WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, June 18, 2010

การปะทะระหว่างแดงกับเหลืองที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ

ที่มา ประชาไท


เมื่อเดือนตุลาคม ปี ค.ศ.1986 มีเสวนาแลกเปลี่ยนที่ยังจำได้ไม่รู้ลืมที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำประเทศไทย (FCCT) ซึ่งขณะนั้นตั้งอยู่ในอาคารสูงล้อมด้วยกระจกของโรงแรมดุสิตธานี มิกาเอล วิกเกอรี (Michaël Vickery) ผู้เชี่ยวชาญด้านกัมพูชาโบราณซึ่งใช้ภาษาเขมรได้นำเสนอหนังสือของเขาที่ชื่อว่า กัมพูชา 1975-1982 ต่อผู้สื่อข่าวชาวต่างชาติ เป็นครั้งแรกที่มีผู้เชี่ยวชาญเช่นนี้ที่สามารถเข้าถึงราชอาณาจักรกัมพูชา แสดงปาฐกต่อหน้าสื่อนานาชาติ ซึ่งไม่พอใจรัฐบาลในพนมเปญ ผู้สื่อข่าวเหล่านี้อยากเยือนกัมพูชาหลังการสิ้นสุดเขมรแดง ณ ตอนนั้น มิกาเอล แอดเลอร์ (Michaël Adler) ชาวอเมริกันที่ใช้ภาษาฝรั่งเศส จากสำนักผู้สื่อข่าวฝรั่งเศสที่กรุงเทพฯ พอล เวเดล (Paul Wedel) หัวหน้าสำนักงาน United Press International- UPI ยังมี ฌาคส์ เบกาแอรต์ (Jacques Bekaert) นักข่าวเผ็ดดุ จากหนังสือพิมพ์ Le Monde ผู้สื่อข่าวจาก บางกอกโพสต์ และแน่นอน มีผู้สนับสนุนของสีหนุ และ รณฤทธิ์ และกลุ่มสมาชิกพรรค ฟุนซินเปค (FUNCINPEC) [1] ห้องโถงแน่นขนัด มีการสนทนาโต้ตอบอย่างไม่หยุดหย่อน และน่าติดตามยิ่ง มีผู้พูดท่านหนึ่งจากครอบครัวค่อนข้างรุ่มรวยด้วยการศึกษาและวัฒนธรรม มีความคิดคมคาย แต่กลับสนับสนุนกัมพูชาที่ถูกลงทัณฑ์อย่างอยุติธรรมจากประชาคมนานาชาติ

เย็นอีกวันหนึ่ง น่าจดจำยิ่งเช่นกัน กระทั่งน่าจะบันทึกเป็นโศลกด้วยซ้ำ เป็นประวัติการณ์สำคัญของ FCCT คือเมื่อวันพุธที่ 2 มิถุนายน หัวข้อที่ถกกันคือวิธีการที่สื่อต่างชาติทำงานในพื้นที่การชุมนุมที่กรุงเทพฯ ในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา มีโดมินิค โฟลเดอร์ (Dominic Faulder) นำการเสวนา ผู้ร่วมเสวนามี 4 คน คือ นายสมเถา สุจริตกุล นักประพันธ์เพลง นายสุเมธ ชุมสาย สถาปนิก พนา จันทรวิโรจน์ ผู้อำนวยการข่าวประจำของ The Nation และไกรศักดิ์ ชุณหะวัน สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ (จากนครราชสีมา) (มือกีตาร์แนวบลูส์ที่น่าฉงน)

ช่วงแรก มีการฉายรายงานข่าวโทรทัศน์เกี่ยวกับ “เหตุการณ์” โดยสำนักข่าว France 24 [2], BBC, CNN, Al Jazeera “ตูม! ตูม! ตูม!” “ปัง! ปัง! ปัง!” “หนึ่ง สอง สาม! ไป ไป ไป!” ด้วยความยาว 12 นาที หนังสั้นแนวสงคราม อัดแน่นด้วยภาพแอคชั่นที่ทำให้มึนหัว (ด้วยกล้องถ่ายวิดีโอที่หมุนไปมาทุกทิศทาง) ช่วงเดียวที่หายใจโล่งปอดคือเมื่อทหารพักหายใจในซอย โอ้! น่าเสียใจ เนลสัน แรนด์ (Nelson Rand) ไปคนหนึ่งแล้ว เราเข้าใจความซับซ้อนของการเมืองไทยดีขึ้นหรือยังหนอ จากภาพที่เห็น ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเราทำข่าวที่กลายเป็นการมุ่งยกระดับให้เท่าเทียมกับภาพยนตร์อย่าง Saving Private Ryan หรือเหนือชั้นกว่าเสียอีก หรืออาจเป็นการทำภาพยนตร์รอบใหม่เรื่อง Brothers in arms พากย์ภาษาไทย ซึ่งฉุยไปด้วยการปฏิวัติมากกว่าภาพยนตร์เหล่านั้นหลายเท่า การรายงานข่าวของ CNN ที่เป็นผลงานของแดน ริเวอร์ (Dan Rivers) ผู้มีชื่อ นำให้ขบคิดวิเคราะห์มากที่สุด เขาฝ่าวิกฤตแบบเหงื่อตกเพราะเสื้อกันกระสุนและหมวกกันน็อกคุณภาพสูงอย่าง Kevlar ตามด้วยงานของ CNN อันนำมาซึ่งเสียงถากถางเยาะเย้ยทั้งจากคนไทย และคนเอเชียมากมาย อีกทั้งอารมณ์โมโหของคนในห้องนั้นอีกหลายคน อย่าง สุเมธ ชุมสาย วัยเกือบ 70 ปี ผู้มีสกุล อดีตนักศึกษาจาก เลอ กอร์บูซิเยร์(Le Corbusier) ที่ปารีสในสมัยทศวรรษที่ 60 เขาระเบิดออกมาว่า “ขยะ !”

น้ำเสียงของเขาเต็มเปี่ยม ตลอดเย็นนั้น มีแต่บรรยากาศเขย่าอารมณ์ท่วมไปด้วยความก้าวร้าวที่อัดเต็มห้อง การพูดโต้ตอบที่เป็นเรื่องเป็นราวเป็นไปไม่ได้อีกแล้ว สองฝั่งฝ่ายเผชิญหน้ากันและกัน ต่างฝ่ายก็ชัดเจนที่ความเห็นตนเอง ฝั่งหนึ่ง นักข่าวตะวันตกหลายคนผู้รักษาหน้าที่ตน แต่ขณะเดียวกันกลับทำให้คนรู้สึกว่าพวกเขาอยู่ข้างเสื้อแดง นักข่าวแปลงสภาพตนเองเป็น “ไพร่” หรืออย่างน้อยก็กลายเป็นเสียงให้กับไพร่ อีกฝ่ายหนึ่งเป็นคนไทยจากชนชั้นผู้มีการศึกษาที่รู้สึกเจ็บเนื้อเจ็บตัวจากที่กรุงเทพฯถูกทำลาย เสียภาพพจน์ในสายตาชาวต่างชาติ “อำมาตย์” เหล่านี้ไม่ยอมแพ้และปกป้องตัวเองด้วยกรงเล็บและด้วยปาก ราวพวก Coblentz และขุนนางมีสกุลชาวฝรั่งเศสที่มาลี้ภัยในเมืองเขา

“เราทุกคนมีการศึกษาจากอังกฤษอย่างคุณอภิสิทธิ์ เชื่อในเกมส์ที่ยุติธรรม ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของระบบการศึกษาของรัฐบาลอังกฤษ” สุเมธกล่าว เขายังเท้าความด้วยว่าเขาคือผู้ที่ก่อตั้งมูลนิธิดวงประทีป (ผู้ช่วยเหลือให้การศึกษาเด็กในสลัมคลองเตย) จากนั้นก็เสริมว่า “เราเผชิญหน้ากับพวกไร้วัฒนธรรม” ซึ่งเขาหมายถึงพวกคนเสื้อแดง เมื่อพูดประโยคนี้ ทั้งคนไทยและต่างชาติบางคนปรบมือให้เขาอย่างท่วมท้น

ไกรศักดิ์ ชุณหะวัน เสียงแหบ ๆ แบบคุยตอนนอนละเมอ ก็เกือบจะน้ำตาปริ่ม ๆ เมื่อพูดถึงประเทศของตนที่ถูกทำให้ “แตกสลาย” โดยคนเสื้อแดง “คนในยุโรปเขาคิดว่า ความขัดแย้งนี้เป็นการปฏิวัติทางสังคม โดยสงบ และโรแมนติก… ผมจะไม่ลงเลือกตั้งในนามคนอีสาน เพราะคนเสื้อแดงจะเอาชีวิตผม และหมอหญิง พังค์ถูกกฎหมาย (คุณพรทิพย์) จะมาตรวจสืบศพของผม และคุณทุกคน คุณจะถ่ายรูปศพผม” เขาบีบคอตัวเอง เสียงร้องสนั่นไปยังท้ายห้อง และมีเสียงหัวเราะ นักข่าวชาวตะวันตกสิบกว่าคนที่อยู่หลังไมค์ก็ดูจะระแวดระวัง “มีใครมาจากสื่อไทยบ้าง ?” คน ๆ หนึ่งถาม มีทูตทางสถานทูตสวีเดนที่กล่าวขึ้นมาอย่างฟังดูมีเหตุผลทีเดียว โดยกล่าวถึงความยากเย็นของประเทศของตนในการนำกฎหมายเกี่ยวกับเสรีภาพสื่อมวลชนมาปฏิบัติในช่วงปี ค.ศ. 1766 “เราค่อย ๆ เข้าใจทีละน้อยว่า บทบาทของสื่อไม่ใช่เพื่อสะท้อนวิสัยทัศน์ของรัฐบาล” – “แน่นอน ในสวีเดนคุณมีเสรีภาพทางเพศนี่” สุเมธ ชุมสาย โต้ ต่างฝ่ายต่างแก่งแย่งชิงกันพูด เราแทบจะรอเห็นแก้วลอยหรือการต่อสู้ตัวต่อตัวตามธรรมเนียมที่ดีที่สุดของสภาไต้หวัน

ท่ามกลางความปั่นป่วน บางคนก็แสดงออกถึงความมีเหตุมีผล คนแรกโดมินิค โฟลเดอร์ (Dominic Faulder) ซึ่งแสดงบทบาทที่ยากเย็นในการเป็นคนกลางนำเสวนา แต่ดูเหมือนเขาจะสามารถรักษาระเบียบและความเหมาะสมของถกเถียง เมื่อคนไทยบางคนพูดถึง “ นักข่าวชาวตะวันตกไม่มีความรับผิดชอบ” เขาตอบอย่างฟันธงว่า “ผมคิดว่านักข่าวทุกคนที่ทำผิดในการรายงานข่าวก็ต้องชดใช้ ถูกตัดสินจากผู้ทำหน้าที่ด้านสื่อ” พนา จันทร์วิโรจน์ รักษาท่าทีสงบได้ และให้ข้อมูลที่ฟังน่าสนใจโดยอธิบายว่า “กลุ่มการเมืองและกลุ่มผลประโยชน์ต่างก็มีคนรายงานข่าวของตน กลุ่มผู้มีผลประโยชน์แทรกอยู่ในรัฐบาล และในสื่อที่แพร่หลาย พวกเขาได้ข้อมูลมาและทำตนเป็นเหมือนนักสืบ”

กล่าวถึงปัจจัยทางวัฒนธรรม ไม่ค่อยมีการกล่าวถึง คือ ทำไมท่ามกลางกลุ่มคนไทยผู้มีการศึกษา จึงทึกทักเอาว่า แม้ว่า “ฝรั่ง” ที่อาศัยอยู่ในเมืองไทยหลายปีแล้ว ก็ยังไม่เข้าใจวัฒนธรรมที่แท้จริงของไทย วงการต่าง ๆ ในสังคม และพฤติกรรมแบบไทย สมเถายิงคำตอบ “ผมเองก็เคยเป็นเหยื่อของการเชื่อลอย ๆ ของคน เมื่อผมกลับมาจากอเมริกา คนหาว่าผมมีวิธีมองอย่างคนตะวันตก คนไทยมีประสบการณ์ร้าย ๆ มาในอดีต แต่สิ่งนั้นค่อย ๆ เปลี่ยนไป” ประสบการณ์ร้าย ๆ....เขาพูดถึงอะไร คอนสแตน ฟอลคอน (Constance Phaulkon) หรือ หมาป่าฝรั่งเศสกับแกะสยามอย่างนั้นหรือ หลังสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อครั้งที่ชาวฝรั่งเศสกับอังกฤษต้องการให้เมืองไทยชดใช้ที่สมคบกับญี่ปุ่นอย่างนั้นหรือ น่าเสียดายที่สมเถาไม่พูดต่อ

ถ้าเย็นวันนั้นเป็นวันที่น่าจดจำ ด้วยเพราะการถกเถียงที่เข้มข้น บรรยากาศคุกรุ่นกำลังแรง แต่ก็น่าจะยอมรับว่าเป็นการเสวนาที่ไม่ถูกต้อง ปัญหาไม่ได้เกิดจากนักข่าวชาวตะวันตกที่ไม่รับผิดชอบหน้าที่ของตนต่อการนำเสนอข่าวความเป็นไปในเมืองไทย “ทำอย่างกับว่าพวกเขาสามารถทำหน้าที่ได้ในทุกประเทศขนาดกลาง ๆ แบบนี้อย่างนั้นแหละ” นี้เป็นทัศนะจากจูเลียน สปินด์เลอร์ (Julian Spindler) ปัญหามาจากประเทศไทยต่างหากที่พลิกผันเพราะถูกกระแทกราวถูกแผ่นดินไหว และอาจต้องใช้เวลาในการทำให้สภาวะมั่นคงกลับมาอีกครั้ง ปัญหาเกิดจากคนไทยที่ปิดหูปิดตาตัวเองมานานเกินไป เกิดจากกลุ่มชนชั้นกลางระดับสูงนี้ หัวกะทิเหล่านี้ที่ไม่จัดให้เกิดการศึกษาและตามทันยุคสมัยให้กับคนต่างจังหวัด ไม่ให้คนต่างจังหวัดได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของประเทศในช่วง 50 กว่าปีที่ผ่านมา พนา จันทร์วิโรจน์ กล่าวว่า “คนไทยที่มีการศึกษาส่วนใหญ่ไม่โง่เขลา ในแง่ว่าเขามองเห็นปัญหาความไม่เท่าเทียม (ในสังคมไทย) อย่างชัดเจน” แต่หากพวกเขาเห็นแล้ว ทำไมรัฐบาลชุดแล้วชุดเล่า และพวกหัวกะทิในสังคม ชนชั้นกลาง ไม่ทำอะไรเลยเพื่อให้คนในประเทศมีระดับเดียวกันทุกคน แทนที่จะหน่วงตัวเองไว้กับความสบายในห้องรวมศิลปินและนักเขียนของชาวกรุงเทพฯ แค่นั้น และทำไมสื่อส่วนหนึ่งของไทย (ยกเว้นสื่อและนักข่าวบางคนอย่างหนังสือพิมพ์มติชน ประวิทย์ โรจนพฤกษ์จาก The Nation ผู้วิเคราะห์ข่าวอย่าง “ช้างน้อย” และ ฐิตินันท์ พงศ์สุทธิรักษ์) โดยเฉพาะสื่อวิทยุโทรทัศน์จึงไม่ทำหน้าที่ ซึ่งเป็นปัจจัยหลักของระบบประชาธิปไตย ลึก ๆ แล้วเป็นปัญหาด้านวัฒนธรรมที่โยงกับความจริง (หรือสิ่งที่เป็นจริง) ในประเทศไทย ความจริงไม่สามารถนำมาพูดได้ทุกอย่างไป ดีที่จะพูดหากความจริงนั้นเป็นบวก

ย้อนความจำ : เมื่อวันที่ 10 เมษายนที่ผ่านมา นักข่าวสองคนถูกฆ่าด้วยกระสุนทั้งที่เขากำลังทำหน้าที่ในขณะที่เกิดวิกฤตการเมืองในประเทศไทย คือฮิโรชิ มุราโมโตะ (จาก JRI และ จากสำนักข่าว REUTER) และฟาบิโอ โปเลนจิ( Fabio Polenghi-ช่างภาพอิสระ) นักข่าวอีกอย่างน้อยเป็นสิบคนที่ได้รับบาดเจ็บ ในบรรดาสิบกว่าคนนั้น มี Nelson Rand (France 24), Chandler Vandergrift (สื่อมวลชนอิสระ), ชัยวัฒน์ พุ่มพวง (ช่างภาพจากเดอะเนชั่น), ไมเคิล มาอาส (Michel Maas -ผู้สื่อข่าววิทยุและโทรทัศน์ชาวเนเธอร์แลนด์), แอนดรูว์ บันคอมบ์ (Andrew Buncombe - ผู้สื่อข่าวจาก The Independent) และช่างภาพประจำหนังสือพิมพ์มติชน

หมายเหตุผู้แปล

* ผู้เขียนเป็นผู้สื่อข่าวให้กับ France 24

[1] พรรคฟุนซินเปค เป็นพรรคการเมืองขนาดกลางที่ตั้งขึ้นโดนฝ่ายนิยมสมเด็จนโรดมสีหนุ เมื่อ พ.ศ. 2536 มีแนวทางนิยมในสถาบันกษัตริย์

[2] FRANCE 24 คือสถานีโทรทัศน์ฝรั่งเศสที่เสนอข่าวนานาชาติแห่งแรกที่ออกอากาศ 24 ชั่วโมง และ ตลอดสัปดาห์ จัดตั้งเมื่อเดือนธันวาคม 2006 โดยนำเสนอมุมมองและความรู้สึกของคนฝรั่งเศสต่อความเป็นไปในโลก เป็นสถานีที่มีความเฉพาะตัว คือ เขียนและเสนอข่าวด้วยความเคารพในความหลากหลาย ให้ความสำคัญกับความแตกต่างของระบอบการเมืองและวิถีวัฒนธรรม ทั้งยังถอดรหัสหรือเข้าถึงเบื้องลึกของข่าวเพื่อให้ส่วนที่ซ่อนอยู่หรือถูกปิดกั้นได้เป็นที่ประจักษ์ต่อสาธารณชน สุดท้าย ให้ความสำคัญเป็นพิเศษด้านวัฒนธรรมและศิลปะการใช้ชีวิต

FRANCE 24 นำเสนอข้อเขียนเป็นภาษาอังกฤษและฝรั่งเศสนับแต่ปี 2006 และมีภาษาอาหรับตั้งแต่เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2007 เตรียมจะนำเสนอเป็นภาษาเสปนต่อไป เป็นสถานีหาดูได้ทั่วโลก ผ่านดาวเทียม เคเบิ้ล และ อินเตอร์เน็ท

FRANCE 24 เข้าสู่สายตาผู้นำทางความคิดในยุโรปนับแต่เริ่มเปิดตัว รวมถึงตะวันออกกลาง อัฟริกา และเมืองใหญ่ ๆ อย่างนิวยอร์ค วอชิงตัน ดีซี คณะทำงาน FRANCE 24 มีอิสรภาพในการเขียนข่าว และเหตุนี้จึงสามารถฉายภาพหรือทำรายงานข่าวที่ไม่มีการตัดต่อใด ๆ

ได้รับทุนสนับสนุนจากรัฐบาลฝรั่งเศส ตั้งอยู่ที่ Issy-les-Moulineaux ใกล้กับปารีส มีสถานี TF1, France 2, France 3 เป็นผู้ร่วมกิจการ ได้รับข่าวส่งทอดบางชิ้นจาก Agence Presse-France, Arte, TV5MONDE, Euronews, France Internationale และ La Chaîne Parlementaire มีงบประมาณทุน 80 ล้านยูโร ต่อปี

เมื่อเดือนมกราคม ปี ค.ศ. 2008 Nicolas Sarkozy ประธานาธิบดีฝรั่งเศสประกาศต้องการยุบให้เหลือภาษาฝรั่งเศสเพียงภาษาเดียว

เป็นที่น่าสังเกตว่า นอกจาก France 24 แล้วก็ไม่ค่อยมีโอกาสมากนักที่จะได้เห็นการรายงานข่าวภาษายุโรปที่มีผู้ประกาศข่าวที่เป็นคนผิวสี"

Aljazeera - Thailand: Living dangerously

ที่มา Thai E-News



THE RAGEH OMAAR REPORT
Aljazeera
17 June 2010

After a violent end to the most recent protests, Thailand, a country of over 60 million people, is facing its worst political crisis in decades.

For two months since March of 2010, anti-government protestors, the so-called red shirts, had taken over key parts of downtown Bangkok, demanding for Abhisit Vejjajiva, the country's current prime minister, to step down, dissolve parliament, and call fresh elections.

The sit-ins had paralysed Bangkok and threatened to rock the Thai economy, which is the second largest in Southeast Asia.

The red shirts have been calling for Abhisit's resignation since he came to power in 2009 – after Thaksin Shinawatra, the country's populist prime minister, was ousted in a bloodless military coup in 2006.

In 2008 Thaksin was sentenced in absentia to two years in jail after being found guilty of abuse of power in a land acquisition deal during his time in office. He was charged with corruption, and subsequent governments also fell under fraud charges.

Abhisit came to power through a parliamentary vote, rather than a popular vote. And that is the major bone of contention for the red shirts, largely rural and working class people from Thailand's north and northeast.

They are staunch supporters of Thaksin, and feel robbed of their vote ever since he was removed from power.

Far-reaching consequences

Political upheaval is nothing new in Thailand.

This country has been through 18 coups and about as many constitutional changes in the last 80 years.

But it is the coup that removed Thaksin, that could have far-reaching consequences for the country, especially after how the government chose to deal with the latest demonstrations: They send in the army to remove the red shirts from Bangkok's streets with brute force.

More than 80 people were killed and over 1800 were injured with most of the victims being civilians.

The crackdown left a destroyed city – 37 buildings were badly burned or completely gutted as the retreating red shirts vented their rage at symbols of the prosperity of Bangkok's economic elite: Banks, the stock exchange, and shopping malls, including the iconic Central World shopping center.

Sukhumbandh Paribatra, the governor of Bangkok, says the political divisions in Thai society have deepened and hardened like never before.

He says the divisions go right down to the family level, where spouses and siblings find themselves on opposite sides of the political fence – one of the red shirts, and the other of Abhisit.

What further complicates this situation is the silence of Thailand's monarchy.

In the past, King Bhumibol Adulyadej, the world's longest-serving monarch who is revered by all Thais, has traditionally stepped in to diffuse political tensions and persuade political rivals to find non-violent solutions to their conflicts.

This time, however, the 83-year-old king is in poor health and is convalescing in a Bangkok hospital.

He has chosen to remain silent and his devotees say it is better this way, since the king should not be seen as taking sides in an already tense situation.

After the protests ended, many red shirt leaders were arrested and charged with terrorism. A warrant was also issued against Thaksin Sinawatrs on terrorism charges.

When the red shirts had protested in 2009, they were dispersed by the army.

But one year later, they were back in larger numbers. After their most recent defeat, they are determined to return...

Rageh Omaar travels to the scarred city of Bangkok to find out what happened the day the protests ended, and what will happen to Thailand now.

The Rageh Omaar Report: Thailand: A year of living dangerously can be seen from Wednesday, June 16, at the following times GMT: Wednesday: 1900; Thursday: 0300, 1400; Friday: 0600; Saturday: 1900; Sunday: 0300.

รำลึกนักสู้นิรนาม 17 พ.ค. สามเหลี่ยมดินแดง

ที่มา Thai E-News




โดย Red Zilla Zilla
17 มิถุนายน 2553

เมื่อมีคนประกาศขออาสาสมัครการ์ดอาสา ทันทีที่ประกาศ ใครต่อใครรอบๆตัวฉันก็ก้าวออกไป เราไม่มีอุปกรณ์อะไรเลย มีเศษผ้าสีฟ้าเล็กๆ ให้แจกจ่ายกันให้รัดไว้ที่แขนบ้าง ข้อมือบ้าง ทั้งผู้หญิง ทั้งผู้ชาย พวกเขาเหล่านั้นกำลังก้าวออกไป

ใครลงชื่อแล้วก็นั่งลงบนพื้นถนน บางคนโทรศัพท์หาปลายสาย บางคนหยิบข้าวกล่องมากิน พวกเขากล้ายิ่งกว่านักรบใดๆที่ฉันเคยเห็นในทีวี

ท่ามกลางเสียงปัง ตู้ม ของสามเหลี่ยมดินแดง ด้านในนั้น ฉันก็ไม่รู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง แต่หลายวันที่ผ่านมา มีแต่การหามคนเจ็บ และ คนตาย ออกมา

พวกเขาไม่กลัว พวกเขายังคงอาสากันไป นักสู้ภาคประชาชน มือเปล่า กลับกล้าหาญจนฉันอยากจะร้องไห้




หนึ่งเดือนที่แล้ว 17 พค 53 ท่ามกลางเสียงปังๆ ของอีกฟากฝั่งนึงสามเหลี่ยมดินแดง ฉันกับเพื่อนอยู่ตรงอนุสาวรีย์ชัยมาเป็นเวลา 3 วันแล้ว วันนี้มีใครซักคนเอาสติ๊กเกอร์ "stop killing people" และ "หยุดฆ่าประชาชน" มาแจก มีภาพเหตุการณ์ที่ใครอีกหลายคนเอามาแปะตามเสา แล้วในตอนค่ำก็เป็นเวลาที่เศร้าที่สุด เมื่อมีการรับสมัครการ์ดอาสา ...หลายๆคนก้าวออกไปลงชื่อ บางคนหยิบโทรศัพท์มือถือโทรหาทางบ้าน ฉันไม่รู้ว่าพวกเขาจะเข้าไปตรงที่ทหารซุ่มยิงอยู่หรือเปล่า ฉันไม่กล้าแม้แต่จะถ่ายรูปพวกเขาตรงๆ ฉันกลัวว่าจะจำหน้าพวกเขาได้ มันเหมือนอยู่ในสนามรบที่เราสังหรณ์ใจว่าอาจจะแพ้ แต่การ์ดอาสาหลายๆคนก็ยังก้าวออกไปลงชื่อแล้วนั่งลงกินข้าว เตรียมตัวเข้าไปสู่สมรภูมิ

"ใคร ยังไม่ได้กินข้าว มากินข้าวให้อิ่มนะครับ ๆๆ" ยังจำประโยคนั้นได้

จาตุรนต์แถลง - ตอบคำถามประเด็นปรองดอง นิรโทษกรรม

ที่มา Thai E-News




17 มิถุนายน 2553

นายจาตุรนต์ ฉายแสง ประธานสถาบันศึกษาการพัฒนาประชาธิปไตย อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย เข้าพบเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ลุมพินี ตามหมายเรียกผู้ต้องหา กระทำผิดฐาน “ร่วมกันฝ่าฝืนประกาศของผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย ฉบับที่ 5 ลงวันที่ 3 เมษายน 2553 โดยไม่ออกจากพื้นที่ที่กำหนด” เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 17 มิถุนายน 2553 ณ สน.ลุมพินี

โดยนายจาตุรนต์ได้ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าพบเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า : เป็นการมาพบเจ้าหน้าที่ตำรวจตามหมายเรียกของศอรส. ในข้อหาเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติความมั่นคง ที่ประกาศพื้นที่ห้ามเข้า เข้าไปแล้วไม่ออก เขาเขียนมาว่าอย่างนั้น เขาคงหมายถึงที่ราชประสงค์

หมายเลขส่งมาครั้งแรกลงวันที่ 9 เมษายน 2553 ก่อนเกิดเหตุการณ์ที่ผ่านฟ้าวันที่ 10 เมษายน 2553 บังเอิญว่าสะกดผมชื่อผิดๆถูกๆ ก็เลยสอบถามกันไปกันมา มาเห็นครั้งหลังหมายเรียกครั้งที่ 2 ก็ยังมีผิดอีก พอสอบถามก็ได้ความว่าเป็นหมายเรียกถึงผมแน่ แล้วก็ได้รอเวลาเลื่อนไปบ้างเพราะติดธุระครับ และรอเวลามาจนถึงวันนี้จึงนัดมารับทราบข้อกล่าวหา

ผู้สื่อข่าว : เตรียมประเด็นที่จะชี้แจงกับทางพนักงานสอบสวนอย่างไร


จาตุรนต์ : คือ เรื่องที่จะชี้แจงนี้ไม่ได้หนักใจเลย แต่ว่าวันนี้คงไม่ได้ชี้แจงอะไรมาก มารับทราบข้อกล่าวหา แล้วก็จะดูว่าทางพนักงานสอบสวนจะปล่อยตัวชั่วคราวไปไหม เพราะทางผมไม่ได้เตรียมเงินมาประกันตัว คือว่าถ้าไม่ปล่อยตัวชั่วคราวก็ต้องเอาผมไปขังล่ะ เพราะว่าผมถือว่าไม่ได้มีความผิดอะไรเลย ผมไม่อยู่ในข่ายที่จะต้องถูกตั้งข้อหาด้วยซ้ำ แล้วก็สามารถสู้คดีได้แน่นอน

การที่ผมเข้าไปในพื้นที่ชุมนุมในกรณีที่เขาตั้งข้อหานี้ ก็คือตั้งข้อหาวันที่ 9 เมษายน 2553 หมายความว่าก็เข้าไปในวันที่ 8 เมษายน 2553 เช่นเดียวกับประชาชนอีกจำนวนมาก ที่สัญจรไปมา เข้าไปร่วมชุมนุมก็ดี มีอีกมากมาย ซึ่งผมไม่ได้บอกว่าประชาชนเหล่าควรถูกตั้งข้อหาเพราะเขาไม่ได้กระทำผิดอะไร และที่ผมเข้าไปในที่ชุมนุมนอกจากในครั้งนั้นก็ยังมีครั้งอื่นอีกด้วย ซึ่งทางตำรวจไม่ได้กล่าวถึง

ที่ผมเข้าไปในที่ชุมนุมแล้วไปพูดต่อที่ชุมนุมทั้งหมดทุกครั้งมีประเด็นสำคัญก็คือ ต้องการจะไปเตือน ไปห้ามนายกรัฐมนตรีไม่ให้ใช้มาตรการทางทหารปราบประชาชน ไม่ใช้ความรุนแรงต่อประชาชน เพื่อจะได้ไม่เกิดความสูญเสีย นอกจากนั้นก็ได้ไปเสนอแนวทางในการเรียกร้องประชาธิปไตยให้แก่ประชาชนที่มาชุมนุม ที่สำคัญก็คือเรียกร้องให้ใช้สันติวิธีโดยตลอด ทุกครั้งที่ผมพูดจะมีประเด็นเนื้อหาทั้ง 2 นี้อยู่เสนอ เพราะฉะนั้นผมจึงไม่ควรถูกตั้งข้อหาเลย

ที่รอมานี้ เพื่อจะดูว่าทางตำรวจหรือทาง DSI จะตั้งข้อหานายกรัฐมนตรีหรือยัง เพราะว่าความจริงแล้วระหว่างผมกับนายกฯอภิสิทธิ์ นายกฯอภิสิทธิ์จะต้องถูกตั้งข้อหามากกว่า คือ ตั้งข้อหาสั่งฆ่าประชาชน สั่งใช้กำลังทหารเข้าปราบปรามประชาชน ทำให้มีผู้บาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก จนป่านนี้พนักงานสอบสวนยังไม่ตั้งข้อหานายกอภิสิทธิ์ กลับมาตั้งข้อหาผมซึ่งเป็นคนที่ได้เรียกร้องตลอดมา “เตือนรัฐบาลและนายกฯอภิสิทธิ์ตลอดมาว่าอย่าใช้กำลังทางทหาร อย่าใช้มาตรการทางทหารปราบประชาชน”

มันแสดงให้เห็นว่าเป็นเรื่อง 2 มาตรฐานชัดเจนนะครับ คนที่ควรถูกต้องข้อหาก็คือนายกฯอภิสิทธิ์ กลับไม่มีการตั้งข้อหา มาตั้งข้อกล่าวหากับผมซึ่งเป็นคนคอยห้ามนายกฯอภิสิทธิ์ไม่ให้ฆ่าประชาชน เมื่อผมรอจนกระทั่งเห็นชัดแล้วว่านายกอภิสิทธิ์ไม่ถูกตั้งข้อหาสักที ผมก็มาเพื่อให้เรื่องได้ดำเนินการต่อไป ในส่วนของตัวผมพร้อมจะสู้คดีไม่ได้รู้สึกหนักหนักใจอะไรเลย

แต่ที่หนักใจขณะนี้ก็คือ เรื่องการปรองดองที่รัฐบาลกำลังเสนออยู่ คือรัฐบาลและพรรคประชาธิปัตย์กำลังกล่าวหาว่าคนโน้นก็ขัดขวางการปรองดอง คนนี้ก็ขัดขวางการปรองดอง ผมอยากจะให้ความเห็นว่า ไม่มีใครในประเทศนี้ที่จะขัดขวางมาตรการการปรองดองของรัฐบาลได้ ไม่มีใครจะขัดขวางการปรองดองได้เนื่องจากการปรองดองไม่เคยมีอยู่จริง สิ่งที่รัฐบาลทำอยู่ที่นายกฯอภิสิทธิ์ทำอยู่ก็ไม่ใช่การปรองดองเลย เพราะว่าเป็นการกระทำ เป็นการเสนอมาตรการ หรือการดำเนินการโดยคู่กรณีโดยตรงและเป็นการกระทำแบบเลือกทำฝ่ายเดียว เลือกปฏิบัติฝ่ายเดียว โดยมุ่งทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามอย่างต่อเนื่องและยังคงทำอยู่

นายกรัฐมนตรีคนนี้เป็นคู่กรณีกับประชาชนเสื้อแดง ประชาชนเขามาเรียกร้องให้คุณอภิสิทธิ์ยุบสภาเพื่อที่จะได้มีการเลือกตั้งใหม่ เพราะพวกเขาไม่เห็นด้วยที่นายกฯอภิสิทธิ์จะเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป แต่ว่าแทนที่จะยุบสภา นายกฯอภิสิทธิ์ได้ใช้มาตรการทางทหารเข้าไปปราบประชาชนทำให้ประชาชนล้มตายไปจำนวนมาก เสร็จแล้วก็มาบอกว่าต่อไปนี้จะปรองดอง แล้วก็ยังบอกด้วยว่าจะไม่ปรองดองกับผู้ก่อการร้าย จะปรองดองกับคนอื่นๆ

ถามว่าใครเป็นผู้กำหนดว่าใครเป็นผู้ก่อการร้าย ก็คือคุณอภิสิทธิ์กับคุณสุเทพเท่านั้นที่เป็นคนกำหนดว่าใครเป็นผู้ก่อการร้าย ไม่ใช่พนักงานสอบสวน ไม่ใช่ศาล แต่ว่าคุณอภิสิทธิ์เป็นคนกำหนดเองว่าใครเป็นผู้ก่อการร้ายบ้าง

การปรองดอง หมายถึง การที่คนสองฝ่ายขัดแย้งกัน ทะเลาะกันแล้วหันหน้ามาประนีประนอม มาหาทางตกลงที่จะอยู่รวมกัน เวลานี้คุณอภิสิทธิ์ก็กันฝ่ายที่ตัวเองปราบปราม ที่ตัวเองไล่ทำลายล้างออกไปจากการปรองดองไปแล้ว จึงไม่ทราบว่าจะไปปรองดองกับใคร

คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่ตั้ง ส่วนใหญ่แล้วก็เป็นคณะกรรมการฯฝ่ายที่ต้องการรักษาระบบก็ดี เป็นฝ่ายตรงข้ามกับ นปช.หรือฝ่ายเสื้อแดงอย่างชัดเจนก็มีมาก ที่สำคัญที่น่าเสียดายก็คือ อย่างท่านคณิต ณ นคร ซึ่งเป็นคนที่มีความรู้มีความเชี่ยวชาญทางด้านกฎหมายมหาชน มีหลักการทางกฎหมายดี แต่เวลานี้ก็จะประสบความลำบากในการหากรรมการมาร่วม เพราะว่าคนตั้งเป็นปัญหา คนตั้งคือนายกอภิสิทธิ์เป็นปัญหา
นอกจากนั้นคณะกรรมการที่คุณคณิตเป็นประธาน คุณคณิตบอกว่าคงจะไม่ไปสืบสาวราวเรื่องว่าใครผิดใครถูก แต่จะไปเน้นเพื่อที่จะให้เกิดความปรองดอง หาต้นเหตุ ซึ่งจะทำให้นานาชาติผิดหวังเป็นจำนวนมาก องค์กรสิทธิมนุษยชน องค์กรที่ทำเรื่องนิรโทษกรรมสากลอะไรต่างๆ จะผิดหวังมาก เพราะว่าจะไม่มีทางได้ข้อเท็จจริงว่าใครผิดใครถูก เราอาจจะต้องรอกันไปอีกเป็นสิบๆปี เหมือนอย่างนายกรัฐมนตรีอังกฤษที่เพิ่งขอโทษประชาชนชาวไอร์แลนที่ถูกปราบปรามในวันนี้หลังจากเหตุการณ์มาไปเป็นสิบๆปี

ผู้สื่อข่าว : คิดเห็นอย่างไรในการจัดตั้งคณะกรรมการและนักวิชาการฯ แก้ไขรัฐธรรมนูญ

จาตุรนต์ : อันนี้ไม่มีทางที่จะทำให้เกิดประชาธิปไตยได้เลย ถ้าดูจากตัวประธานซึ่งเป็นฝ่ายเสื้อเหลืองชัดเจนมาโดยตลอด แล้วก็ได้เลือกคนมาส่วนใหญ่แล้วก็เป็นฝ่ายที่ต้องการรักษารัฐธรรมนูญในฉบับปัจจุบัน หรือไม่ก็จะทำให้รัฐธรรมนูญปัจจุบันเป็นเผด็จการมากยิ่งขึ้น รัฐธรรมนูญปัจจุบันไม่เป็นประชาธิปไตยอยู่แล้ว แต่หลายคนในนั้นได้มีพฤติกรรมมีประวัติที่จะช่วยรักษารัฐธรรมนูญนี้หรือจะทำให้รัฐธรรมนูญนี้เป็นปัญหาหนักยิ่งขึ้น ก็หน้าเห็นใจกรรมการบ้างคนที่มีความเป็นนักประชาธิปไตยและต้องการแก้ปัญหาประเทศ อาจจะรับเป็นกรรมการไปโดยไม่รู้ว่ากรรมการส่วนใหญ่นั้นเป็นฝ่ายที่จะทำให้รัฐธรรมนูญนี้ไม่เป็นประชาธิปไตย
ทั้งหมดก็เป็นเรื่องของการซื้อเวลาของนายกฯ เป็นการเอาเปรียบทางการเมืองโดยครอบคลุมสื่อของรัฐไว้หมดแล้วก็จะเป็นคนกำหนดเองได้หมดว่าใครเป็นผู้ก่อการร้าย ใครผิดใครถูก จะทำอย่างไรกับบ้านเมือง ไม่มีความหวังอะไรเลยที่จะทำให้เกิดการประนีประนอมหรือปรองดอง ที่ผมพูดนี้ไม่ใช่ผมไม่เห็นด้วยกับการปรองดอง

เพียงแต่ผมเห็นว่าสิ่งที่นายกทำอยู่ไม่ใช่การปรองดอง แต่เป็นการทำลายล้างและเป็นการใช้วาทะกรรมสวยๆหรูๆเพื่อจะหาเสียงฝ่ายเดียว ในเวลานี้ฝ่ายตรงข้ามเขาก็หาเสียงไม่ได้เพราะไม่มีสื่อ แล้วใครสนับสนุนนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม พรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามก็ถูกระงับธุรกรรม ถูกปิดบัญชีสารพัดไปหมด อย่างนี้มันเป็นการเอาเปรียบทางการเมืองชัดเจนจะเลือกตั้งเมื่อไรไม่รู้ แต่ว่าพรก.ก็ยังอยู่ การใช้อำนาจคุกคามก็ยังอยู่ แบบนี้มันจะไปประนีประนอมปรองดองกับใคร

ผู้สื่อข่าว : ท่านจาตุรนต์คิดว่าการออกกฎหมายนิรโทษกรรมจะนำสู่การปรองดองได้อย่างไร

จาตุรนต์ : นิรโทษกรรมที่เสนออยู่ในวันนี้ เป็นความสับสนมาก การนิรโทษกรรมในอดีตไม่เคยมีการตั้งธงแบบนี้ การนิรโทษกรรมในอดีตมักทำโดยรัฐบาลหลังการปราบปรามประชาชน ไม่ได้ทำโดยรัฐบาลที่ปรามปราบประชาชนเอง การนิรโทษมักจะครอบคลุมผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ตั้งแต่ตัวนายกฯหรือผู้ใช้อำนาจในการปราบปรามประชาชนไปจนถึงประชาชนทั่วไป

แต่ในครั้งนี้รัฐบาลตั้งประเด็นขึ้นว่า จะนิรโทษกรรมประชาชนที่ไม่ถูกข้อหาก่อการร้ายซึ่งไม่รู้คืออะไร ประชาชนเหล่านั้นความจริงไม่ต้องออกกฎหมายนิรโทษ เพียงแต่ไม่ไปเอาเรื่องเขาก็หมดเรื่องแล้ว สงสัยว่านายกฯและพวกจะโยนหินถามทางเผื่อว่าจะนิรโทษกรรมให้แก่ตัวเอง และผมไม่เห็นด้วยเลยว่าจะไปนิรโทษในลักษณะที่จะทำกันอยู่นี้ สิ่งที่จะทำในเรื่องนิรโทษนี้ ผมสงสัยมากกว่าว่า จะคืบไปถึงการนิรโทษให้กับพันธมิตรฯและนิรโทษให้แก่ผู้ปราบปรามประชาชนเอง

เพราะขณะนี้คนที่จะประสบปัญหามากที่สุดในอนาคตไม่ใช่ใครที่ไหน คือนายกฯอภิสิทธิ์เพราะว่านายกฯอภิสิทธิ์จะถูกดำเนินคดีในอนาคต ไม่ว่าจะในประเทศหรือต่างประเทศ และในคดีนี้ที่ต่างประเทศไม่มีอายุความ ประเทศไทยอาจจะมีแต่อันนั้นก็เป็นเรื่องอีกยาวนาน ก็ดูวันนี้ต่างประเทศเขายังออกมาขอโทษประชาชนในเรื่องที่ผ่านมาตั้ง 20 - 30 ปีแล้ว

Thursday, June 17, 2010

เปิดชื่อ19อรหันต์แก้รธน.ชุดปรองดอง พท.อัดไม่จริงใจตั้ง"ทายาทอสูร" ล้วนคนเสื้อเหลืองปฏิปักษ์"แม้ว"

ที่มา มติชน

ที่มา มติชน

นายประสาท สืบค้า

นายสมคิด เลิศไพฑูรย์

นายตีรณ พงศ์มฆพัฒน์

นายศุภชัย ยาวะประภาษ

นายจรัส สุวรรณมาลา

นายนันทวัฒน์ บรมานันท์

นายศักดา ธนิตกุล

นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์

นายบรรเจิด สิงคะเนติ

นายเจษฎ์ โทณะวณิก

เปิดรายชื่อ 19 อรหันต์ แก้ รธน.ชุดปรองดอง นักวิชาการดังอื้อ มาร์คนั่งหัวโต๊ะประชุมครั้งแรกพรุ่งนี้

พท.อัดกก.ชุดสมบัติ"ทายาทอสูร" ย้ำนายกฯไม่จริงใจตั้งปฏิปักษ์"แม้ว"

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน ถึงกรณีที่นายกฯ ตั้งคณะกรรมการพิจารณาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและการศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่มีนายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ เป็นประธาน ว่า หากดูรายชื่อของคณะกรรมการก็เห็นได้ว่า เกือบทั้งหมดเป็น นักวิชาการที่ฝักใส่เสื้อเหลือง หรือไม่ก็เป็น กลุ่มคนที่ร่วมกันร่างรัฐธรรมนูญ ปี 50 ซึ่งถือเป็นทายาทอสูร และมีความคิดที่เป็นปฏิปักษ์กับนักการเมืองฝ่ายค้าน นปช. และพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

ไม่ว่าจะเป็น นายจรัส สุวรรณมาลา นายบรรเจิด สิงคะเนติ นายสมคิด เลิศไพฑูรย์เป็นต้น เราจึงเห็นว่าการที่นายกฯตั้งกรรมการชุดนี้ขึ้นมาเพื่อต่อยอดทายาทอสูรให้เข้มข้นยิ่งขึ้น รวมทั้งเพื่อซื้อเวลาให้รัฐบาล เพราะก่อนหน้านี้กรรมการชุดของส.ส.และส.ว.ก็เคยเสนอในการแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว 6 ประเด็น แต่นายกฯเองก็ไม่สนใจ แต่กลับตั้งคนกลุ่มที่เคยร่วมร่างรัฐธรรมนูญปี 50 มาศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญอีก แสดงให้เห็นถึงความไม่จริงใจของนายกฯอย่างชัดเจน

จากกรณีที่นายกรัฐมนตรีมีคำสั่งเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและการศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยมีนายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ เป็นประธานนั้น สำหรับรายชื่อคณะกรรมการอีก 18 คน ประกอบด้วยด้วย

1.นายประสาท สืบค้า อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.)

2.นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ รองอธิการบดีฝ่ายการคลัง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อดีตเลขานุการสภาร่างรัฐธรรมนูญ(ส.ส.ร.)ปี 2550

3.นายตีรณ พงศ์มฆพัฒน์ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

4.นายศุภชัย ยาวะประภาษ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

5.นายแสวง บุญเฉลิมวิภาส อาจารย์คณะนินิศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

6.นายจรัส สุวรรณมาลา คณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย

7.นายนันทวัฒน์ บรมานันท์ ผู้อำนวยการหลักสูตรนิติศาสตรดุษฎีบัณฑิต คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

8.นายศักดา ธนิตกุล คณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

9.นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อดีต ส.ส.ร.ปี 2550

10.นายบรรเจิด สิงคะเนติ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อดีตกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.)

11.นายเจษฎ์ โทณะวณิก อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม

12.นายสุนทร มณีสวัสดิ์ อาจารย์สาขาวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

13.นายไชยา ยิ้มวิไล อดีตโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์

14.นายทวี สุรฤทธิกุล ประธานสาขารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช(มสธ.)

15.นายสิริวัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์

16.นายพิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต คณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)

17.นายเธียรชัย ณ นคร รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเมือง (สพม.) อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มสธ.

18.นายวุฒิสาร ตันไชย รองเลขาธิการ สถาบันพระปกเกล้า อดีต ส.ส.ร.ปี 2550

เจ้าหน้าที่สำนักปลัดนายกรัฐมนตรีอีก 2 คน ร่วมเป็นผู้ช่วยเลขานุการ

ทั้งนี้ คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาแนวทางในการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์ และเสนอแนวทางการแก้ไขดังกล่าวต่อนายกรัฐมนตรี และพิจารณาเสนอความเห็นและแนวทางในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขพิจารณาดำเนินการสร้างการมีส่วนร่วมในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นต้น

"สมบัติ"นัดประชุมกก.17มิ.ย.


นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ในฐานะประธานคณะกรรมการที่นายกรัฐมนตรีตั้งขึ้นเพื่อดูแลเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า ขณะนี้นายกฯได้ลงนามแต่งตั้งกรรมการจำนวน 19 คน ตามที่เสนอชื่อไปแล้ว ซึ่งได้นัดประชุมคณะกรรมการครั้งแรกวันที่ 17 มิถุนายนนี้ เวลา 09.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งนายกฯจะเป็นประธานในการเปิดประชุมและให้แนวทางในการทำงาน ซึ่งกรอบในการทำงานก็เป็นไปตามที่เคยให้ไว้คือ ทำต่อยอดจาก 6 ประเด็น ที่คณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญเสนอไว้


"คณะกรรมการวางแผนว่า จะรับฟังความคิดเห็นทุกภาคส่วนประมาณ 2 เดือน และนำข้อมูลมานั่งวิเคราะห์อีก 2 เดือน ก่อนส่งผลสรุปให้นายกฯ" นายสมบัติกล่าว


(รูปประกอบจากอินเตอร์เน็ต)


นายพิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต

นายเธียรชัย ณ นคร

นายวุฒิสาร ตันไชย

นายทวี สุรฤทธิกุล

นายไชยา ยิ้มวิไล

ปฏิรูปตำรวจ

ที่มา ข่าวสด


คอลัมน์ ชกไม่มีมุม

วงค์ ตาวัน



นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประกาศจะรื้อฟื้นคณะกรรมการปฏิรูปโครงสร้างตำรวจ ซึ่งเคยตั้งในสมัยนายกฯ สุรยุทธ์ จุลานนท์ ขึ้นมาปัดฝุ่น เพื่อทำการศึกษาและผ่าตัดสีกากีกันอีกครั้ง

ตำรวจทั้งวงการได้ฟังแล้วก็ฮาตึง

แต่งตั้งผบ.ตร.ยังทำไม่ได้เลย แล้วจะมาปฏิรูปตำรวจ!?

หรือเพราะแต่งตั้งผบ.ตร.ไม่สำเร็จ ก็เลยจะรื้อกันทั้งโครงสร้าง

หรือเพื่อจะกลบเรื่องแต่งตั้งผบ.ตร.ไม่ได้สักที เลยงัดเอาเรื่องหลักการ เรื่องใหญ่ๆ เช่นการปฏิรูปตำรวจ ขึ้นมาข่ม

แต่สรุปแล้ว ตำรวจเขายังคาใจ เรื่องการแต่งตั้งหัวหน้าหน่วยราชการของเขาอยู่

อย่านึกว่าเหตุการณ์ร้ายแรงในบ้านเมืองผ่านไปแล้ว จะทำให้เรื่องนี้เลือนหายไป!

ถ้านับกันตามวาระปกติ

ยังมีเวลาอีกราว 4 เดือนจึงจะสิ้นปีงบประมาณ

นั่นก็หมายความว่า ถ้ายังไม่มีการแต่งตั้งผบ.ตร.เสียทีเช่นนี้เแล้ว สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะไร้หัวไปอีกหลายเดือน

คิดดูแล้วกัน แต่งตั้งผบ.ตร.คนเดียวทำไม่ได้ จนใกล้เวลาจะถึงวาระต้องแต่งตั้งผบ.ตร.คนใหม่แล้ว

เป็นไปได้อย่างไร นี่จะกลายเป็นประวัติศาสตร์ของวงการตำรวจ!?!

ผลร้ายปรากฏชัดในช่วงวิกฤตการเมืองที่ผ่านมา เมื่อตำรวจเองไม่สามารถตอบสนองคำสั่งรัฐบาลได้อย่างเต็มที่

ทำให้รัฐบาลหงุดหงิดใจ กลายเป็นข้อสงสัยตำรวจเกียร์ว่าง ตำรวจมะเขือเทศ

โดยลืมมองไปว่า เพราะไม่ได้แต่งตั้งผบ.ตร.ให้เสร็จสิ้นเรียบร้อย

ไม่มีหัวหน้าหน่วยตัวจริง ไม่มีผู้นำทัพในช่วงเวลาเป็นเวลาตาย!

ใครจะสั่งใครก็ยังไม่รู้

จะให้รักษาการผบ.ตร.มาสั่งการในนาทีเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย ก็ไม่เต็มประสิทธิภาพ

ลงเอยจึงทำให้รัฐบาลไม่สามารถพึ่งบริการตำรวจได้

พอเหตุการณ์จบก็เลยงัดเรื่องปฏิรูปตำรวจขึ้นมาใหม่

ไม่ต้องปฏิรูปใหญ่โตมโหฬารก็ได้

แค่ตั้งผบ.ตร.ให้ได้ก่อน ไม่ง่ายกว่าหรือ!

เงื่อนงำ "ไทยคม" รัฐบาล สร้างข่าว ทำไม ธุรกิจ หรือการเมือง

ที่มา ข่าวสด


หากไม่มีเสียงเตือนจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือที่เรียกย่อๆ ว่า ก.ล.ต.

หากไม่มีเสียงเตือนจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

"ไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องกับการให้ข่าวของการซื้อหุ้นบริษัทไทยคม จำกัด (มหาชน) หรือ THCOM ให้ระมัดระวังการเปิดเผยข้อมูล เนื่องจากข้อมูลดังกล่าวจะมีผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวของราคาหุ้น"

ประสานกับคำชี้แจงจากบริษัทชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ต่อตลาดหลักทรัพย์

"บริษัทชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัทไทยคม จำกัด (มหาชน) ยังไม่ได้รับการติดต่อจากหน่วยงานของรัฐในเรื่องการขอซื้อคืนดาวเทียมไทยคมแต่อย่างใด"

เสียงเชียร์ "รัฐบาล" ก็จะยังคงดังสนั่นหวั่นไหวต่อไป

เพราะว่าคนที่ออกมาสร้างข่าวเรื่องนี้ไม่ว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่ว่า นายกรณ์ จาติกวณิช ไม่ว่า นายจุติ ไกรฤกษ์ ไม่ว่า นายศิริโชค โสภา

ล้วนน่าเชื่อถือทั้งนั้น



ที่ไม่ควรมองข้ามอย่างเด็ดขาดก็คือ ข่าวการซื้อคืนดาวเทียมจากไทยคมและชิน คอร์ปอเรชั่น ล้วนมาจากคนใหญ่คนโตในรัฐบาล

อย่างเช่น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี

อย่างเช่น นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี

อย่างเช่น นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อย่างเช่น นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร อย่างเช่น นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีซึ่งคุม อสมท

อย่างเช่น นายศิริโชค โสภา คนใกล้ชิดนายกรัฐมนตรี

จึงมิได้เป็นเรื่องแปลกที่พลันเมื่อมีการแถลงเรื่องนี้การเคลื่อนไหวของราคาหุ้นไทยคมจึงขยับอย่างคึกคัก

ขยับอย่างคึกคักกระทั่งมีคนสงสัยว่าจะมี "ไอ้โม่ง" บางคนปั่นหุ้นอย่างมีเงื่อนงำ

ความสงสัยในเรื่องปั่นหุ้นเกิดขึ้นพร้อมกับสภาพความเป็นจริงของข่าวเรื่องซื้อดาวเทียมปรากฏผ่านจากซีกของรัฐบาลล้วนๆ

โดยที่ไม่เคยมีการเจรจาอย่างแท้จริงกับทางเทมาเส็ก โฮลดิ้งส์ สิงคโปร์

โดยที่บริษัทชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งถือหุ้นใหญ่อยู่ในบริษัทไทยคม จำกัด (มหาชน) ก็ไม่เคยได้รับการติดต่อ

ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องซึ่งมีวงเงินระหว่าง 7,000-10,000 ล้านบาท

แม้หลายคนจะอยากได้ดาวเทียม แม้หลายคนอยากให้รัฐบาลจัดการเรื่องนี้ให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด แต่เมื่อทุกอย่างเสมอเป็นเพียงการพูดยังมิได้มีการลงมือดำเนินการอย่างแท้จริง

จึงก่อให้เกิดความสงสัย

สงสัยว่าการสร้างข่าวเรื่องการซื้อคืนดาวเทียมอาจเป็นการสร้างข่าวจริงๆ เพื่อกลบข่าวอื่น และก็สงสัยว่าคนสร้างข่าวนี้อาจมีเป้าหมายทางธุรกิจลึกลับบางประการ

คำถามอยู่ที่ว่า แล้วใครกันเล่าที่ออกหน้า "สร้างข่าว" เรื่องการซื้อคืนดาวเทียม

ความสงสัยของตลาดหลักทรัพย์ตรงกันกับความสงสัยของชินคอร์ปอเรชั่น

เป็นความสงสัยบนพื้นฐานที่ว่า เป็นการสร้างข่าวขึ้นมาลอยๆ โดยไม่มีปฏิบัติการที่เป็นจริงเหมือนกับยั่วน้ำลายอันเป็นความถนัดอย่างยิ่งของฝ่ายการเมือง

ฝ่ายการเมืองซึ่งถนัดในการพูด มิใช่ฝ่ายการเมืองซึ่งถนัดในการปฏิบัติ

90 ศพสูญเปล่า

ที่มา ข่าวสด


คอลัมน์ เหล็กใน




การเสียชีวิตของประชาชน 90 ศพในเหตุการณ์สลายการชุมนุมคนเสื้อแดงเป็นสิ่งที่ยากจะลืมเลือน

แต่รัฐบาลนี้กลับทำเหมือนกับเรื่องใหญ่คอขาดบาดตายอย่างนี้ เป็นอุบัติเหตุทางการเมืองเล็กๆน้อยๆ เท่านั้น

กระบวนการตรวจสอบการเสียชีวิตของประชาชนที่โปร่งใสและเป็นกลาง ยังไม่ได้ปรากฏ

ทำเหมือนไม่ได้ยินเสียงเรียกร้องของญาติพี่น้องของผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ ที่ต้องการให้พิสูจน์ว่าการตายการเจ็บที่เกิดขึ้นเป็นน้ำมือใคร

เป็นความผิดพลาดของการสั่งการสลายม็อบหรือเปล่า?

หน่วยกู้ชีพกู้ภัยที่ออกมาทวงความยุติธรรมให้กับเพื่อนๆ ที่ต้องสูญเสียชีวิตไปในการเข้าไปช่วยเหลือผู้บาดเจ็บก็ไม่ได้รับการตอบสนอง

วันก่อน นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รมว.ยุติธรรม และนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นั่งแถลงความคืบหน้าการดำเนินคดีต่างๆ

แต่กลับเป็นคดีก่อการร้าย 73 คดี คดีข่มขู่บังคับรัฐบาล 18 คดี คดีทำร้ายร่างกายประชาชน 50 คดี และคดีอาวุธอีก 12 คดี

ไม่มีคดีที่เกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของคนเสื้อแดงหรือประชาชน 90 ศพเลย

ไม่มีคดีที่ประชาชนนับพันคนถูกยิงบาดเจ็บเลย

ญาติผู้เสียชีวิตแจ้งความให้ดำเนินคดีกับนายกฯ อภิสิทธิ์ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ในข้อหาบงการสั่งฆ่าประชาชน ถูกโอนเป็นคดีพิเศษแล้ว แต่กลับไม่มีการพูดถึง

ยิ่งคุณหมอพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ออกมานั่งแถลงก็ยิ่งกังขาเข้าไปใหญ่

คุณหญิงหมอยอมรับว่าตอนที่ชันสูตรศพ "น้องเกด" อาสาพยาบาลที่โดนยิงตายในวัดปทุมวนาราม พบว่ามีหัวกระสุนจริง

แต่ไม่ยอมบอกว่าหัวกระสุนอยู่ที่ไหน!?

นอกจากนี้ยังระบุอีกว่าการตรวจสอบที่เกิดเหตุ สอบ สวนพยานหลายปาก พอที่จะประเมินคร่าวๆ 3 ศพได้แล้วว่าทิศยิงน่าจะมาจากตรงไหน

แต่ไม่ยอมบอกว่าแล้วแนววิถีกระสุนยิงมาจากด้านล่างหรือบน!?

ที่จริงเหตุการณ์ล่วงเลยมาเกือบๆ เดือนแล้ว ทำไมคุณหมอไม่ฟันธงเปรี้ยงออกมาเลยว่าหัวกระสุนยิงจากปืนประเภทไหน แนววิถีกระสุนยิงจากบนหรือล่าง

สังคมจะได้ตาสว่าง!

ผิดกับตอนที่ไปพิสูจน์เอ็ม 79 ที่ศาลาแดง หรือคดียิงอาร์พีจีที่ถนนแพร่งภูธร

ตอนนั้นตอบได้ชัดถ้อยชัดคำ ยิงจากแนวคนเสื้อแดงบ้าง เป้าหมายจะยิงถล่มวัดพระแก้วบ้าง

และที่กังขาเป็นที่สุดของการแถลงข่าวครั้งนี้

ไม่มีการพูดถึงผู้สูญหายจากเหตุการณ์สลายม็อบแดงเลย

ทั้งที่มูลนิธิกระจกเงาออกมาระบุว่าญาตินปช.แจ้งคนหายไว้ถึง 51 ราย

เมื่อไหร่รัฐบาลจะเลิก 2 มาตรฐาน

หาก 90 ศพยังหาคนรับผิดชอบไม่ได้

จะปรองดองกันได้อย่างไรหรือ?

อ่านเกมรัฐบาลซื้อคืน"ไทยคม"

ที่มา ข่าวสด


รายงานพิเศษ




แนวคิดเกี่ยวกับการซื้อคืน "ดาวเทียมไทยคม" จากกลุ่มเทมาเส็ก ของสิงคโปร์ ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นในรัฐบาลนี้

หากแต่เป็นแนวคิดของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธานที่ปรึกษาพรรคมาตุภูมิ ตั้งแต่เมื่อครั้งนั่งเป็นประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.)

พล.อ.สนธิกล่าวไว้เมื่อวันที่ 16 ก.พ.2550 ในการปาฐกถาพิเศษ เรื่องอุดมการณ์รักชาติ ประกาศจะนำดาวเทียมไทยคม ที่ตกไปเป็นของต่างชาติคืนกลับมาเป็นสมบัติของชาติอีกครั้ง

ถึงขั้นยอมควักกระเป๋า ออกตัวว่าจะซื้อพันธบัตรลงทุน 1 ล้านบาท หากมีการออกพันธบัตรระดมทุนซื้อคืนดาวเทียม และยังเชิญชวนให้คนไทยช่วยกันลงขันคนละนิดละหน่อย

โดยยกเหตุผลด้านความมั่นคง ว่าการที่ดาวเทียมไทยคมตกไปอยู่ในมือของเทมาเส็ก จะทำให้สิงคโปร์สามารถดักฟังโทรศัพท์ ล้วงความลับของทางการไทยได้

ซึ่งข้อเท็จจริง เจริญรัฐ วิไลลักษณ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เคยให้ข้อมูลเรื่องการดักฟัง หรือแท็ปโทรศัพท์ไว้ว่า การสื่อสารผ่านดาวเทียมอยู่ที่ไหนก็สามารถดักฟังได้ หากการส่งสัญญาณ หรือมีฟุตปรินต์ไปถึง

เรื่องการดักฟังโทรศัพท์ของสิงคโปร์ จะมีดาวเทียมหรือไม่มีดาวเทียมก็ดักฟังได้อยู่แล้ว เพราะมีฟุตปรินต์ไปถึง

เหตุผลเรื่องแท็ปโทรศัพท์ แล้วกระทบความมั่นคงตามคำอธิบายของพล.อ.สนธิ จึงดูไม่ค่อยสมเหตุสมผล

อีกทั้ง พล.อ.สนธิจุดกระแสนี้ขึ้นภายหลังการรัฐ ประหาร 19 ก.ย.2549 โดยนำคณะคมช. เข้ายึดอำนาจมาจากพ.ต.ท.ทักษิณ

เป็นการยึดอำนาจหลังกระแสต่อต้านพ.ต.ท.ทักษิณสูงอย่างมากหลังจากขายหุ้นชินคอร์ปให้กับกลุ่มเทมาเส็ก

จึงทำให้คิดได้ว่า เจตนาการทวงคืนดาวเทียมน่าจะเป็นไปเพื่อปลุกกระแสชาตินิยม เพื่อหวังดิสเครดิต พ.ต.ท.ทักษิณมากกว่า

สำหรับความมุ่งหมายของรัฐบาลปัจจุบันที่จะซื้อคืนดาวเทียมไทยคม คงไม่ใช่การสานต่องานของรัฐบาลเก่า

หากมองในแง่การแท็ปโทรศัพท์ แล้วบอกว่าการขายดาวเทียมให้กับต่างชาติกระทบความมั่นคง ก็ชัดเจนแล้วว่าการมีดาวเทียมหรือไม่มีไม่ได้เกี่ยวข้องกับการดักฟังโทรศัพท์ ตามที่บิ๊กบอสบริษัทสามารถฯชี้แจงไว้

แต่ที่ชัดเจนมากกว่าก็คือ เป็นปัญหาของรัฐบาลเรื่องการตัดสัญญาณทีวีเสื้อแดง ในช่วงการชุมนุมที่ผ่านมาต่างหาก

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ระบุ ช่วงการชุมนุมสถานีโทรทัศน์เสื้อแดงมีการถ่ายทอดสดผ่านดาวเทียมไทยคม เมื่อรัฐบาลขอให้ยกเลิกสัญญาณกลุ่มนปช. 2-3 หมื่นคน ก็ไปล้อมสถานี แสดงให้เห็นว่าสถานีดาวเทียมที่ถ่ายทอดสัญญาณส่งผลทั้งบวกและลบต่อความมั่นคงของประเทศ

นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ปฏิเสธการซื้อคืนดาวเทียมไทยคมไม่ได้มีปัญหากับสิงคโปร์ แต่ระบุว่า วันนี้มีกลุ่มที่มีสายสัมพันธ์อันดีกับพ.ต.ท.ทักษิณ นำดาวเทียมไทยคมไปใช้สร้างปัญหาและความเสียหายให้ประเทศชาติ

ประเด็นการตัดสัญญาณวิทยุ โทรทัศน์ ที่รัฐบาลมองเป็นเรื่องกระทบความมั่นคง กระทำขัดพ.ร.ก. ฉุกเฉิน

ขณะที่อีกหลายเสียงเห็นต่างว่า เป็นการปิดกั้นการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ไม่ใช่ปัญหาเรื่องความมั่นคงอย่างที่รัฐบาลป่าวร้อง

หรือจะบอกว่า การปล่อยให้เทมาเส็กถือครองดาวเทียมไทยคม ส่งผลให้ไทยเสียวงโคจรของดาวเทียม และที่จอดดาวเทียมในอวกาศ

และหากอนาคตเกิดสงครามขึ้นในอาเซียน การควบคุมกิจการดาวเทียมวิทยุโทรทัศน์จะตกอยู่ในมือใคร

ก็เป็นคำชี้แจงที่ดูเลื่อนลอย คลุม เครือ และยาวไกลเกินกว่าจะเข้าใจได้ว่าการปลุกกระแสซื้อคืนดาว เทียมไทยคมเพราะกระทบต่อความมั่นคง

ประเด็นการซื้อคืนไทยคม ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงจึงยังไม่สามารถอธิบายได้แจ่มแจ้งนัก

ขณะเดียวกัน เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า เจตนาที่แท้จริงน่าจะเป็น การปลุกกระแสชาตินิยม

เป็นเป้าหมายเดียวกับพล.อ. สนธิใช่หรือไม่

เป็นการปลุกกระแส "รักชาติ" เพื่อทวง "สมบัติของชาติ" ที่พ.ต.ท. ทักษิณเป็นคนนำไปขาย

เป็นการดำเนินการที่รัฐบาลจะได้ทั้งเสียงสนับสนุน และยังสามารถดิส เครดิตพ.ต.ท.ทักษิณ ศัตรูแถวหน้าที่รัฐบาลยังตามไล่ล่าอยู่

หรือว่า เป็นการใช้ข้อมูลภายใน (อินไซเดอร์) เพื่อหวังผลประโยชน์จากราคาหุ้น

เพราะหลังจากนายกฯ อภิสิทธิ์ยอมรับมีความเป็นไปได้ที่รัฐบาลจะซื้อคืนดาวเทียม ราคาหุ้นไทยคมก็ดีดตัวสูงขึ้นทันทีในวันเดียวกัน

ทุกเสียงวิจารณ์ที่เกิดขึ้นรัฐบาลไม่ได้ชี้แจง เพียงแต่ปฏิเสธว่าไม่จริง ไม่ใช่

ความสงสัยจึงยังไม่คลี่คลาย

นอกจากนี้ กรณี นายศิริโชค โสภา คนใกล้ชิดนายกฯ ที่เคยคัดค้านการซื้อคืนดาวเทียมไทยคมในสมัยรัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์

โดยให้สัมภาษณ์ไว้เมื่อวันที่ 20 ก.พ.2550 ระบุการซื้อคืนดาวเทียมไทยคมแทบจะไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะไม่คุ้มค่า

แต่วันนี้นายศิริโชคกลับร่วมทีมกับ รมว.คลังไปเจรจาเรื่องนี้กับเทมาเส็กด้วยตัวเอง

ก็เป็นอีกข้อสงสัยที่ยังไม่เคลียร์!?

ร่ำไห้-ลูกหาย วันสลายม็อบ

ที่มา ข่าวสด


แม่"เกด"จี้มาร์ค เร่งคลี่คดี6ศพ!




หายตัว - นางหน่อย พงษ์ประยูร เจ้าของร้านแก๊ส จ.นนทบุรี หลั่งน้ำตาเปิดใจหลังนายธนพล พงษ์ประยูร (ภาพเล็ก-สมัยบวชเป็นสามเณร) ลูกชายอายุ 16 ปี ที่ไปร่วมชุมนุมกับกลุ่มนปช. หายตัวไปตั้งแต่วันที่ 14 พ.ค.

หัวอกแม่ร่ำไห้โฮหลังลูกชายวัย 16 ปี สูญหายไปตอนเหตุการณ์สลายม็อบแดงจนถึงตอนนี้ยังไม่รู้ชะตากรรมว่ามีชีวิตอยู่หรือตายไปแล้ว เผย"น้องแม็ก"เด็กวัย 16 ปี หายออกจากบ้านไปตั้งแต่ 14 พ.ค. ล่วงเลยมานับเดือนแล้วยังไม่พบตัว ไปแจ้งความตำรวจแจ้งศูนย์คนหายช่วยตามตัวแล้วไม่มีวี่แวว สงสัยอาจไปดูเหตุ การณ์แล้วโดนยิงลากศพหายไป ล่าสุดมีเพื่อนมาบอกว่ายังมีชีวิตอยู่ แต่พอถามว่าอยู่ที่ไหนก็ไม่ยอมบอก เลยไม่รู้จะเชื่อดีหรือไม่ ชาวบ้านย่านนั้นบอกเห็นมีคนมาชวนไปร่วมชุมนุมม็อบแดง แม่น้องเกดจี้มาร์ครับผิดชอบคำพูดที่จะตามล่าฆาตกรฆ่า 6 ศพในวัดปทุมฯ เพราะไม่อยากให้ลูกตายฟรี จวกรัฐบาลพยายามกลบข่าวนี้อยู่ ซัดหมอพรทิพย์พูดให้ชัดเรื่องหัวกระสุน ที่ศพลูกสาว อย่าโยนไปโยนมาแบบนี้

เมื่อวันที่ 16 มิ.ย. ภายหลังจากที่มีการสลายการชุมนุมกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) จนมีผู้เสียชีวิต 90 ศพ บาดเจ็บอีกนับพันรายนั้น ปรากฏว่ามีการแจ้งรายชื่อผู้สูญหายมามูลนิธิกระจกเงาทั้งในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และต่างจังหวัดเป็นจำนวนมากถึง 51 ราย ในจำนวนนั้นมีนายธนพล พงษ์ประยูร อายุ 16 ปี อยู่บ้านเลขที่ 44 หมู่ 9 ต.วัดชลอ อ.บางกรวย จ.นนทบุรี รวมอยู่ด้วย โดยนางหน่อย พงษ์ประยูร อายุ 50 ปี มารดาของนายธนพล ซึ่งมีอาชีพขายแก๊ส อยู่บ้านเลขที่ 67/9 หมู่ 3 ต.บางขนุน อ.บางกรวย จ.นนทบุรี เปิดเผยถึงการสูญหายของลูกชายว่า นายธนพล หรือน้องแม็ก หายตัวจากบ้านไปตั้งแต่วันที่ 14 พ.ค. โดยออกจากบ้านไปช่วงเย็นวันดังกล่าว

ถามมาร์ค - นางพะเยาว์ อัคฮาด แม่ของน.ส.กมนเกด หรือน้องเกด อาสาพยาบาลที่ถูกยิงตายในวัดปทุมวนาราม วันสลายม็อบนปช. จี้ถามนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ให้รีบหาตัวคนร้ายตามที่พูดเอาไว้ เมื่อวันที่ 16 มิ.ย.



"ปกติน้องแม็กมีนิสัยชอบเที่ยว ชอบสนุก สนานติดเพื่อนมาก และไม่เคยมีศัตรูที่ไหน เวลาออกไปเที่ยวจะกลับบ้านตลอดไม่ไปค้างคืนที่ไหน แต่หลังจากวันที่ 14 พ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเริ่มมีการยิงกันและมีผู้เสียชีวิตหลายราย น้องแม็กก็ไม่กลับมาบ้านอีกเลย จนกระทั่งวันนี้ก็เดือนกว่าๆ แล้ว ไม่รู้ว่าหายไปไหนเหมือนกัน พอไม่กลับมาในวันที่ 14 พ.ค. ป้าและลูกสาวช่วยกันโทรศัพท์หา ซึ่งช่วง 1-2 วันแรกโทรศัพท์ติด และมีการรับสาย แต่ป้ากลับไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย พอหลังจากนั้นโทรศัพท์ก็โทร.ไม่ติดอีกเลย" นางหน่อยกล่าวและว่า จากนั้นตนจึงไปแจ้งความคนหายไว้ที่สน.บางกรวย ส่วนพี่สาวของนายธนพลไปแจ้งความคนหายไว้ที่ศูนย์แจ้งคนหาย

"ตอนนั้นคิดในใจว่าน้องแม็กไม่รอดแล้ว เพราะช่วงที่เขาหายไปเป็นช่วงที่มีการสลายม็อบเสื้อแดง และมีคนตายเป็นจำนวนมาก น้องแม็กไม่เคยเล่าให้ฟังว่าออกไปร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดงเลยนะ และตัวแม่เองก็ไม่รู้ว่าเขาไปจริงรึเปล่า แต่พอน้องแม็กหายไปในช่วงเวลาที่มีการนำเสนอข่าวว่ามีคนตายในที่ชุมนุม แม่ก็คิดว่าเขาอาจจะไปร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดง และถูกลากหายไป" นางหน่อยกล่าวทั้งร่ำไห้น้ำตานองหน้า

เมื่อถามว่า ขณะนี้คิดว่านายธนพลยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ นางหน่อยกล่าวว่า ยอมรับว่าช่วงแรกๆ คิดว่าน้องแม็กไม่รอดแล้วจริงๆ คงถูกลากไปกับการชุมนุม แต่ผ่านมาสักพักมีชาวบ้านละแวกนี้บอกว่าเจอน้องแม็กบ้าง แต่ตนไม่เชื่อเท่าไหร่ ต่อมาวันที่ 15 มิ.ย.ที่ผ่านมา มีเพื่อนน้องแม็กมาบอกกับตนว่าน้องแม็กติดต่อมาทางเน็ตบอกว่ายังมีชีวิตอยู่ แต่พอตนถามว่าอยู่ที่ไหน เพื่อนๆ ก็ไม่บอก รีบกลับไปทันที

"ตอนนี้ไม่รู้จริงๆ ว่าจะเชื่อใคร ถ้ายังมีชีวิตอยู่ก็อยากให้ลูกกลับบ้าน เป็นห่วงและคิดถึงมาก ตอนนี้เหลือแม่คนเดียวต้องทำงานเฝ้าร้านขายแก๊สจึงไม่มีปัญญาที่จะออกไปตามหา ตอนที่น้องแม็กอยู่บ้าน จะช่วยเอาแก๊สไปส่งตามหมู่บ้าน ปิดเทอมก็ช่วยทำงานตลอด แต่ตอนนี้เขาไม่อยู่แล้วแม่ก็คิดถึง อยากเจอลูกชายมากที่สุดในชีวิต" นางหน่อยกล่าวด้วยเสียงสั่นเครือ พร้อมกับร่ำไห้เพราะคิดถึงลูกชาย

จากการสอบถามคนในละแวกนั้นระบุว่า เคยเห็นมีคนมาชักชวนให้นายธนพลไปร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดงจริง และหายไปเดือนกว่าแล้วยังไม่กลับมาบ้านเลย ไม่แน่ใจว่ายังมีชีวิตอยู่หรือไม่

วันเดียวกัน นางพะเยาว์ อัคฮาด แม่ของ น.ส.กมนเกด หรือเกด อาสาพยาบาลที่ถูกยิงเสียชีวิตภายในเต็นท์ของวัดปทุมวนาราม เมื่อวันที่ 19 พ.ค.ที่ผ่านมา กล่าวว่า ตั้งแต่วันที่ลูกเสียชีวิตจนถึงขณะนี้ รัฐบาลโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ยังไม่รับผิดชอบตามที่พูดไว้ว่าจะรับผิดชอบหาตัวผู้กระทำผิดที่ยิง 6 ศพในวัดปทุมฯ ให้ได้ ซึ่งความรับผิดชอบนี้ตนอยากให้นายกฯ เร่งดำเนินการ เพราะเวลาผ่านมานาน แล้ว แต่ยังไม่มีความคืบหน้าอะไรเกิดขึ้น เหตุ การณ์ที่เกิดขึ้นกรณีการยิงอาสาพยาบาลครั้งนี้มันเกินความรู้สึกของคนธรรมดา ขนาดเขตอภัยทานแม้แต่มดสักตัวยังไม่มีใครฆ่า แต่นี่ยังกล้ายิงเข้าไปภายในวัด ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก

นางพะเยาว์กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตนจะต่อสู้จนถึงที่สุด จะไม่ยอมให้เรื่องเงียบ เพราะยิ่งเงียบจะทำให้ลูกสาวตายฟรี ตนอยากถามรัฐบาลว่าที่ลูกสาวตนถูกยิงเสียชีวิตเพราะเป็นผู้ก่อการร้ายหรือไม่ อยากให้นายกฯ บอกมาให้ชัดเจน และหากไม่เป็นข่าว คิดว่าลูกสาวจะตายฟรีเนื่องจากรัฐบาลพยายามเบี่ยงเบนประเด็นเรื่องนั้นเรื่องนี้มากลบเกลื่อนเพื่อให้เรื่องเงียบ แต่ยืนยันว่าไม่เงียบแน่นอน ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการร้องเรียนตามหน่วยงานต่างๆ อยู่

แม่น้องเกดกล่าวว่า กรณีพ.ญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ที่ระบุมีหัวกระสุนติดอยู่ที่ร่างของน้องเกด ซึ่งดูเหมือนจะโยนกันไปมาระหว่างสถาบันนิติวิทยา ศาสตร์กับสถาบันนิติเวช ตนดูข่าวแล้วไม่สบายใจ อยากให้ออกมาชี้แจงให้เกิดความกระ จ่างและชัดเจนว่าเจอกระสุนดังกล่าวหรือไม่