ที่มา มติชน "พร้อมพงศ์"ซัด"เติ้ง"แค่หวังตีกิน คิดแต่ประโยชน์ส่วนตัว สมปลาไหล2010 ที่พรรคเพื่อไทย นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่นายบรรหาร ศิลปอาชา ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ระบุการกระทำของรัฐบาลและศอฉ. ที่สั่งให้การสลายการชุมนุมเป็นการกระทำที่ถูกต้องและเป็นไปตามขั้นตอนที่ถูกต้องตามกฎหมายว่า ขอถามกลับไปยังอดีตนายกรัฐมนตรี ที่ชื่อนายบรรหาร ศิลปอาชาว่า เอาสมองส่วนไหนคิด ใช้หลักการอะไรพิจารณาสรุปข้อเท็จจริงแบบเอาดีใส่ตัว และให้ท้ายรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จนออกนอกหน้า ไม่คิดถึงชีวิตของประชาชนที่สูญเสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก รวมถึงทรัพย์สินที่เสียหาย ทั้งที่ยังไม่มีการสอบสวนตามกระบวนการยุติธรรม จึงคิดเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ว่า นายบรรหารโหนเกาะกระแสตีกิน เพื่อรักษาผลประโยชน์ของตนเองและพวกพ้องในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล พูดเอาใจนายอภิสิทธิ์ พรรคประชาธิปัตย์และทหาร เพื่อให้ตนเองและพวกพ้องอยู่ในอำนาจต่อไป โดยไม่คำนึงถึงชีวิตเลือดเนื้อของประชาชน
"นายบรรหาร น่าจะคิดอยู่อย่างเดียวคือผลประโยชน์ของตนเอง และพวกพ้อง เพื่อให้อยู่ในรัฐบาลต่อไปให้นานที่สุด โดยปราศจากความรับผิดชอบต่อประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย รู้สึกผิดหวังกับอดีตนายกฯ ขวัญใจของตนคนหนึ่งและสมกับฉายา ปลาไหลยุค 2010 จริงๆ" นายพร้อมพงศ์กล่าว
นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ การที่นายบรรหารยังสรุปเพื่อประโยชน์ของตนเองอีกว่า รัฐบาลไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้ทัน 14 พฤษภาคม 2553 ต้องเลื่อนเวลาการเลือกตั้งออกไปอีก แสดงให้เห็นถึงธาตุแท้และความเห็นแก่ตัว ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาล โดยไม่ได้พิจารณาถึงมูลเหตุความขัดแย้งในปัจจุบันว่าฝังรากลึก ไปสู่การรับรู้ของประชาชนทุกหย่อมหญ้า ถึงความไม่ชอบธรรมของรัฐบาลในหลายเรื่อง ดังนั้น การที่รัฐบาลจะอยู่ในอำนาจต่อไป ถึงจะมีอำนาจและกองทัพหนุนหลังก็จะบริหารไม่ได้ เพราะนายอภิสิทธิ์และคณะรัฐมนตรีจะไม่สามารถเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ราชการในพื้นที่ความขัดแย้งได้เลย
นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า ถ้านายบรรหาร ซึ่งเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมืองคนหนึ่ง ต้องการช่วยให้เกิดความสมานฉันท์และปรองดองในชาติอย่างแท้จริง วิธีการที่ดีที่สุด คือ ควรเสนอแนะให้รัฐบาลแสดงความรับผิดชอบโดยการยุบสภา คืนอำนาจให้ประชาชนโดยทันที เพื่อดับไฟแห่งความขัดแย้งในสังคมไม่ให้เกิดขึ้นอีก และให้รัฐบาลใหม่ที่ประชาชนจะเป็นผู้ชี้ขาด จะเป็นผู้สร้างความปรองดองสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นในชาติ และจะจัดการปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อให้เกิดความยุติธรรมและเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย เพราะหากรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ยังอยู่ในอำนาจประชาชนผู้สูญเสียจากการกระทำของรัฐบาล ก็จะไม่ได้รับความเป็นธรรมความขัดแย้งก็คงยังมีต่อไปไม่จบสิ้น
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Sunday, May 23, 2010
"พร้อมพงศ์"ชกข้ามรุ่นซัด"เติ้ง"ตีกิน-เอาแต่ประโยชน์ส่วนตัว พท.เล็งฟ้องปปช.เอาผิดมาร์ค-สุเทพสลายม็อบ
แฉภาพชายแต่งตัวคล้ายทหารกลุ่มหนึ่ง ถืออาวุธปฏิบัติการอยู่ในรางรถไฟฟ้าบีทีเอส
เว็บไซต์แห่งหนึ่งบนอินเตอร์เน็ต เปิดเผยภาพกลุ่มชายแต่งตัวคล้ายทหารถืออาวุธปืนยาวอยู่บนรางรถไฟฟ้าบีทีเอส บนพื้นที่การชุมนุมสวมหมวกสีดำ มีป้ายสีแดงติดด้านหลัง
ต้องลาออก ก่อนปรองดอง
ที่มา ข่าวสด
นำมาสู่ความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินครั้งใหญ่และรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย
เฉพาะตัวเลขคนตายและบาดเจ็บ
ที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่การชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือคนเสื้อแดง เมื่อวันที่ 12 มี.ค. ผ่านเหตุการณ์เมื่อวันที่ 10, 22 และ 28 เม.ย. จนถึงวันที่ 19 พ.ค.
ยอดตายทะลุหลัก 80 เจ็บอีกเกือบ 2,000 คน
รัฐบาลที่มี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกฯ สร้างสถิติเลือดของตนเองขึ้นใหม่ ทุบสถิติเหตุการณ์ 14 ตุลา 16, 6 ตุลา 19 และพฤษภา 35 กระจุยกระจาย
ยกระดับขึ้นเป็นรัฐบาลมือเปื้อนเลือดยิ่งกว่ารัฐบาลใดๆ ที่ประเทศไทยเคยมีมา
หนักหนาสาหัสไปกว่านั้นคือถึงแม้แกนนำนปช.จะประกาศยุติการชุมนุม และทยอยมอบตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ขณะที่บางส่วนอยู่ระหว่างหลบหนีหัวซุกหัวซุน
แต่เหตุการณ์ความวุ่นวายยังคงเดินขึ้นอย่างต่อเนื่อง
มีการเผาทำลายห้างสรรพสินค้า ธนาคาร สถานที่ราชการหลายแห่งทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด จนรัฐบาลต้องประกาศ "เคอร์ฟิว" เพื่อจัดการกับสถานการณ์
เหล่านี้ล้วนแต่เป็นสัญญาณบ่งชี้ให้เห็นว่าสงครามครั้งนี้ยังไม่จบลงง่ายๆ
ทั้งยังมีแนวโน้มจะขยายวงออกไปทั้งทางกว้างและทางลึก
หลังเกิดเหตุจลาจลทั่วเมืองและมีคนตายเจ็บจำนวนมาก
รัฐบาลโดยศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือศอฉ. ได้ประกาศ "เคอร์ฟิว" เสริมจากพระราชการกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน
สั่งห้ามประชาชนออกนอกบริเวณที่พักอาศัยตอนกลางคืนในช่วงเวลาที่กำหนด
พูดง่ายๆ คือ "ปิดตาย" พื้นที่กรุงเทพฯ และอีก 23 จังหวัดพร้อมกันเป็นเวลา 4 วัน ช่วง 3 ทุ่มถึงตี 5
สื่อมวลชนทุกสำนักถูกไล่กลับบ้าน หรือไม่ก็ให้อยู่แต่ในที่ทำงานห้ามออกไปปฏิบัติหน้าที่สืบเสาะข้อมูลข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น
เปิดทางให้เจ้าหน้าที่ทหาร-ตำรวจเข้าเคลียร์พื้นที่กันเองโดยสะดวกเป็นเวลา 8 ชั่วโมงเต็ม
ผลลัพธ์คือเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องสงสัย และตรวจค้นเจออาวุธสงครามจำนวนมาก ทั้งปืน เครื่องกระสุน เครื่องยิงระเบิด และลูกระเบิดร้ายแรง
ทิ้งไว้เกลื่อนกลาดตามสถานที่ซึ่งเคยเป็นแหล่งชุมนุมคนเสื้อแดง
ไหลไปตามท้องเรื่องที่ นายปณิธาน วัฒนายากร โฆษกรัฐบาล และพ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกศอฉ. ยึดสื่อทีวีทุกช่องออกแถลงข่าวมันปากอยู่ฝ่ายเดียวว่า
หลักฐานทุกอย่างสอดรับกับพฤติกรรมการ "ก่อการร้าย" ของกลุ่มกองกำลังที่แฝงตัวอยู่ในผู้ชุมนุม
ตัวการใหญ่ที่ก่อเหตุเผาบ้านเผาเมืองไล่เข่นฆ่าประชาชนผู้บริสุทธิ์
แล้วโยนความผิดให้รัฐบาล
นานกว่า 2 เดือนก่อนถึงวันประวัติศาสตร์
การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 12 มี.ค. เป้าหมายเดียวคือการเรียกร้องให้รัฐบาลประกาศยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่
ในทางการเมืองนั้นการยุบสภาถือเป็นแนวทางหนึ่ง ในการตัดสินปัญหาความขัดแย้งตามระบอบประชาธิปไตย
จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลซึ่งอ้างว่าตนเองมาตามระบอบประชาธิปไตยต้องเปิดกว้างรับฟัง
แต่ดูเหมือนรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ กลับไม่เข้าใจหลักการดังกล่าวทั้งที่ไม่ได้เป็นเรื่องสลับซับซ้อนอะไรเลย
เมื่อเผชิญหน้ากับผู้ชุมนุมต่อต้าน รัฐบาลได้แก้ปัญหาด้วยวิธีการที่เลยเถิด พยายามใช้กำลังความรุนแรงเข้าปราบปรามกลุ่มผู้ชุมนุมครั้งแล้วครั้งเล่า
เมื่อได้รับการท้วงติงจากกลุ่มองค์กรสันติวิธี แทนที่จะหยุดยั้งฟังเสียงเตือน แล้วหันกลับไปใช้การเจรจาสันติวิธีเป็นทางออก
รัฐบาลกลับเพิ่มดีกรีความรุนแรงเข้าใส่กลุ่มผู้ชุมนุม
กล่าวหาเป็นกลุ่ม "ผู้ก่อการร้าย" ที่รับแผนมาจากพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และต้องการ "ล้มล้างสถาบัน" จำเป็นต้องใช้วิธีปราบปรามให้สิ้นซาก
ก่อนเหตุการณ์วันที่ 19 พ.ค. ส.ว.บางกลุ่มรับอาสาเป็นตัวกลางประสานการเจรจา ถึงขนาดส่งตัวแทนไปจับเข่ากับแกนนำนปช.ถึงหลังเวทีการชุมนุม
เพื่อหยุดยั้งสถานการณ์ที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น
แต่ก็ช้าไปเพียงเสี้ยวนาที
ปฏิบัติการสลายม็อบคนเสื้อแดงจนมีคนบาดเจ็บล้มตายเป็นใบไม้ร่วง จึงไม่ใช่แค่เรื่องการ "หักหลัง" อย่างที่กลุ่มส.ว.ออกมาโวยวายเท่านั้น
แต่ยังเป็นการทุ่มเดิมพันครั้งสุดท้ายของนายอภิสิทธิ์เองอีกด้วย
ภายหลังเหตุการณ์ 19 พ.ค. แน่นอนว่าแกนนำนปช.จะต้องถูกดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรม รวมไปถึงผู้ที่สร้างความหายนะให้กับบ้านเมือง ไม่ว่าจะเป็นกองกำลังฝ่ายใดก็ตาม
แต่ข้อสงสัยก็คืออะไรคือสิ่งที่อยู่เบื้องหลังทำให้นายอภิสิทธิ์ ไม่ลังเลใจแม้แต่น้อยในการเอาชีวิตเลือดเนื้อของประชาชนจำนวนมากเป็นเครื่องสังเวยความอยู่รอดของตนเองและรัฐบาล
นักวิเคราะห์การเมืองที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับเหตุการณ์ เชื่อว่าอาจเป็นทหารที่ต้องการให้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ อยู่ต่อไปจนกว่าจะเสร็จสิ้นกระบวนการโยกย้ายในกองทัพเดือนก.ย.นี้
เพราะไม่เช่นนั้นรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ น่าจะหลุดจากอำนาจไปตั้งแต่วันที่ 10 เม.ย. แล้ว
แต่หลังจากเกิดเหตุการณ์ 19 พ.ค. ด้วยความสูญเสียที่มากเกินไปจนกระทบต่อเกียรติภูมิของกองทัพอย่างรุนแรงไม่ต่างจากภายหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535
ก็เป็นไปได้ที่กองทัพจะตัดสินใจลอยแพนายอภิสิทธิ์
แล้วเลือกให้บุคคลที่สังคมยอมรับขึ้นมารักษาการแทน เพื่อสานต่อแผนโรดแม็ป 5 ข้อที่นายอภิสิทธิ์ริเริ่มไว้ เพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งภายใต้กติกาใหม่ แต่จะเมื่อไหร่ยังไม่กำหนดชัดเจน
เนื่องจากทางออกตอนนี้จำเป็นที่สุดคือต้องเอานายอภิสิทธิ์ ออกจากอำนาจให้ได้ก่อน
ไม่เช่นนั้นแผนปรองดองก็ไม่มีทางเดินหน้าต่อไปได้
และยังอาจทำให้วิกฤตลุกลามไปถึงจุดที่คนไทยไม่นึกฝันมาก่อน
พท.ปูดสร้างสถานการณ์เผาโยนบาปเสื้อแดง
ที่มา ไทยรัฐ เพื่อไทยปัดกลุ่มเสื้อแดงเผากทม. เชื่อเป็นการสร้างสถานการณ์ หวังเลี่ยงตอบคำถามใครสั่งฆ่าประชาชน เตรียมปูดข้อมูลแฉพิรุธใน 1-2 วัน จี้นายกฯไขก๊อกแสดงความรับผิดชอบ ขู่นายกฯหมดสิทธิลงพื้นที่หาเสียงภาคเหนือ –อีสาน ด้านนายอิทธิเดช แก้วหลวง ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การที่มีประชาชนเสียชีวิตเป็นร้อยจากการสลายการชุมนุมช่วงที่ผ่านมา นายกฯต้องมีคุณธรรม และควรแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออก ไม่ควรอยู่บริหารประเทศต่อไป หากไม่มีการเปลี่ยนตัวนายกฯ การเจรจาเพื่อสร้างความปรองดองก็เกิดขึ้นไม่ได้ ความรุนแรงที่เกิดขึ้นทุกฝ่ายต้องมีส่วนรับผิดชอบ แต่นายกฯกลับมาโทษกลุ่มเสื้อแดงอย่างเดียวว่า เป็นผู้ก่อการร้ายเผาเมือง ทั้งที่นายกฯเป็นฝ่ายสั่งให้ทหารสลายการชุมนุม ทำให้ผู้ชุมนุมโกรธแค้นจะเกิดเหตุบานปลายตามมา ส่วนกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ระบุว่า ส.ส.เพื่อไทยเป็นผู้ระดมคนเสื้อแดงให้มาเผาศาลากลางจังหวัดนั้น ถ้ามีหลักฐานจริงก็ต้องว่ากันไปตามรายบุคคล แต่ถ้าไม่มีหลักฐาน ไม่สามารถจับกุมคนทำผิดได้ แล้วมากล่าวหาส.ส.เพื่อไทยเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง มันก็ไม่เป็นธรรม.
เมื่อวันที่ 22 พ.ค.นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ส.ส.แพร่ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี ส.ส.ประชาธิปัตย์ สนับสนุนให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ทำงานต่อไป ไม่จำเป็นต้องลาออก ภายหลังเกิดเหตุการณ์สลายการชุมนุมวันที่ 19 พ.ค.จนเกิดเหตุจลาจลเผาบ้านเมืองว่า นายกฯควรแสดงความรับผิดชอบลาออก ถึงอยู่ในตำแหน่งได้ ก็ไม่สามารถอยู่ในสังคมได้ กลายเป็นรัฐที่ล้มเหลว หากยังอยู่ในตำแหน่งต่อไป ก็ไม่สามารถลงพื้นที่หาเสียงเลือกตั้งได้ ไม่ใช่เฉพาะแค่ภาคอีสาน ภาคเหนือเท่านั้น แค่กทม.ก็อย่าคิดว่า จะปลอดภัย เพราะประชาชนแค้นที่ถูกรัฐบาลสั่งฆ่าจำนวนมาก วันนี้มีแต่คนเรียกนายอภิสิทธิ์ ว่า นายกฯร้อยศพ ส่วนที่ระบุว่า มวลชนเสื้อแดงเป็นผู้เผาบ้านเมืองนั้น เรื่องนี้มีความไม่ชอบมาพากลอยู่หลายประเด็น ตนจะนำมาเปิดเผยภายใน 1-2 วันนี้ เพราะเชื่อว่า คนเสื้อแดงไม่ได้เผาบ้าน เผาเมือง คนที่กำลังหนีตายจากการสลายการชุมนุมจะไปเผาได้อย่างไร ส่วนใครจะเป็นคนเผาจะต้องพิสูจน์กันต่อไป
“วันนี้ถ้าไม่มีการเผา เกิดขึ้น นายกฯก็ต้องมาตอบคำถามว่า ใครสั่งฆ่าประชาชน แต่ถ้าไม่ต้องการตอบคำถามว่า ใครสั่งฆ่าประชาชน ก็ต้องทำอะไรสักอย่าง ก็คือการเผา วันนี้มีการสร้างสถานการณ์เกิดขึ้นมากให้ดูเป็นการก่อการร้าย เป็นการจัดฉากของตำรวจ ทหาร เหมือนเหตุการณ์เมษาฯเลือดเมื่อปีที่แล้ว ที่มีการจัดฉากเผารถเมล์ เอารถแก๊สออกมา เพื่อหาความชอบธรรมให้ตัวเอง”นายวรวัจน์ กล่าว
จาตุรนต์ปลุกสังคมต้องไม่ยอมรับรัฐบาลมือเปื้อนเลือด
ที่มา ไทยรัฐ
เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 22 พ.ค. ที่โรงแรมเรดิสัน นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย กล่าวว่า หลังจากที่กลุ่ม นปช.ยุติการชุมนุมดูเหมือนว่า จะเป็นการเพิ่มวิกฤติอยู่มาก โดยเฉพาะการที่รัฐบาลใช้ความรุนแรงอย่างไร้ทิศทาง จนเกิดการสูญเสีย มีผู้เสียชีวิตกว่า 80 คน และบาดเจ็บร่วม 2,000 คน จึงเห็นว่าวิกฤติจะยิ่งซ้ำเติมยิ่งขึ้นมีการตอบโต้ล้างแค้นเข้าสู่ความขัดแย้งที่มากขึ้น เป็นผลจากการที่รัฐบาลล้มเหลวในการเจรจาสู่ความปรองดอง การกล่าวอ้างของนายกรัฐมนตรีที่ระบุถึงการปรองดองเป็นเพียงคำพูดที่สวยหรู การปฏิบัติตรงข้ามกับคำพูดที่ใช้มาตรการปราบปรามกับกลุ่มผู้ชุมนุม
นายจาตุรนต์ กล่าวต่อว่า เมื่อรัฐบาลตัดสินใจใช้กำลังทหารสลายการชุมนุมซึ่งทั่วโลกรับไม่ได้ แต่เหตุการณ์หลังการยุติที่มีการเผาสถานที่ต่างๆ ในลักษณะของความโกรธแค้นไร้ทิศทางนั้นก็อาจมีฝ่ายที่ 3-4 เข้ามาแทรกแซงก็เป็นได้ หากมองย้อนหลังยืนยันว่า ทางออกที่ดีที่สุด คือ การเจรจาและต้องใช้แนวทางการการเมืองแก้ไข ส่วนแผนการปรองดองของนายกฯนั้น ต้องทำความเข้าใจกับเรื่องนี้เสียใหม่ อย่าเอาความเห็นที่แตกต่างทางการเมืองของผู้ที่อยู่ตรงข้ามมาเป็นศัตรู รวมทั้งรัฐบาลเอง และควรใช้กฎหมายตามที่จำเป็น ไม่เกินเลยเพื่อเป็นเครื่องมือทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามทั้งนี้ กระบวนการยุติธรรมจากนี้ต้องน่าเชื่อถือและทุกฝ่ายยอมรับ แต่มีปัญหาคือ ฝ่ายรัฐบาลจะเป็นผู้ควบคุมกลไกการรักษากฎหมายจากนี้ ภายใต้การกำกับสั่งการของนายกฯและรองนายกฯ
เมื่อรัฐบาลควบคุมกลไกทางกฎหมายอยู่ ฉะนั้นการดำเนินการตามกฎหมายจึงไม่เกิดความน่าเชื่อถือได้ ทั้งเรื่องการตั้งข้อหาและการพิสูจน์ต่างๆ หรือแม้จะยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ตนคาดว่าการต่อสู้ของคนที่เห็นต่างที่ไม่ได้รับความยุติธรรมอาจจะใช้วิธีการต่างๆ ต่อต้านรัฐบาลซึ่งมีโอกาสสูง แต่ตนไม่สนับสนุนขบวนการใต้ดิน เพียงแต่เป็นห่วงว่าอาจจะเกิดขึ้นได้ ถ้าบ้านเมืองยังไม่เป็นประชาธิปไตยและไม่สามารถหาคนผู้ฆ่าประชาชนมาดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมหรือการหาผู้รับผิดชอบต่อผู้ที่เสียชีวิตจำนวนกว่า 80 ศพ จึงอยากให้รัฐบาลพิจารณาให้รอบคอบในการตั้งข้อหาดำเนินคดี ไม่ใช่เหมารวมว่าใครเป็นผู้ก่อการร้ายหมด มิฉะนั้น หากไม่มีความเป็นธรรม ประเทศก็อาจจะถลำลึกกว่านี้
เมื่อถามว่า พรรคเพื่อไทยจากนี้ควรมีบทบาทหรือร่วมแสดงความรับผิดชอบอย่างไร นายจาตุรนต์ กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยต้องช่วยเหลือดูแลผู้ที่ได้รับความเสียหายและผู้ที่ได้รับผลกระทบทั้งเรื่องอาคาร ทรัพย์สิน และอาชีพต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบ ส่วนเรื่องคดีความต้องนำผู้เกี่ยวข้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมหรือ หากพบว่ามี ส.ส.พรรคเพื่อไทยทำผิดก็ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและพรรคก็ต้องมีความรับผิดชอบทางการเมือง ส่วนตัวอยากเสนอแนะให้พรรคเพื่อไทยสรุปบทเรียนการชุมนุมที่ผ่านมาและเสนอต่อสังคม โดยให้ยึดการต่อสู้ตามกระบวนการรัฐสภา รวมทั้งต้องไม่สนับสนุนการใช้ความรุนแรง หากจะชุมนุมก็ต้องเป็นไปภายใต้กรอบกฎหมายรัฐธรรมนูญ
ผู้สื่อข่าวถามว่า ขบวนการเสื้อแดงจะมีทิศทางอย่างไรต่อจากนี้ นายจาตุรนต์ กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าการชุมนุมครั้งนี้ เสื้อแดงเสียหายอย่างมาก เพราะพลาดโอกาสที่จะประสบความสำเร็จต่อการเจรจาเพื่อยุติการชุมนุม ตนอยู่ในเหตุการณ์การเจรจาและได้พูดคุยกับแกนนำมาตลอด เช่น วันที่ 28 เม.ย. ตนได้พูดคุยกับนายวีระ มุสิกพงษ์ ประธาน นปช.และได้สนับสนุนมติที่จะให้ยุติการชุมนุมเกิดขึ้น แต่ระหว่างที่แกนนำกำลังมีมติสลายการชุมนุมก็จะมีเรื่องแทรกซ้อนมาตลอด เช่น การสลายการชุมนุมที่มีผู้ได้รับบาดเจ็บที่อนุสรณ์สถาน รวมทั้งการยิง พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง จนเสียชีวิต ซึ่งล้วนแต่ทำให้เกิดบรรยากาศที่โกรธแค้น การสลายการชุมนุมจึงเป็นไปได้ยาก โดยเฉพาะการที่ ส.ว.ได้มาเจรจากับแกนนำเสื้อแดงและได้ข้อสรุปว่าพร้อมที่จะพูดคุยกับรัฐบาล แต่รัฐบาลกลับกระชับวงล้อมจนนำไปสู่การปราบปรามประชาชน การที่จะต่อสู้ประชาธิปไตยต่อไปสามารถดำเนินการได้ แต่ต้องมาดูบทเรียนและพลังที่มีอยู่ที่สำคัญต้องยึดแนวทางสันติ อหิงสา ค่อยๆ ฟื้นและก้าวขึ้นมา
นายจาตุรนต์ ยังเห็นว่า เหตุการณ์พฤษภาทมิฬมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ทำให้รัฐบาลถูกขับไล่จนอยู่ไม่ได้ ตรงกันข้ามกับเหตุครั้งนี้ เป็นเพราะรัฐบาลได้รับการสนับสนุนจากผู้มีอำนาจหลายฝ่าย ทั้งที่รัฐบาลนี้ทำผิด สังคมไทยต้องไม่ควรยอมรับเพราะประจักษ์ชัดว่า รัฐบาลนี้ทำผิด ส่งกำลังทหารปราบปรามประชาชน.
ก่อการร้ายต่อเนื่อง ดึงยูเอ็นเข้าไทย
สูญเสียวอดวาย พังพินาศย่อยยับจลาจล สงครามกลางเมือง มิคสัญญี
สะท้อนภาพเหตุการณ์ความวุ่นวาย ฝูงชนบ้าคลั่งเผาบ้านเผาเมือง
วางเพลิงศูนย์การค้าย่านธุรกิจสำคัญใจกลางกรุงเทพฯ เผาทำลายอาคารสถานที่ต่างๆของเอกชนและสถานที่ราชการ เผาศาลากลางจังหวัดหลายแห่ง
เป็นอาฟเตอร์ช็อก หลังจากรัฐบาลโดยศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ใช้กำลังทหารกระชับวงล้อม บุกด่านรอบนอก
ปฏิบัติการบีบรัดกดดันแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตย ต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และกลุ่มผู้ชุมนุมม็อบเสื้อแดงที่แยกราชประสงค์
การกระชับวงล้อมตามด่านต่างๆ ทำให้เกิดการปะทะระหว่างทหารกับการ์ด นปช. และกองกำลังติดอาวุธอย่างดุเดือด
บาดเจ็บล้มตายกันทั้งสองฝ่าย ไม่เว้นแม้แต่สื่อมวลชน
ผลจากปฏิบัติการกระชับวงล้อมของฝ่ายรัฐบาล ทำให้แกนนำกลุ่ม นปช.ที่แยกราชประสงค์ นำโดยนายจตุพร พรหม-พันธุ์ และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ต้องตัดสินใจขึ้นเวทีประกาศยุติการชุมนุมที่แยกราชประสงค์ทันที
พร้อมเดินทางเข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
เพื่อต่อสู้คดีตามหมายจับในคดีฝ่าฝืน พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง และคดีก่อการร้าย
ทำให้ผู้ชุมนุมบางส่วนแสดงความแค้นเคือง ลุกฮือเข้าเผาทำลายอาคารห้างร้านต่างๆในบริเวณแยกราชประสงค์
ในขณะที่กองกำลังติดอาวุธที่แฝงตัวอยู่ในกลุ่มม็อบเสื้อแดง ก็ปฏิบัติการใช้อาวุธสงครามตอบโต้ฝ่ายทหารที่กระชับวงล้อมอย่างดุเดือด
เหตุการณ์ความวุ่นวาย ขยายลุกลามกลายเป็นจลาจล ปล้นสะดม วางเพลิงเผาเมือง
สร้างความเสียหายให้แก่ศูนย์กลางธุรกิจสำคัญของประเทศ
ห้างสรรพสินค้า โรงภาพยนตร์ อาคารสำนักงาน ร้านค้า ต่างๆ รวมทั้งธนาคารหลายแห่งถูกไฟเผาพินาศวอดวาย
ขณะเดียวกัน กลุ่มเสื้อแดงในต่างจังหวัดทั้งภาคเหนือและภาคอีสาน ก็ออกมาร่วมผสมโรงก่อจลาจลป่วนเมือง
โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคอีสานโซนสีแดงเข้ม มีการบุกเผาศาลากลางจังหวัดไปแล้ว 4 แห่ง ไล่ตั้งแต่ศาลากลางจังหวัด ขอนแก่น อุบลราชธานี อุดรธานี และมุกดาหาร
ความเสียหายกระจายตัวไปในภูมิภาค
การที่แกนนำกลุ่ม นปช.ประกาศยุติการชุมนุมที่แยกราชประสงค์แล้ว แต่กลุ่มคนเสื้อแดงบางส่วนยังไม่ยอมยุติ
แต่กลับมีการเคลื่อนไหวตอบโต้ในลักษณะรุนแรง ถึงขั้น ก่อจลาจลทำลายล้าง เผาบ้าน เผาเมือง เผาศาลากลางจังหวัด
แน่นอน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะยังมีอารมณ์อัดอั้นคั่งค้างแค้นเคืองไม่พอใจอย่างรุนแรง ที่รัฐบาลใช้กำลังทหารกระชับพื้นที่ บีบรัดการชุมนุม จนแกนนำเสื้อแดงต้องยอมมอบตัว
จึงระบายความคับแค้นด้วยการทุบทำลายเผาทรัพย์สินทุกอย่างที่ขวางหน้า
เป็นการกระทำในลักษณะอารมณ์พาไป
เพราะโดนปลุกเร้าจากบรรดาแกนนำม็อบมาเป็นเวลาเนิ่นนาน ไม่ใช่แค่แรมเดือน แต่เป็นแรมปี จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะให้สงบอารมณ์ลงแบบทันทีทันใด
แต่อีกส่วนหนึ่งในกลุ่มม็อบเสื้อแดง โดยเฉพาะสายฮาร์ดคอร์ การ์ด นปช.ขาบู๊ ต้องยอมรับว่า การก่อจลาจลป่วนบ้านเผาเมือง
อยู่ในแผนปฏิบัติการล่วงหน้า ที่แกนนำบนเวทีประกาศตอกย้ำกันมาตลอด ในท่วงทำนองขู่แบบดุดัน
ถ้ารัฐบาลใช้กำลังสลาย ระวังวอดวายเป็นทะเลเพลิง
แล้วสุดท้าย เหตุการณ์ตามคำขู่ของแกนนำก็เกิดขึ้นจริง
อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์วิกฤติม็อบเสื้อแดงยึดแยกราชประสงค์ ชุมนุมขับไล่รัฐบาล มีการปะทะระหว่างกำลังทหารกับกลุ่มผู้ชุมนุมและกองกำลังติดอาวุธที่แฝงอยู่ในม็อบ จนเกิดเหตุการณ์จลาจลเผาบ้านเผาเมืองตามมา
ถ้าเป็นยุคก่อนๆ สถานการณ์วิกฤติอย่างนี้คงเกิดการปฏิวัติรัฐประหารกันไปแล้ว
แต่ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ไม่มีการปฏิวัติรัฐประหาร
ไม่มีการฉีกรัฐธรรมนูญ
ตรงนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของประเทศไทย
เพราะการที่รัฐบาลภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ประกาศใช้ พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ ฉุกเฉินร้ายแรง
มอบหมายให้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง ทำหน้าที่ ผอ.ศอฉ.
มีการประกาศพื้นที่สถานการณ์ฉุกเฉินในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และต่างจังหวัดหลายแห่ง สั่งใช้กำลังทหารพร้อมอาวุธครบมือออกปฏิบัติการรักษาความสงบในห้วงวิกฤติม็อบเสื้อแดง
ตามด้วยการปฏิบัติการกระชับพื้นที่ เคลื่อนรถหุ้มเกราะสายพานบุกเข้ายึดด่านรอบเวทีชุมนุมแยกราชประสงค์
ปะทะกับกลุ่มผู้ชุมนุมและกองกำลังติดอาวุธที่แฝงตัวอยู่ในม็อบอย่างดุเดือด
บีบรัดวงล้อมกดดันจนแกนนำกลุ่ม นปช.ประกาศยุติการชุมนุม เข้ามอบตัว กระทั่งเกิดเหตุจลาจลเผาเมือง
มีการประกาศเคอร์ฟิว ห้ามประชาชนออกจากเคหสถานในยามวิกาลถึง 4 คืน เพื่อรักษาความสงบ
สถานการณ์เหมือนอยู่ในสภาวะของการรัฐประหาร
แต่ไม่ใช่ เพราะเป็นการใช้อำนาจที่เด็ดขาดตาม พ.ร.ก. บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงของรัฐบาลภายใต้ระบอบประชาธิปไตย
มีกฎหมายรองรับตามรัฐธรรมนูญ
อย่างไรก็ตาม จากการที่ผู้สั่งการใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง
แม้มีกฎหมายรองรับ แต่เมื่อผลของการใช้อำนาจมีเหตุการณ์ ปะทะระหว่างเจ้าหน้าที่ทหารกับกลุ่มผู้ชุมนุม มีผู้บาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก
เมื่อถึงจุดที่ต้องกลับไปสู่สนามเลือกตั้ง ก็เป็นเรื่องที่น่ากลัวและอันตราย
เพราะภาพเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น เหมือนกับนักการ เมืองที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน สั่งปราบประชาชน
ที่สำคัญปฏิเสธไม่ได้ว่า การชุมนุมของม็อบเสื้อแดงในครั้งนี้เกี่ยวพันกับความขัดแย้งทางการเมือง
เป็นม็อบที่เกิดขึ้นจากการชิงอำนาจกันระหว่างการ เมือง 2 ขั้ว
มีการชุมนุมย่อย ชุมนุมใหญ่ ปลุกเร้าปลุกระดมด้วย วิธีการต่างๆ บ่มเพาะความเกลียดชังกันมาเป็นปีๆ
ยิ่งมีการปะทะเกิดการสูญเสีย ยิ่งกลายเป็นบาดแผลในใจของผู้ชุมนุมกลุ่มเสื้อแดง
วันนี้ แม้วิกฤติการชุมนุมของกลุ่มม็อบเสื้อแดงที่แยกราชประสงค์ได้ยุติลงไปแล้ว แต่ปัญหาก็ยังไม่จบ
ยังมีวิกฤติใหญ่รออยู่ข้างหน้า
ไม่ว่าจะเป็นการชุมนุมประท้วง ก่อจลาจลในจังหวัดต่างๆทั้งภาคเหนือและภาคอีสาน
รวมไปถึงการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในวันข้างหน้า ก็ยังไม่รู้ว่าทุกพรรคจะไปหาเสียงได้ทุกพื้นที่ทั่วประเทศหรือไม่
ที่สำคัญ ถ้าเกาะติดร่องรอยการขับเคลื่อนต่อสู้ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่อยู่เบื้องหลังแกนนำกลุ่ม นปช. และการขับเคลื่อนของพรรคเพื่อไทยมาโดยตลอด
จะเห็นภาพได้อย่างชัดเจนว่า ทุกก้าวย่างของการต่อสู้ ทุกกระบวนท่าของความเคลื่อนไหวของทั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ แกนนำกลุ่ม นปช. และพรรคเพื่อไทย
มีความพยายามที่จะดึงปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นในห้วงวิกฤติม็อบเสื้อแดงไปสู่เวทีสากลระดับโลกตลอดเวลา
มีการยื่นหนังสือถึงองค์การสหประชาชาติ หรือยูเอ็น หลายครั้งหลายหน
เพื่อขอให้องค์การสหประชาชาติเข้ามาเป็นตัวกลางในการแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมกับรัฐบาล
แต่สถานการณ์ยังเดินไปไม่ถึงจุดนั้น เพราะองค์การสหประชาชาติมีหลักเกณฑ์กติกาในการที่จะเข้าไปทำหน้าที่เป็นตัวกลางไกล่เกลี่ย
ถ้าไม่ถึงขั้นเกิดสงครามกลางเมืองอย่างร้ายแรง หรือไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้ เพราะมีเหตุรุนแรงรบราฆ่าฟันกัน
องค์การสหประชาชาติไม่สามารถแทรกแซงได้
ปมนี้เป็นเรื่องที่น่ากลัว เพราะถ้าเหตุการณ์ในประเทศลุกลามบานปลาย รัฐไทยล้มเหลวจนเข้าขั้นเข้าข่ายที่องค์การสหประชาชาติต้องเข้ามาดูแล
เป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยเจรจา ก็เหมือนกับประเทศสูญเสียเอกราช
จากร่องรอยการต่อสู้หลายแง่มุมที่เกิดขึ้น มันสะท้อนให้เห็นว่า
แกนนำกลุ่ม นปช.ภายใต้บงการของ "นายใหญ่" ต้องการจะเดินไปสู่จุดนั้น เพื่อให้องค์การสหประชาชาติ เข้ามาเป็นตัวกลางเจรจาไกล่เกลี่ยความขัดแย้ง
และผู้ที่จะได้ประโยชน์เต็มๆจากตรงนี้ ก็หนีไม่พ้น "ทักษิณ"
เพราะมันเป็นอีกหนทางที่จะทำให้ไปถึงเป้าหมายยุทธศาสตร์ ได้กลับประเทศไทยโดยไม่ต้องรับโทษทางอาญา และทวงขุมทรัพย์คืน
ในขณะที่ฝ่ายถืออำนาจรัฐก็รู้ว่าจะต้องเกิดเหตุการณ์ เช่นนี้ตามมา
เพียงแต่จะรับมือกับเหตุก่อการร้ายและจัดการเลือกตั้งครั้งต่อไปโดยควบคุมไม่ให้มีเหตุรุนแรงได้หรือไม่
จะสามารถนำความปรองดองในสังคมไทยกลับคืนมาได้หรือเปล่า
โดยเฉพาะแผนปรองดอง 5 ข้อที่นายกฯอภิสิทธิ์ประกาศไว้ก่อนหน้านี้ ซึ่งทุกฝ่ายทั้งในประเทศและนานาชาติขานรับกันอยู่แล้ว
ถ้าทำได้ โอกาสที่ "รัฐไทยล้มเหลว" ก็คงไม่เกิดขึ้น.
"ทีมการเมือง"
Saturday, May 22, 2010
"เสื้อแดง"ไม่ยอมเลิก ตั้ง"สมัชชาประชาธิปไตย"สู้ นัดรวมตัวใหม่30พ.ค. ลุยทั่วประเทศ มิ.ย.ชุมนุมในกทม.
ที่มา มติชน กลุ่ม24มิถุนาให้เลิกพ.ร.ก.-เคอร์ฟิว นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย พร้อมคณะร่วมแถลงที่มูลนิธิ 111 ไทยรักไทย เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม ว่า กรณีที่รัฐบาลใช้กำลังทหารเข้าปราบปรามประชาชนในวันที่ 10 เมษายน และระหว่างวันที่ 14-19 พฤษภาคม จนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก จนส่งผลทำให้เกิดการจลาจล และการประกาศขึ้นบัญชีดำห้ามบุคคลและนิติบุคคล 125 ราย ทำธุรกรรมทางการเงิน รวมทั้งการประกาศเคอร์ฟิวทำให้บรรยากาศของประเทศเกิดความตึงเครียด ดังนั้น ขอเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการต่อไปนี้ 1.นายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี และผู้อำนวยการศูนย์ ศอฉ.ต้องพ้นจากตำแหน่ง เพื่อแสดงมโนสำนึกความเป็นคนและความถูกต้องที่สั่งการสลายการชุมนุม จนนำมาซึ่งความเสียหายในชีวิตและทรัพย์สินอย่างรุนแรง และส่งผลกระทบต่อความแตกแยกร้าวลึกในสังคมไทย นอกจากนี้กรณีที่เกิดเพลิงไหม้ในหลายจุดหลังการสลายการชุมนุม ทั้งที่มีกำลังทหารอยู่ในพื้นที่ แสดงให้เห็นว่า ไม่ได้มีการป้องกัน หรือรัฐบาลจงใจให้เกิดขึ้น ดังนั้น รัฐบาลต้องเยียวยาพนักงานที่ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน ขณะที่นายบรรหาร ศิลปอาชา ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ที่ระบุว่า หากมีการสลายการชุมนุมและทหารยังไม่ถอนกำลังออกจากพื้นที่ ก็จะพิจารณาถอนตัวจากการร่วมรัฐบาล จึงขอให้นายบรรหารรักษาสัจจะที่พูดไว้ด้วย 2.รัฐบาลต้องประกาศยกเลิกเลิก พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ ยกเลิกการเคอร์ฟิว เพื่อคืนความสงบสู่สังคม และยุติการสร้างภาพ จัดฉากกลบเกลื่อนความรุนแรงของตัวเอง 3.ยุติการคุกคามสื่อ โดยคืนสิทธิเสรีภาพให้กับสื่อสารมวลชนทุกแขนง 4.ให้ปฏิบัติต่อแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ( นปช.)ที่ถูกจับกุมในฐานะนักโทษการเมือง ไม่ใช่อาชญากร และ 5.ให้เปิดเผยความจริงการใช้กำลังทหารปราบปราม และจำนวนประชาชนที่เสียชีวิต โดยให้มีตัวแทน นปช.ร่วมตรวจสอบด้วย
ประกาศชุมนุมปลอบขวัญ30พ.ค.
นายสมยศกล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กลุ่ม 24 มิถุนาฯจะร่วมกับองค์กรคนเสื้อแดง ร่วมกันต่อสู้ โดยจะรวมตัวเป็นสมัชชาประชาธิปไตย เพื่อสานต่อภารกิจสร้างประชาธิปไตยและสร้างความเป็นธรรม ทั้งนี้ กลุ่มจะจัดกิจกรรมชุมนุมปลอบขวัญ โดยกลุ่มแดงตะวันตก เพื่อนำเสนอข้อเท็จจริงในเหตุการณ์ปราบปราบประชาชนที่ผ่านฟ้าฯและราชประสงค์ ในวันที่ 30 พฤษภาคม เวลา 15.00-21.00 น. ที่สวนสาธารณะเชิงเขาแก่นจันทร์ จ.ราชบุรี และจะทยอยจัดไปในทุกจังหวัด ส่วนใน กทม.จะจัดให้มีการชุมนุมใหญ่ในเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคม นอกจากนี้ จะจัดทำซีดีและสิ่งพิมพ์ประจานความโหดเหี้ยมของรัฐบาล ทั้งนี้ จะเรียกร้องนานาชาติให้งดซื้อขายอาวุธยุทธภัณฑ์ทหารให้กับกองทัพไทย และงดเชิญตัวแทนรัฐบาลไทยเข้าร่วมประชุมทุกชนิด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนการแถลงข่าว พ.ต.อ.รังสรรค์ ประดิษฐ์ผล ผกก.สน.นางเลิ้ง ได้เข้ามาเจรจากับนายสมยศไม่ให้แถลงข่าวบริเวณที่ทำการมูลนิธิ 111 ไทยรักไทย เนื่องจากเกรงว่า อาจมีความผิดเข้าข่ายห้ามกระทำการปลุกระดม มั่วสุมทางการเมืองตามประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ขณะที่เจ้าหน้าที่ของพรรคระบุว่า ทางมูลนิธิไม่ได้อนุญาตให้เข้ามาใช้พื้นที่แถลงข่าวเช่นกัน ซึ่งสุดท้ายนายสมยศยอมออกจากบริเวณที่ทำการมูลนิธิและมาใช้บริเวณถนนด้านหน้าที่ทำการพรรคให้สัมภาษณ์แทน
"เสื้อแดง"ขอพูดบ้างจะเอาไป "ฆ่า-ประหาร"ก็เชิญ
ที่มา มติชน ภายหลังแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงประกาศให้ผู้ชุมนุมกลับบ้านและยุติการชุมนุมแทนที่เดินทางกลับบ้าน ชาวบ้านกลับวิ่งหนีตายเข้าไปขอซุกตัวภายในวัดปทุมวนารามเป็นเขตอภัยทาน กับโรงพยาบาลตำรวจ เพื่อหลบซ่อนตัวไม่ยอมออกมาจากพื้นที่วัดตั้งแต่ตลอดเวลาช่วงบ่ายจนถึงเช้าของวันใหม่ นางคำสอน สมพงษ์ อายุ 57 ปี ชาวจ.หนองคาย นั่งรวมกลุ่มอยู่กับเพื่อน 3 คน รอเดินทางกลับบ้านที่สถานีขนส่งหมอชิต บอกเล่าเหตุการณ์ในวันที่ราชประสงค์มืดมิดพร้อมกับท่าทางที่ตื่นกลัว ว่า ลูกระเบิดลงมา พากันวิ่งเข้าวัดปทุมวนาราม เจ้าอาวาสดีมากให้พวกเราพักพิง



















ทั้งที่รัฐบาลประกาศเตรียมจัดรถคอยอำนวยความสะดวกให้เดินทางกลับบ้านอย่างปลอดภัยแต่ก็ไม่มีใครยอมออกมาและเวลานั้นก็ไม่มีมีใครรู้ว่าข้างในเกิดอะไรขึ้นภายในพื้นที่การชุมนุม หลังจากที่มีการประกาศเคอร์ฟิวผู้สื่อข่าวถอนออกจากพื้นที่ ขณะที่ผู้ชุมุนุมเดินออกจากพื้นที่ชุมนุมกลับภูมิลำเนาแค่ประมาณ 400 คนเท่านั้น แล้วอีกหลายพันคนหายเงียบ เข้าไปซุกตัวอยู่ในวัด
ตลอดคืนที่แสนจะยาวนานในความรู้สึกของชาวบ้านท่ามกลางความไม่สงบแสงเพลิงที่ลุกไหม้ตึกอาคารรอบพื้นที่ มีเสียงปืนเสียงระเบิดดังตลอดทั้งคืนแต่ที่เลวยิ่งกว่า คือ การนอนร่วมกับศพเพื่อนร่วมรบ นี่คือคำบอกเล่าของกลุ่มผู้ชุมนุมที่พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า "ยังผวาไม่เลิก"
แทบจะไม่มีใครได้หลับได้นอนกระทั่งรุ่งสาง แสงอาทิตย์ส่องสว่างมองเห็นสิ่งรอบข้างได้ชัดเจน ชาวบ้านเริ่มทยอยเดินทางออกมาตามเสียงเรียกของมือปราบหูดำ พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผบก.น.1 ใช้เครื่องขยายเสียงเรียกผู้ชุมนุมออกมาเพื่อเดินทางกลับบ้าน แต่ชาวบ้านยังคงมีอาการหวาดผวา เมื่อเดินออกมาเจอเจ้าหน้าที่ทหารยืนลาดตระเวนบนรางรถไฟฟ้าบีทีเอส หดกลับเข้าไปใหม่และไม่ยอมออกมา จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องตั้งแถวเป็นทางยาวเพื่อสร้างความมั่นใจว่าจะไม่มีใครมาทำร้ายได้ โดยที่ตำรวจจะยืนเป็นเกราะกำบังให้ ชาวบ้านจึงยอมเดินทางออกมาจากวัดเพื่อเดินทางกลับบ้าน
ใบหน้าที่มันเยิ้มเปื้อนฝ้า สีผิวที่กรำแดดปรากฏริ้วรอยความหมองคล้ำ เคลือบไปด้วยความอิดโรย ตาแดงกร่ำ เสื้อผ้าที่เปื้อนฝุ่น กลิ่นตัวที่หมักหมมขาดน้ำชำระล้างมานาน แต่ยังไม่เด็ดชัด สัมผัสได้เท่ากับ ความเครียด ความกังวล ที่แสดงออกมาทาง สีหน้า แววตา ไร้อารมณ์ความรู้สึก เหม่อลอย และหวาดกลัว แต่ซ่อนความมุ่งมั่นในแววตา
ชาวบ้านทยอยเดินทางลงจากรถเมล์มาต่อรถโดยสารที่สถานีขนส่งหมอชิต หอบหิ้วเสื่อ หมอน พัดลม ข้าวของเครื่องใช้พะรุงพะรัง ขณะที่บางคนมีแค่เสื้อผ้าชุดเดียวห่อหุ้มร่างกายไว้เท่านั้น นี่คือ ภาพของผู้ชมุนุมคนไทยที่ดูไม่ต่างจากพวกอพยพลี้ภัยจากสมรภูมิรบในชายแดน เข้าแถวลงทะเบียนกับกระทรวงมหาดไทยก่อนจะแวะไปรับเงินจากกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์รายละ 200 บาท เป็นการเยียวยาค่าเดินทางต่อรถกลับภูมิลำเนาหลังจากมีรถฟรีไปส่งถึงตัวจังหวัด ส่วนใหญ่เข้าไปรับเงินแต่บางคนก็ไม่ยอมรับและบอกกับเจ้าหน้าที่ว่าคนเสื้อแดงไม่รับเงิน ส่วนบางคนก็ประชดด้วยการบอกว่ามาร่วม 2 เดือนได้เงินกลับบ้าน 200 บาท
พูดแล้วจะเอาออกจริงหรือ ? คำตอบที่ชาวบ้านถามกลับกับคนที่หิ้วกล้องพร้อมปากกาและกระดาษมาขอสัมภาษณ์ แต่สุดท้าย นางชวนพร ชัยมงคล อายุ 55 ปี จ.เชียงใหม่ ก็ยอมเล่าถึงนาทีหนีตายเข้าไปอาศัยในวัดปทุมวนาราม ท่ามกลางวงล้อมของหมอกควันและเพลิงและกระสุนปืนที่ดังอย่างต่อเนื่องพร้อมกับผู้ชุมนุมหลายพันคนและอีก 6 ศพถูกยิงเสียชีวิตห่อด้วยเสื่อเรียงอยู่ในวัด ว่า จะออกมาก็ออกไม่ได้เพราะว่าหลายคนที่ออกมาเพราะห่วงข้าวของเครื่องใช้ก็ถูกยิง มันไม่เหมือนประเทศไทย ที่มีการเอื้อเฟื้อกัน ทุกคนเสียใจมากไม่น่าจะเป็นแบบนี้ เราเรียกร้องแค่ให้ยุบสภาเท่านั้นเองทำไมต้องมายิงเราด้วย (พร้อมกับสะอื้น) ทุกวันนี้ไม่มีความยุติธรรมสำหรับคนจนเลย คนจนไม่มีค่า ไม่มีราคา คนจนอย่างเราไม่ได้ขออะไรมากมาย ขอให้มันถูกต้อง อะไรที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้มันจะสงบ จึงขอให้ยุบสภาเลือกตั้งใหม่ ไม่ใช่ว่าจะต้องเป็นพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ตลอด จะเป็นใครก็ได้ที่มาจากการเลือกตั้งอย่างยุติธรรม
"ทุกคนกลับบ้านด้วยความเจ็บใจเพราะว่าญาติพี่น้องร่วมรบถูกยิง ถูกลากศพไปต่อหน้าต่อตา ไม่คิดว่าชีวิตนี้จะมาเจอแบบนี้ อยากให้บ้านเมืองได้ความยุติธรรมคืนมา มีความถูกต้อง มีกฎหมายเท่าเทียมกัน ไม่ใช่แบ่งพรรคแบ่งพวก คนรวย คนจน มีค่าเท่าเทียมกัน ต้องให้สิทธิการเป็นมนุษย์เหมือนกัน เป็นมนุษย์ขี้เหม็นเหมือนกัน แต่ถ้าขี้หอมก็ยกให้อีกระดับหนึ่ง ฉะนั้นต้องคิดว่าคุณคือมนุษย์เหมือนกัน
เราไม่ได้กลับบ้านมือเปล่าทุกคนรู้ที่แกนนำต้องเลิกเพื่อรักษาชีวิตผู้ชุมนุมไว้ วันนี้เราได้เพื่อนที่ไม่เข้าใจเราได้เข้าใจเรามากขึ้น แต่ที่ไม่เข้าใจก็ไม่เข้าใจเพราะฟังข่าวด้านเดียว เห็นแต่เสื้อแดงไปทำทหาร แต่ทหารทำร้ายคนเสื้อแดงไม่มีออกทีวีเลย ไม่ว่าอะไรหรอกคนที่เป็นนายกฯขอแค่คืนความยุติธรรมให้กับสังคมเท่านั้น หากยังแบ่งแยกกันอยู่อย่างนี้มันจะแตกแยกกัน" นางชวนพรกล่าว
สาวใหญ่เมืองเชียงใหม่ยังบอกอีกว่า ขณะที่พวกเราหนีเขาวัดแล้วไปนั่งไหว้พระอยู่คิดว่าถ้าจะมายิงกันตอนไหว้พระก็ไม่เป็นไร ที่ตรงนั้นมีแต่เด็ก ผู้หญิง เต็มไปหมด
"ถ้าต่อสู้ซึ่งหน้าเราต้านไหว แต่เขาเอาเปรียบเรา ไปซุ่มยิงจากข้างบน แบบนี้มันหมารอบกัด ต้องลงมาแล้วสู้กันซึ่งหน้าตัวต่อตัวเราจับมัดจับมัดดีดหำได้สบาย แต่เราไม่ฆ่าเพราะคนไทยด้วยกัน แต่เขามาตั้งใจฆ่าเรา ถ้าใครที่รับฟังมาจากที่ไหนก็ให้รู้ว่าเราคนไทยด้วยกัน ไม่ใช่ว่าเสื้อแดงต้องไปฆ่าเขา แค่จับเปลื้องผ้าก็ทำอะไรเราไม่ได้แล้ว แต่นี้มาฆ่าเราต้องนึกบ้าง ทำได้อย่างไรกับคนไม่มีทางสู้
คำว่าผู้ก่อการร้าย รัฐบาลคิดได้ไง ชาวบ้านดีดี แม่ค้าขายกล้วยทอดเป็นผู้ก่อการร้ายได้ไง เราต้องการความยุติธรรมคืนไม่น่าจะเป็นแบบนี้แค่ยุบสภาเขาก็ทำกันทั้งโลกหากคิดว่าหาเสียงเก่งก็หาวิธีการไปสิ ไม่เห็นต้องมาฆ่าเราเลย" สาวใหญ่เสื้อแดงคนเดิมระบุ
นางชวนพรเล่าต่อว่า ภายในวัดแทบจะไม่มีที่ให้เดินเพราะมีคนเข้าไปหลับนอนกันเรียงเป็นแถว ลูกก็เป็นห่วงโทรบอกให้ออกมาจากวัดซึ่งเขาไม่รู้ว่าเราออกไปไม่ได้ ถ้าออกมาตายแน่ ขนาดตอนเช้าที่ออกมาตำรวจต้องตั้งแถวเรียงกันเป็นแผงช่วยให้เราออกจากวัด เพราะข้างบนรางรถไฟยังมีทหารอีกเพียบ พร้อมกับชูภาพถ่ายจากกล้องดิจิตอลให้ดูรูปเจ้าหน้าที่ทหารยืนประจำการบนรางรถไฟ
"วันนี้ไม่มีความยุติธรรมกับเราคนจนเลย คนจนอย่างเราใช่ว่าจะมาขออะไรมากมายขอแค่ให้ยุบสภา เลือกตั้งใหม่ คุณได้เป็นนายกฯไปเราไม่ว่าให้มันถูกต้องอะไรที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้มันจะสงบ ทุกคนกลับบ้านด้วยความเจ็บใจ เพราะว่าญาติพี่น้องที่ร่วมรบกันเสียชีวิตไปต่อหน้าต่อตา ช่วยเหลืออะไรกันไม่ได้เลย การกลับบ้านครั้งนี้ถือว่าเสร็จแล้ว เรามาแสดงอุดมการณ์ของเราที่ไม่ชอบความไม่ยุติธรรมไม่ใช่ว่าเข้าข้างกัน ผิดก็คือผิด" นางชวนพร กล่าว
นายอนุชา ยะอนันต์ อายุ 45 ปี นปช.ลำพูน ชายร่างใหญ่หนวดเฟิ้มเล่านาทีชีวิตเป็นตายเท่ากันขณะที่เข้าไปหลบซ่อนในวัดปทุมวนาราม ว่า "อยู่ในวัดไล่ยิงคนเหมือนหมา ออกไปนอกวัดก็ไม่ได้ มีทหารอยู่บนรางรถไฟเห็นๆกันอยู่ จะไม่เห็นได้ไงไล่ยิงกันรอบวัดเลย ลึกๆในใจใครทำอะไรก็รับไปให้รู้กันเองไม่เป็นไร"
นปช.ลำพูนกล่าวอีกว่า มองดูรัฐบาลตอนนี้ไม่เหมือนกับรัฐบาลทั่วโลก ขนาดเขาทำผิดนิดเดียวก็เริ่มรู้ตัวต้องออกไปแล้ว แต่ตอนนี้ประเทศเราไม่ใช่ประชาธิปไตย รัฐบาลถูกต่อต้านไปไหนไม่ได้ต้องมีทหารคอยคุ้มครองไปกันแต่ละครั้งขนตำรวจทหารไปล้อม 3-4 พันคนเข้าใจว่าความเกลียดชังคนเสื้อแดง ที่เกิดในใจหลายคน คิดว่าเกิดจากข้อมูลที่เขารับฟังข้างเดียว เราไม่ได้มองว่าเขาเป็นศัตรู แต่ถ้าวันหนึ่งเขาได้รับรู้ว่าความจริง คืออะไร เขาจะเสียใจมากยิ่งกว่าพวกเราเสียใจอีก รัฐบาลควรแสดงความจริงใจว่าส่วนใดที่เป็นจริงหรือไม่เป็นจริงต้องเอามาพูดกัน
"ความจริงของเรื่องนี้ คือ รัฐบาลเอาทหารออกมาแล้วปิดกั้นไม่ให้พวกที่เข้าไปชุมนุมได้ชุมนุมกันอย่างสันติวิธี พวกเราไม่มีอาวุธมีแต่ไม้เหลาแหลมแต่ทหารอาวุธครบมือ วันหนึ่งถ้าเป็นญาติของเขาบ้างจะรู้สึกอย่างไร รัฐบาลไม่น่าทำขนาดนี้ ผมอายชาวโลก ชาวโลกรับรู้ข่าวหมด แต่ช่องทีวีของไทยยังปิดหูปิดตา มีข่าวทางอินเตอร์เน็ตที่รายงานข่าวเราบ้าง ประเทศไทยยังมัวแต่ปิดกั้นอยู่อย่างนี้เราไปไม่รอดแน่"นายอนุชากล่าวทิ้งท้ายก่อนเดินไปขึ้นรถกลับลำพูน
ขณะที่นายนางชฎาทาน ธันวาภักดี ชาวจ.นนทบุรี อายุ 55 ปี อาชีพค้าขาย กำลังหอบหิ้วสัมภาระที่ขนกลับมาจากราชประสงค์เพื่อเดินทางกลับบ้าน กล่าวว่า เมื่อก่อนเคยสนับสนุนการปฏิวัติว่ามันดีแต่พอเห็นการยึดทำเนียบจึงได้รู้ว่ามันไม่ดีแล้ว เมื่อก่อนเราเหมือนกบในกะลาเมื่อมีคนมาเตะกะลาให้เราต้องออกมาเราต้องวิ่งออกมาจนได้เห็นความไม่ยุติธรรม ฉะนั้นเรายอมตายเพื่อความถูกต้องดังนั้นเราต้องช่วยกัน
"เขาใจร้ายมาก ฆ่าเราเหมือนหมูเหมือนหมา เหมือนเราไม่ใช่คน ยิงลงมาจากรางรถไฟฟ้ามีคนตาย 6 ศพ นอนอยู่ในวัดยังไม่ได้ฉีดยาให้ศพ น่า อนาถใจมาก ไม่คิดเลยว่าจะยิงเรา นัดเดียวคาที่หมด เห็นคนเชียงรายมากัน 8 ตาย 5 กระสุนเข้าหูซ้ายทะลุออกหูขวา" นางชฎาทานบอกเล่าสิ่งที่ได้พบเจอ
นปช.นนทบุรี กล่าวต่อว่า "ตอนนี้เราต้องหยุดก่อนแต่เราไม่ถอย เราไม่ได้ทำอะไรเขาเลยเขามายิงเราทำไมเราแค่มาเรียกร้องประชาธิปไตยขอความเป็นธรรมมายิงเราทำไม พอใจยิงก็ยิง ก่อนหน้านี้เราไม่เคยแตะต้องอะไรเลย แต่ตอนนั้นระเบิดลงหน้าเวทีคุณฆ่าเราแล้ว พวกเราก็ระงับอารมณ์ทุกคนไม่ได้แล้ว พวกเราก็พากันหนีตายเข้าไปในวัดบ้าง หลบอยู่ใต้รางรถไฟฟ้าบ้าง เขาก็ยิงลงมาอย่างต่อเนื่องเก็บข้าวของกันแทบไม่ทัน เขายืนอยู่บนหัวเรา ตอนนั้นประมาณ 6 โมงเย็น พอเราออกมาตอนเช้ายังเห็นทหารยืนอยู่เต็มรางรถไฟฟ้า"
"สิ่งที่พวกเราเจอยิ่งกว่าสงคราม เกิดมาไม่เคยเจอ ไม่คิดว่าประเทศเราจะเป็นขนาดนี้ ใจร้ายมากเขาเหยียบย่ำหัวใจเรามาก รอดตายมาทุกวันนี้เพราะตำรวจแท้ๆ และขอย้ำบอกกับพวกที่หาว่าเรามาแล้วได้เงินไม่จริงเลย มีแต่เสียเงินเองทุกบาททุกสตางค์ ไม่มีใครเอามาให้เลย เราสู้กันตั้งแต่พันธมิตรยึดทำเนียบจนกระทั่งวันนี้ที่พวกเราถูกไล่ยิง" นางชฎาทานกล่าว
ทางด้านนายชัยวัฒน์ แสงเดช เจริญชัย อายุ 47 ปี ชาว จ.อุดรธานี ที่กำลังรอขึ้นรถกลับภูมิลำเนาหลังจากที่ลาสิกขาบทเพื่อมาร่วมชุมนุมบอกว่า ตอนนั้นได้ดูข่าวเห็นแล้วทนไม่ไหวจึงสึกออกมาเพราะเห็นความไม่ถูกต้อง ขอเงินพี่ชาย 4 พันบาท เข้ากรุงเทพฯตั้งแต่หัวโล้นจนตอนนี้ผมขึ้นขนาดนี้แล้ว(ชี้ไปที่ผม) มาร่วมชุมนุมเกือบ 2 เดือนเงินที่นำมาก็หมดแล้ว แต่ข้างในคนเสื้อแดงรักกันมากแบ่งบันกันกิน พวกเขาไม่มีอาวุธมีแต่หนังสติ๊ก ไม้ไผ่ กับบั้งไฟที่จุดไล่เฮลิคอปเตอร์ ส่วนพวกผู้หญิงน่าสงสารมากช่วงที่ทหารบุกยิงทั้งแก๊สน้ำตา ยิงปืนใส่
"พวกผู้หญิงที่อยู่ในพื้นที่ทนเห็นคนถูกยิงไม่ได้ไปช่วยกันเอาน้ำยาล้างส้วมเทใส่ถุงแล้วเอาไปเฟวี้ยง(ขว้าง)ทหารเห็นแล้วน้ำตาไหล ถ้าใครเข้าไปสัมผัสข้างไหนแล้วจะรู้ เมื่อกี้เดินออกมาตามถนนหนทางชาวบ้านร้องห่มร้องไห้มาตลอดทาง ตำรวจดีมากเลยที่เข้าไปช่วยพวกเราไม่งั้นทหารไม่ปล่อยออกมาแน่ ถ้าออกมาโดนยิงหมด" นายชัยวัฒน์ กล่าวย้ำสิ่งที่ผู้ชุมนุมคนอื่นบอกไว้ในเรื่องเดียวกัน
"ตอนทหารยิงผมอยู่ตรงศาลาแดง วิ่งหลบกระสุนทั้งวัน ทั้งคืน ทหารใช้ปืนสไนเปอร์ยิง โดนหัว โดนลำตัว ต่างคนต่างวิ่ง หมอบไปด้วยวิ่งไปเลาะตามเต็นท์ วิ่งโล่งๆไม่ได้ ตอนนั้นผมวิ่งไม่ถึงวัด จึงเข้าไปหลบในโรงพยาบาลตำรวจแทน พวกเรานอนเกลื่อนกับพื้นเต็มไปหมด ออกไปไหนก็ไม่ได้ คนในวัดก็ออกไม่ได้ ออกมาก็ถูกยิง ตรงศาลาแดง ดุเดือดมาก ไปซุ่มอยู่บนตึกยิงลงมา " นายชัยวัฒน์กล่าวถึงนาทีหนีตาย
นายชัยวัฒน์ เล่าถึงการเดินทางมาร่วมชุมนุมว่า มาคนเดียวได้แต่ดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแต่ช่วยเหลืออะไรไม่ได้ เห็นแล้วน้ำตาไหลออกมาเองแบบไม่รู้สึกตัว พวกมวลชนไม่รู้เรื่องรู้ราว ทำไมต้องยิงเขาด้วย ผู้หญิง เด็ก ยิงหมด หากออกไปจากที่ชุมนุมเจอด่านทหารจะตรวจค้นมีอะไรแดงๆจะโดนหมดเลย เถื่อนมากเหมือนไม่ใช่ประเทศไทย มันจะไม่ใช่สยามเมืองยิ้มอีกต่อไปแล้ว
"คนเฒ่าคนแก่บางคนบอกว่า ตั้งแต่เกิดมาจนแก่ไม่เคยเห็นรัฐบาลไหนจะโหดขนาดนี้แม้แต่ตัวผมเอง" เสียงสะท้อนจากผู้ชุมนุมที่ตกใจกับเหตุการณ์ที่ไม่คิดว่าจะได้พบเจอ
"ขณะที่นางพยายามกำลังปั้มหัวใจช่วยคนเจ็บอยู่ก็ถูกยิงเสียชีวิต การ์ดก็ตาย โหดมาก พวกเราไม่ได้กินข้าวกินน้ำกันเลยตี 5 ตั้งแต่ทหารเริ่มปฎิบัติิการ พวกเขามากล่าวหาว่าพวกเราเป็นผู้ก่อการร้าย เราไม่มีอะไรเลย มีแต่พัด แล้วมากล่าวหาว่าเราเป็นคอมมิวนิสต์ เป็นผู้ก่อการร้าย ถ้ามีปืนจริงคิดว่าจะเหลือหรือไงก็ยิงออกไปสิ บ้านเมืองไม่มีขื่อมีแป สั่งฆ่าใครฆ่าให้หมดจับใครได้ก็ฆ่าให้หมด" ยายคำสอนกล่าว
"กลัวก็กลัวแต่สู้ ช่วยๆกัน ระเบิดโยนมาไม่ถูกพวกเราก็ถูกคนอื่น ลูกปืนยิงมาไม่ถูกเราก็ถูกคนอื่น การ์ดผู้ชายรับปืนรับระเบิดแทนผู้หญิงหมด แต่ผู้หญิงตายเยอะหนีไม่ทันทั้งคนแก่และเด็ก แล้วยังยิงฝรั่งที่มาทำข่าวอยู่กินกับพวกเรา แล้วยังจะมาหาว่าเป็นพวกผู้ก่อการร้ายยิงอีก มันโหดร้ายแค่ไหนรัฐบาลนี้จะเอาเราไปประหารก็เชิญเพราะพูดความจริงเลย เพราะรัฐบาลทำได้ทุกอย่าง" ยายชาวหนองคายพูดอย่างไม่กลัวความผิดและภัยถึงตัว
"เราไม่ใช่คนมีความรู้แต่เป็นชาวนาเต็มตัวจะบอกว่า แม้แต่เด็กยังไม่ไว้ชีวิต คนแก่คลานไปร้องขอชีวิตยังโยนทิ้ง ไม่ตายก็โยนเข้ากองไฟ เอาศพไปทิ้งไม่ให้เห็นศพ"ยายคำสอนกล่าวย้ำอีกครั้งก่อนจะบอกว่าได้เข้าไปหลบอยู่ในวัดปทุมวนารามหลวงปู่ก็เทศนาให้ฟังแก๊สน้ำตาก็ยิงเข้ามาในวัดใจสั่นไปด้วยนั่งพนมมือไปด้วย ไม่ตายก็เหมือนตาย เราผ่านสนามรบมาแล้วไม่เห็นต้องกลัวอะไรอีกต่อไป
ขณะที่นายสุชาติ พรั่งพรหม นปช.จันทบุรี กล่าวย้ำถึงภาพที่เห็นและเสียงที่ได้ยิน ว่า"เห็นทหารยิงประชาชนตอนนั้นพักอยู่ที่วัดปทุมวนารามเห็นศพอยู่ในวัด 6 ศพ บาดเจ็บอีกประมาณ 10 คน ยิงพยาบาล(อาสาสมัคร)ในวัดที่กำลังทำแผลให้กับคนเจ็บก่อนยิงยังด่าพยาบาลอีกว่าอีเสื้อแดงมึงเก่งนักหรอแล้วก็ยิงเลย เป็นทหารแก่แล้วมีผมหงอก "
เสียงส่งท้ายของคนเสื้อแดงก่อนอำลาเมืองกรุง กลับบ้านพร้อมกับบาดแผลในใจ ความทรงจำครั้งหนึ่งในชีวิตบนเส้นทางการเรียกร้องประชาธิปไตยได้รับบทเรียนที่แสนล้ำค่าที่สุดในชีวิตของมวลชนคนธรรมดาที่ไม่คาดคิดว่าจะต้องมาตกอยู่ในสมรภูมิรบท่ามกลางสงคราม "คนไทยฆ่ากันเอง" จนแทบเอาชีวิตไม่รอด
2นักข่าวฝรั่ง เล่าประสบการณ์สยองในวัดปทุมวนาราม
ที่มา ข่าวสด เมื่อ 21 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์ข่าว ดิ ออสเตรเลียน ของออสเตรเลีย รายงานว่า นายสตีฟ ทิกเนอร์ นักข่าวช่างภาพในสังกัดที่มาจากเมืองนิวคาสเซิล รัฐนิวเซาท์เวลส์ เข้าไปทำข่าวการชุมนุมและอยู่ในที่เกิดเหตุสลายผู้ชุมนุมที่วัดปทุมวนาราม วันที่ 19 พ.ค. ทิกเนอร์ เล่าว่า ตลอดคืนนั้นมีแต่เสียงปืนและระเบิด ภายในวัดมีทั้งคนตายและผู้บาดเจ็บ คนที่อยู่ในวัดส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง และไม่ใช่กลุ่มฮาร์ดคอร์ ด้านเว็บไซต์หนังสือพิมพ์เดอะโกล้บ แอนด์ เมล์ สื่อชื่อดังของประเทศแคนาดา รายงานว่า เมื่อวันที่ 19 พ.ค. นายมาร์ก แม็กคินนอน ผู้สื่อข่าวเดอะโกล้บ แอนด์ เมล์ ปฏิบัติหน้าที่ทำข่าวเหตุทหารไทยบุกโจมตีเวทีชุมนุมใหญ่คนเสื้อแดงแยกราชประสงค์ และเขียนบทความเรื่อง In a Bangkok Buddhist temple, the groans of the wounded shot seeking sanctuary. เล่าประสบการณ์เฉียดตายในวันดังกล่าว ว่า ตนกับนายแอนดรูว์ บันคอมบ์ ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ ดิ อินดีเพนเดนต์ ประเทศอังกฤษ พร้อมนายร็อบ ดอนเนลแลน ชาวอังกฤษที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ และอาสาทำหน้าที่ล่ามแปลภาษา ออกไปเก็บข้อมูลสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกระทั่งท้ายที่สุดเข้าไปทำข่าวในเขตวัดปทุมวนารามในช่วงเย็นและพบชาวนา รวมทั้งชาวบ้าน ซึ่งเป็นมวลชนคนเสื้อแดงหลบภัยอยู่ข้างในวัดประมาณ 1,500 คน ส่วนแกนนำ นปช.นั้นหายไปหมดสิ้น ต่อมาตนเข้าไปหลบในกุฏิพระและมีโอกาสใช้อินเตอร์เน็ตตรวจสอบเหตุการณ์ข้างนอก จากนั้นนายแอนดรูว์โทรศัพท์มือถือเข้ามาบอกว่า "ผมถูกยิงแล้วเพื่อน" เมื่อไปถึงบริเวณประตูวัดพบนายแอนดรูว์ถูกปืนลูกซองยิงใส่ได้รับบาดเจ็บตรงต้นขา และเสียงกระสุนปืนดังสนั่นหวั่นไหวมาก เมื่อรถมาถึงนายแอนดรูว์ปฏิเสธไม่ยอมขึ้นรถเป็นคนแรก เพื่อเปิดทางให้ผู้บาดเจ็บคนอื่นๆ ไปก่อน เพราะไม่มั่นใจว่าเมื่อเจ้าหน้าที่มาช่วยชาวต่างชาติแล้วจะกลับไปเลยโดยละทิ้งคนอื่นๆ หรือไม่ ส่วนเจ้าหน้าที่หน่วยฉุกเฉินขอให้ตนเข้าไปบอกคนในวัดว่าพรุ่งนี้เช้าจะพยายามกลับมาใหม่ อย่างน้อยที่สุดก็เพื่อช่วยเหลือสตรี คนชรา และผู้บาดเจ็บที่อาจยังหลงเหลือ จากเหตุการณ์ครั้งนี้มีผู้เสียชีวิต 7 คน ในจำนวนนี้เป็นเจ้าหน้าที่การแพทย์ 2 คน บาดเจ็บ 10 คน



นายทิกเนอร์ กล่าวว่า ชายคนหนึ่งที่อยู่ในวัดถูกทหารที่อยู่ห่างจากวัดไม่กี่เมตรยิงเข้าใส่ ชายคนนั้นทรุดลงไปกองกับพื้น เมื่อตนและพระสงฆ์จะเข้าไปช่วยลากชายคนนั้น ก็ถูกทหารยิงใส่เข้ามา ตนคิดว่าทหารรู้ว่าตนเป็นนักข่าว เพราะเห็นกล้อง ต่อมาตนและพระช่วยกันลากชายคนนั้นเข้าไป แต่ก็เสียชีวิตในเวลาต่อมา บรรยากาศในตอนนั้นเต็มไปด้วยความกลัว ตื่นตระหนกและเครียด ตนไม่ได้ออกจากวัด เพราะกลัวถูกยิงตาย ข้างนอกวัดมีสไนเปอร์และรถถัง มีแต่ความโกลาหล
นายแม็กคินนอนระบุว่า ก่อนหน้านี้แกนนำเสื้อแดงกล่าวกับมวลชนว่าถ้าทหารบุกเข้าที่ชุมนุมให้เคลื่อนย้ายมายังวัดปทุมวนารามเพื่อความปลอดภัย อย่างไรก็ตาม พอใกล้ถึงกำหนดที่รัฐบาลประกาศเคอร์ฟิว เวลา 20.00 น. วันที่ 19 พ.ค. สถานการณ์รอบๆ วัดก็ตกอยู่ในสภาพตึงเครียด จนตนกับแอนดรูว์และร็อบออกจากวัดไม่ได้ต้องหลบกระสุนกันชุลมุน แม้ว่าวัดเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และน่าจะปลอดภัยก็ตาม ขณะเดียวกัน คนบางคนในกลุ่มผู้ชุมนุมพยายามยิงพลุตอบโต้ฝ่ายทหาร
ผู้สื่อข่าวแคนาดาซึ่งผ่านประสบการณ์สยองในวัดปทุมวนาราม รายงานต่อไปว่า ตนใช้มือถือโทร.ติดต่อขอความช่วยเหลือจากสถานทูตแคนาดา อังกฤษ รวมถึงโรงพยาบาลต่างๆ และต่อสายไปยังสำนักงานของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ผู้ออกคำสั่งปราบปรามคนเสื้อแดง ชั่วโมงอันยาวนานผ่านพ้นไป บางขณะเสียงปืนเงียบไป แต่กลับดังระงมขึ้นอีก ตามด้วยเสียงระเบิดปริศนาหลายนัด ในที่สุดได้รับโทรศัพท์แจ้งว่ามีการตกลงหยุดยิงเพื่อให้รถพยาบาลเข้ามารับนายแอนดรูว์กับผู้บาดเจ็บออกจากวัดไปโรงพยาบาล
6 ศพ วัดปทุมฯ 6 ศพ เขต "อภัยทาน" คำถามถึง สังคม
ที่มา ข่าวสด
แม้ พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกศอฉ.จะแถลงว่า
"มีผู้ยิงอาวุธสงครามเข้าไปในขณะที่ผู้ตายพยายามเดินออกจากพื้นที่ไปยังสนามกีฬาศุภชลาศัย คาดว่าจะถูกยิงในช่วงเวลา 17.00-18.00 น. สิ่งที่ยืนยันได้เป็นอย่างดีคือช่วงเวลานั้นทหารและตำรวจยังไม่สามารถเข้าไปในพื้นที่วัดได้เลย"
แต่อาสาสมัครร่วมด้วยช่วยกันที่อยู่ในเหตุการณ์เปิดเผยผ่านหนัง สือพิมพ์ "ไทยรัฐ" ว่า
"ผมและเจ้าหน้าที่อาสาปฏิบัติงานอยู่ที่เต็นท์พยาบาลหลังร้านขายเครื่องสังฆทานในวัดได้มีเสียงปืนยิงมาจากบริเวณฝั่งแยกเฉลิมเผ่าและบนรางรถไฟฟ้า คนเสื้อแดงรายหนึ่งถูกยิงหน้าประตูภายในรั้ววัดตรงจุดที่ป้ายคำว่าเขตอภัยทานเพียงไม่กี่เมตร
"เจ้าหน้าที่อาสาพยาบาลในเต็นท์กรูออกไปช่วยแต่ถูกกราดยิงร่วงลงไปกองกับพื้น ผมและเพื่อนช่วยกันนำร่างผู้ถูกยิงเข้ามาหลบในเต็นท์แต่ก็ยังมีกระสุนระดมยิงเข้ามาอีก
เมื่อไม่ใช่ทหาร เมื่อไม่ใช่ตำรวจแล้วเป็นผู้ใด
คําถามที่เกิดขึ้นมิได้หมายถึง 6 ศพที่อยู่ในวัดปทุมวนารามอันเป็นเขต "อภัยทาน" อย่างที่เข้าใจกันเท่านั้น หากยังเป็นอีกหลายสิบศพระหว่างปฏิบัติการตั้งแต่เช้าตรู่ของวันที่ 19 พฤษภาคมอีกด้วย
เมื่อมิได้เป็นตำรวจและทหาร หมายถึงเป็นฝีมือของ "ผู้ก่อการร้าย" กระนั้นหรือ
คำถามนี้มิได้จำกัดเฉพาะสถานการณ์กระชับวงล้อมเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม หากกินความตั้งแต่การขอคืนพื้นที่เมื่อวันที่ 10 เมษายน การยิงเอ็ม 79 เมื่อวันที่ 22 เมษายน รวมถึงความตายของทหารในวันที่ 28 เมษายน
ตัวเลขอย่างไม่เป็นทางการมีผู้เสียชีวิตรวมแล้วเกือบ 80 บาดเจ็บอีกนับพันคน
ขณะที่สถานการณ์เมื่อเดือนตุลาคม 2516 มีผู้เสียชีวิต 70 ขณะที่สถานการณ์เมื่อเดือนตุลาคม 2519 มีผู้เสียชีวิต 41 และขณะที่สถานการณ์เมื่อเดือนพฤษภาคม 2535 มีผู้เสียชีวิต 52 คน
ถือได้ว่าสถานการณ์จากเดือนมีนาคม-พฤษภาคม 2553 จำนวน มากกว่า 80
แต่เป็นความมากกว่าที่แทบไม่ได้รับความสนใจจากรัฐบาล เป็นความมากกว่าที่เจ้าหน้าที่พร้อมโยนให้เป็นความรับผิดชอบของผู้ก่อ การร้าย
ไม่ใช่ความรับผิดชอบของรัฐบาล ไม่ใช่ความรับผิดชอบของทหารและตำรวจ
สถานการณ์ ณ จุดอื่นอาจมีความคลุมเครือยากต่อการพิสูจน์ แต่สถานการณ์ ณ วัดปทุมวนารามมีพยานรู้เห็นอย่างค่อนข้างเด่นชัด
เด่นชัดว่าเสียงปืนดังมาจากฝั่งไหน
เด่นชัดว่าวัดปทุมวนารามได้รับการประกาศและยอมรับโดยทั่วกันว่าเป็นเขตอภัยทาน มีความเป็นกลาง
คนที่รัวกระสุนเข้าไปในวัดเพื่อสังหารคนย่อมเลือดเย็นเป็นอย่างยิ่ง
ขณะเดียวกัน สถานการณ์การสังหาร 6 ศพ ในวัดปทุมวนารามเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคมและต่อเนื่องมาถึงวันที่ 20 พฤษภาคม
จึงได้มีการเข้าไปตรวจสอบและยืนยันความเป็นจริง
กระนั้น ความเป็นจริงก็ยังมีความขัดแย้งระหว่างความเป็นจริงของรัฐบาล ความเป็นจริงของศอฉ.กับ ความเป็นจริงของผู้อยู่ในเหตุการณ์
คำถามก็คือ ความเป็นจริงของฝ่ายใดจะเป็นความเป็นจริงที่ "จริงแท้"
สังคมไทยได้ชื่อว่าเป็นสังคมพุทธ วัดปทุมวนารามถือได้ว่าเป็นวัดที่ได้รับความเชื่อถืออย่างสูง
การบิดเบือนในสถานที่แห่งอื่นอาจสามารถกระทำได้โดยตาไม่กะพริบ แต่กล่าวสำหรับ ณ วัดปทุมวนาราม ยากเป็นอย่างยิ่งที่จะสามารถบิดเบือนได้อย่างเลือดเย็น
เพราะสิ่งศักดิ์สิทธิ์คงไม่ยอมให้ฆาตกรและผู้สมคบคิดลอย นวลได้อย่างแน่นอน

