ที่มา ประชาไท ครบ 1 เดือน เหตุการณ์ 10 เมษายน ดูเหมือนถึงวันนี้ภาพในหัวของเราก็ยังแหว่งวิ่น เหตุการณ์วันนั้นดูวุ่นวายคล้ายไม่มีจุดจบ มี ‘ตัวเล่น’ บนเวทีมากมายออกแถลงข่าวครั้งแล้วครั้งเล่าในภายหลัง ขณะที่ข้อเท็จจริงทั้งหมดกลับปรากฏเพียงเล็กน้อย และความทรงจำของผู้คนทำท่าจะสูญหายไปพร้อมเวลาที่เนิ่นนาน ความตายกลาดเกลื่อนเพียงชั่วครู่แล้วหายวับไป คนบาดเจ็บหลายร้อยคนปรากฏให้เห็นไม่กี่วันก่อนเงียบหาย ทั้งที่หลายคนยังนอนอยู่บนเตียงจนวันนี้ บางคนพิการตลอดชีวิต บางคนกลับภูมิลำเนา บางคนกลับมาที่ราชประสงค์ ครบ 1 เดือน เหตุการณ์ 10 เมษายน ความพยายามปะติดปะต่อภาพความสูญเสียของผู้ชุมนุมก็ยังไม่ครบถ้วน เราคัดเลือกบางส่วนจากผู้บาดเจ็บหลายร้อยคนมาจัดลำดับเวลา-สถานที่ให้เห็นถึงความรุนแรงของเหตุการณ์ตั้งแต่บ่ายถึงค่ำ ก่อนที่เอ็ม-79 จะเกิดขึ้นสร้างความสูญเสียให้กับทหารผู้ปฏิบัติหน้าที่เช่นกัน ขณะเดียวกันก็กลายเป็นประเด็นที่กลบความสูญเสียอื่นๆ เสียมิด ข้อมูลเวลา สถานที่ ของผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต นำมาจากทีมงานของมูลนิธิดวงประทีป และเจ้าหน้าที่กองอำนวยการของ นปช. ซึ่งพยายามเก็บรวมรวมไว้ แม้ไม่ครบถ้วนสมบูรณ์แต่มันแหล่งข้อมูลเดียวที่พอจะหาได้ อ่านรายละเอียดต่อ ประชาไท
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Monday, May 10, 2010
รำลึก 10 เมษา: ภาพปะติดปะต่อเหตุการณ์ และชีวิตแหว่งวิ่น-ปลิดปลิว
ศาลยกฟ้องกรณี 'สุทธาชัย' ฟ้องหมิ่นประมาท 'มาร์ค-สุเทพ-สรรเสริญ' ทำผังโยงเครือข่ายล้มเจ้า
ที่มา ประชาไท กรณี 'สุทธาชัย ยิ้มประเสริฐ' ฟ้อง 'มาร์ค-สุเทพ-สรรเสริญ' ฐานหมิ่นประมาท ละเมิด ใส่ชื่อ 'สุทธาชัย' ในผังเครือข่ายล้มเจ้า ศาลแพ่งตัดสินจำเลยมีอำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน กระทำในฐานะเจ้าหน้าที่รัฐ โจกท์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยให้รับผิดเป็นการส่วนตัวได้จึงพิพากษายกฟ้อง ส่วนที่เป็นคดีอาญาศาลกำลังพิจารณา ตามที่ เมื่อวันที่ 7 พ.ค. 53 ที่ศาลอาญา ถนนรัชดา นายสุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ยื่นฟ้อง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จำเลยที่ 1 นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผอ.ศอฉ. จำเลยที่2 และพ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษก ศอฉ. จำเลยที่ 3 ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 90, 157, 328 กรณีศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) เผยแพร่แผนผังเครือข่ายล้มเจ้า ซึ่งมีชื่อของนายสุธาชัยปรากฏอยู่ นอกจากนี้นายสุทธาชัย ยังได้ยื่นฟ้องศาลแพ่งในข้อหาละเมิด ให้ชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 300,554.80 บาท พร้อมอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี และขอให้ศาลเปิดการไต่สวนฉุกเฉินเพื่อขอคุ้มครองชั่วคราว ต่อมาเวลาประมาณ 15.30 น. ศาลไต่สวนฉุกเฉินโดยไต่สวนโจทก์เพียงปากเดียวพร้อมพยานเอกสารอีก 5 ชิ้น และนัดฟังคำสั่งในวันจันทร์ที่ 10 พ.ค.นี้ ล่าสุดบ่ายวันนี้ (10 พ.ค.) ที่ศาลแพ่ง ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำสั่งในคดีที่นายสุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นโจทก์ฟ้องนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะ ผอ.ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน(ศอฉ). และ พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษก ศอฉ. เป็นจำเลยที่ 1 – 3 เรื่อง ละเมิด เรียกค่าเสียหายจำนวน 300,554 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี กรณีที่จำเลยทั้งสามจัดทำแผ่นปลิวโฆษณา ระบุว่าเป็นแผนผังของ ศอฉ. แสดงเครือข่ายที่มีพฤติการณ์ส่อล้มสถาบันพระมาหกษัตริย์ โดยระบุชื่อโจทก์ว่าเป็นหนึ่งที่อยู่ในเครือข่ายของขบวนการดังกล่าว ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ศาลแพ่งพิเคราะห์คำฟ้อง ประกอบเอกสารแล้วตามที่โจทก์อ้างในฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้รักษาการตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ส่วนจำเลยที่ 2 และ จำเลยที่ 3ได้รับมอบหมายอำนาจจากจำเลยที่ 1 ร่วมกันจัดทำแผ่นปลิวโฆษณาดังกล่าว และนำไปแจกจ่ายแก่ผู้สื่อข่าวและประชาชน นั้นแสดงว่า จำเลยทั้งสามกระทำไปในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐ ทั้งตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ได้นิยามคำ”สถานการณ์ฉุกเฉิน” หมายความว่า สถานการณ์อันกระทบหรืออาจกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน หรือเป็นภัยต่อความมั่งคงของรัฐ หรืออาจทำให้ประเทศหรือส่วนหนึ่งส่วนใดของประเทศตกอยู่ในภาวะคับขัน หรือกระทำผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา การรบ หรือการสงคราม จำเป็นต้องมีมาตรการเร่งด่วน เพื่อรักษาไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ความปลอดภัยของประชาชน การดำรงชีวิต การคุ้มครองสิทธิ์เสรีภาพ ความสงบเรียบร้อยหรือประโยชน์ส่วนรวม และอื่นๆ แสดงให้เห็นว่า ศอฉ. มีอำนาจดำเนินการใด ๆ ตามกฎหมายเพื่อป้องกัน แก้ไข และระงับสถานการณ์ฉุกเฉิน แม้หากจำเลยทั้งสามจะกระทำตามมูลเหตุที่โจทก์นำมาฟ้อง ก็เป็นการกระทำภายในขอบอำนาจที่ พ.ร.ก.ดังกล่าวบัญญัติให้อำนาจไว้ จึงไม่มีเหตุผลที่พวกจำเลยจะดำเนินการไปในฐานะส่วนตัวเพื่อกลั่นแกล้ง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามให้รับผิดเป็นการส่วนตัวได้ ตาม พ.ร.บ.รับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง พิพากษายกฟ้อง ส่วนคดีที่นายสุทธาชัยยื่นฟ้อง นายอภิสิทธิ์ นายสุเทพ และ พ.อ.สรรเสริญ เป็นจำเลยในคดีอาญา กรณีเดียวกันฐานหมิ่นประมาทเมื่อวันที่ 7 พ.ค.นั้น ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลว่าจะรับฟ้องคดีไว้หรือไม่ ทั้งนี้ เนื้อหาในคำฟ้องฐานความผิดเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หมิ่นประมาทโดยการโฆษณาของนายสุทธาชัยซึ่งเป็นโจกท์ ระบุว่า สืบเนื่องจากที่นายอภิสิทธิ์ (จำเลยที่ 1) ใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และมอบหมายให้ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ (จำเลยที่ 2) เป็นประธานกรรมการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉิน ในฐานะ ผอ.ศอฉ. โดยมี พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด ทำหน้าที่เป็นโฆษก ศอฉ. จำเลยทั้งสามที่มีอำนาจหน้าที่ใน ศอฉ.ได้กระทำผิดกฎหมาย โดยการร่วมกันจัดทำแผ่นปลิวโฆษณาระบุว่า แผ่นปลิวดังกล่าวเป็นแผนผังของ ศอฉ. ซึ่งแสดงเครือข่ายที่มีพฤติการณ์ส่อล้มสถาบัน โดยมีรายชื่อของโจทก์ปรากฏอยู่ในเครือข่ายนั้นด้วย ทั้งที่จำเลยทั้งสามก็ทราบดีอยู่แล้วว่า โจทก์มิได้เป็นเครือข่ายขบวนการดังกล่าว การกระทำของจำเลยทั้งสามซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายจึงเป็นการกระทำโดย เจตนาทุจริต ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และปฏิบัติโดยทุจริตทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย นอกจากนี้ จำเลยทั้งสามยังได้ทำการโฆษณาแจกจ่ายแผ่นปลิวดังกล่าวให้กับผู้สื่อข่าว หนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ และสื่อมวลชนทั่วไป ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นเกลียดชังจากประชาชนทั่วไป ซึ่งตามความจริงแล้ว โจทก์ไม่ได้เป็นบุคคลที่มีพฤติการณ์ต้องการจาบจ้วง และล้มล้างสถาบันแต่อย่างใด ทั้งนี้ การกระทำของจำเลยทั้งสาม ไม่ได้เป็นการปฏิบัติหน้าที่ในการระงับ หรือป้องกันการกระทำผิดกฎหมาย แต่เป็นการทุจริต เลือกปฏิบัติเกินสมควรแก่เหตุ และไม่ใช่กรณีที่จำเป็น ดังนั้นจำเลยทั้งสามจึงไม่ควรได้รับความคุ้มครองใดๆ ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
อนุชัย เล็กบำรุง ลุ้นแดงคืนราชประสงค์
ที่มา ข่าวสด
พล.ต.ต.อนุชัย เล็กบำรุง ผบก.น.5 โล่งใจได้เล็กๆ เมื่อสถานการณ์ส่อว่าจะคลี่คลาย หลังนายกฯ ประกาศ 5 ข้อกระบวน การปรองดอง
และแดงส่งเสียงรับระดับหนึ่ง
หลังกว่า 30 วันของการบุกยึดพื้นที่ธุรกิจกรุงเทพมหานคร ส่งผลสะเทือนใหญ่ทั้งประเทศ
จากราชประสงค์ถึงสีลม ศาลาแดงและแยกสารสิน พื้นที่ในกำกับดูแลนครบาล 5
ช่วงเวลาอลเวง เคยสะดุ้ง เหตุลูกน้องถูกปืนมีสีจ่อขมับระหว่างไล่จับมือระเบิด
พูดจาทำความเข้าใจระหว่างผู้บังคับบัญชาทั้งสองฝ่ายแล้ว เชื่อว่าเกิดจากความเข้าใจผิด ไม่ใช่เรื่องศักดิ์ศรี
สรุป "เรากำลังปฏิบัติในสถานการณ์สุ่มเสี่ยง ซึ่งตำรวจกับทหารต้องทำงานเคียงคู่กัน
"หากขัดแย้งกันก็น่าเป็นห่วงประชาชน"
เกิด 9 มีนาคม 2497 นรต.รุ่นที่ 28 ร่วมรุ่น พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี พล.ต.อ. ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา
พ่วงดีกรีนิติศาสตรบัณฑิต ธรรมศาสตร์ และศิลปศาสตรมหาบัณฑิต เกษตร ศาสตร์
ผ่านหลักสูตรอบรมจากออสเตร เลีย และหลักสูตรเอฟบีไอ กระทรวงยุติธรรมสหรัฐ
ราชการตำรวจเริ่มปี 2518 เป็นรองสวส.สน.ชนะสงคราม
ไปเป็น สว.(หัวหน้างานสอบสวน)สน.บาง เขน และสน.พญาไท
เป็นสวญ.สน.ห้วยขวาง ตามด้วย สน.นาง เลิ้ง และรองผกก.สน.มักกะสัน
ขึ้นเป็นผกก.สน.ดุสิต และสน.พญาไท ก่อนขยับขึ้นรองผบก.กองคดี และรองผู้บังคับการกองปราบฯ
2550 ติดยศนายพล เป็นผบก.ประจำสำนักงานผบ.ตร. โยกมาเป็นผบก.อคฝ.นครบาล ดูงานควบคุมฝูงชนเป็นพิเศษ
2552 เป็นผบก.น.5
ย้ำวิถีทางเจรจาเท่านั้นที่จะแก้ปัญหาได้
และดูท่า เค้าลางตอนจบ ใกล้จะถึงแล้ว
ยิ่งต้องรีบคุยให้จบ
ที่มา ข่าวสด
วงค์ ตาวัน
ปฏิบัติการเอ็ม 79 และเอ็ม 16 ได้กลับมาอาละวาดอีกแล้ว ซึ่งหลายฝ่ายชี้ตรงกันว่า น่าจะมีเจตนาเพื่อทำลายการปรองดองที่กำลังไปได้ดี ระหว่างรัฐบาลกับเสื้อแดง
มองเช่นนี้มีแต่ยิ่งทำให้ทั้งสองฝ่ายต้องรีบพูดคุยปัญหาที่ติดค้าง ที่ตั้งแง่กันอยู่เพียงแค่นิดหน่อยดังกล่าว ให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว
*สถานการณ์ชุมนุมจะได้ยุติอย่างแท้จริง*
ไม่เปิดช่องให้กลุ่มก่อเหตุด้วยอาวุธร้ายแรงได้ออกมาสร้างความเสียหายให้กับบ้านเมืองอีก
ชีวิตประชาชนและตำรวจทหาร จะไม่ต้องเซ่นสังเวยอีก
ความจริงบรรยากาศบ้านเมืองได้เย็นลงอย่างฉับพลัน เมื่อนายกฯ อภิสิทธิ์ออกมาแถลงแผนปรองดอง ตั้งแต่คืนวันที่ 3 พ.ค.
ไม่ควรย้อนถอยกลับมาร้อนอีก!
แล้วหลังจากนายกฯ เปิดโรดแม็ป ฝ่าย นปช.ก็ขานรับเต็มที่ เพียงแต่เรียกร้องให้นายกฯ พูดถึงการยุบสภาให้ชัด เพื่อหลักประกันไม่มีการเบี้ยวในอนาคต
แต่โดยรวมแล้ว ทุกฝ่ายรู้ดีว่า ก่อนจะแถลงโรดแม็ปดังกล่าวได้มีการเจรจาในทางลับทั้งสองฝ่าย
*จนเห็นพ้องในข้อตกลงนี้แทบทั้งหมด*
พูดง่ายๆ ว่า คุยตกลงกันได้โดยหลักๆ หมดแล้ว โอกาสที่ประเทศชาติจะพ้นจากวิกฤตครั้งนี้โดยไม่มีการปะทะนองเลือดอีกได้มาถึงแล้ว
คุยกันอีกแค่คำสองคำก็จะจบแล้ว!
แต่ความที่กลุ่มสูญเสียประโยชน์หากรัฐบาลอภิสิทธิ์หมดอำนาจ ไม่ยินยอมกับแผนยุบสภานี้
จึงเกิดความเคลื่อนไหวต่อต้านอย่างเอาเป็นเอาตาย คัดค้านการยุบสภาและเรียกร้องให้ปราบม็อบ นปช.ที่เต็มไปด้วยผู้ก่อการร้าย
วิธีการเหมารวมเอาผู้ก่อการร้าย เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับประชาชนตาดำๆ ที่อยู่บนถนนราชประสงค์นับหมื่นๆ
เสมือนการเรียกร้องให้ทหารเข้าปราบปรามเข่นฆ่าได้อย่างไม่ต้องหวั่นเกรงการสูญเสียนองเลือด
เป็นท่วงทำนองเดียวกับการก่อเหตุการณ์ 6 ต.ค.2519
การปรากฏตัวของกลุ่มต่อต้านซึ่งมาด้วยแนวทางอันไม่คำนึงถึงชีวิตประชาชนผู้บริสุทธิ์ถือว่าน่าห่วงสำหรับบรรยากาศประชาธิปไตย และหลักมนุษยธรรม
พร้อมทั้งน่าคิดว่า นายกฯ อภิสิทธิ์ที่เคยถูกกลุ่มเหล่านี้ครอบงำมาตลอด จะสามารถสลัดหลุดพ้น หันมาเดินหน้าคลี่คลายวิกฤตโดยไม่ต้องมีการนองเลือดได้หรือไม่
*แต่ในวันนี้ นายกฯ ยังยืนยันเดินหน้ายุบสภาในอีก 4 เดือนเศษ และเลือกตั้งในอีก 6 เดือน ฝ่าย นปช.ก็ยังยืนยันเอาด้วย*
จึงมีแต่ต้องรีบพูดจา ขจัดข้อติดขัดอีกเล็กน้อยนั้นโดยเร็ว เพื่อให้บ้านเมืองคืนสู่ความปกติโดยเร็วที่สุด
แล้วถึงวันเลือกตั้ง จะกลุ่มไหนสีไหนก็สามารถไปตัดสินการเมืองได้อย่างเสมอภาค!
"ระเบิด" ล่าสุด กองกำลัง ไม่ทราบฝ่าย กองกำลัง ฝ่ายใด
ที่มา ข่าวสด
ไม่ว่าจะเป็นการยิงลูกระเบิดเอ็ม 79 เข้าไปยังบริเวณจุดตรวจถนนพระราม 4 ไม่ว่าจะเป็นการยิงอาวุธปืนเอ็ม 16 เข้าไปบริเวณบีทีเอส ศาลาแดงหน้าโรงแรมดุสิตธานี
ตาย 2 บาดเจ็บ 13
แม้หลายคนจากพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ว่าจะเป็น น.พ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ ไม่ว่าจะเป็น นายเทพไท เสนพงศ์ จะให้น้ำหนักไปทางนปช.แดงทั้งแผ่นดิน
เช่นเดียวกับ นายสุริยะใส กตะศิลา
กระนั้น ท่าที นายปณิธาน วัฒนายากร ภายหลังการประชุมของคณะกรรมการ ศอฉ.ที่ ร.11 รอ. มากด้วยความระมัดระวัง
"มีกลุ่มบุคคลไม่อยากให้เกิดความสำเร็จและยุติปัญหาลง"
เช่นเดียวกับ น้ำเสียงจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ พล.ต.ต.ประวุฒิ ถาวรศิริ โฆษกศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
"บุคคลดังกล่าวไม่อยากให้เหตุการณ์จบ"
อาจเป็นเพราะสถานการณ์เมื่อคืนวันที่ 8 ต่อกับวันที่ 9 พฤษภาคม มีเจ้าหน้าที่ตำรวจเสียชีวิต 2 นาย ท่าทีของเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงควรให้ความสนใจ
"เป็นกลุ่มที่เคยถูกตำรวจดำเนินคดีในช่วงที่มีการชุมนุม"
การแถลงของ พล.ต.อ.ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา ที่ปรึกษา (สบ 10) ภายหลังการประชุมเจ้าหน้าที่อาจตีวงค่อนข้างกว้าง
แต่หากพิจารณาผ่านปาก พล.ต.ต.ประวุฒิ ถาวรศิริ จะมีความแจ่มชัดมากขึ้น
"เป็นไปได้ว่าบุคคลดังกล่าวไม่อยากให้เหตุการณ์จบ เพราะที่ผ่านมา นปช.ประกาศจุดยืนชัดเจนจะเดินตามแผนปรองดองตามข้อเสนอของรัฐบาล รอเพียงรายละเอียดเพื่อทำให้เกิดความสบายใจ สถานการณ์ชุมนุมของนปช.จึงมีความผ่อนคลาย
"เมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้นกลุ่มผู้ที่ลงมือต้องการยั่วยุให้สถานการณ์เจรจาไม่คืบหน้า"
ปมเงื่อนอยู่ตรงที่ "คนร้าย" จงใจปองร้ายเจ้าหน้าที่ "ตำรวจ" ถือเอาตำรวจเป็นเป้าหมาย
หากถือตามสมมติฐานของเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถกันกลุ่มบุคคล ออกไปได้อย่างน้อยก็ 2 กลุ่มใหญ่
1 ไม่ได้มาจากซีกของรัฐบาลอย่างแน่นอน
1 ไม่น่าจะมาจากซีกของนปช.แดงทั้งแผ่นดิน เพราะนปช.แดงทั้งแผ่นดินมิได้ปฏิเสธข้อเสนอว่าด้วยการปรองดองของรัฐบาล
ครานี้ก็เจาะลงไปว่าใครหรือกลุ่มใดที่ไม่เป็น "มิตร" กับเจ้าหน้าที่ ตำรวจ
ต้องยอมรับว่า ความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจส่วนใหญ่กับ นปช.แดงทั้งแผ่นดินค่อนข้างแนบแน่น
อย่างน้อย อุบัติแห่ง "ตำรวจแตงโม" ก็เป็นเครื่องยืนยัน
ขณะเดียวกัน ถามว่ามีใครหรือกลุ่มใดบ้างที่บังเกิดความหงุดหงิด พลันที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เสนอแผนปรองดองเพื่อความสมาน ฉันท์ขึ้นมา
ขณะเดียวกัน ถามว่ามีใครหรือกลุ่มใดบ้างที่มีสายสัมพันธ์ไม่ค่อยราบรื่นนักกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ กระทั่ง มีคดีความกันและปะทะขัดแย้งกันอย่างโจ่งแจ้ง
ย้อนกลับไปศึกษา "สถานการณ์" ในอดีตก็จะมี "คำตอบ"
คําว่า "กองกำลังไม่ทราบฝ่าย" จึงน่าจะเกิดขึ้นและดำรงอยู่ไม่น้อยกว่า 2 ฝ่ายขึ้นไปอย่างแน่นอน
เพราะว่าการปรากฏขึ้นของอาร์พีจีที่เบื้องต้นระบุเป้าที่กระทรวงกลาโหมและต่อมาไปไกลถึงวัดพระแก้วก็เป็นฝ่ายหนึ่ง ขณะที่การปรากฏขึ้นในคืนวันที่ 10 เมษายนก็เป็นฝ่ายหนึ่ง
เช่นเดียวกับการปรากฏขึ้นเพื่อขวางเส้นทางปรองดอง สมานฉันท์ ล่าสุด
ลงได้แล้ว
เหล็กใน
เหตุการณ์ยิงถล่มเมื่อกลางดึกคืนวันที่ 7 ต่อเนื่องวันที่ 8 พ.ค.
คือสัญญาณกระตุ้นให้รัฐบาลและกลุ่มคนเสื้อแดงต้องเร่งตัดสินใจที่จะร่วมกันเดินหน้ากระบวนการสร้างความปรองดองให้เป็นรูปธรรมโดยเร็ว
ถ้ายิ่งช้าเพราะมัวแต่ตั้งแง่ใส่กันก็ไม่รู้จะเกิดการสูญเสียซ้ำซากขึ้นอีกหรือไม่
ยิ่งตอนนี้มีคนมากหน้าหลายตาออกมาแสดงความเห็นกันมากต่อแผน "โรดแม็ป" ของนายกฯอภิสิทธิ์
เหมือนทุกเรื่องในระบอบประชาธิปไตยที่ต้องมีทั้งฝ่ายเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย
กรณีโรดแม็ปนี้ผู้ที่ไม่เห็นด้วยได้ก่นประณามด่าทอนายกฯ อภิสิทธิ์ อย่างรุนแรง
บางกลุ่มบางพวกถึงขนาดไล่ตะเพิดให้ลาออกไปก็มี
ลำพังการใช้คำพูดด่าทอกันอาจรุนแรงไปบ้างก็ไม่เป็นไร
แต่ถ้าถึงขั้นลงไม้ลงมือใช้อาวุธปืนหรือระเบิดตอบ โต้กันแทนคำพูด ทำให้มีคนบาดเจ็บล้มตายก็คงไม่ไหว
ฉะนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุทำนองนี้ขึ้นอีก
คู่ขัดแย้งหลักคือรัฐบาลและกลุ่มเสื้อแดงจำเป็นต้องตกลงกันให้ได้ด่วนจี๋
เกี่ยวกับเรื่องวันยุบสภา นายกฯ อาจต้องถอยอีกนิด
พูดให้ชัดไปเลยว่าจะยุบสภาวันที่ 30 ก.ย. ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่ทำได้หากจะต้องเลือกตั้งวันที่ 14 พ.ย.
แล้วอาจต่อท้ายอีกหน่อยว่าถ้ากระบวนการสร้างความปรองดอง 5 ข้อเป็นไปอย่างราบรื่น
รัฐบาลจัดทำแผนงบประมาณปี"54 รวมถึงโยกย้ายข้าราชการได้เรียบร้อยก่อนกำหนด
ก็อาจจะยุบสภาได้เร็วกว่า 30 ก.ย.ก็เป็นไปได้
พูดเท่านี้น่าจะจบ
กลุ่มเสื้อแดงก็เหมือนกัน การตั้งแง่ตั้งง่ามก็ควรแค่หอมปากหอมคอ
เรื่องที่กลัวว่านายกฯ หรือพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นพรรคแกนนำรัฐบาลจะไม่รักษาสัญญานั้น
พอเข้าใจได้อยู่
แต่การจะปักหลักชุมนุมยืดเยื้อออกไปอีกก็ไม่แน่ว่าสังคมที่เคยเข้าใจ อาจเปลี่ยนมาเป็นไม่เข้าใจก็ได้
ส่วนเรื่องว่าถ้าประชาธิปัตย์ถูก "ยุบพรรค" แล้วจะมีผลให้โรดแม็ปที่จะนำไปสู่การยุบสภาเลือกตั้งใหม่ต้องเป็นโมฆะ
เป็นเรื่องอนาคตต้องไปว่ากันอีกที
มาคิดกันตอนนี้ปัญหาเฉพาะหน้ามันจะไม่จบ
อย่าว่าแต่เรื่องดังกล่าวไม่ใช่เรื่องที่เสื้อแดงต้องกังวล
แต่เป็นเรื่องที่พรรคเก่าแก่กว่า 60 ปีอย่างประชาธิปัตย์เองต้องกังวลมากกว่า
เสื้อแดงตอนนี้จึงควรลงจากเวทีไปก่อน
เปิดแนวคิด"แดง" เป้าหมาย-สู้เพื่อใคร
ที่มา ข่าวสด
การชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) แดงทั้งแผ่นดิน ปักหลักขับไล่รัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เริ่มจากสะพานผ่านฟ้าลีลาศ จนมาถึงสี่แยกราชประสงค์ ยาวนานกว่า 50 วัน โดยถูกจับตามองตั้งแต่ต้นว่าเป็นการต่อสู้เพื่อคนๆ เดียว นั่นคือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
แนวคิดของแกนนำต่อการชุมนุมที่เกิดขึ้นนั้นเพื่อสิ่งใด และจะนำไปสู่จุดสุดท้ายอย่างไรพวกเขาได้อะไรบ้าง คุ้มหรือไม่คุ้มกับสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นการสูญเสียชีวิต บาดเจ็บจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 22 เม.ย.และ 28 เม.ย. และนับจากเสร็จสิ้นการชุมนุมในครั้งนี้ ชีวิตของพวกเขาจะดำเนินการไปอย่างไร มีคำตอบดังนี้
จตุพร พรหมพันธุ์
รองประธาน นปช.
การชุมนุมของนปช.แดงทั้งแผ่นดินครั้งนี้เป็นการรวบรวมบทเรียนจากการชุมนุมครั้งก่อนๆ โดยเฉพาะสงกรานต์เลือด ปี 2552 ที่เราถูกรัฐบาลใช้กำลังปิดล้อม ปิดช่องทางการสื่อสาร บิดเบือนข้อมูลต่างๆ ทำให้เราต้องยุติการชุมนุม
พอมาครั้งนี้ จากประสบการณ์ที่มี เราจึงจัดตั้งมวลชนกว่า 400 กลุ่ม ผ่านโรงเรียนผู้ปฏิบัติการนปช. ย้ำถึงจุดมุ่งหมายเพื่อขับไล่รัฐบาลชุดนี้ซึ่งไม่ได้มาจากฉันทามติของประชาชนแต่มาจากระบอบอำมาตย์เกื้อหนุน
ประชาชนที่มาร่วมชุมนุมมาด้วยใจจริงๆ หากจะบอกว่าเป็นม็อบว่าจ้าง หลังเกิดเหตุวันที่ 10 เม.ย.คงหายไปหมดแล้ว แต่ประชาชนไม่กลัว และพร้อมต่อสู้เพื่อให้ได้ประชาธิปไตยกลับมา
ตอนแรกคิดว่าด้วยจำนวนคนที่มากขนาดนี้ ไม่น่าเกิน 2 สัปดาห์ รัฐบาลต้องไปแน่นอนเพราะเป็นการชุมนุมที่มีคนมาเยอะที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทย แต่ด้วยอำนาจพิเศษที่คอยหนุนหลังทำให้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยังอยู่ได้
ข้อเสนอแผน ปรองดองของนายอภิสิทธิ์ เปรียบเสมือนการหาทาง ออกให้กับตัวเองมากกว่า ไม่ใช่ทางออกของคนเสื้อแดง ผมบอกกับพรรคพวกเสมอว่าเรื่องนี้ต้องระวัง อย่าผลีผลาม เราไม่ต้องการให้เกิดการสูญเสียอีก แต่การเจรจาที่จะเกิดขึ้น ต้องทำด้วยความรอบคอบ ไม่ให้นายอภิสิทธิ์เอาเป็นช่องทางออกให้กับตัวเอง ต้องดูแลคนที่สูญเสียทั้งบาดเจ็บ ทั้งเสียชีวิต และคนที่สั่งการทั้งนายอภิสิทธิ์ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ และผู้ที่อยู่ร่วมขบวนการสังหารประชาชนจะต้องรับผิดชอบตามกฎหมายให้ได้
ดังนั้น เรื่องการเจรจาร่วมกันต้องค่อยเป็นค่อยไป รีบไม่ได้ เพราะถ้ายังจำช่วงสงกรานต์เลือดได้ นายอภิสิทธิ์ เสนอคณะกรรม การตรวจสอบข้อเท็จจริง และคณะกรรมการสมานฉันท์ ซึ่งคณะกรรมการก็มีข้อสรุปให้แก้รัฐธรรมนูญ 6 ประเด็น แต่นายอภิสิทธิ์ก็ไม่ได้ดำเนินการอะไรให้คืบหน้าเป็นรูปธรรม พอมาครั้งนี้เรื่องเก่าทั้ง 2 เรื่อง ก็เป็น 2 ใน 5 เรื่องที่นายอภิสิทธิ์ เสนอมา ดังนั้น ต้องดูว่าเป็นอย่างไรต่อไป 
จตุพร พรหมพันธุ์/น.พ.เหวง โตจิราการ/ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ
นี่คือเหตุผลที่เราต้องรอดูท่าทีของนายอภิสิทธิ์ให้ชัดเจน ไม่ใช่เรื่องนิรโทษกรรม เพราะพวกผมไม่เคยกลัว การสูญเสียครั้งนี้มากเสียจนเรื่องคดีความของแกนนำเป็นเรื่องเล็กน้อย อีกทั้งคดีความทุกอย่างไม่ว่าเรื่องล้มสถาบัน เรื่องก่อการร้าย พวกเราพร้อมชี้แจงและต่อสู้คดีอยู่แล้ว
หากหาทางออกได้ด้วยการยุบสภา ประชาชนจะได้ประชาธิปไตยโดยตรงจากการเลือกตั้ง ผมพูดมาหลายครั้งแล้วว่า พอยุบสภา ทุกฝ่ายที่เป็นผู้ขัดแย้งก็มาทำสัตยาบันต่อหน้าพระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ว่าจะยอมรับผลการเลือกตั้งครั้งนี้ ให้ถือว่าเป็นสิ่งที่ประชาชนเลือกแล้ว ไม่มีตีรวนซึ่งกันและกัน เพื่อให้ประเทศไทยเดินไปข้างหน้าได้
รวมถึงกลุ่มพันธมิตรฯ ต้องทำสัตยาบันด้วยว่าจะไม่ออกมาใช้พลังนอกระบบอีก หากใครไม่ทำตามข้อตกลง เชื่อผมเถอะว่าประชาชนจะจัดการเอง
ถ้าหากพรรคเพื่อไทยชนะ เราจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในประเด็นต่างๆ รวมทั้งเรื่องใช้อำนาจแฝงต่างๆ ต้องมีการแก้ไขกฎหมายเพื่อควบคุมอำนาจ อำนาจหน้าที่ต้องอยู่ในขอบเขตเชื่อว่าทำอย่างนั้นแล้วเรื่องอำมาตยาธิปไตยจะหมดลง
แต่ถ้าเลือกตั้งแพ้ ก็ทำหน้าที่ตามหน้าที่คนแพ้ การลงสัตยาบันไม่ใช่ว่าจะยุบหรือเลิกนปช.แดงทั้งแผ่นดิน เพียงแต่เรายอมรับผลการเลือกตั้ง ยังมีช่องทางตรวจสอบตามรัฐธรรมนูญในช่องทางของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นเข้าชื่อ 5 หมื่นชื่อ หรือการตรวจสอบทางสภา หากได้รับเลือกต้องทำหน้าที่ตรงนั้น
คดีความที่มีอยู่ก็ต้องสู้กันต่อไป แต่ไม่ใช่แค่พวกผมที่มีคดี นายอภิสิทธิ์ นายสุเทพ หรือแกนนำพันธมิตรฯ พวกนี้มีคดีกันทั้งนั้น ไม่มีปัญหา
หลังการเลือกตั้ง องค์กรนปช.จะยังอยู่ โดยรวบรวมเครือข่ายประชาชนไว้ การจัดระบบเรื่องโรงเรียน ผู้ปฏิบัติการนปช.ยังต้องคงอยู่ ทำหน้าที่ของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย ไม่ได้หนีหายไปไหน
น.พ.เหวง โตจิราการ
แกนนำ นปช.
การชุมนุมที่เกิดขึ้นครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความตื่นตัวทางการเมืองของประชาชนที่ต้องการระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขสูงมาก ดูได้จากจำนวนผู้มาร่วมชุมนุมไม่ลดลง รวมถึงคนกทม.มาร่วมมากขึ้น ทำให้เรามั่นใจว่าโอกาสที่กลุ่มอำมาตย์จะมีอำนาจเหนือรัฐธรรมนูญน้อยลงทุกที และแสดงให้เห็นว่าแนวทางสันติวิธีที่เรายึดมั่น ทำให้เกิดเสียงตอบรับจากประชาชนมากขึ้นทุกที
การที่บอกว่านปช.ว่าจ้างคนมาร่วมชุมนุนนั้นถือว่าโกหก เป็นสิ่งที่รัฐบาลพยายามนำมาใช้เป็นอาวุธทางการเมือง เพื่อดิสเครดิตการชุมนุมของนปช. แต่ไม่มีผลอะไรจะเห็นได้ว่าเขาพยายามโยนข้อกล่าวหาให้เราตลอด ทั้งการว่าจ้างคนมาชุมนุมเราต่อสู้เพื่อคนๆ เดียว เราเป็นลิ่วล้อพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แต่เรื่องพวกนี้จุดไม่ติดจึงพยายามเอาเรื่องที่ใหญ่กว่า อย่างก่อการร้าย หรือล้มเจ้ามาเป็นอาวุธทางการเมือง ทั้งที่ทั้งหมดเป็นการใส่ร้ายป้ายสี
อย่างไรก็ตาม การสูญเสียที่เกิดขึ้นจากการต่อสู้ มันไม่ใช่เรื่องคุ้มหรือไม่คุ้ม เราไม่เคยต้องการให้เกิดความสูญเสีย แต่มีจุดมุ่งหมายต้องการให้อำนาจการเลือกตั้งกลับมาอยู่ในมือของประชาชน ความสูญเสียที่เกิดขึ้น มีการสอบสวนและดำเนินคดีอย่างตรงไปตรงมา
ผมเชื่อว่าการเลือกตั้งล้มอำมาตย์ได้ และการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 จะเป็นช่องทางสำคัญ หากแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ อำนาจการแทรก แซงของอำมาตย์จะหมดลง ผมเชื่อว่าในการเลือกตั้งที่จะถึงนี้ จะมีพรรคการ เมืองนำเสนอแนว ทางเอารัฐธรรมนูญปี 2540 กลับมา ซึ่งเราต้องสนับสนุนรัฐ ธรรมนูญฉบับของประชาชนฉบับนี้ และจะเหมือนการลงประชามติอีกครั้งว่าจะเอารัฐธรรมนูญ ปี 2540 หรือ 2550 ผมมั่นใจว่าจะมีประชาชนไม่ต่ำกว่า 25 ล้านคนสนับสนุนแนวคิดนี้
แต่หากหลังเลือกตั้ง พรรคประชาธิปัตย์ชนะ ก็ต้องปล่อยให้เขาบริหารประเทศไปต้องยอมรับผลการเลือกตั้ง แต่นปช.ไม่ได้ล้มเลิกไป ยังมีการรวมกลุ่มกันอยู่ มีการตรวจสอบตามช่องทางที่เปิดไว้ให้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ไม่ใช่แค่กรณีพรรคประชาธิปัตย์ หากพรรคเพื่อไทยมาเป็นรัฐบาลก็ต้องตรวจสอบ
หลังจากนี้ผมไม่ได้เล่นการเมืองในระบอบผู้แทนฯ แต่จะทำหน้าที่ในองค์กรภาคประชาชนอยู่ตลอด ส่วนเรื่องคดีความก็ต้องต่อสู้กันตามกระบวนการยุติธรรม ชีวิตส่วนตัวผมยังเหมือนเดิม ถ้าเจอใครไม่ชอบ เอาหินขว้างหรือเอาปืนยิง ถ้าหลบได้ก็หลบ ถ้าหลบไม่ได้ บาดเจ็บก็ไปรักษาตัวที่โรงพยาบาล ถ้าตายก็ต้องตาย ไม่ได้กลัวอะไร ไปไหนก็ยังไปคนเดียว
ส่วนแนวทางปรองดองของนายกฯ นั้นเป็นเพราะนายกฯ จนแต้ม จึงต้องเปิดช่องทางลงเพื่อตัวเอง ไม่เช่นนั้นความรุนแรงจะขยายตัวไปทั่วประเทศ เป็นสงครามกลาง เมือง เราไม่ปฏิเสธที่จะจับมือกับรัฐบาลเพื่อหาทาง ออก แต่ขอให้ฝั่งรัฐบาลมีความชัดเจนเสียก่อน
ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ
เลขาธิการ นปช.
หลังจากการชุมนุมครั้งนี้ประเทศไทยจะไม่เหมือนเดิม จะเปลี่ยนแปลงรูปแบบโครงสร้างสังคมไทยอย่างที่ไม่เคยเกิดมาก่อน คือต่อจากนี้ประชาชนจะมาทวงสิทธิ์ของเขากลับคืนมาและแสดงให้เห็นว่าพลังของเขามีอยู่จริง
นอกจากนี้ยังอธิบายให้เห็นว่าการต่อสู้มากว่า 4 ปี ดอกผลออกมามากมาย เราเริ่มจากขบวนการต่อต้านรัฐประหารกลุ่มเล็กๆ เผชิญข้อกล่าวหาเป็นม็อบรับจ้าง เป็นพวกรากหญ้าไร้การศึกษา แต่วันนี้คนทั้งโลกให้ความสนใจกับพลังของคนกลุ่มนี้สังคมให้การยอมรับ ต้องบอกว่าเราเติบโตมากกว่าพันธมิตรฯ มีฐานรากที่เข้มแข็งกว่าหลายเท่า
สิ่งสำคัญคือหลายเรื่องที่เราพูดมา 3-4 ปี คนยอมรับว่ามีปัญหาจริงๆ ไม่ว่าเรื่องอำมาตยาธิปไตย ระบบยุติธรรม 2 มาตรฐาน อำนาจนอกระบบ ความไม่เป็นประชาธิปไตยในประเทศนี้ เราจึงพร้อมเดินไปข้างหน้าเพื่อสร้างรัฐไทยใหม่ที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
แม้วาทกรรมเรื่องรัฐไทยใหม่จะถูกวิจารณ์มาก ยึดโยงถึงเรื่องล้มสถาบัน แต่ผมมองเป็นเรื่องปกติ ที่ฝ่ายตรงข้ามจะสร้างภาพว่าเราไม่ใช่ขบวนการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย การถูกโจมตีเรื่องเหล่านี้ผมไม่ได้ใส่ใจ
หากจะเปรียบเทียบแล้ว พันธมิตรฯ เสนอเรื่องการเมืองใหม่ สัดส่วน 70-30 ผมเสนอเรื่องรัฐไทยใหม่ คือประเทศที่มีความเป็นประชาธิปไตย อย่างแท้จริง มีความเป็นธรรม ไม่มีการแทรกแซงจากอำนาจนอกระบบ และมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อยากถามว่าข้อเสนอของใครส่งผลเสียหายกับระบอบประชาธิปไตย มากกว่ากัน
ต้องยอมรับว่าความสูญเสียที่เกิดขึ้นจากการต่อสู้ ถือเป็นความปวดร้าว ไม่คิดว่าการต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพของตัวเองจะต้องบาดเจ็บล้มตายจากฝีมือของรัฐบาลที่อ้างว่ามาจากประชาชน เรื่องนี้จะต้องดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเต็มที่ รวมถึงส่งเรื่องให้ศาลอาญาระหว่างประเทศด้วย
ขณะที่แนวคิดปรองดองของรัฐบาลนั้น ผมมองว่าเป็นการหาทางออกให้ตัวนายอภิสิทธิ์เอง แต่เมื่อข้อเสนอเดินทางตามแนวทางสันติที่เรายึดถือ ก็พร้อมร่วมดำเนินการ นายอภิสิทธิ์อาจจะได้ประโยชน์ก็ไม่เป็นไร อย่างน้อยประเทศก็ได้ด้วย เพราะความสูญเสียเป็นสิ่งที่เรารับไม่ได้อีกแล้ว
ถ้าถามว่าเรื่องยุบสภาถือเป็นชัยชนะของเสื้อแดงหรือไม่ ผมบอกเลยว่าผู้ชนะที่แท้จริงคงเป็นประเทศไทย ยุติความรุนแรงที่จะเกิดขึ้น เป็นชัยชนะของคนไทยทั้งหมดที่ไม่ทำให้ความรุนแรงลุกลามออกไป
นอกจากนี้คนเสื้อแดงไม่ได้สู้เพื่อประกาศชัยชนะรายวัน เราสู้เพื่อประชาธิปไตยที่แท้จริงความเท่าเทียม และความเสมอภาค การต่อสู้ครั้งนี้เป็นการต่อสู้ระหว่างชนชั้นล่างและชนชั้นสูง การเรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภาถือเป็นศึกย่อยครั้งหนึ่ง ศึกต่อไปของเราคือการเลือกตั้ง การสร้างสังคมให้เกิดความเป็นธรรม การแก้รัฐธรรมนูญก็ถือเป็นศึกครั้งหนึ่ง ทุกอย่างต้องดำเนินการต่อไป
หากเปรียบเทียบอำมาตย์คือมะม่วงสุก เราต้องการเด็ดผลมะม่วง แต่ระหว่างทางเจอกิ่งก้านหรือรังมดแดง ก็ต้องเสียเวลาจัดการกับอุปสรรคเหล่านี้ก่อน โครงสร้างที่อำมาตย์สร้างขึ้นมาไม่ว่าองค์กรอิสระ กองทัพ ทุกอย่างยังเป็นเส้นทางที่เราต้องผ่านไป จนถึงศึกสุดท้ายในการโค่นล้มอำมาตย์ ซึ่งผมมั่นใจว่าเราทำได้
ทั้งนี้ หลังยุบสภา ผมคงสมัครส.ส. ถ้าได้รับเลือกก็ทำหน้าที่ ไม่ได้รับเลือกก็คือไม่ได้ ส่วนคดีความก็สู้กันตามกระบวนการ ชีวิตส่วนตัวผมไม่มีเปลี่ยนแปลง วันหยุดพาภรรยาลูกไปเที่ยว ชีวิตไม่ต้องมีการ์ดมาคอยห้อมล้อม ก่อนนี้เป็นยังไง หลังจากนี้ก็เป็นอย่างนั้น
ถ้าเกิดอะไรขึ้น ผมก็ต้องปกป้องครอบครัวผมอย่างเต็มที่ ซึ่งผมมั่นใจว่าผมทำได้
มาร์คไร้ชอบธรรม นั่งนายกฯ ศอฉ.ตัวถ่วงเจรจา
"จาตุรนต์ ฉายแสง" ซัด มาร์ค หมดความชอบนั่ง นายกรัฐมนตรี แล้ว เชื่อ ชงโรดแมป หวังกลบฉาวมือเปื้อนเลือด จวก ศอฉ. กร้าวร้าวถ่วงการเจรจาเสื้อแดง คืนสิทธินักการเมือง ควรทำหลังยุบพรรค ปชป... วันที่ 9 พ.ค. 2553 นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ว่า กรณีที่นายกรัฐมนตรี ระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯขัดขวางแผนการปรองดอง นั้น ความจริงไม่มีประเด็นอะไรที่จะไปเกี่ยวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ เพราะมีหลายเรื่องที่การเจรจานี้ไม่มีทางครอบคลุมไปถึงเรื่องของ พ.ต.ท.ทักษิณ และ เสธ.แดง ก็ไม่ได้เป็นแกนนำของการชุมนุมคนเสื้อแดง ไม่มีบทบาทหรืออิทธิพลใด ๆต่อการชุมนุม อาจจะดึงคนบางส่วนได้ชั่วคราวในบางเรื่องเช่น จะตั้งหรือไม่ตั้งบังเกอร์ แต่ไม่มีผลถึงขั้นจะยุติหรือจะพักการชุมนุมหรือไม่
เท่าที่ทราบมีเรื่องที่ทำให้ค้างคามาอยู่ 2-3 ส่วน คือ บทบาทที่ก้าวร้าวของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน(ศอฉ.) ที่ทำให้แกนนำเสื้อแดงไม่สบายใจและมวลชนคิดว่าถูกข่มขู่มากเกินไป จึงไม่อยากยุติการชุมนุมในลักษณะของการถูกรุกไล่มากเกินไปและการจะยุติชุมนุมแบบไหนจะให้เดินไปโรงพักพร้อมตำรวจหรือจะไปมอบตัวภายหลัง ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร แต่ ศอฉ.ไม่ค่อยมีท่าทีที่จะอำนวยความสะดวกหรือให้เกียรติกัน เขาก็เดินไปหาช่องทางเจรจากับฝ่ายการเมือง
นายจาตุรนต์ กล่าวว่า การเจรจาที่ผ่านมาก็ไม่มีปัญหาอะไร เพียงแต่ตอนหลังที่ แกนนำ นปช. อยากจะเสนอความเห็นของตัวเองต่อสาธารณะที่จะคู่ขนานหรือเทียบเคียงกับข้อเสนอของนายกฯ นี่ก็เป็นเรื่องที่ดี เพราะบางเรื่องเป็นการแสดงเจตนาต่อสังคมให้สังคมและมวลชนสบายใจ เช่น เรื่องการตั้งคณะกรรมการอิสระขึ้นมาตรวจสอบข้อเท็จจริงเพราะประชาชนต้องการหาคนผิดที่สั่งสลายการชุมนุมมาลงโทษ ถ้าเรื่องเหล่านี้แกนนำนปช.ทำให้ชัดก็มาพูดเรื่องกรรมวิธีหรือพิธีการในการหยุดการชุมนุมให้ชัดเจน ตนก็คิดว่าน่าจะสลายการชุมนุมได้ภายในวันสองวันนี้เพื่อป้องกันโรคแทรกซ้อน
ความจริงการป้องกันการแทรกซ้อนความจริงรัฐบาลควรจะให้ความสำคัญมากกว่านี้ ถ้ายิ่งมีเรื่องแทรกซ้อนแล้วบานปลายจะไม่เป็นผลดีกับรัฐบาลเอง สิ่งที่รัฐบาลควรทำแต่ไม่ได้ทำคือสั่งให้ ศอฉ.ลดบทบาท แต่ศอฉ.ก็เลยยังมีบทบาทก้าวร้าวอยู่และเป็นอุปสรรคต่อการยุติการชุมนุม
อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย กล่าวว่า ส่วนเรื่องที่เป็นประเด็นที่ไม่ควรเอามาเป็นเงื่อนไขในการยุบสภาคือเรื่องการนิรโทษกรรมหรือคืนสิทธิให้แก่นักการเมืองทั้งที่เป็นความชอบธรรมที่จะคืนสิทธิให้กับนักการเมืองที่ถูกตัดสิทธิไปโดยไม่เป็นธรรม ทำให้ถูกมองว่าเป็นการเจรจาเพื่อผลประโยชน์ของนักการเมืองเอง การหยิบขึ้นมาเร็วเกินไปทำให้เป็นอุปสรรคต่อการยุบสภาหรือแก้ปัญหาที่ใหญ่กว่า ทั้งกลุ่มบ้านเลขที่ 111 และ 109 นักการเมือง เรื่องมันซับซ้อนและมีวีธีการที่แตกต่างกัน กลุ่ม 109 อดีตนักการเมืองต้องแก้รัฐธรรมนูญ ม. 237 ก่อนแล้วถึงจะไปคืนสิทธิได้ ส่วนกลุ่ม 111 คืนสิทธิได้เลย เข้าใจว่าโดยเฉพาะพรรคร่วมรัฐบาลอยากได้ทั้งสองกลุ่ม แต่เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา ถ้าเอามาเป็นเงื่อนไขก็ต้องทำให้เสร็จก่อนจะยุบสภา ดีไม่ดีอาจจะไม่ทัน การยุบสภาอาจต้องเลื่อนออกไป จึงควรไปพูดกันทีหลัง อาจต้องรอให้พรรคประชาธิปัตย์ถูกยุบเสียก่อนแล้วค่อยมาว่ากันนักการเมืองทั้งกลุ่ม 111 และ 109 น่าจะอดทนต่อไปอีกระยะหนึ่งจนคดียุบพรรคประชาธิปัตย์เสร็จเรียบ้อยแล้วสังคมมาพิจารณากัน
ส่วนมองว่า นายกฯ มีความจริงใจในการจะปรองดองอย่างแท้จริงมากน้อยแค่ไหน นายจาตุรนต์ กล่าวว่า ถ้าดูจากสิ่งที่นายกฯทำ และกระบวนการที่จะยุติการชุมนุมไม่ค่อยสอดคล้องกัน ถ้าจะปรองดองกันควรจะมีการมาร่วมตกลงกันอย่างเปิดเผย แต่นายกฯคงกลัวเสียท่าเสียหน้าที่ต้องมาเจรจากับคนที่จะต้องไปเป็นผู้ต้องหา และอยากได้ภาพว่าเป็นผู้ริเริ่มการปรองดองทุกอย่างทั้งหมด ทั้ง ๆ ที่ความจริงแผนการปรองดองมาจากการผลักดันของหลายฝ่ายรวมทั้ง นปช.ด้วย นอกจากนั้นก็ยังมีปัญหาว่า นายกฯ ยังปล่อยให้ศอฉ.เล่นบทเกเร ก้าวร้าวมาก ทำให้คนสงสัยในความจริงใจของนายกฯ และทำให้สงสัยถึงความเป็นไปได้ของแผนปรองดอง
"ในเนื้อหา 4-5 ข้อที่นายกฯเสนอหลายเรื่องเป็นปัญหาของรัฐบาลเอง ที่พูดสวยหรูมาความจริงก็เท่ากับกำลังจะบอกว่าสิ่งที่รัฐบาลทำมามันผิด และจะต้องแก้อย่างจริงจัง เช่น เรื่องการใช้สถาบันไปโจมตีหรือกลั่นแกล้งคน เรื่องการแทรกแซงสื่อ และเรื่องที่ทำยากคือการตั้งคณะกรรมการอิสระขึ้นมาสอบสวนข้อเท็จจริง ถ้าจะทำจริงจังได้ รัฐบาลก็ต้องแก้ปัญหาเดิม โดยเฉพาะการใช้สถาบันเป็นเครื่องมือโจมตีทำร้ายคนอื่น การแทรกแซงสื่อ นายกฯอาจจะต้องหักลำฝ่ายเดียวกันที่เป็นพวกที่ชอบใช้สถาบันมากลั่นแกล้งคน และต้องทบทวนหรือเปลี่ยนคนที่ดูแลสื่อของรัฐ
แผนปรองดอง 5 ข้อนี้ดูแล้วทำได้ไม่ง่าย และจริง ๆก็ไม่ใช่ความริเริ่มสร้างสรรค์ที่ดีวิเศษอะไร แต่เป็นการบอกว่า ที่รัฐบาลทำมาหลายเดือน โดยเฉพาะ 2 เดือนมานี้มันผิดพลาดอย่างร้ายแรง แต่ไม่ได้บอกตรงๆ ว่าผมผิดไปแล้ว จึงทำให้แผนปรองดองไม่ได้มีน้ำหนักมากเท่าไหร่ การที่หลายฝ่ายและ นปช.เห็นด้วย เพราะการจะทำให้การยุบสภาเร็วขึ้น แต่เนื้อหาสาระบางเรื่อง เช่น การปฏิรูปประเทศ การสร้างความเป็นธรรมในสังคมที่ต้องเริ่มใน 2 สปัดาห์ ทำไม่ได้เลยอยู่แล้วเป็นเรื่องเพ้อเจ้อทั้งนั้น เป็นแค่คำพูดหรู ๆ เพื่อหาทางลงของตัวเอง เพื่อไม่ให้ถูกกล่าวหาตราหน้าว่าเป็นคนผิดที่สั่งให้มีการสลายการชุมนุมจนมีคนตาย" นายจาตุรนต์ กล่าว
นายจาตุรนต์ กล่าวว่า การตั้งคณะกรรมการอิสระตรวจสอบข้อเท็จจริงนั้นจะมีปัญหามาก เพราะนายกฯ ต้องรับไปเต็ม ๆ ในเหตุการณ์ 10 เม.ย. ที่เป็นเรื่องใหญ่มากมีคนตายกว่า 20 คน บาดเจ็บ 900 คน ไม่มีทางที่จะให้มีคณะกรรมการที่เป็นอิสระและเป็นที่เชื่อถือว่า ถ้าหากการแต่งตั้งทำโดยนายกฯ จะเป็นปัญหาใหญ่ที่ค้างคาไปเรื่อย ถ้าว่ากันตามเนื้อผ้าแล้วนายกฯจะต้องไม่ปฏิบัติหน้าที่แล้ว ตั้งแต่เหตุการณ์วันที่ 10 เม.ย.จนถึงวันยุบสภา นายกฯไม่มีความชอบธรรมในการปฏิบัติหน้าที่แล้ว แต่ที่กลุ่มแกนนำ นปช. ไม่เสนอให้นายกฯพักการปฏิบัติหน้าที่เพราะเขาไปติดกับข้อเสนอเรื่องการยุบสภา หลังวันที่ 10 เม.ย.เป็นต้นมาข้อเสนอควรเป็นการเสนอให้นายกฯออกไป แต่เขาก็อาจจะรู้สึกว่าถ้านายกฯออกก็จะมีนายกฯคนใหม่เข้ามาอีกแล้ว การยุบสภาก็เลื่อนออกไปอีกจึงยอมแลกไม่เสนอให้นายกฯออกไป
มีคนไม่อยากให้จบ?

โดยปรากฏการณ์ "คลื่นแทรก" ที่เกิดขึ้นท่ามกลางสัญญาณปรองดอง ตามโรดแม็ปของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และอยู่ระหว่างการเคลียร์ทางลงของแกนนำกองทัพเสื้อแดง ยื้อคำตอบสุดท้าย สลายการชุมนุมกลับบ้านใครบ้านมัน
ก็พลันมีเหตุไอ้โม่งยิงถล่มตำรวจที่รักษาการณ์อยู่ที่สีลมและย่านสวนลุมฯจนเสียชีวิต 2 นาย บาดเจ็บอีกหลายคน
ตั้งใจทำลายจังหวะ "ไต่บันไดลง"
แน่นอนคงจับมือใครดมยากตามฟอร์ม ก็ได้แค่สันนิษฐานกันตามไฟต์บังคับ โดยเป้าแรกพุ่งไปที่กลุ่มฮาร์ดคอร์ของฝ่ายเสื้อแดงที่โดนหมายหัวจากฝ่ายถืออำนาจ จ้องเอาคืนจากคิวที่ทหารโดนสอยทั้งเจ็บทั้งตาย จำเป็นต้องลากสถานการณ์ชุมนุมต่อไป
เพื่อใช้เกมมวลชนเป็นเกราะกำบังกาย
และก็ตัดไม่ได้เหมือนกัน กับปมของแนวร่วมของฝ่ายถืออำนาจด้วยกันเองที่ไม่เอาด้วยการโรดแม็ปของนายกฯอภิสิทธิ์ อย่างที่ม็อบพันธมิตรฯ และเครือข่ายคนหลากสีเทกแอ็กชั่นแสดงอาการขัดอกขัดใจ
ถึงขั้นนายกฯอภิสิทธิ์โดนด่า "ไอ้เฮงซวย"
ตามคิวเลยก็เข้าเค้า หากจะมีการส่งมือขยันมาช่วยขยี้สถานการณ์ให้กลับไปเขม็งเกลียวเป้าหมายล้มกระดาน ไม่สมานฉันท์กับไพร่แดง
ทั้งหมดทั้งปวงจากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น สรุปได้ว่า พวกจ้องเสียบสกัดทุกจังหวะ
โรดแม็ปปรองดองยังลูกผีลูกคน
แม้แต่ท่าทีของนายกฯอภิสิทธิ์เจ้าของโปรแกรมเอง ก็ยังจับต้นชนปลายไม่ถูก
ตามข่าววงในก่อนจะปล่อยโรดแม็ปปรองดอง คนที่อยู่เบื้องหลังจริงๆก็คือ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. ที่เป็นคนต่อสายเจรจากับแกนนำคนเสื้อแดง และนำข้อเสนอมาให้นายกฯอภิสิทธิ์
แล้วก็ถูกบอกตัดบท ไม่ต้องคุย เลิกเจรจา
โดยสัญญาณตั้งท่าลุยหักดิบอย่างที่ "เทพเทือก" นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ส่งเสียงเข้มดุดัน เตือนผู้ชุมนุมให้ออกจากเวทีแยกราชประสงค์ เพื่อให้เหลือแต่แกนนำฮาร์ดคอร์
ไม่รับประกัน หากมีการจับตาย
เบื้องหลังเบื้องลึก เสียงแว่วๆขุนทหารใหญ่ หยั่งเชิงนักเลือกตั้งในกลุ่มแกนนำพรรคร่วมรัฐบาล รับได้หรือไม่ถ้าหากจะมีคนตายอีกเป็นร้อย เจ็บอีกเป็นพัน
ตั้งท่า พร้อมกดปุ่มลั่นไก
แต่นาทีสุดท้ายก็เป็นนายกฯอภิสิทธิ์ที่ประกาศโรดแม็ปออกอากาศ ตามแนวที่คุณชายสุขุมพันธุ์ไปเจรจากับแกนนำคนเสื้อแดง ต่อรองเงื่อนไขถอยคนละก้าวสองก้าว
เล่นเอา "เทพเทือก" กับพวกจ้องลุย เบรกหัวทิ่มหัวตำไปตามๆกัน
"อภิสิทธิ์" คุมจังหวะเล่นเอง แม้แต่ทีมเดียวกันยังจับจังหวะไม่ถูก
เพราะฉากหน้าก็เล่นบท "ขัดใจพ่อยกแม่ยก" ยื่นมือเข้าหาฝ่ายนายใหญ่ แต่ฉากหลังปิดห้องหารือกัน แล้วก็เป็นตัวแทนฝ่ายม็อบพันธมิตรฯที่ออกมาให้ข่าว นายกฯอภิสิทธิ์ยอมรับว่าอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ยื่นเงื่อนไขต่อรองกระบวนการปรองดอง
แต่ "อภิสิทธิ์" ไม่เอาด้วย
ตีไพ่สองหน้า ตามจังหวะเหยียบตีนเล่นกับม็อบพันธมิตรฯ ฉวยจังหวะหลอกตีกินนายใหญ่
ลากกระแสจนอดีตนายกฯทักษิณต้องส่งนายนพดล ปัทมะ มือกฎหมายส่วนตัวออกมาเคลียร์ ปฏิเสธฉากหลังเกมต่อรองโรดแม็ปปรองดอง ที่มีการเจรจาผ่าน "เจ๊ปู" น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาว
"ทักษิณ" โดนลากออกมาอยู่ในฉากจนได้
ตามสถานการณ์ที่ไม่ชัวร์ว่า โรดแม็ปปรองดองจะไปจบตรงไหน จะโดนคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ลัดคิวล้มกระดานโมฆะก่อนหรือไม่
ที่แน่ๆมีชื่อ "นายใหญ่" โผล่มาเอี่ยว น้ำหนักของฝ่ายเสื้อแดงหายไปเยอะก็แล้วกัน
ภายใต้สัญญาณของการลุยหักดิบยังไม่จาง "เสธ.ไก่อู" พ.อ. สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษก ศอฉ. แถลงขู่รายวัน แม้จะมีโรดแม็ป ปรองดองของนายกฯอภิสิทธิ์
ก็ไม่ได้หมายความว่า จะไม่มีการสลายม็อบแดง
ตามฉากที่ทหารยังคงตรึงพื้นที่ล้อมกรอบเวทีแยกราชประสงค์ ตั้ง ด่านสกัดคนเสื้อแดงไม่ให้เข้ามาเสริมกำลัง ขณะที่การ์ด นปช.รวบทหารพกปืนมาแฝงตัวอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุมได้
โดยจังหวะที่กองทัพแดงยังหลับเต็มตาไม่ได้
เผลอเมื่อไหร่ ตื่นมาอาจไม่ทันกาล.
ทีมข่าวการเมือง
กับดักประเทศไทย
ที่มา ไทยรัฐ สภาพประเทศไทยเวลานี้เหนือก็ไม่ไป ใต้ก็ไม่ไป สงครามการเมือง เต็มไปด้วยอันตรายทุกรูปแบบ ว่ากันตามความเป็นจริงแล้ว ในเมื่อนายกฯไม่ลาออก ยุบสภาก็ไม่ลงตัว ในวิถีของประชาธิปไตยจะทำอย่างไรกันต่อไป จะถูลู่ถูกังไปจนครบวาระรัฐบาลก็ต้องใช้เวลาเป็นปี หมัดเหล็ก
หรือจะต้องปฏิวัติรัฐประหารกันอีกกระทอก
ก็ต้องย้อนไปดูที่ต้นเหตุ วิกฤติการเมือง ที่ก่อตัวขึ้นมาจากเรื่องส่วนตัวของคนไม่กี่คน ถึงขนาดต้องใช้อำนาจนอกระบบเข้ามาช่วงชิงอำนาจทางการเมือง ถลำเข้าไปในวงจรอุบาทว์โดยอัตโนมัติ
ที่เรียกว่า ลับ ลวง พราง ถูกต้องที่สุด ทั้งลับ ทั้งลวง ทั้งพราง จนติดกับดักพันกันไปหมดการนำวิธีการของเผด็จการซ่อนรูป มาใช้อยู่เหนืออำนาจของรัฐธรรมนูญ
ทำให้เกิดสองมาตรฐานขึ้นมา
จากนั้นบ้านเมืองก็เต็มไปด้วย ความหวาดระแวงและแตกแยก จากคนกลุ่มหนึ่ง เป็นคนกลุ่มใหญ่ เป็นประชาชนส่วนใหญ่ซึมเข้าไปในระบบราชการ ภาคเอกชน จนถึงกองทัพ
แตกแยกกันทั้งประเทศ
และเพราะการบิดเบือนกฎหมาย บิดเบือนข้อเท็จจริง จึงไม่มีกฎเกณฑ์กติกาที่จะมาบังคับใช้เพื่อแก้ข้อพิพาทต่างๆที่
เกิดขึ้น ดังนั้น เมื่อบ้านเมืองไม่มีกติกา ไม่มีกรรมการ ความวุ่นวายย่อมตามมา
ความเป็นธรรมไม่มี สามัคคีไม่เกิด
นี่ขนาดทอดสะพานหาทางลงกันสุดฤทธิ์ ยังอุตส่าห์มีคนร้ายเอาเอ็ม 79 มาก่อเหตุใกล้จุดชุมนุมจนได้ ยิงใส่ตำรวจ ยิงใส่ชาวสีลม ก็ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นพวกเสื้อแดง
ลูกไม้ตื้นๆ
เสร็จแล้วก็ออกมาพูดเสียงเดียวกันว่า มีคนไม่อยากให้เกิดการปรองดอง นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ประกาศจะยุบสภาไปหยกๆ เริ่มจะเสียงแข็งขึ้นมาอีกกระทอก
ขีดเส้นตายถ้าไม่สลายการชุมนุม 15 พ.ค. เงื่อนไขยุบสภาพับเก็บทันที ได้ใจคนเสื้อหลากสี ได้ใจกองเชียร์ที่ยังไม่อยากให้ยุบสภา เพราะเกรงว่าจะเสียอำนาจ
ทำไปทำมาโรดแม็ปปรองดองก็เป็นแค่ปาหี่การเมืองไปตามระเบียบ
บางครั้งการเมืองไทยก็ยิ่งกว่านิยายน้ำเน่า มีครบทุกรส ขาดอยู่อย่างเดียวคือ สาระ ไม่มีเหตุมีผล นึกจะเสนออะไรขึ้นมาดูเก๋ดูเท่ดูดีก็เสนอไปส่งเดช
ไม่มีหลักเกณฑ์และความแน่นอน
เป็นนักการเมืองประเทศไทยวันนี้ พกปาก เอาไว้อย่างเดียวปลอดภัยที่สุด จะเนรมิตอะไรก็ได้ ไม่ต้องคำนึงถึงจริยธรรมและข้อเท็จจริง วันนี้พูดอย่าง พรุ่งนี้พูดอย่างก็ไม่เป็นไรแก้ตัวไปน้ำขุ่นๆ
สร้างภาพเอาตัวรอดเป็นยอดดี.

