ที่มา บางกอกทูเดย์ เป็นที่ทราบกันดีว่าหน่วยงานที่มีบทบาทอย่างสูงในภารกิจ “ดับไฟใต้” ณ ปัจจุบันคือกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร หรือ กอ.รมน.และหน่วยย่อยของ กอ.รมน.ที่ รับผิดชอบพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้โดยตรงคือ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) ตั้งฐานอยู่ที่ค่ายสิรินธร ต.เขาตูม อ.ยะรัง จ.ปัตตานี ในร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2554 กอ.รมน.ได้รับการจัดสรรงบประมาณทั้งสิ้น 8,792 ล้านบาทเศษ เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2553 ที่ได้รับการจัดสรร 8,240 ล้านบาทเศษ หรือเพิ่มขึ้นราว 552 ล้านบาท เมื่อพิจารณารายละเอียดของงบ กอ.รมน. จะพบว่ามีแผนงานและโครงการสำคัญ 3 แผนงาน คือ หากนำตัวเลขงบประมาณ “ดับไฟใต้” ของเหล่าทัพต่างๆ และ กอ.รมน.มารวมกันแล้ว จะพบว่ามียอดสูงถึง 11,703 ล้านบาท หรือกว่าครึ่ง (คิดเป็นร้อยละ 61) ของงบประมาณที่กำหนดไว้สำหรับแผนงานแก้ไขปัญหาและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งนี้เป็นที่น่าสังเกตว่า...ตัวเลขงบประมาณดังกล่าวยังไม่รวมงบของ “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ” ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักด้านความมั่นคงอีกหน่วยงานหนึ่งที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่ และเพิ่งตั้งกองบัญชาการใหม่เมื่อปีที่แล้ว คือศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศชต.) แหล่งข่าวจาก ส.ส.พรรครัฐบาลที่ติดตามตรวจสอบงบประมาณดับไฟใต้ ให้ข้อมูลว่า วงเงินงบประมาณที่ตั้งไว้ในปี 2554 จำนวน 19,102 ล้านบาทนั้น เทียบกับปีที่แล้วถือว่าเพิ่มขึ้นไม่น้อย กล่าวคือปีงบประมาณ 2553 ตั้งงบประมาณในภารกิจดับไฟใต้เอาไว้ทั้งสิ้น 16,507 ล้านบาท เท่ากับเพิ่มขึ้น 2,595 ล้านบาท ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่าตัวเลข “งบดับไฟใต้” เพิ่มขึ้นมาตลอดตั้งแต่ปีงบประมาณ 2547 จนถึงปีงบประมาณ 2552 กล่าวคือ ปี 2547 จำนวน 13,450 ล้านบาท ปี 2548 จำนวน 13,674 ล้านบาท ปี 2549 เพิ่มเป็น 14,207 ล้านบาท ปี 2550 ขยับขึ้นอีกเป็น 17,526 ล้านบาท ปี 2551 ทะลุไปถึง 22,988 ล้านบาท และปี 2552 อยู่ที่ 27,547 ล้านบาท รวม 5 ปี ใช้งบประมาณไปแล้วทั้งสิ้น 109,396 ล้านบาท หรือตัวเลขกลมๆ 1.09 แสนล้าน และหากรวมปีงบประมาณ 2553 ด้วย ตัวเลขจะอยู่ที่ 1.25 แสนล้านบาท อย่างไรก็ดี “งบดับไฟใต้” ลดลงอย่างฮวบฮาบในปีงบประมาณ 2553 ตัวเลขอยู่ที่ 16,507 ล้านบาท เพราะสถิติ สถานการณ์ความไม่สงบลดลงอย่างเห็นได้ชัด แต่วงเงินงบประมาณกลับมาเพิ่มขึ้นอีกในปี 2554 คือขึ้นไปถึง 19,102 ล้านบาท ซึ่งคงต้องติดตามตรวจสอบต่อไปในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณฯวาระ 2 ว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะชี้แจงอย่างไร และจะมีการตัดลดงบลงหรือไม่ “ที่น่าเป็นห่วงคืองบของ ศอ.บต. (ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้) ซึ่งแทบไม่ได้ตั้งงบไว้ให้เลย โดยอ้างเหตุผลว่ากำลังอยู่ในช่วงปรับองค์กร และร่างกฎหมาย ศอ.บต.ฉบับใหม่ยังอยู่ในสภา(ร่างพระราชบัญญัติบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ....) จุดนี้ทำให้งบเกือบทั้งหมดไปกระจุกตัวอยู่ที่กองทัพและ กอ.รมน.” แหล่งข่าว ระบุ
1.แผนงานแก้ไขปัญหาและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ใช้งบประมาณถึง 8,019 ล้านบาทเศษ
2.แผนงานรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ 574 ล้านบาท
3.แผนงานป้องกันแก้ไขปัญหายาเสพติด 198 ล้านบาทเศษ
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Wednesday, June 2, 2010
ทุ่มงบดับไฟใต้ 8พันล้าน!
78 ปีล้มเหลว บาดแผลลึก!
ที่มา บางกอกทูเดย์ ในเวทีอภิปรายไม่ไว้วางใจนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และ 5 รัฐมนตรีร่วมรัฐบาล เน้นหนักในเรื่อง แผลใจจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมและการสูญเสียในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เน้นการสูญเสียชีวิตที่มีข้อสงสัย ที่เข้าไปช่วยเหลือประชาชนผู้ร่วมชุมนุม เน้นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับพระ ซึ่งมีการปรากฏภาพที่ทำให้อึ้งกันไปทั้งสังคมแน่นอนว่าพรรคฝ่ายค้านมีหน้าที่ในการตั้งคำถาม ในขณะที่รัฐบาลก็มีหน้าที่ ในการชี้แจง ส่วนประชาชนก็ต้องมีหน้าที่ในการรับฟัง และใช้วิจารณญาณ ว่าจะรับฟังเหตุผลของฝ่ายใด ซึ่งไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่ารัฐบาล ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากทหาร จนประชาชนรับรู้กันอย่างค่อนข้างชัดเจนจนยากที่จะปฏิเสธได้นั้น ค่อนข้างที่จะหนักหนาสาหัสไม่น้อย นั่นคือเวทีการเมืองตาม ระบอบประชาธิปไตย ที่พรรคฝ่ายค้านสามารถตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลได้ แต่เวทีที่น่าห่วงไม่น้อยไปกว่ากันในช่วงนี้ก็คือ เรื่องของปัญหาเศรษฐกิจ ที่กำลังออกอาการเหนื่อยมากขึ้นทุกที เพราะแม้ว่านายอภิสิทธ์ จะยังยืนกระต่ายขาเดียวว่าแค่เฉพาะในไตรมาสแรกปีนี้ เศรษฐกิจเติบโตถึง 12% อ้างว่าสูงเป็น อันดับต้นๆ ของภูมิภาค เป็นการขยายตัวที่ถือว่าสูงที่สุดแห่งหนึ่งในโลก อาจรองลงมาจากสิงคโปร์ และอีกบางประเทศในภูมิภาคนี้ แต่เป็นการฟื้นตัวที่เข้มแข็งมาก ยืนยันว่าการส่งออกขยายตัวถึงกว่า 30% การท่องเที่ยวก็ขยายตัวถึงเกือบ 30% การบริโภคภายในประเทศเข้มแข็ง แม้แต่การลงทุนของต่างประเทศก็มี สัญญาณที่ดี นายอภิสิทธิ์บอกว่า ถือได้ว่าการฟื้นตัวใน 3 เดือนแรกของปี เป็นการฟื้นตัวจากศก.โลก ที่ค่อนข้างสมดุลรอบด้าน รายได้จากการเกษตร ท่องเที่ยว และภาคบริการดีขึ้นในทุกๆ ด้าน พร้อมกับยกเหตุผลว่า แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่สงบ และความวุ่นวายเกิดขึ้น ทำให้คาดการณ์ว่าในไตรมาสที่ 2 โดยเฉพาะในเดือนพฤษภาคม และเดือนมิถุนายนนั้น ผลกระทบที่ร้ายแรงที่สุดน่าจะเป็นภาคการท่องเที่ยว และความเชื่อมั่นของพี่น้องประชาชน ดังนั้นแม้การขยายตัวของเศรษฐกิจใน 3 เดือนแรกจะอยู่ที่ 12% ซึ่งประมาณการทั้งปี ก็ยังคาดว่าน่าจะยังโตได้ถึงระดับ 3.5 - 4.5% ปัญหาก็คือ จริงๆแล้ว เศรษฐกิจประเทศไทย ยังไปได้ดีอย่างที่นายอภิสิทธิ์ยืนยันหรือไม่??? เพราะดูเหมือนว่าเสียงร้องระงมของประชาชน และภาคส่วนธุรกิจต่างๆ ยังคงมีอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด นายทวิสันต์ โลณานุรักษ์ เลขาธิการหอการค้าภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ก็ได้มีการออกมาให้ข้อมูลว่า หลังเหตุการณ์จลาจล จนมีผู้เสียชีวิตกว่า 80 คน และบาดเจ็บจำนวนมาก ทรัพย์สินเสียหายย่อยยับนับแสนล้าน ซึ่งหอการค้าภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีการประเมินสถานการณ์ โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีหลายจังหวัดเกิดความรุนแรงประเมินแล้วพบว่า ระบบเศรษฐกิจจะเป็นลูกโซ่ เพราะตอนนี้ในส่วนของ 19 จังหวัดภาคอีสานไม่สามารถสั่งสินค้าได้ เนื่องจากร้านค้าที่เราสั่งของ มีการปิดกิจการ และไม่มีรถขนส่ง เกิดความเสียหายเป็นลูกโซ่เพราะสินค้าในเมืองและในเขตชนบท รับต่อไปอีก ขายของไม่ได้ ซึ่งเป็นวิกฤติการณ์ที่ไม่เคยมีมาก่อน วิกฤติการณ์นี้ ความเสียหายนี้ ที่รัฐบาลประเมินหยาบๆ ประมาณ 9 แสนล้านบาท ในภาคอุตสาหกรรมประเมินไว้ประมาณ 7-8 หมื่นล้านบาท แต่รวมแล้วงานนี้คาดว่าต้องเสียหายนับล้านล้านบาท ส่วนการฟื้นตัว อย่างเซ็นทรัล ใช้เวลา 7 ปีถึงจะสร้างเซ็นทรัลเวิลด์ได้ ถ้าหากคิดถึงเวลาที่เสียไป เงิน และความรู้สึกของผู้คนเขาประเมินว่า เราจะถอยหลังกลับไปสู่การเริ่มต้นอีกอย่างน้อย 20 ปี เพราะเราต้องเรียกความเชื่อมั่นให้กลับคืนมา และที่ สำคัญเขาไม่มั่นใจว่า รัฐบาลจะควบคุมสถานการณ์ได้หรือไม่ วันนี้เป็นบาดแผลที่ร้าวลึกมาก ซึ่งต้องยอมรับว่า คนที่ทำให้เกิดปัญหานี้คือภาคการเมือง เพราะ 78 ปีที่คนไทยสร้างระบอบประชาธิปไตยมา ก็ได้มอบอำนาจให้กับนักการเมืองเข้าไปทำ แต่เมื่อทำแล้วก็ทำไม่ได้ คิดว่าคงจะต้องทบทวนเหมือนกันว่า “เมื่อ นักการเมืองควบคุมสถานการณ์และการบริหารประเทศชาติไม่ได้ เราจะทำอย่างไร ตรงนี้เป็นโจทย์ที่ภาคธุรกิจเอกชนกำลังหารือกันมาก”เลขาธิการหอการค้าภาคตะวันออกเฉียงเหนือกล่าว นายทวิสันต์ ให้ข้อมูลด้วยว่าภาคเอกชนได้สรุปกันว่า จะไม่พูดเรื่องตัวเลขความเสียหาย แต่จะบอกว่าจะต้องรื้อฟื้นความเชื่อมั่น ความมั่นคง และความปลอดภัยของประเทศขึ้นมาก่อน ส่วนการเสียหายเท่าไหร่นั้นเป็นเรื่องที่สอง “ไม่ใช่ว่าบ้านเราจะเอาแต่ขายของ แต่ในบ้านฆ่ากันตาย ฉะนั้นเราต้องเคลียร์เรื่องการฆ่ากันตายก่อน แล้วถึงมาพูดเรื่องการขายของ ซึ่งภาคเอกชนก็เข้าใจส่วนนี้ตรงกัน” ขณะที่การสร้างความปรองดองของรัฐบาลอะไรนั้น นายทวิสันต์ระบุว่า วันนี้คงไม่มีใครเชื่อถือภาคการเมืองแล้ว เพราะมอบมาแล้ว 78 ปี... พอหรือยังสำหรับการให้ทดลองทำงาน 78 ปี แล้วที่ล้มเหลวตลอด ตอนพฤษภาทมิฬเมื่อ 18 ปีก่อน บอกว่าไม่มีฆ่ากันตายแล้ว ตอนนั้น 44 ศพ วันนี้แค่ 3-4 วัน แซงพฤษภาทมิฬไปแล้ว 50 ศพแล้ว ดังนั้นเมื่อไม่มั่นใจว่า เดือนหน้าจะเกิดอะไรขึ้น จึงฝากความไว้วางใจไม่ได้แล้ว “อยากจะเรียกร้องให้คนไทยทรยศต่อระบอบสภาฯ เพราะมัน 78 ปีแล้ว และความวุ่นวายก็เกิดขึ้น พวกเขาไม่ได้แสดงความรับผิดชอบที่ชัดเจน เช่น ออกมาพูดอะไรสักอย่าง หรือลาออก หรือแสดงความเสียใจเราไม่เคยได้ยินเลย มีแต่จะพูดกันเรื่องอะไร ก็ไม่รู้ ฉะนั้นประชาชน โดยเฉพาะภาคธุรกิจ วันนี้เราประเมินแล้วว่า เรารู้สึกไม่ค่อยไว้วางใจในระบบสภาฯ เพราะแก้ปัญหาไม่ค่อยได้ และมองลึกลงไปกลายเป็นผู้ขับเคลื่อนในปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้ โดยจะเห็นว่า มีส.ส.หรือส.ส.สอบตก หรือว่าที่ ส.ส. ขับเคลื่อนกัน เลยกลายเป็นบุคคลที่ควรจะทำหน้าที่สร้างสรรค์ ประเทศ แต่กลับมาทำลายประเทศ” นายทวิสันต์เสนอว่าน่าจะมีรัฐบาลอะไรก็ตามสัก 3-5 ปี เพื่อให้นักการเมืองพักไว้ก่อน ปฏิรูปทุกอย่าง เพื่อแก้ระบบให้ดี และรัฐบาลกลางจะได้มาเรียกความมั่นใจ เพื่อให้โอกาสประเทศเดินต่อไป “วันนี้เราคงไม่ได้พูดว่า นายกฯอภิสิทธิ์จะลาออก หรือสภาจะยุบ เพราะมันเลย เหตุการณ์นั้นไปแล้ว เราเรียกร้องว่าใครก็ตามที่อยู่ในความรับผิดชอบ ต้องออกมาขอโทษประชาชน ออกมารับผิดชอบ ออกมาแสดงตัวว่ามันผิดพลาดอย่างไร แล้วเราช่วยกันแก้ ผมเชื่อว่างานนี้ต้องยอมรับว่า คนที่ผิดพลาดเบอร์ 1 คือ นักการเมือง ระบบการเมืองทั้งหมดโดยเฉพาะนักการเมืองทั้ง 500 ท่าน จะต้องไป พูดคุยกันว่ามันเกิดอะไรขึ้น เพราะเรามอบความไว้วางใจไปทุกจังหวัดแล้วให้ไปทำหน้าที่แต่กลับไปก่อเรื่องก่อราว กลับไม่ควบคุมสถานการณ์ให้เรา” ทั้งหมดเป็นการระบายความอัดอั้นตันใจ ที่ดูเหมือนจะตรงกันข้ามกับความเชื่อมั่นของรัฐบาล กับความเชื่อมั่นของนายกรัฐมนตรีอย่างยิ่งทีเดียว นอกจากมุมมองของ นักธุรกิจและหอการค้าแล้ว ธุรกิจท่องเที่ยวก็เป็นอีกธุรกิจหนึ่งที่อยู่ในภาวะเหนื่อยล้าเช่นกันซึ่งล่าสุดได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการกำหนดมาตรการเยียวยา สร้างความเชื่อมั่นด้านการท่องเที่ยวของไทยขึ้นมาแล้ว โดยนายอรรถชัย บุรกรรมโกวิท ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ให้ข้อมูลว่าจะประชุมผู้บริหาร การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ตัวแทนผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวภาคเอกชน และกระทรวงการคลัง เพื่อกำหนดกรอบการดำเนินการฟื้นฟูและความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวอย่างครบวงจร สำหรับภาคส่วนของการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวของไทยไปยังทั่วโลก ขณะนี้ได้ เสนอเรื่องเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาของบประมาณ 1,600 ล้านบาท ให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยไว้ใช้ ทำประชาสัมพันธ์แล้ว โดยจะมีการเปิดโรดโชว์ ควบคู่กับการมาตรการทางการทูตของกระทรวงการต่างประเทศ โดยจะเร่งประชาสัมพันธ์ทั้งในตลาดไกล คือ ยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตลาดลูกค้าเก่า อย่างออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ที่มีความชอบเที่ยวประเทศไทยเป็นทุนเดิม และตลาดใกล้ อย่างจีน เกาหลี ญี่ปุ่น โดยหวังว่า นักท่องเที่ยวยังคงมีความต้องการเข้ามาท่องเที่ยวในเมืองไทย “หลังรัฐบาลประกาศไม่ต่อเคอร์ฟิวแล้ว ก็เชื่อว่าจะเรียกความเชื่อมั่นกลับมาได้ง่ายขึ้น ก็จะมีการวาง แผนการตลาดในขั้นต่อไป โดยได้เล็งใช้มาตรการปรับลดราคาทัวร์ในไทยลง เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวในระยะสั้น ให้กลับมาเยือนไทยโดยเร็วที่สุด ก่อนที่ธุรกิจท่องเที่ยวในไทยจะล้มเสียก่อน”นายอรรถชัยกล่าว นี่แหละคือสิ่งที่นายกฯอภิสิทธิ์ และรัฐบาลจะต้องตระหนักอย่างเร่งด่วน... ก่อนที่ธุรกิจท่องเที่ยวในไทยจะล้มเสียก่อน
วิเคราะห์ รัฐบาลอภิสิทธิ์ หลังศึกซักฟอก ปรับครม.กลบรอยแตก อยู่ไปแบบไม่เป็นสุข ลุ้นยุบพรรค!!!

หลังจากอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายกรัฐมนตรี กับ 5 รัฐมนตรี 2 วัน 2 คืน สวนดุสิตโพล เผยผลสำรวจว่า ฝ่ายค้านที่คะแนนสูงสุดคือ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.เพื่อไทย ส่วนฟากรัฐบาลที่คะนนสูงสุดคือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
แต่เมื่อโหวตกันจริงๆ ในเช้า วันที่ 2 มิถุนายน พบว่า มีทั้งรัฐมนตรีที่สอบผ่าน และสอบตก !!! ถ้าเป็นการสอบไล่ ต้องสอบผ่าน 50 % คือ 238 คะแนนนั่นเอง
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี มีส.ส.ลงคะแนนไม่ไว้วางใจ 186 เสียง ไว้วางใจ 246 เสียง
นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี มีส.ส.ลงคะแนนไม่ไว้วางใจ 187 เสียง ไว้วางใจ 245 เสียง
นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มีส.ส.ลงคะแนนไม่ไว้วางใจ 187 เสียง ไว้วางใจ 244 เสียง
นายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม มีส.ส.ลงคะแนนไม่ไว้วางใจ 196 เสียง ไว้วางใจ 234 เสียง
นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล ร.ม.ว. กระทรวงมหาดไทย มีส.ส.ลงคะแนนไม่ไว้วางใจ 194 เสียง ไว้วางใจ 236 เสียง
นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ มีส.ส.ลงคะแนนไม่ไว้วางใจ 190 เสียง ไว้วางใจ 239 เสียง
หลังอภิปรายรัฐมนตรีที่ เหงื่อตก คือ นายชวรัตน์ และนายโสภณ ที่ได้รับคะแนนไม่ไว้วางใจสูงถึง 194 และ196 เสียง
มองอีกด้านหนึ่ง นายชวรัตน์ และนายโสภณ ได้คะแนนต่ำกว่ากึ่งหนึ่งคือ 238 ถ้าเป็นนักเรียนก็เรียนว่า"สอบตก" เพราะคะแนนต่ำกว่า 50 %
ส่วน นายกษิต ที่คะแนนไม่ไว้วางใจ 190 คะแนน แม้จะดีกว่า ชวรัตน์ และโสภณ แต่ก็ไม่อาจนิ่งนอนใจ เพราะได้คะแนนเกือบตก สอบผ่านเพียง 1 คะแนน
เบื้องหลังคะแนนที่มากน้อยต่างกัน วิเคราะห์ได้ว่า พรรคร่วมรัฐบาล ประมาณ 5-10 คน ยกมือสวนกับรัฐบาล อย่างแน่นอนที่สุด
เมินเสียงกร้าวของ"เทพเทือก"ที่ลั่นว่า พรรคใดเสียงแตก หัวหน้าพรรคต้องรับผิดชอบ !!!
หัวหน้าพรรคคนแรกที่ลองดีแบบหมูไม่กลัวน้ำร้อนคือ นายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน (พผ.) ที่เปิดให้ลูกพรรคฟรีโหวต ท่าทีของเพื่อแผ่นดินก็คือ ..ใครชี้แจงไม่ชัดเจนก็ไม่ต้องโหวตให้ การให้ท้ายลูกพรรคของหัวหน้า ได้ผลดีเกินคาด เพราะลูกพรรคเพื่อแผ่นดิน ปล่อยอาวุธ เสียบ"ชวรัตน์-โสภณ-กษิต" ทันที
ล่าสุด คาดว่า กลุ่มส.ส. เพื่อแผ่นดิน กลุ่มนายเกษม รุ่งธนเกียรติ ที่ยกมือไม่ไว้วางใจ น่าจะได้แก่ นางมลิวัลย์ ธัญญสกุลกิจ นายกิตติศักดิ์ รุงธนเกียรติ นายสาธิต เทพวงศ์ศิริรัตน์ นายธีรทัศน์ เตียวเจริญโสภา รวมถึงส.ส.กลุ่มไพโรจน์ สุวรรณฉวีในพรรคเพื่อแผ่นดิน ที่เมินประกาศิตของ"เทพเทือก"
หลังปัญหาเสียงแตก นายกฯอภิสิทธิ์ สั่งให้ "เทพเทือก"ไปเช็คเสียงพรรคร่วมรัฐบาลที่ยกมือสวนรัฐบาล และคนที่ต้องมีคำตอบคือ นายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง นั่นเอง
หนึ่งชั่วโมง ถัดมา ปู่จิ้น และ เนวิน ชิดชอบประกาศให้นายกฯตัดสินใจว่าจะเลือก ภูมิใจไทย หรือ เพื่อแผ่นดิน และต้องตัดสินใจเลือกภายในสัปดาห์นี้
แต่นอกจาก เสียงแตกในพรรคเพื่อแผ่นดินแล้ว น่าจะมีส.ส. จากพรรคภูมิใจไทย บางส่วนที่แหกคอก เพราะต้องเข้าใจว่า"ภูมิใจไทย " มีรากมาจากพรรคเพื่อไทย
หลังจากศึกซักฟอกรัฐบาลผ่านไป สิ่งที่จะได้เห็นคือ การปรับคณะรัฐมนตรี อย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น
ชัดเจนที่สุด ออกมาจาก นายชาญชัย ที่แยงลูกในทันทีว่าพรรคภูมิใจไทย น่าจะคืน กระทรวงมหาดไทยให้พรรคประชาธิปัตย์ อีกคนก็คือ พลตรี สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกฯ ที่เสนอว่า รัฐบาลน่าจะปรับครม. เพราะเป็นโอกาสที่ดีที่สุด
ปัญหาก็คือ อภิสิทธิ์ จะยอมให้ "ชวรัตน ณ ชิโนทัย" ทำลายกฎเหล็ก 9 ข้อ จากโครงการฉาว รถไฟฟ้าสายสีม่วง ได้หรือ ?
ปมความขัดแย้งที่ซ่อนอยู่ในพรรคร่วมรัฐบาล มาจาก ประเด็นใหญ่คือ การแย่งชิงงบประมาณอย่างดุเดือด หลายพรรคไม่"แฮปปี้"ที่พรรคภูมิใจไทย กินเค้กก้อนโตกว่าทุกพรรค ไม่ว่าจะงบประมาณไทยเข้มแข็ง หรือ งบลงทุน ในงบประมาณปี 2554 วงเงิน 2.07 ล้านล้านที่กระทรวงคมนาคม กวาดไปกว่า 76,000 ล้านล้าน เรียกว่า อื้อซ่า
"สมบัติ ธำรงธัญวงศ์"อธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เชื่อว่า สไตล์การปรับครม.ของนายอภิสิทธิ์ จะไม่เข้าไปยุ่ง หรือ ล้วงลูกของพรรคร่วมรัฐบาล โดยจะปล่อยให้พรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อแผ่นดิน ตกลงกันเอง ...ใครจะปรับก็บอกมา
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์การเมืองส่วนใหญ่ เชื่อว่า รัฐบาลอภิสิทธิ์ หลังการปรับครม. จะเป็นการปรับก่อนยุบสภา เพราะรัฐบาลจะอยู่ได้ไม่นาน !!!
คนที่กล้าฟันธง อย่างมั่นใจคือ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.เพื่อไทย ที่กล่าวว่า " เขียนใส่ซองไว้ได้เลยว่า รัฐบาลชุดนี้ก็อยู่ลำบาก ...เหนื่อย จะไม่ได้อยู่อย่างสุขสบายหรอก และจากนี้เราก็รอลุ้นเรื่องยุบพรรค"
จริงๆ แล้ว ความยากลำบากของรัฐบาลประชาธิปัตย์ อาจไม่ใช่เรื่อง คดียุบพรรค ที่รอศาลรัฐธรรมนูญ ชี้ขาดในเร็ววันนี้
แต่น่าจะมาจากวิกฤตความแตกแยกในสังคมไทย จากเหตุการสลายการชุมนุม วันที่ 19 พ.ค. เพราะจากการสำรวจความเห็นของหลายสำนักโพลพบว่า คนที่เชื่อข้อมูลของ "จตุพร พรหมพันธ์ -อนุดิษฐ์ นาครทรรพ" และเชื่อถือคลิปของพรรคเพื่อไทยก็มีไม่น้อย โดยเฉพาะความเห็นที่ว่า "รุนแรงเกินไป"
สำคัญกว่านั้น คือ ทั้ง อภิสิทธิ์ และเทพเทือก จะสยบพลังแดงทั้งแผ่นดิน ได้นานแค่ไหน เพราะอย่าลืมกฎธรรมชาติที่ว่า "ยิ่งกดก็ยิ่งดัน"
สำคัญที่สุดคือ ความรุนแรงที่รอวันระเบิดทั้ง 2 นครา !!!
"การุณ-สุนัย"ตะโกนไล่นายกฯ หลังปิดประชุม "ออกได้แล้ว-ทำคนตาย" ซีกรบ.สวน"พรุ่งนี้เตรียมติดคุก"
ที่มา มติชน เมื่อเวลา 10.45 น. วันที่ 2 มิถุนายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทันทีที่นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุมการลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลซึ่งผลปรากฏว่า นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรียังคงอยู่ในตำแหน่งต่อไปนั้น เมื่อนายอภิสิทธิ์ เวชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีทยอยออกจากห้องประชุมด้านหลังบัลลังก์ ขณะที่ภายในห้องประชุม นายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย (พท.) ตะโกนด้วยเสียงดังว่า"ออกไปได้แล้วนายกฯ" เช่นเดียวกับนายการุณ โหสกุล ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย ตะโกนว่า "เป็นนานๆ จะได้ตายเยอะๆ ตอนนี้ตายน้อยไป" อยู่หลายครั้ง ทำให้ นายกรัฐมนตรีหันมามองก่อนที่จะเดินออกจากห้องประชุมไป จากนั้นได้มีเสียงตะโกนตอบโต้ นายเชน เทือกสุบรรณ ส.ส.สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ ว่า "นายกฯ จะอยู่ 2 สมัย" ส่วน นายธานี เทือกสุบรรณ ส.ส.สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ ตะโกนตอบโต้นายการุณว่า "พรุ่งนี้มึงก็จะติดคุกแล้ว"
เปิดชื่อผลโหวตส.ส. ใคร? เสียงแตกไม่ไว้วางใจ พผ."สมเกียรติ"เบี้ยว งูเห่าฝ่ายค้าน"นิคม"หนุน"มาร์ค"
ที่มา มติชน เปิดรายชื่อ ส.ส.ในการลงมติในญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไป นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีเป็นรายบุคลลเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน พบว่า ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลคือพรรคเพื่อแผ่นดิน(พผ.)เบี้ยว ยกมือโหวตสวน ลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี ขณะที่ฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย นายนิคม เชาว์กิตติโสภณ ส.ส.สัดส่วน ยกมือไว้วางใจ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลครั้งนี้มีจำนวนส.ส.ที่ไม่ได้แสดงตนมีจำนวน 9 คน ได้แก่ 1.พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อแผ่นดิน เดินทางไปสวิตเซอร์แลนด์ 2.นายสมชัย ฉัตรพัฒนศิริ ส.ส.นครราชสีมา พรรครวมชาติพัฒนา เดินทางไปต่างประเทศ 3.นายอาคม เอ่งฉ้วน ส.ส.กระบี่ พรรคประชาธิปัตย์ ลาป่วย 4.นายทิวา เงินยวง ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ ลาป่วย 5.นางตรีนุช เทียนทอง ส.ส.สระแก้ว พรรคประชาราช ลาคลอด 6.นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ส.ส.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย ลาป่วย 7.นายสมโภช สายเทพ ส.ส.ลำปาง พรรคเพื่อไทย ไม่ทราบสาเหตุ 8.นายวิเชียร ขาวขำ ส.ส.อุดรธานี ไม่ทราบสาเหตุ และ 9.นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ไม่เสียบบัตรแสดงตน มีผู้ลงมติไว้วางใจ นายอภิสิทธ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จำนวน 245 เสียง ไม่ไว่วางใจ 187 เสียง -ไม่ลงคะแนนเสียง 21 คนซึ่งทั้งหมดเป็นรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย กลุ่มเพื่อนเนวิน 3 คนได้แก่ นายจุมพฏ บุญใหญ่ ส.ส.สกลนคร พรรคประชาราช 2 คน คือ นายจักรกฤษณ์ ทองศรี ส.ส.บุรีรัมย์ พรรคมาตุภูมิ 3 คน ได้แก่ นายนัจมุดดีน อูมา ส.ส.นราธิวาส นพ.แวมาฮาดี แวดาโอะ ส.ส.นราธิวาส รองประธานสภาผู้แทนราษฎรอีก 2 คน คือ นายสามารถ แก้วมีชัย และ พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย ขณะที่ นายนิคม เชาว์กิตติโสภณ ส.ส.สัดส่วน ของพรรคเพื่อไทย ลงมติไว้วางใจนายกรัฐมนตรี ------------------------------------------- นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี - มีผู้งดออกเสียง 11 คน แบ่งเป็น พรรคเพื่อไทย กลุ่มเพื่อนเนวิน 3 คน คือ พรรคมาตุภูมิ 3 คน คือ พรรคประชาราช 1 คนคือ รองประธานสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 2 คนคือ พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย และ นายสามารถแก้ว มีชัย ได้งดออกเสียงด้วย ------------------------------------------------- นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง - งดออกเสียง 12 ทั้งนี้ สำหรับส.ส.ที่งดออกเสียงนั้น ประกอบด้วย พรรคมาตุภูมิ 3 คนได้แก่ นายอารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ ส.ส.สัดส่วน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร 2 คน นายสามารถ แก้วมีชัย และ ---------------------------------------------------- นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
ขณะที่ผลการลงคะแนนจากการตรวจสอบพบว่า มีผู้เข้าร่วมประชุมจำนวนทั้งสิ้น 464 คน
- งดออกเสียงมี 11 คนได้แก่
ร.ต.ปรพล อดิเรกสาร ส.ส.สระบุรี
นายสมบูรณ์ วันไชยธนวงศ์ ส.ส.สัดส่วน
นายสมชัย เจริญชัยฤทธิ์ ส.ส.นครสวรรค์
นายอารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ ส.ส.สัดส่วน
นางฟาริดา สุไลมาน ส.ส.สุรินทร์
พรรคเพื่อแผ่นดิน 1 คน ได้แก่
มีผู้เข้าร่วมประชุมจำนวนทั้งสิ้น 464 คน
มีผู้ลงมติไม่เห็นด้วยกับญัตติไม่ไว้วางใจจำนวน 245 คน
เห็นด้วย 187 คน
- ไม่ลงคะแนนเสียง 21 คน
ซึ่งทั้งหมดเป็นรัฐมนตรี
พรรคเพื่อแผ่นดิน จำนวน 2 คน ประกอบด้วย
นางมลิวัลย์ ธัญญสกุลกิจ ส.ส.สุรินทร์
นายแวมาฮาดี แวดาโอะ ส.ส.นราธิวาส
นายจุมพฏ บุญใหญ่ ส.ส.สกลนคร
ร.ต.ปรพล อดิเรกสาร ส.ส.สระบุรี และ
นายสมบูรณ์ วันไชยธนวงศ์ ส.ส.สัดส่วน
นายนัจมุดดีน อูมา ส.ส.นราธิวาส
นางฟาริดา สุไลมาน ส.ส.สุรินทร์ และ
นายอารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ ส.ส.สัดส่วน
นายจักรกฤษณ์ ทองศรี ส.ส.บุรีรัมย์
อย่างไรก็ตาม มีผู้ออกเสียงสวนมติพรรคจำนวน 2 คน คือ
นายนิคม เชาว์กิตติโสภณ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ที่ลงมติ ไม่เห็นด้วย กับญัตติไม่ไว้วางใจ
ขณะที่ นายสมเกียรติ ศรลัมพ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อแผ่นดิน ลงมติ เห็นด้วย กับญัตติไม่ไว้วางใจ
มีผู้เข้าร่วมประชุมจำนวนทั้งสิ้น 465 คน
มีผู้ลงมติไม่เห็นด้วยกับญัตติไม่ไว้วางใจจำนวน 244 คน
เห็นด้วย 187 คน
-ไม่ลงคะแนน 22 เสียง
โดยทั้งหมดเป็นรัฐมนตรี
พรรคเพื่อไทย กลุ่มเพื่อนเนวิน 3 คน ได้แก่
นายสมบูรณ์ วันไชยธนวงศ์ ส.ส.สัดส่วน
ร.ต.ปรพล อดิเรกสาร ส.ส.สระบุรี และ
นายจุมพฏ บุญใหญ่ ส.ส.สกลนคร เพื่อไทย
นายนัจมุดดีน อูมา ส.ส.นราธิวาส และ
นางฟารีดา สุไลมาน ส.ส.สุรินทร์
พรรคเพื่อแผ่นดิน ที่งดออกเสียง 3 คนได้แก่
นายสมเกียรติ ศรลัมภ์ ส.ส.สัดส่วน
น.พ.แวมาฮาดี แวดาโอะ ส.ส.นราธิวาส และ
นพ.วัลลภ ไทยเหนือ ส.ส.สัดส่วน
พรรคประชาราช 1 คน คือ
นายจักรกฤษณ์ ทองศรี ส.ส.บุรีรัมย์
พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย
นอกจากนี้ มีส.ส.ของพรรคเพื่อไทย ลงคะแนนไม่เห็นด้วยกับญัตติไม่ไววางใจ 1 คนคือ
นายนิคม เชาว์กิตติโสภณ ส.ส.สัดส่วน
มีผู้เข้าร่วมประชุม 465 คน
มีส.สลงมติไม่เห็นด้วยกับญัตติไม่ไว้วางใจจำนวน 239 คน
เห็นด้วย 190 คน
- ไม่ลงคะแนน 21 คนซึ่งทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นรัฐมนตรี
- งดออกเสียง 15 และ ประกอบด้วย
พรรคเพื่อไทย 3 คน ได้แก่
นายนิคม เชาว์กิตติโสภณ ส.ส.สัดส่วน
นายจุมพฎ บุญใหญ่ ส.ส.สกลนคร กลุ่มเพื่อนเนวิน
ร.ต.ปรพล อดิเรกสาร ส.ส.สระบุรี กลุ่มเพื่อนเนวิน
พรรคประชาราช 1 คน คือ
นายจักรกฤษณ์ ทองศรี ส.ส.บุรีรัมย์
พรรคเพื่อแผ่นดิน 6 คน ได้แก่
นางรัชนี พลซื่อ ส.ส.ร้อยเอ็ด
นายพิเชษฐ์ ตันเจริญ ส.ส.ฉะเชิงเทรา
นางมลิวัลย์ ธัญญสกุลกิจ ส.ส.สุรินทร์
นายยุซรี ซูสารอ ส.ส.ปัตตานี
นายแพทย์วัลลภ ไทยเหนือ ส.ส.สัดส่วน
นายแวมาฮาดี แวดาโอะ ส.ส.นราธิวาส
พรรคมาตุภูมิ 3 คน คือ
นายนัจมุดดีน อูมา ส.ส.นราธิวาส
นางฟาริดา สุไลมาน ส.ส.สุรินทร์ และ
นายอารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ ส.ส.สัดส่วน
รองประธานสภาผู้แทนราษฎร 2 คน
นายสามารถ แก้วมีชัย
พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย ใ
สำหรับส.ส.จากพรรคร่วมรัฐบาล ลงมติ เห็นด้วยกับญัตติไม่ไว้วางใจนายกษิต มีด้วยกัน 2 คน เป็น
ส.ส.พรรคเพื่อแผ่นดิน ประกอบด้วย
1.นางจิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศล ส.ส.นครราชสีมา
2.นายสมเกียรติ ศรลัมพ์ ส.ส.สัดส่วน
เลิกกฎหมายกดหัว
ที่มา ข่าวสด
ในที่สุดรัฐบาลและ ศอฉ. ก็ตัดสินใจปล่อยตัวนายสุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ถูกควบคุมเอาไว้ออกมา
หลังจากที่ทนายความประจำตัวนายสุธาชัยระบุว่า การควบคุมตัวไว้นั้นปราศจากการแจ้งข้อหา ไม่มีการสอบสวน และยังตัดขาดการติดต่อกับโลกภายนอก
หลังจากที่คณาจารย์ นิสิต นักศึกษากว่า 300 คนร่วมกันลงชื่อคัดค้านการควบคุมตัว ที่ข้อกล่าวหาไม่ชัดเจน ไม่ดำเนินการภายใต้กฎหมายปกติ เป็นกฎหมายฉุกเฉินที่ขาดความชอบธรรม
และยังถูกปฏิบัติราวกับเป็นผู้ต้องหาอุกฉกรรจ์ขั้นร้ายแรง ไม่อนุญาตให้เข้าเยี่ยมและอ่านหรือรับรู้ข่าวสารข้อมูลตามปกติ
คณาจารย์ นิสิต นักศึกษา ทั้งจากจุฬาลง กรณ์มหาวิทยาลัยและสถาบันวิชาการอื่นๆ ระบุว่า การกระทำของรัฐบาลสะท้อนการคุกคามเสรีภาพทางวิชาการและเสรีภาพในการแสดงความเห็น อันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของ พลเมือง
และประณามการกระทำของรัฐบาลที่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพ รวมทั้งให้ปล่อยตัวนายสุธาชัยโดยไม่มีเงื่อนไข และชี้แจงเหตุผลในการกระทำครั้งนี้ให้ชัดเจน
รวมทั้งระบุด้วยว่า รัฐบาลจะต้องรับผิดชอบต่อความผิดพลาดที่เกิดขึ้นทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นกรณีนายสุธาชัย โดยเฉพาะการใช้กำลังปราบปรามประชาชนอย่างรุนแรง ด้วยการประกาศยุบสภา
คืนอำนาจให้ประชาชนตัดสินใจผ่านการเลือกตั้งใหม่
การใช้อำนาจอย่างเกินขอบเขตโดยปราศจากเหตุผล อันเนื่องมาจากการประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินที่ให้อำนาจกับรัฐบาลอย่างครอบจักรวาล มิได้มีแต่กรณีเฉพาะนายสุธาชัยเท่านั้น แต่ยังมีอีกหลายตัวอย่างด้วยกัน
หากไม่ต้องการให้เกิดการละเมิดสิทธิของประชาชนเกิดขึ้นซ้ำ ก็จะต้องยกเลิกการใช้พ.ร.ก. ฉุกเฉินอันเป็นต้นตอของปัญหานี้โดยเร็ว
เพราะถึงปราศจากกฎหมายเผด็จการดังกล่าว รัฐบาลก็ยังมีอำนาจตามกฎหมายปกติอีกเป็นจำนวนมากในการปกป้องอำนาจของตนเอง
อำนาจและความรับผิดชอบนั้นเป็นสองด้านของเหรียญเดียวกัน
หากปราศจากสำนึกเช่นนี้แล้ว ย่อมเป็นอันตรายยิ่ง
ลักษณะ อนาธิปไตย อนาธิปไตย ในทางความคิด สภาพ ทางการเมือง
ที่มา ข่าวสด
เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 19 พฤษภาคม 2553
แม้ท่วงทีและการยืนหยัดของเธอจะได้รับความสนใจเป็นอย่างสูงจากสื่อและชุมชนเว็บไซต์ระหว่างประเทศ
เป็นเรื่องที่สามารถเข้าใจได้
สามารถเข้าใจได้เหมือนกับชะตากรรมของ อาจารย์สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ แห่งภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ลิดรอนแม้กระทั่งเสรีภาพในการอ่านหนังสือและรับรู้ข่าวสาร
สามารถเข้าใจได้เหมือนกับชะตากรรมของ 6 ศพที่นอนเรียงรายอยู่ภายในวัดปทุมวนารามวรวิหาร
ทั้งหมดนี้คือผลสะเทือนจากการเลือกข้างของ "ผู้คน"
เป็นการเลือกข้างว่า 6 ศพที่นอนเรียงรายอยู่ในวัด หากมิใช่พวกเสื้อแดง ก็ต้องเป็นผู้ที่เอนเอียงหรือเห็นอกเห็นใจพวกเสื้อแดง
ตรรกะก็คือ พวกเสื้อแดง คือ ผู้ก่อการร้าย เผาบ้านเผาเมือง
ดังนั้น ใครที่ยืนอยู่ฝ่ายเดียวกับเสื้อแดง ใครที่มีความเอนเอียงไปทางเสื้อแดง ย่อมเป็นพวกเดียวกันกับผู้ก่อการร้าย
โดยไม่ยอมรับรู้ว่า 6 ศพที่นอนเรียงรายอยู่ในวัดเป็นคนไทย
หรือหากยึดตามบรรทัดฐานของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ออกมาสรุปและแสดงความรู้สึกต่อการสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551
ก็ต้องยอมรับว่า 6 ศพที่นอนเรียงรายอยู่ในวัดล้วนเป็น "คน"
แปลกที่ไม่เพียงแต่สื่อกระแสหลักจะมองข้ามและไม่มองเห็นความสำคัญแม้ว่า 6 ศพที่นอนเรียงรายอยู่ในวัดก็เป็นคน
แม้กระทั่งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติก็มิได้มองว่าพวกเขาเป็น "คน"
สําเหนียกกันหรือยังว่า การแยกขั้ว แบ่งข้าง ในทางความคิดที่เกิดขึ้นและดำรงอยู่ภายในสังคมประเทศไทยของเรานั้นลึกซึ้งและน่ากลัวเป็นอย่างยิ่ง
ความเคียดแค้น ชิงชัง แพร่ลามออกไปราวกับโรคระบาด
กรมสอบสวนคดีพิเศษ เมื่อได้อาวุธพ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินอยู่ในมือก็พร้อมจะสะบัดกวัดแกว่ง โดยลืมนึกถึงบทเรียน
ในกาลอดีตว่าอาการสะบัดกวัดแกว่งเช่นนี้ก็เคยมีคนทำเมื่อมีพ.ร.บ.คอมมิวนิสต์อยู่ในมือมาแล้ว
และผลสะเทือนที่เกิดขึ้น ติดตามมาเป็นอย่างไร ก็ล้วนรับรู้กันมาอย่างถ้วนหน้า
ในนามแห่งกฎหมาย ในนามแห่งความเป็นคนดี ในนามแห่งการเป็นผู้กุมอำนาจตามกฎหมาย ทุกฝ่ายต่างใส่เกียร์เดินหน้าโดยไม่คำนึงถึงอารมณ์และความรู้สึก
อารมณ์และความรู้สึกในความเป็นคน และในความเป็นคนไทย
การเลือกข้างตามอารมณ์และความรู้สึกจึงดำเนินไปอย่างกว้างขวาง 2 หู 2 ตาจึงพร้อมจะเปิดรับเฉพาะฝ่ายเดียวกับตน 2 หู 2 ตาจึงพร้อมจะปัดปฏิเสธจากฝ่ายที่มิใช่พวกของตน
การล้างแค้นและหลั่งเลือดจึงกลายเป็นภักษาหารยอดนิยมภายในสังคม
ในที่สุดแล้วสภาพการณ์และสถานการณ์อันเกิดขึ้นและดำรงอยู่สะท้อนความเป็นจริงอะไร
สะท้อนความเป็นจริงว่าสังคมขาดไร้ที่พึ่ง สะท้อนความเป็นจริงว่าสังคมไม่มีหลักยึดมั่นอันน่าเชื่อถือได้ สะท้อนความเป็นจริงว่าสังคมต่างคนต่างเป็นใหญ่ไม่มีใครฟังใคร
นี่คืออนาธิปไตยในทางความคิด นี่คืออนาธิปไตยในทางการเมืองที่ดำรงอยู่
ไม่แตกต่าง
ที่มา ข่าวสด
ศึกซักฟอกรัฐบาลเข้มข้น เมื่อพรรคเพื่อไทยงัดข้อมูลทั้งภาพและคลิปเล่นงานรัฐบาล
ประเด็นหลักๆ คือเรียกร้องให้รัฐบาลรับผิดชอบการสูญเสียชีวิตของประชาชน 88 ศพ และบาดเจ็บอีกเกือบ 2 พันคน
เป็นการสูญเสียที่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเกิดขึ้นจากการส่งทหารเข้าสลายการชุมนุม
ฝ่ายค้านเรียกร้องให้นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และรองนายกฯนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้สั่งการ ต้องรับผิดชอบจากการสูญเสียที่เกิดขึ้นด้วย
ข้อมูลการอภิปรายของฝ่ายค้านมีหลายเรื่องที่ตีแผ่ออกมาแล้วสะเทือนใจ
เช่น การเสียชีวิตของคนเสื้อแดงที่ถูกซุ่มยิง การสังหารหมู่ 6 ศพภายในวัดปทุมวนาราม และการจับพระสงฆ์หลายรูปขังเรือนจำ
แต่การแก้ต่างแก้ตัวของรัฐบาลก็เหมือนเดิม
นายสุเทพระบุว่าที่อยู่บนรางรถไฟฟ้าบีทีเอสเป็นพวกโจรผู้ร้าย และที่โดนจับยัดคุกเป็นแค่คนห่มผ้าเหลือง
เหมือนกับที่ศอฉ.ออกมาแถลงตลอดว่า ไม่ใช่ฝีมือทหารยิงประชาชน แต่เป็นกลุ่มติดอาวุธ เป็นผู้ก่อการร้าย
ตามมาด้วยภาพการแถลงข่าวการจับอาวุธสงครามจำนวนมากที่ศอฉ.ระบุว่ายึดมาได้จากเวทีการชุมนุม ยึดมาได้จากวัดปทุมฯ และยึดมาได้จากสถานที่ต่างๆ ที่มีการตรวจค้น
ทำให้นึกถึงคำสัมภาษณ์ของนายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล เมื่อสองวันก่อน
นายสมศักดิ์ระบุว่า
"เห็นทีวีทุกช่องแพร่ภาพการแถลงข่าวจับอาวุธสงครามของศอฉ.แล้วพานนึกถึงการแถลงข่าวของดร.อุทิศ นาคสวัสดิ์ เมื่อตอนเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ครั้งนั้นมีการโชว์อาวุธร้ายแรง บอกถึงคนต่างชาติที่มาร่วมเหตุการณ์โดยเฉพาะคนญวน การพบอุโมงค์ขุดลอดแม่น้ำเจ้าพระยาในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยทั้งหมดเป็นฝีมือของพวกคอมมิวนิสต์ การแถลงข่าวเมื่อปี 2519 กับปี 2553 คล้ายๆ กัน ให้ความรู้สึกเหมือนกัน แตกต่างกันตรงที่คอมมิวนิสต์กับผู้ก่อการร้าย"
ย้อนกลับไปเหตุการณ์เดือนตุลาปี 19 เผด็จการในตอนนั้นใช้ชมรมวิทยุเสรีกล่าวหานักศึกษาเป็นคอมมิวนิสต์ ต้องการล้มล้างสถาบัน
โดยมีวิทยุยานเกราะเป็นแม่ข่าย
มีแนวร่วมอาทิ กลุ่มนวพล กลุ่มกระทิงแดง ฯลฯ
การบิดเบือนในยุคนั้นไม่แตกต่างไปจากสิ่งที่ศอฉ.ทำในยุคนี้
นักศึกษาในปี 19 โดนกล่าวหาเป็นคอมมิวนิสต์
นปช.ในปี 53 โดนกล่าวหาเป็นผู้ก่อการร้าย
มีการสูญเสียชีวิตจำนวนมากจากการปราบปรามของอำนาจรัฐเช่นเดียวกัน
นายกฯอภิสิทธิ์รู้ดีว่ายังไงก็ชนะโหวตในการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้แน่นอน
แต่ต้องไม่ลืมว่าไม่มีรัฐบาลไหนอยู่ได้
หลังจากปราบปรามประชาชนจนมีคนล้มตายมากขนาดนี้
สภาเดือดกลางดึก-"จตุพร"ปะทะ"เทือก"
ที่มา ข่าวสด
การประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจทั่วไป เพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ในวันแรก 31 พ.ค. เป็นการอภิปรายข้ามคืนจนเข้าสู่เช้าวันที่ 1 มิ.ย. ไฮไลต์สำคัญ อยู่ที่การอภิปรายของ นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำนปช. และการชี้แจงของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ มีเนื้อหา ดังนี้
จตุพร พรหมพันธุ์
ส.ส.สัดส่วน เพื่อไทย แกนนำ นปช.
ที่ถามว่าจะปรองดองกับผู้ก่อการร้ายได้หรือไม่ ก็ต้องเอาใจเขาไปใส่ใจเรา ว่าแล้วจะให้ปรองดองกับฆาตกร ที่สังหารคน 88 ศพ บาดเจ็บเกือบ 2 พันคนได้หรือไม่
ผมขอทวงความเป็นธรรมให้กับผู้เสียชีวิต เพราะมีขบวนการสร้างภาพว่าคนที่เสียชีวิตสมควรตายแล้ว เพราะไปเผาห้างสรรพสินค้าหลายจุด ทั้งที่ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เสียชีวิตก่อนการเผาห้างสรรพสินค้า และประโคมข่าวผ่านสื่อของรัฐบาล ให้เห็นความสำคัญของตึกมากกว่าชีวิตของประชา ชน หรือคนเหล่านี้ไม่มีค่า เพราะไม่ได้นามสกุลเวชชาชีวะ หรือเทือกสุบรรณ
การที่ระบุว่า พวกผมพาคนมาตาย ต้องถามว่าถ้าผมพาคนมาแล้วใครฆ่าให้ตาย หรือเป็นเพราะพวกผมพามาให้พวกท่านฆ่า
มีการปลุกระดมทุกวันว่า กลุ่มผู้ชุมนุมที่มาเรียกร้องอำนาจอธิปไตยโดยให้นายกฯ ยุบสภา เป็นพวกล้มสถาบัน ก่อการร้าย และมีอาวุธร้ายแรง ใช้แผนผังของศอฉ. ระบุว่า เป็นกลุ่มล้มสถาบัน
แต่กรณีนายพิชา วิจิตรศิลป์ แจ้งความดำเนินคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ เหตุใดคณะกรรมการคดีพิเศษไม่พิจารณาให้เป็นคดีพิเศษ หรือกรณีของดา ตอร์ปิโด ที่ถูกศาลสั่งจำคุก แต่กรณีของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ที่เอาคำพูดของดา ตอร์ปิโด ไปพูดซ้ำคดีจึงล่าช้า
การกล่าวหาใครว่าล้มสถาบันไม่มีหลักฐานอะไร เอาชื่อใส่แล้วรวมว่าเขาล้มสถาบัน รัฐบาลพยายามใช้สถาบันเป็นเครื่องมือเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง ซึ่งไม่สมควรอย่างยิ่ง เอาสถาบันมาเป็นเครื่องมือกับปฏิปักษ์ ซึ่งเป็นคนไทยเหมือนกัน และใช้เป็นเหตุผลหลักในการสั่งฆ่าประชาชนผู้ชุมนุม
คำว่าก่อการร้ายเองก็เกิดมาหลังจากเหตุการณ์วันที่ 10 เม.ย. จนนายอภิสิทธิ์ ไปพูดในที่ประชุมพรรคขอบอกขอบใจในโชคดีที่ไปเจอชายชุดดำเข้า ครั้งแรกจะระบุว่า คนชุดดำเป็นคนฆ่าประชาชน
แต่ก็กลัวว่าจะไม่มีผู้ร้าย จึงกลับมาว่าชายชุดดำเป็นแนวร่วมของคนเสื้อแดง เป็นคนฆ่าทหาร แล้วอย่างนั้นผู้ชุมนุมที่เสียชีวิตใครฆ่า ส่วนชายชุดดำเป็นใครก็ตามเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องจับกุม รวมถึงคนที่สังหารประชาชนด้วย
หลังจากการบาดเจ็บล้มตายของประชาชน แล้วยื่นเรื่องแผน ปรองดองมา นปช. จึงหารือกันว่าจะเอาอย่างไร เมื่อไม่มีใครต้อง การให้เกิดการสูญเสียอีก ก็พร้อมที่จะปรองดอง และยอมรับวันเลือกตั้ง 14 พ.ย.
แต่ที่สะดุดไปเพราะมีการตายกว่า 20 ชีวิต บาดเจ็บอีก 800 กว่าคน จึงขอไม่ให้นิรโทษกรรม แต่ให้นายกฯ และรองนายกฯ เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเช่นเดียวกัน 
หากนายสุเทพไม่เห็นแก่ตัว จะไม่มีผู้บาดเจ็บล้มตายอีกมากมายเช่นนี้
ข้อกล่าวหาที่ว่าก่อการร้าย ก็มาจากคำปราศรัยทั้งหมด ทั้งให้ไปรวมตัวที่ศาลากลาง หากจอพีเพิลแชนแนลดับ หรือมีการยึดอำนาจ ก็ให้เผาทั่วประเทศได้เลย ทั้งที่เป็นการพูดกรณียึดอำนาจ และพูดก่อนการชุมนุมนานมาแล้ว
เมื่อข้อมูลเหล่านี้มีไม่พอจึงต้องเพิ่มเชื้อไฟ ในเรื่องของอาวุธต่างๆ แต่ผู้เสียชีวิตมีอาวุธอยู่ด้วยหรือไม่ หรือพวกผมเอาอาวุธไปฝากไว้วัดปทุมวนาราม แล้วเอามือเปล่าไปสู้ หรือเวลาสู้กับทหารใช้หนังสติ๊ก บั้งไฟ แต่เวลายิงพวกเดียวกันเองใช้สไนเปอร์ หรืออย่างไร
รวมทั้งเรื่องการเผา มีเพียงศาลากลาง 4 แห่งเท่านั้นที่จับผู้ต้องหาได้ แต่ไม่ว่าจะเป็นเซ็นทรัลเวิลด์ เซ็นเตอร์วัน ธนาคารกรุงเทพ กสิกรไทยหลายแห่ง จึงจับใครไม่ได้ ดังนั้นจึงคิดว่าพวกท่านเผากันเอง
รัฐบาลละเลยการชันสูตรพลิกศพของผู้เสียชีวิต เพื่อต้องการใช้ข้อหาก่อการร้ายทำให้ท่านพ้นผิดในข้อหาบงการ ใช้จ้างวานฆ่า และพยายามฆ่าอีกกว่า 2,000 ชีวิต และพยายามใส่ร้ายว่าเป็นผู้ก่อการร้าย
ดูรูปของผู้เสียชีวิตที่มีทั้งผู้หญิงท้อง อาสาสมัคร ซึ่งไม่มีอาวุธอยู่เลย และหากเป็นผู้ก่อการร้าย กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จ่ายเงินช่วยเหลือได้อย่างไร
แล้วกรรมการที่ตั้งขึ้นมาสอบสวนคดีก่อการร้าย จะเชื่อมั่นได้หรือไม่ว่าจะมีความเป็นกลาง หรือเป็นผู้ที่อยู่ในข่าวที่เคยสั่งไม่ฟ้องเรื่องส.ป.ก. 4-01
สุเทพ เทือกสุบรรณ
รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง
มีคนไทยหลายล้านคนถามว่าหัวใจของนายจตุพร ทำด้วยอะไรถึงโหดเหี้ยมขนาดนี้ เพราะถ้าไม่โหดเหี้ยมเข้ากมลสันดานคงไม่รับจ้างคนมาทำให้เกิดความแตกแยกในสังคม ของชนชั้นได้อย่างนี้ รับอามิสสินจ้างจากนายเก่า โหยหาอำนาจให้นายเก่า
ไม่มีครั้งไหนมีการแบ่งงานเป็นระบบอย่างนี้ แบ่งงานในทางการเมือง ใช้ประชาชนที่ต้องการความเป็นธรรมมาเป็นเครื่องมือ แบ่งงานให้กลุ่มสร้างสถานการณ์
อย่างเหตุการณ์ที่คอกวัว ไม่ใช่เรื่องที่รัฐบาลสร้างฉากขึ้น มีแต่พวกที่ใจดำหยาบช้าอำมหิตที่สร้างฉากขึ้นได้ เพราะสังหารแม้พวกเดียวกัน จึงถือว่าโหดเหี้ยมอำมหิตจริงๆ
แบ่งงานกันทำ มีฝ่ายการเมือง มีฝ่ายออกทุน จ้างวาน ขุดกากเดนมนุษย์มาเป็นทหารนิรนาม ก่อการร้ายแฝงตัวอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุม
นายจตุพร ตั้งประเด็นหลายข้อและพูดจาให้เห็นว่านายกฯ ตนและผู้ที่ทำงานให้บ้านเมืองเป็นผู้ข่มเหงรังแกคนเสื้อแดง แต่ทั้งหมดมาจากกระบวนการที่เตรียมการมาเป็นอย่างดี มีนายจตุพร อยู่ในขบวนการนั้น
ผมไม่ได้ยัดข้อกล่าวหาให้เลย แต่เป็นลักษณะที่พวกท่านทำและทำกันมาหลายเดือน จึงต้องให้กรมสอบสวนคดีพิเศษทำเป็นคดีพิเศษ ทำเป็นคดีอาญาธรรมดา ไม่สามารถไล่ล่าขบวนการนี้ได้ ผมใช้คำว่าไล่ล่าเฉพาะเจาะจงกับผู้ก่อการร้ายอย่างนายจตุพร เท่านั้น ไม่ใช่กลุ่มผู้ชุมนุมที่เข้ามาร่วม
คลิปภาพที่คุณจตุพร เอามาเปิด เห็นทหารเอากระบองตีคนเสื้อแดง ให้คนไปดูแล้วยอมรับว่าทหารเมื่อเห็นเพื่อนเสียชีวิตต่อหน้าต่อตา และคนทำร้ายอยู่ใกล้ๆ ก็ต้องมีอารมณ์บ้าง แต่ที่เสียงดังเป็นการตีลูกกรงของห้องแถวและมีคนห้าม ไม่ใช่ทุบตีทำร้ายจนแน่นิ่งเหมือนที่นายจตุพร สร้างบทขึ้น
ผมจะให้สอบสวนว่าเจ้าหน้าที่ทำอย่างนั้นได้อย่างไร ยอมรับว่าเจ้าหน้าที่หลายหมื่นคนมีคนทำตามอารมณ์ไปบ้าง ก็เสียใจ แต่นั่นไม่ใช่อารมณ์คนส่วนใหญ่ จึงต้องขออภัยให้กับคนที่มาทำหน้าที่ให้กับบ้านเมืองด้วย
ถามว่าทำไมไม่มีปืนในมือผู้ก่อการร้าย คนเหล่านี้ฝึกมาดีและเวลาปะทะกับเจ้าหน้าที่อยู่ห่างไกล เจ้าหน้าที่ไม่ได้เข้าเคลียร์ในทันที พวกเดียวกันก็เอาอาวุธหนีไป
ที่บอกคนตายทั้งหมดก่อนไฟไหม้ อยากสื่อสารอะไร จะบอกว่าเผาบ้านเผาเมืองหลังจากที่มอบตัวแล้ว ผมไม่รู้ว่ากระบวนการสอบสวนจะเป็นอย่างไร แต่พวกของคุณพูดจาให้เผาบ้านเผาเมืองหลังสิ้นสุดการชุมนุม แม้จะยุติชุมนุมก็บอกว่าการต่อสู้ยังไม่จบ ให้ทำอย่างอิสระ ก็พอรู้ว่าแกนนำต้องการอะไร
ได้ดูฉากที่คุณจตุพร ประกาศยุติชุมนุม พี่น้องประชาชนอยากสู้ต่อ ผมเห็นการทอดทิ้งมวลชนอย่างน่าละอายที่สุด เห็นการแตกตื่นของคุณจตุพร 2 หน คือ ครั้งประกาศยุติการชุมนุม และครั้งที่ปราศรัยอยู่แล้วมีเสียงดัง ก็หงายลงเวทีไปเลย คุณจตุพรไม่ได้ร่วมเป็นร่วมตาย แต่มีโอกาสเมื่อไหร่ก็ไปก่อนทันที
บอกว่าผมและคณะพยายามยัดเยียดข้อ หาล้มสถาบัน คณะกรรมการพิจารณาคดีพิเศษตัดสินเอาเรื่องนี้มาเป็นคดีพิเศษ เพราะเป็นความผิดต่อความมั่นคงของรัฐ ที่มุ่งตรงสู่สถาบันและดำเนินการเป็นระบบ มีทั้งฝ่ายปฏิบัติ ให้ความคิด ออกเงิน
ประมวลหลักฐานว่าไม่ได้ต่างคนต่างทำโดยอิสระ แต่ทำเป็นขบวนการ บางพวก ออกทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ บางพวกออกทางสื่อสิ่งพิมพ์ บางพวกขึ้นปราศรัยบนเวทีของคนเสื้อแดง หลายครั้ง หลายคน หลายวาระ
เอาคนอย่างพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ มาเป็นตัวอย่าง บอกว่าเป็นนายกฯ เป็นนายทหารชั้นผู้ใหญ่ เป็นอดีตปลัดยุติธรรม เพื่อให้ประชาชนหลงผิดว่าคนเหล่านี้ไม่น่าเป็นผู้ล้มสถาบัน
ข้อกฎหมายคงพูดไม่ได้ แต่ถ้าเป็นคนไทยที่ติดตามพฤติกรรมของพล.อ.ชวลิต ก็มีความสงสัยว่าคนอย่างพล.อ.ชวลิต เคยมีตำแหน่งใหญ่โต มีเครื่องราชทุติยาภรณ์พระจอมเกล้า เป็นราชองครักษ์พิเศษ เกษียณอายุแล้วก็ยังมีฐานะเป็นราชองครักษ์
พล.อ.ชวลิต ไม่ทราบหรือว่าพวกนายจตุพร ทำความผิดหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ อย่างเชื่อมโยงกัน แล้วถ้ารู้ทำไมไม่มาห้ามปรามแต่ยังขึ้นเวทีกับคนเหล่านั้น นี่คือเหตุผลข้อเดียวที่ต้องการเชิญมาที่ศอฉ. ยังไม่ได้คิดตั้งข้อกล่าวหา
ส่วน วีระ มุสิกพงศ์ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ คุณจตุพร นั้นไม่สงสัย แต่เชื่อว่าในกมลสันดานจริงๆ มีความคิดอย่างนี้อยู่ เพราะเคยเห็นในบทความในเอกสารต่างๆ
ถ้าคนๆ เดียวกระทำความผิดก็ว่าไปตามอาญา แต่ที่คณะกรรมการคดีพิเศษเอามาเป็นคดีพิเศษ เพราะมีการกระทำเป็นขบวนการในการล้มล้างสถาบัน นี่คือเหตุผลว่าคดีใดเป็นคดีพิเศษ คดีใดเป็นคดีอาญาปกติ
คุณจตุพร ไปอ้างว่าเหตุการณ์วันที่ 10 เม.ย. มีผู้ก่อการร้าย 4 คน ไม่เข้าใจว่าไปเอามาจากไหนว่ามี 4 คน ผมเชื่อว่ามีมากกว่านั้น ซึ่งต้องสืบสวนสอบสวนต่อไป
ผู้ก่อการร้ายสวมชุดไอ้โม่ง เสื้อเขียนไว้ว่าการ์ดนปช. คลุมหน้าอยู่ ไปยิงที่คอกวัวมีปืนเอ็ม 79 เอ็ม 16 นี่เป็นเพียงชุดหนึ่ง คนเสื้อแดงจับได้เพราะไม่รู้ว่ามีไอ้โม่งเข้ามาอยู่ด้วย ระหว่างชุลมุนอยู่มีตำรวจเราคนหนึ่งจับกุมตัวได้ และได้ปืนเอ็ม 79 มากระบอก จนไอ้โม่งถอดผ้าคลุมหน้าแล้วบอกว่ามาช่วยเสื้อแดง
บอกว่าหากสั่งให้คนหยุดปฏิบัติการเวลามืดค่ำจะไม่มีคนตาย ทหารหยุดปฏิบัติการแล้วแต่ถอนตัวออกมาไม่ได้ เพราะแกนนำปลุกระดมให้ไปล้อมทหารทั้งหน้าหลัง และระดมยิงเอ็ม 79 ทั้งหมด 15 นัด ปืนเอ็ม 16 ใส่ด้วย ทำให้มีผู้บาดเจ็บและตาย
วันนั้นมีทหารตาย 5 ราย ประชาชนตาย 21 ราย ถูกยิงที่ศีรษะ เชื่อว่าเป็นฝีมือไอ้โม่งที่ซุ่มยิงจากบนหลังคาตึก เพราะพื้นที่ตึกสูงถนนราชดำเนินเจ้าหน้าที่เข้าไปไม่ได้ แต่อยู่ในการควบคุมของกลุ่มผู้ชุมนุมเป็นเวลานานแล้ว
พูดเรื่องรัฐบาลมาโดยไม่ชอบธรรม ความชอบธรรมคือคุณต้องชนะอย่างเดียวใช่หรือไม่ ถ้าแพ้ไม่ใช่ความชอบธรรมใช่ไหม ถ้าไม่ได้พวกเดียวกันมาสืบทอดอำนาจรักษาผลประโยชน์ของนายเก่า ก็ต้องเอาให้บ้านเมืองเสียหายย่อยยับเลยหรือ ขอยืนยันว่านายอภิสิทธิ์ได้รับเลือกมาอย่างถูกต้อง ชอบธรรม ตามระบบรัฐสภา แต่ไม่ใช่พวกของนายจตุพรเท่านั้น
อ้างว่าเรื่องแผนปรองดอง แต่พวกผมต้องเข้ากระบวนการยุติธรรม อ้างว่าผมและนายกฯ สั่งฆ่าประชาชน ผมก็เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมโดยไม่มีข้อแม้ แต่ยังไม่ถูกใจคุณจตุพร และพรรคพวก คนไปร้องเรียนที่กรมสอบสวนคดีพิเศษก็ต้องไปรับทราบข้อกล่าวหาที่นั่น ที่ไม่ถูกใจก็เพราะกรมสอบสวนไม่ควบคุมตัวผมเป็นผู้ต้องหา
เมื่อผมมีตำแหน่งทางการเมืองเขาก็ต้องสอบสวนและส่งให้ป.ป.ช. ซึ่งจะตัดสินว่าผมกระทำความผิดหรือไม่ ถึงตอนนั้นถึงจะมีการควบคุมตัวหรือไม่ คุณจตุพรก็ทราบดีแต่เอาไปพูดว่าผมมีเล่ห์เหลี่ยมมีชั้นเชิง
เอาเรื่องนี้เป็นเงื่อนไขปฏิเสธขอเสนอปรองดอง กล่าวหาถ้าผมและนายกฯ ไม่เห็นแก่ตัว คนไม่ตายมากขนาดนี้ นายกฯ เสนอแผนปรองดอง คนเห็นด้วย คุณจตุพร กลับเอาเงื่อนไขไปมอบตัวของผมมากล่าวอ้าง อย่างนี้ใจแคบและใจดำกับคนไทยมากไปหรือเปล่า
คุณจตุพร พูดจาในที่ต่างๆ หากปราบปรามคนเสื้อแดงเมื่อไหร่ให้คนเสื้อแดงไปรวมตัวที่ศาลากลาง บางคนบอกให้เอาน้ำมันใส่ขวดที่ทำเป็นระเบิดเพลิงไปด้วย ฟังเป็นอย่างอื่นไม่ได้
ปลุกคนไปศาลากลาง ปลุกระดมให้เผาบ้านเมือง ปลุกให้คนออกมาฆ่ากัน นี่ก็สมควรได้รับข้อกล่าวหาก่อการร้ายแล้ว
ตามหมาย 'จับตาย'?
ชวรัตน์ - โสภณอย่างน้อยก็ได้ฟัง "ความจริงอีกด้าน" ที่ฝ่ายคนเสื้อแดงไม่มีโอกาสได้แถลงออกอากาศทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย
ในฉากตลาดสดยามเช้าที่แสนจะวุ่นวาย เต็มไปด้วยเสียงด่า เสียงโห่ฮา
เริ่มจากส.ส.ฝ่ายค้านโวยสถานีโทรทัศน์เอ็นบีทีเล่นตุกติกทำจอดำ ภาคอีสานบางจังหวัดดูการถ่ายทอดสดอภิปรายไม่ไว้วางใจไม่ได้ ขณะที่นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกฯ คุมสื่อรัฐ นั่งคุยโทรศัพท์หน้าดำคร่ำเครียดก่อนลุกขึ้นชี้แจงว่า เป็นเรื่องขัดข้องทางเทคนิคเกี่ยวกับระบบดาวเทียม
ที่แน่ๆ เลนส์ซูมกล้องทีวีช่อง 11 น่าจะเสีย เพราะไม่มีการโคลสอัพคลิปวีดิโอและรูปที่ฝ่ายค้านนำมาโชว์กลางสภาแม้แต่ช็อตเดียว
ไหนจะเกมยื้อยุดฉุดกระชากการนำเสนอคลิปวีดิโอ ภาพนิ่งเหตุสลายกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดงฝ่ายค้านดาหน้าถล่มรัฐบาลสั่งฆ่าประชาชน ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แท็กทีมกับ "เทพเทือก" นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ โยนเป็นฝีมือ "ไอ้โม่งชุดดำ" ซัดแกนนำม็อบนปช.พาคนมาตาย
โต้กันช็อตต่อช็อตไม่ลดละ ชนิดที่ทีมองครักษ์ของพรรคประชาธิปัตย์ตั้งหน้าตั้งตาประท้วงแบบกัดติดจนถึงขั้นลมใส่ วูบคาสภา
แต่สุดท้ายเลย "89 ศพ" ก็ยังไร้ข้อสรุปว่า ใครต้องรับผิดชอบ
แน่นอนโดยประเด็นรัฐบาลใช้กองกำลังทหารสลายกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดงจนมีคนตายจำนวนมาก ตามกระแสก็อย่างที่คนของพรรคเพื่อไทยเองยังกลัวว่าจะเป็นดาบสองคม เพราะทางหนึ่งฝ่ายค้านก็ได้คิวพูดความจริงอีกด้านแทนคนเสื้อแดง แต่อีกมุมหนึ่ง ฝ่ายรัฐบาลเองก็จะได้เคลียร์กันแบบซีนต่อซีน
จึงเป็นเรื่องที่ชาวบ้านจะประมวลข้อมูลทั้งสองด้าน ใช้วิจารณญาณกันเอง
ที่แน่ๆมันคงไม่ได้จบแค่ในเวทีสภา เพราะล่าสุดสำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ว่าจ้างทนายความต่างชาติ เพื่อให้นำคดีสังหารประชาชนขึ้นสู่ศาลโลก
ตามเกมต้องลุยกันอีกหลายยก
แต่ที่แว่วๆว่าจะจบกันเลยในยกนี้ คิวพลิกผันมันอยู่ที่คิวทุจริตคอรัปชัน
โฟกัสไปที่ยี่ห้อ "ภูมิใจไทย" ทั้งคิวของ "ปู่จิ้น" นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย และนายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม โดน "สารวัตรเหลิม" ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง กระบี่ มือหนึ่งของฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย ล็อกเป้าถล่ม
ตามหมาย "จับตาย"
และตามสัญญาณที่พรรคเพื่อแผ่นดินส่งคลื่นความถี่สูงล่วงหน้า จะไม่ยกมือโหวตให้รัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย
ไม่ว่าเบื้องหลังเบื้องลึกจะมีอะไรคาใจกันเป็นทุนเดิม
แต่ที่แน่ๆ การยกเหตุคอรัปชัน ไม่ปล่อยให้ประเทศชาติเสียหายอีกต่อไป ก็ถือเป็นข้ออ้างตามเอกสิทธิ์ ส.ส. ได้แบบเต็มปากเต็มคำ ในการรักษาผลประโยชน์ของประชาชน
ลูกเข้าทางบาทา แปตามน้ำได้นิ่มๆ
ลุ้นหวย "ปู่จิ้น-โสภณ" จะหายกี่แต้ม
ตามจังหวะเข้าด้ายเข้าเข็ม ห้วงเวลา 2 สัปดาห์หลังคิวโหวตอภิปรายไม่ไว้วางใจ ผลจากตัวเลขคะแนนที่ออกมาไม่เท่ากัน จะเข้าโปรแกรมพอดีกับคิวที่นายกฯอภิสิทธิ์ "เคาะกะลา" ปรับคณะรัฐมนตรี
วัดดวงใครจะอยู่ใครจะไป ฝุ่นตลบอบอวลแน่
เฉพาะศึกชิงเก้าอี้ในพรรคประชาธิปัตย์ด้วยกันเองก็มีหวังล่อกันเละ
เล็งไปที่รัฐมนตรีในคาถาของ "เทพเทือก" มีหวังโดนเจาะยางไล่ที่
ตามจังหวะที่ลูกพี่กำลังอ่อนแรง เสียงในพรรคชักไม่ค่อยดัง
เช่นเดียวกับคิวของยี่ห้อ "เนวิน ชิดชอบ" ที่งานนี้มีหวังโดนตัดกำลังลงไปอื้อ แต่ตามเกมก็ต้องยื้อโควตาของตัวเองเอาไว้สุดแรง ยังไงก็ไม่ปล่อยกระทรวงมหาดไทย กระทรวงคมนาคม กระทรวงพาณิชย์ ง่ายๆ
ถือเป็นเดิมพันเป็นเดิมพันตายในอนาคตเหมือนกัน
แน่นอนอ่านจังหวะของ "อภิสิทธิ์" ที่ตีธงปรับ ครม. ก็เพื่อขยับเปลี่ยนเกมเล่น ในสถานการณ์ที่รัฐบาลประชาธิปัตย์กำลังลูกผีลูกคน
หวังยื้อเวลา ลากอำนาจบนเก้าอี้นายกฯ
แต่อาจลืมไป ธรรมชาติของการปรับ ครม.ยากจะหลีกเลี่ยงแรงกระ-เพื่อมทางการเมืองอย่างรุนแรง จากพวกอกหัก ความไม่พอใจของพวกที่ผิดหวัง ไหนจะผสมอารมณ์แค้นเสื้อแดงที่ยังคุโชน ผนึกกับแรงกดดันจากฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย
แทนที่จะต่อลมหายใจ กลับทำให้อายุรัฐบาลสั้นลง.
ทีมข่าวการเมือง

