WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, July 1, 2010

ปฏิรูปตำรวจ

ที่มา ข่าวสด


คอลัมน์ เหล็กใน




"ปฏิรูป" กลายเป็นคำฮิตขึ้นมาอีกครั้งหลังจากรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตั้งคณะกรรมการขึ้นหลายต่อหลายชุด ที่รู้คุ้นๆ เช่น ปฏิรูปประเทศที่ทาบทามที่มีนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี และศ.น.พ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส มาเป็นแกนนำ

รวมไปถึงการปฏิรูปตำรวจ ที่พูดกันมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลคมช.ที่มีพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกฯ ราวปี 2550

และพูดกันอึงมี่อีกครั้งเมื่อคราวเกิดเหตุร้ายกับ"จ่าเพียร"พล.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา อดีตผกก.สภ.บันนังสตา จ.ยะลา ที่ถูกระเบิดโจรใต้เสียชีวิต อันโยงไปถึงปัญหาการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจ

จ่าเพียร ควรจะได้รับการโยกย้ายไปอยู่นอกพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ เพราะมีชื่ออยู่ในโผแล้ว แต่สุดท้ายต้องอยู่ตำแหน่งเดิม เนื่องจากไปเจอเด็กเส้น และเงินไม่ถึงพอ

นายอภิสิทธิ์ ดึงพล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร อดีตรองอธิบดีกรมตำรวจ มาเป็นประธานคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจ

และเป็นรูปเป็นร่างเมื่อเสนอครม.ให้อนุมัติเรียบร้อย

ที่น่าสนใจก็คือทุกๆ ครั้งที่พูดถึงการปฏิรูปตำรวจ ปัจจัยหลักมักจะต้องการให้ตำรวจมีอิสระ หรือมีความเป็นธรรมในการแต่งตั้งโยกย้าย

แต่ที่ผ่านมารัฐบาลนี้ทำให้ตำรวจเหมือนถูกมัดมือ มัดเท้ามาตลอด

และหลายๆ กรณีเหมือนเข้าไปก้าวก่าย และทำผิดระเบียบปฏิบัติเสียเอง

ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการตั้งผบ.ตร. ซึ่งยังไม่ได้ตัวจริงมาจนทุกวันนี้ทั้งๆ ที่ผ่านมาจะเกือบ 1 ปีแล้ว

เนื่องจากนายอภิสิทธิ์ ต้องการเสนอชื่อนายตำรวจคนหนึ่ง แต่คณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ(ก.ต.ช.) โดยเสียงส่วนใหญ่ เห็นชอบกับอีกชื่อหนึ่ง

นายอภิสิทธิ์ ใช้อำนาจและข้อต่อรองเพื่อให้ได้คนที่ตัวเองต้องการ แต่สุดท้ายก็ยังไม่สำเร็จ

จึงซิกแซ็กใช้อำนาจเลื่อนตั้งผบ.ตร. โดยใช้วิธีตั้งรักษาการมาเรื่อยๆ จนทุกวันนี้

และล่าสุดเสนอเปิดเก้าอี้ที่ปรึกษา สบ10 เทียบเท่ารองผบ.ตร. ขึ้นมาเป็นพิเศษรองรับนายตำรวจคนหนึ่ง ซึ่งหมายมั่นปั้นมือว่าจะดันขึ้นเป็นนายใหญ่สีกากีในอนาคต

ซึ่งอาจจะเข้าข่ายไม่ถูกต้องตามระเบียบ เพราะเป็นการเปิดตำแหน่งเฉพาะซึ่งยังไม่มีความจำเป็นขนาดนั้น

นี่ยังไม่นับปัญหาการโยกย้ายที่ผ่านมาซึ่งว่ากันว่าใช้ทั้งเส้นสาย และมีเงินสะพัดมากที่สุดยุคหนึ่ง ก็มีชื่อคนใกล้ชิดนายกฯ เข้าไปมีเอี่ยวด้วย

ดูๆไปแล้วการปฏิรูปตำรวจ ยังไม่รู้ว่าคนที่ได้ประโยชน์จริงๆ จะเป็นตำรวจ ประชาชน หรือนักการเมืองกันแน่

วงการตำรวจที่ยังปั่นป่วนอยู่ทุกวันนี้ สาเหตุส่วนใหญ่ล้วนมาจากนักการเมืองทั้งนั้น เพราะขนาดมีพ.ร.บ.ตำรวจ มีคณะกรรมการหลายต่อหลายชุด มีกฎ กติกาป้องกันไว้มากมาย แต่นักการเมืองยังซิกแซ็กเพื่อหาประโยชน์จากตำรวจได้ตลอด

สรุปแล้วนักการเมืองปฏิรูปตัวเองก่อนดีกว่าไหม

กางแผนเลือกตั้งซ่อม"ปชป.-พท."

ที่มา ข่าวสด


รายงานพิเศษ




ประพันธ์ นัยโกวิท
การเลือกตั้งซ่อมส.ส.กทม. เขต 6 เริ่มต้นขึ้นแล้ว ศึกหนนี้ไม่ใช่แค่การชิงดำระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับเพื่อไทย แต่ยังเป็นการวัดใจคนกรุงว่าคิดเห็นอย่างไรต่อเหตุการณ์ความรุนแรงเดือนพ.ค.ที่ผ่านมา

ยืนข้างรัฐบาล หรือเอนเอียงไปทางเสื้อแดง?

ประชาธิปัตย์ส่ง พนิช วิกิตเศรษฐ์ อดีตผู้ช่วยรมว.ต่างประเทศ ที่เคยไล่ล่า "นายใหญ่" ลงสมัครได้เบอร์ 1 ขณะที่ฝั่งเพื่อไทยส่ง นายก่อแก้ว พิกุลทอง แกนนำนปช. ผู้ต้องหาคดีก่อการร้ายตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ลงประกบ หมายเลข 4

กำหนดเลือกตั้งล่วงหน้า 17-18 ก.ค. ก่อนเลือกตั้งจริงวันอาทิตย์ที่ 25 ก.ค.

จากนี้เหลือเวลาเพียง 20 กว่าวัน ภายใต้บรรยากาศของพ.ร.ก.และการต่อสู้ที่ดุเดือดรุนแรง ทั้งสองพรรควางยุทธศาสตร์อย่างไร รวมถึง กกต.ซึ่งดูแลการเลือกตั้งให้เสร็จสิ้นโดยสงบและเรียบร้อย วางแผนเตรียมการอย่างไร



ประพันธ์ นัยโกวิท

กกต.ด้านบริหารการเลือกตั้ง

ผมเพิ่งไปประชุมร่วมกับศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อยในการเลือกตั้ง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่บก.น.3 เพื่อหารือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ถึงการวางมาตรการรักษาความปลอด ภัยในช่วงที่จะมีการจัดการเลือกตั้งซ่อมส.ส. กทม. เขต 6

โดยเฉพาะตัวผู้สมัครรับเลือกตั้งที่จะลงพื้นที่หาเสียง เพราะขณะนี้ในพื้นที่ มีทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่ตรงกัน รวมถึงกลุ่มบุคคลที่ยังมีอารมณ์ค้างจากเหตุการณ์ 19 พ.ค.ที่ผ่านมา

กกต.ต้องประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูแลความปลอดภัย ใช้กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นหลัก การข่าวขณะนี้ยังไม่มีการรายงานข้อมูลหรือทิศทางที่จะนำไปสู่ความรุนแรง

ประสานตำรวจส่งกำลังเข้ามาดูแลความเรียบร้อยในส่วนของหีบและบัตรเลือกตั้ง รวมทั้งอาจต้องนำหีบและบัตรเลือกตั้งไปเก็บรักษาไว้ในสถานที่ที่ติดตั้งกล้องทีวีวงจรปิด โดยผู้สมัครอาจส่งคนเข้ามาเฝ้าสังเกตการณ์ได้

ต้องทำเช่นนี้เพื่อให้เกิดความสุจริต ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย รวมทั้งให้ทุกคนยอมรับผลการเลือกตั้งที่ออกมา

สมัย เจริญช่าง


หลายฝ่ายกังวลและเป็นห่วงว่า การหาเสียงหรือการปราศรัยอาจหยิบ ยกเหตุการณ์ในเดือน พ.ค. มาเป็นประเด็นโจมตีใส่ร้ายกันนั้น ตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และการได้มาซึ่ง ส.ว. มาตรา 53 (5) ระบุไว้ชัด เจนว่า

การใส่ร้ายทำให้ผู้อื่นได้รับความเสียหาย และสำคัญผิดในข้อเท็จจริงของตัวผู้สมัครและพรรค การเมืองใด อาจมีโทษทางกฎหมาย

ผู้สมัครและพรรคการเมืองต้องระมัดระวัง ทำอะไรต้องรอบคอบ กกต.ไม่อยากให้มีการร้องเรียนในส่วนนี้เข้ามา



สมัย เจริญช่าง

ผอ.เลือกตั้งซ่อม พรรคประชาธิปัตย์

การหาเสียงเลือกตั้งซ่อม เราทำทุกอย่างที่เป็นการพบประชาชน ไม่ว่าเดินในหมู่บ้านจัดสรร ห้างสรรพสินค้า ชุมชน ตลาด ตึกแถว อาคารพาณิชย์ พร้อมปราศรัยย่อยเป็นจุดๆ เกือบทุกวัน คุยกับประชาชนกลุ่มละ 50-70 คน ชี้แจงทำความเข้าใจถึงนโยบายพรรค

การหาเสียงชู 2 ส่วน คือนโยบายพรรคและศักยภาพตัวบุคคล มั่นใจว่านายพนิชมีจุดขายให้ประชาชนมั่นใจเป็นส.ส. เมื่อลงมาแล้วเราก็มั่นใจเต็มร้อย คนของเราเป็นคนดี มีประสบการณ์ มีความรู้ สามารถรับใช้ชาติบ้านเมืองได้

รวมถึงการฟื้นฟูประเทศไทย เศรษฐกิจ การท่องเที่ยว สร้างความมั่นใจเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง การปรองดองสมานฉันท์ของคนในชาติ การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน

ทั้งหมดนี้เป็นความตั้งใจจริง เป็นเป้าหมายวัตถุประสงค์ของผู้สมัครที่ตัดสินใจเดินออกมาจากการเป็นผู้ช่วย รมว.ต่างประเทศ ซึ่งจากการลงพื้นที่ได้รับเสียงตอบรับดีมาก

เขต 6 กทม. ถือเป็นเขตเลือกตั้งใหญ่ มีประชาชนกระจัดกระจายหลายวัฒนธรรม การเข้าพบทุกกลุ่มถือเป็นภารกิจของผู้สมัคร ผลงานที่รัฐบาลกำลังทำ จากการลงพื้นที่ยังไม่พบอุปสรรคอะไร ไม่มีกลุ่มคนเสื้อแดงออกมาต่อต้าน

ยกเว้นวันรับสมัคร เพราะมีหลายพรรค การเมือง มีผู้สนับสนุนที่แสดงออกทางการใช้คำพูดและความรุนแรง เราไปว่าเขาไม่ได้ แต่คนในพื้นที่คงไม่มีพฤติกรรมอย่างนั้น

วิชาญ มีนชัยนันท์


แต่ไม่ได้หมาย ความว่าไม่มีพวกคนเสื้อแดง หรือคนที่คิดไม่เหมือนเรา เชื่อว่าคนในเขต 6 เป็นคนดี แต่อาจมีคนนอกพื้นที่มาสร้างภาพลักษณ์ให้เขต 6 เสียหาย ตรงนี้เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เห็นชัดว่าคนที่มารุมทุบรถเจ้าหน้าที่ตำรวจในวันรับสมัคร ไม่ใช่คนในพื้นที่

ตารางหาเสียงของนายพนิชเปลี่ยนแปลงตลอด แต่ละเขตย่อยในเขต 6 มีศูนย์เลือกตั้งอยู่ แต่ละศูนย์ทำตารางของตัวเองไว้ ตัวผู้สมัครก็พิจารณาว่าจะไปในที่ใดถึงจะเหมาะสมและทั่วถึง

ผู้ใหญ่ของพรรคที่จะลงไปช่วยหาเสียงนั้น ถ้าว่างเว้นจากการปฏิบัติภารกิจหรือเวลานอกราชการ ต้องมาพบปะประชาชนแน่ แต่ถ้าเป็นวันธรรมดา หรือในเวลาราชการ คงไม่ทำ ไม่อยากให้เป็นประเด็นใช้เวลาราชการมาหาเสียง

มีรัฐมนตรีหลายคนแจ้งความจำนงมา อาทิ นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ นายอลงกรณ์ พลบุตร รมช.พาณิชย์ และนายถาวร เสนเนียม รมช.มหาดไทย ส่วนนายกฯ ต้องดูความเหมาะสม

เรื่องการดูแลความปลดภัยให้กับนายกฯ รัฐมนตรี และส.ส. เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ เราไม่มีกองกำลังติดอาวุธไปคุม

ส่วนผู้สมัครพรรคเพื่อไทยไม่สามารถออกมาหาเสียงด้วยตัวเองได้ ทำให้ผู้สมัครของพรรคได้เปรียบหรือไม่นั้น ไม่คิดว่าได้เปรียบหรือเสียเปรียบ ทางโน้นเขาก็จะเอาจุดนี้มาเป็นจุดขาย เราประมาทไม่ได้

การเลือกตั้งทุกครั้งแต่ละพรรคต้องเอาจุดแข็งเป็นจุดขาย อยู่ที่ว่าของใครดีกว่ากัน



วิชาญ มีนชัยนันท์

ผอ.เลือกตั้งซ่อม พรรคเพื่อไทย

คณะทำงานเตรียมการหาเสียงของพรรคไม่มั่นใจว่า นายก่อแก้ว พิกุลทอง จะได้รับอนุญาตจากศาลให้ออกจากเรือนจำเพื่อไปแนะนำตัวกับประชาชน

จึงให้ส.ส.กทม. 6 คน รวมทั้งส.ก. ส.ข. ระดมกำลังเป็นตัวแทนผู้สมัครเบอร์ 4 หาเสียงลงพื้นที่นำนโยบายของพรรคไปชี้แจงเรื่องเหตุการณ์ชุมนุม กระจาย ส.ส.ออกเป็น 4 เขต

นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรค จะนำส.ส.ลงพื้นที่ตลาดคู้บอน เขตคันนายาว ในวันที่ 1 ก.ค. เวลา 06.00 น. จากนั้นวันที่ 2 มิ.ย. เวลา 06.00 น. ลงพื้นที่ตลาดสดหนองจอก

มีการปราศรัยเวทีใหญ่ในวันเสาร์ที่ 3 ก.ค. เวลา 17.00 น. ที่บ้านเอื้ออาทร เขตบึงกุ่ม และวันอาทิตย์ที่ 4 ก.ค. เวลา 17.00 น. ที่การเคหะสุขาภิบาล เขตคันนายาว ร.ต.อ. เฉลิม อยู่บำรุง ประธานส.ส. และนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน แกนนำนปช. เป็นขุนพลหลัก

นอกจากชูนโยบาย ยังตีแผ่การบริหารงานที่ผิดพลาดของรัฐบาล การทุจริตคอร์รัปชั่นโครงการต่างๆ เช่น ไทยเข้มแข็ง จัดซื้อเครื่องมือแพทย์ การโยกย้ายข้าราชการไม่เป็นธรรม เนื้อหาสืบเนื่องจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจ รวมถึงเรื่องการใช้มาตรฐานที่ต่างกัน

สำหรับเวทีปราศรัยใหญ่คาดว่าจะขอใช้พื้นที่สนามหลวง ส่วนเวทีย่อยจะหารือกันอีกครั้งว่ามีทุกวันหรือไม่ เพราะพื้นที่เขต 6 ค่อนข้างกระจายตัว แต่ไม่มีการโฟนอินใดๆ เข้ามาทั้งสิ้น

การหาเสียงท่ามกลางพ.ร.ก.ฉุกเฉินค่อนข้างลำบาก ผลจากการประกาศพ.ร.ก. มีส่วนทำให้ผู้สมัครของพรรคต้องถูกควบ คุมตัว ไม่สามารถออกมาหาเสียงได้ การจะเข้าถึงประชาชนได้จึงต้องใช้การเคาะประตูบ้าน

ที่ประชุมยังพิจารณาทำแบนเนอร์หาเสียงเป็นรูปนายก่อแก้ว บัตรย้ำเบอร์ขนาด 9.5 คูณ 6 ซ.ม. แจกให้ประชาชน มีข้อ ความจากเรือนจำเขียนโดยนายก่อแก้ว พร้อมสโลแกน "เลือกฝ่ายประชาธิปไตย เลือกก่อแก้ว เพื่อไทย เบอร์ 4 เข้าสภาตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล"

ประเมินผู้สมัครของเรายังเสียเปรียบพรรคประชาธิปัตย์ 20% พรรคจะรอให้กกต.ประ กาศว่านายก่อแก้วมีคุณสมบัติครบถ้วนหรือไม่ คาดว่าประกาศได้ภายในวันที่ 2 ก.ค. จากนั้นจะยื่นคำร้องขอให้ศาลปล่อยตัวนายก่อแก้วออกมาหาเสียง

แต่ถ้าไม่เป็นผล จะให้ตัวแทนซึ่งมีทั้งส.ส. ผู้สนับสนุนพรรค รวมทั้งแนวร่วมจากส่วนต่างๆ เข้ามาช่วย

จุดเทียนเรียกร้อง กก.สิทธิ จี้เลิกพรก.ฉุกเฉิน

ที่มา ข่าวสด


บี้ปล่อย"สมบัติลายจุด" กมธ.ไล่ปปง.สอบเงิน! ศอฉ.ตบทรัพย์ท่อเลี้ยง โวยแยกขังแกนนำนปช.




จี้ปล่อย - กลุ่ม 24 มิถุนายนฯ ยื่นหนังสือถึงคณะกรรมการสิทธิฯ ที่ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ ให้รัฐบาลยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน และปล่อยตัวนายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ"บ.ก.ลายจุด" นักกิจกรรมทางสังคม เมื่อวันที่ 30 มิ.ย.

จุดเทียนสีแดงบุกสำนักงานคณะกรรมการสิทธิฯ เรียกร้องจี้รัฐบาลยกเลิกพ.ร.ก. ฉุกเฉิน-ปล่อยตัวบ.ก. ลายจุด"สมบัติ บุญงามอนงค์" ทันทีโดยไม่มีเงื่อนไข "เทือก" ระบุจะยกเลิกพ.ร.ก.หรือไม่ ต้องฟังศอฉ.ประเมินก่อน แต่ในกทม.ต้องคงไว้อ้างสถานการณ์ไม่น่าไว้วางใจ กมธ.การคลังเรียกปปง. ชี้แจงอายัดบัญชีเครือข่ายแม้ว-นักธุรกิจ ไล่ไปสอบเส้นทางการเงินเจ้าหน้าที่ศอฉ.ตบทรัพย์นักธุรกิจด้วย ส.ส.กรุง-ญาติโวยราชทัณฑ์แยกขังแกนนำนปช.หลัง "ก่อแก้ว"ได้ลงสมัครซ่อมส.ส.

-เทือกอ้างกทม.ต้องคงฉุกเฉิน

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 30 มิ.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ในฐานะผอ.ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ให้สัมภาษณ์ถึงแนวคิดรัฐบาลจะใช้พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร แทน พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ว่า ขณะนี้ยังไม่ได้ตัดสินใจ แต่เราจะประเมินสถานการณ์จากรายงานของผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบในแต่ละฝ่าย เช่น ผู้ว่าฯ กระทรวงมหาดไทย ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค ผู้บังคับการตำรวจจังหวัด แม่ทัพภาค รวมทั้งผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบแต่ละพื้นที่ เมื่อประเมินสถาน การณ์ในทุกพื้นที่แล้วเห็นว่าในพื้นที่จังหวัดใดที่เราดูแลสถานการณ์ไว้ด้วยกฎหมายปกติ จะเป็นพื้นที่ชุดแรกที่เราจะประกาศยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน และยังไม่มีแนวคิดใช้มาตรการอื่นเข้ามาทดแทน

เมื่อถามว่าในพื้นที่กทม.ยังต้องคงพ.ร.ก.ฉุก เฉินไว้หรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่าในพื้นที่กทม. ยังมีความจำเป็นอยู่ แต่เมื่อทำงานในระบบกรรมการ ต้องฟังความคิดเห็นของทุกฝ่าย ทั้งนี้ พื้นที่กทม.มีความล่อแหลม หากเรารีบร้อนยกเลิกประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ฝ่ายที่จ้องรอเวลาอยู่จะออกมาสร้างปัญหาได้ ขณะนี้มีรายงานข่าวทุกวันว่ายังมีความเคลื่อนไหวและรวมกลุ่มกัน โดยอ้างว่าทำบุญบ้าง มีงานเลี้ยงบ้าง มีการปลุกระดมในกลุ่มพวกเดียวกัน ซึ่งเราเห็นว่ายังเป็นปัญหาอยู่

เมื่อถามว่ามีข่าวศอฉ.จะทดลองยกเลิกประกาศพ.ร.ก.ในบางจังหวัด เพื่อดูว่าจะมีสถานการณ์อะไรเกิดขึ้นอีกหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า สัปดาห์หน้าจะตัดสินใจ การที่คนมีความคิดเห็นทางการเมืองเป็นเรื่องปกติ แต่การทำร้ายประเทศชาติด้วยการสร้างความวุ่นวายก่อเหตุร้ายอย่างนี้ ประเทศไหนก็ยอมไม่ได้

-จุดเทียนบุกกสม.-จี้ปล่อย"สมบัติ"

เมื่อเวลา 13.30 น. ที่ศูนย์ราชการ ถ.แจ้ง วัฒนะ นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ประธานกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย พร้อมคณะประมาณ 20 คน ได้เดินจุดเทียนสีแดง จากด้านล่างของอาคารบี ศูนย์ราชการ ขึ้นมาจนถึงชั้น 6 ซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เพื่อยื่นหนังสือร้องเรียนต่อคณะกรรมการ เพื่อขอให้มีมติให้รัฐบาลยกเลิกการขยายเวลาการใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน พร้อมเรียกร้องให้กรรมการสิทธิฯ ประสานรัฐบาลปล่อยตัวนายสมบัติ บุญงามอนงค์ บ.ก.ลายจุด ทันที โดยไม่มีเงื่อนไข โดยมีน.พ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กรรมการสิทธิฯ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการด้านสิทธิพลเมือง สิทธิการเมือง และสิทธิชุมชน เป็นผู้รับหนังสือ

นายสมยศกล่าวว่า ขอเรียกร้องให้กรรมการสิทธิฯ ประสานกับรัฐบาล เพื่อให้ยกเลิกพ.ร.ก. ฉุกเฉิน เพราะพ.ร.ก.ไม่สามารถแก้ไขสถาน การณ์บ้านเมืองและไม่สามารถบังคับใช้ได้จริง ซึ่งเหตุการณ์รุนแรงที่ผ่านมา ทั้งหมดไม่เกี่ยวกับพ.ร.ก.เลย เพราะพ.ร.ก.ล้มเหลวแต่ต้น และการที่รัฐบาลจะขยายเวลาการบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เป็นเพียงเพื่อการขยายขอบเขตของอำนาจและใช้ละเมิดสิทธิของผู้ชุมนุม รวมทั้งนำมาเป็นเหตุจับกุมนายสมบัติ เพียงเพราะนายสมบัติและกลุ่มเฟซบุ๊ก ทำกิจกรรมแสดงออกทางการเมืองที่แยกราชประสงค์ แสดงให้เห็นว่าคุกคามเสรีภาพการชุมนุมโดยสันติตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ และสูญเสียเสรีภาพ ถูกควบคุมตัว พวกเราห่วงใยและอยากให้กรรมการสิทธิฯ เร่งรัดเพื่อปล่อยตัวนายสมบัติ

ดูในคุก - นางสาวสุณีย์ เหลืองวิจิตร เลขาธิการพรรคเพื่อไทย พร้อมทนายแกนนำนปช.นำโปสเตอร์หาเสียงและเจ้าหน้าที่ธนาคารมาพบนายก่อแก้ว พิกุลทอง ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เพื่อให้เปิดบัญชีธนาคารในการหาเสียงเลือกตั้งเขต 6



-อัดกก.สิทธิฯช้า-ไร้ประสิทธิภาพ

นายสมยศ กล่าวว่า หากยังคงพ.ร.ก.ฉุกเฉินไว้ เชื่อว่าจะเกิดความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง และประชาชนไม่สามารถออกมาชุมนุมได้ ซึ่งเป็นการเสียสิทธิเสรีภาพ ถูกจำกัดทางการเมือง ทำให้ทุกข์ทรมานทางจิตใจ จึงอยากให้กรรมการสิทธิฯ ปฏิบัติหน้าที่อย่างสมบูรณ์ เพราะที่ผ่านมากรรมการสิทธิฯ ทำงานล่าช้าและไม่มีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ หนังสือที่ยื่นในวันนี้มีการลงลายมือชื่อของประชาชน 700 คน และหลังจากยื่นหนังสือให้กรรมการสิทธิฯ แล้ว ตนจะไปยื่นหนังสือต่อสถานทูตต่างๆ เพื่อให้ช่วยกดดันให้รัฐบาล เพื่อให้ยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน

นายสมยศ ให้สัมภาษณ์ว่า การที่ต้องจุดเทียนมาพบกรรมการสิทธิฯ ครั้งนี้ เพราะสังคมไทยขาดเสรีภาพ เข้าสู่ยุคมืดบอด ทั้งยังถูกปิดกั้นข่าวสาร จึงหวังให้แสงเทียนนี้นำความสว่างให้กรรมการ ซึ่งถือเป็นที่พึ่งสุดท้าย เพื่อให้ออกมาทำหน้าที่ปกป้องสิทธิประชาชนอย่างจริงจัง เนื่องจากที่ผ่านมาทำงานไม่เต็มที่ ไม่มีประสิทธิ ภาพ การเข้าไปช่วยเหลือผู้ที่ถูกละเมิดสิทธิ์โดยเฉพาะคนเสื้อแดงนั้น เห็นได้ชัดว่ามีความล่าช้ากว่าจะช่วยได้คงสิ้นลมก่อน หรือเรื่องที่ตนถูกนำไปควบคุมตัวที่ค่ายอดิศร จ.สระบุรี ร้องเรียนไปตั้งแต่ตอนโดนนำไปขัง จนถึงตอนนี้ถูกทหารปล่อยตัวออกมาตั้งนาน เรื่องยังค้างอยู่ในการพิจารณาของกรรมการทั้งนี้ ขอเรียกร้องให้ประสานกับรัฐบาลยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาบ้านเมืองได้

-"นิรันดร์"รับ-ใช้กม.ละเมิดสิทธิ

ด้านน.พ.นิรันดร์ กล่าวว่า หลังจากรัฐบาลประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน กรรมการสิทธิฯ ได้ติดตามรวบรวมข้อมูลหลักฐาน เพื่อตรวจสอบการละเมิดสิทธิตามการประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และที่ผ่านมาซึ่งมีการควบคุมตัวประชาชนและแกนนำ เราได้ประสานและเข้าพบไม่ว่าจะเป็นนายสมยศ นายสมบัติ และในวันศุกร์ที่ 2 ก.ค. ตนได้ประสานกับเจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์เพื่อขอเข้าพบผู้ที่ถูกควบคุมตัวอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ ทั้งประชาชน และแกนนำคนเสื้อแดง

น.พ.นิรันดร์ กล่าวว่า ภายใน 1-2 วันนี้ กรรมการสิทธิฯ จะเร่งสรุปการใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินว่าไปกระทบ และละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างไรบ้าง เพราะที่ผ่านมาได้เรียกผู้ที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูล ทั้งเจ้าหน้าที่ ศอฉ.และตัวแทนของนายสุเทพ เราจะดูว่ากฎหมายฉบับนี้ละเมิดสิทธิทางการเมืองของประชาชนและขัดแย้งต่อนโยบายปรองดอง จนเป็นเหตุให้ละเมิดสิทธิประชาชนหรือไม่ อีกทั้งเราจะลงพื้นที่จังหวัดต่างๆ ทั้งอุดรธานี มุกดาหาร อำนาจ เจริญ เชียงใหม่ เชียงราย เพื่อติดตามว่ามีเจ้าหน้าที่ละเมิดสิทธิประชาชนหรือไม่ และยืนยันว่า กรรมการสิทธิฯ ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ตลอดเวลา โดยเฉพาะการต่อสู้ภาคประชาชนเพื่อเรียกร้องสิทธิเสรีภาพโดยใช้แนวทางสันติวิธี

"เท่าที่คุยกันในอนุกรรมการฯ ก็เห็นตรงกันว่าการจับกุมตัวนายสมบัตินั้น ใช้กฎหมายที่ ละเมิดสิทธิทางการเมืองของประชาชน" น.พ. นิรันดร์กล่าว

-แฟนคลับณัฐวุฒิ-แห่เยี่ยมแน่น

ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เมื่อเวลา 10.00 น. นางศรีวิไล ประสุตานนท์ ภรรยานายวีระ มุสิกพงศ์, นางธิดา ถาวรเศรษฐ ภรรยาน.พ.เหวง โตจิราการ และนางศิริสกุล ใสยเกื้อ ภรรยานายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เดินทางเข้าเยี่ยมที่เรือนจำ ซึ่งก่อนหน้านี้มีกลุ่มทนายความ นปช.นำโดยนายคารม พลทะกลาง และทีมงานพรรคเพื่อไทย เข้ามาหารือกับแกนนำ โดยเฉพาะนายก่อแก้ว พิกุลทอง ซึ่งทนายความได้พาเจ้าหน้าที่ธนาคารกรุงเทพ สาขาราชวัตร มาพบเพื่อเปิดบัญชีเงินฝากไว้ใช้เป็นค่าใช้จ่ายหาเสียง เป็นเงิน 1.5 ล้านบาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริเวณหน้าห้องเยี่ยมเมื่อช่วงเช้า มีกลุ่มเสื้อแดงและแฟนคลับของนายณัฐวุฒิ มาเยี่ยมมากกว่าทุกวัน จำนวนหลายร้อยคน ในจำนวนนี้มีผู้นำชุดนักมวย ประกอบด้วยกางเกงมวย และนวม มาฝากเจ้าหน้าที่ เพื่อส่งมอบให้นายณัฐวุฒิ แต่ทางเรือนจำไม่อนุญาต เพราะผิดระเบียบจึงนำกลับไป ส่วนอาหารที่ทางเรือนจำจัดเตรียมไว้ให้กับแกนนำนปช.ในช่วงเช้าและบ่ายวันนี้ มื้อเช้า แกงส้มปลากระบอก กับข้าวสวย ส่วนมื้อกลางวันเป็นราดหน้า เส้นใหญ่ ส่วนการเยี่ยมแกนนำ นปช.นั้น วันเดียวกันนี้ทางเรือนจำได้จัดใหม่ โดยผู้ที่ต้องการเยี่ยมแกนนำทุกคนจะต้องมาลงทะเบียนเยี่ยม จันทร์-ศุกร์ ตั้งแต่เวลา 08.00-10.40 น. เพื่อเข้าเยี่ยมในเวลา 11.00-11.20 น. หยุดเสาร์และอาทิตย์

ด้านนายคารม กล่าวว่า การยื่นฟ้องรัฐบาลและผู้ที่ออกมากล่าวหาเป็นผู้ก่อการร้ายนั้น คาดว่าสัปดาห์หน้าจะยื่นฟ้องได้ ขณะนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมหลักฐานอยู่

-โวยแยกขังแกนนำคนละแดน

นายวิชาญ มีนชัยนันท์ ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า หลังจากนายก่อแก้ว ลงสมัครรับเลือกตั้งส.ส.เขต 6 กทม.เสร็จแล้ว ปรากฏว่าเรือนจำได้กระจายย้ายแกนนำนปช.ไปคุมขังในแดนต่างๆ แม้จะไม่ผิดระเบียบ แต่อยากตั้งข้อสังเกตว่าแกนนำนปช.ควรได้อยู่ร่วมกันในแดน 1 แต่ขณะนี้ได้กระจายกันหมด โดยนายณัฐวุฒิและนายสมบัติ นาคทอง อยู่แดน 3 นายวีระ นายสมชาย ไพบูลย์ นายภูมิกิตติ สุขจินดาทอง อยู่แดน 4 นายนิสิต สินธุไพร นายยศวริศ ชูกล่อม หรือเจ๋ง ดอกจิก อยู่แดน 5 นายวิภูแถลง พัฒนาภูมิไท และน.พ.เหวง โตจิราการ อยู่แดน 6 ส่วนนายก่อแก้ว นายอำนาจ อินทโชติ และนายขวัญชัย สาระคำ หรือไพรพนา อยู่แดน 8

นางธิดา กล่าวว่า กรณีที่เรือนจำ ได้สั่งแยกขังแกนนำ นปช.กระจายไปตามแดนต่างๆ นั้นตนไม่เห็นด้วย ควรจะย้ายมาอยู่รวมกันเหมือนเดิมเพราะจะง่ายต่อการเข้าเยี่ยม ส่วนที่นายก่อแก้ว ลงสมัครเลือกตั้งซ่อมส.ส.นั้นตนสนับ สนุน เพราะจะทำให้พวกเรามีเวทีเล็กๆ ได้แสดงออกทางการเมือง ส่วนจะแพ้หรือชนะก็เป็นหน้าที่ของประชาชนในการตัดสินใจเลือก

-สภาจี้ปปง.สอบศอฉ.ตบทรัพย์

ที่รัฐสภา นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย แถลงว่า ในฐานะที่ตนเป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการเศรษฐกิจจุลภาค สภาผู้แทนราษฎร ได้เชิญตัวแทนศอฉ.และกรมสอบสวนคดีพิเศษมาชี้แจงกรณีออกคำสั่งห้ามทำธุรกรรมของบุคคล 83 ราย แต่ปรากฏว่า ศอฉ.และดีเอสไอไม่ได้มาชี้แจง มีเพียงพ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบรามการฟอกเงิน (ปปง.) มาชี้แจง ซึ่งน่าสนใจกรณีการออกคำสั่งห้ามทำธุรกรรมของของศอฉ.และดีเอสไอ ไม่ได้ใช้กฎหมายตรวจสอบทรัพย์สินของปปง. แต่ใช้อำนาจตามประกาศของศอฉ.จึงถือเป็นการกระทำที่เหมือนเด็กเล่นขายขนม ขาดความรอบคอบ

"ประกาศของศอฉ.ภายใต้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทำให้บุคคลที่ถูกห้ามทำธุรกรรมเกิดความเดือดร้อน ขณะที่เกิดการตบทรัพย์บริษัทเอกชนที่ถูกขึ้นบัญชีห้ามทำธุรกรรม โดยบอกว่าหากใครต้องการหลุดจากบัญชีห้ามทำธุรกรรม ต้องยอมให้ตบทรัพย์ เรื่องดังกล่าวกรรมาธิการจึงขอให้ปปง.ช่วยตรวจสอบเจ้าหน้าที่ศอฉ.และดีเอสไอว่า มีใครร่ำรวยผิดปกติภายหลังการออกคำสั่งนี้หรือไม่ วันนี้ครอบครัวและบุคคลที่เกี่ยวข้องกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้รับความเดือดร้อนจากคำสั่งดังกล่าว ทำให้บริษัทไม่สามารถประกอบธุรกรรมได้" นายสุรพงษ์ กล่าว

นายสุรพงษ์ กล่าวว่า การที่ดีเอสไออ้างว่ามีการไหลเวียนถอนเงินจากบัญชีคนใกล้ชิด พ.ต.ท.ทักษิณ โดยกล่าวหาว่าเป็นท่อน้ำเลี้ยง เลขาธิการปปง.ชี้แจงว่า ไม่ได้ศึกษาเรื่องการไหลเวียนผิดปกติของบัญชีเงินดังกล่าวว่าเป็นท่อน้ำเลี้ยงหรือไม่ หรือมีความเกี่ยวข้องกับการถอนเงินมาสนับสนุนการชุมนุม

"หลังการอายัดทรัพย์พ.ต.ท.ทักษิณ 4.6 หมื่นล้านบาท เหลืออีก 3 หมื่นล้านบาท ที่อยู่ระหว่างการอุทธรณ์ แต่ปรากฏว่ามีข่าวมีเม็ดเงินหมุนเวียนของกระแสเงินกว่าแสนล้านบาทในระบบ จึงเป็นที่สงสัยทำให้กรรมาธิการต้องขอให้ ปปง.ตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องนี้ด้วย" นายสุรพงษ์กล่าว

-ครอบครัวชินวัตรส่งทนายชี้แจง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการเข้าชี้แจงธุรกรรมการเงินต้องสงสัยต่อพนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ 4 หน่วยงาน ประกอบด้วยกรมสรรพากร ดีเอสไอ ปปง. และป.ป.ส. ในวันที่สอง ของครอบครัวในตระกูลชินวัตรยังคงส่งทนายความมาเป็นตัวแทน โดยน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ส่งนายวีรภัทร์ ศรีชัยยา ทนายความเป็นตัวแทนมาชี้แจง เช่นเดียวกับนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ และนางกาญจนาภา หงส์เหิน และน.ส.พิณทองทา ชินวัตร ขณะที่นางเยาวเรศ ชินวัตร ส่งหนังสือขอเลื่อนนัดเข้าให้ข้อมูล ส่วนของนายวิชาญ มีนชัยนันท์ ส.ส.กทม. และนายการุณ โหสกุล ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย เข้าพบพนักงานสอบสวนด้วยตนเอง

นายวิชาญ เปิดเผยภายหลังเข้าพบพนักงานสอบสวนว่า ขอเวลาจัดเตรียมเอกสารเพื่อนำเข้าชี้แจงอีกครั้งในวันที่ 21 ก.ค. นี้ เนื่องจากเป็น การใช้จ่ายเงินย้อนหลังในช่วง 9 เดือนที่แล้ว ยืนยันว่าที่ผ่านมาแทบจะไม่ได้มีการถอนเงินสดออกจากธนาคาร โดยบัญชีเงินฝากที่ถูกระบุเป็นบัญชีต้องสงสัยมีอยู่ 2-3 บัญชี และไม่มีรายการค่าใช้จ่ายที่ผิดปกติ จึงมั่นใจว่าจะชี้แจงให้พนักงานสอบสวนสิ้นข้อสงสัยได้

-เผยบัญชี"อุ๊งอิ๊ง"ถูกอายัดเรียบ

ด้านนายกิตติพร อรุณรัตน์ ทนายความของน.ส.พิณทองทา เปิดเผยหลังเข้าชี้แจงว่า ได้ชี้แจงความเคลื่อนไหวทางการเงินของน.ส.พิน ทองทา รวม 4 บัญชี โดยยืนยันว่าไม่มีความเคลื่อนไหวผิดปกติใดๆ เนื่องจากทุกบัญชีเงินฝากถูกอายัดโดยคตส.ตั้งแต่ปี 2550 และถูกศอฉ.อายัดซ้ำอีกครั้งในเดือนเม.ย. ซึ่งรายการเบิกถอนล็อตใหญ่มีเพียงการโอนเงิน 22,000 ล้านบาท ไปให้กรมบัญชีกลาง ตามคำสั่งของศาลฎีกา แผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในส่วนของน.ส.พิณทองทาจึงไม่มีอะไรต้องชี้แจงเพิ่มเติม

ผู้สื่อข่าวถามถึงบัญชีเงินฝากในต่างประเทศ นายกิตติพร กล่าวว่า พนักงานสอบสวนไม่ได้สอบถามในประเด็นดังกล่าว แต่เชื่อว่าน.ส.พิณทองทามีเฉพาะเงินฝากในไทยเท่านั้น

สำหรับความเคลื่อนไหวทางการเงินของ น.ส.พิณทองทา มีดังนี้ บัญชีเงินฝากประจำ 6 เดือน เลขที่ 127-237287-9 ธนาคารกรุงเทพ สาขาซอยอารีย์ มีเงิน 3,172,340,035.57 บาท ถูกอายัดทั้งหมด บัญชีเงินฝากประจำ 6 เดือน เลขที่ 146-231081-2 ธนาคารกรุงเทพ สาขาราชวัตร จำนวน 1,061,432,127.64 บาท ถูกอายัดทั้งหมด บัญชีเงินฝากธนาคารไทยพาณิชย์ เลขที่ 111-112222-0 จำนวน 3,174,545,916.21 บาท ถูกอายัดทั้งหมด บัญชีเลขที่ 111-112631-3 จำนวน 13,616,053,545.70 บาท ถูกอายัดทั้งหมด บัญชีเลขที่ 111-241524-4 จำนวน 316,930,408.86 บาท ถูกอายัดทั้งหมด บัญชีเลขที่ 001-155188-2 จำนวน 3,138,853,134.57 บาท ถูกอายัดทั้งหมด

เข้าแจงดีเอสไอเอง วิชาญ-การุณ ปัดเป็นท่อน้ำเลี้ยง

ที่มา ไทยรัฐ

"วิชาญ-การุณ" 2 ส.ส.เพื่อไทย ที่มีชื่อระบุเป็นท่อน้ำเลี้ยงให้ม็อบเสื้อแดง หอบเอกสารเข้าชี้แจงธุรกรรมกับดีเอสไอด้วยตัวเอง ขณะที่คนในตระกูล "ชินวัตร" และคนใกล้ชิดมอบหมายทนายความนำหลักฐานเข้าชี้แจงแทน...

เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานถึงการเดินทางเข้าชี้แจงธุรกรรมการเงินต้องสงสัยว่า ตั้งแต่เวลา 09.00 น. บุคคลในตระกูลชินวัตร และผู้ใกล้ชิด น.ส.พินทองทา ชินวัตร น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ และนางกาญจนาภา หงส์เหิน ได้มอบหมายให้ทนายความนำเอกสารทางการเงินเข้าชี้แจงต่อพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ขณะที่นางเยาวเรศ ชินวัตร ส่งหนังสือขอเลื่อนนัดเข้าให้ข้อมูล

อย่างไรก็ตาม นายวิชาญ มีนชัยนันท์ และนายการุณ โหสกุล 2 ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทย ได้เข้าพบพนักงานสอบสวนด้วยตนเอง สำหรับ พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร เข้าพบพนักงานสอบสวนในช่วงบ่าย

นายวิชาญ กล่าวว่า ได้นำเอกสารทางการเงินเข้าชี้แจงต่อพนักงานสอบสวน แต่ดีเอสไอยังมีคำถามต้องการได้รับการชี้แจงเพิ่มเติมเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวทางการเงินว่ามีการใช้จ่ายไปอย่างไร ตนจึงขอเวลาจัดเตรียมเอกสารเพื่อนำเข้าชี้แจงอีกครั้งในวันที่ 21 ก.ค.นี้ เนื่องจากเป็นการใช้จ่ายเงินที่เกิดขึ้นนานมาแล้ว แต่ยืนยันได้ว่าที่ผ่านมาแทบจะไม่ได้มีการถอนเงินสดออกจากธนาคาร โดยบัญชีเงินฝากที่ถูกระบุเป็นบัญชีต้องสงสัยมีอยู่ประมาณ 2-3 บัญชี และไม่มีรายการค่าใช้จ่ายที่ผิดปกติ จึงมั่นใจว่าจะสามารถชี้แจงให้พนักงานสอบสวนสิ้นข้อสงสัยได้.

'นพดล'แจงมะกัน!ยัน'แม้ว'ไม่ใช่ผู้ก่อการร้าย

ที่มา ไทยรัฐ


Pic_92910

ที่ปรึกษากฏหหมาย"ทักษิณ"ยืนยันกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารสหรัฐฯอดีตนายกฯและคนเสื้อแดง ไม่ใช่ผู้ก่อการร้าย ปัดชักศึกเข้าบ้าน แค่มาสร้างความมั่นใจให้กับชาวต่างประเทศ

เมื่อวันที่ 30 มิ.ย.นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แถลงข่าวผ่านระบบวิดีโอลิ้งก์มายังพรรคเพื่อไทยจากกรุงวอชิงตันดีซี ประเทศสหรัฐอเมริกา ระหว่างการเดินทางไปพบปะกับกลุ่มคนไทยในสหรัฐอเมริกา นักวิชาการ เจ้าหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารของประเทศสหรัฐฯ เพื่อชี้แจงเหตุการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองภายในประเทศไทยว่า การเดินทางมาครั้งนี้เป็นการเดินทางตามคำเชิญเพื่อเสนอข้อมูลข้อเท็จจริง เกี่ยวกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นในประเทศไทยในรอบ 1-2 เดือนที่ผ่านมา เพราะทางสหรัฐฯได้ฟังข้อมูลจากฝ่ายรัฐบาลไทยมาพอสมควรแล้ว อาทิข้อกล่าวหาเรื่อง โดยยืนยันว่าผู้ชุมนุมไม่ได้ผู้ก่อการร้าย แต่มาเรียกร้องประชาธิปไตยและความยุติธรรม และประเด็นของพ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ใช่ผู้ก่อการร้าย รวมไปถึงกรณีที่เราเห็นว่าประเทศไทยต้องปรองดองอย่างแท้จริง ซึ่งสหรัฐอเมริกาเป็นพันธมิตรที่ดีกับประเทศไทย ซึ่งถ้าประเทศไทยเข้มแข็งก็สามารถเกื้อกูลกันได้

นายนพดล กล่าวว่า ตนได้นำเสนอแนวทางการสร้างความปรองดองระหว่างกลุ่มต่างๆในประเทศไทย ด้วยการเจรจาแบบ พีช ทอล์ค เพราะแผนการปรองดองของรัฐบาลอภิสิทธิ์ นั้นไม่ใช่แผนการปรองดองอย่างแท้จริง แต่เป็นแผนการปฏิรูปประเทศในระยะยาว และเป็นห่วงว่าในการนำโร้ดแม็ปไปปฏิบัติ เพราะในขณะที่รัฐบาลต้องการที่จะปฏิรูปสื่อมวลชน แต่ก็ยังมีการปิดสื่อมวลชนต่างๆ รวมไปถึงเว็บไซต์หลายๆแห่ง ซึ่งเข้าใจว่าในวันที่ 1 ก.ค.ทางรัฐสภาสหรัฐฯ จะพิจารณาออกมติหลายๆ ข้อ ซึ่งมีข้อสำคัญ 2 ข้อคือ 1.สนับสนุนการเจรจาแก้ไขปัญหาภายในประเทศไทยด้วยการพูดคุยกันทุกฝ่ายและ 2.สนับสนุนเป้าหมายของโร้ดแม็ปของรัฐบาลอภิสิทธิ์ แต่ไม่ได้สนับสนุนเนื้อหาของโร้ดแม็ป แม้มติของรัฐสภาสหรัฐฯ อาจจะไม่มีผลผูกมัดกับใครให้ปฏิบัติตาม แต่ก็น่ายินดีที่ทางสหรัฐฯ สนใจปัญหาในประเทศไทย

"เราได้เสนอการเจรจาแบบ พีชทอล์ค ให้ทางสหรัฐฯได้เข้าใจว่าคนเสื้อแดงที่มีจำนวนมากในประเทศไทยนั้น พร้อมและต้องการที่จะปรองดองกับทุกคนในชาติ เพื่อให้ชาติเดินต่อไปได้ โดยฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารของสหรัฐฯ ก็ห่วงใยสถานการณ์ในไทยและอยากเห็นการปรองดองของคนในชาติ แต่เราก็ต้องยอมรับว่าถ้าใครกระทำผิด ในตลอด 2 เดือนที่ผ่านมาก็ต้องมีการดำเนินคดีตามกฎหมาย ซึ่งผมคิดว่าประเทศไทยสามารถปรองดองกันได้ หากรัฐบาลมีความจริงใจหรืออย่างน้อยก็ควรพิจารณายกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แล้วปล่อยตัวผู้ถูกกล่าวหาทางการเมือง หรืออย่างน้อยก็ควรแจ้งข้อกล่าวหาที่ชัดเจนโดยเร็วที่สุด ไม่ใช่การกักขังไว้โดยไม่ได้มีการแจ้งข้อกล่าวหาใดๆ"นายนพดล กล่าว

นายนพดล กล่าวว่า การเดินทางมาครั้งนี้ไม่ได้เป็นการมาเพื่อเชื้อเชิญให้สหรัฐฯ แทรกแซงกิจการภายในประเทศไทย แต่เป็นการมาชี้แจงเหตุการณ์ในประเทศไทยให้ทุกคนเข้าใจถึงจุดยืน สิ่งที่คนเสื้อแดงได้เรียกร้อง รวมไปถึงจุดยืนและท่าทีของพ.ต.ท.ทักษิณ และสถานการณ์ล่าสุดในประเทศไทย เกี่ยวกับการคง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และการละเมิดสิทธิ์ของประชาชน ซึ่งประชาธิปัตย์ อาจจะกล่าวหาว่าเรามาเพื่อชักศึกเข้าบ้าน แต่ยืนยันได้ว่าเป็นการมาสร้างความมั่นใจให้กับชาวต่างประเทศ ซึ่งก็มีฟีดแบ็คกลับมาชัดเจนว่าหลายคนเข้าใจสถานการณ์ในประเทศไทยมาก และรับทราบเกี่ยวกับตัวละครต่างๆดีพอๆกับคนไทยที่อยู่ในประเทศไทย แม้จะมีข้อมูลที่คลาดเคลื่อนบ้างก็ได้ชี้แจงไป โดยภาพรวมคือทางสหรัฐฯ อยากเห็นความปรองดองของแต่ละฝ่าย โดยควรจะหาทางเจรจากันด้วยการที่ทุกฝ่ายโอนอ่อนผ่อนปรนบางเรื่อง และอย่าถือว่า อีกฝ่ายคือผู้ก่อการร้ายและตั้งป้อมว่า จะไม่มีการเจรจาพูดคุย กับผู้ก่อการร้าย โดยยังไม่มีการพิสูจน์ความผิด และพี่น้องคนไทยไม่ใช่ศัตรูของชาติ แต่เป็นคนที่พร้อมจะคุยและพัฒนาบ้านเมืองร่วมกัน ที่สำคัญคือทุกฝ่ายสามารถเดินหาเสียงได้ในพื้นที่ต่างๆ ของประเทศได้โดยไม่มีปัญหา

เมื่อถามว่า พ.ต.ท.ทักษิณ รับทราบการเดินทางมาชี้แจงกับทางสหรัฐฯ หรือไม่ นายนพดล กล่าวว่า ขณะนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้อยู่ในสหรัฐฯ แต่คงอยู่แถวๆ ยุโรปตะวันออก ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ทราบการเดินทางมาสหรัฐฯของตนเป็นอย่างดี แต่ไม่ได้สั่งการอะไรเป็นพิเศษ เพียงแต่ขอให้พูดความจริง เพราะกระบวนการนี้เป็นกระบวนการหนึ่งในการสร้างความปรองดองในชาติ ซึ่งยืนยันได้ว่าเราไม่ได้มาด่าทอประเทศ แต่เป็นการมาเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงที่หลายส่วนยังถูกปิดเบือน

"ผมเดินทางมาเอง โดยไม่เกี่ยวข้องกับสำนักงานกฎหมายอัมเตอร์ดัม ที่พ.ต.ท.ทักษิณ ว่าจ้างให้ว่าความคดีก่อการร้ายเลย โดยไม่ได้มีการประสานงานกัน ด้วยความสัตย์จริง และที่มาก็ไม่ได้หวังผลเกี่ยวกับคดีของ พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะคดีๆ ต่างในศาลไทยก็ต้องว่าไปตามกฎหมายไทย เราไม่ได้มาที่นี่เพื่อขอให้ใครช่วยเหลืออะไร เพียงแต่หวังว่าศาลจะพิจารณาตามตัวบทกฎหมาย"นายนพดล กล่าว

ปัดปูทางเลือกตั้ง เมล์-ไฟฟรี ตรึงแอลพีจีสมเหตุ

ที่มา ไทยรัฐ

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

"มาร์ค"ปัดจัดรถเมล์-รถไฟฟรีไม่ได้ปูทางเลือกตั้ง ยืนยันตรึงราคาก๊าซแอลพีจี เป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุด ไม่ได้เอื้อเอกชน เล็งขึ้นค่าแรงก้าวกระโดดจริง แต่อยู่ในขั้นตอนของการศึกษาข้อมูล...

เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย นักวิชาการคัดค้านมาตรการรัฐสวัสดิการรถเมล์ รถไฟ และไฟฟ้าฟรี เพราะจะมีปัญหาเรื่องงบประมาณว่า เป็นเรื่องที่เรากำลังอยากจะให้มันเป็นระบบ แต่จะเอาไม่เอาอีก 6 เดือน ก็คงจะมีคำตอบ ที่ไปบอกว่าเป็นเรื่องการเมือง ความจริงการที่เราปล่อยให้มันเป็นเรื่องชั่วคราว แล้วก็เป็นเรื่องของ ครม. ที่จะมาตัดสินใจ 2 เดือนที 3 เดือนที 6 เดือนที อาจจะถูกมองว่าเป็นการเมืองมากกว่า ในขณะที่เราเชื่อว่า บริการเหล่านี้เป็นบริการสำหรับคนที่มีรายได้น้อย คนด้อยโอกาส ก็เป็นเรื่องของรัฐสาหกิจให้เขาทำเป็นเรื่องปกติ เพียงแต่ว่ารัฐบาลก็ให้เงินอุดหนุน เป็นบริการทางสังคม ซึ่งเป็นระบบที่มีความโปร่งใสชัดเจนดี ส่วนจะให้หรือไม่ให้เดือนธันวาคมก็จะมาพิจารณาอีกครั้ง

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการมองถึงความเหลื่อมล้ำที่ช่วยแต่คนในเมือง ไม่ได้ช่วยคนชนบท นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า มันมีหลายมาตรการ อาทิ รถไฟ ค่าไฟ ซึ่งขึ้นอยู่กับเราว่าจะต่ออายุ หรือทำให้เป็นระบบหรือไม่ แต่หลายมาตรการ เราก็สนับสนุนช่วยเหลือคนทั้งประเทศอย่างชัดเจนอยู่แล้ว เช่น เรื่องก๊าซหุงต้ม เมื่อถามว่า แต่นักวิชาการและรองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยท้วงว่า เป็นการบิดเบือนกลไกตลาด และไม่ควรทำยาวนานเกินไป เพราะจะเป็นผลเสียมากกว่า นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนคิดว่ามีหลายเรื่องที่เราจะอิงกลไกตลาดอย่างเดียวไม่ได้ ในบางบริการที่ตนเห็นรถเมล์กับรถไฟมีเหตุผล เพราะว่าไม่ใชjเรื่องของการบริการทั่วไป แต่เป็นกรณีของรถไม่ปรับอากาศ เป็นรถไฟชั้นสาม ซึ่งค่อนข้างช่วยคนได้ตรงกลุ่มเป้าหมาย เพราะคนที่มีรายได้สูงมีอันจะกิน ไม่ได้ใช้บริการเหล่านี้ ถ้าถามว่าจะใช้แต่กลไกตลาด ก็ไม่ต้องมีภาษี ไม่ต้องมีงบประมาณเลย ไม่ใช่เรามีการเก็บภาษี มีการจัดบริการสาธารณะ ตนกลับมองว่า 2 มาตรการรถเมล์-รถไฟ พูดมาตั้งแต่สมัยที่เริ่มต้นก่อนรัฐบาลว่า แม้กระทั่งตอนวิกฤติเศรษฐกิจ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ยังเห็นด้วยกับเราเลยว่า กรณีรถไม่ปรับอากาศ กรณีรถไฟชั้นสาม รัฐควรจะอุดหนุนให้ เพราะว่าเป็นการช่วยเหลือคนยากจนที่ตรงกลุ่มเป้าหมาย

เมื่อถามว่า รัฐบาลอยู่ในภาวะที่การเงินเข้มแข็งพอที่จะไปทำในลักษณะรัฐสวัสดิการหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนคิดว่าถ้าเราดูสถานการณ์คลัง โดยเฉพาะในช่วงที่ผ่านวิกฤติ มาแล้วเทียบกับสิ่งที่วิพากษ์วิจารณ์กันทั่วโลก น่าจะมองเห็นว่า 1. เอาเข้าจริงๆ เราไม่จำเป็นต้องกู้เงินครึ่งหนึ่งของที่เราบอกว่าจำเป็นจะต้องกู้เพิ่มเติมจากปกติ 2. งบประมาณปีที่แล้ว ที่บอกว่าขาดดุล 3.5 แสนล้านบาท แต่เอาเข้าจริงเราเก็บรายได้เกินเป้าเกือบ 3 แสนล้าน ก็เท่ากับว่าแทบไม่ขาดดุลเลย ซึ่งนี่คือในภาวะที่เศรษฐกิจค่อนข้างจะตกต่ำ และเพิ่งฟื้นตัวขึ้นมา ดังนั้นเวลารัฐบาลพิจารณา ก็ดูตามความเป็นจริงของฐานะการเงินการคลังอยู่แล้ว บางเรื่องเราจึงระมัดระวัง อย่างเช่น เรื่องเบี้ยยังชีพ เราทราบเลยว่า ฐานคนจนเยอะมาก เพราะถ้าขยับเงิน 500 บาท เพียงนิดเดียวจะเป็นภาระงบประมาณอย่างมาก จึงเริ่มต้นทำเรื่องกองทุนเงินออมแห่งชาติ อย่างไรก็ตาม เพราะรัฐบาลนี้ไม่ใช่รัฐบาลที่คิดถึงแต่ว่าช่วยเหลือประชาชน แล้วไม่สนใจโครงสร้างระยะกลางหรือระยะยาวอยู่แล้ว ทุกเรื่องเราจะทำอะไร เราจะมีการคำนวณออกมา ว่าภาระเป็นอย่างไร กระทบกับโครสร้างหรือไม่ ยั่งยืนได้หรือไม่

เมื่อถามว่า ที่มาผลักดันช่วงนี้จะถูกกล่าวหาว่าหาเสียง เพราะใกล้จะถอยหลังอายุรัฐบาล เพื่อหาเสียงเลือกตั้ง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ใครจะคิดจะพูดยังไงก็ได้ ตนก็บอกว่าสมมติว่าเดือน ธ.ค.นี้ ตนใช้วิธีบอกว่าต่ออายุอีก 3-4 เดือน ก็จะถูกวิจารณ์ได้อีกว่า ก่อนการเลือกตั้งหรือไม่ แล้วสุดท้ายต้องไปหาเสียงแข่งกันว่า ใครจะเลิกใครจะไม่เลิก แต่สมมติถ้าเราทำเข้าระบบแล้ว จะได้ไม่เป็นประเด็นหาเสียง เพราะเป็นเรื่องของรัฐวิสาหกิจ บริการสังคมที่รัฐแยกบัญชีออกมา ก็เป็นการเอาออกมาจากการเมือง เพราะฉะนั้นจะวิจารณ์ น่าจะดูให้ครบถ้วน ในทุกแง่มุม เพราะสภาพความเป็นจริง ถ้าปล่อยให้ไปหาเสียง จะดูว่ามีกี่พรรคการเมือง ที่บอกว่าจะเลิกมาตรการ สุดท้ายจะบอกว่าต่อไปก่อน ก็เป็นเรื่องการเมืองเปล่าๆ ในความเป็นจริงคือว่า ขณะนี้ฝ่ายการเมืองเกือบทุกฝ่าย เห็นว่าเป็นเรื่องที่น่าช่วยเหลือ ก็เอาเข้าเป็นระบบ เป็นความโปร่งใสในเรื่องของบัญชีของรัฐวิสาหกิจไปเลย ซึ่งทำอย่างนี้เป็นปัญหากับการบริหารรัฐวิสาหกิจด้วยซ้ำ เพราะต้องคอยมาใช้เงินให้ทีหลัง

เมื่อถามถึง การตรึงราคาก๊าซแอลพีจี เป็นการแก้ปัญหาถูกจุดหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ยืนยันว่าถูกจุด เพราะตนอยู่ในกลุ่มคนที่มีความคิดว่าก๊าซหุงต้ม เป็นทรัพยากรธรรมชาติของคนทั้งชาติ เราควรจะกำหนดราคาสำหรับคนที่ใช้ตามความจำเป็น คือภาคครัวเรือน ในราคาที่ เหมาะสมไม่จำเป็นต้องไปอิงกับตลาดโลก สมมติถ้าคนที่ค้าขายเรื่องนี้เป็นของรัฐหมด นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะจะอ้างได้ว่าไปค้าขายตลาดโลก แล้วเอาเงินมาคืนให้กับประชาชนได้ แต่ปัจจุบันทำไม่ได้ เพราะว่าเราไปค้าขายในตลาดโลก แล้วเงินเข้าก็เป็นของเอกชน ไปครึ่งหนึ่ง ในกรณีของบริษัท ปตท. เพราะดังนั้นวิธีนี้ คือวิธีที่เรายืนยันสิทธิของประชาชนคนไทย ที่จะใช้ทรัพยากรของประเทศ ในราคาที่เหมาะสม และถ้าหากว่าเราทำสำเร็จ ในเรื่องของการแยกตลาด ว่าแก๊สที่ออกมาจากโรงแยกก๊าซ ที่เป็นทรัพยากรของเรา เข้าสู่ภาคครัวเรือน ส่วนที่เหลือเข้าไปกลไกตลาดโลก ตนเห็นว่าเป็นรูปแบบที่เหมาะสมมาก

ผู้สื่อข่าวถามถึงมาตรการการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ แบบก้าวกระโดดที่เคยพูดเอาไว้ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เป็นประเด็นที่จะต้องไปศึกษา เพราะว่าขณะนี้เริ่มมีความคิดที่แตกต่างกันมากขึ้น สมัยหนึ่งคนมองเรื่องค่าแรงว่า จะขึ้นแล้วจะเป็นอุปสรรคต่อการแข่งขัน แต่ตอนนี้เริ่มมีภาควิชาการและภาคธุรกิจบางส่วน มองเห็นว่าการที่ค่าแรงถูกกดให้ต่ำ เป็นตัวที่กดศักยภาพเศรษฐกิจภายในประเทศ และค่าแรงที่ต่ำเกินไป ไม่เอื้อที่จะส่งเสริมให้แรงงานมีประสิทธิภาพ และมีผลิตภาพ ทั้งนี้หลายประเทศ มีประสบการณ์ในเรื่องนี้เหมือนกัน ที่เคยกลัวว่าขึ้นค่าแรง แล้วจะเป็นปัญหา แต่สุดท้ายก็ไม่ได้เป็นปัญหา

อย่างไรก็ตาม น่าสนใจเพราะแม้กระทั่งในประเทศจีน ก็ยังมีแนวคิดว่า อาจจะต้องเพิ่มค่าแรง เพื่อทำเศรษฐกิจในประเทศเข้มแข็งมากขึ้น เรื่องนี้ไม่ใช่พูดเล่น คือเรากำลังศึกษาอยู่และจริงๆ เป็นเรื่องที่ทางสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ก็เคยเสนอต่อที่ประชุม ครม. เศรษฐกิจมาแล้วด้วยว่า ปัญหาในระบบของประเทศไทยค่าแรงต่ำ เกินหรือไม่ สัดส่วนรายได้ของประชาชน ที่เป็นค่าตอบแทนแรงงาน ขณะนี้ถือว่าต่ำครับ ซึ่งเป็นสาเหตุของการไม่กระจาย และความเหลื่อมล้ำ เมื่อถามถึงกรณีลดภาษีให้เอกชน แลกกับการขึ้นค่าแรง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า อันนี้เป็นรายละเอียด เพราะกำลังศึกษาอยู่ว่า มีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน อย่างไรก็ตาม ภาษีก็มีการพูดถึงหลายตัว.

ไข่น่ากลัวกว่าระเบิด

ที่มา ไทยรัฐ

อภิสิทธิ์

หน้าแตกไปตามระเบียบ

กับคิว "หมอมาร์คฟันธง" นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี สวมบทเกจิลูกหนังแย่งซีนหมอดู แทงเต็งล่วงหน้า 4 ทีมสุดท้ายฟุตบอลโลก 2010 จะประกอบไปด้วยบราซิล อาร์เจนตินา อุรุกวัย โปรตุเกส

แต่ล่าสุดโปรตุเกสมีอันพ่ายแพ้สเปนตกรอบ 16 ทีมสุดท้าย

ผิดโผ "หมอมาร์คฟันธง" ธงขาดไปแล้ว

บอลลูกกลมๆเอาแน่เอานอนไม่ได้ "อภิสิทธิ์" อ่านเกมแบบเผินๆก็เสียฟอร์มไป

โยงย้อนกลับมาถึงการเมืองแบบไทยๆ จับสัญญาณที่มีการส่งซิกให้นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ เดินสายแบไต๋กับต่างประเทศ จะมีการเลือกตั้งใหม่กลางปีหน้า

ลูกเขี้ยวยี่ห้อประชาธิปัตย์กะวางเกมลากยาว

สอดรับกับวงวิเคราะห์ที่ตึกสิริภิญโญ กองบัญชาการใหญ่ค่ายภูมิใจไทย โดยเหลี่ยมของเซียนบอลอย่าง "เนวิน ชิดชอบ" ก็วางหมากให้พระเอกขวัญใจพ่อยกแม่ยกอย่าง "อภิสิทธิ์" ลากเลื้อยรัฐบาลไปถึงเดือนสิงหาคมปีหน้า

เหยียบตาปลาถูลู่ถูกังกันไป

ภายใต้เงื่อนไขที่อ่านเกมกันว่า ทุกป้อมค่ายการเมือง โดยเฉพาะพรรคร่วมรัฐบาล ยังไม่พร้อมลงสนามเลือกตั้ง จำเป็นต้องพึ่งเม็ดเงินงบประมาณประจำปีด้วยกันทั้งนั้น

ประสาคอบอล "อภิสิทธิ์-เนวิน" ตั้งท่าลากเลื้อยเกมอำนาจเมืองไทย

แต่ปัญหาก็อย่างว่า บอลลูกกลมๆ กับการเมืองแบบไทยๆมันเหมือนกันตรงที่ว่า

ไม่มีอะไรชัวร์แน่นอน เกมพลิกได้ตลอดเวลา

ยิ่งในสถานการณ์ที่รัฐบาลก็ไม่ได้คุมเกมเล่นได้ทั้งหมด

ไม่ใช่แค่เหตุการณ์ "บึมรายวัน" ที่ต่อฉากโยงกันพอดีกับข่าวกรองศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ที่มีการ "ปล่อยของ" แฉท่อน้ำเลี้ยงอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ยังตุนอภิมหาขุมทรัพย์ไว้มหาศาลกว่า 400,000 ล้านบาท

หว่านโปรยมาจุดไฟป่วนเมืองยังไงก็ไม่หมด

และนั่นยังไม่ได้พูดถึงศักยภาพการเดินเกมในเวทีนานาชาติ กับคิวล่าสุดที่นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษาด้านกฎหมายของอดีตนายกฯทักษิณ ได้โฟนอินสายตรงจากกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา มาที่พรรคเพื่อไทย แจ้งข่าวเองว่า เดินทางไปพบปะกับคนไทยในสหรัฐอเมริกา และนักวิชาการหลายๆคน

รวมไปถึงเจ้าหน้าที่นิติบัญญัติ และฝ่ายบริหารของสหรัฐอเมริกา

เพื่อชี้แจงเรื่องราวการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงที่เกิดขึ้น และยืนยันว่าผู้ที่มาชุมนุมไม่ใช่ผู้ก่อการร้าย รวมไปถึง พ.ต.ท.ทักษิณด้วย แต่เป็นเพียงผู้ที่รักความยุติธรรมเท่านั้น

โดยในวันที่ 1 กรกฎาคม รัฐสภาของสหรัฐอเมริกาจะพิจารณาว่า จะแสดงท่าทีสนับสนุนให้มีการเจรจาปรองดองในประเทศไทย และน่าจะสนับสนุนเป้าหมายแผนโรดแม็ปของนายอภิสิทธิ์

แต่ไม่ได้สนับสนุนเนื้อหาในแผนโรดแม็ปนั้น

เพราะรู้สึกห่วงใย อย่างน้อยรัฐบาลไทยควรที่จะพิจารณาปล่อยตัวผู้ที่ถูกกล่าวหาทางการเมือง ไม่ใช่กักขังไว้โดยไม่แจ้งข้อกล่าวหาใดๆ

ในจังหวะเคลื่อนไหวของนายนพดลที่สอดรับกับอีกด้านหนึ่ง นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ทนายความส่วนตัวและล็อบบี้ยิสต์ระดับโลกของ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็เดินสายล็อบบี้เวทีนานาชาติ บลัฟกดดันรัฐบาลไทยไร้ความชอบธรรม

ตราบใดที่ยังไม่มีการจัดเลือกตั้งใหม่

พร้อมๆกับการเดินหน้าลากคดีสั่งสลายม็อบเสื้อแดงที่มีตัวเลขคนตายเกือบร้อย ล็อกนายกฯอภิสิทธิ์ขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศ

"ทักษิณ" เปิดแนวรุกเต็มพิกัด เพราะเวทีนานาชาติยากต่อการสั่งกระชับพื้นที่

แต่กระนั้นก็ดี ตราบใดที่รัฐบาลประชาธิปัตย์ยังถือกระบอง พ.ร.ก. ฉุกเฉิน กระชับพื้นที่สื่อ กระชับวงล้อมคนเสื้อแดงและพรรคเพื่อไทย บล็อกความชอบธรรมของฝ่ายต่อต้านไว้กับสถานะของผู้ก่อการร้าย

ก็ยังกดหัวเครือข่ายนายใหญ่ในเมืองไทย ไม่ให้ลุกขึ้นสู้ ได้ง่ายๆ

เว้นแต่คิวที่ พ.ร.ก.ฉุกเฉินช่วยไม่ได้ กับข่าวร้อนๆหน้าเศรษฐกิจ "ไข่มาร์ค" ราคาพุ่งกระฉูดถึงฟองละ 6 บาท ทำสถิติไข่นายกฯ แพงสุดในประวัติศาสตร์ไทย

โดยอารมณ์ "ระเบิดยังไม่น่ากลัวเท่าไข่"

ในเมื่อจุดตายยี่ห้อประชาธิปัตย์มันอยู่ที่กึ๋นแก้เศรษฐกิจ.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

ที่เห็นและเป็นไป

ที่มา ไทยรัฐ


ใกล้จะเลือกตั้งซ่อม ส.ส.กทม. พิสูจน์ศักดิ์ศรีระหว่างสองขั้วอำนาจระหว่างตัวแทนระบบการเมืองการปกครอง ระหว่างสองมาตรฐาน มีอะไรตูมตามให้ตื่นเต้นอยู่เรื่อย วันก่อนก็ระเบิดข้างพรรคภูมิใจไทยวันวานก็ยิงระเบิดอาร์พีจีเข้าใส่ถังน้ำมันในที่มั่นของทหาร ตรงตามที่รัฐบาลวิเคราะห์เอาไว้ล่วงหน้าไม่มีผิด

ไม่รู้ว่าโชคดีหรือมีนอกมีใน ระเบิดพรรคภูมิใจไทยก็ไม่มีคนอยู่ ยิงถล่มถังน้ำมันขนาดใหญ่ก็ไม่มีน้ำมันบรรจุอยู่ แล้วก็ไม่รู้ว่า อาวุธสงครามร้ายแรง ขนาดนี้ถึงได้มีคนเอามายิงเล่นกันสนุกสนาน ศอฉ. หรือ พ.ร.ก.ฉุกเฉินก็มีอยู่ทนโท่

จะมีผลต่อภาพลักษณ์ขั้วอำนาจที่ตรงกันข้ามรัฐบาลหรือไม่อย่างไรคงไม่ต้องอธิบายให้เมื่อยตุ้ม หรือจะหาตัวคนร้ายมาลงโทษได้แค่ไหนจะเป็นปาหี่จัดฉากอย่างไรก็เป็นอีกเรื่อง

แต่สามารถที่จะอ้างความชอบธรรมในการต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉินได้แน่ๆ

ที่น่าสงสัยก็คือความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองเวลานี้จะนำไปสู่วงจรอุบาทว์ทางการเมืองหรือไม่ พูดภาษาชาวบ้านก็คือมีการวิจารณ์แล้วว่า บ้านเรา อาจจะไม่มีการเลือกตั้งชั่วคราว ไปจนกว่าวิกฤติการเมืองจะสะเด็ดน้ำ นั่นหมายถึงจะต้องปราบปรามขั้วอำนาจทางการเมืองที่อยู่ตรงกันข้ามรัฐบาลให้เรียบร้อยซะก่อน จะกี่เดือนกี่ปียังไม่มีกำหนด

พับระบอบประชาธิปไตยใส่ลิ้นชักเอาไว้

การเมืองไทยไม่มีอะไรเป็นบรรทัดฐาน ไม่ใช่โทษขั้วรัฐบาลอย่างเดียวก็ต้องโทษขั้วฝ่ายค้านด้วย พรรคเพื่อไทยมี ส.ส.ถึง 189 ที่นั่ง รองลงมาเป็นพรรคประชาธิปัตย์มี 171 ที่นั่ง จากจำนวน ส.ส.ทั้งหมดขณะนี้ 474 คน ที่หายไป 6 คน ไม่ครบ 480 คนตามรัฐธรรมนูญ เสียชีวิตไป 1 คน อีก 5 คนเป็น ส.ส.สัดส่วนที่เกิดจากปรากฏการณ์ยุบพรรค จนบัดนี้ยังตัดสินไม่ได้ว่าจะทดแทนเข้ามาด้วยวิธีใด

เป็นความอัปยศจากการปล้นประชาธิปไตยที่ทำให้ทุกอย่างถึงทางตัน

พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคการเมืองที่ใหญ่ที่สุด มี ส.ส.มากที่สุด แต่อ่อนแอที่สุด ถามว่าเพื่อไทยมีศักยภาพสู้ภูมิใจไทยหรือชาติไทยพัฒนาได้หรือไม่ แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง แถมแกนนำคนสำคัญในพรรคก็ต่างคนต่างเอาตัวรอด พอเรือโคลงหน่อยกระโดดเข้าที่ซ่อนกันจ้าละหวั่นอาศัยบารมีเสื้อแดงด้วยซ้ำไป

ไม่มีความเป็นภาวะผู้นำ เพื่อไทยจะทุลักทุเลอย่างไรก็ตามใจเถอะ จะเป็นพรรคขี้แพ้ก็ไม่มีใครสนใจ แต่ผลพวงที่กระทบกับระบบการเมืองการปกครองสำคัญกว่า เป็นอันว่าต่อไปนี้เสียงข้างมากที่ประชาชนเลือกเข้ามาไม่ได้หมายความว่าจะมีน้ำยาเสมอไป ถ้าพรรคเพื่อไทยถึงแม้จะเป็นพรรคฝ่ายค้านแต่ไม่มีเอกภาพ และคนในพรรคยังไม่มีจิตวิญญาณทางการเมือง ก็สมควรจะยุบพรรคตัวเองไปซุกปีกพรรคอื่นอยู่ดีกว่า

แทงกั๊กอยู่ได้.

"หมัดเหล็ก"

การ์ตูน เซีย 01/07/53

ที่มา ไทยรัฐ

การ์ตูน เซีย 01/07/53

สงครามสาดโคลนประชาชนต้องฟังดีๆ

ที่มา โลกวันนี้


สำนัก(ข่าว)พระพยอม
จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้
ปีที่ 11 ฉบับที่ 2830 ประจำวัน พุธ ที่ 30 มิถุนายน 2010
โดย พระพยอม กัลยาโณ

การเลือกตั้งซ่อม ส.ส.กทม. เขต 6 กำลังเป็นที่จับจ้องว่าเป็นสนามหนึ่งที่มีการสาดโคลนเข้าใส่กันมากที่สุด ฉะนั้นคนฟังจึงต้องพิจารณาให้รอบคอบ ถี่ถ้วน ไม่ว่าจะฟังฝ่ายไหนมาก็ตาม

และแล้วเทศกาลสาดโคลนก็มาถึง ซึ่งจะใช้สนามเลือกตั้ง กทม. เขต 6 เป็นเวทีระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ 2 พรรคใหญ่นี้ยากที่จะยอมให้แก่กัน ถึงแม้ผู้สมัครจากฝ่ายหลังบอกว่าจะไม่กล่าวโจมตีใคร จะหาเสียงโดยเสนอเพียงนโยบาย แต่เชื่อเถอะว่าบรรดาลิ่วล้อหรือคนในพรรคคงไม่เป็นเช่นนั้นแน่ ต้องมีออกมาอัด ออกมาสวน เพราะอย่างไรการปราศรัยย่อมหนีไม่พ้นการพาดพิง ถ้าการเมืองไทยมีแต่การหาเสียงเชิงนโยบายอย่างเดียวจริง ไม่โจมตีใคร ไม่ใส่ร้ายป้ายสีใคร ไม่มีการสาดโคลนใส่ใคร ป่านนี้ประเทศไทยก้าวหน้ากว่านี้เยอะแล้ว ไม่ต้องมีปัญหาอย่างที่เคย

เราก็ได้รู้ได้เห็นกันอยู่ว่าไม่เป็นเช่นนั้น เพราะที่ผ่านก็มีแต่การสาดโคลนเข้าใส่กันในยามใดที่มีการเลือกผู้แทน สำหรับเวทีนี้ประชาชนเขาวิจารณ์กันว่าฝ่ายค้านคงเอาเรื่องรัฐบาลมือปื้นเลือดมาเป็นประเด็นสาดใส่กันแน่ๆ ส่วนรัฐบาลก็คงจะหยิบเรื่องผู้ก่อการร้าย คนเผาบ้านเผาเมืองมาพูดปราศรัยเช่นกัน ถ้าเป็นอย่างนี้ประชาชน ประเทศชาติก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร

ถ้าการเมืองมีแต่เรื่องการกลั่นแกล้งประเทศก็จะไม่ไปไหน และก็ดูจะหนักกว่าเก่า จะพากันลงเหวลงนรกกันมากกว่าเก่า กลายเป็นว่าการเลือกตั้งเป็นการเลือกนรกกันไปเลย ไม่ใช่เลือกคนแต่เป็นการเลือกนรกให้กับชาติบ้านเมือง แต่ถ้าผู้สมัครแต่ละพรรคมีการพูดกันแต่นโยบายและอาศัยความประนีประนอมรอมชอมกัน ทุกคนช่วยกันเสนอแนวคิดว่าจะทำอย่างไรให้บ้านเมืองกลับมามีความสงบ เพื่อประชาชนจะได้มาร่วมมือกันเดินหน้าสร้างสรรค์ประเทศไทย ไม่ล้าหลัง ไม่ตกหล่มของความขัดแย้ง ไม่เป็นแผ่นเสียงตกร่องเหมือนอย่างที่แล้วๆมา บ้านเมืองเราก็จะกลับมามีความสุข

มีคนกล่าวว่าหากเรายังคิดจะสู้กันเหมือนเดิมก็คงมีแต่จะตายกันแบบเดิม เมื่อก่อนเราเคยสู้กันในป่าในสมัยที่ยังมีคอมมิวนิสต์ ก็จะมีคนตายในป่าเพราะถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ ล่าสุดมาสู้กันในเมืองก็ถูกยกตำแหน่งให้เป็นผู้ก่อการร้าย อันนี้ก็มาตายกันในเมืองกันเกือบร้อย เพราะฉะนั้นเราจึงต้องหันมาสู้กันแบบใหม่ ที่เห็นแย่ที่สุดคือสู้แบบอารยะขัดขืน ยังดีที่สู้แบบนี้ไม่มีใครเป็นอะไร แต่อาจเสียอยู่บ้างตรงที่อารยะขัดขืนบางครั้งก็พาประชาธิปไตยไปอยู่ใต้เครื่องมือของกองทัพ อย่าเพิ่งถามว่าใครฆ่าประชาชน เชื่อเถอะว่าไม่มีใครกล้ายอมรับหรอก

ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะหันกลับมานำพาประเทศหนีให้พ้นจากวิกฤตนี้กันเสียที อย่าสร้างวิกฤตให้แก่ประเทศเพิ่มขึ้นเลย เพราะจะเป็นบาปเป็นกรรมกับทุกฝ่ายที่ทำให้บ้านเมืองบอบซ้ำ จะเป็นแบบที่ฝรั่งวิจารณ์หรือไม่ว่าประเทศไทยเสียโอกาส เพราะมีระบบการเมืองที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาต่อความเจริญก้าวหน้า

ทำอย่าไรพวกนักการเมืองถึงจะได้รู้สึกตัว โดยไม่หลงมัวเมาทำตัวเป็นอุปสรรค ทำตัวเป็นต้นเหตุขัดขวางความเจริญของบ้านเมือง เพราะจะไม่มีประโยชน์อะไรเลย และยังจะไม่ได้เป็นการแสดงความฉลาดของคนที่เป็นนักการเมือง

สำหรับประชาชนก็เช่นเดียวกัน เห็นกันบ้างหรือไม่ว่านักการเมืองแต่ละคนพูดจากันอย่างไร พูดจากลับกลอกไปวันๆอย่างไรบ้าง ด่ากันไปด่ากันมา ฟ้องกันมาฟ้องกันไปคนละสองสามที อย่างล่าสุดได้ยินคนระดับแกนนำพันธมิตรฯเม้งใส่กันเรื่องเงินบริจาค แต่ตอนนี้ท่าจะยอมความกันแล้ว แต่ก่อนหน้านั้นประชาชนก็ได้ฟังอยู่ แต่ยังไม่รู้ว่าใครพูดจริง อาจจะเป็นการฮั้วกันหรือเปล่า เขายอมปรองดองด้วยหรือเปล่า เขายอมประนีประนอมคดี คงไม่ใช่ว่าเขาปรองดองเพราะความรู้ถึงดีต่อกัน หรือเขาปรองดองด้วยความรู้สึกผิด เพราะกลัวติดคุกติดตะรางทั้งคู่ จึงไม่เกิดประโยชน์อะไรถ้าเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นเราในฐานะประชาชนทั่วไป ถ้าได้ฟังอะไรมาอย่าเพิ่งคล้อยตามหรืออารมณ์ขึ้น หากได้ฟังการปราศรัยโจมตีด่ากันด่าไปด่ากันมา

ทั้งหมดน่าจะพอกันได้แล้ว มีเวทีหนึ่งเขาจะนำคนถูกเผากับคนจัดม็อบมาเจอกัน ตรงนี้น่าจะมีหลายทีม คือเอาพวกเสียหายมานั่งคุยกับพวกจัดม็อบ ม็อบสนามบินมาด้วย มาฟังความทุกข์ร้อนเสียหายของคนที่สูญเสียจะได้ฉุกคิดว่าไม่ใช่เรื่องสนุก อาจจะคิดกันได้ว่าไม่น่าทำเลย จนต้องมาวิปฏิสารกันต่อไป

เพราะฉะนั้นการเมืองคราวนี้อย่าให้ต้องมีวิปฏิสารในภายหลัง คือต้องมานั่งเสียใจต่อการกระทำในช่วงที่มีการสาดโคลนใส่กันไม่เกิดประโยชน์

สู้มาช่วยกันสร้างคนโดยไม่เป็นตัวต้นเหตุของความวุ่นวาย แต่เข้ามาเป็นต้นเหตุแห่งความประสานรอยร้าว ให้สมัครสมานสามัคคีปรองดองกันเหมือนเดิมดีกว่า

เจริญพร