ที่มา มติชน "ข้าพเจ้ามีความปรารถนาสูงสุดอยู่ประการหนึ่ง นั่นคือทำอย่างไรให้ประเทศของเราได้รับอิสรภาพและประชาชนมีเสรีภาพอย่างแท้จริง เพื่อนร่วมชาติทุกคนมีข้าวกินมีเสื้อผ้าใส่ และมีโอกาสได้ศึกษาร่ำเรียน" นี่คือปณิธานของ โฮจิมินห์ หรือ ลุงโฮ ของประชาชนชาวเวียดนาม ซึ่งเป็น "วีรบุรุษ" ผู้ยิ่งใหญ่ของคนเวียดนาม ในฐานะนักปฏิวัติผู้ต่อสู้ให้ได้มาซึ่งเอกราชและอิสรภาพของเวียดนาม จากข้อความดังกล่าวถือเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจน บ่งบอกถึงความปรารถนาอันแสนธรรมดาและเรียบง่ายของผู้นำที่ยิ่งใหญ่ ดังนั้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 120 ปี ชาตกาลของโฮจิมินห์ เมื่อ 19 พฤษภาคม 2553 ที่ผ่านมา ชมรมวัฒนธรรมไทย-เวียดนาม และสาขาวิชาภาษาเวียดนาม ภาควิชาภาษาตะวันออก คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงจัดเสวนาในหัวข้อ "ลุงโฮกับความยิ่งใหญ่ในความเป็นสามัญ" แม้การเสวนาจะผ่านมาแล้วเกือบ 1 เดือน แต่ความน่าสนใจเรื่องลุงโฮไม่ได้ลดน้อยลงไปเลย จึงขอเก็บตกความ ประทับใจที่เป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยบางส่วนของงานเสวนาครั้งนี้มาเล่าสู่กันฟัง โดยเฉพาะเรื่องเล่าเกี่ยวกับ "ความเรียบง่าย" ของโฮจิมินห์ ที่ทางผู้จัดงานได้เชิญวิทยากรชาวเวียดนามบินตรงจากเวียดนามมาไทย เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์จริงที่ได้พบปะใกล้ชิดกับโฮจิมินห์ และผู้ที่ศึกษาค้นคว้าประวัติของโฮจิมินห์อย่างละเอียดลึกซึ้ง โดย ดร.บุ่ย ดิ่ง ฟอง ผู้เชี่ยวชาญเรื่องชีวประวัติของโฮจิมินห์ จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติฮานอย ได้เล่าเรื่องความเรียบง่ายของโฮจิมินห์ในชีวิตประจำวันให้ฟังว่า ความเรียบง่ายของลุงโฮแสดงให้เห็นจากการพูดของลุงโฮ ไม่ว่าจะพูดกับใครจะใช้คำพูดที่เรียบง่ายและกระชับ ทำให้เข้าใจง่าย ขณะที่การใช้ภาษาของลุงโฮ มักชอบใช้คำว่า "ดงบาว" เรียกประชาชนชาวเวียดนาม ซึ่งมีความหมายมากกว่าคำว่าประชาชนที่ทั่วโลกใช้อยู่ หากแปลเป็นภาษาไทย รศ.แล ดิลกวิทยรัตน์ บอกว่า จะใกล้เคียงหรือตรงกับคำว่า "พี่น้องร่วมท้องเดียวกัน" คือพวกที่มาจากท้องแม่เดียวกัน เป็นพี่น้องกัน คำว่า "ดงบาว" จึงมีความหมายลึกซึ้ง ศักดิ์สิทธิ์ และแน่นแฟ้นใกล้ชิดมากกว่า คำว่าประชาชนทั่วไป คำนี้มาจากความเชื่อตามตำนานที่เล่ากันว่า ทุกชนเผ่าเวียดนามเกิดมาจากไข่ฟองเดียวกัน แล้วแตกเป็น 100 ฟอง เป็นพี่น้องกัน เพราะฉะนั้น ลุงโฮจึงใช้คำว่า "ดงบาว" จะไม่พูดว่า ประชาชนหรือมวลชน ในเรื่อง "กิจวัตรประจำวัน" ของลุงโฮ ดร.ฟองเล่าว่า ปกติอาหาร 1 มื้อ ลุงโฮจะทานครบ 5 หมู่ แต่อาหารจะมี 3-4 อย่าง และจะชอบอาหารประจำชาติเวียดนาม เช่น มะเขือดอง ถ้าวันไหนมีแขกมา อาหาร จะมากกว่าปกติ เกรงว่าจะทานไม่หมด ก็จะแบ่งไว้ตั้งแต่แรก จะไม่ทานเหลือไว้ ดร.ฟองบอกว่า มีเรื่องเล่าเรื่องลูกศิษย์คนโปรด ที่ลุงโฮมักจะเรียกมาทานอาหารร่วมกันทุกวันเสาร์ และสอนว่า "เวลาทานต้องทานให้หมด อย่าให้ตกหล่นลงพื้น เพราะข้าวทุกเม็ดเป็นของประชาชน เป็นน้ำพักน้ำแรง เป็นหยาดเหงื่อแรงงานของประชาชนที่ส่งมาให้เรา" ดร.ฟองบอกว่า ลุงโฮมีเสื้อผ้าน้อยชิ้นมาก คือมีเสื้อสีกา ที่มักจะเห็นใส่ประจำ 2 ชุด เสื้อชุดทหาร 1 ชุด ชุดที่เป็นผ้าไหม 1 ชุด และเสื้อกันหนาวแบบเวียดนามเป็นผ้าสำลีเย็บหนา ๆ 1 ตัว แต่มีเสื้อตัวหนึ่งขาด ทหารให้เอาไปทิ้ง ลุงโฮก็ไม่ทิ้ง กลับบอกว่า ถ้าขาดก็เอาไปปะสิ แล้วก็ใส่ต่อได้ ทหารถามว่า ทำไม ไม่เอาเสื้อใหม่ (ท่านเป็นถึงผู้นำ ทำไมใส่เสื้อผ้าขาด) ท่านบอกว่า "เราเป็นผู้นำของประเทศที่กำลังปฏิวัติ กำลังต่อสู้กับศัตรูอยู่ ประเทศเรายังยากจนอยู่ เพราะฉะนั้นเราใส่เสื้อผ้าขาดถือว่าเป็นบุญของประชาชนของประเทศ" ต่อมาเป็นเรื่องพื้นฐานจริง ๆ คือ รองเท้าของลุงโฮที่ทำด้วยยางรถยนต์ เป็นการสะท้อนความเรียบง่ายอย่างแท้จริง รองเท้าคู่นี้ลุงโฮใส่ใช้เดินทางไปทั่วโลก และช่วงการปฏิวัติก็ใช้รองเท้าคู่นี้ จนมีศิลปินเวียดนามแต่งเพลงให้ท่าน ชื่อเพลง "รองเท้าของลุงโฮ" เป็นเพลงที่เมื่อร้องแล้ว คนฟังจะรู้สึกสะเทือนใจ เพราะเป็นภาพผู้นำที่ยิ่งใหญ่ แต่เรียบง่าย ดร.ฟองบอกว่า รองเท้าที่ลุงโฮใส่มา ตั้งแต่สมัยอยู่ในป่า ค.ศ. 1958 คือ 10 กว่าปี ใส่รองเท้าคู่นี้มาตลอด ครั้งหนึ่ง ลุงโฮไปเยี่ยมทหารเรือ แล้วทหารทุกนาย ก็อยากเข้าหาอย่างใกล้ชิดลุงโฮ ก็เบียดกันเข้ามาใกล้ลุงโฮ แล้วมีทหารนายหนึ่งก็เหยียบโดนรองเท้าลุงโฮ ทำให้สายหลุดออกมา เพราะเป็นรองเท้าที่ทำจากยางล้อรถยนต์ มีสายคีบที่เสียบเจาะรูลงไปข้างล่าง (เหมือนรองเท้าแตะของไทย) เมื่อเหยียบโดนก็หลุดออกมา ทหารก็ช่วยซ่อม แต่ใช้มากว่า 10 ปีแล้ว จึงต้องเอาตะปูมาตอกให้ติด เพราะไม่สามารถจะซ่อมได้ เนื่องจากยัดสายคีบที่เป็นยางลงไปแล้วก็หลุดออกมาอีก ส่วนเรื่องบ้าน หรือที่อยู่ของลุงโฮ ดร.ฟองเล่าให้ฟังว่า เมื่อได้อิสรภาพมา ทางรัฐบาลก็จะจัดหาที่พักอาศัยให้ลุงโฮ ก็พาลุงโฮไปดูบ้านหลังหนึ่ง เรียกว่าเป็น "ทำเนียบ" ของผู้ว่าราชการเวียดนาม หรือผู้สำเร็จราชการประจำเวียดนาม ลุงโฮ ก็บอกว่า บ้านนี้สวยจริง แต่ว่าสวยเกินไป เอาเก็บไว้ให้เด็กมาเรียนหนังสือ หรือทำกิจกรรมดีกว่า แล้วลุงโฮก็มาดูบ้านอีกหลังหนึ่งใกล้ ๆ กัน เป็นบ้านของช่างซ่อมไฟประจำทำเนียบของผู้สำเร็จราชการฯ บ้านหลังนี้หลังคาต่ำมาก ทุกคนเห็นว่า บ้านเตี้ยและร้อนมาก แต่ลุงโฮเลือกที่จะอยู่บ้านของช่างซ่อมไฟ เมื่อลุงโฮต้องการอยู่ก็ให้อยู่ แต่ครั้งหนึ่งลุงโฮต้องไปไกลไม่อยู่บ้าน ทุกคนก็คิดว่าควรจะหาแอร์ (เครื่องปรับอากาศ) ให้สักเครื่องหนึ่ง ก็ไปติดตั้งให้ เมื่อลุงโฮ กลับเข้าบ้าน ก็บอกว่า "ผมรู้สึกได้กลิ่นอะไรแปลกที่บ้านนะ" ทุกคนก็บอกว่าใช่แล้ว ทางกระทรวงการต่างประเทศเพิ่งมอบแอร์ให้เครื่องหนึ่ง เพราะคิดว่าที่นี่ร้อนมาก เกรงว่าลุงโฮจะอยู่ไม่ไหว เลยติดตั้งให้ แต่ลุงโฮกลับบอกว่า "ประเทศเรายังลำบากมาก ไม่ร่ำรวยอะไร แอร์ก็ดีนะ แต่จะดีกว่าถ้าจะให้ที่ที่ต้องการมากกว่า เช่น โรงพยาบาล ผมใช้พัดลมก็พอ" จะเห็นว่าสุดท้ายชีวิตของลุงโฮ ถ้าใครไปบ้านลุงโฮ จะยังเห็นพัดลมตัวหนึ่งที่เก่ามาก ที่ใช้จนบั้นปลายชีวิตของลุงโฮ แม้แต่เรื่องรถของลุงโฮ ก็มีเรื่องเล่าว่า ลุงโฮมีรถเก่า ๆ ของรัสเซีย ที่ไปไหนมาไหนจะนั่งคันนี้ตลอด แต่ทุกคนอยากให้ ลุงโฮได้นั่งรถคันใหม่ แต่ลุงโฮไม่ยอมนั่ง จะนั่งแต่คันเก่า จนคนที่อยู่รอบ ๆ ตัวก็บอกว่า จะทำอย่างไรให้ท่านยอมนั่งรถคันอื่น ก็มีวันหนึ่งไม่รู้ว่ารถเสียจริงหรือเปล่า แต่ทุกคนบอกกับลุงโฮว่า ให้ไปรถคันใหม่ดีกว่า เพราะรถคันเก่าเสีย แต่ลุงโฮก็บอกว่า "รถเสียก็ซ่อมสิ" และนั่งรอให้ซ่อมจนเสร็จ แล้วบอกว่า "รถไปได้แล้วนี่ เราก็ใช้กันต่อ" หลังจากที่ลุงโฮได้ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดี ดร.ฟองเล่าว่า ในกองทัพ ก็อยากจัดพิธีการตอนรับท่านให้สมเกียรติ เวลาไปไหนมาไหนก็จะจัดพิธีการ มีคน แต่งตัวสวยงามมาต้อนรับ แต่ลุงโฮก็แอบไปสำรวจพื้นที่ก่อน พอถึงเวลาทุกคนก็รอ และรู้สึกแปลกใจว่า เมื่อถึงเวลาแล้วทำไมลุงโฮยังไม่มา ปรากฏว่ามาทราบอีกทีคือจริง ๆ มาตั้งนานแล้ว ทุกคนเลยถามว่า ลุงโฮมาแล้วทำไมเราไม่รู้กัน ลุงโฮก็บอกว่า "บ้านเมืองเราก็ยากจน จะทำอะไรให้ อึกทึกครึกโครมทำไม และทำให้เสียเวลาสิ้นเปลืองเงิน" "ความเรียบง่ายของลุงโฮมีมากมาย แต่ขอสรุปความเรียบง่ายของลุงโฮว่า มันมาจากความรักประชาชนของลุงโฮ จริง ๆ ไม่ใช่กระทำเพื่อสร้างภาพ แต่มาจากใจของลุงโฮ และความรักของลุงโฮ ทำให้คนเวียดนามรักลุงโฮมากขึ้น" ดร.ฟองกล่าวสรุป ขณะที่วิทยากรอีกท่านหนึ่งซึ่งน่าสนใจมาก คือ "คุณเตื่อง วี" เป็นศิลปินประชาชน จากประเทศเวียดนาม เป็นบุคคลซึ่งได้มีโอกาสใกล้ชิดกับลุงโฮ ในช่วงหนึ่งที่เวียดนามต้องต่อสู้กับอเมริกัน จะมีการระดมเด็กชาวเวียดนามไป เพาะเมล็ดพืชสีแดง คือจัดตั้งเยาวชนต่อต้านจักรวรรดินิยม เด็กคนใดถนัดเรื่องใดก็ทำเรื่องนั้น เด็กที่ถนัดร้องเพลงก็จัดให้ ร้องเพลง และในช่วงนี้เองที่คุณเตื่อง วี มีโอกาสได้สัมผัสกับลุงโฮอย่างใกล้ชิด คุณเตื่อง วี ชอบร้องเพลง และหลายครั้งได้ร้องเพลงให้ลุงโฮฟังด้วย เธอได้เล่าถึงหลาย ๆ เหตุการณ์ที่ลุงโฮได้สร้างความประทับใจให้กับเธอและเด็ก ๆ อีกหลายคน "ลุงโฮเป็นผู้นำประเทศ ขณะเดียวกันก็จะห่วงใยประชาชน โดยเฉพาะศิลปิน ลุงโฮได้แสดงความห่วงใยเสมอมา เมื่อมีแขกมาจากต่างประเทศก็จะให้ไปแสดง ส่วนตัวแล้วหลายครั้งได้ร้องให้ลุงโฮและแขกต่างประเทศฟัง" คุณเตื่อง วี กล่าวถึงความประทับใจในตัวลุงโฮ เธอเล่าว่า ในความเรียบง่ายของลุงโฮคือความยิ่งใหญ่ โดยเฉพาะกับเด็ก ๆ และคนที่ขาดโอกาส ห่างไกลพ่อแม่ ตอนนั้นผู้ที่ได้พบลุงโฮยังอยู่ในวัยเยาว์ ก็เป็นอาสาสมัครที่ต้องมาภาคเหนือ ต้องมาฝึกฝน ต้องห่างไกลบ้าน ลุงโฮก็สงสารที่จากบ้านมาไกล วันไหนมีภาพยนตร์ที่สนุก ๆ ลุงโฮจะบอกให้เด็ก ๆ ที่ห่างไกลครอบครัวเข้าไปพบลุงโฮแล้วไปดูภาพยนตร์ มีอยู่ครั้งหนึ่ง เด็กทางใต้จะคิดถึงบ้านเกิดตัวเอง แต่ไม่รู้ว่าจะเขียนจดหมายส่งถึงบ้านเกิดตัวเองอย่างไร ขณะที่เด็กภาคใต้ก็ไม่สามารถจะส่งจดหมายมาภาคเหนือได้ เพราะประเทศถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน มีเด็กคนหนึ่งอายุ 8 ขวบ เขียนจดหมายแล้วไม่รู้จะทำอย่างไรจะส่งไปภาคใต้ได้ ก็เลยขุดดินแล้วเอาจดหมายที่เขียนไว้ฝังไปในดิน และเอาดินกลบ แล้วก็พูดว่า "ดินเอ๋ย ช่วยส่งจดหมายนี้ส่งข่าวไปให้พ่อแม่ด้วย" คุณเตื่อง วี บอกว่า หลังจากที่ลุงโฮฟัง เรื่องราวเด็กคนนี้ก็รู้สึกสะเทือนใจ อีกเรื่องหนึ่ง คือมีอยู่วันหนึ่ง คุณเตื่อง วี ไปกองทหาร เห็นลุงโฮกำลังให้อาหารปลา มีปลาหลายสีสวยงาม สีเขียว สีเหลือง เห็นลุงโฮกำลังเพลิดเพลินก็ไม่อยากรบกวน จึงย่องไปเบา ๆ แต่ไปเหยียบกิ่งไม้ ทำให้ลุงโฮหันมามอง เธอเลยถือโอกาสทักทาย ลุงโฮวางตะกร้าและตะเบ๊ะเหมือนทหารเขาทำกัน แล้วบอกว่านั่งลง เธอจึงนั่งอยู่ขอบสระ ลุงโฮถามในหน่วยของพวกหนูมีปลาหรือเปล่า เธอตอบว่าพวกหนูไม่มีบ่อปลา ลุงบอกว่ากลับไปบอกที่หน่วยซิ ให้ขุดบ่อเลี้ยงปลา แล้วมาซื้อปลากับลุง 1 ตัว จะแถมให้อีก 1 ตัว "ความรู้สึกเป็นกันเองของลุงโฮเมื่ออยู่ใกล้ชิด ไม่รู้สึกประหม่า ยิ่งเคารพและก็รัก ในขณะที่กับผู้นำหน่วยของหนูเอง หนูจะรู้สึกกริ่งเกรงกันมาก แต่อยู่ใกล้ลุงโฮซึ่งเป็นผู้นำประเทศกับรู้สึกเป็นกันเอง เพราะลุงโฮเป็นคนที่เรียบง่าย และอารมณ์ดี" คุณเตื่อง วี ย้อนอดีตสมัยเป็นเด็กให้ฟัง คุณเตื่อง วี เล่าว่า มีอยู่วันหนึ่งเดินไปคุยไปกับลุงโฮ ลุงโฮก็ถามว่า ร้องเพลงเสียงอะไร เธอบอกว่า ร้องสไตล์ซูปราโน ลุงโฮพูดว่าเป็นเสียงที่สูงนี่ และถามอีกคนว่า ร้องแบบไหน อีกคนก็ตอบว่า ร้องแบบเสียงระดับกลาง ลุงบอกว่า แบบนี้ต้องร้องประสานเสียง แล้วลุงก็มีศิลปินคนหนึ่งร้องแบบบาริโทน (เสี่ยงต่ำ) เด็ก ๆ ถามลุงโฮว่าอยู่ที่ไหนเหรอ ลุงโฮบอกว่าเงียบ ๆ แล้วไปกับลุง ลุงโฮเดินย่องเบา ๆ พวกเด็กก็เดินตาม พอเข้าไปในสวนก็มีเสียงร้องกังวานออกมา ปรากฏว่าเป็น "กบ" คิวบา ที่เขามอบให้ ลุงโฮ ตัวใหญ่ประมาณ 2 กิโล กบจะอยู่ที่ พุ่มไม้ ทุก ๆ เย็นจะเปล่งเสียง ก็จะได้ยินเสียงศิลปินกบทุกวัน ทำให้คุณเตื่อง วี มีความรู้สึกว่า ลุงโฮมีความน่ารัก เรียบง่าย คุยเรื่องที่สอดคล้องเสมอ ๆ เธอเล่าอีกว่ามีอยู่ครั้งหนึ่ง นักแต่งเพลงหลาย ๆ ท่านได้ร่วมกันแต่งเพลงให้ลุงโฮ เป็นเพลงที่ช่วยเป็นกำลังใจให้ลุงโฮ เวลาที่ไปเยี่ยมลุงโฮ นักแต่งเพลงจะแต่งเพลง ใหม่ ๆ มา แล้วไปร้องเพลงให้ลุงฟัง พอลุงโฮฟัง ก็จะบอกว่า "หนูร้องเพลงนี้เพราะ เหมาะกับโทนเสียงของหนู และบอกว่าเพลงนี้จะดังและอยู่ไปยาวนาน" คุณเตื่อง วี มีโอกาสใกล้ชิดกับลุงโฮบ่อย เธอเล่าว่า ครั้งหนึ่งตอนตั้งท้องอยู่ ร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง ได้ไปร่วมร้องเพลงกับนักร้องท่านอื่น ๆ ตอนที่นักร้องไปถึงบ้านลุงโฮ ลุงโฮกำลังออกกำลังกายอยู่ แต่ทราบเรื่องว่าเธอไม่ค่อยแข็งแรง จึงก้าวเข้ามาข้างหน้าเธอ แล้วถามว่าเป็นอย่างไร แล้วเอานิ้วมาเปิดดูเปลือกตา แสดงความห่วงใย เมื่อดูแล้ว ลุงโฮบอกว่าตายังแห้งอยู่นะ ไม่ต้องร้องเพลงก็ได้ ให้พักผ่อนก่อน "คิดว่าความเรียบง่ายของลุงโฮยิ่งใหญ่จริง ๆ ตราบเท่าทุกวันนี้ก็จำกลิ่นบุหรี่ของลุงโฮได้ และจำนิ้วของลุงโฮที่เปิดดูเปลือกตาได้" นี่คือความประทับใจที่คุณเตื่อง วี ไม่เคยลืมเลือน ช่วงสุดท้ายของงานนี้ ปิดท้ายรายการด้วยเสียงเพลงอันไพเราะของคุณเตื่อง วี ในบทเพลงที่ลุงโฮเคยบอกเธอว่า "เพลงนี้จะดังและอยู่ไปยาวนาน" ( ประชาชาติธุรกิจ )
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Thursday, June 24, 2010
120 ปี ลุงโฮ..."โฮจิมินห์" ความยิ่งใหญ่ในความสามัญ
คู่กัดเหลืองและแดง 2553 คอลัมน์ ดุลยภาพ ดุลยพินิจ
โดย ผาสุก พงษ์ไพจิตร คอลัมน์ ดุลยภาพ ดุลยพินิจ ขณะนี้เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าความขัดแย้งทางการเมืองที่พัฒนาเป็นคู่กัดระหว่างกลุ่มคนเสื้อเหลืองและกลุ่มคนเสื้อแดงนั้น แต่ละฟากมีมวลชนหนุนหลังเป็นจำนวนมากและก้ำกึ่งกัน คือระหว่าง 3-4 ล้านคน (งานวิจัยของเอนก เหล่าธรรมทัศน์ และคณะ) หรือประมาณร้อยละ 10 ของประชากรผู้ใหญ่ทั้งประเทศ 2 กลุ่มรวมกันก็เป็นร้อยละ 20
แต่ละฟากระดมมวลชนโดยชูประเด็นข้อเรียกร้องที่สะท้อนความแตกต่างด้านอุดมการณ์ทางการเมือง
ฟากเหลืองชูประเด็นปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ การเมืองจริยธรรมที่ปลอดจากการคอร์รัปชั่น การเมืองที่คนชั้นกลางมีบทบาทในการกำหนดนโยบาย
ฟากแดงเรียกร้องประชาธิปไตยภายใต้หลักการ 1 คน 1 เสียง ความเป็นธรรมในสังคม การยกเลิกระบบสองมาตรฐาน บางกลุ่มในคนเสื้อแดงตั้งคำถามเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่จากผู้ที่ศึกษาพบว่ากลุ่มนี้เป็นคนส่วนน้อยมาก และส่วนใหญ่ไม่ได้ปฏิเสธระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อีกทั้งไม่ได้ปฏิเสธเศรษฐกิจในระบอบทุนนิยม
ในงานศึกษาของเอนกและคณะก็พบว่า ส่วนใหญ่มากกว่าร้อยละ 90 ของผู้ตอบแบบสอบถามทั่วประเทศ เห็นด้วยกับระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
สำหรับต้นตอของปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในครั้งนี้นั้น วิเคราะห์ได้เป็นความขัดแย้ง 2 ระดับที่ทับซ้อนกันอยู่
ระดับที่หนึ่ง คือ ความขัดแย้งในบรรดาส่วนหัวของชนชั้นนำ
อีกระดับหนึ่งเป็นความขัดแย้งเกิดจากปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจ สังคม การเมืองที่ทับถมมานาน เป็นความขัดแย้งระหว่างกลุ่มมวลชนที่มีรากฐานทางเศรษฐกิจสังคมที่ต่างกัน
ความขัดแย้งในบรรดาส่วนหัวชนชั้นนำ คือ การแก่งแย่งที่จะนำสังคม ระหว่างขั้ว นักธุรกิจ นักการเมือง ข้าราชการ ฟากทักษิณ (แดง) กับนักธุรกิจ นักการเมือง ข้าราชการ ฟากต่อต้านทักษิณ (เหลือง)
อันที่จริง ณ จุดเริ่มต้นเมื่อปี 2544 ชนชั้นนำไทยยังไม่ได้แบ่งขั้ว แทบทุกกลุ่มสนับสนุนทักษิณให้ขึ้นเป็นรัฐบาล โดยพวกเขามีความคาดหวังให้ทักษิณฟื้นฟูและปกป้องระบบเศรษฐกิจจากภาวะวิกฤต อีกทั้งให้นำนักธุรกิจไทยอยู่รอดปลอดภัยจากกระแสโลกาภิวัตน์ พวกเขาได้ร่วมกันลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง จนพรรคทักษิณได้เป็นพรรคเสียงข้างมากในสภา แต่ต่อมาพบว่าทักษิณดำเนินนโยบายผิดแผกไปจากความคาดหวังในหลายเรื่องที่สำคัญ ได้แก่
หนึ่ง แทนที่จะปกป้องทุนไทยจากโลกาภิวัตน์ ทักษิณกลับนำเศรษฐกิจถลำลึกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของกระแสโลกาภิวัตน์มากขึ้นๆ พร้อมกับที่สามารถสร้างความมั่งคั่งให้กับธุรกิจของตนเองและครอบครัวรวมทั้งพวกพ้องได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ ขณะที่สร้างปัญหาให้กับกลุ่มทุนที่ไม่ใช่พรรคพวก
สอง ทักษิณผงาดขึ้นเป็นผู้นำประชานิยมที่สามารถดึงดูดความนิยมชมชอบจากมวลชนชนบทภาคเหนือ ภาคอีสาน และคนรายได้น้อย-ปานกลาง ในเขตเทศบาลอย่างล้นหลาม โดยใช้ชุดนโยบายประชานิยมและบารมีความเป็นผู้นำที่มวลชนรู้สึกว่าให้ความเป็นกันเอง และทำให้พวกเขารู้สึกมีความสำคัญอย่างที่ไม่เคยมีนักการเมืองใดในระบอบรัฐสภาประชาธิปไตยเคยทำได้ถึงขนาดนี้
นโยบายประชานิยมส่งผลให้ต้องดึงเอางบประมาณประจำปีที่ชนชั้นกลางในเมืองเคยได้รับประโยชน์อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยออกไปปันให้ชาวบ้าน
ขณะที่ชนชั้นกลางเห็นว่าเงินงบประมาณส่วนใหญ่มาจากภาษีที่พวกเขาจ่ายมากกว่าชาวบ้านในชนบท ก่อให้เกิดความไม่พอใจและเป็นกังวลต่อไปว่า การใช้เงินเพื่อนโยบายประชานิยมนั้น นอกจากว่าพวกเขาจะไม่ได้ประโยชน์แล้ว ยังจะก่อหนี้สาธารณะที่จะต้องชดใช้ต่อไปในอนาคต
สาม ความนิยมทักษิณอย่างล้นหลามมีนัยยะว่า พรรคของเขาจะสามารถชนะการเลือกตั้งครั้งแล้วครั้งเล่า ก่อให้เกิดความเป็นกังวลว่าทักษิณจะครองเมืองเนิ่นนานไม่สิ้นสุด
สี่ นโยบายต่อต้านยาเสพติดและวิธีแก้ปัญหาความขัดแย้งที่ภาคใต้ ใช้ความรุนแรงจนเกินเหตุ อีกทั้งปัญหาการคอร์รัปชั่นที่โยงกับตัวเขา สมาชิกครอบครัวและพรรคพวก ทำให้ผู้ที่เคยนิยมทักษิณเปลี่ยนใจ
ขบวนการคนเสื้อเหลืองจึงก่อตัวขึ้นเพื่อต่อต้านทักษิณและพรรคพวกของเขา (ผู้สนับสนุนเสื้อแดงจำนวนมากก็เคยอยู่ในขบวนการนี้ แต่ได้แยกออกไปในภายหลัง) ต่อมาได้มีการขยายประเด็นปัญหาคอร์รัปชั่น บวกกับความไม่จงรักภักดี เป็นประเด็นดึงมวลชนเข้าร่วมขบวนการคนเสื้อเหลือง เพื่อล้มระบอบ "ทักษิณา-ประชานิยม"
แล้วนำเมืองไทยกลับสู่ระบอบก่อนทักษิณ หรือที่เอนกเรียกว่า ระบอบหลัง 14 ตุลา 2516
สำหรับต้นตอของความขัดแย้งที่เกิดจากปัญหาโครงสร้างนั้น นักวิชาการหลายท่านได้วิเคราะห์ว่า เกิดจากปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองระหว่างคนจนและคนรวย ซึ่งได้ทับถมมาจากอดีต (นิธิ, บวรศักดิ์, เอนก, เกษียร, ปีเตอร์ วอร์, ริค โดเนอร์, ชาร์ลส์ คายส์)
งานวิจัยภาคสนามของเอนกและคณะ สุ่มตัวอย่างทั่วประเทศ ใช้ตัวอย่างกว่า 5,500 ราย พบว่าผู้ที่เข้าร่วมการชุมนุมประท้วงของคนเสื้อแดงจำนวนมากมีรายได้ต่ำกว่า 5,000-10,000 บาทต่อเดือน และเป็นที่ตระหนักกันว่า ผู้สนับสนุนกลุ่มเสื้อแดงมาจากเขตชนบทของภาคอีสานและเหนือเป็นจำนวนมาก และที่เป็นคนงานอพยพทำงานในเขตเมืองต่างๆ และที่กรุงเทพฯ และยังมีมาจากคนรายได้ระดับปานกลางและต่ำภายในเขตเทศบาล
นอกเหนือจากความเหลื่อมล้ำด้านรายได้แล้ว ยังมีปัจจัยด้านสังคมและวัฒนธรรม ชาวบ้านที่อีสานและภาคเหนือของไทยรู้สึกอยู่เสมอว่าชาวเมืองโดยเฉพาะที่กรุงเทพฯดูถูกดูแคลนพวกเขา บ้างก็ว่าเป็นคนลาว คนเมือง ไร้การศึกษา ไม่ศิวิไลซ์ ละครโทรทัศน์จำนวนมากให้ภาพตัวละครจากอีสานหรือชาวบ้านชนบทเป็นคนเซ่อๆ ซ่าๆ ไม่ค่อยรู้อะไร ถูกหลอกได้ง่าย ฯลฯ และผู้สร้างละครมักจะไม่สนใจว่าชาวบ้านจริงๆ เขารู้สึกรู้สากับภาพพจน์เช่นนั้นอย่างไรบ้าง แต่จริงๆ แล้วพวกเขาตระหนักดี และอาจจะเก็บกดความรู้สึกไม่พอใจเอาไว้ลึกๆ มาเป็นเวลานาน
สำหรับปัญหาโครงสร้างที่เกี่ยวโยงกับเรื่องรายได้นั้น ต้องทำความเข้าใจว่าไม่ใช่เรื่อง "จนแทบตายแบบแต่ก่อน" แต่เป็นเรื่องความเหลื่อมล้ำระหว่าง "คนมี" "คนไม่มี" โดยในประเด็นหลังเกี่ยวโยงกับความมุ่งหวัง (rising expectation) ด้วย
คนจนในเมืองไทยเคยมีถึงร้อยละ 60 ของประเทศ (พ.ศ.2503) แต่ขณะนี้ (2550) ลดลงเหลือไม่ถึงร้อยละ 5 แต่ความเหลื่อมล้ำด้านรายได้และความมั่งคั่งกลับสูงขึ้น สถิติที่มีอยู่บอกเราว่า คนจนร้อยละ 20 ของประเทศเคยมีส่วนแบ่งรายได้ทั้งหมดของประเทศ ร้อยละ 6 ขณะนี้ส่วนแบ่งนี้ลดลงเหลือเพียงร้อยละ 4 แต่คนรวยสุดร้อยละ 20 มีส่วนแบ่งในรายได้รวมของประเทศเพิ่มจากร้อยละ 49 เป็นร้อยละ 54
ความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ในเมืองไทยขณะนี้สูงกว่าที่ในยุโรป และสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านแถบอาเซียน แต่สูงกว่าที่อเมริกาเพียงเล็กน้อย
นักวิชาการบางท่านวิเคราะห์ว่า บางทีเจ้าตัวปัญหาอาจจะไม่ใช่ขนาดของความเหลื่อมล้ำเท่านั้น เพราะที่อเมริกาก็ไม่ต่างจากไทยเท่าไหร่ บางทีเจ้าตัวปัญหาหลัก คือ มีความคาดหวังแล้วผิดคาด
ในกรณีของเมืองไทยนั้น ปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านเศรษฐกิจได้ก่อตัวมาเป็นเวลาสักพักหนึ่งแล้ว แต่มาปะทุขึ้นมากหลังจากที่เศรษฐกิจบูม แล้วฟุบลงอย่างฮวบฮาบ เศรษฐกิจบูมสร้างความมุ่งหวังให้ผู้คนจำนวนมาก แล้วจู่ๆ เศรษฐกิจฟุบฮวบลงเมื่อ พ.ศ.2540 คนรวยก็เจอปัญหา แต่คนรวยสายป่านยาวกว่า และมีพรรคพวกอยู่ในศูนย์กลางอำนาจที่จะช่วยได้มากกว่าคนจน ผู้ที่อยู่ในฐานะด้อยว่าจึงมีความคับข้องใจสูง
โดยสรุป ปัญหาโครงสร้างมีองค์ประกอบของปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านเศรษฐกิจและสังคม และความคาดหวังที่ไม่สมหวังด้วย
ภาวการณ์ดังกล่าวเปิดโอกาสให้นักการเมืองแบบทักษิณพุ่งขึ้นสู่อำนาจได้ ปัญหาโครงสร้างนี้ถ้าไม่รีบเร่งหาทางแก้ไขที่ต้นตอก็ไม่จะไม่สามารถป้องกันการก่อตัวของนักการเมืองแบบทักษิณในอนาคต กล่าวคือ ถ้าไม่ใช้ทักษิณก็อาจมีคนอื่นพุ่งขึ้นมาได้
จากข้อมูลที่ได้เรียบเรียงมานี้ เราได้ข้อคิดอะไรบ้าง?
ประการที่หนึ่ง การที่คู่ความขัดแย้งมีมวลชนหนุนหลังอยู่พอๆ กันและเป็นจำนวนมาก หมายความว่า ทางออกที่จะกำจัดฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง จะต้องมีต้นทุนสูงมาก จนเป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้
ประการที่สอง ทั้ง 2 ขั้ว มีอุดมการณ์ทางการเมืองที่แตกต่าง แต่นี่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก (พรรคแรงงานกับพรรคอนุรักษนิยมที่อังกฤษยังอยู่ร่วมกันได้) ที่ต้องคิดคือ ต้องสร้างกรอบกติกาทางการเมืองที่จะทำให้อยู่ร่วมกันได้แบบสร้างสรรค์ เอนกและคณะได้กล่าวไว้ให้คิดต่อว่า
"ทางเลือกที่จะเดินต่อไปนั้น คือ การปราบปราม ขจัด หรือบั่นทอนสีแดง เพื่อที่จะรักษาประชาธิปไตยแบบหลัง 14 ตุลา 2516 ให้คงต่อไป แต่วิธีการนี้อันตรายเหลือเกินสำหรับสถาบัน จำเป็นที่จะต้องร่วมกันลอกคราบประชาธิปไตยและเดินอีกทางหนึ่ง คือ ไม่ให้ใครแพ้หมด ชนะหมด...
ประชาธิปไตยจากนี้ไปจะต้องฟังเสียงของประชาชนในความหมายของข้างมาก...(หน้า 119)
แต่ต้องเคารพสิทธิของคนส่วนน้อยด้วย" (หน้า 127) และ
"ระบอบใหม่นี้...ยังต้องขึ้นกับสามฝ่ายร่วมกัน ได้แก่ Monarchy (สถาบันในความหมายจำกัดยิ่งขึ้น) หนึ่ง Aristocracy (หมายรวมถึงคนชั้นกลาง คนมีการศึกษา สื่อ ปัญญาชน ข้าราชการ) หนึ่งและ Democracy (ประชาชนผู้หย่อนบัตร คนธรรมดา สามัญชน คนยากจน) เพียงแต่ลูกตุ้มของนาฬิกาการเมืองเรือนนี้จะเหวี่ยงไปสู่ขั้ว Democracy มากขึ้น" (หน้า 119) ผู้เขียนเข้าใจว่าเอนกและคณะวิเคราะห์ระบอบนี้ภายใต้หลักการ 1 คน 1 เสียง
ประการที่สาม เนื่องจากต้นตอของปัญหายังมีเรื่องความขัดแย้งในส่วนหัวของชนชั้นนำด้วย
เมื่อพูดถึงการประนีประนอมเพื่อให้อยู่ร่วมกันได้ จึงต้องหมายถึงการนำคนระดับหัวของทั้งสองฝ่ายให้มาพูดคุยกัน ในประเด็นนี้นั้นข้อคิดจาก ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร จึงน่าพิจารณา "ถ้าคุณกล่าวว่ามิสเตอร์ x (ทักษิณ) เป็นต้นเหตุของทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ตามหลักเหตุผลคุณจะต้องเจรจากับมิสเตอร์ x"
ขอฝากข้อสังเกตทั้งสามประการนี้ให้รัฐบาลนำโดยคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ขบคิดและดำเนินการ เพราะว่านี่เป็นภารกิจของท่านโดยแท้
"อีดี้จวบ"ฟันธงการเมืองเปลี่ยน สึนามิจะกวาดไปทั้งหมด ผมหยุดแล้ว ขอ"แบ็ค ทู เบสิค" เล่นบทMatchmaker

"ประจวบ ไชยสาส์น" เป็นรัฐมนตรีมาแล้ว 7 กระทรวง หลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เขาล้างมือในอ่างทองคำ คืนสู่สามัญ กลับไปทำธุรกิจ กลับไปทำกิจกรรมเพื่อสังคม
วันนี้ ประจวบ สวมบท "Matchmaker" เชื่อมการลงทุนในอินโดจีน สัปดาห์ที่แล้ว เขาเปิดสายการบินโซลาร์ เอวีเอชั่น บินเชื่อมกรุงเทพ -ร้อยเอ็ด
ชั่วโมงนี้ "อีดี้จวบ"มองการเมืองเพียงสั้นๆ ว่า พูดยาก เขียนลำบาก
แต่บนความยากและลำบาก อดีตผู้แทนการค้าไทย มีคำอธิบาย ที่นักการเมืองส่วนใหญ่ คิดไม่ได้ เหมือน คนชื่อ ประจวบ ไชยสาส์น
ล่าสุด ประจวบ ลดน้ำหนักจาก 110 กิโลกรัม เหลือ 90 กิโลกรัม เปิดบ้านย่านประดิพัทธิ์ ให้สัมภาษณ์ มติชน ออนไลน์ ตลอดบ่าย
@สุขภาพยังแข็งแรงดีนะครับ
ก็รู้สึกสบายขึ้น(นะ) เพราะผมอยู่ในช่วงลดน้ำหนัก โดยออกกำลังกายก็ส่วนหนึ่ง แต่สูตรจริงๆ ทั้งหมดมี 6 ข้อ คือ 1. กินให้เป็น ในสัดส่วนที่ร่างกายเรารับได้ คือ เปลี่ยนพฤติกรรมการกินทั้งหมด จากที่เคยกินเนื้อดิบ กินซกเล็ก สมัยออกพื้นที่ลงหาเสียง หมู เห็ด เป็ด ไก่ กินหมด ช่วงหลังก็เปลี่ยนทัศนคติ เปลี่ยนนิสัย หันมากินผักกับปลา
แต่ก็มีคนเตือนว่า อย่างนี้ไม่ได้ เดี๋ยวกระดูกผุหมด เขาเตือนให้กินเนื้อเดือนละครั้ง ผมก็กล้ำกลืนกินเนื้อเดือนละครั้ง จาก 110 กิโลกรัม พฤษภาคมปีที่แล้ว ปัจจุบันผมเหลือ 90 กิโลกรัม
ข้อ 2. ขับถ่ายให้เป็นเวลา 3. นอนให้หลับ 4. บริหารอารมณ์ให้นิ่งไม่ยินดียินร้าย ไม่โกรธ ไม่โลภ ไม่หลง 5. ออกกำลังกายให้เหงื่อซึม อายุเกิน 60 ต้องออกกำลังกายให้เหงื่อซึม เพราะคนอายุเยอะถ้าออกกำลังกายเหงื่อโชกมีโอกาสน็อคได้ เช่น เดิน ตีกอล์ฟ ก็โอเค ผมก็ตีอาทิตย์ละ 2 ครั้ง
@ มีเป้าหมาย จะลดอีกกี่กิโล
หมอบอกว่าอยากให้ลงถึง 80 กิโล ก็พอ เพราะปี 2535 สมัยเหตุการณ์รสช. เคยลดจาก 110 เหลือ 70 กิโลกรัม มาแล้ว ก็ใช้สูตรนี้ด้วย แต่ช่วงนั้นอายุยังไม่มาก ก็ออกกำลังกายได้มาก ช่วงนั้นหมอบอกเคล็ดลับง่ายๆ เลยว่า กินเท่าไหร่ให้เอาออกมากกว่าที่กิน โดยการออกกำลังกายนั่นเอง
@ อะไรที่ทำให้คุณนิ่งได้
มีสูตรอีกข้อหนึ่งก็คือ ทำงานให้สังคมบ้าง ไม่ใช่ทำแบบทุ่มสุดตัวนะ ตอนนี้ก็ออกงานสังคม ที่ออกประจำตอนนี้ก็คือไปร่วมกับ “สมาคมทันตแพทย์เอกชน “ ไปทำฟันให้ชาวบ้านฟรี เราก็มีส่วนไม่มาก แค่อำนวยความสะดวก หารถรา อาหาร และค่าจ่ายค่าโรงแรม ค่าที่พัก ก็ตระเวนไปตามจังหวัดต่างๆ ทั่วภูมิภาค
@ การทำกิจกรรมเพื่อสังคม ทำให้ใจคุณนิ่งขึ้น
มันทำให้จิตใจเราดีขึ้น เพราะเห็นสภาพชาวบ้านที่สุขภาพย่ำแย่ ตอนนี้ก็กำลังหาพรรคพวก สาขาอื่น เช่น เอาหมอภูมิแพ้ ไปรักษาชาวบ้าน
@ คุณกำลังสร้างเครือข่ายเพื่อสังคมหรือ อย่างไร
ก็ที่เราเรียก CSR (Corporate Social Responsibility) คือ ทำมูลนิธิไชยสาสน์เพื่อสังคม ตัว C ก็คือ ไชยสาส์น Social Responsibility
@ หมายความว่า วางมือทางการมือไปแล้ว แล้วหันมาทำ CSR
มันน่าจะมีประโยชน์มากกว่า เพราะการเมืองทำมาเยอะแล้ว ตอนนี้การเมืองไม่อยากเข้าไปยุ่ง ก็ให้ลูกทำ ตอนนี้เราพยายามขีดเส้นเดินงานเพื่อสังคม สำหรับมูลนิธิไชยสาส์น ตั้งมาปีที่ 6 แล้ว พออายุ 60 ผมก็ตั้งมูลนิธินี้ขึ้นมา ก็มีพรรคพวกมาช่วย ให้ทุนนักศึกษาพันกว่าทุน
@ คุณตั้งใจล้างมือในอ่างทองคำ ไม่ยุ่งกับกับการเมือง หรือรอเวลาที่เหมาะสมอีกครั้งหนึ่ง
เราต้องเข้าใจว่าสังคมเปลี่ยนไปเยอะ คนวัยผมหรือมากกว่านั้นตามสังคมไม่ทันแล้ว เพราะสังคมมันคนละยุคกัน โดยเฉพาะแนวความคิด ทัศนคติ ภาพพจน์ คนรุ่นใหม่เขาไม่รับ คือคล้ายเป็นเรื่องความคิดที่ต่างยุคต่างสมัย ต่างสปีดกัน
คนอายุ 70 กว่า เมื่อก่อนนี้โอกาสดีที่สุดคือ ไปเรียนต่างประเทศ กลับมาก็ยึดติดกับสิ่งเหล่านั้น แต่เด็กทุกวันนี้ กระบวนการเรียนรู้มันหลากหลาย จนเราตามไม่ทัน เมื่ออะไรที่อยู่ในสมองของเด็กรุ่นใหม่กับคนรุ่นเก่า ถ้าเป็นซอฟแวร์มันเป็นคนละระบบกัน ฉะนั้น สิ่งสำคัญคือ ให้เด็กรุ่นใหม่มีบทบาทมากขึ้น อย่างลูกชายต่อพงษ์(ไชยสาส์น) หรือจักรพรรดิ (ไชยสาส์น ) เขาก็เติบโตมาในสังคมอีกแบบ อย่างมากเขาก็จะมาขอคำปรึกษา
นี่ถือว่าเป็น social change ประชาธิปไตยเป็นวัฒนธรรมทางการเมือง การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมใดๆ ก็แล้วแต่ ต้องมีกระบวนการ กระบวนทัศน์และเวลา
เขาบอกว่า ในศตวรรษใหม่ จะใช้เวลา 100 ปี แต่ก่อนหน้านั้น 200-300 ปี วัฒนธรรมถึงจะเปลี่ยนกว่าจะปลูกเมล็ดพันธุ์ประชาธิปไตยขึ้นมา
อย่างผู้หญิงในอังกฤษใช้เวลา 300 ปีกว่าจะมีสิทธิ์เลือกตั้ง ของเราปุ๊บปั๊บได้มาพร้อมกัน ถือเป็นการเรียนลัด ผมบอกว่า 2575 ครบ 100 ปี วัฒนธรรมทางการเมืองจะเปลี่ยนไป แต่จะเปลี่ยนยังไง อันนี้จะเป็นวิชั่น ถ้าเราสามารถมองเห็นได้ว่า 22 ปี ข้างหน้าจะครบ 100 ปีของการเปลี่ยนแปลง จากระบอบหนึ่งสู่อีกระบอบหนึ่ง ระบอบใหม่ก็จะต้องพยายาม สร้างความเป็นตัวเป็นตนขึ้น
@ คุณรู้ทันความเปลี่ยนแปลงก่อน จึงถอยตัวออกมา แต่ขณะเดียวกันคนรุ่นคุณก็อยู่ในสภาอีกเยอะ
แต่พวกเขาก็ไม่ค่อยมีบทบาท ส่วนใหญ่นั่งเป็นพระอันดับอยู่ข้างหลังเสียมากกว่า เพราะเอาเข้าไปก็สู้เด็กไม่ได้ ทฤษฎีอดัม สมิธ ของไตรรงค์ (สุวรรณคีรี) กับทฤษฎีเศรษฐศาสตร์อันใหม่ มันคนละทฤษฎี แต่ก็ดีที่อย่างน้อยๆ มีคนเป็นหลัก
อย่างพี่ฑูรย์ (ไพฑูรย์ แก้วทอง ) อายุ 74 แล้ว ผมก็บอกว่า อย่าไปคิดมากเลยพี่ อย่างนี้แหละ ถ้าเราไม่เข้าไป เขาก็ไม่เอาเราออก ถ้าเราไม่เข้าจะเอาออกได้ยังไง อย่างเรา ไม่มีใครเอาเราออก เพราะเราไม่เข้าไง (หัวเราะ)
ทุกวันนี้ชีวิตผมถึงสนุก เพราะทำอะไรหลายอย่าง นอกจากงานสังคมแล้ว ผมยังทำธุรกิจมากมาย หลักของผมก็คือ ”แบ็ค ทู เบสิค” ผมทำธุรกิจก่อนเข้าการเมืองตั้งแต่ปี 2518 ทำมา 9 ปี ด้านการส่งแรงงานไปต่างประเทศ พอเข้าการเมือง เราก็หยุด
ผมเข้าการเมืองมาตั้งแต่ ปี 2526 ออกจากการเมืองจริงๆ ก็ปี 2550 หมายความว่า หมดยุคทักษิณ (ชินวัตร) ตำแหน่งสุดท้ายคือ ผู้แทนการค้าไทย หลังจากนั้นก็มาทำธุรกิจเต็มตัว
ธุรกิจที่เป็นตัวเป็นตัวเป็นตนขณะนี้ก็คือ บริษัทที่ปรึกษาระหว่างประเทศ GBC (Global Business Consultant) ทำในแถบภูมิภาคอาเซียน เช่น เวียดนาม ลาว พม่า เป็นที่ปรึกษาด้านการลงทุน เราก็ให้คำแนะนำไป ทีมงานก็มีทั้งญี่ปุ่น ฝรั่ง และอีกหลายคนที่มาช่วยๆ กัน เป็นฟรีแลนซ์ ล่าสุด ก็เป็นที่ปรึกษาให้กับบริษัทญี่ปุ่น เข้าไปสร้างเขื่อนพลังน้ำในลาว และไปช่วยเหลือกลุ่มคุณเจริญ (สิริวัฒนภักดี ) ไปปลูกกาแฟในลาวที่ปักซอง จำปาสัก ผมก็เป็นที่ปรึกษาให้
@ เทียบงานการเมืองกับธุรกิจ อันไหนสนุกกว่ากัน
ทำอะไรก็เหมือนกัน ถ้าเราตั้งใจ
@ ถ้าไม่มีรัฐประหาร ชีวิตคุณจะเปลี่ยนมั๊ย
ก็คงจะเปลี่ยน(นะ) เพราะมันล้า แล้วลูกๆเขาก็สนใจ โพซิชั่นทางการเมืองของผม จึงไม่ค่อยสนใจเรื่องกระแส เพราะเราอยู่กับชาวบ้านมานาน ถ้าเป็นไปได้คราวหน้า จะให้ลูกสาวลงอีกคนที่อุดรฯ
@ คุณมองการเมืองไทยอย่างไรบ้าง
ไม่อยากพูด การเมืองไทยพูดยาก เขียนลำบาก
@ แล้ววิเคราะห์การเมืองอย่างไร เลือกตั้งครั้งหน้าพรรคเพื่อไทยจะยังมามั๊ย
พูดยาก เขียนลำบาก (หัวเราะ) แต่ยูเอ็นเขาเตือนเรา ป็นข้อเท็จจริงว่า บ้านมืองเราเหมือนสึนามิทางการเมือง พอแผ่นดินไหว รอยแยกก็วิ่งอย่างรวดเร็ว แล้วน้ำก็ลงไปในรอยแยก ทำให้น้ำลดลงอย่างรวดเร็ว พอกระแทกลงไปในรอยแยก มันก็กระฉอกออกมา พอกระฉอกก็กวาดไปหมดทุกอย่าง
ฉะนั้น ตอนนี้ รอยแยกมันลึกมาก แล้วน้ำกำลังไหลลง แล้วมันจะล้นเมื่อไหร่ พอล้นมันก็จะออกมา ซึ่งผมก็ยังคิดว่า 22 ปี จากนี้ อาจจะมีอัตราเร่ง เนื่องจากมีตัวแปรที่เปลี่ยนแปลง ก็อาจจะเร็ว อาจจะพูดถึง 10 ปี แล้วโครงสร้างการเมืองไทยจะเป็นอย่างไร
ผมเคยบอกว่า โครงสร้างเดิมเรามันล้าสมัย ฉะนั้นวิชารัฐศาสตร์ การปกครอง ผมอยากให้เปลี่ยนชื่อเป็น”วิชารัฐศาสตร์การบริการสาธารณะ” ไม่ได้ปกครอง ถามว่าปกครองเขาทำไม เดี๋ยวนี้คนปกครองตนเอง เช่น นายก อบต. จบปริญญาโท ฉะนั้นวันนี้ต้องเปลี่ยน
@ แล้วราชการจะเปลี่ยนความคิดอย่างไร ในเมื่อโลกมันเปลี่ยนไปแล้ว
นี่คือสิ่งที่กำลังจะเปลี่ยน คนรุ่นใหม่เขาไม่อยากเป็นข้าราชการแล้ว มันไม่มีแรงจูงใจ ฉะนั้นลักษณะขององค์กร เป็นลักษณะขององค์กรที่กำลังจะตาย มีแต่ออก ไม่มีเข้า
แล้วความเสื่อมขององค์กร มันขึ้นอยู่กับว่าทำไมเขาถึงไม่อยากเป็น เพราะโพซิชั่นไม่ถูก ทุกวันนี้คนอยากไปบริการชาวบ้าน เขาไม่อยากไปเป็นนาย ในเมื่อองค์กรบอกว่า คุณต้องเป็นนายเขา เขาก็อยู่ไม่ได้ อยู่ไม่ได้ ก็ต้องออก มาทำมาค้าขาย การทำมาค้าขาย ก็คือ การให้บริการสังคม สมัยนี้ถ้าไม่บริการก็เจ๊ง พื้นฐานตรงนี้จึงมีคำถามว่า แบบมันจะเป็นยังไงต่อไป
ถ้าฟันธงว่า ขณะนี้งบประมาณบริหารปาเข้าไป 80 % ก็คือ over head งบพัฒนาไม่มี ไม่พอ ต้องไปกู้มา ฉะนั้น การบริหารจัดการแบบนี้ไปไม่รอด ฉะนั้น ทำยังไงถึงจะต้องทำตรงนี้ ลดคอร์ส ลดคน ปรับโครงสร้าง
คิดง่ายๆ คือ เอาราชการบริหารส่วนภูมิภาคออกให้หมด ถ้าไม่มีตรงนี้ จากกลางลงไปท้องถิ่น โดยมีงบประมาณพัฒนาเพิ่มมาอย่างน้อย 30 % ถามว่าใครจะทำ ทำได้มั๊ย ถ้าจะปฏิรูปกันจริงๆ
อาจจะไปดูว่าสายต่างๆ เช่น ตำรวจ มีภาค ถ้าไม่มีภาคจะลดคอร์สได้อีกเท่าไหร่ แล้วเอาตำรวจของจังหวัดไปขึ้นกับราชการบริหารส่วนท้องถิ่น ถามว่าทำได้มั๊ย เพราะเรามีดีเอสไอ ก็จับตำรวจ ท้องถิ่นที่ไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ ทำได้มั๊ย หรือกลัวปูไต่ออกจากกระด้ง
ตอนที่เอาการปกครองท้องถิ่นมา ผมเป็นประธานกรรมาธิการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นครั้งแรกที่เขียนไว้ในมาตรา 198 ,199 ฉบับแก้ไขรสช. โอ้โห ! จะเป็นจะตายกัน ภาคใต้จะแบ่งแยกดินแดน กำนัน ผู้ใหญ่บ้านจะไปอยู่ที่ไหน นั่นคือสิ่งที่เขาอยากทำ เขาอยากปกครองตนเอง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ก็เคลื่อนไหวทั่วประเทศ
นั่นคือจุดเริ่มต้น วันนี้ท้องถิ่นโตขึ้น แต่ก็มีเสียงนินทาว่าโกง มีเจ้าพ่อ เจ้าแม่ แล้วระดับชาติไม่มีเหรอ แล้ววันนี้การศึกษาเป็นตัวชี้วัด ผิดถูกชั่วดียังไง เขาก็มีความรู้ วันนี้ วุฒิอย่างต่ำสุดคือ ปริญญาโท ปริญญาเอกก็กำลังมาแรง นี่คือสิ่งที่ถามว่าจะเป็นยังไงต่อไป
ฉะนั้น การเมืองส่วนกลางในอนาคตต้องเล็ก ดูเรื่องความมั่นคง ป้องกันประเทศ การต่างประเทศ การศึกษา เป็นระดับนโยบาย Implementer ก็เป็ระดับท้องถิ่น
อย่างงบประมาณนมโรงเรียน ก็ให้อบต.เป็นคนจัดซื้อ จะโกงจะกินยังไงก็ไปดูกันสิ ดีกว่าซื้อทีทั่วประเทศ กินเท่าไหร่ไม่มีใครรู้ แต่ถ้าซอยย่อยลงไป ให้ซื้อเอง กินเท่าไหร่เรามองเห็นนะ ตรวจสอบได้ง่ายกว่า
วันนี้นักการเมืองหลายคน อยากหันกลับไปทำงานให้เป็นรูปธรรม ในการเมืองท้องถิ่นมากกว่าอยากทำการเมืองระดับบน
@ แต่โครงสร้างแบบเก่าก็ต้องเหนี่ยวรั้งการเปลี่ยนแปลง
ก็เป็นธรรมชาติ แต่แรงเหวี่ยงจะเร็วขึ้นด้วยอัตราเร่งที่เป็นตัวแปรทางเศรษฐกิจ ระบบสื่อสารต่างๆ ที่จะทำให้มันหมุนเร็วขึ้น พอเร็วขึ้น สูงขึ้น ก็จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
ถามว่า คนที่คิดว่าจะควบคุมการเปลี่ยนแปลงของสังคม ก็ยังมีคนคิด คนอยากจะทำ คนอยากจะเป็น คิดผิดเลย ผมยังบอกว่า ผมถอยออกมา เพราะผมไม่อยากจะคิดว่าผมเป็นผู้เปลี่ยนแปลงสังคม เรามีส่วนในการที่จะผลักดัน ในส่วนที่เราทำอยู่ อะไรก็แล้วแต่ที่เราทำอยู่ เราทำเพื่อการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น
ทำธุรกิจก็ทำธุรกิจที่ดี มีธรรมาภิบาล ทำการศึกษาก็มีเป้าหมาย ฉะนั้น เราเป็นเพียง ส่วนหนึ่งในการเปลี่ยนแปลง แต่เราไม่มีความสามารถใด ๆที่จะนั่งลงเป็นอะไรก็แล้วแต่ แล้วบอกว่าฉันจะเขียนแบบการเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ แค่คิดก็ผิดแล้ว
ฉะนั้น ไม่มีโรดแมป ไม่มีบลูปริ้น แต่สังคมเป็นแพทเทิร์น เป็นกระบวนทัศน์ เป็นขบวนการ ในการที่จะเปลี่ยนแปลงหรือหมุนไป ในทิศทางที่มันควรจะเป็นในลักษณะที่คนในสังคม หรือทรัพยากรในสังคม ที่จะใส่ลงไป แล้วมันจะเป็นทางไหน เซ็ตตัวยังไง มันจะเป็นเรื่องของมันเอง
@ คุณมองความขัดแย้งเรื่องชนชั้นกลางกับคนรากหญ้าอย่างไร
จริงๆ ไม่ใช่เรื่อง conflict แต่เป็นเรื่องของจิตสำนึก เป็นเรื่องของความรู้สึกรู้สา เมื่อก่อนเขาไม่ค่อยร้อนไม่ค่อยหนาว เพราะเขาไม่ได้มาส่วนร่วม ในการที่จะไม่เคยบอกให้เขามีส่วนร่วม มีคนมาทำให้หมด
เราไม่เป็นเมืองขึ้น แต่ถามว่าประชาชนมีส่วนมั๊ย วีรบุรุษเอกชนคนไหนมีส่วนบ้าง ที่รู้สึกรู้สากันจริงๆ ก็ตอนสงครามเย็นว่าเราสูญเสีย เราเสียสละ เขาบอกว่าเราทำลายทรัพยากรธรรมชาติไปทั้งภาคอีสาน คนได้สัมปทานไปตัดไม้
ทฤษฎีที่ว่า คอมมิวนิสต์คือเหา เหามันอยู่ในหัวทำยังไง ให้เหาหมด ก็ต้องโกนผม แต่ถามว่าคนอีสานโง่พอที่จะไปตัดไม้ ทำลายป่าให้บ้านเมืองแห้งแล้งหรือ หรือว่าใครกันแน่
ถามว่า เราจะไปทางไหน ใครจะมาเขียนโรดแมปประเทศ จะเขียนยังไง เขียนให้ออกมาสวยหรู แต่ถามว่า คุณเป็นดีไซน์เนอร์ แล้ววิศกรอยู่ไหน ใครเป็นคนก่อสร้าง คนก่อสร้างมีทักษะหรือเปล่า จะรื้อหรือจะตอกเข็มตัวไหน
ฉะนั้น อย่าไปคิดเป็นซุปเปอร์แมน แต่เฝ้าสังเกตแล้วคอยติดตาม การที่เราทำให้คนชั้นล่าง หันตัวมาเป็นชนชั้นกลางมากขึ้นนั่นคือคำตอบ ส่วนชนชั้นสูงมีอยู่หยิบมือเดียว ก็จะกินตัวมันเอง ถ้าไม่รักษา คนที่กินก็คือลูกหลานนั่นแหละ และจะถูกกินโดยระบบ นั่นคือเทรนด์ที่มันจะเกิด แล้วเขาก็จะกระจายตัวเอง ไม่ได้เป็นใหญ่ เขาจะเป็นกลาง
กลางร้อยกลาง ดีกว่าหนึ่งใหญ่ นั่นคือความคิดคนรุ่นใหม่ กระจายไปกลางๆ มีเพื่อนเยอะด้วย เดินไปไหนคนก็ไม่หมั่นไส้ แต่เราจะทำยังไงให้คนชั้นล่างขึ้นมาเป็นคนชั้นกลาง
ความหมาย middle class ของผม ไม่ได้หมายความถึงสถานทางเศรษฐกิจ แต่หมายถึง Knowledge เขาจะกลายมาเป็นชนชั้นกลางโดยองค์ความรู้ ที่เราใช้คำว่า knowledge based society ไม่ใช่ Economics ที่เราจะอัดฉีดเข้าไป ไม่ใช่ไทยเข้มแข็ง ที่อัดเข้าไป มันไม่มีค่าเท่าอีกแบบหนึ่ง
ในขณะเดียวกัน ขบวนการเรียนรู้ของคนผ่านระบบการศึกษาในระบบ หรือนอกระบบ ทุกวันนี้คนหา ข้อมูลผ่านอินเตอร์เน็ต แล้วถามว่า คนอายุ 70 กว่าๆ มีใครนั่งหาข้อมูลอยู่หน้าอินเตอร์เน็ตบ้าง เคาะแป้นยังไม่เป็นเลย แล้วจะไปคิดโน่นคิดนี้แทนคนอื่น อย่างผมทุกวันนี้ให้ลูก ให้เลขาฯ หาข้อมูลให้ แล้วที่เขาหาให้มันเป็นมหาสุมทรกว้างใหญ่ไพศาล คนรุ่นเรา เป็นกบอยู่ในสระน้ำ ฉะนั้น มันเป็นยุคของเขา
@ การพูดเรื่องปฎิรูปประเทศไทยของรัฐบาลปัจจุบัน มีความหมายแค่ไหน
ก็จะให้เขาทำอะไรล่ะ อยากอยู่ก็ได้อยู่แล้ว ฉะนั้น อยู่ไปก็ต้องมีอะไรทำ แต่ประสิทธิผลของมัน มันจะส่งผลก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ต้องไปถามอาจารย์ธานินทร์ กรัยวิเชียร กับคุณสมัคร สุนทรเวช นั่งดีดขิมอยู่ 12 ปี ในการปฏิรูปประเทศ วันรุ่งขึ้นก็โดนปฏิวัติ นั่นพูดเมื่อ 30 ปีที่แล้ว(นะ ) แล้วตอนนี้จะเอาอีกแล้วเหรอ (ครับ) ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่เรียนรู้กัน แต่ถ้าใครถามมากก็บอกว่า พูดยาก เขียนลำบาก
วิวาทะ"สนธิ ลิ้มทองกุล-วีระ สมความคิด"สาวไส้กันเละ หลังแตกคอ พธม.เรื่องเงินบริจาค

หมายเหตุ- เป็นจดหมายที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ชี้แจงแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย สหรัฐอเมริกาผ่านทางจดหมายอิเล็คทรอนิกส์ (อีเมล์) กรณีของนายวีระ สมความคิดไปพูดที่สหรัฐอเมริกาให้กลุ่ม พธม.ที่สหรัฐฟังในประเด็นต่างๆ เช่น เกิดความแตกแยกระหว่างแกนนำ พธม. กับนายวีระ สมความคิด ทำให้นายวีระฯ ไม่ได้ออกรายการใดๆ ที่ ASTV อีกต่อไป , ปัญหาความขัดแย้งเกี่ยวกับการบริหารจัดการเรื่องเงินบริจาคของนายวีระกับ พธม., วิธีการดำเนินการในเรื่องการประท้วงเขาพระวิหาร ฯลฯ
อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นนายวีระได้ให้สัมภาษณ์โต้ตอบจดหมายชี้แจงของนายสนธิโดยปฏิเสธว่า ไม่ได้โกงที่เงินที่ประชาชนบริจาคเพื่อต่อต้านคอร์รัปชั่นเป็นประโยชน์ส่วนตัว
ทั้งนี้เนื้อหาการชี้แจงและโต้ตอบกันของบุคคลทั้งสองไปโพสต์อยู่ในเว็บไซต์ต่างๆ เช่น โอเคเนชั่น เฟซบุ๊คของนายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษาของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
-------------------------
วันเสาร์ ที่ 19 มิถุนายน 2553
ลับ...."สนธิ" ชี้แจง "วีระ" กรณีปราศรัยที่อเมริกา
Posted by weera , ผู้อ่าน : 3084 , 11:40:36 น.
หมวด : นักข่าวอาสา Share Share พิมพ์หน้านี้
-----------------------------------------------------------------------------
19 มิถุนายน 2553
เรื่อง การปราศรัยของคุณวีระ สมความคิด
เรียน ท่านแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย สหรัฐอเมริกาทุกท่าน
ตามที่มี พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย สหรัฐอเมริกา หลายท่านได้สอบถามมาเรื่องเกี่ยวกับ กรณีของคุณวีระ สมความคิด ที่ได้ไปพูดพาดพิงถึงแกนนำพันธมิตร และ ASTV โดยไม่มีความจริงทุกประการนั้น
แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (ประเทศไทย) ได้มอบหมายให้ผมเป็นผู้ออกแถลงการณ์ ชี้แจงความจริง เพื่อให้แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย สหรัฐอเมริกา ได้รับทราบ ดังนี้
1.แกนนำพันธมิตรฯ จะไม่ออกมาตอบโต้ คุณวีระในทางสาธารณะ เพราะไม่ต้องการให้สังคมเห็นว่า ได้มีการแตกแยกกัน ซึ่งอาจจะเป็นเหตุให้ฝ่ายตรงข้าม ตลอดจนสื่อฝ่ายตรงข้าม เข้ามาฉวยโอกาสโจมตี จึงได้มอบหมายให้ผม เป็นตัวแทนในการชี้แจงกับแกนนำพันธมิตรฯ สหรัฐอเมริกา โดยตรง และการชี้แจงนี้ เพื่อให้เกิดการเข้าใจ และหวังว่าแกนนำพันธมิตรฯ สหรัฐอเมริกา จะสามารถอธิบายเรื่องราวต่างๆ ให้กับพันธมิตรฯ ในสหรัฐอเมริกาได้
2. แถลงการณ์ฉบับนี้เป็นแถลงการณ์ ที่ส่งให้เฉพาะแกนนำพันธมิตรฯ สหรัฐอเมริกาเท่านั้น ใคร่ขอความกรุณาอย่านำไปเผยแพร่ ทั้งนี้ เพื่อที่จะรักษาความสามัคคีในหมู่เหล่าเอาไว้
3.คุณวีระ สมความคิด ได้พูดออกมาหลายประเด็น ที่ไม่ตรงต่อข้อเท็จจริง ดังต่อไปนี้
3.1 ประเด็นที่ 1 ได้เกิดความแตกแยกระหว่างแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กับคุณวีระ สมความคิด จนเป็นผลมาสู่การที่คุณวีระฯ ไม่ได้ออกรายการใดๆ ที่ ASTV อีกต่อไป
3.2 ประเด็นที่ 2 ได้เกิดปัญหาความขัดแย้ง เกี่ยวกับการบริหารจัดการเรื่องเงินบริจาค
3.3 ประเด็นที่ 3 วิธีการดำเนินการในเรื่องเขาพระวิหาร
3.4 ประเด็นที่ 4 การเชิญชวนให้คุณวีระ ออกจากองค์กรของตนเอง เพื่อเข้าร่วมกับพันธมิตรฯ อย่างเต็มตัว
3.5 ประเด็นที่ 5 การที่ อ.สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ไม่สามารถมาจัดรายการที่ ASTV ได้อีก เป็นเพราะผมไปกดดัน อ.สมเกียรติฯ ไม่ให้ อ.สมเกียรติ ออกมาจัด
ผมใคร่ขอตอบบประเด็นความขัดแย้งตั้งแต่ ประเด็นที่ 3.1 ถึง 3.5 ในทีเดียวกัน เพราะว่า แต่ละประเด็นนั้นมีความเกี่ยวเนื่องซึ่งกันและกัน
คำชี้แจง
คุณวีระ สมความคิด เป็นหนึ่งในหน่วยงานภาคเอกชนที่ต้องดูแลต่อสู้เรื่องเกี่ยวกับการต่อต้านการคอร์รัปชั่น ในชื่อ เครือข่ายประชาชนต่อต้านการคอร์รัปชัน (คปต.)
การเข้ามาร่วมของคุณวีระ สมความคิด กับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนั้น เป็นการเข้ามาร่วมในลักษณะเป็นแนวร่วม แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ไม่เคยสร้างความกดดันให้คุณวีระ สมความคิด ในเรื่องที่ให้ออกจากองค์กรของตัวเอง เพื่อเข้ามาร่วมกับพันธมิตรฯ ทั้งนี้เพราะยังมีคนลักษณะแบบคุณวีระ สมความคิด ที่เป็นแนวร่วมอีกมาก ที่พอใจจะทำกิจกรรมทางการเมือง โดยที่ไม่ได้อยู่ภายใต้ร่มเงาของพันธมิตรฯ
ในช่วงระยะเวลา 193 วันนั้น แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ไม่เคยกีดกันคุณวีระ สมความคิด ในเรื่องขึ้นเวที หรือการแสดงออกใดๆ ทั้งสิ้น มีแต่ให้การสนับสนุน เพราะแกนนำพันธมิตรฯ ยึดถือว่า คุณวีระ สมความคิด เป็นเพื่อนร่วมอุดมการณ์ เป็นสหายร่วมรบ ไม่เคยมองคุณวีระฯ เป็นศัตรูเลยแม้แต่นิดเดียว แม้กระทั่งทุกวันนี้ ก็ยังมองอยู่เช่นเดิม
ในเรื่องเกี่ยวกับเงินบริจาคนั้น เมื่อประชาชนบริจาคมาให้พันธมิตรฯ โดยหลายครั้ง จะมีการระบุผู้รับอย่างชัดเจน เช่น
- บริจาคให้กองทุนสู้คดี (โดยคุณสุวัตร อภัยภักดิ์ เป็นผู้ดูแล)
- กองทุนรักษาผู้บาดเจ็บ (โดยคุณพิภพ ธงไชย เป็นผู้ดูแล)
- มูลนิธิจำลอง ศรีเมือง (โดยพลตรี จำลอง ศรีเมือง เป็นผู้ดูแล)
- ASTV (โดยผู้บริหาร ASTV เป็นผู้ดูแล)
- ฯลฯ
เมื่อผู้บริจาคระบุว่า ต้องการให้คุณวีระ สมความคิด แกนนำพันธมิตรฯ ก็รวบรวมเงินส่วนของคุณวีระ และส่งมอบให้คุณวีระ ทุกๆครั้ง บางครั้งก็จะมาบริจาคที่บ้านพระอาทิตย์ เลขาของผม (คุณธิดาลักษณ์ วรรณวัฒนากิจ) ก็จะเป็นคนรวบรวมเงิน และมอบให้คุณวีระ เมื่อคุณวีระ เดินทางมาที่บ้านพระอาทิตย์
เครือข่ายประชาชนต่อต้านการคอร์รัปชัน (คปต.) ได้เคยติดต่อมาทางแกนนำพันธมิตรฯ และบอกว่า เงินที่คุณวีระ ได้รับนั้น คุณวีระฯ ไม่เคยเอามาเข้าบัญชีที่คุณวีระฯ เป็นผู้บริหารคนหนึ่ง
แกนนำพันธมิตรฯ ก็เลยนำเรื่องนี้ มาเล่าให้คุณวีระ ฟัง โดยทำหน้าที่เป็นผู้สื่อสาร มิได้ไปสร้างความกดดันใดๆ ทั้งสิ้น เพราะคุณวีระมักจะพูดเสมอว่า เงินที่ประชาชนบริจาคให้คุณวีระนั้น เป็นเงินบริสุทธิ์ และบริจาคให้คุณวีระโดยตรง เพราะฉะนั้นคุณวีระจะเอาไปใช้อะไรก็ได้
ในบางครั้ง ในการจัดคอนเสิร์ตการเมืองที่ต่างจังหวัดเพื่อระดมทุนช่วย ASTV ก็จะมีคนของคุณวีระเดินถือกล่องบริจาคให้คุณวีระเดินตามหมู่ประชาชนเพื่อขอรับบริจาคให้คุณวีระ โดยตรง
เนื่องจากว่า คุณวีระนั้น ถึงแม้จะทำงานโดยอิสระ แต่อีกด้านหนึ่ง ก็มาพึ่งพิงพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในการใช้มวลชน ตลอดจนการรับบริจาคเงินทองจากมวลชนพันธมิตรฯ
แกนนำพันธมิตรฯ ทั้ง 5 คน เกรงว่าจะมีข้อครหานินทาทีหลัง ในเรื่องของความโปร่งใส ประกอบกับในรายการค้นคนโกง ที่คุณวีระได้ใช้ ASTV เป็นเวทีเผยแพร่กิจกรรมของตัวเองออกไปนั้น ก็ได้มีตัววิ่งบนจอโทรทัศน์เชิญชวนให้ประชาชนบริจาคเงิน เข้าบัญชีส่วนตัวของคุณวีระฯ
แกนนำทั้งหมด จึงมอบหมายให้ผม เป็นตัวแทนในการอธิบายกับคุณวีระว่า เรื่องเงินบริจาคนั้น อยากให้ทำด้วยความโปร่งใส โดยทำภายใต้มูลนิธิ ยามเฝ้าแผ่นดิน ที่คนบริจาค สามารถบริจาคผ่านมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน โดยระบุว่า เป็นกองทุนคุณวีระ เพื่อต่อสู้เรื่องเขาพระวิหาร หรือเพื่อต่อสู้เรื่องการคอร์รัปชัน ฯลฯ
โดยเงินกองทุนที่อยู่ภายใต้มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน ก็จะมีหลักฐานการโอนเงิน มีที่มาว่า เงินได้เข้ามาจริง ส่วนกองทุนนี้ก็จะเป็นกองทุนที่บริหารจัดการ โดยคุณวีระ แต่ผู้เดียว มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยเป็นอันขาด
เงินกองทุนลักษณะนี้ก็มีอยู่ภายใต้มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดินอยู่ 2 กองทุน
กองทุนแรกคือ กองทุนรักษาพยาบาลผู้ได้รับบาดเจ็บ ซึ่งคุณพิภพ ธงไชย เป็นผู้ดูแลกองทุนนี้ แต่ผู้เดียว การตัดสินใจอยู่ที่คุณพิภพฯ เท่านั้น
อีกกองทุน ที่อยู่ภายใต้มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดินก็คือ กองทุนสู้คดี ซึ่งคุณสุวัตร อภัยภักดิ์ เป็นผู้ดูแล และมีอำนาจตัดสินใจแต่ผู้เดียวเช่นกัน
ทั้งหมดนี้ แกนนำพันธมิตรฯ เพื่อเน้นประเด็นความโปร่งใสในเรื่องเงินทอง มิได้ไปกดดันคุณวีระแม้แต่นิดเดียว
คุณวีระ สมความคิด ปฎิเสธความหวังดีอันนี้ และก็ยังดำเนินรายการที่ ASTV ต่อ หากแต่ว่า ทาง ASTV ปฎิเสธที่จะให้มีตัววิ่งที่ระบุว่า ให้บริจาคโดยตรงกับคุณวีระ ทั้งนี้เพราะ ASTV เกรงว่า หากวันข้างหน้า มีคำถามเรื่องความโปร่งใสในเงินบริจาคของคุณวีระแล้ว ASTV จะกลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด ในการระดมเงินประชาชนมาให้คุณวีระ
ทั้งหมดนี้ก็ก่อให้เกิดความไม่พอใจกับคุณวีระ สมความคิด ถึงกับเอาไปพูดออกรายการค้นคนโกงในบางเวลา และในที่สุด คุณวีระก็ทำหนังสือแจ้งความจำนงมาว่า ขอถอนตัวออกจากการจัดรายการที่ ASTV
หลังจากนั้น พลตรี จำลอง ศรีเมือง ก็มาแจ้งให้ผมทราบว่า คุณวีระได้ไปติดต่อกับ สมณโพธิรักษ์ แห่งสันติอโศก เพื่อขอจัดรายการที่ FMTV ของสันติอโศก โดยให้เหตุผลว่า ASTV คิดเงินค่าเวลาคุณวีระแพง
ผมก็เลยชี้แจงข้อเท็จจริงให้ พลตรี จำลอง ศรีเมือง ทราบว่า ASTV นอกจากจะไม่เคยคิดราคาค่าเวลาคุณวีระแล้ว ยังจัดพิธีกรมาช่วยคุณวีระอีกแรงหนึ่งด้วย พลตรี จำลองจึงกลับไปแจ้งให้ สมณโพธิรักษ์ ทราบถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว
ต่อกรณีวิธีดำเนินการในเรื่องเขาพระวิหาร แกนนำพันธมิตรฯ ไม่เคยได้รับทราบหรือรับคำปรึกษาจากคุณวีระเลยว่า คุณวีระจะนำประชาชน (ซึ่งก็เป็น พธม. จากจังหวัดต่างๆ) เข้าไปประท้วงกรณีเขาพระวิหาร ทั้งที่ไม่ได้รับทราบ ไม่ได้รับคำปรึกษาหรือฟังความเห็นของแกนนำพันธมิตรฯ ASTV และเครือข่าย ไม่ว่าจะเป็น TV วิทยุ หนังสือพิมพ์ หรือเว็ปไซต์ ผู้จัดการออนไลน์ ก็ช่วยคุณวีระฯ รายงานข่าวตลอด
สิ่งที่พันธมิตรฯ หวั่นเกรงก็คือว่า แนวความคิดของการต่อสู้ของคุณวีระกับแกนนำพันธมิตรฯ นั้น ค่อนข้างจะแตกต่างกัน โดยพันธมิตรฯ มองว่า การจะประท้วงอะไรก็ตาม พันธมิตรฯ จะคำนึงถึงความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน ที่เข้ามาร่วมเป็นอันดับหนึ่ง เพราะการสูญเสียชีวิตและมีคนพิการบาดเจ็บกรณี 7 ตุลาคม ตลอดจนการถูก ลอบทำร้าย ด้วยระเบิด M 79 ในช่วง 193 วันนั้น เป็นปัญหาสำคัญ และประเด็นที่ยิ่งใหญ่มาก ในการพิจารณาการประท้วง
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่คุณวีระจะนำประชาชน (ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็น พธม. ตามจังหวัดต่างๆ) ไปประท้วงในพื้นที่ศัตรู ในต่างจังหวัด เช่น ศรีสะเกษ เป็นการกระทำที่สุ่มเสี่ยงอันตรายต่อผู้ที่เข้ามาร่วม และหากมีการบาดเจ็บ หรือถึงแก่ชีวิตนั้น คนที่ต้องรับผิดชอบก็ต้องเป็นแกนนำพันธมิตรฯ ไม่ใช่คุณวีระ สมความคิด
การบาดเจ็บของพันธมิตรฯ ที่ไปประท้วงที่เขาพระวิหาร จ.ศรีสะเกษนั้น ในครั้งนั้น ที่ถูกกองกำลังจัดตั้งของฝ่ายตรงข้าม ด้วยความร่วมมือของเจ้าหน้าที่บ้านเมือง ก็เป็นบทพิสูจน์ต่อความกังวลของแกนนำพันธมิตรฯ
ด้วยเหตุนี้ หากคุณวีระ สมความคิด เรียกชุมนุมโดยที่แกนนำพันธมิตรฯ ไม่ทราบ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ก็มีความจำเป็นที่จะต้องชี้แจงว่า การชุมนุมที่คุณวีระฯ นำ นั้น ไม่ได้เป็นมติของแกนนำพันธมิตรฯ ซึ่งก็เป็นการประกาศอย่างชอบธรรม และถูกต้องที่สุด
ความขัดแย้งในวิธีการดำเนินการเกี่ยวกับมวลชน ระหว่างแกนนำพันธมิตรกับคุณวีระก็เลยมีข้อแตกต่างในแนวความคิด และในวิธีการ จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่มวลชน ซึ่งมีความสนิทสนมกับคุณวีระฯ ได้ต่อว่าแกนนำพันธมิตรฯ และ ASTV ว่าไม่ช่วยคุณวีระฯ
ในขณะที่ คุณวีระก็ยังเป็นเพื่อนร่วมอุดมการณ์ของแกนนำพันธมิตรฯ อยู่เหมือนเดิม เพียงแต่ว่า วิธีการของพันธมิตรฯ กับวิธีการของคุณวีระต่างกันในรูปแบบและสาระโดยสิ้นเชิง เพราะพันธมิตรฯ นั้น เน้นอยู่ที่การตัดสินใจเป็นหมู่คณะเพื่อให้มีฉันทามติร่วมกัน
แต่ของคุณวีระเน้นอยู่ที่ปัจเจกบุคคล คือตัวคุณวีระเท่านั้น แต่เผอิญมวลชนนั้นเป็นมวลชนของพันธมิตรฯ ด้วยเหตุนี้ แกนนำพันธมิตรฯ จึงกังวล และเป็นห่วงต่อการตัดสินใจของคุณวีระฯ
อ.สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์นั้น เส้นเลือดในสมองตีบ และอยู่ในขั้นของการฟื้นฟูสภาพร่างกาย ซึ่งขณะนี้ได้พ้นขีดอันตรายแล้ว และฟื้นฟูร่างกายกลับมาได้ 70% ทางแพทย์ ยังกำหนดให้ อ.สมเกียรติฯ ต้องพักฟื้นต่อ โดยไม่ทำอะไร ที่จะทำให้เกิดความเครียดได้ ต่อไปอีกระยะหนึ่ง ด้วยเหตุนี้ อ.สมเกียรติฯ จึงไม่สามารถจะออกมาจัดรายการที่ ASTV ได้ หาใช่เพราะมีการกดดัน อ.สมเกียรติตามที่คุณวีระได้เคยพูดออกมา
แกนนำพันธมิตรฯ ทราบดีว่า การสร้างศรัทธา และความเชื่อ ให้กับมวลชนนั้น เป็นเรื่องละเอียดอ่อนค่อนข้างยากเย็น ทั้งนี้เพราะบุคลิค อุปนิสัย และพฤติกรรม ของมวลชนนั้น มีความหลากหลาย บางคนก็ใจร้อน ดุเดือดเลือดพล่าน บางคนก็สุภาพนุ่มนวล ไม่อยากให้มีการเผชิญหน้าฯลฯ
ด้วยเหตุดังกล่าว การตัดสินใจของแกนนำพันธมิตรฯ จึงเป็นการตัดสินใจ ที่ใช้องค์ประกอบรอบด้านเข้ามาเป็นส่วนในการนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และสิ่งที่แกนนำเป็นห่วงมากที่สุดคือ ชีวิต ความปลอดภัย ของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
ในขณะเดียวกัน แกนนำพันธมิตรฯ ก็ยังต้องการ ความสามัคคี เพียงแต่หวังว่าคุณวีระและผู้ที่เชื่อในคุณวีระจะเข้าใจในคำชี้แจงครั้งนี้ การส่งแถลงการณ์ให้กับแกนนำพันธมิตร สหรัฐอเมริกานั้น จึงเป็นการชี้แจงกันเป็นการภายใน ส่วนตัวแกนนำนั้น จะไม่ออกไปพูดในทางสาธารณะ หากแต่ว่าผู้อื่นซี่งรู้เรื่องดี แต่ไม่ใช่แกนนำ ก็สามารถใช้สิทธิที่จะชี้แจงได้
ทั้งนี้เพราะเรื่องต่างๆที่เล่าให้ฟังนั้น นอกจากแกนนำพันธมิตรฯ และคุณสุริยะใส กตะศิลา ในฐานะผู้ประสานงานแล้ว ยังมีผู้รับรู้และรู้เห็นอยู่หลายท่าน เช่น ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ สุรวิชช์ วีรวรรณ ชัชวาลย์ ชาติสุทธิชัย อัญชลี ไพรีรักษ์ และอีกหลายๆคน จึงเรียนมาเพื่อทราบ
ลงชื่อ (สนธิ ลิ้มทองกุล)
ตัวแทนแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
พลตรีจำลอง ศรีเมือง , นายพิภพ ธงไชย , นายสมเกียรติ์ พงษ์ไพบูลย์ , นายสมศักดิ์ โกศัยสุข
****************************************
ที่มา/อีเมล์วีระ
--------------------------------
คำชี้แจงจาก วีระ สมความคิด
วันอาทิตย์ ที่ 20 มิถุนายน 2553
"วีระ สมความคิด"...ชี้แจงจากอเมริกา
Posted by weera , ผู้อ่าน : 368 , 23:47:02 น.
หมวด : นักข่าวอาสา Share Share พิมพ์หน้านี้
"วีระ สมความคิด"...ชี้แจง
ถอดเทปการตอบคำถามของคุณวีระ สมความคิดในงาน “สานใจรวมพลังไทยเพื่อชาติ” June 6, 2010 Los Angeles, CA
โดย ดร. จอย ,คุณอรรคเดช ศรีพิพัฒน์ :
1. เกิดอะไรขึ้นกับความสัมพันธ์ระหว่างคุณวีระกับพันธมิตรและ ASTV
2. ทำไมคุณถึงไม่ออกรายการค้นคนโกงอีก
3. ปัญหาเรื่องเขาพระวิหารไปถึงไหนแล้ว และจะดำเนินต่อไปอย่างไร
4. ได้ข่าวว่าคุณสนธิ คุณวีระแยกทางกันหรือเปล่า
คุณวีระ สมความคิด : ผมไม่ได้แต่งงานกับคุณสนธิ ก็เลยไม่ได้แยกทางกัน... ไม่ได้แยกทางกัน เพียงแต่ว่าคุณสนธิอาจจะเข้าใจผิดและก็ไม่ได้ให้โอกาสผมนะครับ และก็แกอาจจะรักผมมากไปมั้ง อยากจะให้ผมอยู่กับแก แต่ผมไม่สามารถอยู่กับแก แกอยากให้ผมเนี่ยะลาออกจากเครือข่ายประชาชนต้านคอรัปชั่น มาอยู่กับมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน
ที่ผมทำไม่ได้ นะครับ เพราะว่าผมทำองค์กรของผมเนี่ยด้วยจุดยืนที่อยากจะแก้ปัญหาทุจริตคอรัปชั่นในสังคมไทย และก็ความมุ่งมั่นที่จะรักษาผลประโยชน์ของแผ่นดิน ผมไม่ต้องการที่จะไปอยู่ภายใต้... นะครับ การดูแล หรือครอบงำจากใคร ผมต้องการอิสระ (ปรบมือ)
ถึงแม้จะเป็นความหวังดี ก็ตามแต่ นะครับ แต่ถ้าเป็นความหวังดีแล้วเนี่ยะ ทำให้ผมต้องเสียจุดยืน แล้วก็ มันทำให้เกิดปัญหาในการทำงานเนี่ยะ นะครับ ผมก็มิอาจที่จะรับความหวังดีของท่านได้ ผมคงขอทำงานอย่างมีอิสระ นะครับ ที่จะไม่ให้ใครกล่าวหาผมได้ว่าเป็นคนของ ASTV แต่ผมอยากเป็นคนของประชาชนครับ (ปรบมือ)
ผมก็ไม่ได้มีสาเหตุโกรธเคืองกับคุณสนธิ ทุกวันนี้ก็ไม่ได้โกรธคุณสนธิ เพียงแต่คุณสนธิเนี่ยะ แกอาจจะหวังดีกับผมมาก และก็อยากที่จะช่วยแก้ข้อกล่าวหา เพราะว่า มีคนที่ไปกล่าวหาผม โดยที่เขาเนี่ยะเคยที่จะมาใกล้ชิดผม แต่ไม่ใช่คนที่เป็นลูกน้องผมนะ
ผมไม่ได้จ้างเค้า คือเค้าเป็นภรรยาของคนขับรถผม และเค้ามีโอกาสได้เข้ามาใกล้ชิดผมอยู่พักหนึ่ง และในช่วงที่ผมไปทำธุรกิจที่เขาพระวิหาร เขาก็เป็นคนที่ไปรับการบริจาคจากคนที่ช่วยสนับสนุนทั้งเงินและสิ่งของ และก็มีคนยืนยันว่า เขาแอบยักยอกเงินที่ประชาชนสนับสนุนผม
พอผมจับได้ ผมก็ให้เขาห่างออกไป แต่ผมไม่ได้ว่าอะไรนะ ก็คือให้ห่างออกไป นะครับ เขาก็โกรธและก็ไปบิดเบือนข้อมูลกับคุณสนธิ โดยไปฟ้องคุณสนธิบอกว่าผมเนี่ยะนะครับ ร่ำรวยแล้ว มีเงินมีทองมากมาย ผมแอบไปปลูกบ้านที่ภาคเหนือ 20 ล้านบ้างล่ะ ผมเนี่ยะไปซื้อบ้านอยู่ในหมู่บ้านนวธานี ที่เป็นหมู่บ้านเศรษฐี บ้านผมมีรถตั้ง 5 คัน แต่ไม่เคยที่จะมาให้โอกาสผม ในการที่กล่าวหาผมแล้วนี่ ไม่ได้มีหลักฐานชัดเจน
คุณสนธิก็เรียกผมไปพบเรื่องนี้ แล้วก็บอกว่า มีคนเขากล่าวหาอย่างเนี้ยะ และก็เป็นคนของคุณ ผมก็บอกว่า ”พี่ธิเรียกมาพบเลยครับ เขาพูดอะไรบ้าง”
แกก็ไม่พูดรายละเอียดให้ผมฟัง แต่แกไปพูดให้กับคนใกล้ชิดแกนนำคนอื่น และแกนนำคนอื่นก็เอาไปพูดบอกกันเต็มไปหมดนะครับ ผมก็ไม่มีโอกาสที่จะได้พูดกับคนทั้งประเทศ เพราะผมพูดมันผ่านสื่อ มันก็เหมือนกับการไปสาวไส้ คนที่เสียประโยชน์คือพวกเรา คนที่เสียหายก็พวกเรา คนได้ประโยชน์คือศัตรูของเรา
ผมก็ต้องอดทนมาโดยตลอด นะครับ ผมไม่มีหรอกครับบ้าน 20 ล้าน บ้านนั้นไม่ใช่บ้านของผม ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับผมเลยนะครับ คนที่พูดเนี่ยเขาเคยติดตามผมไป เมื่อครั้งที่พันธมิตรจังหวัดลำปางจัดงาน และผมก็พาพวกการ์ดพวกเขานี่ที่ดูแลผมไปพักที่บ้านหลังนี้ เหมือนกับผมมาพักบ้านพี่ประสารนี่แหละครับ ถ้าอย่างนั้นเนี่ย เดี๋ยวมันก็ไปพูดอีกว่าผมเนี่ยมีบ้านที่ L.A. หลังละตั้ง 1 ล้าน 7 แสนดอลลาร์ คือถ้าผมไปพักบ้านใครแล้วบ้านนั้นจะเป็นบ้านผมทันที นะครับ
อย่างนี้เป็นธรรมกับผมไหมครับ โดยที่ไม่มีการพิสูจน์เลย และบ้านผมที่นวธานีก็บอกนะครับว่าเป็นบ้านมรดก นะครับ คุณพ่อผมก็ทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต สร้างตัวมาก็สามารถที่จะซื้อบ้านในนวธานีได้ นะครับ คุณพ่อผมก็ทำงานด้วยความขยันขันแข็ง พ่อผมไม่ได้ไปโกงใครนะครับ พ่อผมทำธุรกิจ ไม่ใช่นักการเมือง ไม่ใช่ข้าราชการ ได้แต่สอนลูกว่าอย่าไปเอาเปรียบใครนะครับ ผมก็ไม่เคยไปคดโกงใคร บ้านนั้นน่ะอยู่มาตั้งแต่ 2519 ครับ ทุกวันนี้จะพังเต็มแก่แล้ว ท่อน้ำก็ตันหมดแล้ว ไฟฟ้าสายไฟก็เก่าจนชอบช็อตเป็นประจำ
ก็กำลังคุยกันในระหว่างพี่น้องว่าจะเอาอย่างไรดี จะรื้อบ้าน หรือจะต้องซ่อมบ้านใหญ่กันสักทีดีไหม เพราะเราอยู่กันมานานตั้ง 30 กว่าปี รถ 5 คัน ผมมีพี่น้อง 5 คน มีรถคนละคันไม่ได้หรือครับ มันผิดอะไรนักหนาหรือครับ ทำไมถึงมากล่าวหาผมอย่างนี้
แล้วบอกว่า ผมรับเงินบริจาคไม่โปร่งใสเนี่ยะ ผมก็อยากจะย้อนถามครับว่าผมเคยไปเอ่ยปากขอเงินใคร เคยได้ยินผมขอบริจาคสักครั้งหนึ่งไหมครับ ผมเคยไหมครับ ที่บอกว่าพ่อแม่พี่น้องช่วยมาบริจาคเงินให้ผมหน่อย ผมเคยพูดไหมครับ ผมไม่เคยเอ่ยปากขอเงินใครนะครับ คนที่เขาศรัทธางานผม เขาเห็นผมทำงานอย่างมุ่งมั่น และเขาเห็นว่าผมต้องเสียสละความก้าวหน้าในชีวิตทั้งหมด
ผมตั้งกลุ่มพิทักษ์สิทธิเสรีภาพของผมตั้งแต่ปี 2531 กับกลุ่มเพื่อนข้าราชการ และเราก็ทำงานมาเนี่ย ผมใช้ทุนของผมเป็นส่วนใหญ่ เขาจึงมอบความไว้วางใจและความรับผิดชอบให้ผมเป็นประธานกลุ่ม มาตั้งแต่ปี 2531 ผมทำงานไปด้วยและก็เอาเงินที่ผมทำงานเนี่ยะ ที่ทำธุรกิจร่วมกับครอบครัวเนี่ยะ เอามาจุนเจือกลุ่มในการทำประโยชน์ให้ประเทศชาติ ไม่เคยไปขอเงินใครแม้แต่บาทเดียว (ปรบมือ)
เดี๋ยวครับ อีกนิดหนึ่งครับ ยังไม่จบ ถ้าไม่พูด เดี๋ยวจะไม่เข้าใจ นะครับ ผมขอพูด ผมไม่มีโอกาสพูด ผมอยากพูดให้หมด ไม่ต้องให้คาใจ ผมเนี่ยะเอาเงินของผมที่ได้จากการทำงานมาทำประโยชน์ให้ส่วนรวม โดยไม่ใช่แบบ NGO... NGO เนี่ยะต้องมีเงินทุนก่อน ถึงจะทำเป็นโครงการเป็นโปรเจ็กต์
แต่ผมเป็นประชาชนที่มีความสำนึกอยากจะตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน และก็ไม่ใช่ผมคนเดียว ผมร่วมกับกลุ่มของผม ตอนแรกมีประมาณ 7 คน เราก็ทำงานกันมา โดยที่ผมเป็นคนที่ลงทุนลงแรงมากที่สุด เพราะผมเป็นคนเดียวของกลุ่มที่ไม่ใช่ข้าราชการ และก็ทำมาโดยตลอด นะครับ จนถึงปี 2543 ที่ต้องมีคดีความกับพลตรีสนั่น นะครับ ปรากฏว่า ครอบครัว และธุรกิจที่ผมทำร่วมกับพี่สาว ถูกบีบจากอำนาจการเมือง พี่สาวผมก็ยื่นคำขาดว่าจะเอาอย่างไง ถ้าผมยังทำงานนี้ต่อไป จะกระทบกับธุรกิจ ผมต้องวางมือเลยครับ หยุดทำงาน มาทำงานให้กับสังคมอย่างเดียว มีเงินที่ผมสะสมไว้เนี่ยะประมาณล้านบาท
ผมต้องใช้เงินของผมโดยที่ไม่ต้องไปขอใครเนี่ยนะครับ ตั้งแต่ปี 2543 มา แล้วก็สู้คดีกับพลตรีสนั่นที่เขาฟ้องผม หมิ่นประมาท เขาเรียกค่าเสียหาย 150 ล้าน ผมสู้ อยู่ 11 ปี ด้วยเงินของผมเนี่ยละครับ ไม่เคยไปขอเงินใครเลย (ปรบมือ) นะครับ ผมทำประโยชน์ให้ส่วนรวม แต่เวลาที่ผมถูกไอ้พวกนักการเมืองฟ้องผมเนี่ย ผมต้องใช้เงินของตัวเอง และก็บางครั้งไม่พอก็ต้องขอพี่สาวผม ขอแม่ผม จนเงินผมหมด
ภรรยาผมเนี่ยต้องขอหย่าจากผมในปี 2546 เขาทนไม่ได้ ที่ผมไม่ทำงานแล้วมาทุ่มเทให้กับการทำประโยชน์ โดยไม่มีผลประโยชน์ตอบแทนอะไรเลย
เขาแต่งงานกับผมตั้งแต่ปี 2535 ปี 2546 ปลายปีเขาบอกว่า เขาทนไม่ได้แล้ว ผมต้องเลือกแล้วระหว่างเขากับงาน ผมบอกว่าผมรักทั้งคู่ ผมรักเขาและงาน ผมไม่ต้องการเลือก ผมอยากให้ทั้งคู่อยู่กับผม แต่เขาบอกไม่ได้ ในที่สุดเขาก็ต้องตัดสินใจหย่ากับผม ผมก็ต้องเสียภรรยาที่ผมรักไป นะครับ
ผมถึงอยากจะบอกไงครับว่าผมมุ่งมั่นขนาดนี้ แล้วมากล่าวหาว่าผมคดโกงเงินที่เขาบริจาคให้ผม ผมทำงานถ้าผมจะโกงเนี่ย ผมจะมาโกงเงินที่ท่านบริจาคทำไม มันไม่ได้มากมายหรอกครับ ทำแบบคนอื่นสิครับ คนที่ขายอุดมการณ์
ที่ผ่านมามีคนติดต่อผมตลอดนะครับ ด้วยเงินระดับ 100 ล้านขึ้นทั้งหมด แทบจะทุกคดี ผมเอาเงิน 100 ล้านไม่ดีหรือครับ ถ้าผมจะเอา โอกาส นะครับ หรือเครดิตที่สังคมให้ผมเนี่ย ซึ่งก็เป็นสิทธิของผมด้วย ใครจะมาตรวจสอบผม เพราะผมไม่ใช่ข้าราชการ กฏหมายทำอะไรผมไม่ได้เลยนะครับ
เพราะไอ้คนให้เงินผมมันเป็นคนโกง ทำอะไรผมไม่ได้เลย ถ้าผมจะรับเงินพวกนี้ก็เป็นสิทธิของผม แม้แต่คิดผมยังไม่คิดเลย ทุกคนที่มาเสนอให้ผมนี่นะครับ (ปรบมือ) ผมก็จะบอกกับเขาทุกคนว่า ไม่ต้องเอาเงินมาให้ผม และก็ไม่ต้องฆ่าผม ผมขอแค่ 2 อย่าง แล้วคุณมาทางไหน คุณก็กลับไปทางนั้น นะครับ
ผมไม่จำเป็นเลยนะครับที่จะต้องมาทุจริตเงินที่พี่น้องประชาชนมาบริจาคให้กับผม เพราะคนที่บริจาคเงินมาให้ผมเขาเอาเงินที่บริสุทธิ์ เขาไม่ได้โกงใคร ผมไม่ได้รับเงินคนโกงครับ (ปรบมือ) และผมก็บริสุทธิ์ใจ ในการทำงานผมไม่เคยสร้างภาพหลอกใคร
ผมไม่เคยไปเสแสร้ง สิ่งที่ผมทำผมเล่าให้ท่านฟังในเบรกแรก ผมทำด้วยความตั้งใจผมทำอย่างดีที่สุด อย่างมีคุณภาพ ไม่ได้ทำเพื่อต้องการอะไร นะครับ ดังนั้นผมไม่จำเป็นเลยครับ ในเมื่อท่านบริสุทธิ์ใจให้ผม และก็ไม่เคยมีใครนะที่ให้เงินผม และก็มีข้อต่อรองกับผมว่า คุณวีระ คุณเอาเงินไปคุณต้องไปทำอย่างนี้นะ ต้องอย่างนี้ อย่างนี้นะ คุณต้องมารายงานฉันนะ ไม่มีเลยสักรายหนึ่ง และถ้ามีอย่างนั้น ผมก็ไม่รับ ผมก็จะบอก พี่เอาเงินคืนไปเถิดครับ เพราะผมไม่รับจ้างทำงานครับ ผมทำเพราะผมอยากทำ (ปรบมือ) นะครับ
อันนี้ก็คือสิ่งที่ผมอยากบอกให้ทุกท่านเข้าใจ นะครับ ว่าผมไม่จำเป็นต้องมาโกงตัวผมเองหรอกครับ ถ้าอยากจะโกง ผมก็ควรจะรับเงินจากไอ้คนโกง ซึ่งมันจะได้เป็นร้อยล้าน แล้วกฏหมายทำอะไรผมไม่ได้ด้วย นะครับ
อันนี้ก็อยากจะบอกให้ทุกท่านเข้าใจว่า คนอย่างผมไม่เลวหรอกครับ นะครับ ผมไม่เลวอย่างนั้นหรอกครับ ถ้าผมเลว ผมไม่อยู่มาถึง 20 กว่าปีหรอกครับ โดยที่คนที่ผมตรวจสอบนี่ ที่ควรจะแฉผมเนี่ย ไม่เคยมีแม้แต่คนเดียวมาแฉผมได้เลย นะครับ (ปรบมือ)
แล้วก็เรื่องเขาพระวิหารเนี่ย ต้องบอกกับทุกท่านเลยครับว่า ยูเนสโกเนี่ยแอบไปขึ้นทะเบียนตัวปราสาทเป็นมรดกโลกตั้งแต่ปี 2551 แล้วครับ เราไม่เคยรู้เลยครับ หลักฐานนี้ผมเพิ่งรู้มาเมื่อสองอาทิตย์ที่ผ่านมา ก่อนมานี่ เพิ่งรู้มาเมื่อสองอาทิตย์นี้เองครับ ตัวปราสาทนี่ยูเนสโกขึ้นทะเบียนไปเรียบร้อยแล้ว เหลือแต่พื้นที่โดยรอบที่เรากำลังต่อสู้กันอยู่ แล้วยูเนสโกก็ทำผิดระเบียบของตัวเอง เพราะว่าการไปขึ้นทะเบียน แอบไปขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารนี่ มันก็ผิดกับกฏบัตรของตัวเองที่บอกว่า ถ้ามรดกโลกชิ้นใดนั้นมันอยู่ในอีกประเทศหนึ่ง ต้องได้รับการยินยอมจากประเทศนั้นก่อน
ผมก็ไม่รู้ว่าใครไปยินยอมให้กัมพูชา ถามรัฐบาล ๆ บอกไม่ได้ยินยอม ถามกระทรวงการต่างประเทศ ๆ บอกไม่รู้เรื่อง แล้วใครมันไปยินยอมยกให้ ผมถามหน่อยเถอะ แล้วการที่จะไปยินยอมนี่มันต้องผ่านรัฐสภา เห็นไหมครับ ยูเนสโกก็เป็นองค์กรที่หาประโยชน์ แล้วก็เอาเปรียบประเทศเล็กๆ นี่ก็คือสิ่งที่ผมต้องต่อสู้ต่อไป นะครับ ไม่ได้หยุดครับ หลังจากที่ผมพยายามเปิดโปงมาโดยตลอดเนี่ย ผมกลับประเทศไทยไป ผมต้องรีบกลับไปทำวีซ่า เพื่อที่จะเดินทางไปประเทศฝรั่งเศส เพราะเขาจะประชุมครั้งสุดท้ายวันที่ 25-4 มิถุนายน นะครับ ที่ประเทศบราซิล แต่เราจะไม่ไปประเทศบราซิล เราจะไปที่สำนักงานใหญ่ของยูเนสโกที่ประเทศฝรั่งเศส
ทำทุกอย่างครับ และการไปนี่ ผมก็ไม่ได้ไปขอเงินใครด้วย ผมก็เอาเงินที่พ่อแม่พี่น้องบริจาคให้ผมไว้แล้วเนี่ย เอาเป็นทุนในการทำงานครับ แล้วทุกครั้งก็เป็นเงินของพ่อแม่พี่น้องทั้งสิ้นนี่แหละครับ (ปรบมือ) แล้วถ้าใครบอกว่าผมนี่ร่ำรวยอะไรเนี่ย ผมจะบอกหน่อยเถอะนะ เวลาจัดขบวนรักษาผลประโยชน์ของชาติ ไปทำเรื่องเขาพระวิหารนี่ ผมต้องหมดเงินไปเจ็ดแสนบ้าง สามแสนบ้าง เพราะผมต้องรับผิดชอบ
อย่าไปคิดว่าทุกคนไปแล้วนี่นะ ต่างคนต่างดูแลตัวเอง อันนั้นส่วนหนึ่ง แต่เรื่องเครื่องเสียงละครับ เรื่องความปลอดภัยที่ผมต้องจ้างการ์ด การ์ดที่ต้องเป็นพวกมืออาชีพ ไม่ใช่พวกท่านนะครับ ที่จะไปสู้กับไอ้พวกทหารเขมรหรือพวกตำรวจที่ท่านต้องฝ่าด่าน หรืออันธพาลที่เขาจัดมาทำลายเรา เราต้องใช้มืออาชีพ แล้วพวกนี้เราต้องตอบแทนเขา ไหนจะค่าน้ำมันรถ ไหนจะค่าอาหารส่วนกลาง ที่พักส่วนกลาง
เราก็ต้องสนับสนุนให้กับสีสรรค์อโศกที่เราไปใช้สถานที่พัก ผมต้องใช้เงินทั้งนั้นครับ แต่ก็เป็นเงินที่พ่อแม่พี่น้องบริจาคมาให้ นะครับ ผมก็ไม่เคยที่จะได้เงินมาแล้วก็เก็บมาหาความสุขใส่ตัว เพราะผมไม่มีโอกาส
อยู่เมืองไทยผมไม่มีโอกาสไปหาความสุขส่วนตัวที่ไหนครับ ออกจากบ้านไปทำงาน ไปยังจุดต่างๆ แล้วกลับบ้าน ผมไม่มีโอกาสไปเดินถนน ไม่มีโอกาสไปไหนหรอกครับ เพราะว่าผมอันตรายครับอยู่เมืองไทย ผมมีโอกาสเดินไปไหนมาไหนอย่างสบายใจก็เฉพาะที่นี่แหละครับ (ปรบมือ)
แต่ที่ประเทศไทย ผมหมดโอกาสแล้ว ดังนั้นผมจะไปเสพสุขที่ไหนเนี่ย มันไม่มีที่ให้ผมไปเสพสุขหรือแอบไปหาความสุขอะไรเลยครับ ไม่มีหรอกครับ นะฮะ
เอาเรื่องรายการค้นคนโกง ก่อน คือคุณสนธิเนี่ยเรียกผมไปคุยก่อน เรื่องที่มีคนกล่าวหาผม แล้วแกก็หาทางออกให้โดยที่บอกว่าผมนี่ควรจะออกจากองค์กรของผม แล้วมาอยู่กับมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน
เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2552 นะครับ ผมก็บอกว่า “พี่ธิ ผมตัดสินใจเดี๋ยวนี้ไม่ได้หรอก ผมต้องกลับไปคุยกับกลุ่มของผมก่อน ว่าเขาจะมีความเห็นอย่างไร นะ แล้วผมค่อยให้คำตอบ เพราะเรื่องนี้ ผมเหมือนคนที่ร่วมกันทำมาตั้ง 20 กว่าปี เสร็จแล้วผมจะออกจากองค์กรของผม เพียงแค่ผมหวั่นไหวกับคำกล่าวหาที่เลื่อนลอย แล้วมาอยู่ภายใต้ร่มมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดินนี่ ผมว่ามัน มันต้องคิด คิดให้ดี”
แต่ผมยังไม่ทันกลับมาพูดคุยเลย คุณสนธิ ก็สั่งให้ผู้อำนวยการสถานี ASTV บอกโปรดิวเซอร์รายการค้นคนโกงว่า ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ในรายการค้นคนโกง ห้ามประกาศเบอร์บัญชีรายการค้นคนโกง ผมก็รู้สึกว่าเอ๊ะผมถูกบีบแล้วเหรอ ทั้งๆ ที่มันเป็นเงื่อนไขในการทำรายการ
ผมได้เวลาจาก ASTV นี่ โดยคุณสนธิไม่คิดค่าเวลา นะครับ แต่มีเงื่อนไขว่าผมต้องผลิตให้ นะครับ และผมก็ต้องรับผิดชอบค่าผลิตเองทั้งหมด จะแลกเปลี่ยนให้โดยทางสถานีจะประกาศเบอร์บัญชีสนับสนุนรายการเพียงครั้งเดียวตอนจบ โดยให้กาญจน์ จอมอินทา เป็นคนพูด
ผมได้เงินจากการผลิตรายการก็จากคนที่บริจาค เพราะอยากเห็นรายการนี้อยู่ต่อไป นะครับ นี่คือเงื่อนไขที่ตกลงกัน แต่ปรากฏว่าผมถูกคุณสนธิบอกให้หยุดประกาศ มันก็เหมือนกับการตัดแขนขาผม ผมก็ทนทำมาตั้งแต่เดือนตุลา แล้วผมมาหยุดโดยทุกอย่างหมด หมดทั้งเงินที่รับบริจาคมาไม่เพียงพอ และผู้ที่ร่วมงานในการผลิตรายการค้นคนโกง เขาก็ถอนตัวหมด เพราะเขาไม่พอใจที่ผมถูกทำอย่างนี้
ผมทนทำมาอีกตั้งหลายเดือนจนถึงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ นะครับ ที่ไปออกรายการเป็นครั้งสุดท้าย ไม่มีใครถอดรายการ แต่มันต้องหยุด หยุดโดยความจำเป็น นะครับ เพราะมันไม่สามารถทำต่อไปได้ ท่ามกลางการที่ผมถูกกดดัน จากทางสถานีและจากกลุ่มที่ร่วมทำงานกับผม ผมถูกกดดันทั้งสองด้าน นะครับ และรายการอื่นๆ เนี่ย ไม่มีใครเชิญผมออกครับ จะมาบอกว่า ผมเนี่ยประท้วงหรือผมไม่มาออก ไม่ใช่
เมื่อก่อนเขาเชิญผมทั้งวันทั้งคืน ผมไม่เคยขัดเลย และผมไม่เคยได้ค่าตัวจากการออกรายการ ASTV แม้แต่รายการเดียว บาทหนึ่งไม่เคยได้เลย ค่าน้ำมันรถทุกอย่างผมก็ต้องอุทิศให้หมด ไม่เคยเรียกร้องด้วย แต่ที่ผมไม่ได้ออกก็เพราะเขาไม่เชิญให้ออก แล้วผมจะมาออกได้อย่างไร การที่ผมไม่ได้มาออก ASTV เนี่ย ท่านก็เข้าใจด้วยครับว่า เขาไม่เชิญผมออก
และการที่ผมต้องหยุดรายการค้นคนโกงก็ไม่ได้ถูกถอด มันออกโดยสภาพที่ผมเรียนให้ท่านทราบนะครับ นะครับว่าผมก็ไม่สามารถที่จะทำรายการไปท่ามกลางที่ไม่มีการสนับสนุนค่าใช้จ่ายให้กับรายการ และก็โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องเงินไม่ใช่เรื่องสำคัญ ที่สำคัญคือเพื่อนร่วมงานผมไม่ยอมทำกับผมแล้ว ครับ
ผมก็ต้องเปลี่ยนไปอยู่ช่องอื่น นะครับ ก็ไปทำอยู่ช่อง 13 สยามไท แล้วทางสันติอโศกเขาก็ให้ผมไปทำรายการเพิ่มอีกหลายรายการ แต่การไปทำรายการให้กับสันติอโศกมันเป็นรายการธรรมะ เอ๊ยไม่ใช่ มันเป็นช่องธรรมะ ที่พ่อท่านโพธิรักษ์เนี่ยห้ามเรี่ยไร ห้ามบอกอะไรทั้งสิ้น ทุกคนที่มาทำต้องทำแบบ อะไรล่ะ ทำแบบเหมือนทำบุญน่ะ นะ มาทำฟรีหมด นะครับ แต่เขามีเวลาให้ ซึ่งตอนนี้ทั้งหมดนี่ผมมีรายการใหม่เพิ่มขึ้นอีก 3 รายการ
นอกจากรายการค้นคนโกง นะครับที่เราต้องยังทำอยู่ทุกวันนี้ แล้วเงินที่มา ก็มาจากพวกท่านนี่แหละครับ ที่ยังบริจาคให้ผมอยู่ ผมมีแรงทำเท่าไหร่ มีแรงสนับสนุนให้การบริจาคเท่าไหร่ ผมก็ทำเท่าที่ผมทำได้เต็มที่นะครับ นะครับ อันนี้ก็เป็นคำตอบที่อยากจะบอกให้ท่านทราบครับว่ารายการค้นคนโกงไม่ได้ถูกถอด ********************************************************************************************
หมายเหตุ คุณอรรคเดช ศรีพิพัฒน์ / บก.นสพ.สยามมีเดีย ลอสแองเจอลิส สหรัฐอเมริกา
ทีมไก่อู้
ที่มา ข่าวสด
วงค์ ตาวัน
ฟุตบอลโลก 2010 ที่แอฟริกาใต้ ดำเนินมาอย่างสนุกจนใกล้จะจบรอบแรกแล้ว ก่อนจะเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้าย ซึ่งจะเข้มข้นมากขึ้นแน่นอน
วันก่อนพูดถึงทีมชาติอังกฤษขวัญใจคนไทย ว่าด้วยความผิดพลาดของโรเบิร์ต กรีน ผู้รักษาประตู ที่ปล่อยให้ลูกยิงธรรมดาๆ ปลิ้นเข้าประตูไปได้
แต่ในทันที โรเบิร์ต กรีน พยุงตัวขึ้นมา ยกมือขอโทษเพื่อนร่วมทีม และแฟนบอลสิงโตคำรามทั่วโลก อย่างไม่ถือดีไม่โทษใคร
เมื่อผิดก็ยอมรับผิด ทำให้คนดูรู้สึกให้อภัยโรเบิร์ต กรีน ทันทีเช่นกัน
แต่การลงโทษต่อความผิดพลาดต้องมี หลีกเลี่ยงไม่ได้
ผลก็คือโรเบิร์ต กรีน ต้องถูกปลดจากการเป็นมือ 1 ในที่สุด
พูดถึงตรงนี้ บรรดาคนดูในเมืองไทย คงมีความเห็นอื้ออึง
โรเบิร์ต กรีน ยอมขอโทษและโดนปลดไปแล้ว
แต่โรเบิร์ต ทิงนองนอย ของบ้านเรา ยังเฉยชาไม่เคยขอโทษ ไม่เคยรู้สึกผิด ยังยึดตำแหน่งมือ 1 ในฝ่ายบริหารไม่ยอมถอย
โรเบิร์ต กรีน ทำเสียประตูเดียวก็ต้องไปแล้ว
แต่นี่โรเบิร์ต ทิงนองนอย ผิดพลาดเสียหายคณานับ เปรียบกับการเสียประตู ก็ถึง 90 ประตู ถึง 100 ประตู
ยังกอดอำนาจไม่ยอมปล่อย
เชื่อเถอะว่า อีกไม่นานประชาชนคนดูคงไม่ยอมฝืนทนกับลีลาอันไม่เข้าท่าของโรเบิร์ต ทิงนองนอย ต่อไปอย่างแน่นอน!
กระบวนการร้องเรียนต่อสู้จากประชาชนคนดูกำลังดำเนินไปอย่างเงียบๆ แต่จะปรากฏผลในอีกไม่ช้า
จากทีมชาติอังกฤษ จะไม่พูดถึงทีมชาติตราไก่ ฝรั่งเศส ย่อมไม่ได้
เก็บกระเป๋ากลับบ้าน ตกรอบแรกไปแล้ว!
หมดราคาอดีตแชมป์โลกและรองแชมป์โลกหนล่าสุด
เหตุปัจจัยสำคัญที่ทำให้มหาอำนาจลูกหนังอย่างฝรั่งเศสหมดลายในหนนี้ เพราะการเมืองภายในทีม
นักเตะไม่เตะบอล แต่ดันแกว่งปากวิจารณ์ผู้จัดการทีม สิ้นระบบระเบียบ
ทะเลาะกันจนระส่ำ ผลก็คือ ทีมตราไก่อันเกรียงไกรกลายเป็นไก่อู้ ไม่ยอมซ้อม ตอนลงเล่นก็ซังกะตาย
บ้านเราก็มีไก่อู้ ใช้ปากพูดข้อมูลข่าวสารด้านเดียว ทะเลาะกับเจ้านายก็คือประชาชนคนเสียภาษี
ระวังจะต้องเก็บกระเป๋ากลับบ้านในอีกไม่ช้า!
นิทาน การเมือง เมื่อก่อน คนไทยยังโง่ เดี๋ยวนี้ ก็ยังโง่อยู่
ที่มา ข่าวสด
เป็นเวลา 78 ปี
น่าเศร้าอย่างยิ่งที่เวลา 78 ปีของการเปลี่ยนแปลงการปกครองเหมือนกับประเทศไทยได้ย้อนกลับไปยังที่เดิม
เมื่อ 78 ปีก่อน เราไม่อาจมี ส.ส.มาจากการเลือกตั้ง "โดยตรง"
เหตุผลที่เบื้องต้นมาจากการแต่งตั้งโดย "คณะราษฎร" และต่อมาในปี 2476 มีการเลือกตั้งแต่เป็นการเลือกตั้ง "โดยอ้อม"
เพราะว่าราษฎรไทยยังอ่อนด้อยการศึกษา จึงไม่สามารถเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้งได้
เวลาผ่านมา 78 ปีจากเดือนมิถุนายน 2475 ถึงเดือนมิถุนายน 2553 ความรู้สึกต่อคนไทยก็ยังเหมือนเดิม แทบมิได้แปรเปลี่ยน
คือ ยังคิดว่าคนไทยยังโง่
.....................
ที่เห็นว่าคนไทยโง่ไม่ว่าจะเป็นเมื่อเดือนมิถุนายน 2475 หรือในเดือนมิถุนายน 2553 ก็ยังอยู่ในกรอบที่ละม้ายเหมือนกัน
เห็นได้จากคำพูดของ นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เห็นได้จากคำพูดของ นายอาทิตย์ อุไรรัตน์ เมื่อเสนอแนวทางปฏิรูปการเมืองไทย ก็ระบุอย่างตรงไปตรงมา
นั่นก็คือ ระบุว่า คนไทยยังโง่
เช่นเดียวกับ สถานการณ์ที่มีประชาชนจากต่างจังหวัดเรือนแสนเดินทางเข้ามาชุมนุมประท้วงในมหานครกรุงเทพฯ โดยมีจุดเริ่มต้นที่สะพานผ่านฟ้าลีลาศและไปปักหลักยาวที่แยกราชประสงค์
ความรู้สึกร่วมอย่างหนึ่งของคนในกรุงเทพมหานครก็ยังเป็นบทสรุปเช่นเดียวกับที่คณะราษฎรเคยสรุปเมื่อปี 2475
นั่นก็คือ คนที่มาชุมนุมมาด้วยความโง่ ถูกหลอก ถูกว่าจ้างให้มา
...........................
ไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งคณะกรรมการปฏิรูปการเมือง ไม่ว่าจะเป็นการเชื้อเชิญให้ นายอานันท์ ปันยารชุน กับ น.พ.ประเวศ วะสี มาร่วมกันปฏิรูปประเทศไทย
ความคิดชี้นำโดยพื้นฐานก็คือ ยังคิดว่าราษฎรไทยยังโง่
จำเป็นต้องมีชนชั้นสูงชนชั้นนำอย่าง นายอานันท์ ปันยารชุน อย่าง น.พ.ประเวศ วะสี อย่าง นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ มาวางกรอบจัดหาแนวทาง การขับเคลื่อนทางการเมือง ทางสังคมของประเทศไทยจึงจะดำเนินไปได้
ท่าทีของ นายอานันท์ ปันยารชุน ท่าทีของ น.พ.ประเวศ วะสี ท่าทีของ นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ จึงเหมือนเทพมาโปรด
มาโปรดคนบาป มาโปรดคนโง่เขลาเบาปัญญา
การร่วมมือระหว่าง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับ นายอานันท์ ปันยารชุน กับ น.พ.ประเวศ วะสี กับ นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ จึงเป็นเรื่องของความเมตตากรุณา
เป็นความเมตตากรุณาของคนอีกระดับหนึ่งต่อบรรดาผู้โง่เขลาเบาปัญญาที่เป็นคนไทย
................................
ทั้งหมดนี้คือลักษณะ "สถิต" ทางความคิดที่ดำรงอยู่ในสังคมประเทศไทยมาอย่างยาวนาน
เราปฏิเสธความแตกต่างระหว่างชนแต่ละชั้น แต่ในท่ามกลางการปฏิเสธอาการดูถูกเหยียดหยามระหว่างคนที่อยู่ยอดสุดกับคนที่อยู่ระดับล่างก็ดำเนินไปเหมือนกับเป็นเรื่องธรรมดา
ไม่ว่าเมื่อเดือนมิถุนายน 2475 ไม่ว่าเมื่อเดือนมิถุนายน 2553
ไม่มีใครเท่า
ที่มา ข่าวสด
รัฐบาลเริ่มหน้ามืด หยิบฉวยแทบทุกอย่าง เพื่อผลประโยชน์ และความอยู่รอดของตัวเอง
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทาบทามบุคคลที่มีชื่อเสียงที่สังคมบางกลุ่มเงี่ยหูรับฟัง มาเป็นพวกพ้อง เป็นไม้เป็นมือให้ได้
ทั้งนายคณิต ณ นคร นายอานันท์ ปันยารชุน และน.พ.ประเวศ วะสี
แอ่นอกยอมรับเป็นประธานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริง เพื่อความปรองดองแห่งชาติ ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปประเทศ และประธานคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปประเทศ
แต่ดูเหมือนว่าเสียงตอบรับไม่ค่อยดังนัก เพราะชาวบ้านอีกกลุ่มหนึ่งยังมีความรู้สึกว่าทั้ง 3 คน แค่เป็นเครื่องมือ ยอมรับงาน เพื่อช่วยยืดอายุรัฐบาลมากกว่า
ล่าสุด นายคณิต กลับประสบปัญหา ยังไม่สามารถสรรหาคณะกรรมการมาร่วมได้ทัน ต้องขอขยายเวลาออกไปอีก 15 วัน
ขณะที่นายอานันท์ระบุว่าขอเวลาอีก 3 วัน พร้อมกับอ้างว่ามีรายชื่อบุคคลอยู่ในใจแล้ว ประมาณ 15-20 คน แต่จะต้องหารือกับน.พ.ประเวศก่อน
อย่างไรก็ตาม กรณีนายอภิสิทธิ์สั่งการให้ทหารใช้ความรุนแรงกับประชาชน จนเป็นเหตุให้มีผู้บาดเจ็บล้มตายจำนวนมากนั้น
ต่างประเทศและองค์กรทางด้านสิทธิมนุษยชนของโลก รับไม่ได้
บ้างก็ออกมาประณาม บ้างก็ขอมีส่วนร่วมในการสอบสวนค้นหาความจริง
แต่นายอภิสิทธิ์ปฏิเสธ อ้างว่าเป็นเรื่องภายในประเทศ
ขณะเดียวกัน ก็เรียกประชุมทูตานุทูตต่างประเทศ เพื่อชี้แจงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
แต่ดูเหมือนว่ายิ่งชี้แจง ก็ยิ่งเข้าตัว จนต้องโยนให้ศอฉ.อธิบายแทน
ในสายตาของต่างชาติ มองว่ารัฐบาลนี้ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง
กรณีนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรแห่งประเทศไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา ได้รับเลือกจากที่ประชุมคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ(เอชอาร์ซี) สมัยที่ 14 ให้เป็นประธาน
เป็นอีกกรณีที่นายอภิสิทธิ์รีบโดดรับลูกทันทีว่า
"นี่เป็นการยืนยันว่าต่างประเทศเข้าใจสถานการณ์ของไทย ผมค่อนข้างมั่นใจว่าประเทศกว่า 40 ประเทศที่ให้การสนับสนุน เขาได้แสดงความเข้าใจในสถานการณ์ของไทยมาโดยตลอด ถ้าได้อ่านคำแถลงของรัฐบาลประเทศสหรัฐ ผู้แทนสหภาพยุโรป และกลุ่มประเทศอาเซียน ไม่มีตรงไหนที่เขามองว่าเราไปดำเนินการสิ่งที่ไม่ถูกต้อง"
เป็นข้ออ้างแบบเดียวกันเด๊ะ กับกรณีนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ระบุว่าที่พรรคประชาธิปัตย์ ชนะการเลือกตั้งส.ข. เพราะชาวกรุงเทพฯ เห็นว่ารัฐบาลทำในสิ่งที่เหมาะสม
เรื่องพูดเอาดีใส่ตัว ไม่มีใครเท่า
ตัวตน"เสธ.แดง"จากคำไว้อาลัย
ที่มา ข่าวสด
งานพระราชทานเพลิงศพ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. ที่วัดโสมนัสราชวรวิหาร เจ้าภาพแจกหนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ให้แขกเหรื่อที่ร่วมไว้อาลัย
หนังสือหน้าปกพื้นสีแดง มีลายเซ็นเสธ.แดง ตัวสีทอง ภาพ 4 สี หนา 169 หน้า ช่วงแรกเป็นประวัติ ต่อด้วยคำไว้อาลัยกลางเล่มเป็นรูปงานสวดพระอภิธรรมศพ รูปถ่ายพล.ต.ขัตติยะ สมัยเด็กๆ รูปรับราชการ รูปที่ถ่ายกับครอบครัว และรูประหว่างการเข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่มคนเสื้อแดง จากนั้นเป็นเรื่องเล่าจากคมเสธ.แดง
คำไว้อาลัย เขียนโดยบุคคลต่างๆ ทั้งในส่วนของคนสนิทที่มีชื่อเสียง เช่น นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี นายวินัย รูปขำดี อดีตคณบดีคณะพัฒนาสังคม นิด้า รวมถึงพระ บุคคลที่นับถือ ลูก ญาติและคนใกล้ชิด รวมถึงเพื่อนฝูง
โดยมีเนื้อหาบางช่วงบางตอน น่าสน ใจ ดังนี้
... ผมเรียนพ.ต.ท.ทักษิณ ลำพังคนเสื้อแดงให้ออกมามากกว่านี้ 2-3 เท่า ก็ไม่ประสบความสำเร็จ ท่านต้องมีอำนาจที่ 3 ตลอดระยะเวลาที่คุยกันผมสังเกตสีหน้าท่าทางกิริยาของท่าน ท่านให้ความสำคัญกับยุทธวิธีของคนเสื้อแดงในภาพของแม่น้ำสีแดงทุกสายไหลมารวมกันที่กรุงเทพฯ กรุงเทพฯก็จะนองไปด้วยสีแดง มากกว่ายุทธวิธีของผม
ค้างอยู่ 2 คืน ก็เดินทางกลับประเทศไทย พอเท้าแตะประเทศไทย ผมก็รับการตอบรับจากนายจตุพร พรหมพันธุ์ ทั้งวิทยุ และทีวีด่าผมกับเสธ.แดง เหมือนเป็นศัตรูกันมา 100 ชาติ
ผมจึงโทร.ถึงพ.ต.ท.ทักษิณ ผมและเสธ.แดง ขอถอนตัว ผมขอไม่ยุ่งด้วยเพราะผมไม่อยากมีปัญหา จะเกิดการแตกแยก แม้แต่ท่านเองก็ยังควบคุมและสั่งเขาไม่ได้ ผมขอนั่งอยู่เฉยๆ
ผมก็บอกเสธ.แดง ก็โทร.ถึงผมในเรื่องที่เขาจะถูกปลด และถอดยศ ผมยังบอกให้เขาออกมาอันตรายมาก และจะไม่ปลอดภัย สัญชาตญาณเตือนผม เพราะผมเคยเป็นหัวหน้าชุดล่าสังหารมาก่อน เป้าหมายที่ต้องกำจัดคือ หัวหน้า แกนนำ และผู้สนับสนุน แต่เสธ.แดงก็บอกไม่เป็น ไรพี่ ผมระวังตัวอยู่แล้ว และผมคอยเอามวลชนของผมกลับบ้าน
หลังจากนั้น 3 วัน ตอนค่ำๆ วิทยุและทีวีออกข่าวแทบทุกช่องว่าเสธ.แดง ถูกซุ่มยิง....
พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี
...เพราะเชื่อมั่นและเลื่อมใสในระบอบประชาธิปไตย และรักความยุติธรรมเป็นชีวิตจิตใจ จึงเข้าร่วมขบวนการต่อสู้กับกลุ่มนปช. (คนเสื้อแดง) ที่ชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยและความยุติธรรมให้เกิดขึ้นในชาติ และเป็นเหตุที่ทำให้ถูกลอบสังหารโดยคำสั่งของคณะผู้ขลาดเขลา ที่ไม่กล้าแม้จะสู้กันซึ่งๆ หน้า ตามแบบฉบับของผู้กล้า....
พล.ท.ประสิทธิ์ โยธีพิทักษ์
...พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล นายพลทหารบก. เสธ.แดง ของสาธารณะ หรือ ยะ ยี่เอ๋ง ของเพื่อนๆ หนุ่ม 11 ไม่ว่าเพื่อนจะอยู่ในสมญานามใดก็ตาม เพื่อนแดงยังคงมีคุณลักษณะที่เป็นหนึ่งเดียวไม่เคยเปลี่ยนไปตามกาลเวลาและสถานการณ์ ตั้งแต่วันแรกที่ผมรู้จักเพื่อนจวบจนวันที่เพื่อนได้จากพวกเราไป เพื่อนเป็นนักสู้ผู้ยิ่งใหญ่ เป็นนักรบที่กล้าหาญ ผู้ไม่เคยย่อท้อ มีลักษณะผู้นำ รักเพื่อนพ้องและลูกน้อง และรักความยุติธรรมอย่างเป็นชีวิตจิตใจ.. 
พล.อ.อดุล อุบล เพื่อนร่วมรุ่นตท.11
...ที่เพื่อนยะ(เสธ.แดง) รัก จะเห็นได้จากเมื่อมีผู้บังคับบัญชาสูงสุดของหน่วยงานหนึ่งมากล่าวร้าย "กองทัพบกมาเฟีย" "กองทัพบกเป็นผู้มีอิทธิพล" เพื่อนยะ (เสธ.แดง) เป็นนายทหารคนเดียวที่ออกมาปกป้องกองทัพบก ในขณะที่คนอื่นมองเพื่อนยะ (เสธ.แดง) ว่า ซ่า อยากดัง จนถูกอุ้มถึง 2 ครั้ง ด้วยเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง โดยไม่มีใครมาปกป้องช่วยเหลือเพื่อนยะ (เสธ.แดง) จึงต้องต่อสู้คดีความต่างๆ ด้วยตัวเองมาตลอดตั้งแต่บัดนั้น...
พล.อ.ฉัตรชัย ธรรมรักษา
ประธานคณะกรรมการบริหาร ตท.11
...สมญานาม "ยะ ยี่เอ๋ง" มาจากไหน สำหรับเพื่อนต่างเหล่าอาจจะนึกว่าอยู่ๆ แดงมันนึกครึ้มอกครึ้มใจเลยเขียนชื่อขึ้นมาเอง แต่สำหรับนักเรียนนายร้อยจปร. ปีที่ 1 พวกเราคงพอจำกันได้ว่าตอนเรารับตำราเรียน เขาแจกหนังสือมาให้เป็นตั้งๆ ...ส่วนใหญ่จะเป็นตำราวิชาการทหาร แต่ขาดเสียมิได้คือหนังสือสามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง
...ยี่เอ๋ง เป็นตัวเอกตัวหนึ่ง... วันมาพบโจโฉ ยี่เอ๋งแต่งกายซอมซ่อ โจโฉเห็นก็ไม่ชอบกล่าวตำหนิเสื้อผ้าของยี่เอ๋ง ยี่เอ๋งขัดใจขึ้นมาจึงกล่าวกับโจโฉว่า "เสื้อผ้าที่เราใส่มานี้เป็นของนอกกาย ถึงแม้จะเก่าสกปรก แต่สิ่งที่อยู่ภายในคือร่างกายของเรานี่เป็นสิ่งบริสุทธิ์" ว่าแล้วก็แก้ผ้าให้โจโฉดูซะเลย ...ตั้งแต่นั้นมา ขัตติยะ สวัสดิผล จึงใช้สมญา "ยะ ยี่เอ๋ง" เขียนหนังสือร่วมกันกับผมในการรายงานข่าวสาร สาระความเป็นไปของรุ่น โดยเรื่องต่างๆ ที่แดงเขียนเล่าในวารสาร "หนุ่ม 11" ตอนนั้น ก็นำมารวบรวมเป็นเล่มรวม 7 เล่ม ใช้ชื่อว่า "คม เสธ.แดง" ในปัจจุบัน
...สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะกล่าวถึง "เสธ.แดง" ซึ่งบุคคลภายนอกอาจไม่ทราบคือ แดงจะเป็นคนไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ไม่เล่นการพนัน สิ่งเหล่านี้ติดตัวแดงมาตั้งแต่เด็กๆ เข้าเป็นนนร. จนสำเร็จเป็นนายทหาร แดงก็ไม่เคยข้องแวะกับอบายมุขเหล่านี้
เสธ.แดง เป็นพวกต้องการล้มล้างสถาบัน?
เสธ.แดง เป็นแกนนำ นปช. คนหนึ่งที่นิยมความรุนแรง?
ข้อหาแรกผมตอบแทนมันเลย เพราะขณะนี้แดงมันไม่มีปัญญาจะมาแก้ตัวกับใครได้ ตลอดระยะเวลา 42 ปี ที่เราคบกัน ผมเห็นแดงมัน ทะเลาะกับเขาไปทั่ว ตั้งแต่ทะเลาะกับอดีตอธิบดีตำรวจ 2 คน ทะเลาะกับอดีตผบ.ทบ. ทะเลาะกับรุ่นพี่ที่มันเห็นว่าทำไม่ถูก ทะเลาะกับนักการเมืองบางคน ฯลฯ ผมจาระไนไม่ครบหรอกว่าแดงไปทะเลาะกับใครบ้าง เพราะ แต่ละห้วงเวลาบางเรื่องมันยาวนานจนจำไม่ได้ แต่ 42 ปีที่ผ่านมา ผมไม่เคยได้ยินแดงกล่าวถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ในทางที่เสียหายเลย คนที่จบจากสถาบันทหารได้รับการปลูกฝังให้เสียสละชีวิตได้เพื่อปกป้องสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ คนที่เคยได้รับพระราชทานของตรวจเยี่ยมจากพระหัตถ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งเสด็จฯ เยี่ยมถึงฐานปฏิบัติการ ทหารทั้งประเทศจะมีสักกี่คนกันที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณเหมือน "เสธ.แดง"
เสธ.แดง เป็นแกนนำ นปช. คนหนึ่งที่นิยมความรุนแรง?
คำตอบคือ ถูกต้อง...ทหารทุกคนนิยมความรุนแรง ไม่ว่าท่านจะเป็นคนสุภาพเรียบร้อย ไม่ว่าท่านจะเป็นคนมีเมตตากรุณา ไม่ว่าท่านจะเป็นคนมุทะลุดุดัน เมื่อท่านเข้ามาเป็นทหาร ท่านจะถูกฝึกทันที ท่านจะถูกหล่อหลอมจากกระบวนการทางทหารที่ได้รับการพัฒนา แก้ไข ปรับปรุง มาโดยตลอดว่าท่านจะต้องเสียสละได้แม้แต่ชีวิต เพื่อปกป้องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
เมื่อถึงคราวจำเป็นท่านต้องสามารถเข่นฆ่าศัตรูได้ด้วยอาวุธที่ท่านมีอยู่ ทหารจะฝึกให้รักหมู่ รักคณะ ให้มีความรักใคร่ สามัคคี สิ่งต่างๆ เหล่านี้จะถูกปลูกฝังเข้าไปในสมองของทหารทุกคน ไม่ว่าจะเป็นพลทหาร, นายสิบ หรือนายทหาร กระบวนการเหล่านี้เป็นกระบวนการของการฝึกทหารทั้งประเทศทั่วโลก เพราะเขาต้องการฝึกคนให้ออกมาเป็นเครื่องจักรสังหารเพื่อปฏิบัติภารกิจศักดิ์สิทธิ์ คือปกป้องประเทศชาติ
ดังนั้น ที่ผมบอกทหารทุกคนนิยมความรุนแรง จึงเป็นความจริงแม้แต่ผู้เขียนเอง แต่การนิยมความรุนแรงนั้นมันซ่อนอยู่ภายใต้จิตสำนึก ใครที่เป็นผู้มีจิตใจเมตตา กรุณา มีนิสัยสุภาพ อ่อนโยน ความรุนแรงนั้นมันก็ซ่อนอยู่ลึกหน่อย เพราะนิสัยดั้งเดิมไม่ให้ ใครที่มีนิสัยโกรธง่าย ฉุนเฉียว โทสะ การนิยมความรุนแรงมันก็อยู่ตื้น มีอะไรมากระทบมันก็แสดงออกมาโดยทันที
ดังนั้น ประเทศที่เจริญแล้วทั่วโลกเขาจึงไม่ใช้กำลังทหารสลายฝูงชน เขาจะใช้เจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือกำลังที่ถูกฝึกมาโดยเฉพาะต่อภารกิจนี้เท่านั้น เพราะหากใช้ทหารเข้าไปปฏิบัติภารกิจ ผมบอกได้เลย ไม่ว่าทหารจะมีวินัยแค่ไหนก็ตาม เมื่อเห็นเพื่อนเจ็บ เพื่อนตาย จิตใต้สำนึกของการนิยมความรุนแรงจะถูกกระตุ้นให้ทหารพร้อมที่จะใช้ความรุนแรงตอบโต้
ผลจากเหตุการณ์ระหว่างเดือนเม.ย.-พ.ค. ที่เกิดขึ้น มีการเสียชีวิต-บาดเจ็บของทุกฝ่ายจำนวนมาก ชีวิตทุกชีวิตของพวกเขามีค่าทั้งนั้น เพราะเขามีญาติ พี่ น้อง พ่อแม่ ทุกคน อย่าใช้ความตายของพวกเขาเป็นข้ออ้างเพื่อรักษาอำนาจ วาสนา ไม่ว่าจะเป็นของใครก็ตาม...
พล.ท.ชาย คำวงษา
ประธานบริหารนักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้ารุ่นที่ 22
"ไอ้ตี๊ มึงไปบอกมันเลยให้ยกกำลังมา มาทำยุทธหัตถีกัน กูไม่กลัวมึง"
ผมสวนกลับไปทันที
"ไอ้แดงมึงฟังกู ไม่มีใครเค้าทำยุทธหัตถีกับมึงหรอก เขาจะยิงกบาลมึง มึงระวังตัวให้ดี!"
นี่คือ บทสนทนาทางโทรศัพท์มือถือ ที่ผมได้คุยกับเพื่อนแดง เมื่อวันอังคารที่ 12 พ.ค. 2553 ตอนเย็น ในระยะหลังๆ (6-7 เดือนที่ผ่านมา) ผมจะโทร.หาแดง คุยกันเกือบจะทุกวัน ทุกครั้งที่คุยกัน ผมก็จะเตือนมันทุกครั้งด้วยความเป็นห่วงกังวลว่ามันจะถูกเก็บ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการคุยกันครั้งสุดท้ายดังกล่าวข้างต้น ผมยิ่งกังวลใจมาก เพราะตอนเช้าวันอังคารนั้นผมได้เข้าไปที่หน่วยงานหน่วยงานหนึ่ง และได้ยินเพื่อนคนหนึ่งพูดว่า "ภายในอาทิตย์นี้ ไอ้แดง ตายห่าแน่" แล้วมันก็ถูกยิงตายจริงๆ...
เสธ.ตุ๊ เพื่อนเสธ.แดง
...พระหมอดูวัดแก้วฟ้า อ.เสาไห้ จ.สระบุรี ทำนายไว้เมื่อผมรับราชการอยู่ที่จ.สระบุรี ว่าภรรยาผมจะมีบุตรอีก 2 คน ตาย 1 อยู่ 1 แต่เลี้ยงยาก ต้องเลี้ยงให้ดี เลี้ยงดีเป็นดีเลิศ ถ้าเลี้ยงไม่ดีก็ตรงกันข้าม
ต่อมาผมย้ายมารับราชการที่จ.ราชบุรี นึกถึงคาถาท่านพระครูศรีศรัทธาสุนทร เจ้าคณะตำบลวัดขนอน ต.สร้อยฟ้า อ.โพธาราม จ.ราชบุรี ให้คำสอนว่าก่อนหลับตานอนกับภรรยา ให้สวดมนต์ไหว้พระแล้วเสกท้องภรรยาเสีย 2 จบด้วยคาถานี้
"มาตาปิตุ อุปัตฐนัง ปุทารัตะสังฆะโห"
เมื่อเข้านอนก็สวดมนต์เสกท้องภรรยามิให้ขาด มิช้าภรรยาก็ตั้งครรภ์... พอครบเก้าเดือนคลอดเป็นชาย แล้วทำไมมันจะมีอันเป็นไปก็ไม่รู้...
..ต่อมาไม่นานเดือนก็เริ่มตั้งครรภ์ขึ้นอีก นึกถึงคำทำนายของพระวัดแก้วฟ้า ว่าคนนี้ต้องเป็นชายและต้องอยู่ คาถาของพระครูศรีศรัทธาสุนทร คงไม่ทิ้ง
เมื่อท้องครบกำหนดเป็นชาย ไม่หายใจ คุณหมอมีสงกรานต์ก็ตกตะลึง คุณหมอสนทองเอาผ้าห่มไปซุกไว้ข้างฝา ทำธุระแม่จนขึ้นกระดานไฟเรียบร้อยแล้ว ก็หันไปแก้ห่อลูกยังไม่หายใจตามเคย
จึงจับ 2 เท้า หิ้วหัวลง แล้วตบตูดเสียงร้องแว้ พากันดีใจ
"ขัตติยะ" รูปร่างสมบูรณ์ มีขวัญ 3 ขวัญ รกพันคอลงมาพันระหว่างขายุ่งเหยิง เมื่อครบกำหนด 1 เดือนก็กำหนดโกนผมไฟ พอพระอุบาสิกามาถึงบ้านไม่หายใจเสียแล้ว
หมอยรรยงค์ โพธารามิก เฝ้าดูอาการ จะฉีดยาให้ ผมไม่ให้ฉีด เพราะตายก็จะโทษหมอ คุณหมอเอาสำลีรอที่จมูกไม่มีลม
นึกถึงคำทำนายของพระหมอดูวัดแก้วฟ้าไว้ว่าชีวิตยังคงอยู่ นึกถึงคาถาหลวงปู่ (พระครูศรีศรัทธาสุนทร) ว่าคนดีมาเกิด ก็เริ่มให้อุบาสิกาสวดสลับกับพระ พระและชีสวดกันจนมีลมหายใจขึ้นมา เมื่อฟื้นแล้วใครเอาเงินมาลงขันไม่รับ กลัวจะเป็นการแลกเปลี่ยนชีวิตลูก
เอาพระเครื่องรางเก่าแก่สมัยเชียงแสนมีมากองค์ "กรุเชียงแสน" ที่เก็บไว้ 3 ศึกผ่านมาแล้ว เอาออกมาแจกจ่ายขอชีวิตลูกให้อยู่ตลอดไป
พออายุย่างเข้า 1 ขวบ ป่วยหนักอีกโดยอุจจาระขาว ไปรักษาที่นครปฐม 1 เดือนค่อยทุเลา แต่กระเสาะกระแสะอยู่ตลอดเวลา ญาติๆ บอกว่าชื่อขัตติยะสูงไป วาสนาเด็กไม่ถึง
ผมนึกขึ้นได้ว่าคุณแม่ผมฝันเมื่อผมเกิด ในหลวงร.5 พระราชทานมาให้ผมเกิด ผมจึงจุดธูปเทียนบูชาบอกในหลวง ร.5 ลูกไม่เคยเจ็บป่วยต่อมาอีกเลย...
ร.อ.สนิท สวัสดิผล บิดาเสธ.แดง

