ที่มา Voice TV
ดร.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ เผยสังคมไทยมีช่วงเวลาของแต่ละคนไม่ตรงการ มองต่างมุม ปัญหาคนละเรื่อง
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Wednesday, June 23, 2010
พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ใบอนุญาตฆ่าคน
Tuesday, June 22, 2010
ลง ส.ส.หรือลงนรก? โดย กาหลิบ
ที่มา Democracy 100 percent

คอลัมน์ เมืองไทยหรือเมืองใคร?
เรื่อง ลง ส.ส. หรือลงนรก?
โดย กาหลิบ
เห็นความวุ่นวายในพรรคเพื่อไทยว่าใครจะลงรับสมัครเลือกตั้งซ่อมในเขต ๖ กรุงเทพมหานครแทน คุณทิวา เงินยวง ที่ถึงแก่กรรม ก็ทำให้นึกทอดอาลัยว่านักเลือกตั้งเขาเป็นกันอย่างนี้ล่ะหรือ?
เถียงกันว่าจะเอาฮีโร่ในที่คุมขังอย่างคุณณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ หรือเอาคนยอดขยันมีผลงานมากอย่างคุณพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ ลงสมัครจึงจะดี
ระหว่างเถียงก็งัดกฎบัตรกฎหมายออกมาตีความกันให้ยุ่งไปว่าคุณณัฐวุฒิฯ ลงสมัครได้หรือไม่ได้ หรือถ้าได้รับเลือกแล้วจะได้เข้ารับตำแหน่งโดยไม่ถูกขัดขวางหรือไม่
เลยไปถึงเรื่องพระราชบัญญัติความมั่นคงฯ ว่ามีอำนาจเผด็จการค้ำอยู่อย่างนี้จะจัดการเลือกตั้งอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรมกันได้หรือ
ให้ความเห็นกันอึงคะนึงไป
ต่างคิดกันว่าการเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้จะเป็นก้าวแรกที่พรรคเพื่อไทยได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งทั่วประเทศในอนาคตได้อำนาจรัฐกลับคืนมาเป็นของตนทั้งสิ้น จึงพากันตื่นเต้น อยากจะมีส่วนร่วมกันนักหนา
ไอ้ความกระเหี้ยนกระหือรือน่ะไม่ว่าอะไรหรอกครับ วัวของใครก็เข้าคอกคนนั้น นักเลือกตั้งเขาก็ต้องตื่นเต้นกับการเลือกตั้ง
แต่ปัญหาคือพี่น้องประชาชนตายเจ็บไปแล้วนับร้อยชีวิตเพื่อสังเวยระบอบอำมาตยาธิปไตยไทย หลังจากที่ฝ่ายการเมืองของเราบอกกับมวลชนเหล่านั้นว่า เรามาบีบให้เขายุบสภาและจัดการเลือกตั้งใหม่เท่านั้น ไม่มีอันตรายใดๆ หรอก แล้วเขาส่งกระสุนปืนจากเบื้องสูงลงมาให้จนถึงหัวและหน้าอก
เรื่องมันถึงขนาดนั้นแล้ว เราจะยังไปร่วมเล่นเกมการเมืองกับคนพรรค์นั้นได้ลงคออีก ก็ออกจะเกินไป
เราไม่ควรถกเถียงอีกแล้วว่า วันนี้จะเอาณัฐวุฒิหรือพร้อมพงศ์ จะป้องกันผลกระทบจาก พ.ร.บ. ต่อบรรยากาศการเลือกตั้งอย่างไร แต่เราต้องถามคำถามใหญ่กว่านั้นต่อตัวเองและต่อสังคม
เรายังร่วมสังฆกรรมใดๆ กับระบอบโบราณนี้ได้อีกหรือ?
ถ้าเรามีจิตสำนึกรับรู้ถึงความเจ็บปวดของมหาชนชาวสยาม พรรคเพื่อไทยหรือหน้าไหนก็ตามที่คิดว่าตัวเองอยู่ในฝ่ายประชาธิปไตยจะต้องหันหลังให้กับการเลือกตั้งในระบอบเผด็จการอย่างเด็ดขาด ไม่ใช่วิ่งกันพล่านเมื่อใครเขาเคาะกะลาโป๊กๆ ขึ้นมา
กรุณาตราไว้ให้ดีนะครับ นักประชาธิปไตยเขายอมรับกันถ้วนหน้าว่า การเลือกตั้งเป็นวิธีที่ดีที่สุดอย่างหนึ่งในการทำหลักประชาธิปไตยให้เป็นรูปธรรม
กาหลิบจึงไม่ได้ค้านที่กระบวนการเลือกตั้ง แต่ค้านการเลือกตั้งในเกมของอำมาตย์และเครือข่ายขี้ข้าของอำมาตย์ เช่นที่เป็นอยู่ขณะนี้ในเมืองไทย
เลือกตั้งซ่อมครั้งนี้อยู่ในอ้อมกอดเผด็จการตัวใหญ่ที่สุด เพราะเพิ่งสั่งฆ่าประชาชนมาหมาดๆ อยู่ภายใต้รัฐบาลที่ฉ้อฉล ไร้ประสิทธิภาพ และสร้างความแตกแยกในสังคมตลอดเวลา และอยู่ในอิทธิพลของ “องค์กรอิสระ” ที่มีเงามืดของอำมาตย์พาดทับอยู่เต็ม ยังไม่ต้องพูดถึงระบบศาลที่คนส่วนใหญ่เขาไร้ศรัทธามานานแล้ว
แล้วจะเถียงกันทำไมว่าณัฐวุฒิหรือพร้อมพงศ์ หรือจะฝ่าด่าน พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ไปได้อย่างไร
เลิกเถียงแล้วประกาศให้ชัดสิครับว่าพรรคเพื่อไทยไม่ร่วมโลกกับฆาตกรโหดเหล่านี้
ไม่ใช่การตายประชดป่าช้า แต่เป็นการแสดงว่าคนของพรรคเพื่อไทยมีจุดยืนเดียวกับมวลชนในขบวนประชาธิปไตย และไม่ได้มีจุดยืนเดียวกับคนสายพันธุ์ประชาธิปัตย์
เพื่อแสดงความหมายของวีรชนเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๓.
--------------------------------------------------------------------------------
บทบาท กทช. : หาเงินเข้ารัฐ หรือเร่งพัฒนาโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศและประชาชน?
โดย ดร. อธิป อัศวานันท์ อาจารย์พิเศษ สถาบันบันฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ขณะนี้ มีคำถามมากมายว่าบทบาทหน้าที่ที่แท้จริงของ กทช. ที่กฎหมายให้อำนาจกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคม คืออะไร ถูกต้องแล้วหรือ หาก กทช. มีหน้าที่ระดมหารายได้เข้ารัฐ หรือ หน้าที่ที่แท้จริงของ กทช. คือ จะต้องพัฒนาประเทศและอุตสาหกรรมโทรคมนาคม สร้างความเจริญทางเศรษฐกิจและสังคมให้กระจายไปทุกหนแห่ง เพิ่มโอกาสให้ประชาชนทั่วประเทศสามารถเข้าถึง
ผมเป็นคนหนึ่งที่มีโอกาสได้อ่านงานวิจัยที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) จัดทำขึ้นเพื่อประกอบการพิจารณาการจัดสรรใบอนุญาตคลื่นความถี่ 3G ของ กทช. และเห็นว่า จากบทสรุปงานวิจัยฉบับนี้ แสดงให้เห็นแนวทางที่เหมาะสมและถูกต้องตามหลักสากล ซึ่งจากการจัดการรับฟังความคิดเห็นกลุ่มย่อย (Focus Group) ของนิด้า เรื่องการ พิจารณาออกใบอนุญาต 3G ในประเด็นราคาใบอนุญาตที่เหมาะสมควรมีอัตราเท่าใด ซึ่งมีนักวิชาการอิสระจากภาคธุรกิจและภาคการศึกษาร่วมให้ความเห็น ได้แก่ นายอรุณ จิรชวาลา อดีตกรรมการผู้จัดการ ธนาคารนครหลวงไทย ผู้เคยสอบได้ที่หนึ่งของประเทศไทย ได้นำเสนอแนวทางการจัดสรรคลื่นความถี่เพื่อประโยชน์ของส่วนรวมว่า แนวทางของ กทช. ควรจะเป็นไปเพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมโทรคมนาคม ให้เป็นประโยชน์ต่อประชาชนคนไทยให้มากที่สุด เพื่อให้คนไทยทั้งประเทศไม่เสียโอกาสไปมากกว่านี้ และอยากให้มองเทคโนโลยี 3G เป็นสาธารณูปโภคที่เป็นประโยชน์ เช่นเดียวกับ ถนน ที่รัฐสร้างให้ฟรี ในกรณีนี้อาจเป็นไปได้ว่า กทช. ควรสนับสนุนด้านการเงินให้กับผู้ประกอบการ เพื่อเป็นเงินทุนใช้ในการสร้างเครือข่าย เพราะจะเป็นประโยชน์กับคนไทยทั้งชาติ แทนที่จะเป็นการระดมเงินทุนให้ได้ราคามากที่สุดจากผู้ประกอบการที่เข้าประมูล ซึ่งทำให้เข้าใจได้ว่าเป้าหมายที่ กทช. นำเสนอ ก็เพื่อเพิ่มรายได้ของรัฐ
การรับฟังความคิดเห็นกลุ่มย่อยดังกล่าว ซึ่งดำเนินรายการโดย รศ. ดร. ไพบูลย์ เสรีวิวัฒนา จากนิด้า นักวิชาการอิสระเช่น นายไพบูลย์ นลินทรางกูร นายกสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ไทย กรรมการผู้จัดการ บล.ทิสโก้, รศ. ดร.บวร ปภัสราทร คณบดี คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้า ธนบุรี และ รศ. ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ อดีตรองอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ล้วนมีความเห็นไปในแนวทางเดียวกัน
แต่น่าเสียดายที่ถกเถียงกันเฉพาะเรื่องตัวเลขรายได้ที่จะนำเข้ารัฐ แทนที่ประเด็นเรื่องประโยชน์ที่แท้จริงต่อประเทศและประชาชนจากบทสรุปงานวิจัยของนิด้า ที่ กทช. สนับสนุนให้นิด้าเป็นผู้ทำงานวิจัย กลับไม่ถูกหยิบยกออกมากให้สังคมได้รับรู้ ยิ่งกว่านั้น ข้อมูลและหลักการที่ชี้แจงต่อสาธารณะ ยังคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงและขัดต่อเหตุผลทางวิชาการอย่างสิ้นเชิง
มีการชี้แจงว่า ผู้ที่มีความสามารถในการประมูลสูงสุด ย่อมเป็นผู้ที่มีศักยภาพในการนำคลื่นความถี่ไปใช้ได้สูงสุด และเกิดประโยชน์ต่อประเทศมากที่สุด หรือในภาษาชาวบ้าน หากเขายอมจ่ายสูงสุด แสดงว่าย่อมมีความสามารถนำไปใช้ให้เป็นประโยชน์สูงสุด ตรรกะลักษณะนี้ขัดต่อหลักการเศรษฐศาสตร์จุลภาคและทฤษฎีเกมส์อย่างชัดเจน เพราะหากใครก็ตามยอมจ่ายในอัตราสูงสุด ย่อมหมายความว่าใครคนนั้นสามารถสร้างและหาประโยชน์ได้สูงสุดให้กับตัวของเขาเอง สิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้คือ ประโยชน์สูงสุดกับใครคนนั้น หมายถึงประโยชน์สูงสุดของประเทศด้วย ไม่เคยมีตรรกะทางวิชาการที่เชื่อมสองสิ่งนี้ไว้ด้วยกัน
มีการชี้แจงว่า การประมูลเป็นทางเลือกที่สากลใช้กัน แต่ในความเป็นจริง มีประเทศเพียงส่วนน้อยที่เลือกใช้วิธีการประมูล จะเห็นได้จากมี 50 ประเทศ ที่เลือกใช้หลักการของ Beauty Contest ในขณะที่เพียง 29 ประเทศเลือกใช้วิธีการประมูล
นอกจากนี้ จะเห็นได้จากปัญหาที่เกิดขึ้นจากการเลือกใช้วิธีการประมูลใบอนุญาต 3G ในยุโรป ซึ่งมีผลเสียโดยตรงต่อประชาชนในชาติ รวมทั้งได้มีการศึกษาไว้อย่างละเอียด โดยนักวิชาการทั้งในและนอกประเทศ ซึ่ง ผศ. ดร. กำพล ปัญญาโกเมศ นักวิจัยและผู้ร่วมจัดการรับฟังความเห็นกลุ่มย่อยจากนิด้า ได้ยกตัวอย่างของอังกฤษ ที่ชัดเจนว่าเลือกใช้วิธีการประมูลที่มีราคา Reserve สูงเกินไป ทำให้ผู้ประกอบการประสบปัญหาทางการเงิน และไม่สามารถดำเนินการสร้างโครงข่ายให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศ
ในขณะที่กรณีของญี่ปุ่นที่มีการให้ใบอนุญาต 3G ฟรี เมื่อระยะเวลาผ่านไป ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นก็คือ มีการใช้ 3G อย่างแพร่หลายและประชาชนชาวญี่ปุ่นเป็นผู้ได้รับประโยชน์สูงสุด
มีการชี้แจงว่า เงินที่ได้จากการประมูลเป็นผลประโยชน์ของประเทศ หากคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศอย่างแท้จริงแล้ว กทช. ควรมีแผนการดำเนินการที่ชัดเจน ว่ารายได้จากใบอนุญาต 3G มูลค่า 3-5 หมื่นล้าน หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 2% ของงบประมาณรัฐ จะถูกนำไปใช้ประโยชน์อย่างไรบ้าง และ กทช. จะเป็นผู้นำเงินดังกล่าวมาใช้เอง หรือจะส่งเข้าคลังเพื่อให้รัฐบาลใช้ประโยชน์ต่อไป
อย่างไรก็ดี รศ. ดร. สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ อดีตรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรมศาสตร์ มีมุมมองว่า อีก 10 ปี นับจากนี้ ภาครัฐก็ยังคงล้าหลังอยู่ ยิ่งไปกว่านั้น เงินที่นำส่งเข้ารัฐ มักจะมีส่วนที่สูญหายไป เพราะในอดีตก็มักจะหายไปโดยตลอด หรือที่ นายไพบูลย์ นรินทรางกูร มักจะพูด ว่า "รั่วไหล"
มีการชี้แจงว่า ราคาใบอนุญาตจะเป็น Sunk Cost ซึ่งไม่มีผลกระทบต่อค่าบริการ แต่ตามหลักเศรษฐศาสตร์จุลภาคที่แท้จริงแล้ว การลงทุนใน 3G ถือเป็นการลงทุนในระยะสั้น (Short Term Investment) ที่มีระยะเวลาระบุชัดเจน และไม่ใช่การลงทุนในระยะยาว (Long Term Investment) ที่มีระยะเวลาเป็น Infinity ซึ่งคำอธิบายของ Sunk Cost จะมีผล ในกรณีของการลงทุนระยะสั้น ราคาใบอนุญาต จะมีผลกระทบต่อการตัดสินใจอย่างแน่นอน และไม่สามารถมองเป็น Sunk Cost ได้ เพราะในระยะเวลา 15 ปี ผู้ประกอบการอย่างน้อยที่สุด ต้องได้เงินส่วนนี้กลับคืน ซึ่งจะเกิดขึ้นได้อย่างไร ถ้ามิใช่มาจากกระเป๋าของประชาชนและผู้บริโภคในที่สุด หลักเศรษฐศาสตร์จุลภาค ได้แยก Case ของ Short Term และ Long Term ออกจากกันอย่างชัดเจน
สิ่งที่ต้องยอมรับคือธุรกิจโทรคมนาคมไม่ใช่ Competitive Market ตามหลักของ เศรษฐศาสตร์จุลภาค เพราะต้องการ Economy of Scale จึงเป็นที่มาของระบบสัมปทาน และ การให้ใบอนุญาตในจำนวนจำกัด เพราะการมีผู้ประกอบการไม่กี่ราย ย่อมสามารถผูกขาด และเป็นผลเสียกับผู้บริโภค ในขณะที่หากมีผู้ประกอบการมากรายเกินไป ย่อมขาด Scale ที่จะรักษาธุรกิจให้ยังคมดำเนินต่อไปได้ ในท้ายที่สุดก็ต้องถอนตัวหรือล้มละลาย ซึ่งความเสียหายก็จะตกอยู่กับผู้บริโภคอยู่ดี
ดังนั้น สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงก็คือ จำนวนผู้ประกอบการที่เหมาะสมกับตลาด ทั้งนี้ นายไพบูลย์ นายกสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ไทย ได้ให้ความเห็นว่า กิจการโทรคมนาคมที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศอย่างแท้จริงนั้น จะต้องมีการแข่งขันที่สมบูรณ์ อย่างน้อยผู้ประกอบการ 2G ปัจจุบัน ควรสามารถได้ใบอนุญาตทั้งหมด มิเช่นนั้นผู้บริโภคจะรับเคราะห์จากการผูกขาดของรายใหญ่ไม่กี่ราย ซึ่งสามารถฮั้วได้ อย่างไรก็ดี การประมูลยังเป็นช่องทางให้ผู้ประกอบการรายใหญ่ผลักดันราคาให้สูง เพื่อบีบรายเล็กออกจากการแข่งขัน เช่นในกรณีของเยอรมัน ซึ่งรายใหญ่สามารถผูกขาดได้ และเป็นผลเสียต่อผู้บริโภค
อีกแง่มุมหนึ่ง หากใช้วิธี Beauty Contest สามารถระบุเงื่อนไขได้เลยว่า ต้องการให้ผู้ประกอบการที่ได้รับใบอนุญาต 3G สร้างประโยชน์ให้กับประเทศอย่างไรบ้าง โดยมีข้อกำหนดที่วัดผลชัดเจน แทนการทุ่มเงินเพื่อนำส่งเข้ารัฐด้วยการประมูล ด้วยเงื่อนไขนี้ ภาคเอกชนย่อมสามารถนำเงินทุกไปสร้างประโยชน์ได้ดีกว่าภาครัฐ โดยปราศจากการรั่วไหล ซึ่งกลุ่มนักวิชาการในการรับฟังความเห็นกลุ่มย่อยครั้งนี้ ไม่มีความเชื่อเลยว่า ภาครัฐจะนำเงินก้อนนี้ไปพัฒนาประเทศได้ดีกว่าเอกชน นอกจากนี้ การนำ 3G มาใช้ในการพัฒนาประเทศ ยังสามารถระบุได้ในหลายแง่มุม ไม่เพียงแค่ระบุเรื่องการให้บริการครอบคลุมประชากร หรือความรวดเร็วในการสร้างโครงข่ายเปิดให้บริการเท่านั้น
แต่ควรคำนึงถึงสิ่งที่จะสามารถต่อยอดจาก 3G ได้ เช่นที่ รศ. ดร. บวร ปภัสราทร คณบดี คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้า ธนบุรี ได้พูดถึงการต่อยอดทางนวัตกรรมและเทคโนโลยี ที่ประเทศไทยไม่ควรจะเสียโอกาส นอกจากนี้ ควรคำนึงถึงการใช้งานอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงที่จะเป็นประโยชน์สูงสุดต่อสาธารณชน หรือที่เรียกว่า Meaningful Broadband ที่เป็นต้นแบบของ Prof. Craig Warren Smith ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งเป็นศาสตราจารย์จาก มหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด ซึ่งระบุว่า 3G สามารถยกระดับการพัฒนาประเทศด้านการศึกษา ความยากจน ความแตกต่างในสังคม จริยธรรมทางสังคม ฯลฯ
การมี 3G เป็นเรื่องที่ดีต่อประเทศ ไม่มีใครเถียงว่าประเทศไทยเสียโอกาสมามากพอแล้ว อย่างไรก็ตาม รูปแบบการพิจารณาจัดสรรใบอนุญาต มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จของอุตสาหกรรมโทรคมนาคม ซึ่งเป็นสาธารณูปโภคสำคัญที่สร้างประโยชน์ให้กับคนทั้งประเทศ และทำให้มีโอกาสต่อยอดเป็นนวัตกรรมและธุรกิจอื่นๆ
ทั้งนี้ควรศึกษาความผิดพลาดจากต่างประเทศ และยึดถือหลักปฏิบัติที่ดีที่สุด (Best Practice) ของสากลที่เลือกใช้ Beauty Contest แทนการประมูล และอ้างอิงถึงหลักวิชาการที่ถูกต้อง ที่ได้รับการยอมรับทั้งในและนอกประเทศ เพื่อว่าในท้ายที่สุดแล้ว ประโยชน์สูงสุดจะตกเป็นของประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ไม่ควรคิดเป็นรายได้เข้ารัฐแต่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องคำนึงถึงการพัฒนาอุตสาหกรรม เพื่อประโยชน์ต่อประชาชนคนไทยให้มากที่สุด
เงื่อนไขจำเป็น ต้องแก้ไขก่อนคิดปฏิรูปประเทศ โดย ... เกียรติชัย พงษ์พาณิชย์
ที่มา มติชน
โดย เกียรติชัย พงษ์พาณิชย์
วันนี้ ประเทศไทยมีปัญหา ไม่ว่าใครกลุ่มไหนจะเดินขบวนเรียกร้องอะไรหรือไม่อย่างไรก็ตาม เพราะฉะนั้น สิ่งที่จะต้องตระหนักสำหรับผู้มีความห่วงใยต่อประเทศชาติ ก็คือควรจะต้องคิดช่วยกันเยียวยาแก้ไขปัญหาต่างๆ ของประเทศที่เป็นอยู่ จะเรียกว่าสร้างความปรองดองหรือปฏิรูปประเทศ หรือจะเรียกอะไรเป็นอย่างอื่นก็แล้วแต่
ความสำคัญวันนี้จึงอยู่ที่จะต้องระดมสมองวางแผนและปฏิบัติการเพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศ ไม่ใช่โอดโอยอ้อยอิ่ง ท้วงติงโน่นนี่ราวคนมืดบอดหนวกใบ้ทางปัญญากันไปหมด ไม่ใช่ต่อล้อต่อเถียงพวกมึงพวกกู ดูประหลาดจนน่าอเนจอนาถน่าสมเพชเวทนากันไปหมดกับบ้านนี้เมืองนี้
ปัญหานั้นหมักหมมมากมาย และทับถมซับซ้อนค้างคากันมาโดยตลอดในแทบทุกภาคส่วนของสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง เราจะเริ่มจริงจังกับการแก้ไขปัญหาที่มีอยู่กันตั้งแต่เดี๋ยวนี้หรือยัง
แผนการปรองดองแห่งชาติ หรือการปฏิรูปประเทศนั้นไม่ว่ากลุ่มหรือพรรคการเมืองไหนที่เป็นรัฐบาลก็ถึงเวลาจะต้องทำกันแล้ว ความริเริ่มของรัฐบาลปัจจุบัน ใช่แต่เกิดจากสถานการณ์ที่สะดุดชะงักการก้าวไปข้างหน้าของประเทศไทยเท่านั้น เราดูเหมือนกำลังจะถอยหลังเข้าคลองด้วยซ้ำไป หากไม่คิดอ่านวางแผนแก้ไขและพัฒนาไปในทิศทางที่ตอบรับและสอดคล้องกับกระแสหลักของโลกาภิวัตน์ปัจจุบัน
เงื่อนไขที่จะต้องแก้ไขเป็นอันดับแรก (Prerequisite) ก็คือการที่จะต้องขจัดการโกงกินหรือการคอร์รัปชั่น ให้ลดน้อยหรือให้สิ้นซากลงให้ได้เสียก่อน
ประเทศไทยได้รับอันดับน่าอับอายไม่น้อยแล้วกับอันดับประเทศที่มีการโกงกินมากที่สุด และถ้าไม่มีนโยบายและจริงจังกับการจัดการกับการโกงกินหรือคอร์รัปชั่นที่ระบาดทั่วทุกระดับแล้ว ต่อให้วางแผนปรองดองหรือปฏิรูปประเทศอย่างไร ก็จะไม่ช่วยขจัดรากเหง้าปัญหาของประเทศไทยให้หมดไป หรือลดน้อยลงได้เลยแต่อย่างใด
จะมีนักการเมืองไทยคนไหนบ้างไหม ที่จะองอาจผึ่งผายประกาศอย่างกล้าหาญว่าจะขจัดการโกงกินในภาคส่วนของรัฐบาล หรือในวงการเมือง เราเคยได้นักการเมืองสมัครเข้ารับการเลือกตั้งประกาศปราบปรามการโกงกินบ้างไหม
จะมีนักการเมืองอย่าง "นองนอย" ประธานาธิบดีของฟิลิปปินส์คนปัจจุบันใหม่ที่ประกาศในการหาเสียงเลือกตั้ง และกำหนดนโยบายกับแนวทางปราบหรือขจัดการคร์อรัปชั่นอย่างของเขา
นักการเมืองไทยดีแต่ประกาศความซื่อสัตย์สุจริตอันดีเด่นของตัว ถวายสัตย์ปฏิญาณว่าจะทำงานให้ประชาชนโดยสุจริตยุติธรรม ส่งแห่ให้เข้าไปอบรมกับสถาบันพระปกเกล้า จบออกมาแล้วก็เห็นประพฤติปฏิบัติในแบบฉบับสันดานนักการเมืองเดิม กี่รุ่นกี่สมัยแล้วเล่า "คนพวกนี้" เคยเปลี่ยนพฤติกรรมอะไรให้น่าเชื่อถือชื่นชมขึ้นมาบ้างไหม
ความมุ่งมั่นจริงจังที่จะต้องขจัดการโกงกินคอร์รัปชั่นนั้นจะต้องเป็น "เจตนารมณ์ทางการเมือง" (Political will) อย่างแน่วแน่ และเจตนารมณ์ทางการเมืองนี้จะต้องมาจากผู้นำทางการเมือง แล้วเรามีนักการเมืองที่มีวิสัยทัศน์มีเจตนารมณ์ทางการเมืองแน่วแน่แก้ไขในสิ่งผิด แน่วแน่แก้ไขปัญหาการโกงกินคอร์รัปชั่นแค่ไหน
ประกาศตัวให้รู้จักกันบ้างจะดี
ตรงนี้หรือไม่ที่เป็นเงื่อนไขอันดับสองที่จะต้องแก้ไขก่อนที่จะปฏิรูปประเทศในอีกหลายๆ เรื่องที่คิดอ่านจะทำกัน หลักการพื้นฐานเบื้องแรก คือต้องขจัดการโกงกินคอร์รัปชั่น ในข้อที่สองนี้ก็คือต้องขจัดปฏิกูลนักการเมือง ให้เกิดวุฒิภาวะสมบูรณ์ยิ่งกว่าปัจจุบัน
ปัญหาทั้งหลายแหล่ของประเทศนี้ เกิดจากมูลฐานรากเหง้าของสองเรื่องนี้
ไม่แก้ไขไม่ปฏิรูปหรือไม่ปฏิวัติความคิดเพื่อยุติการโกงกินคอร์รัปชั่น และดึงลากพวกนักการเมืองถอยหลังเข้าคลองให้พ้นปลักตมของประพฤติปฏิบัติอันต่ำทรามเสียก่อนแล้ว ปฏิรูปประเทศอะไรที่เพ้อเจ้อกันนั้น
ก็รังแต่จะได้ผลแห่งความล้มเหลว ถ้าไม่ขจัดรากเหง้าอันชั่วร้ายนี้เสียก่อน
ต่อเนื่องจากสองเรื่องอันเป็นเงื่อนไขที่จะต้องแก้ไขก่อนอื่น ก็คือ แนวคิดเรื่องขจัดความยากจนและความเหลื่อมล้ำทางสังคม เรื่องดังกล่าวเป็นความเป็นจริงที่มีอยู่จริง และเป็นสิ่งที่ถูกเดินขบวนเรียกร้องกันเรื่อยมา กลุ่มเสื้อแดงที่พูดถึงไพร่ไล่อำมาตย์ก็คือความเป็นจริงของความเหลื่อมล้ำของชนชั้นนี่เอง
จะปฏิรูปประเทศไทยจึงจะละเลย การนำยุทธศาสตร์และมาตรการในการขจัดความยากจนไม่ได้เลย ขณะนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่งแล้วที่จะต้องให้ความสนใจจริงจังแก้ไขปัญหาความยากจนที่ยังมีอยู่ ตลอดเวลามานี้ เราวางแผนพัฒนาทางเศรษฐกิจที่เน้นความเติบโตเป็นแนวหลัก กำหนดผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศไทย (GDP) ในอัตราที่สูงขึ้นตลอดเวลา การส่งออกต้องสูง การท่องเที่ยวต้องสูงอะไรๆ ก็ให้สูงไว้ก่อน
เราใส่ใจน้อยเกินไปกับการแก้ไขความยากจน ปัญหาความเหลื่อมล้ำจึงถ่างกว้างขึ้นทุกที
การวางยุทธศาสตร์ที่เน้นแต่ความเติบโตทางเศรษฐกิจด้วยสมมติฐานว่าความเติบโตดังกล่าวจะแผ่กระจายไปสร้างความเติบโตอย่างเสมอภาคและยุติธรรมแก่กลุ่มคนยากจนในระดับต่างๆ นั้น ถึงเวลานี้ ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ไม่จริงเสมอไป ปฏิรูปประเทศคราวนี้ หากแม้ละเลยแนวคิดและยุทธศาสตร์ที่วางมาตรการต่างๆ ขจัดความยากจนเสียแล้ว จะไม่ต่างอะไรเลยกับการไม่ได้ปฏิรูปอะไรอย่างที่มุ่งหวังตั้งใจกัน
นอกจากสร้างความเติบโตให้แผ่ขยายเอื้อไปถึงคนจน จะทำอย่างไรเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินของคนจนให้เขาช่วยตัวเองได้พึ่งตัวเองได้ เช่น การปฏิรูปที่ดินให้คนจนมีสิทธิอย่างยุติธรรม ไม่ใช่ปล่อยให้แต่เกิดการเอาเปรียบของพวกนายทุน สร้างทักษะให้เขาทำมาหาได้เพิ่มขึ้น สร้างโครงสร้างพื้นฐานเอื้อต่อคนจนบ้าง ให้เขาเข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายขึ้นให้เขาส่งผลิตภัณฑ์เข้าตลาดได้ง่ายขึ้น ใช้นโยบายราคาผลิตภัณฑ์ให้เขาทำมาหากินแล้วอยู่ได้
มีหลายมาตรการที่ต้องคิดต้องทำเพิ่มให้คนจนในแนวคิดสำหรับการปฏิรูปประเทศคราวนี้และอย่าคิดแต่เอาประโยชน์ทางการเมืองด้วยการนำนโยบายประชานิยมมาใช้อีกเช่นแนวทางรัฐบาลก่อนหน้านี้ เพราะนโยบายดังกล่าวกลับจะทำให้เกิดวัฒนธรรมของการพึ่งพาผู้อื่นตลอดเวลา นโยบายสวัสดิการสังคมจะช่วยคนจนได้ดีกว่าไหม ต้องทบทวนแนวทางเหล่านี้กันแล้ว แก้หนี้คนจนนอกระบบให้เป็นหนี้ต่อไปกับการต้องตกไปเป็นเหยื่อของระบบอื่นๆ เป็นมาตรการถูกทางแล้วหรือไม่
มีหลายเรื่องต้องทำต้องปฏิรูปประเทศ แต่หากไม่เริ่มด้วยเงื่อนไขสามเรื่องนี้เป็นแนวหลักก่อนจะปฏิรูป ให้แก้รัฐธรรมนูญ ให้ปฏิรูปสื่อ หรือให้เพ้อเจ้อไปในเรื่องอีกมากเรื่อง ปฏิรูปประเทศจะกลายเป็นปฏิกูลอีกกองหนึ่งให้ต้องเก็บกวาดกันไม่จบสิ้นอีกต่อไปเท่านั้นเอง
"ไพฑูรย์"เปิดใจอาจรวบรวมส.ส.ในสังกัดตั้งพรรคอิสระ
ที่มา มติชน เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2553 เวลา 07.00 น. นายไพฑูรย์ แก้วทอง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน หลังจากพ้นตำแหน่งทางการเมืองแต่ยังเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรแบบบัญชีรายชื่ออยู่ในรัฐบาลนี้ ได้เดินทางกลับมาบ้านเกิดเป็นวันที่ 2 ที่หมู่บ้านคลองคะเชนทร์วิลล่า ตำบลคลองคะเชนทร์ อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร ยังมีบรรดาหัวคะแนน ซึ่งเป็นกำนันผู้ใหญ่บ้าน สจ. อบต. พ่อค้า ประชาชน ข้าราชการ ออกมาให้กำลังใจไม่ขาดสาย ซึ่งนายไพฑูรย์ ปราบปลื่มใจเป็นอย่างมาก นายไพฑูรย์ กล่าวว่า ตนเองเป็นผู้ใหญ่ทางการเมืองเป็น ส.ส.มานานหลายสิบสมัยเป็นรัฐมนตรี 6 สมัยช่วงนี้ยังคงช่วยรัฐบาลบริหารบ้านเมืองไปก่อนไม่อยากกระทบอะไรให้รัฐบาลบริหารประเทศเพื่อความเป็นอยู่ของประชาชนไปก่อน เพราะตอนนี้ยังอยู่ในพรรคประชาธิปัตย์ แต่ที่เสียใจตอนที่ถูกปรับออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงแรงงาน ไม่มีการบอกกล่าวกันก่อนเหมือนกับว่าเรานั้นมีความผิดซึ่งยังเสียใจอยู่
"จะมุ่งเดินหน้าทางการเมืองต่อไป ประเมินว่ารัฐบาลนี้จะคงอยู่ต่อไปจนครบเทอมอย่างแน่นอน จะไปร่วมกับพรรคอื่นๆนั้นก็อาจจะเป็นไปได้ หรือจะรวบรวม ส.ส. ที่อยู่ในสังกัดภาคเหนือ 15- 19 คนจัดตั้งพรรคเล็กๆที่สามารถเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลไหนก็เป็นได้แต่เป็นเรื่องอนาคตตอนนี้ยังไม่อยากพูดอะไรยังช่วยงานรัฐบาลนี้ไปก่อนเพื่อประเทศชาติ
สาวโผล่อ้างเป็นเมีย"เสธ.แดง"พร้อมหอบลูกวัย 5 ขวบ "ดช.นักรบ สวัสดิผล"เปิดตัวไปกราบศพพ่อครั้งสุดท้าย


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ 22มิ.ย. เวลาประมาณ 17.00 น. จะมีงานพระราชทานเพลิงพล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ"เสธ.แดง" ที่วัดโสมนัสราชวรวิหาร โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจคากการณ์ว่าจะมีประชาชนมาร่วมงานกันจำนวนมาก โดยเฉพาะแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติหรือ นปช. โดยศูนย์ปฏิบัติการ (ศปก.) กระทรวงมหาดไทยรายงานว่า มีความเคลื่อนไหวเข้าร่วมงานหลายกลุ่ม อาทิ กลุ่ม นปช.เชียงใหม่ จำนวน 30 คน นำโดย นายศรีวรรณ จันทร์ผง และนายมหวรรณ กะวัง กลุ่มสมาชิกชมรมคนเสื้อแดงนครพนม 52 จำนวน 20 คน กลุ่ม นปช.อ.เมืองตาก จำนวน 10 คน นำโดย นายณรงค์ บัวบาน กลุ่ม นปช.แพร่ ประมาณ 50 คน นำโดย นายสันติ ศักดิ์ศรี กลุ่ม นปช.นครสวรรค์ 51 และ นปช.นครสวรค์ 52 ประมาณ 30 คน นำโดย นายไชยโรจน์ วงศ์สิทธิกร และนางธรพร แซ่ตั้ง
นอกจากนี้รายงานข่าวจากสันติบาลแจ้งว่า ยังมีกลุ่ม นปช.อุตรดิตถ์เตรียมเข้าร่วมงาน 50 คน นปช.เลย ประมาณ 20 คน นปช.หนองคาย ประมาณ 30 คน นปช.อุบลราชธานี ประมาณ 20 คน นปช.ชัยภูมิ ประมาณ 60 คน นปช.นครราชสีมา ประกอบด้วย กลุ่มคนของแผ่นดินลูกหลานย่าโม 51 ประมาณ 15 คน กลุ่มแดง ดี ดี คลับ นครราชสีมา ประมาณ 15 คน กลุ่มการ์ดและแนวร่วม นปช.นครราชสีมา ประมาณ 20 คน เป็นต้น
ด้านขณะที่ พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผบก.น.1 เปิดเผยว่า บช.น.มอบหมายให้เป็น ผบ.เหตุการณ์ มีรอง ผบก.อีก 4 คนแบ่งหน้าที่กันทำงาน ทั้งการจราจร กำลังตำรวจปราบจลาจล กำลังสนับสนุน การสืบสวนสอบสวน รวม 800 นาย หน่วยที่สำคัญๆ ในการดูแลความเรียบร้อยก็คือ กองร้อย ปจ. 4 กองร้อย ตำรวจนอกเครื่องแบบ สายตรวจปะฉะดะ สายตรวจสายสมร และตำรวจจราจรเพื่อดูแลความเรียบร้อยด้านจราจร ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจสั่งการให้ ผกก.สน.นางเลิ้ง ประสานดูแลความเรียบร้อยบริเวณงานทั้งหมด คาดว่าจะมีผู้มาร่วมงานจำนวนมาก
"จากการข่าวไม่คาดว่าน่ามีความรุนแรงแต่อย่างใดเพราะเป็นงานศพ เป็นงานเศร้าโศก แต่ตำรวจไม่ประมาทวางกำลังตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบดูแล รวมถึงก่อนการจัดงานจะให้หน่วยเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด (EOD) เข้าตรวจสอบพื้นที่ก่อนจะมอบให้ตำรวจในพื้นที่ดูแลต่อไป" ผบก.น.1 กล่าว
พล.ต.ต.ภาณุ เกิดลาภผล รอง ผบช.น.รับผิดชอบงานจราจร กล่าวถึงการจัดอำนวยความสะดวกการจราจรบริเวณโดยรอบวัดโสมนัสราชวรวิหารว่า ในวัดไม่มีที่จอดรถ ผู้ที่นำรถยนต์มาเองคงต้องใช้ที่จอดรถบริเวณริมถนนกรุงเกษม ถนนลูกหลวง และ ถนนราชดำเนิน ช่องคู่ขนานทั้งเส้น นอกเหนือจากนั้นก็ให้ไปจอดได้ที่สนามม้านางเลิ้ง พระราม 8 สนามหลวงบางส่วน บริเวณลานจอดรถในวัดจะเว้นพื้นที่ให้ว่างไว้ การจัดการจราจรจะให้เข้าทางด้านถนนกรุงเกษมและถนนราชดำเนิน ออกทางด้านถนนนครสวรรค์และถนนจักรพรรดิพงษ์ ใช้ระบบวันเวย์ คาดว่าคนจะมามากแต่ระบุจำนวนไม่ได้
ทางด้าน "เว็บไซต์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" รายงานว่า เมื่อเวลา 18.00 น. วันที่ 21 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ไทยรัฐเดินทางไปที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งภายในห้างสรรพสินค้าชื่อดังย่านปิ่นเกล้า เพื่อขอพบ และพูดคุยกับ น.ส.ลัดดาวัลย์ พลฤทธิ์ อายุ 33 ปี ชาว จ.นครศรีธรรมราช หลังทราบข้อมูลว่า น.ส.ลัดดาวัลย์ อ้างว่า เป็นภรรยาอีกคนหนึ่ง ของ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ "เสธ.แดง" ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก โดยเธออ้างว่า ได้คบหากับ เสธ.แดง มานานจนมีบุตรชายด้วยกัน แต่ยังไม่เคยมีใครนำเรื่องนี้มาเปิดเผยให้สังคมได้รับรู้
ทั้งนี้ เมื่อผู้สื่อข่าวเดินไปถึงที่ร้านตามนัดหมายก็พบ น.ส.ลัดดาวัลย์ พร้อมบุตรชายทราบชื่อคือ ด.ช.นักรบ สวัสดิผล หรือ "น้องแดงน้อย" อายุ 5 ขวบ มานั่งรออยู่ก่อนแล้ว จากการสอบถาม น.ส.ลัดดาวัลย์ เล่าให้ฟังว่า รู้จักกับ เสธ.แดง ตั้งแต่ปี 2546 ช่วงนั้นตนทำงานเป็นผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ของสำนักพิมพ์แห่งหนึ่ง มีภารกิจที่ต้องติดตามข่าวสารของ เสธ.แดง จึงมีการแลกเบอร์โทรศัพท์กันไว้ และติดต่อกันเรื่อยมา ทำให้ตนทราบว่า เสธ.แดง เป็นพ่อหม้ายมีลูกติด ส่วนภรรยาเสียชีวิตไปแล้วจึงตัดสินใจคบหากระทั่งเกิดความรู้สึกที่ดี และมีสัมพันธ์กัน หลังจากที่รู้จักกันได้ประมาณ 1 ปี
น.ส.ลัดดาวัลย์ เล่าต่อว่า จากนั้นเมื่อปี 2547 ตนได้ตั้งครรภ์กับ เสธ.แดง ซึ่งทาง เสธ.แดง ก็แสดงความรับผิดชอบมาตลอด จนคลอดลูกออกมาเป็นบุตรชาย ทำให้ เสธ.แดง ดีใจมาก โดยตั้งชื่อให้ว่า ด.ช.นักรบ และยินยอมให้ใช้นามสกุล สวัสดิผล พร้อมทั้งยังเป็นผู้ตั้งชื่อเล่นให้ด้วยว่า น้องแดงน้อย ซึ่งในช่วงเวลา 5 ปีที่ผ่านมา ตนพาลูกกลับไปอยู่ที่บ้านเกิดที่ จ.นครศรีธรรมราช ส่วน เสธ.แดง ก็คอยดูแลส่งเสีย และมักหาเวลานัดพบตนกับลูกอย่างสม่ำเสมอเฉลี่ยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง กระทั่งปัจจุบันนี้บุตรชายเรียนอยู่ชั้นอนุบาล 3 ทุกครั้งที่เจอหน้ากัน เสธ.แดง ก็มักจะพาลูกไปเที่ยวสวนสัตว์ ไปขี่ม้า และพาไปดูรถถัง โดยความฝันของ เสธ.แดง คืออยากให้ลูกเป็นนายทหาร และเป็นนักรบที่เก่งให้ได้เหมือนอย่างพ่อ
ผู้สื่อข่าวถามว่าพอทราบข่าวการเสียชีวิตของ เสธ.แดง แล้วรู้สึกอย่างไร น.ส.ลัดดาวัลย์ ตอบว่า รู้สึกใจหาย และเสียใจมากเพราะ เสธ.แดง ถูกยิงก่อนวันที่น้องแดงน้อย จะเปิดเทอมเพียง 1 วัน ซึ่งในช่วงเช้าวันที่ 14 พ.ค. ตนพยายามโทรศัพท์หา เพื่อบอกว่าลูกกำลังจะไปโรงเรียน แต่ก็ไม่สามารถติดต่อได้ จนกระทั่งมีญาติสนิทมาแจ้งข่าวว่า เสธ.แดง ถูกยิงตั้งแต่ช่วงกลางดึกอาการเป็นตายเท่ากัน ตอนนั้นพยายามให้กำลังใจตัวเองด้วยการสวดมนต์ไหว้พระบอกกล่าวต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ขอให้เกิดปาฏิหาริย์ และทำใจเรื่อยมา จนเสธ.แดง สิ้นลมที่วชิรพยาบาลเมื่อวันที่ 17 พ.ค.ที่ผ่านมา
เมื่อถามถึงสาเหตุที่ตัดสินใจออกมาเปิดเผยเรื่องนี้ต่อสังคม น.ส.ลัดดาวัลย์ ตอบว่า ตนพาลูกเดินทางมากรุงเทพฯ เพื่อมากราบศพ เสธ.แดง เป็นครั้งสุดท้าย เพราะในวันที่ 22 มิ.ย. ก็จะมีพิธีพระราชเพลิงศพที่วัดโสมนัสแล้ว ทีแรกตั้งใจว่าจะพากันไปที่วัดตั้งแต่เช้าตรู่ เพื่อถ่ายรูปหน้าศพเก็บไว้ เป็นที่ระลึก และจะอยู่กันอย่างเงียบๆ จนเสร็จพิธี พอคิดอีกทีก็รู้สึกสงสารลูกที่ต้องใช้ชีวิตอยู่อย่างลับๆ มาตลอด 5 ปีแล้ว ซึ่งจากนี้ไปน้องแดงน้อย ควรอยู่ในสังคมได้อย่างมีศักดิ์ศรี และบอกใครๆ ได้เต็มปากว่า เป็นลูกชายของ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล โดยเฉพาะหากตนมีโอกาสทำความฝันของ เสธ.แดง ด้วยการส่งเสียผลักดันให้ลูกได้เป็นนายทหารจริงๆ ลูกจะได้ไม่รู้สึกลังเลที่จะบอกใครต่อใครว่าเป็นทายาทของ เสธ.แดง
"ขอยืนยันว่าไม่ได้ออกมาเรียกร้องเพื่อขอรับสิทธิ์หรือขอความช่วย เหลือจากผู้ใดทั้งสิ้น เพราะวางแผนเอาไว้แล้วว่าจะทำธุรกิจหาเลี้ยงลูกด้วยลำแข้งของตัวเอง ที่ตัดสินใจเอาเรื่องนี้ออกมาเปิดเผยต่อสื่อมวลชนก็เพื่อความชอบธรรมของลูก ที่ต้องใช้ชีวิตต่อไปในสังคมเท่านั้น โดยตนพร้อมที่จะพิสูจน์ข้อเท็จจริงทุกอย่างว่า น้องแดงน้อย เป็นทายาทของ เสธ.แดงจริงๆ และตนก็ไม่กลัวถ้าหากมีใครต้องการให้พิสูจน์เรื่องนี้ด้วยผลตรวจทางดีเอ็นเอ" น.ส.ลัดดาวัลย์ กล่าว
ด้าน ด.ช.นักรบ สวัสดิผล หรือ "น้องแดงน้อย" ได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวอย่างไร้เดียงสาว่า "คุณพ่อหนูชื่อ ขัตติยะ สวัสดิผล ตอนนี้ตายไปแล้วเพราะถูกผู้ร้ายยิง หนูคิดถึงคุณพ่อมาก อยากให้คุณพ่อพาไปสวนสัตว์ ดูจระเข้ ดูฮิปโป ขี่ช้าง อยากให้คุณพ่อสอนยิงปืนใส่ก้อนหินให้อีก หนูจะตั้งใจเรียนเพราะอยากเป็นทหารเหมือนคุณพ่อ"
ครม.ต้องอ่าน
ที่มา ข่าวสด
วงค์ ตาวัน
การประชุมครม.ในวันนี้ ถ้ามีการนำวาระขอความเห็นชอบ เสนอเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย กรณีก.ตร.มีมติขัดแย้งกับมติของป.ป.ช.
อันเนื่องจากกรณีพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รวมทั้งอีก 2 นายพล โดนพิษม็อบพันธมิตร
ถ้านายกฯอภิสิทธิ์นำเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุม
ครม.จริง
หวังว่าบรรดารัฐมนตรี คงจะศึกษาปัญหาข้อกฎ หมายเอาไว้แล้ว ซึ่งจะต้องระมัดระวังว่า หากร่วมลงมติตามที่นายกฯ เสนอ อาจผิดกฎหมาย
เพราะเรื่องนี้แม้ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิดพล.ต.อ. พัชรวาทกับพวกเอาไว้ แล้วต่อมานายกฯอภิสิทธิ์มีคำสั่งปลดออกจากราชการ
แต่ต่อมาพล.ต.อ.พัชรวาทกับพวก ได้ยื่นอุทธรณ์ต่อ ก.ตร. ซึ่งก.ตร.ได้พิจารณาข้อกฎหมายประกอบกับหนังสือสำนักงานกฤษฎีกาแล้วเห็นว่า ก.ตร.มีหน้าที่และความรับผิดชอบต้องพิจารณาคำอุทธรณ์นี้
เมื่อพิจารณาพยานหลักฐานแล้ว รับฟังไม่ได้ว่ามีการกระทำผิดตามที่ป.ป.ช.ชี้มูล จึงให้สั่งยกโทษ!
รวมทั้งให้แจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการให้เป็นไปตามมติก.ตร.
เมื่อสำนักงานก.ตร.แจ้งมายังนายกฯ บัดนี้ล่วงเลย 30 วันแล้ว นายกฯ ยังไม่คืนสถานะให้พล.ต.อ.พัชรวาท
กลับเตรียมจะให้ครม.มีมติ ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย กรณีมติก.ตร.ขัดแย้งกับมติป.ป.ช.
ที่ครม.ต้องตระหนักคือ เคยมีการส่งเรื่องนี้ให้กฤษฎีกาตีความไปแล้ว!!
หาอ่านได้จากบันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่องเสร็จที่ 642-644/2552
โดยกฤษฎีกาชี้ไปแล้วว่า ไม่สามารถเสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้
เพราะรัฐธรรมนูญปี 2550 มาตรา 214 ระบุการเสนอเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เฉพาะกรณีข้อขัดแย้งระหว่างองค์กร
แต่กรณีของพล.ต.อ.พัชรวาท เป็นเรื่องที่ผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่รัฐ ขัดแย้งเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของป.ป.ช.
จึงเป็นความขัดแย้งของบุคคลหรือหน่วยงาน ที่ไม่ใช่องค์กรตามรัฐธรรมนูญ
ไม่เท่านั้น กฤษฎีกายังชี้ด้วยว่า
แม้เคยมีมติครม.เมื่อ 21 ก.ค. 2541 ว่า เมื่อกระทรวง ทบวง กรม มิได้เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ หากจะให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ให้ส่งเรื่องเสนอครม.พิจารณาให้ความเห็นชอบ
แต่ก็เป็นมติครม.ที่ออกตามรัฐธรรมนูญ ปี 2540
ในขณะนี้มติครม.ต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2550
เหล่านี้ปรากฏอยู่ในบันทึกของคณะกรรมการกฤษฎีกา
รัฐมนตรีต้องหาอ่านกันด่วน!
เลือกตั้งซ่อมกทม. เรตติ้ง ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เพื่อไทยในกทม.
ที่มา ข่าวสด
แต่การโยนหินถามทางของ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ก็ประสบความสำเร็จ
ไม่เพียงแต่หลายคนจากพรรคประชาธิปัตย์อย่างเช่น นายสาธิต ปิตุเตชะ อย่างเช่น นายเทพไท เสนพงศ์ จะแสดงปฏิกิริยา
แสดงความไม่เห็นด้วย
หากที่ได้ผลเป็นอย่างมาก คือ ปฏิกิริยาอันร้อนแรงจากพรรคการเมืองใหม่ซึ่งเป็นคู่ความขัดแย้งโดยตรงกับ นปช.แดงทั้งแผ่นดิน
ภายในปฏิกิริยานั้น ทาง 1 สะท้อนความเกลียด
ขณะเดียวกัน ภายในความร้อนแรงอันปรากฏผ่านปฏิกิริยาทั้งจากพรรคประชาธิปัตย์ พรรคการเมืองใหม่ ทาง 1 สะท้อนความกลัว
กลัวเพียงแต่เห็น "เงา" ของ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ปรากฏ
หากประเมินจากท่าทีของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ไม่ว่าจะเป็น นางสดศรี สัตยธรรม ไม่ว่าจะเป็น นายประพันธ์ นัยโกวิท
อุปสรรคในการสมัครรับเลือกตั้งของ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ดูเหมือนจะไม่มี
เพราะว่า นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เสมอเป็นเพียงผู้ต้องหา ยังไม่ได้ต้องโทษถึงขั้นถูกคุมขังในคุกตามคำพิพากษา
ส่วนเรื่องภูมิลำเนาก็น่าจะผ่านฉลุย
แม้ภูมิลำเนาเดิมจะเกิดและอยู่จังหวัดนครศรีธรรมราช แต่ก็เคยได้รับการศึกษาในพื้นที่ของกรุงเทพมหานครไม่ต่ำกว่า 5 ปี
นั่นก็คือ ที่มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ และที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
ประเด็นอยู่ที่ว่าที่ประชุมคณะกรรมการภาคกทม.จะยอมรับ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ หรือไม่ ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทยจะยอมรับ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ หรือไม่
กระนั้น ความหวั่นไหวก็บังเกิดขึ้นแล้วทั้งที่พรรคประชาธิปัตย์และพรรคการเมืองใหม่
การลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อมส.ส.กรุงเทพมหานคร เขต 6 ของ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เท่ากับเป็นการก่อหวอดทางการเมืองอีกครั้งสำหรับนปช.แดงทั้งแผ่นดินผ่านกระบวนการพรรคเพื่อไทย
ไม่ว่า นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ จะออกมาหาเสียงได้หรือไม่ แทบไม่จำเป็น
ทางหนึ่ง โครงสร้างภายในกระบวนการภาคกรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย มีความแข็งแกร่งอยู่แล้ว
และเขต 6 ก็เป็นเขตเดิมของพรรคเพื่อไทย
ขณะเดียวกัน ทางหนึ่ง การแตกสลายของนปช.แดงทั้งแผ่นดินตั้งแต่เมื่อตอนบ่ายของวันที่ 19 พฤษภาคม ก็จะได้มีโอกาสหวนกลับมาทำความเข้าใจกับคนกรุงเทพมหานครอีกครั้งหนึ่ง
เป็นความเข้าใจถึงการตาย การบาดเจ็บ และบาดแผลจากที่ถูกกล่าวหาเผาบ้านเผาเมือง
การหาเสียงเพื่อเลือกตั้งซ่อมจึงเป็นเหมือนเวทีอันทรงความหมายทั้งต่อพรรคเพื่อไทยและต่อนปช.แดงทั้งแผ่นดินในการเสนอข้อมูลอีกด้านจากที่ปรากฏผ่านกระบอกเสียงของรัฐบาล
คะแนนจากประชาชนจะเป็นดัชนีชี้วัดอย่างดีว่ารู้สึกอย่างไร
อย่าได้แปลกใจหากเสียงจากพรรคประชาธิปัตย์ พรรคการ เมืองใหม่ มากด้วยความหวั่นไหว
เป็นความหวั่นไหวต่อคะแนนและความนิยมของ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ โดยตรง เป็นความหวั่นไหวว่าชัยชนะของ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ จะเป็นการพลิกกระแสให้หวนกลับมาอีกครั้งหนึ่ง
นี่จึงเท่ากับเป็นการเช็กเรตติ้งได้อย่างทรงประสิทธิภาพยิ่งทางการเมือง
"อภิวันท์"แนะ"มาร์ค" ศึกษา"มูฮัมหมัด อาลี"
ที่มา ข่าวสด
อภิมาศ พงษ์ไพบูลย์/รายงาน
ทราบข่าวอดีตนายกฯ อานันท์ ปันยารชุน และหมอประเวศ วะสี ตอบรับเข้ามาทำหน้าที่กรรมการชุดกู้วิกฤตประเทศ
รองเปีย - พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานผู้แทนฯ สบช่องวิเคราะห์สภาพบ้านเมืองเป็นฉากๆ
"เห็นบ้านเมืองเป็นแบบนี้ พี่ว่ามันเครียดนะ ตอนเรียนด๊อกเตอร์พี่ยังไม่เครียดเท่าวันนี้เลย"
พร้อมชี้แนะแนวทางสร้างความสามัคคี ปรองดอง
"ปัญหาของบ้านเมืองไม่ว่าจะตั้งกรรมการกี่ชุด ถ้าผู้บริหารไร้ความเมตตาต่อคู่ขัดแย้ง คงจะทำได้ลำบาก"
"ไม่ว่าจะใช้คำสวยหรูว่าปฏิรูปประเทศ หรืออะไรก็แล้วแต่"
ไม่ใช่ข้อเสนอลมปาก รองเปียบอกคุยกับนายกฯ แล้ว
"พี่เคยคุยกับนายกฯ อภิสิทธิ์ แล้วว่าหากตั้งใจแก้ปัญหาให้บ้านเมืองพ้นวิกฤต ให้กลับมาสามัคคีเหมือนเดิม ต้องเริ่มที่ตรงนี้ก่อน"
พร้อมยกตัวอย่างให้เห็นภาพ
"ดูอย่าง มูฮัมหมัด อาลี นักมวยระดับตำนานโลก หลังชกคู่ต่อสู้จนหมอบราบคาบแล้ว ยังเข้าไปตบไหล่พร้อมกล่าวคำปลอบใจ sorry ที่ใครได้ฟังก็ไม่เกิดความขุ่นข้องหมองใจอีก"
"ผู้ชนะต้องไม่หยามหยันผู้พ่ายแพ้"
ทิ้งทวนด้วยวลีเด็ดแล้ว รองเปีย ก็ขอตัวไปตัดผม
อยากหล่อต้องไม่หยามช่างตัดผม (อ๊ะจ๊าก)
ปรองดองอำมหิต
ที่มา ข่าวสด
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยังเดินหน้าแผนปรองดองอย่างต่อเนื่อง
ท่ามกลางข้อสงสัยของบางฝ่ายที่ว่า เพื่อกลบเหตุการณ์สังหารประชาชน 90 ศพ บาดเจ็บอีกเกือบ 2 พัน
แต่ก็มีเสียงขานรับจากชนชั้นนำ และชนชั้นกลางในเมือง ที่มองว่าชาวบ้านที่มาชุมนุมเป็นพวกก่อความวุ่นวาย ล้มล้างสถาบัน
นายอภิสิทธิ์ได้นายคณิต ณ นคร มาเป็นประธานการสอบ สวนการสลายการชุมนุม ในขณะที่รัฐบาลยังคงพ.ร.ก.ฉุก เฉิน และผู้เกี่ยวข้องกับการสั่งสลายการชุมนุมยังมีอำนาจอยู่
ได้นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ พร้อมด้วยบรรดาร่างทรง คมช.และส.ส.ร.มันสมองก้อนโตที่ร่วมกันออกแบบรัฐธรรม นูญ พ.ศ.2550 มาเป็นกรรมการแก้รัฐธรรมนูญ
ทั้งๆ ที่คนเหล่านี้ยังเห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ดีที่สุด
ได้นายอานันท์ ปันยารชุน มาเป็นประธานการปฏิรูปประเทศ ขณะที่ยังมีคำถามเรื่องการเป็นประธานงานศพสารวัตรจ๊าบ
หลังการรัฐประหารรสช. นายอานันท์ก็เคยพูดคำเท่ว่าถ้ามีปฏิวัติอีกจะลงไปเดินถนนคัดค้านเป็นคนแรก
แล้วก็ลืมคำพูดของตัวอย่างสนิท เมื่อมีการยึดอำนาจวันที่ 19 ก.ย.2549
ได้น.พ.ประเวศ วะสี มาเป็นประธานสมัชชาการปฏิรูปประเทศ ทั้งๆที่ราษฎรอาวุโสคนนี้ไม่เคยปริปากออกมาห้ามปราม หรือเตือนสติรัฐบาลในการใช้ความรุนแรงกับผู้ชุมนุม
รัฐบาลระดมสรรพกำลัง ทั้งเงินทั้งโอกาส เพื่อช่วยเหลือนักธุรกิจ ผู้ประกอบการ และผู้ค้าย่อยอย่างอบอุ่น
ขณะที่ประชาชนที่ถูกทำร้ายจนเสียชีวิตและบาดเจ็บ ยังไม่ได้รับการเหลียวแล
พวกเขายังถูกมองว่าเป็นแนวร่วมการก่อการร้าย ที่ไม่สมควรเผยอหน้า ทวงถามหาความยุติธรรม
น.ส.กมนเกด อัคฮาด และนายอัครเดช ขันแก้ว สองอาสาสมัครกู้ภัยที่ถูกยิงตายในวัดปทุมวนาราม คดียังไม่มีความคืบหน้า
นายชาญณรงค์ พลศรีลา แท็กซี่ที่ถูกยิงอย่างโหดร้าย ตายที่ราชปรารภด้วยปืนเอ็ม 16 ยังไม่มีคำอธิบายจากรัฐบาลและศอฉ.
แม้นายนิก นอสติทซ์ ผู้สื่อข่าวชาวเยอรมัน ระบุว่าทหารเป็นผู้ลั่นกระสุนใส่ก็ตาม
ทั้ง 90 ศพที่ตายไปยังไม่ได้รับการสะสาง ให้ความเป็นธรรมอย่างเท่าเทียม
นอกจากนี้ ยังมีบรรดาแกนนำเสื้อแดงระดับหมู่บ้าน ก็ยากที่จะอยู่อย่างสงบ
ถูกไล่ล่า คุกคาม ตามประกบตัวจากอำนาจรัฐอย่างหนัก
ถูกปองร้าย ท่ามกลางลมปากพร่ำปรองดองของนายกรัฐมนตรีบนกองเลือด
ล่าสุด มีข่าวว่ารัฐบาลและหน่วยงานด้านความมั่นคง มีแนวความคิดจะตั้งหน่วยงานขึ้นมาหยุดยั้งการเคลื่อนไหวของเสื้อแดงโดยเฉพาะ
ถ้าหากเป็นไปตามนี้ ความปรองดองคงจะเกิดขึ้นได้ยาก

