ที่มา ข่าวสด
ภายหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้าน ถึงแม้ นายอภิ สิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะอ้างว่าสภาและประชาชนยังให้โอกาสรัฐบาลทำงานต่อไป
แต่จากตัวเลขผลการลงคะแนนในญัตติ
เน้นไปที่ในส่วนของ นายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม และ นาย ชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย 2 รัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทย ที่ครองอันดับบ๊วยและรองบ๊วย
เนื่องจากส.ส.พรรคเพื่อแผ่นดินบางกลุ่มเล่นเกมตลบหลังลงมติไม่ไว้วางใจและงดออกเสียง
ก็คือเครื่องสะท้อนธรรมชาติของ "รัฐบาลผสม" ที่แออัดยัดทะนานไปด้วยพรรคการเมืองและนักการเมืองหลากหลายสายพันธุ์
โดยเฉพาะรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ ที่มีความแตกต่างจากรัฐบาลผสมโดยทั่วไป เพราะไม่ได้เกิดจากการผสมพันธุ์กันตามธรรมชาติหลังการเลือกตั้ง
แต่เกิดจากการพลิกขั้วย้ายข้างทาง การเมืองหลังรัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช และ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ประสบอุบัติเหตุถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้พ้นจากอำนาจ
รัฐบาลอภิสิทธิ์ ตั้งขึ้นมาโดยการอุ้ม ชูของ "ผู้มีบารมี" มากหน้าหลายตาทั้งในการเมืองและนอกการเมือง ตลอดจนกองทัพคอยให้การหนุนหลังทั้งในทางลับและเปิดเผย
ภาพของการจัดตั้งรัฐบาลจึงเป็นภาพของการตอบแทนบุญคุณกันขนานใหญ่ ผ่านการจัดสรรโควตาเก้าอี้รัฐมนตรี และการแบ่งเค้กงบประมาณ
พรรคใดได้มากได้น้อยขึ้นอยู่กับอำนาจการต่อรองซึ่งหมายถึงจำนวนเสียงส.ส.ที่มีอยู่ในมือ
พรรคภูมิใจไทยได้รับการปรนเปรอเอาอกเอาใจจากนายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ในฐานะผู้จัดการรัฐบาลมากเป็นพิเศษ
สร้างความอัดอั้นตันใจให้กับพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ โดยเฉพาะพรรคเพื่อแผ่นดินที่มีสภาพเป็นไม้เบื่อไม้เมากับพรรคภูมิใจไทยมาตลอด
ซึ่งไม่ต่างจากระเบิดเวลาที่เข็มกระดิกเดินอย่างเงียบๆ
ในช่วงเวลาเกือบปีครึ่งของรัฐบาลอภิสิทธิ์
นายสมศักดิ์ เทพสุทิน หนึ่งในแกนนำพรรคภูมิใจไทย เคยกล่าวถึงรัฐบาลผสมชุดนี้ว่า เหมือนกับทุกคนตกอยู่ในอาการกลัวผีจนต้องหนีไปกอดกันที่มุมห้อง
สะท้อนภาพของรัฐบาลชุดนี้ได้ตรงที่สุด
พรรคร่วมรัฐบาล 5-6 พรรคที่กอดกันกลม ไม่ใช่เพราะรักกันดูดดื่มแต่เพราะกลัว "ผีทักษิณ" หลอกหลอน
นอกจากนั้นแล้วตลอดระยะเวลา 1 ปี 6 เดือนของรัฐบาลอภิสิทธิ์ ประสบปัญหาในการบริหารประเทศแทบทุกด้านทั้งการ เมือง เศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง และการต่างประเทศ
สัญญาประชาคมที่นายอภิสิทธิ์ เคยให้ไว้ในวันที่ได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี จำนวน 5 ข้อ
1.ปกป้องสถาบัน 2.เร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจ 3.ยึดหลักนิติธรรมและนิติรัฐ 4.ทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต 5.สร้างความสมาน ฉันท์นำพาชาติพ้นจากวิกฤต
ก็ทำได้บ้างไม่ได้บ้าง
กฎเหล็ก 9 ข้อซึ่งถูกกำหนดเป็นกรอบการปฏิบัติตัวและการทำงานร่วมกันของรัฐมนตรีทุกพรรค ถูกแหกละเมิดหลายครั้งหลายหนจนหมดความศักดิ์สิทธิ์
ถ้อยคำหรูๆ อย่างเช่น "ความรับผิดชอบทางการเมืองจะต้องสูงกว่าความรับผิดชอบทางกฎหมาย" กลายเป็นเรื่องล้อกันเล่น ไม่เป็นจริงในทางปฏิบัติ
ต้นทุนของนายอภิสิทธิ์ ที่ว่ามีอยู่สูง ถูกพรรคพวกกันเองกัดเซาะทำลายจนแทบไม่เหลือ
ขณะที่การเมืองนอกสภา เดินมาถึงจุดแตกแยกรุนแรงมากที่สุดเมื่อรัฐบาลตัดสินใจใช้ปฏิบัติการทางทหารเข้าสลายการชุมนุมของประชาชนคนเสื้อแดง
เป็นเหตุให้มีคนตาย 90 คน บาดเจ็บเกือบ 2,000 คน
แม้รัฐบาลจะดั้นด้นเอาตัวรอดจากศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้านมาได้
แต่กรณีของพรรคเพื่อแผ่นดินกับพรรคภูมิใจไทยก็เป็นโจทย์ยากข้อใหม่ให้ "อภิสิทธิ์-สุเทพ" ต้องเร่งแก้ไข
ไม่เช่นนั้นขืนปล่อยให้กระแสความไม่ชอบธรรมจากเรื่องสลายม็อบจนมีคนตายเจ็บเป็นเบือ ไหลไปรวมกับปัญหาเสถียร ภาพภายในของรัฐบาล
ต่อให้รัฐบาลเทพประทานก็ยากจะฝืนอยู่ต่อไปได้
จากสภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้นภายหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ
พรรคภูมิใจไทยด่าทอพรรคเพื่อแผ่นดินกลุ่มที่ลงคะแนนไม่ไว้วางใจนายชวรัตน์ และนายโสภณ ว่าไม่มีมารยาท หน้า ด้าน ขณะที่ส.ส.พรรคเพื่อแผ่นดินโต้กลับว่าไม่ต้องการพายเรือให้โจรนั่ง
ยากจะสมานฉันท์กันได้อีกต่อไป
เดือดร้อนพรรคประชาธิปัตย์แกนนำรัฐบาลต้องเร่งหาทางเจรจาปรองดอง
แต่ด้วยความที่ยังต้องยืมจมูกคนอื่นต่อลมหายใจให้ตนเอง ผลเจรจาที่ออกมาจึงมีแนวโน้มว่าพรรคเพื่อแผ่นดินที่ "กำปั้น" เล็กกว่าพรรคภูมิใจไทยจะถูกปรับออกจากรัฐบาล
เหลือให้ลุ้นแค่จะถูกเขี่ยออกทั้งพรรค หรือเฉพาะ "กลุ่มกบฏ" แล้วริบ 3 เก้าอี้รัฐมนตรีคืนเพื่อนำมา เกลี่ยกันใหม่ ใช้เป็นรางวัลล่อใจพวกที่ยังเหนียวแน่น
ไม่ก็พวกที่จ้องเสียบภายหลัง
ขณะที่ส.ส.ประชาธิปัตย์ที่เคยพลาดเก้าอี้ในช่วงแรกจัดตั้งรัฐบาล ก็ฉวยจังหวะแปรวิกฤตเป็นโอกาส กดดันให้มีการปรับเปลี่ยนรัฐมนตรีภายในพรรคเช่นกัน
สิ่งที่เป็นสัจธรรมในการปรับครม.ทุกครั้ง ก็คือแรงกระเพื่อมที่จะตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เพราะเมื่อมีคนใหม่เข้ามาอย่าง นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ นายจุติ ไกรฤกษ์ และ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน
คนเก่าที่ถูกปรับออกอย่าง คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย นายไพฑูรย์ แก้วทอง นายธีระ สลักเพชร อาจจะไม่พอใจ
ยิ่งปรับหลายเก้าอี้ ความปั่นป่วนวุ่นวายยิ่งมีมาก
โดยเฉพาะการปรับเปลี่ยนรัฐมนตรีที่ไม่ได้ยึดโยงกับผลการอภิปรายไม่ไว้วางใจ และไม่ได้นับเอาเรื่องประสิทธิภาพหรือผลงานเป็นหลัก
แต่เป็นไปในลักษณะสมบัติผลัดกันชมนั้น
แทนที่จะทำให้ภาพลักษณ์ของรัฐบาลได้รับการฟื้นฟูเยียวยา กลับจะเป็นการกระชับวงล้อมตัวเอง
นับถอยหลังสู่การพังทลายเร็วขึ้นกว่าเดิม
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Sunday, June 6, 2010
"มาร์ค"กระชับ วงล้อมตัวเอง
ปรับครม.-ปชป.เคลียร์ปมในพรรค
ที่มา ข่าวสด
แนวคิดปรับครม. หนนี้
ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นหลังพรรคเพื่อแผ่นดิน ยกมือ"งด ออกเสียง-สวนโหวต" 2 รัฐมนตรี จากพรรคภูมิใจไทย
แต่เป็นเรื่องที่พรรคประชาธิปัตย์รับรู้กันดีว่า จะมีการปรับหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ก็ให้สัมภาษณ์ย้ำหลายครั้งหลายหน ว่าพรรคร่วมจะหารือกันหลังการอภิปรายฯ เสร็จสิ้น
เพียงแต่พฤติกรรมที่พรรคเพื่อแผ่นดินแสดงออกโต้งๆ จนถูกโจมตี "ผิดมารยาทการ เมือง"
เป็นตัวเร่งให้การปรับครม. กลายเป็นเรื่องด่วนสุดของรัฐบาล
รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ บริหารงานมาได้ปีครึ่ง มีการปรับครม.มาแล้วก่อนหน้านี้ 3 ครั้ง
ครั้งแรก เหตุจาก นายวิฑูรย์ นามบุตร ลาออกจากตำแหน่ง รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เมื่อ 3 ก.พ.2552
หลังภาคใต้เกิดปัญหาอุทกภัย กระทรวงพม. และ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์นำถุงยังชีพออกแจกจ่าย
กระทั่งมีชาวพัทลุง ร้องเรียนว่า ปลากระป๋องชาวดอย ในถุงยังชีพที่นำมาแจกเน่าเสีย เพราะหมดอายุ
ฝ่ายค้านนำประเด็นนี้มาอภิปรายในสภา จนที่สุดนายวิฑูรย์ ต้องลาออก ตามคำขอของนายกฯ และคำเกลี้ยกล่อมของนายสุเทพ
พรรคประชาธิปัตย์ยังคงให้เป็นโควตาอีสาน จึงให้ นายอิสสระ สมชัย เข้ามารับหน้าที่แทน
ได้รับการโปรดเกล้าฯ เมื่อวันที่ 10 ก.พ.2552
ครั้งที่สอง เป็นการปรับเปลี่ยนในส่วนของพรรคภูมิใจไทย ที่ต้องการปรับนายชาติชาย พุคยาภรณ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ รัฐมนตรีในโควตาของกลุ่มนายสรอรรถ กลิ่นประทุม
เนื่องจากช่วงหลัง นายสรอรรถ ไม่ค่อยมีบทบาท และมีส.ส.ในสังกัดอยู่เพียง 2 คน
กลุ่มเพื่อนเนวิน จึงกดดันให้ นายศุภชัย โพธิ์สุ เข้ารับหน้าที่แทน
และมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง เมื่อวันที่ 28 พ.ค.2552
ครั้งที่สาม เป็นการขยับ และปรับเปลี่ยนหลายตำแหน่ง
เนื่องจากเกิดการทุจริตในโครงการชุมชนพอเพียง ที่อยู่ในความดูแลของ นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกฯ
นายกอร์ปศักดิ์ เพียงประกาศลาออกจากตำแหน่งประธานโครงการสำนักงานยกระดับชุมชนพอเพียง (สพช.)
ขณะเดียวกัน คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโครงการไทยเข้มแข็งของกระทรวงสาธารณสุข ที่มี น.พ.บรรลุ ศิริพานิช เป็นประธาน แถลงผลสอบ ระบุ
นายวิทยา แก้วภราดัย รมว.สาธารณสุข บกพร่องที่เปิดช่องทางให้มีการแสวงหาผลประโยชน์
ส่วน นายมานิต นพอมรบดี รมช.สาธารณสุข ก้าว ก่าย ล้วงลูก กดดันให้มีการจัดสรรงบประมาณเกินจำเป็นลงพื้นที่ตัวเอง และน่าเชื่อว่าอาจพัวพันเรื่องการฮั้วรถพยาบาล
วันรุ่งขึ้น นายวิทยา แถลงลาออก ในขณะที่นายมานิต ถูกกดดันอย่างหนักจากนายกฯ
กรณีดังกล่าวทำให้เกิดกรณี "งัดข้อ" กันระหว่างพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคภูมิใจไทย ที่เรียกร้องหากจะให้นายมานิต ลาออก นาย กอร์ปศักดิ์ ก็ต้องลาออกด้วย
ที่สุด นายมานิต เป็นฝ่ายไขก๊อกตามรมว.สาธารณสุข
ท่ามกลางความยุ่งเหยิงเรื่องทุจริต นำมาสู่ความกินแหนงแคลงใจในรัฐบาล
ปัญหาการแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่ยืดเยื้อเรื้อรัง ทำให้ นายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ อึดอัดกับการทำหน้าที่เลขาธิการนายกฯ
พรรคประชาธิปัตย์ จึงถือโอกาสเคลียร์ทุกเรื่องไปในคราวเดียวกัน
ด้วยการให้นายกอร์ปศักดิ์ ลาออกจากตำแหน่งรองนายกฯ มารับหน้าที่เลขาธิการนายกฯ แทนนายนิพนธ์
แล้วแต่งตั้ง นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี มานั่งรองนายกฯ แทน
โยก นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ จากรมว.ศึกษาธิการ ไปนั่งรมว.สาธารณสุข
โดยให้ นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ขึ้นเป็นรมว. ศึกษาธิการ
ขณะที่พรรคภูมิใจไทย ดัน นางพรรณสิริ กุลนาถศิริ น้องสาวนายสมศักดิ์ เทพสุทิน ขึ้นเป็นรมช.สาธารณสุข
นอกจากนี้ พรรคภูมิใจไทย ยังปรับนายประจักษ์ แกล้วกล้าหาญ รมช.คมนาคม ออกจากตำแหน่ง
ให้ นายสุชาติ โชคชัยวัฒนากร เสียบแทน
ได้รับการโปรดเกล้าฯ พร้อมกันเมื่อวันที่ 15 ม.ค. 2553
ครั้งล่าสุด ที่จะมีขึ้นเป็นการปรับครม. ครั้งที่ 4 ของรัฐบาลมาร์ค หรือที่เรียกว่า "มาร์ค 5"
พรรคภูมิใจไทยจุดชนวน ให้พรรคประชาธิปัตย์เลือกข้าง แต่ไฮไลต์จริงๆ อยู่ที่พรรคประชาธิปัตย์
หลังเกิดเหตุสวนโหวต พรรคประชาธิปัตย์ยึดโควตาของพรรคเพื่อแผ่นดิน รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อ สาร (ไอซีที) รมว.อุตสาหกรรม และรมช.คลัง กลับมาทั้งหมด
ยกเว้นเก้าอี้รมช.ศึกษาธิการของ น.ส.นริศรา ชวาลตันพิพัทธ์
เนื่องจากเป็นโควตาของ นายสุชาติ ตันเจริญ ที่ประกาศตัวและไปทำงานร่วมกับ นายเนวิน ชิดชอบ พรรคภูมิใจไทย มานานแล้ว
จึงเป็นการปรับ 7-8 ตำแหน่ง ตามที่นายอภิสิทธิ์ ระบุ
บทสรุปจากการประชุมกก.บห.และ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ล่าสุด เมื่อวันศุกร์ที่ 4 มิ.ย.
ยังให้โควตา รมช. กับ มั่น พัธโนทัย แกนนำกลุ่มมาตุภูมิ ที่พาส.ส.มาแสดงตัวว่าจะอยู่ร่วมรัฐบาล
และ ไชยยศ จิรเมธากร ส.ส.อุดรฯ พรรค เพื่อแผ่นดินที่พาส.ส.มารายงานตัวเช่นกัน
ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ รัฐมนตรีที่ต้องถูกปรับออกแน่นอนแล้ว ประกอบด้วย คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมว.วิทยาศาสตร์ นายธีระ สลักเพชร รมว. วัฒนธรรม และ นายไพฑูรย์ แก้วทอง รมว.แรงงาน
กรณีของนายไพฑูรย์ มีทั้งกก.บห. และ ส.ส.ภาคเหนือ และอีสาน คัดค้าน เพราะที่ผ่านมาให้การดูแลส.ส. และพื้นที่อย่างดี และยังเป็นผลดีในการหาเสียงได้
บรรยากาศการประชุมส.ส. หาข้อยุติไม่ได้ จน นายบัญญัติ บรรทัดฐาน ต้องเสนอให้หัวหน้ากับเลขาฯ ไปตัดสิน กล่อมจนไพฑูรย์ ต้องยอมเสียสละ
ส่วนว่าที่รัฐมนตรีที่จะได้รับการแต่งตั้ง เปิดโผออกมาล้วนเป็นคน "อกหัก" ที่เคยออกมาเคลื่อน ไหวทั้งสิ้น
นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ เป็นรมว.แรงงาน นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เป็นรมว.วัฒนธรรม นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ เป็นรมว.วิทยาศาสตร์ฯ และ นายจุติ ไกรฤกษ์ เป็นรมต.ประจำสำนักนายกฯ
ร่วมด้วย นายวีรชัย วีระเมธีกุล นายทุนพรรค เป็นรมว.อุตสาหกรรม และ นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ สายนายกฯ ขยับจากรมช.ศึกษาธิการ เป็นรมว.ไอซีที
เก้าอี้ที่เหลือที่ยึดจากโควตาเพื่อแผ่นดิน ยกให้ นายไชยยศ นั่งรมช.ศึกษาธิการ นายมั่น เป็นรมช.คลัง
ส่วนโผจะพลิกอีกหรือไม่ ต้องติดตามกันต่อ
ขุดสุสานเมืองชล 4ศพแดง! ถูกฝัง-ไม่มีญาติ
![]() ม็อบไร้ญาติ - สุสานสว่างประทีปธรรมสถานศรีราชา จ.ชลบุรี เปิดให้ญาติผู้เสียชีวิตจากการสลายม็อบราชประสงค์ดูศพไร้ญาติ หนึ่งในนั้นมีศพด.ช.อายุ 15 ถูกยิงหน้าอก ร.พ.รามาฯส่งมาเก็บไว้ ตามข่าว |
เสื้อแดงนับพันทำบุญวัดปทุมฯ
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 5 มิ.ย. ที่ศาลาอเนกประสงค์ วัดปทุมวนาราม กลุ่มคนเสื้อแดงนำโดยเจ๊อู๋ แกนนำคนเสื้อแดงย่านบางเขน ได้จัดพิธีทำบุญเลี้ยงพระ 11 รูป เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้เสียชีวิตทั้ง 6 ศพในวัดปทุมวนาราม ท่ามกลางบรรยากาศอันคึกคักไปด้วยคนเสื้อแดงจำนวนนับพันคน มีทั้งที่สวมเสื้อแดงและสวมเสื้อหลากสี ตลอดจนแกนนำนปช.อย่างนายวรวุฒิ วิชัยดิษฐ บรรดาการ์ดนปช. รวมถึงประชาชนที่เคยติดค้างในวัดปทุมฯ เมื่อคืนวันที่ 19 พ.ค. เข้าร่วมงาน นอกจากนี้ยังมีผู้สื่อข่าวต่างประเทศที่อยู่ในเหตุการณ์ พร้อมใจเดินทางมาร่วมคับคั่ง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับกิจกรรมครั้งนี้ เป็นการรวมตัวครั้งแรกของกลุ่มคนเสื้อแดง หลังประกาศยุติการชุมนุมเมื่อวันที่ 19 พ.ค. และอยู่ภายใต้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่งหลังเสร็จพิธีถวายภัตตาหารเพลแด่พระภิกษุแล้ว กลุ่มคนเสื้อแดงร่วมกันถวายผ้าบังสุกุลให้ผู้เสียชีวิต ถวายเงินผ้าป่ากว่า 3 หมื่นบาท สมทบทุนบูรณะห้องน้ำในวัดปทุมฯ ที่เสียหายขณะที่มีผู้ชุมนุมเข้ามาใช้บริการ นอกจากนี้คนเสื้อแดงได้ร่วมกันรับประทานอาหาร จับกลุ่มพูดคุยถามสารทุกข์สุกดิบ และสนทนาถึงเหตุการณ์ในช่วงชุมนุมด้วย
รำลึก-น้ำตาซึมให้กับ 6 ศพ
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า หลังการจัดงานมีกลุ่มคนเสื้อแดงจำนวนมากไปรำลึกเหตุการณ์ที่เกิดในวัด โดยเฉพาะที่หน้าศาลาพระราชศรัทธา ซึ่งเป็นจุดที่เคยมีการนำศพคนเสื้อแดงไปวางเรียงไว้ และที่หน้าวัดที่เคยเป็นเต็นท์พยาบาล ซึ่งมีการเสียชีวิต หลายศพนั้น ได้มีคนเสื้อแดงไปจับกลุ่มมุงดู พร้อมบอกเล่าถึงเหตุการณ์การเสียชีวิตหมู่เมื่อคืนวันที่ 19 พ.ค. ให้เพื่อนๆ ฟังด้วยความเศร้าสลดใจ บางคนถึงกับน้ำตาซึม นอกจากนี้ นางนริศ จอมทอง คนเสื้อแดงที่เคยติดค้างอยู่ในวัดเมื่อวันที่ 19 พ.ค. ได้เดินทางกลับมาเพื่อขุดบัตรประจำตัวนปช. ซึ่งฝังดินไว้ใต้ต้นไม้ในสวนหย่อมของวัด ทั้งนี้ในระหว่างการทำบุญของกลุ่มคนเสื้อแดง ผู้สื่อข่าวสังเกตว่าได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบ สันติบาลหน่วยข่าวกรองความมั่นคงจำนวนมาก มาปะปนเพื่อสังเกตการณ์และบันทึกภาพไว้เป็นหลักฐาน
ด้านนายวรวุฒิ กล่าวว่า ทราบข่าวว่าจะมีคนเสื้อแดงจัดงานทำบุญให้ผู้เสียชีวิตในวัด จึงเดินทางมาร่วมในฐานะผู้อยู่ร่วมเหตุการณ์ ได้กลับมาในสถานที่นี้อีกครั้ง แต่ก็รู้สึกเศร้าใจไม่หาย ที่เห็นคนเสื้อแดงต้องมาล้มตาย สำหรับเหตุที่เกิด แม้รัฐบาลจะปฏิเสธว่าทหารไม่ได้เป็นคนยิง แต่ตนและคนในวัดต่างก็เห็นภาพว่าทหารเดินอยู่บนรางรถไฟฟ้าหน้าวัดมาตั้งแต่ช่วงเย็น จนกระทั่งมีกระสุนยิงเข้ามาในวัด ถ้าจะบอกคนยิงเป็นผู้ก่อการร้ายอยู่บนนั้นตามที่รัฐบาลว่า ก็สงสัยว่าแล้วผู้ก่อการร้ายเหล่านี้จะหนีไปได้อย่างไร ในเมื่อทหารปิดล้อมอยู่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ที่เคยให้สัมภาษณ์ว่าทหารไม่ได้ฆ่าประชาชนนั้น แม้นโยบายของผบ.ทบ.จะเป็นแบบนั้นจริง แต่ทหารที่มาร่วมในการปราบปรามคนเสื้อแดงมีหลายหมื่นนาย ผบ.ทบ.รู้หรือว่าทุกหน่วยมีความรู้สึกกับคนเสื้อแดงอย่างไร ตนเชื่อว่าต้องมีแน่ที่ทหารบางหน่วยอาจกระทำโดยนอกเหนือคำสั่ง แม้แต่ตอนเช้าก็ยังเห็นทหารยืนอยู่บนรางรถไฟฟ้า และมีการยิงเข้ามาในวัด จนชาวบ้านกลัวไม่กล้าออกจากวัด
วรวุฒิโวยปรองดองอาบยาพิษ
"เคยไปเยี่ยมแกนนำคนอื่นๆ แล้วเห็นว่าทุกคนมีความเป็นอยู่ตามอัตภาพในที่ควบคุม การที่นายกฯอภิสิทธิ์บอกว่าอยากจะให้มีการปรองดองนั้น คนเสื้อแดงก็อยากปรองดอง แต่นายอภิสิทธิ์ควรแสดงความรับผิดชอบกับการตายของคนเสื้อแดง ด้วยการเดินเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เช่นเดียวกับแกนนำนปช.ที่ถูกควบคุมตัวอยู่ มิฉะนั้นจะเหมือนเป็นการปรองดองที่อาบยาพิษ ใครกินเข้าไปไม่รู้ก็ต้องตาย นอกจากนี้ในฐานะแกนนำ ยังการันตีด้วยว่ากลุ่มคนเสื้อแดงไม่มีการเคลื่อนไหวใต้ดิน เพราะเราไม่รู้จะเอาอาวุธมาจากไหนมาสู้ ถึงมี จะเอาปัญญาที่ไหนไปสู้กับทหารที่ผ่านการฝึกฝนโดยเฉพาะ" นายวรวุฒิกล่าว
นายวรวุฒิกล่าวต่อว่า เรื่องอาวุธที่ศอฉ. มาแถลงนั้น รู้สึกงงมากกว่า ศอฉ.เอามาจากไหนเยอะขนาดนั้น ไม่รู้ไปจับทั่วประเทศ แล้วมารวมว่าเป็นของนปช.หรือเปล่า แม้แต่แกนนำย่อยจังหวัดต่างๆ หลังจบการชุมนุมแล้วกลับไป ก็ถูกเจ้าหน้าที่มาคุกคามให้เลิกเคลื่อนไหว นปช.ทุกวันนี้ไม่ล้ม แต่เหมือนคนเดินมาไกล เมื่อเหนื่อยก็ต้องพักบ้าง แต่เป้าหมายเรียกร้องประชาธิปไตยยังเหมือนเดิม แต่ความรู้สึกคือ พวกเราไม่ได้รับความเป็นธรรม ตายอย่างไม่มีใครใส่ใจ เหมือนคนเสื้อแดงมีชีวิตที่ไร้ค่า ทั้งที่เราเป็นคนไทยเหมือนกัน
เผย"กี้ร์"ซุกประเทศเพื่อนบ้าน
นายวสันต์ สายรัศมี อายุ 27 ปี เจ้าหน้าที่อาสาสมัครที่เข้าไปช่วยเหลือผู้บาดเจ็บในวัดปทุมฯ และอยู่ในเหตุการณ์คืนวันที่ 19 พ.ค. ซึ่งสูญเสียเพื่อน 3 คน กล่าวว่า ได้กลับมาย้อนเหตุการณ์วันนี้แล้วรู้สึกเศร้าใจ เหมือนคนเสื้อแดงที่เดินทางมาร่วมในอารมณ์ที่เศร้าโศก อย่างไรก็ตาม ส่วนตัว ยังคิดเสมอว่าเพื่อนที่ตายนั้น ยังไม่ได้รับความเป็นธรรม เพราะฝ่ายที่กระทำยังไม่แสดงความรับผิดชอบ ทั้งส่วนตัวหลังออกมาเปิดเผยความจริงก็ถูกติดตามตัวโดยบุคคลลึกลับกลุ่มหนึ่ง แต่ยังคงมีความตั้งใจที่จะทวงถามความยุติธรรมให้กับหน่วยแพทย์ และหน่วยพยาบาลอาสาที่เสียชีวิต เพื่อให้ทุกคนทราบว่าคนที่ตายส่วนหนึ่ง มาเป็นอาสาสมัครช่วยเหลือคน แต่สุดท้ายกลับต้องมาตายอย่างน่าอนาถ ทั้งที่ไม่ควรจะเกิด
1.ใคร?- พรรคเพื่อไทยโชว์ภาพชายลึกลับพร้อมอาวุธสงคราม ปรากฏตัวอยู่กับกลุ่มทหารที่ปฏิบัติการกระชับวง ล้อมบริเวณซอยงาม ดูพลี เมื่อวันที่ 19 พ.ค.2.ไอ้โม่ง - ตำรวจนครบาลเผยแพร่ภาพชายชุดดำ 2 คน ซึ่งเปิดไอ้โม่งเห็นหน้าตาชัดเจน โดยระบุว่าเป็นกลุ่มก่อการร้ายใช้เอ็ม 79 และอาก้า ยิงใส่ทหารในวันขอพื้นที่คืน 10 เม.ย. บริเวณแยกคอกวัว
3.ในหน้าที่ - พล.ต.ท.พงศพัศ พงษ์เจริญ ผู้ช่วยผบ.ตร. มอบศพด.ต.จีระศักดิ์ ธนะสัมบัญ ตำรวจเขาหินซ้อน จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งเสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ปากซอยงามดูพลี พระราม 4 ช่วงประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ให้ครอบครัวนำไปบำเพ็ญกุศล เมื่อวันที่ 5 มิ.ย.
4.ศพที่ 6- นางสมพิศ สุขสถิตย์ แม่ค้าย่านประชาชื่น เมียนายรพ สุขสถิตย์ ผู้เสียชีวิตศพที่ 6 ในวัดปทุมวนารามฯ เปิดเผยถึงช่วงเวลานำลูกๆ ตามหาสามี ก่อนไปพบที่นิติเวช ร.พ.ตำรวจ ในชื่อบุคคลอื่น
แฉยังมี 4 ศพเสื้อแดงไร้ญาติ
วันเดียวกัน ที่สุสานสว่างประทีปธรรมสถานศรีราชา จ.ชลบุรี ผู้สื่อข่าวเดินทางไปตรวจสอบศพไร้ญาติ ภายหลังทราบว่ามีการนำศพของกลุ่มผู้ชุมนุมนปช.นำมาฝังไว้ที่สุสานดังกล่าว พบว่าสุสานดังกล่าวมีเนื้อที่กว่า 10 ไร่ เป็นสถานที่ฝังศพของผู้เสียชีวิตชาวจีน รวมทั้งศพไร้ญาติ โดยพบว่าศพไร้ญาติมีมากกว่า 100 ศพ แต่ละรายถูกบรรจุในโลง และเก็บไว้ในช่องบรรจุศพที่ทำด้วยปูนเป็นช่องเรียงราย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการตรวจสอบบริเวณจุดที่มีการฝังศพไร้ญาติ จาก 100 ศพ พบว่ามี 4 ศพ ที่ทางร.พ.รามาธิบดี ส่งมายังสุสานดังกล่าว ศพแรกเป็นชายอายุประมาณ 50 ปี ผิวดำแดง ฝังอยู่ในหลุมที่ 53 สภาพศพถูกยิงบริเวณคิ้วขวา 1 แห่ง ส่วนศพที่สอง เป็นชายไม่ทราบชื่อผิวดำแดง อายุประมาณ 40 ปี ฝังอยู่ในหลุมที่ 54 บริเวณหน้าอกฝั่งขวามีรอยสักยันต์รูปปลา ส่วนฝั่งซ้ายเป็นรูปราหูอมจันทร์ บริเวณใต้ราวนมขวาสักเป็นรูปมังกร สภาพศพถูกยิงบริเวณด้านหลัง รายที่ 3 หลุมที่ 55 เป็นศพด.ช.ไม่ทราบชื่ออายุประมาณ 15-16 ปี สูงประมาณ 140 ซ.ม. ลักษณะผมสั้น ถูกอาวุธปืนยิงเข้าที่บริเวณหน้าอกซ้ายและใต้ราวนมซ้ายรวม 2 นัด โดยศพเด็กคนดังกล่าวถูกยิงที่ซอยรางน้ำ รายที่ 4 หลุมที่ 56 เป็นชายอายุประมาณ 40 ปี ถูกยิงที่ราวนมขวา สภาพศพเป็นชายผมสั้น มีหนวด
ให้ญาติมาติดต่อรับศพ
ทั้งนี้ยังมีศพนายวุฒิชัย วราคำ อายุ 21 ปี ชาว ต.นาหว้า จ.อำนาจเจริญ เป็นผู้ชุมนุมเสื้อแดง ถูกปืนยิงทะลุหลัง ญาติเดินทางมารับไปแล้วเมื่อวันที่ 1 มิ.ย.
นายศักดิ์เจริญ แดงประเสริญสุข ประธานหน่วยกู้ภัยศรีราชา และเป็นผู้ดูแลสุสานดังกล่าว เปิดเผยว่า ศพของกลุ่มคนเสื้อแดงทางร.พ.รามาฯ นำมาส่งให้ตั้งแต่วันที่ 17 และวันที่ 20 พ.ค.ที่ผ่านมา ภายหลังจากศพดังกล่าวไม่มีญาติมารับไปบำเพ็ญกุศล ตนจึงรับไว้เพื่อนำไปเก็บไว้ในสุสาน เพื่อรอญาติมารับศพกลับไป ซึ่งศพไร้ญาติปัจจุบันมีมากว่า 100 ศพ และสุสานแห่งนี้สามารถรับศพทุกประเภทได้ไม่เกิน 1,500 ศพ หากว่าญาติคนใดที่คิดว่าผู้เสียชีวิตทั้ง 4 รายเป็นญาติ ให้ติดต่อมาได้ที่สมาคมพุทธมามกสว่างประทีปธรรมสถาน เลขที่ 76/1 ถ.สุรศักดิ์สงวน ซ.โรงเจ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี โทร. 038-311-692 โดยให้นำหลักฐานของผู้เสียชีวิตมายืนยัน ก็จะมอบศพคืนให้
บิ๊กป๊อกเรียกประชุมผบ.หน่วย
รายงานข่าวจากกองทัพบกเปิดเผยว่า ในวันจันทร์ที่ 7 มิ.ย.นี้ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. จะเรียกประชุมนายทหารระดับนายพลผู้บังคับหน่วยทั่วประเทศ ที่บก.ทบ. โดยหลังจากที่ประชุมระดับนายพลแล้ว ผบ.ทบ.จะมอบนโยบายแก่นายทหารระดับผู้บังคับหน่วย ตั้งแต่ผบ.พัน ผบ.กรม ผบ.กองพล ผบ.มทบ. หลังจากบ้านเมืองกลับเข้าสู่สภาวะปกติ แต่ยังต้องคงพ.ร.ก. ฉุกเฉินไว้ เนื่องจากเห็นว่าสถานการณ์ยังไม่นิ่ง หากยกเลิกพ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉิน อาจมีกลุ่มไม่หวังดีกลับมาก่อเหตุสร้างสถานการณ์ รวมทั้งทำความเข้าใจกับกำลังพลในการปฏิบัติหน้าที่ตามภารกิจที่ศอฉ.มอบหมายในวันเข้าขอคืนพื้นที่ย่านราชประสงค์ รวมทั้งการเสียชีวิต 6 ศพบริเวณวัดปทุมวนาราม ซึ่งผบ.ทบ.ยืนยันหนักแน่นว่า ไม่มีทหารคนใดสังหารประชาชน
รายงานข่าวเปิดเผยอีกว่า การประชุมและมอบนโยบายครั้งนี้ พล.อ.อนุพงษ์เชิญนายทหารระดับ 5 เสือทบ. ประกอบด้วย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รองผบ.ทบ. พล.อ.ธีระวัฒน์ บุณยะประดับ ผช.ผบ.ทบ. พล.อ.วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา ผู้ช่วยผบ.ทบ. พล.อ.พิรุณ แผ้วพลสง เสธ.ทบ. พล.ท.คณิต สาพิทักษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 พล.ท.วีร์วลิต จรสัมฤทธิ์ แม่ทัพภาคที่ 2 พล.ท.ทนงศักดิ์ อภิรักษ์โยธิน แม่ทัพภาคที่ 3 พล.ท.พิเชษฐ์ วิสัยจร แม่ทัพภาคที่ 4 พล.ท.ยุทธศิลป์ โดยชื่นงาม ผบ.นปอ. พล.ท.โปฎก บุนนาค ผบ.นสศ. แม่ทัพน้อยที่ 1 แม่ทัพน้อยที่ 2 แม่ทัพน้อยที่ 3 ผบ.รักษาดินแดน เจ้ากรมการทหารช่าง เจ้ากรมการสื่อสารทหารบก เจ้ากรมสรรพาวุธทหารบก เจ้ากรมพลาธิการทหารบก รวมถึงผบ.กองพล ผบ.มทบ. ผบ.จังหวัดทหารบก เจ้ากรมฝ่ายเสนาธิการทั้งหมด เข้าร่วมรับฟัง
![]() 1.วัดปทุมฯ- ประชาชนจำนวนมากร่วมทำบุญที่วัดปทุมวนารามฯ ราชประสงค์ เมื่อวันที่ 5 มิ.ย. ส่วนใหญ่เป็นคนเสื้อแดงได้กลับมาพบหน้าพูดคุยกัน หลังถูกสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 19 พ.ค.ที่ผ่านมา 2.ชี้จุด- ผู้เคยร่วมหลบภัยในวัดปทุมวนารามฯ ชี้จุดที่ประชาชนถูกซุ่มยิงจากรางรถไฟฟ้า จนมีคนตายไป 6 ศพ เมื่อวันที่ 19 พ.ค. ในโอกาสที่ผู้เคยหลบภัยในวัดนับพันคนมาร่วมทำบุญระลึกถึงผู้จากไป เมื่อวันที่ 5 มิ.ย. |
ตร.แฉเห็นหน้าชัด 2 คนชุดดำ
ข่าวแจ้งว่า พล.อ.อนุพงษ์ต้องการอธิบายเพื่อให้กำลังพลนำไปถ่ายทอดครอบครัว คนรู้จัก และสังคมได้รับทราบว่า การปฏิบัติหน้าที่ในการกระชับพื้นที่บริเวณแยกราชประสงค์ เพื่อขอคืนพื้นที่ เป็นการแก้ปัญหาตามนโยบายศอฉ.และกองทัพ โดยพิจารณาตามความเหมาะสมในการปฏิบัติงานอย่างชัดเจน ทหารไม่ทำร้ายประชาชน เพราะกำลังพลทั้งหมดมากกว่าครึ่งหนึ่งเป็นคนภาคอีสาน ซึ่งในการปฏิบัติงานครั้งนี้ กำลังพลต่างๆ ก็มาจากภาคอีสานเช่นกัน ยืนยันได้ว่าทุกพื้นที่ได้ปฏิบัติการตามคำสั่ง และไม่มีเจตนาทำร้ายประชาชนอย่างแน่นอน
เมื่อเวลา 13.00 น. ที่บช.น. พล.ต.ต. สุเมธ เรืองสวัสดิ์ รองผบช.น. พล.ต.ต.ฉันทวิทย์ รามสูต ผบก.สส.บช.น. พ.ต.อ.ธัมรงศ์ วงศ์แป้น รองผบก.สส.บช.น. พร้อมเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนสอบสวนที่เกี่ยวข้อง ประชุมเร่งรัดคดีเกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมของกลุ่มนปช.
พล.ต.ต.สุเมธกล่าวภายหลังประชุมว่า ขณะนี้คดีมีความคืบหน้าหลายคดี โดยเฉพาะคดีเหตุการณ์ขอคืนพื้นที่ของทหารบริเวณสี่แยกคอกวัว เมื่อวันที่ 10 เม.ย. ตำรวจได้แผ่นซีดีจากการสืบสวน ซึ่งเมื่อเปิดดูแล้วปรากฏว่าเป็นภาพชายชุดดำที่เปิดหน้า พร้อมอาวุธปืนเอ็ม 16 และอาวุธปืนอาก้า อยู่ในอิริยาบถต่างๆ แล้วถูกกลุ่มผู้ชุมนุมรุมล้อมจับได้ทั้งหมด 3 คน เพราะกลุ่มผู้ชุมนุมไม่รู้ว่าเป็นใคร จึงจับตัวกลุ่มชายดังกล่าวไป อีกทั้งตำรวจฝ่ายสืบสวนนายหนึ่งซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ โดยแฝงตัวเข้าไปสืบสวนหาข่าวท่ามกลางเสียงกระสุนปืนและระเบิด พบประชาชนไม่ทราบว่าเป็นใคร ได้เปิดหมวกไหมพรมหรือโม่งที่ปิดบังใบหน้าออก จึงเห็นภาพหน้าตาของคนร้ายได้อย่างชัดเจน 2 คน
ชิงเอ็ม 79 ได้-แต่คนร้ายดิ้นหลุด
"สำหรับชายชุดดำอีกคนนั้น เจ้าหน้าที่ยังไม่เห็นภาพ ส่วนกลุ่มไอ้โม่งที่ถูกเปิดหน้าได้กล่าวขึ้นว่า มาชุมนุมจะไปต่อสู้กับทหาร หลังจากนั้นกลุ่มผู้ชุมนุมได้ปล่อยตัวไป ซึ่งชายชุดดำที่ถูกปล่อยตัวไป ได้วิ่งไปตามเสียงปืนที่ดังขึ้นตลอดเวลา หลังจากนั้นมีชายชุดดำพร้อมปืนเอ็ม 79 วิ่งตามหลังชายที่ถูกปล่อยไป และอยู่ท้ายแถวผู้ชุมนุม ตำรวจที่ทำหน้าที่หาข่าวได้จับกุมและแย่งปืนเอ็ม 79 ไว้ได้ แต่ชายคนดังกล่าวรูปร่างสูงใหญ่จึงดิ้นหลุดไปได้ เจ้าหน้าที่ยึดได้แต่เพียงปืนเอ็ม 79 ภายในบรรจุกระสุน 1 นัด พร้อมยิง เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวจึงรายงานตำรวจชั้นผู้ใหญ่ทันที" รองผบช.น.กล่าว
พล.ต.ต.สุเมธกล่าวต่อว่า จากนั้น ตำรวจคนที่ยึดอาวุธปืนเอ็ม 79 ได้ ได้นำมามอบให้พล.ต.ท.สัณฐาน ชยนนท์ ผบช.น. แต่เจ้าหน้าที่เกิดความสงสัยว่าจับตัวได้อย่างไร ตำรวจคนดังกล่าวได้ปรากฏในซีดี ตนได้มาอธิบายและเก็บข้อมูลตรงกับเหตุการณ์ในแผ่นซีดีทั้งหมด ยืนยันว่าจับชายชุดดำอยู่ด้วย สำหรับไอ้โม่งคนดังกล่าว ตำรวจกำลังเร่งติดตามว่าเป็นใคร โดยให้ตำรวจเร่งหาข้อมูลเพิ่มเติม ทั้งนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอเป็นผู้รับผิดชอบคดีดังกล่าวอยู่
พท.ซัดชุดดำเป็นพวกทหาร
รองผบช.น.กล่าวด้วยว่า จากนั้นบช.น. ให้ตำรวจที่จับตัวชายชุดดำ ซึ่งดิ้นหลุดไปได้ ไปให้ปากคำที่สน.ชนะสงคราม ทั้งนี้ ในจันทร์ที่ 7 มิ.ย.กรมสอบสวนคดีพิเศษจะดำเนินการสอบสวนอย่างเต็มรูปแบบ และรวบรวมพยานหลักฐานว่าจะสามารถออกหมายจับได้หรือไม่ และบช.น.กับดีเอสไอได้ประสานการทำงานกันตลอดเวลา ขอให้ประชาชนที่มีเบาะแสช่วยแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทั้งนี้ ยังได้มอบหมายงานสืบสวนทั้งหมดให้กับกองสืบทุกส่วนเพื่อติดตามหาข้อมูลต่อไป
ที่พรรคเพื่อไทย นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงว่าจากกรณีสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 19 พ.ค.ที่ผ่านมา ที่รัฐบาลระบุว่ามีกองกำลังไม่ทราบฝ่าย นักรบชุดดำหรือไอ้โม่ง เข้ามาร่วมในเหตุการณ์ แต่จนถึงขณะนี้รัฐบาลยังไม่สามารถดำเนินการหรือแสดงความชัดเจนใดๆ ทั้งที่มีพยานหลักฐานและพยานบุคคลปรากฏให้เห็นจากสื่อต่างๆ ว่าไอ้โม่งที่ยิงประชาชน คือกลุ่มคนนอกเครื่องแบบที่อาจเป็นทหาร เพราะอยู่กับฝ่ายของทหาร ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้ แต่งกายนอกเครื่องแบบ สะพายปืนเดินสวนไปมาในระหว่างที่ปฏิบัติการกระชับพื้นที่ แต่พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ออกมาย้ำว่าทหารไม่ได้ยิงประชา ชนอย่างที่เป็นข่าว แต่จากภาพและคลิปที่ทางพรรคมีเก็บไว้นั้น เช่น การสลายการชุมนุมบริเวณซอยงามดูพลี เมื่อวันที่ 19 พ.ค.ที่ผ่านมา เห็นชัดว่ามีบุคคลแต่งกายนอกเครื่องแบบสวมเสื้อยืด กางเกงขาสั้น ถือปืนเอ็ม 16 ปะปนอยู่ในกลุ่มทหาร โดยที่ทหารไม่ได้สนใจหรือห้ามปรามใดๆ ดังนั้น รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการกับบุคคลเหล่านี้ให้เร็วที่สุด
ช่วยด.ต.ตายที่งามดูพลี
วันเดียวกัน พล.ต.ท.พงศพัศ พงษ์เจริญ ผู้ช่วยผบ.ตร. ในฐานะโฆษกตร. เดินทางมาที่สถาบันนิติเวช ร.พ.ตำรวจ เพื่อส่งมอบศพ ด.ต.จีระศักดิ์ ธนะสัมบัญ ผบ.หมู่(ป) สภ.เขาหินซ้อน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิง เทรา ซึ่งเสียชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่ประจำจุดตรวจบริเวณปากซอยงามดูพลี ถ.พระราม 4 แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กทม. ถูกรถยนต์ชนบาดเจ็บสาหัส เมื่อวันที่ 4 มิ.ย. เวลาประมาณ 01.50 น. หลังเกิดเหตุเข้ารักษาตัวที่ร.พ.ตำรวจ และเสียชีวิตในวันเดียวกัน เนื่องจากเลือดคั่งในสมอง
โฆษกตร.กล่าวต่อว่า สำหรับความช่วยเหลือครอบครัวจะได้รับเงินฌาปนกิจ จากสวัสดิการตร. จำนวน 350,000 บาท และเงินช่วยเหลือจากกองทุนสวัสดิการ จำนวน 100,000 บาท ทั้งนี้ช่วยเหลือเบื้องต้นไปก่อน 100,000 บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายทำศพ และได้สั่งการฝ่ายกำลังพลเสนอพิจารณาปูนบำเหน็จความชอบเลื่อนขั้นเงินเดือน 3 ขั้น และเสนอขอพระราชทานเพิ่มยศ 3 ชั้นยศ เป็นร.ต.อ.
โฆษกตร.กล่าวด้วยว่า สำหรับบุตรของผู้เสียชีวิตจะได้รับการดูแลให้ทุนการศึกษาจนจบปริญญาตรี และได้สิทธิเข้ารับราชการตำรวจสืบต่อบิดา ซึ่งกรณีนี้นางนิศารัตน์ ธนะสัมบัญ ภรรยาผู้เสียชีวิต จะขอใช้สิทธิเข้ารับราชการเป็นตำรวจสืบต่อจากสามี เพื่อดูแลครอบครัวต่อไป ในส่วนพิธีศพของ ด.ต.จีระศักดิ์จะตั้งบำเพ็ญกุศลที่วัดกระบกหวาน ต.ทุ่งพระยา อ.สนามชัยเขต จ.ฉะเชิง เทรา ตั้งแต่วันที่ 5-11 มิ.ย.นี้ และมีพิธีพระราชทานเพลิงศพวันเสาร์ที่ 12 มิ.ย.
อุบลฯจี้มือเผาทั้งหลายมอบตัว
พล.ต.ต.เสริมสุข วีรวงศ์ รรท.ผบก.ภ. จ.อุบลราชธานี กล่าวถึงความคืบหน้าการติดตามจับกุมคนเสื้อแดงที่บุกเผาศาลากลางจังหวัดว่า ปัจจุบันออกหมายจับคนเสื้อแดงที่ร่วมกันก่อเหตุเผาศาลากลาง 84 ราย จับได้แล้ว 12 ราย คดีบุกรุกทำลายทรัพย์สิน เผายางรถยนต์ และฝ่าฝืนคำสั่งพ.ร.ก.ใน สถานการณ์ฉุกเฉิน 328 ราย จับได้แล้ว 36 ราย รวมมีผู้ต้องหาที่ถูกออกหมายจับทั้งสิ้น 412 คน และศาลตัดสินผู้ต้องหาที่รับสารภาพฝ่าฝืนพ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉินไปแล้ว 1 ราย โดยลงโทษปรับ 4,000 บาท จำคุก 6 เดือน โทษจำให้รอลงอาญาไว้ 2 ปี ส่วนผู้ต้องหาที่ร่วมกันเผาศาลากลาง ทางดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษ สำหรับผู้ต้องหาที่ถูกควบคุมตัวไว้ในความผิดอื่น พนักงานสอบสวนจะสรุปสำนวนส่งฟ้องศาลในสัปดาห์หน้า จึงขอประชาสัมพันธ์ให้ญาติพี่น้องผู้ต้องหาที่เหลือให้เข้ามอบตัว เพราะบางเรื่องเป็นคดีไม่ร้ายแรง ส่วนของกลางที่ยึดไว้ขณะนี้ มีเครื่องส่งของสถานีวิทยุ รถยนต์ใช้ขนคน ขนยางรถยนต์ และน้ำมันเชื้อเพลิงจำนวนทั้งสิ้น 9 คัน ซึ่งจะได้ส่งฟ้องพร้อมกันต่อไป
แฉ 1 ใน 6 ศพวัดปทุมฯระบุผิดตัว
ผู้สื่อข่าวเดินทางไปยังบ้านเลขที่ 319/5 หมู่ 2 การเคหะทุ่งสองห้อง แขวงทุ่งสอง ห้อง เขตหลักสี่ กทม. ของนายรพ สุขสถิตย์ อายุ 66 ปี 1 ใน 6 เหยื่อกระสุนปืนที่เสียชีวิตภายในวัดปทุมวนารามราช วรวิหาร เขตอภัยทาน โดยนายรพเป็นศพสุดท้ายที่ตกค้างอยู่ภายในสถาบันนิติเวช ร.พ.ตำรวจ ตั้งแต่วันที่ 20 พ.ค. ญาติเพิ่งขอรับกลับไปทำพิธีทางศาสนาเมื่อวันที่ 30 พ.ค. เนื่องจากเจ้าหน้าที่ระบุชื่อผิดเป็นนายวิชัย มั่นแพ อายุ 30 ปี จนเกิดความสับสน
นางสมพิศ สุขสถิตย์ อายุ 59 ปี ภรรยานายรพ เผยว่า สามีเป็นคนขับรถลีมูซีนส่งผู้โดยสารที่สนามบินสุวรรณภูมิ ปกติเป็นคนสนุกสนานร่าเริงคุยสนุก และขยันขันแข็ง เป็นเรี่ยวแรงสำคัญของบ้าน การทำงานของสามีจะเป็นกะ ไปกินนอนที่สนามบิน สุวรรณภูมิครั้งละ 5-6 วัน จากนั้นกลับมาพักที่บ้านประมาณ 5 วัน ทุกครั้งที่หยุดงานจะมีเพื่อนชวนไปร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดงเป็นประจำ แต่ไม่ค่อยนำมาเล่าให้ที่บ้านฟัง เนื่องจากคนในบ้านไม่ใช่คนเสื้อแดง และไม่ค่อยสนใจอะไรนอกจากทำมาหากิน ครั้งสุดท้ายที่เห็นสามีประมาณวันที่ 17-18 พ.ค. โดยนายรพเพิ่งกลับจากที่ชุมนุมมาอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า ยังเข้าใจว่าจะไปทำงาน ไม่คิดว่ากลับไปร่วมชุมนุมจนต้องมาจบชีวิตลง
เป็นศพไม่มีญาติอยู่นิติเวช
นางสมพิศกล่าวว่า คิดแต่เพียงว่าสามีไปทำงาน เมื่อมีเหตุการณ์ปะทะระหว่างผู้ชุมนุมและทหาร จึงไม่ได้สนใจอะไร จนผ่านไป 2-3 วัน มีเพื่อนมาถามหาว่าปลอดภัยหรือไม่ จึงเริ่มสะกิดใจให้ลูกชายไปสอบถามบริษัมรถลีมูซีนที่สามีทำงานอยู่ เลยรู้ว่าหายตัวไป จึงรีบไปแจ้งความไว้ที่ สน.ทุ่งสองห้อง พอตรวจชื่อคนตายไม่พบชื่อสามี จึงคิดว่าคงเพียงแค่รับบาดเจ็บหรือถูกจับเท่านั้น จึงแยกกับลูกชาย 2 คน คือ นายชยรพ สุขสถิตย์ และนายสุรศักดิ์ สุขสถิตย์ ออกตามหาที่ร.พ.ต่างๆ รวมถึงที่ศอฉ. ทั้งที่กองทัพภาคที่ 1 และ ร.11 รอ. รวมถึงเรือนจำทุกแห่งที่มีข่าวว่าควบคุมตัวกลุ่มคนเสื้อแดงไว้ แต่ไม่พบสักแห่ง
"วันหนึ่งสุรศักดิ์ลูกชายป้า โทรศัพท์มาบอกว่าเจอพ่อแล้ว แต่ไม่เจอตัว เห็นในหนังสือพิมพ์ว่าพ่อนอนตายอยู่ แล้วสุรศักดิ์ก็ไปโรงพยาบาลตำรวจเพื่อขอดูศพ แต่เดินวนเวียนอยู่หน้าโรงพยาบาลไม่กล้าเข้าไป เพราะคนที่ตายไม่ใช่ชื่อพ่อ แต่เห็นว่าเหลือเพียงศพเดียวเท่านั้นที่ยังไม่มีญาติมารับจึงตัดสินใจเข้าไปขอดูศพ และพบว่าเป็นพ่อจริงๆ จึงขอรับศพกลับมาทำพิธีและเพิ่งเผาไปเมื่อวันที่ 2 มิ.ย. และไม่ได้มีทรัพย์สินอะไรกลับมาเลย ทั้งกระเป๋าสตางค์ที่พกติดตัวอยู่ตลอดเวลาหรือทรัพย์สินอื่น" ภรรยาเหยื่อกล่าว
ครวญราชการยังไม่ช่วยเลย
นางสมพิศกล่าวอีกว่า ช่วงงานศพมีเพื่อนบ้านและคนเสื้อแดงมาช่วยงานตลอด และร่วมเป็นเจ้าภาพด้วย ส่วนการช่วยเหลือจากทางราชการ ยังไม่มีอะไรให้ ทั้งที่ไปลงทะเบียนขอความช่วยเหลือทุกแห่งตามที่แจ้งไว้ มีแต่บอกว่าจะติดต่อกลับมาภายใน 1 เดือน หากไม่มีเจ้าหน้าที่ติดต่อมา ให้ไปตามเรื่องเองอีกครั้งเท่านั้น
ด้านนายชยรพ สุขสถิตย์ บุตรชาย กล่าวว่า เมื่อทราบว่าพ่อหายไปได้ออกตามหาพ่อ ร่วมกับน้องชายคือนายสุรศักดิ์ ตอนแรกก็ไม่รู้ว่าจะไปตามหาพ่อที่ไหน เลยคิดว่าน่าจะไปตามที่ที่คิดว่าพ่อน่าจะไป โดยแบ่งสถานที่กันไปตามหา ตนออกตามหาที่บ้านของญาติทุกคน ทั้งบ้านอา บ้านย่า ส่วนน้องชายจะไปตามหาที่ทำงานพ่อคือสนามบินสุวรรณภูมิ ใช้เวลาตามหาประมาณ 1 สัปดาห์ ต่อมาน้องชายไปเจอรูปของพ่อในหนังสือพิมพ์ เลยมั่นใจว่าพ่อเป็นคนในภาพนั้น จึงไปตามที่สถาบันนิติเวช ร.พ.ตำรวจ เพื่อไปขอดูศพที่ไม่มีญาติ ซึ่งขณะนั้นเหลืออยู่ศพเดียวที่ไม่มีญาติมาติดต่อรับดูแล ตนก็มั่นใจว่าต้องเป็นพ่อแน่นอน แต่ทางนิติเวชกลับระบุชื่อผิดเป็นนายวิชัย มั่นแพ อายุ 30 ปี แต่ก็ไม่ได้ติดใจอะไร เมื่อแสดงหลักฐานแล้วก็ขอรับศพพ่อมาทำพิธีทางศาสนา
รับคำเชิญนายกฯ อธิการฯนิด้า ประธานแก้ รธน.
"สมบัติ ธำรงธัญวงศ์" รับคำเชิญ "มาร์ค" ศึกษาแก้ไขแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ เล็งหยิบข้อสรุปของคณะกรรมการสมานฉันท์ฯขึ้นมาปัดฝุ่นใหม่ เชิญนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านจากมหาวิทยาลัยต่างๆมาร่วมเป็นกรรมการ...เมื่อวันที่ 6 มิ.ย. ศ.ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ให้สัมภาษณ์ "ไทยรัฐออนไลน์" ว่า ได้ตอบรับคำเชิญของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีที่จะให้ไปเป็นประธานศึกษาพิจารณาแก้ไขกฎหมายและรัฐธรรมนูญ โดยหลังจากที่มีการแต่งตั้งเป็นลายลักษณ์อักษรแล้วจะได้หารือกับนายกรัฐมนตรีถึงกระบวนการต่างๆ ต่อไป ขณะนี้อยู่ระหว่างการทาบทามคณะกรรมการมาทำงานร่วมกัน จะเชิญนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านจากมหาวิทยาลัยต่างๆ เสนอให้นายกรัฐมนตรีแต่งตั้ง
อย่างไรก็ตามสำหรับการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น คงต้องกลับไปดูข้อศึกษาและข้อเสนอแนะของคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญศึกษาไว้เป็นลำดับแรก
ขณะเดียวกันมีรายงานว่า ศ.ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ จะเป็นประธานคณะกรรมการฯ.
'ไพฑูรย์'รับเสียความรู้สึก นายกฯปรับ ครม.ไม่ปรึกษา
"ไพฑูรย์ แก้วทอง" เผยความในใจเสียความรู้สึก นายกฯปรับ ครม.ไม่ปรึกษา โวผลงานเพียบ รับ "เสธ.หนั่น-ประดิษฐ์" โทรหากั๊กรวม ส.ส.เหนือ ตั้งพรรคใหม่ แย้มลาออก ปชป.บอกเป็นเรื่องอนาคต...เมื่อวันที่ 6 มิ.ย. นายไพฑูรย์ แก้วทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ให้สัมภาษณ์"ไทยรัฐออนไลน์" ถึงกรณีการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทำให้พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานว่า ตอนนี้สบายดี แต่ว่างงาน มีงานหน้าที่ ส.ส.อย่างเดียว ส่วนการลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์นั้น คงยังก่อน ปล่อยเป็นเรื่องของอนาคต จริงๆ แล้วตนไม่ยึดติดกับตำแหน่ง เป็น ส.ส. 11 สมัย เป็นรัฐมนตรีมา 6 สมัย อายุก็มากแล้ว แต่ยอมรับว่าเสียความรู้สึกนิดหนึ่งตรงที่ว่า จะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรในระดับตน ควรจะมาปรึกษา แต่ก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่ก็ไม่ได้ซีเรียสมากมาย เพราะอายุมากแล้ว แต่ก็เป็นห่วงคนรุ่นหลัง รุ่นหนุ่ม รุ่นลูก ตนก็ยังอยู่พรรคประชาธิปัตย์
"ที่ผ่านมาผมเองถือว่าผลงานโดดเด่น เพราะบ้านเมืองช่วงวิกฤติ ทำให้แรงงานมาอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบ เป็นครั้งแรกที่มีกลุ่มผู้นำแรงงาน ไม่ว่าจะเป็นพวกรัฐวิสาหกิจ องค์กรแรงงานทั่วไปมารวมตัวกันเป็นหนึ่งจัดงานวันแรงงาน จากที่จะแยกกันหลายก๊กหลายพวก วิกฤติเศรษฐกิจที่คนตกงานเป็นล้านคน ทำให้เป็นปกติได้ ท่านนายกรัฐมนตรีก็เคยเอ่ยปากชมนโนบายของผมเรื่อง 3 ลด 3 เพิ่ม ผลงานไม่มีปัญหา แต่เค้าให้เหตุผลคือ เค้าอยากจะได้คนหนุ่มๆ เข้ามา เพื่อมีโอกาสทำงานบ้าง จะได้เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ในอนาคต "นายไพฑูรย์ กล่าว
นายไพฑูรย์ กล่าวอีกว่า นายกรัฐมนตรีได้พูดให้ฟังแล้ว ตนก็บอกไปว่าไม่มีปัญหา ในเมื่อมีนโยบายเช่นนั้น ก็ต้องทำตาม อย่างไรก็ตามยอมรับว่า พล.ต.สนั่น ขจรประศาสตร์ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา และนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ได้โทรศัพท์มาหา แต่ก็คุยกันธรรมดา บอกว่าเสียใจด้วย ส่วนการตั้งพรรคใหม่เพื่อดูแลการเลือกตั้งในภาคเหนือนั้น เป็นเรื่องของอนาคต ตอนนี้ยังไม่มีอะไร ยังทำหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎร เป็น ส.ส.ช่วยพรรคประชาธิปัตย์ดูแล ส.ส.ในกลุ่มต่อไป.
ทูลเกล้าฯแต่งตั้ง 'ครม.มาร์ค5' 8เก้าอี้รัฐมนตรี
นายกฯอภิสิทธิ์ กล่าวก่อนนำคณะบินร่วมประชุม World Economic Forum on East Asia ที่เวียดนาม ได้นำรายชื่อ "ครม.ใหม่" ขึ้นทูลเกล้าฯพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อขอโปรดเกล้าฯแต่งตั้งแล้ว...เมื่อวันที่ 6 มิ.ย. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และคณะ ออกเดินทางจากท่าอากาศยานทหาร กรมการขนส่งทหารบก ดอนเมือง กรุงเทพฯ ไปยังสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เพื่อเข้าร่วมประชุม World Economic Forum on East Asia ณ นครโฮจิมินห์ โดยนายกฯ กล่าวว่า ได้นำรายชื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ใหม่ ขึ้นทูลเกล้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อขอโปรดเกล้าฯแต่งตั้งแล้ว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับรายชื่อ ครม.อภิสิทธิ์5 ประกอบด้วย
- นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
- นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
- นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน นั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน
- นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ นั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม
- นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที)
- นายวีระชัย วีระเมธีกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาตร์และเทคโนโลยี
- นายมั่น พันธโนทัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง
- นายไชยยศ จิรเมธากรรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
ถอดรหัสสวนโมกข์ รหัสธรรมแห่งชีวิต

เหนือซุ้มประตูเข้าวัดธารน้ำไหล มีเสาปักอยู่ 5 ต้น ต้นกลางสูงจากนั้นไล่ระดับลงมา เสา 5 ต้นนี้บอกอะไร
ความรู้สึกนึกคิดเกี่ยวกับสัญลักษณ์นี้ ท่านพุทธทาสบอกไว้ว่า "มาจากอมราวดี วิหารอมราวดีทุกแห่งแม้ที่บูชาพระพุทธรูปจะมีขีด 5 ขีดอยู่ข้างหลัง ผมชอบคำว่า 5 ก็เลยเอามาเป็นเสา 5"
ความหมายของเสา 5 ของท่านพุทธทาส ต่างจากเสาร์ห้าที่เคยเป็นภาพยนตร์อันโด่งดัง และฤกษ์งามยามดีทางโหราศาสตร์ อย่างแน่นอน ท่านบอกรหัสไว้ว่า "แทนได้หลายอย่าง ละเสีย 5 คือนิวรณ์ 5 ประพฤติ 5 คือพละ 5 อินทรีย์ 5...ยังมี 5 อื่นๆอีกแยะ"

ท่านสรุปไว้ว่า "คนอื่นตีความอย่างไรก็ตามใจเขา เรานึกๆอยู่ในใจของเราว่า อินทรีย์ 5 พละ 5 จะตรงที่สุด ที่อมราวดีในอินเดียสมัยโน้น เขาอาจจะหมายถึงพระเจ้า 5 องค์ก็ได้"
ริมกรอบประตูที่เสา 5 ต้นปักขึ้นไป ด้านซ้ายและขวามีภาพนกฮูก ภาพนี้มิเพียงลวดลายประดับ แต่ยังต้องการให้พุทธศาสนิกชนตระหนักถึงธรรม

"นกฮูกคนใต้ถือว่าเป็นสัตว์อัปมงคล แต่ท่านพุทธทาสกลับเห็นว่า คือสัญลักษณ์ของนักปราชญ์ สอนให้รู้จักฟังให้เต็มหู ดูให้เต็มตา พูดจาให้แหลมคมเหมือนนักปราชญ์"
รหัสธรรมในสวนโมกข์ เตะตาให้มอง สะกิดใจให้คิดตั้งแต่ ลอดซุ้มประตูเข้าไป เรื่อยเข้าไปตามจุดต่างๆของวัด คนที่สนใจ ใคร่ครวญธรรม ก่อนเข้าประตูก็พบปริศนาให้คลี่ เพื่อทวีปัญญากันแล้ว

อาจารย์นุ้ย
พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี ถึงกับฟันธงกับคณะเรียนรู้ธรรม ตามรอยพุทธทาส ของ อสมท และหอจดหมายเหตุพุทธทาสฯ คราวไปเยือนว่า เพียงแค่ประตูท่านพุทธทาสก็น็อกคนด้วยธรรมแล้ว
วัดธารน้ำไหล เป็นสวนหนึ่งของสวนโมกขพลาราม ตั้งอยู่ที่หมู่ 6 ตำบลเลม็ด อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี แต่ละวันพุทธศาสนิกชนเข้าไปเยี่ยมเยือนไม่น้อยกว่า 1,000 คน
เจ้าอาวาสวัดธารน้ำไหล ปัจจุบันคือ พระภาวนาโพธิคุณ หรือพระอาจารย์ โพธิ์ จุนฺทสโร วัยเฉียด 80 ปี แต่ยังแข็งแรง เป็นชาวจังหวัดสุราษฎร์ธานี ท่านเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญของสวนโมกข์ ผู้เคียงบ่าเคียงไหล่มากับท่านพุทธทาสตั้งแต่เริ่มก่อสร้าง
"อาตมาบ้านอยู่เกาะสมุย ท่านพุทธทาสให้มาอยู่ช่วยงาน" แล้วก็อยู่ เรื่อยมา จนได้เป็นเจ้าอาวาส ทั้งๆที่ "ไม่เคยตั้งใจเป็นเจ้าอาวาสเลย หลบหลีกมาตลอด แต่ท่านขอร้องให้เป็น กลายเป็นภาระที่หนักมาตลอด แต่ ก็พยายามฝึกฝน อดทน และเฝ้าสังเกต" ทำให้กิจการต่างๆผ่านมาด้วยดี
พระภาวนาโพธิคุณกล่าวในช่วงหนึ่งคราวแสดงธรรมเทศนา ณ ลานหินโค้ง ซึ่งเป็นธรรมศาลาธรรมชาติ มีเพียงพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ และแท่นไหว้พระเท่านั้น นอกนั้นใช้ฟ้าต่างหลังคา มีฝาเป็นแมกไม้ ใช้สายลมแทนพัดลมหรือแอร์อันฉ่ำเย็น

นพ.บัญชา
ท่านแสดงธรรมเทศนาต่อว่า เพราะมีพระพุทธเจ้า จึงมีพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์เกิดขึ้น ทำให้เกิดพุทธบริษัทเต็มไปทั้งโลก พระองค์ท่านมีธรรมวินิจฉัยโลกได้อย่างแจ่มแจ้งไม่มีใครยิ่งกว่า
เราจะเห็นว่าการปกครองบ้านเมืองมีอยู่หลายระบอบ สมัยหนึ่งคอมมิวนิสต์จะครองโลก ถึงกับมีคนมาถามท่านพุทธทาสว่า คอมมิวนิสต์จะเป็นอันตรายต่อพระพุทธศาสนาหรือไม่ ท่านก็บอกว่าไม่หรอก พุทธศาสนาไม่ได้อยู่ที่การเมือง แต่อยู่ที่พุทธบริษัท
เดี๋ยวนี้การปกครองแบบคอมมิวนิสต์ก็ล่มสลาย แบบประชาธิปไตย หรือทุนนิยมอย่างอเมริกาปัจจุบันก็เจอวิกฤติถึงกับไปไม่รอด แต่พุทธศาสนายังดำรงอยู่ แถมยังมีคนศึกษาเพิ่มอยู่ทุกๆปี

อาจารย์โพธิ์
เกิดเป็นคนไทย พระอาจารย์โพธิ์บอกว่าน่ายินดีที่ผืนแผ่นดินอุดมสมบูรณ์ และมีพระพุทธศาสนาเป็นแนวทางประพฤติปฏิบัติตน แต่น่าเสียดายที่คนไทยไปหลงวัตถุตามฝรั่ง ซึ่งเอาเข้าจริงเขาก็ไปไม่รอดแล้ว
ดังนั้น ทางออกคือ ต้องชักชวนกันเข้าใจธรรมะ
แนวทางปฏิบัติพระอาจารย์บอกว่า ให้ยึดตามแนวของท่านพุทธทาสบอกไว้ 3 ประการ นั่นคือ การเข้าถึงหัวใจของศาสนาของตน การทำความเข้าใจระหว่างศาสนา เพราะในประเทศไทยมีหลายศาสนา เราจำเป็นต้องทำความเข้าใจเพื่อร่วมมือกัน ช่วยเหลือมนุษยชาติ ไม่ควรเปรียบเทียบเพื่อหาความแตกแยก
และประการสำคัญ ออกมาเสียจากอำนาจวัตถุนิยม เพราะวัตถุนิยมเป็นความรู้ที่ขาดสติปัญญา เป็นทาสตา หู จมูก ลิ้น กาย ต้องมีสติปัญญาใช้อายาตนะเพื่อการศึกษาให้วัตถุเพียงแต่รับใช้จิต ให้จิตอยู่เหนืออำนาจความสุขที่แท้จริงต้องอยู่เหนือวัตถุ

ว.วชิรเมธี
ท่านเน้นว่าเราต้องสู้กับมาร มารในศาสนามีหลายชนิด แต่พระพุทธเจ้าชนะมารได้ มารที่ยิ่งใหญ่คือกิเลส ถ้าเราชนะไม่ได้ เราก็เป็นสาวกของพระพุทธเจ้าไม่ได้
เลยลานหินโค้ง หรือศาลาธรรมชาติทางทิศตะวันออกเฉียงใต้คือ โรงมหรสพทางวิญญาณ ด้านนอกมีภาพปูนปั้นเล่าเรื่องพุทธประวัติ ด้านในมีภาพปริศนาธรรม แต่ละภาพมีความหมายอย่างไร ถ้าดูเองแล้วไม่รู้เรื่องก็มีพระอาจารย์นุ้ย สมฺปนฺโน บรรยายให้เป็นวิทยาทาน
อย่างภาพชื่อ อยู่ให้เหมือนลิ้นในปากงู
ท่านอธิบายว่า ลิ้นในปากงูนั้น ไม่เคยถูกเขี้ยวงูที่เต็มไปด้วยพิษขบกัด หรือทำอันตรายได้เลย งูสามารถประคับประคองลิ้นให้ อยู่รอดปลอดภัยได้ แสดงว่ามันฉลาด ถ้าไม่ฉลาดมันคงถูกเขี้ยวพิษถึงตายได้
แล้วเราล่ะ จะอยู่อย่างไรที่ไม่ให้เขี้ยวโลกกัดเอา
พิจารณาภาพ ใคร่ครวญในหลักธรรม แล้วนำมาพิจารณาตัวเอง ใครที่เพิ่งไปเยือนสวนโมกข์ครั้งแรกๆย่อมเกิดความรู้ ความเข้าใจในตนเองและในธรรม ส่วนจะมากน้อยเพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับวุฒิปัญญาของแต่ละคนโดยแท้
หลังท่านพุทธทาสจากไป คนที่เข้าสวนโมกข์มากกว่าหรือไม่เพราะอะไร เรื่องนี้พระอาจารย์นุ้ยบอกว่า ภาพที่เห็นคือ คนที่เป็นเจ้าใหญ่นายโตอย่างรัฐมนตรี ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ และคนสำคัญๆของประเทศนั้นลดลงไป แต่จำนวนของพุทธศาสนิกชนนั้นไม่ลด มีเพิ่มขึ้นมาเป็นจำนวนมาก
อาจเป็นเพราะว่า "ทุกข์ทำให้คนเกิดศรัทธา ครูบาอาจารย์ นักศึกษา นักเรียน เข้ามาศึกษาธรรมในสวนโมกข์เป็นอย่างมาก แต่ละวันนับเป็นพันคน บางวันอาตมาแทบไม่ได้พักเลย"
เมื่อถามว่า หลังจากศึกษาธรรมแล้ว ความรู้ ความเข้าใจที่ได้นั้นเป็นอย่างไร อาจารย์ยิ้มพลางกล่าวติดตลกว่า "ส่วนมากได้ไข่เค็ม"
ธรรมรสของท่านพุทธทาสนั้น อย่างไรก็เป็นอกาลิโก พร้อมชี้ทางสว่างทางสวรรค์ให้พุทธศาสนิกชนทั้งไทยและต่างประเทศ เช่น นพ.บัญชา พงษ์พานิช เลขานุการหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินฺทปัญโญ เล่าว่า ขณะที่ปฏิบัติหน้าที่นั้นหาคำตอบให้กับชีวิตไม่ได้ ต่อเมื่อได้อ่าน "อิทัปปัจจยตา" จึงได้คำตอบ
"เมื่อมีสิ่งนี้ๆเป็นปัจจัย สิ่งนี้ๆย่อมเกิดขึ้น"
สัจจะของพระพุทธองค์นี้ เหมาะกับการนำมาใคร่ครวญทุกปัญหา ไม่เว้นแม้แต่เหตุการณ์บ้านเมืองในปัจจุบัน.
ตอกลิ่มความเกลียด เพิ่มอาฆาตแค้น

ผ่านพ้นไปแล้ว แบบดุเดือดเลือดพล่าน
สำหรับการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ที่ฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย ใช้เวทีสภาผู้แทนราษฎร อภิปรายไม่ไว้วางใจนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
และรัฐมนตรีอีก 5 คน ได้แก่ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล
รมว.มหาดไทย และนายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม
ผลจากการลงมติ นายกฯอภิสิทธิ์ ได้รับคะแนนเสียงไว้วางใจ 246 ต่อ 186 นายสุเทพ ได้คะแนนเสียงไว้วางใจ 245 ต่อ 187 นายกรณ์ ได้คะแนนเสียงไว้วางใจ 244 ต่อ 187 นายกษิต ได้คะแนนไว้วางใจ 239 ต่อ 190
นายชวรัตน์ ได้คะแนนไว้วางใจ 236 ต่อ 194 และ นายโสภณ ได้คะแนนไว้วางใจ 234 ต่อ 196
ทั้งนี้โดยเกณฑ์การลงมติในญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจตามกติกาของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน กำหนดว่า
มติไม่ไว้วางใจต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร
โดยสภาผู้แทนราษฎรในปัจจุบันมีจำนวน ส.ส.รวมทั้งสิ้น 475 คน มากกว่ากึ่งหนึ่ง ก็คือ 238 เสียง
เมื่อผลการลงมติที่ออกมา คะแนนเสียงไม่ไว้วางใจ ไม่มากกว่ากึ่งหนึ่งของสภาฯ หรือไม่ถึง 238 เสียง นั่นก็ หมายความว่า
นายกฯอภิสิทธิ์และรัฐมนตรีทั้ง 5 คน ยังสามารถนั่งอยู่ในตำแหน่ง ทำหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินต่อไปได้
อย่างไรก็ตาม จากการที่ ส.ส.ฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย เปิดเวทีสภาฯ อภิปรายไม่ไว้วางใจ ถล่มรัฐบาล 2 วัน 2 คืน
โดยเนื้อหาส่วนใหญ่เน้นย้ำไปที่สถานการณ์ความรุนแรงจากการที่รัฐบาล โดยศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ ฉุกเฉิน (ศอฉ.) สั่งใช้กำลังทหาร
ปฏิบัติการกระชับพื้นที่บีบล้อมสี่แยกราชประสงค์ เพื่อกดดันแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ให้ยุติการชุมนุม
เป็นเหตุให้เกิดความสูญเสีย มีคนเจ็บคนตายเป็นจำนวนมาก
และยังนำไปสู่การก่อเหตุจลาจลเผาเมือง อาคารหลายแห่งในย่านธุรกิจสำคัญใจกลางกรุงเทพฯถูกไฟไหม้ พินาศเสียหาย
ความวุ่นวายขยายวงลุกลามไปถึงต่างจังหวัดทั้งภาคเหนือและภาคอีสาน ม็อบเสื้อแดงบุกเผาศาลากลางจังหวัดและสถานที่ราชการหลายแห่งเสียหายวายวอด
ถือเป็นเหตุวิกฤติสูญเสียครั้งใหญ่ของประเทศ
ที่สำคัญ จากภาพและบรรยากาศในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ที่มีการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ไปทั่วประเทศ
ผู้คนได้เห็น ได้ยิน ได้ฟัง ข้อมูลจากการอภิปรายฯของ ส.ส.ฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย และการชี้แจงตอบโต้ของนายกฯและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง
คงเกิดความรู้สึกที่หลากหลาย ตามแต่ความรู้สึกนึกคิด ความเชื่อ และวิจารณญาณของแต่ละคน
มีทั้งชื่นชอบบทบาทฝ่ายค้าน ชื่นชมบทบาทรัฐบาล เบื่อฝ่ายค้าน หน่ายรัฐบาล เกลียดฝ่ายค้าน โกรธแค้นรัฐบาล
เป็นเรื่องนานาจิตตัง ทรรศนะใคร ทรรศนะมัน
ในขณะเดียวกัน ก็มีผู้คนอีกจำนวนไม่น้อยที่ได้ฟังข้อมูลจากเวทีอภิปรายไม่ไว้วางใจในครั้งนี้แล้วก็ยิ่งรู้สึกสับสน
คิดว่าจะได้ความกระจ่างในเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น แต่กลับต้องมึนตึ้บยิ่งกว่าเดิม
ไม่รู้ว่าจะเชื่อข้อมูลของฝ่ายไหน
เพราะ ส.ส.ฝ่ายค้าน ก็อภิปรายถล่ม แฉข้อมูล โชว์คลิป โชว์ รูปภาพเหตุการณ์ เพื่อชี้ให้เห็นว่า รัฐบาลสั่งใช้กำลังทหาร ปฏิบัติการ รุนแรง
ใช้อาวุธสงครามยิงใส่กลุ่มผู้ชุมนุม ทำให้มีคนบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก
ประณามรัฐบาลสั่งฆ่าประชาชน ประณามนายกฯมือเปื้อนเลือด
ขยายแผล ให้เกิดความเกลียดชังรัฐบาล
ในขณะที่ฝ่ายรัฐบาล โดยนายกฯอภิสิทธิ์ และรองนายกฯสุเทพ ก็ลุกขึ้นชี้แจงข้อกล่าวหา แสดงข้อมูล โชว์รูปภาพ โชว์คลิปเหตุการณ์
เพื่อชี้ให้เห็นว่า ทหารแค่กระชับพื้นที่รอบๆแยกราชประสงค์ เพื่อกดดันให้แกนนำยุติการชุมนุม แต่มีการต่อต้านจากการ์ดเสื้อแดงและกองกำลังติดอาวุธที่แฝงอยู่ในม็อบึ
ทำให้เกิดการปะทะกับกองกำลังติดอาวุธที่ใช้อาวุธสงครามยิงใส่ทหาร เจ้าหน้าที่มูลนิธิ นักข่าว และผู้ชุมนุม เป็นเหตุให้เกิดการบาดเจ็บล้มตาย
ขยายผล เรื่องกลุ่มก่อการร้ายที่แฝงอยู่ในม็อบ
ต่างฝ่ายต่างอ้างข้อมูลหลักฐาน ชี้หน้าโยนความผิดให้ฝ่ายตรงข้าม ชี้นำให้สังคมเกิดความเกลียดชังอีกฝ่ายหนึ่ง
โดยภาพรวมของการอภิปรายไม่ไว้วางใจในครั้งนี้ เวทีสภาจึงไม่ได้เป็นเวทีในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งของคนในชาติ
ไม่ได้ลดภาวะสงคราม
แต่เป็นเวทีด่าทอ โหมความแค้น
หยิบเอาประเด็นร้อนๆจากวิกฤติการเมืองบนท้องถนนเข้ามาขยายผลกันในสภาผู้แทนราษฎร
ตอกลิ่มความเกลียดชัง เพิ่มดีกรีความอาฆาตแค้น
ขยายความขัดแย้งในสังคมให้แตกแยกมากยิ่งขึ้นไปอีก
ส่วนการอภิปรายไม่ไว้วางใจในประเด็นเรื่องการทุจริตคอรัปชันในกระทรวงต่างๆ ที่ถือเป็นหน้าที่หลัก ของฝ่ายค้าน
กลายเป็นเพียงน้ำจิ้ม เป็นแค่ส่วนประกอบ ไม่ได้ลงลึก แบบเอาเป็นเอาตาย
เพราะเทน้ำหนักไปที่การขยายแผลเหตุการณ์ นองเลือดจากวิกฤติม็อบเสื้อแดงเป็นหลัก
อย่างไรก็ตาม ผลการลงมติในญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ แม้นายกฯอภิสิทธิ์ และรัฐมนตรีอีก 5 คน สามารถผ่าน การอภิปรายฯมาได้
แต่ก็มีเหตุทำให้รัฐบาลเกิดอาการเครื่องรวน เนื่องจากมี ส.ส.ของพรรคเพื่อแผ่นดิน ซึ่งเป็นหนึ่งในพรรคร่วมรัฐบาล
ปฏิบัติการหักดิบพรรคภูมิใจไทย
โหวตสวน ลงคะแนนไม่ไว้วางใจ นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย จำนวน 10 เสียง
และลงคะแนนไม่ไว้วางใจ นายโสภณ ซารัมย์ รมว. คมนาคม จากพรรคภูมิใจไทย จำนวน 14 เสียง
อันเป็นผลมาจากปัญหาความขัดแย้งและการขบเกลียวระหว่างแกนนำพรรคเพื่อแผ่นดินกับแกนนำพรรคภูมิใจไทย
ทั้งปัญหาการทับซ้อนของพื้นที่ฐานเสียง การจัดสรรงบประมาณขององค์กรส่วนท้องถิ่น การโยกย้ายข้าราชการ รวมไปถึงการที่พรรคภูมิใจไทยพยายามเดินเกมใต้ดิน ต่อสายดึงลูกพรรคเพื่อแผ่นดินบางส่วนไปเข้าสังกัด
ปัญหาที่เกิดขึ้นจึงกลายเป็นความแค้นสะสม และระเบิดออกมาในช่วงการลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจ
ภายใต้เหตุผลว่า รับไม่ได้กับปัญหาการทุจริตที่เกิดขึ้นในกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงคมนาคม
ขณะที่แกนนำพรรคภูมิใจไทย ก็ยอมไม่ได้ที่โดนแทงหลังโหวตสวนกลางสภาฯ ยื่นคำขาดให้นายกฯอภิสิทธิ์ตัดสินใจเลือกข้างว่าจะเอาพรรคเพื่อแผ่นดิน หรือพรรคภูมิใจไทย ร่วมรัฐบาลต่อไป
ส่งผลให้นายกฯอภิสิทธิ์ต้องตัดสินใจปรับ ครม.ในส่วนของพรรคเพื่อแผ่นดิน ยึดเก้าอี้ รมว.อุตสาหกรรม รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศฯ และ รมช.คลัง ในโควตาของกลุ่มวังพญานาค และกลุ่มโคราช กลับคืนมา
เหลือไว้เฉพาะเก้าอี้ รมช.ศึกษาธิการ ของกลุ่มบ้านริมน้ำ ในพรรคเพื่อแผ่นดิน ที่โหวตหนุนนายชวรัตน์และนายโสภณ
พร้อมกับต่อสายดึงพรรคมาตุภูมิ และ ส.ส.กลุ่มเล็กกลุ่มน้อยบางส่วนในพรรคเพื่อแผ่นดิน เข้ามาร่วมรัฐบาล
และถือโอกาสปรับ ครม.ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ 3–4 เก้าอี้ สลับสับเปลี่ยนกันเข้ารับตำแหน่ง
กระเพื่อมกระฉอก ไปตามธรรมชาติของการเมือง
ปรากฏการณ์ทั้งหมดนี้ คือผลกระทบที่เกิดจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจ
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางสถานการณ์ที่ความขัดแย้งในสังคมจากเหตุการณ์นองเลือด กรณีวิกฤติม็อบเสื้อแดง ได้ถูกนำมาขยายผลจากการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภาผู้แทนราษฎร
ขยายแผล สร้างความเกลียดชัง
เพิ่มดีกรีความอาฆาตแค้นให้กับมวลชนคนเสื้อแดง
ตรงนี้ถือเป็นเรื่องที่อันตราย เพราะสุ่มเสี่ยงต่อการที่จะถูกปลุกเร้าให้ออกมาตอบโต้ แก้แค้น
ซึ่งจะเป็นอุปสรรคสำคัญ ต่อการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ของคนในชาติ
มาถึงวันนี้ แม้รัฐบาลภายใต้การนำของนายกฯอภิสิทธิ์ จะต้องเผชิญกับแรงกระเพื่อมและแรงเสียดทานในการปรับ ครม.
แต่เมื่อยังมีสถานะเป็นรัฐบาล ก็มีหน้าที่จะต้องเดินหน้าแผนปรองดอง เพื่อสร้างความสมานฉันท์ในประเทศ
ต้องเร่งดำเนินการตามแผนปรองดอง 5 ข้อ ที่ประกาศไว้ให้เป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด
เพื่อให้สังคมไทย ทุกคนทุกฝ่าย อยู่ร่วมกันได้ด้วยสันติสุข
แม้จะลำบากยากเย็นแค่ไหน ก็ต้องทำ.
"ทีมการเมือง"
Saturday, June 5, 2010
ก่อการร้าย 2 สี
ที่มา ข่าวสด
วงค์ ตาวัน
ขณะที่รัฐบาลเดินหน้าจัดการกับเสื้อแดงในข้อหาก่อการร้ายอย่างเอาจริงเอาจัง จับขัง-จับขังเป็นว่าเล่น แต่ถ้ายังเล่นบทเตะถ่วงคดีก่อการร้ายสากลซึ่งมีเสื้อเหลืองตกเป็นผู้ต้องหาอยู่เช่นนี้
จะกลายเป็นปัญหา 2 มาตรฐาน ให้ประชาชนวงกว้างได้มองเห็น
ทะเลาะกับเสื้อแดงก็หนักหนาสาหัสอยู่แล้ว
ถ้ายังทำให้คนกลางๆ มองเห็นความไม่เที่ยงธรรมอย่างชัดเจน จะยิ่งทำให้รัฐบาลขาดการสนับสนุนมากขึ้นเรื่อยๆ
เพราะฉะนั้น อย่าเพลิดเพลินอยู่กับการไล่บดขยี้ฝ่ายนปช. จนเกิดผลเสียต่อรัฐบาลเอง
ยิ่งรังแกเขาฝ่ายเดียว ยิ่งจะทำให้มีผู้เห็นใจ หันไปสนับสนุนเพิ่มมากขึ้น
ใครก็ตามที่ยื้อคดีพันธมิตรยึดสนามบินอยู่ คนนั้นแหละคือผู้ทำลายรัฐบาลโดยไม่รู้ตัว!
ความจริงคดีนี้ ตำรวจที่รับผิดชอบสำนวนคดีนำโดยพล.ต.ท.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้ช่วยผบ.ตร. ก็รู้กันดีว่า ไม่ใช่ตำรวจมะเขือเทศ
เดินหน้าไปตามพยานหลักฐาน ละเอียดรอบคอบ จนกระทั่งต้นเดือนมี.ค. ได้สรุปสำนวนคดีเสร็จสิ้น หอบขึ้นรถขนไปถึงศาลอาญาเพื่อเสนอออกหมายจับเหล่าแกนนำพันธมิตร
ดันมีโทรศัพท์จากผู้ใหญ่ ให้ระงับเอาไว้ก่อน
อ้างว่าขอให้ไปสอบสวนเพิ่มเติมให้ครบถ้วนกว่านี้
พนักงานสอบสวนก็กลับไปทำตามคำสั่ง จนกระทั่งต้นเดือนพ.ค.ก็สรุปเสนออีกว่าเสร็จสิ้นแล้ว ยังโดนดองอีก!
โดยล่าสุดมีการสั่งตรวจสำนวนอีกรอบ บอกว่าน่าจะใช้เวลาอีกสักเดือน
หารู้ไม่ว่า ช้าไปแค่วันเดียว ก็คือการเร่งวันเสื่อมถอยของรัฐบาลที่อาจจะมากกว่า 1 วัน
ช้าไปเป็นเดือน จะเสื่อมทรุดขนาดไหน
ที่เขาพูดกันว่ายุติธรรมไม่มี สามัคคีก็ไม่เกิด มันเป็นเช่นนี้เอง!!
ต้องขอย้ำว่า ประชาชนคนเป็นกลาง เขาเฝ้ามองอยู่ ถ้าปราบแต่เสื้อแดง ไม่แตะเสื้อเหลือง จะยิ่งทำให้เสื้อแดงมีเพิ่มมากขึ้นเป็นเงาตามตัว
เสื้อแดงยึดย่านธุรกิจ แยกราชประสงค์ ก็ต้องชดใช้ความผิด ตอนนี้ก็นอนอยู่ในคุกเป็นทิวแถว
แต่เสื้อเหลืองปิดสนามบิน 2 แห่ง เข้าขั้นก่อการร้ายสากล กลับยังลอยนวล!?
แล้วใครสร้างผลกระทบประเทศชาติหนักหนาสาหัสกว่ากัน ไม่ต้องอธิบายความ
ถ้าปราบแต่ก่อการร้าย ละเว้นก่อการร้ายสากล
นั่นคือการบอมบ์ตัวเองของรัฐบาล!
ไพ่
ที่มา ข่าวสด
นับว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้าน ได้กำไรติดมือกลับมาบ้าง
เมื่อกลายเป็นจุดแตกหักของพรรคร่วม 2 พรรค ภูมิใจไทยกับเพื่อแผ่นดิน
ซึ่งผลประโยชน์ขัดแย้งกันอย่างรุนแรง ในพื้นที่จ.นครราชสีมา
หักเหลี่ยมเฉือนคม คุกรุ่นกันมานาน
แต่มาปะทุกันกลางสภา ผ่านการ "โหวตสวน"
เป็นรอยร้าวรุนแรง จนส่อเค้าต้องมีการปรับครม.
ส.ส.ซีกรัฐบาลบางส่วน ต้องย้ายขั้วไปร่วมฝ่ายค้าน
ถือเป็นกำไรที่พรรคเพื่อไทยเอง ไม่รู้คาดฝันถึงเกมนี้ไว้ก่อนหรือเปล่า?
ปกติที่ผ่านมา การปรับครม.ในบางคราว กลายเป็นจุดเริ่มต้นนับถอยหลังของรัฐบาล
ปรับทีนึง ก็เสียพวกทีนึง
บางทีปรับไปแล้ว มีคนไม่พอใจ ก็กลายเป็นปมขัดแย้งฝังลึกแถมมาอีก
อย่างไรก็ดี เมื่อเทียบกับอายุรัฐบาล ที่เหลือแค่ไม่ถึง 2 ปี
การปรับครม.จนเหลือ "มือ" ในสภาน้อยลง
อาจไม่ทันส่งผลกระทบร้ายแรงอะไร ก็ถึงเวลารัฐบาลหมดอายุเสียก่อน
ขณะเดียวกัน ปฏิเสธไม่ได้ว่าสัญชาตินักการเมืองนั้น
ย่อมมีพวกที่พร้อมจะเข้า "เสียบ" แทน พวกที่ถูกปรับออกไป
ไม่ว่าใคร มาเล่นการเมือง ก็เพื่อหวังจะเป็นรัฐบาลกันทั้งนั้น
จากนี้จึงดูเหมือนว่า พรรคเพื่อไทย หรือพูดตรงๆ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
น่าจะ "หมดไพ่" เล่น แทบจะสิ้นเชิง
เพราะม็อบเสื้อแดงแตกญญ่าย แกนนำโดนเช็กบิลแบบไม่ยั้งไมตรี
โอกาสกลับมาแก้มือ ก่อม็อบรอบที่สามในปีหน้า แทบเป็นไปไม่ได้
กองกำลังไม่ทราบฝ่าย ก็หนีการไล่ล่าของรัฐบาล ไม่รู้ไปอยู่ที่ไหน
ส่วนการใช้เวทีสภาขับไล่รัฐบาลของพรรคเพื่อไทย ก็ให้ผลลัพธ์เท่าที่เห็น
หน้าที่การลำเลียงมวลชนจากต่างจังหวัดมาชุมนุม ก็ไม่รู้จะมีโอกาสได้ทำอีกหรือเปล่า?
คงไม่ได้เป็นการฟื้นฝอยหาตะเข็บกันไกลไป
หากจะบอกว่าความเพลี่ยงพล้ำทั้งหลายทั้งปวง ก็เพราะมัวแต่อ่าน "ไพ่" ของฝ่ายรัฐบาลกันอยู่นั่น
ไม่อ่านเงียบๆ ยังเอามาพูดเยาะเย้ยเสียดสีบนเวทีออกสื่ออีกต่างหาก "นายอภิสิทธิ์หมดไพ่เล่น"
ทั้งที่ม็อบเป็นฝ่ายชนะไปแล้วเห็นๆ นับจากนายกรัฐ มนตรีประกาศวันเลือกตั้งออกมา
ไม่ใช่แค่ชนะธรรมดา แต่นายกฯ อภิสิทธิ์ที่ยอมอ่อนข้อกับม็อบ
ยังโดนกำแพงพิงหลังของตัว ถล่มใส่หัว
แพ้ให้เสื้อแดงไม่พอ ยังโดนแฟนคลับตัวเอง ก่นประณามหยามเหยียดแทบหมดสภาพ
พอแพ้พลิกล็อก เพราะนายกฯ ดันจั่วได้ไพ่ใหญ่ กินเรียบ
พลังประสานการเคลื่อนไหว ก็เลยกราฟตก
คงได้แต่รอเวลาเลือกตั้งใหม่ เมื่อรัฐบาลอยู่ครบเทอม



