ที่มา บางกอกทูเดย์ การออกข่าว “ซื้อคืนไทยคม” ถือเป็นเผือกร้อน กระแสฮอตล่าสุด ที่ทำให้การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ปั่นป่วน เพราะจริงๆ แล้วยังเป็นแค่แนวคิด ก็คนรอบข้างนายกฯ ปากไวกันไปก่อนแล้ว กลายเป็นประเด็นร้อนที่ถูกจับตามองอย่างมากขึ้นมาในทันที กรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ยอมรับว่ามีแนวคิดที่จะซื้อคืนดาวเทียมไทยคมจากเทมาเส็ก เรียกได้ว่า ทั้งสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มการเมือง ภาคเศรษฐกิจ นักลงทุนไทย และนักลงทุนต่างชาติ ต่างมีการวิพากษ์วิจารณ์กันกระหึ่ม รัฐบาลสามารถสร้างกระแสได้ชนิดที่ต้องยอมรับว่า “ฝีมือ” จริงๆ เพราะแม้ในช่วงนี้จะเป็นกระแสบอลโลกฟีเวอร์ แต่มาเจอเรื่องซื้อคืนไทยคม บอลโลกก็ยังกลบกระแสไม่อยู่ ปัญหาเพียงแค่ว่า เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นที่หลากหลายสุดแท้แต่ว่า ใครจะมองในมุมไหน มองในมุมรัฐบาล เหตุผลก็มีการเผยไต๋ออกมาชัดเจนแล้วว่า มองในแง่ของความมั่นคงเป็นหลัก ซึ่งถือเป็นเหตุผลที่พูดเมื่อไหร่ก็ใช้เป็นข้ออ้างได้เมื่อนั้น และเช่นเดียวกับกลุ่มสีเสื้อต่างๆ ที่ยืนอยู่ในขั้วต้องการให้คนชื่อ “ทักษิณ ชินวัตร” ปิดฉากจากประเทศไทยไปตลอดกาล ต่างก็ออกมา ขานรับอุตลุดว่าสมควรอย่างยิ่งที่จะซื้อคืน แถมบางรายไม่น่าเชื่อว่าอยู่ในโลกของเศรษฐกิจทุนนิยมในยุคปัจจุบันด้วยซ้ำ เพราะเสนอให้รัฐบาลใช้การยึดคืนมาเป็นสมบัติของรัฐดื้อๆ อย่างนั้นเลย... โดยอาจจะลืมนึกไปว่าแค่นี้ประเทศไทยในสายตาโลกก็บิดเบี้ยวไปเยอะแล้ว หากขืนใช้วิธียึดคืน ก็แทบจะไม่ต่างกับ การปิดประตูเรื่องการลงทุนจากต่างประเทศไปเลย หน่วยงานอย่างสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ คงต้องปิดป้ายหยุดกิจการไปเลย เพราะเป็นเรื่องยากที่จะตอบสังคมต่างประเทศว่า รัฐบาลไทยใช้กฎหมาย ใช้เหตุผล หรือใช้อำนาจข้อใดในการยึดคืนไทยคม??? ในขณะที่หากเป็นมุมมองของนักลงทุน ส่วนใหญ่จะจับตามองกันเขม็งว่า สุดท้ายเรื่องนี้จะยุติอย่างไร จะมีการซื้อคืนจริงๆ หรือไม่ และที่สำคัญจะซื้อคืนในราคาใด??? ถ้าเป็นอย่างที่มีการปล่อยข่าวจริงๆ คือ ใช้เงินไม่เกิน 5,000 ล้านบาท การเก็งกำไรราคาหุ้นไทยคมในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกระฉูดแน่ เพราะราคา ณ ปัจจุบัน ที่ขยับขึ้นมาหลังรัฐบาลยอมรับว่าสนใจที่จะซื้อไทยคมคืน จากราคาหุ้นละ 4-5 บาท ก็ขยับขึ้นมาเป็น 6-7 บาทเข้าไปแล้ว... จนเกิดการตั้งคำถามว่า น่าเป็นข่าวที่กระทบกับราคาหุ้นหรือไม่ ทั้งตลาดหลักทรัพย์ฯ และ กลต.จะทำอย่างไรกับกรณีข่าวนี้ ... และจะสั่งแขวนหุ้นพักการซื้อขายจนกว่าข่าวนี้จะนิ่งหรือไม่??? จริงๆ แล้วเรื่องนี้ แม้ว่านายอภิสิทธิ์ อาจจะไม่เข้าใจลึกซึ้งถึงกฎหมายตลาดหลักทรัพย์ ในเรื่องของการให้ข่าวที่กระทบกับราคาหุ้น แต่เรื่องอย่างนี้นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ต้องถือว่าเชี่ยวชาญชำนาญเกมตลาดหุ้นเป็นอย่างยิ่ง เพราะเคยเป็นวาณิชธนกิจตลาดหุ้นมาเองกับมือ จึงควรที่จะเป็นพี่เลี้ยงนายอภิสิทธิ์ ว่าอะไรควรพูดหรือไม่ควรพูด เพราะแค่นายอภิสิทธิ์ ยอมรับว่า รัฐบาลมีแนวคิดซื้อดาวเทียมไทยคมจริง ขณะนี้กระทรวงการคลังกำลังพิจารณาอยู่ เหตุผลคือถ้าคำนึงถึงผลกระทบต่อความมั่นคงในเรื่องของดาวเทียม “ใช่ครับ ผมคิดว่ามีความเป็นไปได้..ผมคิดว่าจะเป็นประโยชน์ถ้าได้คืนมา แต่เราก็ต้องดูความสมเหตุสมผลในเรื่องของเงื่อนไขราคาต่างๆ ทั้งนี้ รัฐบาลจะซื้อเฉพาะดาวเทียมเท่านั้น ส่วนจะใช้เวลานานแค่ไหน ขึ้นอยู่กับกระทรวงการคลัง” นายอภิสิทธิ์พูดชัด เท่านี้ราคาหุ้นไทยคมก็เก็งกำไรกันอุตลุดแล้ว ยิ่งนายศิริโชค โสภา ในฐานะเลขานุการส่วนตัว นายอภิสิทธิ์ ออกมายืนยันซ้ำว่านายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้กระทรวงการคลัง และกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ศึกษาแนวทางซื้อหุ้น บริษัทไทยคม คืนจากกลุ่มเทมาเส็ก สิงคโปร์ โดยขณะนี้รัฐบาลส่งตัวแทนคุยกับเทมาเส็กแล้ว ซึ่งทางเทมาเส็กก็พร้อมที่จะรับฟังข้อเสนอจากรัฐบาลไทย แถมให้รายละเอียดด้วยว่า ในเบื้องต้นการซื้อหุ้นคืนนั้น อาจจะเป็นไปได้ 2 แนวทาง ได้แก่ การให้รัฐวิสาหกิจที่มีความพร้อมและมีความสนใจเข้าไปซื้อ เช่น บริษัท อสมท. และ กสท.โทรคมนาคม (กสท.) และแนวทางที่ 2 คือ ให้คนไทยมีส่วนร่วมในการระดมเงินซื้อดาวเทียมไทยคมกลับมาเป็นของคนไทย ซึ่งอาจจะเป็นการตั้งกองทุนไทยคมและให้คนไทยเข้าไปถือหุ้น “หากจะซื้อเฉพาะดาวเทียม คาดว่าจะใช้เงินไม่เกิน 1,000 ล้านบาท แต่ขณะเดียวกันก็ต้องดูด้วยว่าทางเทมาเซคยินดีจะขายให้เฉพาะดาวเทียม หรือจะขายให้ทั้งบริษัท รวมทั้งขึ้นอยู่กับรายละเอียดข้อเสนอจากทางรัฐบาลไทยด้วย” นายศิริโชคย้ำยืนยัน นี่หากเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองที่ร้อนแรง และคนออกมาพูดไม่ใช่รัฐบาลแล้ว รับรองเจอดาบจากทั้งตลาดหลักทรัพย์ฯ และ กลต.อย่างแน่นอน ซึ่งนายกรณ์ นั้นรู้ดีที่สุด จึงตอบเลี่ยงในเรื่องนี้ว่าไม่ขอพูดถึง เนื่องจากไม่เหมาะสม เพราะทั้ง บริษัท ชินคอร์ป และบริษัท ไทยคม เป็นบริษัทอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ หากพูดไปจะไม่ยุติธรรมกับผู้ถือหุ้นทุกๆ ราย ดังนั้นคงไม่มีอะไรที่จะเปิดเผยได้ “ผมยอมรับว่าผมเดินทางไปพบกับเทมาเส็กจริง ในช่วงหลังมีการบุกสถานีดาวเทียมไทยคมที่ อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี แล้วผมก็ออกค่าตั๋วเองด้วย แต่ผมขอไม่พูดเรื่องนี้” นายกรณ์ กล่าว อย่างไรก็ตามนายกรณ์ให้เหตุผลว่า การที่เดินทางไปพบเทมาเส็ก ก็เนื่องจากเทมาเส็ก ถือว่าเป็นหน่วยงานสำคัญหน่วยงานหนึ่งของรัฐบาลประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเป็นประเทศสมาชิกอาเซียน และเป็นมิตรที่ดีกับไทย เพราะฉะนั้นจะมีอะไรก็ย่อมจะพูดคุยทำความเข้าใจกัน ซึ่งกรณีบริษัทที่เทมาเส็กถือหุ้นใหญ่อยู่ก็เป็นปกติในการที่จะพูดคุยกัน “หากพูดไปจะไม่ยุติธรรมกับผู้ถือหุ้นทุกๆ ราย รวมทั้งจะซื้อหรือไม่ซื้อ จะขายหรือไม่ขายเรื่องเหล่านั้นไม่เหมาะสมที่จะชี้แจง” ยิ่งเรื่องนี้ทาง บ.เทมาเส็ก จะยินดีหรือไม่นั้น นายกรณ์ ตอบว่า ขอไม่พูดแทนเขา ถ้าให้ข้อมูลมากกว่านี้จะสุ่มเสี่ยงต่อการกระทำผิด พ.ร.บ. ตลาดหลักทรัพย์ แล้วจะมีผลต่อการซื้อขายหุ้น จึงไม่ขอพูดอะไรกันมากกว่านี้ ส่วนกรณีที่นายกฯ ให้กระทรวงการคลังไปศึกษา การจะศึกษาหรือไม่ศึกษาอย่างไร เมื่อมีประเด็นที่จะต้องชี้แจงเพื่อให้สาธารณชนรับรู้ก็ขอชี้แจงในตอนนั้น เรียกว่านายกรณ์เป็นมวยเกี่ยวกับเรื่องตลาดหลักทรัพย์ แต่คนอื่นไม่ใช่ เพราะฉะนั้นแค่เท่าที่เป็นข่าวกระฉ่อนทั่วประเทศ ราคาหุ้นไทยคมก็ขยับแล้ว และคำถามในแวดวงนักลงทุนก็กระหึ่มแล้ว โดยปรากฏว่าราคาหุ้นของบริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) ทะยานขึ้นได้อย่างร้อนแรง ปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เปิดตลาด และปรับขึ้นจนชนเพดานสูงสุด (ซีลลิ่ง) ในช่วงบ่ายของวันที่ระดับ 7.05 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 1.60 บาท หรือ 29.36% มูลค่าการซื้อขาย 825.44 ล้านบาท เป็นหลักทรัพย์ที่ปรับเพิ่มขึ้นสูงสุด โดยมีมูลค่าซื้อขายมากเป็นอันดับ 8 นักวิเคราะห์จาก บล.อยุธยากล่าวว่า ขั้นตอนการซื้อหุ้นไทยคมของรัฐบาลไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้เวลาการศึกษาอีกนานว่าจะซื้อในรูปแบบใด จะใช้แหล่งเงินทุนจากไหน ที่สำคัญทางเทมาเส็กยังไม่ได้สรุปที่จะขายกิจการดาวเทียม นักวิเคราะห์มองว่า ในปี 2549 เทมาเส็กใช้เงิน ซื้อไทยคมด้วยมูลค่า 17,000 ล้านบาท ในราคา 15.10 บาทต่อหุ้นจำนวน 1,100 ล้านหุ้น หากรัฐบาลต้องการซื้อเฉพาะดาวเทียมกลับมา คาดว่าจะต้องใช้เงินมากกว่า 1,000 ล้านบาท แต่หากรัฐบาลไทยต้องซื้อไทยคมทั้งหมด จะต้องใช้เงินราว 17,000 ล้านบาท ส่วนนักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ กิมเอ็ง มองว่าเป็นกรณีที่ประเมินได้ยากว่ารัฐบาลจะซื้อไทยคมจริงหรือไม่ แต่หากจะซื้อจริงต้องใช้เวลานาน ส่วนจะใช้เงินมากน้อยเพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับราคาที่ตกลงจะซื้อขาย ซึ่งมูลค่าหุ้นตามบัญชี (บุ๊กแวลู) ของบริษัทฯ อยู่ที่ระดับ 13.80 บาท/หุ้น แต่เชื่อว่ารัฐบาลจะต่อลงไปอีก ขณะที่ราคาที่บริษัทฯ ให้ตามปัจจัยพื้นฐานนั้น อยู่ในระดับ 8.40 บาท/หุ้น นอกจากนี้ หากรัฐบาลจะซื้อหุ้นไทยคมก็ต้องทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ (เทนเดอร์ ออฟเฟอร์) ด้วย อย่างไรก็ตามหากสิ่งที่รัฐบาลไทยสนใจ คือ ดาวเทียม ซึ่งหากจะซื้อเฉพาะดาวเทียม และหากเทมาเส็กยินยอมขาย ก็จะเป็นราคาเฉพาะดาวเทียม ซึ่งอาจจะเป็นวงเงิน ประมาณ 1,000 ล้านบาท – 5,000 ล้านบาท แต่ถ้าเป็นการซื้อขายทั้งบริษัท รับรองได้ว่าจะใช้เงินเป็นระดับหมื่นล้านบาทขึ้นไปอย่างแน่นอน เพราะต้องไม่ลืมว่า กองทุนเทมาเส็กเอง ก็เป็นหน่วยงานลงทุนที่มุ่งหวังกำไรหรือผลประโยชน์ตอบแทนในการลงทุน การที่จะให้ยอมขายขาดทุนให้กับรัฐบาลไทยนั้น เชื่อว่าคงไม่ยอมแน่ เพราะที่ผ่านมาแค่ผลการดำเนินงานของกองทุนเทมาเส็กลดลง รัฐบาลสิงคโปร์ก็เข้ามาเล่นงานตรวจสอบ โยกย้ายผู้บริหารกองทุนเทมาเส็กอุตลุดแล้ว ฉะนั้นเชื่อได้เลยว่าทางเทมาเส็กฯ คงจะต้องขอดูเงื่อนไขต่างๆ จากรัฐบาลไทยก่อน เพราะถือเป็นเงื่อนไขในเชิงธุรกิจ เนื่องจากผู้บริหารเทมาเส็กก็ต้องไปตอบผู้ถือหุ้นถือกองทุน รวมทั้งตอบกับรัฐบาลสิงคโปร์ให้ได้ด้วยเช่นกัน ดังนั้นจริงๆ แล้ววันนี้ ทุกอย่างต้องขึ้นอยู่กับรายละเอียดข้อเสนอจากทางรัฐบาลไทย ซึ่งในเมื่อในวันนี้ยังไม่มีความชัดเจนใดๆ ก็ไม่น่าที่จะให้ข่าวกระหึ่มกันออกมาก่อนเช่นนี้ ปัจจุบัน บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือชินคอร์ป ซึ่งมีกลุ่มเทมาเส็ก สิงคโปร์ เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่นั้น นับเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท ไทยคม จำนวน 450,870,934 หุ้น หรือคิดเป็นสัดส่วน 41.14% ตามมาด้วย บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด ถือหุ้นในสัดส่วน 3.52 % นายอำนวย พิจิตรพงศ์ชัย ถือหุ้นอยู่ในสัดส่วน 1.12% นางราณี เอื้อทวีกุล ถือหุ้นอยู่ 1.09 % และนางบุปผา งามอภิชน ถือหุ้นอยู่ 1.09 % แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ รัฐบาลจะเอาเงินจากไหนมาซื้อ และหากได้คืนมาแล้วจะบริหารจัดการอย่างไร จะใช้ประโยชน์เพื่อการเมืองของรัฐบาล หรือเพื่อประโยชน์ของประชาชน ทั้งหมดคือคำถามที่รัฐบาลต้องตอบประชาชน
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Wednesday, June 16, 2010
บ้านเมืองวุ่น! แต่หุ้นกระฉูดชนเพดาน!! ซื้อคืน‘ไทยคม’ปากไวไปมั้ง?
คปส.ค้านกองทัพเข้ามาจัดสรรคลื่นความถี่วิทยุ-โทรทัศน์
ที่มา ประชาไท คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อเรียกร้องให้ ส.ส. ค้านการแก้ไขหลักการ "พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ" ที่เปิดให้ตัวแทนจากฝ่ายกองทัพเข้ามาเป็น กสทช. ถ้าให้แก้เท่ากับให้กองทัพครอบงำกิจการสื่อฯ ชี้ปัจจุบันกลาโหมเป็นเจ้าของคลื่นวิทยุกว่า 201 สถานี เป็นเจ้าของทีวี 2 ช่อง ถ้าให้ทหารเข้ามายุ่งย่อมปฏิรูปสื่อได้ยาก วันนี้ (15 มิ.ย.) คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ หรือ คปส. ออกแถลงการณ์ "คัดค้านร่างกฎหมาย องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ ‘ฉบับ ท.ทหาร ฉุกเฉิน’" โดยระบุว่าถ้าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรยอมให้วุฒิสภาแก้ไขหลักการของ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ที่เปิดให้ตัวแทนจากฝ่ายกองทัพเข้ามาเป็นคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ก็เท่ากับให้กองทัพครอบงำกิจการสื่อกระจายเสียง โดย คปส. มีข้อเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร สื่อมวลชน และสาธารณชน ดังนี้ 1. ขอให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคัดค้านการแก้ไขหลักการสำคัญโดยวุฒิสภา ที่เปิดให้ตัวแทนจากฝ่ายกองทัพเข้ามาเป็น กสทช. และจัดสรรผลประโยชน์ล่วงหน้าให้กับ หน่วยงานของตน และขอให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งยึดมั่น ในเจตนารมณ์การปฏิรูปสื่อ อันเป็นหลักการรองรับสิทธิเสรีภาพการสื่อสาร ของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ และการได้มาซึ่งองค์กรอิสระที่เป็นอิสระ อย่างแท้จริง 2. ขอให้สภาผู้แทนราษฎรมีมติไม่เห็นชอบการทำหน้าที่กลั่นกรองร่างกฎหมายฉบับนี้ ของวุฒิสภา และตั้งกรรมาธิการร่วมระหว่างสองสภาขึ้นเพื่อทำหน้าที่พิจารณาร่างกฎหมาย ฉบับนี้อีกครั้งหนึ่ง โดยต้องเปิดเผยให้สาธารณชนรับรู้และมีส่วนร่วมตรวจสอบโดยตรง และ 3. ขอให้สื่อ มวลชน และ สาธารณชน ติดตามการแก้ไขร่างกฎหมายฉบับนี้อย่างใกล้ชิดและ ให้ข่าวสารอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมอย่างกว้าง ขวางในการตรวจสอบและปกป้องผลประโยชน์จากการใช้ทรัพยากรสื่อสารของสาธารณะ โดยมีรายละเอียดของแถลงการณ์ดังนี้ 000 แถลงการณ์คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ สืบเนื่องจากการประชุมวุฒิสภา สมัยวิสามัญนัดพิเศษ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 30 พฤษภาคม 2553 ที่ผ่านมา เพื่อทำหน้าที่กลั่นกรองร่างพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความ ถี่ และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. … และวุฒิสภามีมติผ่านร่างกฎหมาย โดยแก้ไขในหลักการสำคัญ ประกอบด้วย 1) การเพิ่มองค์ประกอบในองค์กรอิสระให้กับฝ่ายความมั่นคง และกำหนดให้มีกรรมการมาจากฝ่ายความมั่นคง ตลอดจนเปิดให้หน่วยงานความมั่นคงส่งตัวแทนเข้าคัดเลือกกันเองเป็นกรรมการ และ 2) การกำหนดให้ต้องจัดสรรคลื่นความถี่ให้กับฝ่ายความมั่นคงได้ใช้ อย่างเพียงพอ คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.) เห็นว่า การกลั่นกรองร่างกฎหมายของวุฒิสภาในครั้งนี้ ถือได้ว่าเป็นการทำลายหลักการ สำคัญและเจตนารมณ์ในการปฏิรูปสื่อของภาคประชาชน ที่เรียกร้องให้มีองค์กรที่เป็นอิสระทำหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับดูแลการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ ตลอดจนกิจการโทรคมนาคมมาตลอดระยะเวลากว่าสิบปี กล่าวคือ เป็นการอาศัยสถานการณ์ขัดแย้งทางการเมืองเพื่อสร้างความชอบธรรม ให้แก่หน่วยงานความมั่นคงหรือกองทัพ ในการเข้าแทรกแซงองค์กรอิสระ และจัดสรรผลประโยชน์ให้กับตนเองอีกครั้งหนึ่ง เพราะภายหลังที่กองทัพได้กระทำ การรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้ผ่านร่างกฎหมายและบังคับใช้พระราชบัญญัติการประกอบกิจการ กระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 มีสาระสำคัญคือ เปิดให้กองทัพสามารถแสวงหารายได้ในเชิงพาณิชย์จากการประกอบ กิจการวิทยุและโทรทัศน์ได้ต่อไปดังที่ได้ดำเนินการมาอย่างยาวนาน ตลอดห้าทศวรรษที่ผ่านมา วิกฤตความขัดแย้งทางการเมืองใน ปัจจุบันที่นำมาซึ่งความสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนไทย ส่วนหนึ่งสะท้อนให้เห็นความล้มเหลวของรัฐในการปฏิรูปสื่อ ส่งผลให้สังคมไทยขาดกลไกที่เป็นอิสระกำกับดูแลสื่อวิทยุและ โทรทัศน์เป็นเวลายาวนาน อีกทั้งการที่หน่วยงานรัฐและทุนที่ครอบครองสื่อผูกขาดเดิมได้เข้าแทรกแซงกระบวนการสรรหาคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการ โทรทัศน์แห่งชาติ (กสช.) จนไม่สามารถจัดตั้งองค์กรอิสระดังกล่าวได้เป็นระยะเวลากว่าสิบปี กระทั่งการรัฐประหารในปี 2549 มีผลให้เป็นการล้มล้างรัฐธรรมนูญมาตรา 40 โดยแก้ไขเป็นมาตรา 47 ซึ่งสาระสำคัญที่เปลี่ยนไป คือการกำหนดให้รวมสององค์กรกำกับดูแลเข้าด้วยกันเป็นคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จนนำมาสู่การร่างกฎหมายดังกล่าวในปัจจุบัน ซึ่ง คปส. สนับสนุนร่างฉบับสภาผู้แทนราษฎร แต่คัดค้านร่างที่ผ่านการพิจารณาของวุฒิสภาที่ได้แก้ไขสาระสำคัญ อันขัดต่อเจตนารมณ์การปฏิรูปสื่อ ในการนี้หากรัฐบาลยินยอมต่อข้อขัดแย้งในหลักการสำคัญที่วุฒิสภาแก้ไข ย่อมไม่ต่างจากการปกป้องผลประโยชน์ให้กองทัพมีอำนาจในการครอบงำกิจการสื่อกระจายเสียง อีกทั้งยังตอกย้ำปัญหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะปัจจุบันกระทรวงกลาโหมเป็นเจ้าของคลื่นความถี่วิทยุมากถึง 201 สถานี และเป็นเจ้าของสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 และเป็นผู้ดูแลสัมปทานสถานีโทรทัศน์ช่อง 7 มาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ดังนั้นถ้าหน่วยงานจากฝ่ายทหารเข้ามาเป็นตัวแทนในองค์กรกำกับ ดูแลอิสระย่อมเป็นไปได้ยากมากที่จะปฏิรูปสื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ที่แท้จริง คปส. ซึ่งเป็นองค์กรภาค ประชาสังคมที่ติดตามตรวจสอบและผลักดันการปฏิรูปสื่อมากว่าหนึ่ง ทศวรรษจึงมีข้อเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร สื่อมวลชน และสาธารณชน ดังนี้ 1. ขอให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคัดค้านการแก้ไขหลักการสำคัญโดยวุฒิสภา ที่เปิดให้ตัวแทนจากฝ่ายกองทัพเข้ามาเป็น กสทช. และจัดสรรผลประโยชน์ล่วงหน้าให้กับ หน่วยงานของตน และขอให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งยึดมั่น ในเจตนารมณ์การปฏิรูปสื่อ อันเป็นหลักการรองรับสิทธิเสรีภาพการสื่อสาร ของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ และการได้มาซึ่งองค์กรอิสระที่เป็นอิสระ อย่างแท้จริง 2. ขอให้สภาผู้แทนราษฎรมีมติไม่เห็นชอบการทำหน้าที่กลั่นกรองร่างกฎหมายฉบับนี้ของวุฒิสภา และตั้งกรรมาธิการร่วมระหว่างสองสภาขึ้นเพื่อทำหน้าที่พิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้อีกครั้งหนึ่ง โดยต้องเปิดเผยให้สาธารณชนรับรู้และมีส่วนร่วมตรวจสอบโดยตรง 3. ขอให้สื่อ มวลชน และ สาธารณชน ติดตามการแก้ไขร่างกฎหมายฉบับนี้อย่างใกล้ชิดและ ให้ข่าวสารอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมอย่างกว้าง ขวางในการตรวจสอบและปกป้องผลประโยชน์จากการใช้ทรัพยากรสื่อสารของสาธารณะ
คัดค้านร่างกฎหมาย องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ ‘ฉบับ ท.ทหาร ฉุกเฉิน’
ด้วยความเชื่อมั่นในเจตนารมณ์การปฏิรูปสื่อ
คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.)
15 มิถุนายน 2553
เหตุการณ์ “อาทิตย์แดงเดือด” (Bloody Sunday): ความยุติธรรมไม่มีวันหมดอายุ
พิภพ อุดมอิทธิพงศ์


ผู้ชุมนุมชาวคาธอลิคและทหารอังกฤษในเหตุการณ์ “อาทิตย์แดงเดือด” (ภาพ: KPA/Zuma/Rex Features)
ชมชุดภาพที่รวบรวมโดย the Guardian (คลิกที่นี่) แผนที่ลำดับเหตุการณ์โดย the Guardian (คลิกที่นี่)
แม้จะผ่านไปเกือบ 40 ปี ประชาชนชาวไอร์แลนด์เหนือไม่มีวันลืมเหตุการณ์สังหารหมู่ที่รัฐบาลอังกฤษกระทำต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ และเป็นชนวนสำคัญที่ทำให้ประชาชนจำนวนมากเลือกจับอาวุธต่อสู้กับรัฐบาลอย่างยืดเยื้อในอีกสามทศวรรษต่อมา จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 3,500 คน แต่ในรายงานสอบสวนข้อเท็จจริงครั้งใหม่ที่กำลังมีการเผยแพร่ต่อสาธารณะ พวกเขาคงได้เห็นความยุติธรรมที่รอคอย รวมทั้งการฟ้องร้องดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ปราบปรามผู้ชุมนุมอย่างสันติด้วยความเหี้ยมโหด
Bloody Sunday เกิดขึ้นเมื่อปี 2515 เป็นเหตุการณ์ที่ทหารของรัฐบาลอังกฤษสังหารพลเรือนมากที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยมีการยิงปืนใส่ผู้ชุมนุม 27 คน เป็นเหตุให้ 13 คนเสียชีวิตทันที อีกหนึ่งคนเสียชีวิตอีกสี่เดือนกว่าถัดมา (ซึ่งนับว่าน้อย ถ้าเทียบกับความเสียหายต่อชีวิตและร่างกายของพลเรือนผู้เข้าร่วมการชุมนุมของกลุ่ม นปช. ช่วงเดือนเม.ย.กับ พ.ค.ที่ผ่านมา)
ในวันที่ 30 มกราคม 2515 กลุ่มสิทธิมนุษยชนในไอร์แลนด์เหนือ (Civil Rights Association) ได้ขัดขืนคำสั่งห้ามของรัฐบาล และประกาศเดินขบวนชุมนุมโดยสันติและไม่มีการติดอาวุธ ในเขต Bogside ของเมือง Londonderry หรือ Derry ซึ่งเป็นเมืองใหญ่สุดเป็นอันดับสองของไอร์แลนด์เหนือ (ทำให้เหตุการณ์นี้มีอีกชื่อว่า Bogside Massacre) โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมประมาณหนึ่งหมื่นคน แต่ปรากฏว่าทหารหน่วยพลร่มของอังกฤษตัดสินใจใช้อาวุธปืนยิงเข้าใส่ผู้ชุมนุม ซึ่งต่อมาพบว่าผู้เสียชีวิตไม่มีอาวุธเลย และเป็นผู้ชายทั้งสิ้น 13 คน ในจำนวนนี้เป็นวัยรุ่นเจ็ดคน
การเดินขบวนเป็นการประท้วงชาวคาทอลิกต่อนโยบายจับกุมโดยไม่มีการตั้งข้อหาและไม่มีสิทธิอุทธรณ์ทางต่อศาล หรือที่เรียกว่า “internment” ซึ่งเป็นมาตรการที่ทางการอังกฤษนำมาใช้ตั้งแต่หนึ่งปีก่อนหน้านั้น โดยอ้างว่าเพื่อค้นหาและจับกุมผู้นำกลุ่มติดอาวุธที่ต่อต้านรัฐบาล เป็นเวลานับร้อยปีที่ชาวคาทอลิกในไอร์แลนด์พยายามต่อต้านระบอบปกครองของอังกฤษ เนื่องจากถูกกดขี่ ข่มเหง และมีการละเมิดสิทธิเสรีภาพด้านต่างๆ อย่างกว้างขวาง
ผลจากการปราบปรามพลเรือนอย่างเลือดเย็นในครั้งนั้น ทำให้ประชาชนในไอร์แลนด์เหนือจำนวนมากตัดสินใจเข้าร่วมกับกลุ่ม Irish Republican Army (IRA) ซึ่งเป็นกลุ่มแบ่งแยกดินแดนที่ใช้อาวุธต่อสู้กับรัฐบาล และทำให้เกิดสงครามกลางเมืองระหว่าง IRA กับรัฐบาลอังกฤษและกลุ่มติดอาวุธที่สนับสนุนรัฐบาลอังกฤษ (unionists) สงครามกลางเมืองยืดเยื้อมาถึงสามทศวรรษ และทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 3,500 คน เฉพาะปี 2515 เหตุการณ์สังหารเอาชีวิตผู้คนได้พุ่งขึ้นถึง 500 ศพ ซึ่งนับว่าเลวร้ายสุดในรอบสามทศวรรษ
มีการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง (คล้ายๆ กับคณะกรรมการที่รัฐบาลอภิสิทธิ์แต่ตั้งและนำโดยนายคณิต ณ นคร) ถึงสองครั้ง ครั้งแรกว่ากันว่าเป็นความพยายาม “ฟอก” รัฐบาล (whitewash) โดยมีประธานคือ Baron John Widgery อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเขตอังกฤษและเวลส์ (Lord Chief Justice of England and Wales) แต่ถึงอย่างนั้น ข้อสรุปที่ได้ก็ชัดเจนว่าเป็นการยิงในลักษณะที่ “น่าจะเข้าใกล้การยิงแบบไม่เลือกเป้า” ("bordered on the reckless")
เมื่อมีการลงนามในสัญญาสันติภาพเมื่อปี 2541 (Good Friday Agreement) รัฐบาลนายโทนี่ แบลร์จากพรรคแรงงานจึงได้รับปากที่จะตั้งคณะกรรมการไต่สวนขึ้นมาอีกชุดเพื่อรื้อฟื้นการพิจารณากรณีนี้อีกครั้ง เขาบอกในช่วงการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนชุดใหม่ด้วยว่า คนที่ตายต้องถือเป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่ตรงกับข้อกล่าวหาใดๆ ที่ว่าพวกเขาถูกยิงขณะที่ถืออาวุธปืนหรือระเบิดตะปู (nail bomb)
คณะกรรมการไต่สวนชุดใหม่นี้ที่นำโดย Lord Mark Saville ใช้เวลาเสาะหาข้อเท็จจริงอีก 12 ปี ใช้งบประมาณไปกว่า 190 ล้านปอนด์ (เก้าพันกว่าล้านบาท) มีการสอบปากคำพยานกว่า 900 ปาก และมีการรับถ้อยแถลงเพื่อให้การจากประชาชนอีก 2,500 คน และเพิ่งมีการส่งมอบรายงานหนา 500 หน้าให้นายกฯ คนใหม่ คือนายเดวิด คาเมรอน จากพรรคอนุรักษ์นิยมไปเมื่อวันจันทร์ที่ 14 มิ.ย.นี้เอง
รายงานฉบับนี้จะเปิดเผยอย่างเป็นทางการต่อสาธารณะในวันอังคารที่ 15 มิ.ย. 2553
ในบรรดาพยานผู้ให้ปากคำประกอบด้วยนาย Martin McGuinness ผู้ช่วยรัฐมนตรี (Deputy First Minister) ของรัฐบาลไอร์แลนด์เหนือ เขายอมรับว่าดำรงตำแหน่งเป็นนายทหารระดับผู้บังคับบัญชาของกลุ่ม IRA ที่เมือง Londonderry ตอนที่เกิดเหตุ
“พลเมืองที่เมือง Derry ทั้งชายและหญิง ต้องการให้ลอร์ดเซวิลล์ทำข้อมูลให้ประจักษ์ชัดว่า ทั้ง 27 คนที่ถูกยิงในวันนั้น ต่างถูกฆาตกรรมและทำร้ายจนบาดเจ็บ พวกเขาเป็นผู้บริสุทธิ์ และผู้ที่ทำร้ายผู้อื่นจนบาดเจ็บล้มตายต้องเป็นฝ่ายผู้กระทำผิด” เขากล่าวเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา
ในทำนองเดียวกับการอ้างความชอบธรรมของรัฐบาลไทยต่อการปราบปรามการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง รัฐบาลอังกฤษในขณะนั้นที่นำโดยนายวิลเลียม เฮก (William Hague) จากพรรคอนุรักษ์นิยมอ้างว่า กลุ่มผู้ชุมนุมมีการใช้ทั้งอาวุธปืนและระเบิด ทำให้รัฐบาลต้องสั่งการให้ทหารใช้อาวุธเพื่อปราบปราม
เหตุการณ์ “อาทิตย์แดงเดือด” นับเป็นเหตุการณ์ที่ทหารรัฐบาลอังกฤษสังหารพลเรือนจำนวนมากสุดในประวัติศาสตร์ นับแต่การสังหารหมู่ปีเตอร์ลู (Peterloo massacre) ที่เมืองแมนเชสเตอร์เมื่อ 150 ปีก่อนหน้านั้น ในครั้งนั้นมีพลเรือนเสียชีวิต 15 คน (แสดงว่าทหารอังกฤษเขาไม่ได้มีไว้ยิงประชาชนของตนเอง - ผู้เขียน)
คาดว่าในรายงานของ Lord Seville จะมีการระบุชื่อนายทหารที่เป็นคนลั่นไก และน่าจะมีการฟ้องร้องดำเนินคดีให้เป็นเยี่ยงอย่างต่อไป แม้เหตุการณ์จะผ่านไปเกือบ 40 ปี
คงเป็นอุทาหรณ์สำหรับรัฐบาลอภิสิทธิ์ว่า ความยุติธรรมไม่มีวันหมดอายุ !!!
ที่มา:
เรียบเรียงจากhttp://www.guardian.co.uk/uk/2010/jun/10/bloody-sunday-inquiry-northern-ireland และอื่น ๆ
นักปรัชญาชายขอบ: ความฉลาดซ้ำซาก!
ที่มา ประชาไท นักปรัชญาชายขอบ ในที่สุด ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์หรือนิด้า ก็ได้รับเทียบเชิญจากรัฐบาลอภิสิทธิ์ให้รับหน้าที่ประธานคณะกรรมการปฏิรูปการเมือง อันเป็นกิจกรรมคู่ขนานกับแผนปรองดอง หลายคนมองว่า เขามักแสดงทัศนะทางการเมืองสนับสนุนฝ่ายเสื้อเหลือง หรือเป็นนักวิชาการที่มี “หัวใจสีเหลือง” แต่สำหรับผมใครจะเป็นสีไหนไม่สำคัญ ผมสนใจ “วิธีคิด” ของเขามากกว่า โดยเฉพาะที่ ดร.สมบัติ ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 12 มิถุนายน 2553 ต่อคำถามที่ว่า “ประเด็นหลักๆ ในการปฏิรูปการเมืองคือเรื่องอะไร” เขาตอบว่า... ขณะนี้เรื่องของการเมืองไทยมันเป็นการเมืองที่อยู่บนพื้นฐานของสังคมที่มีความแตกต่างกันชัดเจน คือโครงสร้างประชากรเป็นสามเหลี่ยมหน้าจั่ว คนที่มีอำนาจตัดสินใจเลือกตั้งเป็นคนชั้นล่างส่วนใหญ่ คุณภาพการตัดสินใจจะต่างจากสังคมที่มีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด ที่ชนชั้นกลางเป็นกลุ่มใหญ่ คุณภาพการตัดสินใจจะดีกว่า และประกอบกับดูพื้นที่ จะพบว่า ภาคอีสานมีพื้นที่มากที่สุด คนมีความรู้โดยเฉลี่ยน้อย ภาคเหนือรองลงมา สภาพเช่นนี้ทำให้กลุ่มการเมืองอาศัยความไม่รู้ ไม่เข้าใจของประชาชนเป็นเหยื่อทางการเมือง สร้างความนิยมอย่างไม่ถูกต้อง ใช้ประชาชนเพื่อการเคลื่อนไหวของตนเอง นี่คือปัญหาใหญ่ ถ้าเราปรับแก้โครงสร้างประเทศหรือบริบทสังคมเป็นสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัดไม่ได้ ปัญหาก็ยังอยู่ต่อไป ยังเจอกลุ่มการเมืองที่ใช้เรื่องความเสียเปรียบของคนชั้นล่างมาเป็นเครื่องมือได้อยู่ ถ้าจะแก้ประเด็นเหล่านี้ ต้องแก้ไขระยะยาว คือเรื่องการศึกษาจะเกิดผล 2 ประการ คือจะพึ่งพาตัวเองทางเศรษฐกิจได้ และความรู้จะทำให้เข้าใจเหตุผลและปกป้องตัวเองให้พ้นจากการเป็นเหยื่อได้ การตัดสินใจมีคุณภาพ โดยเฉพาะการเลือกตัวแทนทางการเมือง ประชาชนไม่ตกเป็นเหยื่อของนักเลือกตั้ง คำตอบของ ดร.สมบัติข้างบนนี้ (ผู้ซึ่งตอนนี้สวมบทผู้ร่วมสร้างความปรองดองและเรียกร้องให้เลิกพูดเรื่องสี) ราวกับกับ “ก๊อปปี้” คำพูดของแกนนำพันธมิตรฯ ที่เราได้ยินกันจนแสบแก้วหูตลอดสี่ห้าปีมานี้ ถ้าแยกพิจารณาเป็นประเด็นจะโต้แย้งได้ดังนี้ 1.การเมืองไทยมันเป็นการเมืองที่อยู่บนพื้นฐานของสังคมที่มีความแตกต่างกันชัดเจน คือโครงสร้างประชากรเป็นสามเหลี่ยมหน้าจั่ว คนที่มีอำนาจตัดสินใจเลือกตั้งเป็นคนชั้นล่างส่วนใหญ่ คำว่า “คนชั้นล่างส่วนใหญ่” น่าจะหมายถึง “คนชั้นกลางระดับล่าง” (ตามที่นิธิ เอียวศรีวงศ์ เคยวิเคราะห์) ที่มีรายได้เลย “เส้น” ความยากจนขึ้นมาแล้ว ซึ่งเพิ่มจำนวนมากขึ้นในต่างจังหวัด ในชนบท คนเหล่านี้มีโทรศัพท์มือถือ มอเตอร์ไซค์ รถปิ๊คอัพ สามารถส่งลูกเรียนมหาวิทยาลัย สนใจดูข่าวโทรทัศน์ อ่านหนังสือพิมพ์มากขึ้น ผู้ที่ติดตามการชุมนุมอย่างใกล้ชิด ย่อมรู้ว่าในกลุ่มคนเสื้อแดงที่มาชุมนุมส่วนใหญ่จะเป็นคนชั้นกลางระดับล่างดังกล่าวนี้ คนที่ยากจนจริงๆ (หรือ คนชั้นล่างจริงๆ) พวกเขาไม่สามารถจะทิ้งลูกทิ้งครอบครัวให้รอคอยอดอยากอยู่ที่บ้านจากการมาชุมนุมเป็นเดือนๆ ได้ 2.คุณภาพการตัดสินใจจะต่างจากสังคมที่มีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด ที่ชนชั้นกลางเป็นกลุ่มใหญ่ คุณภาพการตัดสินใจจะดีกว่า และประกอบกับดูพื้นที่ จะพบว่า ภาคอีสานมีพื้นที่มากที่สุด คนมีความรู้โดยเฉลี่ยน้อย ภาคเหนือรองลงมา สภาพเช่นนี้ทำให้กลุ่มการเมืองอาศัยความไม่รู้ ไม่เข้าใจของประชาชนเป็นเหยื่อทางการเมือง สร้างความนิยมอย่างไม่ถูกต้อง ใช้ประชาชนเพื่อการเคลื่อนไหวของตนเอง ผมว่าข้อนี้เป็น “จินตนาการ” ถ้าดูจากข้อเท็จจริง ส.ส.ที่คนอีสาน คนเหนือเลือกก็ไม่ได้แตกต่างจาก ส.ส.ที่คนภาคอื่นๆ (ที่มีคนชั้นลาง มีการศึกษาเป็นส่วนใหญ่) เลือก คือบรรดา ส.ส.ของทุกภาคก็คือนักธุรกิจ นักการเมืองท้องถิ่น อดีตข้าราชการ หรือผู้มีอิทธิพลทางการเมือง มีฐานคะแนนที่แน่นอน มีบารมีในเชิงการให้ความอุปถัมภ์ในจังหวัดนั้นๆ (จะว่าไปแล้ว นักการเมืองในภาคอีสาน ภาคเหนือ มีภาพของ “เจ้าพ่อ” น้อยกว่านักการเมืองภาคอื่นๆ ที่เศรษฐกิจดีกว่าด้วยซ้ำ) ฉะนั้น ประเด็น “ชนชั้นกลางเป็นกลุ่มใหญ่ คุณภาพการตัดสินใจจะดีกว่า” ใช้อะไรเป็นเกณฑ์วัดครับ! เอาง่ายๆ เลยถ้าใช้ “หลักการ” หรือ “อุดมการณ์” ประชาธิปไตยเป็นเกณฑ์วัด การที่คนภาคอีสาน ภาคเหนือออกมาต้านรัฐประหาร ต้าน “อำนาจนอกระบบ” ต้าน “สองมาตรฐาน” ต้าน “ความเหลื่อมล้ำ” ในเสรีภาพการแสดงออกทางการเมือง ในสิทธิและอำนาจต่อรองทางการเมือง เศรษฐกิจ รวมถึงอำนาจกำหนดถูก-ผิดทางศีลธรรม การตัดสินใจเช่นนี้เป็นการตัดสินใจที่ “ด้อยคุณภาพ” (ทางการเมือง) กว่าคนชั้นกลางส่วนใหญ่ที่ “ตัดสินใจ” สนับสนุนรัฐประหาร (และ “ตัดสินใจ” ผูกขาดการมีเสรีภาพที่เหนือกว่า อำนาจชี้นำ และตัดสินใจแทน) อย่างไร? และที่พิพากษาว่า เพราะ “ประชาชนโง่” (ไม่รู้ ไม่เข้าใจ) จึงตกเป็น “เหยื่อ” ทางการเมือง เป็น “เครื่องมือ” เคลื่อนไหวทางการเมืองนั้น ข้อเท็จจริงคือ ชาวบ้านที่เลือกผู้แทนตั้งแต่ยุครัฐธรรมนูญ 2540 เป็นต้นมา พวกเขาเลือก “นโยบาย” พรรคการเมือง และที่เขานิยมนักการเมืองหรือพรรคการเมืองใด ก็เพราะเขาพบว่านักการเมืองและพรรคการเมืองนั้นทำตามนโยบายที่หาเสียงไว้ (แม้จะไม่ใช่ทั้งหมด แต่ก็ทำได้ดีกว่าที่เคยเห็นมา) ฉะนั้น การตัดสินใจเช่นนี้ ความนิยมเช่นนี้จะเป็นความโง่ได้ ก็ต่อเมื่อ ดร.สมบัติ (หรือใครก็ตาม) เห็นว่าการเลือกนโยบาย การนิยมนักการเมืองและพรรคการเมืองที่ทำตามนโยบายเป็นสิ่งที่ผิด! หรือหากเห็นว่านักการเมือง หรือพรรคการเมืองพรรคนั้นโกง ดร.สมบัติ (หรือใครก็ตาม) ไม่อยากให้ “คนชั้นล่าง” ตกเป็นเหยื่อ เป็นเครื่องมือนักการเมือง หรือพรรคการเมืองพรรคนั้นอีกต่อไป วิธีตัดสินใจที่ “มีคุณภาพกว่า” คือ การเรียกร้องและสนับสนุนรัฐประหารเช่นนั้นหรือ? คือ การประณาม “คนชั้นล่าง” ที่ออกมาต่อต้านรัฐประหารว่าเป็น “พวกกเฬวราก” เป็นปัญหาของบ้านเมือง หรือเป็น “ฐานของปัญหาการเมือง” เช่นนั้นหรือ? 3.ถ้าจะแก้ประเด็นเหล่านี้ ต้องแก้ไขระยะยาว คือเรื่องการศึกษาจะเกิดผล 2 ประการ คือจะพึ่งพาตัวเองทางเศรษฐกิจได้ และความรู้จะทำให้เข้าใจเหตุผลและปกป้องตัวเองให้พ้นจากการเป็นเหยื่อได้ การตัดสินใจมีคุณภาพ โดยเฉพาะการเลือกตัวแทนทางการเมือง ประชาชนไม่ตกเป็นเหยื่อของนักเลือกตั้ง เห็นหรือยังครับ วิเคราะห์ปัญหาแบบสูตรสำเร็จ “ชาวบ้านจน-โง่” เสนอทางแก้แบบสูตรสำเร็จ “ให้การศึกษาแล้วจะหายจนหายโง่” ผมขอเสนออย่างนี้แล้วกันครับ ให้ ดร.สมบัติ (ในฐานะประธานคณะกรรมการปฏิรูปการเมือง) และบรรดาคนชั้นกลางผู้มีอันจะกิน มีการศึกษาดีทั้งหลาย ลอง “ทบทวน” ในเรื่องต่อไปนี้ 1. พวกคุณยอมรับได้อย่างไรกับ “เสรีภาพที่ไม่เท่าเทียม” สื่อของรัฐบาล สื่อเสื้อเหลือง หรือที่เชียร์รัฐบาลมีเสรีภาพอย่างเต็มที่ แต่สื่อฝ่ายตรงข้าม ฝ่ายเห็นต่าง วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลถูกปิดอย่างไม่มีกำหนด สมาชิกทุกคนแห่งสังคมประชาธิปไตยต้องมีเสรีภาพอย่างเท่าเทียมมิใช่หรือ? ความเป็นอยู่ที่ดี การศึกษาสูงๆไม่ได้สอนพวกคุณเช่นนี้หรือครับ? 2. แกนนำ นปช.และผู้นำรัฐบาลต่างมีส่วนทำให้คนตาย 89 ศพ บาดเจ็บเกือบ 2,000 คน แต่แกนนำ นปช.มอบตัว ถูกจับ ถูกไล่ล่า ขณะที่ฝ่ายกุมอำนาจรัฐไม่แสดงความรับผิดชอบอะไรเลย พวกคุณพึงพอใจกับมาตรฐานแห่ง “นิติธรรม” และ “นิติรัฐ” ที่เป็นอยู่นี้หรือ? 3. พวกคุณ “มีความสุข” กับการผูกขาดอำนาจคิดแทนตัดสินใจแทน หรืออำนาจต่อรองที่เหนือว่าทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และศีลธรรมจริงๆ หรือครับ? ชาวบ้านจำนวนมากที่คุณเรียกพวกเขาว่า “คนชั้นล่าง” จากภาคอีสานภาคเหนือ เขาเห็น “ความอยุติธรรม” อย่างน้อยทั้งสามเรื่องดังกล่าวนี้ จึงมาทวงขอ “ความยุติธรรม” จากพวกคุณ แต่พวกคุณนอกจะมืดบอดต่อความอยุติธรรมดังกล่าวแล้ว ยังเอาแต่ท่อง “คำพิพากษา” ต่อเนื่องกันมาหลายปีว่า “ชาวบ้านโง่ จน เจ็บ ไม่รู้ประชาธิปไตย เป็นเครื่องมือนักเลือกตั้ง!...” ไม่เบื่อ “ความฉลาดซ้ำซาก” แบบนี้ของตัวเองบ้างหรือครับ!!!
รู้สึกร่วม คนในไอร์แลนด์เหนือขึ้นป้าย "ต้องไม่นองเลือดอีก" ให้กับประเทศไทย
ที่มา Thai E-News
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ภาพข่าว Garabaldi
16 มิถุนายน 2553
รายงานจากท่านผู้อ่านแจ้งว่า เมื่อวานนี้ (15 มิ.ย.) มีรายงานชิ้นหนึ่งได้ถูกตีพิมพ์ขึ้นโดยเป็นรายงานเกี่ยวกับเหตุการณ์เมื่อ 38 ปีก่อน เมื่อทหารอังกฤษได้ยิงปืนและฆ่าผู้ประท้วงที่ไม่มีอาวุธกว่า 14 ศพ ในเมืองเดอร์รี่ประเทศไอร์แลนด์เหนือ เหตุการณ์ดังกล่าวกองทัพอังกฤษก็ได้กล่าวหาเช่นเดียวกับรัฐบาลไทยว่าผู้ประท้วงเป็น "ผู้ก่อการร้าย" เป็นกองกำลังที่มีอาวุธและใช้อาวุธปืนใส่พวกเขา เหตุการณ์ดังกล่าวไม่มีทหารได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด และรายงานเบื้องต้นก็ชี้ให้ทหารชุดดังกล่าวพ้นผิดไปทั้งหมด
อย่างไรก็ดีเมื่อสิบสองปีที่ผ่านมาได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการสืบสวนชุดใหม่ขึ้นเพื่อที่จะแสวงหาหนทางสันติภาพระหว่างฝ่ายชาตินิยมและฝ่ายยูเนี่ยน และเพื่อที่จะให้บรรลุเป้าประสงค์ คณะกรรมการชุดดังกล่าวจำนวนสองท่านก็ถูกเลือกไม่ให้เป็นคนอังกฤษ และท้ายที่สุดรายงานชิ้ินดังกล่าวได้ชี้ชัดว่าความผิดในเหตุการณ์การสังหารโหดนั้นเกิดขึ้นจากทหารอังกฤษนั่นเอง
รายงานดังกล่าวได้รับการตอบรับจากบรรดาญาติผู้เสียชีวิตซึ่งได้ดำเนินการรณรงค์เพื่อความยุติธรรมมาอย่างยาวนาน และในภาพบนกำแพงซึ่งแสดงการเฉลิมฉลองให้กับความยุติธรรมในวันนี้ ก็ได้ปรากฏเป็นรายชื่อประเทศซึ่งต้องตกเป็นเหยื่อให้กับความอยุติธรรมทั่วโลก ซึ่งได้รวมถึงประเทศไทยด้วย!
อ่านเพิ่ม
- แผนที่แสดงตำแหน่งของเมือง Derry ใน google map
- รายละเอียดของเมือง Derry ใน Wiki
- รายละเอียดเหตุการณ์ Bloody Sunday เมื่อวันที่ 30 มกราคม 1972 บน Wikipedia
- ลิงก์รายละเอียดของกลุ่ม Northern Ireland Civil Rights Association ที่ต้องการเรียกร้องสิทธิ์เพื่อชนส่วนน้อยชาวโรมันคาทอลิกระหว่างปีทศวรรษ 1960 - 1970
คุณชนิด สายประดิษฐ์ ถึงแก่กรรม
ที่มา Thai E-News

16 มิถุนายน 2553
นางชนิด สายประดิษฐ์ (จูเลียต) ถึงแก่กรรมเมื่อวันอังคารที่ 15 มิถุนายน 2553 เวลา 13.48 น. สิริรวมอายุ 97 ปี กำหนดการรดน้ำศพวันพุธที่ 16 มิถุนายน 2553 ที่ศาลากลางน้ำ วัดเทพศิรินทร์ เวลา 17.00 น. (งดพวงหรีดทุกชนิด) ฌาปนกิจ วันเสาร์ที่ 19 มิถุนายน 2553 เวลา 14.00 น.
นางชนิด สายประดิษฐ์ เกิดเมื่อวันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2456 เป็นนักเขียน นักแปล เจ้าของนามปากกา จูเลียต และเป็นภรรยาของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ ได้รับการเชิดชูเกียรติ รางวัลนราธิป ประจำปี พ.ศ. 2544
นางชนิด สายประดิษฐ์ เดิมชื่อ ชนิด ปริญชาญกล เกิดที่ย่านรองเมือง เป็นบุตรคนโตในจำนวน 6 คน ของขุนชาญรถกล กับนางเขียว ปริญชาญกล เป็นลูกคนโตสุด มีพี่น้อง ๖ คน บิดาเสียชีวิตเมื่อเรียนอยู่ชั้นมัธยม แต่เนื่องจากมารดาเป็นผู้หญิงเก่ง แม้จะไม่ได้เรียนหนังสือ จึงเปิดร้านขายของสารพัดอย่างเลี้ยงดูลูกและส่งเสียให้เรียนหนังสือ
จบการศึกษาจากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (สมัยนั้นคณะอักษรศาสตร์ ยังไม่เปิดหลักสูตรปริญญา) เมื่อ พ.ศ. 2477 ได้พบกับกุหลาบ สายประดิษฐ์ เมื่อ พ.ศ. 2475 และแต่งงานกันเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2478 หม่อมเจ้าวรรณไวทยากร วรวรรณ เป็นเจ้าภาพ พร้อมทั้งได้ประทานที่ดินในซอยพระนางให้ปลูกเรือนหอ
หลังจบการศึกษา ได้ไปเป็นครูสอนหนังสือที่ โรงเรียนฝึกหัดครูเพชรบุรีวิทยาลงกรณ์ ต่อมาย้ายไปสอนที่วิทยาลัยครูสวนสุนันทา ขณะเดียวกันก็ศึกษาต่อกฎหมาย ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
นางชนิด สายประดิษฐ์ เริ่มงานแปลหนังสือตั้งแต่สมัยเรียนที่คณะอักษรศาสตร์ ตีพิมพ์ใน "ประชาชาติ รายสัปดาห์" เรื่องแรกคือเรื่อง "ความรักของ เจน แอร์" ใช้นามปากกาว่า "จูเลียต" ซึ่งตั้งให้โดย กุหลาบ สายประดิษฐ์ ผลงานแปลชิ้นสำคัญคือ เหยื่ออธรรม ซึ่งประพันธ์โดย วิคเตอร์ ฮูโก
นางชนิด สายประดิษฐ์ มีบุตรกับ นายกุหลาบ สายประดิษฐ์ 2 คน คือ แพทย์หญิงสุรภิน สายประดิษฐ์ และ สุรพันธ์ สายประดิษฐ์ ชนิดได้เดินทางไปใช้ชีวิตร่วมกับกุหลาบ ลี้ภัยอยู่ที่ประเทศจีน ตั้งแต่ พ.ศ. 2505 เป็นเวลา 12 ปี จนกระทั่งกุหลาบ สายประดิษฐ์ เสียชีวิตในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2517
Pridi Banomyong Institute
65/1 Thonglor, Sukhumvit 55 Rd., Vadhana, Bangkok 10110 Thailand
Tel : (66) 2381-3860-1 Fax : (66) 2381-3859
email : banomyong_inst@yahoo.com
website : www.pridiinstitute.com
Tuesday, June 15, 2010
ลูกไก่
ที่มา Thai E-News

โดย อรุณรุ่ง สัตย์สวี
ลูกไก่ตัวนั้นหายไปตอนหัวค่ำ
ได้ยินแต่เสียงแว่วติดหู ว่าใช่...ไม่ใช่
ความมืดเว้นช่องโหว่ไว้เล็กน้อยให้ควานตาหา
ความเงียบถ่อมตัวอยู่ในดงไม้เล็กๆ กลางเมืองใหญ่
แต่นั่นมิเพียงพอต่อการค้นหาสิ่งมีชีวิตที่เล็กลงไปกว่านั้น
ความเป็นความตายขนาบราตรีสีหม่นเทา
บ้านเมืองกำลังลุกเป็นไฟ
ทั้งในจอโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ ท้องถนน ชนบท ในเมือง และทุกหัวระแหง
ห้ำหั่นกันมิยอมอ่อนข้อ
เก่า ใหม่ วนเวียน การสาบสูญของความยุติธรรม กดขี่ซ่อนรูปลวงตา
ขึ้นล่องล้วนเลือดเนื้อประชาชนเม็ดเบี้ยเสือกไสกระเสือกกระสนบนกระดานชีวิต
ลูกไก่ตัวนั้นยังมีลมหายใจอยู่หรือกลายเป็นเหยื่อของสัตว์หน้าขนเขี้ยวเล็บคม
เสียงแว่วยังแวะเวียนให้มีความหวัง
ยิ่งนิ่งฟังกลับเงียบหาย
ความมืดถมช่องโหว่เสียสนิทในดิ่งลึกดึกดำ
ฉันคิด...และเดินจากมาบนความเงียบงัน
“ ไม่ว่าหมา! หรือแมว! ล้วนเป็นศัตรูตัวฉกาจของลูกไก่ ”
มุมกลอน: กลอนแปดไม่สุภาพ - รัฐบาลนายอภิสิทธิ์
ที่มา Thai E-News
ดูเขาทำ ดูเขาทำ | ผู้นำของประเทศ | |
สิ่งที่เห็นมันน่าทุเรศ | ดั่งผีเปรตภูตจัญไร | |
ปากบอกว่าปรองดอง | แต่สร้างความมัวหมองทั่วไป | |
เรื่องที่ดีเอาเข้าตัวอย่าซักไซ้ | เรื่องจัญไรปัดออกไปให้ไกลตัว | |
ปากก็พูดตูดก็ขมิบ | วาจาอภิสิทธิ์ระงมไปทั่ว | |
จะปรองดองต้องคิดเห็นเหมือนตัว | ห้ามคิดมั่วห้ามคิดต่างไม่เข้าที | |
เขาบอกว่าเขามีนิติรัฐ | แต่เลือกปฏิบัติแบบสองมาตรฐาน | |
ใครเห็นพ้องใครเห็นด้วยกับรัฐบาล | เขากล่าวขานสรรเสริญเยินและยอ | |
กลุ่มสีเหลืองกับพวกหลากสีสัน | ออกมายกยอปอปันสอพลอด้วย | |
ยึดสนามบินยึดทำเนียบทำเอออวย | ทำเฮงซวยทำชาติล่มล้มบรรลัย | |
บอกว่าเขาเป็นพวกก่อการดี | ทำอัปรีย์เช่นไรย่อมทำได้ | |
เขาคือพวกอุ้มชูให้มีชัย | ช่วยให้ได้เป็นนายกฯสมอุรา | |
อีกพวกหนึ่งคิดต่างอย่างเต็มที่ | คนพวกนี้เป็นพวกโง่และบ้า | |
ออกมาร้องแย้ว ๆ ให้ยุบสภา | ไม่เกรงกลัวอาชญานิติธรรม์ | |
แล้วว่าเขาเป็นพวกก่อการร้าย | ต้องทำลายให้ราบให้อาสัญ | |
จะต้องฆ่าจะต้องจับให้ดับพลัน | อย่าให้อยู่รวมกันอีกต่อไป | |
ฆ่าเสร็จสรรพจับยัดข้อกล่าวหา | เขาคือพวกพกพาอาวุธร้าย | |
ไม้หลาวแหลมหนังสติ๊กระเบิดไฟ | เป็นพิษร้ายเป็นภัยต่อบ้านเมือง | |
หยาดหยดเลือดที่ไหลริน | หยาดหยดเหงื่อที่รินไหล | |
เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย | แต่ก็ได้เพียงแต่ลม | |
กี่ร่างล้มกี่ร่างสิ้น | กี่เลือดไหลรินลงทับถม | |
กี่ชีวิตต้องอยู่อย่างทุกข์ระทม | สุดขื่นขมไร้ซึ่งความเป็นธรรม | |
สักวาขมขื่นมีหมื่นแสน | ไม่เทียบแทนความขื่นขมระทมไหน | |
สักกี่ครั้งสักกี่หนประเทศไทย | ถึงจะได้ผ่านพ้นเผด็จการ | |
นายอนันต์ ไพร่ฟ้าหน้าขุ่น
(ประพันธ์)

