ที่มา ประชาไท เรา..ไม่สามารถหยุดยั้งความแตกแยก เรา..ไม่อาจสมานฉันท์ปรองดอง เรา..ไม่อาจพบสังคมที่ไร้ความเหลื่อมล้ำ ถ้าเรา..ถามหาสำนึกและเจตนาแห่งประชาธิปไตย เรา..ไม่อาจจะคืนความสุขกลับไปให้ใครได้
ไม่ใช่เพราะเพียงเกิดมาผิดแผกหรือแตกต่าง
แต่เป็นเพราะ..ผู้คนยังคงหลงทาง
ไม่เคยคิดลดช่องว่างและระยะห่างกลางจิตใจ
ไม่ใช่เพราะหมายปองจะเอาชนะปะทะใส่
แต่เป็นเพราะไม่รู้จริงๆ..ว่าจะต้องทำอย่างไร
เพื่อจะรักและเข้าใจกันได้..บนปลายกระบอกปืน
ในเมืองที่ความเป็นมนุษย์ตกต่ำอย่างน่าขมขื่น
เรา..ไม่อาจสร้างความเป็นธรรมได้ในชั่วข้ามคืน
ในเมืองที่น้ำตายังเต็มตื้นเพราะกีดกดชนชั้น
เราจะพบกับ “ความตาย” อย่างน่าหวาดหวั่น
ถ้าเรา..ถามหาสิทธิของผู้คนที่เท่าเทียมกัน
เราจะพบเพียงความดื้อรั้นและหมอกควันหลอกลวง
เพราะเรามีแต่ความทุกข์ทนมากมายคอยทับถ่วง
เรา..ไร้ที่ยืนในเมืองแห่งการกอบโกยตักตวง
ชีวิตเราถูกปลิดร่วง..อย่างเปล่ากลวง..ไร้ค่า
...
เรามั่นใจ..ว่าเราไม่มั่นใจอะไรทั้งนั้นในวันนี้
ไม่มี..ประชาธิปไตยที่เราร่ำร้องเรียกหา
ไม่มี..สิทธิเสรีภาพที่เราฝันใฝ่ในดวงตา
มีเพียงเศษซากกองเพลิงแห่งความร้าวแยกแปลกปร่า
และความตายของเราผู้แปลกหน้า..ที่ผ่านมาเพื่อจากไป
...
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Saturday, June 26, 2010
บทกวี: เมื่อความฝันเป็นแค่หมอกควันหลอกลวง
Friday, June 25, 2010
ป.ป.ช.บิดเบือนการใช้กฎหมาย?
ที่มา มติชน เมื่อสัปดาห์ก่อนพูดถึงเรื่องที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)เป็นผู้ทำลายหลักการและกฎหมายการป้องกันการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์ของรัฐเสียเอง ดังนั้น รัฐธรรมนูญ จึงได้บัญญัติยกเว้นอยู่ในตัวมิให้การดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวอยู่ภายใต้บังคับของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 100(4)
เนื่องจากมีมติให้ยกคำร้องกรณีที่มีการกล่าวหาว่า นายชาญชัย แสวงศักดิ์ ตุลาการศาลปกครองสูงสุด ขณะเป็นเลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง และนางกาญจนารัตน์ ลีวิโรจน์ รองเลขาธิการฯเข้าไปมีส่วนได้เสียในโครงการที่สำนักงานศาลปกครองว่าจ้างสถาบันพระปกเกล้าทำวิจัย โดยบุคคลทั้งสองรับค่าที่ปรึกษาโครงการคนละเกือบ 200,000 บาท ทั้งที่ๆที่เป็นผู้อนุมัติให้ว่าจ้างและตรวจรับงานดังกล่าว
ในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน คณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้ทำในลักษณะที่อาจทำให้เข้าใจได้ว่ากำลังบิดเบือนการใช้กฎหมายโดยมีมติเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2553 ให้ยกคำร้องกรณีที่มีการกล่าวหานายวิจิตร ศรีสอ้านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ สมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ว่า กระทำการขัดต่อมาตรา 100 (4) แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 และมาตรา 267 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 เพราะเป็นกรรมการและนายกสภาในสถาบันอุดมศึกษาของเอกชน(มหาวิทยาลัยรังสิต มหาวิทยาลัยสยาม มหาวิทยาลัยศรีปทุม วิทยาลัยเฉลิมกาญจนา วิทยาลัยศรีโสภณ) และของรัฐหลายแห่ง
เหตุผลในการยกคำร้องดังกล่าวสรุปได้ ดังนี้
1.ขณะนายวิจิตรเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรี ยังอยู่ภายใต้การบังคับใช้รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2549 ซึ่งมิได้มีบทบัญญัติเกี่ยวกับเหตุแห่งความสิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรีกำหนดไว้
2.แม้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการสิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรีในเหตุแห่งการกระทำที่เป็นขัดกันแห่งผลประโยชน์ มาตรา 265 - 269 แต่บทเฉพาะกาลมาตรา 298 วรรคสาม กำหนดมิให้นำบทบัญญัติที่เกี่ยวกับการกระทำอันเป็นการต้องห้ามตามมาตรา 267 - 269 มาเป็นเหตุสิ้นสุดแห่งความเป็นรัฐมนตรีรัฐมนตรีที่บริหารราชการแผ่นดินอยู่ในวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550
ดังนั้น แม้ว่านายวิจิตร จะดำรงตำแหน่งกรรมการและนายกสภามหาวิทยาลัยเอกชนซึ่งที่ดำเนินธุรกิจโดยมุ่งหาผลกำไรหรือรายได้มาแบ่งปันกัน หรือเป็นกรรมการและมหาวิทยาลัยของรัฐ อันเป็นการต้องห้ามตามมาตรา 267 แต่ได้รับการยกเว้นตามมาตรา 298 วรรคสาม
3. การที่ไม่มีบทบัญญัติเรื่องการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวมในรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2549 แสดงให้เห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว มีความมุ่งหมายที่จะสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจากบุคคลต่างๆ หลายแหล่งโดยไม่อยู่ภายใต้บทบัญญัติของหลักการหลายอย่างในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 และ 2550 รวมทั้งหลักการขัดกันแห่งผลประโยชน์ด้วย
ความมุ่งหมายและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวได้รับการยืนยันโดยรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 มาตรา 298 (ยกเว้นการบังคับใช้ มาตรามาตรา 265 - 269กับคณะรัฐมนตรี)
ถ้าอ่านข้ออ้างในการยกคำร้องของคณะกรรมการ ป.ป.ช.อย่างผ่านๆแล้วอาจดูสมเหตุสมผล แต่ถ้าพิจารณาข้อกฎหมายอย่างละเอียดแล้ว เห็นชัดว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช.กำลังตีขลุม(มั่ว?)เอาบทบัญญัติของกฎหมายที่มีสาระคนละเรื่องมาทำให้เป็นเรื่องเดียวกัน
รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาตรา 267-268 มีสาระสำคัญเรื่องการห้ามรัฐมนตรีเข้าดำรงตำแหน่ง ห้ามแทรกแซงการทำงานของหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึงห้ามถือสัมปทานหรือเป็นหุ้นส่วนของบริษัทที่ถือสัมปทานของรัฐเท่านั้น
ขณะที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯ มาตรา 100(4) ที่นายวิจิตรถูกกล่าวหาว่า กระทำการฝ่าฝืนนั้น เป็นการห้ามมิให้รัฐมนตรีเข้าไปมีส่วนได้ส่วนเสียในฐานะกรรมการ ที่ปรึกษา ตัวแทน พนักงานหรือลูกจ้างของธุรกิจเอกชนซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลหรือตรวจสอบของหน่วยงานรัฐที่รัฐมนตรีเป็นผู้กำกับดูแลเพื่อป้องกันมิให้มีการใช้อำนาจเพื่อช่วยเหลือธุรกิจเอกชนที่ตนมีส่วนได้ส่วนเสียอยู่
ถ้ารัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ต้องการมิให้นำบทบัญญัติในมาตรา 100 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯมาบังคับใช้ ก็ควรบัญญัติไว้ให้ชัดเจนเช่นเดียวกับบัญญัติมิให้นำรัฐธรรมนูญมาตรา 267-268 มาบังคับใช้
นอกจากนั้น พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฯฉบับนี้ยังมีผลบังคับใช้อยู่ในช่วงที่มีการใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวซึ่งนายกฯและรัฐมนตรีก็ต้องปฏิบัติตามเช่นเดียวกัน อาทิ การยื่นแสดงรายการบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ที่แม้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวมิได้บัญญัติให้รัฐมนตรีต้องยื่นแสดงรายการบัญชีทรัพย์สิน แต่รัฐมนตรีก็ต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ
มีรัฐมนตรีหลายคนในรัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ เช่น ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายวรากรณ์ สามโกเศศ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษา ได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติในมาตรา 100(4) อย่างเคร่งครัดทั้งขณะดำรงตำแหน่งและพ้นจากตำแหน่ง ขณะที่นายวิจิตรกลับละเลยเพิกเฉย
แต่ไม่รู้ทำบุญอะไรไว้ คณะกรรมการ ป.ป.ช.จึงมีมติอุ้มอย่างโจ่งแจ้งแบบไม่อายฟ้าไม่อายดิน
"ก่อแก้ว"อยากใส่ชุดนักโทษไปสมัครเลือกตั้งซ่อมส.ส.
ที่มา มติชน นายคารม พลทะกลาง ทนายความแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) เดินทางมายื่นคัดค้านการฝากขังของพนักงานสอบสวนที่ยื่นคำร้องฝากขังครั้งที่ 2 นายวีระ มุสิกพงศ์ แกนนำ นปช. พร้อมยื่นอุทธรณ์คำสั่งประกันตัวผู้ต้องหา 10 คน ยกเว้นนายก่อแก้ว พิกุลทอง แกนนำ นปช. ที่ได้รับการอนุญาตให้ปล่อยตัวไปสมัคร ส.ส.วันที่ 28 มิถุนายน
ภายหลัง นายคารม กล่าวว่า หลังจากศาลมีคำสั่งอนุญาตให้นายก่อแก้วที่ถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำคลองเปรม ออกไปใช้สิทธิ์ลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อม ส.ส. เขต 6 กทม. ในนามพรรคเพื่อไทยในวันที่ 28 มิถุนายนนี้ ทางทีมทนายความได้เปลี่ยนแปลงการยื่นอุทธรณ์คัดค้านการฝากขัง ผู้ต้องหาเพียง 10 คน ยกเว้นนายก่อแก้ว ที่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวเพียงคนเดียว โดยระบุในอุทธรณ์ว่า ผู้ต้องหาทั้งหมดไม่คิดหลบหนี ทั้งได้เข้ามอบตัว พร้อมระบุเหตุผลส่วนตัวของแต่ละคนกำกับไว้ด้วย
ทั้งนี้คาดว่าศาลอุทธรณ์จากมีคำสั่งได้กลางสัปดาห์หน้า ซึ่งหลังจากนายก่อแก้วสมัครรับเลือกตั้งเสร็จแล้วจึงจะดำเนินการยื่นอุทธรณ์คัดค้านฝากขังในส่วนของนายก่อแก้วต่อไป ส่วนการนำตัวนายก่อแก้วไปสมัคร ส.ส. นั้น คาดว่าจะเดินทางออกจากเรือนจำในเวลา 06.30 น. วันที่ 28 มิถุนายน นี้ โดยนายก่อแก้วประสงค์จะใส่ชุดนักโทษขณะถูกควบคุมในเรือนจำไปสมัคร พร้อมประสานขอให้จัดซื้อรองเท้าผ้าใบ และถุงเท้าให้ด้วย ทั้งนี้เรื่องการยื่นประกันตัวผู้ต้องหานั้นขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ว่าจะให้ประกันหรือไม่ หากให้ประกันจะต้องเพิ่มหลักทรัพย์เท่าไหร่ โดยทางทีมทนายความพร้อมเพิ่มหลักทรัพย์ให้ตามดุลพินิจของศาล
ความตาย 90 ศพ
ที่มา ข่าวสด
"ความจริงจากข่าวสด ความตาย 90 ศพ"
คำโปรยหน้าปกหนังสือเฉพาะกิจ บันทึกพฤษภา"53 ซึ่งทีมงาน "ข่าวสด" รวบรวมเหตุการณ์และภาพนิ่งตั้งแต่เริ่มการชุมนุมของคนเสื้อแดง กระทั่งถึงวันสุดท้าย ที่ทหารถืออาวุธปืนเข้าสลายการชุมนุม จนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก
พลิกอ่านตั้งแต่หน้าแรกถึงหน้าสุดท้ายแบบรวดเดียว
แม้เวลาจะผ่านมากว่า 1 เดือนแล้ว แต่ยังรู้สึกสะทกสะท้อนใจเมื่อได้อ่านและเห็นภาพ
ไม่น่าเชื่อว่านี่คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนแผ่นดินไทย และเกิดขึ้นในกรุงเทพมหานคร
เป็นความจริงที่เกิดขึ้นและต้องบันทึกเอาไว้ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ว่าเป็นอีกครั้งที่คนไทยต้องเลือดนองแผ่นดินด้วยฝีมือของคนไทยด้วยกันเอง
ผู้มีอำนาจ หรือกลุ่มเสื้อสีอื่นๆ รวมไปถึงผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุม อาจจะมีมุมมองที่แปลกแยกออกไปในความจริงที่เกิดขึ้นนี้
แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า 90 ศพที่สูญเสียไปล้วนแต่พี่น้องคนไทยด้วยกันทั้งสิ้น
และยิ่งเจ็บปวดกว่านั้นเมื่อตระหนักว่า "ฆาตกร" ก็เป็นคนไทยเช่นกัน
ที่น่าสนใจและดูเหมือนสังคมโดยองค์รวมจักไม่ค่อยได้รับรู้นัก คือคำให้การของผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์
ในที่นี้มีหมายรวมถึงผู้ชุมนุม ประชาชนที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวเพียงแต่ไปอยู่ผิดที่ผิดทาง และหน่วยกู้ภัยที่เข้าไปเพื่อช่วยชีวิตคนโดยไม่สนใจเรื่องการเมืองหรือสี
แต่ละคนพบกับความสูญเสียที่แตกต่างกันไป บางคนเจอกับตัวเอง บางคนสูญเสียญาติพี่น้อง หรือเพื่อน
ทว่าสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันก็คือยังไม่มีหน่วยงานใด หรือองค์กรใดสนใจที่จะไต่ถาม หรือสืบเสาะหาข้อเท็จจริง
ว่าที่ตายๆ เจ็บๆ จำนวนมากมายนั้นเกิดจากฝีมือของฝ่ายใด และใครต้องรับผิดชอบ รวมทั้งจะหาทางป้องกันได้อย่างไรในอนาคต
หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนที่เคยออกมาโหวกเหวกเมื่อสมัยอีกสีหนึ่งออกมาอาละวาด กลายเป็นพร้อมใจกันเป็นใบ้ ตาบอด กันไปหมด
ดูเหมือนองค์กรระหว่างประเทศ จะใส่ใจในชีวิตคนไทยมากกว่าคนไทยด้วยกันเองเสียอีก
ดูเหมือนตอนนี้ที่พอจะคาดหวังได้บ้างคือคณะกรรมการอิสระ ที่แม้รัฐบาลจะเป็นคนตั้งขึ้นซึ่งมีนายคณิต ณ นคร อดีตอัยการสูงสุดเป็นประธาน
หากได้ตัวคณะกรรมการจนเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา ได้เพียงหวังว่าจะพอมีที่ มีทาง มีเวที ให้ผู้สูญเสียหรือผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ได้บ่งบอกข้อเท็จจริงออกสู่สาธารณชนได้บ้าง ไม่มากก็น้อย
ไม่ใช่คนที่มีข้อมูลก็ถูกปิดปาก คนในสังคมก็ถูกปิดหู ปิดตา
เหมือนที่เกิดขึ้นและดำรงอยู่ในตอนนี้!?
เปิดเส้นทางสู่ความปรองดอง
ที่มา ข่าวสด
วันที่ 24 มิ.ย. ภาควิชาสังคมวิทยาและมนุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดเสวนาทางวิชาการ "70 ปีประเทศไทย ประชาชน ประชาชาติ กับประชาธิปไตย"
มีคณาจารย์ นิสิตนักศึกษา และประชาชนทั้งสีเหลืองสีแดงเข้าร่วมฟังการเสวนา มีเนื้อหาน่าสนใจ ดังนี้
ไชยันต์ รัชชกูล
สถาบันศาสนา วัฒนธรรมและสันติภาพ
มหาวิทยาลัยพายัพ
เมื่อรัฐบาลทำผิดให้ขอโทษและรับผิดก่อน การอภัยถึงจะเกิดขึ้นได้
อยากให้พิจารณาของญี่ปุ่นและเยอรมัน ซึ่งเยอรมันนายกรัฐมนตรีกล่าวขอโทษที่หลุมฝังศพในโปแลนด์ ที่เสียชีวิตจากฝีมือของทหารเยอรมัน ทำให้เกิดความประทับใจ และรัฐบาลเยอรมันยอม รับว่าเขาทำ
ส่วนญี่ปุ่นไม่ยอมรับว่าทำผิดและมีปฏิกิริยาที่จีน เกาหลี ซึ่งผิดกับทัศนะของโปแลนด์
รัฐบาลไทยควรคิดดูเองว่าจะเอาแบบไหน
การเสนอการแก้ปัญหาความ ปรองดองมีอยู่ 2 ระดับ คือ ระดับกว้าง ที่ต้องใช้เวลาและระดับเฉพาะหน้าเพื่อให้เกิดการยอมรับของผู้เสียชีวิต
การพัฒนาประชาธิปไตย บางคนบอกไม่เปลี่ยนเลย เพียงแต่เปลี่ยนกลุ่มเท่านั้น
บางคนบอกพัฒนาไม่ได้เพราะรัฐยึดอำนาจศูนย์กลางไปแล้ว บางคนเห็นว่ามีความเป็นประชาธิปไตยในจุดหนึ่ง
ซึ่งแน่นอนประชาธิปไตยไม่ได้สมบูรณ์ อย่างอังกฤษก็ไม่ได้สมบูรณ์ ต้องมีการเพิ่มเติมโดยไม่ล้มรัฐธรรมนูญเก่าเพราะประชาธิปไตยเป็นเป้าหมายไกลๆ
การที่รัฐบาลตั้งกรรมการแล้ว แต่จะแก้ปัญหาหรือเปล่า ต้องดูว่าเขาจะตั้งคณะกรรมการและแบ่งไปอย่างไรบ้าง ปัญหาความขัดแย้งไม่ได้อยู่ที่ส่วนกลางแต่อยู่ทั่วไปหมด ทั้งครอบครัว เพื่อนฝูงและที่ทำงาน ทั่วทุกท้องถิ่น
บางทีเราคิดว่าเข้าใจว่าสีแดงเป็นพวกรับเงินทักษิณ ล้มเจ้า ไม่ได้รับข้อมูล จริงๆ แล้วอาจเป็นเพียงบางส่วน เพราะแดงมีหลายเฉดมาก เช่นเดียวกับสีเหลืองก็มีหลายเฉด ซึ่งเราไม่เข้าใจเขา กรณีเสื้อเหลืองกับเสื้อแดงอาจจะไม่เป็นอย่างที่คนอื่นกล่าวหา
ผมมองว่ามีทั้งความเห็นที่ต่างกันในเรื่องการพัฒนาประชาธิปไตย ซึ่งขึ้นอยู่กับแต่ละคนจะหาข้อสรุปเอง
ส่วนเรื่องการปรองดองมีทั้งระดับโครงสร้างว่าเป็นไปได้ยากเพราะมีบางอย่างขวางอยู่
และปรองดองไม่ได้ถ้ารัฐบาลไม่รับผิด
อรรถจักร สัตยานุรักษ์
อาจารย์จากมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
คำว่าปรองดองเป็นคำใหม่ ถามจากคนเหนือ อีสาน ใต้ ไม่มีคำนี้
สันนิษฐานว่าเพิ่งเกิด น่าจะเกิดหลังปี 2490 น่าจะเป็นฐานของรัฐเผด็จการ คือปรองดองเพื่อสยบยอมต่ออำนาจชุดหนึ่ง เพื่ออุดมคติของอะไรสักอย่างที่สร้างขึ้น
ดังนั้น จังหวะของสังคมไทยไม่ต้องการคำนี้ ต่อไปอาจใช้ในความหมายลบ คำนี้สะท้อนวิธีคิดของเครือข่ายอภิสิทธิ์ ข้างหลังของอภิสิทธิ์ ใช้เป็นฐานวิธีคิดของเผด็จการอำนาจ
สถานการณ์ของสังคมไทย เกิดความเหลื่อมล้ำ เกิดปัญหาสองมาตรฐานอยู่ตลอดเวลา มีกลุ่มที่ต้องการรักษาอำนาจเดิมและกลุ่มที่อยู่นอกระบบรัฐที่ต้องการเข้าสู่อำนาจออกมาต่อสู้กัน
ความขัดแย้งนี้ถ้าไม่คิดให้ดีจะถูกลากไปอยู่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
ปัจจุบันจะเห็นว่ากลุ่มอนุรักษนิยมได้เปรียบกว่าเพราะมีสื่อของตัวเอง ดังนั้น เราจะทำอย่างไรที่จะไม่อยู่ในบ่วงสองบ่วงนี้ ในจังหวะที่อนุรักษนิยมและฝ่ายแดงต่อสู้กันการกระโดดไปอยู่สีใดสีหนึ่งไม่ใช่ทางออก
เราต้องช่วยกันคิดว่ามีทางสายอื่นบ้างหรือไม่ จะทำอย่างไรให้เราเข้าใจทั้งหมดได้ แม้จะถูกปิดกั้นเรื่องบางเรื่องในทางเปิดเผย แต่ในทางลับเราก็พูดกันได้ ทำอย่างไรจะเพิ่มมุมมองความเข้าใจในสังคมไทยอย่างไร
เราสามารถมีชัยชนะร่วมกันได้โดยไม่นำสู่การเสียเลือดเนื้อ หากเราหาทางสายที่สามที่จะผลักดันไปได้
สุชาติ เศรษฐมาลินี
สถาบันศาสนา วัฒนธรรมและสันติภาพ
มหาวิทยาลัยพายัพ
ผมมีโอกาสคุยกับเพื่อนบ้านที่พูดถึงปรองดองว่า "มันฆ่ามา เราก็ฆ่าไป" ความรู้สึกนี้เป็นความรู้สึกของคนจำนวนมาก
ความรู้สึกของคนไทยจำนวนมากผมมีความเป็นห่วง ยิ่งมีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบความจริง คณะกรรมการ ปรองดองยิ่งทำให้รู้สึกว่าเหตุการณ์อาจจะรุนแรงขึ้น
ถึงแม้มีการสอบสวนว่ามีความผิด แต่เวลาขึ้นศาลอาจถูกปล่อยไป เช่น กรณีตากใบ ผลการสืบสวนครั้งนั้นชัดเจนว่าเจ้าหน้าที่ทำเกินกว่าเหตุ แต่ปรากฏถึงชั้นศาลไม่มีการลงโทษเจ้าหน้าที่ คำพิพากษาบอกว่าคนตายเพราะไม่มีอากาศหายใจ ดังนั้น คณะกรรมการตรวจสอบครั้งนี้ก็หวั่นเกรงว่าจะเป็นแบบนั้น
วันนี้เรามีวัฒนธรรมหลายอย่างเกิดขึ้น ไม่เคยเห็นคือการสังหารด้วย "สไนเปอร์" ซึ่งเป็นอาวุธรุนแรง สังคมไทยความขัดแย้งรุนแรงก้าวข้ามเส้นแบ่ง เส้นแบ่งที่แข็งมาก ปรากฏการณ์เหลือง-แดงนี้ไปทุกที่แม้แต่ในครอบครัว
สิ่งที่รัฐบาลพยายามทำ เช่น การตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศที่มีน.พ.ประเวศ วะสี และนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธานมีการวิจารณ์ว่าคณะปฏิรูปนี้จะมีปัญหา ไม่มีน้ำยา แต่น.พ.ประเวศก็โต้ว่าไม่เกี่ยวกับรัฐบาล แต่มีคำถามว่าโมเดลที่รัฐบาลใช้อยู่เวลานี้ในสังคมไทยจะทำได้หรือไม่ ผมก็ไม่แน่ใจ
ในทุกสังคมการเยียวยาจะเกิดขึ้นได้คือต้องยอมรับความผิดพลาดที่เกิดขึ้น เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ ถ้าบาดแผลเขาถูกมองข้ามการปรองดองจะไม่เกิดขึ้น
ต่อไปคือต้องมีการสารภาพผิด แสดงความเสียใจ ถ้ามีสองอันแรกจะนำไปสู่การให้อภัย ถ้าทำเรื่องนี้ก่อนการปฏิรูปต่างๆ ถึงจะเกิดขึ้น
นอกจากนี้เรื่องสื่อเป็นเรื่องใหญ่ ผมติดตามการชุมนุมของเสื้อแดงอย่างใกล้ชิด แต่พบว่าสื่อเว็บไซต์ถูกปิด สังคมไทยไม่ควรเป็นแบบนี้ สื่อต้องเสรีภาพได้คิดได้แสดงออก แต่บ้านเมืองเราขณะนี้คืออะไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องไม่ใช้ความรุนแรงและการฆ่าฟัน
มาตรการระยะยาวที่เราต้องทำ คือต้องปฏิรูปสถาบันทหาร ซึ่งเราไม่ค่อยพูดถึงกันคือ "ความรับผิดชอบของสถาบันทหารในการสนับสนุนปฏิบัติการเพื่อสร้างสันติภาพ"
เราต้องตั้งคำถามเชิงปรัชญา การอนุญาตให้มีการเข่นฆ่าต้องมีการรับผิดชอบหรือไม่
มาตรการเร่งด่วน คือถ้าคุณอภิสิทธิ์ (เวชชาชีวะ) ต้องการปรองดอง ผมขอแนะนำคือ 1.ต้องประกาศยกเลิก พ.ร.ก. ฉุกเฉินทันที เพราะมันไม่ช่วยรักษาความสงบ
2.ยุติการใช้ภาษาที่เป็นเครื่องมือทาง การเมือง ถือเป็นเกมทางภาษา เช่น ปรองดอง กระชับพื้นที่ ปฏิรูป ผมเป็นห่วงที่สุดคือคำว่า "ผู้ก่อการร้าย" การตีตราและยัดคำว่าผู้ก่อการร้ายให้กับเขา ซึ่งคิดว่าเป็นปัญหาที่สุด
3.เราจำเป็นต้องสร้างบรรยากาศให้เกิดการพูดคุย แสดงความคิดเห็น ความรู้สึก แต่ละกลุ่มจะมีจุดร่วมเพื่อทำให้สังคมไทยสุขสงบมากกว่าที่เป็นอยู่ ผมยังไม่อยากใช้ว่า "ปรองดอง" เพราะผมรู้สึกว่าเป็นคำกลวงๆ ที่ฟังดูไพเราะเท่านั้นเอง
ที่ตั้งคำถามทำไมคนไทยฆ่ากันเอง ถามว่าฆ่าเป็นร้อยแล้วจะปรองดองอย่างไร ที่ภาคใต้ฆ่าแล้ว 4 พันกว่าศพ แต่คนใต้ก็ไม่ได้เคียดแค้น สังคมไทยทุกศาสนายังมีกลไกอีกหลายอย่างมารองรับให้ก้าวไปข้างหน้า ก้าวข้ามความบาดเจ็บ
แต่ทั้งนี้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องจะต้องมีความจริงใจ กล้าหาญ จริยธรรม อยากเรียกร้องความรุนแรงที่เกิดขึ้นวันนี้ ถ้าจะก้าวไปข้างหน้าให้เกิดความสงบสุขเราต้องร่วมกันรับผิด
ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี
ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา
คณะสังคมศาสตร์ มช.
ความขัดแย้งทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมามีคำที่ฟังไพเราะ เช่น ปรองดอง กระชับพื้นที่ คำเหล่านี้ในภาษาอังกฤษมันคือคำกลวงๆ ที่ฟังไพเราะ
จอร์จ ออร์เวลล์ (นักวิจารณ์ด้านการ เมืองและวัฒนธรรม ชาวอังกฤษ) บอกว่าความจริงแล้วคืออุปกรณ์ทางการเมือง ไม่มีความหมาย ฉะนั้นไม่ต้องถามหาความหมาย
คำพวกนี้มีหน้าที่ ผู้มีอำนาจเป็นผู้ใช้ สิ่งที่ทำยังใช้เป็นเครื่องมือชักจูงประชาชนเห็นและเชื่อ คำเหล่านี้ต้องอาศัยผู้ฟังที่ฟังอย่างเชื่องๆ จึงมีความหมาย
หน้าที่ของนักวิชาการคือต้องกะเทาะเปลือกมันออกมา เพราะไม่อาจพึ่งพาสื่อกระแสหลักได้
ชนะไม่ขาดก็แพ้แล้ว!

อภิสิทธิ์
จะสวมใส่ชุดนักโทษไปสมัครหรือไม่
ในอารมณ์ที่ผู้สื่อข่าวยิงคำถามผ่านนายคารม พลทะกลาง ทนายความแกนนำกลุ่มนปช. ภายหลังเดินทางเข้ายื่นคำร้องขออนุญาตให้ศาลปล่อยตัวชั่วคราวนายก่อแก้ว พิกุลทอง แกนนำ นปช. ผู้ต้องหาที่อยู่ระหว่างการฝากขังชั่วคราวในข้อหาก่อการร้าย และถูกควบคุมตัวอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ
ให้สามารถเดินทางไปสมัครรับเลือกตั้งซ่อมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตเลือกตั้งที่ 6 กทม. ในนามพรรคเพื่อไทย ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
และศาลได้พิจารณาคำร้องแล้วเห็นว่า การลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสิทธิตามกฎหมาย รัฐธรรมนูญ อีกทั้งนายก่อแก้วยังเป็นเพียงผู้ถูกกล่าวหา จึงอนุญาตให้เดินทางไปสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในวันจันทร์ที่ 28 มิถุนายนนี้
เบื้องต้น ได้เดินแต้มตามหมากที่วางกันไว้
แม้จะผิดโผไปจากนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ขวัญใจเบอร์หนึ่งแม่ยกพ่อยกเสื้อแดง ที่ไม่ชัวร์กับคุณสมบัติทั้งในเรื่องของการมีทะเบียนบ้านใน กทม. และการศึกษาในเมืองหลวงที่ยังขาดช่วงไม่เข้าเกณฑ์ตามข้อกฎหมาย อาจโดนตีตกนาทีสุดท้าย แต่ก็ไม่ได้ผิดแผนแต่อย่างใด
ตามยุทธศาสตร์แห่แกนนำม็อบเสื้อแดงลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อม ส.ส.กทม.
ถือเป็นโอกาสที่กลุ่ม นปช.จะได้ขึ้นเวทีปราศรัยหาเสียง ใช้โอกาสขยายผลความจริงอีกด้านในเหตุการณ์สลายกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดงที่แนวร่วมตายไปเป็นจำนวนมาก
ใครเผาเซ็นทรัลเวิลด์ ใครสั่งฆ่าประชาชน
หลังจากที่โดนประทับภาพ "จำเลย" ขึงพืดให้กระแสสังคมถล่มอยู่ข้างเดียว
และก็เป็นจังหวะกระตุ้นอารมณ์คนเสื้อแดงที่กำลังหดหู่ ให้กลับมาคึกคักมีชีวิตชีวา เดินหน้าเลี้ยงกระแสเสื้อแดงไม่ให้ดับมอดลงไป
ขณะเดียวกัน โดยการเทียบเคียงกับกรณี "บ็อบบี้ แซนด์" นักต่อสู้ชาวไอริชที่เป็นปฏิปักษ์กับฝ่ายถืออำนาจ ที่ลงสมัครและได้รับเลือกตั้งทั้งๆที่อยู่ในคุก คิวของนายก่อแก้วก็เป็นแกนนำ นปช. โดยสถานะผู้ต้องขังทางการเมืองฝ่ายต่อต้านรัฐบาล ตามเกมการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ ยกระดับเป็นข่าวไปทั่วโลก
ที่แน่ๆกับแต้มเบิ้ลกลับฝ่ายถืออำนาจ ย้อนศร พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ฝ่ายแกนนำเสื้อแดงก็คงต้องเล่นให้สมบทบาท "พจมานบ้านทรายทอง"
ในฉากที่โดนข่ม โดนรุม โดนคุมขัง สู้ทั้งๆที่เสียเปรียบยี่ห้อประชาธิปัตย์ทุกประตู
แต้มมวยรอง เรียกคะแนนเห็นใจ แพ้ก็ไม่ได้เสียหาย
ตรงกันข้าม ฝ่ายที่กดดันหนักก็คือแชมป์อย่างพรรคประชาธิปัตย์เอง ที่ได้เปรียบคู่แข่งหลายช่วงตัว ทั้งกระแสคนกรุงที่ว่ากันว่า ยังพร้อมแห่พระเอกรูปหล่ออย่าง "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ"
ไหนจะ "กระบองยักษ์" ในกำมือ ดาบ พ.ร.ก.ฉุกเฉินที่พร้อมฟันได้ตลอดเวลา กองทัพที่แสดงตัวเป็นพี่เลี้ยง พ่อยก แม่ยกที่อุ้มอยู่เบื้องหลัง
"กระชับพื้นที่" คู่ต่อสู้ให้อยู่แต่ในมุมอับ
แค่ชนะไม่ขาด ก็ถือว่าประชาธิปัตย์แพ้ เสียหน้าอย่างแรง
เดิมพันมันอยู่ตรงนี้ต่างหาก
และมันก็น่าจะเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมประชาธิปัตย์ถึงได้นั่งกันไม่ติด ปล่อยแถวยี่ห้อ "เทพไท เสนพงศ์-บุญยอด สุขถิ่นไทย" ออกมาเปิดฉากบลัฟ "ผู้ก่อการร้าย" ตีกันพรรคเพื่อไทยที่จะส่งแกนนำนปช.ลงสมัครเลือกตั้งซ่อม เป็นการกดดันกระบวนการยุติธรรม หวั่นไหวอยู่ลึกๆเหมือนกัน
เพราะไหนจะคิวของพันธมิตรฯ โดยยี่ห้อพรรคการเมืองใหม่ ก็ตัดสินใจส่ง พล.อ.กิตติศักดิ์ รัฐประเสริฐ กรรมการบริหารพรรค ลงประเดิมสีเสื้อในสนามเลือกตั้งเป็นคนแรก
โดยฐานเสียงที่ทับสัมปทานกัน ยี่ห้อประชาธิปัตย์โดนตัดแต้มไปอีกเยอะ
แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับตัวเลขที่ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ (กรุงเทพโพล) เปิดผลสำรวจ "ประเมินผลงาน 1 ปี 6 เดือน รัฐบาลนายกฯอภิสิทธิ์" โดยเก็บข้อมูลจากประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปทุกภาค
พบคะแนนความพึงพอใจการทำงานของรัฐบาล 3.79 จากคะแนนเต็ม 10
สอบตกสนิท ชนิดที่นายกฯอภิสิทธิ์ยังอ้อมๆแอ้มๆ รัฐบาลพร้อมรับฟังความคิดเห็น ยอมรับเป็นข้อสอบที่ยาก แต่จะพยายามเร่งปรับปรุงการทำงานให้ดียิ่งขึ้น
ต้องขอ "สอบซ่อม" กันแล้ว.
ทีมข่าวการเมือง รายงาน
เหตุที่ต้องคง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
ที่มา ไทยรัฐ
เคยมีการตั้งข้อสังเกตเอาไว้ล่วงหน้าว่า การอ้างความชอบธรรมประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ง่ายนิดเดียว ตูมตามขึ้นมารัฐบาลก็อ้างความ ชอบธรรมได้แล้ว ไม่ทันไรเกิดเหตุระเบิดขึ้นที่ข้างพรรคภูมิใจไทย ก็มีการปุจฉากันอีกว่ารัฐบาลทำเองหรือเปล่า ทำไมมาเลือกทำเอาตอนที่พรรคงดประชุมไม่มีคนอยู่พอดี แล้วคนทำก็ไม่ค่อยจะรอบคอบมีพิรุธเยอะไปหมด
แปลกที่ไม่มีใครพูดถึงเสื้อแดง
จะโทษว่ากระแสตีกลับหรือเปล่าก็ยังพิสูจน์ไม่ได้ รัฐบาลเล่นโฆษณาประชาสัมพันธ์กรอกหูชาวบ้านเช้า กลางวัน เย็น ขนาดนี้ ยังชวนเชื่อไม่ได้ เสียเหลี่ยมจอมยุทธ์สร้างภาพหมด หรืออาจจะประชาสัมพันธ์มากเกินไป จนชาวบ้านรู้สึกเอือมระอา
เรื่องที่ต้องทบทวนก็คือการคง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ไว้อย่างต่อเนื่อง แม้แต่ ในสถานการณ์ ที่กำลังจะมีการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย เลยดูขัดหูขัดตาพิลึก
การจงใจใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินของรัฐบาลมองได้ในหลายประเด็น รัฐบาล ต้องการคงอำนาจทางทหาร ต่อไป และสามารถใช้กำลังได้อย่างเต็มที่ โดยถูกต้องชอบธรรมตามกฎหมาย รักษาอำนาจรัฐไว้ด้วยกำลังของกองทัพ และปกปิดความผิดบางอย่าง
นอกจากนี้ การใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ยังไม่สามารถที่จะตรวจสอบว่าการใช้อำนาจนั้น เป็นธรรมหรือไม่ โดยเฉพาะไม่จำเป็นต้องมีพยานหลักฐานมาประกอบการพิจารณา สามารถใช้อำนาจได้ตามอำเภอใจและยังสามารถใช้กลไก ใช้กฎหมายให้เป็นตามต้องการได้
มีชาวบ้านต้องตกเป็น นักโทษการเมือง อย่างไม่สมเหตุสมผลแค่เพราะเคยไปร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดงเท่านั้น ทั้งไม่ปรากฏว่ามีการชุมนุมโดยใช้อาวุธ หรือโค่นล้มอำนาจรัฐแต่อย่างไร เพราะฉะนั้น ต่อไปนี้ การชุมนุมตามระบอบประชาธิปไตย ที่จะแสดงออกถึงสิทธิและเสรีภาพตามครรลองก็จะไม่มีอะไรรับประกันความปลอดภัย เอะอะเจอข้อหาผู้ก่อการร้าย ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หรือส่งท่อนำเลี้ยงไปฉิบทั้งที่ผ่านมาการชุมนุมของสีเหลือง เจ้าหน้าที่ตำรวจมีหลักฐานขึ้นบัญชีท่อน้ำเลี้ยงไว้ 200 กว่าราย ถึงขนาดเคยจับได้ว่ามีนายตำรวจเป็นคนแจกท่อน้ำเลี้ยงด้วยซ้ำ ยังไม่มีการดำเนินการตามกฎหมายแต่อย่างใด จนบัดนี้
การรักษาอำนาจรัฐด้วยวิธีดังกล่าวถูกต้องชอบธรรมหรือไม่ คงไม่ต้องไปหาคำตอบให้เมื่อยตุ้ม ไม่ว่าจะเป็นแผนการปรองดองแห่งชาติหรือคณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทย ไม่มีทางไปถึงดวงดาว
ตราบใดที่เผด็จการยังซ่อนรูปปกครองประเทศ.
หมัดเหล็ก
ชกข้ามคุก!
ที่มา โลกวันนี้คอลัมน์
ฉุก(ละหุก)คิดจากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้ ปีที่ 11 ฉบับที่ 2827 ประจำวัน ศุกร์ ที่ 25 มิถุนายน 2010 โดย นายหัวดี
พูดอีกก็ถูกอีก แต่ถ้าพูดมากอาจถูก “อิฐ” สำหรับบึ้มข้าง “ก๊วนห้อยยี้” ยังไม่ชี้ชัดว่าใครอยู่เบื้องหลัง แต่คนที่นำ “บึ้ม” มานั้นเป็น “แพะ” ตัวเป็นๆ ที่ต้องควักลูกตาทิ้งไปหนึ่งข้างแล้ว
ส่วนหัวโจกแดงตะวันออกที่ถูกพาดพิงถึงนั้น จะเป็น “ไอ้โม่ง” ตัวจริงหรือตัวปลอมต้องติดตามกันต่อไป เพราะตอนนี้ยังเป็น “ขอมดำดิน”
แต่ที่ได้ไปเต็มๆคือ “ศูนย์อับเฉา” ที่ “เทพอมสาก” มีเหตุผลมากมายที่จะยังชู “พ.ร.ก.ฉกฉวย” เป็น “ดาบอาญาสิทธิ์” ต่อไป
ยิ่ง “สัตว์การเมือง” ต้องลงมาสู้กันในสนามเลือกตั้งซ่อม แม้จะเป็นแค่การซ่อมเขตเดียว แต่ก็มีความหมายและความสำคัญอย่างยิ่งกับสถานการณ์ที่บ้านเมืองยังหัวทิ่มอยู่ขณะนี้
โดยเฉพาะ “ก๊วนสะตอ” ไม่ใช่เฉพาะเป็นเจ้าของตำแหน่งเดิมเท่านั้น แต่ยังมี “ศักดิ์ศรี” ทั้งของ “ก๊วน” และ “หล่อหลักลอย” หัวโขนใหญ่ค้ำคออีกด้วย
แม้จะมี “ตัวช่วย” มากมาย แต่การต่อสู้ครั้งนี้ไม่ได้มีแค่คำว่า “ชนะ” หรือ “แพ้” หรือแค่เรื่องตัวบุคคลที่ส่งไปต่อสู้ที่คุณภาพคับแก้ว
โดยเฉพาะกลยุทธ์ที่ “ก๊วนเพื่อนแม้ว” ส่ง “ก่อแก้ว พิกุลทอง” แกนนำเสื้อแดงหวานแหววนั้น มีแต่ “ได้กับได้”!
ได้ทั้งเฮและฮา เพราะแค่ “ก่อแก้ว พิกุลทอง” ยังอยู่ในคุกก็เป็นข่าวไปทั่วโลกแล้ว ถ้าไม่ได้ออกมาหาเสียงและปราศรัยได้อย่างอิสระก็ยิ่งเป็นข่าว
แพ้ก็เป็นข่าว แต่ถ้าชนะยิ่งเป็นข่าว
“หล่อหลักลอย” และ “ศูนย์อับเฉา” คงไม่ฮาและไม่เฮด้วยแน่นอน เพราะไม่ใช่แค่ “พ.ร.ก.ฉกฉวย” แต่มี “ซากศพและกองเลือด” ที่นั่งทับอยู่กองมหึมา ไม่ใช่แค่เน่าและเหม็นคลุ้งทั่วบ้านทั่วเมืองเท่านั้น แต่ยังส่งกลิ่นเหม็นไปทั่วโลกอีกด้วย
เลือกตั้งซ่อมครั้งนี้จึงไม่มีปัญหาที่ “หล่อหลักลอย” จะได้เปรียบ “น้ำหนัก” และมี “อาวุธสงคราม” ที่พร้อมจะถล่มใครก็ได้ เพราะการต่อสู้ครั้งนี้จะวัดกันที่ “ศักดิ์ศรี” กับ “ความจริง” ไม่ว่า “ก่อแก้ว พิกุลทอง” จะต้อง “ชกข้ามคุก” ก็ตาม
ส่วน “ตาอยู่” ที่ “ก๊วนเทพลิ้ม” ส่งเข้ามาเขย่านั้นก็จะประมาทไม่ได้ เพราะเป็น “บิ๊กสีเขียว” ที่วนเวียนอยู่กับบ่อน้ำเน่ามายาวนาน แถมยังเคยลูบแข้งลูบขาทั้ง “น้าชวน” และ “ลุงจิ๋ว”
สงครามครั้งนี้จึงสนุกแน่ เพราะมี “ซากศพและกองเลือด” เป็นเดิมพัน!
เพราะจะเป็นการต่อสู้กันด้วย “ความจริง” และ “ความเท็จ” ไม่ใช่แค่ “น้ำลาย” เหม็นๆ
คนทั้งโลกจะได้เห็นกันว่าใครโกหกตอแหล!
ชกข้ามคุกสนุกแน่ๆครับพี่น้อง!
ที่มา โลกวันนี้ “มันมีการทำร้ายประชาชน มีการยิงอาวุธใส่ประชาชน ไม่ได้เป็นไปตามที่ได้แถลงก่อนหน้านี้ว่าเป็นการใช้แก๊สน้ำตาเท่านั้น” “เป็นคนหรือเปล่า กระทำกับบุคคลถึงขั้นเสียชีวิตแล้ว ยังยัดเยียดปรักปรำใส่ร้ายเขาอีกว่าเขาพกอาวุธ” “การเมืองในวิถีทางประชาธิปไตย ไม่มีที่ไหนในโลกที่ประชาชนถูกทำร้ายจากภาครัฐแล้วรัฐบาลที่มาจากประชาชนไม่แสดงความรับผิดชอบ” คำพูดทุกประโยคเป็นของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ครั้งเป็นผู้นำฝ่ายค้าน เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2551 หลังเหตุการณ์ 7 ตุลาคม 2551 ที่รัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ สลายการปิดล้อมรัฐสภาของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งมีผู้เสียชีวิต 2 ราย และบาดเจ็บกว่า 400 ราย :: อ่านเนื้อหาทั้งหมดได้จากนิตยสารรายสัปดาห์ “โลกวันนี้วันสุข” ปีที่ 5 ฉบับที่ 265 วันที่ 26 มิถุนายน-2 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 วางแผงแล้ววันนี้เรื่องจากปก จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้ วันสุข ปีที่ 5 ฉบับที่ 265 ประจำวัน ศุกร์ ที่ 25 มิถุนายน 2010 โดย -


