ที่มา ข่าวสด
จ่าบ้าน
นโยบายของรัฐบาล และของรัฐมนตรีแต่ละคนย่อมตั้งอยู่บนนโยบายของพรรคการเมืองที่จัดตั้งรัฐบาล
หมายถึงพรรคการเมืองทุกพรรคต่างมีนโยบายเป็นของตัวเอง ต่อเมื่อหลังการเลือกตั้ง พรรคการเมืองนั้นไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ด้วยพรรคเดียว ต้องร่วมกับพรรค การเมืองอื่นจัดตั้งเป็นรัฐบาลผสมสองพรรค หรือหลายพรรค
พรรคแกนนำ หมายถึงพรรคที่มีเสียงข้างมากจาก การเลือกตั้งจำเป็นต้องรวบรวมนโยบายของพรรค การเมืองที่ร่วมจัดตั้งรัฐบาล มาเป็นนโยบายของรัฐบาล
ดังนี้ นโยบายของรัฐบาล นั้นจึงไม่ใช่นโยบายของพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งเฉพาะ
ผิดกับเมื่อครั้งที่พรรคไทยรักไทยได้รับเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น สามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้ จึงมีโอกาสใช้นโยบายของพรรคไทยรักไทยเต็มที่
หลังจากรัฐบาลบริหารราชการแผ่นดินไปพักหนึ่ง แม้ยังคงนโยบายรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภาไปแล้วก็ตาม รัฐบาลก็มีโอกาสปรับเปลี่ยนหรือเพิ่มเสริมนโยบายใหม่เข้าไปได้อีก
เช่นเมื่อเกิดเหตุความไม่สงบ มีการชุมนุมของกลุ่มคนที่ต้องการเรียกร้องเรื่องใดเรื่องหนึ่งจากรัฐบาล ดังกรณีที่ผ่านมา กลุ่มผู้ชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภา จากนั้นต่างก็มีเงื่อนไขไหลเลื่อนเพิ่มเติมขึ้นมาอีก จนกลายเป็นเหตุรุนแรงขึ้น
เมื่อรัฐบาลดำเนินการยุติการชุมนุมได้จะด้วยเหตุใดก็ตาม รัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรีก็พยายามจัดให้เกิด "ความปรองดอง" ขึ้น ซึ่งไม่ทราบว่ามีการหารือกับพรรคการเมืองที่เข้าร่วมรัฐบาลแล้วหรือไม่
หากมีการหารือแล้ว รัฐบาลต้องแถลงต่อรัฐสภาหรือไม่ว่า จะใช้นโยบายนี้ซึ่งเป็นนโยบายใหม่
เพื่อให้ประชาชนในชาติเกิดความปรองดองกัน มิให้เกิดความแตกแยกทางความคิดเป็นฝักเป็นฝ่ายขึ้นอีก
เพราะถึงอย่างไร รัฐบาล โดยนายกรัฐมนตรีต้องไม่ลืมว่า การที่ประชาชนในชาติจะปรองดองกันได้ คณะรัฐมนตรีต้องปรองดองกันก่อน และที่สุด พรรคการเมืองร่วมรัฐบาลต้องปรองดองกันด้วย
ไม่อย่างนั้นแล้ว ป่วยการที่นายกรัฐมนตรีจะจัดให้มีการปรองดองในชาติขึ้นได้อย่างราบคาบ
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Monday, June 14, 2010
ขอให้ปรองดองได้จริงเถอะ
เรื่องวุ่นๆ ของดีเอสไอ
ที่มา ข่าวสด
วงค์ ตาวัน
นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ออกมาแถลงข่าวอย่างดุดัน แสดงความไม่พอใจต่ออดีตผู้บริหารดีเอสไอ กล่าวหาว่าอดีต
ผู้บริหารดังกล่าว บิดเบือนข้อมูล สร้างขบวนการดิสเครดิตต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษในยุคของนายธาริต
หลังฟังคำแถลงของนายธาริตแล้ว รู้สึกงงๆ
เพราะปกติหน่วยสืบสวนสอบสวนระดับนี้ เขาไม่นิยมพูดจาเชิงโวยวายต่อสาธารณะ
ต้องเป็นพวกพูดน้อยต่อยหนัก
แต่นึกไปนึกมา ก่อนหน้านี้นายธาริตไปนั่งทำหน้าที่กระบอกเสียงให้ศอฉ.ในสถานการณ์ที่ล่อแหลม ช่วงอำนาจรัฐฟัดกับกลุ่มคนเสื้อแดง
แถลงข่าว จนเป็นเหมือนนักโฆษณา ชวนเชื่อ ทำให้เสียภาพมือสืบสวนสอบสวนไปอย่างมาก!
มาวันนี้ เมื่อนายธาริตออกมาแถลงข่าวอย่างดุดัน กลับทำให้รู้สึกคล้ายๆกับทำหน้าที่โฆษกศอฉ.อยู่เช่นเดิม
เลยไม่ค่อยตื่นเต้น
ทำให้ความพยายามของนายธาริตในการจะตอบโต้อดีตผู้บริหารดีเอสไอ กลายเป็นไม่น่าสนใจนัก
ประเด็นที่นายธาริตหยิบขึ้นมาแถลง บอกว่าถูกสร้างเรื่องป้ายสีทำให้เสียหาย อันเนื่องจากคดียุบพรรคประชาธิปัตย์
เพราะตอนนี้พนักงานสอบสวนดีเอสไอในคดียุบพรรค ตัดสินใจลาออก
ก่อนหน้านั้น รถของพนักงานสอบสวนดีเอสไอ ก็มีปัญหาโดนงัด ขโมยโน้ตบุ๊กบรรจุข้อมูลคดียุบพรรค!
ทั้งสองกรณีนี้ นายธาริตตอบโต้อย่างแข็งกร้าว
บอกว่าคนที่ลาออกนั้น เพราะโดนร้องเรียนเลยขอลาออกเอง
ส่วนเรื่องงัดรถฉกโน้ตบุ๊ก ประเด็นนี้นายธาริต
บอกว่า มีความไม่ชอบมาพากล
แปลว่า อาจจะเป็นการสร้างสถานการณ์!?
เรื่องอื่นๆ อาจมีเบื้องลึกที่ยากจะเข้าถึง แต่ข่าวงัดรถดีเอสไอฉกโน้ตบุ๊กนั้น ขอท้วงติงในฐานะคนอยู่กับข่าว
เพราะเรื่องนี้มีการไปแจ้งความตั้งแต่ต้นเดือน พ.ค. แต่ปิดเงียบ จนนักข่าวไปคุ้ยเรื่องเจอและไปตามจากบันทึกแจ้งความที่โรงพัก
ถ้าจะสร้างสถานการณ์จริง มันต้องโผล่เป็นข่าวกันแบบในที่เกิดเหตุเลย ยืนชี้ให้ถ่ายรูปกันเลยแบบนั้น
การสร้างสถานการณ์ ไม่ควรปิดเงียบ จนนักข่าวไปคุ้ยเจอเอง
มากล่าวหาว่านักข่าวโดนปล่อยข่าว
ดูจะหมิ่นแคลนฝีมือกันเกินไปหน่อย!
กระพือข่าวดักไว้ก่อน
จุติ & สุเทพให้มันรู้ซะมั่งว่าถิ่นใคร
กลับบ้านครบอาการ 32 ก็นับว่าฟลุกแล้ว กับภาพข่าวที่กลุ่มชาวบ้านรุมล้อมกรอบ ขัดขวางนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย และทีมงาน
ระหว่างพาคณะสื่อมวลชนเดินทางลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบพื้นที่เขาแพง อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยเฉพาะแปลงที่ถือครองโดยนายแทน เทือกสุบรรณ ลูกชายของ "เทพเทือก" นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ผู้จัดการใหญ่รัฐบาล
ดักรอ "กระชับพื้นที่" กันตั้งแต่สนามบิน
และก็บังเอิญเป็นวันเดียวกันกับคิวที่ "เทพเทือก" ก็บินกลับบ้านที่อำเภอพุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี นำครอบครัวประกอบพิธีทำบุญอุทิศให้กับบิดา มารดา ท่ามกลางคณะติดตามชุดใหญ่ทั้งรัฐมนตรีพรรคประชาธิปัตย์ บิ๊กตำรวจ ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ นักการเมืองท้องถิ่นแห่รายล้อมกันแน่นขนัด
แหย่เสือถึงถ้ำ ก็ต้องระทึกกันหน่อย
ปล่อยให้เหยียบจมูกกันเฉยๆ มันเสียชื่ออดีตกำนัน
แต่ไม่แน่ใจว่า เป็นเหลี่ยมที่ดักไว้แล้วหรือไม่ ในจังหวะที่ "ตุ๊ดตู่" นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย รีบแถลงที่กรุงเทพฯ ประณามกลุ่มผู้สนับสนุนนายสุเทพ ที่กระทำการขัดขวางการลงพื้นที่ของพรรคเพื่อไทย โดยทราบว่ามีการปลุกระดมผ่านวิทยุชุมชน ขนคนข้ามมาจากฝั่งด้วยเรือเฟอร์รี่
ทั้งๆที่การชี้ให้เห็นว่า การบุกรุกทรัพยากรธรรมชาติเป็นสิ่งที่ประชาชนต้องช่วยกันดูแล ไม่ใช่มาขัดขวาง ฉะนั้น กรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯจะต้องดำเนินการเรื่องนี้ เพื่อเอาทรัพยากรของประเทศกลับมา
ได้ทีตีปี๊บ ลากประเด็น
จากที่จะเป็นแค่ข่าวเล็กๆซ่อนอยู่ในข่าวต่อการเมือง กลายเป็นว่า การล้อมกรอบขัดขวางทีมงานฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย ระหว่างเดินทางลงพื้นที่ตรวจสอบการถือครองที่ดินเขาแพง บนเกาะสมุย ของลูกชาย "เทพเทือก" เป็นข่าวใหญ่ พาดหัวยักษ์ หนังสือพิมพ์
กระตุกเครื่องหมายคำถามคนในสังคม
ฉุกคิดกับอาการยื้อยุดฉุดกระชาก ถ้าโปร่งใส ทำไมต้องขัดขวางกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งไม่ใช่แค่ล้อมกรอบ สกัดไม่ให้ตัวแทนพรรคเพื่อไทยเข้าแจ้งความกับตำรวจ ตามรายงานข่าวยังมีทั้งการใช้รถแบ็กโฮขุดถนน สกัดทางขึ้นเขาไปถึงที่ดินแปลงปัญหา โดยมีการระดมชายฉกรรจ์ชุดดำมาคุมเชิง พร้อมปักป้ายที่ดินส่วนบุคคลห้ามล้ำเข้าไปในเขตแดน
โชว์อิทธิฤทธิ์กันเต็มที่
เอาเป็นว่า โดยแผลเป็นที่ติดตัวมาตั้งแต่คิว สปก.4-01 ที่จังหวัดภูเก็ต ปมร้อนๆว่าด้วยเรื่องที่ดิน ถือเป็นของแสลง จุดอ่อนของยี่ห้อ "เทพเทือก"
โดนจี้จุดเป็นสะดุ้งทุกที
ถึงตรงนี้ก็ถือว่าฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย ไม่ได้วืดเป้าชกลมฟรี
อย่างน้อยก็ได้ทีย้ำแผลให้ช้ำ ค่อยๆตัดแต้มไปเรื่อยๆ ในสถานการณ์ที่รัฐบาล "นวัตกรรมอัปลักษณ์ทางการเมือง" กำลังวิตกจริตกับคิวการโหวตร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯปี 2554 ในเดือนสิงหาคม นับหัวเสียงสนับสนุนที่กระจัดกระจาย บวกลบรัฐมนตรีที่ลงคะแนนไม่ได้
ขนาดรวมงูเห่าก็แล้ว ยังฉิวเฉียดเส้นยาแดงผ่าแปด
ตามคิวต้องใช้งานคนระดับรัฐมนตรี โดยปฏิบัติการของ "เสี่ยไก่" นายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.ไอซีที ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ
รับงาน "เจ้ากรมข่าวลือ"
"เขี่ยลูก" ลากเลื้อยกระแสข่าวที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เตรียมทุ่มเงินซื้อตัว ส.ส. เพื่อให้โหวตล้มร่าง พ.ร.บ. งบประมาณฯ
พูดกันเป็นนัย หากตัวเองเป็น พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ทำอย่างนี้
เพราะถ้าร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯไม่ผ่าน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ก็ต้องยุบสภาไปเลือกตั้งใหม่ ถือเป็นการลงทุนที่ถูกกว่าการไปจ้างคนให้มาชุมนุมเคลื่อนไหว
ดักคอเป็นเชิงตีกัน
พวกไม่โหวตผ่านงบประมาณฯก็คือพวกที่รับเงินจาก "ทักษิณ"
เรื่องดักทางตีกิน ไม่มีใครเขี้ยวเท่าประชาธิปัตย์อยู่แล้ว.
ทีมข่าวการเมือง
ก่อนจะถึงปรองดอง
ที่มา ไทยรัฐ นโยบาย แผนปรองดองแห่งชาติ ที่จะมีการพูดคุยกับภาคเอกชนในวันที่ 17 มิ.ย.นี้ และ คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ให้สัญญาว่าจะทำให้เห็นเป็นรูปเป็นร่างในสิ้นปีนี้ เป็นของขวัญปีใหม่สำหรับคนไทยทั้งประเทศ มีการแถลงข่าวใหญ่โตที่ทำเนียบรัฐบาล แต่ดูหน้าตาของผู้ที่ มาร่วมงานแถลงข่าวก็จะเป็นคนคุ้นหน้าคุ้นตากับพรรคประชาธิปัตย์ทั้งนั้น ไร้เงานักการเมืองพรรคร่วมรัฐบาล ที่พยายามจะชิ่งให้พ้นจากการมีส่วนร่วมความสูญเสียครั้งประวัติศาสตร์ ที่มีคนบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก มีการทาบทามตัวบุคคลเข้ามาเป็นกรรมการหลายชุด ทั้งกรรมการหาข้อเท็จจริงการสลายการชุมนุม ทั้งกรรมการปฏิรูปประเทศ มีการเชิญ คุณคณิต ณ นคร อดีตอัยการสูงสุด เชิญ คุณอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกฯ ที่ถูกพรรคประชาธิปัตย์เชิญไปใช้งานบ่อยที่สุด แล้วไงก็คนกันเองทั้งนั้น เหตุผลข้อเดียวคือ ไม่มีใครอยากไปร่วมวงมหกรรมการสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐบาล ไปการันตีให้กับการตัดสินใจในการสลายการชุมนุมที่เกิดความสูญเสียอย่างมากมายของนายกฯ และรัฐบาล ไม่มีใครอยากตกเป็นเหยื่อของการสร้างภาพปาหี่การเมือง ก่อนที่นโยบายแผนการปรองดองแห่งชาติจะเกิดขึ้นได้ รัฐบาลจะต้องปรับพื้นฐานประเทศ ต่อไปนี้ให้เรียบร้อย ไม่เช่นนั้น แผนการปรองดองก็จะเป็นปาหี่การเมืองอีกฉากหนึ่งเท่านั้น 1. จะต้องหาตัวผู้รับผิดชอบและชดใช้ในกรณี ใครฆ่าประชาชน เพราะถ้าเรียกร้องให้ทุกคนหันหน้าเข้าหากัน ทั้งๆที่ต้องสูญเสียลูกเมียญาติพี่น้องไปอย่างไม่เป็นธรรม ชาตินี้คงจะปรองดองกันยาก 2. จะต้องปฏิบัติให้ ระบบความเป็นธรรม มีมาตรฐานเดียวกัน จะต้องมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างโปร่งใส ตรงไปตรงมา ไม่ใช่สีหนึ่งทำอะไรก็ไม่ผิด สีหนึ่งทำอะไรก็ผิดหมด คนกลุ่มหนึ่งเสียชีวิตเพราะเกี่ยวข้องกับการค้ายาบ้ายาเสพติด รัฐบาลกระเหี้ยนกระหือรือเรียกร้องความเป็นธรรมให้ แต่คนกลุ่มหนึ่งเสียชีวิต เพราะมาเรียกร้องประชาธิปไตย กลับถูกยัดเยียดข้อหาก่อการร้ายไปฉิบ 3. จะต้อง ให้ประชาชนมีส่วนร่วม ในแผนปรองดองมากที่สุด ไม่ใช่อ้างเหตุผลที่เป็นนามธรรมมากกว่ารูปธรรม โดยเฉพาะการอ้างสถาบันมาเกี่ยวข้องเป็นการไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง ควรยุติไล่ล่าประชาชนที่ถูกมองเป็นศัตรู แม้แต่ในกรณีที่องค์กรสิทธิมนุษยชนต่างชาติจะขอเข้ามีส่วนร่วมในการสังเกตการณ์ก็ไม่ควรปฏิเสธ เพราะยิ่งจะทำให้ประเทศไทยในสายตาชาวโลกอึมครึมมากขึ้น 4. จะต้องให้ คู่กรณีเข้ามามีส่วนร่วม ในการร่างแผนปรองดองครั้งนี้อย่างเปิดเผย และมีการยอมรับอย่างไม่มีเงื่อนไข ไม่เช่นนั้น ข้อกำหนดในแผนปรองดองก็จะไม่ได้รับการยอมรับจากทั้งสองฝ่ายอยู่ดี 5. จะต้องมีการดำเนินการ โดย มีกรอบเวลาเป็นตัวกำหนด ไม่ใช่ซื้อเวลาไปเรื่อย ไม่มีเป้าหมาย หรือเป็นแค่ปาหี่ลับ ลวง พราง แหกตาชาวบ้าน โดยเฉพาะการกำหนดวันยุบสภา และวันเลือกตั้ง สุดท้ายนายกฯต้องมีสัจจะ. หมัดเหล็ก
จดหมายจาก อ.จรัล ดิษฐาอภิชัย
ที่มา Thai E-News
Up to the now the government still keep the Emergency decree, arrested more than 300 leaders and closed the redshirts medias.The serious violation of human rights occurred over the country.
As I am a leader of UDD I was accused and have the arrest warrant. I hope you and your organization concern about the atrocity in Thailand.
Thank very much.
Respectively
JD
ปล่อยตัวแล้ววันนี้ สมยศ บก. Voice of Taksin
ที่มา Thai E-News
ภาพโดย CBNPRess
13 มิถุนายน 2553




วันนี้เมื่อเวลา 18.00 น สน นางเลิ้งได้ทำการปล่อยตัวนายสมยศ พฤษาเกษมสุข แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนา หลังจากที่ถูกควบคุมตัวไว้ที่ค่ายอดิสรจังหวัดสระบุรี ข้อหาละเมิดพรก.ฉุกเฉิน เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2553
ข่าว-บทความที่เกี่ยวข้อง
- ตารางเทียบการใช้อำนาจ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน-ป.วิ อาญา: สิทธิการรับรู้ของผู้ถูกควบคุมตัว / ประชาไท / 9 มิ.ย.
- แรงงานบังกลาเทศเดินขบวนเรียกร้อง "อภิสิทธิ์" ปล่อย "สมยศ" / ประชาไท / 4 มิ.ย.
- เอ็นจีโอทั่วโลกเรียกร้องนายกฯ ไทยปล่อยตัว “สมยศ” / ประชาไท / 3 มิ.ย.
- จดหมายจากผู้ต้องสงสัย ถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ / สมยศ พฤกษาเกษม / 3 มิ.ย.
สหรัฐฯอาจลดเกรดประเทศไทย
ที่มา Thai E-News US downgrade predicted
June 11, 2010
ที่มา – Political Prisoners in Thailand
แปลและเรียบเรียง – แชพเตอร์ ๑๑
ดิอิระวดี ได้ตีพิมพ์จดหมายของจิม เวปส์ วุฒิสมาชิกของสหรัฐฯที่มีต่อฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีต่างประเทศ ส่วนใหญ่ในจดหมายกล่าวถึงเรื่องอื่นซึ่งเนื้อความที่เกี่ยวกับประเทศไทยตามข้างล่างนี้๒. การให้ความช่วยเหลือด้านประชาธิปไตยในประเทศไทย:
เวปส์เป็น “มิตรของประเทศไทย” อีกคนหนึ่ง การลดระดับดังกล่าวจะเป็นการส่งสัญญาณในทางลบที่มีต่อประเทศไทย และรัฐบาลของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และอาจจะมองเห็นถึงการแสดงความไม่พอใจต่อต้านสหรัฐฯค่อนข้างมากก็เป็นได้
รายการการค้ามนุษย์ (ทีไอพี) ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯมีหมายกำหนดที่จะประกาศในกลางมิถุนายนนี้ สถานทูตสหรัฐฯในกรุงเทพได้รายงานว่า สถานภาพของประเทศไทยจะถูกลดระดับลงจากขั้นที่สอง (Tier ๒) (หมายเหตุจากผู้แปล – Tier ๒ คือประเทศที่ปฏิบัติตามกฎหมายยังไม่ถึงระดับมาตรฐานสากล แต่มีความพยายามปรับปรุงแก้ไข และ Tier ๒ Watch List มีลักษณะคล้าย Tier ๒ แต่มีจำนวนเหยื่อเพิ่มขึ้น หรือไม่มีหลักฐานชัดเจนในการต่อต้านการค้ามนุษย์ หากประเทศใดถูกจัดอยู่ใน Tier ๒ Watch List ติดกัน ๒ ปี จะถูกปรับเป็น Tier ๓) มาเป็นขั้นสองที่ต้องเฝ้าระวัง (Tier ๒ Watch List) สถานทูตขอขัดแย้งต่อคุณค่าของการวิเคราะห์นี้ และสถานทูตเป็นกังวลต่อผลเสียที่จะตามมาจากการลดระดับในครั้งนี้
การลดระดับประเทศไทยให้อยู่ในลำดับสองที่ต้องเฝ้าระวังนี้ ส่งผลให้ประเทศไทยต้องเสี่ยงต่อการถูกแซงชั่นจากการได้รับความช่วยเหลือของสหรัฐฯ โดยเฉพาะโครงการหลักในด้านประชาธิปไตยและด้านสิทธิมนุษยชน หากการลดระดับประเทศไทยเกิดขึ้นในเวลาที่ประเทศไทยประสบภาวะคับขันที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นอย่างมากเพื่อนำมาพัฒนาความเป็นประชาธิปไตยทางการเมือง และเพื่อส่งเสริมความมั่นคงทางการเมือง ภายใต้กฎหมายปัจจุบันนี้ เฉพาะประธานาธิบดีที่สามารถยกเลิกการแซงชั่นนี้ได้ แต่จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อได้มีการประกาศการแซงชั่นไปก่อนหน้านี้แล้ว
กระผมหวังว่าคุณคงจะรับข้อเสนอแนะ และคำปรึกษาจากสถานทูตของเรา (สหรัฐฯ) ในประเทศไทย และปฏิเสธคำแนะนำล่วงหน้าใดๆหากมี จากรายงานการค้ามนุษย์ที่จะประกาศออกมาเพื่อการลดระดับสถานะของรัฐบาลไทยในขณะนี้ จากสิ่งที่กระผมทราบมาสำหรับประเด็นเวลาที่เหมาะสม เรื่องนี้ต้องการการปฏิบัติอย่างทันทีทั้งจากคุณ และจากคณะรัฐมนตรีของคุณ
ทหารยกทัพเฝ้าหมู่บ้านในมุกดาหาร อ้างซ้อมรบก่อนลงชายแดนใต้
ที่มา ประชาไท ทหารจากค่ายพระยอดเมืองขวางหลายกองร้อยประจำอย่างน้อย 5 ตำบลในจ.มุกดาหาร อ้างซ้อมรบก่อนลงชายแดนใต้ ฝึกค้นบ้านชาวบ้านหารูปแกนนำ นปช. ถือปืนคุ้มครองพระสงฆ์บิณฑบาต ชาวบ้านในพื้นที่เครียดหนัก 11 มิ.ย..53 มีรายงานข่าวแจ้งว่ามีกำลังทหารพร้อมอาวุธสงคราม รวมถึงพาหนะในราชการทหารได้แก่รถยีเอ็มซีและรถหุ้มเกราะแบบล้อยาง เคลื่อนย้ายกำลังลงประจำการในพื้นที่ 5 แห่งในจังหวัดมุกดาหาร ได้แก่ ต.ร่มเกล้า, ต.กกแดง, ต.โชคชัย ใน อ.นิคมคำสร้อย และ ต.ป่าไร่, ต.บ้านบาก ใน อ.ดอนตาล โดยได้มีกองกำลังทหารเข้าไปประจำการกว่า 200 คนในแต่ละตำบล โดยนายทหารหัวหน้าชุดปฏิบัติการได้แจ้งให้ผู้ใหญ่บ้านประกาศต่อประชาชนผ่านหอกระจายข่าวในชุมชนว่า เจ้าหน้าที่ทหารจะเข้ามาฝึกซ้อมรบในหมู่บ้านก่อนที่จะลงไปปฏิบัติภารกิจในเขต 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ หัวหน้าชุดกองกำลังดังกล่าวได้แจ้งเพิ่มเติมกับหัวหน้าหน่วยงานราชการในระดับท้องที่ว่า กองกำลังทหารที่เข้าประจำในพื้นที่ได้เคลื่อนย้ายมาจากค่ายพระยอดเมืองขวาง จ.นครพนม และยังได้แจ้งภารกิจเพิ่มเติมด้วยว่านอกเหนือจากการซ้อมรบแล้วยังเป็นการลงมาเชื่อมความสัมพันธ์กับประชาชนในพื้นที่ ทั้งนี้ กองกำลังดังกล่าวได้เคลื่อนย้ายเข้าพื้นที่ ในคืนวันที่ 11 พ.ค. โดยกำลังทหารส่วนหนึ่งได้พักอาศัยในบ้านของผู้ใหญ่บ้าน แต่ส่วนใหญ่แล้วพักอยู่ในโรงเรียนหรือวัดในแต่ละตำบล รายงานข่าวแจ้งด้วยว่า นอกจากการซ้อมรบโดยใช้อาวุธจริงเป็นอาวุธประจำกายแล้ว ยังมีการฝึกการจัดชุดคุ้มครองติดอาวุธเพื่อคุ้มครองพระสงฆ์ในขณะบิณฑบาตตามท้องถนน การตั้งด่านตรวจสกัดบริเวณทางเข้าชุมชน รวมถึงการซ้อมค้นบ้านของชาวบ้านด้วย โดยในการฝึกซ้อมค้นบ้านนั้นทางทหารได้นำภาพของแกนนำ นปช.ในพื้นที่มุกดาหารเป็นเป้าหมายในการฝึกซ้อม จากการสอบถามเพิ่มเติมจากผู้ใหญ่บ้านท่านหนึ่งพบว่า ก่อนหน้าที่จะมา อ.นิคมคำสร้อย กองกำลังดังกล่าวได้ทำการฝึกที่ อ.ดงหลวง จ.มุกดาหารมารอบหนึ่งแล้ว เมื่อถามถึงความรู้สึกของชาวบ้านพบว่า บางส่วนรู้สึกสับสนว่าเกิดอะไรขึ้น แต่บางส่วนรู้สึกอึดอัดไม่สบายใจและไม่พอใจภารกิจทางทหารที่พวกเขารู้สึกว่าคุกคามประชาชนครั้งนี้
นักข่าวพลเมือง: ทีวีไทยลงอุดรธานีฟังปัญหาชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนา
ที่มา ประชาไท แสงอรุณ สุขนา เมื่อวันที่ 12 มิ.ย.53 เวลาประมาณ 12.00 น. ณ ศาลาวัดอรุณธรรมรังษี บ้านโนนสมบูรณ์ ต.ห้วยสามพาด อ.ประจักษ์ศิลปาคม จ.อุดรธานี สภาผู้ชมและผู้ฟังรายการขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือทีวีไทย จำนวนกว่า 70 คนได้เดินทางมาเพื่อรับฟัง และแลกเปลี่ยนในประเด็นปัญหาของชาวบ้านในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนาของรัฐ โดยมีกลุ่มชาวบ้านที่จากหลายพื้นที่ อาทิ กลุ่มชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากการขุดลอกลำห้วยพะเนียง จ.หนองบัวลำภู กลุ่มชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากแนวสายส่งไฟฟ้าแรงสูง ขนาด 500 กิโลโวลต์ (น้ำพอง 2 – อุดรธานี 3) และกลุ่มชาวบ้านในพื้นที่โครงการเหมืองแร่โปแตช จ.อุดรธานี บรรยากาศในเวทีเป็นไปอย่างเป็นกันเอง เริ่มจากการรับประทานอาหารร่วมกันในมื้อเที่ยง มีการแลกเปลี่ยนสนทนากันระหว่างรับประทานอาหาร หลังจากนั้น เมื่อเริ่มเวทีคุย ก็มีการเล่าถึงสภาพปัญหาของแต่ละพื้นที่ โครงการพัฒนาต่างๆที่สร้างผลกระทบกับชาวบ้าน แนวทางการเคลื่อนไหว ต่อสู้ของแต่ละพื้นที่ประสบการณ์ต่างๆ มีการถาม-ตอบกันอย่างไม่ขาดสาย ตลอดจนการมีข้อเสนอ และให้กำลังใจกันและกัน พ่อวิเชียร ศรีจันทร์นนท์ หนึ่งในชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการขุกลอกลำพะเนียง จังหวัดหนองบัวลำภู กล่าวว่า ตนเป็นหนึ่งในประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนาของรัฐ การพัฒนาที่ไม่ได้เกิดจากการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ที่รัฐเอามาวางไว้หน้าบ้าน ทุกวันนี้โครงการขุดลอกลำพะเนียงได้สร้างผลกระทบกับวิถีชีวิตตนและชาวบ้านในแถบเดียวกันอย่างยิ่ง เช่น การหาอยู่หากินที่ยากขึ้นเนื่องจากปลา และพืชน้ำหลายชนิดหายไปกับการขุดลอกดังกล่าว นอกจากนี้ยังต้องเสียเงินลงทุนในการสูบน้ำขึ้นมาใช้ในการเกษตรมาขึ้นกว่าเก่าหลายเท่าตัวอีกด้วย ดังนั้น ตนจึงอยากให้สื่ออย่างทีวีไทยมาช่วยนำเสนอถึงปัญหา ณ จุดนี้ไปสู่สาธารณชนด้วย พ่อบุญเลี้ยง โยธะกา ตัวแทนจากคณะกรรมการชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากแนวสายส่งไฟฟ้า (คชส.) กล่าวว่า ทุกวันนี้ตนต้องนอนทุกข์ เพราะกำหนดชะตาชีวิตของตนเองไม่ได้ แนวสายส่งไฟฟ้าที่พาดผ่านบ้านและที่นานั้น ขนาด 500 กิโลโวลต์จะทำให้มีโอกาสเกิดโรคต่างๆ เช่น มะเร็งเม็ดเลือดขาว และที่ดินผืนดังกล่าวก็จะไม่สามารถนำไปจำนอง หรือขายไม่ได้ราคา ค่าชดเชยที่ทางไฟฟ้าจะจ่ายให้นั้นแม้จะมาก แต่ถ้าเทียบกับที่ทำกินทั้งชีวิตตลอดจนรุ่นลูกรุ่นหลานแล้วไม่คุ้มกัน “ขอบคุณทางสภาผู้ชมและผู้ฟังเป็นอย่างมากที่มารับฟังเรื่องราวความทุกข์ของชาวบ้าน โดยเฉพาะการนำเสนอเรื่องราวเหล่านี้ให้ไปสู่สังคมภายนอกให้ได้รับรู้ ให้เรื่องราวของชาวบ้านเป็นแบบอย่าง เป็นแนวทางให้คนทั่วไปได้คิดว่า สิ่งที่รัฐเอามาให้ชาวบ้านนั้นไม่ใช่สิ่งที่ดีและถูกต้องเสมอไป” แม่จันทา สัตยาวัน แกนนำกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจังหวัดอุดรธานี เล่าให้พี่น้องในเวทีฟังว่า “ทุกวันนี้ ความเจริญจากข้างนอกที่รัฐเอามาให้นั้น ได้ทำลายความเป็นชุมชนท้องถิ่นไปมาก คนสะดวกสบายจนลืมวัฒนธรรม ประเพณีท้องถิ่น ยิ่งตอนนี้ชาวบ้านกำลังต่อสู้กับโครงการเหมืองแร่โปแตชที่กำลังเกิดขึ้นในชุมชน ทำให้เกิดปัญหาต่างๆมากมาย เช่น ความแตกต่างในชุมชน จึงอยากฝากทางรายการทีวีไทยให้ไปบอกสังคมข้างนอกว่า ความเจริญในความหมายของรัฐ กับความเจริญในความหมายของชาวบ้านไม่เหมือนกัน อย่ายัดเยียดอะไรที่ใหญ่เกินตัวมาให้พวกแม่อีกเลย” นายกิตติชัย ใสสะอาด ประธานสภาผู้ชมและผู้ฟังรายการทีวีไทย กล่าวว่า การที่ตนได้มีโอกาสรับฟังปัญหาชาวบ้านในครั้งนี้ ถือว่าเป็นผลดีอย่างยิ่ง จะได้รวบรวมข้อมูลที่สะท้อนความต้องการ ของผู้ชมและ ผู้ฟังรายการทีวีไทย ตลอดจนจัดทำข้อเสนอแนะที่มีเหตุผลสนับสนุนที่สมบูรณ์จากข้อมูลที่เก็บรวบรวมได้ เสนอต่อคณะกรรมการบริหาร และคณะกรรมการนโยบาย ส.ส.ท. เพื่อให้ดำเนินการตามบทบาทหน้าที่ที่กฎหมายกำหนด ประธานสภาผู้ชมฯ ยังกล่าวให้กำลังใจกับกลุ่มชาวบ้านว่า “การต่อสู้ของชาวบ้านแต่ละพื้นที่ถือว่าเป็นตัวอย่างที่สำคัญมาก และต้องบอกว่าขอให้ทุกคนสู้ต่อไป อย่าท้อ การคิดที่จะพึ่งตนเองต่อสู้เพื่อความถูกต้องเป็นสิ่งที่ควรยกย่องและนำเสนอต่อคนอื่นอย่างยิ่ง” นายกิตติชัย กล่าว ด้านนายสุวิทย์ กุหลาบวงษ์ ผู้ประสานงานศูนย์ข้อมูลสิทธิมนุษยชนและสันติภาพ (ศสส.) อีสาน กล่าวว่า ตนทำงานกับชาวที่ได้รับผลกระทบอย่างนี้เป็นเวลานาน ส่วนหนึ่งที่สำคัญของการเคลื่อนไหวของกลุ่มชาวบ้านก็คือ สื่อต้องมีบทบาทสำคัญเพื่อมาช่วยหนุนเสริม เพื่อขับเคลื่อนประเด็นในพื้นที่ และชาวบ้านก็มีช่องทางการสื่อสารของตน เช่น วิทยุชุมชน จดหมายข่าว เขียนข่าวส่งให้กับสื่อ ต่างๆ ทั้งนี้ ก็เพื่อนำเสนอประเด็นปัญหา ข้อเท็จจริงของชาวบ้านในพื้นที่ออกสู่สาธารณะ
ศูนย์ข้อมูลสิทธิมนุษยชนและสันติภาพ (ศสส.) อีสาน



