WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, June 11, 2010

เสียงปริ่มน้ำ-งูเห่า-เสื้อแดง

ที่มา ไทยรัฐ


แม้จะมี ส.ส.ถูกขับออกจากพรรค และย้ายพรรคจำนวนหนึ่งหลังจากมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลที่ผ่านมา ก็ต้องถือว่า เป็นปรากฏการณ์งูเห่า ที่มักจะเกิดขึ้นบ่อยๆ เนื่องจากความเป็นสถาบันการเมืองได้ถูกทำลายไปเรียบร้อยแล้วตามแผนบันไดสี่ขั้น ลับ ลวง พราง และความเป็นผู้แทนราษฎรในความหมายตามรัฐธรรมนูญก็ไม่ได้มีอยู่ในสามัญสำนึกอีกต่อไป

นักการเมืองหรือพรรคการเมืองก็คือคนกลุ่มหนึ่งที่ เข้ามาแสวงหาอำนาจและผลประโยชน์ จากการเข้ามาควบคุมการบริหารของ ประเทศ มีการซื้อขายตำแหน่ง ทุจริตคอรัปชันเชิงนโยบาย คุณสมบัตินักการเมืองก็ไม่ใช่เรื่องซีเรียส ผู้ต้องหาก็สามารถที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ ไม่ต้องไปพูดถึงคนดีคนเลวให้เมื่อยตุ้ม อำนาจทางการเมืองสามารถที่จะฟอกถูกเป็นผิด ดำเป็นขาวได้ในพริบตาเดียว

เสถียรภาพของรัฐบาลไม่ใช่อยู่ที่ ความศรัทธาของประชาชน แต่อยู่ที่ว่าจะซื้องูเห่าได้มากแค่ไหน จะกำจัดเสี้ยนหนามศัตรูคู่แข่งให้สิ้นซาก หรือหมดทางสู้ได้อย่างไรมากกว่า

มีการวิตกกังวลกันว่า การเปลี่ยนแปลงในพรรคร่วมรัฐบาลจะทำให้รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ และจะมีผลต่อเสถียรภาพรัฐบาลอย่างมาก อาทิ กฎหมายการเงิน การพิจารณางบประมาณวาระ 2-3 ถ้าไม่ผ่านรัฐบาลก็ล้มไปโดยปริยาย แต่ก็ไม่แน่ เพราะรัฐบาลชุดนี้สามารถเอาตัวรอดได้ด้วยวิธีแปลกๆพิสดารอย่างคาดไม่ถึง

บวกลบคูณหาร ส.ส.กาฝาก ไว้ในฝ่ายค้าน ดูด้วยแล้วการที่ต้องเสีย พรรคเพื่อแผ่นดินไป รัฐบาลมีเสียงน้อยกว่าเดิมไม่เกิน 6 เสียง และกำลังมีความพยายามที่จะเพิ่มพลังดูดกันอีกยก โดยหวังผลการเลือกตั้งในอนาคตด้วยตั้งใจจะโดดเดี่ยวพรรคเพื่อไทย

โดยมีเป้าหมายเป็นรัฐบาลไม่เกิน 2-3 พรรค มีประชาธิปัตย์และภูมิใจไทยเป็นแกนนำ ซึ่งต่อไปก็คงจะจับมือเป็นขั้วการเมืองกันอย่างถาวร ด้วยเหตุผลพิเศษอะไรบางอย่าง

ซึ่งเข้าใจว่า พรรคฝ่ายค้านก็ต้องคิดอย่างเดียวกัน เพียงแต่ว่ายังทำอะไรโฉ่งฉ่างไม่ได้เท่านั้น เพราะ กลัวจะถูกยุบพรรคอีกกระ-ทอก จึงต้องประคองตัวเอาไว้ก่อน รอเวลาเอาคืนในภาคเหนือ และ ภาคอีสาน ที่มีความได้เปรียบทางการเมืองอยู่แล้ว

เพราะข้อหาผู้ก่อการร้าย เพราะคนเจ็บคนตาย จากการสลายการชุมนุมที่ผ่านมา ไม่ได้รับความเป็นธรรม ไม่ได้รับการเหลียวแล

ไปร้องเรียนที่ไหนก็ไม่มีใครฟัง เหมือนไม่ใช่พลเมืองประเทศนี้ไป ซะแล้ว

รัฐบาลห่วงแต่เสถียรภาพของตัวเองโดยลืมเสถียรภาพของบ้านเมือง ลืมว่าประชาชนไม่ใช่มีแค่เสื้อเหลืองหรือเสื้อแดง อย่าลืมว่าประเทศไทยไม่ใช่มีพื้นที่แค่ค่ายทหารหรือทำเนียบรัฐบาล อย่าลืมตัว.

หมัดเหล็ก

ถ่วงความชอบธรรม!

ที่มา ไทยรัฐ


Pic_88713
อภิสิทธิ์

โชว์ฟอร์มประเดิมตำแหน่งใหม่ได้เข้าฝักเลย

กับลีลาของ "เดอะโย่ง" นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รมต.ประจำสำนักนายกฯ กำกับดูแลสื่อรัฐ สวมบทเซียนลูกหนัง โชว์ทัศนะถึงการแข่งขันฟุตบอลโลกที่จะระเบิดศึกขึ้นในวันที่ 11 มิถุนายนนี้

โดยส่วนตัวเป็นแฟนบอลของทีมเชลซี ในพรีเมียร์ลีกอังกฤษ ดังนั้น ในศึกฟุตบอลโลกครั้งนี้ก็ตั้งใจเชียร์ทีมรอง ที่มีนักเตะของทีมเชลซีแยกไปเล่นในนามทีมชาติ ไม่ว่าจะเป็นทีมอังกฤษ ฝรั่งเศส กานา ไอวอรีโคสต์

ส่วนทีมที่มีโอกาสคว้าแชมป์โลกคือทีมชาติสเปน โปรตุเกส เป็นตัวเต็ง 1 เต็ง 2

ชัวร์หรือมั่วนิ่ม ผิดถูกไม่ใช่ปัญหา เพราะประเด็นมันอยู่ที่การเคลียร์พื้นที่ข่าวให้กระแสฟุตบอลโลกฟีเวอร์ กลบประเด็นการเมืองให้ลดอุณหภูมิลงชั่วคราว

"องอาจ" เขี่ยลูก โยนยาวให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เลี้ยงบอล

ลากเลื้อย สับขาหลอกคู่ต่อสู้ไปได้อีกอย่างน้อยก็ 1 เดือนเต็มๆ

ทางหนึ่งก็ได้อาศัยฟุตบอลโลกฟีเวอร์เบี่ยงกระแส แต่อีกทางหนึ่งก็ยังต้องพึ่งไสยศาสตร์

อย่างน้อยเลยก็ได้ผลทางจิตใจ ในฉากที่นายกฯอภิสิทธิ์ นำคณะรัฐมนตรี ข้าราชการผู้ใหญ่ นักธุรกิจภาคเอกชน จัดพิธีทำบุญใหญ่ทำเนียบรัฐบาล พร้อมกัน 5 ศาสนา นัยว่าเพื่อความเป็นสิริมงคลของประเทศ ท่ามกลางสายฝนที่ตกโปรยปรายลงมาอย่างไม่ขาดสาย

ที่แน่ๆนับเป็นคิวแรกที่นายอภิสิทธิ์ ควง "มาดามแตงโม" นางพิมพ์เพ็ญ เวชชาชีวะ ภริยา กลับมาปรากฏตัวออกงานร่วมกันอีกครั้ง

หลังต้องซุ่มเก็บตัว หลบภัยช่วงวิกฤติม็อบเสื้อแดง

และก็เป็นผู้เฒ่าผู้แก่อย่าง "ปู่ชัย" นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา ที่ชิงจังหวะโหมโรงเอาฤกษ์

เอาชัย สถานการณ์บ้านเมืองกลับสู่ภาวะปกติแล้ว รัฐบาลก็ทำงานเดินหน้าต่อไปได้ คงอยู่เกินวาระ

แต่อย่างว่า ผลทางใจ ทำบุญใหญ่แก้เคล็ดแล้วจะต่อชะตากันอีกยาวแค่ไหน

ในทางปฏิบัติก็อย่างที่เห็นๆกันอยู่ ทันทีที่รัฐบาลเปิดโพยชื่อของนายคณิต ณ นคร อดีตอัยการสูงสุด นั่งเป็นประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อตรวจสอบเหตุการณ์ความไม่ สงบทางการเมือง ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม ถึง 19 พฤษภาคม 2553

ก็มีเสียงคัดค้านดังเซ็งแซ่ออกมาจากแกนนำม็อบ นปช.แดงทั้งแผ่นดิน เครือข่ายพรรคเพื่อไทย ไปยันนายนพดล ปัทมะ อดีตทนายความส่วนตัว สายตรงของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

โห่ต้าน "กองเชียร์ประชาธิปัตย์"

ด้วยการอ้างปมคาใจ ทั้งรายการ สปก.4-01 และยังโยงไปถึงนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ในฐานะกรรมการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ก็เป็นอดีตเลขาฯหน้าห้องของนายคณิตมาก่อน

ขุดเบื้องหลัง ไม่มีทางเป็นกลางได้

อารมณ์เดียวกับชื่อของนายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ที่นายกฯอภิสิทธิ์ทาบทามมาเป็นประธานคณะกรรมการปฏิรูปการเมือง รายนี้ก็โดนข้อหาฝักใฝ่ โดยความคิดความอ่านสะท้อนว่ามีใจเทให้ประชาธิปัตย์มาอย่างต่อเนื่อง

ไม่เป็นกลางตั้งแต่เห็นชื่อ

โดยปรากฏการณ์ตั้งแง่ใส่กัน อารมณ์หนึ่งมันก็อย่างที่นายกฯอภิสิทธิ์เหน็บกลับฝ่ายตรงข้าม ขนาดองค์กรอิสระยังไม่ยอมรับเลย อะไรไม่ตรงใจเขา ก็ไม่ยอมรับ แต่อีกมุมหนึ่งมันก็ต้องเข้าใจธรรมชาติ ในยามบ้านเมืองแตกออกเป็นสองฝ่าย เถียงกันเรื่องสองมาตรฐาน

ในเมื่อนายกฯอภิสิทธิ์ ในฐานะ "คู่ขัดแย้ง" ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรง ยังนั่งอยู่ในอำนาจ และก็เป็นคนชงตั้งคณะกรรมการสอบสวนฯขึ้นมาสอบตัวเองและฝ่ายตรงข้าม

เหมือนฟุตบอลทีมเจ้าบ้านเล่น 14 คน สู้กับทีมเยือน 11 คน กรรมการถูกเหมารวมอยู่ข้างเจ้าภาพ

มันก็ยากที่จะให้คนเสื้อแดงและพรรคเพื่อไทยทำอารมณ์ข่มใจให้เชื่อความเป็นกลาง

อย่างไรก็ตาม เมื่อ "อภิสิทธิ์" มั่นใจในกระแสพ่อยกแม่ยกที่โอบอุ้ม เดินหน้า "ชงเองกินเอง" โดยไม่สนฝ่ายตรงข้ามจะยอมรับหรือไม่

ดูท่าก็คงไม่ได้หวังผลสัมฤทธิ์สุดท้ายซักเท่าไหร่

แต่เรื่องของเรื่องมันจะเป็นน้ำหนักสะสม "ตัวถ่วง" ความชอบธรรม

โดยเฉพาะกับสถานะของรัฐบาลที่สร้าง "นวัตกรรมอัปลักษณ์ ทางการเมือง" ตามคิวที่นายแพทย์ภูมินทร์ ลีธีระประเสริฐ อดีตรองโฆษกรัฐบาล พรรคเพื่อแผ่นดิน ทิ้งทวนก่อนจาก

ฉายภาพรัฐบาลประชาธิปัตย์ที่อยู่แบบไม่สง่างาม งูเห่าเลื้อยกันเพ่นพ่าน มั่วลูกพรรคคนอื่นหน้าตาเฉย ทำทุกวิถีทางเพียงเพื่อความอยู่รอดของรัฐบาล

ตามอาการ ร่วงเมื่อไหร่ก็ฟุบยาวเลย.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

การ์ตูน เซีย 11/06/53

ที่มา ไทยรัฐ

การ์ตูน เซีย 11/06/53

Thursday, June 10, 2010

วิกฤต"ภัยแล้ง"2กระทรวงใหญ่แห่ช็อปฯเครื่องบินทำฝนหลวงเกือบพันล้าน 2บ.นายหน้ายักษ์ใหญ่รับเละ

ที่มา มติชน

สุวิทย์ คุณกิตติ - ธีระ วงศ์สมุทร

วิกฤต"ภัยแล้ง"แห่ช็อปฯเครื่องบินทำฝนหลวงเกือบ 1,000 ล้าน ก.เกษตรฯซื้อรวด 2 ลำ 648 ล้าน ผ่าน บ.นายหน้ายักษ์ ช.การช่าง-โรยัลสกาย ก.ทรัพย์ยุค"สุวิทย์ คุณกิตติ"ไม่น้อยหน้าซื้อเงียบ ฮ.ดับไฟป่าเกือบ 250 ล้าน


ในช่วงปลายปี 2552 ที่ผ่านมาจนถึงต้นปีนี้ หน่วยงานอย่างน้อย 2 แห่ง ได้ใช้เงินเกือบ 1,000 ล้านบาท จัดซื้อเครื่องบินจำนวน 3 ลำเพื่อมาปฏิบัติภารกิจทำฝนหลวงและแก้ไขปัญหาภัยแล้ง รวมทั้งภารกิจดับไฟป่าในพื้นที่ภาคเหนือ


หน่วยงานแรกคือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายธีระ วงศ์สมุทร เป็นรัฐมนตรีว่าการ) ได้ทำสัญญาจัดซื้อเครื่องบินขนาดกลางยี่ห้อ EADSCASAแบบรุ่น (Model) C-212-400 (C-212-EE) จากประเทศสเปน จำนวน 1 เครื่อง วงเงิน 306.2 ล้านบาท ผ่านบริษัท ทีเคเอส (ประเทศไทย) จำกัด เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2552 และจัดซื้อเครื่องบิน ปรับความดันอากาศ จากบริษัท บริษัท โรยัลสกาย จำกัด วงเงิน 348.7 ล้านบาท วันที่ 3 กันยายน เช่นเดียวกัน


หน่วยงานที่สอง คือกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซื้อเฮลิคอปเตอร์ ขนาด 2 เครื่องยนต์ TRANSMSSION RATING พร้อมอุปกรณ์ดับไฟป่าและเตียงพยาบาล ยี่ห้อ EUROCOPTER จำนวน 1 ลำจากบริษัท สยามการบินสากล จำกัด วงเงิน 248.8 ล้านบาท เมื่อวันที่ 26 ม.ค. 2553


บริษัท ทีเคเอส (ประเทศไทย) จำกัด ประกอบธุรกิจนายหน้า-ตัวแทนจำหน่าย ก่อตั้งเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2527 ทุนจดทะเบียน 5 ล้านบาท

ที่ตั้งเลขที่ 587 ถนนสุทธิสารวินิจฉัย แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพฯ (ที่ตั้งของบริษัท ช.การช่าง) นายชาญณรงค์ วงศ์สีนิล (นายชาญณรงค์เป็นกรรมการบริษัท ชลเวทย์โยธา จำกัด ในกลุ่ม ช.การช่าง) ถือหุ้น 25% นายฉิม ศิวรักษ์ ,นางทิพย์วารี อรรถกฤษณ์ , นางปิยะภรณ์ เศรษฐโอฬาร คนละ 20% , นายชาญ จงจิตต์ ,นายสุรชัย มงคลกิจงาม และนางสาวสุวรรณี มงคลกิจงาม คนละ 5% เป็นคู่ค้ากับกองทัพบกและกระทรวงเกษตรฯในช่วงที่ผ่านมาหลายสัญญา


ก่อนหน้านี้ในเดือนกันยายน 2551 บริษัท ทีเคเอส (ประเทศไทย) เคยจัดหาเครื่องบินยี่ห้อเดียวกันจากประเทศสเปน จำนวน 1 เครื่อง วงเงิน 320 ล้านบาท ให้สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์


ส่วน บริษัท โรยัลสกาย จำกัด เป็นของ นายรังสรรค์ เฉลิมไกรวุฒิ และ นายวีระพจน์ อัศวาจารย์ ผู้ค้าอากาศยานรายใหญ่ของกองทัพ ก่อตั้งเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2538 ทุนจดทะเบียน 30 ล้านบาท มีนายรังสรรค์ เฉลิมไกรวุฒิ นางศิรินา เฉลิมไกรวุฒิ เป็นกรรมการ เดิมนายทหารยศพลเอกคนหนึ่งร่วมถือหุ้นด้วย


สำหรับ บริษัท สยามการบินสากล จำกัด (เปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท สยามอินเตอร์เนชั่นแนลอัลไลแอนซ์ จำกัด วันที่ 23 เมษายน 2553) มีนายยนต์ ทองไทย และเครือญาติ เป็นเจ้าของ ก่อตั้งเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2537 ทุนจดทะเบียน 45 ล้านบาท ก่อนหน้านี้เป็นผู้จัดหาอะไหล่เครื่องบินให้กระทรวงเกษตรฯหลายครั้ง


ประเทศไทย"ตกอันดับ"ดัชนีวัดความสุข แพ้"ลาว-กัมพูชา" "แดนกีวี"นำโด่งสองปีซ้อน

ที่มา มติชน

แผนภูมิภาพแสดงระดับดัชนีความสุขของประชากรของประเทศต่างๆทั่วโลก




การจัดอันดับประเทศที่มีความสุขที่สุดประจำปี 2010 ประเทศที่มีความสุขที่สุดได้แก่ นิวซีแลนด์ ส่วนไทยอยู่ในอันดับ 124

เมื่อวันที่ 8 มิ.ย. ที่ผ่านมา สถาบันเศรษฐศาสตร์และสันติภาพ ได้จัดทำดัชนีความสงบสุขโลก (โกลบัล พีซ อินเด็กซ์ : จีพีไอ) โดยการจัดอันดับประเทศที่มีความสุขที่สุดประจำปี 2010 จากการจัดทำผลสำรวจทั้งหมด 149 ประเทศ ปรากฎว่า ประเทศที่มีความสุขที่สุดได้แก่ นิวซีแลนด์ ซึ่งรั้งตำแหน่งนี้เป็นปีที่สองติดต่อกัน ตามมาด้วย ไอซ์แลนด์ และญี่ปุ่นซึ่งรั้งอันดับสองและสามตามลำดับ ตามมาด้วย ออสเตรีย (4), นอร์เวย์ (5), ไอร์แลนด์ (6), เดนมาร์ค และ ลักเซมเบิร์ก (7), ฟินแลนด์ (9) และ สวีเดน (10) ในขณะประเทศที่มีดัชนีชี้วัดความสุขน้อยที่สุดคือ อิรัก ตามมาด้วย โซมาเลีย (148), อัฟกานิสถาน (147), ซูดาน(146), และปากีสถาน (145) ตามลำดับ

สำหรับประเทศไทยในปีนี้ รายงานระบุว่าอยู่ใน อันดับ 124 และอยู่ในอันดับ 18 ของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิค เปรียบเทียบภายในภูมิภาคอาเซียน ไทยอยู่ในอันดับที่ต่ำกว่า มาเลเซีย (22), สิงคโปร์ (30), ลาว (34), เวียตนาม (38), อินโดนีเซีย (67), และกัมพูชา (111) โดยเหนือกว่า ฟิลิปปินส์ (130) และเมียนมาร์ (132) เท่านั้น โดยตกมาจากอันดับ 118 จากการสำรวจเมื่อปีที่แล้ว

การจัดดับนี้วัดจากการประมวลผลคะแนนในด้านต่างๆ โดยวัดคะแนนจาก 1 หมายถึงมีความสงบสุขมากที่สุด และ 5 หมายถึงมีความสงบสุขน้อยที่สุด ทั้งนี้เมื่อพิจารณาดัชนีการจัดอันดับในปัจจัยต่าง ๆ พบว่า ไทยได้คะแนนเฉลี่ย 2.393 โดยเกิดปัญหาภาพลักษณ์เสียหายในด้านต่าง ๆ หลายด้านที่น่าเป็นห่วงได้แก่

-ความสามารถ และการจัดการทางการทหาร : 3.5 คะแนน
-จำนวนผู้เสียชีวิตจากความขัดแย้งขององค์กรภายใน : 3 คะแนน
-ระดับความขัดแย้งขององค์กรภายใน : 3 คะแนน
-ความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน : 3 คะแนน
-ระดับอาชญากรรมในสังคมที่สามารถมองเห็นได้ : 3 คะแนน
-ความมั่นคงทางการเมือง : 3.25 คะแนน
-ระดับการเคารพสิทธิมนุษยชน : 3.5 คะแนน
-ศักยภาพของผู้ก่อการร้าย : 4 คะแนน
-อัตราการเกิดการฆาตกรรมต่อประชากร 100,000 คน : 3 คะแนน
-ระดับอาชญากรรมรุนแรง : 4 คะแนน
-ความเป็นไปได้ในการเกิดความรุนแรง : 4 คะแนน
-อัตราผู้ต้องขังต่อประชากร 100,000 คน : 2.5 คะแนน
-ความสะดวกในการจัดหาอาวุธเบา/อาวุธขนาดเล็ก : 2 คะแนน
-จำนวนเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยและตำรวจต่อประชากร 100,000 คน : 2 คะแนน

ซึ่งไม่เพียงส่งผลกระทบต่อดัชนีความสุขของประเทศเท่านั้น แต่ยังแสดงความสามารถในการจัดการปัญหาต่างๆภายในประเทศของรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเช่น การเมือง สังคม ว่ายังมีข้อบกพร่องและมีช่องโหว่หลายจุดที่ต้องรีบเร่งแก้ไข ไม่ให้ส่งผลกระทบและลุกลามจนยากเกินแก้ไข

นักวิชาการชี้"ไฟในใจ"ผู้เสียหายลุกโชน จี้รัฐบาลเร่งหาความจริง พร้อมเยียวยาทุกฝ่าย

ที่มา มติชน


เวลา 13.30 วันที่ 10 มิถุนายน ที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ คณะกรรมการสื่อสารสาธารณะเพื่อสิทธิมนุษยชน ในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้จัดงานเสวนา "สิทธิหลังไฟมอด" โดยมีวิทยากร คือ นางสาวสารี อ๋องสมหวัง, นางสุวณา สุวรรณจูฑะ, นายพีรพันธุ์ พาลุสุข และนายพิเชษฐ์ พัฒนโชติ


ประเด็นการสัมนาสืบเนื่องมาจากหลังเหตุการณ์การชุมนุมที่พัฒนาไปสู่การใช้ความรุนแรง ก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน ส่งผลกระทบต่อประชาชน เศรษฐกิจ และสังคม ที่ผ่านมามีประชาชนติดต่อมาปรึกษาปัญหาที่เกิดเพราะได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรงอย่างมากมายและหลากหลาย จึงถือโอกาสจัดการสัมนาเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ทั้งจากวิทยากรและผู้เข้าร่วมการสัมนา


นางสาวสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เปิดเผยว่า อาคารของมูลนิธิชั้น 2 และ 3ได้รับความเสียหายแต่ยังโชคดีดีที่ได้รับการช่วยเหลือจากหลายฝ่ายอาทิ การบริจาคภายในประเทศจากสื่อมวลชนและหลายฝ่าย การบริจาคจากสหพันธ์องค์กรผู้บริโภคสากล แต่หากเปรียบกับพ่อค้า แม่ค้าที่ได้รับผลกระทบแล้ว พวกเขาไม่มีการตั้งโต๊ะช่วยเหลือ และการบริจาคมากนัก


โดยรวมแล้วหมดหวังกับระบบการเมืองแบบตัวแทนที่ไม่ได้ช่วยคลี่คลายปัญหา ในทางกลับกันแล้วกลับเป็นฝ่ายทำให้เกิดปัญหาเองส่วนตัวไม่อยากให้เกิดวงจรแบบนี้ แต่มันต้องคิดถึงประโยชน์กลุ่มตนให้น้อย ประโยชน์สาธารณะให้มาก และสิ่งที่สังคมไทยอยากเห็นจริงๆคือ การฟังความเห็นจากทุกฝ่าย ตอนนี้แต่ละฝ่ายไม่ฟังสิ่งที่มาจากฝ่ายที่ไม่ใช่พวกของตนเอง


สำหรับ "สิทธิหลังไฟมอด" เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคกล่าวว่า ต้องไม่มองเฉพาะความเสียหายที่มาจาก "การชุมนุมและจลาจล" แต่ต้องมองว่าจะไปข้างหน้าในทิศทางไหน และรัฐบาลต้องเยียวยาทุกฝ่าย ทั้งที่เสียชีวิต บาดเจ็บ อย่างรวดเร็วและเป็นธรรม ที่สำคัญคือรัฐต้องทำให้เกิดความจริงโดยเร็วที่สุด


นางสาวสารีกล่าวว่า "ต่างฝ่ายต่างมีอนุสาวรีย์ของตัวเอง ของผู้เสียหายอย่างเราคือ อาคารที่ไหม้ ส่วนผู้ที่เสียชีวิตคือ รูปถ่าย อยากให้มันเป็นอนุสาวรีย์สุดท้ายและฝากว่าอยากเห็นบรรทัดฐานของการชุมนุม ที่จะทำยังไงให้การชุมนุมเป็นการชุมนุมจริงๆไม่ใช่จราจล "


นางสุวณา สุวรรณจูฑะ อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กล่าวว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทางกรมได้มีการดำเนินงานที่ได้ลงมือทำไปอาทิ มีที่ปรึกษากฎหมายให้กับคนที่ไม่เข้าใจ โดยตั้งอยู่ที่สำนักงานยุติธรรมในแต่ละจังหวัด และในเบื้องต้นหากยังไม่ได้รับในสิ่งที่ต้องการก็มีระบบการร้องทุกข์รองรับ มีกองทุนยุติธรรมที่ปรับปรุงใหม่ในปี 2553 สามารถช่วยเหลือได้กว้างมากขึ้นและสำหรับความเสียหายในวงกว้างมากขึ้นด้วย


ในช่วงสถานการณ์ไม่ปกติ ทางกรมไม่ใช่หน่วยงานแรกที่เข้าไปดูแล แต่กรมจะเข้าไปให้ความช่วยเหลือเมื่อภาวะคลี่คลายลงโดยมีศูนย์คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพให้ความช่วยเหลือ หากประชาชนคิดว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมก็สามารถยื่นขอคำปรึกษา รวมถึงมีกองทุนที่ช่วยค่าธรรมเนียมศาล ค่าทนาย และค่าประกันตัวชั่วคราว ส่วนจำเลยก็สามารถเข้ามาขอคำปรึกษาได้เช่นกัน


นางสุวณากล่าวในงานสัมนาว่า "หวังว่าจะทำวิกฤตให้เป็นโอกาส ให้กรมได้สร้างความเข้าใจในการเคารพสิทธิของผู้อื่นแก่ประชาชน"


ด้านนายพีรพันธ์ พาลุสุข สมาชิกสภาผู้เทนราษฎร(ส.ส.) พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า แม้ว่าไฟที่ปะทุขึ้นจะมอดไปแล้วแต่ไฟในใจของผู้ถูกผลกระทบกลับลุกโชนขึ้น การที่รัฐบาลประกาศ พ.ร.ก ฉุกเฉินโดยไม่มีเหตุจำเป็นก็ทำให้เกิดการละเมิดสิทธิที่รุนแรงมากขึ้น ตัวเนื้อหาของ พ.ร.ก. ฉุกเฉินมีเนื้อหาไม่ต่างจากกฎอัยการศึกจึงทำให้ละเมิดสิทธิคนมาย กฎเหล่านี้ไม่ควรนำมาใช้กับการชุมนุม ทั้งๆที่รัฐธรรมนูญระบุว่าประชาชนสามารถชุมนุมเพื่อแสดงออกได้


เมื่อมีผู้ถูกกักตัว ฝ่ายรัฐก็บอกว่าจะเข้าไปช่วยเหลือ แต่ตั้งข้อแม้ด้วยคำถามว่า "ใครให้มาชุมนุม ?" หลอกล่อให้ซักทอด เอาคำให้การเพื่อโยงไปถึงพรรคเพื่อไทย แม้ว่ารัฐจะเคยบอกว่าจะแยกผู้บริสุทธิ์เหลือแต่ผู้ที่ก่อการ แต่ตอนนี้ก็ยังแยกไม่ได้


ส.ส. พรรคเพื่อไทยยังให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า "เหตุการณ์หยุดแล้วก็น่ายกเลิกพ.ร.ก. ให้กระบวนการยุติธรรมทำงานไป ซึ่งก็น่าจะเป็นการเยียวยาจิตใจในอีกทางหนึ่ง ทางเจ้าหน้าที่ก็ให้ดำเนินการกันไปตามหน้าที่จริงๆ รีบหาความเป็นจริงและปล่อยคนไป ว่ากันไปตามกฏหมาย อย่างน้อยก็น่าจะลดความไม่เป็นมิตรต่อกันได้"


นายพิเชษฐ์ พัฒนโชติ ที่ปรึกษากระทรวงสาธารณสุข กล่าวในงานสัมนาว่า การจะถามว่าหลังไฟมอดแล้วเรามีสิทธิอะไร ก็ควรถามย้อนกลับไปว่าก่อนไฟมอดมันมีอะไรเกิดขึ้น มันมีที่มาที่ไป เราไม่สามารถจะบูรณะฟื้นฟูได้โดยที่ไม่รู้ว่าเกิดไฟไหม้ได้อย่างไร ในสภาก็มีแต่คำถามว่า "ใครฆ่าประชาชน" และมักได้ยินคำตอบว่า "ก็ทหารไง"


ส่วนนอกสภาก็มีชาวต่างชาติส่งข้อความผ่านทวีตเตอร์เป็นภาษาไทย บอกว่า"รักสันติ ไม่ใช่คนเผา" แต่เมื่อวันที่ 25 มีนา มีทวีตบอกว่า"เมื่อมีอะไรเกิดขึ้น ให้พี่น้องไปที่ศาลากลางประท้วงการใช้กำลัง" ย้อนกลับก่อนหน้านี้อีกก็ทวีตบอกว่า "รถจะติด จนกว่าจะแก้ปัญหาได้" เหมือนรู้ว่าจะเกิอะไรขึ้น 11 พฤษภาคม ก็วีดีโอลิงค์บอกว่า ผมยังไม่ลืมพี่น้องที่มาต่อสู้ให้ แต่หลังจากการเหตุการณ์ความรุนแรงกลับมีทวีตว่า "ผมไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง ไม่ได้กำหนดการเคลื่อนไหว และไม่ได้ขัดขวางการทำงานของรัฐ"


นายพิเชษฐ์ยังได้เสนอว่า การเมืองเองอาจเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดปัญหา มีการแสดงอำนาจโดยขาดประชาธิปไตยซึ่งทำลายประชาธิปไตยที่ต้องมีการตรวจสอบฝ่ายบริหาร ฝ่ายตรวจสอบอย่างกกต. ทำอะไรบ้าง นักการเมืองก็รู้ดีว่ามีวิธีซื้อเสียงอย่างไร เช่นเดียวกับรู้วิธีซื้อกกต. นอกจากนี้ จากเหตุการณ์เราเห็นได้ชัดเจนว่า มีราชการ มะเขือเทศ เต็มไปหมด ราชการจำเป็นต้องปฎิรูปหรือไม่


ความเป็นอิสระองค์กรสื่อ และการศึกษา ก็เป็นสิ่งที่ต้องปฎิรูป โทรทัศน์บางช่องไม่ใช่สื่อ สิ่งที่เป็นพฤติกรรมที่เรียกว่า"การปลุกระดม"ไม่อาจเรียกว่าเป็นสื่อ ประชาชนควรได้รับการศึกษาและควรได้รับรู้ความจริง รวมถึงการบังคับใช้กฏหมายที่เด็ดขาด คณะกรรมการอาจไม่จำเป็นต้องเยอะ แต่ต้องใช้กฎหมายให้เป็นประโยชน์ที่สุด


ช่วงท้ายของการสัมนานายพิเชษฐ์ ฝากคำพูดว่า"จอห์น เอฟ. เคนเนดี้กล่าวว่า ′จงอย่าถามว่าประเทศชาติเคยให้อะไรกับคุณ แต่จงถามว่าคุณให้อะไรกับประเทศบ้าง′ ส่วนผมอยากฝากพุทธพจน์ว่า ′ได้ทำกรรมอะไรไว้ ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม เราจักเป็นผู้รับผลตกทอดของกรรมนั้น′ "

คนไทยอยากเห็น

ที่มา ข่าวสด


คอลัมน์ ชกไม่มีมุม

วงค์ ตาวัน



หลังจากแจกโชคชั้นที่ 1 ฟุตบอลโลก 2010 ให้กับผู้อ่านข่าวสดที่ตัดคูปองส่งมาร่วมกิจ กรรมไปแล้ว ยัง..ยังไม่จบเท่านั้น เตรียมพบชั้นที่ 2 ในวันที่ 30 มิ.ย. นี้

ขณะที่โชคชั้นที่ 1 แจกตอนฟุตบอลยังไม่ทันเริ่มเตะ

โชคชั้นที่ 2 กำลังจะแจกกันอีก ตอนฟุตบอลถึงรอบ 2 ยังไม่ทันได้รู้ว่าใครจะแชมป์ แต่ก็สามารถรับโชคได้

อย่างที่บอก ระยะนี้ข่าวสดไม่เพียงเป็นที่ยอมรับของผู้อ่าน ในฐานะหนังสือพิมพ์ที่กล้าขุดคุ้ยเหตุการณ์ปราบม็อบอย่างตรงไปตรงมา

เห็นคุณค่าชีวิตประชาชนเป็นเรื่องใหญ่ที่สุด

อ่านความจริงในเหตุการณ์บ้านเมืองแล้ว ยังได้ร่วมสนุกกับมหกรรมบอลโลก ตัดคูปองในหน้ากีฬา ส่งมาร่วมสนุกได้ทุกวัน!

ทั้งนี้ ภายใต้การร่วมมือกันระหว่างหนังสือพิมพ์ข่าวสดกับพันธมิตรธุรกิจ การบินไทย, ปตท., เอไอเอส, การบินไทย, เอ็ม 150, ไทยเบฟ และ ทีสปอร์ต มอบโชคให้ถึง 3 ชั้น

โดยโชคชั้นที่ 2 เป็นแพ็กเกจทัวร์แอฟริกาใต้ พร้อมตั๋วดูคู่ชิงชนะเลิศ

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ฟุตบอลโลก คือ สุดยอดแห่งเพลงแข้งของนักเตะชั้นเทพ

เป็นมหกรรมการแข่งขันบอล ที่คนทั่วโลกรอคอย

ปกติคนไทยคลั่งไคล้ฟุตบอลโลก ชนิดมีถ่ายทอดสด ครบทุกแมตช์ให้ดูมาหลายยุคหลายสมัยแล้ว

แต่บอลโลกแอฟริกาใต้ 2010 ที่จะเริ่มต้นในวันที่ 11 มิ.ย. นี้

น่าจะสอดรับกับอารมณ์ความรู้สึกของประชา ชนคนไทยได้เป็นอย่างดี!

อารมณ์ความรู้สึกหลังผ่านเหตุการณ์รุนแรง มีประชาชนเซ่นสังเวยชีวิตมากมาย

เพราะเราจะได้ดูทั้งเกมบอลที่ดีที่สุดแล้ว

เรายังจะได้เห็นการแข่งขันภายใต้กฎกติกาที่เป็นมาตรฐาน

มาตรฐานโลก มาตรฐานเดียว ไม่มี 2 มาตรฐาน

มีตุกติกตามความสามารถเฉพาะตัวของนักเตะบ้าง มีความตาถั่วของกรรมการบ้าง แต่โดยรวม ทุกทีมอยู่ภายใต้มาตรฐานเดียวกัน

ฟุตบอลโลกที่ผ่านๆ มา อยู่ภายใต้กฎกติกา และทีมกรรมการตัดสินไม่บิดเบี้ยว

ผิดนิดผิดหน่อยย่อมมี แต่ไม่เคยมีเหตุการณ์อัปยศชนิดปล้นชัยชนะ!!

ไม่เคยมีกรรมการเลือกข้างเลือกสี

เห็นหรือยังว่า จะตอบสนองความรู้สึกที่คนไทยโหยหาได้ดีขนาดไหน!?

กฎเหล็ก

ที่มา ข่าวสด


คอลัมน์ เหล็กใน




ครม.มาร์ค 5 เดินหน้าทำงาน

รมต.ใหม่หลายคนถือว่ามาถูกที่ ถูกเวลา

เป็นที่จับตา และคาดหวังของสังคม

โดยเฉพาะองอาจ คล้ามไพบูลย์ รมต.ประจำสำนักนายกฯ กำกับดูแลสื่อสารมวลชน

ด้วยคุณสมบัติ กว้างขวาง ไม่คับแคบ เปิดกว้าง ไม่ปิดกั้น

วิสัยทัศน์สูง!

เพื่อนเยอะทุกสี ทุกฝ่าย

พวกมากทั้งใน และนอกวงการสื่อ

เชื่อว่าวิธีการเดิมๆ บรรยากาศเก่าๆ จะไม่กลับมาอีก?

แผนปรองดอง ข้อ 3. ปฏิรูป "สื่อ" น่าจะไปได้ด้วยดี

แต่เรื่องอื่นๆ ตามแผน 5 ข้อ ไม่แน่ใจว่าจะ "ปรองดอง" ได้จริง

เว้นข้อ 1. ปกป้องเทิดทูนสถาบัน ไว้สูงสุดเหนืออื่นใด

อีก 3 ข้อที่เหลือ ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็ยาก และเลือนราง

ข้อ 2. ปฏิรูปประเทศ ทั้งด้านเศรษฐกิจ และสังคม

นอกจากคำพูดสวยหรูแล้ว ทุกอย่างยังเป็นเพียงนามธรรม

เอาแค่ปฏิรูปแบบไหน อย่างไร อธิบายให้รู้เรื่อง ให้เข้าใจ ให้เห็นภาพ

ยังทำไม่ได้เลย?

ข้อ 4. ตั้งกรรมการอิสระสอบข้อเท็จจริง เหตุการณ์ความรุนแรงที่ผ่านมา

แค่เปิดชื่อคณิต ณ นคร เป็นประธานกรรมการ ก็ไม่ต้องพูดอะไรต่อ

เจ้าของวาทะ "อัยการไม่ใช่บุรุษไปรษณีย์" ผู้นี้

มีเครื่องหมายคำถามหลายตัวมาตั้งแต่ตอนเป็นอัยการสูงสุดแล้ว??

จบตั้งแต่เริ่มนับหนึ่ง!

และข้อ 5. แก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง

แค่เห็นหัวข้อก็ไม่ต้องรอคำตอบ เพราะข้อเท็จจริงต่างๆ ใครๆ ก็รู้ ใครๆ ก็เห็น

ในพรรคประชาธิปัตย์ยังแบ่งภาค แยกจังหวัด แย่งเก้าอี้รมต.กันนัว

ในรัฐบาลก็แบ่งพรรค แยกกระทรวง ขัดแข้งขัดขากันไม่เว้นวัน

แล้วจะไปแก้โจทย์ใหญ่อย่าง "คนต่างสี" ได้หรือ?

ยังไม่ต้องไปไกลถึงโจทย์ยากอย่าง "คนต่างแดน"??

เมื่อคุณพูด ประชาชนจะฟัง

เมื่อลงมือทำ ประชาชนจะเชื่อ

แต่นี่ประชาชนไม่เชื่อ ตั้งแต่ที่คุณพูด!!

เพราะแค่ "กฎเหล็ก" คำมั่นสัญญาธรรมดา ง่ายๆ

ยังทำไม่ได้ ทำไม่จริง

กลายเป็น "เศษเหล็ก" สนิมเขรอะ

ประจานเจ้าของอยู่นี่ไง!?

เพื่อไทย ร้อง ดีเอสไอ สอบคดีที่ดินเขาแพง

ที่มา ไทยรัฐ

ธาริต โต้ไม่เคยล้วงลูกคดียุบพรรค ปชป.ยันทำตามหน้าที่ ส่วนพรรคเพื่อไทย โร่เข้าร้อง ดีเอสไอ สอบสวน สุเทพ หาบุกที่เขาแพง เกาะสมุย...

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย เข้ายื่นหนังสือต่อนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ เพื่อร้องทุกข์ให้ดีเอสไอสอบสวนดำเนินคดีกับนายแทน เทือกสุบรรณ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง พร้อมพวก กรณีครอบครองที่ดินเขาแพง อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี เนื้อที่ 62 ไร่

โดยโฆษกพรรคเพื่อไทย อ้างว่าที่ดินมีการออกเอกสารสิทธิโดยมิชอบ เนื่องจากที่ดินเดิมขณะมีเอกสารสิทธิ ส.ค.1 มีที่ดิน 16 ไร่ เมื่อบริษัทเอกชนนำไปออก นส.3 มีที่ดินเพิ่มเป็น 48 ไร่ ต่อมาเมื่อนายแทน ซื้อที่ดินก็จะมีการนำไปออกโฉนด จนมีที่ดินเพิ่มเป็น 62 ไร่ ขณะการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ได้ยืนยันว่า ลูกชายซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวถูกต้อง พร้อมชี้แจงว่า กรณีเนื้อที่ดินในโฉนดที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากขั้นตอนออกโฉนดจะมีช่างรังวัดที่ดินอย่างละเอียด ทำให้ได้เนื้อที่ดินเพิ่มขึ้น เบื้องต้นอธิบดีดีเอสไอ รับเรื่องไว้ตรวจสอบ พร้อมกล่าวว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นจะเป็นอย่างไรก็จะดำเนินการตรวจสอบให้เร็วที่สุด

ทั้งนี้ นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ได้นำภาพถ่ายทางอากาศ หลักฐาน สค. 1 ที่มีการนำไปออก นส.3 ที่มีที่ดินเพิ่มเป็นเท่าตัวมามอบให้ดีเอสไอ จึงน่าจะมีการเอื้อประโยชน์จากเจ้าหน้าที่กับผู้ครอบครองที่ดินชุดแรก ต่อมาผู้ครอบครองชุดที่สองคือนายแทน เทือกสุบรรณ ได้ซื้อที่ดินแปลงดังกล่าว ก่อนนำ นส.3 ไปออกโฉนดมีที่ดินเนื้อที่เพิ่มขึ้นอีก 14 ไร่เศษ นส.3 แปลงนี้เท่าที่ดูจากภาพถ่ายทางอากาศของ สค.1 เดิม จะมีเนื้อที่เพิ่มเป็น 62 ไร่

เมื่อออกโฉนด นั้นพบว่ามีความเป็นไปได้น้อยมาก เนื่องจากได้สอบถามอดีตผู้เชี่ยวชาญและช่างรังวัดของกรมที่ดิน มีการออกโฉนดน่าจะมีเงื่อนง่ำในการออกโฉนดในพื้นที่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 200 เมตร ยังมีความลาดชัน 35 องศา นอกจากนี้ขณะนายแทน ซื้อที่ดินแปลงนี้ก็อายุ 21 ปี เรียนอยู่ที่ประเทศออสเตรียเลีย มอบอำนาจให้คนอื่นทำนิติกรรม เราจึงมองว่านายสุเทพ ให้นายแทนถือครองทรัพย์สินแทน จึงน่าจะมีการตรวจสอบในที่ดินเขาแพงว่าน่าจะเป็นการเอื้อประโยชน์ในการออกโฉนดให้นายแทน และการถือครองที่ดินแทนในลักษณะนอมินี จึงขอให้อธิบดีดีเอสไอ ดำเนินคดีกับนายแทน นายสุเทพ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทุกคน โดยในวันเสาร์นี้ คณะของพรรคเพื่อไทยจะลงพื้นที่เขาแพง เกาะสมุย พร้อมด้วยสื่อมวลชนเพื่อตรวจสอบพื้นที่จริงต่อไป

ต่อมาเวลา 13.00 น.นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) เปิดแถลงข่าวกรณีพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ คดีเงินบริจาค 258 ล้านของพรรคประชาธิปัตย์ นำโดย พ.ต.ท.วรชัย อารักษ์รัฐ ลาออกพร้อมคณะพนักงานสอบสวนอีก 10 คน พร้อมมีข่าวทางหนังสือพิมพ์บางฉบับว่า เหตุที่พนักงานสอบสวนคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ลาออกเพราะถูกแทรกแซงการทำงาน จากผู้บริหารดีเอสไอโดยการเรียกสำนวนคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ไปตรวจสอบก่อนส่งไป กกต.ว่า

หลังจากตนรับตำแหน่งอธิบดีดีเอสไอ การดำเนินคดีกับบริษัทแมทไซอะฯ ที่ถูกกล่าวหาทำนิติกรรมอำพรางกรณีรับจ้างพรรคประชาธิปัตย์ ทำแผ่นป้ายหาเสียงหลังบริษัทบริษัทพีทีไอ โพลีน จำกัด มหาชน บริจาคเงินให้ 258 ล้านบาท หรือที่เรียกกันว่าคดียุบพรรคประชาธิปัตย์มันเสร็จไปแล้ว มีการส่งพยานหลักฐานสำนวนไป กกต. แต่มีเรื่องร้องเรียนจากบริษัทพีทีไอฯ มายังกระทรวงยุติธรรมถึง 2 ครั้ง สาระสำคัญคือ เรื่องนี้เป็นความผิดเกี่ยวกับ พ.ร.บ.ตลาดหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ของบริษัทพีทีไอฯ แต่พนักงานสอบสวนไม่มุ่งทำคดีว่าผิดหรือไม่ กลับไปมุ่งทำคดียุบพรรคประชาธิปัตย์เป็นหลัก มีการทำพยานหลักฐานไม่ถูกต้อง มีการปั้นพยานหลักฐานเท็จขึ้นมา ทำให้บริษัทพีทีไอฯ ไม่ได้รับความเป็นธรรม

โดยเฉพาะพยานปากนายประจวบ สังข์ขาว ถูกอุ้มกักตัวบังคับให้ให้การไม่ตรงกับความเป็นจริง ถัดมายังมีการนำเอาความลับในสำนวนไปให้กับ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ใช้อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล เมื่อปี 2552 ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรูปคดีและบริษัทพีทีไอฯ บริษัทพีทีไอฯ จึงขอร้องเรียนให้มีการตรวจสอบพนักงานสอบสวนคดีพิเศษและขอให้มีการเปลี่ยนตัว การร้องเรียนดังกล่าวทำในสมัยก่อนหน้าตนเข้ารับตำแหน่ง แต่ไม่มีการดำเนินการอะไร

นายธาริต กล่าวอีกว่า กระทั่งตนรับตำแหน่งบริษัทพีทีไอฯ มีการร้องเรียนอีกครั้งว่า ให้มีการตรวจสอบเรื่องนี้ ระหว่างการตรวจสอบตนเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญ กฎหมายคดีพิเศษกำหนดให้ทุกคดีที่จะสั่งฟ้องต่อ อัยการต้องผ่านอธิบดีดีเอสไอสั่งคดีทุกเรื่อง ก็ต้องเรียกเอาสำนวนมาตรวจสอบเป็นเรื่องปรกติในคดีสำคัญหรือคดีที่มีการร้องเรียน เชื่อว่าพนักงานสอบสวนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ การที่ผู้บังคับบัญชาจะเรียกสำนวนมาก็เป็นเรื่องปรกติ ต้องถือว่าเป็นสิ่งพึ่งต้องทำ

การที่พนักงานสอบสวนคดีนี้บางคนไปแถลงข่าวว่า มีความไม่สบายใจ เพราะถูกบีบบังคับ เพราะอธิบดีดีเอสไอ เรียกสำนวนมาตรวจสอบ จึงไม่เป็นความจริง ขอยืนยันว่าหนังสือที่พนักงานสอบสวนคดีนี้ขอถอนตัวไม่ได้ระบุเลยว่า ถูกบีบจากตนหรือใคร เพียงกลุ่มพนักงานสอบสวน ที่ถอนตัวอ้างว่า มีการร้องเรียนจากผู้ถูกดำเนินคดี เพราะความสบายใจของผู้ถูกดำเนินคดี จึงขอถอนตัว ซึ่งสามารถทำได้ แต่การถอนตัวของพนักงานสอบสวนคดีชุดนี้ ไม่เกี่ยวข้องกับคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ เพราะคดีเสร็จสิ้นไปแล้ว ไม่มีอะไรต้องทำอีก

คดีที่ต้องทำคือคดีพีทีไอฯ ซึ่งพนักงานสอบสวนที่ถอนตัวไม่ได้เดินหน้าสอบสวนเท่าที่ควร คดีนี้ถ้าเปรียบเทียบเหมือนคดีลักทรัพย์รับของโจร คือคดีพีทีไอฯ ต้องให้ได้ความเสียก่อนว่า มีการไซฟ่อนเงินหรือเอาเงินไปจากบริษัทพีทีไอฯ จริงหรือไม่ มีการนำเงินไปใช้ไม่ถูกต้องหรือไม่ ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนสอบไม่เสร็จ มีการบอกว่ามีการไปรับของโจรแล้ว คือเอาเงินนั้นไปทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายพรรคการเมือง

วิสัยทัศน์-ภาวะผู้นำ

ที่มา ไทยรัฐ


นอกจากการขออนุมัติงบประมาณในการฟื้นฟูการท่องเที่ยวเฉพาะจากสถานการณ์ความไม่สงบในประเทศที่ผ่านมา กระทรวงการท่องเที่ยวฯ ของบประมาณไม่ต่ำกว่า 1,600 ล้านบาท ยังมี กระทรวงแรงงาน ที่จะต้องช่วยเหลือผู้ตกงานอีกประมาณ 2 หมื่นกว่าคน และที่เป็นงบเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบทางธุรกิจ ชดเชยผู้ที่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตแล้ว

ยังมีงบประมาณที่ต้องใช้ในการ รักษาความสงบเรียบร้อย ของประเทศอีกจำนวนไม่น้อย อาทิ เฉพาะกำลังพลตำรวจเกือบ 3 หมื่นนาย ใช้งบประมาณ 285 ล้านบาท งบกองทัพที่ประมาณกันคร่าวๆเบี้ยเลี้ยงรวมค่าอาหารวันละ 400 บาท เป็นเงินทั้งหมดไม่ต่ำกว่า 3 พันล้านบาท อุปกรณ์อาวุธยุทโธปกรณ์ และที่ใช้เป็นงบลับอีกเท่าไหร่ รวมเบ็ดเสร็จแล้ว น่าจะถึง 5 พันล้านบาทด้วยซ้ำไป

ฟังนักวิชาการบางท่านให้ความเห็นไว้น่ารับฟัง หากรัฐบาลจะอาศัย อำนาจนิติรัฐ มีทางออกที่ไม่ต้องสูญเสียมากมายขนาดนี้ได้อีกหลายวิธีแทนที่จะใช้กำลังทหารเข้าสลายการชุมนุม ซึ่งเป็นวิธีการที่ขัดกับหลักของประชาธิปไตยและมีความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายถึงชีวิตของประชาชนที่มาชุมนุม

หรือถ้าตัดสินใจใช้วิธีลาออกหรือยุบสภา ความสูญเสียถึงเลือดถึงเนื้อของประชาชน ก็จะไม่เกิดขึ้น ทั้งยังอยู่ในหลักการของประเทศประชาธิปไตยและความเสียหายก็จะน้อยกว่านี้เยอะ เช่น ถ้ายุบสภามีการเลือกตั้งใหม่ ก็ใช้งบประมาณอยู่ที่ 3 พันล้านบาทเท่านั้น

และยังมีการศึกษาการใช้กำลังของกองทัพในการสลายการชุมนุมที่ผ่านมาทุกครั้ง วิธีการไม่ต่างจากการปฏิวัติรัฐประหารเท่าไหร่ หรือจะเรียกว่าเป็นการยึดอำนาจประชาชนที่เปลี่ยนแปลงรูปแบบไปจากเดิม กล่าวคือ มีการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มีการใช้กฎหมายความมั่นคงสูงสุด มีการตั้งศูนย์แถลงข่าวเป็นระยะๆ เพียงแต่ไม่ใช้คำว่า โปรดฟังอีกครั้ง แต่ใช้คำว่าขอพื้นที่คืน หรือกระชับพื้นที่แทน

โดยเฉพาะการตั้งข้อหาผู้ก่อการร้าย

ถึงจะไม่ฉีกรัฐธรรมนูญโดยตรง แต่ดูเหมือนว่า รัฐธรรมนูญจะถูกยกเว้นโดย พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ไปชั่วคราว มีการแจ้งข้อหาและนำตัวบุคคลไปกักขังกักบริเวณเป็นจำนวนมาก

จนบัดนี้การแสดงความเห็นใดๆก็ตามที่จะกระทบถึงรัฐบาลก็ยังไม่สามารถทำได้ หรือแม้แต่ การชุมนุมเรียกร้องตามระบอบประชาธิปไตยก็ยังทำไม่ได้ แม้การชุมนุมนั้นจะไม่เกี่ยวข้องกับเสื้อแดงก็ตามทีเพราะพ.ร.ก.ฉุกเฉินที่ค้ำคออยู่

ป่วยการที่รัฐบาลตั้งคณะกรรมการสอบเหตุจลาจลขึ้นมา ป่วยการที่จะเชิญคุณคณิต ณ นคร อดีตอัยการสูงสุด ขึ้นมาเป็นประธานสอบข้อเท็จจริง เพราะรัฐบาลเป็นผู้คัดเลือกกรรมการเหล่านี้ขึ้นมา ไม่ว่าผลจะออกมาเช่นไรก็ตาม ยากที่จะได้รับการยอมรับ มีวิธีเดียวถ้ารัฐบาลจะอยู่ในอำนาจให้ได้นานที่สุดคือจะต้องใช้อำนาจที่มีอยู่ในมือทุกรูปแบบเป็นกระดองคุ้มกัน แล้วต่างจากรัฐบาลที่มาจากยึดอำนาจตรงไหน.

หมัดเหล็ก