ที่มา มติชน นายประพันธ์ นัยโกวิท กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านบริหารงานเลือกตั้ง กล่าวถึงกรณีนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ระบุว่าทางพรรคเพื่อไทยอาจส่งนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำกลุ่มนปช. ลงสมัครรับเลือกตั้งส.ส.กทม. เขต 6 ว่า กรณีของนายณัฐวุฒิ ซึ่งถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำระหว่างการพิจารณาคดีของศาล ฐานร่วมกันใช้หรือสนับสนุนผู้อื่นให้กระทำผิดฐานก่อการร้ายนั้น หากผู้สมัครรับเลือกตั้งถูกคุมขังระหว่างพิจารณาคดีโดยที่ยังไม่มีคำพิพากษาของศาลให้จำคุกนั้น ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 102 วรรคสอง ไม่ได้ห้ามในการลงสมัครรับเลือกตั้งส.ส. เพราะจะห้ามในกรณีที่มีคำพิพากษาตัดสินให้จำคุกแล้วถึงต้องห้ามในการลงสมัครรับเลือกตั้ง แต่ถ้าถูกคุมขังระหว่างการพิจารณาโดยยังไม่มีคำพิพากษาของศาลให้จำคุกจะห้ามในกรณีมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้งตามมาตรา 100 ของรัฐธรรมนูญเท่านั้น ดังนั้นกรณีถูกคุมขังโดยยังไม่มีคำพิพากษาก็ยังลงสมัครส.ส.ได้ แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ที่จะวินิจฉัยให้ลงสมัครรับเลือกตั้งส.ส.ได้หรือไม่อยู่ที่ผู้อำนวยการการเลือกตั้ง (ผอ.กต.)ประจำเขต หากวินิจฉัยแล้วไม่ให้รับสมัครส.ส.แล้ว ผู้ที่ถูกไม่ให้ลงสมัครก็สามารถไปร้องคัดค้านให้ศาลฎีกาวินิจฉัยได้
"ที่ผ่านมารู้สึกว่าสมัย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นหัวหน้าพรรคกิจสังคมเคยมีกรณีดังกล่าวที่มีคนถูกขังระหว่างพิจารณาคดีแล้วลงสมัครรับเลือกตั้งได้ ซึ่งผู้ที่ถูกคุมขังในระหว่างพิจารณาคดีจะมาลงสมัครได้หรือไม่ตามกฎหมายก็ไม่ได้ห้าม แต่การลงสมัครรับเลือกตั้งส.ส.ไม่ได้คือผู้นั้นจะต้องถูกคำพิพากษาให้จำคุกแล้วถูกคุมขังโดยหมายของศาล แต่กรณีนี้ไม่ได้ห้ามลงสมัครระหว่างถูกคุมในระหว่างการพิจารณาคดี เพราะยังไม่มีคำพิพากษาของศาลออกมา" นายประพันธ์ กล่าว และว่า แต่หากในระหว่างที่นายณัฐวุฒิได้รับสมัครเลือกตั้งส.ส.แล้ว เกิดศาลมีคำสั่งให้จำคุกและถูกคุมขังโดยหมายศาลก็หมดสิทธิการลงสมัครรับเลือกตั้งส.ส.และขาดคุณสมบัติทันที แต่ปัญหาขณะนี้คือนายณัฐวุฒิ จะออกมาจากการถูกคุมขังในระหว่างพิจารณาคดีเพื่อมาลงสมัครได้อย่างไร แต่หากเกิดได้รับประกันแล้วมาสมัครได้หรือไม่นั้นตนก็ไม่ทราบ
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Friday, June 18, 2010
กกต.ยัน"ณัฐวุฒิ"ลงสมัครส.ส.ได้เหตุยังไม่ถูกพิพากษาคล้ายกรณี "ม.ร.ว.คึกฤทธิ์"
"จตุพร"ขู่ฟ้องกลับ"ธาริต"ใส่ร้าย อ้างเตรียมฟ้องศาลโลกเอาผิดรบ.
ที่มา มติชน เมื่อเวลา 11.00 น. ที่พรรคเพื่อไทย นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทยและแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) แถลงว่า สืบเนื่องจากนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอให้สัมภาษณ์ว่าการยื่นคำร้องต่อศาลอาญาเพื่อขอถอนประกันตัวตนเอง เนื่องจากมีพฤติกรรมในลักษณะกระทำผิดซ้ำ โดยนำคนเสื้อแดงมาที่ศาลอาญาในวันที่พนักงานสอบสวนดีเอสไอไปยื่นคำร้องขอฝากขังนายวีระ มุสิกพงศ์ พร้อมแกนนำกลุ่มนปช.รวม 11 คน เมื่อวันที่ 15 มิถุนายนที่ผ่านมานั้น ว่า เป็นการใส่ความเท็จโดยสิ้นเชิง ความจริงคือเมื่อทราบว่าเพื่อนทั้ง 11 คนจะถูกนำตัวมาขึ้นศาล ตนในฐานะเพื่อนและพี่น้องได้เดินทางไปให้กำลังใจซึ่งเป็นเรื่องปกติเหมือนกับประชาชนคนอื่นๆ และต่างคนก็ต่างไปไม่มีการนัดหมายล่วงหน้า อีกทั้งไม่มีปรากฏการณ์ใดๆที่ตนไปกล่าวยุงยงผู้มาให้กำลังใจแม้แต่น้อย จึงเป็นการบิดเบือนเพื่อนำตัวตนไปคุมขังให้ได้ ดังนั้นตนจะแจ้งความดำเนินคดีต่อนายธาริต ฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ใส่ความเท็จอย่างแน่นอน "กรณีมีคนตกค้างจากหลังสลายการชุมนุม แล้วมีผู้ชุมนุมซึ่งเป็นผู้หญิงถูกข่มขืนในวัดปทุมวนาราม ถามว่ากล้าตรวจสอบหรือไม่ วันนี้ผู้หญิงคนดังกล่าวกำลังหนีหัวซุกหัวซุน ผมยืนยันไม่ได้เต้าข่าว นอกจากนี้ยังมีการซ้อมผู้ต้องหา ซึ่งฝ่ายกฎหมายได้รวบรวมหลักฐานไว้ครบถ้วน หากพึ่งกระบวนการยุติธรรมในประเทศไทยไม่ได้ เราก็จะขอใช้การกระบวนการของศาลอาญาระหว่างประเทศรวมถึงศาลโลก ซึ่งฝ่ายกฎหมายในประเทศได้ทำงานประสานกับฝ่ายกฎหมายในต่างประเทศรวบรวมพยานหลักฐานให้เป็นระบบมากที่สุด เราจะเดินหน้าเต็มที่ในการยื่นฟ้องเพื่อเอาผิดกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ข้อหาสั่งฆ่าประชาชน รวมถึงบุคคลที่เกี่ยวข้องอีกหลายราย" นายจตุพร กล่าว
ย้อนยุคธานินทร์
ที่มา ข่าวสด
วงค์ ตาวันวงค์
หลัง 19 พ.ค. เป็นต้นมา บรรยากาศบ้านเมืองภายใต้ยุครัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ดำเนินไปในท่วงทำนองที่นักคิดทางการเมืองหลายคนบอกว่า คล้ายคลึงรัฐบาลธานินทร์ กรัยวิเชียร
รัฐบาลธานินทร์ ขึ้นมาปกครองประเทศ หลังเหตุการณ์ 6 ต.ค.2519 ฆ่าหมู่ในธรรมศาสตร์
ฆ่ากันตอนเช้ามืด พอตกเย็นคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินเข้ายึดอำนาจ แล้วแต่งตั้งรัฐบาลธานินทร์ขึ้นมาบริหาร
ใช้กฎหมายที่ให้อำนาจครอบจักรวาล ตามแบบฉบับรัฐบาลจากการปฏิวัติ
ควบคุมข่าวสารอย่างเข้มข้น ปิดหนังสือพิมพ์รายวันแล้วให้มายื่นขอเปิดใหม่ แต่อนุมัติให้เพียงไม่กี่ฉบับ ภายใต้เงื่อนไข ห้ามนำเสนอข่าวที่กระทบกระเทือนต่อความมั่นคง
ที่ต้องเซ็นเซอร์ข่าวสารอย่างหนัก ก็เพื่อปกปิดข้อเท็จจริง จากการตายมากมาย
พร้อมกับโหมโฆษณาชวนเชื่อเรื่องการพบอาวุธร้ายแรงในธรรมศาสตร์ เอกสารภาพถ่ายคอมมิวนิสต์ ท่อระบายน้ำเป็นอุโมงค์ลับ
ปกปิดข้อมูลเรื่องคนถูกฆ่าถูกจับกุม
ที่ถูกคุมขัง มีผู้นำนักศึกษา 18 คน นำโดยนายสุธรรม แสงประทุม เลขาธิการศูนย์นิสิตฯในขณะนั้น อีกส่วนคือผู้ชุมนุมที่ถูกจับในธรรมศาสตร์อีกหลายพันคน
เหมือนในวันนี้ไหม!!
ตอนนั้นรัฐบาลธานินทร์มีวิทยุยานเกราะเป็นแม่ข่าย กระจายข่าวสาร บทความ โจมตีนักศึกษา เหมือนกับโทรทัศน์เอ็นบีทีตอนนี้
นักวิชาการขวาจัดแห่กันออกอากาศ ก็แบบด๊อกเตอร์ 2-3 คนในช่องหอยม่วงเวลานี้เลย
ที่กล่าวมาตั้งแต่ต้น เหมือนกับความเป็นไปในยุครัฐบาลอภิสิทธิ์หลัง 19 พ.ค.ขนาดไหน
ถ้าถามว่า ภายใต้อำนาจล้นมือและมีกองทัพหนุนหลัง ฝ่ายตรงข้ามถูกจับ และหนีหายไปหมด
กรุงเทพฯเงียบสงบ เงียบสงัด เหมือนสีลม ราชประสงค์ ที่กลับมาให้ชนชั้นสูงรื่นรมย์ในวันนี้แหละ
ตอนนั้นรัฐบาลธานินทร์กุมสถานการณ์ได้อยู่หมัดจริงหรือ!?
หาเป็นเช่นนั้นไม่
รัฐบาลต้องเดินสายชี้แจงต่างประเทศ เพราะสำนักข่าวทั่วโลกรายงานความเป็นไปในไทยตรงกันข้ามกับข้อมูลรัฐบาลไทย
ถึงขนาดไปขอรัฐบาลอังกฤษจัดการกับบีบีซี จนโดนตอกหน้าหงายกลับมา
สถานการณ์ในชนบทยิ่งไม่ต้องพูด
สุดท้ายรัฐบาลธานินทร์อยู่ได้แค่ปีเดียว
กลุ่มอำนาจที่หนุนหลังต้องเปลี่ยนตัว คลี่บรรยากาศพ้นความมืดมนในที่สุด!
เบื้องหลัง "รัฐบาล" กรณี ปล่อยข่าว "ดาวเทียม" เป้าหมายคือ "ทักษิณ"
ที่มา ข่าวสด
ต้องขออนุญาตตัด นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ และ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ออกไปจากวงจร "ปั่นหุ้น" ด้วยความเห็นใจ
เพราะว่าอย่างเก่ง นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ อาจประกอบธุรกิจร้านตัดผม
เพราะว่าอย่างเก่ง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อาจเคยมีบทบาทเป็นอย่างสูงในการเจรจาขายที่ดินอันเป็นกองมรดก
เป็นที่ดินผืนงามบนชายหาดหัวหิน
แม้ นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ จะเป็นนักเรียนเก่าจากสวีเดน แม้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะเคยเรียนที่อังกฤษตั้งแต่ยังเยาว์
กระนั้น ก็ไม่น่าจะรู้เรื่อง "หุ้น" จนถึงขั้นเข้าสู่วงจรการ "ปั่นหุ้น"
กระนั้น จำเป็นต้องยกเว้น นายกรณ์ จาติกวณิช จำเป็นต้องยกเว้น นายจุติ ไกรฤกษ์ จำเป็นต้องยกเว้น นายศิริโชค โสภา
กระนั้น ก็มิได้ตีขลุมว่า 3 คนหลังจะมีส่วนในการ "ปั่นหุ้น" ไทยคม
ทั้งๆ ที่ นายกรณ์ จาติกวณิช ออกมาพูดตั้งแต่วันแรกที่มีการปล่อยข่าวเรื่องจะซื้อคืนดาวเทียมมาจากไทยคมและเทมาเส็ก
เพราะว่าไทยคมเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
เพราะว่าเทมาเส็กคือเจ้าของตัวจริงไทยคม โดยเป็นการถือหุ้นผ่านบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
แสดงว่า นายกรณ์ จาติกวณิช ตระหนักในความละเอียดอ่อน ของกรณีไทยคม
กระนั้น การเคลื่อนไหวไม่ว่าจะมาจาก นายศิริโชค โสภา ไม่ว่าจะมาจาก นายจุติ ไกรฤกษ์ หรือแม้กระทั่งบางคำพูดของ นาย กรณ์ จาติกวณิช เอง
กลับดำเนินไปอย่างที่ นายเอกยุทธ อัญชันบุตร เซียนหุ้นตัวจริงสรุป
นั่นก็คือ "ต้องยอมรับว่าพลาดอย่างมหาศาลที่ออกมาพูด แม้ว่าจะมีเจตนาดีที่หยิบเรื่องความมั่นคงมาเป็นเหตุผลรองรับ แต่ถือว่าผิดมารยาท"
เพราะการพูดมีผลต่อราคาหุ้น ทำให้มีคนได้ คนเสีย
ถามว่ารู้ทั้งรู้ว่าเป็นเรื่องผิดมารยาท เป็นเรื่องไม่สมควร แล้วเหตุใดคนระดับ นายกรณ์ จาติกวณิช คนอย่าง นายศิริโชค โสภา คนอย่าง นายจุติ ไกรฤกษ์ ถึงได้พูด
ทั้งยังดึงเอา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ออกมาพูดด้วย
เมื่อตัดประเด็นต้องการ "ปั่นหุ้น" ออกไป จึงเหลือเพียงคำถามว่า คนที่โหมประโคมเรื่องนี้ต้องการซื้อดาวเทียมไทยคมจริงหรือไม่
อาจจะจริง แต่ก็มีเป้าประสงค์อื่นทาง "การเมือง" เจือปนอยู่ด้วย
ประการหนึ่ง อาจเพื่อต้องการให้เรื่องนี้เป็นข่าวใหญ่เพื่อกลบบางข่าวซึ่งไม่เป็นผลดีต่อรัฐบาล
ประการหนึ่ง ยังเพื่อต้องการไล่บี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทางการเมือง
นั่นก็เป็นเจตนประสงค์เดียวกันกับที่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หยิบมาใช้หลังการรัฐประหาร นั่นก็คือ เอาประเด็นรักชาติมาเป็นอาวุธเพื่อไล่บี้อีกฝ่าย
เป็น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ต่างหากที่คือเป้าหมายคู่ขนานมากับดาวเทียมไทยคม
จึงเป็นอันเชื่อได้ว่า รัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะต้องลากเรื่องดาวเทียมไทยคมไปอีกยาว
ยาวเหมือนๆ กับเรื่องผู้ก่อการร้าย ยาวเหมือนกับความต้องการคงพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ขณะเดียวกันก็สร้างราคาในเรื่องการปรองดอง สมานฉันท์
ทุกอย่างดำเนินไปเหมือนกับเป็น "น้ำยาบ้วนปาก" ทางการเมือง
จุดยุทธศาสตร์"ไทยคม"
ที่มา ข่าวสด
แนวคิดของรัฐบาลจะซื้อดาวเทียมไทยคมนั้น
พูดอ้อมๆ แอ้มๆ ว่า เป็นเรื่องของความมั่นคง
แต่ถ้ากล้าพูดตรงๆ กันออกมาละก็
น่าจะเป็นความมั่นคง จากปัญหาคนเสื้อแดง มากกว่าอย่างอื่น
จะเห็นว่าสถานีดาวเทียมไทยคม เป็นจุดยุทธศาสตร์ทางการเมืองไปแล้ว ตั้งแต่ช่วงมีการชุมนุมม็อบเสื้อแดง
ฝ่ายทหารก็จะจ้องเข้าไปยึดพื้นที่ ฝ่ายม็อบก็คอยล้อมอารักขากันอุตลุด
ทั้งสถานีที่แยกแคราย จ.นนทบุรี และที่ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี
โดยเฉพาะที่ลาดหลุมแก้ว ช่วงเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา ถือเป็นจุดปะทะครั้งสำคัญด้วย
เมื่อทหารที่ตรึงภายในสถานี โดนฝ่ายม็อบที่นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นำกำลังมาเอง บุกเข้า "ขอคืนพื้นที่"
ดูเหมือนจะเป็นครั้งแรกของม็อบรอบนี้ ที่มีการขว้างแก๊สน้ำตาออกมา รวมทั้งใช้รถน้ำฉีด
ภาพข่าวถ่ายทอดสดๆ เผยให้เห็นว่าฝ่ายม็อบเสื้อแดงที่มีกำลังคนมากกว่า ลุยดันแนวทหารจนแตกพ่ายไปอย่างรวดเร็ว
สามารถเข้าไปยึดครองภายในสถานีดาวเทียมได้อย่างเด็ดขาด
ขณะที่กองกำลังทหาร ก็เดินตามคันนากันเป็นแถว เพื่อกลับหน่วย
ภาพความพ่ายแพ้ของทหาร หรืออาการที่ดูเหมือนเหยาะแหยะไม่เอาจริงนั้น น่าจะแสลงตาแสลงใจคนในรัฐบาลไม่น้อย
เพราะวันรุ่งขึ้น 10 เม.ย. ฝ่ายทหารก็ดาหน้าออก "ขอคืนพื้นที่" ที่สะพานผ่านฟ้าฯ
แล้วบานปลายจนมีคนตาย 20 กว่าราย ทั้งฝ่ายทหารและผู้ชุมนุม
ความวุ่นวายอันวนเวียนอยู่กับดาวเทียมไทยคมนี้
ก็เพราะมันคืออำนาจ ในการจะปิดหรือเปิดสถานีโทรทัศน์คนเสื้อแดง "พีเพิลแชนเนล"
ที่ทหารเข้าไปตรึงก่อน ก็เพื่อใช้กำลังบังคับให้ฝ่ายเทคนิคไทยคม "ถอดปลั๊ก"
เมื่อพีเพิลแชนเนลกลายเป็นจอดำ ม็อบเสื้อแดงก็เลยบุกมาชิงคืน เพื่อเชื่อมต่อสัญญาณใหม่
ที่จริง ดาวเทียมไทยคมเป็นส่วนหนึ่งของ "วิกฤตทักษิณ" มาตั้งแต่ตอนขายหุ้นให้เทมาเส็ก
เมื่อมีการหยิบประเด็นดาวเทียม โจมตีว่าความมั่นคงของประเทศอาจมีปัญหาได้
ตอนศาลตัดสินยึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้านจากทักษิณ
คำพิพากษาระบุถึงการตุกติกผิดสัญญา ว่าด้วยการยิงดาวเทียมซ่อมบำรุง
การที่รัฐบาลอภิสิทธิ์มีแผนการจะซื้อคืนหุ้นไทยคม อาจตีความได้ว่า
ทีวีเสื้อแดงจะไม่มีโอกาสได้ผุดได้เกิด
ยกเว้นก็แต่ รัฐบาลสมัยหน้ามีการผลัดเปลี่ยนอำนาจ เท่านั้น
อย่างไรก็ดี การประโคมข่าวการเทกโอเวอร์หุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ไม่น่าจะถูกต้อง
เพราะถึงเวลาจ่ายเงินซื้อจริง รัฐต้องจ่ายส่วนต่างราคา ที่ไม่รู้จะเพิ่มไปกี่พันล้าน
ยกเว้นจะไม่ซื้อจริง แต่มีคนใช้ข้อมูลวงใน ปั่นหุ้นทำเงินไปก่อนแล้ว
ทิศทางปฏิรูปประเทศไทย
ที่มา ข่าวสด
วันที่ 17 มิ.ย. มูลนิธิพัฒนาไท โดยสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สคช.) ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) จัดประชุมระดมความคิดเห็นเพื่อหาแนวทางปฏิรูปประเทศไทย ที่อาคารเวนชั่นเซ็นเตอร์ ชั้น 2 อิมแพ็ค เมืองทองธานี เพื่อเสนอต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
-น.พ.ประเวศ วะสี
ราษฎรอาวุโส
ขณะนี้บ้านเมืองอยู่ในภาวะวิกฤตที่สุด แต่ถือเป็นโอกาสดีที่สุดที่จะก้าวไปข้างหน้า ซึ่งการจะฟื้นตัวออกจากวิกฤตครั้งนี้ได้ ต้องแก้ด้วยคนไทยด้วยกัน ไทยถือว่ายังไม่วิกฤตเท่ากับประเทศอื่น เช่น สหรัฐอเมริกา ที่มีสงครามกลางเมืองมีคนตายจำนวนมาก
แนวทางการปฏิรูปประเทศไทย ผมพูดมากว่า 10 ปีแล้ว ว่าจะเกิดปรากฏการณ์ลูกที่ 4 ของกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นปัญหาที่แก้ได้ยาก โครงสร้างของปัญหาซับซ้อนและจะแก้ปัญหาด้วยอำนาจไม่ได้ ช่วงที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกฯ ผมเคยบอกแล้วว่าการใช้อำนาจ แก้ปัญหาไม่ได้ เมื่อใช้แล้วจะมีปัญหาตามมามาก
การแก้ปัญหาที่ยากและซับซ้อน ต้องทำความเข้าใจเพื่อออกจากปัญหานี้ โดยเปิดพื้นที่ทางสังคมและพื้นที่ทางปัญญาอย่างกว้างขวาง ซึ่งเป็นเรื่องยาก จำเป็นต้องใช้สังคมนำและการเมืองตาม เพราะฝ่ายการเมืองมีศัตรูมาก ทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายเสียผลประโยชน์
การดำเนินงานใดๆ ที่กระทบผลประโยชน์จึงเป็นเรื่องยาก เพราะเมื่อใช้อำนาจรัฐนำ จะตามมาด้วยอำนาจเงินและอำนาจสังคม ถ้าใช้สังคมจะง่ายกว่า และต้องเชื่อมโยงกันให้กลายเป็นสังคมสมานุภาพ หรือสังคมานุภาพ
แนวทางปฏิรูปประเทศไทย ควรใช้ทฤษฎีสามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา ประกอบด้วย 3 พลังคือ พลังปัญญา พลังสังคม อำนาจรัฐ จะใช้อย่างใดอย่างหนึ่งนั้นยากที่จะสำเร็จ อย่างพ.ต.ท.ทักษิณ มีอำนาจรัฐ อำนาจเงินมาก แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาได้เช่นกัน
คนไทยคุ้นเคยกับการมองทางลบมานาน ใช้สมองส่วนหลังมากเกิน สมองส่วนนี้คิดจะเอาชนะอย่างเดียว แต่สมองส่วนหน้าประกอบด้วยสติปัญญา น้ำใจ ประเทศไทยต้องเปลี่ยนเกียร์หลังเป็นเกียร์หน้า ปัญหาเราไม่ได้หนักกว่าคนอื่น อย่าคิดว่าแก้ไม่ได้ เพราะทุกอย่างแก้ได้ด้วยคนไทยเอง
สังคมจำเป็นต้องร่วมคิดร่วมทำในทุกพื้นที่ทุกองค์กร ไม่ทำลายล้างกันในทาง การเมือง เพื่อให้สังคมเปลี่ยนโครงสร้างจากทางดิ่งเป็นทางราบ จะเกิดประชาสังคม เป็นสังคมเข้มแข็ง รัฐต้องส่งเสริมให้ทำอย่างอิสระไม่มีการครอบงำ ต้องกระจายอำนาจให้คนท้องถิ่นปกครองตัวเอง คนจะได้ไม่อยากเป็นนักการเมืองเพราะมาแล้วไม่มีอำนาจ มีแต่หน้าที่
ทั้งนี้ ต้องแยกเรื่องปฏิรูปประเทศไทยว่าไม่ใช่การ ปรองดอง เป็นคนละเรื่อง การปรองดองเป็นกระบวนการแสวงหาความจริงและสมานฉันท์ เมื่อมาคุยกันก็แก้ปัญหาได้ แต่เราไม่มีศรัทธาในการคุยกัน
การปรองดองเป็นกระบวนการที่ต้องทำ ต้องศึกษาจากต่างประเทศ เราไม่ต้องไปรับข้อเสนอของต่างประเทศ เรามีสื่อทีวี หนังสือพิมพ์ ที่สามารถรับข้อเสนอจากประชาชน ทั้งประเทศ เราก็สังเคราะห์เรื่องใหญ่ๆ สร้างเป้าหมายร่วมกัน หากสำเร็จแล้วการเมืองก็เอาไม่อยู่
ส่วนความจริงใจในการปรองดองและปฏิรูปประเทศของรัฐบาลนั้น ผมผ่านมาหลายรัฐบาลรัฐบาลจะเป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น เราทำงานขับเคลื่อนโดยใช้พลังสังคม พลังปัญญาให้เกิดขึ้นเป็นเรื่องดี
นักวิชาการ เอ็นจีโอ มักพูดว่ารอให้นักการเมืองบริสุทธิ์ บ้านเมืองจะดีขึ้น แต่เป็นไปไม่ได้เพราะนักการเมืองไม่เคยบริสุทธ์ ถึงบริสุทธิ์ก็แก้ปัญหาไม่ได้ ซึ่งเคยมีตัวอย่างมาแล้ว และผมไม่เชื่อว่าจะมีนักการเมืองบริสุทธิ์เกิดขึ้น
ดังนั้น เราต้องสร้างกลไกให้เลยรัฐบาลไป ไม่ว่ารัฐบาลจะเปลี่ยนไปกี่ชุดแต่กลไกเราต้องไม่ล้ม ต้องทำงานได้ต่อไป อย่าเพ่งเล็งรัฐบาล สังคมต้องนำ จะไม่ศรัทธารัฐบาลก็ไม่เป็นไรแต่ต้องศรัทธาสังคม
ถ้าทำให้สังคมเป็นธรรมได้จริง ทุกคนจะรักชาติ หาก เกิดความเป็นธรรมจะเกิดการปรองดองขึ้นมาเอง ขณะนี้ภาคสังคมควรเร่งสร้างกลไกปฏิรูปโดยมีภาครัฐสนับสนุน แต่กลไกต้องเป็นอิสระอย่างแท้จริง ไม่มีภาครัฐหรือการเมืองมาครอบงำ
การสร้างกลไกสามารถทำได้ โดยทำเป็นมติครม. หรือระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อให้มีคณะทำงานแก้ปัญหา มีอิสระ ครอบงำไม่ได้ ควรจัดทำแล้วเสร็จภายใน 3-4 เดือนนับจากนี้
และต้องมีมาตรการแก้ปัญหาที่เข้มข้น และแรงพอจะสร้างความเป็นธรรมกับสังคมได้ในเรื่องใหญ่ๆ เช่น เรื่องภาษี การกระจายอำนาจให้ท้องถิ่น การสร้างสังคมสวัสดิการ ระบบยุติธรรม ระบบการศึกษา โดยเฉพาะการปฏิรูปที่ดิน ซึ่งเป็นเรื่องยาก แต่จะทำได้เมื่อบ้านเมืองเกิดวิกฤต จึงต้องใช้โอกาสนี้ปฏิรูปที่ดินด้วย
ผมไม่อยากให้สังคมรอให้ภาครัฐจัดโครงการประชานิยมมาช่วยเหลือ เพราะสุดท้ายแล้วการประชานิยมจะทำลายระบบความเข้มแข็งของสังคม
แต่หากส่งเสริมให้ชุมชนมีกระบวนการรวมตัว อย่างเข้มแข็งจะเกิดพลังขับเคลื่อนงานทุกอย่างได้ด้วยชุมชนเอง สุดท้ายชุมชนจะเข้มแข็ง แก้ปัญหาได้ทุกอย่างด้วยตัวเอง
ไม่ต้องรอความช่วยเหลือจากใคร
-อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
นายกรัฐมนตรี
รัฐบาลทุกยุคทุกสมัยพยายามแก้ไขปัญหาเหล่านี้และประชาชนพยายามเข้ามามีส่วนร่วม แต่ยังแก้ไขปัญหาได้น้อยหรือยังแก้ไม่ได้
วิกฤตที่เกิดขึ้นเป็นโอกาสและจังหวะในการกระ ตุ้นทำเรื่องยากแบบนี้ เพราะปัญหาถูกสะสมและมีความรุนแรง ทั้งเชิงโครงสร้างและระบบ ถ้าไม่แก้ในจังหวะแบบนี้ก็ยากจะเดินต่อ
มีเรื่องเล็กๆ เกี่ยวกับการชุมนุมที่ผ่านมา เป็นตัวบ่งบอกว่าบางทีการเข้าไปร่วมชุมนุมเป็นการแสดงออกถึงบางสิ่ง ผมเคยส่งคนไปคุยกับวินมอเตอร์ไซค์ที่ไปร่วมชุมนุม
เขาบอกว่าจากที่เขาต้องขี่มอเตอร์ไซค์ด้วยความ หวาดกลัวตำรวจทุกวัน แต่ช่วงหนึ่งเขาได้ชักธงแดงแล้วตำรวจกลัวเขา นั่นคือสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกว่าเขามีความหมายมากขึ้น
เราอาจจะขำ แต่นี่คือความรู้สึกลึกๆ ที่พูดถึงเรื่องความเป็นธรรม ซึ่งไม่เกี่ยวกับรายได้หรือทรัพย์สิน
จากการที่งานนี้ต้องเกินเลยอายุของรัฐบาลอยู่แล้ว ฉะนั้นสิ่งที่ต้องทำเป็นอันดับแรก คือวางกลไกที่จะก้าวข้ามอายุของรัฐบาลได้ โดยชื่อของบุคคลผู้หลักผู้ใหญ่ที่เสนอมา ผมพร้อมไปพูดคุยทาบทามมาร่วม โดยพยายามให้ได้ข้อยุติได้ใน 1 สัปดาห์ข้างหน้าเพื่อจะได้เริ่มต้นทำงานกัน
อีกทั้งการทำงานตรงนี้ ผมอยากให้ชัดเจนมากขึ้นใน 2 เรื่อง คือ กระบวนการกรอบเวลาและบทบาทของรัฐบาล
โดยเรื่องของเวลา มีคนบอกว่าอาจใช้เวลา 5 ปี แต่บางปัญหาอาจใช้เวลา 10 ปี แต่คิดว่าเราน่าจะหากรอบเวลาที่พอดี ไม่ใช่ว่าไม่สนใจระยะยาว แต่ต้องยอมรับว่า 5 ปีจากนี้ไป มีอะไรต่างๆ เกิดขึ้นอีกมาก เราต้องทบทวน กระบวนการเหล่านี้อีก แต่ผมรู้สึกว่ากรอบเวลา 3 ปี ถือเป็นกรอบเวลาที่เป็นจริง ไม่สั้นเกินไป
แม้หลายคนจะรังเกียจกระบวนการการเมืองหรืออำนาจรัฐ แต่การแก้ปัญหาต้องพึ่งกระบวนการทางการเมืองและอำนาจรัฐ หลังตกผลึกความคิดแล้ว ฝ่ายนโยบายต้องเข้าไปสั่งให้กลไกของรัฐทำงาน จึงต้องใช้นักการเมืองเข้าไปทำหรือเชื่อมเข้าไปอีก แต่เราต้องฟังเสียง
เราต้องไม่คิดว่าเราจะเป็นเจ้าของในการแก้ปัญหา เพราะที่สุดการแก้ปัญหานี้เกินอายุของรัฐบาลอยู่แล้ว
จึงย้ำว่าความสำเร็จอยู่ที่ความเป็นเจ้าของของประชาชนในการแก้ปัญหา
ข้อเสนอเชิงกลไก
กระบวนการการปฏิรูปประเทศไทย
1.แนวทางการขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศไทย ควรยึดหลัก 5 ส. ได้แก่
สันติภาพ : ยึดหลักเมตตาธรรม และนำไปปฏิบัติอย่างจริงใจและจริงจัง โดยปราศจากเงื่อนไขที่นำไปสู่การขัดแย้ง
สามัคคี : น้อมนำแนวพระราชดำรัส รู้รัก สามัคคี และแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง
สัตยาบัน : ทุกฝ่ายลงนามข้อตกลงร่วมกัน และประกาศให้สังคมและนานาชาติรับรู้
สื่อสาร : ทุกฝ่ายเจรจาบนความจริงใจและความเป็นมิตร โดยหาข้อตกลงและบทสรุปร่วมกัน
ส่วนร่วม : ทุกภาคส่วนในสังคม ร่วมคิด ร่วมกำหนดมาตรการ แนวทางและจัดทำแผนปฏิบัติการในการปฏิรูปฯ อย่างชัดเจนเป็นรูปธรรม โดยทุกภาคส่วนให้การยอมรับและนำไปสู่การปฏิบัติ
2.เปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมปฏิรูปประเทศไทยทุกระดับ ทั้งระดับตำบล เมือง จังหวัด ให้มีทั้งเวทีหารือแนวทางปฏิรูป และปฏิบัติการในการแก้ไขปัญหาชุมชนท้องถิ่นควบคู่กันไป
3.จัดกลไกที่เน้นการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่ายอย่างจริงจัง โดยรัฐบาลทำหน้าที่สนับสนุน ไม่เข้าไปทำเอง แต่ทำในส่วนที่เป็นหน้าที่ของรัฐบาลโดยตรง
4.เสนอแนะให้นายกรัฐมนตรีเชิญผู้ใหญ่ในบ้านเมืองมาช่วยคิด ช่วยดูแลการขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศไทย ได้แก่ นายอานันท์ ปันยารชุน น.พ.ประเวศ วะสี นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม เป็นต้น
แต้มต่อขาดก็พลาดได้
ที่มา ไทยรัฐ อภิสิทธิ์
เซียนหลบลงรู หมูเฮฮาปาร์ตี้อยู่บนตึกไปตามๆกัน
ควันหลงฟุตบอลคู่ช็อกโลก ทีมชาติสเปนที่เป็นต่อแบบสุดกู่ พลาดท่าโดนทีมรองบ่อนอย่างสวิตเซอร์แลนด์ หักเขากระทิงเดี้ยงคาสนาม แพ้ไปแบบล็อกถล่ม
บอลลูกกลมๆเอาแน่นอนไม่ได้
ในอารมณ์เดียวกับเกมการเมืองไทย ในสถานการณ์ที่กระแสพลิกไปพลิกมา กับยี่ห้อประชาธิปัตย์ ที่ว่าฐานแน่น กองเชียร์เยอะ
ลีลาลากเลื้อยเหนือกว่าคู่แข่ง
แต่กับเกมล่าสุด ที่ลากดาวเทียมไทยคมมากลบปมเลือดคนเสื้อแดง ตามจังหวะแย่งพื้นที่ข่าวเบี่ยงกระแสที่ดินเขาแพง บนเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ของลูกชาย "เทพเทือก" นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ผู้จัดการใหญ่รัฐบาล
สับขาหลอกคู่ต่อสู้และคนดู
แล้วก็พลาดสะดุดขาตัวเอง "เข้าเนื้อ" กับปมอินไซเดอร์หุ้น ฟันค่าต๋ง 300 ล้านบาท
แทนที่จะโหมกระแสชาตินิยมตีกินอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ตามโปรแกรมที่วางกันไว้ กลายเป็นว่า "เดอะวอลเปเปอร์" นายศิริโชค โสภา คนสนิทที่ยืนเป็นฉากหลังนายกฯอภิสิทธิ์ และนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ต้องปัดเผือกร้อนกันมือเป็นระวิง ออกตัวปฏิเสธไม่เกี่ยวกับเรื่องหุ้นไทยคม
โดยความคลางแคลงใจที่ต้องเคลียร์กันเหนื่อย
มันก็เป็นอะไรที่สะท้อนกระแสมุมกลับ วันนี้โดยยี่ห้อประชาธิปัตย์เอง ก็ไม่ได้ฐานแน่นกว่าคู่แข่งสักเท่าไหร่ เปิดเกมไล่บี้ฝ่ายตรงข้าม โดนสวนก็ยวบเหมือนกัน
แต่นั่นก็ยังไม่หวาดเสียวเท่ากับรายการลุ้น "จุดโทษ" คดียุบพรรคประชาธิปัตย์ กระทงแรก ในความผิดฐานใช้เงินกองทุนสนับสนุนพรรคการเมือง 29 ล้านบาท ผิดวัตถุประสงค์ ที่จบกระบวนการของคู่ความ หมดเงื่อนไขประวิงเวลา
จ่อเข้าหลักประหาร ปลายเดือนมิถุนายน
ตามคิวพลิกคว่ำพลิกหงาย จับอาการประชาธิปัตย์ "แข็งนอก" แต่ "อ่อนใน"
และก็บังเอิญต้องเจอไฟต์บังคับ กับคิวเลือกตั้งซ่อมแทนนายทิวา เงินยวง อดีตส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ ที่เสียชีวิต โดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้กำหนดให้หย่อนบัตรในวันที่ 25 กรกฎาคมนี้
โดยศักดิ์ศรีแชมป์เก่ายี่ห้อประชาธิปัตย์ที่ถูกวางราคาให้เป็นต่อคู่ต่อสู้
ตามคิวที่ปล่อยชื่อกันออกมาไล่ตั้งแต่นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตผู้ว่าฯ กทม. นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ อดีต ส.ส.กทม. นายเกรียงยศ สุดลาภา อดีตผู้สมัคร ส.ส.กทม. นายพนิช วิกฤตเศรษฐ์ ผู้ช่วย รมว.ต่างประเทศ
รวมไปถึง "น้องตั๊น" น.ส.จิตภัสร์ ภิรมย์ภักดี ทายาทเบียร์สิงห์ คนสวย ก็แสดงความจำนงขอเปิดซิงลงชิงชัยสนามเลือกตั้ง ส.ส.
ประชาธิปัตย์ต้องฟัดกันเองก่อนในยกแรก เพื่อแย่งโควตา
นัยว่า ถ้าได้เป็นตัวแทนของพรรค ประทับยี่ห้อประชาธิปัตย์ก็เป็นต่อไปแล้วค่อนตัว ตามกระแสพ่อยกแม่ยกเมืองกรุงที่เทใจให้ นายกฯอภิสิทธิ์
ถ้าเป็นบอลก็ต่อครึ่งลูก เสมอเป็นแพ้
แต่พรรคเพื่อไทย ในฐานะผู้ท้าชิงก็หวังลุ้นไม่ใช่น้อยเหมือนกัน กับเขตเลือกตั้งคันนายาว คลองสามวา บึงกุ่ม หนองจอก พื้นที่ ชานเมืองกรุง
โซนสีแดงหนาแน่น
ตามคิวที่นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรค ก็ขันอาสาลงสนามวัดดวง เบียดแย่งพื้นที่กับเจ้าของโควตาเก่าอย่างนายภักดีหาญส์ หิมะทองคำ เด็กสร้างของ "เจ๊หน่อย" คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เจ้าแม่ กทม. ซึ่งคราวที่แล้วคะแนนเข้าป้ายเป็นอันดับห้า
คิวนี้ก็ต้องวัดกำลังภายในกันเองก่อน
แต่ที่ไม่ต้องเหนื่อยฟัดกันเองแย่งโควตา ตามคิวของพรรคการเมืองใหม่ที่ปล่อยชื่อนายสำราญ รอดเพชร โฆษกพรรค ออกมาโยนหินถามทาง แล้วก็เงียบหายไป ท่ามกลางความสับสน เดี๋ยวก็สู้ เดี๋ยวก็บาย ตามจังหวะยึกๆยักๆ กล้าๆกลัวๆ
จับอาการได้ มุมหนึ่งก็ไฟต์บังคับ โดยคิวบีบให้ต้องเปิดตัว ยี่ห้อ "การเมืองใหม่" แต่อีกนัยหนึ่งก็ไม่ชัวร์ ถึงเวลาลงสนามจริง
ถ้าพ่ายหมดรูป จะยิ่งเสียฟอร์มไปกันใหญ่.
ทีมข่าวการเมือง
ฉากหลังพฤษภามหาโหด (2)
ที่มา ไทยรัฐ วันนี้ก็ยังเป็นคำถามปริศนาว่า ใครใช้สไนเปอร์ ยิงผู้ชุมนุมเสื้อแดง และ ใครใช้เอ็ม 79 ยิงเข้าใส่ทหาร จนทำให้กลายเป็น น้ำผึ้งหยดเดียว ระหว่างผู้ชุมนุมกับกองทัพ ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ญาติดีกันมาตลอด แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม แผนเสี้ยมดังกล่าวถือว่าได้ผล อันเนื่องมาจากการสูญเสียบุคคลสำคัญของกองทัพ และการสูญเสียของคนเสื้อแดงบริเวณสะพานผ่านฟ้าฯเกิดความระแวงสงสัยซึ่งกันและกัน หมัดเหล็ก
ปิดฉากการเจรจาทันที
ความพยายามของกลุ่มผู้หวังดีกับบ้านเมืองยังไม่ได้หยุดลงแค่นั้น นักการเมือง ก.ไก่ ยังเดินหน้าเป็นคนกลางประสานให้เกิดการเจรจาอยู่ตลอดเวลา ฝ่ายรัฐบาลก็ยังมีคุณกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ คนเดิม ฝ่าย นปช. ก็มีคุณวีระ มุสิกพงศ์ พูดคุยใกล้ชิดกันตลอด จนสร้างความหวาดระแวงให้กับผู้ชุมนุม และแกนนำบางคนที่มองว่าคุณวีระมีอะไรผิดปกติ
การชุมนุมมีความรุนแรงและยืดเยื้อขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะบริเวณแยกราชประสงค์เป็นแรงกดดันให้รัฐบาลต้องรีบตัดสินใจอันเนื่องมาจากความสูญเสียทางเศรษฐกิจและภาพพจน์ของประเทศ
ครั้งนี้มี ส.ว.และอดีตนักการเมือง อาทิ จาตุรนต์ ฉายแสง เข้าช่วยในการไกล่เกลี่ยปรองดองด้วย ข้อเสนอในครั้งแรกถูกเสนอเข้าไปอีกครั้งเนื่องจากเห็นว่า การสูญเสียในวันที่ 10 เม.ย.รัฐบาลชุดนี้จะทำหน้าที่ต่อไปคงลำบาก ถึงแกนนำเสื้อแดงจะยอมเจรจาแต่ผู้ชุมนุมก็คงไม่ยอม
ในขณะที่รัฐบาลก็หาทางลงลำบาก ในที่สุดรัฐบาลต้องยอมรับ เงื่อนไขรัฐบาลปรองดองแห่งชาติ บางส่วนโดยในส่วนของรัฐบาลตัวนายกฯ ยังขอที่จะให้ คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นั่งตำแหน่งนี้ ต่อไป และการนิรโทษกรรมต่างๆให้เอาไว้พิจารณาเมื่อมีรัฐบาลปรองดองออกมาแล้ว รวมทั้งให้มีการเลือกตั้งหลังเดือนตุลาคมไปแล้ว ซึ่งน่าจะลงตัวในประมาณวันที่ 14 พ.ย.
ทุกฝ่ายก็เห็นว่าเป็นทางออกที่ดีที่สุดหลังจากมีการเจรจาต่อรองกันหลายกระทอก จึงกำหนดให้คุณอภิสิทธิ์ แถลงแผนปรองดอง ออกทีวีกำหนดวันเวลากันไว้ 3-4 ครั้ง แต่คุณอภิสิทธิ์ก็เลื่อนออกไปเรื่อยๆจนมีการแถลงแผนปรองดองและประกาศวันยุบสภาก่อนจะเกิดเหตุการณ์ 19 พฤษภาไม่กี่วัน
แต่ดูเหมือนว่าเหตุการณ์ตอนนั้นจะร้อนสุดขีด มีการเสียชีวิตของ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง เป็นตัวเร่งเร้า มีการปะทะระหว่างผู้ชุมนุมสองกลุ่ม เกิดม็อบชนม็อบ ประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
เจตนาขัดขวางแผนปรองดอง
ประกอบกับฝ่ายเสื้อแดงเริ่มไม่ไว้ใจรัฐบาล ไม่เชื่อคำพูดของคุณอภิสิทธิ์ และไม่ไว้ใจแกนนำบางคน ทุกอย่างเข้าแผน มีการก่อเหตุการณ์ ความรุนแรง ยั่วยุอยู่ตลอดเวลา ผู้ประสานงานหรือคนกลางมองเห็นสถานการณ์ไม่สู้ดี ทั้งนักการเมือง ก.ไก่ ผู้ใหญ่ในกองทัพ และ ส.ว.เร่งการเจรจาจนถึงค่ำวันที่ 18 พ.ค.แม้แต่นักการเมือง ก.ไก่เองในเช้า 19 พ.ค. ก็พยายามเข้าไปเจรจา เชื่อว่าถ้ารออีกวันสองวันทุกอย่างจะคลี่คลาย...
กรุงเทพโพลล์ : ประชาชนให้คะแนนฟื้นฟูเยียวยาของรัฐบาล 4.28 เต็ม 10
ที่มา ประชาไท โพลล์เผยรัฐบาลสอบตกด้านการทำหน้าที่เยียวยาคะแนน 4.28 เต็ม 10 ร้อยละ 39.8 เห็นด้วยกับการนิรโทษกรรมนปช. อีกร้อยละ 37.0 ไม่เห็นด้วย กว่าครึ่งคือร้อยละ 55.9 ต้องการให้ยกเลิกพรก. ฉุกเฉิน ในเรื่องแผนปรองดองของรัฐบาลร้อยละ 28.0 ระบุ ให้เปิดรับความเห็นจากทุกฝ่าย ร้อยละ 24.9 บอกให้ช่วยลดความเหลื่อมล้ำในสังคม 17 มิ.ย. 2553 - ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ (กรุงเทพโพลล์) เผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนจาก 27 จังหวัด ทั่วทุกภาคของประเทศ พบว่าประชาชนให้คะแนนความพึงพอใจต่อการทำหน้าที่ของรัฐบาลในการฟื้นฟูประเทศหลังผ่านเหตุการณ์ความรุนแรงมาแล้ว 1 เดือนได้คะแนนเฉลี่ยรวม 4.28 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน โดยพึงพอใจด้านการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากเหตุการณ์ความรุนแรงมากที่สุด แต่พึงพอใจด้านการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ไม่เป็นธรรม เพื่อลดเงื่อนไขความขัดแย้งและแตกแยกในสังคมน้อยที่สุด เมื่อถามความเห็นต่อแผนปรองดองแห่งชาติที่นายกฯ อภิสิทธิ์ แถลงเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน ที่ผ่านมา พบว่า ร้อยละ 35.3 เห็นด้วยกับแผนดังกล่าว ขณะที่ร้อยละ 24.1 ไม่เห็นด้วย และภายหลังการประกาศแผนปรองดองแล้วมีเพียงร้อยละ 18.4 ที่ระบุว่ามีคะแนนนิยมต่อรัฐบาลเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่ร้อยละ 38.6 ระบุว่ามีคะแนนนิยมเท่าเดิม และร้อยละ 22.9 มีคะแนนนิยมลดลง สำหรับประเด็นการออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้กับกลุ่มผู้ชุมนุม นปช. นั้น ร้อยละ 39.8 ระบุว่า เห็นด้วย (โดยในจำนวนนี้ร้อยละ 26.9 เห็นว่าควรนิรโทษกรรมเฉพาะผู้ชุมนุมที่ไม่เกี่ยวข้องกับคดีก่อการร้าย ส่วนอีกร้อยละ 12.9 เห็นว่าควรนิรโทษกรรมให้ทั้งหมด) ขณะที่ร้อยละ 37.0 ไม่เห็นด้วย และร้อยละ 23.2 ไม่แน่ใจ ความคิดเห็นต่อการยกเลิก พรก. ฉุกเฉินในพื้นที่ 24 จังหวัดที่ประกาศใช้อยู่ในขณะนี้ ร้อยละ 55.9 เห็นว่าพิจารณาจากสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันแล้วเห็นว่าควรยกเลิก พรก. ฉุกเฉิน ในขณะที่ร้อยละ 24.9 เห็นว่ายังไม่ควรยกเลิก ส่วนสิ่งที่ต้องการให้รัฐบาลทำมากที่สุดในขณะนี้เพื่อเป็นการเริ่มต้นสร้างความปรองดองของคนในชาติ พบว่า อันดับแรกคือให้รัฐบาลเปิดใจรับฟังความเห็นจากทุกฝ่าย รองลงมาคือให้ช่วยเหลือคนจน สร้างงานสร้างรายได้ แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำและไม่เป็นธรรมในสังคม ยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชน หาคนกลางที่ทุกฝ่ายยอมรับมาทำหน้าที่สอบสวนหาความจริงในเหตุการณ์ความรุนแรงที่ผ่านมา และเร่งจับผู้ก่อการร้ายมาดำเนินคดี รวมถึงหาตัวคนผิดมาลงโทษ ตามลำดับ รายละเอียดของผลการสำรวจทั้งหมด 1. ความคิดเห็นต่อสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบันหลังผ่านเหตุการณ์ความรุนแรงมา 1 เดือน - เห็นว่าความขัดแย้งเพิ่มขึ้น ร้อยละ 13.5 - เห็นว่าความขัดแย้งเท่าเดิม ร้อยละ 37.3 - เห็นว่าความขัดแย้งลดลง ร้อยละ 49.2 ด้านการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากเหตุการณ์ความรุนแรง 4.82 คะแนน 3. ความคิดเห็นต่อแผนปรองดองของรัฐบาลที่นายกฯ อภิสิทธิ์ แถลงเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน ที่ผ่านมา พบว่า - เห็นด้วย ร้อยละ 35.3 - เห็นด้วยแบบมีเงื่อนไข ร้อยละ 16.0 - ไม่เห็นด้วย ร้อยละ 24.1 - ไม่แน่ใจ ร้อยละ 24.6 - คะแนนนิยมเพิ่มขึ้น ร้อยละ 18.4 - คะแนนนิยมเท่าเดิม ร้อยละ 38.6 - คะแนนนิยมลดลง ร้อยละ 22.9 - ไม่แน่ใจ/ ไม่แสดงความเห็น ร้อยละ 20.1 5. ความคิดเห็นต่อการออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้กับกลุ่มผู้ชุมนุม นปช. - เห็นด้วย ร้อยละ 39.8 - ไม่เห็นด้วย ร้อยละ 37.0 - ไม่แน่ใจ ร้อยละ 23.2 6. ความคิดเห็นต่อสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันว่าควรยกเลิก พรก. ฉุกเฉินในพื้นที่ 24 จังหวัดที่ประกาศใช้อยู่หรือไม่ - ไม่ควรยกเลิก ร้อยละ 24.9 - ไม่แน่ใจ ร้อยละ 19.2 7. สิ่งที่ต้องการให้รัฐบาลทำมากที่สุดในขณะนี้เพื่อเป็นการเริ่มต้นสร้างความปรองดองของคนในชาติ i. เปิดใจรับฟังความเห็นจากทุกฝ่าย ร้อยละ 28.0 8. ความคิดเห็นต่อประเด็นที่ว่าเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองจะเกิดขึ้นอีกหรือไม่ - เชื่อว่าจะเกิดขึ้นอีก ร้อยละ 45.9 - เชื่อว่าจะไม่เกิดขึ้นอีก ร้อยละ 10.7 - ไม่แน่ใจ ร้อยละ 43.4
2. คะแนนความพึงพอใจต่อการทำหน้าที่ของรัฐบาลในการฟื้นฟูประเทศหลังผ่านเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมือง (จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน)
ด้านการกระตุ้นเศรษฐกิจและฟื้นฟูการท่องเที่ยว 4.30 คะแนน
ด้านการสืบสวนหาข้อเท็จจริงในช่วงสลายการชุมนุมเพื่อหาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมาย 4.14 คะแนน
ด้านการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ไม่เป็นธรรม เพื่อลดเงื่อนไขความขัดแย้งและแตกแยกในสังคม 3.86 คะแนน
เฉลี่ยรวม 4.28 คะแนน
(โดยให้เหตุผลว่า เป็นทางออกที่ดี ช่วยลดปัญหาความขัดแย้ง เป็นแนวทางสันติวิธี อยากเห็นภาพความปรองดองกัน คนไทยจะได้กลับมารักและสามัคคีกัน ฯลฯ)
(เช่น จะต้องแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลตั้งใจจริงไม่ใช่แค่สร้างภาพ จะต้องมีความชัดเจนเป็นรูปธรรม จะต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง และจะต้องสร้างความร่วมมือจากทุกฝ่าย ฯลฯ)
(โดยให้เหตุผลว่า แก้ปัญหาไม่ถูกจุด รัฐบาลไม่จริงใจดีแต่สร้างภาพ เป็นนามธรรมมากเกินไป และทำไม่ได้จริง ฯลฯ)
(เพราะ ขาดรายละเอียดที่ชัดเจน เป็นรูปธรรม ฯลฯ)
4. คะแนนนิยมที่มีต่อรัฐบาลหลังประกาศแผนปรองดองแห่งชาติ
โดยเห็นว่า - ควรนิรโทษกรรมเฉพาะผู้ชุมนุมที่ไม่เกี่ยวข้องกับคดีก่อการร้าย ร้อยละ 26.9
- ควรนิรโทษกรรมให้ทั้งหมด ร้อยละ 12.9
- ควรยกเลิก ร้อยละ 55.9
(เป็นคำถามปลายเปิดให้ผู้ตอบระบุคำตอบเองโดยอิสระ) 5 อันดับแรก คือ
ii. ช่วยเหลือคนจน สร้างงานสร้างรายได้ แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำและไม่เป็นธรรมในสังคม ร้อยละ 24.9
iii. ยุบสภา คืนอำนาจให้ประชาชน ร้อยละ 16.6
iv. หาคนกลางที่ทุกฝ่ายยอมรับมาทำหน้าที่สอบสวนหาความจริงในเหตุการณ์ความรุนแรงที่ผ่านมา ร้อยละ 9.5
v. จับผู้ก่อการร้ายมาดำเนินคดี หาตัวคนผิดมาลงโทษ ร้อยละ 6.6
(โดยให้เหตุผลว่า รัฐบาลไม่จริงใจในการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม ความขัดแย้งทางความคิดและอิทธิพลของ พ.ต.ท. ทักษิณ ยังคงมีอยู่ )
(โดยให้เหตุผลว่า ทุกคนได้เห็นแล้วว่าประเทศชาติบอบช้ำ คงไม่มีใครอยากทำร้ายประเทศชาติอีก แกนนำกลุ่ม นปช.ถูกควบคุมตัวอยู่)


