ที่มา ข่าวสด
แผนปรองดองของนายกฯ อภิสิทธิ์ ขับเคลื่อนไปอย่างหงอยๆ กร่อยๆ
ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองที่ไปทาบทามต่างปฏิเสธ
ขนาดพรรคการเมืองสีเหลือง ดมดอมหอมหวานกันมาตลอดยังร้องยี้!
ยี้ทั้งตัวแบบแผน ยี้ทั้งตัวประธานกรรมการ
จริงๆ แล้วก็ยี้มันทุกเรื่องที่ตัวเองไม่ได้ประโยชน์ ไม่ได้มีอุดมการณ์สูงส่งอะไรนักหนา
แต่ตัวสะท้อนตรงๆ ตามหลักวิชาการ ก็คือโพลสำนักใหญ่ล้วนมีผลสำรวจตรงกัน
ประชาชนไม่เชื่อมั่น ด้วยจำนวนเปอร์เซ็นต์สูงมาก
ล้วนแล้วแต่เป็นโพลที่อภิสิทธิ์ และชาวคณะ ไม่กล้าตอบโต้ โวยวาย
ส่วนกระแสสังคมก็เฉื่อยๆ เรื่อยๆ ไม่สนุกสนานเหมือนไปร้องเพลง ล้างถนน ปลูกต้นไม้ ช็อปปิ้งราชประสงค์-สีลม
ตอกย้ำภาพฉาบฉวย หยิบหย่ง ของบางกลุ่ม บางสังคม?
อภิสิทธิ์ปากปาวๆ ปรองดองๆ ทว่าหลายๆ เรื่องกลับกระทำตรงกันข้าม
เอาเฉพาะหลักๆ สำคัญๆ ก็เช่น ยังละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างชัดแจ้ง
จับผู้บาดเจ็บจากการชุมนุมล่ามโซ่กับเตียงร.พ. เรื่องนี้เรื่องเดียวก็เก็บแผนปรองดองเข้าลิ้นชักได้เลย
และที่นานาอารยประเทศรับไม่ได้ ก็คือ การยังคงประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉิน
ล่าสุดองค์การนิรโทษกรรมสากล ทำจดหมายเปิดผนึกถึงอภิสิทธิ์โดยตรง
เรียกร้องให้ยกเลิกประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินทันที
ท่าทีของนายกฯ อภิสิทธิ์ก็ทันทีเช่นกัน
นั่นคือ มองว่าเพราะทักษิณล็อบบี้ต่างประเทศ จึงเกิดความเข้าใจผิด รู้ไม่จริง
เหมือนกับตั้งแง่กลุ่ม องค์กร สื่อต่างประเทศ ที่เห็นต่างช่วงก่อนและหลังสลายม็อบแดง
ทั้งๆ ที่องค์การนิรโทษกรรมสากล ระดับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ รางวัลองค์การสหประชาชาติสาขาสิทธิมนุษยชน
ซึ่งประเทศประชาธิปไตยทั่วโลกยอมรับ สมัยอภิสิทธิ์เป็นฝ่ายค้านก็ยอมรับ??
ถ้าติดตามนายกฯ ผู้นี้มาตลอด จะพบความจริงบางอย่าง
สาเหตุที่ยังไม่ตั้ง และตั้งผบ.ตร.ไม่ได้ ก็เพราะกลัวเป็นพวกทักษิณ
โยกย้ายข้าราชการน้อยใหญ่พ้นหน้าที่สำคัญ ก็เพราะกลัวเป็นคนทักษิณ
กระทำกับคนเสื้อแดงจนบาดเจ็บล้มตายมากมาย ก็เพราะกลัวทักษิณ
ทักษิณทุกลมหายใจ!?
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Tuesday, June 15, 2010
"ทักษิณ"ทุกลมหายใจ
สมยศ พฤกษาเกษมสุข เปิดใจหลังได้รับอิสรภาพ
ที่มา ข่าวสด
สมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนา บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ไทยเรดนิวส์ และวอยซ์ ออฟ ทักษิณ
เพิ่งได้รับอิสรภาพหลังถูกควบคุมตัวที่ศูนย์การทหารม้า สระบุรี (ค่ายอดิศร) นานร่วม 3 สัปดาห์ และเข้ารับทราบข้อกล่าวหาทำผิดพ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่สน.นางเลิ้ง เมื่อวันที่ 13 มิ.ย.ที่ผ่านมา
เปิดใจถึงข้อหาที่ได้รับการถูกควบคุมตัวซึ่งมีความเป็นอยู่อย่างยากลำบาก รวมทั้งแนวทางการเคลื่อนไหวในอนาคต
ถูกคุมตัวร่วม 3 สัปดาห์เป็นอย่างไร
สัปดาห์แรก อยู่อย่างยากลำบากมาก เขาให้ผมนอนเต็นท์กลางสนาม พร้อมเตียงสนามเก่าๆ ยิ่งช่วงกลางวัน ร้อนทรมานมาก เวลานอนต้องถอดเสื้อ
เรื่องอาหารการกิน จัดข้าวกล่องให้กิน 3 มื้อ เข้าห้องน้ำต้องขออนุญาต นอกจากให้นอนเต็นท์แล้ว บริเวณรอบๆ ยังมีลวดหนามมากั้นถึง 3 ชั้น มีทหาร 20 นายคอยเฝ้าสังเกตการณ์
ริบมือถือ ไม่ให้ติดต่อกับใคร การเปิดให้เยี่ยมก็จำกัดเวลา อย่างมาเยี่ยม 5 คนก็ให้รวมกัน 15 นาที โอกาสจะคุยกับใครโดยเฉพาะการปรึกษาทนายความจึงเป็นศูนย์
ยังดีที่ช่วงการเยี่ยม ผมมีโอกาสเขียนตัวหนังสือใส่เศษกระดาษยัดไว้ในกล่องขนม ให้คนมาเยี่ยมนำสารการร้องเรียนของผม ซึ่งเขียนส่งไปเมื่อวันที่ 31 พ.ค. เรื่องจึงถึงมือคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.) จนคณะกรรมการสิทธิ์ มาตรวจดูความเป็นอยู่วันรุ่งขึ้น
ผมจึงได้ย้ายไปอยู่บนตึกแทนเต็นท์กลางสนาม
รู้หรือไม่ว่าถูกจับด้วยข้อหาอะไร
ที่จับผมไปตอนแรก ไม่มีข้อหาว่าผมผิดอะไร อ้างแต่เพียงมีความสงสัยว่าผมจะเป็นผู้ก่อความไม่สงบเรียบร้อย และข้อกล่าวหา ผมเพิ่งรู้เมื่อปล่อยตัวออกมา หาว่ากระทำความผิดตามพ.ร.ก.ฉุกเฉิน
ยืนยันว่าผมไม่ได้ทำความผิดตามพ.ร.ก.ฉุกเฉิน หากควบคุมตัวผมเพราะเรื่องที่ไปแถลงข่าวเมื่อวันที่ 21 พ.ค. ที่จะไปชุมนุมที่จ.ราชบุรี ซึ่งการแถลงนั้นแถลงกัน 3 คน ไม่เกิน 5 คนตามที่กฎหมายกำหนด
ส่วนเรื่องเนื้อหา เป็นเพียงการพบปะชุมนุมในจังหวัดที่ไม่ได้ประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉิน การชุมนุมที่ว่านี้เป็นเพียงการพบปะเพื่อปลอบขวัญคนเสื้อแดงหลังเหตุการณ์สลายชุมนุม ไม่ได้ประท้วงกลางถนน แต่ชุมนุมพบปะกันในสวนสาธารณะ ไม่ได้ทำความเดือดร้อนให้ใคร เป็นไปตามสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญทุกประการ แต่กลุ่มคนเสื้อหลากสีกลับไม่ดำเนินคดี ทั้งที่ทำความผิดชุมนุมเกิน 5 คนชัดเจน รัฐบาลไม่ทำอะไรเลย เลือกปฏิบัติหรือไม่
การกระทำของรัฐที่จับกุมตัวผม จึงเป็นการกระทำยิ่งกว่าเกินกว่าเหตุ เพราะการจับกุมเป็นเพียงการสงสัยว่าจะก่อเหตุ ใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินอย่างผิดวัตถุประสงค์ เป็นเครื่องมือของรัฐไว้กวาดล้างฝ่ายตรงข้าม เป็นเครื่องมือเผด็จการ ใช้อำนาจเกินขอบเขต
เมื่อพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่ใช้อย่างผิดประเภท แต่ไม่ได้อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง ทำให้ผมไม่สามารถเรียกร้องค่าเสียหายทั้งทางแพ่งและทางอาญาได้
เบื้องต้นผมจะปรึกษานักวิชาการ รวมทั้งนักกฎหมายว่าจะฟ้องศาลยุติธรรมเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายจากรัฐบาลได้หรือไม่ เพราะเป็นการใช้อำนาจผิดประเภท จำกัดสิทธิอย่างร้ายแรง
เป้าหมายการเคลื่อนไหวต่อจากนี้
เบื้องต้นเราต้องเรียกร้องการคืนสิทธิด้านสื่อสารมวล ชน ทั้งโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม หนังสือพิมพ์ นิตยสารคนเสื้อแดง รวมถึงการประกาศยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน โดยมุ่งเคลื่อนไหวกดดันเฉพาะในต่างประเทศเป็นหลัก จะให้องค์กรเครือข่ายที่อยู่ในต่างประเทศชุมนุมเคลื่อนไหวตามสถานทูตไทยทั่วโลก
ถ้ายกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินเมื่อไหร่ กลุ่ม 24 มิถุนา จะชุมนุมที่ท้องสนามหลวงทันที เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยอย่างเข้มข้น รวมถึงจะเดินหน้าสานต่อในนิตยสารวอยซ์ออฟทักษิณที่ถูกปิดต่อไปด้วย
นอกจากนี้ทางกลุ่มจะตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 1 ชุด เพื่อตรวจสอบเหตุการณ์ชุมนุม รวมทั้งการสลายการชุมนุม คู่ขนานกับคณะกรรมการของรัฐบาลที่มีนายคณิต ณ นคร เป็นประธาน เพื่อเสนอความจริงอีกด้านหนึ่ง
โดยจะมีทั้งนักเคลื่อนไหวภาคประชาชนจากต่างประเทศ รวมทั้งนักกฎหมาย นักวิชาการ จากต่างประ เทศ อาทิ นิวซีแลนด์ อังกฤษ สวีเดน มาเลเซีย มาร่วมเป็นคณะกรรมการ รวมทั้งจะเชิญนายโคทม อารียา ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดลมาร่วมเป็นคณะกรรมการนี้ด้วย
เหตุที่เราตั้งคณะกรรมการขึ้นเพราะรัฐบาลนายอภิ สิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ มีความผิดชัดเจนต่อการสั่งการสลายการชุมนุม ถ้าไม่นับคนที่ตาย แค่นำกำลังทหารมาสลายการชุมนุม มีทั้งหน่วยซุ่มยิง หน่วยจู่โจม ผิดหลักสากล แค่นี้ก็มีความผิดชัดเจนแล้ว
ภาพของรัฐบาลที่ออกมาตามสื่อของรัฐล้วนเป็นภาพซ้ำซาก หากสังเกตดีๆ ทั้งชายชุดดำ ผู้ก่อการร้ายมีเพียง 4 คนเท่านั้น ฉายซ้ำไปซ้ำมา แถมเหตุการณ์ส่วนใหญ่เป็นช่วงวันที่ 10 เม.ย.เกือบทั้งหมด
ยืนยันว่าคนที่ตายเกือบ 90 ชีวิตเป็นผู้บริสุทธิ์เกือบทั้งหมด ไม่ได้เป็นผู้ก่อการร้ายตามที่รัฐบาลกล่าวหา
ได้พูดคุยกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯบ้างหรือไม่
ส่วนตัวผมไม่เคยรู้จักพ.ต.ท.ทักษิณ ไม่มีการยุ่งเกี่ยว กันมานาน เพราะสมัยที่พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนายกฯ มีการควบคุมคุกคามสื่อ พวกผมก็ออกมาประณาม ทุกสิ่งทุกอย่างที่เคลื่อนไหวจึงไม่เกี่ยวข้องกับพ.ต.ท.ทักษิณ
ส่วนเรื่องรับเงินรับทองจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ไม่มี ไม่เชื่อดูที่บัญชีรายรับรายจ่ายของธนาคารที่ผมมีก็ได้ และขอท้าผู้กล่าวหาให้ออกมาเปิดเผยข้อมูล ไม่ใช่กล่าวหาอย่างเลื่อนลอย ไร้ข้อเท็จจริง
นิตยสารวอยซ์ออฟทักษิณที่เป็นบรรณาธิการอยู่ ผมไม่ได้รับเงิน พ.ต.ท.ทักษิณเพื่อมาทำตามที่กล่าวหา การใช้ชื่อก็เพื่อการตลาด ขายให้กับแฟนคลับคนเสื้อแดงที่ส่วนใหญ่มีความชื่นชอบพ.ต.ท.ทักษิณอยู่แล้ว
มองการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงนับจากนี้อย่างไร
คงมีการเคลื่อนไหวเข้มข้นมากขึ้น ซึ่งอยู่ในรูปของการเคลื่อนไหวในหลายกลุ่ม ที่มีทั้งกลุ่มนปช.เดิม กลุ่มแดงสยาม ของนายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ ที่เน้นการปฏิวัติประ ชาธิปไตย และกลุ่มพวกผมคือ กลุ่ม 24 มิถุนา ที่เน้นการเคลื่อน ไหวเสนอประเด็นสิทธิเสรีภาพเป็นสำคัญ
ยืนยันว่ากลุ่ม 24 มิถุนา ไม่เกี่ยวข้องกับนปช.แดงทั้งแผ่นดิน รวมถึงกลุ่มแดงสยาม เพราะเรามีจุดยืนอีกด้านหนึ่งของเรา
ส่วนการต่อสู้ใต้ดินที่หลายฝ่ายกังวลนั้น ไม่รู้ว่าจะมีหรือไม่
แต่การที่รัฐบาลเพาะและบ่มเชื้อทั้งการคงพ.ร.ก.ฉุก เฉิน การไล่ล่า การจำกัดสิทธิเสรีภาพต่อการรับรู้สื่อ หรือล่าสุดแผนปรองดองที่นายกฯพูดออกมาตลอด เปรียบเสมือนน้ำยาบ้วนปากที่ไม่สามารถล้างเลือดได้
ถ้าการต่อสู้ใต้ดินจะเกิดขึ้นจริงก็ไม่ถือเป็นเรื่องแปลก
เห็นด้วยกับการเสนอกฎหมายนิรโทษกรรมคนเสื้อแดงหรือไม่
การเสนอเช่นนี้ของรัฐบาล เพราะรู้อยู่แล้วว่าเมื่อนำผู้ชุมนุมที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อการร้ายมาดำเนินคดีโดยเฉพาะในกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ จะไม่พบความผิด ทำให้รัฐบาลหน้าแตก เสนอเผื่อไว้ให้เป็นทางออกของตัวเองหรือแก้เกี้ยว
เพราะในประวัติศาสตร์ทั้งเหตุการณ์เดือนตุลาฯ เดือนพฤษภาคมที่มีการเผาเมือง มีการกล่าวหาว่าเป็นคนต่างด้าว ก็หาผู้กระทำความผิดตามที่รัฐบาลตั้งข้อหาไม่ได้ ครั้งนี้ก็เช่นกัน
ทำเพื่อหาทางออกให้กับตัวเองชัดเจน
ศอฉ.จ่อบี้ 84คน ท่อเลี้ยงแดง
ที่มา ข่าวสด
ปปง.ชงศอฉ. ไล่บี้ 84 ราย อ้างเบี้ยวหัวคิวพาม็อบไปชุมนุมกรุง ด้าน "คณิต ณ นคร" ได้ฤกษ์บุกค่ายนเรศวรหารือวีระ-แกนนำนปช. ด้านไข่มุกดำยอมรับคณิตยินดีให้ข้อมูล แต่ไม่ยอมรับอภิสิทธิ์เพราะเป็นฆาตกรสั่งฆ่าประชาชน ยันไม่ส่งแกนนำเข้าร่วมเป็นกรรมการสอบ ดีเอสไออ้างคนตอบรับน้อยนิรโทษผู้ร่วมชุมนุม เตรียมเสนอศอฉ.หาทาง ออก ปปง.เตรียมชงศอฉ.ไล่บี้ 84 รายที่ห้ามทำธุรกรรม อ้างพบเส้นทางการเงินผิดปกติช่วงการชุมนุมของนปช.
เอิ๊กอ๊าก - นายคณิต ณ นคร ประธานสอบสวนคดีม็อบ จับมือทักทายกับนายวีระ มุสิกพงศ์ แกนนำนปช. ระหว่างนายคณิตเดินทางไปพูดคุยถึงในค่ายนเรศวร จ.เพชรบุรี เพื่อหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการชุมนุมคนเสื้อแดง ตามข่าว
-แยกนิรโทษกลุ่มไม่ทำเพื่อแม้ว
เมื่อเวลา 09.15 น.วันที่ 14 มิ.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ให้สัมภาษณ์ถึงกรมสอบสวนคดีพิเศษเตรียมศึกษากฎหมายพิเศษ เพื่อนิรโทษกรรมให้กลุ่มผู้ชุมนุมว่า เมื่อนายกฯกำหนดนโยบายปรองดองแห่งชาติเพื่อสร้างความสงบให้บ้านเมือง ส่วนราชการต่างๆ ก็พยายามช่วยกันคิดมาตรการที่เป็นรายละเอียดให้เป็นไปตามกรอบที่นายกฯวางไว้แล้ว ดังนั้น ศอฉ.จึงช่วยกันระดมสมองว่ามีประเด็นใดบ้างที่ศอฉ.เห็นว่าควรนำเสนอรัฐบาลเพื่อให้พิจารณารับเป็นมาตรการย่อยๆ เพื่อตามแนวปรองดอง เริ่มตั้งแต่การทำความเข้าใจประชาชนให้ทราบข้อเท็จจริง การดูแลประชาชนในชนบท
นายสุเทพ กล่าวว่า แนวคิดที่ว่าประชาชนบางส่วนที่มาร่วมชุมนุมด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่ได้เป็นเครื่องมือ หรือบริวารของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯที่จะมาต่อสู้เพื่อประโยชน์ของพ.ต.ท.ทักษิณ แต่เป็นคนที่กระทำความผิดพ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน คนเหล่านี้ควรดูแลเขาอย่างไร ตรงนี้เป็นคำถามที่มีการตั้งขึ้นและมีคนเสนอในที่ประชุมศอฉ.ว่าสิ่งหนึ่งที่ทำได้คือออกกฎหมายพิเศษออกมาว่า คนเหล่านี้ไม่ต้องได้รับโทษ หรือที่เรียกว่านิรโทษ หรืออะไรก็ว่าไป เมื่อศอฉ.ได้รับฟังแนวทางดังกล่าวแล้วก็มอบให้คณะทำงานไปยกร่างฯมาดูว่าจะมีเนื้อหาสาระอย่างไร แล้วจะต้องมาพิจารณาชั่งน้ำหนักกันดูว่าถ้าทำอย่างนั้นแล้วเป็นผลดีเสียอย่างไร
-โยนหิน-ถ้าสังคมเอาด้วยก็ทำ
นายสุเทพ กล่าวว่า เนื่องจากในที่ประชุมนั้นมีผู้ท้วงติงไว้ว่า หากออกกฎหมายนิรโทษกรรมจะทำให้กฎหมายบ้านเมืองเกิดปัญหาในการบังคับใช้ในวันข้างหน้า เพราะถ้านปช.ไประดมคนมาชุมนุม ก่อความไม่สงบอีก ถ้ามีการประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉินเพื่อห้ามการชุมนุมในคราวนั้นคนจะไม่เกรงกลัวกฎหมายและจะเกิดปัญหา ดังนั้นเรื่องนี้ มันเป็นเรื่องของความคิดที่มีความหลากหลายและต้องผ่านการสังเคราะห์ การพิจารณาอีกหลายขั้นตอน ยังไม่ใช่ข้อสรุป แต่บังเอิญเป็นข่าวออกมาเสียก่อน จึงต้องชี้แจง อย่างไรก็ตาม การคิดอย่างเป็นคณะต้องใช้เหตุผลร่วมกัน ถ้าคนส่วนใหญ่เห็นคล้อยตามกันก็ดำเนินการ แต่ถ้าส่วนใหญ่ไม่เห็นคล้อยตามก็ไม่ดำเนินการ
ผู้สื่อข่าวถามว่าแต่บางฝ่ายห่วงว่าการออกกฎหมายนิรโทษกรรมอาจทำให้พวกนปช.ที่มีหมายจับ หรือก่อคดีนั้นได้รับการพ้นผิดไปด้วย นายสุเทพ กล่าวว่า ตอนนี้สามารถแสดงความคิดเห็นได้ทุกฝ่าย อยู่ในระหว่างการระดมความเห็น การฟังเหตุผล ดังนั้นใครเห็นด้วยหรือไม่ ก็บอกมา จะได้ชั่งน้ำหนัก เมื่อถามว่าจะพิจารณาทันเข้าสู่ที่ประชุมครม.ในวันที่ 15 มิ.ย.หรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ไม่ได้รีบร้อนขนาดนั้นและต้องผ่านที่ประชุมศอฉ.ก่อน เมื่อถามว่าจะออกเป็นพ.ร.บ.หรือเป็นพ.ร.ก.เพื่อให้ประกาศใช้ได้ทันที นายสุเทพ กล่าวว่า ยังตอบไม่ได้เพราะมันอาจไม่ออกมาเลยก็ได้
ผู้สื่อข่าวถามถึงองค์การนิรโทษกรรมสากลเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกพ.ร.ก.ก่อนที่จะปรองดอง นายสุเทพ กล่าวว่า ตนในฐานะผู้รับผิดชอบในการแก้ปัญหาบ้านเมือง ตนเข้าใจในองค์กรต่างๆ ที่เขาทำงานว่ามีแนวทาง มีหลักการ แต่เราคิดถึงความอยู่รอดของประเทศไทย ประชาชนไทย และคนเหล่านั้นอาจจะคิดอะไรก็ได้ แต่เวลาที่บ้านเมืองและคนไทยเดือดร้อน เจ็บปวด เขาไม่มาเจ็บกับเราด้วย
-"มาร์ค"ว้ากทนายแม้ว-แค่รับจ้าง
ที่โรงแรมเรดิสัน นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ กล่าวถึงข่าวจะเชิญองค์กรระหว่างประเทศมาหารือว่า เชิญมาเพราะเราอยากฟังว่าเขายังมีความห่วงใยอะไรกับการดำเนินการทั้งหมด และต้องการย้ำให้ทราบว่าเรากำลังทำอะไร ล่าสุด ได้ตั้งคณะกรรมการโดยผู้ทรงคุณวุฒิขึ้นมาดำเนินการ ส่วนที่องค์กรนิรโทษกรรมเรียกร้องให้ยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน นายกษิต กล่าวว่า ไม่เป็นไร พูดคุยกันได้เราก็ชี้แจงไป เชื่อว่าจะทำให้เกิดความเข้าใจได้
เวลา 14.00 น. ที่กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ทนายต่างชาติของ พ.ต.ท.ทักษิณโจมตีสถาน ภาพของรัฐบาลไทยว่า นายอัมสเตอร์ดัม ได้บิดเบือนข้อเท็จจริงมาแล้วหลายครั้ง ตนทราบว่ามาหลังเวทีการชุมนุมของคนเสื้อแดงที่ราชประสงค์ ก็พยายามจะพูดกับผู้สื่อข่าวต่างประเทศคนอื่นว่าการชุมนุมไม่มีอาวุธเลย แล้ว มีคนที่อยู่ตรงพื้นที่ดังกล่าวทักท้วงกับนายอัมสเตอร์ดัมว่า ยังไม่เห็นอีกหรือ ซึ่งเขาไม่ได้สนใจ "เขาก็เป็นลูกจ้าง" เมื่อถามว่าจะมีการฟ้องร้องหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ ไม่ตอบคำถามดังกล่าว พร้อมแหวกวงล้อมเดินขึ้นรถกลับออกไปทันที
-กุนซือแม้วโต้รัฐเอาแต่โทษทักษิณ
เวลา 14.30 น. ที่พรรคเพื่อไทย นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมายพ.ต.ท.ทักษิณ แถลงถึงนายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนทั้งในและต่างประเทศกดดันให้รัฐบาลยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน เกิดจากพ.ต.ท.ทักษิณ ว่าจ้างล็อบบี้ยิสต์เคลื่อนไหวใส่ร้ายรัฐบาลและให้ข้อมูลผิดๆ แก่องค์กรระหว่างประเทศว่า ตนยังยืนยันว่ารัฐบาลควรยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพราะเป็นการละเมิด ลิดรอนสิทธิเสรีภาพประชาชน อีกทั้งสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย แต่รัฐบาลยังคงกล่าวโทษพ.ต.ท.ทักษิณ ว่าให้ข้อมูลผิดๆ ต่อองค์กรระหว่างประเทศ ซึ่งตนอยากให้รัฐบาลและพรรคประชาธิปัตย์เข้าใจการทำงานว่าองค์กรเหล่านี้มีสาขา มีตัวแทนทั่วโลก รวมถึงในไทยจึงสามารถหาข้อมูลได้เอง ขอรัฐบาลอย่ามากล่าวหา เราให้ข้อมูลเป็นจริงทุกอย่าง เรารักชาติรักประเทศไทย แต่ไม่รักรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์เพราะทำให้เกิดการสูญเสียชีวิตประชาชนจำนวนมาก 
โผล่โฉม - นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ปรากฏตัวต่อหน้าสื่อมวลชนเป็นหนแรก หลังจากเว้นวรรคไปนาน โดยนำแกนนำนปช.คนอื่นๆ เข้าพูดคุยให้ข้อมูลกับนายคณิต ณ นคร ที่มาสอบสวนถึงในค่ายนเรศวร จ.เพชรบุรีด้วย เมื่อ 14 มิ.ย.
นายนพดล กล่าวว่า ทราบว่าการที่รัฐบาลส่งนายเกียรติ สิทธีอมร ประธานผู้แทนการค้าไทย ไปให้ข้อมูลต่างประเทศนั้น มีหลายเรื่องที่พูดไม่จริงเช่น การสั่งสลายชุมนุม และยังใช้กลไกกระทรวงการต่างประเทศให้ข้อมูลที่เป็นเท็จในต่างประเทศ ดังนั้น รัฐบาลต้องใจกว้าง เมื่อกล่าวหาว่าพ.ต.ท.ทักษิณ เป็นผู้ก่อการร้าย ต้องใจกว้าง ถ้าจะสร้างความปรองดองต้องให้ สิทธิเสรีภาพแก่อีกฝ่ายให้ข้อมูลต่อสาธารณะ อีกทั้งรัฐบาลต้องยอมรับความจริงว่าปัจจุบันข้อมูลข่าวสารไม่สามารถปิดบังได้ทั้งหมด
-ธาริตอ้างตอบรับนิรโทษไม่ดี
เวลา 13.00 น. ที่สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ทำเนียบรัฐบาล นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าประชุมหารือร่วมกรณีเตรียมศึกษากฎหมายพิเศษเพื่อนิรโทษกรรมให้กลุ่มผู้ ชุมนุมนปช.ว่า ตามที่ศอฉ.มอบให้ 3 หน่วยงานคือ ดีเอสไอ สมช. กฤษฎีกา หารือกรอบแนวทางเบื้องต้น เพื่อนำข้อดีข้อเสียก่อนจะยกร่างเพื่อเสนอศอฉ.ต่อไป ซึ่งที่มาในวันนี้เพื่อมาหารือในการยกร่าง
นายธาริต กล่าวว่า เป็นการหารือเบื้องต้น ยังไม่มีข้อสรุป และกรอบนั้นดูเฉพาะกรอบความผิดเล็กน้อย คือการเข้าร่วมชุมนุมโดยฝ่าฝืนกฎหมายเท่านั้น ที่มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี มุ่งเน้นผู้เข้าร่วมชุมนุม ไม่มีเจตนาร้ายหรือกระทำความผิดอื่น อาทิ ก่อการร้าย วางเพลิง เผาทรัพย์ปล้นสะดม ทำร้ายร่างกาย กระทำต่ออาวุธ ยุทธภัณฑ์ ทั้งหลายเหล่านี้จะไม่อยู่ในกรอบดังกล่าว
"ยอมรับว่าเสียงตอบรับที่ออกมาไม่ดีเลย มีแต่คนคัดค้าน ไม่มีคนสนับสนุน ซึ่งไม่เป็นไร เพราะ 3 หน่วยงานศึกษาเฉพาะแค่ความเป็นไปได้ ส่วนการตัดสินใจเป็นเรื่องของศอฉ.และรัฐบาล ซึ่งเป็นธรรมดาที่มีทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ผมเป็นข้าราชการประจำมีหน้าที่ทำงานด้านเทคนิค เพื่อศึกษาความเป็นไปได้และรูปแบบ ส่วนผลจะเป็นอย่างไรเป็นการตัดสินใจสุดท้ายของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม เมื่อร่างเสร็จแล้วต้องรายงานศอฉ.ก่อน โดยเสนอในอีก 1-2 วัน คงไม่ใช่วันนี้ ศอฉ.จะว่าอย่างไร ถ้าเห็นด้วยนำไปสู่รัฐบาลแต่ถ้าไม่เห็นชอบก็ต้องตกไป" นายธาริต กล่าว
- เตรียมประมวลให้ศอฉ.ชี้ขาด
ผู้สื่อข่าวถามว่าสถานะของกฎหมายจะออกเป็นพ.ร.ก.หรือพ.ร.บ. นายธาริต กล่าวว่า ในอดีตเป็นไปได้หลายรูปแบบ ทั้งพ.ร.ก.และ พ.ร.บ. ถ้าพ.ร.ก.จะเป็นกฎหมายของฝ่ายบริหารที่เมื่อออกมาบังคับใช้มีผลทันที แล้วไปขอสภาเห็นชอบแต่ถ้าเป็นพ.ร.บ.คงต้องใช้เวลาเพราะต้องผ่านทั้งสองสภา เมื่อถามถึงจำนวนของผู้ที่เข้าข่ายนิรโทษกรรม นายธาริต กล่าวว่า คนที่เข้าร่วมชุมนุมโดยผิดกฎหมายมีจำนวนเป็นหลักหมื่นถูกหรือไม่
เวลา 15.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายธาริต ให้สัมภาษณ์ว่าได้หารือว่าในอดีตเคยออกกฎ หมายทำนองนี้หลายฉบับแล้ว รวมทั้งศึกษาความเป็นไปได้ในการออกกฎหมายดังกล่าว ซึ่งมีทั้งในรูปแบบของพระราชกำหนด และพระราชบัญญัติ โดยที่ประชุมเห็นว่าสามารถออกกฎหมายในรูปแบบพิเศษได้ มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน โดยจะนำข้อเสนอของสามหน่วยงานนี้เข้าที่ประชุมศอฉ.เพื่อให้ศอฉ.และรัฐบาลตัดสินใจว่าจะใช้รูปแบบใด
เมื่อถามว่าในการพิจารณาครั้งนี้นำความคิดเห็นและกระแสสังคมมาประกอบการพิจารณาด้วยหรือไม่ นายธาริต ปฏิเสธว่า ไม่มีการหยิบ ยกมาพิจารณา เพราะถ้าเรานำกระแสสังคมมาพิจารณา เกรงว่าจะไม่ครบถ้วน ขอให้เป็นเรื่องของศอฉ.และรัฐบาลตัดสินใจ หากตัดสินใจว่าจะมีกฎหมายดังกล่าว จะเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการกฤษฎีกาในการยกร่างกฎหมาย
-"สุธาชัย"ให้ปากคำเพิ่มคดีผิดพ.ร.ก.
เมื่อเวลา 14.00 น.วันเดียวกัน ที่สน.นางเลิ้ง ผศ.ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน สน.นางเลิ้ง เพื่อให้ปากคำเพิ่มเติมหลังถูกจับกุมในความผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน โดยมี พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รอง ผบช.น. พ.ต.อ. วีรวิทย์ จันทร์จำเริญ รองผบก.น.1 พ.ต.อ.รังสรรค์ ประดิษฐ์ผล ผกก.สน.นางเลิ้ง และพนักงานสอบสวน สน.นางเลิ้ง ร่วมสอบปากคำ
พล.ต.ต.อำนวย กล่าวว่าผศ.ดร.สุธาชัย มาให้ปากคำเพิ่มเติมหลังจากถูก ศอฉ.ควบคุมตัวไว้ที่ค่ายอดิศร จ.สระบุรี เป็นเวลา 8 วัน ฐานความผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่ห้ามชุมนุมเกิน 5 คนขึ้นไป ยุยงหรือส่งเสริมให้เกิดความวุ่นวายขึ้นภายในบ้านเมือง แต่ ผศ.ดร.สุธาชัยไปร่วมกับกลุ่ม 24 มิถุนา แจกใบปลิวเกี่ยวกับการเมืองที่บริเวณหน้ามูลนิธิ 111 ซึ่งเป็นการชุมนุมเคลื่อนไหวทางการเมือง มีความผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินขณะที่ยังอยู่ในช่วงประกาศใช้ พ.ร.ก. ทั้งนี้ ความผิดดังกล่าวมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 40,000 บาท หลังจากที่ ผศ.ดร.สุธาชัยได้รับการปล่อยตัว สน.นางเลิ้งได้รับตัวมาดำเนินคดีต่อตามความผิดดังกล่าวทันที ทั้งนี้ผศ.ดร.สุธาชัยได้ให้ปากคำที่เป็นประโยชน์อย่างมาก แต่บอกว่าที่เดินทางมาพบเจ้าหน้าที่เพื่อสอบปากคำในฐานะของนักวิชาการ ไม่ใช่ผู้ต้องหา คาดว่าในสัปดาห์หน้าจะสามารถส่งสำนวนคดีนี้ให้อัยการเพื่อส่งฟ้องต่อศาลได้ นอกจากนี้สัปดาห์หน้ายังนัดให้นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ประธานกลุ่ม 24 มิถุนา มาให้ปากคำในข้อหาเดียวกับ ผศ.ดร.สุธาชัย เช่น เดียวกัน ส่วนจะส่งฟ้องได้เมื่อใดต้องรอสอบปาก คำเสร็จสิ้นก่อนจึงจะสามารถระบุได้
-"วรพล"มอบตัวคดีผิดพ.ร.ก.ฉุกเฉิน
เมื่อเวลา 14.00 น. วันเดียวกัน ที่กองปราบปราม รศ.ดร.วรพล พรหมิกบุตร อายุ 53 ปี อาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พร้อมด้วยนายคารม พลทะกลาง ทนายความของกลุ่ม นปช. เดินทางเข้ามอบตัวกับ พ.ต.อ.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ รักษาราชการแทน ผบก.ป. พ.ต.อ.กิตติศักดิ์ สุขวัฒน์ธนกุล ผกก.5 บก.ป. ตามหมาย พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ที่ 19/2553 ลงวันที่ 8 เม.ย.53
รศ.วรพล เปิดเผยว่าหลังรู้ว่าถูกศาลออกหมายจับตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ก็ได้ประสานผ่านทนายความเพื่อติดต่อขอเข้ามอบตัวกับกองปราบปราม แต่เนื่องจากตนมีปัญหาเรื่องสุขภาพ จึงเลื่อนนัดมาเป็นวันเดียวกันนี้ ซึ่งที่ผ่านมาตนก็อยู่กับภรรยาที่บ้าน ไม่ได้หลบหนีไปไหน
นายวรพล ยังกล่าวต่อถึงกรณีที่ตนเองถูกหมาย พ.ร.ก.ฉุกเฉินว่าสิ่งที่ได้ดำเนินการไปนั้นเป็นการติดตามข้อมูล วิเคราะห์ นำเสนอ คาดคะเนสิ่งที่จะเกิดขึ้น รวมทั้งยังให้ข้อแนะนำกับทั้งสองฝ่าย เช่น แนะนำประชาชนว่าให้ใช้สันติวิธี ส่วนรัฐบาลก็แนะนำว่าไม่ควรใช้อำนาจเกินเลยจากที่มีอยู่ ซึ่งเป็นเจตนาทางวิชาการอย่างบริสุทธิ์ใจ ไม่มีเจตนาที่จะละเมิด กฎหมายฉบับใด และในหมายจับนั้นก็ระบุว่าตนเป็นเพียงผู้ต้องสงสัย ไม่ได้บอกว่ากระทำผิด
ภายหลังการสอบปากคำเสร็จ พนักงาาน สอบสวนก็จะนำตัวนายวรพลไปควบคุมตัวไว้ ที่ บก.ตชด.ภาค 1 ต.คลองห้า อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี
-แฉจ่อเชือดข้อหาก่อการร้ายนปช.
ด้านนายคารม กล่าวว่า ทราบมาว่าในวันที่ 15 มิ.ย. นี้ พนักงานสอบสวนของกองปราบปราม.จะนำตัวแกนนำ นปช.ประมาณ 10-13 คน ที่ถูกควบคุมตัวอยู่ที่ค่ายนเรศวร อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี และที่ บก.ตชด.ภาค 1 ต.คลองห้า อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ไปยังศาลอาญา เพื่อขอถอนหมายของ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ แต่หลังจากถอนหมาย พ.ร.ก.ฉุกเฉินแล้ว พนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษจะขออำนาจศาลควบคุมตัวต่อในคดีก่อการร้ายทันที อย่างไรก็ตาม อยากเรียกร้องไปทางรัฐบาลว่าถ้าคิดจะปรองดอง เหตุใดจึงไม่ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
นายคารม กล่าวอีกว่า ในฐานะทนาย นปช. ไม่รู้สึกชื่นชมเลยเรื่องที่รัฐบาลตั้งนายคณิต ณ นคร อดีตอัยการสูงสุด เป็นประธานคณะกรรม การอิสระในการตรวจสอบสอบข้อเท็จจริงจากกรณีการชุมนุมที่มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจากการชุมนุมทางการเมืองนั้น ไม่ว่าจะเป็นนายคณิต ณ นคร หรือนายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ รับไม่ได้ ตนไม่เห็นแนวทางในการปรองดอง
สำหรับทางดีเอสไอนั้นขอเรียนว่าไม่ได้มีมาตรฐานในการดำเนินคดีกับคนเสื้อแดง วันนี้ข้อหาก่อการร้าย ตนไปสอบการ์ดมา 3-4 คนที่ค่ายนเรศวร นายสมบัติ มากทอง คนนี้เป็นคนทำกับข้าว แต่เจอข้อหาผู้ก่อการร้าย อีกคนเป็นแค่อดีตทหารพรานชื่อนายเรืองอำนาจ แค่ถ่ายรูปกับ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล แค่นี้เองถูกจับเป็นผู้ก่อการร้าย ลักษณะนี้ไม่มีทางปรองดองได้
"ผมคิดว่าสักวันหนึ่งดีเอสไอ โดยเฉพาะอธิบดีคนนี้จะต้องถูกตรวจสอบอย่างแน่นอน อย่าเพิ่งลำพองใจไป คนเขารู้ทั้งบ้านทั้งเมืองว่าเป็นหนึ่งในกรรมการ ศอฉ. วันนี้ก็ยังไม่ถูกดำเนินคดีก็มาแจ้งข้อหากับกลุ่ม นปช.ก็ขัดกันอยู่แล้วในเรื่องของกฎหมาย และการไล่ล่าอ้วน บัวใหญ่นั้นเป็นตัวอย่างหนึ่งของความรุนแรง นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ไม่ต้องมาพูดว่ารัฐบาลไม่เกี่ยวข้อง เราก็พอสันนิษฐานได้" นายคารม กล่าว
-คณิตรุดค่ายตชด.จับเข่า"วีระ"
เวลา 14.10 น. นายคณิต ณ นคร ประธานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ได้เดินทางมายังค่ายนเรศวร อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี เพื่อพูดคุยกับนายวีระ มุสิกพงศ์ ประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) แดงทั้งแผ่นดิน ที่ถูกควบคุมตัว ตามพ.ร.ก. ฉุกเฉิน
นายคณิต ให้สัมภาษณ์ว่า เบื้องต้นในฐานะคนใต้ด้วยกันจะขอพูดคุยกับนายวีระก่อน จากนั้นอาจจะพูดคุยกับนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการนปช.และคนอื่นๆ เนื่องจากตนมีเวลาทั้งวัน จะพูดคุยให้ครบเพื่อให้ครอบคลุมเนื้อหามากที่สุด
จากนั้น เวลา 14.20 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดน ได้นำตัวนายวีระ ซึ่งสวมเสื้อยืดสีแดงมีข้อความ หัวหิน ใส่กางเกงเลสีน้ำเงิน มีผ้าขาวม้าคาดเอว มายังอาคารอเนกประสงค์ ซึ่งเป็นสถานที่พูดคุย โดยนายวีระ เมื่อได้พบนายคณิต ต่างคนเข้าไปจับมือ โอบกอด หัวเราะอย่างอารมณ์ดี และทักทายกันเป็นภาษาใต้ ระหว่างที่เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนบันทึกภาพนั้นนายวีระกล่าวว่า มาอยู่ที่นี่รู้สึกว่าน้ำหนักขึ้นอย่างน้อย 2 กิโลกรัม ผู้สื่อข่าวถามว่าแต่ละวันทำกิจกรรม อะไรบ้าง นายวีระกล่าวว่า "ทำอย่างหมูๆ คือกินแล้วนอน"
ผู้สื่อข่าวถามว่าดูท่าทางนายวีระแข็งแรงขึ้น นายวีระ กล่าวว่า ได้พักผ่อนเลยดูแข็งแรงขึ้น เมื่อถามว่าแกนนำคนอื่นเป็นอย่างไรบ้าง นายวีระกล่าวติดตลกว่า หลายคนบอกว่าไม่อยากกลับบ้าน เพราะมาอยู่ที่นี่มีรถไฟหลายขบวน ขืนกลับบ้านไปเดี๋ยวรู้ว่าใครเป็นใคร ทั้งนี้ มีคนมาเยี่ยมอยู่ตลอดเวลา เล่าข่าวคราวให้ฟัง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้นทั้งคู่ได้เข้าห้องประชุมเพื่อพูดกัน โดยไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนเข้าร่วมรับฟัง มีเพียงเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องคอยดูแลเท่านั้น ทั้งนี้ หน้าห้องยังมี ตชด.พร้อมอาวุธครบมือดูแลความสงบเรียบร้อยด้วย
-นปช.ติดใจมาร์คเป็นผู้แต่งตั้ง
เวลา 17.00 น. นายวีระ กล่าวภายหลังการให้ข้อมูลกับนายคณิตนานกว่า 3 ชั่วโมงว่า ตนและแกนนำนปช.ทุกคนที่ถูกควบคุมตัวไม่ได้ติดใจในเรื่องคุณสมบัติของนายคณิต พวกตนขอขอบคุณที่ได้รับเกียรติในฐานะเป็นผู้ก่อการร้ายที่ได้ร่วมให้ข้อมูลกับคณะกรรมการชุดนี้ ซึ่งแนวทางการให้ข้อมูล พวกตนเห็นตรงกันเรื่องการปรองดองและพร้อมสนับสนุนแนวทางการปรองดองทุกวิถีทาง เพราะเรื่องดังกล่าวเป็นปัญหาของประเทศและปัญหานี้ต้องได้รับการแก้ไข แต่พวกตนติดใจตรงที่คณะกรรมการชุดนี้มาจากการตั้งของนายอภิสิทธิ์ ซึ่งมีข้อสงสัยและถือว่าเป็นผู้ถูกกล่าวหาว่าทำร้ายประชาชน เช่นเดียวกับแกนนำนปช.ที่ไม่ควรเข้ามาร่วมตั้งคณะกรรมการชุดนี้ ควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่เป็นกลางและมีอิสระ สามารถค้นหาข้อมูลข้อเท็จจริงและแสวงหาความจริง
"ยืนยันว่าพวกผมจะช่วยคณะกรรมการชุดนี้อย่างเต็มที่ แต่จะไม่ส่งบุคคลใดของคนเสื้อแดงเข้าไปเป็นคณะกรรมการ แต่พร้อมให้ข้อมูลอย่างละเอียดทั้งหมดเกี่ยวกับเหตุการณ์ในช่วงที่ผ่านมา แต่พวกเราติดใจตรงที่นายอภิสิทธิ์ไม่น่าจะมาเป็นผู้ตั้งคณะกรรมการชุดนี้ เพราะนายกฯถูกตั้งข้อหาฆ่าประชาชน" นายวีระกล่าว
-ไม่เสนอคนร่วม-รังเกียจคนตั้ง
เมื่อถามว่าการหารือครั้งนี้เป็นรูปธรรมชัด เจนแค่ไหน นายวีระ กล่าวว่า ยังไม่มี เป็นเพียงการพูดคุยหารือและให้ข้อมูล ซึ่งคณะกรรมการจะนำข้อมูลไปไตร่ตรองเพื่อทำให้ดีที่สุด เพื่อประเทศชาติ เราพร้อมให้ความร่วมมือ หากมีประสานมาก็พร้อมให้ข้อมูลและคำแนะนำ ทั้งนี้ ขอตั้งข้อสังเกตว่าที่ผ่านมามีการตั้งคณะกรรมการแสวงหาข้อเท็จจริง แต่ระหว่างการทำงานไม่ได้เผยแพร่ให้ประชาชนรับฟังเป็นระยะ แต่เชื่อว่าคณะกรรมการชุดนี้ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อสอบสวนหาข้อเท็จจริงข้อมูลทั้งหมดจะไม่สูญหายไป แต่จะเปิดเผยให้สาธารณชนได้รับรู้
ผู้สื่อข่าวถามว่า นปช.จะเสนอบุคคลเข้ามาทำหน้าที่คณะกรรมการหรือไม่ นายวีระ กล่าวว่า ไม่เสนอเพราะรังเกียจคนแต่งตั้ง แต่ไม่ได้มีอคติต่อนายคณิต เพราะหากคณะกรรมการมีอิสระได้ ต้องทำงานอย่างเต็มที่ ไม่ใช่ให้คู่กรณีของทั้งสองฝ่ายมาอยู่ในคณะกรรมการเดียวกัน เพราะจะมีแต่การเถียงกันไปมา ไม่ได้ประโยชน์ ไม่ได้ความคืบหน้า ไม่ได้รับการยอมรับ ไม่ได้รับความร่วมมือ แต่หากเป็นคณะกรรมการชุดนี้มาสอบถามเราก็พร้อมยอมรับ และพร้อมให้ข้อเท็จจริง เพื่อเอาความจริงมาเปิดเผยต่อประชาชน ทั้งนี้ เห็นใจเพราะตั้งขึ้นมาแบบนี้ นายคณิตจะทำงานลำบากและทำงานหนัก ซึ่งพวกเราจะเอาใจช่วยและแกนนำนปช.ที่ถูกควบคุมตัวที่นี่ เห็นในทางเดียวกันที่จะนำความจริงไปเปิดเผยสู่สาธารณชน
-คณิตพอใจข้อมูล-เผยแนวโน้มดี
ด้านนายคณิต กล่าวว่า วันนี้ได้รับความกรุณาจากนายวีระและทุกท่านอย่างดียิ่ง มีข้อเสนอแนะมาก ซึ่งจะรับไปพิจารณาในกลุ่มเล็กๆ แต่จะติดต่อมายังนายวีระอีก ซึ่งนายวีระระบุว่าไม่ต้องมาที่นี่อีก ครั้งหน้าไปที่กทม.ก็ได้ คิดว่าการมาเยี่ยมครั้งนี้มีความคิดแนวบวกเป็นอย่างมาก ส่วนเราจะทำอะไรอย่างไรต่อไปจะเรียนให้ทราบ
ผู้สื่อข่าวถามว่าข้อเสนอแนะที่เป็นรูปธรรมมีอะไรบ้าง นายคณิต กล่าวว่า สอบถามนายวีระได้ เขาไม่มีอะไรปิดบัง ตนจะเอาข้อเสนอแนะที่ท่านให้ไปไตร่ตรอง ทำให้ดีที่สุดเพื่อให้เกิดความเรียบร้อยต่อบ้านเมือง เมื่อถามว่าข้อเสนอแนะเบื้องต้นมีอะไรรับได้หรือไม่ นายคณิต กล่าวว่า นายวีระ จะมีข้อแนะนำให้ตนอีก ไม่ได้หมดแค่นี้ ท่านรับปากไว้และหวังใจว่าจะได้รับคำแนะนำที่ดีประกอบคำแนะนำในอนาคต
นายคณิต กล่าวว่า วันนี้บรรยากาศพูดคุยดีมาก ฟังแล้วได้ไตร่ตรอง เป็นการนับหนึ่งอย่างเป็นทางการของคณะกรรมการคอป. เราจะดำเนินการคือ1.หาวิธีดำเนินการ 2.หาคนที่จะมาเป็นคณะกรรมการ และ 3.หาแนวทางที่พอคุยกันได้ ทั้งนี้ ได้ทาบทามน.พ.ประเวศ วะสีแล้ว แต่ยังไม่ได้รับการตอบรับ
เมื่อถามว่าวันที่ 15 มิ.ย. จะไปหารือกับแกนนำอื่นอย่างนายจตุพร พรหมพันธุ์หรือไม่ นายคณิต กล่าวว่า นายจตุพรไม่ได้ปิดกั้น พร้อมคุย วันที่ 15 มิ.ย.จะไปพบหลายกลุ่ม แต่บอกไม่ได้ รอให้เขาตอบรับ
เมื่อถามว่าหลังจากแกนนำนปช. ไม่ยอมรับการแต่งตั้งคณะกรรมการคอป. จะต้องเรียนให้นายกฯรับทราบปัญหาการดำเนินการตามแนวทางปรองดองหรือไม่ นายคณิตกล่าวว่า ไม่จำเป็นต้องเรียนให้นายกฯทราบ เราต้องทำงานต่อไป สรรหาคณะกรรมการมาให้ได้หมดก่อนแล้วค่อยเสนอรายชื่อให้นายกฯแต่งตั้ง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่นายคณิตและนายวีระหารืออยู่นั้น เจ้าหน้าที่ได้นำแกนนำนปช.ที่ถูกควบคุมตัวอีก 7 คน ได้แก่ 1.นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ 2.นายนิสิต สินธุไพร 3.นายขวัญชัย ไพรพนา 4.นายยศวริศ ชูกล่อม หรือ เจ๋ง ดอกจิก 5.น.พ.เหวง โตจิราการ 6.นายวิภูแถลง พัฒนภูไท 7.นายก่อแก้ว พิกุลทอง มาร่วมหารือกับนายคณิตและคณะด้วย
-เผย"กี้ร์-แรมโบ้"กบดานเขมร
รายงานข่าวจากศูนย์อำนวยการแก้ไขสถาน การณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) เผยว่า ความเคลื่อนไหวของแกนนำ นปช. ที่ยังหลบหนีหมายจับคดีก่อการร้ายของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ให้ผู้บังคับบัญชาระดับสูงของ ศอฉ.รับทราบถึงความเคลื่อน ไหวของนายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง และนายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ 2 แกนนำ นปช. ที่ยังหลบหนี โดยหน่วยข่าวตำรวจได้ข้อมูลยืนยันจากสายข่าวที่รายงานว่าแกนนำทั้ง 2 ขณะนี้หลบหนีอยู่ในบ่อนการพนันแห่งหนึ่งในฝั่งปอตเปต ประเทศกัมพูชา โดยพักอาศัยภายในโรงแรมแห่งหนึ่ง ซึ่งมีวีไอพีระดับประเทศกัมพูชาเป็นเจ้าของ นายอริสมันต์ และนายสุภรณ์ได้รับการดูแลเป็นอย่างดี คาดว่าทั้งสองคนน่าจะใช้ชีวิตอยู่ในกัมพูชาอีกระยะจนกว่ารัฐบาลจะประกาศยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ส่วนการเป็นอยู่ รวมทั้งการใช้จ่ายต่างๆ มีเงินสนับสนุนจากแกนนำระดับสูงที่อยู่ ณ ต่างประ เทศ นอกจากนี้ หน่วยข่าวยังเผยด้วยว่าแกนนำพรรคเพื่อไทยอีกหลายคนขณะนี้เดินทางไปประเทศจีน ฮ่องกง ประกอบด้วย คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ น.ต.ศิธา ทิวารี โดยมีรายงานว่าจะ เดินทางไปพบกับคนในครอบครัวของตระกูลชินวัตรด้วย
โฆษกปชป.แจง ซื้อคืนไทยคม เพื่อมั่นคงชาติ
ที่มา ไทยรัฐ
โฆษกปชป.แจงเหตุซื้อ “ไทยคม” แผนเดิมสมัยฝ่ายค้าน ชี้จำเป็นสะสาง 7 กรณีก่อน เร่งซื้อคืนมาเป็นของไทย ชงเข้า กมธ. สื่อสารฯ พิจารณาต่อ 16 มิ.ย. ลั่น ปชป. ค้านนิรโทษกรรมกองกำลังติดอาวุธ....
เมื่อวันที่ 15 มิ.ย.นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงกรณีที่รัฐบาลจะซื้อคืนดาวเทียมไทยคมว่า พรรคประชาธิปัตย์ได้วางแนวทางมาตั้งแต่ครั้งที่ยังเป็นฝ่ายค้าน และไม่ได้มีสาเหตุมาจากเรื่องการเมือง แต่ดาวเทียมไทยคมถือเป็นสมบัติสาธารณะ ส่วนที่มีการดำเนินการในช่วงเวลานี้นั้น เพราะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศคนใหม่ และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี คนใหม่ที่กำกับดูแลรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสารนั้น ได้มีส่วนร่วมกันในการวางนโยบายกับพรรคมาก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตาม การดำเนินการจะต้องคำนึงถึงผู้ถือหุ้นรายย่อยที่มีอยู่ 58-59% ด้วย จะต้องได้รับความเป็นธรรมแต่ก็ต้องระวังในการลงลึกรายละเอียดและปฏิบัติตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 อย่างเคร่งครัดด้วย
นพ.บุรณัชย์ กล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องที่จะต้องสะสางก่อนจะดำเนินการขั้นตอนต่อไปมีอยู่หลายเรื่องคือ 1.สถานะของผู้ถือหุ้นเดิมที่มีการซื้อขายโดยใช้ชื่อบริษัทกุหลาบแก้วนั้น มีสถานะเป็นนอมินีเพราะมีการวินิจฉัยว่า เป็นนอมินี ดังนั้นต้องวินิจฉัยว่า เป็นนอมินีโดยสุจริตหรือไม่ และมีสัญชาติไทยหรือต่างด้าว 2.การแก้ไขสัญญาสัมปทานครั้งที่ 5 ในวันที่ 27 ต.ค. พ.ศ.2547 มีการลดสัดส่วนในการถือครองหุ้นจาก 51 % เป็นไม่ต่ำกว่า 40% และการแก้ไขสัมปทนก็ไม่มีการนำเข้าที่ประชุม ครม. 3.กรณีการขอสิทธิ์ยกเว้นการจ่ายภาษีเงินได้นิติบุคคลนั้น เป็นการเตรียมการเพื่อที่จะเพิ่มมูลค่าและลดภาระในการจ่ายภาษีโดยใช้นโยบาย ที่เอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทเอกชนของรัฐบาลในอดีตหรือไม่ 4.การใช้เงินจากธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย เพื่อนำไปลงทุนในธุรกิจโทรคมนาคมในประเทศพม่า 5.การยิงดาวเทียมดวงใหม่ซึ่งเป็นดาวเทียมหลักเพื่อสำรองแทนดาวเทียมดวงเก่า ขัดกับเงื่อนไขตามสัญญาสัมปทานโดยใช้ในวัตถุประสงค์ที่ขัดต่อสัญญาสัมปทาน 6.เงินค่าประกันจากดาวเทียมที่ชำรุดนั้น เงินดังกล่าวควรเป็นของเจ้าของสัมปทานคือกระทรวงไอซีที แต่กลับมีการโอนไปให้กับบริษัทผู้รับสัมปทานเพื่อเป็นการลดภาระของบริษัทดัง กล่าวและจนถึงขณะนรี้ก็ยังไม่มีการคืนเงินประกันดังกล่าว และ 7.ช่วงเหตุการณ์การชุมนุมของกลุ่มนปช.นั้น เกิดปัญหายากลำบากในการขอความร่วมมือจากบริษัทดาวเทียมไทคม ทั้งๆที่ตามสัญญาข้อ 43 ระบุว่า การรับสัมปทานจะต้องดำเนินการภายในกรอบของความมั่นคงแห่งรัฐ
นพ.บุรณัชย์ กล่าวต่อว่า ทั้งหมดต้องดำเนินการให้ถูกต้อง ส่วนเรื่องที่จะต้องมีการสะสางนั้นก็ต้องทำด้วยความเป็นมิตรระหว่างรัฐบาล กับบริษัทเทมาเส็กของประเทศสิงคโปร์ สำหรับกิจการอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องเช่น ดาวเทียมในประเทศลาวและประเทศกัมพูชาและธุรกิจโทรศัพท์มือถือนั้น รัฐบาลไทยไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปซื้อเพราะเป็นเรื่องของความมั่นคงของ ประเทศเพื่อนบ้าน ดังนั้น ต้องแยกออกจากกันจากการซื้อคืนดาวเทียมไทคมด้วย ยืนยันว่าการดำเนินการของรัฐบาลก็เพื่อรักษาประโยชน์ของส่วนรวมด้านความ มั่นคงของชาติและเพื่อปกป้องสมบัติของชาติ ทั้งนี้ในวันที่ 16 มิ.ย.จะมีการหยิกยกเรื่องนี้ขึ้นมาพิจารณาในคณะกรรมาธิการการสื่อสารและ โทรคมนาคม สภาผู้แทนราษฎรที่ติดตามเรื่องนี้มาร่วม 2 เดือนแล้วผู้สื่อข่าวถามว่า มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการตามล้างตามเช็ดพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นพ.บุรณัชย์กล่าวว่า ยินยันว่าไม่ใช่เรื่องการเมือง และรัฐบาลก็มีเหตุผลเพียงพอในการซื้อคืนเพื่อให้กลับมาเป็นสมบัติของชาติ โดยดำเนินการทุกขั้นตอนเป็นไปตามกฎหมายทุกประการ
โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ยังกล่าวถึงกรณีการนิรโทษกรรมว่า กระบวนการพิสูจน์ทราบข้อเท็จจริงขณะนี้ถือว่ากำลังจะเริ่มต้นขึ้น พรรคประชาธิปัตย์ขอสนับสนุนแนวทางของรัฐบาลที่จะมีการสอบสวน ขยายผล และสอบเส้นทางการเงินว่ามีเงินจากส่วนใดบ้างที่สนับสนุนกองกำลังติดอาวุธใน การก่อการร้าย รวมทั้งต้องติดตามหาความรับผิดชอบผ่านความร่วมมือของมิตรประเทศที่มีการโอน เงินมาสู่กองกำลังติดอาวุธดังกล่าวด้วย ทั้งนี้พรรคไม่เห็นด้วยที่จะมีการนิรโทษกรรมให้กับกองกำลังติดอาวุธที่ทำร้ายคนไทยด้วยกันเอง.
เกมชิงพื้นที่ของ 'ตาอยู่'

"ของจริง" ต้องวัดกันในห้วงเวลาคับขัน
ถึงนาทีนี้ 18 เสียงของพรรคเพื่อแผ่นดิน กลุ่มพญานาค โคราช สุรินทร์ ในกำกับของ "พินิจ จารุสมบัติ-ไพโรจน์ สุวรรณฉวี-ปรีชา เลาหพงศ์ชนะ" กลายเป็นตัวแปรสำคัญในคิวโหวตร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2554
ในอารมณ์ที่เพิ่งหักดิบ เฉดหัวส่งกันหมาดๆ
ถ้า "พินิจ-ไพโรจน์-ปรีชา" เล่นบทแค้นโชว์ลูกเขี้ยว รัฐบาลเสียวแน่
แต่ก็ได้ยินกันแล้ว นายแพทย์อลงกต มณีกาศ โฆษกพรรคเพื่อแผ่นดิน กลุ่มวังพญานาค แถลงชัดถ้อยชัดคำเลยว่า พรรคเพื่อแผ่นดินในซีกที่ไม่ได้ร่วมรัฐบาล พร้อมลงมติรับร่าง พ.ร.บ. งบประมาณฯ เพราะถือว่ามีส่วนร่วมจัดทำมาด้วยสมัยอยู่ร่วมรัฐบาล และเป็นการไม่ให้การบริหารเศรษฐกิจของประเทศสะดุดเพราะขาดช่วงงบประมาณ
งานนี้เน้นสปิริต
เซียนการเมืองรุ่นใหญ่ เขาเล่นเผื่อเครดิตในอนาคต
โดยเฉพาะสถานการณ์ที่อ่านกันข้ามช็อตอีกไม่ไกล กับจังหวะพลิกผันใหญ่ในคิวยุบพรรคประชาธิปัตย์จากคดีใช้เงินกองทุนสนับสนุนพรรคการเมือง 29 ล้านบาท ผิดวัตถุประสงค์ ต่อเนื่องถึงรายการล้มโต๊ะพรรคเพื่อไทย จากกรณีขึ้นเวทีเสื้อแดง ตามโปรแกรมล้างน้ำสามลูกข่ายอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร
ประชาธิปัตย์ เพื่อไทย จ่อโดนล้างเข่ง
ตามสัญญาณล้างไพ่กันใหม่ เกมเปิดให้บรรดา "มือแม่เหล็ก" ทีมงานจัดรัฐบาลมืออาชีพ เดินหน้ากวาดต้อนไพร่พลเข้าสังกัด
ชิงพื้นที่ในเกมจัดรัฐบาลผสม
ภายใต้เงื่อนไขที่อ่านกันว่า อย่างไรเสีย ฝ่ายคุมเกมอำนาจก็ไม่ยอมปล่อยให้ยี่ห้อ "ทักษิณ" กลับมาเป็นฝ่ายคุมเกมอำนาจได้แบบเบ็ดเสร็จ ขณะที่ยี่ห้อประชาธิปัตย์ก็ยากจะฝ่ากระแสทวงบัญชีเลือดของคนเสื้อแดงในสนามเลือกตั้ง
จังหวะกั๊กไว้ให้ "ตาอยู่" เสียบตีกิน
และนี่ก็คือคำตอบที่ว่า ทำไมค่ายภูมิใจไทยของยี่ห้อ "เนวิน ชิดชอบ" ถึงได้เดินหน้าซ่องสุมกำลังพลกันขนานใหญ่
"ปล่อยของ" ทั้งอำนาจรัฐและเงินที่กำไว้ในมือ
เปิดพลังดูด ส.ส.เต็มพิกัด ไม่เว้นแม้แต่คนของพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกัน อันเป็นสาเหตุหนึ่งที่เหยียบตาปลากับค่ายเพื่อแผ่นดินจนถึงขั้น "กินข้าวหม้อเดียวกันไม่ได้"
"เนวิน" ไม่สนใจ เพราะเดิมพันมันยั่วใจเห็นๆกันอยู่
และไม่ใช่แค่คิวของยี่ห้อภูมิใจไทยที่เร่งเครื่องกันดังๆ ถ้าจับอาการขยับกันดีๆกับภาพข่าวที่ "เจ๊หวี" นางฉวีวรรณ ขจรประศาสน์ หลังบ้านของ "เสธ.หนั่น" พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกฯ ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา โผล่ไปร่วมวงเลี้ยงอำลาอาลัยตำแหน่งรัฐมนตรีของนายไพฑูรย์ แก้วทอง อดีต รมว.แรงงาน
เชื่อมต่อสัญญาณ "พิจิตร คอนเนกชั่น"
หลัง "เสธ.หนั่น" กับ "เสี่ยอ๊อด" นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลัง เลขาธิการพรรครวมชาติพัฒนา ต่อสายให้กำลังใจตั้งแต่นาทีแรกที่นายไพฑูรย์หลุดโผ ครม. ตามด้วยประเด็นข่าวการเข้าร่วมงานทางการเมือง
ที่แน่ๆนายไพฑูรย์ประกาศชัดถ้อยชัดคำแล้ว นับแต่นี้ไม่ใช่แม่ทัพสายเหนือของพรรคประชาธิปัตย์อีกต่อไป เพราะไร้ตำแหน่งรัฐมนตรี
ไม่มีศักยภาพในการดูแลลูกข่าย
มันก็เป็นไปได้สูงที่นายไพฑูรย์จะขนของมาอยู่กับคนพิจิตรบ้านเดียวกัน
ยิ่งข่าววงในกระเส็นกระสายออกมาจากพรรคชาติไทยพัฒนา "เสธ.หนั่น" ก็ไม่ได้แฮปปี้กับรูปแบบการบริหารสไตล์หลงจู๊ของ "บิ๊กเติ้ง" นายบรรหาร ศิลปอาชา สักเท่าไหร่
เสียงน้อยพูดอะไรไม่ค่อยดัง
แค่ "เสธ.หนั่น" อยากจะลาออกจากรองนายกฯ สลับคิวให้ "ลูกยอด" นายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ บุตรชายหัวแก้วหัวแหวน มาเปิดซิงในตำแหน่งรัฐมนตรี
ยังโดนตีกัน ไม่ยอมให้สลับโควตา
ตามสถานการณ์บีบให้พญาชาละวันไว้ลายก่อนสั่งลาสังเวียนการเมือง โดยคิวต่อสายรวมพล "พิจิตร คอนเนกชั่น" ในจังหวะช่วงชิงพื้นที่ทางการเมือง
เรื่องของเรื่อง ใครมั่งไม่อยากเป็น "ตาอยู่".
ทีมข่าวการเมือง
วิบากกรรมทางการเมืองรอบใหม่
ที่มา ไทยรัฐ หลังเสร็จศึกฟุตบอลโลก 2010 ไปแล้วเดือนหน้า ศึกการเมือง ที่ยังค้างคากันอยู่คงปะทุอีกรอบ เพราะวิกฤติการเมือง พฤษภามหาโหด ยังไม่มีการชำระสะสางให้โปร่งใส ยังจะต้องมีคำตอบให้ สังคมว่า ใครฆ่าประชาชน ไม่ใช่อยู่ที่จำนวนผู้เสียชีวิตจะมากจะน้อย แต่ขึ้นอยู่กับว่า เขาเหล่านั้นเสียชีวิตอย่างเป็นธรรมหรือไม่ "หมัดเหล็ก"
ต่อด้วยขบวนการยุติธรรม คดีความทางการเมือง ที่ค้างคากันอยู่ น่าจะได้เวลาชำระสะสางด้วยเช่นกัน จะดึงจะยื้อกันอย่างไรกฎหมายก็กำหนดกรอบเวลาเอาไว้ชัดเจน
โฟกัสไปที่ คดียุบพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งกรณีเงินบริจาคเข้าพรรคจำนวน 258 ล้านบาท ที่ยังออกอาการทุลักทุเลอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของ กกต. และอัยการสูงสุด คดีนี้มีคณะทำงานที่เกี่ยวข้องถอนตัวไปหลายราย มีการจัดฉากเอกสารข้อมูลบางอย่างถูกฉกไป
อีกกรณีคือ การใช้เงินกองทุนสนับสนุนพรรคการเมือง จำนวน 29 ล้านบาท ผิดวัตถุประสงค์ ว่ากันว่ากรณีนี้ ถ้า กกต.มีความเห็นอย่างไรไปแล้วก็น่าจะได้บทสรุปไม่ยากนัก เพราะเนื้อหาของกฎหมายระบุไว้ชัดเจน จะบิดเบือนได้ลำบาก พูดภาษาชาวบ้านคือมีโอกาสรอดยาก
และต้องพ่วงเอากับข้อร้องเรียนให้ ยุบพรรคเพื่อไทย เมื่อช่วงที่มีการชุลมุนทางการเมืองที่ผ่านมา จะเป็นข้อเปรียบเทียบเรื่องของความเป็นธรรมได้เป็นอย่างดี
แล้วก็ต้องมองไปถึง คุณสมบัติของ ส.ส. และ รมต. ที่ กกต.ส่งความเห็นไปยังศาลรัฐธรรมนูญระยะหนึ่งแล้ว รมต.บางคนที่ถูกวินิจฉัยขาดคุณสมบัติ ถูกปรับออกไปแล้วก็มี
เพราะเรื่องราวทั้งหมดนี้จะโยงไปถึง อายุและเสถียรภาพของรัฐบาล ถึงจะมีอำนาจล้นฟ้าอย่างไร ก็ไม่พ้นกับดักที่จะกลับมามัดคอตัวเองเข้าจนได้
กรณีงบประมาณวาระ 2-3 ที่กลัวว่าจะไม่ผ่านสภา เพราะ เสียงรัฐบาลปริ่มน้ำ ถ้าจะว่ากันด้วยเนื้อหาของงบประมาณจริงๆ อย่าว่าแต่ ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล ส.ส.พรรคการเมืองฝ่ายค้านก็อยากให้ผ่าน เพราะงบประมาณจำนวนนี้อย่างไรเสียก็ต้องลงพื้นที่เป็นประโยชน์กับชาวบ้านไม่มากก็น้อย
ยกเว้นว่าตั้งใจจะล้มกระดานการเมืองกันก็เป็นอีกเรื่อง
ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะการเมืองประเทศไทยวันนี้ ไม่มีความเป็นเอกภาพ ไม่มีจุดยืนหรือความแน่นอนหลงเหลืออยู่เลย ทุกอย่างอยู่บนผลประโยชน์และการต่อรอง ยิ่งรัฐธรรมนูญฉบับลับลวงพรางเปิดช่องไว้ให้ด้วยแล้ว ไม่ว่าที่มาที่ไปเป็นอย่างไร ไม่ว่าจะมาจากการยึดอำนาจ หรือมาจากการปล้นประชาธิปไตยหรือเป็นบุคคลที่ล้มละลายความน่าเชื่อถือทางการเมือง
ไปแล้วถูกต้องตามครรลองคลองธรรมหรือไม่ก็ตาม
ท่ามกลางช่องว่างทางชนชั้น.
ท.ทหารงานเข้า!
ที่มา บางกอกทูเดย์ ต้องบอกว่าช่วงนี้ทหารที่ทำงานในพื้นที่ภาคใต้ ต้องเจอกับ “งานเข้า”เพราะมีเหตุการณ์หลายเรื่องที่เล่นเอาทหารไทย ต้องกุมขมับ ไม่ว่าจะเป็นกรณีการเสียชีวิตปริศนาของนายสุไลมาน แนซา ภายในศูนย์เสริมสร้างความสมานฉันท์ ในค่ายอิงคยุทธบริหาร อ.หนองจิก จ.ปัตตานี เหตุยิงครูในพื้นที่ ล่าสุดกำลังเป็นที่กังขา สำหรับเหตุระเบิดบนถนนหน้ามัสยิดกลางประจำจังหวัดยะลา ว่าเหตุระเบิดครั้งนี้จะ “โอ้ละพ่อ”หรือไม่ เพราะมีข้องสงสัยว่า...เหตุระเบิดครั้งเป็นเพราะทหารทำหล่นหรือไม่? ทำให้เกิดกระแสข่าวออกมาเป็นไปใน 2 แนวทาง แนวทางแรก ระบุว่า ระเบิดตกใกล้กับฟุตบาทหน้าร้านน้ำชา เป็นฝีมือของชายวัยรุ่น 2 คน ที่ขี่รถจักรยานยนต์โฉบเข้ามาปาระเบิดแล้วเร่งเครื่องหลบหนีไป แนวทางที่ 2 ระบุว่า...ก่อนเกิดเหตุมี “รถบรรทุกของทหารพราน” แล่นผ่านมา...จังหวะนั้นมีคนร้ายเป็นชายวัยรุ่น 2 คน ขี่รถจักรยานยนต์ตามหลัง โดยคนร้ายที่นั่งซ้อนท้ายได้ขว้างระเบิดใส่รถ หวังให้ตกลงในกระบะของรถบรรทุก แต่ปรากฏว่า ระเบิดไปไม่ถึงตัวรถ กลับตกลงบนถนนใกล้กับร้านน้ำชาและเกิดระเบิดขึ้น ทำให้ประชาชนและนักเรียนที่นั่งรับประทานอาหารอยู่ได้รับบาดเจ็บ ข้อมูลของตำรวจยังชี้ด้วยว่า...เมื่อเกิดระเบิดขึ้นแล้ว รถยนต์ของเจ้าหน้าที่ทหารที่กำลังแล่นอยู่ก็จอดที่ข้างทางเพื่อดูความเสียหาย เมื่อปรากฏว่า...ไม่มีทหารในรถได้รับบาดเจ็บ และรถยนต์ก็ไม่ได้รับความเสียหาย พลขับจึงขับรถออกไปอย่างรวดเร็ว แม้การสืบสวนสอบสวนของตำรวจจะคืบหน้าไปมากขนาดนี้ ประกอบกับมีภาพจากกล้องโทรทัศน์วงจรปิดของเทศบาลนครยะลาเผยแพร่ผ่านสื่อบางแขนง ปรากฏ “รถกระบะ” (ไม่ใช่รถบรรทุกตามที่รายงานข่าวในเบื้องต้น) 1 คันซึ่งว่ากันว่า น่าจะเป็นรถของทหารแล่นผ่านขณะเกิดเหตุระเบิดจริง แต่เสียงวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องนี้ก็ยังไม่จบ หลายคนเชื่อว่าระเบิดไม่ได้มาจากคนร้าย แต่มาจากรถของทหาร! ข้อกังขาของประชาชนในพื้นที่ก็คือ เหตุใดฝ่ายทหารจึงไม่ออกมายอมรับว่ามีกำลังพลของตนขับรถผ่านจุดเกิดเหตุขณะเกิดระเบิด เพราะภาพจาก กล้องโทรทัศน์วงจรปิดก็ค่อนข้างชัดเจน ประกอบกับชาวบ้านย่านนั้นซึ่งส่วนใหญ่เป็นพี่น้องมุสลิม ไม่เชื่อว่าจะมีคนร้ายที่เป็นมุสลิมกล้าปาระเบิดหน้ามัสยิดกลาง ข้อสันนิษฐานของชาวบ้านจึงสันนิษฐานใน 2 ทางงคือ หนึ่ง-ทหารจงใจปาระเบิดแล้วหลบหนี กับ สอง-ทหารทำระเบิดหล่น อย่างไรก็ดี ความเชื่อของ ชาวบ้านเทไปในทางข้อสันนิษฐานที่สองมากกว่า ขณะที่ “พ.อ.บรรพต พูลเพียร” โฆษกกอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ยืนยันว่า...ในทางเทคนิคแล้วไม่มีทางเป็นไปได้ที่ระเบิดจะหลุดร่วงหรือขว้างออกมาจากยานพาหนะคันดังกล่าวซึ่งเป็นรถยนต์กระบะ ตามภาพคล้ายๆ จะเป็นรถยนต์กระบะสีทอง ลักษณะคล้ายกับ ยานพาหนะของเจ้าหน้าที่ “สำหรับยานพาหนะคันดังกล่าวในขั้นต้นยังไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นยานพาหนะของเจ้าหน้าที่หน่วยใด สังกัดไหน ข้อมูลยังไม่ชัดเจน ทางเจ้าหน้าที่ทหารเองก็กำลังสอบถามและติดตามกันอยู่ว่ายานพาหนะนั้นเป็นของหน่วยใด” เหตุการณ์ครั้งนี้แม้จะยังไม่มีความชัดเจนจากหน่วยงาน ด้านความมั่นคง ถึงที่มาที่ไปของรถยนต์คันกังกล่าว แต่วันนี้สิ่งที่กองทัพภาคที่ 4 ต้องเร่งทำคือ การสร้างความใจให้ตรงกันของประชาชน เพราะสถานที่เกิดเหตุค่อนข้างอ่อนไหวกับการเข้าใจผิดซึ่งนั้นอาจเป็นการลดความน่าเชื่อถือของทหารได้ในที่สุด!
อิสรภาพที่ไร้เสรีภาพ
ที่มา Democracy 100 percent
อิสรภาพที่ไร้เสรีภาพ -สมยศ พฤกษาเกษมสุข
บ้านเมืองไม่ใช่ของเรา: นักประวัติศาสตร์ที่เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ (ดร.สุธาชัยฯ)
20100609 ChupitchTV72 from prachatai on Vimeo.
20100609 ChupitchTV72 from prachatai on Vimeo.
ต่างชาติแคลงใจ'ปรองดอง'ตำรับ'มาร์ค' ยันซ้ำ! ไม่เลิก พ.ร.ก.
ที่มา บางกอกทูเดย์ ถึงวันนี้ นายกฯ อภิสิทธิ์ ต้องกล้าหาญให้มากกว่าที่ผ่านมา สร้างความปรองดองที่แท้จริงให้สำเร็จ และจะต้องเร่งยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน โดยเร็วที่สุด โดยจะต้องไม่ฟังเสียงค้านของพวกเสพติดอำนาจ!!! ไม่น่าเชื่อเลยจริงๆ ว่า แผนปรองดองของนายภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีนั้น แม้แต่ในขั้วการเมืองซีกเดียวกัน ร่วมปฏิบัติภารกิจช่วงชิงอำนาจและผลประโยชน์ทางการเมืองมาด้วยกันวันนี้ยังเห็นต่าง ไม่ยอมรับแผนปรองดองของนายอภิสิทธิ์นายสนธิ ลิ้มทองกุล นายใหญ่ของค่ายพันธมิตรฯ และ ASTV ซึ่งได้จังหวะฝุ่นตลบทางการเมือง รัฐบาลและพรรคร่วมรัฐบาลไม่แข็งแรงพอ ก็เลยกลับมาทำรายการเมืองไทย รายสัปดาห์ อีกครั้ง แถมจวกแผนปรองดองของนายอภิสิทธิ์เสียเละเทะว่าเป็นแผนปรองดองกับโจร??? ไปโน่นเลย... เจอบรรยากาศแบบนี้ แผนปรองดองของนายอภิสิทธิ์ไม่เสียศูนย์ก็ไม่รู้จะพูดว่าอย่างไรแล้วแถมเรื่องของการที่หลายๆ ฝ่ายยังยืนกรานที่จะต้องให้ใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินต่อไปเรื่อยๆ ยิ่งเป็นตัวฉุดรั้ง บรรยากาศความสมานฉันท์ สันติ และแผนปรองดองเป็นอย่างยิ่งจะสมานฉันท์ได้อย่างไรหากยังมีกลุ่มคนบางกลุ่มเสพติดอำนาจที่ พ.ร.ก. ฉุกเฉินบันดาลให้ทำอะไรก็ได้ โดยไม่มีกลไกการตรวจสอบ... แม้แต่สื่อมวลชนก็ยังตรวจสอบตามหน้าที่ได้ยากจะสมานฉันท์ได้อย่างไร หากคนในสังคมยังเกิดความรู้สึกว่า ยังกดถูกกดหัวอยู่ด้วยอำนาจกฎหมายพิเศษ ที่ไม่ใช่กฎหมายปกติที่สังคมให้การยอมรับอนิจจา... เจอสถานการณ์แบบนี้ น่าเห็นใจนายอภิสิทธิ์เป็นอย่างยิ่งเพราะแม้จะมีความมุ่งมั่นจนถูกมองว่าเป็นคนดื้ออย่างที่สุด แต่จริงๆ แล้วนายอภิสิทธิ์ยังไม่ใช่คนประเภทที่กล้าชนกล้าแตกหัก... ดูกรณีพรรคภูมิใจไทยก็เห็นได้ชัด นายอภิสิทธิ์ ไม่กล้าแตกหักกับนายเนวิน ชิดชอบ นายใหญ่ ซีอีโอตัวจริงของภูมิใจไทย...ทั้งๆ ที่ต้นทุนทางสังคมนายอภิสิทธิ์เหนือกว่านายเนวินไม่รู้กี่ขุมต่อกี่ขุม... แต่นายอภิสิทธิ์ก็ยังเสร็จนายเนวินแล้วมาเจอบรรดาผู้เสพติดอำนาจ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ซึ่งมีตั้งหลายคน รวมแม้แต่กระทั่งนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคงด้วย... นายอภิสิทธิ์ จะไม่เสร็จได้อย่างไรแต่นายอภิสิทธิ์ก็ต้องกล้าที่จะคิดที่จะทบทวนว่า จริงๆ แล้ว พ.ร.ก. ฉุกเฉินได้คุ้มเสียหรือไม่ และทำไมภาคธุรกิจเอกชนถึงได้ออกมาเรียกร้องให้ยกเลิก พ.ร.ก. ฉุกเฉินกันลั่นๆ ไปหมดรวมทั้งทำไมภายใต้การประกาศใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินของ รัฐบาลไทย บรรดาประเทศประชาธิปไตยทั้งหลายจึงยังไม่มีท่าทีผ่อนคลายเหมือนในอดีตที่เคยเป็นนายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ ส.ว.ศรีสะเกษ ประธานคณะกรรมการเพื่อติดตามสถานการณ์บ้านเมือง วุฒิสภา ยังออกมาย้ำในเรื่องที่ทางกลุ่มองค์กรระหว่างประเทศต่างๆโดยเฉพาะองค์กรนิรโทษกรรมสากลได้เรียกร้อง มายังรัฐบาลให้ยกเลิกการประกาศ พ.ร.ก. บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินก่อนจะเริ่มกระบวนการสอบสวนทั้งหลายซึ่งนายจิตติพจน์ ยอมรับว่ามีหลายองค์กรที่เรียกร้อง อาทิ ที่ประชุมรัฐสภายุโรปได้มีมติสำคัญออกมาทันทีภายหลังเหตุการณ์กระชับพื้นที่ รวมไปถึงกลุ่มฮิวแมนไรท์วอท์ช ที่แสดงความกังวลมา ยังรัฐบาลในสิ่งที่จะดำเนินการภายใต้การประกาศใช้พ.ร.ก. ฉุกเฉินอยู่ อาจไม่มีความระมัดระวังจนกลายเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนเพราะกฎหมายฉบับนี้ควรใช้เฉพาะช่วงที่มีเหตุการณ์วิกฤติ ซึ่งขณะนี้ได้พ้นสถานการณ์นั้นไปแล้วจึงอาจไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะอธิบายต่อนานาชาติได้ และกระทบต่อสิทธิเสรีภาพ สื่อมวลชนและประชาชนเกินสมควร“ขอฝากถึงรัฐบาลว่าการแก้ปัญหานี้ต้องเอาชนะใจประชาชน ด้วยการให้ความเป็นธรรมแก่เขา ไม่ใช่ใช้อำนาจไปบังคับเขา เพราะอำนาจไม่เคยเอาชนะใจใครได้ รัฐบาลควรทบทวนแนวทางด้วย เมื่อถามว่าทางกลุ่มเสื้อแดงกังวลว่า การคง พ.ร.ก. ฉุกเฉินไว้เพื่อตามไล่ล่าเขา เป็นสิ่งที่ผู้คนจะสงสัยได้ เพราะขณะที่รัฐบาลคงไว้แต่ยังแกนนำคนเสื้อแดงยังโดนเก็บ จึงเป็นคำถามคาใจว่าการคง พ.ร.ก. ฉุกเฉินเอาไว้ มีประโยชน์อย่างไร อีกทั้งยังสร้างความกังวลต่อชาวต่างชาติ” นายจิตติพจน์ กล่าว และเพราะแบบนี้แหละที่ทำให้กระทรวงการต่างประเทศในเวลานี้ มีคำถามเข้ามาจากประเทศต่างๆมากมาย จนต้องวิ่งชี้แจงวุ่นวายไปหมด ทั้งเรื่อง พ.ร.ก. ฉุกเฉิน เรื่องการตั้งคณะกรรมการสอบสวนเหตุการณ์การชุมนุม จำนวนผู้เสียชีวิตและสาเหตุซึ่งนายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต เลขานุการ รมว.ต่างประเทศ ยอมรับว่าทางองค์การนิรโทษกรรมสากล ได้ทำจดหมายเปิดผนึกถึงนายกฯ เรียกร้องให้มี การตั้งคณะกรรมการสอบสวนเหตุการณ์การชุมนุม โดยให้เป็นไปอย่างโปร่งใส เป็นกลาง ไม่มีการแทรกแซง เล่นเอากระทรวงการต่างประเทศ ต้องเร่งเชิญองค์กรสิทธิมนุษยชน เอ็นจีโอ สื่อต่างชาติ คณะทูตานุทูต เข้ารับฟังการชี้แจงขั้นตอนการดำเนินงานในแผนปรองดอง และในปลายเดือนมิถุนายน ก็จะเชิญองค์การนิรโทษกรรมสากล คณะองค์กรระหว่างประเทศ องค์กรสิทธิมนุษยชน มาชี้แจงต่อไปด้วยนี่คือผลจากการใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน จากการใช้อำนาจพิเศษใช่หรือไม่ที่ทำให้ต่างชาติระแวงแคลงใจ เป็นสิ่งที่นายอภิสิทธิ์จะต้องไตร่ตรองให้จงหนักว่าสมควรหรือยังที่จะยกเลิก พ.ร.ก. ฉุกเฉินเสียทีเพื่อให้ภาคธุรกิจของไทยสามารถ ทำมาหากินได้เหมือนในอดีต และทำให้ต่างชาติกลับมามองไทยแบบไม่ระแวงแคลงใจแต่แน่นอนว่างานนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะขนาดนายอภิสิทธิ์ เดินสายพูดเรื่องการขับเคลื่อนแผนการฟื้นฟูประเทศ การปฏิรูป และแผนการปรองดองในชาติ ยืนยันว่าไม่ใช่เป็นเรื่องของการเมืองแต่นายสุเทพ ในฐานะผอ.ศอฉ. ซึ่งแม้จะยอมรับว่าในการชุมนุมมีประชาชนจำนวนมาก ที่ไม่ได้เป็นลูกน้องของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แต่มาร่วมชุมนุมเพราะมาเรียกร้องประชาธิปไตยจริง ซึ่งคนเหล่านี้ทำผิด พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ต้องถูกดำเนินคดี แต่ก็ยังอ้างว่าหากจะนิรโทษกรรมให้คนเหล่านี้ก็ต้องพิจารณาผลดี ผลเสียก่อน??? โดยอ้างว่าอาจทำให้ไม่มีการเกรงกลัวกฎหมาย หากต่อไปมีการชุมนุมจนต้องประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉิน อีก คนก็จะไม่เกรงกลัวกฎหมาย จะยิ่งสร้างความเสียหายให้บ้านเมืองหรือไม่ นายสุเทพสรุปง่ายๆ ว่า ฉะนั้นต้องพิจารณาด้วยความรอบคอบ ต้องกลั่นกรองให้รอบคอบอีกหลายขั้นตอน เพราะแบบนี้แหละจึงไม่แปลกที่ นายเทพไท เสนพงศ์ ทั้งๆ ที่ทำหน้าที่เป็นโฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แท้ๆ ยังออกมาสวนคำกรณีที่องค์กรทั้งในและต่างประเทศ กดดันให้รัฐบาลยกเลิก พ.ร.ก. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ว่าองค์กรในต่างประเทศอาจเข้าใจคลาดเคลื่อน หรือห่างข้อมูลแถมระบุหน้าตาเฉยว่าโดยส่วนตัวคิดว่า ยังมี ความจำเป็นต้องคง พ.ร.ก.ฉุกเฉินต่อไป เพราะเห็นว่าไม่ได้ลิดรอนสิทธิ์ของประชาชนเล่นแบบชงเองหวังกินเองเสร็จสรรพแต่ที่ภาคธุรกิจเอกชน ซึ่งออกมาเรียกร้องให้ยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินถึงกับมึนไปตามๆกันก็คือ ความคิดของนายเทพไทที่ว่า การเรียกร้องให้ยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน เหมือนส่งเสริมให้มีกระบวนการ ก่อการร้ายมากยิ่งขึ้น ทั้งๆ ที่บรรดาภาคธุรกิจที่ออกมาเรียกร้องให้ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ก็เพื่อต้องการสร้างบรรยากาศทางธุรกิจและเศรษฐกิจของประเทศเท่านั้น เนื่องจากที่กระทรวงการคลัง หรือนายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ปาวๆ ว่าเศรษฐกิจไทยแข็งแกร่ง ไม่ได้รับผลกระทบ ไม่มีปัญหานั้น ภาคธุรกิจ ภาคแรงงาน และลูกจ้างจำนวนมากนั้นมองต่างคิดต่างจากรัฐบาลไม่น้อยเลย ไม่ต้องอื่นไกล ดูยอดขายของบรรดาห้างยักษ์ใหญ่ ดิสเคาท์สโตร์ต่างชาติก็ได้ หลายสาขาเหมือนผีจะหลอก ปิดแอร์ปิดไฟแบบประหยัดกันเต็มที่ จำนวนช่องจ่ายเงินติดไว้เต็มพรืดแต่เปิดรับเพียงไม่กี่ช่องเท่านั้น ประหยัดค่าเบี้ยเลี้ยงพนักงานกันสุดฤทธิ์ สถานการณ์แบบนี้ นายอภิสิทธิ์ต้องเร่งปรองดองอย่างแท้จริง และต้องเร่งยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ตามที่ภาคธุรกิจวิงวอนขอโดยเร็ว ส่วนว่าหากจะมีใครที่เสพติดอำนาจ แล้ว “ลงแดง” ก็คงช่วยไม่ได้.


