ที่มา Thai E-News
11 มิถุนายน 2553
รายงานจากสำนักข่าว PRNewswire เผยว่า นายโรเบิรต์ อัมสเตอร์ดัม จากสำนักทนายความชื่อดังที่ตอบรับมาช่วยงานสืบสวนเหตุการณ์การฆ่าหมู่ประชาชนโดยรัฐบาลอภิสิทธิ์เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ได้ชี้ว่าการตั้งคณะกรรมการสืบสวนเหตุการณ์การสังหารหมู่ประชาชนโดยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เป็นสิ่งที่ไม่เป็นธรรมและไม่มีความอิสระ
อัยการนายโรเบิรต์ อัมสเตอรดัมกล่าวในกรุงปารีสว่า รัฐบาลของไทยไม่สามารถตั้งคณะกรรมการสืบสวนเหตุการณ์การสังหารหมู่ประชาชนในกรุงเทพฯได้ "รัฐบาลนี้ เป็นที่รับรู้กันว่าได้กระทำอย่างไรต่อผู้ประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยในไทย ในเหตุการณ์ล่าสุด คนกลุ่มนี้ได้กล่าวหาคนเสื้อแดงว่าเป็นผู้ก่อการร้ายโดยปราศจากการสอบสวนอย่างไรทั้งสิ้น นอกจากนี้ยังมีการจับกุมตัวผู้ประท้วงอีกกว่า 400 คนโดยปราศจากขั้นตอนตามหลักของกฏหมายแต่อ้างเอาจากพรก.ฉุกเฉิน" นายอัมสเตอร์ดัมกล่าว
"การที่คณะบริหารของนายอภิสิทธิ์มีส่วนได้ส่วนเสียกับผลการสอบสวนดังกล่าว เป็นการชี้ให้เห็นชัดว่ามีเพียงแต่คณะกรรมการนานาชาติเท่านั้นที่จะเข้ามาตรวจสอบเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างอิสระได้"
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Sunday, June 13, 2010
ทนายเทศชื่อดังชี้ กรรมการสอบสวนการฆ่าไร้ความน่าเชื่อถือ
กาหลิบ: วิญญาณฆาตกร
ที่มา Thai E-News
โดย กาหลิบ
คอลัมน์ เมืองไทยหรือเมืองใคร?
ที่มา เว็บประชาธิปไตย 100%
11 มิถุนายน 2553
เราต่างรู้ดีว่า ขณะนี้รัฐบาลกำลังเล่นปาหี่-ตีสองหน้าอยู่กลางเมือง ในขณะที่ตามล้างตามผลาญฝ่ายประชาชนจนถึงขั้นสิ้นชีวิต บาดเจ็บ พิการ สูญเสียอิสรภาพ อาชีพการงานถูกทำลายย่อยยับ โดยไม่เห็นแก่ความเป็นคนใดๆ เลยนั้น ก็โหมประโคมข่าวสร้างภาพลักษณ์ว่ากำลังปรองดองสามัคคีพร่ำพูดหลักการกลวงๆ ที่ตัวเองไม่เคยคิดสร้าง เพื่อให้ฝ่ายฆ่าทำงานได้สะดวกขึ้น
คนสำคัญให้ความร่วมมืออย่างสุดใจขาดดิ้น เพราะเป็นเจ้าตำรับแห่งการกวาดล้างฝ่ายประชาธิปไตยและทำภาพของตัวเองให้บริสุทธิ์สูงส่งไปพร้อมกัน ดีใจจนเนื้อเต้นว่าลูกน้องฆาตกรกลุ่มนี้กำลังสานต่อลัทธิปิศาจที่ตัวเองสถาปนาขึ้น หลังจากที่ลองผิดลองถูกมาแล้วหลายครั้ง ปิศาจหัวหน้าและปิศาจลูกน้องจึงไม่ใช่เรื่องแปลกนัก เกิดมาเป็นหนอนก็ต้องแทะเล็มอุจจาระไปตามกำพืด
แต่ความชั่วร้ายในวันนี้กลับไปปรากฏที่คนกลุ่มหนึ่งในกรุงเทพมหานครและเขตเมืองใหญ่ๆ ในประเทศนี้ ซึ่งกำลังทำให้ประเทศไทยกลายสภาพเป็นนครปิศาจไปอย่างสมบูรณ์แบบ ไม่ใช่เพียงเมืองฟ้าอมรที่ถูกฝูงปิศาจเข้าครอบครองเท่านั้น
นั่นคือชนชั้นกลางที่ไม่รู้สึกยี่หระอะไรกับความตายอันโหดเหี้ยมทารุณของชนชั้นรากหญ้า ภาพแห่งความตายหาไม่ยากด้วยเทคโนโลยีของยุคนี้ แค่ปรายตามองดูก็จะเห็นทั่วไปว่าอาวุธสงครามที่นำมาใช้กับประชาชนผู้ไร้อาวุธในช่วงเดือนเมษายนและพฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๓มันทำอะไรบ้างกับมนุษย์ผู้บริสุทธิ์เหล่านี้
ภาพนี้ก็เลือดสาด ภาพนั้นก็สมองกระจาย
ส่วนมากสวมใส่เสื้อผ้าที่ไม่ได้เตรียมไปรบราฆ่าฟันกับใคร และส่วนใหญ่ก็ใส่รองเท้าแตะ อายุก็หลากหลายแตกต่างกันไป เด็กก็มาก คนแก่ก็เยอะ ไม่เหมือนกับฝ่ายฆ่าที่เป็นชายฉกรรจ์ในวัยยี่สิบต้นๆ ที่ถูกฝึกให้เป็นนักฆ่าโดยเฉพาะ
เห็นภาพเหล่านี้แล้วผู้คนจำนวนหนึ่งในประเทศที่เรียกว่าไทยกลับรู้สึกตายด้าน ไม่มีความเศร้าสะเทือนใจ ไม่มีน้ำตา ไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวของหัวใจที่จะมอบให้
กลับรู้สึกดีใจเสียด้วยว่า ได้พื้นที่จราจรมาวิ่งรถหรูหราของตัวเองอย่างสะดวก ได้ห้างสรรพสินค้าคืนมาช็อปปิ้ง โดยไม่ต้องเห็นหน้าอันทุกข์ทรมานของคนยากจนในประเทศ ที่เขาเรียกกันเสียไพเราะว่าเพื่อนร่วมชาติอีกต่อไป
ใจดำขนาดนี้จะให้เรียกว่าอะไร และมันไหลออกมาจากไหน?
เสพสุขกันอยู่ได้อย่างไรครับ เมื่อคนแก่ถูกยิงด้วยอาวุธสงครามจนสมองกระจาย อาสาสมัครที่เข้าไปทำความดีต่อเพื่อนมนุษย์ถูกฆ่าถูกรุมยิงเพราะฝ่ายฆาตกรต้องการจะลากศพหลบไปเสีย เพื่อมิให้กลายเป็นหลักฐานแสดงพฤติกรรมเยี่ยงสัตว์เดรัจฉาน
รู้สึกปกติอยู่ได้อย่างไร?
โชคดีที่รัฐบาลชุดนี้ ได้รับคำพูดปลอบประโลมใจจากที่สูง เหมือนน้ำแร่ที่ไหลลงมาจากยอดเขา จนเกิดความเหิมเกริมที่จะสร้างกรรมชั่วต่อไปโดยไม่มีหิริโอตตัปปะปะ
เขาจึงทำอะไรกันกลางเมืองโดยไม่มีความละอายต่อบาปและไม่หวั่นหน้าอินทร์หน้าพรหม รู้สึกเสียแล้วว่าหน้าอินทร์หน้าพรหมหันมายิ้มให้กับตน
แต่งตั้ง คณิต ณ นคร เป็นหัวหน้างานสอบสวนข้อเท็จจริงเรื่องการสังหารหมู่
แต่งตั้ง สมบัติ ธำรงค์ธัญญวงศ์ เป็นโต้โผในงานแก้ไขรัฐธรรมนูญ
แต่งตั้ง วสิษฐ์ เดชกุญชร เป็นเจ้าภาพปฏิรูปตำรวจ
เพียงเท่านี้ก็บอกแล้วว่าเขาไม่สนใจหน้าไหนทั้งนั้น เมื่อชนชั้นสูงและชนชั้นกลาง ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยผู้มีอำนาจมากในสังคมไทยสนับสนุนเขาอย่างออกหน้าออกตา เขาก็เหยียบหัวชนชั้นรากหญ้าขึ้นมายืนผึ่งผายได้
ครับ วิญญาณฆาตกรในวันนี้มันไหลเข้าไปสิงร่างของชนชั้นกลางในเมืองไทยเข้าด้วยแล้ว
โรคอำมหิตไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะชนชั้นสูงในสังคมไทยอีกต่อไปแล้ว
หมอผีคนเดียวคงเอาไม่อยู่ ขบวนการไล่ผีอย่างเป็นเรื่องเป็นราวจึงมีความจำเป็น.
คลิปเสวนา“นักข่าวเล่าให้ฟัง : จากราชดำเนินถึงราชประสงค์”
ที่มา Thai E-News
ที่มา ประชาไท
11 มิถุนายน 2553
คลิปจากการเสวนา "นักข่าวเล่าให้ฟัง: จากราชดำเนินถึงราชประสงค์" อภิปรายและบอกเล่าเหตุการณ์โดยผู้สื่อข่าวในเหตุการณ์ 10 เม.ย. และ 19 พ.ค. 53
เมื่อวันที่ 10 มิ.ย. เวลา 13.00 น. ที่ห้องประชุม 12 อาคารเกษม อุทยานิน คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศูนย์ติดตามประชาธิปไตยไทย (Thailand Democracy Watch : TDW) จัดการเสวนาวิชาการในหัวข้อ“นักข่าวเล่าให้ฟัง : จากราชดำเนินถึงราชประสงค์” โดยมีผู้สื่อข่าวที่อยู่ในเหตุการณ์การสลายการชุมนุมคนเสื้อแดง หรือ นปช. ในวันที่ 10 เม.ย.2553 และ 13-19 เม.ย.2553 มาร่วมอภิปรายและบอกเล่าเหตุการณ์
ผู้ร่วมเสวนา ประกอบไปด้วยผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์และ โทรทัศน์ ฐปนีย์ เอียดศรีชัย จากไทยทีวีสีช่อง 3, สุรศักดิ์ กล้าหาญ จากบางกอกโพสต์, ตวงศักดิ์ สินชื่นธุวล จากมติชน, ทวีชัย เจาวัฒนา บรรณาธิการภาพจากเนชั่น, เสถียร วิริยะพรรณพงศา จากเนชั่น และสถาพร คงพิพัฒวัฒนา จากทีวีไทย โดยมี ผศ.เวียงรัฐ เนติโพธิ์ จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดำเนินการอภิปราย ในการเสวนานี้มีผู้สื่อข่าวและ ประชาชนที่สนใจเข้าร่วมรับฟังเป็นจำนวนมาก โดยคลิปการเสวนามีดังต่อไปนี้
จดหมายเปิดผนึกถึงนายอภิสิทธิ เวชชาชีวะ
ที่มา Thai E-News
โดย คุณสายลมรัก(1)
ที่มา เวบบอร์ดประชาไท
11 มิถุนายน 2553
อ้างถึง จดหมายขอให้ปวงชนชาวไทยเข้าสู่แผนปรองดองที่เขียนด้วยลายมือของนายอภิสิทธิ์
ตามที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ออกรายการทีวีรวมการเฉพาะกิจ โดยได้อ่านจดหมายที่นายอภิสิทธิ์ได้เขียนด้วยลายมือตนเอง ร้องขอให้ปวงชนชาวไทยทุกภาคส่วน เข้าสู่กระบวนการปรองดองแห่งชาติ เพื่อความผาสุข สงบสุข และนำรอยยิ้มกลับมาให้เป็นสัญลักษณ์ของประเทศนี้ เฉกเช่นในอดีต ดังความละเอียดปรากฏในรายการทีวีพูล ที่นายอภิสิทธิ์ ได้ออกอากาศไปในวันที่ 10 มิถุนายน 2553 แจ้งแล้วนั้น
ข้าพเจ้าประชาชนคนไทยคนหนึ่ง ในฐานะเป็นผู้หนึ่งที่ได้เข้าร่วมชุมนุมใหญ่ กับพี่น้องประชาชนคนเสื้อแดง ในการเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ “ ยุบสภา” เพื่อคืนอำนาจให้ประชาชน ในระหว่างเดือนเมษายน – เดือน พฤษภาคม 2553 ขออนุญาตตอบจดหมายของนาย อภิสิทธิ์ ดังกล่าวดังนี้
ข้าพเจ้าเห็นว่า วาระการปรองดองแห่งชาติที่นายอภิสิทธิ์ ได้เสนอออกมานั้น ไม่มีทางที่จะเกิดขึ้นได้อีกแล้ว หากนายอภิสิทธิ์ ไม่มีความจริงใจในการที่จะแก้ปัญหาความขัดแย้ง นายอภิสิทธิ์ ต้องยอมรับความเป็นจริงในสังคมว่า ภาพลักษณ์ของนายอภิสิทธิ์ ในเรื่องคำพูด และการกระทำนั้นสังคมไทยประจักษ์โดยปราศจากข้อสงสัยแล้วว่า “การพูดอย่าง แต่ทำอีกอย่าง” นั้น ดูจะเป็นคุณสมบัติประจำตัวของนายอภิสิทธิ์ไปแล้ว ไม่ว่าคำสัญญาก่อนเข้ารับตำแหน่ง การแสดงออกถึงการชุมนุมทางการเมืองของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ท่าทีการแสดงออกระหว่างประชาชนทางการเมืองที่สนับสนุนรัฐบาล และประชาชนที่มีความเห็นขัดแย้งกับรัฐบาล ทั้งสองกลุ่ม(กลุ่มเสื้อแดง และกลุ่มเสื้อหลากสี)ช่างแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
หนำซ้ำการออกคำสั่งให้เข่นฆ่าประชาชนจนบาดเจ็บล้มตายมากที่สุดในประวัตศาสตร์ของประเทศนี้ ก็ยังไม่มีท่าทีของการแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองออกมา นอกจากการนำเสนอแผนการ"ฟอกตัว"ในการสั่งฆ่าโดยการตั้งคณะกรรมการให้สอบสวนข้อเท็จจริง โดยรัฐบาลนี้
ซึ่งไม่มีประเทศใด ๆ ในโลกนี้เขาทำกัน เพราะแม้ในทางนามธรรม จะดูดี มีความรับผิดชอบ แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง ไม่เคยมีปรากฏว่า ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งให้สอบสวนผู้ที่ครองอำนาจรัฐในขณะนั้น จะกล้าสอบสวนข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา และได้ผลการสอบสวนที่ออกมาอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม แค่เฉพาะประเด็นเทคนิค ที่อาจต้องเรียกนายกรัฐมนตรี หรือรองนายกฯ “มาให้ปากคำ” ก็ยังนึกไม่ออกว่า คณะกรรมการชุดนี้ เขาจะกล้าเรียกมาสอบสวนไหม นอกจากนี้ประธานคณะกรรมการตรวจสอบ ยังมีประวัติที่เกี่ยวพัน เกี่ยวช้อง ใกล้ชิด กับผู้ที่สั่งแต่งตั้งให้สอบสวนตนเอง เช่นนี้ ก็คงไม่ต้องสงสัย หรือคาดเดาได้เลยว่า ผลการสอบสวนจะออกมาเช่นไร
ปัญหาจึงไม่ใช่อยู่ที่บุคคลที่จะถูกตั้ง ?
แต่อยู่ที่คนแต่งตั้งคณะกรรมการ ?
ตราบใดที่นายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ ยังอยู่ในตำแหน่ง ซึ่งถือว่าเป็น"ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย" กับการ "ขอคืนพื้นที่" และ "กระชับพื้นที่" จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 90 คน บาดเจ็บ 2,000 คน และยังสูญหายอีกจำนวนหนึ่งแทนที่จะเป็นการสร้างความปรองดอง ผลที่กลับมาจะกลายเป็นสร้างปมความแตกแยกขึ้นมายิ่งกว่าเดิม
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา นายอภิสิทธิ์ พยายามจะบอกกับสังคมแห่งนี้ว่า การล้มตาย และบาดเจ็บ ของประชาชนในเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองที่ผ่านมานั้น ไม่ใช่เป็นฝีมือของภาครัฐ แต่เป็นไอ้โม่งในชุดดำพร้อมอาวุธสงคราม ทำการเข่นฆ่า ทำร้ายประชาชน หรือเป็นการ ”ยิงกันเอง” นั้น นายอภิสิทธิ์ไม่รู้สึกแปลกใจสักนิดหรือว่า ทำไมกระแสตอบรับในสังคมไทยถึง “ไม่เชื่อ” คำพูด และไม่เชื่อสิ่งที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ พยายามป้ายความผิดให้กับผู้ชุมนุม (ผ่าน ศอฉ. และ DSI) มาให้ผู้ชุมนุมตลอดเวลาว่า ฆ่ากันเอง
ภาพทหารติดอาวุธสงคราม ตั้งท่าเล็งและยิงมาที่ประชาชน ในหลายกรรม หลายเหตุการณ์ จากภาพข่าวทั้งไทยและเทศหลายสำนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาพทหารที่แต่งกาย มีหมวกเหล็กติดสติ๊กเกอร์บอกสังกัด เล็งปืนไปในวัดปทุมวนราม จนมีผู้เสียชีวิตในบริเวณวัดถึง 6 ศพ ในวันที่ 19 พฤษภาคม นั้น มันเป็นภาพที่ ”สะเทือนใจ” และอธิบายในตัวของมันเองได้ว่า ทุกชีวิตที่บาดเจ็บและสูญเสียนั้น มันเป็นกระสุนสังหารที่ลั่นไกมาจากฝั่งใด
แต่แทนที่นายอภิสิทธิ์ จะแสดงสำมัญสำนึกของความรับผิดชอบ ที่นายอภิสิทธิ์ มักจะชอบพูดสร้างภาพลักษณ์ให้ตัวเองดูดีเสมอ ๆ ว่า “ความรับผิดชอบของนักการเมือง ต้องมีสูงกว่าความรับผิดชอบของประชาชนทั่วไป” นายอภิสิทธิ์ กลับไม่แสดงความรับผิดชอบใด ๆ ที่เกิดขึ้นแล้ว แถมยังมีท่าทีที่จะทำร้ายผู้ที่เสียชีวิต และบาดเจ็บนั้นต่อไป ด้วยการยัดข้อหาผู้ก่อการร้าย หรือบาดเจ็บล้มตายจากการยิงกันเองเพื่อสร้างสถานการณ์ผ่านคณะกรรมการตรวจสอบเหตุการณ์ ที่นายอภิสิทธิ์ แต่งตั้งมากับมือตนเองอีกด้วย
จริงอยู่คนเสื้อแดงจากพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศโดยเฉพาะในภาคอีสานและภาคเหนือ มาร่วมชุมนุมในกรุงเทพฯ นับแสนคน คนกลุ่มนี้อาจถูกประณามหยามเหยียดจากคนอีกกลุ่มหนึ่งในสังคมคนกรุงเทพฯแต่เมื่อคนเสื้อแดงเหล่านี้เดินทางกลับบ้าน เขากลับได้รับการต้อนรับดุจวีรชนที่ผ่านสนามรบคนเหล่านี้พกความแค้นกลับบ้านและเล่าขาน “ประสบการณ์ตรง” ที่ทุกคนได้เห็นด้วยตา ได้ยินด้วยหูตัวเองและ"บาดแผล"ทั้งร่างกาย..และทางจิตใจ ให้คนในหมู่บ้านฟัง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสังหารโหด 6 ศพในวัดปทุมวนาราม เรื่องเหล่านี้จะกระจายกันปากต่อปาก จาก 1 เป็น 10 จาก 10 เป็น 100 จาก 10,000 เป็น 100,000 จนไม่มีที่สิ้นสุด นั่นเป็นสิ่งที่บอกอะไรบางอย่างกับนายอภิสิทธิ์ ถึงความน่าเชื่อถือในคำพูดของนายอภิสิทธิ์ (ที่ไม่เคยนำมาปฏิบัติจริง) รวมตลอดไปถึงคำพูดของพันเอกสรรเสริญ ที่ออกมาตัดพ้อกับสังคมไทยว่า พูดออกไปแทบตาย แต่สังคมส่วนใหญ่ ไม่เชื่อ ในสิ่งที่นายอภิสิทธิ์ และ ศอฉ. ยัดเยียดกรอกหูกรอกตาประชาชนแทบจะ 24 ชั่วโมง ทางทีวีรวมการเฉพาะกิจ
“คนไทยรักกัน” ” คืนรอยยิ้มให้ประเทศไทย” หรือโปรเจคใด ๆ ที่หลายภาคส่วน พยายามจะกลบเกลื่อนบาดแผลในใจอันร้าวลึกของคนไทยส่วนใหญ่ในชนบท มันไม่ได้ผลอะไรหรอก ความเหลื่อมล้ำของสังคมเมืองกับสังคมชนบท และดูเหมือนจะทรงพลัง และซึมซับเข้าไปในจิตใจของผู้คนบางส่วนในสังคมไทยด้วยจำนวนที่มากขึ้นเรื่อย ๆ นับแต่กลุ่มคนเสื้อแดงออกมาชุมนุมเรียกร้อง ”ขอความเป็นธรรม” ถึงในกรุงเทพมหานคร
มนตราที่เคยเป่าหูคนชนบทที่ใช้ได้ผลมาโดยตลอดว่า “คนกรุงเทพรักคนชนบท “ ”คนชั้นกลางรักชาวนา “ ”หรือเมืองไทยไร้ชนชั้น" ดูเสื่อมลงไปถนัดตา เพราะคุณจะวี๊ดว้าย โวยวาย เรื่องปิดห้าง รถติด จนยุให้ฆ่า หรือไล่ล่าอีกฝ่ายหนึ่ง เหมือน ”หมูหมา” แต่พอเวลาน้ำแล้ง คุณกลับห้ามเขาทำนา ห้ามเขาทำกินบนที่ดินที่เขามีสิทธิโดยชอบ พอน้ำท่วม คุณก็ปล่อยให้น้ำท่วมขังบ้านเขาเป็นเดือน ๆ เพื่อให้กรุงเทพมหานครสะอาด และคนชั้นกลางมีน้ำไฟใช้ปกติ
“คุณเอาเปรียบเขา กดเขา แล้วพอเขาลุกขึ้นสู้ คุณก็ฟูมฟายว่า คุณรักพวกเขา ทั้งที่พวกคุณก็ละเมิดสิทธิเขามาแทบจะตลอดชีวิต”
หากจะหยิบยกคำพูดที่ดูดี ของนายอภิสิทธิ์ในสมัยการเป็นผู้นำฝ่ายค้านขึ้นมากับเหตุการณ์มีผู้เสียชีวิต 2 คน จากการสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรในวันที่ 7 ตุลาคม 2551 นายอภิสิทธิ์ แสดงความเป็นห่วงเป็นใยและทวงถามความรับผิดชอบทางการเมือง (กับรัฐบาลนายสมชาย) แต่กับเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองของคนเสื้อแดงในระหว่างเดือนเมษายน – พฤษภาคม 2553 พฤติกรรมของนายอภิสิทธิ์ มันช่างแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ราวฟ้ากับเหว
วันนี้นายอภิสิทธิ์ กลับมาเขียนจดหมายเปิดผนึก ถึงประชาชนทุกภาคส่วน เพื่อออดอ้อน ออเซาะขอคืนดีในขณะที่ศพของประชาชนบางศพ ยังไม่ได้เผาเสียด้วยซ้ำ มันง่ายแบบนั้นเชียวหรือครับท่านอภิสิทธิ์คนไทยโดยเฉพาะคนที่สูญเสีย เขาลืมภาพความเลวร้ายแบบนั้นได้ง่ายดายจริง ๆ หรือ
วันนี้ และวันข้างหน้าในอนาคต ถ้านายอภิสิทธิ์ ยังคงเข้าใจเอาเองว่าประชาชนไม่รู้ สังคมไม่ใส่ใจ ไม่ต้องไปสนมันกับเสียงเล็ก ๆ น้อย ๆ ในสังคมนี้ ฆ่าไปแล้วก็แล้วกันไป ออกทีวีรวมการเฉพาะกิจแล้วอ่านจดหมายด้วยสำนวนน่าสงสาร และทำท่าแววตาออดอ้อนเสียหน่อย คนไทยที่สูญเสีย ญาติพี่น้องของเขาจะลืม ผมสงสารประเทศนี้จังครับ ที่ได้นายกรัฐมนตรีที่มี Vision ยอดเยี่ยมขนาดนี้ มาแก้ปัญหาที่หนัก และใหญ่ขนาดนี้จดหมายฉบับนี้ผมไม่ทราบว่า ท่านจะได้อ่านหรือไม่ หรือได้อ่านแล้วจะใส่ใจกับมันหรือไม่ แต่ผมถือว่าผมได้ทำหน้าที่ในฐานะประชาชนในประเทศนี้ของผมแล้ว
หวังว่ามันคงจะสะกิดต่อมสามัญสำนึก และจิตสำนึกของท่านได้ สุดท้ายนี้ผมอยากจะเรียนให้ท่านทราบว่า สิ่งที่เรา(มนุษย์)แตกต่างจากเดรัจฉาน ก็คือการมีสามัญสำนึก เพราะถ้ามนุษย์อย่างเรา ๆ ท่าน ๆ นี้ ไม่มีสามัญสำนึกอยู่ในตัวตนหละก็ นั่นก็จะเป็นสิ่งที่บ่งบอกได้ว่า มนุษย์คนนั้นไม่มีอะไรแตกต่างกับเดรัจฉาน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ
จากประชาชนคนไทยคนหนึ่ง
ภาพสุดท้ายของน้องเกด-น้องปลั๊ก
ที่มา Thai E-News ที่มาภาพ facebook
10 มิถุนายน 2553
คำบรรยายโดยเจ้าของภาพภาพนี้ถ่ายประมาณสามเกือบสี่โมงเย็น ของวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 ได้จัดเตรียมเต้นท์ปฐมพยาบาลในวัดเสร็จ น้องเกดคนที่สองจากซ้ายอาบน้ำสระผมเห็นได้ว่ายังมีผ้าขนหนูสีน้ำตาลคลุมศีรษะอยู่เลยน้องปลั๊กคือคนขวาสุดใส่เสื้อบ่งบอกจังหวัดบ้านเกิด "กาฬสินธ์" เป็นเด็กใช้ง่ายอัธยาศัยดีน่ารักมาก อาสาช่วยงานคนอื่นเสมอ เมื่อตายไปแล้วเงินที่ได้รับมาทั้งหมดยังได้นำไปใช้สร้างศาลาในวัดของหมู่บ้านของน้องเขา เพื่อให้คนที่นั่นมีศาลาวัดใช้กันในงานศพของคนในหมู่บ้าน ขอให้น้องทั้งสองรับรู้ว่าพวกพี่ๆเพื่อนๆ ไม่ลืมคุณงามความดีและจิตใจที่เสียสละของน้องและจะพยายามทวงถามความยุติธรรมให้
คลิปน้องปลั๊กดิ้นอย่างทรมานใต้โต๊ะภายในเต๊นท์พยาบาลในวัดปทุมฯ ศพด้านหน้าคือน้องเกดที่นอนอยู่
คำบอกเล่าของพยานในวัดปทุม
( อ่าน )
สัมภาษณ์แม่กมนเกด
คลิปทหารยิงคนในวัดปทุมฯ
สภาพศพน้องเกดและน้องปลั๊กเช้าวันถัดมา
ภาพพรทิพย์ขณะตรวจพบหัวกระสุนฝังร่างน้องเกด
ภาพกลุ่มผู้สั่งการฆ่า

ภาพเด่นวันนี้: หนุ่มอังกฤษโดนข้อหาละเมิดพรก.ฉุกเฉิน
ที่มา Thai E-News


ภาพจากสำนักข่าวรอยเตอร์ โดยคุณ Sukree Sukplang วันนี้ (10 มิ.ย.) แสดงให้เห็นฝรั่งชาวอังกฤษ นาย Jeff Savage ขณะนอนอยู่ที่พื้นพร้อมถูกตีตรวน ที่ศาลเขตปทุมวัน รายงานแจ้งว่า นาย Savage และนาย Purcell ถูกกล่าวหาว่าละเมิด พรก.ฉุกเฉินในช่วงการชุมนุมประท้วงของกลุ่มคนเสื้อแดงเมื่อเดือนที่แล้ว
บทวิเคราะห์: คิดวิปริต ปิดประเทศ
ที่มา Thai E-News โดย สมยศ พฤกษาเกษมสุข
ที่มา Voice of Taksin ฉบับที่ 21บทความนี้เป็นผลงานของสมยศ พฤกษาเกษมสุข ที่เตรียมจะตีพิมพ์ใน Voice of Taksin ฉบับที่ 21 ก่อนที่จะถูกคำสั่งเผด็จการของศอฉ.สั่งปิดไม่ให้ตีพิมพ์จำหน่าย
การปราบปรามเข่นฆ่าประชาชนอย่างโหดเหี้ยมตามคำสั่งของผู้อยู่เบื้องหลังรัฐบาลอภิสิทธิ์-สุเทพ อย่างต่อเนื่องและยาวนานที่สุดที่เริ่มจากวิกฤตเมษาเลือด 10 เมษายน 2553 มาจนถึง 19 พฤษภาคมนั้นเป็นเหตุการณ์ที่ทุกคนไม่รู้ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร? และจะจบลงอย่างไร? ซึ่งเป็นคำถามที่ไม่เฉพาะอยู่ในหัวใจอันงุนงงของคนไทยแต่เป็นคำถามที่อยู่ในหัวใจอันงุนงงของคนทั้งโลกเพราะเป็นภาวะวิปริตทางการเมืองของประเทศในศตวรรษที่ 21 ที่กำลังจะก้าวข้ามเส้นแบ่งระหว่างประเทศด้อยพัฒนากับประเทศที่พัฒนาแล้วหรือเส้นแบ่งระหว่างประเทศที่มีฐานการผลิตเพื่อพออยู่พอกินกับประเทศที่มีฐานการผลิตเพื่อการตลาด แต่แล้วประเทศไทยกลับถูกฉุดกระชากให้ถอยหลังเข้าสู่ภาวะวิกฤตสงครามกลางเมืองในรูปแบบของประเทศด้อยพัฒนาที่ทำการผลิตเพียงเพื่อพอกิน ปัญหาทั้งหมดมีคำตอบจากระบอบการปกครองประชาธิปไตยแบบพอเพียง ที่มีกระบวนทัศน์ (Paradigm) แปลกประหลาดจากโลกแห่งยุคไซเบอร์ที่ผู้อยู่เบื้องหลังรัฐบาลวางแผนมาแต่ต้นแล้วคือ “ปราบและปิดประเทศ”
โลกแห่งอำนาจต้องคงที่ : วิถีคิดแนวจารีตนิยม
ลงทุนชีวิตมนุษย์เพื่อรักษาอำนาจ
ความพยายามที่จะสร้างอำนาจด้วยระบอบประชาธิปไตยแห่งคุณธรรมตามโมเดลแนวคิดจารีตนิยมนี้ จึงก่อกำเนิดขึ้นจากแนวคิดข้างต้น แม้จำเป็นจะต้องลงทุนด้วยชีวิตของมนุษย์ก็ยอม ดังนั้นในอดีตจึงเกิดการสังหารหมู่นักศึกษาประชาชนอย่างโหดร้ายที่สุด ดังเช่นในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ภายใต้การบริหารจัดการของนายธานินทร์ กรัยวิเชียร นายกรัฐมนตรี(ปัจจุบันดำรงตำแหน่งองคมนตรี) โดยประกาศปิดประเทศ 12 ปี เพื่อจะใช้เวลา 12 ปีนั้น ปั้นเยาวชนให้มีอุดมการณ์รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ดังใจนึก และในขณะเดียวกันก็ประกาศกวาดล้าง นักเรียน นักศึกษา ที่เรียกร้องประชาธิปไตย ทั้งที่อยู่ในเมืองและหนีไปอยู่ในป่า ติดอาวุธร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยอย่างถึงที่สุด จึงทำให้สถานการณ์สงครามประชาชนที่มีเชื้อไฟอยู่ในขณะนั้นปะทุรุนแรงขึ้นทั่วประเทศ แต่แล้วแนวคิดปิดประเทศก็พังทลายลงด้วยการนำของพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ทำการยึดอำนาจล้มรัฐบาลนายธานินทร์ กรัยวิเชียร จึงเป็นที่ไม่พอใจของอำมาตย์แต่เป็นผลดีต่อประเทศชาติ แล้วสถานการณ์สงครามประชาชนก็คลี่คลายลงเป็นลำดับด้วยนโยบายสมานฉันท์โดยพลเอกเกรียงศักดิ์ได้ออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้แก่นักเรียนนักศึกษาทั้งหมดและให้กลับคืนสู่ห้องเรียนได้ แล้วสังคมก็กลับสู่ความปรองดองเกิดพัฒนาการทางสังคมก้าวหน้าขึ้นต่อไป แต่เมื่อพัฒนาไปได้อีกระยะหนึ่งแนวคิดจารีตนิยมของระบอบอำมาตย์ก็หวาดวิตกต่อวิวัฒนาการที่ทำให้สังคมขยายใหญ่โตขึ้นอีก จึงตัดสินใจเข้าขัดขวางพัฒนาการของระบอบประชาธิปไตยอีกครั้ง ปรากฏหลักฐานชัดคือการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 แต่ครั้งนี้ไม่ง่ายเหมือนอย่างใจคิด ด้วยเพราะโลกได้พัฒนาก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 ที่ประชาชนหูตาสว่างยากที่จะครอบงำความคิดโดยง่าย จึงนำมาซึ่งวิกฤตประเทศ แล้วแนวคิดปิดประเทศเพื่อรักษาระบอบอำมาตย์ก็ยิ่งมีเหตุผลรองรับมากขึ้น
เสื้อแดงยิ่งเติบใหญ่ยิ่งต้องกำจัด
แผนเผด็จศึกเสื้อแดงเกิดก่อนการชุมนุม
หากใครได้ติดตามข่าวสารในหน้าหนังสือพิมพ์และบทวิเคราะห์ต่างๆ ในช่วงตั้งแต่การรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 โดยเฉพาะในช่วงต้นปี 2553 นี้ ข่าวจะกระชั้นถี่ขึ้นถึงแนวคิดของมหาอำมาตย์ว่า จะมีการจัดการประเทศใหม่ แม้จะมีคนบาดเจ็บล้มตายเป็นแสนก็ยอม แม้จะปิดประเทศก็อยู่ได้ไม่เดือดร้อนอะไรโดยเปรียบเทียบกับการดำรงอยู่ของรัฐบาลเผด็จการทหารพม่า
“ขณะนี้ถึงเวลาแล้วที่จะต้องมีการสังคายนาและปฏิรูปประเทศไทยใหม่โดยต้องหยุดปัญหาที่วุ่นวายไว้สักระยะหนึ่งเพราะกลไกของเราใช้ไม่ได้อย่ามาพูดว่าสภาเป็นสัญลักษณ์ของประชาธิปไตยเพราะที่มาของ ส.ส.ก็ไม่ใช่ประชาธิปไตย ขอย้ำว่าต้องมีการปฏิวัติจริงๆ ไม่ใช่จอมปลอม ต้องไม่ให้เหมือนกับการปฏิวัติเมื่อวันที่ 19 ก.ย.2549 ที่เป็นการปฏิวัติที่ใช้ไม่ได้”
รูปธรรมที่ยืนยันความคิดนี้เกิดจากปฏิบัติการจริงแล้วคือการล้อมปราบฆ่าประชาชนที่มาเรียกร้องการยุบสภาเมื่อ 10 เมษายน 2553 ด้วยการประดิษฐ์คำสั่งฆ่าที่ไพเราะว่า “ขอคืนพื้นที่” และการล้อมยิงประชาชนเหมือนล่าสัตว์ที่เริ่มต้นเมื่อ 13 พฤษภาคม 2553 ประเดิมด้วยพลแม่นผืนสังหาร “เสธแดง” พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล และติดตามมาด้วยการ “เล็งเป้าฆ่า” ตลอดสัปดาห์อย่างเมามัน ด้วยการประดิษฐ์คำสั่งฆ่าใหม่ที่ไพเราะกว่าเก่าว่า “กระชับพื้นที่”
ลำดับเหตุการณ์ก่อนเกิดเมษา-พฤษภาเลือด
1. 26 กุมภาพันธ์ 2553 ลั่นระฆัง “กำจัดทักษิณและพวกอย่างถอนรากถอนโคน” ด้วยคำพิพากษายึดทรัพย์ทักษิณและตามมาด้วยการเตรียมปราบการชุมนุมของคนเสื้อแดงที่จะเริ่มต้น 12 มีนาคม 2553
2. เริ่มต้นประกาศใช้กฎหมายความมั่นคงนำทหารในสายอำนาจของพลเอกประยุทธ จันทร์โอชา รองผู้บัญชาการทหารบกที่ถูกกำหนดตัวให้ขึ้นเป็น ผบ.ทบ.ออกมาทำหน้าที่แทนตำรวจ ตั้งแต่ก่อนวันที่ 12 มีนาคม 2553 ที่แกนนำ นปช.ประกาศเริ่มต้นการชุมนุม ทั้งๆที่ในต่างประเทศการควบคุมฝูงชนจะเริ่มต้นจากการใช้ตำรวจ
3. พฤติกรรมผิดสังเกตของทหาร ทหารที่ออกมามีอาวุธสงครามครบมือเตรียมปราบปรามโดยปิดบังหน่วยต้นสังกัดทั้งหมดทั้งที่เครื่องแบบประจำตัวและยานพาหนะพร้อมทั้งปิดทะเบียนรถที่ขนส่งทหารออกมาประจำตามถนนและด่านตรวจต่างๆ ทั้งหมด
4. สร้างข่าวเตรียมสังหารคนเสื้อแดงอย่างชอบธรรมด้วยการตั้งข้อหา“ขบวนการล้มเจ้า” โดยเริ่มต้นจากการเปิดวาทะกรรมปลุกระดมจากกลุ่มพันธมิตรก่อนเมื่อปลายปี 2552 ในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ASTV ว่า “ล้มเจ้า” ซึ่งสอดรับกับการปลุกระดมของรัฐบาลอภิสิทธิ์ในโทรทัศน์ช่อง 11 และการประกาศอย่างเป็นทางการของนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ในข่าวโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจในนาม ศอฉ. นับจาก 7 เมษายน 2553
5. ประกาศเขตรอบโรงพยาบาลศิริราชเป็นพื้นที่ปลอดแดงเด็ดขาด และห้ามการเดินทางไปถวายพระพรของพสกนิกรโดยเด็ดขาดก่อนจะเริ่มต้นการชุมนุมด้วยเช่นกัน โดยมีนัยยะสำคัญทางการข่าวจิตวิทยาว่าคนเสื้อแดงเป็นผู้ไม่จงรักภักดีเพื่อโน้มน้าวให้สารธารณชนสนับสนุนแผนการฆ่าคนเสื้อแดงอย่างชอบธรรม
6. อภิสิทธิ์-สุเทพ เล่นละครตอบรับยุบสภาอย่างเสียไม่ได้ ตลอดระยะเวลาเริ่มต้นการชุมนุมของคนเสื้อแดงตั้งแต่ 12 มีนาคม เรียกร้องให้มีการยุบสภานายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ(ผู้บัญชาการรบที่รับคำสั่งจากมหาอำมาตย์)ไม่เคยแสดงท่าทีตอบรับหรือเพียงแค่รับพิจารณาว่าจะยุบสภาเลย การเจรจาของรัฐบาลเรื่องการยุบสภา 2 ครั้ง กับแกนนำ นปช.จึงเป็นเพียงฉากละครมีนายสุเทพผู้อยู่เบื้องหลังเชิดนายอภิสิทธิ์ในฐานะนายกฯและนายกอร์ปศักดิ์ สภาวะสุ ในฐานะเลขานายกฯ และนายชำนิ ศักดิ์เศรษฐ อดีตคอมมิวนิสต์เก่าผู้มีประสบการณ์งานมวลชนขึ้นเล่นละครอย่างเสียไม่ได้เท่านั้น และเมื่อการเจรจาล้มเหลวนายสุเทพ ก็แสดงความดีอกดีใจและยั่วยุด้วยถ้อยคำว่า “เมื่อไม่มีการเจรจารัฐบาลก็จะอยู่จนครบอายุ 1 ปี กับอีก 9 เดือน”
7. สร้างเงื่อนไขประกาศภาวะฉุกเฉิน อภิสิทธิ์-สุเทพ ได้วางแผน “ใช้ขนมหวานล่อมด” โดยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ประกาศจะมาประชุม ค.ร.ม.ที่สภาในวันพุธที่ 7 เมษายน 2553 ซึ่งตรงกับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อยั่วยุให้คนเสื้อแดงปิดล้อมสภาเช่นเดียวกับที่กลุ่มพันธมิตรเสื้อเหลืองเคยทำเมื่อ 7 ตุลาคม 2551 ทั้งๆที่รู้ว่ากลุ่มคนเสื้อแดงจะต้องตามมาประท้วงนายอภิสิทธิ์อย่างแน่นอนเพราะสภาอยู่ใกล้กับการชุมนุมคนเสื้อแดง(ขณะนั้นอยู่ที่สะพานผ่านฟ้า) และเป็นที่น่าสังเกตว่านับตั้งแต่มีการชุมนุมของคนเสื้อแดงรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ก็ใช้กรมทหารราบที่ 11 และกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งอยู่ห่างไกลการชุมนุมเป็นที่ประชุม ค.ร.ม.มาโดยตลอดแต่อยู่ๆก็อยากจะมาประชุม ค.ร.ม.ที่สภา แล้วทุกอย่างก็เข้าแผนการร้ายนี้
เป็นที่น่าสังเกตว่านายอภิสิทธิ์แถลงข่าวถึงความจำเป็นที่ต้องใช้ พรก..ฉุกเฉิน จากเหตุการณ์บุกสภาแต่ในประกาศกลับไม่กล่าวอ้างเหตุการณ์การบุกสภาอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร คงจะเป็นเพราะนายอภิสิทธิ์รู้อยู่แก่ใจดีว่าเรื่องการบุกสภาของคนเสื้อแดงนั้นยังขาดเหตุขาดผลอยู่
รูปธรรมการถอนรากถอนโคนทักษิณ
เหตุการณ์ใช้หน่วยสแนปเปอร์ลอบยิง พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือเสธ.แดงในหัวค่ำของคืนวันที่ 13 พฤษภาคม 2553 เป็นการจุดพลุส่องสว่างให้เห็นถึงความแค้นของระบอบอำมาตย์อันไม่อาจจะปกปิดได้อีกแล้วนับแต่นั้นทหารหน่วยพลแม่นปืนที่เป็นกองกำลังหน่วยสำคัญของพลเอก สุรยุทธ จุลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรีที่เป็นคู่อาฆาตกับ พ.ต.ท.ทักษิณ มาก่อนก็เปิดฉากไล่ยิงประชาชนที่พวกเขาเชื่อว่าเป็นแกนนำผู้ก่อการร้ายและพวกล้มเจ้าเป็นผลให้ประชาชนผู้สุจริตบาดเจ็บล้มตายเป็นใบไม้ล่วงแล้วตามมาด้วยการล้อมฆ่าปิดท้ายวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 โดยยิงเข้าไปในวัดปทุมวนาราม เขตอภัยทาน ด้วยเข้าใจว่าผู้ก่อการร้ายหนีเข้าไปในวัดจนสตรีที่เป็นอาสาสมัครพยาบาล นางกมนเกด อัคฮาด เสียชีวิต และการติดตามจับบุคคลที่รัฐบาลอภิสิทธิ์หมายหัวทำบัญชีไว้ว่า “ฮาร์ดคอร์” ของทักษิณก็ตามมา รวมทั้งการประกาศควบคุมบัญชีเงินธนาคารของประชาชนอีกจำนวนมากรวมทั้งควบคุมเงินของนักหนังสือพิมพ์อย่างนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข บก. VOICE OF TAKSIN รวมทั้งการออกไล่ล่าปิดหนังสือพิมพ์ของฝ่ายเสื้อแดง และจับนายสมยศและ ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์ภาคประวัติศาสตร์คณะอักษรศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รวมทั้ง ส.ส.ฝ่ายค้านในสภาที่กำลังทำอย่างต่อเนื่อง
ความรุนแรงเกินคาดแต่ไม่เกินแผน
สิ่งที่ระบอบอำมาตย์คาดไม่ถึงว่าประชาชนคนรากหญ้าจะมีจิตสำนึกทางประชาธิปไตย และเข้าใจกลไกธุรกิจของอำมาตย์มากขึ้น จนถึงขั้นกล้าต่อสู้กับพวกเขาอย่างถึงที่สุด นั่นคือรูปธรรมที่เป็นจริง เมื่อแกนนำ นปช. ประกาศยอมแพ้เพื่อรักษาชีวิตของประชาชนที่มีทั้งเด็กผู้หญิง และคนแก่บริเวณหน้าเวทีที่ราชประสงค์ แต่ประชาชนกลับประกาศสู้ตายและเสียใจร้องไห้ที่แกนนำยอมจำนนแล้วนับจากนั้นพวกเขาที่ไร้จัดตั้งก็กระจายกันโจมตีเผาสถานที่ทางการค้าต่างๆ ที่เขาเชื่อว่าเป็นของพวกอำมาตย์หรือที่เหล่าอำมาตย์ใช้อภิสิทธิ์ทางการเมืองคุ้มครองธุรกิจให้ รวมทั้งฝ่ายอำมาตย์ก็สวมรอยหนุนการเผาด้วยเพื่อจะได้เกิดความชอบธรรมในการไล่ฆ่าพวกเสื้อแดง เช่น ศูนย์การค้าสยาม ศูนย์การค้าเวิร์ลเทรด ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกรุงเทพ และไม่เว้นแม้แต่ตึกโทรทัศน์ช่อง 3 ที่เป็นตัวแทนของสื่อที่สนับสนุนระบบอยุติธรรม 2 มาตรฐาน ก็ไหม้เป็นจุล และการก่อจลาจลได้กระจายตัวไปทั่วกรุงเทพ และทั่วประเทศศาลากลางซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจรัฐอำมาตย์จึงเป็นเป้าหมายของการบุกโจมตีซึ่งสภาพความรุนแรงและมีเนื้อหาทางเศรษฐกิจเช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในเมืองไทย
ทางออกของสถานการณ์การเมืองไทยวันนี้ไม่ช้าก็เร็ว คือการประกาศปิดประเทศอย่างเป็นทางการเพราะโดยเนื้อแท้ของสถานการณ์วันนี้คือการปิดประเทศแล้ว
ปิดประเทศเป็นความจำเป็นและความชอบธรรมที่ระบอบอำมาตย์ประเมินไว้เป็นจริงแล้ว
กฎหมา(ย)นิติรัฐยัดข้อหา?นิติธรรมอำมหิต?
ที่มา Thai E-News
เรื่องจากปก เวบไซต์ โลกวันนี้
ฉบับที่ 262 ปีที่ 6
9 มิถุนายน 2553
“ผมมองทุกอย่างด้วยความเป็นธรรม หลายวันที่ผ่านมา ผมมองทหารอย่างมีสติ มองทหารอย่างเข้าใจมองคนตายอย่างมีสติ ทุกคืนผมจุดธูปว่า อย่าให้ใครเสียชีวิตกันเลยในแต่ละวันที่มีคนปลุกระดมว่าผมพาคนไปตาย แล้วใครฆ่าตายล่ะ พวกผมพามาแล้วให้พวกท่านฆ่าอย่างนั้นหรือ การออกเฉพาะข่าวรัฐบาลด้านเดียว ระวังจะเป็นเหมือนรวันดา วันนี้เช้ามาก็บอกว่าคนเสื้อแดงก่อการร้าย ล้มสถาบัน มีอาวุธร้ายแรงกลางวันก็ก่อการร้าย ล้มสถาบัน มีอาวุธร้ายแรง เย็นก็บอกก่อการร้าย ล้มสถาบัน มีอาวุธร้ายแรง ในสมองของทหารถูกยัดเยียด ทั้งที่คนที่มาชุมนุมเรียกร้อง เขาเพียงแค่มาชุมนุมเพื่อยุบสภา ขอหีบเลือกตั้ง แต่เขาก็ให้หีบศพ”
นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) แดงทั้งแผ่นดิน อภิปรายไม่ไว้วางใจนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี กรณีมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก จากการสั่งให้ทหารล้อมปราบคนเสื้อแดง ทั้งยังกล่าวหาคนเสื้อแดงเป็น “ผู้ก่อการร้าย” และล้มสถาบันอีก ซึ่งเหตุการณ์วันที่ 10 เม.ย. นายอภิสิทธิ์ต้องแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองแล้ว แต่กลับปรากฏภาพ “ไอ้โม่งชุดดำ” ขึ้นมาจึงกลายเป็นยาสามัญประจำบ้านของรัฐบาลและศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุก เฉิน (ศอฉ.) ใช้ปลุกระดมว่า “ไอ้โม่งชุดดำ” เป็นคนฆ่าทหารและประชาชน และถ้า “ไอ้โม่งชุดดำ” เป็นพวกคนเสื้อแดงแล้วใครฆ่าประชาชน
“ชายชุดดำจะเป็นใครก็ตาม มีถ่ายภาพให้เห็นประมาณ 4 คน แต่คนบาดเจ็บ 800 กว่าคน ตายอีก 28 ในวันที่ 10 เม.ย. ท่านเชื่อหรือ มีคนชุดดำ 4 คน ที่สังหารประชาชนและทหาร ชายชุดดำจะเป็นใครก็ตาม นายสุเทพ นายอภิสิทธิ์ ต้องจับกุม รวมถึงคนลั่นกระสุนปืนใส่ประชาชน ความจริงวันนั้น ถ้านายอภิสิทธิ์และนายสุเทพหยุดการเข่นฆ่าประชาชน ชายชุดดำมันจะโผล่มาได้อย่างไร นายอภิสิทธิ์ไม่ใช่หรือ ที่ตำหนิรัฐบาลสมชายที่ทำให้มีคนเสียชีวิต และยังยกย่องสารวัตรจ๊าบว่า เป็นประชาชนอันอาจหาญเหมือนนายสุเทพบอกว่า คนที่เสียชีวิตมีชาวพม่า แล้วไม่บอกมีชาวแคนาดา ญี่ปุ่น อิตาลี เขาก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน”
ปรองดองด้วย “เลือด”?
ขณะที่นายสุเทพยืนยันเสียงแข็งเช่นเดียวกับนายอภิสิทธิ์ว่า ไม่เคยสั่งฆ่าประชาชน แต่กลับอ้างว่า “ไอ้โม่งชุดดำ” มีความสัมพันธ์กับหัวหน้าใหญ่ที่ออกทุนและปฏิบัติการคู่ขนาน กับประชาชนที่บริสุทธิ์
“เจ้าหน้าที่ของรัฐ นายกฯ และผม ไม่ได้สร้างสถานการณ์เพื่อทำลายคู่แข่งทางการเมือง พวกผมไม่ใจบาปหยาบช้า ลงทุนเผาบ้านเมืองให้บรรลุวัตถุประสงค์ทางการเมือง คนใจดำอำมหิตที่ทำได้ คือผู้ก่อการร้ายที่อยู่กับพวกคุณ เป้าหมายมีอย่างเดียว คือนายกฯและผม สั่งทหารฆ่าประชาชน ผมจะทำไปทำไม ทหารที่มาปฏิบัติภารกิจ 30,000-40,000 คนเป็นลูกชาวบ้านเหมือนกับเรา เขามีหัวใจรักพ่อแม่ รักญาติ คิดหรือว่า ถ้าพวกผมไปสั่ง ผบ.ทบ. แล้ว จะฟังคำสั่งพวกผม”
เช่นเดียวกับนายอภิสิทธิ์ ที่วันนี้ ยังเพิกเฉยต่อเสียงเรียกร้องให้แสดงความรับผิดชอบกับ ผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจากการใช้กำลังทหารปราบล้อมคนเสื้อแดง โดยยืนยันว่า “ไอ้โม่งชุดดำ” เป็น “ผู้ก่อการร้าย” ที่ฆ่าประชาชนและทหาร ทั้งที่รัฐบาลมีความจริงใจที่จะหาแนวทางแก้ปัญหา ให้คลี่คลายอย่างสันติตั้งแต่ต้น
“อุปสรรคคือการชุมนุม เมื่อเกินเลยขอบเขตรัฐธรรมนูญ สร้างความเสียหายให้แก่คนจำนวนไม่น้อย และมีกองกำลังติดอาวุธ วินาศกรรม การดำเนินการจึงยากเป็นพิเศษ แต่รัฐบาลก็พยายามทำให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินน้อยที่สุด และเลือกชีวิตสำคัญกว่า เช่น วันที่ 19 พฤษภาคม”
คำพูดของนายอภิสิทธิ์จึงเห็นได้ชัดเจนว่า ทำไมจึงไม่แสดงความรับผิดชอบกับผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บแต่กลับมองว่า คนเสื้อแดงทำผิดกฎหมายและมีกองกำลังติดอาวุธที่ใช้ความรุนแรง ซึ่งสวนทางกับแผนปรองดองที่นายอภิสิทธิ์ยืนยันว่า ยังคงเดินหน้าต่อไป เช่นเดียวกันยังคงใช้อำนาจพ.ร.ก.ฉุกเฉินไล่ล่า คนเสื้อแดง และฉวยโอกาสกวาดล้างนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม
มือถือสาก ปากถือศีล?
รัฐบาลจริงใจที่จะสร้างความปรองดองหรือไม่ ก็ดูได้จาก ศอฉ. และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ซึ่งอธิบดีดีเอสไอเป็นกรรมการ ศอฉ. ด้วย และยังคงออกหมายจับบุคคลต่างๆ ในข้อหาผู้ก่อการร้ายและล้มสถาบันไปกว่า 100 คนแล้ว ไม่ใช่แค่คนเสื้อแดง นักการเมือง และนักธุรกิจเท่านั้น
แม้แต่นักวิชาการที่ออกมาแสดงความคิดเห็นสนับสนุนคนเสื้อแดง ก็กลายเป็นผู้ต้องหาไปด้วย อย่างนายสุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายวรพล พรหมิกบุตร อาจารย์คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จนกลุ่มคณาจารย์มหาวิทยาลัยต่างๆ ต้องออกแถลงการณ์ประณามรัฐบาลว่า คุกคามเสรีภาพทางวิชาการ
โดยเฉพาะกรณีนายสุธาชัย ที่ไปมอบตัวและถูกควบคุมตัวไว้ถึง 7 วัน ทั้งที่พ่อภรรยาของนายสุธาชัยเพิ่งเสียชีวิต ซึ่งนายสุริชัย หวันแก้ว ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสังคม จุฬาฯ เตือนรัฐบาลที่อ้าง พ.ร.ก.ฉุก เฉิน ด้วยการใช้อำนาจลักษณะครอบจักรวาลนั้น เป็นการกระทำที่สวนทางกับการสร้างบรรยากาศปรองดองซึ่งเหมือนการตบหน้านายอภิสิทธิ์ที่กล่าวว่า รัฐบาลไม่มองคนที่มีความเห็นต่างกันเป็นศัตรูทางการเมืองไม่ได้ไล่ล่าและกวาดล้าง ทั้งที่ในข้อเท็จจริงยังคงให้ ศอฉ. และดีเอสไอ ใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน กล่าวหาและจับกุมบุคคลต่างๆ ที่อยู่ตรงข้ามรัฐบาล
แม้แต่ผู้เสียชีวิต ก็ไม่มีการเปิดเผยการชันสูตรพลิกศพให้ประชาชนทราบอย่างที่นายจตุพรระบุว่า รัฐบาลและ ศอฉ. ต้องการบิดเบือนคดีคนตายโดยโยนไปให้ดีเอสไอ โดยไม่มีการไต่สวนในศาลชั้นต้น แม้แต่กรณี พ.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม รอง เสธ.พล.ร.2 รอ. หรือทหารเกณฑ์ที่ถูกยิงตายที่สะพานวันชาติ ก็ไม่เปิดเผยการชันสูตรพลิกศพว่า เสียชีวิตเพราะอะไรหรือการเผาเซ็นทรัลเวิลด์ เซ็นเตอร์วัน และสถานที่ต่างๆก็ไม่สามารถจับกุมผู้กระทำผิดได้เลย
โดยเฉพาะผู้เสียชีวิตภาย ในวัดปทุมวนารามจำนวน 6 ศพเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม ทั้งที่เป็นเขตอภัยทานและมีพยานยืนยันว่าทหารเป็นคนยิง ยังเป็นปริศนาว่ากลุ่มคนติดอาวุธบนสถานีรถไฟฟ้าในช่วงเกิดเหตุจลาจลเป็นใคร ซึ่งการชันสูตรพลิกศพระบุชัดเจนว่าทุกคนถูกยิง โดยเฉพาะ น.ส. กมนเกด อัคฮาด อายุ 25 ปี ถูกยิงทะลุผิวหนังมากถึง 10 แห่ง
พ.ร.ก.ฉกฉวย?
แม้วันนี้นายอภิสิทธิ์จะยังเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ในความรู้สึกของคนไทยหลายสิบล้านคน และหลายประเทศในประชาคมโลกเห็นว่า นายอภิสิทธิ์ไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบได้ หรือไม่อาจปฏิเสธว่าเป็น“รัฐบาลมือเปื้อนเลือด” ที่หมดความชอบธรรมแล้ว แม้จะดื้อดึงอยู่ในอำนาจต่อไป ก็ไม่ต่างอะไรกับรัฐบาลเป็ดง่อย ซึ่งอยู่ได้เพราะ พ.ร.ก.ฉุกเฉินที่นายอภิสิทธิ์และพวกพ้อง พยายามนำมาใช้เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับตนเอง รวมถึงฉกฉวยโอกาสไล่ล่าและกวาดล้างฝ่ายตรงข้ามและประชาชนที่มีความเห็นแตกต่าง
หากนายอภิสิทธิ์มีความจริงใจจะสร้างความปรองดองจริง ไม่เพียงต้องแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองเท่านั้น แต่ต้องยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินโดยเร็วที่สุด เพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมตามรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่อำนาจจากกฎหมายเผด็จการ ซึ่งก่อนหน้านี้ นายอภิสิทธิ์ก็คัดค้าน พ.ร.ก. ฉบับนี้ว่าเป็นกฎหมายเผด็จการ
เพราะไม่เช่นนั้นนายอภิสิทธิ์ก็ไม่ต่างอะไรกับผู้นำเผด็จการ ที่ใช้กฎหมายอ้างความชอบธรรม เพื่อฆ่าและทำลายศัตรูฝ่ายตรงข้าม โดยไม่สะทกสะท้านกับเสียงประณามและต่อต้าน เหมือนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นขณะนี้ ซึ่งรัฐบาลปลุกระดมและโฆษณาชวนเชื่อ จนทำให้คนไทยสามารถฆ่าคนไทยด้วยกันได้ ทั้งที่นายอภิสิทธิ์เคยพูดไว้ว่า รัฐบาลของประชาชนต้องแสดงความรับผิดชอบ แม้คนตาย 1 คนก็ไม่ได้
นิติรัฐยัดข้อหา
นิติรัฐและนิติธรรมยุคนายอภิสิทธิ์ จึงเหมือน “นิติรัฐยัดข้อหา” หรือ “นิติธรรมอำมหิต” ที่ยิ่งกว่า 2 มาตรฐาน และยังฉวยโอกาสกวาดล้างและกำจัดศัตรูฝ่ายตรงข้าม หรือทุกคนที่สงสัย ด้วยการกล่าวหาเป็นผู้ก่อการร้ายและเครือข่ายขบวนการล้มสถาบัน
แม้แต่การค้นพบอาวุธสงครามจำนวนมาก ที่นำมาแถลงข่าวว่าซุกซ่อนอยู่ในบริเวณการชุมนุม ก็เป็นการนำมาแสดงหลัง จากคนเสื้อแดงยุติการชุมนุมแล้วถึง 2 วัน ซึ่งเป็นช่วงเวลาปลอดผู้คนจากการประกาศเคอร์ฟิวห้ามใครมายุ่มย่าม นอกจากเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลเท่านั้น ไม่มีนักข่าวหรือผู้รู้เห็นเป็นพยานเลยทั้งที่นักข่าวของไทยและนักข่าวต่างประเทศ อยู่ในพื้นที่ตลอดการชุมนุมกว่า 2 เดือน ยังไม่เคยพบเห็นหรือถ้ามีจริง ก็ต้องมีพิรุธ ซึ่งยากที่จะหลุดรอดสายตาของนักข่าวที่ไม่ใช่อยู่แค่บริเวณเวทีปราศรัย แต่เดินทางเข้าออกและทำข่าวไปทั่วทุกพื้นที่การชุมนุม
การแถลงข่าวของ ศอฉ. และการนำอาวุธมากมาย หรือหลักฐานรูปภาพ และคลิปต่างๆ มากล่าวหาใส่ร้ายคนเสื้อแดงจึงกลับส่งผลทางลบต่อ ศอฉ. เอง โดยเฉพาะข่าวที่เผยแพร่ออกไปทั่วโลก ยิ่งสร้างความสงสัยในรัฐบาลและ ศอฉ. เหมือนบรรดาทูตที่เข้าพบนายกฯ ต่างซักถามเรื่องข้อกล่าวหา “ผู้ก่อการร้าย” ว่ามีหลักฐานอะไร และอาวุธมาจากที่ไหน
อย่างที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ตั้งคำถามนายสุเทพในการอภิปรายไม่วางใจว่า ศอฉ. มีการตั้งด่านตรวจและสกัดทุกพื้นที่ของการชุมนุมอย่างแน่นหนารายรอบทั้งกรุงเทพฯชั้นนอก ชั้นใน ทั้งชานเมืองและต่างจังหวัด ชนิดแม้แต่แมลงวัน ยังไม่ยอมให้รอดเข้าไปได้ แต่ทำไมจึงปล่อยให้อาวุธร้ายแรงเข้าไปได้ ทำไมหลังการชุมนุมจึงค้นพบมากมาย และมีการตรวจสอบอาวุธและหลักฐานต่างๆ ตามหลักนิติวิทยาศาสตร์อย่างละเอียดหรือไม่
ที่สำคัญการแถลงข่าวของรัฐบาลและ ศอฉ. เป็นการให้ข้อมูลด้านเดียวเหมือนการอภิปรายของฝ่ายค้านที่นำภาพและคลิปวิดีโอทหาร ที่อยู่บนรางรถไฟฟ้ามาแสดง โดยนายสุเทพตอบว่า เป็นคนละสถานที่ไม่ใช่หน้าวัดปทุมฯ แต่พอเห็นด้านหลังของภาพเป็นฉากวัดปทุมฯ ก็เลี่ยงไปตอบว่า เป็นคนละวัน ไม่ใช่วันที่ 19 พฤษภาคม แต่พอทราบว่า เป็นภาพจากคลิปที่ถ่ายต่อเนื่อง เห็นชัดว่าเป็นวันเดียวกับที่สยามสแควร์ไฟไหม้ คือวันที่ 19 พฤษภาคมอย่างแน่นอน นายสุเทพก็โยนไปให้ “ไอ้โม่ง” เป็นผู้ยิงประชาชนในวัด โดยไม่มีคำตอบว่า ถ้าเช่นนั้น “ไอ้โม่ง” เป็นพวกใครกันแน่
โกหกซ้ำซาก?
รัฐบาลและ ศอฉ. ใช้สื่อของรัฐและสื่อกระแสหลักกล่าวหาว่า แกนนำ นปช. ปลุกระดมและบิดเบือนข้อมูลข่าวสารจนประชาชนหลงผิด หลงเชื่อมาร่วมชุมนุม แต่รัฐบาลและ ศอฉ. กลับไม่รู้สึกละอายกับการปิดสื่อ ปิดเว็บไซต์ ปิดกั้นการเสนอข้อมูลข่าวสารทุกด้านของคนเสื้อแดง และผู้ที่มีความเห็นขัดแย้ง ไม่ละอายในการใช้สื่อปลุกระดมโฆษณาชวน เชื่อ หรือ ศอฉ. ที่แถลงข่าวกล่าวหาและข่มขู่ซ้ำๆ ซากๆ ทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย แม้แต่ความเห็นของนักวิชาการ ก็ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อการร้ายและขบวนการล้มเจ้า
รัฐบาลยุคนายอภิสิทธิ์ ไม่ได้แค่ครองแชมป์ “รัฐบาลมือเปื้อนเลือด” เท่านั้น ยังถือว่าเป็นรัฐบาลที่ใช้อำนาจปิดกั้นสิทธิเสรีภาพสื่อมากกว่ายุคใดๆ แม้แต่รัฐบาลเผด็จการทหาร หรือการรัฐประหารที่ผ่านมายังไม่ปิดกั้นและแทรกแซงสื่อเท่า กับรัฐบาลนายอภิสิทธิ์
ทุกครั้งที่นายอภิสิทธิ์และนายสุเทพกล่าวหาคนเสื้อแดงปลุกระดมและบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร ผู้สื่อข่าวจึงได้แต่พยักหน้าและอมยิ้ม เพราะทั้งผู้แถลง และผู้ฟังต่างรู้ดีว่า ฝ่ายใดที่ปลุกระดมและโฆษณาชวนเชื่อยัดเยียดข้อมูลด้านเดียวให้กับประชาชนกว่า 2 เดือนที่ผ่านมา
การอภิปรายไม่ไว้วางใจแค่ 2 วันของฝ่ายค้าน เมื่อเทียบกับการกรอกหูผ่านทีวีพูลของ ศอฉ. กว่า 2 เดือน แม้ไม่สามารถทำให้ประชาชนรับรู้ความจริงทั้งหมด แต่อย่างน้อยก็ได้รู้ข้อ มูลและความจริงอีกด้านหนึ่งที่ยังไม่ถูกเปิดเผยออกมาก่อนหน้านี้ อย่างกรณีไอ้โม่งชุดดำ เรื่องสไนเปอร์ การสังหารโหด 6 ศพในวัดปทุมฯ ฯลฯ
โดยเฉพาะ “ไอ้โม่งชุดดำ” ที่กลายเป็นตัวละครสำคัญของนายอภิสิทธิ์และ ศอฉ. ที่นำมาใช้ฟอกตัวจากเหตุการณ์ 10 เมษายน ซึ่งมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก โดยนายอภิสิทธิ์และ ศอฉ. นำมาแถลงตอกย้ำทุกครั้ง เพื่อกล่าวหาและใส่ร้ายป้ายสีว่าเป็น “ผู้ก่อการร้าย” ที่แฝงตัวอยู่กับคนเสื้อแดง แต่ไม่เคยจับตัวได้แม้ แต่คนเดียว ซึ่งโดยนัยก็คือการกล่าวหาและใส่ร้ายว่า คนเสื้อแดงเป็นผู้ก่อการร้าย หรือเป็นเครือข่ายกลุ่มก่อการร้าย เหมือน การกล่าวหากรณี “เครือข่ายขบวนการล้มเจ้า”
“ไอ้โม่งชุดดำ” จึงไม่รู้ว่าเป็นพระเอกหรือผู้ร้าย แต่ที่ได้ผลประโยชน์ไปเต็มๆ ก็คือฝ่ายรัฐบาล เพราะรัฐบาลใช้กล่าวหา เป็นพวกเดียวกับคนเสื้อแดง เพื่อสร้างความชอบธรรมในการใช้กำลังทหารล้อมปราบคนเสื้อแดง
หรือแม้การอ้างว่า “ไอ้โม่งชุดดำ” เป็นมือที่ 3 ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นฝ่ายใด แต่รัฐบาลก็ยัดเยียดให้เป็นคนเสื้อแดงไปโดยปริยาย แม้บางครั้ง “ไอ้โม่ง” แต่งชุดลายพรางเหมือนทหารก็จะถูกระบุว่าเป็นผู้ก่อการร้ายที่แต่งเลียนแบบทหาร ทั้งที่อาจเป็นคนของรัฐบาลก็ได้ ซึ่งสะ-ท้อนให้เห็นชัดเจนถึงความไม่ยุติธรรมที่ยิ่งกว่า 2 มาตรฐาน
วาทกรรมนายกฯ 100 ศพ
เช่นเดียวกับวาทกรรมของนายอภิสิทธิ์ ที่ประกาศจะเดินหน้าตามแผนความปรองดองจึงยังถูกมองว่า เป็นแค่ลมปาก เพื่อพยายามสร้างความชอบธรรมให้กับตัวเองอยู่ในอำนาจต่อไปมากกว่า เพราะในทางปฏิบัตินายอภิสิทธิ์ก็ยังใช้อำนาจจาก พ.ร.ก.ฉุกเฉินให้ ศอฉ. ออกมากล่าวหา ไล่ล่า กวาด ล้างคนเสื้อแดงและฝ่ายตรงข้ามอย่างต่อเนื่อง
แผนปรองดองของนายอภิสิทธิ์จึงเหมือนน้ำมันกับไฟมากกว่า ตราบใดที่ยังใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินเป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อฉวยโอกาสไล่ล่า กวาด ล้างฝ่ายตรงข้าม ไม่ต่างกับเพลง “โรดแม็พความปรองดอง” หรือ เพลง “รักกันไว้เถิด” ที่นำไปเปิดขณะที่รถถังและกำลังทหาร นับหมื่นนายกำลังเข้าสลายการชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดงจนตายและบาดเจ็บมากมาย
นายอภิสิทธิ์ที่วันนี้ได้ฉายา “นายกฯ 100 ศพ” (หรืออาจจะเถียงว่าไม่ถึง 100 แค่ 89 ศพ เท่านั้น) ในความรู้สึกของคนเสื้อแดงและประชาคมโลก จึงหมดความชอบธรรมล้านเปอร์เซ็นต์ เหมือนที่นายอภิสิทธิ์ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2551 ในรายการ “ข่าวยามเช้า” ทางวิทยุ FM 101 ถึงเหตุการณ์ วันที่ 7 ตุลาคม 2551 ซึ่งมีการสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ปิดล้อมรัฐสภาไม่ให้นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ แถลงนโยบาย และพรรคประชาธิปัตย์ไม่ยอมเข้าประชุม ทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย และบาดเจ็บ 443 รายว่า ไม่นึกไม่ฝันว่า จะมีรัฐที่ได้ทำร้ายประชาชนจนถึงขั้นเสียชีวิต บาดเจ็บสาหัส แล้วยังพยายามยัดเยียดความผิดกลับไปให้ประชาชนอีก ซึ่งการเมืองในวิถีทางประชาธิปไตยไม่มีที่ไหนในโลกที่ประชาชนถูกทำร้ายจากภาครัฐโดยรัฐบาลที่มาจากประชาชนไม่แสดงความรับผิดชอบ
“สังคมไทยต้องอยู่กับความถูกต้อง แล้วผมจะเตือนคุณสมชายในฐานะนายกรัฐมนตรีว่า ถ้าไม่มีการแสดงความรับผิดชอบแบบอารยประเทศแล้ว วัฒนธรรมทาง การเมืองในประเทศไทยจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงครับจากนี้ไปจะมีแต่ความขัดแย้งรุนแรงขึ้นไปอีก ถึงท่านอยู่ ท่านก็ปกครองไม่ได้ บริหารไม่ได้แล้วอยู่ไปเพื่ออะไร เพราะฉะนั้นกลับตัวกลับใจเสียเถอะครับ”
กฎหมา(ย) นิติธรรมอำมหิต
คำพูดของนายอภิสิทธิ์ที่เคยเรียกร้องให้นายสมชายแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองจากการสลายกลุ่มพันธมิตรฯในวันที่ 7 ตุลาคม 2551 จนทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย และบาดเจ็บกว่า 400 ราย หรือการเรียกร้องให้นายสมัคร สุนทรเวช ยุบสภา เพื่อแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองครั้งที่กลุ่มพันธมิตรฯชุมนุมขับไล่และยึดทำเนียบรัฐบาล (อ่านได้ที่ปกหลังฉบับนี้)
วันนี้ย้อนกลับมาที่ตัวนาย อภิสิทธิ์เช่นกันว่า ทำไมนายอภิสิทธิ์จึงดื้อดึงและดื้อด้านไม่แสดงความรับผิดชอบทางการเมืองกับการทำให้มีผู้เสียชีวิตเกือบ 100 ราย และบาดเจ็บเกือบ 2,000 ราย ทั้งยังกล่าวหาใส่ร้ายป้ายสีประชาชนและฝ่ายตรงข้ามว่าเป็นผู้ก่อการร้าย เผาบ้านเผาเมืองอีก
โดยเฉพาะการใช้อำนาจจาก พ.ร.ก.ฉุกเฉินที่นายอภิสิทธิ์เคยประกาศต่อต้านว่าเป็นกฎหมายเผด็จการแต่วันนี้นายอภิสิทธิ์กลับนำมาใช้เหมือนเป็นดาบอาญาสิทธิ์ที่คิดจะกล่าวหา ไล่ล่า กวาดล้าง หรือสั่งฆ่าใครก็ได้ พลอยให้แม้แต่ศาลยุติธรรม เองที่จะต้องพิพากษาคดีความด้วยหลักฐานและข้อเท็จจริง ก็ยังถูกมองว่าไร้ความยุติธรรม เพราะต้องตัดสินไปตามหลักฐานและข้อเท็จจริงที่สร้างขึ้นโดยฝ่ายรัฐบาลแต่ฝ่ายเดียว
สังคมไทยทุกวันนี้จึงวิปริต และหายนะ เพราะการโกหกตอแหลของคนในสังคมนั่นเอง รวมถึงการเชิดชูยกย่องและ ยอมรับว่าใครโกหกตอแหลเก่งคือผู้นำศรีธนญชัยที่เก่งกล้า ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง นักธุรกิจ ข้าราชการ สื่อ หรือองค์กรภาค ประชาชน ก็ยังเต็มไปด้วยความ อคติและเกลียดชังแม้แต่ผู้นำบ้านเมืองที่ต้องยึดมั่นในหลักนิติรัฐ นิติธรรม เพื่อเป็นหลักประกันความยุติธรรมให้กับประชาชนทุกคนอย่างเสมอภาคยังถูกประณามว่า 2 มาตรฐาน
กฎหมายประเทศไทยวันนี้จึงเหมือนไม่มี “ย.ยักษ์” “นิติรัฐและนิติธรรม” กลายเป็น “นิติรัฐยัดข้อหา” หรือ “นิติ ธรรมอำมหิต”!
ผู้ก่อการร้ายตัวจริงจึงอาจ ไม่ใช่ “ไอ้โม่งชุดดำ”...แต่มันคือคนใส่สูท แต่งเครื่องแบบเต็มยศ ให้พรรคร่วมงูเห่าปลาไหลที่กลัวอดอยากปากแห้งยกมือให้ครองเมืองกันต่อไป...
อนิจจาประชาชนไทย!
ปชป.รอดยุบพรรคเพราะฝีมือกกต.หรือ2มาตรฐาน
โดย ประสงค์ วิสุทธิ์ใครที่ติดตามข่าวคดีที่คณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติให้ส่งคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.)คงสับสนพอสมควรว่า เกิดอะไรขึ้น
คดียุบพรรคแบ่งออกเป็น 2 คดี ได้แก่
หนึ่ง การรับเงินอุดหนุนจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) 29 ล้านบาท แต่ไม่นำไปทำป้ายโฆษณาหาเสียง แต่นำไปแจกจ่ายให้แก่คนสนิทและคนใกล้ชิดของนายประดิษฐ ภัทรประสิทธิ์ เลขาธิการพรรคในขณะนั้น(ปี 2547-2548) กกต.ได้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยตรง ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฯ
สอง คดี ปกปิด ซ่อนเร้น ไม่เปิดเผยการรับเงินสนับสนุนพรรคการเมืองจากบริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด(มหาชน) 258 ล้านบาทผ่านบริษัทผ่านบริษัท เมซไซอะ บิชิแนลแอนด์ ครีเอชั่น จำกัด ซึ่ง กกต.ยื่นคำร้องผ่านอัยการสูงสุดเพื่อยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ
แต่อัยการสูงสุดตีสำนวนกลับเพราะมีข้อบกพร่องถึง 8 ข้อโดยเฉพาะไม่มีหลักฐานทางการเงินที่แสดงให้เห็นว่า มีกรรมการบริหาร ปชป.รับเงินจำนวนดังกล่าว
นอกจากปากคำของพยานคือ นายประจวบ สังขาว เจ้าของบริษัท เมซไซอะและข้อสันนิษฐานตามพยานแวดล้อม
หลักฐานเพียงแต่โยงถึงนายธงชัย คลศรีชัย ลูกพี่ลูกน้องของนายประดิษฐ์ ทำให้อัยการสูงสุด ต้องการสอบสวนการเคลื่อนไหวทางบัญชีของธงชัยเพิ่มเติม
จากคำวินิจฉัยสั่งการของ กกต.เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2553 ใช้วิธีการสันนิษฐานเอาง่ายๆว่า จากพยานเอกสารและพยานบุคคลรับฟังได้ว่า นายธงชัย มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับนายประดิษฐ์ โดยบิดานายประดิษฐ์เป็นลุงของนายธงชัย ประกอบกับนายธงชัยกับนายประดิษฐ์ มีรายชื่อปรากฏในทะเบียนบ้านหลังเดียวกัน
จากคำให้การของนายบัญญัติ บรรทัดฐาน หัวหน้า ปชป.ในขณะนั้น ให้การรับว่า นายธงชัยมาช่วยงานนายประดิษฐ์ สอดคล้องกับคำให้การของกรรมการผู้จัดการบริษัทคมมาศและกรรมการผู้จัดการบริษัท เม็คเนทชายส์ ที่ให้การว่า ในการรับจ้างทำป้ายให้ ปชป.ผ่านการประสานงานและสั่งการโดยนายธงชัย และเมื่อส่งมอบงานแล้วยังรับเงินจากนายธงชัย ซึ่งมีห้องทำงานอยู่ชั้น 1 ของพรรค มีป้ายชื่อและมินิเซฟในห้อง และเคยเห็นนายประดิษฐ์อยู่ในห้องทำงานนายธงชัย เชื่อว่า นายธงชัยเป็นผู้ช่วยเหลือด้านการเงินของนายประดิษฐ์
จากความเชื่อมโยงดังกล่าวข้างต้นรับฟังได้ว่า นายธงชัยช่วยงานนายประดิษฐ์ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบด้านการเงินของพรรคและการช่วยเหลือดังกล่าวเข้าข่ายตัวแทนเชิด
ดังนั้นนายประดิษฐ์ ในฐานะเลขาธิการพรรค จึงไม่อาจปฏิเสธความผิดรับผิดชอบได้ ขณะเดียวกันนายประดิษฐ์ได้กระทำหรือเชิดให้ผู้อื่นกระทำในฐานะเลขาธิการพรรคซึ่งเป็นกรรมการบริหารพรรคย่อมพ้นความรับผิดชอบของ ปชป.มิได้
นอกจากนั้น อัยการสูงสุดเห็นว่า ยังมีปัญหาข้อกฎหมายว่า การรับเงินบริจาคโดยไม่เปิดเผย ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 มาตรา 51 มีโทษเฉพาะตัวของหัวหน้าพรรคหรือกรรมการบริหารพรรค มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่น้อยกว่า 3 เท่าฯ หรือทั้งจำทั้งปรับ รวมทั้งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 5 ปี แต่ไม่มีโทษยุบพรรค
แต่ กกต.กลับตีขลุมอ้างว่า เงินที่ ปชป.รับมา เป็นเงินที่ได้มาโดยมิชอบจากบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เพื่อเอามาใช้ในการเลือกตั้ง อันเป็นปรปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย จึงมีโทษถึงยุบพรรค
แต่ กกต.ลืมไปว่า คดีที่มีการกล่าวหาผู้บริหารบริษัท ทีพีไอ โพลีนว่า ยักยอกเงิน 258 ล้านบาทอันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์นั้น ยังไปไม่ถึงไหน(ยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาด้วยซ้ำ) อยู่ระหว่างการสอบสวนของพนักงานสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ
แต่กลับอ้างว่า การนำเงินมาใช้ของทีพีไอมาใช้ไม่ชอบด้วยกฎหมาย อาจเกิดผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจได้
ความบกพร่องของสำนวนดังกล่าว ถ้า กกต.ไม่หาพยานหลักฐานเพิ่มเติมให้ครบถ้วนแล้ว ขืนดันทุงรังยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยอ้างว่าให้ศาลไปไต่สวนเพิ่มเติมเอาเองนอกจากเป็นการโยนภาระให้กับศาลแล้ว ยังแสดงให้เห็นความไม่รับผิดชอบในการทำสำนวนอีกด้วย
เมื่อเห็นมาตรฐานการทำงานของ กกต.ในคดี 258 ล้านบาทและอ่านคำร้องคดีเงินอุดหนุนของ กกต.29 ล้านบาท ตามสมควรแล้ว จึงไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมจึงมีการปล่อยข่าวว่า มีการทุบกระจกรถพนักงานสอบสวน ฉกสำนวนคดียุบพรรค และพยายามโยงว่าเป็นฝีมือของที่ปรึกษาของตุลาการรัฐธรรมนูญรายหนึ่ง ทั้งๆที่วัน เวลาซึ่งถูกทุบรถนั้น กกต.ได้ยื่นคำร้องให้ต่อศาลรัฐธรรมนูญเรียบร้อยแล้วซึ่งหมายความว่า สำนวนและพยานหลักฐานทั้งหมดอยู่ในมือของตุลาการ และได้ส่งให้ ปชป.ในฐานะผู้ถูกร้องเรียบร้อยแล้ว
การเคลื่อนไหวของพรรคเพื่อไทยโดยร้องให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอย่างน้อย 2 คนถอนตัว ยิงตอกย้ำให้เห็นว่า เป็นการกดดันเพื่อให้ศาลรัฐธรรมมีคำสั่งยุบ ปชป. ทั้งๆที่สำนวนที่ยื่นต่อศาลอาจมีข้อบกพร่องมากมาย ตามมาตรฐานฝีมือของ กกต. จะได้เที่ยวอ้างว่า ศาลมี 2 มาตรฐาน
ทั้งๆที่อาจเป็นเพราะ กกต.ไร้ฝีมืออย่างที่เห็นๆกันอยู่
"เมื่อคนไทยไล่คนไทยให้ออกไปจากที่นี่ซะ" โดย .... เกษียร เตชะพีระ
ที่มา มติชน "ตอนนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรงแล้ว แต่มีพ่อแม่คนไหนที่เห็นลูกตีกันแล้วมีความสุข ลูกไม่ดียังพอทนไหว ลูกทรพีพ่อแม่ยังทนได้ แต่ลูกตีกัน ผมว่าพ่อแม่คนไหนก็ทุกข์ทั้งนั้น ทุกข์ที่สุดของของพ่อแม่คือเห็นพี่น้องตีกัน ทนไม่ได้หรอก ถ้าถามจิตใจของพระองค์ท่านตอนนี้ ผมว่าพระองค์ทุกข์ที่สุด เพราะฉะนั้นอย่าโกรธกันเลย ถ้าโกรธเมื่อไรประเทศพังเมื่อนั้น" 4) ธงทอง จันทรางศุ เมื่อเช้าได้ชมรายการช่วยคิดช่วยทำวันวิสาขบูขา วิทยากรรับเชิญคือ อ.ธงทอง จันทรางศุ...ท่านให้ความเห็นบางตอนในรายการว่า คนในชาติเราต่างไม่สามารถแบ่งจังหวัดอยู่หรือแบ่งภาค เราไม่สามารถจะแบ่งพื้นที่หรือขับไสไล่ส่งใครออกไปจากประเทศไทยแล้วบอกว่าถ้าคิดไม่เหมือนฉันอย่าอยู่นะ ท่านคิดว่าการส่งสัญญาณประเภทนั้นถึงแม้ว่าจะทำด้วยความปรารถนาดีต่อบ้านเมืองเพียงไรก็แล้วแต่ ต้องหยุดคิดด้วยสติปัญญาที่รอบคอบ แล้วก็ถามว่ามันทำได้จริงรึเปล่า หรือเป็นสนองความต้องการทางวาจาเท่านั้น www.pantip.com/cafe/chalermthai/topic/A9302756/A9302756.html)
โดย เกษียร เตชะพีระ
1) หมอประเวศ วะสี
"ในสังคมพหุนิยม ผู้คนมีหลากหลายความคิดจิตใจ การมีคนนิยมกษัตริย์บ้าง ไม่นิยมบ้างเป็นธรรมดา ทำอย่างไรความแตกต่างหลากหลายในสังคมพหุลักษณ์ จะนำไปสู่ความสร้างสรรค์ร่วมกัน ความเป็นธรรมคือสิ่งสูงสุดที่จะร่วมกันได้ ไม่มีใครไม่ต้องการความเป็นธรรม แต่ถ้าระบบขาดความเป็นธรรม พฤติกรรมความไม่เป็นธรรมก็จะปรากฏในบุคคล องค์กร สถาบันทั้งหลายทั้งปวง ความเข้าใจมุมมองและคุณค่าของแต่ละฝ่ายจะทำให้ร่วมกันได้ในสังคมพหุลักษณ์อันซับซ้อน ไม่มีกลุ่มองค์กรหรือสถาบันใดมีลักษณะเดียวหรือเอกลักษณ์ กลุ่มทุน รัฐ คนจน คนรวย ฝ่ายซ้าย ฝ่ายขวา คงไม่ดีหรือเลวตายตัวถ่ายเดียว สรรพสิ่งล้วนเป็นอนิจจัง คือ เคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลง คนไทยต้องเพิ่มสมรรถนะในการร้อยเรียงความหลากหลายที่เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงมาเป็นความสร้างสรรค์ การขับเคลื่อนเรื่องความเป็นธรรมจะทำให้ทุกส่วนของสังคมขยับปรับเปลี่ยนไปหาจุดลงตัวใหม่ จุดลงตัวใหม่จะหาไม่พบในสิ่งอื่นๆ นอกจากความเป็นธรรม"
(มติชนรายวัน, 18 มีนาคม 2552)
2) อานันท์ ปันยารชุน
"ผมก็คิดว่าปัจจุบันนี้ระบอบพระมหากษัตริย์ก็ยังเป็นระบอบที่แน่นอนว่าคนไทยส่วนใหญ่ที่ยังอยากให้คงไว้ ซึ่งระบอบนี้คนไม่เห็นด้วยอาจจะมี ซึ่งผมคิดว่าคนไทยก็ต้องใจกว้างพอนะ ตราบใดที่ไม่ได้พูดจา ถล่มทลายระบอบนี้ ทำลายสถาบันโดยวิธีการที่ผิดรัฐธรรมนูญ อย่างนั้นก็ไม่ได้ ถ้ายังเป็นระบอบนี้อยู่ก็เป็นเรื่องระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ"
(ประชาชาติธุรกิจ, 7 พฤษภาคม 2552)
3) สุเมธ ตันติเวชกุล
(มติชนออนไลน์, 11 เมษายน 2553)
"สังคมไทยต้องใคร่ครวญให้มากในเวลานี้ หากผิดกฎหมายก็ว่ากันไปตามกฎหมาย ไม่ใช่เรื่องของการเสือกไสไล่ส่งหรือเฉดใครออกจากบ้านเมืองนี้ไปเพียงเพราะเขาคิดต่างจากเรา เป็นสิ่งที่ต้องคิดให้มากๆ ในสถานการณ์ตอนนี้ ตาต่อตา ฟันต่อฟัน สุดท้ายก็จะมีแต่คนตาบอด ฟันหักกันทั้งประเทศ"
(วันวิสาขบูชา 28 พฤษภาคม 2553

