิสิทธิ์
ในข้อแรก เรื่องการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่ให้มีการจาบจ้วง หรือดึงลงมาเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางการเมือง
ถือเป็นหน้าที่ของทุกฝ่ายในสังคมที่ต้องช่วยกันปกป้องดูแลอยู่แล้ว
ส่วนข้อสอง เรื่องการปฏิรูปสังคมเพื่อแก้ปัญหาความไม่เป็นธรรมในด้านต่างๆทั้งระบบ และข้อสาม การสร้างกลไกดูแลสื่อให้เสนอข่าวสารอย่างสร้างสรรค์ ไม่สร้างความเกลียดชังให้เกิดความรุนแรง
ในส่วนนี้ยังเป็นแค่นามธรรม เพราะต้องมีการระดมความคิดเห็นและข้อเสนอจากฝ่ายต่างๆที่เกี่ยวข้องอีกหลายขั้นตอน
เช่นเดียวกับข้อสี่ การตั้งคณะกรรมการอิสระเข้ามาตรวจสอบข้อเท็จจริงเหตุการณ์ความรุนแรงและความสูญเสียที่เกิดขึ้นในห้วงที่มีการชุมนุมของม็อบเสื้อแดง
ยังต้องมีกระบวนการในการสรรหาบุคคลที่ฝ่ายต่างๆในสังคมให้การยอมรับในเรื่องความเป็นกลางและความยุติธรรม เข้ามาพิสูจน์ตรวจสอบข้อเท็จจริงในแต่ละเหตุการณ์ เพื่อหาข้อสรุปให้เป็นที่ประจักษ์แก่สังคม
สำหรับข้อห้า การนิรโทษกรรมให้แก่ประชาชนที่เข้าร่วมชุมนุมกับม็อบเสื้อแดงในห้วงที่มีการประกาศ พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ฝ่าฝืนกฎหมายห้ามชุมนุมเกิน 5 คน
ในประเด็นนี้พอเข้าใจได้ว่าเป็นการนำหลักรัฐศาสตร์เข้ามาใช้ เพื่อผ่อนคลายบรรยากาศและสร้างความปรองดอง
แต่สำหรับประเด็นที่จะให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และการให้ความเป็นธรรมกับบรรดานักการเมืองที่ถูกเพิกถอนสิทธิทางการเมือง
ซึ่งหมายถึงพวกบ้านเลขที่ 111 และ 109 ที่ถูกตัดสิทธิทางการเมืองจากคดียุบพรรค
ประเด็นนี้ ถือเป็นการแก้ปัญหาให้กับนักการเมืองโดยเฉพาะ และจะต้องมีกระบวนการในการดำเนินการในสภาฯอีกหลายขั้นตอน
ยังต้องเผชิญกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมอีกหลายระลอก
จากวิกฤติม็อบเสื้อแดง ทำให้เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงและความสูญเสีย ถึงขั้นมิคสัญญี จนมาถึงจุดที่นายกฯประกาศแผนปรองดอง ทำให้สถานการณ์ที่กำลังตึงเครียดผ่อนคลายลง
ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า ทำไมสถานการณ์ถึงอ่อนลงมาถึงตรงนี้ได้
"ทีมข่าวการเมืองไทยรัฐ" ขอบอกว่า การที่สถานการณ์ไหลมาถึงจุดนี้ สาเหตุสำคัญก็เพราะเกิดสถานการณ์รุนแรงสะสม
เกิดเหตุการณ์ปะทะรุนแรงระหว่างม็อบเสื้อแดงกับทหารจนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก
ตามด้วยสถานการณ์ที่สร้างความสะเทือนให้แก่ผู้คนส่วนใหญ่ในสังคม ทั้งกรณีขบวนการล้มสถาบันเบื้องสูง
และเหตุการณ์ที่แกนนำ นปช.นำการ์ดเสื้อแดงนับร้อยคนบุกเข้าไปตรวจค้นโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สถานที่ตั้งสภากาชาดไทย ที่เป็นสมาชิกกาชาดสากล
ถือเป็นจุดเปราะบางที่กระทบไปถึงเวทีนานาชาติ
เพราะโดยหลักสากล แม้ในยามสงครามก็ยังมีข้อยกเว้น ไม่คุกคามหน่วยแพทย์ พยาบาลที่ให้การรักษาผู้ป่วยและผู้ได้รับบาดเจ็บทุกฝ่ายด้วยมนุษยธรรม
จากปรากฏการณ์เหล่านี้ ทำให้ฝ่ายรัฐบาลโดนสังคมตำหนิ ไม่บังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง
ในขณะที่ฝ่ายม็อบเสื้อแดง ก็โดนกระแสสังคมกระหน่ำอย่างหนัก พฤติกรรมห้าวระห่ำ แนวร่วมหดหาย
สถานการณ์บีบจนทำให้เกิดเจรจาทางลับระหว่างทีมงานนายกฯอภิสิทธิ์ กับแกนนำ นปช. และตัวแทนของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่อยู่เบื้องหลังแกนนำม็อบ
จนกลายเป็นที่มาของแผนปรองดอง เพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งวิกฤติม็อบเสื้อแดง
หาทางลงแบบวินวินด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย
อย่างไรก็ตาม จากการประกาศแผนปรองดองของนายกฯอภิสิทธิ์ ที่เน้นย้ำว่าต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย เพื่อให้บ้านเมืองกลับสู่ความสงบ
จากนั้นจะยุบสภาและจัดเลือกตั้งในวันที่ 14 พฤศจิกายน ภายใต้เงื่อนไขที่ทุกพรรคต้องไปหาเสียงได้ทุกพื้นที่
ในประเด็นนี้ยังไม่มีอะไรรับประกันได้ว่าทุกอย่างจะราบรื่น
เพราะถึงแม้ม็อบเสื้อแดงสลายการชุมนุม แต่ความเคียดแค้นชิงชังอาจยังตกค้างอยู่
รวมไปถึงยุทธศาสตร์การต่อสู้ขั้นต่อไปของ "นายใหญ่" ไม่มีใครคาดเดาได้
หากไม่เกิดบรรยากาศปรองดองอย่างแท้จริง มีเหตุรุนแรงแทรกซ้อนบนเวทีหาเสียงเลือกตั้ง มีการเสียเลือดเสียเนื้อบาดเจ็บล้มตาย
สถานการณ์อาจเป็นอย่างที่นางสดศรี สัตยธรรม กกต. ออกมาเตือนไว้ล่วงหน้า ถ้าการเลือกตั้งเกิดเหตุรุนแรง สหประชาชาติอาจส่งกองกำลังต่างชาติเข้ามาดูแล
เลือกตั้งเลือด รัฐไทยล้มเหลว
เหตุการณ์เช่นนี้ อย่าคิดว่าจะเกิดขึ้นในเมืองไทยไม่ได้.
"ทีมการเมือง"
เสื้อแดง/ต่างชาติประนามมือบึ้ม ปรองดองยืดชุมนุมยื้อ...
ที่มา ประชาไท
แกน นปช.แถลงขอเวลา 2 วันกำหนดแผน"ปรองดอง"/ประนามมือมืด
นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมแกนนำ นปช. มีมติจะออกแถลงการณ์ภายใน 1-2 วันนี้เพื่อนำเสนอแผนปรองดองของนปช.ร่วมกับรัฐบาล เพราะเชื่อว่าจะเป็นการหาทางออกจากวิกฤต
นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า แถลงการณ์ของ นปช. อาจมีทั้งประเด็นที่สอดคล้อง แตกต่าง หรือมีข้อเสนอเพิ่มเติมจากแผนปรองดอง 5 ข้อของรัฐบาล ซึ่งจะมีลักษณะที่ยืดหยุ่นได้ ทั้งนี้เห็นด้วยที่คนเสื้อแดงควรยุติการชุมนุมภายในวันที่ 15 พ.ค. เพราะหากปล่อยให้ยืดเยื้อจะเป็นอุปสรรคต่อการปรองดอง
นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำนปช. กล่าวว่า แผนปรองดองจะต้องรวมถึงการดำเนินคดีกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีและนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ในคดีสั่งฆ่าประชาชน หากไม่ได้รับความยุติธรรมเรื่องนี้ คนเสื้อแดงจะไม่ยุติการชุมนุม
สำหรับเหตุคนร้ายใช้อาวุธสงครามกราดยิงใส่กลุ่มผู้ชุมนุมชาวสีลมและเจ้าหน้าที่ตำรวจบริเวณธนาคารกรุงไทย ถนนสีลม และใช้ระเบิดถล่มด่านตรวจสวนลุมพินีช่วงกลางดึกวันที่ 7 พ.ค. ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเสียชีวิต 2 นาย คือจ.ส.ต.วิทยา พรหมสาลี ตำรวจชุดควบคุมฝูงชน สภ.หางน้ำสาครจ.ชัยนาท และ ส.ต.ท.กานต์ณุพัฒน์เลิศจันทร์เพ็ญ ผู้บังคับหมู่งานจราจร สน.ทุ่งมหาเมฆ
นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เปิดเผยว่าคนที่ลงมือก่อเหตุใช้อาวุธสงครามถล่มเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจตาย 2 นาย เพราะไม่ต้องการให้เกิดกระบวนการปรองดอง น่าสงสัยว่า
อาจเป็นฝีมือของกลุ่มคนเสื้อเหลืองและคนเสื้อหลากสีที่ออกมาคัดค้านการปรองดอง ดังนั้น ศอฉ.ควรตรวจสอบและขอให้รัฐบาลถอนกำลังทหารและยุบด่านทั้งหมดเพราะอาจทำให้คนที่จ้องล้มกระบวนการปรองดองใช้ช่องทางนี้สร้างสถานการณ์
นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำนปช. กล่าวว่า ขอประณามผู้ที่กระทำการดังกล่าว เชื่อว่าเป็นฝีมือของผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับแผนปรองดองของนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ขออย่าโยนความผิดให้คนเสื้อแดง เพราะคนเสื้อแดงไม่มีการพกพาอาวุธมาชุมนุม
สำหรับกรณีที่ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก ถูกมองว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ครั้งนี้ ขอปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็น หากรัฐบาลมีหลักฐานชัดเจนก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม แม้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นกลุ่มคนเสื้อแดงก็จะเดินหน้าตามกระบวนการปรองดองต่อไป
โฆษกรัฐบาลระบุมีผู้ไม่อยากให้ปรองดอง/เลขาฯมาร์คถ้าไม่ยุติชุมนุมก็เลิกปรองดอง
นายปณิธาน วัฒนายากร ปฏิบัติหน้าที่โฆษกรัฐบาล กล่าวว่า ที่ประชุมศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ได้ตั้งข้อสังเกตว่า มีกลุ่มบุคคลไม่อยากให้การปรองดองเกิดความสำเร็จ และไม่ต้องการให้เหตุการณ์จบลง จึงขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายโดยเฉพาะ นปช. ยุติปัญหาโดยเร็ว มิฉะนั้นอาจเกิดปัญหาแทรกซ้อน
นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุเลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าการชุมนุมควรต้องยุติภายใน 1-2 วันนี้ ตามที่นายกรัฐมนตรีบอกเพราะถ้ารอถึงวันที่ 15 พ.ค. ถือว่านานเกินไป ถ้าผู้ชุมนุมไม่ยอมยุติการชุมนุมก็ต้องเลิกเจรจาสู่แผนปรองดอง
นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า กรณีนี้เป็นการสร้างเงื่อนไขสู่การเผชิญหน้าครั้งใหญ่เพื่อไม่ให้การปรองดอง เกิดขึ้น สอดรับกับก่อนหน้านี้ที่มีขบวนการไม่ต้องการให้ผู้ชุมนุมปรองดองกับรัฐบาล
"คนกลุ่มนี้เคยทำนายว่าจะเกิดเหตุระเบิดที่นั่นที่นี่ และเข้าไปในพื้นที่ก่อนเกิดเหตุระเบิดทุกครั้ง เช่นกลุ่ม เสธ.แดง" นพ.บุรณัชย์ กล่าว
ยุโรปประนามมือบึ้ม/จับทหารพร้อมอาวุธในที่ชุมนุม
เมื่อวันที่ 8 พ.ค.เวลา 20.10 น.ได้มีแถลงการณ์จากหัวหน้าคณะฑูต จากกลุ่มประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย ระบุว่า หัวหน้าคณะฑูตจากกลุ่มประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปประจำประเทศไทยมีความ ยินดีที่รัฐบาลไทยและทุกภาคส่วนที่มีส่วนเกี่ยวข้องในทางการเมืองได้ใช้ความ พยายามในการหาทางออก ให้กับสถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังดำเนินอยู่ ณ ขณะนี้ผ่านทางการเจรจา
ทั้งนี้ สหภาพยุโรปขอประณามการใช้ความรุนแรงที่เพิ่งได้เกิดขึ้น และขอแสดงความเสียใจ ต่อครอบครัวของเหยื่อที่ประสบกับความรุนแรงในครั้งนี้ สหภาพยุโรปของเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยุติการใช้ความรุนแรง และหวังว่าการหาทางแก้ไขปัญหาด้วยวิธีสันติตั้งแต่เนิ่นๆ จะนำพาให้ประเทศไทยกลับสู่สภาวะของการมีความสมานฉันท์ ความมั่งคั่ง และความมั่นคง และมีการเคารพการบังคับใช้กฎหมายดังเดิม
แดงอีสานโวยถูกโรยเรือใบสกัดเข้ากรุง
กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) จากภาคอีสาน ที่ออกเดินทางจาก จ.ขอนแก่น และพื้นที่ใกล้เคียงได้ทยอยเดินทางเข้า กทม. โดยใช้ถนนพหลโยธิน และผ่านด่านตรวจความมั่นคง อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา
ทั้งนี้ มีกำลังทหารจากศูนย์การทหารม้า จ.สระบุรี และตำรวจภูธร จ.พระนครศรีอยุธยา ตั้งจุดตรวจอย่างเข้มงวด โดยจดบันทึกทะเบียนรถยนต์ ตรวจสอบบัตรประจำตัวประชาชน และเอกสารรถยนต์ เมื่อเอกสารครบเจ้าหน้าที่ก็จำใจต้องปล่อยให้เคลื่อนขบวนผ่านเข้า กทม. โดยไม่ได้มีการปิดกั้นแต่อย่างใด
ขณะที่ตำรวจสันติบาลพระนครศรีอยุธยา รายงานข้อมูลว่า มีกลุ่มนปช.เดินทางผ่านโดยใช้รถยนต์กระบะ รถเก๋ง และรถส่วนบุคคล จำนวน ประมาณ 5,000 คน
แกนนำ นปช.นำตะปูเรือใบมาแสดงในที่ชุมนุมพร้อมกับชี้แจงว่าขณะที่เคลื่อนขบวนจาก อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา มาจนถึงเขต อ.แก่งคอย จ.สระบุรี มีชายลึกลับขับรถเก๋งสีดำไม่ทราบยี่ห้อและหมายเลขทะเบียนตระเวนโปรยตะปูเรือใบ ความยาว 4 นิ้ว ทำให้รถยนต์นับ 100 คันยางรั่วต้องจอดแวะปะยางข้างทาง
สำหรับบรรยากาศการชุมนุมบริเวณราชประสงค์ตั้งแต่เวลา 12.00 น. วันที่ 8 พ.ค. มีขบวนรถกลุ่ม นปช.จากต่างจังหวัดเคลื่อนเข้ามาสมทบเป็นระยะ แต่ละคนสวมเสื้อสีแดงและติดธงสัญลักษณ์โดยไม่เกรงคำเตือนของศูนย์อำนวยการ แก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.)
ส่วน บรรยากาศการชุมนุม ช่วงค่ำ มวลชนเสื้อแดงนับหมื่นเข้าร่วมชุมนุมกันอย่างเนืองแน่น โดยศูนย์บัญชาการรักษาความปลอดภัย นปช.สั่งการไปยังการ์ดประจำด่านทุกด่านรอบบริเวณพื้นที่ชุมนุมว่า ห้ามรถทุกชนิดผ่านเข้าออกโดยเด็ดขาด เว้นรถของแกนนำ รถเสบียง รถน้ำมัน ทั้งให้เพิ่มมาตรการตรวจค้นผู้ผ่านเข้าออกพื้นที่ชุมนุมให้เข้มข้น หากการ์ดนปช.ควบคุมบุคคลต้องสงสัยได้ ให้ส่งมาให้ศูนย์ฯทำการสอบปากคำห้ามตรวจค้นเอง
จับทหารพร้อมอาวุธในที่ชุมนุม
ด้านนายอารี ไกรนรา แกนนำ นปช.หัวหน้าศูนย์ฯ กล่าวว่า หลังเกิดเหตุคนร้ายใช้อาวุธยิงตำรวจเสียชีวิตที่สีลมและสวนลุม ได้เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยที่ด่านศาลาแดงให้มากขึ้น ขณะนี้ มวลชนต่างจังหวัดที่เข้ามาร่วมชุมนุมได้สมัครเข้าเป็นการ์ดอาสา ทำให้มีเจ้าหน้าที่การ์ด นปช.เพิ่มขึ้นอีกหลายพันคน อย่างไรก็ตาม บริเวณด่านศาลาแดง ซึ่งเป็นจุดล่อแหลมนั้น เตรียมจะถอยร่นแนวบังเกอร์ บริเวณสวมลุมฝั่งลานอนุสาวรีย์ ร.6 เข้ามาให้เสมอกับแนวบังเกอร์ ด้านหลัง เพราะถือเป็นพื้นที่ที่ยื่นออกไปยากต่อการรักษาความปลอดภัย
ต่อมาเวลา 21.20 น. การ์ด นปช.นำตัว จ.ส.อ.สมชาย จุลางยน อายุ 49 ปี ทหารสังกัดกองทัพภาคที่ 1 มาแถลงต่อสื่อมวลชน โดยนายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ กล่าวว่า จากข่าวที่ นปช.ทราบมาตลอดว่า ศอฉ.จะส่งทหารเข้ามาปะปนในที่ชุมนุม รวมทั้งจะจัดการกับแกนนำที่เวทีปราศรัยนั้น ล่าสุดการ์ด นปช.สามารถจับทหารนายนี้ ได้ที่หน้าศูนย์การค้าสยามพารากอน พร้อมอาวุธปืนขนาด 11 มม. ที่เลขทะเบียนปืนถูกลบออก และกระสุนอีก 2 แม็ก จากการสอบสวนทราบมาด้วยกัน 2 คน อีกคนหนีไปได้ เจ้าตัวอ้างว่าเข้ามาที่ชุมนุมเพราะต้องการซื้อของ แต่แกนนำ นปช.มั่นใจว่าทหารรายนี้เข้ามาด้วยเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์ เพราะอาวุธปืนที่พกมา นอกจากเป็นปืนเถื่อนแล้ว ยังถือเป็นอาวุธสงครามด้วย อาจจะมีเจตนามาประทุษร้ายแกนนำ ทั้งยังมองว่าเป็นเรื่องที่ไม่สมควร ที่ระหว่างการเจรจาปรองดองเพื่อให้นายอภิสิทธิ์ หาทางลง แต่กลับมีการคุกคามผู้ชุมนุมและแกนนำ นายอภิสิทธิ์และแม่ทัพภาคที่ 1 ควรออกมารับผิดชอบ เพราะก่อนหน้านี้ก็เคยจับการ์ดพันธมิตรได้ อย่างไรก็ตามจะส่งตัวทหารรายนี้ให้ พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผบก.น.1 สอบสวนต่อไป.
ที่มา:ไทยรัฐ,โพสต์ทูเดย์
นิธิ เอียวศรีวงศ์:ยุบสภา-ทางเลือกที่ต้องเลือก
ที่มา ประชาไท
นิธิ เอียวศรีวงศ์
ที่มา: มติชนออนไลน์, 4 พ.ค. 53
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1272960835
กรอ.ประชุมกันแล้วหาเหตุผลที่จะไม่ควรยุบสภาออกมาได้ว่า เพราะยังไม่มีความขัดแย้งระหว่างสภาและฝ่ายบริหาร จึงไม่มีเหตุจะยุบสภาได้
แต่ใครบอกเล่าว่า เงื่อนไขให้ยุบสภามีได้เพียงอย่างเดียว ยุบเพื่อทำให้ฝ่ายบริหารมีเสียงเพิ่มขึ้นในการเลือกตั้งครั้งใหม่ เพราะอยู่ในช่วงที่ฝ่ายบริหารกำลังได้รับความนิยม เขาก็ทำกันเป็นปกติในทุกประเทศที่ปกครองด้วยระบบรัฐสภา ยุบเพราะจะเสนอกฎหมายใหม่ที่ต้องการเสียงสนับสนุนแข็งจริง ทั้งๆ ที่เสียงฝ่ายบริหารยังเกินครึ่งในสภาก็ทำกันอยู่เสมอ ยุบเพราะรัฐบาลถูกโจมตีมาก เพื่อให้ประชาชนตัดสินใจ ก็เป็นการแก้ปัญหาทางการเมืองซึ่งที่ไหนๆ เขาก็ทำกัน
เพราะการยุบสภาเป็นกลไกทางการเมืองที่สำคัญ เอาไว้แก้ปัญหาทางการเมืองเฉพาะหน้า ที่ไหนๆ รวมทั้งเมืองไทยจึงให้อำนาจเด็ดขาดไว้ที่นายกรัฐมนตรี เพราะถึงอย่างไรก็เป็นอำนาจที่จำกัด กล่าวคือยุบแล้วก็ต้องกลับไปหาประชาชนใหม่ จึงไม่มีใครเขาทำประชามติเพื่อยุบสภา หากชอบที่จะปกครองกันด้วยประชาธิปไตยทางตรงอย่างนั้น ทำประชามติกันด้วยเรื่องแผนพลังงานไม่ดีกว่าหรือ
อีกบางฝ่ายออกมาคัดค้านการยุบสภาว่า ถึงยุบไปก็แก้ปัญหาไม่ได้ แต่ไม่ชัดว่าปัญหาที่ว่านั้นคืออะไร แต่ดังที่กล่าวแล้วว่าการยุบสภาเป็นกลไกการเมืองสำหรับแก้ปัญหาการเมือง ไม่ได้แก้ปัญหาได้ทั่วไป การที่มีคนจำนวนมากออกมายึดถนน และยังมีผู้สนับสนุนไปทั่วประเทศจนกระทั่งกลไกรัฐทำงานไม่ได้ คือปัญหาการเมืองเฉพาะหน้าที่ต้องแก้ก่อนอื่น
อย่างไรก็ตาม หากนิยามปัญหาที่ว่าแก้ไม่ได้ว่าคือสิ่งที่การชุมนุมเรียกร้อง ได้แก่ความไม่เท่าเทียม, สองมาตรฐาน, และความไม่สมานฉันท์ ถ้าอย่างนั้น ยิ่งไม่ยุบสภาก็ยิ่งแก้ไม่ได้ เพราะเวลาปีกว่าภายใต้รัฐบาลอภิสิทธิ์ ยิ่งตอกย้ำความไม่เท่าเทียม, สองมาตรฐาน และความแตกร้าวมากขึ้นไปอีก แม้ขณะนี้ก็กำลังคิดกันถึงการชดเชยช่วยเหลือแก่ผู้ประกอบการที่ได้รับผล กระทบจากการชุมนุม โดยไม่ได้แยกระหว่างผู้ประกอบการขนาดใหญ่และเล็ก มันจะเป็นตลกร้ายสักเพียงใด ที่วันหนึ่งเราจะต้องควักกระเป๋าไปอุดหนุนธนาคารกรุงเทพ, บริษัทซีพี และ ฯลฯ ในขณะที่ชาวนาและกรรมกรต้องแบกรับความเสี่ยงในความผันผวนทางเศรษฐกิจไปตามลำพัง
ส่วนปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำนั้น นายกฯพูดเองว่าเริ่มคลี่คลายลงแล้ว เพราะมหาอำนาจทางเศรษฐกิจในเอเชียเริ่มฟื้นตัว ผลกระทบของความตกต่ำทางเศรษฐกิจโลกที่กระทบถึงไทยนั้น มาจากการที่เศรษฐกิจไทยผูกอยู่กับเศรษฐกิจโลกอย่างแน่นแฟ้น แต่หนึ่งปีกว่าที่ผ่านมา รัฐบาลอภิสิทธิ์ไม่ได้ทำให้ความผูกพันนั้นเปลี่ยนแปลงไปในทางที่จะบรรเทาผล กระทบแต่อย่างไร เช่นสร้างฐานการผลิตบางส่วนของไทยให้เข้าถึงตลาดโลกส่วนที่ได้รับผลกระทบ น้อย หรือเพิ่มผลิตภาพเพื่อแข่งขันได้ดีขึ้น เป็นต้น ประเทศไทยเคยอ่อนแอทางเศรษฐกิจอย่างไร ก็ยังอ่อนแออยู่เหมือนเดิม
ยิ่งประหลาดมากขึ้นที่กลุ่มคนซึ่งอ้างว่าเป็นตัวแทน ของ "ภาคประชาชน" ยกปัญหาเรื้อรังขึ้นมาว่า ปัญหาเหล่านี้ควรถูกนำมาถกกันในการตัดสินใจว่าจะยุบสภาหรือไม่
ปัญหาเหล่านี้สรุปรวมแล้วก็คือการจัดสรรแบ่งปัน ทรัพยากรนั้นเอง และนี่เป็นปัญหาใหญ่ที่สุดของสังคมไทยจริง แต่จะแก้ปัญหานี้ได้ไม่ใช่หวังพึ่งรัฐบาลใดๆ ทั้งสิ้น (ไม่ว่าจะมาจากการเลือกตั้งหรือรัฐประหาร) รัฐบาลอภิสิทธิ์เองเพิ่งปล่อยให้ กฟผ.ลงนามในสัญญากับบริษัทจีนและพม่า เพื่อสร้างเขื่อนฮัตจี ทำลายวิถีชีวิตของผู้คนอีกหลายพันในลุ่มน้ำสาละวินตอนกลาง (หากนับรวมถึงประชาชนในพม่าด้วยก็หลายหมื่น) แต่ถึงแม้เป็นรัฐบาลของพรรคเพื่อไทย ก็คงปล่อยให้ กฟผ.ลงนามเหมือนกัน
นี่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง เรามีการเมืองที่ชนชั้นนำครอบงำ ดังนั้นจึงจัดสรรแบ่งปันทรัพยากรโดยดึงเอามาบำเรอชนชั้นนำ และปล่อยปละละเลยประชาชนระดับล่างที่ได้เคยใช้ทรัพยากรนั้นมาอีกวิถีทาง หนึ่งไปตามยถากรรม
แต่เราจะแก้ปัญหานี้อย่างไรได้ นอกจากเปิดพื้นที่ให้ประชาชนระดับล่างได้เข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจ นักวิชาการและเอ็นจีโอที่เสนอเรื่องนี้ก็เคยเข้าไปร่วมเคลื่อนไหวกับประชาชน เช่นให้ข้อมูลที่ทำให้เห็นผลกระทบกว้างไกลกว่าความเดือดร้อนเฉพาะหน้าของ ประชาชนในท้องถิ่น ช่วยเปิดพื้นที่สื่อให้เสียงคัดค้านการแย่งชิงทรัพยากรเช่นนี้ดังไปถึงคน ชั้นกลางในเมือง และเคยแม้แต่ร่วมเดินขบวนหรือสนับสนุนการประท้วงของชาวบ้านมาแล้ว
ทั้งหมดนี้คือ "กระบวนการประชาธิปไตย" ซึ่งเป็นเครื่องมืออันเดียวที่จะทำให้การจัดสรรแบ่งปันทรัพยากรในประเทศของ เรามีความเป็นธรรมมากขึ้น และคงจะมีโอกาสพัฒนาต่อไปจนพ้นจากท้องถนนไปสู่พื้นที่อื่นๆ มากขึ้น (รวมถึงสภาผู้แทนราษฎรด้วย) ท่านเหล่านั้นฝันไปหรืออย่างไร จึงคิดว่าปัญหาเรื้อรังระดับโครงสร้างเช่นนี้ อาจแก้ได้ด้วยการเจรจาทุบโต๊ะเปรี้ยงเดียว แล้วทุกอย่างเข้าที่หมด
นอกจากนี้ มันแก้ปัญหาวิกฤตทางการเมืองเฉพาะหน้าได้อย่างไร
ควรเตือนไว้ด้วยว่า วิกฤตทางการเมืองที่เราเผชิญอยู่เวลานี้หนักหนาสาหัสมาก เพราะรัฐบาลไม่เหลือทางเลือกอะไรอีกแล้ว นอกจากสลายการชุมนุมด้วยวิธีรุนแรง ซึ่งจะทำให้เกิดการบาดเจ็บล้มตายอย่างขนานใหญ่กว่าที่ประเทศไทยเคยเผชิญมา (แม้ใน 6 ตุลา และพฤษภาทมิฬ) ซ้ำถึงสลายได้ เรื่องก็ไม่ยุติ เพราะจะเกิดการต่อต้านรัฐในรูปแบบต่างๆ ไปทั่วประเทศ รวมทั้งการก่อวินาศกรรมด้วย
ชนชั้นนำอาจเลือกที่จะไม่เก็บอภิสิทธิ์เอาไว้ โดยยึดอำนาจด้วยกองทัพไปเสียเลย แต่นั่นยิ่งจะนองเลือดมากขึ้น และประเทศไทยจะโงหัวไม่ขึ้นไปอีกหลายปี
ทั้งหมดนี้ แลกกับการยุบสภาทันที อย่างไหนจะเป็นทางออกจากวิกฤตเฉพาะหน้าได้สงบสันติกว่ากัน
แม้กระนั้นก็ยังมีบางคนคัดค้านว่า ถึงยอมยุบสภา หลังการเลือกตั้ง หากได้รัฐบาลที่อีกฝ่ายหนึ่งไม่ชอบ ก็อาจออกมาประท้วงปิดถนนอีก จึงไม่ใช่ทางที่จะแก้ปัญหาได้จริง
ข้อคัดค้านนี้มีความเป็นไปได้ แต่ต้องเข้าใจการประท้วงให้ดี
หัวใจสำคัญของการประท้วงไม่ได้อยู่ที่ยึดถนนหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่าได้รับการสนับสนุนจากผู้คนในสังคมกว้างขวางเพียงไร หากได้รับกว้างขวางหนักแน่น กฎหมายอะไรๆ ก็ไม่อาจเอาไว้อยู่ (เพราะความศักดิ์สิทธิ์ของกฎไม่ได้อยู่ที่กลไกรัฐเท่ากับความเห็นชอบของ ประชาชน) ไม่ว่า พ.ร.บ.ความมั่นคง, สถานการณ์ฉุกเฉิน หรือแม้แต่กฎอัยการศึก ฉะนั้น หากอีกฝ่ายหนึ่งมีข้อเรียกร้องที่สังคมโดยรวมเห็นด้วย รัฐบาลใหม่ก็ต้องทำตาม เช่น ขอให้ยุบสภา ก็ต้องยุบสภา แต่หากขอให้ขอพระราชทานนายกฯ สังคมโดยรวมอาจไม่เอาด้วย ถึงตอนนั้นรัฐย่อมสามารถใช้กลไกของรัฐรักษากฎหมายได้
ข้อนี้น่าจะเป็นเครื่องเตือนสติให้ผู้จัดตั้งรัฐบาล ต้องคำนึงถึงการยอมรับของสังคมมากขึ้น ไม่ใช่นำเอาคนอันเป็นที่รังเกียจของคนชั้นกลางในกรุงเทพฯ มาเป็นนายกฯ หรือคิดว่าตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร จึงยอมเอายี้มาเต็ม ครม. เพราะจากนี้ไป การกระทำเช่นนั้นจะเป็นผลให้รัฐบาลนั้นไม่สามารถบริหารงานได้เลย
ในระบบการเมืองที่การประท้วงไม่มีพื้นที่อื่นซึ่ง ได้ผลมากไปกว่าท้องถนน จะให้สังคมเข้ามากำกับรัฐได้อย่างไร สิ่งที่น่าคิดก็คือเราจะสร้างพื้นที่ให้สังคมมีพลังในการควบคุมรัฐนอกท้อง ถนนได้อย่างไรต่างหาก แต่การที่สังคมสามารถกำกับควบคุมรัฐได้มากขึ้นนั้น เป็นความก้าวหน้าของสังคมไทยไม่ใช่หรือ
บางคนอาจตั้งคำถามเชิงค้านว่า ถ้าอย่างนั้น เรามิต้องปกครองกันด้วย "ม็อบ" หรอกหรือ ใช่เลยที่เราต้องตกอยู่ในภาวะอย่างนั้น จนกว่าเราจะสามารถสร้างพื้นที่นอกถนนให้แก่สังคมได้ดังกล่าวข้างต้น พูดอย่างที่ผมเคยได้พูดมาหลายครั้งแล้วว่า เราต้องปรับระบบการเมืองของเราให้รองรับความเปลี่ยนแปลงของสังคมให้ได้ นั่นคือมีคนจำนวนมากที่จำเป็นต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการเมืองระดับชาติ ถ้าเราไม่มีพื้นที่ให้เขาในระบบ เขาก็ต้องใช้พื้นที่นอกระบบ ฉะนั้น หากไม่ปรับระบบการเมืองให้ทัน ก็บอกได้เลยว่า เราจะเผชิญกับความวุ่นวายทางการเมืองจนกลายเป็นจลาจลเช่นนี้ต่อไปอีกนาน
ทำไมการยุบสภาซึ่งเป็นการกระทำง่ายๆ และเป็นกลไกปกติทางการเมืองเช่นนี้ จึงทำได้ยากเย็นหนักหนาแก่นายกฯ อภิสิทธิ์
โดยสรุปแล้ว อภิสิทธิ์เป็นทางออกเพียงอันเดียวของเครือข่ายอำนาจที่สลับซับซ้อนของสังคม ไทย หากไม่นับการรัฐประหารอย่างออกหน้า อันนับวันก็เป็นเครื่องมือที่ไม่คุ้มทุนมากขึ้น เพราะก่อให้เกิดการสึกหรอของสถาบันแห่งอำนาจมากเกินไป (เช่น กองทัพ, ตุลาการ ฯลฯ) แต่หนึ่งปีกว่าผ่านไป ก็ยังไม่มีทางเลือกอื่นให้ออกมากไปกว่าอภิสิทธิ์ ฉะนั้น การยุบสภาจึงหมายถึงการทิ้งไพ่จนเกือบหมดหน้าตัก เหลือไพ่ที่ใช้การไม่ดีอีกสองใบเท่านั้นคือ
1) สลายการชุมนุมอย่างเด็ดขาดรุนแรง แต่ก็รู้อยู่แล้วว่า จะทำให้ปัญหายิ่งขยายตัวและจัดการยากขึ้น
2) รัฐประหาร พร้อมทั้งให้อำนาจที่ไม่มีการตรวจสอบไว้ในมือของฝ่ายชนชั้นนำเต็มที่ ระบบอำนาจนิยมนี้จะสามารถสยบการต่อต้านอย่างรุนแรงได้ ก็โดยวิธีเดียวคือ เป็นผู้นำการปฏิรูปประเทศในทุกด้าน ซึ่งจะมีผลลิดรอนผลประโยชน์และอำนาจของกลุ่มชนชั้นนำเอง แม้อาจมีนักอุดมคติในฝ่ายชนชั้นนำที่คิดจะทำเช่นนี้ ก็ยังมีปัญหาว่าจะรักษาเอกภาพของชนชั้นนำไว้ได้อย่างไร มิฉะนั้นแล้ว นักอุดมคตินั้นก็จะถูกชนชั้นนำอีกกลุ่มหนึ่ง หรือหลายกลุ่มร่วมมือกันโค่นล้มลงจนได้
ยุบสภาจึงเป็นทางออกเดียวที่เป็นไปได้มากที่สุด ทั้งแก่ชนชั้นนำเองและแก่สังคมไทยโดยรวม

