WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, June 9, 2010

ยุบ ปชป.จริงป่ะ?

ที่มา บางกอกทูเดย์



เป็นอีกหนึ่งที่ถูกจับตามองว่าคดีจะ “พลิกหรือไม่”สำหรับคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ กรณีเงินบริจาค 258 ล้านบาท ที่ถูกส.ส.ฝ่ายค้านอย่างพรรคเพื่อไทย อภิปรายไม่ไว้วางใจเมื่อปี2552 ที่ทำไปทำมา “ทำไม”คดีจึงเหมือนจะส่อเค้าว่าจะโอละพ่อซะงั้น! เพราะอยู่ดีๆข้อมูลการสอบสวนคดีนี้ที่ “พ.ต.ท.วรชัย อารักษ์รัฐ” หัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ที่ดูแลคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ มีอันต้องอันตธานหายไปอย่างไร้ร่อยร่อง เพราะถูกมือดีฉกโน๊ตบุ๊คหนีหายไปดื้อๆ งานนี้เลยต้องอึ้งกิมกี้...เพราะหลักฐานสำนวนที่สำคัญหายไปแล้ว ทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องจึงออกมาการันตีว่า...ไม่กระทบกับการพิจารณาสำนวน

โดย นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานกกต. เชื่อว่า พยานในคดีทุกคนยังมีชีวิตอยู่ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ด้าน นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ กล่าวว่า สำนวนหลักฐานคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ได้ส่งมอบให้กกต. หมดแล้ว และสำนวนคดีก็ไม่ได้ถูกโจรกรรม แต่เป็นการทุบรถเพื่อขโมยคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กเท่านั้น

ส่วน นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่มีพฤติกรรมการจารกรรมและข้อมูลที่หลุดไปก็ไม่ได้เป็นประโยชน์อะไร เพราะสำนวนไปถึงศาลรัฐธรรมนูญแล้วและจะมีการเปิดเผยในศาลอยู่แล้ว แต่ประเด็นที่น่าสนใจคือเหตุใดคดีที่เกิดขึ้นตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2553

แต่ทำไม ดีเอสไอ ถึงเพิ่งจะออกมาสอบสวน เรื่องนี้ในช่วงไม่กี่วัน ก่อนหน้านี้มีผู้บริหารดีเอสไอได้รับข้อมูลบางอย่างและได้แจ้งเตือนพนักงานสอบสวนที่ทำคดียุบ ปชป. และติดต่อประสานงานกับ กกต.ว่า...ได้มีบุคคลในศาลรัฐธรรมนูญที่ใกล้ชิดกับ ปชป. และมีที่ปรึกษาเป็นอดีตข้าราชการตำรวจตำแหน่งสุดท้าย

เคยอยู่กองบัญชาการตำรวจนครบาล “ยศพลตำรวจตรี”ได้ส่งลูกน้องเก่าติดตามความเคลื่อนไหวพนักงานสอบสวน เนื่องจากคดียุบ ปชป.กำลังเข้าสู่กระบวนการของศาลรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลว่าชุดสะกดรอยของกลุ่มดังกล่าว มีเป้าหมายติดตามในการจะคุกคามและกดดันพยานปากสำคัญในคดี อย่างไรก็ตาม

ช่วงแรกพนักงานสอบสวนยังไม่แน่ใจในข้อมูลดังกล่าวเป็นจริงเท็จอย่างใด แต่จากการประสานไปยังฝ่ายธุรการของศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อสอบถามข้อมูลของอดีตตำรวจคนดังกล่าว จึงทราบว่ามี และเป็นที่ปรึกษาให้กับบุคคลระดับสูงในศาลรัฐธรรมนูญบางคน ไม่แปลกที่วันนี้ข่าวข้อมูลคดียุบพรรคหายไป จึงเพิ่งปรากฏเป็นข่าว

ในช่วงที่อัยการสูงสุดได้ตีกลับสำนวนคดียุบพรรคกว่า 5 พันหน้า ส่งคืนกกต. แม้จะมีการตั้งกรรมการร่วมทั้ง 2 ฝ่าย แต่ก็ไม่จะการันตีได้ว่าคดีจะจบที่การยุบพรรคอย่างที่หลายคนคาดการณ์ แถมคดีนี้ยังซับซ้อน ซ่อนเงื่อนเพียงนี้ งานนี้จึงต้องใช้คำพูดแบบวัยรุ่นยุคนี้ที่ไม่ค่อยเชื่อว่าจะมีการ ยุบปชป.จริงป่ะ?

รัฐบาลปะผุ จมได้ทุกเมื่อ!!

ที่มา บางกอกทูเดย์



ผ่านไปแล้วกับการปรับคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ภายใต้การชงของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง ที่สวมบทผู้จัดการรัฐบาล รอบ 2…โหด มัน ฮา ยิ่งกว่าเก่าโหด กับพรรคเพื่อแผ่นดิน...มันกับพรรคประชาธิปัตย์ และ ฮา กันสนั่นกับพรรคภูมิใจไทย แต่นายอภิสิทธิ์ นายสุเทพก็ยอม...ขอแค่ตีตั๋วต่ออายุในการเป็นรัฐบาลให้ได้เท่านั้นเป็นพอ ภาพลักษณ์ต่างๆ เป็นประเด็นที่ไม่จำเป็นต้องแคร์อะไรอีกต่อไปแล้ว เพราะขนาดผ่านยุทธการกระชับพื้นที่ ถึงขนาดที่มีคนตาย มีคนบาดเจ็บมากมาย ยังประคองรัฐนาวาได้อย่างไม่สะทกสะท้าน เรื่องอื่นๆจึงกลายเป็นเรื่อง

ขี้ปะติ๋วไปหมดแล้ว ดังนั้นกะอีแค่เรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจ และผลคะแนนโหวต 5 รัฐมนตรี ที่ออกมามอมแมมกระดำกระด่างไปบ้าง จึงไม่ใช่เรื่องใหญ่ การปรับ ครม. ลากถูลู่ถูกังไปได้อยู่แล้ว ไม่ว่าจะมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ขนาดไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกรณีขี่คอพรรคประชาธิปัตย์ และนายอภิสิทธิ์

ของซีอีโอตัวจริงเสียงจริงพรรคภูมิใจไทย ที่ชื่อ“เนวิน ชิดชอบ” ก็ขนาดสังคมทั้งประเทศไทย รับรู้กันว่า นายเนวิน เป็นบุคคลที่ถูกคำสั่งศาลให้เว้นวรรคห้ามยุ่งเกี่ยวทางการเมืองเป็นระยะเวลา 5 ปี ทุกวันนี้นายเนวินยังสามารถทำได้ทุกอย่างเหมือนเดิม... สามารถใช้พรรคการเมืองอายุปีเดียว ขี่คอพรรคการเมือง

อายุ 60 กว่าปีได้สบายๆ แล้วทำไมนายอภิสิทธิ์ จะยอมให้สังคมพูดตรงกันว่า ปรับ ครม.ครั้งนี้ “เสร็จเนวิน!!!”ไม่ได้ การประชุม ครม. ชุดใหม่นัดแรกเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน นายอภิสิทธิ์ จึงเล่นบทไม่พูดถึงอดีต ว่าใครจะมาอย่างไร ใครจะถูกอภิปราย ใครจะถูกสังคมไม่ยอมรับ แต่เมื่อมาอยู่กันเป็นก๊วนรัฐบาลแล้ว

ก็เหมือนได้น้ำยาฟอกขาวฉาบทา เล่นบทแสดงความยินดีแก่รัฐมนตรีใหม่ที่เข้ามา และรัฐมนตรีเก่าที่เกาะเก้าอี้กันได้อย่างเหนียวแน่น ชนิดบรรยากาศการประชุมนัดแรดกิ๊วก๊าวไปหมด อย่างไรก็ตาม เพื่อให้สังคมเห็นว่า ไม่ได้ปล่อยให้รัฐมนตรี หรือไม่ได้ปล่อยให้พรรคร่วมรัฐบาล ทำอะไรตามอำเภอใจแบบอิสระเสรี

เหมือนสมัยสุโขทัย... ใครใคร่ค้าช้าง ค้า.. ใครใครค้าวัวค้าควาย ค้า... อะไรแบบนั้น เพราะอาจจะสะเทือนกับอายุรัฐบาลได้ นายอภิสิทธิ์ก็เลยได้มีการแจกเอกสารสำเนา กระแสพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ได้ทรงพระราชทานพระบรมราโชวาทแก่นายกฯและรัฐมนตรี ในโอกาสเข้าเฝ้าฯถวายสัตย์ปฏิญาณตน

ก่อนเข้ารับหน้าที่ ให้กับ ครม.ทุกคน โดยย้ำกับครม.ว่า ขอให้ครม.ทุกคนยึดตามกระแสพระราชดำรัสที่ในหลวงทรงเน้นย้ำ ว่า... ขอให้ครม.ตั้งใจ ทำงานด้วยความซื่อสัตย์ สุจริตและเสียสละ ขอให้ท่านตั้งใจทำงานเพื่อส่วนรวมได้สำเร็จ ถ้ามีคนขัดขวางก็อย่าไปใส่ใจ ท่านจงเอาใจใส่แต่งานที่ดีที่ท่านจะทำสำหรับ

ส่วนรวมก็จะทำได้ “ผมขอให้ ครม.ทุกคนตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่ ครม.ชุดนี้ไม่โอกาสที่จะทำให้ประชาชนผิดหวังอีกแล้ว และอย่าให้มีเรื่องอื้อฉาว” นายกรัฐมนตรีระบุ ส่วนจะเหมือนกฏเหล็ก 9 ข้อ จะขลังหรือไม่ขลังเพียงใด จะมีอื้อฉาวให้ประชาชนผิดหวังอีกหรือไม่ คงต้องติดตามชมกันชนิดห้ามกระพริบตา!!!

เพราะต้องไม่ลืมว่า 1 ในเหตุผลสำคัญที่ทำให้คะแนนไม่ไว้วางใจ 5 รัฐมนตรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐมนตรีจากขั้วภูมิใจไทยได้คะแนนน้อยกว่าคนอื่น แม้สุดท้ายจะยังรั้งเก้าอี้ไว้ได้ เพราะบารมีของนายเนวินที่อยู่เหนือนายอภิสิทธิ์ ทำให้ทั้งนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายโสภณ ซารัมย์

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม สามารถรักษาเก้าอี้ไว้ได้ ชนิดติดค้างบุญคุณนายเนวินแน่นหนามากขึ้นไปอีกชั้นหนึ่ง แต่สังคมล้วนมองว่าประเด็นในการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ผ่านมานั้น มีน้ำหนัก ไม่ว่าจะเรื่องการจัดทำโครงการอื้อฉาวต่างๆ ปัญหาการทุจริตที่เกิดขึ้นในกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงคมนาคม

โดยเฉพาะการจัดสรรงบประมาณขององค์กรส่วนท้องถิ่น และการโยกย้ายข้าราชการ สิ่งเหล่านี้การตั้ง ครม.ชุดใหม่ ที่ยังมีรัฐมนตรีหน้าเก่าที่สังคมวิพากษ์วิจารณ์อยู่กันได้ครบเซ็ต ยังไม่สามารถขจัดปัดเป่าไปได้หมด หน้าที่สำคัญของนายอภิสิทธิ์ จึงต้องกำหราบเอาไว้ก่อนตั้งแต่ต้น เพื่อไม่ให้ปะทุเชื้อขึ้นมาได้อีก

งานนี้ทั้งพิสูจน์ฝีมือ และพิสูจน์ความจริงใจในการแก้ไขปัญหาประเทศชาติของนายอภิสิทธิ์โดยตรง ที่จะลบคำสบประมาทที่ดังไปทั้งสังคมไทยว่า คนโหวตสวนโดนเฉดหัวไล่ แต่รัฐมนตรีที่โดนไม่ไว้วางใจได้อยู่ต่อ... “อภิสิทธิ์”เส้นใหญ่แค่ไหน ก็ไม่กล้าหัก “เนวิน” ฉะนั้นเมื่อการปรับ ครม. เที่ยวนี้

นอกจากนายอภิสิทธิ์ จะรักษารูปเกมในการที่ไม่ขัดแย้งกับนายเนวินไว้ได้ แถมยังทำให้ขั้วการเมืองอาวุโสภายในพรรคประชาธิปัตย์เอง มีความพึงพอใจกันขึ้นมาได้ไม่น้อย เพราะทั้งนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ นายจุติ ไกรฤกษ์ เข้ามารอบนี้ ส่วนหนึ่งก็มีผู้อาวุโสรุ่นเก่า

ให้การสนับสนุนอยู่ เมื่อแรงกดดันในพรรคไม่มี แรงกดดันจากนายเนวินก็ไม่มี หรือแม้แต่บรรดาพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ เชื่อว่าก็คงไม่กล้าหือ เมื่อเห็นปฎิบัติการโหดขอคืนเก้าอี้จากพรรคเพื่อแผ่นดิน ที่กระชับพื้นที่จู่โจมจนพรรคเพื่อแผ่นดินแตกเป็นเสี่ยงๆ สูญเสียเก้าอี้รัฐมนตรีระเนระนาด เชื่อว่านักการเมืองระดับเก๋าเกม

อย่างนายบรรหาร ศิลปอาชา นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ นายสุวิทย์ คุณกิตติ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน เมื่อเห็นเกมเชือดไก่ให้ลิงดู เชือดพรรคเพื่อแผ่นดินจนเลือดสาดกระจาย เป็นใครก็ต้องถนอมตัวเอาไว้ก่อน ... อย่างน้อยเพื่อรอการเลือกตั้งใหญ่ครั้งใหม่ แล้วค่อยว่ากันอีกที เพราะถึงวินาทีนี้ แม้จะรู้ว่าอายุรัฐบาลอยู่

แบบต่อเวลาไปเรื่อยๆ มากว่าที่จะอยู่อย่างมั่นคง แต่ไม่ว่าใครก็คงไม่อยากที่จะออกไปเป็นฝ่ายค้านในห้วงเวลาเช่นนี้แน่ แต่จะไปโทษว่าพรรคร่วมรัฐบาลคิดมากก็คงไม่ได้ เพราะ ครม. ที่ปรับมาหมาดๆนั้น หากตัวเลขอย่างเป็นทางการ ที่นับรวมงูเห่าจากพรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาราชแล้ว จะเท่ากับ 260 กว่าเสียง

ในการลงคะแนนโหวตเรื่องสำคัญๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของการรับร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2554 ที่จะต้องมีขึ้นในเดือนสิงหาคม ซึ่งถือว่าสำคัญมาก เพราะหากงบประมาณไม่ผ่าน รัฐบาลก็เอวัง ฉะนั้นเมื่อหักของรัฐมนตรีที่ลงคะแนนโหวตไม่ได้ เนื่องจากมีส่วนได้ส่วนเสียตามรัฐธรรมนูญ

ออกไปอีก 23 เสียง จะเท่ากับว่าเหลือแค่ 240 กว่าเสียง เกินกึ่งหนึ่งแบบเหนื่อยหืดขึ้นคอ... ใครเบี้ยวนิดเดียวรัฐบาลพังทันที... นี่คือสาเหตุที่ทั้งนายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ ต้องเล่นเกม โหด มัน ฮา ในการปรับ ครม.เที่ยวล่าสุด ห้ามใครหือเด็ดขาด ซึ่งนายอภิสิทธิ์ ที่ทนทานจน “แรด”เรียกพี่ แต่สถานการณ์ก็เหนื่อยหนักกับ

ภาพกระดำกระด่างทางการเมือง โดยเฉพาะข้อครหา เรื่องมือเปื้อนเลือดบ้าง เรื่องนั่งทับของเหม็นบ้าง เรื่องถูกขี่คอบ้าง ก็คงประเมินแล้วว่า เวลาทางการเมืองมีแต่นับถอยหลัง นายอภิสิทธิ์เอง แค่ประคับประคองให้พ้นช่วงนี้ก็เหนื่อยแล้ว แถมดูแล้วโอกาสทางการเมืองที่จะกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีรูปหล่ออีกสมัย

คงยากเย็นเต็มประดา แต่รัฐนาวาของนายอภิสิทธิ์หลังปะผุ สาดสีใหม่รอบนี้ ใช่ว่าจะไม่มีคลื่นลมโหมใส่ ไหนจะเรื่องที่นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง ได้สั่งทีมกฎหมาย กกต. ยื่นเคลียร์คำแก้ต่างข้อกล่าวหาของพรรคประชาธิปัตย์ใน

คดียุบพรรค จากกรณีใช้เงินกองทุนสนับสนุนพรรคการเมือง 29 ล้านบาท ผิดวัตถุประสงค์ จี้หลังเย็นวาบๆ พรรคประชาธิปัตย์จะถูกยุบพรรคหรือไม่??? เพราะสังคมเองก็จับตามองอยู่ว่า ผีหลอกวิญญาณหลอนเรื่อง “2 มาตรฐาน”หมดไปจากสังคมไทยแล้วหรือยัง??? และยังไม่ทันไรศาลรัฐธรรมนูญก็มีงานจะต้อง

ตีความอีกแล้วว่า รัฐมนตรีใหม่ขาดคุณสมบัติหรือไม่ เนื่องจากสว.จอมตรวจสอบ อย่างนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สว. สรรหา ฉายา“แจ๊คผู้ฆ่ายักษ์” ที่มีวีรกรรมมากมาย ได้ออกโรงตรวจสอบตามหน้าที่ สว. ทุกคนที่เป็นรัฐมนตรีใหม่ และ อดีตรัฐมนตรีที่เพิ่งพ้นตำแหน่งไปหมาดๆ แน่นอนว่านายจุติ ไกรฤกษ์

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือ ไอซีที ซึ่งยังคงอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เกี่ยวกับการกระทำที่อาจจะเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 48 และมาตรา 265 (2) เพราะถือครองหุ้นในบริษัทสื่อ และบริษัทที่เป็นคู่สัญญาสัมปทานรัฐ ซึ่งเรื่องนี้ กกต.ก็มีมติเสียงข้างมาก

เห็นว่าการกระทำที่ผิด และเป็นเหตุที่ทำให้อาจสิ้นสมาชิกภาพความเป็น ส.ส. ตามมาตรา 106 ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือนายจุติ พร้อมด้วยพวกจากพรรคประชาธิปัตย์ 12 คนนั่นเอง เมื่อนายเรืองไกร ออกมาจี้เรื่องนี้ พร้อมกับเตรียมตรวจสอบเพิ่มว่าวันที่นายจุติ รับตำแหน่งรัฐมนตรี คือ 7 มิถุนายนนั้น

ภรรยาของนายจุติ ได้จำหน่าย จ่ายหุ้นที่ถือครองไปหรือยัง??? งานนี้นอกจากนายจุติจะเหนื่อยแล้ว... แน่นอนว่าทั้งรัฐบาล และทั้งนายอภิสิทธิ์ ก็ต้องเหนื่อยไปด้วย การยื้อเวลาเพื่อขอเป็นรัฐบาลต่อไปอีกระยะหนึ่ง ช่างไม่ง่ายเอาเลยจริงๆ

Tuesday, June 8, 2010

ความปรองดองเชิงโครงสร้าง

ที่มา มติชน


โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์

หลังจาก 89 ศพ และบาดเจ็บอีกร่วม 2,000 ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย (อย่างน้อยด้านเศรษฐกิจ) ก็ได้รับความสนใจกล่าวอ้างถึงมากขึ้น ทั้งจากรัฐบาลและสังคม งบประมาณประจำปี 2554 ที่รัฐบาลเสนอต่อสภามีส่วนหนึ่งที่เกี่ยวด้วยการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ (ทางเศรษฐกิจเป็นหลัก) โดยตรง


อันที่จริง ความตระหนักถึงความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยมีมานานแล้ว แม้ไม่กว้างขวางทั่วไปในสังคมนักก็ตาม แต่การตอบสนองต่อความเหลื่อมล้ำดังกล่าวนั้น สังคมไทยใช้วิธีอยู่อย่างเดียว นั่นคือสังคมสงเคราะห์ในลักษณะสาธารณกุศล นั่นคือเบนทรัพยากรส่วนกลางจำนวนหนึ่งไปให้แก่ผู้ด้อยโอกาส อาจมาในรูปของเงินสงเคราะห์แก่บุคคลบางคน หรือแก่บุคคลบางประเภท


ความเหลื่อมล้ำนั้นมีสองมิติ หนึ่งคือมิติด้านปรากฏการณ์ มีคนจนจำนวนหนึ่ง จนมากบ้างน้อยบ้าง ได้รับความเดือดร้อนต่างๆ ในชีวิต ไม่มีโอกาสที่จะส่งลูกหลานให้ได้เล่าเรียนไปได้สูงนัก ดังนั้น จึงเห็นได้ชัดว่า ลูกหลานจะรับมรดกความยากจนสืบต่อไปในตระกูล ฐานะทางเศรษฐกิจที่ยากจนทำให้มีวิถีชีวิตที่เหมาะสมกับการทำมาหากินของตน และอยู่ในวัฒนธรรมที่ไม่ได้รับการยกย่องในสังคม ทำให้มีอำนาจทางการเมืองน้อย เพราะถูกกีดกันออกไปจากการมีส่วนร่วมอย่างเสมอภาคด้วยกลวิธีที่แนบเนียนหลายอย่างมาแต่ต้น


อีกมิติหนึ่งเป็นมิติด้านโครงสร้าง นั่นคือมีระบบที่เชื่อมโยงกันอย่างซับซ้อน ระหว่างการปกครอง, กฎหมาย, เศรษฐกิจ, วัฒนธรรม การเมือง การศึกษา ฯลฯ ที่มีผล (ทั้งโดยเจตนาและไม่เจตนา) ทำให้คนจนเข้าไม่ถึงทรัพยากรสำคัญๆ ในการดำรงชีวิต ไม่ว่าจะเป็นทรัพยากรการผลิต, ทรัพยากรที่จะทำให้มีพลังด้านการต่อรอง, หรือทรัพยากรการพัฒนา ดังนั้นความเหลื่อมล้ำจึงเป็นสิ่งที่สังคมสร้างขึ้นเอง โดยจัดการด้านโครงสร้างให้คนบางกลุ่มได้เปรียบ และบางกลุ่มเสียเปรียบ


รัฐบาลไทยหลายยุคหลายสมัยที่ผ่านมา ทั้งก่อนและหลังรัฐบาล ทรท. แก้ไขความเหลื่อมล้ำเฉพาะมิติปรากฏการณ์ นับตั้งแต่เงินผันสมัยคึกฤทธิ์สืบมาจนปัจจุบัน แม้แต่นโยบายที่ถูกเรียกว่า "ประชานิยม" ของคุณทักษิณ ชินวัตร ก็มีลักษณะโปรยทานเหมือนกัน เช่นระหว่างการทำให้คนชนบทเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพเท่าเทียมกับคนในเมือง คุณทักษิณเลือกส่งนักเรียนเก่งทุกอำเภอไปเรียนต่างประเทศแทน หรือระหว่างเข้าถึงแหล่งเงินกู้พร้อมกับความรู้ด้านการจัดการ กองทุนหมู่บ้านให้ได้แต่ตัวเงินสำหรับไปต่อวงจรหนี้ให้ยาวขึ้น ฯลฯ


โครงการเดียวที่ถือได้ว่าเข้าไปแก้ไขความเหลื่อมล้ำในมิติเชิงโครงสร้าง คือโครงการประกันสุขภาพถ้วนหน้า และประสบความสำเร็จอย่างมากในการลดช่องว่างทางสังคม อีกทั้งทำให้เกิดความนิยมคุณทักษิณในหมู่ประชาชนอย่างกว้างขวาง แต่ในขณะเดียวกัน ก็จะเป็นภาระทางการเงินของรัฐสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่มีการเตรียมการที่จะหารายได้เข้ามาเสริมสวัสดิการเชิงโครงสร้างด้านสุขภาพอนามัย ฉะนั้น ไม่ว่าโครงการนี้จะดีเพียงไร แต่ก็จนถึงนาทีนี้ก็ไม่มีความมั่นคงยั่งยืนนัก


พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ แม้เป็นการแก้ไขความเหลื่อมล้ำระดับโครงสร้าง แต่ก็เป็นการแก้ไขด้านเดียวคือด้านปลาย โดยไม่ไปแตะโครงสร้างด้านต้น เช่นระบบภาษีที่มีความเป็นธรรมมากขึ้นเป็นต้น


รัฐบาลอภิสิทธิ์ทำอย่างเดียวกันมาแต่แรก ไม่ว่าจะเป็นการแจกเงินสดแก่ผู้มีรายได้ประจำต่ำกว่า 15,000 บาท การแจกเงินคนแก่เดือนละ 500 บาท การขยายเวลาการเรียนฟรี (ซึ่งฟรีไม่จริง เพราะต้องเสียอื่นๆ นอกจากค่าเล่าเรียนอีกมากกว่า) และแจกชุดนักเรียน ฯลฯ


การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในมิติของปรากฏการณ์อย่างเดียว ก็เหมือนการทำสาธารณกุศล ดีแน่ แต่ไม่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย อย่างที่รัฐบาลไทยทำมาหลายสิบปีแล้ว กลับทำให้เกิดช่องว่างทางรายได้และทรัพย์สินมากขึ้น ประชาชนที่ได้รับสาธารณกุศลเหล่านั้น ก็ยังเงยหน้าอ้าปากไม่ได้ แม้แต่สิ่งที่ได้รับมาก็ยังรักษาไว้ไม่ได้ด้วยซ้ำ ดังเช่นที่ป่าสงวนฯซึ่งยกให้ราษฎรทำกิน ต้องหลุดจากมือของผู้ได้รับสิทธิทำกินไปเป็นส่วนใหญ่


มติชนออนไลน์ ประจำวันที่ 26 พ.ค. 2553 ได้ลงพิมพ์บทความเรื่อง "ความเหลื่อมล้ำที่จับต้องได้" ของ ดร.วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์ ได้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า มีความเหลื่อมล้ำในมิติของโครงสร้างด้านภาษี และสวัสดิการ ในสังคมไทยอย่างไร อันเป็นเหตุให้สัดส่วนการถือครองทรัพย์สินของคนส่วนใหญ่ในประเทศไทยมีน้อยอย่างยิ่ง เมื่อเปรียบเทียบกับคนรวย 10% แรก


ประเด็นสำคัญก็คือ ตราบเท่าที่เราไม่แก้ไขความเหลื่อมล้ำในมิติเชิงโครงสร้างเช่นนี้ ก็ยากที่จะลดความเหลื่อมล้ำในสังคมไปได้ ไม่ว่ารัฐจะทุ่มเงินลงไปโปรยทานแก่ความเหลื่อมล้ำในมิติของปรากฏการณ์มากสักเพียงใด (ซึ่งก็มากไม่ได้ด้วย เพราะไม่ได้ปรับแก้เชิงโครงสร้างที่จะทำให้รัฐมีรายได้มากขึ้น)


นอกจากด้านภาษีและสวัสดิการรักษาพยาบาลแล้ว ในที่นี้ต้องการชี้ให้เห็นว่า มีความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างที่แฝงอยู่ในการจัดการทรัพยากรด้านอื่นๆ ของสังคมอีกมาก


ที่ดินส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในมือคนจำนวนน้อย ในขณะที่ผู้ต้องการใช้ที่ดินเป็นทรัพยากรการผลิตเข้าไม่ถึงที่ดิน หรือเข้าถึงได้ในราคาแพงเกินกว่าจะผลิตให้ได้กำไร รัฐบาลอภิสิทธิ์ได้เสนอการปรับภาษีที่ดินเป็นภาษีทรัพย์สินด้วยจุดมุ่งหมายจะ "ปฏิรูปที่ดิน" แต่จนบัดนี้ ก็ยังไม่ได้เตรียมการอะไรทางสังคม ให้ได้รับเสียงสนับสนุนมากพอจะช่วยผลักดันร่างกฎหมายนี้ให้ผ่านออกมา เช่น ไม่โฆษณาเผยแพร่ร่างกฎหมาย ผลักดันให้มีการถกเถียงและออกความเห็นกันอย่างกว้างขวาง ฉะนั้น ร่างกฎหมายที่ผ่าน ครม.จึงไม่มีพลังเพียงพอจะผ่านออกมาเป็นกฎหมายจริงได้ หรือถึงผ่านได้ก็ต้องผ่านกระบวนการประนีประนอมกับเจ้าของที่ดินรายใหญ่ซึ่งมีอำนาจทางการเมืองสูง เสียจนไม่มีผลให้เกิดการ "ปฏิรูปที่ดิน" ได้จริง


หากที่ดินเข้าถึงได้ง่ายขึ้น จะมีคนไทยเงยหน้าอ้าปากได้อีกมาก ไม่เฉพาะแต่ผู้ที่อยู่ในอาชีพเกษตรกรรม แม้แต่คนชั้นกลางระดับล่างในเมือง ก็จะสามารถมีบ้านอาศัยเป็นของตนเองได้ง่ายขึ้นด้วย การลงทุนด้านอุตสาหกรรมและบริการไม่ต้องสิ้นเปลืองไปกับราคาที่ดินซึ่งไม่มีผลิตภาพอะไรเลย แต่อาจใช้เงินไปกับการพัฒนาฝีมือแรงงานให้ไปได้สูงกว่านี้อีกมาก


ช่วยลดความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยไปได้ไม่น้อย


การเก็บภาษีที่เป็นธรรมและทั่วถึง จะทำให้เรามีเงินมากพอจะ "ปฏิรูปการศึกษา" ให้มากกว่า ไม่ต้องจ่ายค่าเล่าเรียน แต่จะสามารถพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้เท่าเทียมกันทั้งประเทศ โดยไม่จำเป็นต้องใช้มาตรฐานเดียวกันอย่างตายตัว แต่สามารถโอนอ่อนไปตามความถนัดและสถานภาพของผู้เรียนซึ่งแตกต่างกันอย่างมากได้ ลูกชาวประมงที่ได้เหรียญทอง ควรเป็นคนละเหรียญกับลูกคุณหมอ แต่ทั้งสองมีความสามารถในการแก้ปัญหาชีวิตที่แตกต่างกันได้อย่างมีประสิทธิภาพพอๆ กัน


และสมควรเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยได้เหมือนๆ กัน


เราต้องนึกถึงการปฏิรูปการจัดการด้านพลังงาน เลิกการรวมศูนย์การผลิตพลังงาน โดยดึงเอาทรัพยากรท้องถิ่นมาบำเรออุตสาหกรรมและบริการ แต่กระจายการผลิตพลังงานไปสู่ชุมชนขนาดเล็ก, กลาง และใหญ่ ด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสมและคุ้มทุน (จริงๆ ไม่ใช่คุ้มทุนบนกระดาษ เพราะผลักต้นทุนไปให้คนอื่นนอกกระดาษ) เพียงการจัดการด้านพลังงานอย่างเป็นธรรมอย่างเดียว ก็จะมีคนไทยเงยหน้าอ้าปากได้มากขึ้นอีกหลายคน ในขณะที่รัฐจะชักจูงให้ภาคอุตสาหกรรมและบริการคิดหาทาง และยอมลงทุนกับการประหยัดพลังงานเพิ่มมากขึ้น มีเงินเหลือจากการไม่ต้องลงทุนอีกมากสำหรับใช้ในการอื่นๆ ที่จะลดความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างด้านอื่นไปได้อีก


"ปฏิรูประบบราชการ" ที่จะทำให้ระบบราชการเป็นทรัพยากรซึ่งทุกคนใช้ประโยชน์ได้เท่าๆ กัน ความคิดแบบพรรค ทรท.ที่คิดแต่จะสร้างซีอีโอขึ้นในระบบราชการ ก็คือการผนวกเอาระบบราชการ (ซึ่งเป็นทรัพยากรกลางที่สำคัญในรัฐสมัยใหม่) มารับใช้คนบางกลุ่มบางเหล่าในสังคมเท่านั้น ปฏิรูประบบราชการจึงต้องหมายถึงการจัดองค์กรชนิดที่ทำให้คนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงทรัพยากรส่วนนี้ได้เท่าเทียมกัน


ไม่ใช่เฉพาะทุนซึ่งเป็นพันธมิตรกับนักการเมืองซึ่งถืออำนาจรัฐเท่านั้น


ทั้งหมดนี้เป็นเพียงตัวอย่างให้เห็นว่า การแก้ไขความเหลื่อมล้ำในมิติเชิงโครงสร้างนั้นได้ถูกละเลยตลอดมาอย่างไร


และหากจะสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นในสังคมจริง


ก็จำเป็นต้องคิดถึงความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างให้มากกว่าเชิงปรากฏการณ์

ปากคำ "อาจารย์ยิ้ม" ข้อกล่าวหา "ล้มสถาบัน" กระบวนการ "ผลิตซ้ำ" 6 ตุลา 19

ที่มา มติชน


ผศ.ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ

สัมภาษณ์พิเศษโดย... อริน เจียจันทร์พงษ์, พนัสชัย คงศิริขันต์

"...สมัย พล.อ.สุจินดา คราประยูร ปี 2535 เขาควบคุมประชาชนสำเร็จโดยใช้แสนยานุภาพทางทหาร แต่ที่พังเพราะชนชั้นปกครองกลุ่มอื่นถอนการสนับสนุนจนอยู่ไม่ได้ แต่รัฐบาลนี้ ชนชั้นปกครองกลุ่มอื่นไม่ถอน แล้วยังอุ้มต่อ รัฐบาลนี้จึงไม่พัง แถมอาจกลายเป็นฮีโร่หรืออยู่ได้อย่างหน้าตาเฉย..."

เพียงแค่มีจุดยืนต่อต้านการ "รัฐประหาร"

เพียงแค่เป็นส่วนหนึ่งที่สนับสนุนการเรียกร้องประชาธิปไตยของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)

เพียงแค่ไปประกันตัวในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพให้ "ดา ตอร์ปิโด"

เพียงแค่ร่วมอุดมการณ์กับ "สมยศ พฤกษาเกษมสุข" แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนา แจกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลแสดงความรับผิดชอบ หลังเข้ากระชับพื้นที่จนมีผู้คนบาดเจ็บ ล้มตาย

ผลลัพธ์ของเสียงที่ "ไม่เห็นพ้อง" กลับทำให้ "อาจารย์ยิ้ม" ผศ.ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วัย 54 ปี ถูกจับกุมคุมขังในศูนย์การทหารม้า ค่ายอดิศร จ.สระบุรี

เจ้าของผลงาน แผนชิงชาติไทย : ว่าด้วยรัฐและการต่อต้านรัฐสมัยจอมพล ป.พิบูลสงครามครั้งที่สอง (พ.ศ.2491-2500) ตำราประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่ละเอียดรอบด้านที่สุดในการทำความเข้าใจการเมืองยุคนั้น ที่มีอำมาตยาธิปไตยทหารเป็นผู้นำ

"อาจารย์ยิ้ม" เปิดใจกับ "มติชน" ถึงการตกเป็น "ผู้ต้องสงสัย" ในการล้มล้างสถาบัน ตามแผนผังการ "ล้มเจ้า" ที่ผลิตออกมาโดยศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ ศอฉ. และอธิบายถึงการดำรงอยู่ของรัฐบาล "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" หลังมีมาตรการจนทำให้มีผู้คนล้มตาย บาดเจ็บจำนวนมาก

ในฐานะนักประวัติศาสตร์จะบันทึกเหตุการณ์ เมษายน-พฤษภาคม 2553 อย่างไร

เป็นเหตุการณ์รุนแรงอีกครั้ง เหมือน 6 ตุลา 19 และพฤษภา 35 ด้านหนึ่งต้องอธิบายโดยเลี่ยงไม่ได้เลยว่า ครั้งนี้เป็นความรุนแรงที่ก่อโดยรัฐ ส่วนที่รัฐบาลโฆษณาว่า การชุมนุมเป็นเรื่องของผู้ก่อการร้าย ผมคิดว่า มันไม่เวิร์ก มันอธิบายได้เพียงระยะสั้น วันนี้ต่อให้เรายังไม่ได้วินิจฉัยว่า ใครยิงใคร แต่การที่รัฐบาลส่งทหารเข้าไป เรียกสวยหรูว่า กระชับพื้นที่ นี่คือต้นเหตุ ซึ่งถ้ารัฐไม่ทำแบบนี้ เหตุการณ์ทั้งหมดจะไม่เกิดขึ้น มีที่ไหนในประเทศที่ก้าวหน้าที่ใช้ทหารติดอาวุธปืนยิงเข้าไป เขาไม่ทำหรอก เขาจะใช้หน่วยปราบจลาจลที่ฝึกฝนมา แต่ของเราใช้ทหาร ซึ่งทหารเป็นหน่วยที่ฝึกมาเพื่อทำสงคราม ฉะนั้น ทหารเขาก็ย่อมเห็นอีกฝ่ายเป็นศัตรู รัฐบาลไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบทางการเมืองได้เลย จะอ้างว่า มีการเผาบ้านเผาเมือง ถ้ายังไม่ต้องเถียงว่าใครเผา ก็ต้องถามว่า คุณมองเรื่องการเผาเป็นเหตุหรือเป็นผลของเหตุการณ์ล่ะ ถ้าคุณมองว่า เป็นผล เราก็ต้องเข้าใจกันในอีกลักษณะที่ต้องมีเหตุความเป็นมา เพราะไม่ใช่อยู่ดีๆ จะมีใครมาเผากันง่ายๆ แบบนี้

มองว่าพล็อตเรื่องที่รัฐบาลนี้สร้างเหตุการณ์ให้เหมือน 6 ตุลา 19

ใช่ คือรัฐบาลปราบปรามประชาชน ใช้กำลัง ขณะเดียวกันก็สร้างพล็อตเรื่องเกี่ยวกับผู้ก่อการร้าย ทำลายความชอบธรรมของขบวนการเสื้อแดง มีการสร้างกระแส โจมตีใส่ร้ายป้ายสีเป็นแบบเดียวกัน โดยสร้างกระแสมากันมาก่อนหน้านี้พักใหญ่แล้ว กระบวนการวางโครงเรื่องและผลิตซ้ำแบบนี้ ไม่ต่างจาก 6 ตุลา 19

การที่รัฐบาลดำเนินการได้ขนาดนี้ คนในเมืองหนุนหลัง ทั้งที่เดิมคนกลุ่มนี้เคยต่อสู้จนได้พื้นที่การเมือง ทำไมคราวนี้รังเกียจ คนหน้าใหม่ที่จะมาขอแชร์ด้วย

ผมคิดว่า ปัญหาหลักเป็นเรื่องข่าวสารข้อมูลมากกว่า ประชาชนส่วนมากและในเมืองไม่ได้อ่านหนังสือพิมพ์ใดๆ เป็นหลัก เขาดูทีวี ทราบข่าวจากทีวี ตรงนี้จึงมีส่วนกำหนดการรับรู้ ความเชื่อ ฉะนั้น ข่าวสารทั้งหลายมันเลยออกมาในทิศทางที่รัฐบาลคอนโทรลได้ เมื่อปิดสื่อของเสื้อแดงหมด รัฐบาลคอนโทรลได้หมด อัดการสื่อสารข้างเดียวทุกวันๆ มันก็ง่ายที่จะสร้างมติมหาชน อย่างน้อยก็ชั่วคราว เหมือน 6 ตุลา 19 ที่หาว่านักศึกษาเป็นญวน เป็นคอมมิวนิสต์ เป็นพวกหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เหมือนตอนนี้ว่า พวกเสื้อแดงเป็นพวกเผาบ้านเผาเมือง ไม่ประนีประนอม เป็นพวกก่อการร้าย ทหารตำรวจไม่เคยยิงประชาชนเลยแต่เสื้อแดงยิงกันเอง จะบ้าหรือเปล่าก็ไม่รู้ที่เชื่อกันได้แบบนี้ พวกเสื้อแดงมีอาวุธร้ายแรงมีอาวุธสงคราม แต่นี่คือสิ่งที่เขาพูดอยู่ข้างเดียว พูดทุกวันๆ เป็นการผลิตซ้ำจากสื่อข้างเดียวของรัฐบาลมาเป็นเวลานาน

รัฐบาลอยู่ได้เพราะยังมีชนชั้นปกครองหลายกลุ่ม เช่นทหารหนุนหลัง

สมัย พล.อ.สุจินดา คราประยูร ปี 2535 เขาควบคุมประชาชนสำเร็จโดยใช้แสนยานุภาพทางทหาร แต่ที่พังเพราะชนชั้นปกครองกลุ่มอื่นถอนการสนับสนุนจนอยู่ไม่ได้ แต่รัฐบาลนี้ ชนชั้นปกครองกลุ่มอื่นไม่ถอน แล้วยังอุ้มต่อ รัฐบาลนี้จึงไม่พัง แถมอาจกลายเป็นฮีโร่หรืออยู่ได้อย่างหน้าตาเฉยซึ่งประหลาดมาก แต่ลองดูดีๆ ว่า วิธีการอธิบายของรัฐบาล เขาอธิบายได้แต่ในประเทศนะ แต่พออธิบายต่างประเทศ ต่างประเทศเขาไม่เคยบอกว่าถูก เพราะในต่างประเทศ เขาเข้าใจวิธีการแบบนี้ไม่เป็นประชาธิปไตย

เมื่อภาคแรกจบแบบประชาชนที่มาเรียกร้องสูญเสียชีวิต อนาคตจะเกิดอะไรในแง่รูปแบบการต่อสู้

กลุ่มคนเสื้อแดง เป็นกลุ่มประชาชนที่ออกมาต่อสู้เรื่องความเป็นประชาธิปไตยที่ต้องมีมากขึ้น และจริงๆ ข้อเสนอยุบสภาไม่มีอะไรเลย มันคือการคืนอำนาจให้ประชาชน ไม่เห็นเสียหาย ไม่ใช่เรื่องใหญ่โต แต่ว่า ในที่สุดเรื่องมันขยายตัวใหญ่โตลุกลาม ฝ่ายรัฐบาลอาจจะอ้างว่า การยุบสภา ไม่ใช่ทางออกของปัญหา แต่ถามผม ผมก็ไม่เห็นว่า สิ่งที่รัฐบาลทำก็ไม่ใช่ทางออกของปัญหา แต่มันสร้าง และขยายปัญหา

จะเกิดอะไรขึ้นต่อไปในแง่การต่อสู้ ผมว่าเดายาก แต่ยืนยันอย่างหนึ่งว่า รัฐบาลพูดถึงการปรองดอง การเยียวยา แต่สิ่งที่ทำทุกวันนี้มันไม่ใช่ อยากให้รัฐบาลเห็นประชาชนที่มีความเห็นต่างหรือเสื้อแดง เป็นพลเมืองของตัวเอง ปฏิบัติอย่างพลเมืองของตัวเอง ไม่ใช่ปฏิบัติอย่างศัตรู คือบ้านเมืองมาถึงวันนี้ต้องการสมานฉันท์จริงๆ เราแตกเป็นสองฝ่ายจริง แต่ต้องมีวิธีการแก้ แต่ไม่ใช่สิ่งที่รัฐบาลทำอยู่ในระยะเดือนที่ผ่านมา นี่คือวิธีการในการขยายปัญหาทำให้สังคมร้าวลึกกว่าเดิม ประสานกันยากกว่าเดิม

สิ่งที่อยากเรียกร้อง ไม่มีอะไรเลย อยากให้รัฐบาลทบทวนการปฏิบัติทั้งหลายทั้งปวงที่ทำมา ไม่ใช่แค่รัฐบาล แต่ชนชั้นปกครองทั้งชนชั้นต้องทบทวน เพราะรัฐบาลปฏิบัติได้ขนาดนี้ ส่วนหนึ่งเพราะชนชั้นนำด้วยกันเองสนับสนุน ฉะนั้นควรเลิกสนับสนุนอะไรที่มันไม่ปรองดอง ที่มันจะนำไปสู่ความรุนแรงฆ่ากัน วิธีการแก้ปัญหาประชาชนมาชุมนุมต่อต้าน คัดค้าน มันไม่ได้แก้อย่างนี้ ประเทศที่ก้าวหน้า อังกฤษ สวิตเซอร์แลนด์ ฝรั่งเศส เขาไม่แก้แบบนี้ แต่อันนี้คนละเรื่องกับแกนนำเสื้อแดงถูกหรือผิดนะ นั่นอีกเรื่อง หรือต่อให้แกนนำเสื้อแดงผิด รัฐบาลก็แก้แบบนี้ไม่ได้ ไม่ควรจะแก้แบบนี้ รัฐบาลต้องใจเย็น อดทนที่สุดใช้วิธีที่สันติที่สุด ที่จะไม่ฆ่า (เน้นเสียง) คนบริสุทธิ์ ถ้ารัฐบาลเห็นว่าคนบริสุทธิ์แม้แต่คนเดียวฆ่าได้ เป็นแนวคิดที่ไม่ถูก

รัฐบาลต้องพูดกับคนทุกคนรวมถึงคนที่ไม่เห็นด้วย แต่วันนี้อาจารย์มองว่ารัฐบาลพูดและช่วยเฉพาะคนที่สนับสนุนเท่านั้น

ปัญหาหลักอยู่ที่ชนชั้นปกครองของเราไม่เคารพประชาธิปไตย และการยอมรับความเห็นที่แตกต่าง คือ การคิดไม่ตรงกันไม่เป็นไรเพราะมันสามารถตัดสินด้วยเสียงข้างมากในชั่วขณะใดขณะหนึ่ง ทฤษฎีขึ้นบันได อธิบายว่า ความขัดแย้งไม่ได้เกิดตูมแล้วรุนแรงทันที แต่มันเกิดจากทั้งสองฝ่าย ต่างฝ่ายต่างเพิ่มความขัดแย้งเหมือนขึ้นบันไดจนรุนแรงมากขึ้น การแก้ไขในทางทฤษฎีคือ ก็ลงจากบันได ต่างฝ่ายต่างถอยทีละขั้น แต่ในความขัดแย้งระหว่างรัฐกับประชาชน ในฐานะที่รัฐกุมปืน รัฐต้องเริ่มถอย ต้องแสดงความจริงใจ พร้อมแก้ด้วยสันติวิธี หลีกเลี่ยงความรุนแรงทุกวิถีทาง ไม่ว่าราษฎรจะมีความคิดยังไง ไม่ใช่ว่า ราษฎรไม่ชอบรัฐบาลแล้วสามารถจัดการได้ แบบนี้มันไม่ได้ รัฐบาลต้องพยายามอย่างมากที่สุดที่ต้องใช้สันติวิธีที่จะแก้ปัญหา การเอาวิธีการทางทหารมาใช้มันไม่ถูก ต้องแก้ด้วยการเมือง สิ่งที่รัฐบาลทำจึงเป็นจุดผิดพลาด ไม่อดทนแล้วเอาการทหารมาแก้ ซึ่งไม่น่าเกิดขึ้นเลยจากรัฐบาลที่มาจากเลือกตั้งและประชาธิปไตย

วันนี้ไม่มีราชประสงค์ ผลิตผลความคิดคนของเสื้อแดงจะเป็นอย่างไรต่อไป ทั้งด้านที่คงอยู่ และด้านที่ถูกทำให้ไม่คงอยู่

ผมยังประเมินได้ไม่มากขนาดนั้น แต่สิ่งที่เขาต่อสู้ก็จะดำรงต่อไป เมื่อรัฐบาลยิ่งใช้อำนาจเผด็จการเท่าไหร่ก็ยิ่งอยู่ไม่ได้ การใช้วิธีการทางทหารในที่สุดมันจะอยู่ไปไม่ได้ เพียงแต่ตอนนี้ก็เลื่อนเวลาออกไปชั่วขณะ คือ แต่เดิมหมดวาระ มีเลือกตั้ง การเลือกตั้งอาจเป็นจุดที่อาจดูดี คลี่คลายสถานการณ์ได้ แต่ผมสงสัยว่า ณ ขณะนี้ ถ้ามีการเลือกตั้ง มันอาจจะรุนแรง แก้อะไรไม่ได้ ยิ่งถ้าเลือกตั้ง คุณอภิสิทธิ์ เป็นแคนดิเดต ผมคิดว่า สถานการณ์จะยิ่งแย่ ฉะนั้น ถ้าจะคลี่คลายสถานการณ์จริง ชนชั้นนำควรเลิกหนุนคุณอภิสิทธิ์ เปลี่ยนตัวเถอะ แล้วจัดเลือกตั้งโดยที่คุณอภิสิทธิ์ ไม่เกี่ยวเพราะไม่สง่างามแล้ว จุดเริ่มที่จะแก้ปัญหาโดยประชาธิปไตย แบบนี้น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด

ส่วนเรื่องรัฐธรรมนูญ ก็ต้องทบทวนในอนาคต แต่ไม่ใช่จุดเริ่มที่ดีในตอนนี้ จุดเริ่มน่าจะเป็นเลือกตั้ง คืนอำนาจให้ประชาชนก่อน แล้วในระหว่างการหาเสียง ก็หาเสียงกันเลยว่า จะเอารัฐธรรมนูญแบบไหน รวมทั้งการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างความเหลื่อมล้ำเพราะเป็นฟังก์ชั่น (หน้าที่) ของพรรคการเมืออยู่แล้ว เอาเมนูนโยบายมาแข่งกัน ประชาชนจะเอาแบบไหนก็เลือก นี่แก้แบบประชาธิปไตย ไม่ใช่แก้แบบอัศวินขี่ม้าขาวที่ไม่รู้ว่า เขาจะเป็นอย่างไรแน่

หลายคนบอกว่าครั้งนี้เป็นครั้งที่สูญเสียมากที่สุด แต่อาจจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้อีก

อย่ามีเลย ต้องช่วยกันขอร้อง อย่า-มี-อีก-เลย (เน้นเสียงทีละคำ) จริงๆ พฤษภา 35 ควรจะเป็นครั้งสุดท้ายในประวัติศาสตร์ ไม่ควรจะมีครั้งนี้

จะสร้างสมดุลอย่างไรระหว่างความเป็นตัวแทนที่เสื้อแดงมาเรียกร้องแล้วไม่สำเร็จ การตามจับคอร์รัปชั่นที่เป็นคุณูปการของเสื้อเหลือง เสียงข้างมากที่มีกินด้วยไม่ใช่โดนผลาญหมด และความสัมพันธ์ของประชาธิปไตยกับสถาบันเก่าในสังคม เพื่อให้ประชาธิปไตยยั่งยืน

เป็นโจทย์ใหญ่ที่สุด ซึ่งไปแก้ในอนาคตดีกว่า อย่ามาแก้ตอนนี้เพราะเป็นเรื่องโครงสร้าง ผมคิดว่า การคลี่คลายปมตอนนี้ มันต้องคลี่ปมเล็กที่แก้ได้ง่ายหรือพอจะแก้ได้ไปก่อน หากเอาปมใหญ่มาเลย แก้ไม่ออกหรอก ที่รัฐบาลบอกจะปฏิรูปอะไรทั้งหลาย ผมคิดว่า รัฐบาลนี้ทำไม่ได้ ที่นี้จะเอารัฐบาลสมานฉันท์มากจากฟากฟ้า ก็ลำบาก เพราะมันพ้นจากจังหวะไปแล้ว ถ้าเราจะปฏิวัติในแบบประชาธิปไตย ก็ต้องเริ่มที่ทำให้ระบบมันเข้ารูปเข้ารอยก่อน คือเลือกตั้ง ดีเบตกัน สู้กันในระบบ เคารพเสียงข้างมาก ไม่เช่นนั้นจะทำอะไรไม่ได้เลย ยันกันอยู่อย่างนี้ มันก็จะพัง ฉะนั้นหาจุดเริ่มสักเรื่องที่แก้ได้ เมื่อปัญหาเริ่มจากการเมืองก็ต้องเริ่มแก้ที่การเมือง มันเกิดจากการรัฐประหารเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ก็ต้องฟื้นคืนประชาธิปไตยก่อน แล้วดินไปข้างหน้า ล้มลุกคลุกคลานก็ต้องไป ไม่เช่นนั้น มันก็พันขาอยู่อย่างนี้

อย่างไรก็ดี เมื่อปัญหามันสั่งสมมานาน ใช้เวลา 1-2 ปี ไม่มีทางหรอก บางทีอาจใช้กันเป็น 10 ปี เพราะเราไม่มีวัฒนธรรมในการรับความแตกต่างทางความคิด เห็นคนคิดต่างเป็นศัตรูไปหมด ทั้งที่ประชาธิปไตยหัวใจคือการยอมรับความแตกต่างทางความคิด ต้องยอมรับคนคิดต่างกัน ไม่ใช่ทำให้คนคิดเหมือนกัน แบบนี้เผด็จการ และกลไกการแก้ที่คนคิดต่างกันนั่นคือ เสียงข้างมาก ซึ่งหากใครได้เสียงข้างมากก็ต้องว่าตามคนนั้นไปก่อนตามระยะเวลาที่แน่นอนระยะหนึ่ง ต่อไปเมื่อข้อมูลเปลี่ยนไปก็ค่อยตัดสินใจใหม่ ซึ่งประชาชนก็ต้องช่วยกันตรวจสอบ กดดัน

บช.น.แถลงจับผู้ต้องหาวางเพลิง"เซ็นทรัลเวิลด์"รับเป็นการ์ด นปช.ปฏิเสธ.เป็นมือเผา แฉมีคนชุดดำนับร้อย

ที่มา มติชน

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 8 มิถุนายน พล.ต.ท.สัณฐาน ชยนนท์ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผบก.น.1 พ.ต.อ.ขิง แขวงวิเศษชัยชาญ ผกก.สน.ชนะสงคราม แถลง พ.ต.ท.สมยศ อุดมรักษาทรัพย์ สว.สส.สน.ชนะสงคราม พร้อมกำลังจับกุมนายสายชล แพบัว อายุ 28 ปี อยู่บ้านเลขที่ 44 หมู่ 1 ต.บางชุด อ.สรรคบุรี จ.ชัยนาท ผู้ต้องหาร่วมกันวางเพลิงเผาทรัพย์ของผู้อื่น ตามหมายจับศาลอาญากรุงเทพใต้เลขที่ จ.324/2553 ลง 1มิ.ย.2553


ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม เวลา 14.30 น. ผู้ต้องหากับพวกได้ร่วมกันทุบทำลายกระจกศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 1 โซนอี แล้วเข้าไปภายในศูนย์การค้าก่อนทำการลักทรัพย์และวางเพลิง

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.น.1 ได้รับแจ้งจากประชาชนตามโครงการ "ตำรวจนครบาล1พึ่งได้" ว่า พบชายในภาพสงสัยว่า จะเป็นผู้ต้องหาจึงไปตรวจสอบที่ท้องสนามหลวง แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กทม. โดยนายสายชลยอมรับว่า เป็นบุคคลตามภาพจึงแจ้งข้อหาก่อนควบคุมตัว เพื่อนำส่งพนักงานสอบสวน สน.ปทุมวัน


จากการสอบสวนนายสายชลให้การว่า ตนมีอาชีพรับจ้างและกินนอนอยู่ที่สนามหลวง ยอมรับว่า ไปชุมนุมจริง ไปเป็นการ์ดของ นปช. โดยสมัครกับนายอารี ไกรนารา หัวหน้าการ์ด ได้ค่าจ้างวันละ 500 บาท แต่ไม่ได้เป็นคนเผาห้าง โดยในวันเกิดเหตุหัวหน้าการ์ดให้แต่งชุดดำและเดินในห้าง 3 รอบ โดยมีเพื่อนรออยู่ด้านนอก 3 คน จากนั้นใช้เวลา 30 นาทีจึงออกมา โดยตนไม่ทราบว่าใครเป็นคนเผา เพราะมีคนแต่งกายชุดดำหลายชุด ชุดละประมาณ 10 คน น่าจะมีกว่า 100 ชุด จากนั้นตนได้ไปหลบในวัดปทุมวนาราม


เมื่อถามว่า เมื่อเข้าไปในวัดปทุมวนารามเห็นอะไรบ้าง นายสายชล กล่าวว่า 6 ศพที่พบ ตนมาพบตอนเช้า หลังจากที่ตื่นนอนแล้ว จึงไม่แน่ใจว่าใครยิง และกลับมาที่สนามหลวง หลังจากมีตำรวจไปรับคนออกมา


เมื่อถามว่า เคยถูกดำเนินคดีหรือไม่ นายสายชลตอบว่า เคยติดคุกข้อหาพยายามฆ่าที่สนามหลวง นานหลายปีแล้ว แต่ต่อมาศาลยกฟ้อง


ด้าน พล.ต.ท.สัณฐานกล่าวว่า กรณีคนเผาห้างเซ็นทรัลเวิลด์นั้น ตรวจสอบจากกล้องวงจรปิดพบผู้ต้องหา ฝ่ายสืบสวนจึงติดตามจับกุม ซึ่งจากการสอบถามเป็นบุคคลตามภาพจริง แต่ปฏิเสธไม่ได้วางเพลิง ซึ่งต้องต่อสู้ในชั้นศาล โดย บช.น.ได้นำภาพถ่ายจากการชุมนุมและสถานที่เกิดเหตุต่างๆมาดำเนินคดี คนทำผิดต้องรับโทษ ส่วนภาพจากการวางเพลิงคงไม่ได้อยู่แล้วเพราะเพลิงไหม้หมด โดยกรณีเซ็นทรัลเวิลด์นั้น ก่อนหน้านี้ออกหมายจับมาแล้ว 4 คน โดยผู้ต้องหาเป็น 1 ใน 4 ที่จับกุมได้ ส่วนผู้ต้องหารายอื่นจะสืบสวนต่อไป


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับภาพวงจรปิดภายในห้างเซ็นทรัลเวิลด์ได้จับภาพนายสายชล ซึ่งมีผ้าพันคอสีแดงที่ข้อมือขวา ขณะกำลังถือถังดับเพลิงสีเขียวอยู่ด้วย

แดงกว่า500คน มอบดอกไม้ให้กำลังใจ หลังศาลให้ประกันตัว "จตุพร-การุณ" หลักทรัพย์คนละ1ล้าน

ที่มา มติชน

เมื่อเวลาประมาณ 14.30 น. วันที่ 8 มิถุนายน ศาลอาญา รัชดา พิจารณาเกือบ 6 ชั่วโมง มีคำสั่งให้ประกันตัว นายจตุพร พรหมพันธุ์ และนายการุณ โหสกุล แกนนำนปช. และ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ผู้ต้องหาความผิดอาญา ฐานก่อการร้าย ตามหมายเรียกของ กรมสอบสวนคดีพิเศษ โดยใช้หลักทรัพย์คนละ 1 ล้านบาท กลุ่มคนเสื้อแดงทะยอยมอบดอกไม้ให้กำลังใจ

ศาลให้"จตุพร-การุณ"ประกันตัวด้วยหลักทรัพย์คนละ 1ล้าน

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.พรรคเพื่อไทย แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) เปิดเผยว่า ตนเอง และนายการุณ โหสกุล ส.ส.พรรคเพื่อไทย ได้รับการประกันตัวด้วยหลักทรัพย์คนละ 1 ล้านบาท หลังจากที่เข้ารายงานตัวเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา

ความหวัง เลือกตั้ง ความหวัง ประชาธิปัตย์ เหนือ และ อีสาน

ที่มา ข่าวสด


ไม่เพียงแต่ นางรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ สาย นายสุทัศน์ เงินหมื่น เท่านั้นที่ออกมาแสดงความเหน็ดเหนื่อยต่อคะแนนและความนิยมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

หากแม้กระทั่ง นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส.สัดส่วน จากนครราชสีมา ก็ออกอาการ

อาการ 1 คือ เป็น ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์หนึ่งเดียวที่ยกมือแสดงความไม่ไว้วางใจ นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

อาการ 1 คือ ข้อมูลที่ นางรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท นำมาเปิดเผย

นั่นก็คือ นับวัน นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ จะค่อยๆ ถอยห่างออกจากพรรคประชาธิปัตย์ กระทั่งอาจไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งในนามพรรคประชาธิปัตย์อีก

มิใช่เพราะว่า นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ วางเป้าหมายอยู่ที่พรรคการเมืองใหม่

ตรงกันข้าม นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ จะดำเนินไปเหมือนกับโศลกเซนที่ว่า "เสียงขลุ่ยกลับมาหากอไผ่" คือ กลับไปเคลื่อนไหวในสถานะเดิม ในการเมืองภาคประชาชน

ถามว่า แล้ว นายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ยังคึกคักอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่



อาจกล่าวได้ว่า ภายในพรรคประชาธิปัตย์สายภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีขุนพลใหญ่ 3 สายจำนวนอันน้อยนิดของส.ส.

ขุนพล 1 คือ ขุนพลเก่า นายสุทัศน์ เงินหมื่น

ขุนพล 1 คือ ขุนพลใหม่ นายวิฑูรย์ นามบุตร ซึ่งต่อสายตรงไปยังนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรค

ขุนพล 1 คือ ขุนพลใหม่เอี่ยมกว่า นายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ

ทั้ง 3 ขุนพลนี้ในเบื้องต้น นายวิฑูรย์ นามบุตร ได้รับการยอมรับมากกว่าเห็นได้จากตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) แต่เมื่อประสบกับภัยของปลากระป๋องเน่าก็ต้องถอย

ถอยให้ นายอิสสระ สมชัย ซึ่งเคยแนบแน่นกับ นายสุทัศน์ เงินหมื่น มาแทน

ขณะที่กล่าวสำหรับสายของ นายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ กลับไม่ได้รับความสนใจไยดีเท่าใดนัก



ถึงแม้ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ จะยังมั่นใจในฤทธานุภาพของ นายวิฑูรย์ นามบุตร อยู่ แต่ก็ไม่มากเท่าเดิม

กระนั้น ก็มิได้ฝากความหวังไว้กับ นายสุทัศน์ เงินหมื่น

กระนั้น ก็มิได้ฝากความหวังไว้กับ นายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ

ตรงกันข้าม นายเนวิน ชิดชอบ ซึ่งเป็นเงาทะมื่นยืนอยู่ข้างหลังพรรคภูมิใจไทยต่างหาก เป็นความหวังอย่างแท้จริงของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ

นี่คือพันธมิตรทำแทนพรรคประชาธิปัตย์ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

หากประเมินจากการเอาใจ นายเนวิน ชิดชอบ ในการปรับครม. หากประเมินจากการตัด นายไพฑูรย์ แก้วทอง ออกไปจากกระทรวงแรงงาน

สะท้อนว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่สนใจทั้งภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ประเด็นอยู่ที่ว่าภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พรรคประชาธิปัตย์ยึดถือเอาพรรคภูมิใจไทยและ นายเนวิน ชิดชอบ เป็นเสมือนตัวแทน

แล้วภาคเหนือเล่าพรรคประชาธิปัตย์จะพึ่งบริการจากพรรคการเมืองใด



คำตอบของคำถามนี้อาจจะยังไม่แจ่มชัดภายใน 1 หรือ 2 เดือนข้างหน้า ต้องใกล้เลือกตั้ง

เพราะใกล้เลือกตั้งจะเป็นคำตอบว่าพรรคภูมิใจไทยจะยังเป็นความหวังของพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่ และภาคเหนือพรรคประชาธิปัตย์จะฝากความหวังไว้กับพรรคใด คนใด

คำตอบส่วนหนึ่งสัมผัสได้จากการเคลื่อนไหวของ นายไพฑูรย์ แก้วทอง แน่นอน

เรื่องชิวชิว

ที่มา ข่าวสด


เหล็กใน




ใครเป็นใครใน "ครม.มาร์ค 5"

ได้เห็นหน้าค่าตากันชัดเจนแล้วหลังจากนายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เสนอรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อโปรดเกล้าฯ แต่ง ตั้งเมื่อวันที่ 6 มิ.ย.ที่ผ่านมา

ปรับแบบไม่ใหญ่ไม่เล็ก 8 ตำแหน่ง

เนื้อหาเป็นการปรับเพื่อแก้ปัญหาการเมืองภายในมากกว่าจุดมุ่งหมายอื่น

ไม่ใช่การปรับเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานหรือปรับเพื่อตอบโจทย์การอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้านแต่อย่างใด

ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ผ่านมาแบ่งรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายเป็น 3 กลุ่ม

กลุ่มแรก นายกฯอภิสิทธิ์ กับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคงในเรื่องการสลายม็อบแดงจนมีคนบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก

กลุ่มที่สอง นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง กับนาย กษิต ภิรมย์ รมว.การต่างประเทศ ฐานปฏิบัติหน้าที่บกพร่อง ไม่เป็นไปตามนโยบายที่แถลงไว้

กลุ่มที่สาม นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย กับนายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม 2 รัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทย โดนอภิปรายข้อหากระทำการส่อทุจริตหลายโครงการ

โดยเฉพาะการโยกงบโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วง บางซื่อ-บางใหญ่

ที่ฝ่ายค้านแฉว่าเอื้อประโยชน์ให้ 2 บริษัทยักษ์ใหญ่ โดย 1 ในนั้นคือบริษัทซิโน-ไทยของครอบครัวนาย ชวรัตน์

ซึ่งรัฐมนตรีทั้ง 2 คนของพรรคภูมิใจไทยตอบคำถามในสภาได้ไม่เคลียร์เท่าไหร่

นายชวรัตน์ อ้างว่าวางมือจากธุรกิจครอบครัวไปนานหลายปีดีดัก เลยไม่รู้ว่าบริษัทซิโน-ไทย เกี่ยวหรือไม่เกี่ยวข้องกับโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงหรือไม่ อย่างไร

ส่วนนายโสภณ ถูกมองว่า"มือไม่ถึง"มาตั้งแต่แรก การได้มาดูแลกระทรวงเกรดเอ เป็นเพียงในฐานะตัวแทนอำนาจ"ผู้มีบารมีนอกรัฐบาล"เท่านั้น

เลยเป็นจุดอ่อนถูกหยิบยกขึ้นมาโจมตี

แม้การปรับครม.มาร์ค 5 จะล่วงเลยมาถึงจุดที่ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้อีก แต่กรณีรถไฟฟ้าสายสีม่วงยังต้องมีการตรวจสอบต่อไปว่ามีการทุจริตเอื้อประโยชน์พวกพ้องจริงหรือไม่

หลายคนบอกดูตามทรงแล้วน่าจะยาก

เพราะอย่างเรื่องสลายม็อบขนาดมีพยานหลักฐานยืนยันจะจะ

ตายจริงเจ็บจริงเป็นพัน

รัฐบาลยังตะแบงเอาตัวรอดไปจนได้

กับไอ้แค่เรื่องรถไฟฟ้ามันจะสักเท่าไหร่กันเชียว

ปรับครม."มาร์ค 5"ใครได้ประโยชน์

ที่มา ข่าวสด


รายงานพิเศษ




ดิเรก ถึงฝั่ง / สุกัญญา สุดบรรทัด
ภาพการปรับครม.มาร์ค 5 ที่บรรดาคนอกหักในพรรคประชาธิปัตย์ตบเท้าได้นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีกันถ้วนหน้า

พร้อมยึดโควตาเก้าอี้รัฐมนตรี 2 เก้าอี้ใหญ่จากพรรคเพื่อแผ่นดิน ทั้งรมว.อุตสาหกรรม และรมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) มาดูแลเอง โดยไม่แตะต้องรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย ที่ถูกพรรคเพื่อแผ่นดินโหวตสวนในปัญหาทุจริต

ขณะเดียวกัน ยกโควตารัฐมนตรีให้กับกลุ่มการเมืองหรือพรรคการเมืองที่พร้อมยกมือสนับสนุนให้รัฐบาลมีเสียงในสภาเพิ่มขึ้น

นักวิชาการและบุคคลที่เกี่ยวข้องได้วิเคราะห์การปรับครม.ดังกล่าว จะส่งผลให้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อยู่ตลอดรอดฝั่งตามที่นายอภิสิทธิ์ ได้ส่งซิกออกมาว่า อาจจะมีการเลือกตั้งในช่วงต้นปี 2554

หรือจะส่งผลให้ภาพลักษณ์ของรัฐบาลแย่ลง



ดิเรก ถึงฝั่ง

ส.ว.นนทบุรี

การปรับครม.ถือเป็นเรื่องธรรมดา เพื่อปรับเปลี่ยนการทำงาน แต่การปรับครม.ครั้งนี้ถูกวิจารณ์กันอย่างกว้างขวางว่า ครม.ที่ถูกปรับเปลี่ยนไม่ใช่รัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ

แม้การปรับครม.จะเป็นเรื่องปกติ แต่บุคคลที่เข้ามาดำรงตำแหน่ง ถือว่าถูกตาต้องใจประชาชนแล้วหรือยัง ซึ่งในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ ผมว่าใช้ได้ เพราะเคยเห็นหน้าตามีผลงานอยู่บ้าง แต่ผมเสียดายนายไพฑูรย์ แก้วทอง อดีตรมว.แรงงาน เพราะถือเป็นผู้ที่ตั้งใจทำงานและมีผลงาน ขณะที่พรรคร่วมรัฐบาลที่มีการปรับใหม่เข้ามา ต้องยอมรับว่าชื่อเสียงไม่เห็น หาผลงานไม่เจอ ยังไม่เคยเห็นฝีมือ หรือพูดง่ายๆ ว่า เป็นมวยที่ยังไม่มีอันดับ

ฉะนั้น การปรับครม.ครั้งนี้ จึงถือว่าได้ประโยชน์น้อยไปหน่อย


ส่วนการปรับครม.ครั้งนี้ จะนำไปสู่การอยู่ครบเทอมหรือไม่นั้น จากการฟังคำให้สัมภาษณ์ของนายกฯ ที่ระบุอาจให้มีการเลือกตั้งใหม่ช่วงต้นปี 2554 พร้อมกับการขับเคลื่อนแผนปรองดอง ซึ่งการพูดเช่นนี้ ท่านคงไม่ต้องการอยู่ให้ครบเทอม คงต้องการให้มีการเลือกตั้งใหม่ช่วงต้นปี

แต่การขับเคลื่อนแผนปรองดองตามที่นายกฯ ระบุ ผมยังไม่เห็นความคืบหน้าอะไร ซึ่งท่านต้องเร่งทำและลงมือปฏิบัติอย่างจริงจังด้วย

สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ / ทวี สุรฤทธิกุล /ไพรัช ตระการศิรินนท์


อย่างไรก็ตาม ถ้ารัฐบาลชุดนี้จะพัง ผมมั่นใจว่าเป็นเพราะพรรคร่วมรัฐบาล ที่ผมยืนยันเช่นนี้เนื่องจากรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ และถูกโหวตสวนจากพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกัน ยังคงอยู่

นี่คือจุดอ่อนของรัฐบาลที่หลายฝ่ายเขาวิพากษ์วิจารณ์กัน จึงเป็นเรื่องที่นายกฯ ต้องคุมให้อยู่ ควบคุมให้อยู่ในกรอบโดยเฉพาะการทุจริตคอร์รัปชั่นที่ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด



สุกัญญา สุดบรรทัด

ส.ว.สรรหา

การจะวิจารณ์ว่ารัฐมนตรีหน้าใหม่แต่ละคน คงต้องดูก่อนว่าการทำงานในช่วงแรกมีแนวทางการทำงานอย่างไร

แต่ถ้ามองรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับสื่อ หวังว่า นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รมต.ประจำสำนักนายกฯ คนใหม่ที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลสื่อ น่าจะมีท่าที ผ่อนคลาย และมีจิตใจเปิดกว้างกว่ารัฐมนตรีคนก่อน เพราะก่อนหน้านี้ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกฯ ซึ่งเคยดูแลสื่อ เคยพูดเสมอว่าจะให้เสรีภาพกับสื่อ แต่ท้ายสุด นายสาทิตย์ จะมีคำว่า "แต่" ตามมาปิดท้ายแทบทุกครั้ง

หวังว่ารัฐมนตรีคนใหม่จะไม่นำช่อง 11 มาเป็นเครื่องมือให้กับภาครัฐจนมากเกินไป เพราะจากรายงานผลการติดตามการทำงานในช่อง 11 ของมีเดีย มอนิเตอร์ ผลวิเคราะห์ชัดเจนว่าเป็นเครื่องมือทางการเมือง โจมตีฝ่ายตรงข้าม ไม่มีความเป็นกลาง รวมทั้งไม่มีการเปิดพื้นที่ให้ฝ่ายตรงข้ามได้แสดงความคิดเห็น

หากยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงปรับปรุง จะเป็นการลดคุณค่า ศักดิ์ศรี ความศรัทธา จนหายไปในที่สุด



สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

นักวิชาการเศรษฐศาสตร์การเมือง รัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์

การปรับครม.ครั้งนี้น่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นบ้างเล็กน้อย เหตุผลประการแรก ในแง่การเมือง การปรับครั้งนี้เท่ากับปรับประเด็นปัญหาเกาเหลาออกไป คือเอาพรรคเพื่อแผ่นดินออก ทำให้ปัญหาความขัดแย้งภายในลดลง

ประการที่สอง ปรับโดยที่คะแนนเสียงของรัฐบาลยังเพียงพออยู่ เราจะเห็นได้ชัดว่ารัฐบาลมีคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งอยู่พอสมควร ทำให้เสถียรภาพของรัฐบาลไม่ถูกกระทบ

ประการที่สาม ถือเป็นโอกาสที่รัฐบาลจะได้เปลี่ยนตัวบุคคลเพื่อให้สอดคล้องกับ 2 เรื่อง คือ เรื่องอำนาจต่อรองระหว่างพรรค ทำให้พรรคประชาธิปัตย์ได้ที่นั่งเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันได้ปรับตัวบุคคลให้มีความเหมาะสมมากขึ้น เช่นกรณีนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกฯ ที่ถูกวิจารณ์มาก รวมถึงกระทรวงไอซีที ที่มีปัญหาเรื่องการบริหารจัดการอยู่เช่นกัน

หลายคนอาจมองว่า การปรับครม.น่าจะทำได้ดีกว่านี้ แต่ผมคิดว่าด้วยข้อจำกัดทางการเมือง เปลี่ยนได้ขนาดนี้ถือว่าดีขึ้นแล้วถ้าเทียบกับชุดก่อน แต่การปรับครั้งนี้ไม่ได้เป็นตัวบ่งบอกว่ารัฐบาลจะมีประสิทธิภาพขนาดไหน ทั้งนี้รัฐบาลน่าจะถือโอกาสนี้ ทำให้คนลดความบาดหมางลง และมีประสิทธิภาพในการทำงานมากขึ้น

ส่วนรัฐบาลจะอยู่รอดได้นานแค่ไหนขึ้นอยู่กับ 3 ประการ คือ ด้านเศรษฐกิจ รัฐบาลต้องประคองให้เศรษฐกิจปีนี้อยู่รอดไปได้ และปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้สามารถแข่งขันได้ และในแง่การเมือง ขึ้นอยู่กับความสามารถที่จะนำไปสู่การปรองดอง และอีกประเด็น คือ การปฏิรูปทางการเมือง เพื่อให้ปัญหาที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่อดีตได้รับแก้ไข

การที่รัฐบาลเอาคนของประชาธิปัตย์ มานั่งกระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงไอซีที ผมมองว่าเพื่อดูแลเรื่องเศรษฐกิจเองโดยตรง ต้องยอมรับว่าไอซีทีและอุตสาหกรรมนั้นเกี่ยวพันกัน ความสามารถในการแข่งขัน และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ก็เกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านี้

นอกจากนี้ ตอนที่เกิดเรื่องเสื้อแดง จะเห็นได้ว่าประสิทธิภาพในการบริหารสื่อ ขึ้นอยู่กับเอกภาพ ฉะนั้นกระทรวงไอซีที จะเป็นส่วนสำคัญทั้งในด้านเศรษฐกิจและการเมืองด้วย



ทวี สุรฤทธิกุล

อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ สุโขทัยธรรมาธิราช

การปรับครม.ครั้งนี้เหมือนเก้าอี้ดนตรี สมบัติผลัดกันชม ปรับโดยมีเป้าหมาย 3 เรื่อง คือ 1.แทนที่เสียงที่หายไป แต่เสียงก็ยังไม่พอ เพราะหายไป 14 เสียงแต่มา 13 เสียง 2.เป็นการทำตามสัญญาใจของคนในพรรคประชาธิปัตย์ด้วยกัน

3.เป็นการแสดงพลังของพรรคประชาธิปัตย์ในการจัดการปัญหาต่างๆ เช่น ปัญหารัฐสภา ปัญหาภายในรัฐบาล หลังจากที่ผ่านมาปล่อยปละละเลย จนทำให้พรรคประชาธิปัตย์ทำท่าจะเสียคะแนน จึงต้องกลับมาคุมพรรคร่วมรัฐบาลให้อยู่ในกฎเหล็ก 9 ข้อ แต่ขึ้นกับพรรคประชาธิปัตย์เองว่าจะคุมได้หรือไม่

ผมคิดว่าก่อนเลือกตั้งน่าจะมีการปรับอีก 1-2 ครั้ง ถ้าเลือกตั้งปีหน้า ก็น่าจะมีปรับครม.อีกในช่วงปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า เพราะพรรคประชาธิปัตย์กำลังจับตาดูพรรคร่วมเป็นพิเศษ อย่างกระทรวงมหาดไทย พรรคที่ดูอยู่ต้องตุนเสบียง ถ้าแย่งกันด้านลบ แย่งกันกักตุนเสบียง ประชาธิปัตย์คุมตำรวจ ภูมิใจไทยคุมผู้ว่าฯ อาจมีความขัดแย้ง หรือหากมีทุจริต พรรคประชาธิปัตย์คงไม่ปล่อยไว้ ซึ่งกระแสสังคมก็รอดูอยู่

หากประสานผลประโยชน์กันได้ก็อยู่กันนาน หรือถ้าเสียงยังไม่ดี ก็ลากกันไปก่อน ซึ่งผมคิดว่ารัฐบาลจะลากกันไปแบบถูลู่ถูกังจนครบวาระถึงปลายปี 2554 เพื่อรอให้พรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลอีกในเที่ยวหน้า



ไพรัช ตระการศิรินนท์

คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ เชียงใหม่

การปรับครม.ชุดนี้ยังเป็นนักการเมืองกลุ่มหน้าเดิม หมุนกันไปมา ไม่ได้มองว่าจะเอาคนนอกหรือคนที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เห็นผลงานรัฐบาลชัดๆ

การปรับโดยรวมก็เหมือนกระแสทั่วไปที่รัฐบาลห่วงเรื่องความมั่นคง เสถียรภาพรัฐบาลมากกว่าการเอามืออาชีพมาสร้างผลงานในช่วงเวลาสั้นๆ

น่าเสียดายถ้ารัฐบาลพยายามสร้างผลงานโดดเด่นชัดๆ ในช่วงเวลาสั้นๆ เพื่อให้สังคมเห็นถึงความตั้งใจจริงของรัฐบาล ผลงานจะทำได้มาก แต่ต้องยอมรับว่ารัฐบาลมีข้อจำกัดที่ต้องประคับประคองคะแนนเสียงในสภา

ผมวิเคราะห์ว่าการปรับครม.ครั้งนี้ พยายามประคับประคอง เพื่อให้รัฐบาลมีเสถียรภาพ อยู่ได้นานหน่อย จึงจัดรูปแบบสัดส่วนรัฐบาลออกมาแบบนี้

ส่วนจะอยู่ครบวาระหรือไม่นั้น ประเมินยาก แต่แนวโน้มมีโอกาสเยอะที่จะอยู่ครบวาระ เพราะการโหวตเรื่องสำคัญในสภา เช่น โหวตงบประมาณ กฎหมายสำคัญๆ คงทำได้หมด

วิวัฒนาการเผด็จการรูปแบบใหม่

ที่มา ไทยรัฐ


เคยทบทวนบ้างหรือไม่ว่า หลังการยึดอำนาจ เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 เกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทยเราบ้าง แน่นอนว่า ความสงบสุข ความสมานฉันท์ อันตรธานหายไป ความขัดแย้ง ความแตกแยกในหมู่คนไทยมากขึ้น และมีความรุนแรงยิ่งขึ้น

ทัศนคติทางการเมืองและต่อบ้านเมืองของคนไทยเปลี่ยนไป

หันมาที่ ระบบการเมืองการปกครอง เกิดสองมาตรฐานขึ้นมา ในทุกองค์กร การบังคับใช้กฎหมาย ความเป็นธรรม ความชอบธรรมไม่ได้รับการยอมรับ

การบริหารประเทศติดหล่มจมปลัก การต่อรองผลประโยชน์ทางการเมืองชัดเจนขึ้น การทุจริตคอรัปชันมาในทุกรูปแบบ และมีการปกป้องพวกพ้องให้พ้นจากความผิดอย่างจงใจ บุคคลที่กระทำความผิดหรือถูกกล่าวหาไม่เกิดความสำนึกต่อการกระทำ เนื่องจากในบทบาทหน้าที่ยังได้รับความไว้วางใจจากฝ่ายบริหาร หรือผู้นำที่จะทำหน้าที่ต่อไป และทำหน้าที่ในตำแหน่งสำคัญของบ้านเมืองด้วยซ้ำ

เกิดวัฒนธรรมยอมรับการคอรัปชัน

ระบบรัฐสภาก็ไม่เป็นระบบสภาอีกต่อไป ไม่มีฝ่ายค้านฝ่ายรัฐบาล ส.ส.ในพรรครัฐบาลสนับสนุนฝ่ายค้าน ส.ส.ในฝ่ายค้านยกมือให้รัฐบาล มี รมต.ที่เป็นฝ่ายค้าน อีนุงตุงนังกันไปหมด ทั้งหลายทั้งปวงก็เพื่อที่จะให้ รัฐบาลอยู่ในอำนาจไปได้ แต่นั้น

เกิดประเพณีงูเห่า

ที่เคยรณรงค์ต่อต้าน ซื้อเสียงเลือกตั้ง อาจจะต้องเปลี่ยนเป้าหมายการรณรงค์และแก้กฎหมายกันใหม่ ห้ามซื้อตัว ส.ส.กันในสภาฯ ซื้อเสียงประชาชนไม่อันตรายเท่าซื้อเสียง ส.ส.ในสภาฯ เพราะต่อไปบ้านเมืองก็อยู่ภายใต้อำนาจเงินอย่างสมบูรณ์แบบ จะผ่านโครงการ งบประมาณ ผลประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งก็ไปทุ่มเงินซื้อ ส.ส.เอาเป็นกรณีไป

ต่อไปก็จะมี ส.ส.ขายตัวกันโจ๋งครึ่ม

เลยมาจนถึงระบอบประชาธิปไตยเป็นกรณีศึกษาว่า ระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทย ไม่ได้เริ่มต้นมาจากการเลือกตั้งอีกต่อไป เพราะต่อให้เลือกตั้งได้เสียงข้างมากเข้ามาอย่างไรก็ตาม ก็ไม่แน่ว่าจะเป็นรัฐบาลได้ เกิดอีกฝ่ายได้เสียงน้อยกว่ามาซื้อตัว ส.ส.ในสภาฯได้ก็หมดสิทธิ์ ซึ่งเคยปรากฏในประวัติศาสตร์การเมืองไทยเมื่อ 30-40 ปีที่แล้ว

หรือใช้วิชามาร หรือใช้กำลังกองทัพเข้าปล้นประชาธิปไตยเอา ไปดื้อๆจนปัญญาที่จะไปต่อต้านขัดขืน มาจนถึงวันนี้เป็นอันพิสูจน์ได้ว่าอำนาจที่มาจากเสียงส่วนน้อยแต่มีพลังกว่าสามารถที่จะใช้อำนาจเข้าปกครองประเทศได้ จึงไม่ต่างอะไรกับความล้มเหลวหรือความอ่อนแอของประชาธิปไตยที่ถูกเผด็จการซ่อนรูปกลืนเอาไว้ทั้งระบอบ แม้จะเรียกว่าระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย แต่วิธีการยิ่งกว่าเผด็จการ.

หมัดเหล็ก