ที่มา ข่าวสด
อย่างน้อยแกนนำระดับเอ้จำนวนหนึ่งก็เดินทางเข้ามอบตัวในตอนบ่ายวันนั้น
อย่างน้อยการชุมนุมที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่วันที่ 3 เมษายนซึ่งขยายจากแยกราชประสงค์ไปยังแยกประตูน้ำ แยกปทุมวัน แยกสารสิน
ก็กลายเป็น "อดีต"
แต่แล้วก็มีการลอบวางเพลิงอย่างเมามัน ไม่ว่าจะเป็นที่เวิลด์เทรด เซ็นเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นในย่านสยามสแควร์ ไม่ว่าจะเป็นในย่านสามเหลี่ยมดินแดง ไม่ว่าจะเป็นในย่านบ่อนไก่ เลเพลาดพาด ไปจนย่านราชปรารภ
แต่แล้วก็มีการสาดกระสุนเข้าใส่โดยผู้ตายและบาดเจ็บร่วมพันกว่าคนส่วนใหญ่เป็นประชาชนผู้มีแต่สองมือเปล่า
รวมถึงจำนวน 6 ศพภายในวัดปทุมวนารามราชวรวิหาร
เป็นการง่ายสำหรับศอฉ.และรัฐบาลที่จะโบ้ยให้การตายรวมแล้ว 88 ศพเป็นฝีมือของกองกำลังไม่ทราบฝ่าย เหมือนกับที่เคยอ้างและกล่าวหามาแล้วเมื่อวันที่ 10 เมษายน
แต่ยากเป็นอย่างยิ่งที่จะโยนเรื่องนี้ให้กับจำนวน 6 ศพที่นอนเรียงกันอยู่โดยมีเสื่อคลุมในวัด
มีความพยายามชี้แจงจาก พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกศอฉ.ว่าทหารไม่เกี่ยว เช่นเดียวกับ พล.ท.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ เจ้าของแผนยุทธการทั้งหมด
แผนยุทธการอันส่งผลให้ตาย 88 บาดเจ็บร่วมพัน
กระนั้น การรายงานข่าวที่ปรากฏผ่าน ข่าวสด และ ไทยรัฐ โดยเฉพาะผู้ร่วมอยู่ในเหตุการณ์ตอนค่ำวันที่ 19 พฤษภาคม ที่วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร
ล้วนเห็นต่างไปจากแถลงของศอฉ.และรัฐบาลอย่างสิ้นเชิง
แม้ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ จะยืนยันอย่างหนักแน่นซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าคนที่อยู่บนรางรถไฟฟ้าบีทีเอส "ก็โจรไง ผู้ร้ายไง"
แต่ดูเหมือน "ชาวบ้าน" จะไม่เชื่อ
มารดาของ น.ส.กมนเกด อัคฮาด หรือ "น้องเกด" กล่าวกับ ข่าวสด ว่า
"ไม่คิดว่าจะมีทหารประเทศไหนยิงพยาบาล ยิงหน่วยกู้ชีพ คงมีบ้านเราที่เดียวเป็นแน่"
ขณะที่ นายวสันต์ สายรัศมี อายุ 27 ปี เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยซึ่งอยู่ในวัดปทุมวนารามราชวรวิหารกล่าวกับ ไทยรัฐ ว่า
"น.ส.กมนเกด อัคฮาด กำลังปฐมพยาบาลคนเจ็บถูกยิงล้มลงในเต็นท์พยาบาล"
เช่นเดียวกับ พ.ต.ต.ธีระวัฒน์ ชุมจันทร์ พี่ชายของ นายอัฐชัย ชุมจันทร์ นิติศาสตรบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง เล่าว่า
"น้องชายถูกยิงด้วยอาวุธสงครามบริเวณเหนือราวนมข้างซ้ายกระสุนทะลุปอด"
เหล่านี้อาจมิได้เป็นฝันร้ายของ พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด อาจมิได้เป็นฝันร้ายของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ มิได้เป็นฝันร้ายของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
แต่สำหรับผู้อยู่ในวัดปทุมวนารามราชวรวิหารในคืนวันที่ 19 พฤษภาคม ย่อมสยดสยองเป็นอย่างยิ่ง
เป็นความสยดสยองที่พวกเขาเชื่อว่ามาจากการยิงของ "ทหาร"
จํานวน 6 ศพที่คลุมด้วยเสื่อนอนเรียงกันอยู่ในวัดปทุมวนารามราชวรวิหารจึงเป็นเรื่องที่ยากจะลืมเลือน
มีแต่คนที่อำมหิตและเลือดเย็นอย่างที่สุดเท่านั้นที่มองเห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดาและไม่ยอมให้มีการคลี่คลายเรื่องนี้ให้เป็นที่กระจ่าง
จำนวน 6 ศพที่ตายใต้ป้าย "เขตอภัยทาน" จึงยากจะปล่อยให้ผ่านเลยไปอย่างง่ายดาย
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Saturday, May 29, 2010
6 ศพ วัดปทุมฯ ความเหี้ยม"ม."หาย ฝันร้าย ชาวพุทธ
ขอคืน"ความจริง"
ที่มา ข่าวสด
"ช้างตายทั้งตัวเอาใบบัวมาปิด"
สำนวนไทยว่าไว้แต่โบราณ ปิดอย่างไรก็ไม่มิด
แล้ว 6 ศพที่วัดปทุมวนารามฯ จะเอาฝ่ามือเปื้อนเลือดมาปิดได้อย่างไร?
ผ่านไปแล้ว 10 วัน อภิสิทธิ์ยังแผ่นเสียงตกร่อง
"ต้องค้นหาข้อเท็จจริง"
ขณะที่สุเทพฟันธงดื้อๆ
"โจรยิง ผู้ก่อการร้ายยิง"
ส่วนแม่ทัพนายกองของศอฉ.เก็บตัวเงียบ
แน่นอนว่า เกือบ 90 ศพ กับผู้บาดเจ็บอีก 2 พัน จากปฏิบัติการขอพื้นที่คืน และกระชับวงล้อมของศอฉ.
ต้องสืบสวนสอบสวนนำข้อเท็จจริงออกมาให้ปรากฏ
ใครสั่ง ใครยิง ต้องมีผู้รับผิดชอบ?
แต่กรณี 6 ศพวัดปทุมฯ จำเป็นต้องกระชับพื้นที่ เพื่อขอคืน "ความจริง" โดยเร็วที่สุด
เพราะยิงใส่เขตอภัยทาน ฆ่าคนในวัด
สะเทือนขวัญคนไทย สะเทือนใจชาวพุทธ!!
ขณะนี้พยานหลักฐาน ยังใหม่ สด และหลงเหลือ
จากปากผู้อยู่ในเหตุการณ์จำนวนมาก ทั้งผู้ชุมนุม ผู้สื่อข่าวไทย-เทศ อาสากู้ภัย-กาชาด และพระสงฆ์
ต่างพูดตรงกัน ยิงลงมาจากรางรถไฟฟ้าบีทีเอส คืนวันที่ 19 พ.ค.
ยังมีภาพถ่ายหลากหลาย ทั้งภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว ยืนยันวัน เวลา สถานที่
ตอนเย็นวันที่ 19 พ.ค. มีทหารเล็งปืนใส่วัดปทุมฯ เช้าวันที่ 20 พ.ค.บนรางรถไฟฟ้าหน้าวัดปทุมฯ ก็ยังมีทหารตรึงอยู่
ถ้าโจรยิง ผู้ก่อการร้ายฆ่าอย่างคำพูดสุเทพ-สุเทพ
ต้องสอบสวนเอาผิดผบ.หน่วย กำลังพล ที่รับผิดชอบพื้นที่ตรงนั้น
ถ้าจริงจังจริงใจชำระสะสางข้อเท็จจริง จริงๆ เริ่มที่ 6 ศพวัดปทุมฯ ได้เลย ทันที
ทว่าปัญหาใหญ่ก็คือ ใครจะทำหน้าที่นี้ และเชื่อถือได้แค่ไหน?
อภิสิทธิ์ สุเทพ และรัฐบาล อยู่ในศอฉ.
ทหาร ตำรวจ ดีเอสไอ นิติวิทยาศาสตร์ ก็อยู่ในศอฉ.
ทุกผู้ ทุกนาม ทุกหน่วย ล้วนเป็นคู่กรณี หรือผู้ถูกกล่าวหา
ครั้นจะหวังพึ่งคนกลาง หน่วยงานอิสระ องค์กรสิทธิมนุษยชน ก็ไม่ได้กระตือรือร้นใดๆ
ไม่ว่าผลออกมาอย่างไร จึงยากจะเป็นที่ยอมรับ!
ในยามประเทศวิกฤต ผู้ปกครองวิปริต กลไกต่างๆ พิการอย่างที่เป็นอยู่
อย่าหวังได้เห็น "ความจริง"!?
เลือกเยียวยาระวัง"อาฟเตอร์ช็อก"
ที่มา ข่าวสด
หลังเหตุการณ์วันที่ 19 พ.ค. รัฐบาลเดินหน้ามาตรการ 2 ด้าน
ฟื้นฟู เยียวยา ผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ชุมนุม
และเร่งตรวจสอบคดีความ และดำเนินการกับผู้กระทำผิด และฝ่าฝืนกฎหมาย
ขณะที่มาตรการทางการเมือง ปมปัญหาสำคัญข้อหนึ่งที่นำมาสู่การชุมนุมและเป็นข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุม กลับชะงักงัน ไม่มีคำตอบจากรัฐบาลว่าจะเดินหน้าต่ออย่างไร
ทั้งที่มาตรการทางการเมืองจะเป็นเงื่อนไขสำคัญในการคลี่คลายความรู้สึกได้เปรียบ เสียเปรียบ
เปิดทางสู่ความปรองดองได้ง่ายขึ้น
-เอกพันธุ์ ปิณฑวณิช
อาจารย์ประจำศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี ม.มหิดล
การเยียวยาขณะนี้เป็นการเยียวยาภาคธุรกิจ การค้าขายในกรุงเทพฯ เมืองใหญ่ รัฐบาลต้องเยียวยาจิตใจคนทั่วไป กลุ่มที่มาชุมนุมกับนปช. ภาคธุรกิจเศรษฐ กิจในต่างจังหวัด ผู้มาชุมนุมที่ทิ้งเรือกสวนไร่นาก็ได้รับผลกระทบพอสมควร
การทำให้ผู้ชุมนุมรู้สึกสูญเสีย พ่ายแพ้ ทำให้เกิดอาฟเตอร์ช็อกจากการชุมนุมที่แผ่ขยายไปไกล การปรองดองต้องไม่ถูกแบ่งแยกจากการเยียวยากลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง การปรองดองต้องมาจากภาคประชาชน นักกฎหมาย นักเศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ ที่รัฐบาลผลักดันไปพร้อมกับการเยียวยา
ส่วนการกำหนดวันยุบสภา เลือกตั้งใหม่ รัฐบาลก็คงไม่ไปขีดเส้นใต้ตัวเองขนาดนั้น
แต่การปรองดองก็ควรขยายจาก 5 ข้อของโรดแม็ป ที่เคยประกาศ ที่ทุกภาคส่วนเห็นบวกกับ 5 ข้อนี้ แต่โรดแม็ปเดิมเป็นภาพกว้างๆ ก็ต้องมาลงรายละเอียด ต้องมีเวทีเสวนาทั่วทุกอำเภอ จังหวัด
ต้องนำความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศที่ได้มาสังเคราะห์ วิเคราะห์ ให้เป็นแผนปรองดอง ให้ความปรารถนาของคนทุกคนมาใกล้เคียงกัน
แผนปรองดองต้องมีการกำหนดรายละเอียดทุกเรื่อง รวมทั้งเรื่องการยุบสภา เลือกตั้งใหม่ ก็น่าจะเป็นผลจากการพูดคุยของคนทั้งประเทศ หากคนส่วนใหญ่อยากยุบก็อยู่ในแผน มาถึงจุดนี้ต้องเน้นความคิดที่หลากหลาย
เรื่องการดูแลคดีความการจับกุม อยากให้ระวังการจับกุม ปิดหนังสือ สื่อต่างๆ ของนปช. ต้องไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชน ไม่ละเมิดการรับรู้ข่าวสาร เป็นส่วนหนึ่งที่ต้องให้ความสำคัญ
หากยังละเมิดสิทธิเสรีภาพคนกลุ่มอื่นๆ โอกาสการปรองดองก็อาจจะน้อยลง
- กิตติศักดิ์ ปรกติ
อาจารย์นิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์
การปรองดองต้องมีการพูดคุยกัน เบื้องต้นแต่ละฝ่ายต้องเสนอตัวแทนของตัวเองมาเจรจา นปช. หรือฝ่ายค้านต้องคัดเลือกคนซึ่งเป็นที่เชื่อถือ เป็นที่ไว้ใจของทุกฝ่ายมาเจรจา ส่วนรัฐบาลก็เช่นกัน
ต้องเปิดการเจรจาเหมือนครั้งแรกก่อนเกิดความรุนแรง การจะแก้ปัญหาได้ต้องตั้งอยู่บนรากการยอมรับข้อเท็จจริงร่วมกันว่าปัญหาของประชาชนอยู่ที่ไหน ประชาชนมีปัญหาอะไร ต้องแยกแยะให้ชัดเจน
ฝ่ายค้าน นปช. มีการก่อความวุ่นวายไม่สงบอย่างไร มีความผิดก็ต้องยอมรับให้ชัดเจน รัฐบาลทำผิดอะไรบ้างก็ต้องมายอมรับกัน ต่างฝ่ายก็ต้องพิจารณาว่าอะไรเป็นสิ่งที่ผิดของแต่ละฝ่าย อะไรเป็นสิ่งที่ถูกของแต่ละฝ่าย จากนั้นก็เริ่มมาตรการ
เมื่อมีตัวแทนที่แต่ละฝ่ายไว้ใจมาทำหน้าที่ติดตาม กำหนดมาตรการ แผนปรองดองต่างๆ รวมถึงเรื่องการยุบสภา เลือกตั้งใหม่ รัฐบาลก็บอกว่าจะเลือกตั้งโดยเร็ว แต่ก็คงไม่กำหนดว่าเลือกตั้งเมื่อใด เพราะรัฐบาลคงไม่อยากผูกพันตามกำหนดการในแผนปรองดองเดิมแล้ว
ช่วงนี้ก็ต้องเป็นระยะของการเก็บทำความสะอาด สิ่งที่เลอะเทอะ แต่หลังจากนี้ก็เป็นสิ่งที่ต้องทำทั้งสองฝ่ายในการสร้างความปรองดอง
ก่อนหน้านี้มีการตกลงใน 5 เรื่อง แต่ยังไม่บอกรายละเอียดว่า ทำอะไร อย่างไร ดังนั้น ต้องเรียกร้องให้มีการเจรจากันใหม่ เพื่อดำเนินการตามกระบวนการในการแก้ปัญหาของประชาชนให้ชัดเจน
จากนั้นการยุบสภา เลือกตั้ง ก็จะตามมา ซึ่งกองเชียร์แต่ละฝ่ายต่างก็ไม่ยอมรับกันและกำลังรอดูอยู่
-ไชยยันต์ ไชยพร
อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ
ขณะนี้รัฐบาลกำลังเร่งทำแผนเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุม โดยมีการนำเรื่องเข้าสภาเพื่ออนุมัติงบประมาณมาใช้ฟื้นฟู รัฐบาลเองก็ไม่ได้ทิ้งแผนปรองดอง แต่กำลังเร่งทำ 5 ข้ออยู่
และนายกฯก็ยังไม่ได้ปฏิเสธเรื่องวันเลือกตั้ง อาจจะเร็วกว่าที่ กำหนดไว้ก็ได้ แต่สิ่งที่รัฐบาลควรเร่งทำต่อจากนี้คือการออกหมายจับพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ข้อหาก่อการร้าย ซึ่งต้องอาศัยการช่วยเหลือของรัฐบาลที่มีการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน
ขณะเดียวกัน กลุ่มเสื้อแดงที่สนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ และไม่เคยทำผิดกฎหมาย ก็จะเริ่มทำตัวถอยห่าง เพราะกลัวจะติดร่างแหไปด้วย ส่วนคนเสื้อแดงที่มีคดีติดตัวมีชนักติดหลังอยู่และยังหลบหนี ก็จะกลายเป็นผู้ก่อการร้ายไปด้วย
คิดว่าปรากฏการณ์ออกหมายจับพ.ต.ท.ทักษิณ จะทำให้มี คนสนับสนุนอดีตนายกฯ น้อยลง แต่ในทางตรงข้ามกลุ่มใต้ดิน ก็จะเข้มข้นขึ้น
ส.ส.พรรคเพื่อไทยตามภาคเหนือ หรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ก็ไม่อยากสนับสนุน และจะระวังตัวมากขึ้น หรือเรียกว่าเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ เพราะรัฐบาลต้องทำทุกอย่างให้พ.ต.ท. ทักษิณ โดดเดี่ยว
เรื่องคดี 6 ศพที่เสียชีวิตอยู่ภายในวัดปทุมวนาราม รัฐบาล ก็ต้องเร่งทำให้กระจ่าง เพราะจะเป็นเชื้อฟืนให้คนออกมาชุมนุมประท้วงรัฐบาลได้ ทั้งนี้รัฐบาลควรใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เช่น การตรวจวิถีกระสุน จุดยิง ทั้งบริเวณสกาย วอล์ก สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือบนรางรถไฟฟ้า
การพิสูจน์นี้ต้องทำอย่างมีระเบียบ ให้เป็นที่ยอมรับของสากล และต้องนำผลมาวางในบริบทที่อธิบายการเสียชีวิตของคนทั้ง 6 ได้
ซึ่งต้องทำให้เร็วที่สุด
- จิตติพจน์ วิริยะโรจน์
ส.ว.ศรีสะเกษ ประธานคณะกรรมการเพื่อติดตามสถานการณ์บ้านเมือง วุฒิสภา
สิ่งสำคัญคือทำอย่างไรให้บ้านเมืองเกิดความสงบสุข ไม่ใช่สงบแค่กายภาพ เหมือนเรียบบนผิวน้ำเรียบ แต่ด้านล่างมีน้ำไหลอยู่ ทำให้ปัญหารอวันปะทุขึ้นมาอีก หากมองปัญหาให้ลึกลงไปจะเห็นว่านายกรัฐมนตรีไม่สามารถไว้วางใจได้ว่าปัญหายุติแล้ว
นายกฯ ควรพิจารณาหาทางออกตามกระบวนการประชาธิปไตยที่มีการเรียกร้องในสังคม เพราะหากไม่เดินตามกระบวนการนี้ หรือกระบวนการประชาธิปไตยเดินหน้าต่อไปไม่ได้ หรือใช้ไม่ได้ผล อาจเกิดปัญหาเดือนเม.ย. ซ้ำซ้อนขึ้นมาอีก ขณะที่ปัญหาเดิมยังคงอยู่ โดยมีปัญหาใหม่แทรกเข้ามา
การที่นายกฯ เคยศึกษาอยู่ที่ประเทศต้นแบบประชาธิปไตยอย่างอังกฤษ คงพิจารณาได้ว่าในสถานการณ์บ้านเมืองแบบนี้ควรตัดสินใจอย่างไรที่จะเป็นการแสดงความรับผิดชอบจากฝ่ายการเมือง
ส่วนเรื่องปรองดอง หรือโรดแม็ป 5 ข้อ สามารถหาบุคคลที่ทั้งสองฝ่ายให้ความเชื่อถือเข้ามาทำหน้าที่แทนได้ การปรองดองหรือเดินหน้าเรื่องโรดแม็ปไม่ควรผูกติดกับอายุของรัฐบาล เพราะจะทำให้เกิดปัญหาไม่รู้จบ
ในการประชุมคณะกรรมการ วันที่ 31 พ.ค. ได้เชิญสื่อมวลชนทั้งไทยและต่างประเทศ กรมประชาสัมพันธ์ มาชี้แจงกับคณะกรรมการ ในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อรวบรวมข้อเท็จจริงให้รอบด้านที่สุด
การเชิญนายกฯ หรือฝ่ายปฏิบัติการด้านความมั่นคง ต้องเชิญมาให้ข้อเท็จจริงเช่นกัน โดยเฉพาะเหตุผล คำสั่ง จนถึงการปฏิบัติการที่เกิดขึ้น
ปล่อยของเบี่ยงกระแส
กษิต -- อภิสิทธิ์นี่แหละเหลี่ยมของเซียนยี่ห้อประชาธิปัตย์
โดยจังหวะเล่นเองเลย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี โดดร่วมวงแห่คิวปรับคณะรัฐมนตรี หลังรายการอภิปรายไม่ไว้วางใจ
ตีปี๊บโหมโรงกันตั้งแต่หัววัน
แน่นอนโดยธรรมชาติของรัฐบาลผสมที่กำลังจะเข้าสู่เวทีอภิปรายไม่ไว้วางใจ ไม่มีเหตุผลจำเป็นใดๆ
ที่จะทำให้เกิดแรงกระเพื่อมในรัฐบาล
งานนี้จึงมี "เป้าหมายแฝง" ที่อ่านทางได้จากคิว "ปล่อยของ" จุดพลุปรับ ครม.
ช็อตแรกเลยคือเบี่ยงกระแส แย่งพื้นที่ข่าว
ในฉากล่าสุดที่นายกฯอภิสิทธิ์โดนจี้ถามเรื่องความรับผิดชอบกับตัวเลขคนตาย 80 กว่าศพ จากเหตุสลายกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดง ทำลายสถิตินายกรัฐมนตรีในประวัติศาสตร์การเมืองไทย และโดยเฉพาะกับปม 6 ศพที่โดนยิงในเขตอภัยทาน วัดปทุมวนาราม
"อภิสิทธิ์" ออกอาการ "ตื้อ"
อึกๆอักๆ ที่สุดก็เล่นเกมย้อนเกล็ดให้กระทรวงยุติธรรมกลับไปขุดศพ สอบเหตุฆ่าตัดตอนคดียาเสพติดสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
ในอารมณ์แบบเด็กทะเลาะกัน ข้าผิด เอ็งก็เคยทำ
"อภิสิทธิ์" ต้องรีบตัดเกมที่อดีตนายกฯทักษิณตั้งท่าดึงเรื่องคนตายในการสลายม็อบเสื้อแดง ขึ้นฟ้องศาลอาญาระหว่างประเทศ
ในขณะที่กระแสสื่อไทยบางส่วนยังไม่เลิกตามคุ้ยตามแคะความจริงอีกด้านของฝ่ายเสื้อแดง ในฉากที่ฝ่ายรัฐบาลโดยศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) กำลังเดินหน้าไล่ล่าขบวนการก่อการร้าย ขุดรากถอนโคน "ทักษิณ"
เครื่องหมายคำถามยังลอยไปลอยมา
แม้กระแสจะเข้าทาง แต่รัฐบาลก็ยังคุมความชอบธรรมไม่ได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด
ตามเกม คิวปรับ ครม.จึงถูกปล่อยออกมาเบี่ยงกระแส แย่งพื้นที่ข่าว
และกับอีกช็อตที่หวังได้ โดยการจุดพลุปรับ ครม. ถือเป็นการกระตุกเกมพรรคร่วมรัฐบาล ที่บางส่วนอาจไม่พอใจการแบ่งเค้ก จัดสรรงบประมาณที่อู้ฟู่อยู่แค่พรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย และพรรคชาติไทยพัฒนา
ปูนบำเหน็จรางวัลที่กอดคอช่วยกันลุย "เกมแลกเลือด" ปราบม็อบเสื้อแดง
แต่ตามจังหวะป่วนที่บังเอิญพอดีกับคิวโหวตอภิปรายไม่ไว้วางใจ
ในสถานการณ์ที่นายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง รมว.อุตสาหกรรม หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน ก็ออกมากระแทกใส่นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง แบบตรงๆ ฐานจัดงบฯโดยไม่ปรึกษาหารือพรรคร่วมรัฐบาล ไม่ให้ความสำคัญกับกระทรวงในโควตาที่พรรคเพื่อแผ่นดินดูแล
พูดขู่เป็นนัยๆ ไม่รู้เสียงจะครบหรือเปล่า
แต่โดยจังหวะที่พรรคประชาธิปัตย์ "ปล่อยของ" กระพือข่าวปรับครม. พร้อมออปชั่นแลกโควตายึดกระทรวงเกรดเอคืนจากพรรคร่วมรัฐบาล
ก็เหมือนพร้อมวัดดวง วัดใจ
นัยว่า พรรคประชาธิปัตย์ยังมีไพ่เหลืออีกใบอยู่ในมือ สามารถเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยลากไปได้อีกหลายเดือนในช่วงปิดสมัยประชุมสภา
ถ้าพรรคร่วมรัฐบาลกล้าถอนตัว เตะหมูเข้าปากหมาก็ไม่มีปัญหาอะไร
ทั้งเงิน ทั้งอำนาจรัฐ จะได้เหลือตัวแบ่งน้อยๆ
ทั้งหมดทั้งปวงเอาเป็นว่า "อภิสิทธิ์" มั่นใจไพ่ที่ถืออยู่ในมือคุมเกมพรรคร่วมรัฐบาลได้ ถึงได้กล้า "ปล่อยของ" ตีปี๊บคิวปรับ ครม.ออกมาเบียดพื้นที่ข่าว เบี่ยงกระแสเสียงทวงความรับผิดชอบคนตายคนเจ็บในการสลายม็อบเสื้อแดง
ถือเป็นเกมที่คุ้มค่าในการเสี่ยง
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น โดยชื่อของนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ที่ตามคิว "ปล่อยของ" ออกมาจากพรรคประชาธิปัตย์ คือเป้าแรกที่จะโดนเด้งออกจาก ครม.
ตรวจการบ้านแล้วสอบไม่ผ่าน
วงการต่อรองตามข่าววงใน "กษิต" คือคนที่ปึ้กสุดใน ครม. "อภิสิทธิ์ชน"
ด้วยเหตุที่ "กษิต" คือคนคนเดียวที่กล้าเล่นบท "นักการทูต สไตล์นักเลงโบราณ" ที่เดินหน้าไล่ล่ากดดันอดีตนายกฯทักษิณไปทั่วโลก
โดยไม่สนจะถูกมองเป็น "ตัวตลก" ในเวทีสากล
ผลงานก็อย่างที่เห็น แม้จะลากตัวอดีตนายกฯทักษิณกลับมาสำเร็จโทษไม่ได้ แต่โดยการกัดติดแบบไม่ปล่อยก็ทำให้นายใหญ่บินโฉบไปโฉบมาลำบาก
เดิมพัน "กษิต" ไม่หลุดโผ เขาต่อกันร้อยเอาบาทเดียว.
ทีมข่าวการเมือง รายงาน
หลังวิกฤติเห็นสองมาตรฐาน
ที่มา ไทยรัฐ
ถึงแม้จะมีการสอบสวนเสร็จแล้ว ก็คงจับมือใครดมไม่ได้อยู่ดี ไม่ว่าจะพฤษภาทมิฬหรือความรุนแรงทางการเมืองก่อนหน้านั้น มีผู้เสียชีวิตและสูญหายเป็นจำนวนมาก แต่ปราศจากผู้รับผิดชอบ
ความสูญเสียทางการเมืองหนักหนาสาหัส ความสูญเสียทางเศรษฐกิจ ก็น่าจะมีจำนวนมหาศาล และน่าจะเป็นความสูญเสียที่ไม่มีความรับผิดชอบอีกเช่นกัน ประกันก็ไม่จ่าย รัฐบาลก็หาที่ให้ขายของหยิบยื่นเศษเงินมาให้พอเป็นพิธี กว่าจะฟื้นตัวกันได้ไม่รู้ว่าจะล้มละลายไปก่อนหรือเปล่า
นอกจากนี้ยังมีข้อเปรียบเทียบในเรื่องของมาตรฐานการบังคับใช้กฎหมายตามมาอีกเป็นกระบุง โดยเฉพาะ ระหว่างสีเหลืองกับสีแดง การสลายม็อบที่บุกสภาโดยกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีแต่ กระบองกับแก๊สน้ำตามีผู้เสียชีวิต 1 ราย เกิดระเบิดในรถ
ยนต์ตัวเองเสียชีวิตอีก 1 ราย ปรากฏว่าตำรวจในยุคนั้นต้องกลายเป็นผู้ต้องหาทำร้ายประชาชนเสียอนาคตไปตามๆกัน
วันนี้ทหารมีการใช้อาวุธสงครามเข้าสลายการชุมนุม มีตัวเลขประชาชนและผู้บริสุทธิ์บาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก มีภาพทหาร มีภาพสไนเปอร์ มีภาพผู้เสียชีวิตจากกระสุนปืน มีคำสั่งจากรัฐบาลชัดเจน
แทบจะไม่ต้องสอบสวนอะไรอีกกลับลอยนวล
เช่นเดียวกับข้อหาผู้ก่อการร้าย ฝ่ายหนึ่งโดนข้อหาผู้ก่อการร้ายปิดสนามบินที่เข้าข่ายความผิดตามกฎหมายสากล กว่าจะดำเนินการใช้เวลาเป็นชาติ ดึงกันแล้วดึงกันอีก จนบัดนี้ยังไม่มีอะไรในกอไผ่ จะเข้านอกออกในทำได้อย่างอิสระเสรี เงินทองไม่
มีการอายัดให้ขุ่นข้องหมองใจ แถมจะอุดหนุนเป็นกรณีพิเศษ
ได้รับเกียรติจากรัฐบาลอีกต่างหาก
แต่ผู้ก่อการร้ายอีกฝ่ายหนึ่ง กระทำกันสารพัดวิธีทุกวิถีทาง
ยิ่งนับวัน ช่องว่างระหว่างคนสองสี ก็ยิ่งมากขึ้นทุกที นับวันความรู้สึกของประชาชนสองสี ก็ยิ่งแตกต่างกันมากขึ้น รัฐบาลยิ่งแสดงธาตุแท้มากขึ้นเท่าไหร่
ยิ่งเพิ่มความแตกแยก
เข้าใจอารมณ์คนดู ไม่อยากเปิดทีวี ไม่อยากอ่านข่าวหนังสือพิมพ์ ไม่อยากฟังรัฐบาลแถลง ไม่อยากฟังข่าววิทยุ ไม่อยากเห็นหน้านักการเมือง ไม่อยากเห็นภาพเหตุการณ์ อยู่ในอาการท้อแท้ซึมเศร้า
กับการเมืองโกหกพกลม.
หมัดเหล็ก
Friday, May 28, 2010
วิวาทะเดือด "เฉลิม"ซัดรบ.ทำงบมั่ว-หมกเม็ด-ยุคปชช.ตาย86ศพ "มาร์ค"สวนพท."หยุดทำลายล้างเถอะครับ"

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย
การประชุมสภาผู้แทนราษฎรสมัยวิสามัญ เพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2554 ที่รัฐสภา เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม ซึ่งเป็นวันแรกของการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี 2554 วงเงิน 2.07ล้านล้านบาท
เวลา 15.00 น. ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ขึ้นอภิปราย ว่า รัฐบาลขาดความเข้าใจ แสดงความไม่รู้ ปัญญาทึบในการทำงบประมาณ ไม่เชื่อว่านายกฯเก่งเรื่องเศรษฐกิจ พ.ร.บ.งบประมาณปี 2554 แปลกใจว่าสำนักงบประมาณจัดอย่างไร ว่า จีดีพีจะโต ร้อยละ 7.5 มันบ้าแล้ว ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ยังบอกแค่ร้อยละ 3.5 ส่วนรัฐบาลบอกไม่เกินร้อยละ 6 ดังนั้น จึงเป็นการทำจีดีพีของรัฐบาลที่ทึบ เสียเหลี่ยม ในทางบัญชีรัฐบาลหลังพิงฝา รมว.คลังและนายกฯทำงบไม่เป็น เพราะหลอกว่าจีดีพีจะโต แล้วรายจ่ายประจำ 1.66 ล้านล้านบาท แต่รายรับประมาณไว้เพียง 1.6 ล้านล้านบาท แสดงว่ารายรับไม่พอ ส่วนงบขาดดุลที่ตั้งสูงถึงร้อยละ 4.1 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ ซึถ้าจากนี้ส่งออกไม่ได้ จะเอาเงินมาจากไหน จัดงบกันแบบเหวี่ยงแห เหมือนกับการตั้งข้อหาการก่อการร้าย ว่าคนนั้นคนนี้ก่อการร้ายไปหมด
ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวว่า ไม่ว่าจะพิจารณาด้วยทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ชนิดใด ก็รู้ว่ารัฐบาลกำลังดำเนินนโยบายแผ่นดินที่ไม่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล หนี้สาธารณะหากรวมงบปี 2554 จะมีหนี้รวม ปริ่มร้อยละ 50 แล้วนโยบายเรื่องชุมชนเข้มแข็ง ก็ต้องไปเฉ่งกันในการอภิปรายไม่ไว้วางใจแน่อนอน เพราะออกนโยบายกันระดับบน ระดับกลางรับต่อ ระดับล่างก็ไปหากินกัน นายกฯไปพูดหลายว่า จะทำความเหลื่อมล้ำให้เท่าเทียมกัน จะเป็นรัฐสวัสดิการ เพ้อฝัน เพราะประเทศไทยไม่มีทางเก็บภาษีถึงร้อยละ 75-80 เหมือนต่างประเทศได้ ด้านงบกลุ่มจังหวัด 1.8 หมื่นล้านบาท เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ แต่ปรากฎว่าร้อยละ 80 กลับเป็นรายจ่ายประจำ ดังนั้นจะเหลือเพียง 4 พันล้านบาทที่จะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ตกเฉลี่ยได้จังหวัดละ 53 ล้านบาทเศษเท่านั้น ไม่พอ นายกฯรู้หรือไม่ หรือมัวแต่ไปแถลงข่าวที่ศอฉ. จนตนต้องตั้งให้เป็นจอมพลอภิสิทธิ์ คู่กับพล.อ.ปณิธาน
“ดังนั้น การกำหนดนโยบายและการทำงบประมาณระหว่างพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ กับรัฐบาลนี้ ถือว่าคนละชั้น เพราะอดีตนายกฯวางนโยบายประชานิยมอย่างได้ผลมีประสิทธิภาพจนคนรัก และมีเรื่องสองมาตรฐาน รัฐบาลชุดนี้ไม่จัดงบเพื่อคนยากจน อะไรที่ไปซ้ำกับนโยบายพ.ต.ท.ทักษิณก็กลัว ไม่กล้าทำ กลัวคนคิดว่าไปซ้ำ ไม่มีความจริงใจในการแก้ไขปัญหาความเป็นธรรม แผนปรองดองจึงเกิดไม่ได้ อย่าให้ผมไปนั่งเป็นนายกฯบ้าง มาว่าเฉลิมอยากเป็นนายกฯ ทำไมผมจะเป็นนายกฯไม่ได้ ไม่เหมือนนายอภิสิทธิ์ที่พุ่งจากตำแหน่งรมต.ประจำสำนักนายกฯฯ แล้วได้เป็นนายกฯเลย ขอให้นายกฯไปห้ามลูกพรรคบ้าง ด่าผมเช้าเย็นว่าไม่ได้เป็นแน่ ในพรรคเพื่อไทยคนในพรรคตั้งแต่ภารโรงยันส.ส. พร้อมเป็นนายกฯทุกคน เพราะภารโรงพรรคเพื่อไทย จบปริญญาโทเป็นตับ”ร.ต.อ.เฉลิมกล่าว
ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวว่า นายกฯซ่อนงบภายใต้ยุทธศาสตร์ที่คลุมเครือไว้ 1.1 ล้านล้านบาท คือยุทธศาสตร์สร้างความเชื่อมั่น 1 แสนกว่าล้านบาท ยุทธศาสตร์รักษาความมั่นคงรัฐ 1.8 แสนล้านบาท ที่เดิมประเทศมั่นคงประชาชนมั่งคั่งดีแล้ว มายุคนี้ถึงได้มีปัญหา ประชาชนไม่ชอบรัฐบาล มีปัญหากับรัฐบาล เพราะพรรคเสียงอันดับสองได้เป็นรัฐบาล ยุทธศาสตร์การบริหารบ้านเมืองที่ดี 3.4 แสนล้านบาทที่เป็นการจัดงบแบบหมดเม็ดถึง 5.9 ล้านบาท มีการตัดงบกระทรวงของพรรคร่วม ทั้ง ชาติไทยพัฒนา เพื่อแผ่นดิน ให้งบน้อย ไม่เข้าใจว่าเพราะนายบรรหาร(ศิลปอาชา)ส่วนสูงไม่ถึงหรืออย่างไร จึงไปตัดงบ แต่ที่แน่ๆคือนายอภิสิทธิ์เป็นนายกฯคนแรกที่มีประชาชนตาย 86 คน เจ็บ 2 พันคน
“นายกฯรู้เรื่องกฎหมาย อย่าลืมว่าคดีอาญามีอายุความ 20 ปี ถึงตอนนั้นอาจมีอะไรเกิดขึ้นได้ แล้ว 6 ศพที่วัดปทุมวนาราม ก็ยังตอบไม่ได้ นายกฯเจ๋ง คนตาย 86 คน”ร.ต.อ.เฉลิมกล่าว
จากนั้นนายประมวล เอมเปีย ส.ส.ชลบุรี พรรคประชาธิปัตย์ลุกขึ้นประท้วงร.ต.อ.เฉลิมอภิปรายนอกเรื่องงบประมาณ หาว่านายกฯฆ่าประชาชน เล่นสำนวนโวหารเป็นเรื่องตลก เหมือนการเล่นจำอวด ทำให้ร.ต.อ.เฉลิมตอบโต้ว่านายประมวลเป็นมวยไม่มีราคาม้าไม่มีชั้น ขณะที่นายประมวลไม่ยอมพาดพิงว่าใช้กิริยาก้าวร้าวจึงไม่แปลกใจที่ลูกชายจึงเป็นแบบนี้ จากนั้นส.ส.เพื่อไทยและประชาธิปัตย์บางสว่นลุกขึ้นประท้วงช่วยฝ่ายตน จน พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาที่ทำหน้าที่ประธานประชุมได้ปราบทั้งสองให้สงบลง ร.ต.อ.เฉลิมจึงอภิปรายต่อ
ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวต่อว่า ด้านเงินสำรองใช้จ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินจำเป็นจำนวน 4.7 หมื่นล้านบาท ตั้งไว้เยอะมากเกินเหตุ หรือนายกฯอยากให้มีเหตุประท้วงกันอีก แต่เข้าใจว่าถ้าไม่ได้ใช้สามารถแปลงงบได้ นี่คือเล่ห์เหลียมในการทำงบ นอกจากนี้งบสำนักปลักสำนักนายกฯ โดยเฉพาะงบกรมประชาสัมพันธ์ที่เป็นกรมสร้างความแตกแยกของสังคมไทยก็ได้มาก ขณะที่สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ที่ทั้งชงและเอาใจนายกฯ ยังได้แค่ 100 กว่าล้าน
“ด้านกระทรวงมหาดไทย ผมเป็นรมว.มหาดไทย 7 เดือน ตั้งแต่มีกระทรวงหมาดไทยมา ไม่มีรมว.มหาดไทยคนไหนเลวร้ายเท่าคนปัจจุบัน ทั้งเรื่องสอบโรงเรียนนายอำเภอ วิบัติเลวร้าย คอมพิวเตอร์ แตั้งตั้งผู้ว่าฯ นายอำเภอ เสียเป็นล้าน มีการไปเอาเงินกันหลังแต่งตั้งแล้ว งบฉุกเฉินจังหวัดจาก 50 ล้านบาท เพิ่มเป็น 100 ล้านบาท มีการคิดกันถึง ร้อยละ 15-20 หลังได้เป็นผู้ว่า ตลอด 27 ปีที่ผ่านมา ไม่เคยมีการเปิดร้านค้าอาวุธปืน แต่รัฐมนตรีคนนี้เปิด 193 แห่ง เขาลือกันว่า ร้านละเท่าไหร่ ปืนลูกซอง 3 พันกระบอก กระสุน 2 พันนัด มีเอกสารพร้อมหมด ผมรอเฉ่งในญัตติไม่ไว้วางใจ”ร.ต.อ.เฉลิมกล่าว
ร.ต.อ.เฉลิมกล่าว่า งบกรมสอนสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ขยันเรื่องพ.ต.ท.ทักษิณเหลือเกิน ของบ 700 กว่าล้านบาท ไปสร้างความปรองดอง ทั้งที่กระบวนการออกหมายจับพ.ต.ท.ทักษิณยังไม่จบ เจ้าตัวยังอุทธรณ์ได้ แต่กลับไปประชุมทีมขอตัวผู้ร้ายข้ามแดนแล้ว ทำตัวเป็นทาสรับใช้รัฐบาลชุดนี้ ทั้งนี้ ขณะที่องค์กรตามรัฐธรรมนูญ กกต.ได้แค่ 1.7 พันล้านบาทจัดให้เหมือนโกรธว่าจะยุบประชาธิปัตย์ ส่วนป.ป.ช.ก็ให้แค่ 1 พันล้าน
“สรุปว่ารัฐบาลจัดทำงบครั้งนี้ ไร้นโยบายและทิศทาง ไม่เน้นจุดหนักบา รัฐบาลสัปปรับ ละเลยไม่ย้อนไปดูการจัดทำในอดีต จัดทำงบโดยไม่ย้อนดูปัญหาเศรษฐกิจโลก ไม่ระมัดระวัง จัดทำงบเอาใจคนบางหมู่เหล่า กระทรวงที่ควรให้ อย่าง กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงท่องเที่ยว กระทรวงแรงงานจัดให้น้อย จัดงบกระจุก ไม่กระจาย จัดทำงบในเอกสารขัดแย้งกันเอง งบรักษาความมั่นคงแห่งรัฐเป็นงบลงทุนที่ไม่ได้กำไรทั้งที่ในอาเซียนไทยไม่เป็นศัตรูกับใคร แต่รัฐบาลไปทะเลาะกับกัมพูชาเอง”ร.ต.อ.เฉลิมกล่าว
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
จากนั้น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ขึ้นชี้แจงการอภิปรายของร.ต.อ.เฉลิม ว่า สิ่งที่ร.ต.อ.เฉลิมอภิปรายมีความคลาดเคลื่อน เข้าใจที่ผิดอย่างรุนแรงอย่างน้อย 2 เรื่อง ที่ว่ารัฐบาลใช้ตัวเลขฐานงบประมาณที่ขัดแย่งกันเองในเรื่องจีดีพี เรื่องการวัดจีดีพีคือความพยายามวัดรายได้คนทั้งประเทศ เพื่อดูว่าแต่ละปี เศรษฐกิจโตมากน้อยแค่ไหนอย่างไร ข้อเท็จจริง คือ แต่ละปีตัวเลสินค้าบริการจะสูงขึ้นที่เรียกว่าอัตราเงินเฟ้อ ที่สศช.ระบุจีดีพีโตร้อยละ 3.5-4.5 นั้นเป็นการระบุว่าเป็นจีดีพี ณ ราคาคงที่ คือ หักเงินเฟ้อออกแล้ว ซึ่งมีการประมาณการเงินเฟ้อไว้ที่ร้อยะ 3-4 ดังนั้น ถ้าไม่หักออก จีดีพีก็โตประมาณร้อยละ 7 สิ่งที่ร.ต.อ.เฉลิมว่ารัฐบาลสับสนใช้ตัวเลขขัดแย้งกัน นั้น ไม่ใช่รัฐบาลที่สับสน
“ถ้าดูจาก 3 เดือนแรก เศรษฐกิจไทยน่าจะโตได้มากกว่าร้อยละ 5 แต่ที่สศช.ประมาณการต่ำลง เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา”นายอภิสิทธิ์กล่าว
นายอภิสิทธิ์กล่าวอีกว่า ฐานความคิดที่ผิดที่ร.ต.อ.เฉลิมใช้ฐานความคิดที่ผิด ทำให้บทสรุปก็ผิด ที่ว่ารายจ่ายประจำร้อยละ 80 เป็นเรื่องสูญเปล่านั้นผิด งบรายจ่ายประจำที่มั่นใจว่าไม่สูญเปล่ามีเยอะ งบ 7 หมื่นกว่าล้านบาท ที่ให้เด็กเรียนฟรีไม่สูญเปล่าแน่ เพราะเป็นงบสร้างคน สร้างคุณภาพประชากร ที่วันข้างหน้าจะมีรายได้เสียภาษีเข้ารัฐ กองทุนกู้ยืม นมโรงเรียน ไม่ใช่งบสูญเปล่า หรือร.ต.อ.เฉลิมกับพรรคเพื่อไทยจะออกมายืนยันกับคนทั้งประเทศว่า งบการศึกษา นมโรงเรียน กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ งบหลักประกันสุขภาพ ประกันรายได้เกษตรกร นั้นสูญเปล่า แล้วตนจะช่วยไปบอกประชาชน ว่า ท่านคิดว่าสูญเปล่า ฐานความคิดแบบนี้ผิดอย่างมหาศาล
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ด้านสวัสดิการ ตนพูดเสมอว่าคนไทยต้องมีสวัสดิการ แต่ไม่เคยพูดว่าเมืองไทยต้องเป็นรัฐสวัสดิการ เพราะต้องเก็บภาษีสูง แต่เป็นระบบสวัสดิการที่รัฐและประชาชนต้องช่วยเรื่องการออมร่วมกัน เช่น กองทุนการออมแห่งชาติที่รัฐบาลและประชาชนร่วมกันสมทบ เป็นระบบสวัสดิการที่ไม่ได้มาจากภาษีทั้งหมดเหมือนกับหลายประเทศที่มีปัญหาเรื่องรัฐสวัสดิการ ส่วนหนี้สาธารณะที่กังวลว่าจะสูงมาก กังวลว่าในปี 2554 จะพุ่งสูงถึงร้อยละ 50 ในทางสากลยอมรับกันได้ เพราะในบางประเทศที่วิกฤตนั้นสูงถึงร้อยละ 70 และถ้าเราช่วยกันประคอง ทำให้บ้านเมืองสงบเมือน 3 เดือนแรก คิดว่าฐานะการเงินการคลังและฐานะสำรองระหว่างประเทศ จะไม่มีปัญหาแน่นอน
นายกฯกล่าวว่า ด้านงบจังหวัดและกลุ่มจังหวัดนั้น จัดทำต่างหากโดยมีคณะกรรมการจัดทำ มีการคำนวนสูตรประชากร ไม่ได้หักเรื่องรายจ่ายประจำ งบสำรองฉุกเฉิน 4.7 หมื่นล้านบาท ก็เท่ากับของรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช และคิดว่าเพียงพอต่อนโยบายจำเป็นเร่งด่วนหรือหากเกิดภัยพิบัติ ไม่มีอะไรแอบแฝงทั้งสิ้น
“ที่บอกว่ารัฐบาลนี้ไปกลัวว่า นโยบายใดเป็นของพ.ต.ท.ทักษิณแล้วไม่กล้าจัด ไม่จริง ที่ผ่านมามีการเพิ่มกองทุนหมู่บ้านเป็นครั้งแรก กรณี 1 ตำบล 1 ผลิตภัณฑ์ ก็ส่งเสริม อะไรที่เป็นประโยชน์ ก็เดินหน้า ส่วนนโยบายใหม่ที่จะลดความเหลื่อมล้ำ คืองบที่ร.ต.อ.เฉลิมบอกว่าสูญเปล่านั่นเอง มาตรการเชิงรุก ดูแลโภชนาการหญิงตั้งครรภ์ การศึกษา ฝึกอาชีพ ตกงาน เบี้ยยังชีพ สวัสดิการชุมชน ลดความเหลื่อมล้ำผ่านโครงการปฏิรูปภาษีที่ดิน จึงขอยืนยันว่างบทั้งหมดจัดอย่างเป็นระบบมีความโปร่งใสและตรวจสอบได้”นายกฯกล่าว
นายกฯ โต้พท.ให้หยุดใส่ร้ายรบ.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การอภิปรายช่วงค่ำ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ลุกขึ้นประท้วงการอภิปรายของ ส.ส.พรรคเพื่อไทย เป็นระยะ เมื่อมีพาดพิงโจมตีนายกฯในการสั่งสลายการชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดง ซึ่งนายอภิสิทธิ์ลุกขึ้นตอบโต้ นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ส.ส.แพร่ พรรคเพื่อไทย ที่ตั้งข้อสังเกตถึงงบฯกระทรวงกลาโหม ที่ได้มากกว่ากระทรวงอื่นๆ ว่า เพื่อซื้ออาวุธมากมายกลับมาใช้ทำร้ายประชาชน และเรียกร้องให้รัฐบาลต้องกลับเข้ามาสู่กระบวนการปรองดองหยุดเดินหน้าทำลายล้างประชาชน โดยนายกฯระบุว่า
"ผมไม่มีความคิดไล่หรือกดดัน ล้างผลาญ ยกเว้นกลุ่มติดอาวุธ การปรองดองต้องไม่เป็นเครื่องมือของคนที่ประสงค์ความรุนแรงและความสูญเสีย ท่านเสนอให้ผมหยุดทำลายล้าง แล้วเดินหน้าปรองดองนั้นไม่เป็นธรรมกับรัฐบาล ท่านนั่นแหละหยุดเถอะครับ ถ้ามีเจตนาให้เกิดความปรองดองด้วยความบริสุทธิ์ใจ คนที่เป็นกลุ่มน้อยเป็นกองกำลังติดอาวุธเคลื่อนไหว รัฐบาลต้องดำเนินการแต่คนส่วนใหญ่มาเรียกร้องประชาธิปไตย เราไม่ได้เดินหน้าทำลายล้าง แต่จะให้ปรองดองกับกลุ่มติดอาวุธหรือกลุ่มที่ต้องการสร้างความรุนแรงให้เกิดขึ้น ผมปรองดองด้วยไม่ได้"
พท.เย้ยนายกฯ กลัว"จตุพร"ซักฟอก ขอให้ศาลถอนเอกสิทธิ์คุ้มครอง ส.ส.
ที่มา มติชน นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงข่าวถึงกรณีนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ยื่นเรื่องต่อศาลให้ออกหมายศาลถึงประธานสภา ฯ เพิกถอนเอกสิทธิ์คุ้มครองส.ส.ของนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วนพรรคเพื่อไทยว่า มีคนใหญ่ในรัฐบาลและพรรคประชาธิปัตย์กำลังใช้วิชามารกับนายจตุพร เพื่อไม่ให้นายจตุพรได้อภิปรายในสภา ถือเป็นเรื่องไม่สมควร และล่าสุดเมื่อวันที่ 27 พ.ค. นายสาธิต ปิตุเดชะ กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาแถลงข่าวกล่าวหานายจตุพร และนายวิเชียร ขาวขำ ส.ส.อุดรธานี ว่าการกระทำของทั้ง 2 คนที่ไปยุ่งกับกลุ่มนปช. ไม่สมควรที่จะได้อภิปรายและใช้เอกสิทธิ์คุ้มครองนั้น เป็นการพูดที่เป็นวิธีสกัดดาวรุ่ง
นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า ขอเรียกร้องนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้เป็นสุภาพบุรุษทางการเมือง ให้ฝ่ายค้านได้ตรวจสอบรัฐบาล ถ้านายสาธิต รวมทั้งนายอภิสิทธิ์ และสมาชิกพรรค สำนึกว่าเวลาเป็นฝ่ายค้าน นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และนายสมเกียรติ์ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ได้ขึ้นเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) แถมยังโดนข้อก่อการ้ายเหมือนกัน แต่วันนี้หมายจับยังคงค้างอยู่ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติไปไม่ถึงศาลและอัยการ ซึ่งเวลา 1 ปี 6 เดือนแล้ว ดังนั้นนายอภิสิทธิ์ และพรรคประชาธิปัตย์ ควรตักน้ำใส่กระโหลกชะโงกดูเงา รวมทั้งอย่าทำ 2 มาตรฐาน ไม่ใช่อยู่ภายใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ฯ และทหารแล้วจะทำอะไรก็ได้
นายพร้อมพงศ์ กล่าวด้วยว่า ขอเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิก พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ฯ ทันที และไม่ต่ออายุเคอร์ฟิวส์ออกไป เพราะถือป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพประชาชน และปิดกั้นสื่อมวลชน นอกจากนี้ ยังกระทบการลงทุนและท่องเที่ยว รวมทั้งภาพลักษณ์ของประเทศ การที่รัฐบาลใช้อำนาจ ตามพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ปิดหนังสือพิมพ์ 5 ฉบับ รวมถึงเคเบิ้ลทีวีผ่านดาวเทียม วิทยุชุมชนและเว็บไซต์ โดยอ้างว่าเป็นกลุ่มเสื้อแดง ถือว่าลุแก่อำนาจและใช้อำนาจโดยไม่สุจริต หากเปรียบเทียบกับสื่อของเอเอสทีวีและสื่อต่างๆ ที่สนับสนุนรัฐบาล แต่กลับไม่ทำอะไร แสดงให้เห็นว่ามีการบังคับใช้กฎหมาย 2 มาตรฐานและเลือกปฏิบัติ อย่างไรก็ตาม การอภิปรายไม่ไว้วางใจในวันที่ 31 พ.ค. และ 1 มิ.ย.นี้ หากรัฐบาลจะคงไว้ซึ่งความสง่างาม รัฐบาลควรยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ฯ และประกาศยกเลิกเคอร์ฟิวส์
สื่อนอกตีข่าว ทักษิณเตรียมฟ้องรบ.อภิสิทธิ์เป็นอาชญากร ยิง ปชช.ต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ

"ทักษิณ"เตรียมฟ้องรัฐบาลอภิสิทธิ์เป็นอาชญากรสงคราม ยิงประชาชนต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ ปัดไม่เชื่อตำรวจโลกจับตัวส่งคืนปท.เพราะเป็นคดีมีแรงจูงใจทางการเมือง
"วอลล์สตรีท เจอร์นัล"ได้สัมภาษณ์พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีไทย ว่า เขากำลังพิจารณาจะฟ้องรัฐบาลไทยนำโดยนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีพฤติกรรมเป็นอาชญากรสงคราม จากเหตุการณ์ยิงประชาชนกลุ่มคนเสื้อแดง ซึ่งชุมนุมประท้วงรัฐบาล
พ.ต.ท.ทักษิณ ระบุว่า เขาต้องการเรียกคืนความยุติธรรมให้แก่ประชาชนคนเหล่านี้ และเขากำลังปรึกษากับทนายความว่าจะสามารถดำเนินการฟ้องร้องคดีนี้ต่อรัฐบาลอภิสิทธิ์ได้หรือไม่และอย่างไร
อย่างไรก็ตาม รายงานระบุว่า ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัดว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะฟ้องร้องคดีดังกล่าว ณ ศาลใด แต่แหล่งข่าวระบุว่า ทีมกฎหมายของเขากำลังพิจารณาจะฟ้องคดีนี้ต่อศาลอาญาระหว่างประเทศที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวนี้มีขึ้นหลังพ.ต.ท.ทักษิณ เพิ่งถูกทางการไทยออกหมายจับกุมในฐานะผู้ก่อการร้ายเพียงไม่กี่วัน
ด้านเอเอฟพีรายงานการสัมภาษณ์พ.ต.ท.ทักษิณ ระบุว่า เขาเชื่อว่าหน่วยงานตำรวจโลกจะไม่จับกุมตัวเขาคืนส่งกลับคืนเมืองไทย ตามข้อหาผู้ก่อการร้าย เพราะคดีนี้ไม่มีมูลและเกิดขึ้นเพราะมีแรงจูงใจทางการเมือง อย่างไรก็ตาม เอเอฟพีระบุด้วยว่า ขณะนี้ด้านหน่วยงานตำรวจโลกยังไม่ได้ออกมาแสดงทัศนะใด ๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้
“สุนัย” โวยศอฉ.เลือกปฏิบัติสั่งปิด 4 นสพ.แดง แต่ปล่อยเอเอสทีวี
ที่มา มติชน ที่รัฐสภา นายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ในฐานะผู้ก่อตั้งนิตยสารวอยซ์ออฟทักษิณ กล่าวเมื่อวันที่ 27 พ.ค. ถึงกรณีที่ ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) มีคำสั่งปิดสื่อสิ่งพิมพ์ของฝ่ายนปช.จำนวน 4 ฉบับ ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นสวนทางกับคำพูดเรื่องสร้างความปรองดองของนายกรัฐมนตรีและบุคคลในซีกรัฐบาล หากกล่าวอ้างเรื่องความสงบเรียบร้อย ถามว่าเหตุใดจึงเลือกปิดเฉพาะหนังสือพิมพ์และสื่อสิ่งสิมพิมพ์ของคนเสื้อแดงและบรรณาธิการยังถูกควบคุมตัวในค่ายทหาร แต่รัฐบาลกลับปล่อยให้สื่อในเครือเอเอสทีวี เผยแพร่โจมตีอยู่ได้ฝ่ายเดียว แต่ทั้งนี้ หลังการยกเลิกเคอร์ฟิวเราคงจะมาหารือเพื่อดำเนินการผลิตสื่อสิ่งพิมพ์อีกครั้ง อย่างไรก็ตาม บรรยากาศการเมืองวันนี้มีสภาพเหมือน 6 ตุลา 2519 ที่มีการทำทุกวิถีทาง ใช้กฎหมายทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองอยู่รอด


