WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, May 12, 2010

ศอฉ.ปิดไปแล้ว 612 เว็บ แต่หนักใจเปิดใหม่ได้ใน 5 นาที

ที่มา ประชาไท


สั่ง 'ไอซีที' ปิดเว็บที่ ศอฉ. เห็นว่า "เข้าข่ายปลุกระดม" แล้ว 612 เว็บ จากอาทิตย์ก่อนปิดไป 420 เว็บ ส่วนใหญ่เป็นเว็บถ่ายทอดชุมนุมเสื้อแดง แต่หนักใจปิดแล้วสามารถเปิดใหม่ได้ในเวลาไม่เกิน 5 นาที

เว็บไซต์ที่ถูก ศอฉ. บล็อก จะรีไดเร็กมาที่ http://58.97.5.29/www.capothai.org/

ไทยรัฐออนไลน์ รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวจากศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ที่เปิดเผยว่า หลังจากเกิดสถานการณ์การชุมนุมของคนเสื้อแดง ศอฉ. มีคำสั่งให้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ปิดเว็บไซต์ที่ ศอฉ. เรียกว่า "เข้าข่ายปลุกระดม" ไปแล้ว 612 เว็บไซต์ จากสัปดาห์ที่ผ่านมาปิดไป 420 เว็บ

ไทยรัฐออนไลน์ระบุว่า เว็บที่ปิดส่วนใหญ่เป็นเว็บถ่ายทอดสดการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดง ซึ่ง ศอฉ. เห็นว่า "เข้าข่ายยั่วยุและปลุกระดมให้เกิดความแตกแยกทางการเมือง"

ไทยรัฐรายงานโดยอ้างแหล่งข่าวจาก ศอฉ. ต่อไปว่า ปัญหาที่น่าหนักใจของ ศอฉ. คือ จำนวนเว็บไซต์ปลุกระดมที่เพิ่มขึ้น ส่วนสาเหตุที่ยอดปิดเว็บเพิ่มขึ้นนั้น เพราะเว็บที่สั่งปิดไปแล้วไป สามารถเปิดใหม่ได้โดยเปลี่ยนเป็นใช้ชื่ออื่นภายในไม่เกิน 5 นาที อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามสถานการณ์ทางการเมืองอย่างใกล้ชิด และ รอคำสั่งจาก นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้อำนวยการ ศอฉ. โดยเฉพาะการเปิดให้ใช้เว็บไซต์ได้ หากยกเลิก พรก.ฉุกเฉิน

รัฐบาลยังไม่ตัดน้ำตัดไฟม็อบตามคำขู่ เผยแดงมีเครื่องปั่นไฟเองกว่า10ตัว

ที่มา มติชน


เมื่อวันที่ 12 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์การชุมนุมของคนเสื้อแดงว่า ยังไม่มีการตัดน้ำ ตัดไฟ ตามที่รัฐบาลได้ออกมาระบุไว้วานนี้(11 พ.ค.) แต่อย่างไร ทั้งนี้ การชุมนุมในครั้งนี้ส่วนมากได้ใช้ไฟจากเครื่องปั่นไฟเอกชนกว่า 10 เครื่อง ซึ่งตั้งอยู่รอบพื้นที่การชุมนุมา แต่เครื่องปั่นไฟดังกล่าวได้ปั่นไฟฟ้าส่งให้บริเวณหน้าเวทีและตามเต๊นท์บางจุดเท่านั้น


ขณะที่บนเวทีเป็นการพูดถึงข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ และการปราศรัยโจมตีรัฐบาลตามปกติ

ทนายยุ16แกนนำนปช.ไม่ต้องมอบตัว กลัวไม่ได้รับประกัน หลังศาลอาญายกคำร้องค้านออกหมายจับ

ที่มา มติชน


ทนายนชป.ยุ16แกนนำไม่ต้องมอบตัวหวั่นไม่ได้ประกันตัว

เมื่อวันที่ 11 พ.ค. นายคารม พลทะกลาง ทนายผู้รับมอบอำนาจจากนายวีระ มุสิกพงศ์ แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวภายหลังศาลอาญายกคำร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนหมายจับ นายวีระ มุสิกพงศ์ กับพวกที่เป็นแกนนำและแนวร่วม นปช.รวม 16 คน กระทำผิด พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ว่า ศาลยกคำร้อง เนื่องจากต้องรอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ตามที่ตนและทนายความได้ไปยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญไว้ นอกจากนี้ฝ่ายเราไม่สามารถนำตัวจำเลยมาศาลได้ เพราะเกรงว่าจะถูกตำรวจจับกุม ทำให้พยานหลักฐานและคำเบิกความมีน้ำหนักน้อยลงไปด้วย แต่ไม่เสียใจ เพราะได้พยายามช่วยเหลือแกนนำ นปช.เต็มที่แล้ว


เมื่อถามว่าทางแกนนำนปช.จะเข้ามอบตัวในวันที่ 15 พฤษภาคม นี้แน่นอนหรือไม่ นายคารมกล่าวว่า ยังไม่แน่ว่าแกนนำ นปช.ทั้งหมดจะติดต่อเข้ามอบตัวกับตำรวจตามกำหนดเดิมหรือไม่ แต่ส่วนตัวได้ให้คำแนะนำไปไม่ควรไปมอบตัว เนื่องจากตำรวจจับกุมตามอำนาจพ.ร.บ. บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งคาดว่าจะไม่ได้ประกันตัว และถูกนำตัวควบคุมยังสถานที่อื่นที่ไม่ใช่เรือนจำ

ศาลอาญายกคำร้อง6แกนนำเสื้อแดง ค้านออกหมายจับฝ่าฝืนพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ชี้ชอบด้วยกฎหมายแล้ว

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 11 พฤษภาคม ที่ห้องพิจารณาคดี 701 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลมีคำสั่งให้ยกคำร้องคดีที่นายคารม พลทะกลาง ทนายผู้รับมอบอำนาจจากนายวีระ มุสิกพงศ์ แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนหมายจับ นายวีระ มุสิกพงศ์ กับพวกที่เป็นแกนนำและแนวร่วม นปช.รวม 16 คน กระทำผิด พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548

โดยศาลได้ไต่สวนพยานฝ่ายผู้ร้องจำนวน 4 ปาก คือนายคารม พลทะกลาง ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากผู้ร้อง และนายสุวิทย์ ทองนวล ผู้ช่วยนายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย นายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และนายวิเชียร ขาวขำ ส.ส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย ไปเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม ที่ผ่านมา


ศาลพิเคราะห์คำเบิกความพยานผู้ร้องแล้ว เห็นว่า ขณะนี้ศาลรัฐธรรมนูญยังไม่ได้มีคำวินิจฉัยลงมาว่า พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ดังนั้นถือว่าการประกาศใช้ พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินของรัฐบาล เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2553 ยังคงมีผลบังคับใช้ตามกฎหมายต่อไป ส่วนกรณีที่ผู้ร้องอ้างว่าสถานการณ์การชุมนุมยังไม่ร้ายแรง ที่จะทำให้รัฐบาลประกาศ พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินนั้น เหตุการณ์ปรากฎหลักฐานชัดว่ามีผู้ชุมนุม นปช.จำนวนมากบุกรุกเข้าไปภายในอาคารรัฐสภา ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหารไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ จึงมีเหตุผลที่รัฐบาลสามารถประกาศ พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินได้ ขณะเดียวกันฝ่ายผู้ร้องไม่ได้นำตัวจำเลยมาเบิกความและชี้ให้เห็นว่าได้รับผลกระทบจากพ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินอย่างไร ดั้งนั้นการออกหมายจับแกนนำ นปช.ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ไม่เห็นควรให้เพิกถอนหมายจับดังกล่าว จึงมีคำสั่งยกคำร้อง

ดูจะจะ "เรดแมป"นปช. ยื่น3เงื่อนไขแลกยุติม็อบ

ที่มา มติชน



หมายเหตุ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ (นปช.) แดงทั้งแผ่นดิน อ่านมติที่ประชุมแกนนำ นปช.บนเวทีปราศรัย ที่สี่แยกราชประสงค์ เกี่ยวกับ "เรดแมป" ซึ่งเป็นเงื่อนไขยื่นต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีให้พิจารณา ก่อนที่จะประกาศยุติการชุมนุม เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม

สิ่งที่จะแถลงต่อไปนี้ เป็นการตัดสินใจของแกนนำที่ผ่านการคิดอ่านอย่างรอบคอบ โดยเป็นการตัดสินใจที่คำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติ และคำนึงถึงผู้ชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดงทั้งแผ่นดิน โดยเฉพาะผู้ชุมนุมที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์การต่อสู้ ในเหตุการณ์วันที่ 10 เมษายน วันที่ 22 และ 28 เมษายน เบื้องต้นแกนนำทุกคนเห็นว่าจากการที่ นปช.แดงทั้งแผ่นดินได้ประกาศชุมนุมเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภาตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคมที่ผ่านมา จนถึงปัจจจุบันโดยประกาศหลักการต่อสู้สำคัญ คือ สงบ สันติ อหิงสา ซึ่งปัจจุบันก็ยังเดินหน้าต่อสู้ภายใต้หลักการนี้ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเเกิดสถานการณ์อะไรขึ้นก็ตาม

ทั้งนี้ ท่ามกลางการต่อสู้ที่ยาวนานมาจนถึงปัจจุบัน เป็นเวลาร่วม 2 เดือน การชุมนุมที่ผ่านเหตุการณ์ต่างๆ เป็นสิ่งที่ต้องถูกบันทึกในประวัติศาสตร์ประเทศไทยมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการที่ประชาชนออกมารวมตัวเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นในไทย และเป็นการชุมนุมครั้งแรกที่มีการเคลื่อนขบวนไปตามถนนสำคัญในกรุงเทพฯ และได้รับการตอบรับอย่างเปิดเผยจากประชาชนทุกภาคส่วน และเป็นการชุมนุมครั้งแรกที่มีประชาชนทั้งในเขต กทม. และภูมิภาค สลับหมุนเปลี่ยนกำลังมาร่วมชุมนุมอย่างหาญกล้า และมีการเคลื่อนไหวอย่างเป็นเอกภาพ

แต่ในระหว่างการต่อสู้ที่ผ่านมา รัฐบาลพยายามใช้อำนาจ อิทธิพล ใส่ร้ายป้ายสีให้กลุ่มคนเสื้อแดง มีสภาพเป็นผู้ชุมนุมรับจ้าง ผู้ก่อการร้าย กลุ่มคนที่หวังล้มเจ้า และนิยมความรุนแรง แต่ในที่สุดความเป็นจริงก็ปรากฏให้เห็นว่ากลุ่มคนเสื้อแดงตกอยู่ในฝ่ายของผู้ถูกกระทำ และเรื่องนี้จะต้องถูกบันทึกอยู่ในประวัติศาสตร์ โดยไม่มีใครสามารถลืมได้ โดยเฉพาะกรณีที่การชุมนุมครั้งนี้มีประชาชนที่เข้าร่วมและต้องสูญเสียชีวิตไปเป็นจำนวนมาก ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อาจจะเกิดขึ้นจากฝีมือกองกำลังฝ่ายรัฐบาล หรือกองกำลังที่ไม่ทราบฝ่าย และเหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นการตอกย้ำในสายตาชาวโลกว่าผู้นำรัฐบาลมีความต้องการใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุม

เมื่อนายกรัฐมนตรีได้ยื่นข้อเสนอการปรองดองต่อกลุ่มคนเสื้อแดง เพื่อให้เกิดสันติภาพ โดยใช้สันติวิธี เรื่องนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ทางกลุ่ม นปช.ได้พิจารณา และมีมติเอกฉันท์แสดงท่าทีตอบรับโดยทันทีไปก่อนหน้านี้แล้ว เนื่องจากไม่ต้องการให้เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้นอีก แต่เนื่องจากประเทศไทยมีปัญหาความขัดแย้งสะสม บ่มเพาะต่อเนื่องมาอย่างยาวนานไม่ต่ำกว่า 4 ปี และทุกปัญหาก็นำไปสู่สงครามระหว่างชนชั้น ไพร่กับอำมาตย์ ดังนั้น เมื่อมีผู้เสนอแนวทางภายใต้สันติวิธี นปช.จึงพร้อมให้ความร่วมมืออย่างจริงใจ แต่เนื่องจากการหารืออาจจะต้องใช้เวลาและจำเป็นที่การแก้ไขปัญหาจะต้องคำนึงถึงชีวิตคนที่สูญเสียไป เรื่องไม่จบลงแค่การยุติการชุมนุมหรือการยุบสภาเท่านั้น ที่ประชุมแกนนำจึงมีมติอย่างเป็นทางการดังนี้

1.นปช.แดงทั้งแผ่นดินประกาศตอบรับวันเลือกตั้งใหม่วันที่ 14 พฤศจิกายน 2553 ตามที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯเสนอมา แต่ในช่วงประกาศตอบรับ นปช.ได้ตั้งคำถามว่านายกฯจะกำหนดวันยุบสภาวันไหน เนื่องจากเป็นหน้าที่โดยตรงของนายกฯ ขณะที่การกำหนดวันเลือกตั้งเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งนายอภิสิทธิ์และคนในรัฐบาลได้ออกมาแสดงความเห็นที่ตรงกันว่าวันยุบสภาจะอยู่ในช่วงวันที่ 15-30 กันยายน 2553 นปช.จึงถือโอกาสนี้ ตอบรับวันที่ 15-30 กันยายน เป็นวันที่จะมีการประกาศยุบสภาโดยไม่มีเงื่อนไข

เรื่องนี้เป็นการแสดงความจริงใจในส่วนของ นปช.ที่ต้องการนำพาบ้านเมืองไปสู่สันติ ไม่มีคนบาดเจ็บล้มตาย แต่เรื่องนี้ นปช.มีข้อเรียกร้องเพิ่มเติม คือ สืบเนื่องจากข้อต่อสู้ของกลุ่มคนเสื้อแดงเป็นการต่อสู้กับขบวนการสองมาตรฐาน จึงหมายความว่าการดำเนินคดีความที่เกี่ยวเนื่องและเกิดขึ้นจากการชุมนุมในช่วงที่ผ่านมา แกนนำ นปช.ยืนยันว่าไม่ประสงค์ที่จะรับนิรโทษกรรม ไม่ว่าจะเป็นโทษเล็กรวมไปถึงโทษใหญ่ คือการประหารชีวิต และพร้อมที่จะเดินหน้าต่อสู้ทุกขั้นตอนตามกระบวนการยุติธรรม แต่รัฐบาลต้องปฏิบัติการกระบวนการยุติธรรมให้เป็นมาตรฐานเดียวกันด้วย ซึ่งที่มาของข้อกล่าวหาการก่อการร้ายเกิดจากเหตุการณ์ในวันที่ 10 เมษายน 2553 ซึ่งทหารได้ใช้กำลังสลายการชุมนุม มีประชาชนบาดเจ็บ 800 กว่าคน และมีผู้เสียชีวิต 25 คน หลังเหตุการณ์ แกนนำ นปช.ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อการร้าย และถูกออกหมายจับจากดีเอสไอ ขณะที่นายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ที่เป็นผู้สั่งการให้สลายการชุมนุมจนเกิดเหตุดังกล่าว กลับไม่ถูกดำเนินคดี ทั้งที่กลุ่ม นปช.ได้แจ้งความจับต่างกรรมต่างวาระมากมาย

แกนนำ นปช.จึงขอเรียกร้องว่า เมื่อเราตอบรับมาตรการปรองดองวันยุบสภาของรัฐบาลและวันเลือกตั้งของรัฐบาล รวมถึงการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม นายอภิสิทธิ์และนายสุเทพก็ต้องเดินเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมจากเหตุการณ์ 10 เมษายนเช่นเดียวกัน หากคดีผู้ก่อการร้าย ซึ่งมีโทษประหารชีวิต และเมื่อคดีถึงที่สุด แกนนำ นปช.ถูกตัดสินว่ามีความผิด เราก็ยินดีรับโทษประหารชีวิต แต่ถ้านายอภิสิทธิ์และนายสุเทพถูกดำเนินคดีถึงที่สุด ก็ต้องรับโทษประหารชีวิตเช่นเดียวกัน แต่เนื่องจากนายอภิสิทธิ์ ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และเป็น ส.ส. อีกทั้งขณะนี้เป็นช่วงเปิดสภา ทำให้ได้รับเอกสิทธิ์คุ้มครอง เช่นเดียวกับนายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช. ซึ่งกลุ่ม นปช.ไม่ติดใจ แต่ในส่วนของนายสุเทพ ซึ่งปัจจุบันลาออกจาก ส.ส.ไปแล้ว ไม่มีเอกสิทธิ์คุ้มครอง ในเมื่อต้องการให้ นปช.เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม นายสุเทพก็ต้องถูกออกหมายจับและเข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมๆ กับแกนนำ นปช.

เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของการตั้งแง่ แต่เนื่องจากแกนนำ นปช.ต้องการให้คดีที่ประชาชนเสียชีวิตเป็นคดีประวัติศาสตร์ ไม่ใช่เงียบหายไปเหมือนเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 และ 6 ตุลา 2519 ที่ผู้มีอำนาจสั่งการเข่นฆ่าประชาชน แต่กลับไม่ได้รับโทษตามกฎหมาย ซึ่งในส่วนของคำถามที่ว่า คนเสื้อแดงจะยุติการชุมนุมวันไหน เราขอประกาศว่าถ้านายสุเทพยอมมอบตัวกับตำรวจ วันนั้นแกนนำ นปช.จะประกาศยุติการชุมนุมทันที และนายสุเทพเดินทางไปพบตำรวจวันไหน คนเสื้อแดงก็จะพร้อมจะกลับบ้านทันที หากนายสุเทพเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม แกนนำ นปช.ก็พร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพื่อให้เป็นไปตามวิถีประชาธิปไตย แต่ถ้านายสุเทพปฏิเสธ และถือว่าตำแหน่งรองนายกฯยิ่งใหญ่ แกนนำ นปช.ก็จะประกาศยุติข้อเสนอที่ให้ยุติการชุมนุม

2.กรณีที่ข้อเสนอนายอภิสิทธิ์ มีการระบุถึงสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชน กลุ่ม นปช.ขอเรียกร้องว่า นปช.พร้อมที่จะประกาศยุติการชุมนุมด้วย แต่เพื่อแสดงความจริงใจ ขอให้รัฐบาลคืนสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมพีเพิลแชนแนล (พีทีวี) ให้กลับมาออกอากาศได้ตามปกติเหมือนเดิม เพราะเท่าที่มีการสอบถามจากเจ้าหน้าที่พีทีวี ได้รับการยืนยันทางเทคนิคว่าขณะนี้พีทีวีพร้อมออกอากาศอยู่แล้ว เพียงแต่มีขบวนการนอกระบบที่ตัดสัญญาณ ทำให้ไม่สามารถออกอากาศได้ และหากมีการจัดตั้งคณะกรรมการที่เข้ามากำกับดูแลสื่อ เพื่อให้เกิดความปรองดอง พีทีวีก็พร้อมเข้าสู่กระบวนการให้ความร่วมมือกับคณะกรรมการเช่นเดียวกับกรณีของเอเอสทีวี

3.สำหรับกรณี พ.ร.ก.บริหารราชการในภาวะฉุกเฉิน ที่รัฐบาลอ้างว่าจำเป็นต้องประกาศ เพื่อรักษาสถานการณ์ไม่ให้เกิดความรุนแรงนั้น ในส่วนของแกนนำเห็นว่าเมื่อรัฐบาลดำเนินการ รัฐบาลก็ต้องตัดสินใจเองว่าจะยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ หรือไม่ เชื่อว่าหากยังไม่ประกาศยกเลิก ยิ่งนานวัน รัฐบาลจะยิ่งถูกกระแสสังคมกดดันมากขึ้น

นปช.มีความตั้งใจที่จะให้ความร่วมมือเพื่อนำพาประเทศชาติออกจากปัญหาความขัดแย้งของประเทศ และพร้อมที่จะเสนอแผนปรองดองในส่วนของ นปช.ให้คณะกรรมการที่จะเสนอให้จัดตั้งในเร็วๆ นี้ และขอเรียกร้องในส่วนของเหตุการณ์ความรุนแรงที่ผ่านมา ควรจะมีการจัดตั้งคณะกรรมการกลางขึ้นมาตรวจสอบหาข้อเท็จจริงถึงสาเหตุความรุนแรงที่เกิดขึ้น เพราะนี่คือสิ่งสำคัญ ทั้งนี้ ข้อตกลงดังกล่าว หากบรรลุผล นปช.จะไม่ถือว่าการที่รัฐบาลประกาศยุบสภาคือ ชัยชนะ และการที่กลุ่มคนเสื้อแดงยุติการชุมนุม ก็ไม่ถือว่าเป็นชัยชนะของรัฐบาล แต่เราถือว่าการที่คนไทยทั้ง 64 ล้านคน จะเริ่มต้นหาทางออกจากกับดักของบ้านเมือง ถือเป็นชัยชนะของคนไทยทั้งประเทศ

อยากฝากไปยังนายสุเทพว่า หากนายสุเทพเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และไม่ได้รับการประกันตัว แกนนำ นปช.ทุกคน ก็พร้อมที่จะไม่รับสิทธิการประกันตัวเช่นกัน ทั้งนี้ ในวันที่ 21 พฤษภาคมนี้ สภาจะปิดสมัยประชุม นายอภิสิทธิ์สามารถนัดหมายตนได้ว่าจะเดินทางไปมอบตัวพร้อมกัน เพื่อที่จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างเท่าเทียมกัน

ตีท้ายครัว"แดง" เสบียงแซบ-สู้ยาว

ที่มา ข่าวสด


ธงศึก คำพะอุ ปัญญา อินทรอุดม




กองทัพเดินด้วยท้อง จะเสื้อสีไหนก็คงไม่เถียง เพราะถ้าปล่อยให้ท้องร้องจะเอาเรี่ยว แรงที่ไหนมาชูตีนตบ มือตบ

การชุมนุมที่ยืดเยื้อเป็นเดือนๆ นอกจากเรื่องน้ำดื่มน้ำใช้ ห้องน้ำห้องท่า เรื่องอาหารการกินก็น่าสนใจว่าบริหารจัดการ และจัดเมนูแต่ละวันกันอย่างไร

เสื้อแดงปักหลักชุมนุมกลางกรุงมาเดือนเศษ จากเดิมยึดพื้นที่บริเวณผ่านฟ้าฯ วันนี้ตั้งเวทีใหญ่ที่แยกราชประสงค์ กินพื้นที่ยาวเหยียดตั้งแต่ถนนพระราม 1 ถึงถนนเพลินจิต ตั้งแต่แยกปทุมวัน ข้ามแยกเฉลิมเผ่า ผ่านแยกราชประสงค์ไปจนถึงแยกเพลินจิต และถนนราชดำริ ตั้งแต่แยกประตูน้ำ แยกราชประสงค์ แยกราชดำริ จนถึงแยกศาลาแดงจรดถนนสีลม

พื้นที่หลายตารางกิโลเมตรในย่านธุรกิจ ไม่นับห้างสรรพสินค้า โรงแรม และร้านหรูๆ ที่ปิดบริการชั่วคราว หากแต่ในพื้นที่ยังเต็มไปด้วยร้านขายอาหาร ข้าวแกง ก๋วยเตี๋ยว ข้าวขาหมู ส้มตำ ลาบ น้ำตก ที่ยังเปิดขายกันตามปกติ

ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นคนกทม. ที่แวะเวียนมาร่วมชุมนุม ต่างกับคนต่างจังหวัดที่มาปักหลักค้างคืนกันยาวนานหลายวัน คนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ขนเสบียงจากพื้นที่ติดไม้ติดมือมาด้วย



ขาดไม่ได้ข้าวเหนียว-ปลาร้า-มะละกอ

ที่ขาดไม่ได้คือข้าวเหนียว ปลาร้า มะละกอ และวัตถุดิบในการตำส้มตำ เพราะเป็นอาหารหลักของคนอีสานและเหนือซึ่งเป็นผู้ชุมนุมกลุ่มใหญ่

แต่ละกลุ่มที่มาร่วมชุมนุมจะแยกครัวทำกินกันเอง หากขาดเหลืออะไรสามารถเบิกได้ที่เต็นท์กลาง ทั้งเนื้อสัตว์ ผัก เครื่องปรุง ฯลฯ

ออกสำรวจตามครัวย่อยต่างๆ ช่วงมื้อเที่ยง ครัวชมรมคนรักอุดร ผู้ชุมนุมกำลังต่อคิวยาวเหยียดรอรับข้าวเหนียว-ปลากรอบ

ลุงวิชิต ดวงแสงพุด หนุ่มใหญ่อายุ 60 ง่วนกับการคดข้าวแจกผู้ชุมนุม หันมาสนทนาอย่างอารมณ์ดี บอกว่ามาตั้งแต่วันที่ 12 มี.ค. ยังไม่ได้กลับบ้านเลย คนอื่นๆ ก็กลับไปบ้าง แต่ไปเยี่ยมบ้านแป๊บเดียวก็กลับมาช่วยกันต่อ

เต็นท์เราข้าวปลาอาหารไม่มีปัญหา เน้นข้าวเหนียวเป็นหลัก เพราะข้าวจากเต็นท์กลางที่ให้เบิกส่วนใหญ่มีแต่ข้าวเจ้า เรามันคนอีสานลูกอีสานก็ต้องข้าวเหนียว


ครัวนี้เน้นวัตถุดิบหลักที่ขนมาจากอุดรฯ คือข้าวเหนียว ปลาร้า ขนกันมาหลายกระสอบ ใช้วิธีเรี่ยไรจากหมู่บ้านต่างๆ หมู่บ้านละ 10-20 กระสอบ ก็ช่วยๆ กันมา เงินบริจาคคนละ 20 บาท 40 บาท ก็เอามา รวมๆ กันซื้อข้าวซื้อของ

อาหารแต่ละมื้อก็เน้นง่ายๆ ส้มตำ ข้าวเหนียว ไก่ทอด ปลาเค็ม เอาง่ายๆ เข้าว่า แต่ที่เน้นมากสุดก็คือข้าวเหนียว นึ่งกันวันละ 12 ถัง ตกประมาณ 300 หวด นึ่งวันต่อวัน ตื่นเช้ามาก็นึ่งเลย เสร็จแล้วก็ใส่ลังโฟมเก็บความร้อนไว้ แล้วก็นึ่งต่อ เพราะรอนึ่งตอนกินไม่ทัน คนมันเยอะ


อาหารที่แจกก็ไม่ใช่ให้เฉพาะคนรักอุดรฯ ใครมาเข้าแถวก็ได้เลย ของกินไม่มีหวง



ข้าวเหนียวร้อนๆ โชยกลิ่นเรียกสาว

ลุงชิต อธิบายพร้อมเปิดฝาลังโฟมใส่ข้าวเหนียว กลิ่นข้าวร้อนๆ หอมกรุ่น จนสาวแถวราชดำริ หยุดแวะขอใส่ห่อไปกินบนออฟฟิศ

ถามถึงปริมาณข้าวของต่อวันเพียงพอกับผู้ชุมนุมหรือเปล่า ลุงชิต บอกของที่เต็นท์กลางมีพอสมควรแต่บางอย่างก็ต้องหาซื้อเอง อย่างพวกน้ำแข็งเอามาแช่เนื้อสัตว์ เครื่องปรุงอย่างพวกผงชูรส ก็ซื้อกันมาเอง หรือผักต่างๆ ที่กองกลางไม่มี ก็ไปซื้อที่ตลาดคลองเตย

ลุงอุดม โทวันนัง อายุ 56 ปี สมาชิกกลุ่มคนรักอุดรฯ ยืนยันอีกแรง อาหารการกินที่นี่อุดมสมบูรณ์ ปักหลักต่อสู้ขับไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ ได้อีกหลายปี วัตถุดิบที่นำมาทำอาหารนั้นส่วนหนึ่งได้มาจากชาวบ้านที่อุดรฯ ฝากมา

ส่วนหนึ่งไปเบิกได้ที่ส่วนกลาง มีทั้งผักและเนื้อสัตว์เกือบทุกชนิด บางวันก็ออกไปหาซื้อเองที่ตลาดไท ย่านรังสิต บางครั้งแม่ค้ารู้ว่าจะซื้อมาทำให้ผู้ชุมนุมก็จะให้มาเลย ไม่ต้องเสียเงินสักบาท


มื้อหนึ่งจะทำแค่ 1 อย่างเท่านั้น แต่จะทำเยอะมากเพื่อให้พอกับความต้องการของผู้ชุมนุมจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นแกง ข้าวสวย ทำเกือบทั้งวันไม่มีหยุด

วันไหนมีข่าวจะสลายการชุมนุม ก็ยิ่งต้องทำเยอะๆ และเร็วขึ้น ทำเสร็จก็จะแพ็กใส่กล่องไปส่งตามด่านหน้าที่ประจันหน้ากับทหาร เพื่อให้มีแรงต่อสู้

บางครั้งเมื่อเกิดเหตุการณ์ผมก็เกือบไม่ได้นอน เพราะต้องเตรียมเสบียงไว้ วันไหนหากกำลังเสื้อแดงไม่พอก็อาจไปช่วยอยู่หน้าด่านด้วย พอหิวก็จะอาศัยข้าวจากกลุ่มอื่นๆ ทุกคนในที่ชุมนุมจะช่วยเหลือกันเหมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน



คนรักเชียงใหม่แกงเขียวหวานกระทะใหญ่

จากเต็นท์คนรักอุดรฯ แวะเยี่ยมครัวของกลุ่มคนรักเชียงใหม่ 51 เห็นลุงสนั่น จรัญ ที่รับหน้าที่เป็นพ่อครัวหัวป่าก์ ยืนปรุงแกงเขียวหวานในกระทะใบใหญ่

ทั้งที่บ่ายกว่าแล้ว ลุงสนั่น ปัดว่าไม่ได้เตรียมไว้มื้อเย็น แต่เป็นมื้อกลางวันนี่แหละ แต่ที่เพิ่งทำตอนบ่ายเพราะเต็นท์อื่นเขาทำตอนสายๆ เที่ยงๆ คนมาชุมนุมก็ได้กินกันไปแล้ว เราก็ทำตอนบ่ายๆ หน่อย ใครไปใครมาจะได้กินกัน ขืนทำพร้อมกันทุกเต็นท์ของจะเหลือ เลยเหลื่อมเวลากันหน่อย คนจะได้กินพอดี

เพราะบางทีมันมีเรื่องแล้วก็ทำไม่ทัน อย่างเมื่อวันที่ 10 เม.ย. ผมต้องเตรียมทำอาหารให้ผู้ชุมนุม แต่พอมันชุลมุนทำให้พวกเราไม่ได้กินข้าวเลย พ่อครัว แม่ครัว ก็ต้องออกไปสกัดตำรวจ-ทหารกันหมด

กว่าจะเสร็จเรื่อง แล้วมาเริ่มทำอาหาร พวกเราได้กินข้าวเย็นตอนตี 2 ผมก็เต็มที่เหมือนกัน อัดกับทหารแล้วก็มาทำกับข้าว เหนื่อยเหมือนกันแต่เราก็ต้องสู้กันไป"



เมนูแต่ละวันผมคิดเองบ้าง ช่วยๆ กันคิดบ้าง กับข้าวมื้อละ 2 อย่างก็พอกินกันแล้ว บางวันก็น้ำพริกอ่อง ไก่อบ แกงเผ็ด หมุนเวียนสับเปลี่ยนกันไป แต่จะเน้นไม่ให้รสจัดมากไม่งั้นคนกรุงเทพฯ กินไม่ได้

ลุงหนั่นพูดพลางตักพริกตำโยนใส่กระทะ เรียกน้ำลายคนกินรสจัด แต่คนไม่กินเผ็ดร้องซี้ด ทันทีที่กลิ่นเผ็ดร้อนแตะจมูก

ลุงหนั่นเลยรีบบอก "พริกแกงมันจืดต้องใส่พริกเพิ่ม แค่นี้ไม่เผ็ดหรอก เราใส่มะเขืออีกเยอะมันตัดรสเผ็ดไปหมดแล้ว"

น่าเสียดายที่เวลาน้อยเลยไม่ได้ลองชิมฝีมือแกงเขียวหวานหมูเพิ่มพริกไม่เผ็ดของลุงหนั่น



คนกินรับประกันความอร่อย

ส่วนที่เต็นท์สุรินทร์ พรเทพ พูลศรีธนากูร อดีตส.จ.สุรินทร์ ดูแลคนในกลุ่มกว่าพันชีวิต กล่าวว่า ปัญหาที่นี่คือน้ำหายาก แต่ก็พอแก้ไขไปได้บ้าง เราไม่มีปัญหาเรื่องเสบียงอาหาร เพราะเตรียมพร้อมมาตั้งแต่ก่อนเดินทาง ตั้งแต่ลงชื่อมีพันกว่าคน ทุกคนก็เตรียมของกันมาส่วนหนึ่ง ที่เหลือก็เอามาจากเต็นท์กลาง ส่วนหนึ่งไปหาซื้อมาจากตลาดกันเอง

ที่นี่ไม่ใช่ครัวใหญ่ จึงเน้นอาหารเลี้ยงคนในกลุ่มเท่านั้น บางคนไปทำภารกิจที่จุดอื่น ครัวที่นี่ทำเสร็จก็เอาไปส่ง แต่ไม่ใช่หมายความว่าเราหวงของนะ ทำเสร็จส่วนหนึ่งก็อยู่หน้าเต็นท์ ใครเดินผ่านมากินก็ได้เลยไม่มีปัญหาอะไร

เราทำแค่มื้อละ 1 อย่าง แต่เน้นข้าวเหนียว มีบางมื้อสลับข้าวเจ้าบ้างแต่ไม่ได้ขาดแคลนอะไร เพราะมีคนมาช่วยบริจาคมะละกอให้เราทำส้มตำ เวลาไปตลาดไท เจอพ่อค้าแม่ค้าเสื้อแดงด้วยกันเขาก็ให้มาเลย ไม่คิดเงิน

ลุงเขียว บุญเงิน อายุ 63 ปี ที่เพิ่งแวะรับอาหารจากเต็นท์เชียงราย ถือต้มยำหมูและข้าวสวย กำลังด้อมๆ มองๆ หาที่ร่ม บอกว่าลุงมาตั้งแต่วันแรก เดือนกว่าแล้วยังไม่ได้กลับบ้านเลย อาศัยข้าวของเต็นท์ต่างๆ กินทุกวัน อร่อยทุกอย่าง พ่อครัวแม่ครัวเขาฝีมือดี

เมนูก็เปลี่ยนไปแต่ละวัน ไล่ตั้งแต่ข้าวต้มมื้อเช้า บ่ายๆ ก็เนื้อทอด หมูทอด รับประกันได้เลยว่าอร่อย



"หมูทอดข้าวเหนียว"ทั้งอร่อยทั้งอึด

ลุงอัมรินทร์ แสงจันทร์ อายุ 55 ปี มาจากสระแก้ว กล่าวว่า แต่ละมื้อพ่อครัวแม่ครัวปรุงกันสดๆ ทุกมื้อ เต็นท์ต่างๆ จะช่วยกันทำไว้กินในกลุ่ม และนำออกแจกจ่ายให้ผู้ชุมนุมที่เดินผ่านไปมา

เมนูในแต่ละมื้อขึ้นอยู่กับวัตถุดิบที่มีอยู่ ทำมื้อละ 1 อย่างจนครบ 3 มื้อ บางวันมื้อเช้าอาจเป็นกาแฟ ปาท่องโก๋ กลางวันอาจเป็นข้าวต้ม ส่วนมื้อเย็นก็จะเป็นแกงกะทิ ข้าวสวย หรือข้าวเหนียว หมูทอด

เช่นเดียวกับ ลุงสมชาย สิงห์หลอด อายุ 61 ปี ชาวศรีสะเกษ บอกอาหารที่กินแต่ละมื้อส่วนใหญ่ทำกินกันเองในกลุ่ม บางวันก็จะเดินไปรับที่เต็นท์ของจังหวัดอื่นๆ กินได้หมดทุกเต็นท์ มื้อหนึ่งจะมีกับข้าว 1 อย่างและข้าวสวย บางมื้อจะเป็นหมูทอด ข้าวเหนียว

ลุงการันตี รสชาติอาหารในแต่ละเต็นท์ไม่ต้องพูดถึง เพราะแม่ครัวส่วนใหญ่ที่มาทำจะมีฝีมือเรื่องทำอาหารกันทั้งสิ้น เพราะบางคนเปิดร้านอาหารขายอยู่ในจังหวัดของตัวเอง ทำฝีมือเลยดี

ในส่วนของลุง ชอบกินหมูทอดกับข้าวเหนียวเป็นพิเศษเพราะอยู่ท้อง บางวันกินเพียงมื้อเดียวก็อยู่ยาว อาหารการกินที่นี่รับรองไม่มีหมด ทุกคนที่มาอยู่ที่นี่จะได้กินอาหารครบ 3 มื้อ





เช็กค่าใช้จ่ายต่อวัน-สั่งซื้อทีเป็นตันๆ

เห็นจำนวนผู้ชุมนุม หลายคนคงสงสัยว่าแต่ละวันเสื้อแดงหมดข้าวกี่กระสอบ ต้องจ่ายค่ากับข้าววันละเท่าไหร่

น้องนุ้ย คนคุมสต๊อกกลาง แจงยิบถึงรายการสั่งซื้อของสด

เต็นท์กลางจะมีอาหารสด เนื้อสัตว์ ผัก ข้าวสาร เครื่องปรุง จะสั่งซื้อมาทุกวัน ข้าวเจ้าวันละ 100 กระสอบ ข้าวเหนียววันละ 50 กระสอบ หมู-ไก่ วันละ 5 ตัน ผักสด 4 คันรถกระบะ มีผักเกือบทุกชนิด ผักกาด มะเขือ คะน้า หอมแดง พร้อมหมด

ที่ขาดไม่ได้ก็มะละกอ เพราะคนที่นี่ชอบกินส้มตำ ไข่ไก่ก็วันละ 2 หมื่นฟอง แล้วก็ของจิปาถะ กาแฟ น้ำตาล ถ้วยชาม จานโฟมเราก็สั่งมาพร้อม

แล้วไปจ่ายของที่ตลาดไหน เพราะซื้อทีหลายตัน สาวนุ้ย ส่ายหัว

ไม่รู้เหมือนกันพี่ เราซื้อเยอะให้ไปซื้อเองไม่ไหวหรอก ก็สั่งเจ้าประจำให้มาส่ง แต่ไม่ใช่มาพร้อมกันหมด มันไม่มีที่เก็บ อย่างเนื้อสัตว์ก็ต้องหาถังน้ำแข็งมาแช่ พอของใกล้หมดก็สั่ง เขาก็ทยอยเอามาให้ทีละคันรถ เริ่มตั้งแต่ตี 3 ของเริ่มมาลงแล้ว เต็นท์ต่างๆ ก็จะทยอยมาเบิก

เรื่องเหลือไม่ต้องถาม นุ้ยบอกว่า ของที่มีหมดทุกวัน คนมันเยอะ

มีเท่าไหร่ก็ไม่พอ เราเริ่มให้เบิกตั้งแต่ตี 3 ค่ำๆ ก็หยุดเพื่อเช็กของดูว่าอะไรหมดก็สั่งมาใหม่ กว่าจะเสร็จก็เที่ยงคืน ตี 1 พอตี 3 ก็ต้องตื่นมารับของ เล่นเอาเหนื่อยเหมือนกัน

พอถามค่าใช้จ่ายตกวันละเท่าไหร่ คนคุมสต๊อกส่ายหัวอีก บอกไม่รู้หรอกเรื่องเงินทองไม่ได้ดูเลย คงเป็นที่เวทีใหญ่เขาจัดการ เพราะคนมากเลยต้องจัดระบบ ใครจะมาเบิกก็ต้องเขียนแบบฟอร์มว่ากลุ่มไหน เต็นท์ไหน หมายเลขโทรศัพท์อะไร ต้องการอะไรบ้าง

ส่วนของบริจาค นุ้ยบอกว่ามีอย่างละนิดละหน่อย ใครเอามาให้ก็ทำบัญชีเพื่อประกาศหน้าเวที แต่จะแยกของบริจาคออกจากของที่ซื้อมา ป้องกันหากของที่ให้มาเกิดมีปัญหา เช่น เสีย หรือโดนวางยา

เพื่อความไม่ประมาทจึงต้องแยกให้รู้ว่าอันไหนซื้อมา อันไหนได้รับบริจาค แต่ที่ผ่านมาไม่เคยมีปัญหา วันก่อนมีคนเอาหมูใส่แพ็กมาบริจาคก็เรียบร้อยดี

นานาทรรศนะโรดแม็ปปฏิรูปสื่อ

ที่มา ข่าวสด


รายงานพิเศษ




ทวี สุรฤทธิกุล /สุริชัย หวันแก้ว /ธาม เชื้อสถาปนศิริ

ภายหลัง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ประกาศแผนโรดแม็ปแก้วิกฤตเพื่อนำไปสู่ความปรองดองของคนในชาติ จำนวน 5 ข้อ

โดยหนึ่งในนั้นมีเรื่องของการปฏิรูปสื่อ ให้สื่อทำหน้าที่อย่างสร้างสรรค์ ไม่นำเสรีภาพไปสร้างความขัดแย้งเกลียดชังในสังคม

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสื่อของรัฐ เดินเครื่องสนองนโยบายทันที นำร่องปรับโฉมช่อง 11 หรือเอ็นบีทีให้เป็นสถานีข่าวแห่งชาติ ไม่แบ่งฝักแบ่งฝ่าย เปิดให้ทุกสีมาใช้พื้นที่ของสถานี หลังจากโดนวิจารณ์มาตลอดว่าเป็นกระบอกเสียงให้รัฐบาลฝ่ายเดียว

พร้อมทั้งมีแนวคิดตั้ง "มีเดีย มอนิเตอร์" ให้เป็นองค์กรกลางทำหน้าที่ตรวจสอบ นำเสนอภาพรวมของสื่อต่างๆ โดยที่รัฐไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวแทรกแซง

แนวคิดนี้เมื่อแปรมาสู่การปฏิบัติจะเป็นจริงได้มากน้อยแค่ไหน มีความเห็นจากนักวิชาการ



ทวี สุรฤทธิกุล

สาขาวิชารัฐศาสตร์ มสธ.

แนวคิดที่นายสาทิตย์เสนอมาถือว่าดี ที่ผ่านมาช่องเอ็นบีทีโดนด่า โดนปรามาสว่าเป็นสื่อด้านเดียวมาตลอด กรณีนี้เป็นการเปิดกว้างให้รับสื่อจากหลายๆ ด้าน คงทำให้บรรยากาศดีขึ้น

แต่คงยังมีปัญหาในทางปฏิบัติโดยเฉพาะในเรื่องรูปแบบ หรือคนที่จะมานำเสนอในรายการ เพราะฝ่ายนปช.หลายคนก็ติดคดีความ จะออกมาประเจิดประเจ้อหน้าจอทีวีคงไม่ได้

ที่ผ่านมารัฐบาลพยายามนำเสนอข่าวสารหลายๆ ด้าน แต่บังเอิญว่ารัฐบาลก็คุมเอ็นบีทีอยู่ จึงกลายเป็นว่ารัฐบาลคุมอยู่คนเดียว ถือเป็นความบกพร่องของอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ หรือคุณสาทิตย์เองก็ได้ ที่ไม่ได้คิดถึงข้อนี้และเพิ่งมาประกาศเอาตอนนี้

รัฐบาลว่าจ้างให้บริษัทโพสต์ พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) เข้ามาทำ ต้องดูด้วยว่ากลุ่มนี้เขาจะเอื้อต่อการทำงานมากน้อยแค่ไหน ต้องขอความร่วมมือจากเขาด้วย เชื่อว่าโดยวิจารณญาณของบริษัทซึ่งเป็นสื่ออยู่แล้ว คงคำนึงถึงเรื่องนี้ด้วย

ตอนนี้รัฐบาลเปิดแล้วต้องดูว่าทางธุรกิจจะเปิดหรือไม่ ถ้าเปิดได้ทั้งสองทางจะเป็นเรื่องดี

เรื่องมีเดีย มอนิเตอร์ ไม่แน่ใจว่าไอเดียของเขาเป็นอย่างไร ถ้าหมายถึงการรวบรวมข่าวจากสื่อต่างๆ มาออกทางช่องเอ็น บีทีเป็นระยะๆ ก็คงทำได้เลย แต่ถ้าเอาคนมานั่งประกาศ เอาข่าวคนอื่นมาอ่าน อาจมีปัญหาเรื่องจรรยามารยาท ตอนนี้ผู้บริโภคก็มีสื่อหลักที่เขาใช้อยู่เป็นประจำอย่างน้อย 2-3 ช่องอยู่แล้ว อาจต้องแข่งขันกัน

แต่ถ้ามีเดีย มอนิเตอร์ ของรัฐบาลหมายถึงการคัดกรองการนำเสนอเนื้อหา หรือสกัดกั้นข่าวสาร คงไม่ดี ถือว่าผิดแนวคิดการปฏิรูปสื่อ

เพราะการปฏิรูปสื่อหมายถึงให้สื่อมีเสรีภาพ มีการตรวจสอบกันเองและสร้างประโยชน์แก่สาธารณะมากที่สุด การคัดกรองจึงไม่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปสื่อ

ส่วนการป้องกันไม่ให้ใช้สื่อปลุกระดมมวลชนอีก ทราบว่าขณะนี้ให้ เอเอสทีวีและพีทีวีมาคุยกัน พิจารณาเรื่องการนำเสนอข่าวสารไม่ให้ยั่วยุ ปลุกระดม เป็นเรื่องที่ดี

แต่เอ็นบีทีไม่ควรทำเสียเองอย่างที่ผ่านมา ต้องปรับบทบาทด้วย ถ้าจะดูแลตรงนี้ก็ต้องดูกันให้ตลอด รัฐบาลควรแสดงความจริงใจในการปฏิรูปสื่อ เป็นฝ่ายเริ่มต้น และเป็นตัวอย่างให้สังคม

ภาพรวมถือว่าประเทศไทยมีเสรีภาพและเปิดกว้างให้สื่ออยู่แล้ว เพียงแต่อยู่ที่การปฏิบัติและแนวทางการนำเสนอของสื่อแต่ละสำนักเท่านั้น



สุริชัย หวันแก้ว

อาจารย์รัฐศาสตร์ จุฬาฯ

แนวทางโรดแม็ปเป็นจุดเริ่มต้นที่หลายฝ่ายรู้สึกเห็นพ้องว่าต้องทำด้วยกัน ไม่ใช่ทำโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ต้องเกิดบรรยากาศที่ร่วมกันทำ

การขับเคลื่อนเรื่องปฏิรูปสื่อชัดเจนว่าเรามองปัญหาความขัดแย้งรุนแรงว่าส่วนหนึ่งมาจากสื่อ ไม่ว่าสื่อมวลชนหรือสื่อท้องถิ่น วิทยุชุมชน

คลื่นสื่อสารเป็นของสาธารณะ แต่กลายเป็นสื่อเฉพาะกลุ่มเฉพาะพวก ไม่ใช่เพิ่งมาเป็นแต่เป็นมาหลายปีแล้ว ทำให้พื้นที่สื่อสาธารณะกลายเป็นของเฉพาะกลุ่ม เกิดความรู้สึกด้านลบ รณรงค์ให้เกิดการเกลียดชัง ปัญหาข้อเท็จจริง ความขัดแย้งรุนแรงมาจากฐานนี้มาก

สื่อรัฐบางอย่าง มีทั้งสื่อหน่วยราชการที่ปล่อยให้มีสัมปทาน สื่อที่รัฐดำเนินการ เช่น ช่อง 11 ต้องเอื้อให้เกิดการพิจารณาว่าจะเป็นสื่อสารธารณะได้อย่างไร ต้องให้หลายภาคส่วนมีส่วนร่วม ที่ผ่านมามักมีภาคธุรกิจหรือการเมืองเป็นหลัก

ต้องยอมรับว่าสื่อมีผลต่อเด็ก สังคม คนไม่มีโอกาสมีส่วนร่วม ผมคิดว่าต้องมารื้อใหม่ให้มาก หากจะปฏิรูปสื่อต้องทำทุกส่วน เช่น คนใช้ภาษาพม่ามีไม่ต่ำกว่า 2 ล้านคน น่าจะมีสื่อตรงนี้ด้วย การปฏิรูปสื่อต้องทำให้รองรับความหลากหลายทั้งด้านสังคม การเมือง

การปฏิรูปสื่อให้ได้ ต้องทำให้เห็นการพูดคุย หากไม่ทำจะเกิดปัญหาสื่อเฉพาะส่วน

หรือสื่อของราชการมากๆ สื่อไม่น่าสนใจ สื่อที่แบ่งฝักแบ่งฝ่าย ขาดการตรวจสอบ การใช้ภาษาหยาบคาย มองคนอื่นเป็นอริ ปฏิปักษ์ทางการเมือง ทำให้สังคมยิ่งแบ่งฝ่าย วัฒนธรรมฝังจิตฝังใจเกลียดชังไม่รู้จบ

การปฏิรูปสื่อรัฐต้องไม่ผูกขาดคนพูด จะใช้อำนาจรัฐฝ่ายเดียวไม่ได้ สังคมหลากหลายต้องทำอย่างไร หากรัฐจริง ใจว่าทำจริง ต้องลงมือด้วยการกระทำ จะเห็นได้เลยว่ารัฐจริงใจ รัฐต้องเอื้อให้พูดจาร่วมกัน มีภาคปฏิบัติ สร้างประเทศให้มีส่วนร่วม ต้องเปิดพื้นที่ให้หลากหลาย

การปฏิรูปสื่อต้องมีหลายขั้นตอน ต้องมีการเตรียมการ มีสื่อหลายระดับที่รองรับได้ทุกส่วน



ธาม เชื้อสถาปนศิริ

ผจก.กลุ่มงานวิชาการมีเดีย มอนิเตอร์

ความพยายามปฏิรูปสื่อมีมาตั้งแต่ปี"40 แต่จนถึงวันนี้คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ยังไม่เกิดเสียที

เห็นโรดแม็ปรัฐบาลที่มีเรื่องการปฏิรูปสื่อที่นายสาทิตย์ ออกมาพูดว่าจะทำต่อก็เห็นว่าดี ช่อง 11 ต้องเป็นสถานีของรัฐ ไม่ใช่รัฐบาล ต้องเปิดพื้นที่ให้กลุ่มคนที่หลากหลาย

แม้ไม่มีโรดแม็ป แต่พ.ร.บ.การประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ พ.ศ.2551 กำหนดให้ช่อง 11 เป็นสถานีบริการสาธารณะ กำหนดสถานภาพของกรมประชาสัมพันธ์ไว้แล้ว การมีโรดแม็ปเรื่องการปฏิรูปสื่อ มีการเมืองมาเกี่ยวข้องด้วย

หากจะปฏิรูปสื่อควรดูพ.ร.บ.การประกอบ กิจการวิทยุกระจายเสียงฯ เพราะเกี่ยวข้องโดยตรง ไม่ใช่ดูแค่โรดแม็ป

การปฏิรูปสื่อเป็นไปได้ถ้าจะทำ ต้องคุยกับผู้บริหารสถานี คืออธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ บริษัท โพสต์ พับลิชชิ่ง จำกัด (มหา ชน) หรือสำนักข่าวทีนิวส์ที่แบ่งเวลาข่าวกันอยู่ การให้พื้นที่เป็นวัฒนธรรมองค์กร การกำหนดลักษณะบริการต้องมีใบอนุญาตด้วย

ต้องไม่ใช่การแทรกแซงจากเจ้าหน้าที่รัฐ เรื่องการให้พื้นที่ช่อง 11 โดนมาตลอด เมื่อวิกฤตการเมืองเอื้อให้เกิดการปฏิรูป ควรให้ช่อง 11 ปฏิรูปให้ได้จริง เมื่อทำช่อง 11 ได้ ต้องทำช่องอื่นเป็นเป้าหมายต่อไปด้วย คือ ช่อง 5 และช่อง 9 ต้องปฏิรูปสื่อทั้งระบบ

ปฏิรูปสื่อไม่ได้ก็เพราะปัญหาการเมือง ข้าราชการระบบวัฒนธรรมองค์กรเก่าๆ เกียร์ว่าง การไม่มีกสทช. เป็นสุญญากาศ แม้มีกฎหมายแต่ไม่มีคนบังคับใช้ ที่ผ่านมานายสาทิตย์ เคยตั้งคณะกรรมการปฏิรูปสื่อช่อง 9 และ 11 ยังไม่ได้ถึงไหน

การปฏิรูปสื่อควรทำต่อโดยนำไปใช้ในโรดแม็ปได้เลย ที่ผ่านมาเราทำไม่ได้เพราะโครงสร้างสื่ออยู่ในอำนาจรัฐเยอะ หากรัฐจะเข้าไปดำเนินการ ต้องไม่ใช่การแทรกแซง การปฏิรูป ต้องทำอย่างจริงใจ ไม่ใช่แค่ทีวี แต่ต้องทำทั้งระบบ ไม่ใช่แค่การแก้เกมการ เมือง ไม่ว่าวิทยุ วิทยุชุมชน ทีวีผ่านดาวเทียม ทีวีผ่านอินเตอร์เน็ต

และไม่ใช่ทำแค่เป็นการแก้เกมทางการเมือง แต่ให้ทำช่อง 11 เป็นโมเดล จากนั้นปฏิรูปทั้งระบบ ทั้งทีวีระดับชาติ ท้องถิ่น และวิทยุด้วย

โดยดูให้เป็นไปตามพ.ร.บ.การประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ พ.ศ.2551

ถึงคิวพธม. หมายจับ36แกนนำ

ที่มา ข่าวสด


สรุปสำนวนแล้ว รอแค่"ปทีป"เซ็น คดี"ก่อการร้าย" บุกยึดสนามบิน



หัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีพันธมิตรฯ ยึดสนามบิน สรุปสำนวนให้ "ปทีป" พร้อมขอออกหมายจับ 36 แกนนำพธม. ในข้อหาร้ายแรง "ก่อการร้าย" โทษถึงประหารชีวิต หลังกลับไปรวบรวมพยานหลักฐานมาได้ครบถ้วนแล้ว เหลือขั้นตอนรอรักษาการผบ.ตร.จะสั่งการ แฉก่อนหน้านี้"ปทีป" ปฏิเสธออกหมายจับผู้ต้องหาคดีนี้มาแล้ว ตั้งแต่เดือนมี.ค. พอก่อนถึงวันม็อบเสื้อแดงชุมนุม 1 วัน กองปราบฯ พร้อมคอมมานโดหอบสำนวนไปถึงศาล เพื่อขอหมายจับ แต่โดน "ปทีป" เบรกด้วยการให้สัมภาษณ์อีก

เมื่อวันที่ 11 พ.ค. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) มีรายงานข่าวว่า พล.ต.ท.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้ช่วยผบ.ตร. ในฐานะหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย(พธม.) บุกยึดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและท่าอากาศยานดอนเมือง ช่วงเดือนพ.ย. 2551 ได้สรุปสำนวนคดีนี้ ส่งให้พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รรท.ผบ.ตร. พิจารณาแล้ว หลังจากที่ก่อนหน้านี้ พล.ต.อ. ปทีปสั่งให้ไปสอบสวนพยานหาหลักฐานเพิ่มเติม โดยสำนวนที่สรุปไปยังคงสั่งฟ้อง 36 แกนนำพันธมิตรฯ ในข้อหาร้ายแรง และพนักงานสอบสวนจะขออนุมัติหมายจับ ทั้งนี้ การจะดำเนินการต่อไปอย่างไร ขึ้นอยู่กับคำสั่งการของพล.ต.อ.ปทีป

สำหรับคดีนี้ หลังจากต้นเดือนก.ค.2552 คณะพนักงานสอบสวนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยพล.ต.ท.วุฒิ พัวเวส ผู้ช่วยผบ.ตร. (ยศ-ตำแหน่งในขณะนั้น) ได้พิจารณาแจ้งข้อกล่าวหาและออกหมายเรียก 36 แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ทั้ง 36 คน เช่น พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายสนธิ ลิ้มทองกุล นายสุริยะใส กตะศิลา นายสำราญ รอดเพชร นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ นายอมร อมรรัตนานนท์ นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ นายศิริชัย ไม้งาม นางมาลีรัตน์ แก้วก่า นายเทิดภูมิ ใจดี นายพิภพ ธงไชย พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ น.ส.อัญชลี ไพรีรัก นายพิชิต ไชยมงคล นายประพันธ์ คูณมี นายบรรจง นะแส นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ นายศรัณยู วงษ์กระจ่าง นายวีระ สมความคิด นายสมศักดิ์ โกศัยสุข น.ส.สโรชา พรอุดมศักดิ์ เป็นต้น จากกรณีปิดยึดท่าอากาศยานดอนเมืองและท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ในข้อหา "ร่วมกันกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใด อันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ, มั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป, ใช้กำลังประทุษร้าย ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง, เมื่อเจ้าพนักงานสั่งให้เลิกการมั่วสุมแล้วไม่เลิก, ก่อการร้าย, บุกรุก, ทำให้เสียทรัพย์ ฯลฯ" ทำให้การให้บริการของท่าอากาศยานหยุดชะงักลง

นอกจากนี้ ยังมีข้อหาฝ่าฝืนข้อกำหนดออกตามมาตรา 9 พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถาน การณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ฉบับที่ 1 ลงวันที่ 29 พ.ย.2551 และฉบับที่ 2 ลงวันที่ 1 ธ.ค.2551 เหตุเกิดระหว่างวันที่ 25 พ.ย.2551 ถึง 3 ธ.ค. 2551 ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และยังมีความผิดตามมาตรา 135/1 ในประมวลกฎหมายอาญา และมาตรา 6 ทวิ ของพ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดบางประการเกี่ยวกับการเดินอากาศ ซึ่งเป็นข้อหาหนัก ระวางโทษจำคุก 3-20 ปี หรือตลอดชีวิต หรือประหารชีวิต และปรับ 60,000 ถึง 1 ล้านบาท ส่วนความผิดตามมาตรา 6 ทวิ ของพ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดบางประการเกี่ยวกับการเดินอากาศ มีโทษจำคุก 3-20 ปี หรือตลอดชีวิต หรือประหารชีวิต เช่นเดียวกัน ความผิดใน 2 มาตรา ดังกล่าวถือเป็นความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้าย สำหรับผู้ที่ยึดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

ทั้งนี้ มีการออกหมายเรียกแกนนำพันธมิตรฯ ทั้ง 36 คนแล้วครั้งหนึ่ง แต่ทุกคนปฏิเสธหมายเรียก กระทั่งพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร.ในขณะนั้น ได้เปลี่ยนให้พล.ต.ท.สมยศ มาเป็นหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนในคดีนี้ โดยในช่วงต้นเดือนมี.ค.2553 ที่ผ่านมา พล.ต.ท. สมยศ ได้สรุปสำนวน ส่งให้พล.ต.อ.ปทีป เสนอขอออกหมายจับแกนนำทั้ง 36 คน เพื่อลดกระแสความรุนแรงของการชุมนุมของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) หรือกลุ่มคนเสื้อแดง ที่จะชุมนุมในวันที่ 12 มี.ค. แต่พล.ต.อ.ปทีปปฏิเสธ

ข่าวแจ้งว่า กระทั่งเวลา 16.00 น. วันที่ 11 มี.ค. ก่อนม็อบเสื้อแดงชุมนุมวันเดียว คณะ พนักงานสอบสวนจากกองบังคับการปราบปราม พร้อมหน่วยคอมมานโด อาวุธครบมือ เดินทางนำหลักฐานในสำนวนคดีบุกยึดสนามบินดอน เมืองและสุวรรณภูมิ ใส่รถกระบะ มาเตรียมรอยื่นขอศาลอนุมัติออกหมายจับแกนนำพันธ มิตรฯ ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก เป็นจังหวะเดียวกับที่พล.ต.อ.ปทีปให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวถึงกรณีออกหมายจับนี้ว่า ยังไม่มีการออกหมายจับผู้ต้องหาในคดีนี้ ทราบว่าพนักงานสอบสวนอยู่ระหว่างดำเนินการ สำนวนคดียังไม่เสร็จเรียบ ร้อย ยังไม่มีการสรุปรายงานการสอบสวน จะต้องรวบ รวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม ซึ่งทันทีที่คณะพนักงานสอบสวนทราบถึงการให้สัมภาษณ์ของพล.ต.อ.ปทีปดังกล่าว เจ้าหน้าที่คอมมานโด และตำรวจกองปราบปราม จึงหอบสำนวนเดินทางกลับ โดยยังไม่ทันอนุมัติศาลเพื่อขอหมายจับแต่อย่างใด

วิกฤติหนี้กรีซ/ไทยโดนแน่

ที่มา ไทยรัฐ


ผมเขียนต้นฉบับนี้ ยังไม่ทันได้ยินข่าวดีที่ผมเขียนทิ้งท้ายไว้เมื่อวาน แต่ก็มีข่าวว่า แกนนำเสื้อแดง ตกลงกันได้แล้ว และจะมีการแถลง "เรดแม็ป" ของคนเสื้อแดงในช่วงเย็นวันจันทร์ โดยแกนนำเสื้อแดงยืนยันว่า เป็นข้อเสนอที่มีความยืดหยุ่น ซึ่งจะนำไปสู่แนวทางการสร้างความปรองดองได้

ก็ต้องรอดูกันต่อไป วันนี้มาคุยกันเรื่อง วิกฤติหนี้ประเทศกรีซ กันต่อครับ

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา มีการเคลื่อนไหวของ "ธนาคารกลาง" ของประเทศมหาอำนาจยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจอย่าง สหรัฐฯ ยุโรป อังกฤษ แคนาดา สวิตฯ และ ญี่ปุ่น หลังจากที่กลุ่มยูโรโซนและไอเอ็มเอฟประกาศแผนการเงินช่วยเหลือประเทศกรีซเป็นวงเงินสูงถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เฟด หรือ ธนาคารกลางสหรัฐฯ

ธนาคารกลางสหรัฐฯ ประกาศ เปิดท่อส่งเงินดอลลาร์ จากสหรัฐฯเชื่อมต่อกับ ธนาคารกลางยุโรป อังกฤษ แคนาดา สวิตฯ ญี่ปุ่น โดยพร้อมที่จะส่งเงินดอลลาร์ผ่านธนาคารกลางทั้ง 5 แห่ง เพื่ออัดฉีดเงินดอลลาร์ผ่านไปสู่ธนาคารพาณิชย์ เพื่อไม่ให้ตลาดเงินขาดสภาพคล่องอันเนื่องมาจากความต้องการเงินดอลลาร์

พูดง่ายๆก็คือ สหรัฐฯกำลังพิมพ์เงินดอลลาร์เพิ่มระลอกใหม่ เพื่ออัดฉีดเข้าสู่ตลาดเงินยุโรป เหมือนกับที่เคยพิมพ์เงินดอลลาร์เพิ่ม เพื่ออัดฉีดเข้าไปในตลาดเงินสหรัฐฯเมื่อสองปีที่แล้ว ตอนเจอวิกฤติสถาบันการเงินล้ม

เมื่อคืนวันอาทิตย์เช่นกัน ธนาคารกลางยุโรป ก็ได้ออกประกาศด่วน พร้อมที่จะเข้าไปซื้อพันธบัตรในกลุ่มยูโรโซนทั้งหมด เพื่อเพิ่มสภาพคล่องในตลาด

การส่งสัญญาณของธนาคารกลางเหล่านี้ ทำให้ผมรู้สึกว่า วิกฤติหนี้ประเทศกรีซน่าจะรุนแรงกว่าที่เป็นข่าวเสียแล้ว เงิน 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯที่ กลุ่มยูโร และ ไอเอ็มเอฟ เตรียมไว้แก้วิกฤติหนี้ประเทศกรีซ คงจะไม่พอเสียแล้ว ธนาคารกลางสหรัฐฯและยุโรปจึงต้องเปิดท่ออัดฉีดเงินแบบไม่อั้นอย่างนี้

เมื่ออัดฉีดเงินไปแล้ว ประเทศยักษ์ใหญ่เหล่านี้ก็ต้องมีหนี้ประเทศเพิ่มขึ้น เพราะทุกประเทศก็กำลังมีปัญหาของตัวเอง ดู สหรัฐฯ เป็นตัวอย่าง ตอนนี้หนี้สินประเทศสหรัฐฯเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 92.4 ของจีดีพีแล้ว ถ้าธนาคารกลางสหรัฐฯอัดฉีดเงินดอลลาร์อีกก้อนใหญ่ช่วยเหลือกรีซ หนี้สินของประเทศสหรัฐฯก็คงหนีไม่พ้นหนี้ท่วมตัวกว่า 100 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีแน่นอน

อะไรจะเกิดขึ้นต่อไป ยังไม่ใครคาดเดาถูก

วิกฤติหนี้ของประเทศในสหภาพยุโรป ไม่ใช่มีแต่ กรีซ เท่านั้น แต่ยังมี สเปน และ โปรตุเกส รวมทั้ง อิตาลี ประเทศที่มีอาการร่อแร่เหล่านี้ ล้วนมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่กว่ากรีซทั้งสิ้น (กรีซมีจีดีพี 330,000 ล้านดอลลาร์ 10.7 ล้านล้านบาท)

ที่สำคัญประเทศพี่เบิ้มในยุโรปอย่าง เยอรมนี ฝรั่งเศส อังกฤษ อิตาลี สเปน ยังมีฐานะเป็น "เจ้าหนี้กรีซ" อีกด้วย ถ้ากรีซล้มละลาย หรือต้องประกาศชักดาบพักการชำระหนี้ ย่อมส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังประเทศอื่นในยุโรป ทั้งประเทศเจ้าหนี้ และประเทศที่มีหนี้ท่วมประเทศอย่าง โปรตุเกส สเปน อาจต้องล้มตาม

ทุกวันนี้ประเทศในยุโรปต่างก็มีหนี้ประเทศท่วมหัวกันทั้งนั้น กรีซ มีหนี้ประเทศร้อยละ 123.3 ของจีดีพี เรียกว่ามีหนี้เกินรายได้ อิตาลี แย่ยิ่งกว่ากรีซ มีหนี้ประเทศสูงถึงร้อยละ 127.0 ของจีดีพี ฝรั่งเศส ก็มีหนี้ประเทศร้อยละ 92.5 ของจีดีพี อังกฤษ ก็มีหนี้ประเทศร้อยละ 83.1 ของจีดีพี เยอรมนี ก็มีหนี้ประเทศร้อยละ 82.0 ของจีดีพี อาการหนักด้วยกันทั้งนั้น

ลำพังตัวเองก็เอาไม่ค่อยรอดอยู่แล้ว ยังต้องมาแบกหนี้กรีซอีก ยังไม่รู้ว่าจะแบกหนี้อีก 2-3 ที่กำลังร่อแร่ไหวหรือไม่ ผมดูแล้วก็รู้สึกเป็นห่วงจริงๆ

วันนี้ไม่ต้องไปถามกูรูที่ไหน ผมขอฟันธงล่วงหน้าไว้ตรงนี้ เศรษฐกิจไทยจะได้รับผลกระทบจากวิกฤติหนี้กรีซและยุโรปแน่นอน ถ้าหาก รัฐบาลยังบริหารประเทศล้มเหลว ไม่สามารถแก้ไขวิกฤติการเมืองได้ คนไทยจะเจอสองเด้ง เดือดร้อนกันทุกหย่อมหญ้าแน่นอน ผมขอเตือนล่วงหน้าไว้ตรงนี้.

"ลม เปลี่ยนทิศ"

นปช.เมิน'เทือก'มอบตัว ลั่นไม่ยุติชุมนุม

ที่มา ไทยรัฐ


Pic_82324

แกนนำนปช.ไม่ยอมรับการเข้ารับทราบข้อกล่าวหาของ"สุเทพ เทือกสุบรรณ"ที่ไปดีเอสไอ เพราะไม่ได้ไปในฐานะผู้ต้องหา จึงไม่ขอยุติการชุมนุม ยืนยันน้อมรับวันเลือกตั้ง-ยุบสภา ...

เมื่อวันที่ 11 พ.ค.เวลา 18.30 น.นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. กล่าวแถลงข่าวบนเวทีปราศรัยแยกราชประสงค์ ว่า การเดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหาที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ไม่สามารถอธิบายว่านั่นเป็นการเริ่มต้นนับหนึ่งของกระบวนการยุติธรรมในคดีที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้บงการจ้างวานสังหารประชาชนแต่อย่างใด นปช.แดงทั้งแผ่นดินไม่ยอมรับการดำเนินการดังกล่าวของนายสุเทพ เพราะการเดินทางไปดีเอสไอในวันนี้ ไม่ได้ไปในฐานะผู้ต้องหาที่รับทราบข้อกล่าวหา ตรงกันข้ามกับไปลงนามรับทราบเรื่องราวร้องทุกข์ ซึ่งทางนปช.มองว่าพฤติกรรมดังกล่าวเป็นการเดินทางมาตรวจราชการมากกว่าหาใช่เป็นการเดินหน้าเข่าสู่กระบวนการยุติธรรม

นายณัฐวุฒิ กล่าวต่อว่า ทางนปช.แดงทั้งแผ่นดินต้องการเห็นเป็นรูปธรรมต้องการเห็นความตรงไปตรงมา ในการปฎิบัติเพื่อเป็นการเดินหน้าคดีประวัติศาสตร์ที่มีอำนาจสั่งทำร้ายประชาชนเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเป็นครั้งแรกของประเทศไทย ด้วยเหตุผลในข้อกฎหมาย นปช.ไม่อาจยอมรับได้ว่านายสุเทพ ตกเป็นผู้ต้องหาของดีเอสไอ เพราะทุกคดีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษจะมีอำนาจดำเนินการสืบสวนสอบสวนได้ก็ต่อเมื่อคดีความดังกล่าวต้องผ่านมติที่ประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ หลังจากผ่านมติก็ต้องมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา แต่คดีความที่มีประชาชนมาร้องทุกข์กล่าวโทษนายสุเทพ ในข้อหาจ้างวานสังหารประชาชน ยังไม่ได้บรรจุไว้ในคดีพิเศษ เมื่อไม่ได้บรรจุ ดีเอสไอก็ไม่มีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินการสอบสวนคดีความ

นายณัฐวุฒิ กล่าวอีกว่า นปช.แดงทั้งแผ่นดิน ขอประกาศยืนยันอีกครั้งว่า ตอบรับวันเลือกตั้ง ตอบรับวันยุบสภา แต่พร้อมที่จะยุติการชุมนุม เมื่อนายสุเทพ เดินหน้าเข้าไปนับหนึ่งตามกระบวนการยุติธรรมในฐานะผู้ต้องหาคดีความจ้างวานสังหารประชาชน หากนายสุเทพเดินทางไปพบเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ ก็ต้องไปหลังมีมติรับคดีนี้เป็นคดีพิเศษและหากจะไปพบเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ต้องไปในฐานะผู้ถูกกล่าวหาในคดีเดียวกัน ทันทีที่นายสุเทพ ไปแสดงตัวในฐานะผู้ต้องหาอย่างถูกต้องตรงไปตรงมาตามกระบวนการกฎหมาย นปช.ก็จะขึ้นเวทีประกาศยุติการชุมนุมในทันทีเช่นกัน โดยให้ประเทศไทยเป็นพยานในการร่วมแสดงความจริงใจของทั้งสองฝ่าย.

'มาร์ค'งัดแผน ตัดน้ำ-ไฟ บีบม็อบยุติชุมนุม

ที่มา ไทยรัฐ


Pic_82352

ครม.ถกม็อบเสื้อแดงเมินยุติการชุมนุม นายกรัฐมนตรี เข้าตาจนงัดแผนตัด น้ำ-ตัดไฟบีบม็อบเสื้อแดง ครม.ยุแดงเบี้ยวยื้อชุมนุมไม่เลิก คว่ำโรดแม็ปเลิกยุบสภา.....

ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)เมื่อวันที่ 11 พ.ค.ซึ่งมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ในฐานะผู้อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ได้นำเอกสารศอฉ.จำนวน 2 หน้า สรุปสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) โดยรายงานตัวเลขจำนวนผู้เข้าร่วมการชุมนุมว่า ในช่วงตอนกลางวันจะมีประมาณ 6,000-7,000คน ส่วนช่วงตอนกลางวัน จะมีจำนวนเพิ่มขึ้น เป็นประมาณ 13,000คน ซึ่งกลุ่ม นปช.ยังไม่มีท่าทีที่จะเคลื่อนไหว แต่จะเน้นการเคลื่อนไหวการร้องเรียนต่อองค์กรระหว่างประเทศ

นอกจากนี้ ในช่วงท้ายเมื่อเสร็จสิ้นการพิจารณาตามระเบียบวาระการประชุมแล้ว นายกฯได้หยิบยกเรื่องการดำเนินการตามแผนการปรองดอง หรือโรดแม็ป 5 ข้อ และการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงมาหารือ โดยนายกฯได้สอบถามและให้ช่วยกันแสดงความคิดเห็นว่า ถ้ากลุ่มคนเสื้อแดงไม่ยุติการชุมนุมจะทำอย่างไรต่อไป การยุบสภาจะยังคงมีต่อไปหรือไม่ จากนั้นได้เก็บเอกสารคืน

ทั้งนี้บรรดารัฐมนตรีส่วนใหญ่ได้แสดงความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า ถ้ากลุ่มคนเสื้อแดงไม่ยอมเข้าร่วมกระบวนการปรองดอง รัฐบาลก็ไม่จำเป็นต้องทำตามข้อเสนอ การยุบสภาก็ถือว่าเลิกแล้วต่อกันไป อาทิ นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกฯฝ่ายเศรษฐกิจ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รมว.ยุติธรรม นายชุมพล ศิลปอาชา รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง โดยนายไตรรงค์ ระบุว่า ถ้ากลุ่มคนเสื้อแดงไม่ยอมตอบรับทำตามข้อเสนอในโรดแม็ป ทางรัฐบาลก็ไม่จำเป็นต้องต้องไปทำตามโรดแม็ปที่เสนอเช่นกัน ไม่จำเป็นต้องไปยุบสภาและกำหนดเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 14 พ.ย. ขณะที่นายชุมพล กล่าวว่า ขณะนี้เราต้องเร่งแก้ไขปัญหา มีสิ่งที่ต้องทำ 2 อย่างคือ 1. เราทำเพื่ออยากจะออกจากเหตุการณ์ที่เป็นอยู่ และ 2 . การแก้ปัญหาในระยะยาว ซึ่งเป็นเรื่องของวันข้างหน้า จะมีการดำเนินคดีอย่างไรก็ว่ากันไป แต่วันนี้เราอยากออกจากเหตุการณ์ก่อน

ด้านนายสุเทพ กล่าวว่า ถ้าฝ่ายผู้ชุมนุมเขาไม่พูดให้ชัดเจนว่า จะทำอะไรอย่างไรให้ชัดเจน เราก็ไม่จำเป็นต้องไปบอกว่าจะทำอะไรที่ชัดเจนออกไป ถ้านายกฯไม่แสดงความชัดเจนทางฝ่ายโน้นก็ปวดหัวกันไปเอง ขอให้ครม.รับทราบกันไว้เพื่อจะได้ตอบให้เป็นไปในทางทิศทางเดียวกัน นอกจากนี้ในตอนหนึ่งนายสุเทพ ยังได้กล่าวติดตลกกับครม.ด้วยว่า "เมื่อช่วงเช้าผมเดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหาต่ออธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษมาแล้ว แต่ผมไม่ได้ซัดทอดใครนะ” ทำให้ครม.ต่างส่งเสียงหัวเราะไปตาม ๆกัน

ขณะที่นายกฯ กล่าวในที่ประชุมครม.ว่า ข้อเสนอตามแผนการปรองดองเราก็เดินหน้าต่อไป แต่ถ้าม็อบยังไม่ยุติการชุมนุมก็จะต้องมีมาตรการหลายอย่างที่ต้องทำกันต่อไป โดยทำเป็นแผนระยะสั้น แบบชั่วคราว

“อาจจะต้องรบกวนให้รัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ช่วยกันไปชี้แจงกับ ประชาชนในบริเวณพื้นที่การชุมนุมและใกล้เคียงโดยขอความร่วมมือว่าอาจต้อง เดือดร้อนกันมากขึ้นเป็นการชั่วคราว เพราะอาจจะต้องมีการตัดน้ำ ตัดไฟ หรือต้องอพยพคนในบริเวณนั้นออกมา และใกล้ที่จะเปิดเทอมแล้ว”นายกฯ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า นอกจากนี้ ร.ต.หญิงระนองรักษ์ สุวรรณวี รมว.ไอซีที ยังได้เสนอให้ครม.พิจารณาอนุมัติงบประมาณ จากงบกลาง จำนวน 530 ล้านบาท เพื่อนำมาในการดูแลควบคุมเว็บไซต์ต่างๆ ที่จะเป็นภัยต่อความมั่นคง และหมิ่นสถาบันเบื้องสูง อย่างไรก็ตามทางนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รมว.ยุติธรรม ได้แสดงความเห็นสวนขึ้นมาทันทีว่า ความจริงแล้วโครงการดังกล่าวทางกระทรวงยุติธรรมเองก็มีแนวคิดที่จะดำเนินการ อยู่แล้วเหมือนกัน นายกฯจึงได้กล่าวขึ้นมา โครงการดังกล่าวนี้เห็นว่าเป็นโครงการที่ดี ตนก็เห็นด้วยที่จะให้ดำเนินการ แต่ว่าไม่อยากจะให้มีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาหลายชุดแบบต่างคนต่างคน แต่ควรให้มีการดำเนินการร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ประกอบด้วย กระทรวงไอซีที กระทรวงยุติธรรมและสำนักนายกรัฐมนตรี จึงขอสรุปว่าให้ครม.อนุมัติหลักการในหลักการกรอบงบประมาณตามที่เสนอไว้ และให้นำงบประมาณไปอยู่ในความดูแลของสำนักนายกรัฐมนตรี เมื่อจะใช้จ่ายงบประมาณก็ให้ทั้ง 3 หน่วยงานมาหารือร่วมกัน.