WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, May 16, 2010

"ณัฐวุฒิ"แถลงมติแกนนำ ขอให้รบ.หยุดยิง พร้อมเข้าสู่แผนปรองดองให้ UNเป็นตัวกลาง "จตุพร"ขอพึ่งพระบารมี

ที่มา มติชน


นายณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช. ) แถลงเมื่อเย็นวันที่ 16 พฤษภาคมว่า แกนนำ นปช.มีมติขออให้รัฐบาลหยุดยิง แล้วให้กำลังทหารถอยห่างออกจากแนวเผชิญหน้า ระหว่างทหารกับประชาชน หลังจากรัฐบาลประกาศหยุดยิงแล้ว นปช.ก็พร้อมยุติการชุมนุมและเข้าสู่การเจรจาโดยสันติวิธีโดยทันที และขอให้สหประชาชาติ(ยูเอ็น)มาเป็นตัวกลาง ในการประสานงานเรื่องเรื่องแผนปรองดอง เนื่องจากขณะนี้ไม่มีองค์กรในประเทศเป็นที่ไว้วางใจได้แล้ว

ก่อนหน้านี้ เวลาประมาณ 15.00 น. นายจตุพร พรหมพันธ์ และนายก่อแก้ว พิกุลทอง แกนนำ นปช.ร่วมกันแถลงข่าว พร้อมนำตัว นางนารี แสงประเสริฐศรี มารดาของนายมานะ แสงประเสริฐศรี เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ชีพป่อเต็กตึ๊ง ที่ถูกยิงเสียชีวิตที่ย่านบ่อนไก่ขณะลำเลียงผู้บาดเจ็บออกจากที่เกิดเหตุมาแสดงตัวด้วย

นายจตุพรกล่าวว่า นปช.ขอแสดงความเสียใจ และเชื่อว่าตัวเลขผู้เสียชีวิตจะมากกว่า 24 ราย นี่ถือเป็นโศกนาฏกรรมที่ผู้เสียชีวิตเป็นประชาชน การที่นายกฯ ให้ทหารติดอาวุธถือเป็นเหตุผลในการสั่งฆ่า และทราบว่ารัฐบาลจะประกาศเคอร์ฟิว ห้ามประชาชนออกนอกเคหสถาน ขอเตือนว่าการประกาศทุกครั้งไม่สามารถยับยั้งประชาชนไม่ให้ออกมาได้ หนำซ้ำจะทำให้ประชาชนลุกฮือขึ้นมา ซึ่งการเสียชีวิตของนายมานะถือว่าอยู่ในชะตากรรมเดียวกับพวกตนที่ไม่รู้ว่าวันใดจะถูกสไนเปอร์ตัดสิน

นายจตุพรกล่าวว่า การที่นายกฯ อ้างเรื่องสถาบันแล้วมาเป็นเหตุฆ่ามนุษย์ เพื่อนร่วมชาติ ถือเป็นความเลวร้าย ถ้าต้องการฆ่าพวกตนก็ขอให้มา แต่อย่าแอบอ้างสถาบัน วันนี้ถ้ามีการสั่งฆ่าประชาชนหนึ่งคนเท่ากับว่านายอภิสิทธิ์ได้เพิ่มศัตรูที่เป็นญาติพี่น้องของผู้เสียชีวิตอีกมาก และไม่ว่านายอภิสิทธ์จะประกาศเคอร์ฟิว กฎอัยการศึกอีกสักกี่ครั้งก็ไม่สามารถ หยุดประชาชนได้ ตราบใดที่นายอภิสิทธิ์ ยังไม่หยุดฆ่า พวกตนก็จะอยู่ที่นี่ ยอมรับความตายอยู่ที่ราชประสงค์ทุกคน ถ้าจะออกไปก็ต้องเป็นร่างไร้วิญญาณ

“ถ้ามีผู้ก่อการร้ายแฝงตัวในผู้ชุมนุมจริง 3 วันที่ผ่านมาก็ต้องมีทหารบาดเจ็บหรือเสียชีวิตบ้าง แต่ขณะนี้ยังไม่มีทหารเสียชีวิตแม้แต่รายเดียว ดังนั้น การกล่าวอ้างว่ากลุ่มผู้ชุมนุมติดอาวุธและก่อการร้ายจึงไม่เป็นความจริง น่าเสียใจที่สุดคือ นายอภิสิทธิ์อธิบายทุกอย่างว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสถาบัน เพื่อมาใช้เป็นข้ออ้างในการฆ่ามนุษย์ ซึ่งถือเป็นเรื่องเลวร้ายที่สุด เพราะมีทหารหลายคนมาบอกว่าเป็นอย่างนี้ ทหารจึงต้องทำ ซึ่งการดำรงอยู่ของการเป็นนายกฯ ไม่จำเป็นต้องฆ่าคนในชาติ หากยิ่งฆ่าก็เป็นการ เพิ่มศัตรูที่เป็นญาติพี่น้องของผู้เสียชีวิตขึ้นอีก เหมือนเช่น 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้” นายจตุพรกล่าว

นายจตุพรกล่าวว่า เหตุการณ์วันที่ 20 พฤษภาคม 2535 หากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่เรียกคู่ขัดแย้งมาหยุดยั้งความตายในวันนั้น ไม่รู้จะมีกี่พันศพ วันนี้ก็เช่นกัน พวกตนเป็นพสกนิกร ก็ขอพึ่งพระบารมีพระองค์ เพราะเราไม่มีที่พึ่งจริงๆ และหากทหารยังไม่หยุดการยิงประเทศไทยก็จะเหมือนประเทศรวันดา และอีกหลายๆ ประเทศที่เกิดสงครามกลางเมืองล้างเผ่าพันธุ์ นอกจากนี้ การที่กองทัพยังมีการใช้อาวุธเอ็ม 79 และโยนความผิดให้กับกลุ่มคนเสื้อแดงนั้นไม่เป็นความจริง เพราะในคลังแสงทุกหน่วยของกองทัพยังมีอาวุธดังกล่าวอยู่ อย่างไรก็ตาม กรณีที่มีหลายฝ่ายเรียกร้องให้อพยพเด็กและสตรีไปไว้ในวัดปทุมวนาราม เพื่อความปลอดภัยนั้น เรื่องนี้ต้องไปบอกทหารให้หยุดยิง เพราะคนที่ตายคือพวกตน ถ้าเจ้าหน้าที่รัฐทหารไม่ยิงใส่พวกเขาก็ไม่มีใครตาย

ผู้สื่อข่าวถามว่า เพราะเหตุใดจึงขอพึ่งพระบารมี นายจตุพรกล่าวว่า เรื่องนี้ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ รวมถึงตนก็ออกมาแสดงความคิดเห็นนี้ เพราะเวลานี้คนไทยเห็นว่าพระบารมีเป็นที่พึ่งสุดท้าย และเชื่อว่าแนวทางนี้จะไม่ก่อให้เกิดความระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท มีแต่จะเพิ่มพระบารมี เพราะหากปล่อยให้มีการฆ่าประชาชนจะเป็นการเพิ่มความระคายเคืองมากกว่า

เมื่อถามว่า การที่มีมวลชนปะทะกันกับทหารโดยไม่มีแกนนำ ได้มีการหารือเพื่อดึงมวลชนมวลชนกลับหรือไม่ นายจตุพรกล่าวว่า การรวมตัวที่ไร้แกนนำก็จะก่อให้เกิดความวุ่นวายเหมือนเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ดังนั้น แกนนำที่อยู่รอบนอกได้ทำหน้าที่ตั้งเวทีขึ้นมาเพื่อรวบรวมมวลชนให้กลับมารวมตัว กัน เช่น คลองเตย ที่มีนางประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ นายวรชัย เหมะ รวมทั้งบริเวณอื่นๆ เช่น บ่อนไก่ และดินแดง ส่วนการที่คนเสื้อแดงก่อเหตุเผายางเพื่อตอบโต้เจ้าหน้าที่รัฐนั้น เห็นว่าเป็นการกระทำหลังจากมีการยิงอย่างบ้าคลั่ง ทำให้ผู้ชุมนุมต้องป้องกันตัวเองเพื่อให้ควันไฟเป็นเกราะกำบัง เพราะอาวุธของรัฐบาลคือปืนสไนเปอร์ และที่สำคัญเรื่องเผายางรถยนต์เป็นสิ่งเล็กน้อยดีกว่าเผาตึก สาเหตุหลักเพราะเขาไม่สามารถเข้าพื้นที่ร่วมชุมนุมที่ราชประสงค์ได้จึงเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น

เวลา 14.00 น. วันที่ 16 พ.ค. นายณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ แกนนำ นปช. เปิดเผยว่า ในพื้นที่ชุมนุมได้มีกลุ่มวัยรุ่น 2-3 คน ซึ่งไม่ใช่ผู้ชุมนุมฉีดพ่นสเปรย์บนพื้นถนนและกำแพงด้วยข้อความที่ไม่บังควร บริเวณด้านแยกปทุมวัน โดยการ์ดพยายามจับกุมตัวแต่ไม่สามารถกุมตัวได้ในขณะนี้ อย่างไรก็ตาม หากจับกุมได้จะนำตัวมาสอบสวนอีกครั้งนี้ ทั้งนี้ยืนยันว่าการกระทำลักษณะดังกล่าวของ นปช.แน่นอน โดยตนมองว่าเหตุการณ์ลักษณะนี้มีการใช้รูปแบบเดียวกับเหตุการณ์ในปี 2519


นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า เนื่องจากรัฐบาลจะมีการประกาศเคอร์ฟิว และอาจใช้กำลังเข้ามาสลายการชุมนุมที่แยกราชประสงค์ หากผู้ชุมนุมคนใดต้องการเดินทางกลับบ้าน สามารถตัดสินใจได้โดยอิสระ จะไม่มีการ์ดของนปช.เข้าไปขัดขวาง แต่หากต้องการปักหลักต่อสู้ร่วมกันด้วยมือเปล่า และสันติวิธีก็มีสิทธิเสรีภาพเช่นกัน


"ขอให้ผู้ปกครองที่นำบุตรหลานมาร่วมชุมนุม หากตัดสินใจจะออกจากที่ชุมนุมก็ขอให้ออกไปทันที แต่พวกผมจะนั่งอยู่ที่นี้ ไม่มีการให้เด็ก หรือสตรีมาห้อมล้อมไว้เหมือนเช่นพันธมิตร ดังนั้น ขออย่ารีรอ การนำบุตรหลานออกไปจากพื้นที่ถือเป็นอิสระของพวกท่าน แต่หากประสงค์จะร่วมบรรยากาศการต่อสู้ ก็ขอให้เตรียมนำบุตรหลานไปอยู่ที่ในปลอดภัย เช่นวัดปทุมวนาราม ซึ่งเปิดเป็นเขตอภัยทานเอาไว้แล้ว"นายณัฐวุฒิกล่าวและว่า แกนนำ นปช.จะมีการหารือกันในเวลาประมาณ 14.00 น.เพื่อกำหนดท่าทีต่อการประกาศเคอร์ฟิวของทางศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน(ศอฉ.) และจะมีการแถลงหลังทาทีต่อไป


อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่ายรายงานว่าก่อนหน้านี้ นายณัฐวุฒิ ได้นำสตรีรายหนึ่งขึ้นไปบนเวทีอ้างว่า ถูกทหารทำร้าย และยึดเงินไป 2,500 บาท ขณะที่กำลังเดินทางเข้าพื้นที่ชุมนุมเพื่อนำของมาขายตามปกติแต่ในระหว่างที่จะเข้ามา ได้ถูกทหารห้ามเอาไว้ แล้วเรียกให้ขึ้นรถจักรยายนต์ไปที่ซอยหมอเหล็ง แล้วลงมือตรวจกระเป๋ายึดเอาบัตรประชาชนอ้างว่า จะนำไปคีย์คอมพิวเตอร์ พร้อมยึดเงินจำนวน นอกจากนี้ยังมีการทุบตีทำร้าย และก่อนปล่อยตัวได้ขอให้กราบเท้าทหารดังกล่าว


เมื่อมาถึงการชี้แจงตรงนี้ นายณัฐวุฒิได้กล่าวปราศรัยปลุกระดมว่านี้คือการกระทำของทหาร จากนั้นได้ปราศรัยอย่างต่อเนื่อง เรียกร้องให้สื่อมวลชนทั่วโลกเห็นพฤติกรรมทำร้ายประชาชน


นอกจากนี้ นายก่อแก้ว พิกุลทอง แกนนำนปช. ได้นำสื่อมวลชนตรวจสอบตู้คอนเทนเนอร์ ซึ่ง ศอฉ.ระบุว่ามีการสะสมอาวุธร้ายแรง ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าตู้คอนเทนเนอร์ถูกจัดให้เป็นสถานที่พักผ่อนของแกนนำ นปช.เท่านั้น


เมื่อเวลา 14.30 น. แยกราชประสงค์ ขณะนี้กลุ่มผู้ชุมนุมประสบปัญหาการลำเลียงอาหารเข้ามาในพื้นที่ชุมนุม โดยเสบียงอาหารที่เหลืออยู่น้อยลง นอกจากนี้ ยังมีปัญหาเกี่ยวกับสภาพความเป็นอยู่บริเวณพื้นที่ชุมนุมของกลุ่มนปช. แม้ว่าการใช้น้ำยังเป็นปกติ แต่พบว่า มีมลภาวะจากของเสียและสิ่งปฏิกูล สะท้อนถึงปัญหาสุขอนามัยของผู้ชุมนุม โดยแกนนำประกาศไม่ให้ผู้ชุมนุมทิ้งขยะบริเวณหน้าโรงพยาบาลตำรวจเพราะจะเป็นการเพิ่มปัญหาสิ่งปฏิกูลให้มากขึ้น

โฆษก รบ.กร้าวสวน นปช.เรียกร้องแกนนำมอบตัว หยุดยิง ยุติชุมนุม ปัดข้อเสนอให้UNแทรกแซง

ที่มา มติชน



เมื่อเวลา 18.25 น. วันที่ 16 พฤษภาคม นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ผลการประชุมคณะรัฐมนตรีวาระพิเศษได้ประชุม โดยมีมติคือ


1.อนุมัติการประกาศใช้พระราชกำหนดบริหารสถานการณ์ฉุกเฉิน(พรก. ฉุกเฉิน) ใน 5 จังหวัดเพิ่มเติม ได้แก่ อุบลราชธานี ร้อยเอ็ด มหาสารคาม หนองบัวลำพู สกลนคร เพื่อควบคุมสถานการณ์ดังกล่าว โดยเจ้าหน้าที่ได้วางมาตรการในการดูแลความเรียบร้อยทั้ง 5 จังหวัดแล้ว


2. อนุมัติให้วันที่ 17-18 พ.ค.เป็นวันหยุดราชการ ในท้องที่กทม.เพราะมีความจำเป็นที่จะต้องมีการรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ กทม.ให้เป็นไปด้วยดี การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ทางด้านความมั่นคงขณะนี้กำลังดำเนินอย่างต่อเนื่องและมีผลคืบหน้าตามลำดับ แต่ก็มีความจำเป็นให้เจ้าหน้าที่ราชการได้ทำงานโดยสะดวก


3.การปฏิบัติการการดูแลพื้นที่และการกำชับกำลังไปพื้นที่ราชประสงค์ เนื่องจากมีสถานการณ์การชุมนุมที่ขัดกับกฎหมายและส่งผลกระทบต่อความสงบสุขของบ้านเมือง การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ไม่ได้เป็นการคุกคามหรือใช้อาวุธต่อประชาชนอย่างที่มีการกล่าวอ้างกัน

ดังนั้น จึงไม่มีเหตุผลใดๆ ที่จะเรียกร้องให้รัฐบาลหรือเจ้าหน้าที่หยุดการกระทำการดังกล่าว หรือหยุดการปฏิบัติหน้าที่

"รัฐบาลขอเรียกร้องให้กลุ่มที่กำลังปฏิบัติการโดยเฉพาะกลุ่มที่ใช้อาวุธโดยมีการจัดกำลัง ข่มขู่ คุกคาม ปะทะเจ้าหน้าที่ ในการปฏิบัติงาน รัฐบาลขอเรียกร้องให้แกนนำ แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.)มอบตัว และเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมโดยเร็ว และเรียกร้องให้ยุติการชุมนุม และให้ยุติการเผชิญหน้า และการกระทำใดๆที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงปลอดภัย โดยเฉพาะกลุ่มที่ติดอาวุธ มีพฤติกรรมที่ข่มขู่ ทำร้ายเจ้าหน้าที่ ยุติการกระทำดังกล่าว หยุดยิงและมอบตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม"นายปณิธานกล่าว


“แผนปรองดองยังอยู่และรัฐบาลขอยืนยันว่าจะเดินหน้าที่ทำงานผลักดันให้แผนปรองดองที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีเสนอไม่มีผลกระทบจากเหตุการณ์เหล่านี้ เมื่อบ้านเมืองสงบแล้ว นายกฯก็จะพิจารณาการเลือกตั้งต่อไป” นายปณิธาน กล่าว


นายปณิธาน กล่าวว่า ส่วนในเรื่องการเรียกร้องให้สหประชาชาติเข้ามาแทรกแซงการชุมนุมหรือเข้ามาดำเนินกิจการใดๆในประเทศไทย รัฐบาลไทยทุกยุคทุกสมัยไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลใด ไม่เคยมีนโยบายให้องค์กรใดเข้ามาแทรกแซงกิจการภายในของประเทศรัฐบาลไทยมีอธิปไตย เป็นราชอาณาจักรไทยซึ่งสามารถดูแลปัญหาแก้ไขของปัญหาคนไทยด้วยกันได้ แต่ก็ยินดีรับฟังและมีความรู้สึกเป็นกังวลเช่นเดียวกับประชาชน และองค์กรนานาชาติ


“เรารับฟัง ชี้แจง ร่วมมือกับองค์กรเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง และรัฐบาลไทยเป็นสมาชิกที่ดีของสหประชาชาติ หรืออดีตก็ไม่เคยให้มีการแทรกแซงแต่ขณะเดียวกันก็มีความร่วมมือกับองค์กรเหล่านั้น และพร้อมๆกับเรียกร้องให้องค์กรเหล่านั้นประณามการใช้ความรุนแรงโดยเฉพาะกับกลุ่มคนที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงความปลอดภัยของคนไทย การสนับสนุนให้รัฐบาลไทยเดินหน้าบังคับใช้กฎหมาย จะเป็นแนวทางที่ดีที่สุดในการนำความสงบสุขกลับมาสู่บ้านเมืองไทย เรื่องนี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลไทยมีจุดยืนที่ชัดเจนในเรื่องนี้” นายปณิธาน กล่าว


นายปณิธาน กล่าวว่า การเจรจาคงไม่สามารถเกิดได้ เพราะรัฐบาลไม่ได้ยิงและทำร้ายประชาชน ตรงกันข้ามแกนนำนปช.ควรสั่งให้มีการหยุดยิง มอบตัวและเข้าสู่กระบวนการปรองดองดีกว่า และการเรียกร้องสหประชาชาติเข้ามาแทรกแซงกิจการภายในประเทศของตัวเองเป็นสิ่งที่ไม่บังควรและไม่สมควรกระทำ เพราะแม้แต่รัฐบาลทักษิณเองก็ยังเคยมีท่าทีที่ก้าวร้าวต่อไปองค์กรเหล่านี้ด้วย

นายถวิล เปลี่ยนสี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ในฐานะเลขานุการ ศอฉ. กล่าวว่า ศอฉ. เห็นชอบให้ประกาศเรื่องให้บุคคลและกลุ่มบุคคล ออกจากพื้นที่ชุมนุมเพื่อเดินทางกลับภูมิลำเนา ซึ่งตามที่รัฐบาลได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงไปแล้วนั้น ศอฉ.ตระหนักดีกว่าในพื้นที่การชุมนุมสี่แยกราชประสงค์และบริเวณใกล้เคียงนั้นมีเด็ก สตรีและคนชรา รวมทั้งผู้ที่ไม่ทราบว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายและมีความประสงค์จะออกจากพื้นที่การชุมนุม เพื่ออำนวยความสะดวกปลอดภัยให้ผู้เข้าร่วมชุมนุม

ศอฉ.จึงขอประกาศให้ผู้เข้าร่วมชุมนุมเดินทางออกจากพื้นที่ชุมนุมโดยเร็ว โดยให้แจ้งความประสงค์ขอกลับภูมิลำเนากับเจ้าหน้าที่ของทางราชการได้ทุกคน ซึ่ง ศอฉ.จะให้ความคุ้มครองและอำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่แก่ทุกท่าน ตั้งแต่วันที่ 16-17 พ.ค.เวลา 15.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งบชาติ(นปช.)เรียกร้องให้รัฐบาลยอมให้องค์การสหประชาชาติ(ยูเอ็น)เข้ามาเป็นตัวกลางในการเจรจาระหว่าง นปช.กับรัฐบาล

ก่อนหน้านี้ นายปณิธาน กล่าวว่า เมื่อคืนวันที่ 15 พ.ค. กระทรวงการต่างประเทศ ทำจดหมายชี้แจงไปยังนายบัน คี มูน เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ อย่างเป็นทางการและทำสำเนาด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยในใจควมของจดหมายนั้นในประเด็นแรกเป็นการยืนยันหลักการการแก้ไขปัญหา ด้วยวิธีการสันติ และมีข้อเสนอทางการเมืองเป็นหลักว่า รัฐบาลไทยมี่แนวทางในการแก้ไขปัญหาทางการเมืองที่ภาษาอังกฤษเรียกโรดแมป(แผนปรองดง) แต่ก็ถูกปฏิเสธโดยกลุ่มแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช. )และกลุ่มผู้ชุมนุมบางส่วน ทั้งๆที่ได้รับการตอบรับจากนานาชาติและคนไทยส่วนใหญ่จากการสำรวจความคิดเห็นต่างๆ


ส่วนประเด็นที่สอง คือการยืนยันว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องภายในและเป็นเรื่องที่นอกจากมีกระบวนการอยู่แล้ว ก็เรียกร้องให้ทุกฝ่ายมาร่วมกระบวนการนี้และเรียกร้องให้นานาชาติสนับสนุนกระบวนการนี้ ซึ่งเป็นกระบวนการที่จะนำไปสู่สันติ


ประเด็นที่สามคือการเดินหน้าบังคับใช้กฎหมาย การปฏิบัติการทางความมั่นคง การตั้งด่านตรวจ การกระชับกำลัง ก็เป็นไปตามหลักการที่เราเรียกว่า รักษากฎหมายหรือรูลล์ ออฟ ลอว์ พร้อมๆกับเรียกร้องให้นานาชาติสนับสนุนวิธีการนี้ และเราเชื่อว่านานาชาติจะเข้าใจมากขึ้นและสนับสนุนวิธีการของรัฐบาลไทย


นอกจากนี้ก็ยังมีการสรุปการชี้แจงของเจ้าหน้าที่ทหารเรื่องปฏิบัติการของทหาร ว่าในรอบ 2 วันที่ผ่านมา การตั้งด่านตรวจ การกระชับกำลัง ได้เกิดปัญหาการต่อต้านของกลุ่มมวลชน โดยเฉพาะกลุ่มติดอาวุธจนทำให้เกิดความสูญเสียขึ้นไปด้วย ซึ่งเราจะใช้แนวทางนี้ในการชี้แจงกับนานาชาติ อย่างต่อเนื่อง โดยนายอภิสิทธิ์ สั่งให้กระทรวงการต่างประเทศ ชี้แจงกับต่างชาติอย่างต่อเนื่องโดยใช้หลักการที่ได้ชี้แจงกับสหประชาชาติ

55ส.ว.ปรามรัฐบาลหยุดทหารยิงปชช. รับอึดอัด ถาม"มาร์ค"รับได้ไงคนสูญเสียชีวิตมากขนาดนี้ จวกไม่สง่างาม

ที่มา มติชน


มื่อวันที่ 16 พ.ค. นางนฤมล ศิริวัฒน์ ส.ส.อุตรดิตถ์ กล่าวถึงมาตรการกระชับพื้นที่ของรัฐบาลที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 20 ราย บาดเจ็บกว่า 200 ราย ว่า ส.ว. 55 คน ได้หารือกันทางโทรศัพท์ เห็นตรงกันว่า การใช้กำลังเข้าปราบปรามกลุ่มผู้ชุมนุมจนเสียชีวิตขนาดนี้มากเกินไปแล้ว ภาพลักษณ์ประเทศเสียหายมาก ไม่รู้ว่าอีก 100 ปีจะฟื้นฟูกลับคืนมาเหมือนเดิมได้หรือไม่ จึงมีมติว่า 1. รัฐบาลต้องพิจารณาการนำอาวุธสงครามออกมาใช้ให้รอบคอบกว่านี้ เพราะภาพที่ออกมาไม่ใช่การยิงระยะใกล้ หรือระยะกระชั้นชิดที่จะเป็นอันตรายต่อชีวิตกำลังพลอย่างที่รัฐบาลหรือศอฉ.ประกาศ แต่เป็นการเล็งยิงจากระยะไกลข้ามถนน ผู้บาดเจ็บและตายส่วนใหญ่ถูกยิงที่ศีรษะและหน้าอก 2. ส.ว.ขอให้รัฐบาลเน้นใช้วิธีปิดล้อม ตามที่บอกว่าใช้วิธีกระชับวงล้อมก็ทำไป ที่บอกว่าต้องบังคับใช้นิติรัฐส.ว.เห็นด้วย คนที่ทำผิดกฎหมายต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม แต่บุคคลเหล่านี้ต้องได้รับการคุ้มครองชีวิตจากรัฐเพื่อให้เข้าสู่กระบวนการสืบพยาน สอบสวน ไม่ใช่ใช้วิธียิงได้เลยแบบนี้

“การบอกว่ามีกลุ่มก่อการร้ายอยู่ในนั้น สามารถใช้กระสุนจริงยิงได้เลย ตายไม่เป็นไร แบบนี้คือนิติรัฐในความหมายของรัฐบาลหรือไม่ เพราะนิติรัฐคือการใช้กฎหมายให้สังคมเกิดความสงบสุข แต่การสูญเสียชีวิตขณะนี้มาจากความไม่รอบคอบในมาตรการของฝ่ายผู้มีอำนาจ ไม่เข้าใจว่าก่อนหน้านี้นายกฯประกาศว่าทุกอย่างต้องเข้าสู่กระบวนการภายในวันที่ 15 พฤษภาคม แต่ทำไมอยู่ดีๆถึงออกมาขีดเส้นตายว่าทุกอย่างต้องจบภายในวันที่ 12 พฤษภาคม ตรงนี้ต้องบอกสังคมให้ได้ เพราะกลุ่มผู้ชุมนุมบางส่วนเกิดความไม่ไว้วางใจต่อรัฐบาลว่าอยากจะปรองดองจริงหรือไม่” นางนฤมล กล่าว

นางนฤมล กล่าวว่า ผู้ชุมนุมก็มีความเห็นความต้องการที่หลากหลาย รัฐบาลต้องใช้ความอดทนให้เวลากับการเจรจา ที่ประชุมวุฒิสภาส่วนใหญ่เห็นด้วยกับแนวทางเจรจาปรองดองกัน เพื่อนำความสงบสันติกลับมาให้สังคม เพราะเชื่อว่าความรุนแรงไม่สามารถลบด้วยความรุนแรงได้ แต่ยิ่งทำให้ทุกอย่างลุกลามบานปลายขยายวงออกไปมากขึ้นอย่างไม่มีจบสิ้น จึงขอให้กลับมาเจรจากันใหม่โดยด่วนที่สุด ตอนนี้เหลือเพียงประเด็นจะให้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ เข้ารับข้อกล่าวหาหรือไม่เท่านั้น แต่รู้สึกเสียใจที่นายกฯยังยืนยันให้เดินหน้าใช้มาตรการนี้ต่อไป ไม่เข้าใจว่าคนที่ได้รับการอบรมบ่มเพาะมาจากประเทศต้นแบบประชาธิปไตยที่เข้มแข็งอย่างอังกฤษ ทำไมถึงยอมรับได้กับการสูญเสียชีวิตได้มากขนาดนี้ ชีวิตคนสามารถเยียวยาคืนมาได้หรือ ส.ว.จึงรู้สึกอึดอัดกับสภาพแบบนี้

นางนฤมล กล่าวอีกว่า ขอให้ทุกฝ่ายหยุดการสร้างความสูญเสียชีวิตประชาชนได้แล้ว ต้องคำนึงถึงผลเสียมากกว่าผลได้ ที่จริงเพื่อนส.ว.หลายคนพยายามร่วมกันคิดหาทางออก อาทิ การตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อตรวจสอบและติดตามสถานการณ์ แต่ไม่แน่ใจว่าจะทันกาลหรือไม่ เพราะก่อนหน้านี้ประธานวุฒิสภามีคำสั่งให้ตั้งคณะกรรมการเพื่อดูแลสถานการณ์วิกฤติของประเทศแล้ว โดยมีตัวแทนจากทุกคณะกรรมาธิการ และองค์การภาคส่วนอื่น แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีความเคลื่อนไหวเรียกประชุมกันเลย

เมื่อถามว่า ศอฉ.ยังคงยืนยันว่ามีกลุ่มก่อการร้ายติดอาวุธปะปนในกลุ่มผู้ชุมนุม นางนฤมล กล่าวว่า น่าสงสัยว่าหากมีกลุ่มก่อการร้ายติดอาวุธอยู่ในนั้นจริง ทำไมคนบาดเจ็บล้มตายจึงมีแต่ประชาชน ไม่มีทหารบาดเจ็บล้มตายเลย สิ่งที่นายกฯดำเนินการมานี้ไม่ใช่สมาร์ทมูฟ หรือการเคลื่อนไหวที่สง่างามแล้ว

"พจมาน"หอบลูก3 คนเผ่นไปสิงคโปร์-ฝรั่งเศสแล้ว "จิ๋ว-จาตุรนต์" บินไป"คุนหมิง" ประเทศจีน

ที่มา มติชน

ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อวันที่ 16 พ.ค. ว่า ขณะนี้มีการส่งข่าวแพร่สะพัดในกลุ่มผู้ใช้เฟซบุ๊คและทวิตเตอร์ว่า พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย ,นายจาตุรนต์ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร ดามาพงศ์ อดีตภรรยา พ.ต.ท.ทักาณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และลูกๆได้บินไปต่างประเทศแล้ว

จากการตรวจสอบพบว่า คุณหญิงพจมานพร้อมด้วยนายพานทองแท้ และ น.ส.พิณทองทา ชินวัตร บุตรเดินทางออกจากประเทศไทยไปสิงคโปรืตั้งแต่เวลา 19.00 น. วันที่ 14 พฤษภาคม ด้วยสายการบินสิงคโปร์แอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ เอสคิว 981 และเวลา 21.00 น.วันเดียวกัน น.ส.แพทองธาร บุตรสาวเดินทางไปกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ด้วยสายบการบินแอร์ฟรานซ์ เที่ยวบินที่ AF169

สำหรับ พล.อ.ชวลิตนั้นเดินทางไป เมืองคุณหมิง สาธารณรัฐประชาชนจีนเมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 14 พฤษภาคมด้วยสายการบินไทย TG 612 ขณะที่ นายจาตุรนต์เดินทางด้วยสายการบินไชน่า อีสเทิร์น เที่ยวบิน MOU2026 เวลา 10.00 น. วันที่ 15 พฤษภาคม ไปที่คุนหมิงเช่นเดียวกัน

สมเด็จวัดชนะฯบิณฑบาตชีวิต

ที่มา ข่าวสด



บิณฑบาตชีวิต - สมเด็จพระมหาธีราจารย์ วัดชนะสงคราม ขอบิณฑบาตชีวิต ขอให้ทุกฝ่ายยุติการใช้ความรุนแรงประหัตประหารกัน แล้วใช้ธรรมะเข้าแก้วิกฤตปัญหาบ้านเมือง เมื่อวันที่ 15 พ.ค.

วันที่ 15 พ.ค. สมเด็จพระมหาธีราจารย์ เจ้าอาวาสวัดชนะสงคราม กล่าวถึงเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นในประเทศไทยขณะนี้ว่า ขอพูดในฐานะสงฆ์และประชาชนคนไทยคนหนึ่ง เหตุการณ์ปะทะของกลุ่มผู้ชุมนุมและทหาร จนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บเป็นจำนวนมากนั้น เกิดขึ้นเพราะสองฝ่ายมีความคิดเห็นไม่ตรงกัน ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นในกลุ่มคนหมู่มาก

แต่ขอให้เราคิดว่าผู้ชุมนุมและทหาร ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใด ทุกคนล้วนเป็นคนไทยด้วยกัน เปรียบเสมือนคนในครอบครัวเดียวกัน การใช้ชีวิตร่วมกันฉันพี่น้องอยู่อย่างใกล้ชิดกัน ย่อมมีวันที่มีการกระทบกระทั่ง มีความคิดเห็นไม่ตรงกันบ้าง ถ้าเราคิดว่าทุกคนเป็นเหมือนคนในครอบครัวเดียวกัน ก็ขอให้รู้จักอภัยกัน แล้วทุกข์ก็จะไม่เกิดขึ้น คงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ที่จะให้คนทุกคนมีความคิดเห็นตรงกันทุกครั้ง เวลาเรามีความเห็นไม่ตรงกันก็จะเกิดตำหนิติเตียน หากเป็นเช่นนี้ก็ขอให้เรารับฟังคำตำหนิติเตียน ถ้าเป็นจริง ขอให้เราแก้ไข ถ้าไม่เป็นความจริง เราก็นิ่งเฉยบริสุทธิ์ใจในการนิ่งเฉยด้วยขันติธรรม

"สุดท้ายนี้ อาตมาขอบิณฑบาตให้ทุกฝ่ายเลิกใช้ความรุนแรง อย่าคิด อย่าทำ อย่าพูดในสิ่งที่ไม่ดี ขอให้แต่ละฝ่ายมองฝ่ายตรงข้ามที่มีความคิดเห็นไม่ตรงกันเป็นพี่น้องคนไทย แม้จะมิใช่พี่น้องร่วมสายเลือด แต่ก็เป็นคนไทยด้วยกัน เป็นคนไทยใต้ร่มพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขอให้ทุกฝ่ายหยุดยุติการกระทำ เลิกการชุมนุมและการปะทะกัน ขอให้ทุกฝ่ายให้อภัยกัน สิ่งที่ผิดพลาดไปแล้วของทุกฝ่าย ก็ขอให้ยกโทษกัน และทำการแก้ไขปรับปรุง ไม่คิดเอาชนะกัน หากเราทำได้เช่นนี้ ความสันติสุขในบ้านเมืองเราก็จะบังเกิดขึ้น ขออำนวยพร"สมเด็จพระมหาธีราจารย์ กล่าว

รายชื่อคนตาย24ศพ-เจ็บ179

ที่มา ข่าวสด


เมื่อวันที่ 15 พ.ค. ศูนย์บริการการแพทย์ฉุกเฉินกรุงเทพมหานคร หรือศูนย์เอราวัณ รายงานรายชื่อผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ทหารปะทะกลุ่มผู้ชุมนุมนปช. ตั้งแต่วันที่ 14 พ.ค. ถึงเวลา 15.00 น. วันที่ 15 พ.ค. มีจำนวน 17 ราย ดังนี้ 1.นายเสน่ห์ นิลเหลือง อายุ 48 ปี พลเรือน, 2.นายอินแปลง เทศวงศ์ อายุ 32 ปี พลเรือน, 3.นายประจวบ ศิลาพันธ์ ไม่ทราบอายุ พลเรือน, 4.นายปิยะพงษ์ กิติวงศ์ อายุ 32 ปี พลเรือน, 5.นายสมศักดิ์ ศิลารักษ์ ไม่ทราบอายุ พลเรือน, 6.น.ส.สันธนา สรรพศรี อายุ 20 ปี พลเรือน, 7.ชายไทยไม่ทราบชื่อ พลเรือน

8.นายพัน คำกอง พลเรือน, 9.นายมนูญ ท่าลาด, 10.นายชัยยันต์ วรรณจักร์ ไม่ทราบอายุ พลเรือน, 11.ชายไทยไม่ทราบชื่อ พลเรือน, 12.ชายไทยไม่ทราบชื่อ พลเรือน, 13.นายกิตติพันธ์ ขันทอง อายุ 26 ปี พลเรือน, 14.นายทิพเนตร เจียมพล อายุ 32 ปี พลเรือน, 15.นายสรไกร ศรีเมืองปุน อายุ 34 ปี พลเรือน, 16.นายบุญทิ้ง ปานศิลา อายุ 25 ปี พลเรือน, และ 17.นายสุภชีพ จุลทรรศน์ อายุ 36 ปี พลเรือน

นอกจากนี้ ยังมีผู้บาดเจ็บ 154 ราย กระจายรักษาตัวในร.พ. 23 แห่ง ได้แก่ ร.พ.ตากสิน 2 ราย, ร.พ.เจริญกรุงประชารักษ์ 22 ราย, ร.พ.กล้วยน้ำไท 16 ราย, ร.พ.เทพธารินทร์ 7 ราย, ร.พ.บำรุงราษฎร์ 1 ราย, ร.พ.เลิดสิน 14 ราย, ร.พ.จุฬาลงกรณ์ 4 ราย, ร.พ.ตำรวจ 24 ราย, ร.พ.ทหารผ่านศึก 4 ราย, ร.พ.ราชวิถี 34 ราย, ร.พ.รามาธิบดี 14 ราย, ร.พ.พระมงกุฎเกล้า 4 ราย, ร.พ.พญาไท 1 จำนวน 10 ราย, ร.พ.หัวเฉียว 4 ราย, ร.พ.พญาไท 2 จำนวน 9 ราย, ร.พ.พระราม 9 จำนวน 2 ราย ในจำนวนนี้มีชาวต่างชาติบาดเจ็บ 4 ราย ได้แก่ ชาวแคนาดา ชาวพม่า ชาวโปแลนด์ และชาวไลบีเรีย

ต่อมาเวลา 19.30 น. ศูนย์เอราวัณ รายงานมีผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก 5 ศพ ได้แก่ นายมานะ แสงประเสริฐศรี อายุ 25 ปี พลเรือน, นายอำพล ชื่นสี อายุ 25 ปี พลเรือน, นายสมพันธ์ ศรีเทพ อายุ 25 ปี พลเรือน, นายอุทัย อรอินทร์ อายุ 35 ปี พลเรือน และชายไม่ทราบชื่อ รวมทั้งหมด 22 ศพ ส่วนยอดผู้บาดเจ็บเพิ่มเป็น 172 ราย กระจายรักษาอยู่ในร.พ. 25 แห่ง ในจำนวนนี้อยู่ในห้องไอซียู 12 ราย

ล่าสุดนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว.สาธารณสุข รายงานยอดผู้เสียชีวิตว่า มีจำนวน 24 ราย และบาดเจ็บ 179 ราย

ล้ม"ปรองดอง" ลุย"นองเลือด"

ที่มา ข่าวสด




หลังจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ประกาศฉีกโรดแม็ป ยกเลิกการยุบสภาเพื่อให้มีการเลือกตั้งในวันที่ 14 พฤศจิกายน ตาม แผนปรองดอง 5 ข้อ

พร้อมกับประกาศตัดน้ำตัดไฟบริเวณราชประสงค์ที่ชุมนุม ของชาวเสื้อแดง เข้าเกียร์เดิน หน้าตามแรงเชียร์ของกลุ่มการ เมืองบางกลุ่ม เข้าสู่แนวทางที่หลายฝ่ายวิตกกังวล

ขณะที่นปช.หรือแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ก็ประกาศยุติการเจรจากับรัฐบาล

เป็นอันสิ้นสุดบรรยากาศ ปรองดองในช่วงสั้นๆ ที่ทำให้เกิดความหวังว่า สองฝ่ายจะพูดกันรู้เรื่อง ใช้วิถีทางการเมืองแก้ปัญหา กลับบ้านกลับช่องไปทำมาหากิน

หลังจากนั้นก็คือความรุน แรงระดับมิคสัญญี

ไม่ว่าจะเป็นการใช้สไนเปอร์ยิงพล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือเสธ.แดง หัวหอกฝ่ายบู๊ของเสื้อแดง นอนโคม่าเป็นตายเท่ากันอยู่ที่ร.พ.วชิระ

เป็นชนวนให้ศาลาแดง สีลม อยู่ในสภาพจลาจลเกือบทั้งคืน 13 พฤษภาคมที่ผ่านมา

ก่อนที่รัฐบาลจะเดินแผน"กระชับวงล้อม" ด้วยกำลังทหาร ในวันรุ่งขึ้น 14 พฤษภา คม

ถนนกรุงเทพฯกลายเป็นสมรภูมิ เกิดการปะทะระหว่างอาวุธสงครามและอาวุธปราบจลาจลของทหาร กับอาวุธตามมีตามเกิดของเสื้อแดง

เวทีราชประสงค์ซึ่งมีทั้งผู้หญิง คนแก่ และเด็กโดนโจมตี ท่ามกลางความตื่นตระหนกของผู้ชุมนุม

พอย่ำค่ำสถานการณ์ยกระดับขึ้นไปอีก จุดตรวจของทหารที่ศาลาแดงและราชปรารภ โดนถล่มด้วยเอ็ม 79

สถานีโทรทัศน์และสื่อต่างๆ รายงานยอดผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

เป็นอีกครั้งที่สังคมสงสัยต่อการตัดสินใจของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ



ก่อนหน้านี้ หลายฝ่ายได้ออกโรงมาพยายามโน้มน้าวให้ทั้งรัฐบาลและคนเสื้อแดง หาข้อสรุปที่รับได้ด้วยกันทั้งสองฝ่าย ยุติข้อขัดแย้ง แล้วเริ่มต้นกันใหม่

สูตรที่ยอมรับกันทั่วไป คือให้มีการแก้ไขรัฐ ธรรมนูญ ยุบสภา เลือกตั้งใหม่

มีข้อเสนอให้จับมือกัน สลายสี เปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายเข้าหาเสียง และยอมรับผลเลือกตั้ง

อย่างไรก็ตาม มีกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับแนวทางนี้ และเคลื่อนไหวขัดขวาง ทั้งทางเปิดและปิด

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ไม่ค่อยฟังเสียงใคร ให้ความสำคัญกับเสียงของกลุ่มนี้เป็นพิเศษ

นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย นักการเมืองรุ่นพี่ที่ผ่านประสบการณ์การเมืองนองเลือดมาแล้ว ได้กล่าวเตือนนายอภิสิทธิ์ผ่านสื่อว่า

วันสองวันนี้ มีแนวโน้มว่าสังคมไทยอาจถลำลึกสู่วิกฤตรุนแรงยิ่งขึ้น

น่าเสียดายที่การแก้ปัญหาอย่างถูกทางด้วยการเจรจาประนีประนอมได้สะดุดหยุดลง

"สิ่งที่นายอภิสิทธิ์กำลังทำอยู่ จะเป็นความผิดพลาด อย่างร้ายแรงชนิดที่จะเสียใจตลอดไป อยากเสนอให้นายกฯ ทบทวนท่าทีล่าสุดเสียใหม่"

"ต้องแสดงความเป็นผู้ใหญ่และจริงใจ เลิกตุกติกและทำในสิ่งที่ตรงข้ามกับการปรองดอง เลิกล้มความคิดที่จะซื้อเวลาให้นานออกไปกว่าที่พูดไว้"

แม้สังกัดคนละขั้วการเมือง แต่คำเตือนของนายจาตุรนต์ ก็ตรงกับสิ่งที่สังคมอยากเห็นจากนายอภิสิทธิ์

นายจาตุรนต์ยังเตือนคนเสื้อแดงว่าข้อห่วงใยของคนเสื้อแดงคือ ต้องการหลักประกันว่านายกฯอภิสิทธิ์และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเหมือนคนเสื้อแดง

สิ่งที่ควรทำก็คือทำข้อเรียกร้องนี้เป็นข้อสรุปที่ชัดเจน

และเมื่อบรรลุข้อเรียกร้องนี้แล้วก็ควรยุติการชุมนุมโดยเร็ว ไม่ควรมีข้อเรียกร้องอื่นเพิ่มเติมที่จะทำให้การชุมนุมยืดเยื้อต่อไป

เป็นคำเตือนที่ตรงกับสิ่งที่สังคมอยากเห็นจากคนเสื้อแดงเช่นกัน



เหตุการณ์ 13-14 พฤษภาคม ถือเป็นระลอกที่สี่ของความรุนแรงระดับเสียเลือดเนื้อ ที่เกิดขึ้นระหว่างการชุมนุมของคนเสื้อแดง

ตั้งแต่ 10 เมษายน ที่ราช ดำเนิน, 22 เมษายน ที่ศาลา แดง, และ 28 เมษายน ที่ดอน เมือง

ตัวเลขผู้เสียชีวิตทะลุ 30 ศพไปแล้ว

บาดเจ็บนับพัน, ความเสียหายทางเศรษฐกิจมีตัวเลขมโห ฬารน่าตกใจ

ความยืดเยื้อของปัญหานี้ ทำให้ตัวเลขความสูญเสียยังมีโอกาสขยับเพิ่มอีก

และยังไม่มีวี่แววว่า จะมีกลไกไหนที่จะใช้หยุดยั้งความรุนแรงที่พัฒนาไปเป็นสงคราม กลางเมืองในครั้งนี้ได้

สำหรับกลุ่มเสื้อแดงเอง แม้ประกาศยอมรับแผนปรองดอง แต่กลับมีปัญหาภายใน

ท่าทีไม่ยอมผ่อนปรนของแกนนำเสื้อแดงสายตรง ทำให้แกนนำเสื้อแดงด้วยกันอย่างนายวีระ มุสิกพงศ์ นายวิสา คัญทัพ รับไม่ได้ และขอถอนตัวออกไป

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายที่เป็นตัวกำหนดในการยุติปัญหาก็คือรัฐบาล ก็ไม่จริงใจที่จะเดินแผน ปรองดอง

และไม่หนักแน่นเมื่อต้องสื่อสารกับฝ่ายที่มีความเห็นต่าง

เมื่อเจรจาไม่สำเร็จ ก็กลับไปสู่แนวทางใช้กำลังทหาร แม้มีเสียงทักท้วงว่าจะเกิดความสูญเสียที่เกินระดับที่สังคมจะรับได้ก็ตาม

จนเกิดปัญหากับฝ่ายปฏิบัติการ ถึงขั้นที่ตำรวจไม่เอาด้วย ส่วนกองทัพเกิดความแตกแยกอย่างหนัก มีทหารบางส่วนที่ยอมปฏิบัติตามแนวทางของรัฐบาล

จนเกิดสภาพอย่างที่เห็นเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

อนาคตของวิกฤตการเมือง ยังไม่มีคำตอบที่แน่นอน แต่ที่แน่นอนก็คือ เมื่อนายอภิสิทธิ์และรัฐบาลได้เลือกแนวทางนี้

ก็จะต้องรับผิดชอบผลที่จะตามมาในภายหลังอย่างเต็มที่

คำว่า"คาดไม่ถึง"หรือ"คิดไม่ถึง"จะไม่มีน้ำหนักอีกต่อไป

หน้าประวัติศาสตร์การเมืองที่บันทึกด้วยเลือดของคนไทยในครั้งนี้ จะเป็นฝันร้ายที่ลืมไม่ลงของนักการเมืองหลายคน

ที่มา ไทยรัฐ


เสื้อแดงถูกซุ่มยิงเจาะกะโหลก ดับ 1 ปากซอยงามดูพลี ขณะยังมีการเผายางรถยนต์ และยิงหนังสติ๊กใส่ทหาร ส่วนบรรยากาศร้านค้าบริเวณถนนพระราม 4 ปิดเงียบ...

บรรยากาศที่สี่แยกสาทร ตัดคอนแวนต์ ตรงข้ามโรงแรมเอฟเวอร์กรีน ใกล้กับปากซอยสวนพลู หลังจากที่กลุ่มคนเสื้อแดงนำยางรถยนต์มาเผาแล้วเกิดเหตุปะทะกันกับทหารนั้น ปรากฏว่าในช่วงเช้าวันที่ 16 พ.ค. 2553 ถนนเส้นดังกล่าวมีแต่เศษกระจก ก้อนหิน แตกกระจายเกลื่อนถนน โดยมีผู้ชุมนุมได้เผายางรถยนต์ ทำลายตู้โทรศัพท์ 2 ตู้ และพังป้อมตำรวจจราจร 1 ป้อม โดยตลอดทั้งถนนเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารได้ตั้งแนวป้องกันกลุ่มคนเสื้อแดงจะบุกเข้ามาเป็นช่วง ๆ ตลอดทั้งเส้นส่วนที่บริเวณปากซอยสุวรรณสวัสดิ์ ถนนพระราม 4 ใกล้กับย่านบ่อนไก่ กลุ่มผู้ชุมนุมยังคงนำยางรถยนต์มาปิดกั้นถนนบริเวณปากซอยงามดูพลี โดยมีกลุ่มคนเสื้อแดงเป็นชายมีอาการเมา นุ่งกางเกงในตัวเดียวขว้างปาขวดบรรจุน้ำมันเชื้อเพลิง รวมทั้งยิงหนังสติ๊กใส่ทหารที่ตั้งแนวอยู่บริเวณแยกวิทยุ ส่วนบริเวณปากซอยสุวรรณสวัสดิ์ ห่างจากซอยงามดูพลี ประมาณ 200 เมตร กลุ่มคนเสื้อแดงนำยางรถยนต์มาเผา และจับกลุ่มอยู่จำนวนหนึ่ง โดยนำขวดเครื่องดื่มชูกำลังใส่น้ำมันจุดไฟขว้างปาใส่ทหารเป็นระยะๆ

ขณะที่ ร้านค้าต่างๆ บริเวณถนนพระราม 4 ใกล้จุดที่ชุมนุมต่างปิดร้านเงียบ โดยเฉพาะร้านเซเว่นฯ บ่อนไก่ ถูกกลุ่มผู้ชุมนุมงัดขโมยของออกไปจำนวนมาก รวมทั้งธนาคารกรุงเทพ สาขาลุมพินี ถูกผู้ชุมนุมพังประตูกระจกบุกเข้าไปภายในเช่นกัน

ต่อมาเวลา 10.20 น. ขณะที่กลุ่มคนเสื้อแดงยืนซุ่มอยู่ บริเวณฝั่งตรงข้ามปากซอยงามดูพลี ได้เกิดเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด ปรากฏว่า ชายคนดังกล่าวถูกยิงด้วยอาวุธปืนไม่ทราบขนาดเข้าที่ศีรษะ จากนั้นได้เกิดเหตุชุลมุนขึ้น กลุ่มคนเสื้อแดงต่างร้องตระโกนว่า พวกเราถูกยิงร่วงแล้ว และได้ใช้หนังสติ๊กยิงตอบโต้ทหาร เวลาไม่นานรถพยาบาลเข้ามารับตัวส่งโรงพยาบาล สร้างความโกรธแค้นกับกลุ่มคนเสื้อแดงที่อยู่บริเวณดังกล่าว ต่างร้องตะโกนด่าทอทหาร พร้อมกับนำระเบิดเพลิงจุดปาใส่ทหารเป็นจำนวนมาก

ท้ารัฐยิงแกนนำ ม็อบเมิน เคอร์ฟิวส์กทม.

ที่มา ไทยรัฐ


Pic_83289

แกนนำนปช. แถลงขอให้รัฐบาล หยุดปฎิบัติการยิงประชาชนและรีบสั่งถอนทหารออกจากพื้นที่การชุมนุมโดยเร็ว และไม่กลัวหากรัฐจะประกาศเคอร์ฟิวส์ พร้อมขอพึ่งพระบารมีช่วยยุติปัญหา...

เมื่อวันที่ 16 พ.ค.นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือกลุ่มคนเสื้อแดง กล่าวแถลงข่าวประจำวันกับสื่อมวลชนที่เวทีใหญ่แยกราชประสงค์ โดยนำมารดาของทีมกู้ภัยมาร่วมแถลงข่าว หลังวานนี้(15 พ.ค.)มีเจ้าหน้าที่ต้องเสียชีวิต โดยขอแสดงความเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมระบุว่าเจ้าหน้าที่เข้ามาเพื่อปฎิบัติหน้าที่ ไม่ได้เข้ามาเป็นผู้ก่อการร้ายแต่อย่างใด ทั้งนี้ขอให้รัฐบาล ซึ่งนำโดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี หยุดปฎิบัติการยิงประชาชนและรีบสั่งถอนทหารออกจากพื้นที่การชุมนุมโดยเร็ว ก่อนที่ประเทศไทยจะเข้าสู่โศกนาฎกรรมครั้งใหญ่ เนื่องจากจะส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมากขึ้น

นายจตุพร กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม นปช.เตรียมที่จะขอพึ่งพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯเพื่อยุติความขัดแย้งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในเวลานี้เหมือนที่เคยได้รับพระราชทานมาแล้วในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 และเชื่อว่าประชาชนคนไทยทุกคนจะมีความรู้สึกเช่นเดียวกัน และยืนยันว่าแกนนำทุกคนพร้อมที่จะร่วมต่อสู้ต่อไปกับผู้ชุมนุมแม้ว่าความตาย สำหรับแกนนำอาจเกิดขึ้นได้อย่างตลอดเวลาและพร้อมที่ตายอยู่ที่ราชประสงค์ ทั้งนี้ขอบคุณและดีใจที่ได้ร่วมรบกับประชาชนเพื่อประชาธิปไตยพร้อมทำหน้าที่ให้ดีที่สุดจนวาระสุดท้ายของชีวิต

นายจตุพร กล่าวอีกว่า ขอให้นายกรัฐมนตรียุติปฎิบัติการใดๆ โดยเฉพาะการยิงอาวุธเข้าใส่เด็ก สตรี และคนชรา หากจะยิงก็ขอให้พุ่งเป้ามาที่แกนนำได้เลย อย่างไรก็ตามขอภาวนาให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในประเทศไทยช่วยคุ้มครองและปกป้องเพื่อให้ประเทศเกิดความสงบ ส่วนหากรัฐบาลจะประกาศเคอร์ฟิวส์หรือไม่นั้น ก็ไม่สามารถหยุดยั้งผู้ชุมนุมได้ เพราะถ้ายิ่งมีประชาชนเสียชีวิตมากเท่าใดก็จะมีประชาชนออกมาเรียกร้องประชาธิปไตยมากขึ้นเท่านั้น และขณะนี้หลายประเทศในอาเซียนกำลังเข้ามาช่วยหาทางยุติปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศไทย

ด้าน นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. กล่าวว่า ขณะนี้มีกระบวนการหลังพบว่า มีกลุ่มวัยรุ่นลักลอบเข้ามาในพื้นที่ชุมนุมโดยใช้สีสเปรย์สีขาวพ่นไปตามถนนและกำแพงต่าง โดยพบว่า เป็นข้อความที่ไม่บังควร และตนไม่อาจจะพูดได้ จึงขอยืนยันว่า ไม่เกี่ยวข้องกับคนเสื้อแดงไม่ใช่การกระทำแม้แต่จะคิดก็ไม่เคย ทั้งนี้ได้ถ่ายภาพไว้เป็นหลักฐานแล้วผ่านโทรศัพท์มือถือ และขณะนี้ได้ส่งตัวแทนและการ์ด นปช.ไปเร่งลบข้อความดังกล่าว ถ้าพบตัวผู้กระทำให้จับไว้ และนำมาที่เวทีทันที พร้อมเตรียมแจ้งความกับตำรวจ นปช.ไม่มีใครมีความคิดเช่นนั้น และคิดว่า การต่อสู้ครั้งนี้ไปเกี่ยวเนื่องกับสถาบันเบื้องสูง.

จุฬาราชมนตรี

ที่มา ไทยรัฐ


การสรรหาจุฬาราชมนตรีคนใหม่แทน คุณสวาสดิ์ สุมาลยศักดิ์ ที่ถึงแก่อนิจกรรมไปแล้วจะมีขึ้นในวันที่ 16 พฤษภาคมนี้ ซึ่งถือเป็นจุฬาราชมนตรีคนที่ 18 ทางกระทรวงมหาดไทยจะเป็นผู้จัดการการสรรหาเป็นครั้งแรกตามกฎกระทรวงมหาดไทย พ.ศ. 2542 พ.ร.บ.การบริหารองค์กรอิสลาม 2540

ขั้นตอนการสรรหาจากที่ประชุมกรรมการจะต้องมีองค์ ประชุม 2 ใน 3 หรือจำนวน 486 คน จาก 728 คน โดยการเสนอชื่อบุคคลเข้ารับการสรรหาจะต้องมีผู้รับรองไม่น้อยกว่า 20 คน

หากในที่ประชุม มีการเสนอชื่อเพียง 1 คน ก็ถือว่าได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมให้เป็นจุฬาราชมนตรีโดยไม่ต้องลงคะแนน

หากเสนอมากกว่า 1 ชื่อแต่ไม่เกิน 3 ชื่อให้ประธานอำนวยการสรรหาคือ รมว.มหาดไทย มอบหมายให้ ปลัดมหาดไทย ปฏิบัติหน้าที่แทนจับสลากหมายเลขประจำตัวและให้คณะกรรมการอิสลามจังหวัดลงคะแนนในทางลับ ผู้ได้รับคะแนนสูงสุดจะได้เป็นจุฬาราชมนตรี

หากเสนอมากกว่า 3 ชื่อให้ ประธาน จับสลากรายชื่อคณะกรรมการอิสลามจังหวัด 38 จังหวัดเป็นกรรมการสรรหาเพื่อสรรหาผู้ถูกเสนอชื่อให้เหลือ 3 คนโดยใช้วิธีลงคะแนนลับ

ที่น่าจับตาก็คือการเลือกจุฬาราชมนตรีในครั้งนี้ มีปัจจัยอื่นๆเข้ามาแทรกแซง มีการฟ้องร้องถอดถอนและเชื่อได้ว่ามีพรรคการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง

ในขณะที่มีความพยายามที่จะเสนอชื่อตัวบุคคลในแคนดิเดตจุฬาราชมนตรีขึ้นมาหลายคน อาทิ ในภาคใต้มีชื่อของคุณอาศีส พิทักษ์คุมพล ประธานคณะกรรมการกลางอิสลาม จ.สงขลา ภาคกลางมีการเสนอชื่อบุคคลมาหลายชื่อ คุณอรุณ บุญชม คุณอรุณ หมันเอเล๊าะ คุณสมาน มาลิพันธ์ คุณซาฟีอี นภากร คุณทองคำ มาหะหมัด และคุณวินัย สมาอูน

ดูจากรายชื่อแล้วก็คงพอจะเดาทางออก

ที่ถูกพาดพิงไปด้วยคุณพิเชษฐ สถิรชวาล เลขาธิการคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย โดยเฉพาะการให้การสนับสนุนพี่ภรรยา กรณีนี้คุณพิเชษฐได้แสดงความบริสุทธิ์ใจว่าในทางส่วนตัวก็เป็นอีกเรื่องแต่เรื่องนี้ต้องมองที่คุณสมบัติเป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งคุณทวี หรือคุณซาฟีอี นภากร ก็มีคุณสมบัติที่เหมาะสมแต่ที่เป็นห่วงมีความพยายามจากฝ่ายการเมืองเข้ามาแทรกแซงศาสนา ซึ่งเชื่อว่าไม่มีใครที่จะบังคับให้เสนอชื่อใครได้เพราะจุฬาราชมนตรีไม่ใช่ผู้นำศาสนาอิสลามเพียงอย่างเดียวแต่เป็นตัวแทนมุสลิมทั้งประเทศ

เป็นเหมือนทูตสันถวไมตรี

ก็ได้แต่หวังว่าการสรรหาจุฬาราชมนตรีประมุขของศาสนาอิสลามเป็นไปด้วยความโปร่งใสจริงๆและต้องเตือนไปยังพรรค การเมืองใหญ่อย่าไปก้าวก่ายเด็ดขาดไม่เช่นนั้นจะทำให้ศาสนาวุ่นวายไปด้วย คิดอะไรทำอะไรอยู่ ไม่มีความลับ ปล่อยให้ศาสนาดำเนินไปด้วยความศรัทธาและบริสุทธิ์จะดีกว่า

เพื่อสันติสุข.

หมัดเหล็ก