ที่มา Thai E-News

อำมาตย์ทมิฬ -กองกำลังทหารกระชากจีวรออกพระภิกษุรูปหนึ่ง( AP )ทิ้งกองไว้บนพื้น แล้วใช้เชือกมัดมือไพล่หลัง โดยเข้าจับกุมพระที่เข้าสนับสนุนการชุมนุมคนเสื้อแดง(ภาพ: AP )
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
19 พฤษภาคม 2553เพลิงแค้น -หลังแกนนำนปช.แดงทั้งแผ่นดินประกาศยุติการชุมนุมและเข้ามอบตัว การก่อการจลาจลลุกลามไปทั่วกรุงเทพฯ มีการจุดไฟเผาหลายจุดจนท้องฟ้าเหนือกรุงเทพฯมืดครึ้มด้วยควันเพลิง ทำให้รัฐบาลอภิสิทธิ์ต้องประกาศเคอร์ฟิว ขณะที่การจลาจลทำลายสถานที่สัญลักษณ์อำนาจรัฐและสื่อลุกลามไปหลายจังหวัด
หมายเหตุไทยอีนิวส์ :แดงสยาม ซึ่งเป็นองค์กรที่เคลื่อนไหวประชาธิปไตยกลุ่มหนึ่ง มีแกนนำสำคัญเช่น นายจักรภพ เพ็ญแข และนายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ ได้ออกแถลงการณ์ฉบับหนึ่ง ภายหลังนปช.แดงทั้งแผ่นดินประกาศยุติการชุมนุมเข้ามอบตัว โดยระบุในตอนหนึ่งของแถลงการณ์ว่า"ขอประกาศการสิ้นสุดลงของแนวทางปฏิรูปเพื่อประชาธิปไตย และเริ่มการปฏิวัติเพื่อสถาปนาระบอบประชาธิปไตยอันแท้จริงขึ้นในประเทศไทย ณ บัดนี้"
แถลงการณ์แดงสยาม ฉบับที่ ๔ :เรื่อง ย่างก้าวของขบวนประชาธิปไตย
แดงสยามได้ติดตามสถานการณ์การเมืองในช่วงเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๓ ซึ่งลงท้ายด้วยการปราบปรามผู้เรียกร้องประชาธิปไตยด้วยกำลังทหารและกระบวนการทางกฎหมาย ได้ติดตามการประกาศยุติการชุมนุมเพื่อสงวนชีวิตมวลชน เมื่อวันพุธที่ ๑๙ พฤษภาคม และได้รับรู้ถึงความคับแค้นใจของมวลชนต่อการกระทำของระบอบอำมาตยาธิปไตยและเผด็จการโบราณที่ติดตามมาหลังจากนั้น เราจึงขอแสดงจุดยืนดังนี้
๑. แดงสยามของคารวะต่อจิตใจต่อสู้ของมวลชนทั่วประเทศและในต่างประเทศ ที่ได้แสดงออกโดยตลอดมา อย่างผู้มีจิตใจสูงและมีทัศนะการเมืองที่ก้าวหน้า พร้อมที่จะก้าวข้ามอุปสรรคเฉพาะหน้าไปสู่เป้าหมายหลัก คือประชาธิปไตยที่แท้จริงในอนาคต เราขอยืนยันว่า การเสียสละของมวลชนทุกผู้ทุกนามในครั้งนี้ ไม่สูญเปล่า แต่กลับต่อยอดการจัดตั้งประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจนพ้นระดับปฏิรูป
๒. แดงสยามขอแสดงความชื่นชมต่อแกนนำผู้ที่ได้ตัดสินใจสงวนชีวิตมวลชนไว้อย่างเต็มความสามารถ เพื่อการต่อสู้ในอนาคต และขอประกาศว่าแกนนำทุกท่านมีส่วนร่วมในการเตรียมมวลชนครั้งสำคัญในครั้งนี้ ไม่ว่าเราจะเห็นสอดคล้องหรือแตกต่างอย่างไรในวิธีการ
๓. แดงสยามขอประกาศการสิ้นสุดลงของแนวทางปฏิรูปเพื่อประชาธิปไตย และเริ่มการปฏิวัติเพื่อสถาปนาระบอบประชาธิปไตยอันแท้จริงขึ้นในประเทศไทย ณ บัดนี้
แถลงไว้ ณ วันพุธที่ ๑๙ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๓
-------------------------------------------------------------------------
The Announcement of Dang Sayam (Red Siam) No. 4
“Our Path Towards True Democracy”
Dang Sayam has been following the situation during the months of April and May of 2010, which ended in a brutal government suppression on all democracy advocates with the military forces and “the legal system”. We have followed the announcement to end a rally for democracy at Rajprasong on May 19 to save lives.And we have been witnessing the people' discontent over Thailand's aristocracy and its ancient regime.
Here are our stance:
1. We commend all individuals who gathered together for democracy, both in Thailand and overseas, in expressing the true courage and progressive political thoughts all along these years of uprising. They are clearly ready to overcome any immediate obstacles in order to achieve true democracy in the near future. We wish to insist that their devotion does not end in vain, but become a major continuation of the next stages.
2. We admire all UDD leaders in doing their very best to save precious lives of the people.Their contribution to our course is duly noted, despite a few differences in ways and means at times.
3. We declare that any attempt of “democratic reform” has now ended. From today, we begin the journey of democratic revolution of Thailand until we achieve one.
This is announced on Wednesday, May 19 of 2010.
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Wednesday, May 19, 2010
แดงสยาม:สิ้นสุดแนวทางปฏิรูป เริ่มต้นปฏิวัติ
ในคืนวันอันมืดมิด
ที่มา Thai E-Newsหากรัฐต่อสู้ปราบปรามการก่อการร้าย ด้วยการที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของรัฐ ใช้ความรุนแรงหรือข่มขู่ว่าจะใช้ความรุนแรงต่อพลเรือนอันก่อให้เกิดความหวาดกลัวทั่วไปในหมู่มวลชน เพื่อบรรลุเป้าหมายการเมืองไม่ว่าจะเป็นการสลายการชุมนุมหรือ “ขอพื้นที่คืน” หรือ “กระชับพื้นที่” มันจะมิกลายเป็นการก่อการร้ายโดยรัฐ (state terrorism) ไปหรือ?
โดย เกษียร เตชะพีระแถวรถเกราะขับเคลื่อนเกลื่อนถนน
แถวทหารชุมพลเดินดาหน้า
กระบอกปืนยื่นยาวจ่อเข้ามา
เสียงปืนแตกน้ำตาและความตาย
ตาคู่นี้ไหวหวั่นสั่นสะท้าน
ตาคู่นั้นแดงฉานโฉดกระหาย
ตาคู่นี้ปวดร้าวและเสียดาย
ตาคู่นั้นโหดร้ายและเลือดเย็น
ปากถูกปิดเอ่ยอ้อนเสียงวอนขอ
ปากที่สั่งเมินต่อความทุกข์เข็ญ
ปากถูกปิดทวงถามตามประเด็น
ปากที่สั่งกลับเห็นเป็นวุ่นวาย
มือหยาบกร้านอานทุกข์จึงลุกสู้
มือกุมปืนยื่นขู่ข้อกฎหมาย
มือหยาบกร้านแค้นข้นจนลืมตาย
มือกุมปืนส่องส่ายจะเหนี่ยวไก.....
ไม่ว่าจะเรียกว่า “กบฏ”, “สงครามประชาชน” หรือ “การลุกขึ้นสู้” ความเป็นจริงพื้นฐานของสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นก็คือ พวกเขายอมตาย แต่ไม่ยอมให้คุณปกครอง
ในภาวะเช่นนี้ คุณมีทางเลือกไม่มาก หากไม่ฆ่าพวกเขาให้ตายราบคาบไปก็ต้องปรับการปกครองให้รองรับความเรียกร้องต้องการของพวกเขาบ้างตามแต่จะเจรจาต่อรองกันได้
รุ่นพี่ผู้ผ่านเหตุการณ์ทำนองนี้มาหลายครั้งเคยบอกว่าการเมืองไทยกล่าวให้ถึงที่สุดแล้วก็เป็นเรื่องแค่นี้คือมีคนหมดความกลัว ลุกขึ้นและบอกว่ากูไม่ยอมให้มึงข่มเหงรังแกอีกต่อไป เอาไงก็เอากันหากผู้ที่ลุกขึ้นมีจำนวนมากพอและเข้มแข็งพอจนงัดกันไม่ลงแล้ว ผู้มีอำนาจก็ค่อย ๆ เรียนรู้ที่จะปรับตัว
%%%%%%%%%%%%%%%%อดีตการฆ่าฟันที่ผ่านพ้น
บรรจบผลเป็นการฆ่าฟันใหม่
แผ่นดินเคยฝังกลบศพปู่ใคร
ลูกหลานยังคลั่งไคล้ใคร่ฆ่ากัน
คนเคยเชือดเลือดเขียนประวัติศาสตร์
พลิกหน้าใหม่ยังวาดด้วยเลือดนั่น
บทเรียนที่ใครใครรู้ไม่ทัน
ก็คือชีวิตนั้นราคาแพง
จากต่อสู้สันติอหิงสา
เมื่อแรงมาก็แรงไปไล่ยุทธแย่ง
จากเลือกตั้งยุบสภามาเปลี่ยนแปลง
กลายเป็นความรุนแรงจลาจล
เลือดเข้าตาเร้ารุมจนคลุ้มคลั่ง
สิ้นสติยับยั้งยึดเหตุผล
ผู้ปกครองท่องคำขวัญนำชน
เกียรติแห่งการฆ่าคนก้องกำจาย.....
มีการเคลื่อนไหวก่อการร้ายต่อรัฐบาลอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ก่อนเริ่มการชุมนุมของ นปช.รอบล่าสุดกรณีระเบิดป่วนเมืองและการยิงเอ็ม ๗๙ นับร้อยครั้งนับแต่เดือนกุมภาพันธ์ศกนี้เป็นต้นมา จนมีผู้บาดเจ็บล้มตายทรัพย์สินเสียหายมากมายทำให้มิอาจเข้าใจเป็นอื่นไปได้ โดยเฉพาะเมื่อการก่อการร้ายดังกล่าวเกิดขึ้นควบขนานไปกับการชุมนุมของ นปช. ก็ยิ่งทำให้แยกแยะกลุ่มก่อการร้ายออกจากการชุมนุมทางการเมืองโดยสงบยากขึ้น
การก่อการร้าย (Terrorism) หมายถึง[การใช้หรือข่มขู่ที่จะใช้ความรุนแรง (violence or threats of violence) + ต่อเป้าหมายพลเรือน (civilian targets)+ ซึ่งก่อให้เกิดความหวาดกลัวสยองขวัญในหมู่สาธารณชนทั่วไป (fear)+ เพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเมือง (political ends)]
อาจสรุปย่อเพื่อความเข้าใจว่า [T = V+C+F+P]
การก่อการร้ายย่อมบ่อนทำลายหลักนิติธรรม (the rule of law) โดยตรง ไม่มีระบอบเสรีประชาธิปไตยใดดำเนินงานการเมืองภายใต้เงาคุกคามของการก่อการร้ายได้ นอกจากนี้มันยังก่อปัญหามากว่าเพื่อต่อสู้เอาชนะการก่อการร้าย รัฐจะสามารถผูกมัดจำกัดตัวเองอยู่ภายในกรอบของกฎหมายได้หรือไม่?
แน่นอนว่าในทางปฏิบัติ มันเป็นเรื่องยากและมักก่อให้เกิดปฏิกิริยาจากฝ่ายรัฐผู้รับผิดชอบด้านความมั่นคงในทำนอง “บ้ามาก็บ้าไป” อย่างเช่นการอุ้มหาย, ทรมานและยิงทิ้งผู้ต้องสงสัยก่อการร้ายจังหวัดชายแดนภาคใต้ในสมัยรัฐบาลทักษิณ หรือการที่รัฐบาลบุชผู้ลูกเปิดไฟเขียวให้ซีไอเอและกองทัพอเมริกันใช้วิธีลักพาตัว, ทรมานและลอบสังหารผู้ต้องสงสัยก่อการร้ายในประเทศต่าง ๆ เป็นต้น
ทว่าในทางกลับกัน หากรัฐปกป้องหลักนิติธรรมจากการก่อการร้ายด้วยวิธีการที่ละเมิดกฎหมายเสียเองเช่นนี้ มันจะมิเป็นการบ่อนทำลายหลักนิติธรรมอันเป็นเป้าประสงค์แต่แรกของตนเองลงไปล่ะหรือ?
รัฐจะปกป้องหลักนิติธรรมด้วยการบ่อนทำลายหลักนิติธรรมได้อย่างไร?
หากรัฐต่อสู้ปราบปรามการก่อการร้ายโดยกลุ่ม (group terrorism) ด้วยการที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของรัฐ [ใช้ความรุนแรงหรือข่มขู่ว่าจะใช้ความรุนแรง (violence or threats of violence) ต่อพลเรือน (civilian targets)อันก่อให้เกิดความหวาดกลัวทั่วไปในหมู่มวลชน (fear) เพื่อบรรลุเป้าหมายการเมืองไม่ว่าจะเป็นการสลายการชุมนุมหรือ “ขอพื้นที่คืน” หรือ “กระชับพื้นที่” (political ends)]
ซึ่งก็คือ [V+C+F+P]แล้ว
มันจะมิกลายเป็นการก่อการร้ายโดยรัฐ (state terrorism) ไปหรือ?
และถ้ากระนั้น รัฐต่างอะไรในทางศีลธรรมจากกลุ่มก่อการร้ายเถื่อนเหล่านั้นเล่า?
การลอบสังหารเสธ.แดงและการที่ผู้บาดเจ็บล้มตายแทบทั้งหมดในปฏิบัติการกระชับพื้นที่ชุมนุมราชประสงค์ของ ศอฉ. หลายวันที่ผ่านมาล้วนเป็นพลเรือน ทำให้จำเป็นต้องตั้งคำถามเหล่านี้
อย่าลืมว่าข้อสรุปของการต่อสู้กับการก่อการร้ายในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยเองในอดีตก็คือไม่สามารถเอาชนะการก่อการร้ายโดยมาตรการความมั่นคงอย่างเดียวได้ หากต้องใช้มาตรการทางการเมืองเป็นหลักและประกอบด้วยมาตรการความมั่นคงเป็นรอง โดยขจัดเงื่อนไขทางทางการเมืองของการก่อการร้ายให้หมดสิ้นไป จนมวลชนที่เป็นฐานรองรับสนับสนุนการก่อการร้ายไม่เห็นประโยชน์หรือความจำเป็นของการก่อการร้ายอีก แล้วหันมาเดินหนทางต่อสู้ทางการเมืองแบบสันติวิธีแทน จากนี้จึงจะสามารถแยกปลา (กลุ่มก่อการร้าย) ออกจากน้ำ (มวลชน) และจัดการกับปลา (ยุติกลุ่มก่อการร้าย) ได้
ผมเห็นว่าปฏิบัติการกระชับพื้นที่/ขอพื้นที่คืนที่ราชประสงค์นับแต่ ๑๓ พ.ค. ศกนี้เป็นต้นมาส่งผลตรงกันข้ามกับข้างต้น การส่งทหารติดอาวุธสงครามเบาประจำกายและรถเกราะไปตั้งด่านประจัญหน้ากับผู้ชุมนุมเรือนร้อยเรือนพันที่ส่วนใหญ่อย่างมากก็มีแค่ก้อนหิน หนังสติ๊ก น็อตเหล็ก ลูกแก้ว ไม้ ยางรถยนต์ ระเบิดเพลิง บั้งไฟ ประทัดยักษ์ รถมอเตอร์ไซค์ รถแท็กซี่นั้น
ยิ่งแปลกแยกผู้ชุมนุมจากฝ่ายเจ้าหน้าที่และรัฐบาลมากขึ้น
ยิ่งเพิ่มความเกลียดกลัวหวาดระแวงไม่ไว้ใจกันระหว่างสองฝ่ายมากขึ้น
และในทางกลับกันก็ยิ่งผลักพวกเขาไปแสวงหาความคุ้มกันใต้ร่มกำลังไฟของปืนและระเบิดเอ็ม ๗๙ ในมือกลุ่มก่อการร้ายมากขึ้น
ยิ่งทำให้ผู้ชุมนุมหันไปพึ่งพายกย่องกลุ่มก่อการร้ายเป็นอัศวินฮีโร่ผู้ปกป้องคุ้มครองพวกเขาจากเจ้าหน้าที่รัฐผู้ดูจะมุ่งร้ายหมายเอาชีวิตเขาเหนียวแน่นขึ้นอีก
นี่หรือที่รัฐบาลและศอฉ.ต้องการ?
%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%กัมปนาทเสียงปืนจึงครื้นครั่น
คละคลุ้งควันฝุ่นตลบและศพหาม
ธารเลือดเฉกเชื้อไฟโชนไหม้ลาม
เปลวสงครามแรงลุกทุกแผ่นดิน
คนที่ขูดขูดไปใจครึกครื้น
คนที่แค้นจับปืนจำโหดหิน
คนต่อคนเข่นฆ่าเป็นอาจินต์
ความเป็นคนค่อยสิ้นจากหัวใจ
หยาดน้ำตา
ทุกหยดถ้วนประมวลมาคงบ่าไหล
บนแผ่นดินดาลเดือดด้วยเลือดไฟ
ย่อมใจใครใจใครไม่คงทน
เกลียดมึงเกลียดมันเกลียดกันเกลื่อน
กระหายเลือดเชือดเฉือนกันปี้ป่น
กลัวศัตรูกลัวตายและกลัวตน
สัตว์หรือคนคนหรือสัตว์อัศจรรย์…..
แล้วใครที่สวดอ้อนวอนพระเจ้า
ถึงญาติมิตรของเขาด้วยเสียขวัญ
ใครท้องกิ่วหิวอดหดหู่ครัน
ใครนอนกลัวตัวสั่นสุดข่มตา
ใครเฝ้าครุ่นคำนึงถึงลูกผัว
ใครร้องไห้เมื่อเสียหัวทหารกล้า
ประชาชนประชาชนธรรมดา
ผู้ไหล่บ่าแบกหาบบาปสงคราม.....
ในหลายปีที่ผ่านมา คนไทยฆ่ากันมากมายเกินไปแล้ว
หยุดฆ่าเถอะครับ ก่อนจะไม่มีประเทศไทยเหลือให้ลูกหลานเราได้อยู่กันต่อไป
ยอมจำนนแต่ไม่ยอมแพ้...
ที่มา Thai E-News
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
19 พฤษภาคม 2553
วิกฤตการณ์การเมืองทวีความตึงเครียดมาสู่จุดสูงสุดในวันนี้ เมื่อรัฐบาลปฏิเสธแผนการเจรจาปรองดองที่วุฒิสภาเป็นตัวกลาง และสั่งกองกำลังทหารเข้าสลายการชุมนุมที่เวทีราชประสงค์ ทำให้เกิดเหตุบาดเจ็บล้มตายขึ้นอีกในวันนี้ โดยมีรายงานผู้เสียชีวิตเบื้องต้นวันนี้ 17 ราย ในจำนวนนี้เป็นผู้สื่อข่าวต่างประเทศ 3 ราย
ในเวลา13.20 นายจตุพร พรมหมพันธ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และแกนนำขึ้นปราศรัยบนเวทีว่าจะเข้ามอบตัวที่สตช.เพื่อรักษาชีวิตผู้ชุมนุมไม่ให้สูญเสียไปมากกว่านี้"ไม่ใช่การยอมจำนน การต่อสู้ยังไม่สิ้นสุด แต่เพื่อรักษาชีวิตพี่น้อง ผมต้องขออภัยพี่น้อง ผมรู้ว่าพี่น้องเราพร้อมพลีชีพ แต่แกนนำขอหยุดความตายให้พี่น้อง"
ขณะที่ผู้ชุมนุมโห่ร้องว่าพวกเขายอมพลีชีพ จำนวนมากที่ไม่เห็นด้วย ร้องไห้ และตะโกนขอให้สู้ต่อจนตัวตาย ซึ่งนายณัฐวุฒิได้กล่าวว่าเป็นความขมขื่นที่ต้องรอขอให้ยุติการชุมนุม และรักษาชีวิตไว้ต่อสู้กันใหม่ขอให้พี่น้องเดินทางกลับบ้าน ส่วนแกนนำจะเข้ามอบตัว
"นี่ไม่ใช่การสิ้นสุดการต่อสู้ หัวใจการต่อสู้ไม่เคยหมดไปจากหัวใจของพวกเรา ผมรู้ว่า พี่น้องต้องรู้ว่าพวกเราทนเห็นภาพนี้ไม่ได้ จึงต้องขออภัย รู้ว่าเราเดือดยากมาหลายเดือน แต่อยากบอกว่า มาหยุดความตายเพราะฝ่ายชุมนุมเป็นฝ่ายตาย ผมไม่อยากให้เจอสภาพนี้ เพียงแต่เขามีเป้าหมายกับพวกผม อยากให้ทุกคนสบายใจ เราไม่เปลี่ยนความคิด"
หลังนายณัฐวุฒิปราศรัยจบ มีเสียงปืนดังขึ้นหลายนัดต่อเนื่องในที่ชุมนุมโดยไม่รู้เป็นการยิงจากฝ่ายใด
การต่อต้านได้ขยายวงกว้างออกไปนอกจากที่กรุงเทพฯ มีการเข้ายึดศาลากลางจังหวัดไว้หลายแห่ง และยื่นข้อเรียกร้องให้หยุดเข่นฆ่าประชาชนที่ราชประสงค์และในกรุงเทพฯ ไม่เช่นนั้นอาจเผาทำลายสัญลักษณ์ของรัฐบาล โดยมีรายงานเบื้องต้นว่าได้มีการเผาศาลากลางจังหวัดขอนแก่นและศาลากลางจังหวัดอุดรธานี
จัดชุมนุมสันติภาพที่สำนักงานUNราชดำเนิน
เมื่อเวลา12.30น.วันนี้ เครือข่ายสมานฉันท์เพื่อสันติภาพ อันประกอบด้วยนักสิทธิมนุษยชน ตัวแทนศาสนิกชน 3 ศาสนา และประชาชน ได้นัดชุมนุมสันติภาพขึ้นที่หน้าสำนักงาน อาคารสหประชาชาติถนนราชดำเนินนอก เพื่อเรียกร้องความสมานฉันท์ และสันติภาพสำหรับประเทศไทย และได้ออกจดหมายเปิดผนึกฉบับหนึ่ง มีรายละเอียดดังนี้
เรื่อง ขอให้หยุดการดำเนินการสลายการชุมนุมโดยทันที และเดินหน้าสู่การเจรจาเพื่อสันติภาพ
กราบเรียน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
ตามที่รัฐบาลได้ประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2553 ถึงปัจจุบัน เป็นระยะเวลา 42 วันแล้ว ประชาชนทั่วโลกประจักษ์แล้วว่าความรุนแรงที่เกิดจากการใช้กำลังเพื่อยุติการชุมนุม ได้สร้างความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงแก่ประเทศชาติและประชาชน มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 1,169 ราย และเสียชีวิต 66 ราย โดยเฉพาะการใช้มาตรการทางทหาร “กระชับพื้นที่” ในช่วงวันที่ 14-17 พฤษภาคม ทำให้มีประชาชนมือเปล่าเสียชีวิตไปแล้วไม่น้อยกว่า 36 คน นอกจากนี้การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ได้ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของประชาชนทั่วไปด้วย
เครือข่ายสมานฉันท์เพื่อสันติภาพ เป็นกลุ่มประชาชนที่รักสันติ ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ขององค์กรพัฒนาเอกชน นักกฎหมาย นักสิทธิมนุษยชน นักพัฒนา ศาสนิกศาสนาต่างๆ ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศที่ทำงานอยู่ในประเทศไทย ปรากฏรายนามท้ายจดหมายนี้ รู้สึกห่วงใยต่อสถานการณ์บ้านเมือง และต้องการเห็นความสงบสุขกลับมาในสังคมไทยโดยไม่เสียเลือดเนื้ออีกครั้งหนึ่ง ขอเรียกร้องต่อ ฯพณฯ ดังต่อไปนี้
1.รัฐบาลต้องหยุดการใช้กำลังทหารเข้าสลายการชุมนุม ถอนกำลังทหาร ถอน”พลซุ่มยิง”ออกจากพื้นที่โดยรอบถนนราชประสงค์ ทันที
2.แกนนำและผู้ชุมนุมขอให้ยุติการยั่วยุ ท้าทาย และกลับเข้าสู่พื้นที่การชุมนุมที่ถนนราชประสงค์ทันทีเพื่อความปลอดภัยของทั้งผู้ชุมนุมเอง และความปลอดภัยของประชาชนในเขตพื้นที่เสี่ยงอันตราย ขอให้แกนนำ นปช.ระลึกถึงสิ่งเดียว ที่สำคัญกว่าอื่นใดคือการพยายามรักษาชีวิตของประชาชนทุกคนไว้ โดยไม่เห็นแก่ข้อเรียกร้องหรือผลประโยชน์ทางการเมือง ตนเองและพวกพ้อง
3.ขอเรียกร้องให้ทั้งรัฐบาลและกลุ่ม นปช.หันหน้าเข้าสู่การเจรจาอีกครั้งหนึ่ง เพื่อคลี่คลายความรุนแรง และ แกนนำทุกคนและผู้เกี่ยวข้องในรัฐบาลที่สั่งการให้ใช้ความรุนแรงตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างเสมอภาคกัน จากนั้นให้กลุ่มนปช.ยุติการชุมนุมทันที
4.ขอให้รัฐบาลเร่งจัดตั้งคณะกรรมการในการค้นหาและสอบสวนข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ความรุนแรงต่างๆ ทันที และเดินหน้าตามแผนปรองดอง 5 ประการตามที่ได้ประกาศต่อสาธารณชน เพื่อคืนอำนาจให้แก่ประชาชน
5.ขอให้รัฐบาลพิจารณายกเลิกการประกาศพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินทุกพื้นที่และ คืนเสรีภาพให้แก่สื่อมวลชนให้สามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างเสรี ตามหลักการของประเทศในระบอบประชาธิปไตย และเพื่อเป็นการแสดงความจริงใจของรัฐในการที่จะนำความปรองดองและความสงบสุขกลับมาสู่สังคมไทยโดยเร็ว
เรียนมาเพื่อโปรดดำเนินการและหากจะกรุณาแจ้งผลของข้อเรียกร้องนี้ให้สาธารณชนทราบด้วย จักขอบคุณยิ่ง
ขอแสดงความนับถืออย่างยิ่ง
18 พฤษภาคม 2553
หมายเหตุ เครือข่ายสมานฉันท์เพื่อสันติภาพ ได้ยื่นจดหมายข้อความเหมือนกัน ให้แก่แกนนำกลุ่ม นปช.ด้วย ในวันเดียวกันนี้
ลงนาม
นายศราวุฒิ ประทุมราช กลุ่มสิทธิมนุษยชนศึกษา
นายพิทักษ์ เกิดหอม กลุ่มสิทธิมนุษยชนศึกษา
นายบารมี ชัยรัตน์
นางชลิดา ทาเจริญศักดิ์ มูลนิธิศักยภาพชุมชน
นางสาวพัชรี แซ่เอี้ยว มูลนิธิศักยภาพชุมชน
จากนั้นในเวลา 13.00 กลุ่มดังกล่าวจะบทสวด ภาวนา 3 ศาสนาเพื่อสันติภาพ ประชาธิปไตยและอุทิศส่วนกุศลให้ผู้เสียชีวิตจากความรุนแรงทุกฝ่าย และเวลาราว 14.00 น.จะส่งตัวแทนเข้ายื่นสาส์นให้กับผู้แทนสหประชาชาติ รัฐบาลที่กองพลทหารราบที่ ๑๑ และ กลุ่ม นปช. ที่ราชประสงค์
อำมาตย์ทมิฬ -กองกำลังทหารที่ใช้สัญลักษณ์สีชมพูติดที่หมวกและรถถังใช้รถถังบุกเข้าพังบังเกอร์ของผู้ชุมนุมราชประสงค์เพื่อปราบปรามผู้เรียกร้องประชาธืปไตย(ภาพ: AP )
ปิดประตูสันติภาพเปิดสงคราม -กองกำลังทหารเคลื่อนกำลังรถถังประชิดบังเกอร์ผู้ชุมนุมที่ราชประสงค์ ภายหลังจากรัฐบาลปิดประตูสันติภาพไม่ยอมเจรจา และแสดงท่าทีแข็งกร้าวให้ผู้ชุมนุมยุติการชุมนุมเท่านั้น ไม่เช่นนั้นก็จะใช้กองกำลังจัดการเด็ดขาด(ภาพ: AP )
เหยื่ออำมาตย์ทมิฬ -ชายคนหนึ่งถูกกองกำลังทหารยิงเสียชีวิตในการเข้าปราบปรามผู้เรียกร้องประชาธิปไตยช่วงเช้านี้
อำมาตย์ทมิฬปิดประตูสันติภาพล้มการเจรจาแล้วเปิดสงคราม
นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกรัฐมนตรีกล่าวให้สัมภาษณ์ช่วง08.10น.วันนี้ ระหว่างกองกำลังทหารเคลื่อนประชิดที่ชุมนุมราชประสงค์ว่า การที่ประธานสว.เป็นตัวกลางเจรจาในเวลานี้ถือว่าไม่มีประโยชน์ เพราะการเจรจาจบสิ้นไปนานแล้ว ตอนนี้ที่วุฒิสภากำลังทำเป็นการเริ่มการเจรจาใหม่ จึงไม่มีประโยชน์ สิ่งที่ควรทำคือประธานวุฒิสภาต้องไปเจรจากับเจ้านายของม็อบเสื้อแดงให้ยุติ และให้เสื้อแดงยุติการชุมนุมทันทีเดี๋ยวนี้ อย่ามาขอเจรจาไม่มีประโยชน์
ขณะที่นายประสพสุข บุญเดช ประธานสภา กล่าวว่าหลังจากนปช.เข้าสู่การเจรจา แต่ไม่คืบหน้าเพราะติดต่อฝ่ายรัฐบาลยังไม่ได้ ส่วนพล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช สว.ที่เป็นคีย์แมนในกระบวนการเจรจากล่าวว่ากระบวนเจรจาน่าจะล้มเหลวลงแล้ว เพราะรัฐบาลไม่เข้าร่วม โดยยืนกรานให้ผู้ชุมนุมยุติการชุมนุม และหากไม่ยอมก็จะปฏิบัติการทางทหารต่อผู้ชุมนุม
ทั้งนี้รัฐบาลอำมาตย์ทมิฬของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ใช้นโยบายแข็งกร้าวต่อผู้ชุมนุม ไม่สนคำเตือนของUNที่เรียกร้องให้ใช้ความอดกลั้นและเจรจาไม่สนใจคำประณามขององค์การนิรโทษกรรมสากลว่ากำลังทำผิดกฎหมายระหว่างประเทศ ไม่แยแสต่อการที่วุฒิสภาเป็นคนกลางเจรจาให้หยุดฆ่า
โดยช่วงเช้านี้รัฐบาลหุ่นเชิดระบอบอำมาตย์ได้สั่งการกองกำลังหทารเคลื่อนพลบีบวงล้อมผู้ชุมนุมราชประสงค์เข้ามา โดยรุกหนักเข้าทางแยกศาลาแดง ทั้งนี้นับว่ารัฐบาลกำลังมีพฤติการณ์ทำร้ายประเทศชาติตามนิยามของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
ทั้งนี้ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ออกแถลงการณ์ฉบับหนึ่งเรื่อง ขอประณามการใช้ความรุนแรงในเหตุการณ์การชุมนุม และเรียกร้องให้กลับสู่การเจรจา โดยหากฝ่ายใดปฏิเสธการเจรจาให้ถือว่า มีเจตนาทำร้ายประเทศชาติคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติจึงขอวิงวอนให้ทุกฝ่ายได้ใช้สติโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นหลัก หยุดการเผชิญหน้าและหยุดการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบ ทางออกที่ดีที่สุดคือกลับมาสู่การเจรจาโดยเร็ว เพื่อนำความสงบและสันติสุขคืนสู่ประเทศไทย ฝ่ายใดปฏิเสธการเจรจาถือว่าฝ่ายนั้นมีเจตนาทำร้ายประเทศชาติ
กลุ่มผู้ชุมนุมเรียกร้องประชาธืปไตยได้ขยายวงประท้วงไปหลายจุดเพื่อตือต้านการปราบปรามผู้ชุมนุมที่ราชประสงค์เช้านี้ ทั้งบริเวณแยกดินแดงถนนรัตนาธิเบศร์ อิมพีเรียลลาดพร้าว อิมพีเรียลสำโรง แยกคลองเตย อนุสาวรีย์ชัยฯ โดยมีคำประกาศว่าการต่อต้านรัฐบาลขยาบวงไปทั่วประเทศแล้ว แม้จะปราบปรามผู้ชุมนุมราชประสงค์ได้ก็ไร้ความหมาย เพราะการต่อต้านขยายไปทั่วประเทศ
ส่ง6แกนนำสอบ ค่ายนเรศวร ยกเว้น'จตุพร'
ที่มา ไทยรัฐ
เมื่อวันที่ 19 พ.ค.ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้นำตัวแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่เข้ามอบตัว เมื่อช่วงเวลา 13.30 น.ที่ผ่านมา เพื่อทำการสอบสวนที่ค่ายนเรศวร จ.ประจวบคีรีขันธ์ ด้วยเฮลิปคอปเตอร์ ยกเว้นนายจุตพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช. ซึ่งมีรายงานข่าวว่า ใช้เอกสิทธิ์ ความเป็น ส.ส.
ขณะที่บรรยากาศทั่วไปขณะนี้นั้น เวลา 17.20 น. เกิดเหตุเพลิงไหม้ ธ.กรุงเทพ สาขาสะพานเหลือง เวลา 17.20 น. มีผู้ไม่หวังดีกำลังทำการวางเพลิงที่สถานี คลองเตย และสถานีศูนย์สิริกิติ์ เวลา 17.30 น. มีการจุดไฟเผาธนาคารกรุงเทพ สาขาถนนจันทน์ นอกจากนี้ยังมีรายงานข่าวว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ประกาศให้สถาบันการเงินทุกแห่งทั่วประเทศหยุดทำการ 20-21 พ.ค. ส่วนตลาดหลักทรัพย์ประกาศหยุดทำการ 2 วัน คือพรุ่งนี้(20 พ.ค.) และ วันศุกร์ (21 พ.ค.)
เดินหน้าปราบคนป่วน ตัดเข้ารายการพิเศษ
ที่มา ไทยรัฐ
เมื่อวันที่ 19 พ.ค.เวลา 17.05 น. นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมตรี แถลงว่า ขณะนี้ แกนนำกลุ่ม นปช.ยุติการชุมนุม ยอมรับแผนปรองดองแล้ว ขอให้ประชาชนทุกคนร่วมมือ อย่างไรก็ตามรัฐบาลจะดำเนินการต่อไปโดยการให้สถานีโทรทัศน์ทุกช่อง ให้ออกอากาศรายการพิเศษเหมือนกันหมด รัฐต้องใช้เวลาทำความเข้าใจสถานการณ์ รัฐบาลทำทุกอย่างเพื่อความสงบของบ้านเมือง สายด่วนยังเปิดรับ รัฐบาลคาดหวังว่า จะให้ความร่วมมือ คนที่ไม่ทำตามคำสั่ง ยังก่อกวน ยังวางเพลิงยังมีอยู่บ้าง รัฐบาลจะดำเนินการจริงจังกับคนเหล่านี้ ให้มั่นใจว่า คืนนี้จะเป็นอีกคืนหนึ่งที่ประชาชนจะต้องอดทน สะสางปัญหาบ้าง ในพื้นที่กรุงเทพฯ รัฐบาลจะมีแนวทางตลอดทั้งคืนเพื่อคลี่คลายสถานการณ์ ส่วนคนที่จะเดินทางไปยังต่างประเทศก็ให้แสดงบัตรหรือพาสปอร์ตกับเจ้าหน้าที่.
โปรดเกล้าฯตราพรฎ.เปิดสภาฯ วิสามัญ 24 พ.ค.
ที่มา ไทยรัฐ
เมื่อวันที่ 19 พ.ค. ที่รัฐสภา พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่ทรงพระราชดำริว่ามีความจำเป็นเพื่อประโยชน์แห่งรัฐ สมควรที่จะเรียกประชุมรัฐสภาเป็นการประชุมสมัยวิสามัญ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 128 และมาตรา 187 ของรัฐธรรมนูญ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ตราพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมสมัยวิสามัญแห่งรัฐสภา พ.ศ.2553 ตั้งแต่วันที่ 24 พ.ค.2553 ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี โดยให้ไว้ ณ วันที่ 14 พ.ค. 2553.
รัฐบาลทำลายหลักสิทธิมนุษยชนและสร้างบรรทัดฐานที่เป็นภัยต่อประชาธิปไตย
ที่มา ประชาไท วราภรณ์ แช่มสนิท วราภรณ์ แช่มสนิท เขียน รัฐบาลไทยกำลังทำลายหลักสิทธิมนุษยชนและสร้างบรรทัดฐานทางการเมืองที่เป็นภัยต่อประชาธิปไตย การตัดสินใจของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และศูนย์อำนวยการเพื่อแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ในการใช้ปฏิบัติการทางทหารเต็มรูปแบบ มีการลำเลียงกำลังทหารจำนวนมากพร้อมรถหุ้มเกราะ และการใช้อาวุธและกระสุนจริงที่มีอำนาจทำลายล้างชีวิต เพื่อเข้ายึดพื้นที่และสลายการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) บริเวณแยกราชประสงค์ ตั้งแต่ช่วงเช้าตรู่วันนี้ คือวันพุธที่ 19 พฤษภาคม 2553 นั้น เป็นการกระทำที่เข้าข่ายการละเมิดหลักสิทธิมนุษยชนที่สำคัญที่สุด อันได้แก่สิทธิในชีวิตของผู้ชุมนุม รัฐบาลและสังคมไทยปฏิเสธไม่ได้ว่า ผู้ชุมนุมเหล่านี้เป็นมนุษย์และเป็นพลเมืองไทยที่ต้องได้รับการประกันสิทธิในการมีชิวิตอยู่จากรัฐบาลเช่นเดียวกับพลเมืองและผู้อยู่อาศัยในประเทศไทยกลุ่มอื่น ๆ จริงอยู่ที่ผู้ชุมนุมมีปฏิบัติการบางส่วนที่ละเมิดกฎหมายทั่วไปของรัฐไทย แต่รัฐบาลมีความชอบธรรมที่จะดำเนินการทางกฎหมายกับผู้ชุมนุมเฉพาะในขอบเขตของกฎหมายที่ผู้ชุมนุมละเมิดเท่านั้น สำหรับกลุ่มคนติดอาวุธที่รัฐบาลเรียกว่าเป็นผู้ก่อการร้ายนั้น จนถึงบัดนี้ยังไม่มีฝ่ายใดมีข้อพิสูจน์แน่ชัดว่ากลุ่มคนดังกล่าวคือใคร มีจำนวนเท่าใด มีใครเป็นผู้บงการ และมีเป้าหมายและขอบเขตการปฏิบัติการแค่ไหนเพียงไร แต่สิ่งที่คนในสังคมทราบแน่นอนก็คือ ผู้ชุมนุมส่วนใหญ่จำนวนนับพันที่อยู่ในพื้นที่ชุมนุมหลักที่ราชประสงค์ และที่กระจายตัวชุมนุมอย่างเปิดเผยรอบที่ชุมนุมหลักนั้น ไม่ใช่ผู้ก่อการร้าย และผู้คนจำนวนมากที่เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บในช่วงที่มีปฏิบัติการเข้มข้นเพื่อสลายการชุมนุมตั้งแต่ปลายสับดาห์ที่ผ่านมานั้น ล้วนแล้วแต่เป็นประชาชนที่ไม่มีอาวุธ ทั้งที่เป็นผู้ร่วมและไม่ได้ร่วมการชุมนุม เป็นหน้าที่ของรัฐบาลซึ่งมีทั้งเจ้าหน้าที่รัฐและกองกำลังตำรวจทหารในบังคับบัญชา ที่จะต้องเร่งสืบสวนหาข้อเท็จจริงและหาทางยุติการกระทำของกลุ่มคนติดอาวุธที่ไม่ใช่กองกำลังของรัฐ เพื่อประกันความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนทุกกลุ่ม ซึ่งรวมถึงผู้ชุมนุมด้วย แต่รัฐบาลต้องไม่สร้างภาพและปฏิบัติต่อผู้ชุมนุมทั้งหมดแบบเหมารวม เสมือนหนึ่งว่าผู้ชุมนุมเหล่านี้เป็นกลุ่มติดอาวุธหรือผู้ก่อการร้ายทั้งหมด เราต้องไม่ลืมว่าความขัดแย้งอันเป็นที่มาของการชุมนุมประท้วงครั้งนี้ เป็นความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างผู้ชุมนุมกับรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์เป็นหลัก รัฐบาลไม่บังควรที่จะใช้กำลังทหารเข้าแก้ไขข้อขัดแย้งทางการเมืองระหว่างรัฐบาลกับพลเมืองของตน เพราะปฏิบัติการเช่นนี้เป็นการใช้กองกำลังทหารของรัฐเพื่อกำจัดคู่ขัดแย้งทางการเมือง เป็นการปฏิบัติการทางทหารของรัฐต่อพลเมืองของตนเพื่อชัยชนะทางการเมือง พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ รัฐบาลกำลังหาทางออกจากความขัดแย้งทางการเมือง โดยยอมแลกกับการบาดเจ็บและล้มตายของพลเมืองของตน หากการใช้กองกำลังทหารเข้าสลายการชุมนุมครั้งนี้ประสบความสำเร็จ หากรัฐบาลของนายกฯ อภิสิทธิ์ประสบชัยชนะเหนือคู่ขัดแย้งทางการเมืองของตนโดยการใช้กำลังทหาร ผลอย่างหนึ่งที่จะเกิดขึ้นกับสังคมไทยก็คือ การที่นักการเมืองและภาคส่วนต่าง ๆ ของสังคมได้ร่วมกันสร้างและยอมรับบรรทัดฐานทางการเมืองที่ยินยอมให้กองทัพเข้ามามีส่วนในการควบคุมและจัดการปัญหาทางการเมืองโดยตรง รวมทั้งการยอมรับให้มีผู้มีอำนาจใช้กองกำลังของรัฐเข้าประหัตประหารคนไทยด้วยกันที่มีความเห็นต่างทางการเมือง ท้ายที่สุด ระบอบการเมืองไทยจะถอยห่างจากความเป็นประชาธิปไตย และตกอยู่ใต้อิทธิพลของผู้กุมอำนาจทางการทหารไปอีกยาวนาน
ศูนย์สิทธิมนุษยชนศึกษาและการพัฒนาสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล
รัฐบาลเตรียมจัด "ผังรายการพิเศษ" หลังประกาศเคอร์ฟิว
ที่มา ประชาไท นายปณิธาน แจงอีกสักครู่จะกลับเข้าสู่ผังรายการพิเศษในยามบ้านเมืองมีปัญหา รัฐบาลจะได้สื่อสารกับประชาชนกับรายการโทรทัศน์ต่างๆ เป็นระบบเพื่อให้พี่น้องประชาชนรับทราบอยู่เป็นระยะ เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 19 พ.ค. นายปณิธาน วัฒนายากร ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า พี่น้องประชาชนคงทราบว่ามีการก่อการจลาจลในหลายพื้นที่ ถึงแม้ว่าในพื้นที่บางแห่ง บริเวณสวนลุม หรือสี่แยกราชประสงค์ เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมได้ตามลำดับ สถานการณ์ก็ดีขึ้น แต่ก็ยังมีอีกหลายพื้นที่ที่เจ้าหน้าาที่ต้องทำงานต่อไปในยามค่ำคืน เมื่อสถานการณ์ยังไม่เรียบร้อย รัฐบาลจึงขอความร่วมมือประชาชนไม่ให้ออกนอกเคหะสถาน ว่าการห้ามไม่ออกนอกเคหสถาน ที่จะเริ่มช่วง 20.00 น. คืนนี้ จะทำให้ เจ้าหน้าที่ทำงานได้มากขึ้นชุมชนที่มีอาสาสมัครระวังป้องกันภัยก็ดี ที่สามารถจัดระบบดูแลป้องกันไม่ให้ก่อการร้ายไม่ให้มีการวางเพลิงที่กระทบต่อคววามสงบก็สามารถร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ได้ ในช่วงเวลานี้รัฐบาลยืนยันว่าจะดำเนินการด้วยความระมัดระวังและมุ่งมั่นที่จะให้สถานการณ์คลี่คลายโดยเร็ว ส่วนที่จะไปต่างประเทศหรือเดินทางกลับต่างประทเศขอให้แสดงหนังสือเดินทางหรือบัตรประจำตัว หรือตั๋วโดยสาร ให้เจ้าหน้าที่ได้รับทราบ หากไม่จำเป็นก็ขอความร่วมมือไม่เดินทางไปไหนยามค่ำคืน เพื่อให้เจ้าหน้าที่ทำงานได้อย่างมีประสทิธิภาพ อีกสักครู่จะกลับเข้าสู่ผังรายการพิเศษในยามบ้านเมืองมีปัญหา รัฐบาลจะได้สื่อสารกับประชาชนกับรายการโทรทัศน์ต่างๆ เป็นระบบเพื่อให้พี่น้องประชาชนรับทราบอยู่เป็นระยะ สายด่วนสายตรง ศูนย์แจ้งเรื่องราวรับทุกข์ แจ้งให้ประชาชนรับทราบ เพื่อแจ้งเตือน รัฐบาลขอเรียกร้องให้ประชาชนที่กำลังก่อการความไม่สงบกับคนไทยต่างๆ ขณะนี้แกนนำด้วยการยุติการชุมนุม และยอมรับแผนปรองดอง และจะนำแผนปรองดองมาแก้ไข รวมทั้งเรื่องของกระบวนการยุติธรรม ทุกคนจะต้องเดินเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมหวังว่าประชาชนจะให้ความร่วมมือคนที่ไม่ได้ทำตามคำสั่ง และยังก่อกวนวางเพลิง และปล้นสะดมภ์ ขอให้ยุติ
ศอฉ.ประกาศเคอร์ฟิวส์ตั้งแต่คืนนี้ 20.00 น.ถึง 06.00 น.วันพรุ่งนี้
ที่มา ประชาไท ศอฉ.ประกาศห้ามมิให้บุคคลใดในเขตพื้นที่ กทม.และพื้นที่ประกาศสถานการณ์สถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงทั่วประเทศ ออกนอกเคหะสถานภายในเวลาตั้งแต่ 20.00 น. ของวันที่ 19 พ.ค. 53 ถึงเวลา 06.00 น.ของวันที่ 20 พ.ค.53 ข้อกำหนด ออกตามความในมาตรา 9 (1) แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ---------------------------------- ตามที่ได้มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ลงวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2553 และประกาศสถานการณ์สถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ฉบับที่ 2 ลงวันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ.2553 และนายกรัฐมนตรีได้ออกประกาศตามมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ลงวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2553 แล้วนั้น เพื่อประโยชน์ในการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ที่เกิดสถานการณ์ฉุกเฉินให้สามารถกระทำได้โดยรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ ทันท่วงที และเพื่อเป็นการป้องกันและรักษาความปลอดภัยให้ชีวิตและทรัพย์สินของบุคคล อาศัยอำนาจตามมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 อันเป็นกฎหมายที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา 29 ประกอบกับมาตรา 32 มาตรา 33 มาตรา 34 มาตรา 36 มาตรา 38 มาตรา 41 มาตรา 43 มาตรา 45 และมาตรา 63 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย นายกรัฐมนตรีจึงออกข้อกำหนดต่อไปนี้ 1. ห้ามมิให้บุคคลใดในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร ออกนอกเคหะสถานภายในเวลาตั้งแต่ 20.00 นาฬิกา ของวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 ถึงเวลา 06.00 นาฬิกา ของวันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 2. ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 เข้าปฏิบัติหน้าที่ในเขตพื้นที่และระยะเวลาที่กำหนดได้ 3. ให้ประชาชนที่อยู่ในเขตพื้นที่ที่กำหนดกลับเข้าสู่เคหะสถานและมิให้ออกมายังพื้นที่ที่กำหนด เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ในการนี้มอบหมายให้ผู้กำกับการปฏิบัติงาน/ผู้อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินสามารถกำหนดพื้นที่และรายละเอียดเพิ่มเติม เพื่อมิให้มีการปฏิบัติที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชนเกินสมควรแก่เหตุได้ ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 (นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) นายกรัฐมนตรี
สถานการณ์หลังแกนนำ นปช.ประกาศยุติชุมนุม (15.30 น.)
ที่มา ประชาไท 15.30 น.ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่จ.เชียงใหม่ บ้านพักปลัดจังหวัดเชียงใหม่ มีกลุ่มควันขึ้นมา รถดับเพลิงถูกผู้ชุมนุมยึด และมีการปิดถนนท่าแพ 15.15 น. ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ถ.รัชดา กลุ่มคนไม่ทราบฝ่ายได้บุกเผาบริเวณชั้นล่าง แจ้งเตือนผู้สื่อข่าวภาคสนามที่บริเวณสามเหลี่ยมดินแดงกลุ่มคนไม่ทราบฝ่าย กำลังมีอารมณ์โกธรแค้น ไล่นักข่าว หวังทำร้ายร่างกายให้หลีกห่าง 15.15น. ที่เชียงใหม่ ผู้สื่อข่าวรายงานบ้านพักปลัดจังหวัดเชียงใหม่ มีกลุ่มควันขึ้นมา รถดับเพลิงถูกผู้ชุมนุมยึด และมีการปิดถนนท่าแพ 15.00น. อุบลราชธานี มีรายงานผุ้ชุมนุมถูกยิงเสียชีวิตแล้ว 2 ราย เป็นชาย 1 หญิง1 โดยกลุ่มผู้ชุมนุมระบุว่ายิงมาจากฝั่งเจ้าหน้าที่ ส่วนผู้ชุมนุมนั้นมีไม้ บั้งไฟ น้ำมัน ยางรถยนต์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่ายังไม่เห็นอาวุธอื่น ตัวอาคารศาลากลางจังหวัดอุบลฯ ชั้นบนนั้นพังถล่มลงมาแล้ว ยังไม่มีรถดับเพลิงเข้ามาแต่อย่างใด นนทบุรี ผุ้ชุมนุมราว 500 กว่าคน เผายางรถยนต์ เตรียมบุกเผาศาลากลาง มีรายงานข่าวมีการทุบทำลายกระจกห้างสรรพสินค้าอื่นๆ ในย่านราชประสงค์แล้ว ขสมก.ประกาศหยุดเดินรถทุกเส้นทาง เกิดเพลิงไหม้ที่ตึกด้านหน้าการไฟฟ้านครหลวงคลองเตย 14.40 น. บ่อนไก่ ผู้ชุมนุมประกาศไม่ยอมรับการตัดสินใจของแกนนำ มีกลุ่มไอ้โม่งทุบเอทีเอ็ม และมีกลุ่มควันเกิดขึ้นที่การไฟฟ้านครหลวงย่านนั้น 14.39น. เสียงตามสายจากชุมชนบ้านกล้วย มีการประชาสัมพันธ์ให้บ้านที่มีถังดับเพลิงเตรียมหน้าบ้าน เพื่อใช้ในยามฉุกเฉินได้ทันท่วงที 14.38น. ที่แยกคลองเตย มีไฟไหม้สองจุด จุดหนึ่งใกล้ธนาคารกสิกร สาขาคลองเตย ส่วนซีพีเฟรชมาร์ทถูกทุบ และผู้ชุมนุมมีความพยายามบุกไปช่องสาม 14.30 น. อนุสาวรีย์ชัยฯ ผู้การแต้มพยายามประชาสัมพันธ์ให้ผู้ชุมนุมกลับบ้านแต่ไม่เป็นผล ประชาชนยังคงรวมตัวกันและพร้อมจะลุกฮือ 14.20 น. ที่อิมพีเรียล ลาดพร้าว ยังมีมวลชนเผายางบนถนนฝั่งขาเข้า ควันคลุ้ง ขณะที่ขาเข้ารถติดขัดอย่างมาก ส่วนที่เซียร์ รังสิต มีคนนำยางรถยนต์จุดไฟเผา เกิดควันคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ 14.20 น. ขอนแก่นเผาศาลากลางหลังเก่าวอดทั้งหลัง และลามถึงศาลากลางหลังใหม่แล้ว ทหารจากมณฑลทหารบกที่ 23 เข้าเสริมกำลังแต่ยังไม่ได้มีคำสั่งให้ดำเนินการใดๆ ส่วนที่มุกดาหาร ไฟไหม้ศาลากลางเช่นกัน เจ้าหน้าที่ยังเข้าควบคุมเพลิงไม่ได้ ถูกผู้ชุมนุมขัดวาง ทั้งนี้ ไม่ได้มีกลุ่มแกนนำชัดเจน มวลชนประมาณ 500 คนอารมณ์รุนแรงมาก 14.00 น. ศอฉ. แถลงหลังยึดสวนลุมพินี ได้กระชับวงล้อมแยกสามย่าน อังรีดูนังต์ ประตูน้ำ ระหว่างนั้นกลุ่มก่อการร้ายสร้างสถานการณ์สร้างความเสียหายอย่างมาก ศอฉ.จำเป็นต้องจัดเจ้าหน้าที่รุกคืบหน้าต่อไป 13.45 น.ก็สามารถเข้ากดดัน ทำให้กลุ่มแกนนำก่อการร้ายบนเวทีหยุดการชุมนุม ประกาศขอเข้ามอบตัว ศอฉ. สามารถควบคุมสถานการณ์ในภาพรวมไว้ได้แล้ว พยายามอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในการเดินทางสู่ภูมิลำเนา ขอให้ไปรวมกันที่สนามกีฬา ลำดับต่อไปจะดำเนินการควบคุมตัวแกนนำ ขณะนี้ทหาร ตำรวจหยุดปฏิบัติการในภาพรวมแล้ว และได้เปิดเส้นทางให้ประชาชนเดินทางกลับบ้านทางแยกปทุมวัน 14.00 น. สปริงนิวส์รายงานว่า หลังจากแกนนำประกาศสลายการชุมนุมและเข้ามอบตัวได้มีเอ็ม 79 ยิงลงมา 4 ลูกและทำให้ทหารได้รับบาดเจ็บ 3-4 นาย 13.47 น. หลังแกนเข้ามอบตัวบริเวณราชประสงค์ ผุ้ชุมนุมบางส่วนซึ่งมีอารมณ์โกรธแค้น เข้าทุบกระจกห้างเกษรพลาซ่า และเกิดเพลิงไหม้ขึ้นบริเวณหน้าห้างเซ็นทรัลเวิรลด์ เกิดเสียงระเบิดดังขึ้นเป็นระยะๆ ขณะที่หลายคนหนีเข้าไปหลบรพ.ตำรวจ
นอกจากนี้ยังเกิดกลุ่มควันขึ้นที่ห้างเซ็นทรัลเวิลด์ และเมื่อมองจากมุมสองจะเห็นว่ามีกลุ่มควันซึ่งคาดว่าเป็นการเผายารถยนต์ที่สารสิน บ่อนไก่ สามเหลี่ยมดินแดง นานา ประตูน้ำ ฯ


