WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, May 26, 2010

งานหนัก

ที่มา บางกอกทูเดย์


รัฐบาล..จะต้องมองผลงานแห่งตน ด้วยดวงตาของประชาชน..รัฐบาล..ต้องฟังเสียงจากประชาชนด้วยหูของประชาชน วันเวลานับตั้งแต่นี้ต่อไป..เป็นเรื่องลำบากยากยิ่งที่รัฐบาล จะบริหารราชการแผ่นดินไปบนความขัดแย้งของประชาชนหลากหมู่หลายเหล่า แถมในรัฐสภายังมากมายไปด้วย...มุ้งต่างๆ ที่กางกันอยู่ในแต่ละพรรค ในแต่ละมุ้งยังโยงใยไปด้วยป่านหลายเส้น..ที่พร้อมจะผันแปรเปลี่ยนไปในทุก

ขณะ..เมื่อผลประโยชน์พัดสู่นอกรัฐสภา...การเมืองข้างถนนยังทรงอิทธิพลรุนแรง...รัฐธรรมนูญเจ้าปัญหาที่เกิดมาจากกลไกปฏิวัติ..และมากไปด้วยมนต์ดำ..แบ่งประชาชนออกจากประชาชน อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ ภายใต้บังคับแห่งรัฐธรรมฉบับนี้...ได้หยิบยื่นความตายและภัยพิบัติให้

ปรากฏในชาติ..มากมายหลายครั้ง..เปลี่ยนข้างกลับฝ่ายกันไปมา.. เกือบจะไม่มีสักวัน นับตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้บังคับใช้..ที่ประเทศจะไม่วุ่นวาย..และกลิ่นอายแห่งความตายเจือปนอยู่กับเกือบจะทุกอณูของอากาศ ทุกเฉดสีของพลังมวลชน..ล้วนปะปนอยู่กับคำว่าก่อการร้าย..ต่างสีต่างปฏิเสธรัฐบาล

ของแต่ละฝ่าย..และคาดหมายได้เลยว่า..การปราบปรามเข่นฆ่าประชาชนที่มาชุมนุมร้องเรียน..จะกลายเป็นเรื่องธรรมดา..ในอนาคตไม่ว่าสีใดจะขึ้นมาเป็นรัฐบาล เสรีภาพในการนำเสนอ..จะถูกกดอยู่ภายใต้เอื้อแห่งผลประโยชน์..ด้วยอำนาจกฎหมายในกำมือของรัฐบาล..การเปลี่ยนแปลงด้วยคะแนนจากการ

เลือกตั้ง..จะถูกปฏิเสธจากฝ่ายปราชัย..จะไม่มีการเลือกตั้งครั้งใด...ได้รับการยอมรับ..จากกองกำลังภาคประชาชน คณะรัฐมนตรีในรัฐบาล..ที่ตรวจราชการได้เพียงไม่กี่จังหวัดในประเทศ..จะยั่งยืนอยู่ได้อย่างไร..นั่นเป็นคำถาม..ที่ไร้ผู้ตอบ..ไม่เคยมีใครคาดคิดมาก่อนว่า..ประเทศไทยของเรา..จะเปลี่ยนแปลง

และเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้..และเป็นหน้าที่ของรัฐบาล..จึงลำบากแสนสาหัส..และแน่นขนัดไปด้วยการรักษาความปลอดภัย ไม่ต้องถามโพล...ไม่ต้องถามประชามติ..นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ...รู้ว่า..ต้องทำอะไร..เพียงแต่ว่า..ท่านตัดใจได้หรือไม่..ท่านกล้าพอที่จะหักหาญหรือไม่

จับตา‘ศึกซักฟอก’ รัฐบาลมาร์ค!

ที่มา บางกอกทูเดย์



การยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลของฝ่ายค้าน อย่างพรรคเพื่อไทย เกิดขึ้นทันทีหลังการชุมนุมทางการเมืองของนปช. ยุติการชุมนุมเมื่อวันที่ 19 พ.ค.ที่ผ่านมา ขณะเดียวกันการตัดสินใจหันกลับเข้ามาสู้ในสภาของฝ่ายค้านครั้งนี้ ย่อมทำให้แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ในการปรองดองเพื่อชาตินั้น ริบหรี่ลงทุกที เที่ยงวันของวันที่ 24 พ.ค.นายวิทยา บุรณศิริ ส.ส.พระนครศรีอยุธยา ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ได้นำรายชื่อ ส.ส.พรรคเพื่อไทยจำนวน 159 คน เข้ายื่น

ต่อ นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา (ส.ว.) เพื่อให้ถอดถอน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย รัฐมนตรีอีก 4 คน ประกอบด้วย นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ นายชวรัตน์ ชาญวีรกุล รมว.มหาดไทย นายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม ออกจากตำแหน่ง ซึ่งถือเป็นการดำเนิน

การตามรัฐธรรมนูญมาตรา 270 พร้อมกันนี้ได้เข้าพบ นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อนำรายชื่อ ส.ส.จำนวน 180 คน ยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีรวม 6 คน โดยอีก 2 รัฐมนตรีที่ยื่นเพียงการอภิปรายแต่ไม่ได้ยื่นถอดถอนคือนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง

และนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ เนื่องจากมีความผิดพลาดในการบริหารราชการแผ่นดิน แต่หลักฐานไม่เพียงพอที่จะยื่นถอดถอนได้ สำหรับฝ่ายค้านให้เหตุผลถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจและถอดถอนนายกรัฐมนตรีทั้งหมด 12 ข้อ อาทิ ไม่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตมีส่วนรู้เห็นและปล่อยปละละเลย

ให้รัฐมนตรีร่วมรัฐบาลมีการทุจริต คอร์รัปชั่น แสวงหาประโยชน์จากงบประมาณแผ่นดินอย่างกว้างขวาง เช่น ทุจริตโครงการไทยเข้มแข็ง ทุจริตการจัดซื้ออาวุธในกองทัพ ขาดภาวะการเป็นผู้นำ ปล่อยให้บุคคลภายนอกที่อยู่เบื้องหลังพรรคการเมืองแทรกแซงการทำหน้าที่ของรัฐมนตรี มีการเลือกปฏิบัติ

สองมาตรฐาน ไม่มีความเสมอภาค มีการใช้อำนาจรัฐโดยไม่คำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิและเสรีภาพ มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง โดยการสั่งให้ทหารใช้อาวุธสงครามทุกชนิดเข้าปราบปรามประชาชน เป็นเหตุให้เกิดความสูญเสียชีวิต ร่างกายของประชาชนจำนวนมาก ขาดความจริงใจ

ในการสร้างความปรองดองและความสมานฉันท์ในสังคม ทั้งนี้ ฝ่ายค้านเชื่อว่า…พฤติกรรมดังกล่าวของนายกรัฐมนตรี ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติและประชาชนอย่างร้ายแรง หากปล่อยให้บริหารราชการแผ่นดินต่อไป ย่อมส่งผลให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศชาติจนยากที่จะแก้ไขเยียวยา

ได้ โดยพรรคเพื่อไทยได้แนบชื่อ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ให้เป็นผู้สมควรดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนต่อไป ศึกอภิปรายครั้งนี้ ไม่ได้ทำให้รัฐบาลหวาดหวั่นกับข้อกล่าวหาทั้ง 12 ที่ฝ่ายค้านยื่นให้ประธานสภาเพื่อเปิดศึกซักฟอก เพราะวันนี้รัฐบาล ยังเกาะแขนพรรคร่วมรัฐบาล ได้อย่างเหนียวแน่น โดย

เฉพาะเหตุการณ์การเข้ายึดพื้นที่ของ ศอฉ. ที่ได้ใจพรรคร่วมไปไม่น้อยทีเดียว ส่วนศึกซักฟอกรัฐบาล ครั้งนี้ จะมันหยดขนาดไหน ต้องลุ้นว่า “ดาวสภา”อย่าง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง จะทำหน้าที่แกนนำฝ่ายค้านในการ “ซักฟอก” รัฐบาลได้เหมือนครั้งที่แล้วหรือไม่ งานนี้มีลุ้น!

‘เหลิม’นำทัพ ใช้สภาไล่!

ที่มา บางกอกทูเดย์



การที่พรรคเพื่อไทย ใช้รายชื่อ ส.ส.จำนวน 184 รายชื่อ ยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ แยกเป็น 2 ญัตติ คือ 1.ญัตติของเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และ 2.ยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล จำนวน 5 คน ได้แก่ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรี

ว่าการกระทรวงการคลัง และนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ มีการระบุข้อกล่าวหาชัดเจน... นายอภิสิทธิ์ ในฐานะหัวหน้ารัฐบาล มีพฤติการณ์ที่ไม่น่าไว้วางใจให้บริหารราชการแผ่นดินถึง 12 ข้อ คือมุ่งบริหารราชการแผ่นดินเพื่อมุ่งประโยชน์ให้กับตนเองและพวกพ้อง ส่งผลให้เกิดการ

ทุจริตเชิงนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน และกำกับดูแลบริหารราชการแผ่นดินไร้ประสิทธิภาพ รู้เห็นปล่อยปละละเลยให้รัฐมนตรีร่วมรัฐบาลทุจริตคอรัปชันแสวงหาประโยชน์จากงบประมาณแผ่นดินอย่างกว้างขวาง กำหนดนโยบาย

เพื่อเอื้อทุจริตเชิงนโยบาย บริหารราชการแผ่นดินไม่เป็นตามหลักนิติธรรม ไม่มีความเสมอภาค ใช้อำนาจโดยไม่คำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ละเมิดสิทธิมนุษย์ชนอย่างร้ายแรง สั่งการให้ทหารใช้อาวุธสงครามชนิดร้ายแรงเข้าปราบปรามประชาชนหลายครั้ง จนเป็นเหตุให้เกิดการเสียชีวิตหลายครั้ง

กลั่นแกล้งใส่ร้ายป้ายสีให้ประชาชนที่มาชุมนุมโดยสงบ ต้องตกเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญาฐานก่อการร้าย แต่กลับละเว้นที่จะดำเนินคดีกับประชาชนอีกกลุ่มหนึ่งที่ทำผิดกฎหมาย โดยยึดสนามบิน ยึดทำเนียบ ไม่อำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนอย่างเท่าเทียม ลุแก่อำนาจบังคับใช้กฎหมายเป็นเครื่อง

มือ!! ปกปิดความผิดของตนเองและพวกพ้อง ครอบงำแทรกแซงการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน ใช้อำนาจแทรกแซงการแต่งตั้งข้าราชการปล่อยให้นักการเมืองแสวงหาประโยชน์จากการแต่งตั้ง นี่ขนาดแค่บางส่วน แต่รวมๆแล้วต้องถือว่าเป็นข้อกล่าวหาที่รุนแรงฉกาจฉกรรจ์เป็นอย่างมาก แถมยังครอบคลุมกิน

ประเด็นกว้างไปหมด ซึ่งลำพังเฉพาะ 12 ข้อกล่าวหา ถ้าฝ่ายค้านใส่กันตรงๆ จริงๆ จังๆ แล้ว แค่นายอภิสิทธิ์คนเดียวไม่รู้ว่า 2 วันจะพอหรือไม่? เหลืออีก 1 วัน กับ 5 รัฐมนตรี ซึ่งแต่ละคนก็โดนกล่าวหาร้ายแรงด้วยเช่นกัน อย่างกรณี นายสุเทพ ถูกกล่าวหาว่ามีพฤติกรรมส่อกระทำผิดต่อหน้าที่ตั้งแต่เดือน

มี.ค.-พ.ค. 53 กรณีสลายการชุมนุม ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก ไม่เป็นไปตามมาตรฐานสากล และทำผิดตามกฎหมาย คือผิดต่อ พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉิน ใช้กำลังทหารเข้าไปข่มขู่คุกคามในสถานีไทยคม และทำการทำลายสัญญาณการสื่อสารโทรทัศน์ ถือเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพในการสื่อ

สาร นอกจากนี้นายสุเทพยังได้แจ้งบัญชีทรัพย์สินหนี้สินอันเป็นเท็จต่อ ป.ป.ช. กระทำการบุกรุกทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ โดยการบุกรุกภูเขา กระทำการออกโฉนดอันเป็นเอกสารสิทธิ์และเตรียมการจัดสรรที่ดินขายโดยไม่ชอบ ในขณะที่นายกรณ์ โดนเรื่องการก่อหนี้สาธารณะจนสูงเกินกว่า

60% ซ้ำยังนำเงินที่ได้จากการกู้ไปดำเนินนโยบายเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับรัฐมนตรีในกระทรวงต่างๆ ทั้งที่แต่ละโครงการไม่ได้สร้างประโยชน์กับเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ มีการสูญเปล่าในหลายโครงการ ที่เรียกว่า “กู้มาโกง” นอกจากนี้ยังได้ดำเนินการออก พ.ร.บ.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท โดยไม่เป็น

ไปตามแผนนิติบัญญัติ ยิ่งกรณี นายกษิต ภิรมย์ โดนเต็มๆ ว่าทำงานแบบไม่ก่อให้เกิดภาพลักษณ์ที่ดีต่อประเทศในสายต่อประชาคมโลก มีพฤติกรรมข่มขู่ ก้าวร้าวต่อมิตรประเทศ สร้างความขัดแย้งระหว่างประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน ส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเสื่อมทรุดอย่างไม่เคยมีมา

ก่อน มุ่งทำลายล้างนักการเมืองฝ่ายตรงกันข้ามในทุกวิถีทาง โดยไม่คำนึงถึงคุณธรรม จริยธรรม ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ซึ่งการกระทำดังกล่าวถือว่าไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญและนโยบายที่ได้แถลงไว้ ส่วนนายชวรัตน์ หนีไม่พ้นเช่นกัน เพราะถูกกล่าวหาว่ามีพฤติกรรมที่ส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่และส่อว่า

กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ จงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง จากกรณีให้บริษัทเครือญาติเป็นคู่สัญญากับรัฐในหลายโครงการ ทำให้รัฐต้องจ่ายเงินมากกว่าที่ควรจ่ายหลายพันล้านบาท รู้เห็นหรือเกี่ยวข้องกับการทุจริต

เรื่องการสอบเข้าโรงเรียนนายอำเภอ เรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ เรื่องการทุจริตจัดซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ของกรมการปกครอง เรื่องอนุมัติให้มีการขออนุญาตจำหน่ายอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนเพื่อมุ่งแสวงหาประโยชน์ สุดท้าย นายโสภณ ที่ถูกระบุว่าบริหารราชการโดยการกำหนดนโยบายเพื่อ

มุ่งแสวงหาประโยชน์ในทางทรัพย์สินและประโยชน์ทางการเมือง รู้เห็นเป็นใจหรือยินยอมให้พวกพ้องหรือผู้สนับสนุนทางการเมืองของตนเองเข้ามาแสวงหาประโยชน์จากโครงการที่ได้กำหนดขึ้น มีพฤติการณ์ส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่ ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์ ให้บริษัทเอกชนที่เป็น

พวกพ้อง และญาติของรัฐมนตรีในพรรคการเมืองได้ประโยชน์ที่มิควรได้จากการประมูลงาน และเป็นคู่สัญญากับรัฐ ทำให้รัฐต้องสูญเสียเงินงบประมาณเกินกว่าความเป็นจริงหลายพันล้านบาท เพราะกล่าวหารุนแรงและครอบคลุมขนาดนี้ ทำให้คอการเมืองมองกันว่า ระยะเวลา 3 วันจะเพียงพอหรือไม่... ทำให้

มีการมองลึกลงไปว่า หรือจริงๆ แล้ว นี่คือปฏิกริยาที่ต้องการฉีกหน้า ศอฉ.ต้องยอมรับความเป็นจริงว่า แม้นายอภิสิทธิ์ จะเป็นคนที่ชิงเปิดประเด็นเสนอเรื่องแผนปรองดองขึ้นมาก่อนที่ฝ่ายอื่นๆ จะทันขยับตัว แต่ในอีกมุมหนึ่ง ศอฉ. ซึ่งเป็นกลไกและมือไม้ของรัฐบาลที่ถูกตั้งขึ้นมาโดยกฎหมายพิเศษ คือ พ.ร.ก.

ฉุกเฉินนั้น แต่ ศอฉ. ไม่ได้มีท่าทีหรือแนวทางในเรื่องของความปรองดองสะท้อนออกมาให้เห็นเลย มีแต่การให้ความสำคัญกับเรื่องของการใช้อำนาจตาม พ.ร.ก. ฉุกเฉิน และการใช้กำลังเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจ ดังนั้นตรงนี้เองที่เป็นจุดที่ทำให้ไม่ว่าจะมีใครอาสาเข้ามาเป็นคนกลางในการเจรจาเพื่อการ

ปรองดอง จึงไม่สามารถที่จะทำได้สำเร็จ แถมหลังจากที่แกนนำ นปช. ยอมมอบตัว และยุติการชุมนุม แต่ปรากฏว่า กลไกของ ศอฉ. ยังคงเดินหน้าในลักษณะที่ทำให้บรรยากาศของความปรองดองเกิดได้ยากอยู่เช่นเดิม... โดยเฉพาะในเรื่องของการแถลงให้ข้อมูลในลักษณะด้านเดียวอย่างต่อเนื่องตลอด

เวลา นี่คือจุดพลาดที่ควรจะต้องเร่งแก้ไขของ ศอฉ. เพราะการคิดในมิติเดิมๆ ว่าการมีอำนาจตาม พ.ร.ก. ฉุกเฉินอยู่ในมือ สามารถจะออกข่าวผ่านทางฟรีทีวีอย่างไรก็ได้ ... ควรจะต้องทบทวนวิธีคิดใหม่ เพราะการเสนอข่าวด้านเดียวผ่านทีวีนั้น เสนอได้ก็จริง... แต่ก็ไม่สามารถที่จะบังคับในเรื่องของความ

เชื่อถือได้ และในหลักวิชาเกี่ยวกับการนำเสนอข้อมูลข่าวสารก็คือ การพยายามเสนอข่าวเฉพาะด้านมากจนเกินไป จะยิ่งกลายเป็นแรงกระตุ้นในสังคมอยากที่จะรู้ข้อมูลของอีกด้านหนึ่งมากขึ้น ดังนั้น ทางที่ดี ศอฉ. ควรที่จะมีการปรับท่าทีใหม่ ในเมื่อการยิ่งปิด ยิ่งทำให้คนอยากรู้ ในเมื่อการใช้อำนาจมากจน

เหมือนกับการบีบคั้น ยิ่งกลายเป็นทำเกิดฏิกริยาต่อต้าน... แบบนี้แล้วทำไม ศอฉ.ไม่คิดเปลี่ยนท่าที แทนที่จะต่อเคอร์ฟิวไปไม่รู้จบ ซึ่งทำความงุนงงให้กับทุกฝ่าย ว่าอะไรกันนักหนา ก็น่าที่จะเลิกเคอร์ฟิว รวมทั้งรีบยกเลิก พ.ร.ก. ฉุกเฉินไปเสียไม่ดีกว่าหรือ??? เพราะไม่ว่าจะมี พ.ร.ก.ฉุกเฉินหรือไม่มี รัฐบาล

นายอภิสิทธิ์ ก็เป็นรัฐบาลพลเรือนที่สามารถกดปุ่มให้ทหารซ้ายหันขวาหันได้ดั่งใจอยู่แล้ว จึงไม่น่าที่จะมีอะไรต้องกริ่งเกรง การคงอำนาจพิเศษเอาไว้เสียอีก ที่ทำให้กลายเป็นจุดอ่อน เพราะทำให้คนยิ่งสงสัยอยากรู้มากขึ้น ตรงนี้แหละที่ทำให้เกิดมุมมองว่า เมื่อ ศอฉ.เอาแต่แถลงหรือให้ข้อมูลฝ่ายเดียว ฝ่ายค้าน

ก็จำเป็นที่จะต้องใช้เวทีรัฐสภา นำข้อมูลอีกด้านมานำเสนอให้สังคมได้เห็น ว่าจริงๆ แล้วทุกๆ เหตุการณ์มี 2 ด้านเสมอ และที่ไม่ธรรมดาก็คือ ต้องไม่ลืมว่า ดาวสภาอย่าง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน ในฐานะประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทยนั้น ฝีมือไม่ใช่ระดับธรรมดา แค่โปรยน้ำจิ้มออกมาวัดกระแส

สังคมว่าการสลายการชุมนุมของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ มีสิ่งน่าคิดคล้ายๆ กับเหตุการณ์เมื่อวันที่ 6 ต.ค.2519 อยู่ 4 ประเด็น ก็ฮือฮาแล้ว 1. มีการกล่าวหาว่าล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์เช่นเดียวกัน 2. ปี 19 มีการปลุกระดมผ่านสถานีวิทยุยานเกราะและเครือข่ายวิทยุของทหารว่ามีคอมมิวนิสต์ใน

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คราวนี้ก็มีการปลุกระดมผ่านสถานีโทรทัศน์ของรัฐ โดยเชิญคนที่เป็นปฏิปักษ์กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไปออกรายการเพื่อใส่ร้ายอย่างต่อเนื่อง 3. ปี 19 หลังเหตุกาณ์สงบ ตนเป็นผู้หนึ่งที่เข้าไปตรวจค้นอาวุธใน มธ.และพบอาวุธจำนวนมาก ซึ่งไม่ทราบว่าเป็นของ

ใคร แต่ฝ่ายรัฐในขณะนั้นได้กล่าวหาว่าเป็นของนักศึกษาและเวียดนาม ที่เอามาซุกซ่อนระหว่างการชุมนุม ทำให้ประชาชนในขณะนั้นเชื่อว่านักศึกษาเป็นคอมมิวนิสต์ เช่นเดียวกันเหตุการณ์ปัจจุบันที่หลังจากสลายการชุมนุม มีการไปพบอาวุธ เจอกระสุนปืนและอาวุธสงคราม รัฐกล่าวหาว่าเป็นของกลุ่มผู้

ชุมนุม และ 4. การเรียกขานกลุ่มผู้ชุมนุมในปี 19 ว่า คอมมิวนิสต์ แต่คราวนี้รัฐเรียกว่าผู้ก่อการร้าย “แสดงให้เห็นว่าแม้เวลาจะผ่านมา 34 ปี แต่แนวคิดรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ไม่เคยเปลี่ยน ผมรำคาญเหลือเกินโดยเฉพาะจอมพล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และพล.อ.ปณิธาน วัฒนายากร

รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฎิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่อยู่กับทหารพักเดียวก็เคลิ้มตาม” ลีลายังเด็ดดวงอยู่เหมือนเดิม เพราะทำให้คนฟังต้องคิดตามกันจ้าละหวั่น... เอ๊ะ ร.ต.อ.เฉลิมไปเอามาจากไหน นายอภิสิทธิ์ เป็นจอมพล และนายปณิธานไปเป็นพล.อ.ตั้งแต่เมื่อไหร่??? แถม

ด้วย... “เผาเซ็นทรัลเวิลด์เป็นการสร้างสถานการณ์ มือที่สาม ตอนเขาประกาศสลาย ระเบิดลงตูม ตูม ตูม ถ้าเขาจะเผาจริงต้องเผาโรงแรมคอนติเนลตัน เพราะลูกเขยเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ อย่าง หลุยส์วิตตองราคาแพง อยู่ติดที่ชุมนุมไม่มีใครทุบเลย ส่วนมุขงมน้ำแล้วเจอปืน เป็นลิเกบทเก่า ตั้งแต่

ปี 2516 เขาใช้มุขนี้กัน อย่างการขึ้นไปยิงบนอาคารสถานที่ ไม่มีทางที่ตาสีตาสาจะขึ้นไปยิงได้ ถ้าอยากรู้ว่า ยิงแล้วหนีอย่างไร ผมจะบอกให้ในการอภิปราย” แสบๆ คันๆ ดีไหมล่ะ... ฉะนั้นงานนี้ แม้ว่าจะเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่รู้ผลลงคะแนนล่วงหน้า เพราะตราบใดที่พรรคร่วมรัฐบาลยังไร้สำนึกรับ

ผิดชอบ และเกาะหนึบนายอภิสิทธิ์อยู่เช่นนี้ ก็คงไม่สามารถก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโดยรัฐสภาได้ แต่ข้อมูลจากพรรคฝ่ายค้าน จาก ร.ต.อ.เฉลิม น่าจะเขย่าความน่าเชื่อถือของรัฐบาล และ ศอฉ. ได้ไม่น้อยเลยทีเดียว การต่อสู้ย้ายเวทีมาสู่รัฐสภาแล้ว... แต่นี่ก็คือกลไกประชาธิปไตยไม่ใช่หรือ?!?

ชีวิตที่ไม่เหมือนเดิม?

ที่มา ไทยรัฐ

อภิสิทธิ์ - สุเทพ

ผู้เสียชีวิต 88 ราย บาดเจ็บ 1,885 คน ยังมีผู้รักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล 217 คน ในจำนวนนี้อยู่ในห้องไอซียู 17 คน

ตัวเลขอย่างเป็นทางการล่าสุดที่ยืนยันโดยนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว.สาธารณสุข เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม สรุปจำนวนผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจากเหตุการณ์การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคมถึงปัจจุบัน

"ความจริง" ที่สื่อบิดเบือนไม่ได้

จัดให้ตามคิวที่นางรสสุคนธ์ ภูริเดช ส.ว.สรรหา ในฐานะกรรมการเพื่อติดตาม สถานการณ์บ้านเมือง วุฒิสภา เรียกร้องว่า สื่อควรมีบทบาทในการสร้างความเข้าใจมากกว่านี้ เพราะวันนี้สื่อทุกแขนงเสนอแต่ภาพอาคารไหม้ ไม่เสนอฝ่ายประชาชนที่เสียชีวิต ซึ่งรัฐบาลต้องเข้าไปดูแล ไม่ให้ทับถมผู้เสียชีวิต และกล่าวหา
ว่าเป็นผู้ก่อการร้าย

ถือเป็นข่าวสารอีกด้านหนึ่ง ที่กระแสค่อนข้างเบาบาง

ในสถานการณ์ที่รัฐบาลกำลังมุ่งธงไปที่การเร่งเยียวยา อัดมาตรการฟื้นฟูผู้ประกอบการธุรกิจที่ได้รับความเสียหายจากเหตุแดงวิปโยคเผาเมือง

พร้อมๆกับการเทกแอ็กชั่น ไล่ล่าขบวนการก่อการร้าย

เดินหน้าต่อจิ๊กซอว์เข้าหา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ล่าสุดศาลอาญาได้อนุมัติหมายจับอดีตนายกฯทักษิณตามที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ยื่นขอ

ประทับข้อหานายใหญ่ "ผู้ก่อการร้าย" เต็มขั้น

แน่นอน สถานะเยี่ยงนี้อาจมีผลต่อการดำรงชีวิตอยู่ในต่างประเทศของอดีตนายกฯทักษิณ มีข้อจำกัดมากขึ้นในการบินเข้าประเทศนี้ บินออกประเทศนั้น

เพิ่มเงื่อนไขให้นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ มีแรงบีบในเวทีทูตหนักกว่าเก่าอีกหลายเท่า ในการไล่ทุบอดีตนายกฯทักษิณ

และยังเหมารวมไปถึงลูกข่ายนายใหญ่ในประเทศไทย ที่โดนล็อกเป้าเครือข่ายผู้สนับสนุน เบื้องหลังโยงใยกองทัพแดง

แว่วเสียงเข้มๆ เล็ดลอดออกจากที่ประชุมศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) "เทพเทือก" นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ผู้อำนวยการ ศอฉ. สั่งไล่เบี้ย เช็กบิลกราวรูด ไม่ปรานีปราศรัย

"ลากเข้าเข่ง" เชือดข้อหาเดียวรวด

ตามฉากลากยาว พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ต่อเวลาเคอร์ฟิวไปเรื่อยๆ เข้ากับบทไล่ล่าขุดรากถอนโคนขบวนการก่อการร้าย

ม็อบเสื้อแดงโดนสลาย "ทักษิณ" โดนข้อหาร้ายแรง คนแพ้ไม่มีที่ยืน

แน่นอนรัฐบาลเป็นฝ่ายที่คุมเกมไว้ได้ แต่โจทย์หินๆ มันอยู่ตรงที่ว่า ความขัดแย้งทางการเมืองไม่เคยสยบได้ด้วยอำนาจรัฐ และปลายกระบอกปืน

ตราบใดที่รัฐบาลไม่ได้รับการยอมรับจากประชาชนฝ่ายต่อต้าน

พอดีกับคิวที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เริ่มออกมาสัมผัสโลกภายนอก ตามคิวค่อยๆ เดินสายโชว์ตัวหลังซุ่มหลบกองทัพแดงอยู่ในค่ายกรมทหารราบที่ 11 ขลุกอยู่กับ "เดอะวอลเปเปอร์" นายศิริโชค โสภา และทีมงานใกล้ชิด

สปีกอิงลิช พูดคุยกันแค่ในวงนักเรียนเก่าอังกฤษ

และแค่คิวแรกก็สัมผัสได้ทันที กับความจริงของ "เหรียญสองด้าน"

ระหว่างที่นายกฯอภิสิทธิ์เดินทางเข้าเยี่ยมทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากปฏิบัติการขอพื้นที่คืนบริเวณสี่แยกคอกวัว ที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า

ฉากหนึ่งคณะแพทย์ พยาบาล ผู้ป่วยและญาติส่วนหนึ่งได้ส่งเสียงกรี๊ดกร๊าดให้กำลังใจ เข้ามาจับไม้จับมือขอถ่ายรูป

ปลื้มกับฮีโร่รูปหล่อ

แต่อีกมุมหนึ่งก็มีเสียงหญิงวัยกลางคนผู้หนึ่งตะโกนสวนดังๆ "นายกฯแก้ปัญหาไม่ได้ คนตายตั้งเยอะ ไม่รู้มาทำไม ไอ้ (เซ็นเซอร์)"

ปะทุอารมณ์เคียดแค้นชิงชัง

หญิงชาวบ้านธรรมดาๆ คนหนึ่ง กล้าตะโกนด่านายกรัฐมนตรี กลางที่สาธารณชน โดยไม่เกรงกลัวจะถูกดำเนินคดีทางกฎหมาย

ทุกอย่างเป็นไปตามคิวที่ "อภิสิทธิ์" ก็ยอมรับเองกับปาก

ต่อไปนี้ชีวิตคงไม่เหมือนเดิม.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

สังคมอุดมปัญหา

ที่มา ไทยรัฐ


ประชาชนคนไทยควรจะตั้งสติให้ดี โดยเฉพาะ การรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ที่จะต้องรับฟังข้อมูลให้รอบด้าน ไม่ใช่เพราะชอบเป็นพิเศษหรือไม่ชอบเป็นพิเศษ แต่ต้องเอาข้อมูลจากทุกฝ่ายมาประมวลเป็นเหตุเป็นผล ไม่ใช่ฟังดูแล้วตัดสินใจไปตามกระแสว่าฝ่ายไหนผิดฝ่ายไหนถูก

สังคมไทยอุดมไปด้วยวิชามาร

ประเภทตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ สร้างหลักฐานเท็จ เป็นเรื่องธรรมดา เห็นฝีมือนักการเมืองมืออาชีพมาแล้วหลายครั้งหลายหน ปลอมแปลงเอกสารราชการมาโจมตีกันในสภาก็ยังเคยทำมาแล้ว

หรือบรรดาคนดังที่ออกมาฉวยโอกาสสร้างกระแสต่างๆก็ตามไปสืบสาวราวเรื่องเบื้องหลังดูให้ดี มีที่มาที่ไปทั้งนั้น ก็บอกแล้วว่าถ้าสื่อถูกปิดหูปิดตา หรือถูกบิดเบือนเมื่อไหร่ ทุกอย่างก็ถูกปลุกไปตามกระแส

เป็นสังคมนิยมสร้างภาพ

มีบทความชิ้นหนึ่งพูดถึงคำจำกัดความของผู้ก่อการร้ายไว้น่าสนใจ "การก่อการร้าย" หรือ Terrorism มีความพยายามที่จะอธิบายในเหตุผลต่างๆ ในแต่ละประเทศมีการโต้เถียงกันกว้างขวางและมีนิยามหลากหลาย แต่โดยทั่วไปแล้วเพื่อเรียกการโจมตีขององค์กรลับหรือองค์กรระหว่างประเทศ มีเป้าหมายเพื่อบังคับรัฐด้วยการกระทำที่ใช้ความรุนแรง

คำนี้รัฐบาลมักใช้กับฝ่ายตรงกันข้ามเท่านั้น ไม่มีกลุ่มใด เรียกตัวเองว่าเป็นผู้ก่อการร้าย เลย ส่วนใหญ่แรงจูงใจจะเกี่ยวกับการเมืองและศาสนา

ในส่วนกฎหมายไทย กำหนดลักษณะความผิดการก่อการร้าย ไว้ดังนี้ ใช้กำลังประทุษร้ายหรือใช้กำลังใดๆก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตต่อร่างกายหรือเสรีภาพ ต่อระบบการขนส่งสาธารณะ โทรคมนาคม โครงสร้างพื้นฐานอันเป็นสาธารณประโยชน์ ทำให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินของรัฐ หรือบุคคลหรือสิ่งแวดล้อมหรือน่าจะก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างสำคัญ

ทั้งนี้ได้มีการขมวดปมไว้ด้วยว่า หากการเดินขบวน ชุมนุม ประท้วง โต้แย้งหรือเคลื่อนไหว เพื่อเรียกร้องให้รัฐช่วยเหลือหรือได้รับความเป็นธรรม อันเป็นการใช้เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ

ไม่เป็นการกระทำความผิดฐานก่อการร้าย

เท่าที่ผ่านมาข้อหาก่อการร้ายยังไม่เคยปรากฏในประเทศไทยมาก่อน ที่ผ่านมาประวัติศาสตร์วิกฤติการเมืองหลายครั้ง มีบทสรุปคล้ายๆกับเหตุการณ์นองเลือดที่ผ่านมา อาทิ พฤษภาทมิฬ ก็ไม่ เคยตั้งข้อหาดังกล่าวมาก่อน รวมถึงข้อหามุ่งล้มสถาบันด้วย แต่ในทางกลับกัน ถ้ารัฐบาลพ่ายแพ้ นอกจากจะถูกดำเนินคดีอาญาในประเทศ ยังถูกดำเนินคดีในศาลอาญาระหว่างประเทศ เช่น อดีตประธานาธิบดีเกาหลีที่ต้องติดคุกตลอดชีวิตฐานสั่งฆ่าประชาชน.

หมัดเหล็ก

"ความสงบไม่ใช่สิ่งดีเสมอไป" (Peace is not always positive)

ที่มา มติชน


โดย สมิตา หมวดทอง nuienglish@hotmail.com (กระแสทรรศน์ มติชนรายวัน ฉบับวันที่ 25 พฤษภาคม 2553)



ถ้าถามว่าความสงบเป็นสิ่งดีหรือไม่ คนส่วนใหญ่คงตอบโดยไม่ต้องลังเลว่า "ดี"

แต่นักทฤษฎีท่านหนึ่งคือ Johan Galtung กลับมองว่ายังมีความสงบอยู่ประเภทหนึ่งที่เรียกว่า negative peace หรือ สันติที่เป็นลบ ซึ่งหมายถึงการยุติความรุนแรงเฉพาะหน้า ดูเหมือนคลี่คลาย ทุกสิ่งทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง แต่ที่เรียกว่าเป็น "ลบ" ก็เพราะอันที่จริงแล้วความขัดแย้งและปัญหาที่อยู่เดิมยังคงดำเนินต่อไป เนื่องจากไม่ได้มีการเข้าไปจัดการกับสาเหตุที่แท้จริงอย่างเหมาะสม

ความขัดแย้งที่ลุกลามมักเป็นส่วนผสมของสาเหตุ 2 ประเภท คือ สาเหตุพื้นฐาน (Structural causes) และสาเหตุเฉพาะหน้า (immediate causes)

สาเหตุพื้นฐานมักสัมพันธ์กับปัญหาเชิงโครงสร้างพื้นฐานที่มีมานาน เช่น ความแตกต่างทางชาติพันธุ์ ความไม่เท่าเทียม ความเหลื่อมล้ำในสังคม

ในขณะที่สาเหตุเฉพาะหน้ามักเป็นสถานการณ์ที่ทำให้ความขัดแย้งปะทุและขยายตัวออกไปในวงกว้าง เช่น การปลุกระดม บุคลิกภาพของผู้นำฝูงชนซึ่งนำไปสู่การต่อสู้

เวลาที่ความขัดแย้งลุกลาม คนส่วนใหญ่มักให้ความสนใจกับสาเหตุประเภทหลัง เพราะเป็นรูปธรรม จับต้องได้ง่าย และดูเหมือนจะมีความสัมพันธ์กับปัญหาหากพิจารณาตามช่วงเวลาที่เกิด

แต่กลับละเลยสาเหตุเชิงโครงสร้างซึ่งมีความสำคัญเทียบเท่าหรืออาจจะมากกว่าสาเหตุเชิงสถานการณ์เสียด้วยซ้ำ

เพราะปัญหาหรือความบกพร่องของโครงสร้างนั้นเป็นมูลเหตุเบื้องต้นที่ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า persisting grievance (ซึ่งอาจแปลเป็นภาษาไทยได้ว่า ความกดดันเรื้อรัง)

เปรียบเสมือเชื้อไฟที่พร้อมจะลุกลามได้เสมอเมื่อมีลมพัด

อย่างในประเทศไทย ปัญหาที่ต่างฝ่ายต่างรับรู้กันมาโดยตลอด คือ ความแตกต่างระหว่างเมืองกับชนบทในเรื่องโอกาสทางสังคมและเศรษฐกิจซึ่งเรียกกันว่าทวิลักษณ์ (dualism)

ยิ่งไปกว่านั้น หากพิจารณาในภาพรวมจะพบว่าความแตกต่างดังกล่าวไม่ได้จำกัดขอบเขตอยู่ในแง่พื้นที่ทางกายภาพ แต่ยังหมายถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลและกลุ่มทางสังคมซึ่งอาศัยอยู่ร่วมกันเป็นชาติไทย

การพิจารณาสาเหตุที่แท้จริงจึงเป็นปัจจัยที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหาในระยะยาวเพื่อสร้างสันติภาพที่แท้จริง

แต่การระบุว่าอะไรเป็นสาเหตุที่แท้จริงย่อมขึ้นอยู่กับการวางกรอบ (framing) ของปัญหาด้วย

เช่น หากมองว่าความยากจนเป็นปัญหาเชิงบุคคล สาเหตุของปัญหานี้ คือ การที่คนยากจนไม่ขยัน

แต่ถ้ามองว่าเป็นปัญหาเชิงมหภาค สาเหตุของปัญหา คือ นโยบายแห่งรัฐที่ไม่ได้เข้าไปช่วยเหลือและกระจายโอกาสให้คนอย่างเต็มที่ความแตกต่างในการมองปัญหาจึงเป็นเรื่องดีที่ทำให้สังคมมีแง่คิดและประสานแนวคิดต่างๆ เพื่อเป็นแนวทางแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาดได้

หากมองว่าเป็นปัญหาการเมือง ก็แก้ไขด้วยวิถีทางแห่งการเมือง

หากมองว่าเป็นเศรษฐกิจ ก็ต้องแก้ไขความเป็นอยู่ การทำมาหากินโดยเฉพาะการถือครองที่ดินเพื่อสื่อความหมายเชิงสัญลักษณ์ถึงโอกาสทางเศรษฐกิจ สังคมขั้นพื้นฐาน รวมถึงความภาคภูมิใจที่ตนได้รับการยอมรับว่าเป็นส่วนหนึ่งของสังคม

ความสงบนั้นไม่ใช่สิ่งที่ดีเสมอไป ดังที่มหาตมะ คานธี กล่าวว่าสันตินั้นมี 2 แบบ คือ สันติเพื่อปิดปากกระบอกปืน (peace that silences the guns) กับ สันติที่ทำให้การใช้ปืนเป็นเรื่องไม่จำเป็นอีกต่อไป (peace that makes the guns irrelevant)

ทุกคนปรารถนาสันติแบบที่สอง แต่ในความเป็นจริง ความพยายามมักหยุดอยู่ตรงที่สันติแบบแรก

และเช่นเดียวกัน ความขัดแย้งก็ไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายเสมอไป เมื่อมีปัญหา การจัดการกับปัญหาอย่างถูกต้องจะนำไปสู่ดุลยภาพที่สูงขึ้นหรือชีวิตที่ดีขึ้นได้

สันติภาพสร้างได้หากเรามีความพยายามมากพอที่จะค้นหาและจัดการกับสาเหตุแห่งปัญหาที่แท้จริง

แต่ปัญหาที่ใหญ่กว่านั้นของคนส่วนมาก คือ เมื่อสงบแล้วก็ทำเฉยๆ ราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก็ให้มันแล้วๆ ไปเพียงเพื่อหวังความสุขอย่างฉับพลัน (forget, rather than forgive)

ซึ่งภาวะแบบนี้จะมีคำศัพท์ที่เรียกกันคือ amnesia (แปลเป็นภาษาไทยว่า การลืมเสียเถิด)

Silence is not always golden.

เรามักจะพูดกันว่า พูดไปสองไพเบี้ยนิ่งเสียตำลึงทอง แต่จริงๆ แล้ว

ความเงียบก็คงจะไม่ใช่คำตอบสำหรับทุกปัญหา

ซินหัวชี้ความขัดแย้งเมืองไทยยังไม่จบ การเมืองขั้วเก่าสู้การเมืองขั้วใหม่ของทักษิณ

ที่มา มติชน

สำนักข่าวซินหัวได้วิเคราะห์สถานการณ์วิกฤตการเมืองไทย ด้วยหัวเรื่องว่า"การประท้วงยุติแต่ความขัดแย้งยังคงอยู่ในเมืองไทย"โดยอ้างทัศนะของหลิง เชา ผุ้เชี่ยวชาญด้านกิจการไทยระบุว่า แม้ว่าชีวิตของคนกรุงเทพจะกลับคืนสู่ปกติ ภายหลังทหารรัฐบาลได้ยุติปฎิบัติการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงเป็นเวลา 2 เดือน สามารถระงับความรุนแรงไปได้

แต่ความขัดแย้งทางการเมืองที่ซ่อนตัวยังไม่ถูกขจัด และความขัดแย้งทางสังคมที่ฝักรากลึกยังคงมีอยู่เช่นเดิม โดยเขาเชื่อว่า ปฎิบัติการทางทหารของกองทัพ จะช่วยแค่หยุดการประท้วงของกลุ่มคนเสื้อแดงได้ชั่วคราว ขณะที่ฉากการเมืองในอนาคตจะขึ้นอยู่ความเคลื่อนไหวของกลุ่มเสื้อแดงที่ขณะนี้ซ่อนตัวอยู่หลังฉาก

หลิงชึ้ว่า กรณีแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.).9 คน ถูกควบคุมและการสลายการชุมนุมของฝูงชน แต่ยังเกิดเหตุกล่มชนเสื้อแดงจลาจลเผาอาคาร 28 แห่งในกรุงเทพ รวมทั้งตลาดหุ้นและห้างเซนทรัลเวิล์ด ซึ่งเป็นห้างสรรพสินค้าใหญ่ที่ใหญ่ที่สุดของภูมิภาคเอเชีย สะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งระหว่างแกนนำกับเหล่าสมาชิก ระดับฝังรากแน่นในหลายภาคส่วนสังคมในเมืองไทย

สาเหตุของความผันผวนทางการเมืองของไทยมาจากการเผชิญหน้ากับระห่างนโยบายประชาธิปไตยใหม่ของทักษิณ กับโครงสร้างสังคมเดิมที่เป็นอยู่ โดยนโยบายของทักษิณของให้สิทธิประโยชน์แก่คนยากจน และขัดขวางผลประโยชน์ของชนชั้นกลาง ขณะที่การเผชิญหน้าเหล่านี้ได้เขย่าฐานของโครงสร้างสังคมเดิม และมัจะต้องใช้เวลายาวนานสำหรับสังคมเดิมที่จะต้องปรับตัวเอง

"บัณฑิตแม่ฟ้าหลวง"ควักลูกตาทิ้งถูก"กระสุนยาง"ยิงจน"บอด"

ที่มา มติชน

โดย ชฎา ไอยคุปต์


ภาพหลังควักลูกตาออกแล้ว

ภาพก่อนเสียดวงตา

ขณะถูกยิงตาบอด

10 เมษายน 2553 ครอบครัวอินจันทร์ กำลังขมักเขม้นกับการปรุงอาหารในครัวเพื่อนำไปแจกจ่ายให้กลุ่มผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงที่บริเวณสะพานผ่านฟ้าลีลาศ ขณะนั้นหนุ่มวัย 24 ปี"สันติพงษ์ อินจันทร์" หรือ "เบิ้ด" ลูกชายคนเล็กและคนเดียวของครอบครัวที่เพิ่งรับปริญญาจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงเมื่อ 3 เดือนก่อน เข้ามาเร่งพ่อครัวแม่ครัวที่กำลังปรุงอาหารหลังจากเปิดดูข่าวทางอินเตอร์เน็ตแล้วทราบว่าจะมีการขอพื้นที่คืน


พ่อแม่ลูกเคลื่อนออกจากบ้านไปสมทบกับผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงด้วยความหวังเพียงว่าจะไปช่วยเติมคนให้ดูแน่นๆเจ้าหน้าที่จะได้ไม่เข้ามาสลายการชุมนุมหลังทหารเลิกปฏิบัติการก็กลับบ้านกันตามปกติเหมือนกับทุกๆวัน


แต่แล้วทุกอย่างกลับไม่ได้เป็นอย่างที่คิดเมื่อหนึ่งในสมาชิกของบ้านถูกกระสุนยางยิง "ตาแตก" จนต้องสูญเสียการมองเห็นเพราะต้องควักลูกตาขวาทิ้ง

"ตอนนั้นจิตใจผมแย่มากพอรู้ว่าต้องเสียดวงตาที่อยู่กับเรามา 24 ปี แต่ได้กำลังใจจากพี่น้องคนเสื้อแดงที่มาเยี่ยม และมองเห็นคนอื่นที่สูญเสียมากกว่าผม บางคนต้องตายอย่างตัวผมโดนแค่นี้ ถ้าเป็นกระสุนจริงก็คงตายไปแล้ว แต่คนอื่นที่โดนยิงจนเสียชีวิตญาติพี่น้องเขาสูญเสียกว่าผมเยอะ พอกลับมาดูตัวเองแล้วรู้สึกว่ามันยังไม่เท่าไร แต่คนที่ตายไปมันร้ายแรงกว่าเยอะทำให้ผมต้องลุกขึ้นมาสู้ สู้เผื่อพวกเขาด้วย" เสียงของ"สันติพงษ์"บอกเล่าความรู้สึกว่าต้องนั่งมอนิเตอร์ข่าวทั้งวันทั้งคืนเพื่ออัพเดทสถานการณ์การชุมนุมทั้งที่ตายังเจ็บอยู่และต้องลุกขึ้นมาหยอดตาทุก 4 ชั่วโมง


"สันติพงษ์"กลายเป็นมนุษย์ตาเดียวกำลังเรียนรู้จับทิศทางการเคลื่อนไหวเพื่อประคองตัวเองด้วยตาซ้ายที่เหลืออยู่ข้างเดียวแถมยังเอียงอีกด้วย อาจต้องอาศัยเวลากว่าจะชินแต่หนุ่มคนนี้ไม่เคยท้อแท้เพราะเขาเชื่อว่าชีวิตเขายังต้องก้าวเดินต่อไปอีกเพื่อดูแลครอบครัวและสร้างครอบครัวใหม่ของเขาเองในฐานะลูกผู้ชายคนหนึ่ง และต้องแสดงความเข้มแข็งออกมาภายใต้แว่นตาดำปกปิดเบ้าตาลึกโบ๋ไร้ลูกตาเพื่อปลอบประโลมแม่ผู้ที่ยังทำใจกับอาการ"ทุพพลภาพ"ของลูกชายไม่ได้


นายสันติพงษ์ เล่าวถึงครอบครัวว่า มีพี่สาว 1 คน พ่อทำงานรัฐวิสาหกิจใกล้จะเกษียณแล้วแม่ไม่ได้ทำงานเป็นแม่บ้าน ต่อจากนี้ไปเป็นหน้าที่ของตนกับพี่สาวผมที่ต้องหาเลี้ยงครอบครัวและสร้างครอบครัว หลังจากเรียนจบมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย คณะศิลปศาสตร์ เอกภาษาอังกฤษ และกำลังหางานทำแต่ก็มาเกิดเหตุการณ์ขึ้นก่อน ในวัยที่จะต้องดูแลตัวเอง เลี้ยงตัวเอง ทำงาน สร้างครอบครัว จะมานั่งฟูมฟายว่าเสียตาไปแล้วชีวิตจะจบแค่นี้ก็ไม่ได้ ก่อนจะหันไปกอดเพื่อปลอบใจแม่ที่ยังทำใจไม่ได้


"ต้องทำใจมากทีเดียวครับต่อไปนี้จะมองไม่เห็นแล้วจะมองเห็นข้างเดียว แต่ยังไงก็ต้องยอมรับมันให้ได้เพราะมันเกิดขึ้นไปแล้วเราเอากลับคืนมาไม่ได้ ตอนที่รู้สึกว่าไม่มีดวงตาแล้ว ใจหายครับ... เพราะมองด้วยตาทั้งสองข้างมา 24 ปี แล้วอยู่มาวันหนึ่งต้องมองด้วยตาข้างดียวมันไม่ถนัด ทุกวันนี้ยังไม่ชินเดินไปชนโน่นชนนี้ ยังปรับตัวไม่ได้เท่าไรถามว่าเสียใจไหมเสียใจ"


ย้ำว่า "แต่การสูญเสียดวงตาของผมครั้งนี้ทำให้รู้ว่าผมไปมือเปล่าๆ มีแค่ขวดน้ำกับผ้าแล้วมายิงผมทำไม"


"พอย้อนนึกไปถึงเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 เมษายนก็เสียใจ ตอนนั้นผมกับที่บ้านนั่งเตรียมทำอาหารอยู่ที่บ้านเพื่อไปแจกผู้ชุมนุม ระหว่างนั้นก็ดูข่าวในอินเตอร์เน็ตไปด้วยว่ามีทหารเข้ามาประชิดเพื่อจะขอพื้นที่คืน มาสลายการชุมนุมที่ราชดำเนิน จึงได้ชวนพ่อกับแม่ไปช่วยกันตอนที่ไปถึงพื้นที่การชุมนุมประมาณบ่ายสองโมง พ่อกับแม่ไปอยู่ตรงอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ส่วนผมได้ยินเขาประกาศว่าให้ผู้ชายไปช่วยผลักดันทหารที่แยกคอกวัว จึงแยกตัวออกไป แล้วไปนั่งอยู่ตรงนั้นตั้งแต่บ่าย 2-3 โมงเย็น ตอนนั้นยังไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น ทหารนั่งอยู่อีกฝั่งหนึ่งส่วนเรากับผู้ชุมนุมก็นั่งอยู่อีกฝั่งหนึ่ง มีระยะห่างกันพอสมควร" เบิ้ด เล่าอย่างละเอียด


"กระทั่งเวลาประมาณ 4-5 โมงเย็น มีแก๊สน้ำตาโปรยลงมาจากเฮลิคอปเตอร์ จากนั้นลมพัดแก๊สน้ำตาเข้ามาทั้งผู้ชุมนุมและทหารโดนกันหมด วงแตก จึงแยกย้ายกันไปล้างหน้า จากนั้นก็มารวมตัวกันใหม่ตอนนั้นยังไม่มีเหตุการณ์อะไร ยังคงร้องรำทำเพลงกันตามปกติ โดยทั้ง 2 ฝั่งต่างก็มีรั้วกั้นเป็นรั้วเหล็กสีเหลืองของ กทม. เอาเชือกมามัดให้แน่นหนา เวลา 18.00 น.ทุกคนยืนตรงเคารพธงชาติ พอสักพักทหารเข้ามาเปลี่ยนผลัดกันแกนนำได้เข้าไปถามว่ามีอะไรหรือ ซึ่งทางทหารก็บอกว่าไม่มีอะไรแค่ผลัดเปลี่ยนกำลัง


แกนนำจึงไปนำเอาพระบรมฉายาลักษณ์มาตั้งโดยใช้ผ้าขาวปูเพื่อแสดงว่าคนเสื้อแดงไม่ได้คิดจะล้มเจ้านะแต่อยากให้ท่านช่วยเรา พอพระอาทิตย์ตก ฟ้าเริ่มมืดทหารเริ่มรุกเข้ามาไม่สนใจพระบรมฉายาลักษณ์ที่ตั้งอยู่ พวกเราจึงวิ่งไปเก็บกลับมา แกนนำก็ประกาศให้ทุกคนช่วยกันดันไว้อย่าถอย ห้ามถอย ถ้าถอยจะล้มกันหมด ผมก็ดันหน้าสุดแนวเดียวกับการ์ดเป็นกันชน ดันๆ ยื้อๆกันอยู่ตั้งนาน ข้างหลังเริ่มไม่ไหวถอยหนีฝั่งทหารดันมาเรื่อยๆต้องถอยร่น ตอนนั้นมีเสียงปืนเสียงระเบิดดังต่อเนื่อง พอเราถอยทหารเราก็วิ่งกรูเข้ามา พอทหารถอยเราก็กรูเข้าไป ยื้อกันไปมาสักพักหนึ่ง"


"ระหว่างนั้นผมถูกแก๊สน้ำตาจึงถอยออกมาล้างหน้าขณะก้มหน้าล้างล้างตาพอเงยหน้าขึ้นมาถูกกระสุนยางพุ่งเข้าที่ใต้ตา ตอนนั้นหันไปให้คนช่วยแล้วพาซ้อนมอเตอร์ไซต์ไปที่เต็นท์พยาบาลรับการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ไม่นานรถโรงพยาบาลวชิรพยาบาลก็นำไปส่งที่โรงพยาบาลประมาณ 2 ทุ่ม ได้ผ่าตัดตอน 5 ทุ่มกว่าเพราะว่าตอนนั้นคนเจ็บเยอะมากห้องผ่าตัดไม่ว่าง" เบิ้ดเล่านาทีสูญเสียตา

"ตามันแตกเยอะจึงต้องควักตาออก ตอนแรกที่ไปถึงหมอถามว่าไปโดนอะไรมาบอกว่าโดนกระสุนยาง ยังไม่ได้พูดอะไรกันมากเพราะโดนวางยาสลบ พอตื่นขึ้นมาตาก็ยังอยู่แต่มองไม่เห็นแล้ว หมอก็บอกว่าตามันแตกลองทิ้งไว้ 7 วันรอดูว่ามันจะดีขึ้นหรือไม่ แต่ผ่านไป 7 วันก็ไม่ดีขึ้นเพราะว่ามันแตกไปถึงตาดำจึงต้องควักลูกตาทิ้งไป" หนุ่มบัณฑิตจบใหม่กล่าว


ทางด้านแม่ของเบิ้ดเล่าวว่า "ถ้าเลือกได้คงไม่ไป ถ้าย้อนเวลาไปคงไม่ไป เพราะเทียบอะไรไม่ได้เลย ถึงจะสู้ต่อไปยังไงความยุติธรรมก็ไม่เกิดขึ้น ถึงจะสู้ต่อไป ยังไงความยุติธรรมก็ไม่มี เสียใจมากที่ว่าประเทศเราอายุ 40 กว่าปี แล้วจะได้เห็นประเทศไทยตกอยู่ในสภาพนี้"


และบอกว่าการที่ลูกต้องพิการแบบนี้ "ไม่ได้คิดว่าจะเป็นฮีโร่ใครที่มาเรียกลูกว่าเป็นฮีโร่แม่ไม่ได้ภูมิใจเลย แต่ที่เราไปกันเพราะเห็นมีแต่ชาวบ้านทั้งนั้น ตอนกลางคืนที่เราไปกันได้ฟังเขาปราศรัยบ้าง เอาเสื่อไปปูรองนั่งบนพื้นถนนมันร้อนยังกะนั่งอยู่บนเตาแต่ชาวบ้านคนแก่ทั้งนั้นเขาไปนั่งเพื่ออะไร ถ้ามันไม่ถึงจุดที่ว่าเขาต้องการอะไรที่สุดๆ เขาคงไม่มาที่นี่กันหรอก แม่เชื่อว่าอย่างนั้น การไปชุมนุมไม่ใช่ว่าจะอยู่สุขสบาย ครอบครัวเราถึงได้ทำอาหารไปให้เขา เห็นแล้วสงสารชาวบ้านที่มาต่อสู้กัน"


"พูดไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้นความยุติธรรมไม่มี เราไปก็เเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย แต่พอเราไปแล้วไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย ขนาดคนตายเยอะแยะยังไม่มีใครออกมารับผิดชอบหรือนึกเสียใจกันเลยสักนิดเดียว ไม่พอยังมาซ้ำเติมคนที่ตายอีก ส่วนคนที่อยู่ก็ต้องมาโดนตามล่าอีก ความยุติธรรมนิดหนึ่งก็ไม่มี"

แม่เบิ้ดเล่าไปพร้อมกับน้ำตาคลอว่า ทุกวันนี้ต้องทำความสะอาดตาให้ลูกน้ำตาตกในทุกครั้ง กินอาหารก็ไม่ค่อยได้ ต้องหยอดตาทุก 4 ชั่วโมง เช้าเย็นต้องทำความสะอาดตอนนี้ต้องอยู่บ้านดูแลลูกไม่คิดว่าไม่อยากไปไหนแล้วทุกที่ในประเทศไปไหนก็ไม่มีความสุข ชีวิตเหมือนตายทั้งเป็น มันเหมือนกับประเทศเราแบ่งเป็นฝักเป็นฝ่าย


"อีกกลุ่มหนึ่งอยู่แบบว่ายังไงก็ได้ไม่มีความผิดจะฆ่าคนจะยิงหัวใครก็ได้ไม่มีความผิดทำได้ไม่มีใครเอาผิดแต่อีกกลุ่มหนึ่งเขาไม่ได้ทำอะไรแค่ใส่เสื้อแดงก็ผิด หรือบางคนที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่อะไรแค่ใส่อะไรแดงๆมาก็ผิดแล้ว แล้วมันหาความปลอดภัยความสงบสุขไม่ได้เลย ไม่มีอีกแล้ว ไม่แปลกใจที่คนเขาหนีไปอยู่ประเทศอื่น" แม่เบิ้ดกล่าวทิ้งท้ายอย่างเบื่อหน่าย


ส่วนเบิ้ด เล่าถึงชีวิตที่ต้องเปลี่ยนไปสวมแว่นตาทุกครั้งที่ออกจากบ้านเพื่อปกปิดไว้ไม่ให้คนเขารู้สึกไม่ดี เพราะถ้าคนเห็นเขาก็จะมองด้วยสายดาแปลกๆ ทำให้สภาพจิตใจแย่ ต้องใช้ระยะเวลารักษาอีกนานพอสมควร พอรักษาเสร็จก็ต้องออกไปหางานทำซึ่งไม่รู้จะมีใครรับทำงานหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจเพราะกลายเป็นพิการชีวิตแย่ลงไปเยอะ(ขณะที่แม่นำเมนูอาหารมาบังสายตาตอนที่ลูกชายลดแว่นตาให้ดูเบ้าตาที่ไร้ลูกตา)


"ตอนนี้ออกไปไหนไกลๆไม่ได้ต้องคอยหยอดตาตลอด ยกของหนักเกิน 2 กิโลกรัมก็ไม่ได้เพราะความดันจะขึ้นตาแผลจะปริก้มต่ำกว่าเอวก็ไม่ได้ ห้ามฝุ่นเข้า โดนน้ำไม่ได้ตอนนี้ผมไม่ได้ล้างหน้ามาเดือนกว่าแล้วเพราะกลัวเชื้อโรคเข้าตา"


เบิ้ด กล่าวอีกว่า "ที่ผมโดนไม่มีใครรับผิดชอบจะไปฟ้องกับใครก็ไม่ได้ คิดว่าวันที่ 10 เมษายน น่าจะเป็นอุทธาหรณ์แล้ว แต่วันที่ 19 พฤษภาคมยังกลับมาฆ่าคนอีก ฆ่าตายเยอะกว่าเดิม อยากจะขอให้เขาหยุดมันทำให้คนตายโดยไร้ค่าแลกกับเก้าตัวเดียว แค่ยุบสภาเลือกตั้งใหม่ทุกคนกก็กลับบ้านหมด ทำไมคุณไม่เลือกทางนั้นทางที่จะไม่สูญเสีย กลับเลือกทางที่จะสูญเสียไล่ฆ่าคนให้คนเขากลับกัน ถ้าเขาไม่ประกาศสลายการชุมนุมคนที่นั้นคงโดนยิงตายกันหมด"


"พอฆ่าคนตายแล้วมาบอกว่าให้ทุกคนปรองดอง คนที่ตายไปเขาตายไปเพราะอะไรเขาตายไปเพราะไร้ค่าหรืออย่างไร พอเขาตายก็ไปยัดเยียดว่าเขาคือผู้ก่อการร้าย มันไม่ยุติธรรมมันไม่ใช่มนุษย์การกระทำแบบนี้มันเลวร้ายมาก มาฆ่าคนแล้วโยนความผิด มาฆ่าคนแล้วมาใส่ร้าย ตัวพวกเขาเองไม่มีความผิดมีแต่ความดีความชอบ เอาอาวุธมายัดเยียดให้ ขอถามหน่อยว่าหากคนเสื้อแดงมีอาวุธมากมายขนาดนั้นแบบที่ออกข่าวคนจะตายเยอะขนาดนี้เลยหรือ แล้วคนฝั่งไหนน่าจะตายเยอะกว่ากัน มันเห็นๆกันอยู่การกระทำ"


เบิ้ดยังคงเชื่อว่าจะมีคนเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นโดยการวิงวอนให้ ประชาชนทั่วไปเวลารับฟังบข่าวช่วยคิดตามไม่ใช่ว่าฟังแล้วจะเชื่อตามนั้นลองเทียบกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับข่าวที่ได้รับลองเชื่อมโยงดูว่ามันสอดคล้องกันหรือไม่ หรือมันหักล้างกันอย่างไร ไม่ใช่ใส่ร้ายคนเสื้อแดงเลวอยุ่ฝ่ายเดียว


"ทุกคนไม่มีใครอยากให้เกิดหรอกครับถ้าประเทศมีความยุติธรรมทุกคนก็ต้องอยู่บ้านทำมาหากินกันอย่างมีความสุข ประเทศที่อยู่กันมาแบบว่าเลือกตั้งแล้วมาทำรัฐประหาร ตอนนี้ประชาชนเป็นคนถูกกระทำแต่นายกฯไม่มีการแสดงความเสียใจหรือขอโทษเลยสักนิด ไม่เสียใจเลยหรือที่ฆ่าประชาชน แล้วคุณจะอยู่กันอย่างไร คุณไม่สามารถอยู่ในประเทศนี้ได้โดยที่มีแต่พวกคุณถ้าไม่มีประชาชนพวกคุณก็ไม่สามารถบริหารประเทศได้ แล้วที่บอกว่าปรองดองแต่ออกข่าวใส่ร้ายแบบนี้นะหรือ ปรองดอง มายิงแล้วมีคนตายปิดข่าว มันไม่ยุติธรรม เสื้อแดงที่มาไม่มีผู้ก่อการร้าย มีแต่คนใจดียิ้มแย้มแจ่มใส นิสัยดีเราไม่เคยรู้จักกันแต่เหมือนคนในครอบครัวเดียวกันมีความน่ามีความสุข"

ความช่วยเหลือที่นายสันติพงษ์ได้รับจากสำนักพระราชวังจำนวน 1.5 หมื่นบาท และรับการผ่าตัดควักลูกตาฟรี แต่หนุ่มคนนี้ยังคงต้องอาศัยตาเทียมเพื่อมาทดแทนดวงตาที่เสียไปให้กลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้ใหม่อีกครั้งอาจจะไม่เหมือนคนปกติแต่ต้องไม่แตกต่างกันมาก จึงมีค่าใช้จ่ายในการใส่ตาเทียมใช้เงินเกือบแสนบาท แม้เพื่อนๆจะช่วยสมทบทุนค่ารักษาแต่ก็ยังไม่เพียงพอ


หากใครที่มีความประสงค์จะสมทบทุนเพื่อช่วยให้เบิ้ดได้มีตาครบทั้งสองข้างแม้จะมองเห็นข้างเดียว สามารถบริจาคผ่านหมายเลขบัญชี 1761157558 ธ.กรุงไทย บัญชีออมทรัพย์ สาขาถนนประชาราษฎ์ ชื่อบัญชี สันติพงษ์ อินจันทร์


ก่อนที่หนุ่มตาเดียวจะขอตัวกลับไปทำหน้าที่หลังจากที่ไม่สามารถออกไปบู๊ข้างนอกได้จึงทำตัวให้เป็นประโยชน์กับผู้ชุมนุมโดยการช่วยกระจายข่าวจากแหล่งที่น่าเชื่อถือได้ผ่านทางเฟซบุ๊ค แต่พักหลังไอซีทีเริ่มมากวนต้องมีการเปลี่ยนชื่อเปลี่ยนรูปซ่อนตัว เบิ้ดบอกก่อนลากลับบ้านไปหยอดตา


นี่เป็นเพียงตัวอย่างเหยื่อความรุนแรงที่เกิดขึ้นระหว่างเดือนเมษายนกับพฤษภาคม 2553 ยังมีคนบาดเจ็บล้มตายอีกเป็นจำนวนมากที่ถูกทอดทิ้งไร้การเหลียวแลจากเพื่อนมนุษย์และภาครัฐเข้าไปเยียวยาและดูแล



วิเคราะห์ รัฐบาลใช้หมายจับ ข้อหาก่อการร้าย เด็ดปีก"ทักษิณ" แต่คำถามคือ ถ้าจับได้จริง จะเอาคุกที่ไหนขัง ?

ที่มา มติชน


แล้วที่สุด ศาลอาญาก็มีคำสั่งอนุมัติหมายจับ ตามที่ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ยื่นคำร้อง ขอหมายจับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้ต้องหาคดีก่อการร้าย


"ธาริต เพ็งดิษฐ์" อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) หนึ่งในผู้ยื่นคำร้อง กระโดดรับลูกทันที อย่างรู้งานว่า พรุ่งนี้( 26 พฤษภาคม) จะมีการหารือกับกระทรวงการต่างประเทศและอัยการสูงสุด (อสส.) เพื่อดำเนินการให้ได้ตัวผู้ต้องหาตามขั้นตอนกฎหมายระหว่างประเทศ


"ผมเชื่อว่า หมายจับคดีก่อการร้ายจะทำให้สามารถนำตัว พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมาดำเนินคดีในประเทศได้ง่ายกว่าหมายจับคดีการเมือง เพราะเป็นความผิดสากล "


พลันที่รู้ว่า ตนเอง โดนหมายจับข้อหาก่อการร้ายเข้าให้แล้ว อดีตนายกฯได้ตอบโต้ข้อหาก่อการร้าย ผ่านทวิตเตอร์ อย่างเผ็ดร้อน ทันทีว่า


" ผมถูกใส่ความเป็นผู้ก่อการร้ายโดยใช้หลักฐานเท็จ เหมือน 6 ตุลา 19 ทุกประการใช้สื่อโจมตีหาล้มสถาบันเป็น communist แต่เรียกใหม่เป็น terrorist ยัดอาวุธ เป็นนายกฯมาจากการเลือกตั้งชนะถล่มทะลาย 2 ครั้งซ้อนถูกปฏิวัติ ยัดข้อหาถูกปล้นทรัพย์ต่อสู้หาความยุติธรรมโดยสันติกลับถูกยัดเยียดเป็นผู้ก่อการร้าย"


"กษิต ภิรมย์" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยถึงแผนการเอาตัวทักษิณกลับมาลงโทษว่า จะดำเนินการผ่านทางคณะทูต โดยจะทำเรื่องผ่านสถานทูตของประเทศต่างๆ ที่ประจำในประเทศไทย และผ่านสถานทูตไทยไปยังประเทศเจ้าภาพ


"เรื่องนี้เป็นเรื่องของการก่อการร้าย จึงต้องประสานไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) และประสานต่อไปยังตำรวจสากลหรืออินเตอร์โพล ที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส " คู่กัดพ.ต.ท.ทักษิณ กล่าว


บัดนี้ ท้องฟ้าที่เคยกว้างไกลของพ.ต.ท.ทักษิณ แคบลงทุกขณะ จากนี้ไปการบินไปโผล่ที่โน่นที่นี่ อาจไม่ง่ายนัก พูดให้ชัดก็คือ เขาถูกเด็ดปีก เรียบร้อยแล้ว


อดีตนายกฯมีโอกาสถูกรวบตัวส่งศาลในประเทศที่เป็นภาคีอนุสัญญาก่อการร้าย


วันนี้ อดีตนายกฯ อาจพำนักอยู่ได้แค่บางประเทศในแอฟริกา เช่น อูกันดา หรือไม่ก็ บางประเทศในอเมริกาใต้ เช่น เวเนซูเอลาของ"ฮูโก้ ซาเวซ"


แกนนำรัฐบาลในทำเนียบรัฐบาล มั่นใจอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนว่า ครั้งนี้ จะล่าตัวอดีตนายกฯมาลงโทษได้แน่ๆ


" ผมหาคุกขังทักษิณ ได้ก็แล้วกัน ไม่ต้องห่วง " แกนนำประชาธิปัตย์ กล่าว


จริงๆ แล้ว อดีตนายกฯพ.ต.ท.ทักษิณ โดนโทษอาญาไปแล้วอย่างน้อย 1 คดี คือ คดีที่ดินรัชดาฯ อันเป็นกรณีผลประโยชน์ทับซ้อนระหว่างส่วนรวมกับประโยชน์ส่วนตัว มีโทษจำคุก 2 ปี


แต่เนื่องจากความผิดคดีรัชดาฯ ไม่ใช่ความผิดสากล เป็นแค่คดีการเมือง ซึ่งหลายประเทศไม่ยอมรับ ทำให้หมายจับคดีที่ดินรัชดาฯเป็นเพียง"กระดาษหนึ่งแผ่น"


อย่างไรก็ตาม มือกฎหมายผู้มีประสบการณ์ในการทำเรื่องการส่งผู้ร้ายข้ามแดน วิเคราะห์ว่า การส่งผู้ร้ายข้ามแดนในข้อหาผู้ก่อการร้าย จะยากหรือง่าย ต้องพิจารณา 2 ขั้นตอน ขั้นตอนแรก อัยการสูงสุดจะต้องสรุปข้อเท็จจริง พยานหลักฐานและพยานบุคคล และฐานความผิด ประสานไปยังต่างประเทศ จากนั้นต่างประเทศ จะพิจารณาพยานหลักฐานที่ต้องมีความชัดเจนมากกว่าแค่พิจารณามูลคดีเบื้องต้น ขั้นตอนที่สอง ต่างประเทศจะดูว่าเป็นคดีการเมืองหรือไม่ ถ้าเป็นคดีการเมือง เขาไม่ส่งตัวให้แน่นอน


ทั้งนี้ หากเปรียบเทียบกับ 2 คดีส่งผู้ร้ายข้ามแดน ก่อนหน้านี้คือ กรณีนำตัวนายราเกซ สักเสนา จากแคนาดากลับมาเมืองไทย และนายปิ่น จักกะพาก จากประเทศอังกฤษ กลับมาประเทศไทยตามหมายจับ ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะมาตรฐานของแคนาดาและอังกฤษ สูงมาก ไมใช่แค่มีหมายจับ แล้วจะเอาตัวกลับมาได้ง่ายๆ อย่างที่พูดกัน


สิ่งที่ยากที่สุดคือ การพิสูจน์ให้ศาลต่างประเทศเชื่อว่า การกระทำของอดีตนายกฯ เป็นคดีก่อการร้าย จริงๆ ไม่ใช่คดีการเมือง


" หมายจับคดียักยอกของ นายราเกซ สักเสนา ว่าง่ายๆ แล้ว ยังใช้เวลาเป็น 10 ปี แต่คดีก่อการร้าย อาจยากในการพิสูจน์การกระทำ " แหล่งข่าวผู้นี้ กล่าว


หากวิเคราะห์การกระทำของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ผ่านข้อกล่าวหาผู้ก่อการร้าย ล้วนมาจาก คลิปของอดีตนายกฯ ในช่วงปลุกระดมคนเสื้อแดง ในหลายวาระและหลายโอกาส เท่าที่รัฐบาลรวบรวมได้มี 7 คลิป


คลิปที่สำคัญคือ คำพูดของพ.ต.ท.ทักษิณ ที่ว่า ถ้ามีการสลายการชุมนุมขอให้พี่น้องไปล้อมศาลากลางจังหวัด รวมถึงคลิปที่สั่งให้คนเสื้อแดง ใช้ความรุนแรง


รวมถึงพฤติกรรม"ท่อน้ำเลี้ยง"ของอดีตนายกฯ ที่ต่อท่อมายังการชุมนุมของคนเสื้อแดง


ทั้งหมดนี้ ดีเอสไอ. กระทรวงต่างประเทศ และอัยการสูงสุด จะต้องทำงานอย่างหนัก เพื่อประสานไปยังประเทศต่างๆ เพื่อจับตัว ผู้ที่รัฐบาลเชื่อว่า เป็นผู้ก่อการร้าย แต่ต่างประเทศอาจเชื่อหรือไม่เชื่อก็ได้ ทั้งหมดขึ้นกับว่า หลักฐานชัดเจนเพียงพอหรือไม่ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นผู้บงการให้เผากรุงเทพฯ ?


อย่างไรก็ตาม มือกฎหมายบ้านเลขที่ 111 เย้ยว่า ก่อการร้ายที่ทั่วโลกยอมรับว่าเป็นความผิดสากลคือ การยึดสนามบินสุวรรณภูมิ รัฐบาลอภิสิทธิ์ ต้องดำเนินการในมาตรฐานเดียวกันกับพวกเสื้อเหลืองด้วย !!!


ทว่า สิ่งที่น่าคิดต่อไป คือ หากสมมติว่า รัฐบาลไทยโชคดีจริงๆ ต่างประเทศให้ความร่วมมือ จับตัวพ.ต.ท.ทักษิณ ส่งกลับกรุงเทพฯ

ปัญหามีเพียงประการเดียวคือ จะเอาคุกที่ไหน ขังอดีตนายกฯ ?


เพราะคาดว่า เรือนจำที่ใช้ขัง"พ.ต.ท.ทักษิณ" จะถูก คนเสื้อแดง บุกไปล้อม แบบคุกบาสติล (Bastille)


ถามว่า รัฐบาลอภิสิทธิ์ พร้อมจะรับมือกับคนเสื้อแดงที่จะบุกเข้ามาช่วยทักษิณออกจากคุก ได้จริงๆ หรือ


หรือ แค่ขู่ให้กลัว หรือ แค่เล่นตามบทแล้วจบกัน ?

( อ่านประกอบ เปิดกฎหมาย"ก่อการร้าย"หลังศาลอนุมัติออกหมายจับ"ทักษิณ" โทษรุนแรงจำคุกตลอดชีวิตถึงประหาร )

"จตุพร"ขอเวลา30วันหาหลักฐานสู้คดีก่อการร้าย ยันลุยทุกขั้นตอน ไม่อยู่ในหัวหนีออกนอกประเทศ

ที่มา มติชน


เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 25 พฤษภาคม ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวภายหลังเข้าให้ปากคำคดีก่อการร้ายต่อพนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เป็นเวลากว่า 2 ชั่วโมง ว่า ดีเอสไอได้แจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติม มาตรา 116 ,215 และ 216 ตนเองได้รับทราบข้อกล่าวหาทั้งหมด ส่วนคดีก่อการร้ายขอเวลา 30 วัน ในการรวบรวมข้อเท็จจริง พยานวัตถุและพยานบุคคลเนื่องจากลักษณะของคดีแบ่งเป็นหลายส่วนเป็นความผิดรายวัน ยืนยันว่าจะต่อสู้คดีในทุกขั้นตอนและส่วนตัวไม่มีแนวคิดที่จะหลบหนีออกนอกประเทศ


ผู้สื่อข่าวถามว่าได้รับการติดต่อจากนายอริสมันต์ พงศ์เรืองรองและนายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ แกนนำนปช. หรือไม่ นายจตุพร กล่าวว่า ได้รับการแจ้งว่า ยังปลอดภัยแต่ไม่สามารถระบุได้ว่าขณะนี้หลบหนีอยู่ที่ใด อย่างไรก็ตามเชื่อว่าหากรัฐบาลประกาศยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แกนนำนปช. ที่ยังไม่ได้เข้ามอบตัวทั้งหมดจะเข้ามอบตัวในทันที


ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า ภายหลังเหตุการณ์วันที่ 19 พ.ค. ได้รับการติดต่อ จากพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หรือไม่ นายจตุพร กล่าวว่า ยังไม่ได้รับการติดต่อ แต่อย่างใด


ผู้สื่อข่าวถามว่า หลังหมดสมัยประชุมจะอยู่ในประเทศไทยหรือไม่ นายจตุพร กล่าวว่า ผมคงไม่ไปไหนเพราะตนมีรกรากที่ประเทศไทย


นายจตุพรยัง กล่าวว่า เสนอให้ปล่อยตัวแกนนำที่ถูกควบคุมตัวอยู่ในขณะนี้เพราะเชื่อว่าไม่มีประโยชน์ที่จะคุมขัง แต่จะเป็นประโยชน์มากกว่าหากให้แกนนำทั้งหมดอยู่ข้างนอกเพื่อเตือนสติให้เหตุการณ์ที่ยังร้อนรุ่มผ่อนคลายลง


นายจตุพร กล่าวถึงแนวทางปรองดองของนายกรัฐมนตรีว่าหากนายกรัฐมนตรียังต้องการเดินหน้าแผนปรองดองก็ควรแสดงท่าทีให้สอดคล้องและยุติการไล่ล่าข่มขู่กลุ่มนปช. ส่วนกรณีที่มีกลุ่มนปช.ต่างจังหวัดพยายามเดินหน้าเคลื่อนไหวแบบใต้ดินนั้น ตนเองไม่เห็นด้วยกับการต่อสู้ใต้ดินเพราะควรใช้สิทธิต่อสู้อย่างตรงไปตรงมา

ส่วนที่ศอฉ.นำเสนอคลิปการปลุกระดมมวลชนของแกนนำนั้น นายจตุพร กล่าวว่า เป็นความพยายามของรัฐบาลในการเสนอเนื้อหาเป็นบางตอน จนกลายเป็นคนละเรื่องเดียวกัน ตนจะขอถอดรายละเอียดทั้งหมด อีกทั้งในคลิปก็พูดชัดเจนว่า หากมีการยึดอำนาจ อย่างไรก็ตาม หากจะมีการกระทำเช่นที่เห็นในคลิปจริงก็ไม่จำเป็นต้องพูด และเป็นการนำเทปเก่ามาเปิด

ผู้สื่อข่าวถามว่า กลุ่มคนเสื้อแดงจะชุมนุม อีกหรือไม่ นายจตุพร กล่าวว่า ตอนนี้คนเสื้อแดงกำลังเสียใจและตกกับเหตุการณ์ ที่ไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้น


เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกลุ่มชายชุดดำและกลุ่มติดอาวุธที่มีส่วนก่อเหตุความวุ่นวาย นายจตุพรหลีกเลี่ยงที่จะตอบคำถามและอ้างว่าคนเสื้อแดงยึดแนวทางสันติ อหิงสา

วันเดียวกัน เวลา 10.00 น. ที่สำนักงานอัยการสูงสุด ถ.รัชดาภิเษก อัยการคดีอาญา ได้เลื่อนสั่งคดี นายวีระ มุสิกพงศ์ , นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย , นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ,น.พ.เหวง โตจิราการ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กับพวกรวม 14 คน ผู้ต้องหาคดี ร่วมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ยุยงส่งเสริมให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ , กระทำการให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา อันไม่ใช่ความมุ่งหมายตามรัฐธรรมนูญเพื่อให้ล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน มาตรา 116 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี และฝ่าฝืน พ.ร.ก. ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 มั่วสุมกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ซึ่งร่วมกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดง ตั้งแต่เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2552 ที่บริเวณทำเนียบรัฐบาล จนถึงช่วงสงกรานต์ เดือนเมษายน ที่ผ่านมา


โดยนายคารม พลทะกลาง ทนายความกลุ่ม นปช. กล่าวว่า อัยการได้เลื่อนสั่งคดีไปก่อนเนื่องจากการสอบสวนเพิ่มเติมยังไม่เสร็จสิ้น ซึ่งอัยการนัดฟังคำสั่งอีกครั้ง 29 กรกฎาคม นี้ เวลา 10.00 น.