ที่มา ไทยรัฐ จลาจล มิคสัญญี กลียุค บ้านป่าเมืองเถื่อน ครบทุกสถานการณ์ เฉพาะการเข้าสลายการชุมนุมโดยใช้กำลังทหาร ทำให้มีผู้เสียชีวิตเท่าที่พบศพโดยเป็นรายงานจากศูนย์เอราวัณ ไม่น้อยกว่า 52 ศพ บาดเจ็บประมาณ 400 ราย แม้แต่ในวัดปทุมวนารามที่ระบุว่าเป็นเขตอภัยทานพบศพ 6 ศพ ในจำนวนนั้นมีหน่วยกาชาดที่เป็นผู้หญิงอยู่ด้วย จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าการใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุมครั้งนี้ของรัฐบาล หมัดเหล็ก
นองเลือดและมือเปื้อนเลือด
ลักษณะของการเข้าสลายการชุมนุมก็ไม่ต่างอะไรจาก ยึดอำนาจประชาธิปไตย เพราะกระบวนการต่างๆที่นำมาใช้ปฏิบัติทุกขั้นตอนดูจะรุนแรงกว่าการปฏิวัติรัฐประหารด้วยซ้ำ
เพียงแต่ว่ายังไม่ฉีกรัฐธรรมนูญอีกอย่างเดียวเท่านั้น
แม้สามเกลอจะเข้ามอบตัวเพราะเกรงว่าจะถูกยิงโดยสไนเปอร์ แล้วก็ตาม มีรายงานว่าก่อนที่สามเกลอจะตัดสินใจประกาศมอบตัวนั่งหารือในตู้คอนเทนเนอร์หลังเวที ลูกปืนก็เฉี่ยวไปเฉี่ยวมา และชาวบ้านที่ถูกตั้งข้อหาผู้ก่อการร้าย สาเหตุเสียชีวิตส่วนใหญ่ก็ถูกกระสุนเข้าที่หัว รัฐบาลจึงปฏิเสธเรื่องของสไนเปอร์ไม่ได้ และจะโยนความผิดไม่ได้อีกเช่นกัน
หลักฐานออกทนโท่
เจตนาของ คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในการที่จะแก้ไขวิกฤติบ้านเมืองครั้งนี้ด้วยความปรารถนาอยากเห็นความสงบอย่างไร จะจริงใจดังเช่นที่ ออกมาแถลงข่าวหลังสลายการชุมนุมและมีผู้บาดเจ็บล้มตายหรือไม่
ที่รู้มาก็วันที่ 18 พ.ค.บรรดา ส.ว.ที่อาสาเข้ามาไกล่เกลี่ยเจรจา สงบศึก ในฐานะคนกลางค่อนข้างจะมีความหวัง เพราะหลังจากที่ได้คุยกับแกนนำ นปช.หลายครั้งจนกระทั่งมีกำหนดการแน่นอนที่จะสลายการชุมนุม รวมทั้งตัวแกนนำเองก็อยากจะลงเต็มที พร้อมที่จะมอบตัวเรียบร้อย
ข้างฝ่ายรัฐบาลเอง คุณอภิสิทธิ์โทรศัพท์ไปยืนยันในข้อตกลงการสลายการชุมนุมกับ คุณประสพสุข บุญเดช ประธาน ส.ว.เองถึง 2 ครั้ง ทุกอย่างดูเหมือนราบรื่น
แต่พอเช้ามืดวันที่ 19 พ.ค. ทุกอย่างเปลี่ยนไปหมด สงครามกลางเมือง ถูกจุดขึ้นมาเต็มรูปแบบ ยุทธการเด็ดหัวเริ่มปฏิบัติการ บ้านเมืองลุกเป็นไฟ ตั้งใจจะขุดรากถอนโคนให้สิ้นซาก
วันนี้ประเทศไทยถึงบทพิสูจน์ข้อครหาที่เกิดขึ้นในห้วงเวลาที่ผ่านมา โดยข้อเท็จจริงในเชิงประจักษ์ ทั้งการละเมิดสิทธิมนุษยชน ระบอบประชาธิปไตย ความเป็นธรรมชำรุด และสำนึกของสื่อมวลชนทุกแขนง
และพฤติกรรมถาวรของนักการเมืองมืออาชีพ
ปฏิเสธไม่ได้ว่ารัฐบาล มือเปื้อนเลือด จะได้รับการยอมรับจากชาวโลกมากน้อยแค่ไหน สถานภาพของประเทศไทยจะตกอยู่ในสถานะใด ประเทศไทยจะเกิดสงครามกลางเมืองไปอีกยืดยาวแค่ไหน
เพราะต่อไปนี้รัฐบาลจะต้องเผชิญหน้ากับคนเสื้อแดงที่ถูกผลักไสให้เป็นผู้ก่อการร้าย ตาต่อตา ฟันต่อฟัน สงครามกลางเมืองที่เกิดจากสงครามชนชั้นรุนแรงและร้ายแรงแค่ไหน แล้วแต่เวรแต่กรรม.
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Sunday, May 23, 2010
นองเลือด-เปื้อนเลือด
ขยายเคอร์ฟิว เพิ่ม2วัน ตั้งแต่5ทุ่ม-ตี4
ศอฉ.ขยายเคอร์ฟิว 2 วัน 5 ทุ่มถึงตี 4 เตรียมย้าย ศอฉ.ไปอยู่กองทัพบกพรุ่งนี้ ตั้งจุดตรวจเข้ม 5 จุดสำคัญรอบราชประสงค์ คุมเข้มตั้งด่านกรุงเทพชั้นใน 16 ด่าน...เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 23 พ.ค. 2553 ที่กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ร.11รอ.) พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) แถลงผลการประชุมศอฉ.ในช่วงเช้าที่มีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ด้านความมั่นคงในฐานะผอ.ศอฉ.เป็นประธานว่า การดูแลความปลอดภัยให้ประชาชนจะมีใน 3 ลักษณะควบคู่กันไปคือ ลักษณะที่ 1 การจัดกำลังจากเจ้าหน้าที่สารวัตรทหารของทุกเหล่าทัพปฏิบัติภารกิจร่วมกับตำรวจ และ เจ้าหน้าที่เทศกิจ โดยพื้นที่ที่รับผิดชอบคือ พื้นที่โดยรอบของแยกราชประสงค์ ซึ่งจะตั้งจุดตรวจสำคัญ 5 จุด ได้แก่ แยกราชประสงค์ แยกประตูน้ำ แยกศาลาแดง แยกเพลินจิต และแยกปทุมวัน โดยเริ่มตั้งแต่เวลา 08.00 น.ของวันนี้ ภารกิจคือ ดูแลความปลอดภัยระงับยับยั้งเหตุร้ายที่มีประชาชนมาร้องขอความช่วยเหลือในพื้นที่ดังกล่าว
“ลักษณะที่ 2 เรื่องการจัดกำลังสายตรวจของเจ้าหน้าที่สารวัตรทหาร เป็นสายตรวจรถยนต์จะตรวจพื้นที่ต่างๆทั่วกรุงเทพทุกเส้นทางเริ่มตั้งแต่วันนี้ นอกจากนี้ยังมีการจัดตั้งด่านตรวจในพื้นที่กรุงเทพชั้นนอก และปริมณฑล จำนวน 17 ด่าน ส่วนกรุงเทพชั้นในตั้งจุดตรวจ ด่านสกัด 16 ด่าน กำลังของทุกเหล่าทัพจะปรับกำลังออกไปควบคุมทั้ง 50 เขตของกทม. โดยแบ่งความรับผิดชอบเป็น 7 โซน ทั้งนี้ยังมีการรักษาความปลอดภัยในสถานที่สำคัญที่มีข้อมูลข่าวสารว่าต้องดูแลเป็นพิเศษรวม 17 แห่ง เช่น โรงพยาบาลศิริราช ทำเนียบรัฐบาล บ้านพักสี่เสาเทเวศร์ของพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ พระราชวังสวนจิตรลดา และสถานที่ราชการสำคัญต่างๆ”พ.อ.สรรเสริญ กล่าว
พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า ขณะนี้ทางกทม.กำลังเข้าไปฟื้นฟูระบบต่างๆในพื้นที่ราชประสงค์ ทั้งกล้องซีซีทีวี ไฟสัญญาณจราจร และความสะอาด คาดว่า จะประกาศให้ประชาชนใช้พื้นที่บริเวณแยกราชประสงค์ และพื้นที่ใกล้เคียงภายในวันที่ 24 พ.ค.นี้เวลา 05.00 น. ส่วนเรื่องการประกาศห้ามออกเคหสถานในยามวิกาลนั้น จำเป็นต้องขอต่อระยะเวลาออกไปอีก 2 วัน คือ คืนวันที่ 23 พ.ค.-24 พ.ค.นี้ โดยมีการปรับเวลาเป็นตั้งแต่เวลา 23.00-04.00 น. เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ทำธุระในช่วงหัวค่ำ หลังจากนั้นจะมีการประเมินสถานการณ์เป็นช่วงๆเพื่อดูถึงความเหมาะสมว่า จะยกเลิกหรือขอประกาศต่ออีกกี่วัน ซึ่งการประกาศห้ามออกนอกเคหสถานครั้งนี้รวมถึงในพื้นที่ต่างจังหวัดที่มีการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินด้วย นอกจากนี้ในวันที่ 24 พ.ค.นี้ ศอฉ.จะย้ายที่ตั้งกองบัญชาการจาก ร.11 รอ. ไปอยู่ที่กองบัญชาการกองทัพบก โดยจะมีการประชุมศอฉ.วันละ 2 ครั้งเวลา 09.00 น.และ 17.00 น.
เมื่อถามว่า จะมีการยุบ ศอฉ. เมื่อไรนั้น พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับรัฐบาลที่จะพิจารณาว่า มีความปลอดภัยหรือยัง แต่ในเวลานี้ยังไม่ได้คุยกัน ทั้งนี้ทางทหารยังไม่ได้ส่งคืนพื้นที่ให้ กทม. ในส่วนที่มีการส่งคืนนั้นเป็นเรื่องของการจัดการจราจรให้เป็นไปตามปกติ แต่ในเรื่องภารกิจการดูแลรักษาความปลอดภัยนั้นทหารยังคงทำหน้าที่คู่กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ และมีเจ้าหน้าที่เทศกิจไปอีกระยะหนึ่ง ยังไม่ได้กำหนดเวลาว่าจะนานเท่าไหร่ แต่มีการปรับกำลังให้ลดน้อยลงตามความจำเป็นของสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่ และในส่วนของทหารที่มีการปรับลดก็จะทยอยกลับเข้าที่ตั้งปกติ แต่บางส่วนอาจจะต้องสำรองไว้ในพื้นที่เขต กทม.และปริมณฑล เพื่อหมุนเวียนให้กับกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่
พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า ในที่ประชุม ศอฉ. ยังมีความกังวลกลุ่มปฏิบัติการใต้ดินที่จะสร้างสถานการณ์ความไม่สงบ แต่ขณะนี้สถานการณ์ดีขึ้นมากแล้ว เพราะในช่วงที่ผ่านมาที่ยังมีการชุมนุมมีทั้งการปฏิบัติการบนดินและใต้ดิน ซึ่งวันนี้มีการวิจารณ์กันตามข้อมูลข่าวสารว่า เหลือขบวนการใต้ดินเพียงอย่างเดียว ถึงแม้ว่าสถานการณ์จะดีขึ้น เจ้าหน้าที่ก็ไม่ประมาท อย่างไรก็ตามในที่ประชุม ศอฉ.ยังไม่ได้มีการหารือถึงแกนนำกลุ่ม นปช.ที่จะเกิดขึ้นมาใหม่ ส่วนกรณีที่กลุ่ม นปช.เตรียมจะชุมนุมอีกครั้งในช่วงวันที่ 24 มิถุนายนนี้นั้น ทุกฝ่ายคงเตรียมการเพราะเราอยากให้บ้านเมืองสงบ แต่คิดว่าคนทั่วไปคงจะเบื่อกันชุมนุมแล้ว
ปากคำ "นักข่าวต่างประเทศ" ที่ติดอยู่กลางดงกระสุนรอบวัดปทุมวนาราม
ร่างผู้เสียชีวิตภายในวัดปทุมวนารามภายหลังการสลายการชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดงบริเวณสี่แยกราชประสงค์เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคมที่ผ่านมา เหตุการณ์หนึ่งที่ยังมีการพูดถึงจากหลายมุมมองก็คือ เหตุการณ์ภายในเขต "อภัยทาน" ของวัดปทุมวนารามในคืนดังกล่าว นี่คือ บันทึกของนักข่าวต่างประเทศสองราย ที่อาจทำให้เรามีมุมมองต่อเหตุการณ์ในเขตอภัยทานอย่างหลากหลายยิ่งขึ้น
"แอนดรูว์ บันคอมบ์" นักข่าว นสพ.ดิ อินดีเพนเด้นท์ ของอังกฤษ ได้ส่งรายงานชื่อ"ประจักษ์พยาน: ภายใต้กระสุนปืนในกรุงเทพฯ" จากพื้นที่การปะทะในกรุงเทพ ไปเผยแพร่ลงใน http://www.independent.co.uk/news/world/asia/eyewitness-under-fire-in-thailand-1977647.html เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยมีเนื้อหาดังนี้
พอกระสุนลิ่วเข้ามา พวกเราก็ต้องหาที่ซุกตัวหลบซ่อน ผู้คนแถวนั้นล้มตัวลงกับพื้นด้วยอาการหวาดหวั่น บางคนหลบหลังรถยนต์ พยายามบีบกายให้เล็กพอดีกับขนาดฝาครอบล้อรถ คนอื่นๆ กระโจนหลบกันจ้าละหวั่น เข้าไปอยู่หลังรถยนต์บ้าง รถกระบะบ้าง หลบหลังต้นไม้หรือแม้แต่กระถางต้นไม้ก็ยังมี
ผมกำลังอยู่ตรงทางเข้าวัดแห่งหนึ่ง วัดเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิมีไว้สำหรับสวดมนต์ จึงควรจะใช้เป็นที่หลบภัยได้ แต่พอได้ยินเสียงลั่นไกปืนประกอบเสียงปังๆ ของลูกปืน ลิ่วเข้ามาแถวร้านขายของที่ระลึกของวัด พวกเราต่างก็ตระหนักว่า แม้แต่วัดแห่งนี้เองก็ไม่ปลอดภัย
ผู้บาดเจ็บถูกหามบ้างลากบ้างเข้าไปในวัด พวกเขาเลือดไหลอาบตัวส่งเสียงกรีดร้อง นอนบนเสื่อบ้าง ผ้าห่มบ้าง อะไรก็ได้ที่วางอยู่แถวนั้น อาสาสมัครเสื้อแดงผู้กล้าหาญพยายามช่วยเหลือผู้บาดเจ็บเท่าที่ทำได้ ใช้ผ้าเช็ดตัว ผ้าพันแผล พลาสเตอร์ ห้ามเลือดจากรอยแผลกระสุนระหว่างที่ผู้บาดเจ็บรอคนนำตัวไปส่งโรงพยาบาล พวกอาสาสมัครช่วยเหลือไม่มีเครื่องมือปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้ใช้ไปมากกว่านี้
วัดแห่งนี้ติดป้ายข้างหน้าว่าเป็น "เขตอภัยทาน" หมายความว่าเป็นพื้นที่ปลอดการฆ่าล้าง
ช่วงบ่ายวานนี้ ในขณะที่ตึกใหญ่หลายแห่งในกรุงเทพฯ กำลังลุกเป็นไฟ ทำให้ควันดำปกคลุมไปทั่วท้องถนน รอบข้างวัดเก่าแก่อายุ 150 ปีแห่งนี้ได้กลายสภาพเป็นสมรภูมิรบอันน่าสยดสยองไปด้วย ผู้คนติดอยู่ในวัดออกมาไม่ได้
หลายคนที่เสียชีวิตเมื่อวานนี้นอนตายอยู่นอกรั้ววัดนั่นเอง และยังมีผู้บาดเจ็บอีกนับไม่ถ้วน พวกที่เข้ามาหลบอยู่ในวัดก็ใช่ว่าจะปลอดภัย ภายในวัดมีศพเจ็ดร่างวางเรียงกันอยู่
เช้าวานนี้ คนเสื้อแดงหลายพันได้หลบหนีจากแยกราชประสงค์ อันเป็นบริเวณที่พวกเขาไปปักหลักประท้วงอยู่นานกว่าสองเดือน หลังจากที่ทหารบุกทะลายแนวรั้วกั้นเข้าไปได้ และหลังจากที่แกนนำประกาศให้ยุติการชุมนุม พวกเขาก็วิ่งหนีเข้าไปหลบในวัดปทุมวนาราม บรรยากาศภายในวัดทั้งตึงเครียด ทั้งหวาดหวั่น แต่ผู้คนในนั้นเชื่อว่า ทหารจะไม่ทำให้ภายในบริเวณวัดกลายเป็น สมรภูมิฆ่าพวกเขาสวดมนต์แสดงความเชื่อความหวังอย่างนั้น
"พอแกนนำบอกให้พวกเรากลับบ้าน ก็เลยมานี่ แกนนำบอกว่า จบแล้ว" หญิงเสื้อแดงคนหนึ่งที่หลบอยู่ในวัดเล่าให้ฟัง ขณะที่หญิงเสื้อแดงอีกคนหนึ่ง ชื่อ "มาลี หงวนสง่า" [Malee NguanSanga] พูดขึ้นมาว่า "ในชีวิตไม่เคยเห็นรัฐบาลชุดไหนชั่วเท่าชุดนี้"
บรรยากาศเปลี่ยนไปอย่างกระทันหัน พวกเราได้ยินเสียงปืนดังลั่นเข้ามาทางทิศตะวันตก ผู้สื่อข่าวบางคนที่เพิ่งเข้ามาในวัดบอกว่า มีเสื้อแดงกลุ่มเล็กๆ กำลังตอบโต้ด้วยหนังสติ๊ก ปืนพก และระเบิดเพลิง ตากล้องผู้หนึ่งบอกว่า เห็นชายคนหนึ่งโดนยิงขณะวิ่งหนีแนวทหาร โดนกระสุนสองลูกเข้าทางหลัง ดูเหมือนว่าลูกหนึ่งจะทะลุออกทางหน้าอก ภาพถ่ายที่ตากล้องผู้นี้ให้ผมดูนั้นน่ากลัวทีเดียว
จู่ๆ เสียงกระหน่ำยิงก็ดังขึ้น และดูเหมือนจะใกล้เข้ามาเรื่อยๆ เสียงปังๆ ถี่ขึ้น เสียงปืนแก๊ป (ของกลุ่มคนเสื้อแดง) ฟังแล้วไม่น่าเชื่อว่าจะสามารถเด็ดชีวิตผู้คนได้
ชายหนุ่มคนหนึ่งวิ่งเข้ามาในวัด เขาไม่ใส่เสื้อ จึงมองเห็นว่า แผ่นหลังด้านล่างของเขามีรอยแผลเป็นรูใหญ่ ไม่รู้ว่าโดนยิงขณะกำลังวิ่งอยู่ในบริเวณวัด หรือบาดเจ็บมาก่อนหน้านั้นแล้ว บรรยากาศโกลาหลเกินกว่าจะถามเช็คกับใครได้ พอเจ้าหน้าที่ปฐมพยาบาลทีมหนึ่งเห็นรอยแผลของเขาก็วิ่งเข้าไปช่วยเหลือทันที
พวกเขาลากชายผู้นี้เข้าไปอยู่ในมุมที่ดูน่าจะปลอดภัย จับร่างของเขาพลิกหงาย แล้วใช้ผ้าเช็ดตัวกับผ้าพันแผลกดซับเลือด ในทีมปฐมพยาบาลนั้นมีหญิงคนหนึ่งซึ่งทำหน้าที่ราวกับว่าไม่รู้จักความกลัว
หลังจากนั้นไม่นาน ก็มีผู้หามคนบาดเจ็บอีกคนหนึ่งเข้ามาในวัด ดูเป็นชายมีอายุ ท่าทางไม่ค่อยแข็งแรง เข้าใจว่าโดนยิงตรงหัวไหล่ ทีมอาสาสมัครปฐมพยาบาลรีบเข้าไปช่วยเหลือเขาทันที ชายผู้นี้ส่งเสียงครวญครางแผ่วเบาประสานเสียงปังๆ ของปืน
ตอนนั้นผมเป็นนักข่าวเพียงไม่กี่คนที่หลงเหลืออยู่ภายในวัด และช่วงนั้นเองผมได้รับบาดเจ็บตรงขาด้านนอกตอนแรกนึกว่าโดนสะเก็ดระเบิดสอง สามชิ้น แต่ภายหลังเห็นว่า เป็นชิ้นส่วนกระสุนที่ฝังตัวลงลึกในเนื้อโคนขา ลึกถึงสามนิ้วได้ เดาไม่ออกว่ากระสุนนี้ยิงมาจากทิศไหน ไม่แน่ใจว่า ทหารจงใจยิงนักข่าวแล้วหรืออย่างไร หรือว่าไม่สนใจแล้วว่าใครเป็นใคร
เจ้าหน้าที่ปฐมพยาบาลรีบวิ่งมาช่วยทันที ราดน้ำเย็นใส่แผลซึ่งกำลังไหม้แล้วกดทับด้วยผ้าพันแผล กระสุนเข้าเนื้อเฉยๆ จึงอาการไม่ร้ายแรงนัก แต่ก็ปวดแสบปวดร้อนเอาการ รอบข้างผมนั้นเต็มไปด้วยผู้บาดเจ็บ บรรดาอาสาสมัครที่เปิดคลินิกฉุกเฉินและแจกยากันตรงนั้น ไม่สามารถช่วยเหลือพวกเขาได้มากกว่าที่ทำอยู่
ระบุไม่ได้จริงๆ ว่ากระสุนที่โดนขาผมนั้นยิงมาจากตรงไหน และไม่สามารถตอบได้ว่า ทหารยิงกราดไปทั่วอย่างไร้บันยะบันยังด้วยเหตุผลอันใด ลูกปืนที่กราดเข้ามานั้นยิงจากสไนเปอร์หรือพลทหารธรรมดา? ที่ค่อนข้างแน่ใจทีเดียวก็คือว่า กระสุนมาจากฝั่งทหาร คงไม่สามารถตอบได้ว่าใครเป็นคนสั่งให้ทหารยิงไม่เลือกหน้า ทั้งๆ ที่อยู่ในระยะใกล้ผู้คนจำนวนมาก ผู้คนซึ่งเกือบทั้งหมดไม่พกอาวุธ ไม่ได้ทำตัวเป็นอันตราย และได้ออกจากพื้นที่ชุมนุมตามคำขอของทางการแล้ว หากพวกเขามีโอกาสที่จะออกจากตรงนี้ไปได้อย่างปลอดภัย ก็ทำอย่างนั้นไปแล้ว ทุกคนทราบดีว่า นี่เป็นจุดจบของการต่อสู้ อย่างน้อยก็เป็นจุดจบของขั้นตอนนี้ของการต่อสู้ บรรดาผู้นำระดับสูงสุด ต้องตอบคำถามสำคัญเร่งด่วนหลายประการทีเดียวในกรณีนี้
วัดปทุมวนารามสร้างขึ้นช่วงรัชกาลที่ 4 ในยุคที่บริเวณรอบข้างยังคงเป็นคูคลองอยู่ ไม่เหมือนปัจจุบันที่ละแวกนี้เต็มไปด้วยตึกสูงกับห้างสรรพสินค้า บริเวณวัดได้กลายเป็นค่ายอพยพกึ่งโรงพยาบาลไปแล้ว พระกำลังสวดมนต์ ผู้คนปูเสื่อหาที่ซุกหัวนอน บางคนพยายามหาของกิน คนส่วนใหญ่ที่หลบอยู่ในนั้นแทบจะไม่มีอะไรติดตัวมาเลย หลายคนมีเสื้อผ้าชุดเดียวก็ต้องซักตากกันตรงนั้น บรรยากาศเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น ไม่มีใครตอบได้ว่า จะต้องอยู่ในนั้นกันอีกนานเท่าไหร่
ที่ตลกร้ายก็คือว่า โรงพยาบาลตำรวจตั้งอยู่ใกล้ประตูทางเข้าวัดเพียงนิดเดียวเท่านั้นเป็นโรงพยาบาลที่ว่ากันว่า เจ้าหน้าที่เตรียมพร้อมสำหรับปฏิบัติการยามเกิดเหตุเช่นนี้มานานเป็นเดือนแล้ว ไม่มีใครกล้าหามผู้บาดเจ็บข้ามถนนไปส่งโรงพยาบาลเพราะถนนได้กลายเป็นสนามยิงปืนไปแล้ว
มันน่าประหลาดใจจริงๆ ที่ไม่สามารถเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลได้ คนเสื้อแดงบางคนบอกว่า ยังมีกลุ่มพกอาวุธยิงตอบโต้ทหารอยู่ จึงหวั่นเกรงว่าทหารจะใช้อาวุธหนักยิงสวนเข้ามาอย่างที่ทำมาทั้งวันแล้ว ผู้คนกลัวมากจึงไม่ยอมลุกไปไหน พอผ่านเคอร์ฟิวสองทุ่มไป พวกเราจึงไม่มีทางเลือกอื่นต้องนอนรอกันไป บนเก้าอี้พับบ้าง เปลหามบ้าง หรือบนเสื่อ บางคนนั่งนิ่งๆ บางคนร้องครวญคราง ต่างคนต่างตระหนักดีว่า หมดหนทางที่จะช่วยตัวเองแล้ว
ในที่สุดก็ดูเหมือนว่า แถวนั้นตกลงหยุดยิงกันได้ หลังจากที่สำนักนายกรัฐมนตรีของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ บุคคลที่ผู้ชุมนุมพยายามขับไล่ให้พ้นตำแหน่งอย่างสุดกำลัง ได้เข้าไปติดต่อประสานงาน ไม่ทราบเหมือนกันว่า หากไม่มีผู้บาดเจ็บเป็นนักข่าวต่างประเทศรวมอยู่ด้วยแล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่ง นักข่าวคนหนึ่งที่มีเพื่อนร่วมงานชาวแคนาดากับล่ามวิ่งเต้นอย่างเต็มที่ให้นำตัวเขาออกมาให้ได้ หน่วยงานระดับสูงของประเทศจะเข้ามาช่วยเหลืออย่างนี้หรือเปล่า?อาจจะไม่ก็ได้
อย่างไรก็ดีในที่สุดกาชาดก็สามารถส่งขบวนรถพยาบาลเข้ามาในวัด เพื่อนำตัวผู้บาดเจ็บสาหัสส่งโรงพยาบาลไปก่อน แล้วจะกลับมารับหญิงที่บาดเจ็บกับพวกเด็กๆ
พนักงานกู้ภัยนำตัวผู้ที่บาดเจ็บมากที่สุดออกไปก่อน
คนแรกที่หามออกไปคือชายหนุ่มที่โดนยิงตรงหลัง คนที่สองเป็นชายอีกคนหนึ่งถูกยิงตรงขา เขาร้องครวญครางตลอดเวลาที่เจ้าหน้าที่หามเขาลงเปลไปขึ้นรถ และพนมมือราวกับกำลังสวดมนต์ให้ตัวเองและประเทศชาติ
ตัวผมกับชายอีกคนหนึ่งที่โดนยิงตรงน่องออกไปด้วยกันในรถพยาบาลคันสุด ท้าย เขาชื่อ "ณรงค์ศักดิ์ สิงห์แม่" [Narongsak Singmae] เป็นคนอีสานอายุ 49 ปี ขณะนอนรอ เขาพูดกับผมว่า "ไม่อยากจะเชื่อว่าพวกมันยิงคนในวัด"
ขณะที่ "สตีฟ ทิคเนอร์" ช่างภาพชาวออสเตรเลีย ซึ่งได้หลบภัยเข้าไปอยู่ในวัดปทุมวนารามเมื่อดึกวันที่ 19 พฤษภาคม ได้ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ ดิ ออสเตรเลียน ท่ามกลางเสียงปืนและเสียงระเบิดว่า "คลื่นคนตายและผู้บาดเจ็บ" พยายามหาทางเข้าสู่วัด ที่เขากำลังหลบภัยร่วมกับผู้ประท้วงเสื้อแดง และนักข่าวชาวอังกฤษ
ทิคเนอร์บอกว่า ส่วนมากที่เข้าหลบภัยเป็นผู้หญิง และยังมีนักข่าวที่ไม่ประสงค์ออกนามอีกคนถูกสะเก็ดระเบิดที่บริเวณบั้นท้าย
เขาบอกอีกว่า "เสื้อแดงที่มาที่นี่โดยส่วนมากไม่ใช่สายฮาร์ดคอร์"
ทิคเนอร์เป็นนักข่าวจากเมือง "นิวคาสเซิล" ที่อยู่ทางค่อนไปทางเหนือของรัฐนิวเซาท์เวลส์ ได้เดินทางไปกรุงเทพจากติมอร์ตะวันออกเมื่อวันอาทิตย์เพื่อทำข่าวการชุมนุม
เขาบอกว่าเมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา เขาเห็นผู้ชายคนหนึ่งโดนยิงจากทหารแค่ไม่กี่เมตรจากวัด
"ผมเห็นกระสุนพุ่งทะลุร่างชายคนนั้นออกมาจากหน้าอกและเขาก็ล้มลง"
เมื่อเขาและพระพยายามจะเข้าไปช่วย พวกเขาก็ถูกยิงใส่ "พวกนั้นรู้ว่าผมเป็นนักข่าวต่างประเทศ จากกล้องของผม" เขากล่าว
"พวกเราเป็นห่วงว่าคนที่ถูกยิงที่นอนอยู่บนทางเท้าจะตายจากการเสียเลือด เราจะทิ้งเขาไว้เฉยๆ ไม่ได้"
ทิคเนอร์กล่าวต่อไปว่า เขากับพระได้ช่วยผู้ชายคนนั้นเข้าไปในวัด แต่สุดท้ายก็ช่วยชีวิตไว้ไม่ได้
"อย่างน้อยมีคนตายแล้ว 6 คนในวัด" เขากล่าว
"คนถูกยิงเรื่อยๆ และเสียงระเบิดก็ดังไม่หยุด"
ทิคเนอร์ยังกล่าวว่า ความรู้สึกคนในวันนั้นเศร้ามาก ทุกคน "กระวนกระวาย กลัว และประสาทเสีย"
เขาเองก็กลัวว่าจะโดนยิงทันทีถ้าเขาออกไปพ้นบริเวณวัด
"มีทั้งรถถัง และพลซุ่มยิงอยู่ที่นั้น ทุกอย่างสับสนและบ้าคลั่งไปหมด"
กองทัพไทยได้ประกาศเมื่อคืนว่า สถานการณ์สามารถควบคุมไว้ได้แล้ว และปฏิบัติการทางทหารได้ยุติลง
แต่ทิคเนอร์บอกว่า เขาไม่แน่ใจว่าวันนี้จะหยุดยิง
เขาบอกว่า ถ้าสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น ประชาชนหลายกลุ่มจะไม่มี น้ำ และไฟฟ้าใช้ รวมถึงจะไม่มีอาหารกินด้วย
"พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวิตร" ยังคงยืนหยัด เป็นตัวแปรสำคัญ แม้ในยามคนไทยฆ่ากันกลางเมือง
ที่มา มติชน สำนักข่าวรอยเตอร์ได้ตีพิมพ์บทความของ เจมส์ ฮุกเวย์ เกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศไทยที่ยังคุกรุนและอดีตนายกรัฐมนตรีของไทย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ว่า ถ้าบรรดาผู้นำของประเทศไทยต้องการทำให้ประเทศกลับมารู้รักสามัคคีดังเดิม พวกเขาจะต้องหาวิธีการในการจัดการกับผู้ชาย 1 คน ที่พวกเขากล่าวหาว่าเป็นผู้บัญชาการและเป็นผู้อยู่เบื้องหลังของเหตุการณ์ประท้วงเลือด ซึ่งคงหนีไม่พ้น พ.ต.ท.ทักษิน
ประชาชนที่มีความคิดแตกต่างทางการเมืองในเมืองไทย ถูกทำแบ่งแยกทางความคิดหนักขึ้น จากผลของการเจรจาระหว่างรัฐบาลกับแกนนำคนเสื้อแดง ที่ประชาชนบางฝ่ายเชื่อว่าถูก พ.ต.ท.ทักษิณยื่นมือเข้ามาก้าวก่าย ไม่ว่าจะเป็นประเด็นข้อเรียกร้องใหม่ๆ ที่มีเพิ่มเข้ามา จนทำให้การเจรจาล่าช้าขึ้น จนเสมือนสุดท้ายแล้วต้องการให้การเจรจาล่มลงในที่สุด หรือการยอมรับเงื่อนไขวันเลือกตั้งครั้งใหม่ที่รัฐบาลเสนออย่างไม่ทันท่วงที
ประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกันเสื้อแดง คิดว่าการวางแผนการของ พ.ต.ท.ทักษิณ ทำให้การเจรจาต้องล้มเหลวลง
ตั้งแต่ถูกยึดอำนาจจากการรัฐประหารและถูกกล่าวหาในเรื่องการคอร์รัปชั่น เมื่อปี 2549 พ.ต.ท.ทักษิณได้เล่นเกมการเมืองอย่างซับซ้อน เพื่อกรุยทางตัวเองกลับมาสู่อำนาจในเมืองไทย จากการเนรเทศตัวเองไปดูไบและประเทศมอนเตเนโกร บางครั้งเขายังทำตัวเป็นเหมือนผู้นำรัฐ เช่น เมื่อไม่นานมานี้ในกรณีที่ ขอร้องให้สหประชาชาติ (ยูเอ็น) ช่วยยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือการประท้วง ที่เพิ่งเกิดขึ้นอย่างรุนแรงในสัปดาห์นี้
ขณะที่บางเวลา พ.ต.ท.ทักษิณสร้างความกระทบกระทั่งอย่างแรง ไปถึงบรรดานายหทารและข้าราชการที่ทำให้เขาตกจากอำนาจ พร้อมพร่ำร้องขอให้ผู้ชุมนุมเสื้อแดงกันมาร่วมกันปฏิวัติชิงอำนาจการบริหารประเทศไทยกลับมาผ่านทางวิดีโอลิงก์ เว็บไซต์ Twitter.com หรือหนทางอื่นๆ ในเวลาเดียวกัน รัฐบาลไทยไปไกลกว่านั้นกล่าวหาว่า พ.ต.ท.ทักษิณได้ให้ความช่วยเหลือด้านการเงินแก่กลุ่มต่อต้านรัฐบาลไทบย
ในแถลงการณ์เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา พ.ต.ท.ทักษิณออกมาปฏิเสธว่าตัวเองไม่ได้จัดการให้เกิดความรุนแรง ทำให้คาดการณ์ได้ว่า เขาอาจลดบทบาทของตัวเองในการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดง ในทางกลับกัน สมาชิกฝากตรงข้าม พ.ต.ท.ทักษิณระบุว่า ช่วงสัปดาห์หลังๆ ที่ผ่านมา พ.ต.ท.ทักษิณได้ติดต่อกับกลุ่มที่เรียกว่า "ทหารของประชาชน" (people′s army) เพื่อจู่โจมทำร้ายกองทหารไทยและเปลี่ยนถนนในกรุงเทพมหานครเป็นเขตสงคราม
ที่โรงแรมหรูหราในกลับที่ชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ณ ใจกลางกรุงเทพมหานคร คณะทำงานด้านกฎหมายและที่ปรึกษาของ พ.ต.ท.ทักษิณ ร่วมประชุมหารือแกนนำคนเสื้อแดง และผู้เจรจาอื่นๆ เพื่อทำให้แน่ใจว่า พ.ต.ท.ทักษิณอยู่นิ่งๆ ในช่วง 2 - 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา
"พ.ต.ท.ทักษิณไม่สามารถเอาด้วยกับข้อตกลงดังกล่าว เพราะเห็นว่าทำไปแล้วก็ไม่ได้อะไรกลับคืนมา อย่างไรเสียเขายังเป็นคนถูกเนรเทศและไม่มีอำนาจอยู่ในมือเหมือนเดืม" นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหนึ่งในผู้เจรจาฝั่งรัฐบาล
ที่ญี่ปุ่น นายกรณ์ จาติกวานิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวหาพ.ต.ท.ทักษิณว่า พยายามยุแย่งผู้ชุมนุมการเสื้อแดง ให้สร้างหนทางเพื่อให้เขากลับมาได้อย่างเป็นผู้ชนะ
ขณะเดียวกัน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี พยายามแต่งแต้มให้ พ.ต.ท.ทักษิณดูเหมือนผู้อยู่เบื้องหลังความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในกรุงเทพมหานคร และเรียก พ.ต.ท.ทักษิณว่า "ผู้ก่อการร้าย" โดยหวังว่าจะช่วยทำให้ชื่อเสียงของเขาเสื่อมเสียลงแม้ในสำหรับในกลุ่มคนที่รักเขา ซึ่งด้วยวิธีการเช่นนี้ นักวิเคราะห์ด้านรัฐศาสตร์เห็นว่าอาจมีผลสำเร็จได้เช่นกัน
"สำหรับคนเสื้อแดงแล้ว พ.ต.ท.ทักษิณคือตัวกระตุ้นแรงบันดาลใจที่สำคัญ เป็นผู้ก่อตั้งและนำมาซึ่งสังคมที่เท่าเทียม" นายฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุ
คนเสื้อแดงอยากรีบเลือกตั้ง คนตรงกลางอยากสงบ ขอให้จบ “การก่อการร้าย”
ที่มา มติชน คนเสื้อแดงจำนวนมาก มาด้วยอุดมการณ์ มาเรียกร้องประชาธิปไตยอย่างสงบและสันติ ... คนเสื้อแดงหัวใจประชาธิปไตยแท้หลายคนก็คงจะคิดได้ว่า วันที่ 13 พฤษภา เสธแดง ถูกยิง ก็เป็นกระสุนปริศนา บ้างก็ว่ารัฐบาลเด็ดหัวแกนนำกลุ่มรุนแรง แต่รัฐบาลก็เถียงว่า ถ้าจะทำก็ทำไปนานแล้ว ที่ไม่ทำเพราะจะก่อความวุ่นวายมากขึ้น และรัฐบาลย่อมหวังความสงบ ไม่มีเหตุใดๆจะทำ นั่นไม่ใช่อุดมการณ์ของเรามิใช่หรือ ? เราจะไม่ตกไปเป็นเครื่องมือของเขาอีกแล้ว เราขอ “ประชาธิปไตยอันงดงาม” ของเราเป็นพอ นั่นคือชัยชนะของเราแล้ว ไทยทนเชื่อว่าคนไทยตรงกลางก็อยากสงบ เราชาวไทยทุกคน ทุกสี จึงควรร่วมมือกันทำให้จบ “การก่อการร้าย” เพื่อวันดีๆแห่งสันติสุขของคนไทยจะได้กลับคืนมาเป็นของเราด้วยกันครับ
เมื่อมีใครมาแอบอิงกระบวนการประชาธิปไตยอันบริสุทธิ์ของคนเสื้อแดงจำนวนมาก แต่กลับไปใช้เป็นเครื่องมือ คือ โล่มนุษย์เพื่อก่อการร้าย เผาบ้านเผาเมือง ยิง M79 และยิงต่อสู้ จนคนไทยต้องสูญเสียไปหลายสิบคน เผายางส่งมลพิษมหาศาล โดยเฉพาะส่งควันพิษครอบคลุมโรงพยาบาลจุฬาอยู่ยาวนาน และที่สุดก็เป็นการเผาบ้านเผาเมือง สร้างรอยแผลใหญ่ให้กับแผ่นดินไทยบ้านเกิดของเราเอง
“บางครั้ง เมื่อมาใคร่ครวญถึงสิ่งที่เกิดขึ้น หัวใจก็สับสนว่า ... เรากำลังต่อสู้เพื่ออะไร ด้วยอะไร ได้อะไร
ความสูญเสียของพี่น้องคนไทยด้วยกันไม่ใช่เป้าหมายของเรา...เพราะนั่นไม่ใช่เรา
พ่อแม่เราก็สอนมาให้รักกัน ...ไม่ทำร้ายใคร ให้รักแผ่นดินไทย
เราเองก็ไม่ใช่คนทรยศแผ่นดิน ... เราไม่เคยคิดจะเป็นต้นเหตุแห่งหายนะขนาดนี้
เราเพียงแต่มาเรียกร้องประชาธิปไตย เราอยากให้มีการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม ก็เพราะเราเชื่อว่าจะนำให้สังคมกลับสู่ความสงบ...เราเพียงแต่มาเรียกร้องให้รับทราบถึงความเหลื่อมล้ำในสังคม ทำอย่างไรที่เราคนยากจนจะได้รับการเหลียวแล
เมื่อแผนปรองดองแห่งชาติออกมา เราก็ดีใจว่า “เราได้ชัยชนะแล้ว”
... แผนปรองดองข้อที่ 2 ในการปฏิรูปประเทศไทย เพื่อแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมนั้น ก็เตรียมที่จะให้เราคนไทยทุกคน ได้รับสวัสดิการอย่างเป็นธรรม ตั้งแต่การศึกษา การหางานทำ แก้ปัญหาที่ดินทำกิน จนถึงสวัสดิการหลังเกษียณ
... แผนปรองดองข้อที่ 4 ก็ไม่ละเลยผู้กระทำผิดในกรณีต่างๆ ปริศนาที่คนไทยเพื่อนเราตายหลายคน และที่ไม่ใช่พวกเราแต่ก็พี่น้องคนไทยเหมือนกันตายไปอีกหลายคน จะได้มีผู้รับผิด ใครคือคนยิง ทหาร หรือ คนชุดดำ คนชุดดำคือฝ่ายใด ? ก็น่าจะได้รู้กัน ... นายกฯ รองนายกฯ เจ้าหน้าที่ของรัฐทุกระดับก็ต้องเข้ากระบวนการยุติธรรมอย่างเท่าเทียมกัน พี่น้องประชาชนทุกฝ่ายทุกสีก็ช่วยกันดูแลอยู่
... แผนปรองดองข้อที่ 5 เมื่อสถานการณ์สงบ นักการเมืองสามารถหาเสียงได้ในทุกพื้นที่ ก็น่าจะมีการจัดเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรมได้ ประชาธิปไตยแท้ในบ้านเราก็น่าจะได้เริ่มต้นขึ้นใหม่ ไม่ใช่บ้านป่าเมืองเถื่อนที่ อาวุธ และการคุกคามกันจะอยู่เหนือเสียงสวรรค์อย่างสันติของประชาชนอีกต่อไป
การก่อความวุ่นวายอีก เผาบ้านเผาเมืองอีก ก็ไม่ใช่เราอยู่แล้ว ... และต้องไม่ใช่เราอีกต่อไป
ใครจะเผา ใครจะปล้นตู้เอทีเอ็ม ใครจะปล้นร้านสะดวกซื้อ ใครจะเผาทรัพย์สินของราชการ หรือของพี่น้องประชาชนอีก...ก็น่าจะไม่ใช่พวกเราแล้ว...เราก็จะช่วยสอดส่องให้เกิดความสงบ จะได้การเลือกตั้ง และประชาธิปไตยที่ปลอดอำนาจของ ปืน ระเบิด และ ไฟ อย่างแท้จริง ดังที่เราใฝ่ฝันและต่อสู้มาเสียที”
พี่น้องชาวไทย เสื้อสีแดง สีเหลือง หรือเสื้อสีใดๆครับ เมื่อพี่น้องไทยแบ่งแยกกัน กระทบกระทั่งกัน ก็มีแต่ความเจ็บปวด ความน้อยใจ ความโกรธเกลียด ความกลัว ความระแวง ไม่เป็นสุขกันเลย
เราทุกคนก็พี่น้องไทยเหมือนกัน เรียกร้องสิ่งเดียวกันคือประชาธิปไตย หากเราเข้าใจกันมากขึ้น ยังเคารพความเห็นที่แตกต่าง ปล่อยให้เป็นเรื่องของการใช้สิทธิ์เสียงตามระบอบประชาธิปไตย เราก็กลับมามีแผ่นดินไทยที่สงบร่มเย็น พี่น้องไทยที่แม้คิดต่าง แต่ก็ยังรักสามัคคีกันได้ และสังคมเป็นสุขต่อไป
เมื่อยามต่อสู้กัน มันก็เกิดความสูญเสีย วันที่ 10 เมษายน คนชุดดำยิงทำร้าย ทหารไทยถอยกรูด เราต้องเสียวีรบุรุษทหารไทย และวีรชนพี่น้องคนไทยหลายคน “กองกำลังไม่ทราบฝ่าย” นี้ ก็ยังไม่ชัดเจนว่ามากจากไหน ใครจ้าง ใครสั่ง
วันที่ 22 เมษายน ยิงM79 ปริศนา คนสีลมตายไป 1 ศพ ถกเถียงกันอยู่ว่าใครยิงกันแน่ (แต่ก็เป็นวิถีคล้ายๆวันที่ 19 พฤษภา เพื่อต่อต้านการกระชับวงล้อมของภาครัฐ)
...บ้างก็ว่า ทักษิณเป็นคนสั่งทำ เพราะ เสธ แดง เป็นคนเดียวที่เชื่อมโยงทักษิณ กับการก่อการร้าย ด้วยคำพูดลักษณะว่า “จะรับแผนปรองดองไม่ได้นะ ต้องถามท่านทักษิณก่อน เพราะแผนนี้ ท่านไม่ได้อะไร”ฯลฯ เล่นผูกโยงเช่นนี้ ทักษิณก็เดือดร้อน จนอาจเป็นเหตุเป็นหลักฐานให้ ศอฉ. สั่งอายัดรายการทางการเงินกับรายชื่อร้อยกว่ารายชื่อในเวลาต่อมา ซึ่งก็อาจเป็นได้
... กระสุนทองยังวิเคราะห์ในหน้า 4 ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 22 พฤษภาคม ลักษณะเดียวกันว่า เสธแดงอาจถึงคราวเพราะ “เป็นคนปากโป้ง...แม้แต่ “ทักษิณ” ก็เถอะ เปิดเผยต่อสาธารณะว่าโทรศัพท์มาบอกให้ ตั้งแกนนำม็อบรุ่น 2 เดินหน้าต่อ ระหว่างที่แกนนำม็อบบางส่วน จะยอมหยุด ... การปากโป้งดังกล่าวนี้เป็นผลให้ “ทักษิณ” ถูกเพ่งเล็งเกี่ยวข้องก่อการร้าย เสีย"ภาพนักประชาธิปไตย” และวิเคราะห์ว่า ปืนสไนเปอร์วิถีไกลนี้ จะได้ผลเต็มร้อย เรียกว่าต้องนำ “เหยื่อกระสุน” ไปสู่ “จุดยิง” ซึ่ง เสธ แดงไม่ถึงกับไปที่นั่น ทุกวัน ในเวลาเดียวกัน เว้นแต่มีคน “จัดการ” ให้ไปตรงนั้น ซึ่งก็ต้องเป็นคนที่เสธ แดงไว้ใจ ขอสังเกตนี้จึงน่าคิดว่าเป็นไปได้สูงที่การฆ่าเสธ แดงนี้ จะเป็นเรื่อง “ภายใน” ที่ขึ้นกับว่าใครหักหลังใครเท่านั้น !
ยิ่งได้ยินว่า มีเมล์ลับใต้ดิน เปิดโปงว่า “จริงๆแล้ว เสธ แดง คือคนของกองทัพ ส่งไปเป็นสายลับกับกองกำลังทักษิณ จึงได้มีการเปิดเผย เตือนประชาชนว่าจะมีการวางระเบิด ก่อนเกิดเหตุการณ์จริงหลายครั้งในเว็บของเสธ แดง จึงต้องถูกสั่งเก็บ ไม่ให้เป็นสายลับในกลุ่มคนเสื้อแดงอีกต่อไป” ก็ยิ่งรู้สึกว่า น่าจะช่วยยืนยันว่า ดูท่าทักษิณจะเป็นผู้อยู่เบื้องหลังจริงๆ ที่ออกมานั้น ก็เพราะดูจะปิดบังไม่ได้แล้วว่า คนที่มีโอกาสสูงสุด คือ ทักษิณ จึงสื่อในหมู่คนเสื้อแดงระดับในว่า “นี่ไม่ใช่ทักษิณหักหลังเสธ แดงนะ แต่เพราะเสธ แดง หักหลังทักษิณมากกว่า”
แต่นั่นก็ไม่น่าเชื่อ เพราะถ้าเสธ แดง เป็นสายลับของกองทัพจริง คงไม่ใช่แค่พูดเตือนเรื่องระเบิด แค่ในลักษณะ ที่ท้าทาย และข่มขู่ให้หวาดกลัว แต่น่าจะเปิดโปงจนป้องกันได้จริงสิ จึงจะน่าเชื่อ
คนเสื้อแดงหลายคนจึงต้องรับใช้ผู้อำมหิตเลือดเย็นอย่างหวาดกลัว เพราะไม่รู้ว่า วันใด จะถึงเวลาที่ตนทำผิดพลาดถึงขั้น “สมควรตาย” อย่างเสธ แดงอีก
ความสูญเสียเสธ แดง ในวันที่ 13 ได้ช็อคประเทศ เกิดภาพลวงเบื้องต้นทั้งในหมู่คนไทยและสายตาชาวโลกว่า รัฐบาลโหดร้ายมาก สังหารผู้นำกองกำลังฝ่ายแดงแล้ว เรียกคนเสื้อแดงเข้ามาร่วมกันสู้มากมาย ด้วยไฟโกรธแก้นที่ลุกฮือในทุกหัวใจ เพลิงในหัวใจคนทั้งโลกก็ดูจะได้ภาพสมใจทักษิณผู้ต้องการการเปลี่ยนแปลง
วันที่ 19 พฤษภา มีการกระชับวงล้อมของภาครัฐ แกนนำประกาศยุติการชุมนุม มีการเผาทรัพย์สินมากมาย รวมถึง เซ็นทรัลเวิรลด์ แม่เหล็กดึงดูดการท่องเที่ยวแห่งหนึ่งของประเทศไทย เป็นเรื่องสะเทือนใจเราคนไทยทุกคน ทุกฝ่าย ทุกสี
แต่ก็มีภาพดีๆในสถานการณ์ที่เลวร้าย คือ “ภาพของความเข้าใจกันดีขึ้น” มีความเข้าใจกันมากว่า สังคมมีคนชนชั้นไพร่ ถูกกดเหยียดหยามโดยอำมาตย์ ถ้าไม่มีกองกำลังไม่ทราบฝ่ายปกป้อง ทหารเข้ามาได้ ทหารจะฆ่าประชาชนแน่นอน จนเกิดวาทกรรมมากมายว่า “ทหารฆ่าประชาชน” “ทหารฆ่าประชาชน”
แม้มีศพมากองที่หน้าวัด 6 ศพ พี่น้อง นปช. ในวัดจำนวนมาก ยังพยายามช่วยกันปกป้องศพ กลัวว่าทหารจะเอาไปซ่อน ... โอ...พี่น้องที่อยู่ในที่ชุมนุมยามวิกฤต บางคนถึงกับขวางรถดับเพลิงที่จะเข้าไปดับไฟ แต่ทหารตำรวจ ก็ไม่ได้จัดการกับประชาชนมือเปล่าแต่อย่างใด หลักฐานของพี่น้องกว่า 3,650 คนที่ทยอยนั่งรถกลับบ้านที่รัฐบาลจัดให้ ไม่เป็นหลักฐานที่สำคัญกว่าศพนับสิบ (ที่ยังไม่รู้ว่าเป็นฝีมือใคร ใส่ร้ายหรือไม่ ลูกหลงหรือไม่) หรอกหรือ ?
... หากความจริงแห่งความรักระหว่างทหารไทย กับประชาชนไทย สามารถลบภาพร้ายที่ถูกฝังในหัวว่า “ไพร่ คือ ศัตรูของทหารอำมาตย์” “ทหารอำมาตย์ คือ ศัตรูของไพร่” ให้หายไปได้ ก็น่าจะเป็นผลตอบแทนบางส่วนที่ประเทศอาจจะได้รับกลับมาบ้าง
... ความเชื่อมั่นว่า ทหารเป็นของประชาชน ประชาชนอุ่นใจที่มีทหารปกป้อง ตำรวจพิทักษ์สันติราษฎร์
... ความได้สติรู้ตัวว่า เราคนไทยทุกหมู่เหล่าทุกภาคส่วน ล้วนเป็นพี่น้องกัน จะทะเลาะกันทำไม อาจมีคนเอาไปใช้เผาบ้านของเราเอง เขาอาจไม่รู้สึก เพราะเขาก็เป็นชาวต่างชาติไปแล้ว เราจึงควรรักกัน เติมความรักให้แก่กัน
.... ก็อาจเป็นสิ่งดีๆที่คนไทยเราได้กลับคืนมาจากสถานการณ์วิกฤตที่ผ่านไป
ในเวลานี้ คนไทยทุกคนต้องการความสงบสุข จะได้เตรียมการเลือกตั้งและเริ่มต้นกันใหม่อย่างสงบสุข
การก่อการร้าย เช่น เผาศาลากลางจังหวัด ทุบตู้เอทีเอ็ม ปล้นร้านสะดวกซื้อ ล้วนแต่เป็นสัญญาณว่ายังไม่สงบ และอาจจะยังไม่ควรเตรียมการเลือกตั้ง ศาลากลางจังหวัดก็เป็นของประชาชน เมื่อเผาไป ก็จะต้องใช้งบประมาณไปทำขึ้นมาใหม่ แทนที่จะใช้งบนั้นมาช่วยเรา ตู้เอทีเอ็มก็เป็นของประชาชน ร้านสะดวกซื้อก็เป็นของประชาชน ให้ความสะดวกสบายกับเราทุกคน เราจึงควรช่วยกันสอดส่อง อย่าให้มีการก่อการร้ายกันอีกเลย ถ้าสงบโดยเร็ว พี่น้องชาวไทยมีความปรองดองกัน ก็น่าจะจัดการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรมเป็นประชาธิปไตยที่เราได้เรียกร้องอย่างแท้จริง
คนเสื้อแดงอยากรีบเลือกตั้ง คนอ้างว่าเสื้อแดง หัวรุนแรงที่อยากจะอยากก่อการร้าย ไม่รู้จะหวังอะไร หวังอำนาจ “เหนือประชาธิปไตย” ที่ต้องอยู่ภายใต้อำนาจแห่งการทำลายเช่นนั้นหรือ ?
นั่งไม่ติด...ตร.นำสื่อบุกดูห้องคุมแกนนำ นปช.
วันนี้ ( 23 พ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 00.30 น. พล.ต.ต.รุ่งโรจน์ แสงคร้าม รองผบช.ภาค 7 พร้อมด้วย พล.ต.ต.เทพ อมรโสภิต ผู้บังคับการกองบังคับการสนับสนุนทางอากาศ (ค่ายนเรศวร) พาสื่อมวลชนไปดูความเป็นอยู่ของ 8 แกนนำ นปช. ที่ถูกควบคุมตัวอยู่ที่กองร้อยปฏิบัติการพิเศษที่ 2 กองบังคับการสนับสนุนทางอากาศค่ายนเรศวร หลังจากมีภาพแพร่ออกทางสื่อมวลชนว่าแกนนำ นปช.ทั้ง 8 คน กินอยู่อย่างสุขสบายในบ้านพักรับรอง เพื่อยืนยันว่าแกนนำ นปช.ทั้ง 8 คน ไม่ได้ถูกอยู่สุขสบายที่บ้านรับรอง แต่ถูกควบคุมตัวอยู่บนชั้นสองของอาคารกองร้อยปฏิบัติการพิเศษที่ 2 ซึ่งมีทั้งหมด 14 ห้อง แต่ใช้ควบคุมแกนนำ นปช.ห้องละ 1 คนรวม 8 ห้องขณะสื่อมวลชนเข้าไปดูความเป็นอยู่ในที่คุมขังดังกล่าว แกนนำทุกคนนอนหลับอยู่บนเตียงนอนภายในห้อง ๆ ละ 1 คน เมื่อได้ยินเสียงผู้สื่อข่าวก็สะดุ้งตื่นขึ้นมา อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ขอร้องสื่อมวลชนไม่ให้สัมภาษณ์แกนนำทั้ง 8 คน และแกนนำทั้ง 8 คนก็ไม่ได้พูดคุยกับสื่อมวลชน
พล.ต.ต.เทพ เปิดเผยว่า แกนนำ นปช.ทั้ง 8 คน ถูกควบคุมตัวอยู่ที่กองร้อยปฏิบัติการพิเศษ ไม่ได้ไปพักบ้านรับรอง ส่วนภาพที่หลุดไปทางสื่อเป็นภาพวันแรกที่นำมาควบคุมขณะตำรวจกองปราบนำมาส่ง หลังจากรับมอบตัว แกนนำทั้งหมดได้ถูกนำมาควบคุมที่กองร้อยปฏิบัติการพิเศษที่ 2 ห้องละ 1 คน และกำหนดเยี่ยมวันละ 2 ครั้ง ช่วงเช้าเวลา 10.00 - 11.00 น. ช่วงบายเวลา 14.00 - 15.00 น. อนุญาตให้ญาติเข้าเยี่ยมได้ครั้งละ 1 คน ห้ามนำกล้องถ่ายรูปและอุปกรณ์สื่อสารทุกชนิดเข้าไปและปัจจุบันนอกจากแกนนำ นปช.8 คนแล้ว ยังมีแนวร่วมอีก 4 คน ถูกควบคุมตัวอยู่ที่ค่ายนเรศวร โดยแนวร่วมได้ถูกแยกไปควบคุมรวมกันอีกแห่งหนึ่ง
พล.ต.ต.รุ่งโรจน์ กล่าวว่าแกนนำ นปช.ทั้ง 8 คนได้ถูกควบคุมตัวตามระเบียบปฏิบัติไม่ได้อยู่สะดวกสบาย และผู้บังบัญชาไม่ได้สั่งการอะไรเป็นพิเศษ และที่เชิญสื่อมาต้องการให้ผู้สื่อข่าวมาเห็นสภาพความเป็นอยู่ของแกนนำ นปช.อย่างแท้จริง
"พร้อมพงศ์"ชกข้ามรุ่นซัด"เติ้ง"ตีกิน-เอาแต่ประโยชน์ส่วนตัว พท.เล็งฟ้องปปช.เอาผิดมาร์ค-สุเทพสลายม็อบ
ที่มา มติชน "พร้อมพงศ์"ซัด"เติ้ง"แค่หวังตีกิน คิดแต่ประโยชน์ส่วนตัว สมปลาไหล2010 ที่พรรคเพื่อไทย นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่นายบรรหาร ศิลปอาชา ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ระบุการกระทำของรัฐบาลและศอฉ. ที่สั่งให้การสลายการชุมนุมเป็นการกระทำที่ถูกต้องและเป็นไปตามขั้นตอนที่ถูกต้องตามกฎหมายว่า ขอถามกลับไปยังอดีตนายกรัฐมนตรี ที่ชื่อนายบรรหาร ศิลปอาชาว่า เอาสมองส่วนไหนคิด ใช้หลักการอะไรพิจารณาสรุปข้อเท็จจริงแบบเอาดีใส่ตัว และให้ท้ายรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จนออกนอกหน้า ไม่คิดถึงชีวิตของประชาชนที่สูญเสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก รวมถึงทรัพย์สินที่เสียหาย ทั้งที่ยังไม่มีการสอบสวนตามกระบวนการยุติธรรม จึงคิดเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ว่า นายบรรหารโหนเกาะกระแสตีกิน เพื่อรักษาผลประโยชน์ของตนเองและพวกพ้องในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล พูดเอาใจนายอภิสิทธิ์ พรรคประชาธิปัตย์และทหาร เพื่อให้ตนเองและพวกพ้องอยู่ในอำนาจต่อไป โดยไม่คำนึงถึงชีวิตเลือดเนื้อของประชาชน
"นายบรรหาร น่าจะคิดอยู่อย่างเดียวคือผลประโยชน์ของตนเอง และพวกพ้อง เพื่อให้อยู่ในรัฐบาลต่อไปให้นานที่สุด โดยปราศจากความรับผิดชอบต่อประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย รู้สึกผิดหวังกับอดีตนายกฯ ขวัญใจของตนคนหนึ่งและสมกับฉายา ปลาไหลยุค 2010 จริงๆ" นายพร้อมพงศ์กล่าว
นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ การที่นายบรรหารยังสรุปเพื่อประโยชน์ของตนเองอีกว่า รัฐบาลไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้ทัน 14 พฤษภาคม 2553 ต้องเลื่อนเวลาการเลือกตั้งออกไปอีก แสดงให้เห็นถึงธาตุแท้และความเห็นแก่ตัว ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาล โดยไม่ได้พิจารณาถึงมูลเหตุความขัดแย้งในปัจจุบันว่าฝังรากลึก ไปสู่การรับรู้ของประชาชนทุกหย่อมหญ้า ถึงความไม่ชอบธรรมของรัฐบาลในหลายเรื่อง ดังนั้น การที่รัฐบาลจะอยู่ในอำนาจต่อไป ถึงจะมีอำนาจและกองทัพหนุนหลังก็จะบริหารไม่ได้ เพราะนายอภิสิทธิ์และคณะรัฐมนตรีจะไม่สามารถเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ราชการในพื้นที่ความขัดแย้งได้เลย
นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า ถ้านายบรรหาร ซึ่งเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมืองคนหนึ่ง ต้องการช่วยให้เกิดความสมานฉันท์และปรองดองในชาติอย่างแท้จริง วิธีการที่ดีที่สุด คือ ควรเสนอแนะให้รัฐบาลแสดงความรับผิดชอบโดยการยุบสภา คืนอำนาจให้ประชาชนโดยทันที เพื่อดับไฟแห่งความขัดแย้งในสังคมไม่ให้เกิดขึ้นอีก และให้รัฐบาลใหม่ที่ประชาชนจะเป็นผู้ชี้ขาด จะเป็นผู้สร้างความปรองดองสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นในชาติ และจะจัดการปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อให้เกิดความยุติธรรมและเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย เพราะหากรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ยังอยู่ในอำนาจประชาชนผู้สูญเสียจากการกระทำของรัฐบาล ก็จะไม่ได้รับความเป็นธรรมความขัดแย้งก็คงยังมีต่อไปไม่จบสิ้น
แฉภาพชายแต่งตัวคล้ายทหารกลุ่มหนึ่ง ถืออาวุธปฏิบัติการอยู่ในรางรถไฟฟ้าบีทีเอส
เว็บไซต์แห่งหนึ่งบนอินเตอร์เน็ต เปิดเผยภาพกลุ่มชายแต่งตัวคล้ายทหารถืออาวุธปืนยาวอยู่บนรางรถไฟฟ้าบีทีเอส บนพื้นที่การชุมนุมสวมหมวกสีดำ มีป้ายสีแดงติดด้านหลัง
ต้องลาออก ก่อนปรองดอง
ที่มา ข่าวสด
นำมาสู่ความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินครั้งใหญ่และรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย
เฉพาะตัวเลขคนตายและบาดเจ็บ
ที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่การชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือคนเสื้อแดง เมื่อวันที่ 12 มี.ค. ผ่านเหตุการณ์เมื่อวันที่ 10, 22 และ 28 เม.ย. จนถึงวันที่ 19 พ.ค.
ยอดตายทะลุหลัก 80 เจ็บอีกเกือบ 2,000 คน
รัฐบาลที่มี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกฯ สร้างสถิติเลือดของตนเองขึ้นใหม่ ทุบสถิติเหตุการณ์ 14 ตุลา 16, 6 ตุลา 19 และพฤษภา 35 กระจุยกระจาย
ยกระดับขึ้นเป็นรัฐบาลมือเปื้อนเลือดยิ่งกว่ารัฐบาลใดๆ ที่ประเทศไทยเคยมีมา
หนักหนาสาหัสไปกว่านั้นคือถึงแม้แกนนำนปช.จะประกาศยุติการชุมนุม และทยอยมอบตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ขณะที่บางส่วนอยู่ระหว่างหลบหนีหัวซุกหัวซุน
แต่เหตุการณ์ความวุ่นวายยังคงเดินขึ้นอย่างต่อเนื่อง
มีการเผาทำลายห้างสรรพสินค้า ธนาคาร สถานที่ราชการหลายแห่งทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด จนรัฐบาลต้องประกาศ "เคอร์ฟิว" เพื่อจัดการกับสถานการณ์
เหล่านี้ล้วนแต่เป็นสัญญาณบ่งชี้ให้เห็นว่าสงครามครั้งนี้ยังไม่จบลงง่ายๆ
ทั้งยังมีแนวโน้มจะขยายวงออกไปทั้งทางกว้างและทางลึก
หลังเกิดเหตุจลาจลทั่วเมืองและมีคนตายเจ็บจำนวนมาก
รัฐบาลโดยศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือศอฉ. ได้ประกาศ "เคอร์ฟิว" เสริมจากพระราชการกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน
สั่งห้ามประชาชนออกนอกบริเวณที่พักอาศัยตอนกลางคืนในช่วงเวลาที่กำหนด
พูดง่ายๆ คือ "ปิดตาย" พื้นที่กรุงเทพฯ และอีก 23 จังหวัดพร้อมกันเป็นเวลา 4 วัน ช่วง 3 ทุ่มถึงตี 5
สื่อมวลชนทุกสำนักถูกไล่กลับบ้าน หรือไม่ก็ให้อยู่แต่ในที่ทำงานห้ามออกไปปฏิบัติหน้าที่สืบเสาะข้อมูลข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น
เปิดทางให้เจ้าหน้าที่ทหาร-ตำรวจเข้าเคลียร์พื้นที่กันเองโดยสะดวกเป็นเวลา 8 ชั่วโมงเต็ม
ผลลัพธ์คือเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องสงสัย และตรวจค้นเจออาวุธสงครามจำนวนมาก ทั้งปืน เครื่องกระสุน เครื่องยิงระเบิด และลูกระเบิดร้ายแรง
ทิ้งไว้เกลื่อนกลาดตามสถานที่ซึ่งเคยเป็นแหล่งชุมนุมคนเสื้อแดง
ไหลไปตามท้องเรื่องที่ นายปณิธาน วัฒนายากร โฆษกรัฐบาล และพ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกศอฉ. ยึดสื่อทีวีทุกช่องออกแถลงข่าวมันปากอยู่ฝ่ายเดียวว่า
หลักฐานทุกอย่างสอดรับกับพฤติกรรมการ "ก่อการร้าย" ของกลุ่มกองกำลังที่แฝงตัวอยู่ในผู้ชุมนุม
ตัวการใหญ่ที่ก่อเหตุเผาบ้านเผาเมืองไล่เข่นฆ่าประชาชนผู้บริสุทธิ์
แล้วโยนความผิดให้รัฐบาล
นานกว่า 2 เดือนก่อนถึงวันประวัติศาสตร์
การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 12 มี.ค. เป้าหมายเดียวคือการเรียกร้องให้รัฐบาลประกาศยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่
ในทางการเมืองนั้นการยุบสภาถือเป็นแนวทางหนึ่ง ในการตัดสินปัญหาความขัดแย้งตามระบอบประชาธิปไตย
จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลซึ่งอ้างว่าตนเองมาตามระบอบประชาธิปไตยต้องเปิดกว้างรับฟัง
แต่ดูเหมือนรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ กลับไม่เข้าใจหลักการดังกล่าวทั้งที่ไม่ได้เป็นเรื่องสลับซับซ้อนอะไรเลย
เมื่อเผชิญหน้ากับผู้ชุมนุมต่อต้าน รัฐบาลได้แก้ปัญหาด้วยวิธีการที่เลยเถิด พยายามใช้กำลังความรุนแรงเข้าปราบปรามกลุ่มผู้ชุมนุมครั้งแล้วครั้งเล่า
เมื่อได้รับการท้วงติงจากกลุ่มองค์กรสันติวิธี แทนที่จะหยุดยั้งฟังเสียงเตือน แล้วหันกลับไปใช้การเจรจาสันติวิธีเป็นทางออก
รัฐบาลกลับเพิ่มดีกรีความรุนแรงเข้าใส่กลุ่มผู้ชุมนุม
กล่าวหาเป็นกลุ่ม "ผู้ก่อการร้าย" ที่รับแผนมาจากพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และต้องการ "ล้มล้างสถาบัน" จำเป็นต้องใช้วิธีปราบปรามให้สิ้นซาก
ก่อนเหตุการณ์วันที่ 19 พ.ค. ส.ว.บางกลุ่มรับอาสาเป็นตัวกลางประสานการเจรจา ถึงขนาดส่งตัวแทนไปจับเข่ากับแกนนำนปช.ถึงหลังเวทีการชุมนุม
เพื่อหยุดยั้งสถานการณ์ที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น
แต่ก็ช้าไปเพียงเสี้ยวนาที
ปฏิบัติการสลายม็อบคนเสื้อแดงจนมีคนบาดเจ็บล้มตายเป็นใบไม้ร่วง จึงไม่ใช่แค่เรื่องการ "หักหลัง" อย่างที่กลุ่มส.ว.ออกมาโวยวายเท่านั้น
แต่ยังเป็นการทุ่มเดิมพันครั้งสุดท้ายของนายอภิสิทธิ์เองอีกด้วย
ภายหลังเหตุการณ์ 19 พ.ค. แน่นอนว่าแกนนำนปช.จะต้องถูกดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรม รวมไปถึงผู้ที่สร้างความหายนะให้กับบ้านเมือง ไม่ว่าจะเป็นกองกำลังฝ่ายใดก็ตาม
แต่ข้อสงสัยก็คืออะไรคือสิ่งที่อยู่เบื้องหลังทำให้นายอภิสิทธิ์ ไม่ลังเลใจแม้แต่น้อยในการเอาชีวิตเลือดเนื้อของประชาชนจำนวนมากเป็นเครื่องสังเวยความอยู่รอดของตนเองและรัฐบาล
นักวิเคราะห์การเมืองที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับเหตุการณ์ เชื่อว่าอาจเป็นทหารที่ต้องการให้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ อยู่ต่อไปจนกว่าจะเสร็จสิ้นกระบวนการโยกย้ายในกองทัพเดือนก.ย.นี้
เพราะไม่เช่นนั้นรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ น่าจะหลุดจากอำนาจไปตั้งแต่วันที่ 10 เม.ย. แล้ว
แต่หลังจากเกิดเหตุการณ์ 19 พ.ค. ด้วยความสูญเสียที่มากเกินไปจนกระทบต่อเกียรติภูมิของกองทัพอย่างรุนแรงไม่ต่างจากภายหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535
ก็เป็นไปได้ที่กองทัพจะตัดสินใจลอยแพนายอภิสิทธิ์
แล้วเลือกให้บุคคลที่สังคมยอมรับขึ้นมารักษาการแทน เพื่อสานต่อแผนโรดแม็ป 5 ข้อที่นายอภิสิทธิ์ริเริ่มไว้ เพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งภายใต้กติกาใหม่ แต่จะเมื่อไหร่ยังไม่กำหนดชัดเจน
เนื่องจากทางออกตอนนี้จำเป็นที่สุดคือต้องเอานายอภิสิทธิ์ ออกจากอำนาจให้ได้ก่อน
ไม่เช่นนั้นแผนปรองดองก็ไม่มีทางเดินหน้าต่อไปได้
และยังอาจทำให้วิกฤตลุกลามไปถึงจุดที่คนไทยไม่นึกฝันมาก่อน
พท.ปูดสร้างสถานการณ์เผาโยนบาปเสื้อแดง
ที่มา ไทยรัฐ เพื่อไทยปัดกลุ่มเสื้อแดงเผากทม. เชื่อเป็นการสร้างสถานการณ์ หวังเลี่ยงตอบคำถามใครสั่งฆ่าประชาชน เตรียมปูดข้อมูลแฉพิรุธใน 1-2 วัน จี้นายกฯไขก๊อกแสดงความรับผิดชอบ ขู่นายกฯหมดสิทธิลงพื้นที่หาเสียงภาคเหนือ –อีสาน ด้านนายอิทธิเดช แก้วหลวง ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การที่มีประชาชนเสียชีวิตเป็นร้อยจากการสลายการชุมนุมช่วงที่ผ่านมา นายกฯต้องมีคุณธรรม และควรแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออก ไม่ควรอยู่บริหารประเทศต่อไป หากไม่มีการเปลี่ยนตัวนายกฯ การเจรจาเพื่อสร้างความปรองดองก็เกิดขึ้นไม่ได้ ความรุนแรงที่เกิดขึ้นทุกฝ่ายต้องมีส่วนรับผิดชอบ แต่นายกฯกลับมาโทษกลุ่มเสื้อแดงอย่างเดียวว่า เป็นผู้ก่อการร้ายเผาเมือง ทั้งที่นายกฯเป็นฝ่ายสั่งให้ทหารสลายการชุมนุม ทำให้ผู้ชุมนุมโกรธแค้นจะเกิดเหตุบานปลายตามมา ส่วนกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ระบุว่า ส.ส.เพื่อไทยเป็นผู้ระดมคนเสื้อแดงให้มาเผาศาลากลางจังหวัดนั้น ถ้ามีหลักฐานจริงก็ต้องว่ากันไปตามรายบุคคล แต่ถ้าไม่มีหลักฐาน ไม่สามารถจับกุมคนทำผิดได้ แล้วมากล่าวหาส.ส.เพื่อไทยเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง มันก็ไม่เป็นธรรม.
เมื่อวันที่ 22 พ.ค.นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ส.ส.แพร่ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี ส.ส.ประชาธิปัตย์ สนับสนุนให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ทำงานต่อไป ไม่จำเป็นต้องลาออก ภายหลังเกิดเหตุการณ์สลายการชุมนุมวันที่ 19 พ.ค.จนเกิดเหตุจลาจลเผาบ้านเมืองว่า นายกฯควรแสดงความรับผิดชอบลาออก ถึงอยู่ในตำแหน่งได้ ก็ไม่สามารถอยู่ในสังคมได้ กลายเป็นรัฐที่ล้มเหลว หากยังอยู่ในตำแหน่งต่อไป ก็ไม่สามารถลงพื้นที่หาเสียงเลือกตั้งได้ ไม่ใช่เฉพาะแค่ภาคอีสาน ภาคเหนือเท่านั้น แค่กทม.ก็อย่าคิดว่า จะปลอดภัย เพราะประชาชนแค้นที่ถูกรัฐบาลสั่งฆ่าจำนวนมาก วันนี้มีแต่คนเรียกนายอภิสิทธิ์ ว่า นายกฯร้อยศพ ส่วนที่ระบุว่า มวลชนเสื้อแดงเป็นผู้เผาบ้านเมืองนั้น เรื่องนี้มีความไม่ชอบมาพากลอยู่หลายประเด็น ตนจะนำมาเปิดเผยภายใน 1-2 วันนี้ เพราะเชื่อว่า คนเสื้อแดงไม่ได้เผาบ้าน เผาเมือง คนที่กำลังหนีตายจากการสลายการชุมนุมจะไปเผาได้อย่างไร ส่วนใครจะเป็นคนเผาจะต้องพิสูจน์กันต่อไป
“วันนี้ถ้าไม่มีการเผา เกิดขึ้น นายกฯก็ต้องมาตอบคำถามว่า ใครสั่งฆ่าประชาชน แต่ถ้าไม่ต้องการตอบคำถามว่า ใครสั่งฆ่าประชาชน ก็ต้องทำอะไรสักอย่าง ก็คือการเผา วันนี้มีการสร้างสถานการณ์เกิดขึ้นมากให้ดูเป็นการก่อการร้าย เป็นการจัดฉากของตำรวจ ทหาร เหมือนเหตุการณ์เมษาฯเลือดเมื่อปีที่แล้ว ที่มีการจัดฉากเผารถเมล์ เอารถแก๊สออกมา เพื่อหาความชอบธรรมให้ตัวเอง”นายวรวัจน์ กล่าว

