ที่มา ข่าวสด
วงค์ ตาวัน
นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประกาศจะรื้อฟื้นคณะกรรมการปฏิรูปโครงสร้างตำรวจ ซึ่งเคยตั้งในสมัยนายกฯ สุรยุทธ์ จุลานนท์ ขึ้นมาปัดฝุ่น เพื่อทำการศึกษาและผ่าตัดสีกากีกันอีกครั้ง
ตำรวจทั้งวงการได้ฟังแล้วก็ฮาตึง
แต่งตั้งผบ.ตร.ยังทำไม่ได้เลย แล้วจะมาปฏิรูปตำรวจ!?
หรือเพราะแต่งตั้งผบ.ตร.ไม่สำเร็จ ก็เลยจะรื้อกันทั้งโครงสร้าง
หรือเพื่อจะกลบเรื่องแต่งตั้งผบ.ตร.ไม่ได้สักที เลยงัดเอาเรื่องหลักการ เรื่องใหญ่ๆ เช่นการปฏิรูปตำรวจ ขึ้นมาข่ม
แต่สรุปแล้ว ตำรวจเขายังคาใจ เรื่องการแต่งตั้งหัวหน้าหน่วยราชการของเขาอยู่
อย่านึกว่าเหตุการณ์ร้ายแรงในบ้านเมืองผ่านไปแล้ว จะทำให้เรื่องนี้เลือนหายไป!
ถ้านับกันตามวาระปกติ
ยังมีเวลาอีกราว 4 เดือนจึงจะสิ้นปีงบประมาณ
นั่นก็หมายความว่า ถ้ายังไม่มีการแต่งตั้งผบ.ตร.เสียทีเช่นนี้เแล้ว สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะไร้หัวไปอีกหลายเดือน
คิดดูแล้วกัน แต่งตั้งผบ.ตร.คนเดียวทำไม่ได้ จนใกล้เวลาจะถึงวาระต้องแต่งตั้งผบ.ตร.คนใหม่แล้ว
เป็นไปได้อย่างไร นี่จะกลายเป็นประวัติศาสตร์ของวงการตำรวจ!?!
ผลร้ายปรากฏชัดในช่วงวิกฤตการเมืองที่ผ่านมา เมื่อตำรวจเองไม่สามารถตอบสนองคำสั่งรัฐบาลได้อย่างเต็มที่
ทำให้รัฐบาลหงุดหงิดใจ กลายเป็นข้อสงสัยตำรวจเกียร์ว่าง ตำรวจมะเขือเทศ
โดยลืมมองไปว่า เพราะไม่ได้แต่งตั้งผบ.ตร.ให้เสร็จสิ้นเรียบร้อย
ไม่มีหัวหน้าหน่วยตัวจริง ไม่มีผู้นำทัพในช่วงเวลาเป็นเวลาตาย!
ใครจะสั่งใครก็ยังไม่รู้
จะให้รักษาการผบ.ตร.มาสั่งการในนาทีเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย ก็ไม่เต็มประสิทธิภาพ
ลงเอยจึงทำให้รัฐบาลไม่สามารถพึ่งบริการตำรวจได้
พอเหตุการณ์จบก็เลยงัดเรื่องปฏิรูปตำรวจขึ้นมาใหม่
ไม่ต้องปฏิรูปใหญ่โตมโหฬารก็ได้
แค่ตั้งผบ.ตร.ให้ได้ก่อน ไม่ง่ายกว่าหรือ!
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Thursday, June 17, 2010
ปฏิรูปตำรวจ
เงื่อนงำ "ไทยคม" รัฐบาล สร้างข่าว ทำไม ธุรกิจ หรือการเมือง
ที่มา ข่าวสด
หากไม่มีเสียงเตือนจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
"ไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องกับการให้ข่าวของการซื้อหุ้นบริษัทไทยคม จำกัด (มหาชน) หรือ THCOM ให้ระมัดระวังการเปิดเผยข้อมูล เนื่องจากข้อมูลดังกล่าวจะมีผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวของราคาหุ้น"
ประสานกับคำชี้แจงจากบริษัทชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ต่อตลาดหลักทรัพย์
"บริษัทชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัทไทยคม จำกัด (มหาชน) ยังไม่ได้รับการติดต่อจากหน่วยงานของรัฐในเรื่องการขอซื้อคืนดาวเทียมไทยคมแต่อย่างใด"
เสียงเชียร์ "รัฐบาล" ก็จะยังคงดังสนั่นหวั่นไหวต่อไป
เพราะว่าคนที่ออกมาสร้างข่าวเรื่องนี้ไม่ว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่ว่า นายกรณ์ จาติกวณิช ไม่ว่า นายจุติ ไกรฤกษ์ ไม่ว่า นายศิริโชค โสภา
ล้วนน่าเชื่อถือทั้งนั้น
ที่ไม่ควรมองข้ามอย่างเด็ดขาดก็คือ ข่าวการซื้อคืนดาวเทียมจากไทยคมและชิน คอร์ปอเรชั่น ล้วนมาจากคนใหญ่คนโตในรัฐบาล
อย่างเช่น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
อย่างเช่น นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี
อย่างเช่น นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อย่างเช่น นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร อย่างเช่น นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีซึ่งคุม อสมท
อย่างเช่น นายศิริโชค โสภา คนใกล้ชิดนายกรัฐมนตรี
จึงมิได้เป็นเรื่องแปลกที่พลันเมื่อมีการแถลงเรื่องนี้การเคลื่อนไหวของราคาหุ้นไทยคมจึงขยับอย่างคึกคัก
ขยับอย่างคึกคักกระทั่งมีคนสงสัยว่าจะมี "ไอ้โม่ง" บางคนปั่นหุ้นอย่างมีเงื่อนงำ
ความสงสัยในเรื่องปั่นหุ้นเกิดขึ้นพร้อมกับสภาพความเป็นจริงของข่าวเรื่องซื้อดาวเทียมปรากฏผ่านจากซีกของรัฐบาลล้วนๆ
โดยที่ไม่เคยมีการเจรจาอย่างแท้จริงกับทางเทมาเส็ก โฮลดิ้งส์ สิงคโปร์
โดยที่บริษัทชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งถือหุ้นใหญ่อยู่ในบริษัทไทยคม จำกัด (มหาชน) ก็ไม่เคยได้รับการติดต่อ
ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องซึ่งมีวงเงินระหว่าง 7,000-10,000 ล้านบาท
แม้หลายคนจะอยากได้ดาวเทียม แม้หลายคนอยากให้รัฐบาลจัดการเรื่องนี้ให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด แต่เมื่อทุกอย่างเสมอเป็นเพียงการพูดยังมิได้มีการลงมือดำเนินการอย่างแท้จริง
จึงก่อให้เกิดความสงสัย
สงสัยว่าการสร้างข่าวเรื่องการซื้อคืนดาวเทียมอาจเป็นการสร้างข่าวจริงๆ เพื่อกลบข่าวอื่น และก็สงสัยว่าคนสร้างข่าวนี้อาจมีเป้าหมายทางธุรกิจลึกลับบางประการ
คำถามอยู่ที่ว่า แล้วใครกันเล่าที่ออกหน้า "สร้างข่าว" เรื่องการซื้อคืนดาวเทียม
ความสงสัยของตลาดหลักทรัพย์ตรงกันกับความสงสัยของชินคอร์ปอเรชั่น
เป็นความสงสัยบนพื้นฐานที่ว่า เป็นการสร้างข่าวขึ้นมาลอยๆ โดยไม่มีปฏิบัติการที่เป็นจริงเหมือนกับยั่วน้ำลายอันเป็นความถนัดอย่างยิ่งของฝ่ายการเมือง
ฝ่ายการเมืองซึ่งถนัดในการพูด มิใช่ฝ่ายการเมืองซึ่งถนัดในการปฏิบัติ
90 ศพสูญเปล่า
ที่มา ข่าวสด
การเสียชีวิตของประชาชน 90 ศพในเหตุการณ์สลายการชุมนุมคนเสื้อแดงเป็นสิ่งที่ยากจะลืมเลือน
แต่รัฐบาลนี้กลับทำเหมือนกับเรื่องใหญ่คอขาดบาดตายอย่างนี้ เป็นอุบัติเหตุทางการเมืองเล็กๆน้อยๆ เท่านั้น
กระบวนการตรวจสอบการเสียชีวิตของประชาชนที่โปร่งใสและเป็นกลาง ยังไม่ได้ปรากฏ
ทำเหมือนไม่ได้ยินเสียงเรียกร้องของญาติพี่น้องของผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ ที่ต้องการให้พิสูจน์ว่าการตายการเจ็บที่เกิดขึ้นเป็นน้ำมือใคร
เป็นความผิดพลาดของการสั่งการสลายม็อบหรือเปล่า?
หน่วยกู้ชีพกู้ภัยที่ออกมาทวงความยุติธรรมให้กับเพื่อนๆ ที่ต้องสูญเสียชีวิตไปในการเข้าไปช่วยเหลือผู้บาดเจ็บก็ไม่ได้รับการตอบสนอง
วันก่อน นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รมว.ยุติธรรม และนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นั่งแถลงความคืบหน้าการดำเนินคดีต่างๆ
แต่กลับเป็นคดีก่อการร้าย 73 คดี คดีข่มขู่บังคับรัฐบาล 18 คดี คดีทำร้ายร่างกายประชาชน 50 คดี และคดีอาวุธอีก 12 คดี
ไม่มีคดีที่เกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของคนเสื้อแดงหรือประชาชน 90 ศพเลย
ไม่มีคดีที่ประชาชนนับพันคนถูกยิงบาดเจ็บเลย
ญาติผู้เสียชีวิตแจ้งความให้ดำเนินคดีกับนายกฯ อภิสิทธิ์ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ในข้อหาบงการสั่งฆ่าประชาชน ถูกโอนเป็นคดีพิเศษแล้ว แต่กลับไม่มีการพูดถึง
ยิ่งคุณหมอพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ออกมานั่งแถลงก็ยิ่งกังขาเข้าไปใหญ่
คุณหญิงหมอยอมรับว่าตอนที่ชันสูตรศพ "น้องเกด" อาสาพยาบาลที่โดนยิงตายในวัดปทุมวนาราม พบว่ามีหัวกระสุนจริง
แต่ไม่ยอมบอกว่าหัวกระสุนอยู่ที่ไหน!?
นอกจากนี้ยังระบุอีกว่าการตรวจสอบที่เกิดเหตุ สอบ สวนพยานหลายปาก พอที่จะประเมินคร่าวๆ 3 ศพได้แล้วว่าทิศยิงน่าจะมาจากตรงไหน
แต่ไม่ยอมบอกว่าแล้วแนววิถีกระสุนยิงมาจากด้านล่างหรือบน!?
ที่จริงเหตุการณ์ล่วงเลยมาเกือบๆ เดือนแล้ว ทำไมคุณหมอไม่ฟันธงเปรี้ยงออกมาเลยว่าหัวกระสุนยิงจากปืนประเภทไหน แนววิถีกระสุนยิงจากบนหรือล่าง
สังคมจะได้ตาสว่าง!
ผิดกับตอนที่ไปพิสูจน์เอ็ม 79 ที่ศาลาแดง หรือคดียิงอาร์พีจีที่ถนนแพร่งภูธร
ตอนนั้นตอบได้ชัดถ้อยชัดคำ ยิงจากแนวคนเสื้อแดงบ้าง เป้าหมายจะยิงถล่มวัดพระแก้วบ้าง
และที่กังขาเป็นที่สุดของการแถลงข่าวครั้งนี้
ไม่มีการพูดถึงผู้สูญหายจากเหตุการณ์สลายม็อบแดงเลย
ทั้งที่มูลนิธิกระจกเงาออกมาระบุว่าญาตินปช.แจ้งคนหายไว้ถึง 51 ราย
เมื่อไหร่รัฐบาลจะเลิก 2 มาตรฐาน
หาก 90 ศพยังหาคนรับผิดชอบไม่ได้
จะปรองดองกันได้อย่างไรหรือ?
อ่านเกมรัฐบาลซื้อคืน"ไทยคม"
ที่มา ข่าวสด
แนวคิดเกี่ยวกับการซื้อคืน "ดาวเทียมไทยคม" จากกลุ่มเทมาเส็ก ของสิงคโปร์ ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นในรัฐบาลนี้
หากแต่เป็นแนวคิดของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธานที่ปรึกษาพรรคมาตุภูมิ ตั้งแต่เมื่อครั้งนั่งเป็นประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.)
พล.อ.สนธิกล่าวไว้เมื่อวันที่ 16 ก.พ.2550 ในการปาฐกถาพิเศษ เรื่องอุดมการณ์รักชาติ ประกาศจะนำดาวเทียมไทยคม ที่ตกไปเป็นของต่างชาติคืนกลับมาเป็นสมบัติของชาติอีกครั้ง
ถึงขั้นยอมควักกระเป๋า ออกตัวว่าจะซื้อพันธบัตรลงทุน 1 ล้านบาท หากมีการออกพันธบัตรระดมทุนซื้อคืนดาวเทียม และยังเชิญชวนให้คนไทยช่วยกันลงขันคนละนิดละหน่อย
โดยยกเหตุผลด้านความมั่นคง ว่าการที่ดาวเทียมไทยคมตกไปอยู่ในมือของเทมาเส็ก จะทำให้สิงคโปร์สามารถดักฟังโทรศัพท์ ล้วงความลับของทางการไทยได้
ซึ่งข้อเท็จจริง เจริญรัฐ วิไลลักษณ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เคยให้ข้อมูลเรื่องการดักฟัง หรือแท็ปโทรศัพท์ไว้ว่า การสื่อสารผ่านดาวเทียมอยู่ที่ไหนก็สามารถดักฟังได้ หากการส่งสัญญาณ หรือมีฟุตปรินต์ไปถึง
เรื่องการดักฟังโทรศัพท์ของสิงคโปร์ จะมีดาวเทียมหรือไม่มีดาวเทียมก็ดักฟังได้อยู่แล้ว เพราะมีฟุตปรินต์ไปถึง
เหตุผลเรื่องแท็ปโทรศัพท์ แล้วกระทบความมั่นคงตามคำอธิบายของพล.อ.สนธิ จึงดูไม่ค่อยสมเหตุสมผล
อีกทั้ง พล.อ.สนธิจุดกระแสนี้ขึ้นภายหลังการรัฐ ประหาร 19 ก.ย.2549 โดยนำคณะคมช. เข้ายึดอำนาจมาจากพ.ต.ท.ทักษิณ
เป็นการยึดอำนาจหลังกระแสต่อต้านพ.ต.ท.ทักษิณสูงอย่างมากหลังจากขายหุ้นชินคอร์ปให้กับกลุ่มเทมาเส็ก
จึงทำให้คิดได้ว่า เจตนาการทวงคืนดาวเทียมน่าจะเป็นไปเพื่อปลุกกระแสชาตินิยม เพื่อหวังดิสเครดิต พ.ต.ท.ทักษิณมากกว่า
สำหรับความมุ่งหมายของรัฐบาลปัจจุบันที่จะซื้อคืนดาวเทียมไทยคม คงไม่ใช่การสานต่องานของรัฐบาลเก่า
หากมองในแง่การแท็ปโทรศัพท์ แล้วบอกว่าการขายดาวเทียมให้กับต่างชาติกระทบความมั่นคง ก็ชัดเจนแล้วว่าการมีดาวเทียมหรือไม่มีไม่ได้เกี่ยวข้องกับการดักฟังโทรศัพท์ ตามที่บิ๊กบอสบริษัทสามารถฯชี้แจงไว้
แต่ที่ชัดเจนมากกว่าก็คือ เป็นปัญหาของรัฐบาลเรื่องการตัดสัญญาณทีวีเสื้อแดง ในช่วงการชุมนุมที่ผ่านมาต่างหาก
นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ระบุ ช่วงการชุมนุมสถานีโทรทัศน์เสื้อแดงมีการถ่ายทอดสดผ่านดาวเทียมไทยคม เมื่อรัฐบาลขอให้ยกเลิกสัญญาณกลุ่มนปช. 2-3 หมื่นคน ก็ไปล้อมสถานี แสดงให้เห็นว่าสถานีดาวเทียมที่ถ่ายทอดสัญญาณส่งผลทั้งบวกและลบต่อความมั่นคงของประเทศ
นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ปฏิเสธการซื้อคืนดาวเทียมไทยคมไม่ได้มีปัญหากับสิงคโปร์ แต่ระบุว่า วันนี้มีกลุ่มที่มีสายสัมพันธ์อันดีกับพ.ต.ท.ทักษิณ นำดาวเทียมไทยคมไปใช้สร้างปัญหาและความเสียหายให้ประเทศชาติ
ประเด็นการตัดสัญญาณวิทยุ โทรทัศน์ ที่รัฐบาลมองเป็นเรื่องกระทบความมั่นคง กระทำขัดพ.ร.ก. ฉุกเฉิน
ขณะที่อีกหลายเสียงเห็นต่างว่า เป็นการปิดกั้นการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ไม่ใช่ปัญหาเรื่องความมั่นคงอย่างที่รัฐบาลป่าวร้อง
หรือจะบอกว่า การปล่อยให้เทมาเส็กถือครองดาวเทียมไทยคม ส่งผลให้ไทยเสียวงโคจรของดาวเทียม และที่จอดดาวเทียมในอวกาศ
และหากอนาคตเกิดสงครามขึ้นในอาเซียน การควบคุมกิจการดาวเทียมวิทยุโทรทัศน์จะตกอยู่ในมือใคร
ก็เป็นคำชี้แจงที่ดูเลื่อนลอย คลุม เครือ และยาวไกลเกินกว่าจะเข้าใจได้ว่าการปลุกกระแสซื้อคืนดาว เทียมไทยคมเพราะกระทบต่อความมั่นคง
ประเด็นการซื้อคืนไทยคม ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงจึงยังไม่สามารถอธิบายได้แจ่มแจ้งนัก
ขณะเดียวกัน เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า เจตนาที่แท้จริงน่าจะเป็น การปลุกกระแสชาตินิยม
เป็นเป้าหมายเดียวกับพล.อ. สนธิใช่หรือไม่
เป็นการปลุกกระแส "รักชาติ" เพื่อทวง "สมบัติของชาติ" ที่พ.ต.ท. ทักษิณเป็นคนนำไปขาย
เป็นการดำเนินการที่รัฐบาลจะได้ทั้งเสียงสนับสนุน และยังสามารถดิส เครดิตพ.ต.ท.ทักษิณ ศัตรูแถวหน้าที่รัฐบาลยังตามไล่ล่าอยู่
หรือว่า เป็นการใช้ข้อมูลภายใน (อินไซเดอร์) เพื่อหวังผลประโยชน์จากราคาหุ้น
เพราะหลังจากนายกฯ อภิสิทธิ์ยอมรับมีความเป็นไปได้ที่รัฐบาลจะซื้อคืนดาวเทียม ราคาหุ้นไทยคมก็ดีดตัวสูงขึ้นทันทีในวันเดียวกัน
ทุกเสียงวิจารณ์ที่เกิดขึ้นรัฐบาลไม่ได้ชี้แจง เพียงแต่ปฏิเสธว่าไม่จริง ไม่ใช่
ความสงสัยจึงยังไม่คลี่คลาย
นอกจากนี้ กรณี นายศิริโชค โสภา คนใกล้ชิดนายกฯ ที่เคยคัดค้านการซื้อคืนดาวเทียมไทยคมในสมัยรัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์
โดยให้สัมภาษณ์ไว้เมื่อวันที่ 20 ก.พ.2550 ระบุการซื้อคืนดาวเทียมไทยคมแทบจะไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะไม่คุ้มค่า
แต่วันนี้นายศิริโชคกลับร่วมทีมกับ รมว.คลังไปเจรจาเรื่องนี้กับเทมาเส็กด้วยตัวเอง
ก็เป็นอีกข้อสงสัยที่ยังไม่เคลียร์!?
ร่ำไห้-ลูกหาย วันสลายม็อบ
ที่มา ข่าวสด
หัวอกแม่ร่ำไห้โฮหลังลูกชายวัย 16 ปี สูญหายไปตอนเหตุการณ์สลายม็อบแดงจนถึงตอนนี้ยังไม่รู้ชะตากรรมว่ามีชีวิตอยู่หรือตายไปแล้ว เผย"น้องแม็ก"เด็กวัย 16 ปี หายออกจากบ้านไปตั้งแต่ 14 พ.ค. ล่วงเลยมานับเดือนแล้วยังไม่พบตัว ไปแจ้งความตำรวจแจ้งศูนย์คนหายช่วยตามตัวแล้วไม่มีวี่แวว สงสัยอาจไปดูเหตุ การณ์แล้วโดนยิงลากศพหายไป ล่าสุดมีเพื่อนมาบอกว่ายังมีชีวิตอยู่ แต่พอถามว่าอยู่ที่ไหนก็ไม่ยอมบอก เลยไม่รู้จะเชื่อดีหรือไม่ ชาวบ้านย่านนั้นบอกเห็นมีคนมาชวนไปร่วมชุมนุมม็อบแดง แม่น้องเกดจี้มาร์ครับผิดชอบคำพูดที่จะตามล่าฆาตกรฆ่า 6 ศพในวัดปทุมฯ เพราะไม่อยากให้ลูกตายฟรี จวกรัฐบาลพยายามกลบข่าวนี้อยู่ ซัดหมอพรทิพย์พูดให้ชัดเรื่องหัวกระสุน ที่ศพลูกสาว อย่าโยนไปโยนมาแบบนี้
หายตัว - นางหน่อย พงษ์ประยูร เจ้าของร้านแก๊ส จ.นนทบุรี หลั่งน้ำตาเปิดใจหลังนายธนพล พงษ์ประยูร (ภาพเล็ก-สมัยบวชเป็นสามเณร) ลูกชายอายุ 16 ปี ที่ไปร่วมชุมนุมกับกลุ่มนปช. หายตัวไปตั้งแต่วันที่ 14 พ.ค.
เมื่อวันที่ 16 มิ.ย. ภายหลังจากที่มีการสลายการชุมนุมกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) จนมีผู้เสียชีวิต 90 ศพ บาดเจ็บอีกนับพันรายนั้น ปรากฏว่ามีการแจ้งรายชื่อผู้สูญหายมามูลนิธิกระจกเงาทั้งในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และต่างจังหวัดเป็นจำนวนมากถึง 51 ราย ในจำนวนนั้นมีนายธนพล พงษ์ประยูร อายุ 16 ปี อยู่บ้านเลขที่ 44 หมู่ 9 ต.วัดชลอ อ.บางกรวย จ.นนทบุรี รวมอยู่ด้วย โดยนางหน่อย พงษ์ประยูร อายุ 50 ปี มารดาของนายธนพล ซึ่งมีอาชีพขายแก๊ส อยู่บ้านเลขที่ 67/9 หมู่ 3 ต.บางขนุน อ.บางกรวย จ.นนทบุรี เปิดเผยถึงการสูญหายของลูกชายว่า นายธนพล หรือน้องแม็ก หายตัวจากบ้านไปตั้งแต่วันที่ 14 พ.ค. โดยออกจากบ้านไปช่วงเย็นวันดังกล่าว
ถามมาร์ค - นางพะเยาว์ อัคฮาด แม่ของน.ส.กมนเกด หรือน้องเกด อาสาพยาบาลที่ถูกยิงตายในวัดปทุมวนาราม วันสลายม็อบนปช. จี้ถามนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ให้รีบหาตัวคนร้ายตามที่พูดเอาไว้ เมื่อวันที่ 16 มิ.ย.
"ปกติน้องแม็กมีนิสัยชอบเที่ยว ชอบสนุก สนานติดเพื่อนมาก และไม่เคยมีศัตรูที่ไหน เวลาออกไปเที่ยวจะกลับบ้านตลอดไม่ไปค้างคืนที่ไหน แต่หลังจากวันที่ 14 พ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเริ่มมีการยิงกันและมีผู้เสียชีวิตหลายราย น้องแม็กก็ไม่กลับมาบ้านอีกเลย จนกระทั่งวันนี้ก็เดือนกว่าๆ แล้ว ไม่รู้ว่าหายไปไหนเหมือนกัน พอไม่กลับมาในวันที่ 14 พ.ค. ป้าและลูกสาวช่วยกันโทรศัพท์หา ซึ่งช่วง 1-2 วันแรกโทรศัพท์ติด และมีการรับสาย แต่ป้ากลับไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย พอหลังจากนั้นโทรศัพท์ก็โทร.ไม่ติดอีกเลย" นางหน่อยกล่าวและว่า จากนั้นตนจึงไปแจ้งความคนหายไว้ที่สน.บางกรวย ส่วนพี่สาวของนายธนพลไปแจ้งความคนหายไว้ที่ศูนย์แจ้งคนหาย
"ตอนนั้นคิดในใจว่าน้องแม็กไม่รอดแล้ว เพราะช่วงที่เขาหายไปเป็นช่วงที่มีการสลายม็อบเสื้อแดง และมีคนตายเป็นจำนวนมาก น้องแม็กไม่เคยเล่าให้ฟังว่าออกไปร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดงเลยนะ และตัวแม่เองก็ไม่รู้ว่าเขาไปจริงรึเปล่า แต่พอน้องแม็กหายไปในช่วงเวลาที่มีการนำเสนอข่าวว่ามีคนตายในที่ชุมนุม แม่ก็คิดว่าเขาอาจจะไปร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดง และถูกลากหายไป" นางหน่อยกล่าวทั้งร่ำไห้น้ำตานองหน้า
เมื่อถามว่า ขณะนี้คิดว่านายธนพลยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ นางหน่อยกล่าวว่า ยอมรับว่าช่วงแรกๆ คิดว่าน้องแม็กไม่รอดแล้วจริงๆ คงถูกลากไปกับการชุมนุม แต่ผ่านมาสักพักมีชาวบ้านละแวกนี้บอกว่าเจอน้องแม็กบ้าง แต่ตนไม่เชื่อเท่าไหร่ ต่อมาวันที่ 15 มิ.ย.ที่ผ่านมา มีเพื่อนน้องแม็กมาบอกกับตนว่าน้องแม็กติดต่อมาทางเน็ตบอกว่ายังมีชีวิตอยู่ แต่พอตนถามว่าอยู่ที่ไหน เพื่อนๆ ก็ไม่บอก รีบกลับไปทันที
"ตอนนี้ไม่รู้จริงๆ ว่าจะเชื่อใคร ถ้ายังมีชีวิตอยู่ก็อยากให้ลูกกลับบ้าน เป็นห่วงและคิดถึงมาก ตอนนี้เหลือแม่คนเดียวต้องทำงานเฝ้าร้านขายแก๊สจึงไม่มีปัญญาที่จะออกไปตามหา ตอนที่น้องแม็กอยู่บ้าน จะช่วยเอาแก๊สไปส่งตามหมู่บ้าน ปิดเทอมก็ช่วยทำงานตลอด แต่ตอนนี้เขาไม่อยู่แล้วแม่ก็คิดถึง อยากเจอลูกชายมากที่สุดในชีวิต" นางหน่อยกล่าวด้วยเสียงสั่นเครือ พร้อมกับร่ำไห้เพราะคิดถึงลูกชาย
จากการสอบถามคนในละแวกนั้นระบุว่า เคยเห็นมีคนมาชักชวนให้นายธนพลไปร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดงจริง และหายไปเดือนกว่าแล้วยังไม่กลับมาบ้านเลย ไม่แน่ใจว่ายังมีชีวิตอยู่หรือไม่
วันเดียวกัน นางพะเยาว์ อัคฮาด แม่ของ น.ส.กมนเกด หรือเกด อาสาพยาบาลที่ถูกยิงเสียชีวิตภายในเต็นท์ของวัดปทุมวนาราม เมื่อวันที่ 19 พ.ค.ที่ผ่านมา กล่าวว่า ตั้งแต่วันที่ลูกเสียชีวิตจนถึงขณะนี้ รัฐบาลโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ยังไม่รับผิดชอบตามที่พูดไว้ว่าจะรับผิดชอบหาตัวผู้กระทำผิดที่ยิง 6 ศพในวัดปทุมฯ ให้ได้ ซึ่งความรับผิดชอบนี้ตนอยากให้นายกฯ เร่งดำเนินการ เพราะเวลาผ่านมานาน แล้ว แต่ยังไม่มีความคืบหน้าอะไรเกิดขึ้น เหตุ การณ์ที่เกิดขึ้นกรณีการยิงอาสาพยาบาลครั้งนี้มันเกินความรู้สึกของคนธรรมดา ขนาดเขตอภัยทานแม้แต่มดสักตัวยังไม่มีใครฆ่า แต่นี่ยังกล้ายิงเข้าไปภายในวัด ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก
นางพะเยาว์กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตนจะต่อสู้จนถึงที่สุด จะไม่ยอมให้เรื่องเงียบ เพราะยิ่งเงียบจะทำให้ลูกสาวตายฟรี ตนอยากถามรัฐบาลว่าที่ลูกสาวตนถูกยิงเสียชีวิตเพราะเป็นผู้ก่อการร้ายหรือไม่ อยากให้นายกฯ บอกมาให้ชัดเจน และหากไม่เป็นข่าว คิดว่าลูกสาวจะตายฟรีเนื่องจากรัฐบาลพยายามเบี่ยงเบนประเด็นเรื่องนั้นเรื่องนี้มากลบเกลื่อนเพื่อให้เรื่องเงียบ แต่ยืนยันว่าไม่เงียบแน่นอน ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการร้องเรียนตามหน่วยงานต่างๆ อยู่
แม่น้องเกดกล่าวว่า กรณีพ.ญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ที่ระบุมีหัวกระสุนติดอยู่ที่ร่างของน้องเกด ซึ่งดูเหมือนจะโยนกันไปมาระหว่างสถาบันนิติวิทยา ศาสตร์กับสถาบันนิติเวช ตนดูข่าวแล้วไม่สบายใจ อยากให้ออกมาชี้แจงให้เกิดความกระ จ่างและชัดเจนว่าเจอกระสุนดังกล่าวหรือไม่
หลังฉากพฤษภามหาโหด (1)
ที่มา ไทยรัฐ นับตั้งแต่การชุมนุมของ คนเสื้อแดง เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 12 มีนาคม หลายฝ่ายตระหนักถึงความสูญเสียที่จะเกิดขึ้น เพราะสัญญาณอันตรายบางอย่างโดยเฉพาะเงื่อนไขทางการเมืองที่ไม่สามารถจะตกลงกันได้ บวกกับความพร้อมและปริมาณของคนเสื้อแดงมีจำนวนมากขึ้น จัดทัพกันมาอย่างดี มีแนวร่วมที่เป็นนักต่อสู้ ถึงกับมองกันว่า รัฐบาลชุดนี้ไม่สามารถที่จะตั้งรับการชุมนุมของคนเสื้อแดงได้แน่นอน เป็นเหตุผลที่รัฐบาลพยายามจะหาทางเจรจากับคนเสื้อแดงเพื่อยื้อเวลาในการแก้ปัญหาออกไป โดยมีการตั้ง กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ และ ชำนิ ศักดิเศรษฐ์ เข้ามารับงานเป็นฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ หาทางเจรจาเพื่อเปิดทางลงให้กับรัฐบาล ฝ่ายแกนนำเสื้อแดงมี วีระ มุสิกพงศ์ เป็นตัวตั้งตัวตี มีการเจรจาลับๆกันอยู่ตลอดเวลา จนมีการนัดพบกันระหว่างแกนนำทั้งสองฝ่ายในกองบัญชาการกองทัพไทย นั่งพูดคุยกันเป็นส่วนตัว ทั้งสองฝ่ายเห็นว่าน่าจะนำเงื่อนไขที่เป็นไปได้มาปฏิบัติ นั่นก็คือ กำหนดการยุบสภา ซึ่งยังติดที่เงื่อนเวลาเท่านั้น แต่เมื่อมีการเจรจาจริงโดยการถ่ายทอดสดทางทีวี ที่พูดกันไว้เป็นการส่วนตัวในแง่บวกก็ดูเหมือนจะถูกบิดเบือนหรือต่อรองจากฝ่ายรัฐบาลทำให้เงื่อนไขเปลี่ยนไปทันที ยกตัวอย่างกำหนดการยุบสภา ที่เห็นว่า ไม่จำเป็นต้องยุบภายในวันนี้พรุ่งนี้ก็ได้ อาจจะเป็น 3-4 เดือนก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่เมื่อมีการพูดคุยออกอากาศสด ฝ่ายรัฐบาล ก็สร้างเงื่อนไขจะยุบสภาในสิ้นปี แกนนำเสื้อแดงต้องถอยมาตั้งหลักและประกาศจะไม่มีการเจรจากับรัฐบาล ในขณะที่ สถานการณ์การชุมนุมยิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ผู้ชุมนุมเคลื่อนการชุมนุมไปบริเวณสี่แยกราชประสงค์ และมีแนวโน้มที่จะเกิดความวุ่นวาย เอ็ม 79 เริ่มทำงาน ตอนนั้นกองทัพก็ร้อนใจ ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองก็ร้อนใจ มีผู้หวังดีต่อบ้านเมืองกลุ่มหนึ่งพยายามหาทางที่จะคลี่คลายสถานการณ์ก่อนที่จะสายเกินแก้ รับเป็นคนกลางเพื่อประสานการเจรจาระหว่างทั้งสองฝ่ายอีกครั้ง มีทั้งอดีตนักการเมือง ทหาร นักวิชาการ และนักการเมืองปัจจุบัน โดยตั้งนักการเมือง ก.ไก่เป็นคนกลางเจรจา มีการร่างเงื่อนไขแผนปรองดอง แนวทางการยุติวิกฤติการเมืองไว้แบบสำเร็จรูป มีนักกฎหมายชื่อดัง อาทิ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ มาช่วยร่างกฎหมายสำคัญเอาไว้แล้ว นอกจากเรื่องของสถาบัน การฟื้นฟูประเทศ แนวทางที่สำคัญในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าก็คือ ให้มี รัฐบาลปรองดองแห่งชาติ ขึ้นมา มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ ให้นิรโทษกรรมทั้งเสื้อเหลืองเสื้อแดงที่เป็นเฉพาะคดีการเมือง นิรโทษกรรมให้บ้านเลขที่ 111 และบ้านเลขที่ 109 ส่วนคดีอาญาก็ว่ากันไปตามกฎหมายบ้านเมืองทุกอย่างใกล้จะจบ ถ้าไม่เกิดเหตุการณ์ 10 เม.ย.ขึ้นซะก่อน. หมัดเหล็ก
ลงทุนกับดาวเทียม!

เรื่องของดวงดาวส่งผลต่อการเมือง ไม่ใช่เฉพาะแค่ดาวฤกษ์ดาวเคราะห์
แต่ยังเหมารวมไปถึง "ดาวเทียม"
ในสถานการณ์ที่ฟุตบอลโลกกำลังวุ่นเรื่องลิขสิทธิ์ บล็อกสัญญาณถ่ายทอดสดผ่านดาวเทียม เดือดร้อนผู้ชมทางบ้านต้องกลับไปหาซื้อหนวดกุ้ง เสาอากาศแบบโบราณ มาใช้แก้ขัดแทนชั่วคราว
ขณะที่เมืองไทยก็กำลังตื่นข่าว "ทวงคืน" ดาวเทียมไทยคม
ในอารมณ์ปลุกกระแสชาตินิยม นัยว่าเพื่อเหตุผลด้านความมั่นคงของชาติ รัฐบาลประชาธิปัตย์จำเป็นต้องเดินหน้าลากเอากลับมาเป็นสมบัติของคนไทย
โหมโรงกันเป็นที่อึกทึกครึกโครม
แต่ตามจังหวะที่จับทางได้ โดยรายละเอียดก็ยังอยู่ในขั้นที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ออกตัวแค่ว่า ขณะนี้อยู่ในขั้นของการศึกษาเบื้องต้นถึงความเป็นไปได้ โดยมีเป้าหมายหลักอยู่ที่การดูแลความมั่นคงของประเทศ เพราะเรื่องนี้ถือว่ามีความสำคัญมาก
แล้วก็โยนให้ไปถามนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง กับนายศิริโชค โสภา คนสนิทที่ยืนอยู่ฉากหลังนายกฯ ที่บินไปเจรจากับเทมาเสก ประเทศสิงคโปร์
โดยมี "เสี่ยไก่" นายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.ไอซีที ทำหน้าที่เป็นลูกคู่ เท่าที่รู้สึกเป็นการส่วนตัว นายกฯอภิสิทธิ์ไม่ใช่คนโกหก
หากพูดออกมาแบบนี้แสดงว่าคิดจะซื้อดาวเทียมไทยคมจริง
ตามเกมชิงกระแส ประชาธิปัตย์แยกบทกันเล่น รับส่งลูกกันเป็นจังหวะ
และน่าจะไหลลื่นกว่านี้ ถ้าไม่บังเอิญว่าโดนขัดคอโดยนายสิทธิชัย โภไคยอุดม นักวิชาการด้านโทรคมนาคม อดีต รมว.ไอซีที สมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อดีตนายกฯ ที่ออกมากระตุกเตือนรัฐบาล
การซื้อคืนดาวเทียมไทยคมด้วยวิธีการซื้อหุ้นนั้น ต้องทบทวนให้ดี และต้องประเมินทางวิศวกรรมเรื่องความคุ้มค่าควบคู่ไปด้วย
เพราะว่าดาวเทียมไทยคมอาจมีอายุไม่ถึง 11 ปี ตามอายุสัมปทานที่เหลืออยู่ ประกอบกับดาวเทียมอยู่บนอวกาศมีความเสี่ยงหลายประการ เช่น ตำแหน่งวงโคจรอาจผิดเพี้ยน ทำให้การใช้งานไม่มีประสิทธิภาพสูงสุด เสี่ยงเผชิญพายุสุริยะที่อาจทำให้ดาวเทียมชำรุด หรือพลังงานอาจหมดลงอย่างรวดเร็ว และดาวเทียมจะใช้งานไม่ได้
เช่นกัน หากจะใช้วิธีการยึดคืนโดยอ้างว่าผิดสัญญาสัมปทานนั้น ต้องทบทวนให้ดี เพราะขณะนั้น ผู้ให้สัมปทานคือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ทั้งข้าราชการประจำและข้าราชการการเมือง โดยเอกชนเป็นผู้ร้องขอ การฟ้องร้องจึงไม่น่าจะใช้กฎหมายใด เพราะทุกอย่าง เอกชนได้รับการอนุมัติโดยภาครัฐ
สรุปว่า แค่พูดน่ะมันง่าย แต่ทำ โคตรยาก
และอันที่จริงเลย แนวคิดการทวงคืนดาวเทียมไทยคมก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ มีมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลของ พล.อ.สุรยุทธ์แล้ว แต่ก็ไม่สามารถดำเนินการอะไรได้
จนปัญญา ต้องพับแผนไปในที่สุด
แต่นั่นก็ว่ากันในมุมของรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ ที่มองในมุมการบริหารจัดการเพียวๆ ต่างกับรัฐบาลของนายกฯอภิสิทธิ์ โดยเหลี่ยมเซียนยี่ห้อประชาธิปัตย์
มันยังมีช็อตของแต้มแฝงทางการเมือง
เรื่องของเรื่อง นอกจากการเล่นกระแสชาตินิยม บลัฟ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เป็นตัวการก่อปัญหา ตามลีลาที่นายกฯอภิสิทธิ์ออกมาต่อมุกเป็นทำนองปฏิเสธ ยังไม่มีความคิดที่จะนำเงินที่ได้จากการยึดทรัพย์ของอดีตนายกฯทักษิณ กว่า 4 หมื่นล้านบาท มาซื้อดาวเทียมไทยคมแต่อย่างใด
ไหนจะแย่งพื้นที่ข่าว กลบปมเลือดในคิวสลายม็อบแดง
ประชาธิปัตย์เปิดดีลทวงคืนดาวเทียมไทยคม เล่นแต้มได้หลายเด้ง
แต่ที่ไม่รู้ ได้หรือเสีย โดยเครื่องหมายคำถามพุ่งไปที่ "เดอะวอลเปเปอร์" นายศิริโชค ต้องเหนื่อยเคลียร์ปมร้อนๆว่าด้วยค่าต๋ง 300 ล้านบาท จากการปั่นหุ้นไทยคมในตลาดหลักทรัพย์ รับกับข่าว "อินไซเดอร์"
ขณะที่นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ต้องโพสต์ผ่านทวิตเตอร์ ยอมรับว่าได้เดินทางไปพบผู้บริหารเทมาเสกที่ประเทศสิงคโปร์ตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา
แต่ยืนยันว่าไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องหุ้น เพราะไม่มีหุ้นไทยคมแต่อย่างใด
โดยเหตุแห่งความแคลงใจรายการปั่นหุ้นไทยคม เข้ากระเป๋าใครบางคน
ประชาธิปัตย์ก็แลกต้นทุนหน้าตักไปเยอะเหมือนกัน.
ทีมข่าวการเมือง รายงาน
ปมร้อนกองสลาก ปล้น!หัวคิวยี่ปั๊ว
ปัจจุบันปัญหาสลากเกินราคายังไม่ถูกแก้ไข และอาจจะเรียกได้ว่า...มีความรุนแรงที่สุด นับตั้งแต่ปี 2517 ที่มีการจัดตั้งสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลอะไร...เป็นสาเหตุที่สำคัญทำให้ต้องขายสลากเกินราคา?
ปัญหานี้ถูกขุดคุ้ยมาแล้วนักต่อนัก สะท้อนให้เห็นว่า การบริหารจัดการของสำนักงานสลากฯน่าจะมีปัญหา
ผู้บริหารกองสลากฯมีหน้าที่โดยตรงที่จะป้องกัน เข้ามาแก้ปัญหานี้ ขณะที่คำตอบที่มีต่อปัญหาสลากเกินราคาที่มีต่อประชาชนคนไทย มีเพียงว่า...
"พยายามแก้ปัญหาอยู่"
แม้ว่าปัญหาจะคลี่คลายไปได้บ้าง แต่คำถามสำคัญยังคงอยู่ที่การขายสลากเกินราคาเกิดขึ้นได้อย่างไร
และใครเป็นต้นเหตุของปัญหานี้?
ก่อนที่จะลงลึกถึงต้นตอ สกู๊ปหน้า 1 อยากจะย้ำ...ทำความรู้จักกับสลากรัฐกันให้ดีมากกว่านี้
สำนักงานสลากฯ ผลิตสลากออกมาจำหน่าย 2 ประเภท...สลากกินแบ่งรัฐบาล ที่ออกตาม พ.ร.บ.สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล พ.ศ.2517
และ สลากกินแบ่งการกุศล สำนักงานสลากฯรับจ้างหน่วยงาน หรือองค์กรการกุศลอื่นๆผลิตเป็นสลากที่ออกตาม พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2479
สลากทั้งสองประเภท...ที่ออกในแต่ละงวด ถึงจะมีที่มาที่ไปต่างกัน แต่หน้าตาเหมือนกัน ราคาขายก็เท่ากัน ฉบับละ 40 บาท จัดพิมพ์เป็นคู่ คู่ละ 2 ฉบับติดกัน...ราคาคู่ละ 80 บาท
ความต่างในความเหมือนมีเพียงข้อความที่ระบุเอาไว้บนหน้าสลาก ที่พิมพ์บอกไว้ว่า เป็น... "สลากกินแบ่งรัฐบาล"
หรือเป็น... "สลากกินแบ่งการกุศล"
ความต่างนี้อาจไม่ทำให้ประชาชนผู้ซื้อสลาก รู้ถึงความต่างของที่มาที่ไปนี้ได้ เพราะมีการขายสลากควบคู่กันไป และยังใช้หมายเลขที่ถูกรางวัลเป็นหมายเลขเดียวกัน กำหนดรางวัลที่จะได้รับเท่ากัน
สำนักงานสลากฯ จะขายสลากที่ผลิตทั้งหมดผ่านตัวแทนจำหน่าย โดยทั่วไปมักเรียกว่า "ยี่ปั๊ว"
"ยี่ปั๊ว" เหล่านี้สำนักงานสลากฯโดยคณะกรรมการสลาก และผู้อำนวยการเป็นผู้คัดเลือก โดยมีจำนวนสลากที่ได้รับการจัดสรรไปจำหน่ายเรียกว่า "โควตา"
นับเนื่องมาจากว่า...สำนักงานสลากฯ ไม่มีร้านขายสลากเป็นของตนเอง ไม่มีพนักงานขายสลาก และที่ผ่านมาก็ไม่มีนโยบายดำเนินการขายเอง ด้วยเหตุผลหลายประการ
ดูๆไปแล้ว...แม้ว่ากองสลากฯจะมีศักยภาพน่าจะทำได้เอง แต่ ผู้รู้ในวงการบอกว่า เหตุผลสำคัญ น่าจะเป็นเรื่องของผลประโยชน์
เม็ดเงินท่อน้ำเลี้ยงจากการจัดสรรโควตาสลาก ที่ผูกขาดกันมายาวนานมากเหลือเกิน
กล่าวถึงรายได้ที่ยี่ปั๊วเหล่านี้จะได้รับ มีที่มาที่ไปมาจาก 2 ส่วนหลักๆ
ส่วนแรก...มาจากส่วนลดที่สำนักงานสลากฯมอบให้ กินนิ่มๆไปแล้ว อยู่ที่ร้อยละ 7-10 ของมูลค่าสลากที่ได้รับโควตา
ส่วนที่สอง...มาจากการขายสลากเกินราคา มากกว่าคู่ละ 80 บาท
ยี่ปั๊วขายส่งให้กับผู้ค้ารายย่อยที่ไม่มีโควตาเพื่อนำไปขายปลีกให้กับประชาชนทั่วไปในราคาคู่ละ 90-100 บาท
หมายความว่า...ที่ทำกันผ่านๆมายี่ปั๊วอาจจะมีกำไรส่วนนี้อีกคู่ละ 10-20 บาท
เป็นเหตุผลสำคัญข้อหนึ่งที่ว่า ทำไม? ผู้ค้าปลีกสลากรายย่อยถึงบอกว่ารับมาจากยี่ปั๊วคู่ละ 90 บาทบ้าง...100 บาทไปแล้วบ้าง
ทำให้จำเป็นต้องขายสลากเกินราคา คู่ละ 110-120 บาท เพื่อเอากำไรอีกทอดหนึ่ง
วังวนสลากเกินราคาเริ่มจากจุดนี้...เป็นข้อมูลทั่วไปที่รับรู้กันดีอยู่แล้ว ไฉนเลยคนใหญ่ในกองสลากฯ โดยเฉพาะผู้บริหารจะไม่รู้ แก้ปัญหานี้ให้ลุล่วงไปไม่ได้
และดูเหมือนว่า...ข้อผูกมัดแน่นหนาเหมือนสัญญาใจ ระหว่างยี่ปั๊วกับกองสลากฯจะอยู่ที่โควตา ที่ได้รับมากน้อยลดหลั่นกันไปสุดแต่ใจจะกำหนด
รู้กันดีในวงการหวยเมืองไทย ขึ้นอยู่กับว่าใครมีสัมพันธ์ที่ดีกับนักการเมือง และคนใหญ่ที่ดูแล พิจารณาเรื่องจัดสรรโควตา
บางรายได้โควตางวดละหลายล้านฉบับ โดยเฉพาะกลุ่มยี่ปั๊วที่คนในวงการให้ฉายาว่า 5 เสือ ขณะที่บางรายก็ได้รับโควตาหลักแสน ไล่เรียงลงมาหลักหมื่น จนกระทั่งถึงหลักพันฉบับ
ยุคนี้...มีสลากกินแบ่งรัฐบาลพิมพ์จำหน่าย 50 ล้านฉบับ มีสลาก กินแบ่งการกุศลอีก 8 ล้านฉบับ รวมแล้วแต่ละงวดมีสลากทั้งหมด 58 ล้านฉบับ
ถือว่าเป็นจำนวนสลากที่มีการพิมพ์มากที่สุดนับตั้งแต่มีการก่อตั้งสำนักงานสลากฯ
ลองคำนวณส่วนต่างส่วนเกินที่ยี่ปั๊วพึงจะได้ ถ้าคิดส่วนลดที่กินนิ่มๆ อยู่ที่ร้อยละ 9 จะเป็นเงินงวดละ (ทุก 15 วัน) 208.8 ล้านบาท เดือนนึงมี 2 งวด คิดเป็นเงิน 417.6 ล้านบาท
ถ้าคิดเป็นปี ยี่ปั๊วจะมีรายได้มากถึงปีละ 5,011.2 ล้านบาท
นอกจากส่วนต่างตรงนี้ หากยี่ปั๊วขายเกินราคา แบบจิ๊บๆ คู่ละ 10 บาท ก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้นอีกงวดละ 290 ล้านบาท เดือนนึงมี 2 งวด คิดเป็นเงิน 580 ล้านบาท
ถ้าคิดเป็นปี...ยี่ปั๊วจะมีรายได้เพิ่มอีกปีละ 6,960 ล้านบาท
รวมๆเงินสองก้อนใหญ่ที่ว่านี้ ปีนึงก็เป็นเงินมหาศาลเกือบ 12,000 ล้านบาท
ก้อนแรกเป็นเงินที่ยี่ปั๊วพึงจะได้ เพราะเป็นส่วนต่างที่กองสลากฯมอบให้เป็นค่าบริหารจัดการ โดยมีกรอบสำคัญ คือ ราคาสลากคู่ละ 80 บาท
ดังนั้น ต้องเป็นการบริหารแบบมีสัดส่วนชัดเจน ดึงกำไรเอาไว้เท่าไหร่ ยี่ปั๊วจะให้คนขายปลีกเท่าไหร่ ไม่ใช่ว่ายี่ปั๊วขายเกินราคาคู่ละ 80 บาทไปแล้ว อย่างไรเสียคนรับไปขายก็ต้องขายเกินราคาอยู่ดี
สมมติว่า...ยี่ปั๊วจะอ้างว่าเงินกินนิ่ม 9 เปอร์เซ็นต์ จะต้องส่งเป็นท่อน้ำเลี้ยงให้กับนักการเมือง...ผู้มีอำนาจจัดสรรโควตา แบบจ่ายล่วงหน้าเป็นรายปี
เหมือนถูกมัดมือชก...ทำให้ต้องขายเกินราคาคู่ละ 80 บาท
พ.ร.บ.สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล 2517 บัญญัติว่า...การจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลเกินราคาเป็นความผิดกฎหมาย มีโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท
น่าสนใจที่ว่า มีคนไม่กลัวกฎหมายเกิดขึ้นอยู่ทั่วไป จนแทบจะเรียกได้ว่า...ไม่มีคนซื้อหวยรัฐคนไหน หาซื้อสลากในราคาคู่ละ 80 บาทได้เลย
อย่างไรเสียกองสลากฯย่อมต้องรู้อยู่เต็มอกดีกว่าหน่วยงานอื่น...ในเมื่อยี่ปั๊วขายเกินราคาตั้งแต่มือแรกอย่างนี้ จะไม่ทำให้หวยรัฐขายแพงเกินจริงได้อย่างไร
ยิ่งชวนให้สงสัย...ปัญหาสลากเกินราคา แก้ไม่ได้เพราะใครกันแน่
แนวทางแก้ปัญหาวันนี้...ผู้ใหญ่สำนักงานสลากฯ นักการเมือง ข้าราชการกระทรวงการคลังผู้กำกับดูแลเรื่องนี้โดยตรง...คงต้องมีนโยบายที่ดี มีการบริหารที่มีประสิทธิภาพกว่านี้
ต้องตัดตอน...ผ่าท่อน้ำเลี้ยงให้ขาดสะบั้น
ไม่อย่างนั้นท่านๆก็คงต้องเปลี่ยนไปทำงานอื่น เพราะเชื่อได้ว่า... คงมีใครอีกหลายคน อยากเข้ามาดูแล แก้ปัญหาท่อน้ำเลี้ยงปีละ 12,000 ล้านก้อนนี้.
38 ปี 'วันอาทิตย์นองเลือด' ที่ไอร์แลนด์เหนือ ผลชำระคดีผู้ชุมนุมบริสุทธิ์-ทหารไร้ความชอบธรรม
การสอบสวนครั้งล่าสุดกรณีปราบผู้ชุมนุม 'วันอาทิตย์นองเลือด' (Bloody Sunday) ของอังกฤษจนมีผู้เสียชีวิต 14 ราย ระบุผู้ชุมนุมบริสุทธิ์ และทหารไม่มีความชอบธรรมใดๆ ในการใช้อาวุธปราบผู้ชุมนุม ถือเป็นการสอบสวนที่ยาวนานและราคาแพงที่สุดในประวัติศาสตร์ของอังกฤษ
เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. ที่ผ่านมา มีการประกาศรายงานผลการสอบสวนคดีกองทัพอังกฤษสังหารหมู่ประชาชนที่มาชุมนุมเรียกร้องสิทธิพลเมือง เมื่อปี 1972 หรือที่เรียกว่าเหตุการณ์'วันอาทิตย์นองเลือด' (Bloody Sunday) ซึ่งผลออกมาว่าเหยื่อในเหตุการณ์ครั้งนั้นทั้งหมดเป็นผู้บริสุทธิ์
ดิ อินดิเพนเดนท์ รายงานว่า มีประชาชนราวพันคนยืนอยู่รอรับฟังคำตัดสินของลอร์ดซาวิลล์ ผู้พิพากษาศาลสูงอังกฤษ และแสดงความยินดีหลังได้รับฟังคำตัดสิน
โทนี่ โดเฮอร์ตี ลูกของเหยื่อรายหนึ่งในเหตุการณ์กล่าวว่า "ในตอนนี้เราสามารถประกาศให้โลกรับรู้ได้แล้วว่าผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากเหตุการณ์วันอาทิตย์นองเลือด ซึ่งเป็นผู้ชุมนุมเรียกร้องสิทธิพลเมืองทุกคนต่างเป็นผู้บริสุทธิ์ และทุกคนถูกยิงโดยทหารผู้เชื่อว่าตนจะไม่ต้องรับโทษใด ๆ จากการลงมือสังหาร"
เขาบอกอีกว่าปฏิบัติการของทหารที่ก่อเหตุสังหารหมู่ในเมืองเดอร์รี่ ถือเป็นการทำร้ายเมืองนี้อย่างมาก และหวังว่าจากวันนี้ไปจะเป็นการเริ่มต้นของการเยียวยา
"จะไม่มีใครลืมผู้ที่เสียชีวิตจากการต่อสู้เพื่อความยุติธรรม" โทนี่กล่าว
รายงานฉบับของวิดเกอรี่ (1972) : ผู้ชุมนุมมีอาวุธ และทหารอาจถูกยิงก่อน
เหตุการณ์ 'วันอาทิตย์นองเลือด' เกิดขึ้นในวันที่ 30 ม.ค. 1972 โดยมีผู้ชุมนุมเรียกร้องสิทธิพลเมืองที่ชุมนุมโดยปราศจากอาวุธและผู้อยู่ในเหตุการณ์ ถูกกองทัพอังกฤษยิงจนมีผู้เสียชีวิต 14 ราย
โดยหลังเกิดเหตุไม่นานก็มีการสอบสวนเหตุการณ์ 'วันอาทิตย์นองเลือด' โดยคณะผู้พิพากษาของบารอน จอห์น วิดเกอรี่ ซึ่งกล่าวถึงความเป็นไปได้ที่ผู้ชุมนุมบางส่วนจะมีอาวุธหรือระเบิด ตรงจุดนี้ทำให้ญาติของผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากเหตุการณ์รู้สึกโกรธเคือง เรื่องราวของ 'วันอาทิตย์นองเลือด' จึงกลายเป็นประเด็นสำคัญข้ามทศวรรษมาจนถึงวันนี้
รายงานฉบับของวิดเกอรี่ใช้เวลาเพียง 10 สัปดาห์ในการจัดทำ ก่อนนำเสนอในวันที่ 19 เม.ย. 1972 มีปริมาณไม่ถึง 40 หน้า และเนื้อหาของรายงานมีเพียง 558 คำ ซึ่งหลายคนรวมถึงอดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ โทนี่ แบลร์ บอกว่าเป็นรายงานที่ 'ซักฟอก' รัฐบาล
ซึ่งในรายงานฉบับของวิดเกอรี่มีการระบุถึงหลักฐานว่าผู้ชุมนุมมีอาวุธ ขณะที่ดอน มูลลาน เขียนถึงเรื่องนี้ไว้ในหนังสือเรื่อง 'พยานเหตุวันอาทิตย์นองเลือด' (Eyewitness Bloody Sunday) ระบุว่า มีการสร้างหลักฐานปลอมโดยการนำระเบิดมาไว้ที่ตัวผู้เสียชีวิตหลังเขาเสียชีวิตแล้ว
นอกจากนี้รายงานฉบับของวิดเกอรี่ดูจะเอียงข้างไปทางฝ่ายทหาร โดยมีการระบุว่าทหาร"ไม่ได้ขัดขืนต่อระเบียบวินัย ไม่มีเหตุผลสนับสนุนว่าทหารจะยิงผู้ชุมนุมหากพวกเขาไม่ได้ถูกยิงก่อน" การฝึกของทหารนั้นทำให้บางส่วน "มุทะลุและตัดสินใจเร็ว" ขณะที่บางส่วน "มีการยับยั้งช่างใจมากกว่าในการตัดสินใจยิง" และมีอีกบางส่วนที่แสดงความรับผิดชอบสูง
หนังสือพิมพ์ ดิ อินดิเพนเดนท์ ของอังกฤษ บอกว่ารายงานฉบับของวิดเกอรี่ไม่ได้แสดงความเสียใจต่อผู้เสียชีวิตเลย และมีความคาดหวังว่ารายงานฉบับของซาวิลล์ซึ่งใช้เวลาดำเนินการถึง 12 ปี และมีเนื้อหา 5,000 หน้า จะทำให้ฉบับของวิดเกอรี่หมดความหมาย

ภาพจาก AP Photo งานจิตรกรรมในเขตบ็อกไซด์ ลอนดอนเดอร์รี่ เขียนว่า "ตอนนี้คุณกำลังเข้าสู่เขต 'เดอร์รี่อิสระ' ปาเลสไตน์, ไทย, ศรีลังกา, อัฟกานิสถาน, อิรัก... อย่าได้มีวันอาทิตย์นองเลือดอีก"
รายงานฉบับของซาวิลล์ (2010) : การใช้กำลังของทหาร 'ไร้ความชอบธรรม'
วันที่ 16 มิ.ย. 2010 หนังสือพิมพ์เทเลกราฟของอังกฤษ กล่าวถึง สิ่งสำคัญที่ค้นพบในรายงานฉบับของซาวิลล์ โดยระบุว่าทหารยิงปืนไรเฟิลมากกว่า 100 นัด เป็นเหตุทำให้ประชาชน 13 รายเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ มีผู้หนึ่งที่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตในเวลาต่อมา โดยที่บุคคลที่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตดังกล่าวไม่มีใครเลยที่แสดงให้เห็นถึงกระทำการร้ายแรง นอกจากนี้ยังระบุอีกว่า "พวกเราไม่พบว่ามีเหตุอันใดที่ทหารจะได้รับความชอบธรรมในการใช้อาวุธ"
ในรายงานฉบับของซาวิลล์ พูดถึงกรณีที่ทหารอ้างถึงการมีอาวุธของผู้ชุมนุมว่า ไม่มีใครเลยที่ยิงอาวุธปืนตอบโต้ทหาร หรือขู่ว่าจะใช้ระเบิดตะปูกับระเบิดเพลิง คำอธิบายของฝ่ายทหารถูกปฏิเสธ และจำนวนหนึ่งถือเป็นการ "ใส่ความ" ผู้ชุมนุม
มีการอ้างว่าพบสมาชิกของกลุ่ม IRA หรือ กลุ่มกองกำลังแบ่งแยกดินแดนไอร์แลนด์ ได้ยิงปืนไปทางทหารแต่พลาดเป้า ทั้งที่มีการตรวจพบว่าฝ่ายทหารเป็นผู้เริ่มต้นยิงเข้าใส่ผู้ชุมนุมก่อน และไม่มีการเตือนผู้ชุมนุมก่อนเริ่มยิง
ข้อสันนิษฐานที่ว่า มือปืน IRA ไม่ทราบชื่อผู้นั้นได้รับบาดเจ็บหรือถูกทหารสังหารแล้วลักซ่อนศพก็ถูกปฏิเสธ เนื่องจากไม่มีหลักฐานรองรับ และเรื่องนี้หากเกิดขึ้นจริงน่าจะมีความกระจ่างมากกว่านี้
เรื่องที่มีการกล่าวหาว่า มาร์ติน แมกกินเนส ผู้ช่วยรัฐมนตรีไอร์แลนด์เหนือ ที่เคยเป็นรองผู้นำของ Provisional IRA ปี 1972 ว่าเขา "อาจจะมีอาวุธปืนกลเบา Thompson" ในช่วงหนึ่งของวันนั้นและอาจมีการใช้อาวุธดังกล่าว เรื่องนี้ไม่สามารถพิสูจน์ได้ แต่รายงานก็สรุปว่า "เขา (มาร์ติน) ไม่ได้เข้าร่วมกิจกรรมใด ๆ ที่จะทำให้ทหารใช้อ้างความชอบธรรมในการใช้อาวุธได้"
กรณีระเบิดตะปูที่ถูกพบในกระเป๋าของเจอราด โดนาเคย์ ที่มีคนบอกว่าอาจจะถูกทหารนำมาใส่ไว้ในภายหลังนั้น รายงานฉบับล่าสุดระบุว่าเจอราด 'อาจจะ' พกระเบิดตะปูไว้อยู่แล้วขณะที่เขาถูกยิง แต่ก็เสริมด้วยว่า "อย่างไรก็ตาม พวกเราแน่ใจว่าเจอราด โดนาเคย์ ไม่ได้เตรียมพร้อมหรือตั้งใจขว้างระเบิดตะปูในขณะที่เขาถูกยิง และพวกเราต่างมั่นใจว่าเขาไม่ได้ถูกยิงเพราะมีระเบิดในครอบครอง เขาถูกยิงขณะที่กำลังพยายามหนีจากทหาร"
ซาวิลล์สรุปว่า ผู้บัญชาการกองทัพบกในไอร์แลนด์เหนือ โรเบิร์ท ฟอร์ด อาจคอยระวังหน่วยพลร่มของกองทัพอังกฤษซึ่งมีชื่อเสียงด้านการใช้กำลังเกินกว่าเหตุ แต่เขาอาจไม่ทันได้คิดถึงความเสี่ยงที่กองพลร่มจะใช้อาวุธปืนโดยไม่มีเหตุชอบธรรม
ผู้บัญชาการกองพลร่มอังกฤษ เดเรก วิลฟอร์ด ฝ่าฝืนคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาระดับสูงโดยการนำกองทัพเข้าไปในเขตบ็อกไซด์ ด้านผู้บัญชาการระดับสูง แพททริก แมคเลลาน ไม่มีความผิดจากกรณียิงผู้ชุมนุมเนื่องจากเขาไม่ทราบว่าวิลฟอร์ดมีความต้องการใช้กำลังอาวุธดังกล่าว และหากเขาทราบก็น่าจะมีคำสั่งให้ยุติ
ด้านผู้ดำเนินการชุมนุม 'กลุ่มสมาคมสิทธิพลเมืองไอรฺ์แลนด์เหนือ' (Northern Ireland Civil Rights Association) ไม่มีความผิดใด ๆ ในกรณี 'วันอาทิตย์นองเลือด' และทั้งฝ่ายรัฐบาลไอร์แลนด์เหนือและรัฐบาลอังกฤษ ต่างไม่มีใครวางแผนหรือคาดการณ์ล่วงหน้าว่าจะเกิดการใช้กำลังรุนแรง
บีบีซี ระบุว่ารายงานฉบับนี้มอบอำนาจการตัดสินใจดำเนินคดีทหารที่อยู่ในเหตุการณ์แก่หน่วยงานดำเนินคดีของไอร์แลนด์เหนือ (Northern Ireland's Public Prosecution Service หรือ PPS) ซึ่งทาง PPS แถลงว่าผู้อำนวยการ PPS จะพิจารณารายงานเพื่อตัดสินใจและขยายผลการสืบสวนของตำรวจ


ภาพจาก Getty Image วันที่ 15 มิ.ย. ญาติของเหยื่อจากเหตุการณ์ 'วันอาทิตย์นองเลือด' เดินขบวนจากเขตบ็อกไซด์ไปยังจัตุรัสกิลด์ฮอลล์ โดยถือรูปเหยื่อจากเหตุการณ์ในครั้งนั้นไปด้วย
12 ปี กับ 5,000 หน้ารายงาน ชำระคดี 'วันอาทิตย์นองเลือด'
สำนักข่าวบีบีซี ของอังกฤษ รายงานตารางการสอบสวนคดี 'วันอาทิตย์นองเลือด' ของซาวิลล์ ว่าใช้เวลานานถึง 12 ปี มีการอ้างอิงคำของพยาน 2,500 ชิ้น การอ้างอิงสอบปากคำ 922 ชิ้น มีหลักฐาน 160 ชิ้น มีเทปเสียง 121 ชิ้น และวิดิโอเทป 110 ชิ้น จำนวนคำในรายงาน 20-30 ล้านคำ ค่าใช้จ่ายทั้งหมด 195 ล้านปอนด์ (ราว 9,300 ล้านบาท)
ซึ่งถือเป็นการสอบสวนที่ยาวนานและราคาแพงที่สุดในประวัติศาสตร์ของอังกฤษ
สำนักข่าวของอังกฤษหลายแห่งระบุว่า นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันของอังกฤษ เดวิด คาเมรอน จากพรรคอนุรักษ์นิยมออกมาแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อเหตุการณ์ 'วันอาทิตย์นองเลือด' (เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในสมัยของเอ็ดเวิร์ด ฮีธ นายกฯ จากพรรคอนุรักษ์นิยม)
โดยบีบีซีรายงานอีกว่า นายกฯ เดวิด คาเมรอน ของอังกฤษ กล่าวถึงเหตุการณ์ 'วันอาทิตย์นองเลือด' ไว้ดังนี้
- ไม่มีการเตือนประชาชนก่อนที่ทหารจะใช้อาวุธปืน
- ทหารไม่ได้ยิงเพื่อตอบโต้การโจมตีด้วยระเบิดเพลิงหรือก้องกิน
- คนที่เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บบางคนกำลังหนีอย่างเห็นได้ชัด ไม่ก็กำลังให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ
- มีทหารจำนวนมากกล่าวเท็จเกี่ยวกับการกระทำของพวกเขา
- เหตุการณ์ 'วันอาทิตย์นองเลือด' เกิดขึ้นโดยไม่มีการไตร่ตรองไว้ล่วงหน้า
- มาร์ติน แมกกินเนส อาจมีอาวุธปืนกลเบาในช่วงที่เกิดเหตุ แต่ไม่ได้เข้าร่วมกิจกรรมใด ๆ ที่จะทำให้ทหารใช้อ้างความชอบธรรมในการใช้อาวุธได้
ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เซอร์ เดวิด ริชาร์ด และผู้ที่ปฏิบัติงานในหน่วยกองพลร่มช่วงเกิดเหตุ 'วันอาทิตย์นองเลือด' ต่างร่วมแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้น
ผู้สื่อข่าวของบีบีซีรายงานจาก จัตุรัสกิลล์ฮอลล์ ลอนดอนดอร์รี่ ที่มีผู้มาชุมนุมรอฟังรายงานผลการสอบสวนว่า ทุกคนไม่อาจปฏิเสธได้ว่า เวลาและราคาที่ต้องจ่ายให้กับการสอบสวนของซาวิลล์นั้นจะนำมาซึ่งช่วงเวลาแห่งความปลื้มปิติ และเหล่าครอบครัวผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจากเหตุ 'วันอาทิตย์นองเลือด' ก็รู้สึกว่าพวกเขาได้รับความเป็นธรรมแล้ว
ที่มา: แปลและเรียบเรียงจาก
Bloody Sunday: 'Victims vindicated - and parachute regiment disgraced', The Independent, 15 June 2010
http://www.independent.co.uk/news/uk/politics/bloody-sunday-victims-vindicated--and-parachute-regiment-disgraced-2001247.html
Will the wounds ever be healed?, The Independent, 15 June 2010
http://www.independent.co.uk/news/uk/politics/will-the-wounds-ever-be-healed-2000587.html
Bloody Sunday: key findings of the Saville Report, Telegraph, 16 June 2010
http://www.telegraph.co.uk/news/uknews/northernireland/7831836/Bloody-Sunday-key-findings-of-the-Saville-Report.html
Bloody Sunday report published, BBC, 15 June 2010
http://news.bbc.co.uk/2/hi/northern_ireland/10320609.stm
ข้อมูลเพิ่มเติมบางส่วนจาก
http://en.wikipedia.org/wiki/Bloody_Sunday_(1972)
http://cain.ulst.ac.uk/events/bsunday/circum.htm


