ที่มา Thai E-News
โดย Thailand Mirror
26 มิถุนายน 2553
Acitivist Arrest
Sombat Boon-ngram-anong, president of Mirror Foundation, was arrested on Saturday June 26, 2010 afternoon when he was tying the red ribbon on the Ratprasong intersection sign post. He has been charged breaking the emergency decree in May 2010 when he organized a photo display on a street a few days before Abhisit final military operation to crackdown the red shirt rally at Ratchprasong intersection on 19 May 2010. That photo display was the evidences of military killing people on purpose.
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Saturday, July 3, 2010
Thailandmirror: บก.ลายจุด กับความปรองดอง
เสวนา: "พุทธมีภัยไทยฤาจะอยู่ได้" 11 ก.ค. สุพรรณฯ


Thursday, July 1, 2010
บันทึกฉบับที่ 2 (ปัญหาสองแนวทางของการนำ)
ที่มา มติชน หมายเหตุ วิสา คัญทัพ ได้เขียนบันทึกวิพากษ์ปัญหาเรื่องแนวทางการนำของกลุ่มนปช.แดงทั้งแผ่นดินเอาไว้ในเฟซบุ๊กของเขา มติชนออนไลน์เห็นมีว่าเนื้อหาน่าสนใจจึงขออนุญาตนำมาเผยแพร่ต่อดังนี้ ขั้นตอนการต่อสู้ หมายถึงยุทธวิธี มิใช่ยุทธศาสตร์ เหมือนที่ชอบเปรียบเทียบว่า กินข้าวหมดจาน แต่ต้องกินทีละคำ กินหมดจานเป็นยุทธศาสตร์ กินทีละคำเป็นยุทธวิธี อันที่จริง นปช.แดงทั้งแผ่นดิน มีแนวทาง นโยบาย ยุทธศาสตร์ ยุทธวิธีการต่อสู้ชัดเจน กรอบการปฏิบัติงานผ่านมติจากแกนนำ ลงสู่ผู้ปฏิบัติงานและสมาชิก นปช.โดยบรรจุเป็นหลักสูตรการเรียนการสอนในโรงเรียน นปช.แดงทั้งแผ่นดิน เคลื่อนไหวทางความคิดอย่างเป็นเอกภาพ เพียงแต่ในความเป็นจริง ในแกนนำกลับไม่เป็นเอกภาพ และยึดกุมแนวทางการต่อสู้ของ นปช.ไม่ได้ ต้องยอมรับว่า คนเสื้อแดงทั้งหมด บางส่วนอาจเห็นด้วยกับ นปช. แต่บางส่วนก็อาจมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันไป จน นปช.ต้องแถลงย้ำยืนยันถึงจุดยืน แยกตัวเองออกจาก กลุ่มแดงสยาม และกลุ่ม เสธ.แดง อยู่บ่อยๆ
การนัดชุมนุมใหญ่เมื่อวันที่ 14 มีนาคม ที่สะพานผ่านฟ้าลีลาศที่ผ่านมา กำหนดเป้าหมายการต่อสู้เรียกร้องชัดเจนคือ “ยุบสภา” มติเรื่องยุบสภาเป็นมติเอกฉันท์ของแกนนำ นปช.เคลื่อนไหวเรียกร้องประเด็นเดียวชัดเจน ทั้งเนื้อหาเรื่องราวต่างๆที่จะพูดจาปราศรัยก็กำหนดกรอบแนวไว้ล้อมรอบเรื่องยุบสภา การยุบสภาจึงเป็นยุทธวิธี ซึ่งต้องคิดว่าเรียกร้องแค่นี้จะลงทุนลงแรงขนาดไหน ต้องสอดคล้องกับเรี่ยวแรงกำลังและสภาพความจริงที่ตนมีอยู่ ต้องเดินหน้าไปด้วยเหตุผล มิใช่เดินหน้าไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก ต้องคิดจากภววิสัยที่เป็นจริง มิใช่คิดจากอัตวิสัย
แต่ความจริงก็คือ องค์กรนำ นปช.แดงทั้งแผ่นดิน อยู่ในระยะเริ่มต้นดำเนินงานจัดตั้ง การจัดตั้งยังไม่เข้มแข็งพอ แกนนำระดับต่างๆ ยังยอมรับและขึ้นต่อแกนนำระดับศูนย์กลางอย่างหลวมๆ การชุมนุมใหญ่ครั้งนี้ ถึงที่สุดแล้ว การนำยังไม่เป็นเอกภาพ การนำอยู่ในสภาพการณ์ที่ยังไม่พร้อม เพราะฉะนั้นการคุมทิศทางใหญ่บนเวทีว่าจะไปทางใด แม้จะกำหนดจากมติในที่ประชุมแล้วก็ตาม แต่เป็นการกำนดแบบวันต่อวัน อีกทั้งการปฏิบัติตามมติก็มิได้เคร่งครัดเป็นแนวเดียวกันอย่างมั่นคงก็หาไม่ มติพลิกผันเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุการณ์เฉพาะหน้า ดังกรณีการเคลื่อนกำลังส่วนหนึ่งไปชุมนุมกดดันที่ราชประสงค์ เดิมทีตกลงว่าไปแล้วกลับ หรือหากมีการตั้งเวทีก็จะตั้งชั่วคราวพอพูดจาปราศรัยได้ในเย็นวันนั้น แต่ต่อมาก็เปลี่ยนไป ไม่ทราบว่ามีการประชุมกันภายหลังอย่างไร เพราะมีหน้าที่รับผิดชอบอยู่เวทีผ่านฟ้าลีลาศ เช่นนี้เป็นต้น
ลักษณะพิเศษของสังคมไทยอย่างหนึ่งคือ วัฒนธรรมเรื่องการพูดความจริง พูดความจริงทั้งหมด หรือพูดความจริงบางส่วน ด้วยเหตุผลอย่างใดอย่างหนี่ง เป็นต้นว่า พูดแล้วจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อกระบวนการทำงานทั้งหมด พูดแล้วจะส่งผลลบต่อผู้อื่น โดยลืมไปว่า บางครั้ง การข้ามไปไม่พูดจะส่งผลเสียหายให้กับส่วนรวมยิ่งกว่า เพราะอาจทำให้ข้อผิดพลาดสำคัญในเรื่องแนวทางใหญ่ผิดเพี้ยนไปด้วยการละเลยไม่พูดถึง
ดังนั้น ปัญหาใหญ่ที่จะพูดถึงในที่นี้เป็นเรื่องหลักการ ซึ่งก็คือปัญหาการยึดกุมแนวทางการต่อสู้ของ นปช.แดงทั้งแผ่นดิน และการนำการต่อสู้ไปถูกทางหรือผิดทาง
แนวทางที่ 1 คือแนวทางต่อสู้ด้วยสันติวิธี มีเป้าหมายที่ “ยุบสภา” การประเมินชัยชนะจากการต่อสู้ในครั้งนี้ ต้องถือเป็นชัยชนะทางยุทธวิธี คือยุบสภาพอแล้ว ไม่ใช่ยุทธศาสตร์คือการโค่นอิทธิพลของระบบอำมาตยาธิปไตยในสังคมไทย เพราะฉะนั้น การต่อสู้ดังกล่าวต้องสอดคล้องกับภววิสัยที่เป็นจริง จริงอยู่ การพูดปลุกเร้าบนเวทีอาจเลยไกลแบบกลอนพาไปถึงอำมาตย์ ทว่าจะลืมเป้าหมายแท้จริงคือ “ยุบสภา”ไม่ได้ ดังนั้น ความสำคัญของการประเมินสถานการณ์จึงเป็นเรื่องใหญ่ แม้ประเมินจากอัตวิสัยของผู้เคลื่อนไหวก็อาจก่อให้เกิดความผิดพลาดได้
สถานการณ์การชุมนุมยืดเยื้อข้ามเดือน เมื่อเมษายน และพฤษภาคมเป็นอย่างไร ต้องย้อนกลับมาที่ ข้อเรียกร้องที่วางไว้แค่ “ยุบสภา” แต่เดิมรัฐบาลอภิสิทธิ์ไม่ยอมเจรจาใดๆกับฝ่ายผู้ชุมนุมเสื้อแดง ยืนยันว่าตนเองมาจากการเลือกตั้ง และจะอยู่ครบเทอม ต่อมามีการเจรจาครั้งแรก เป็นการเจรจาโดยตรงกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้ารัฐบาล แม้ผลการเจรจาจะจบลงด้วยการตกลงอะไรกันไม่ได้เลย แต่ก็สามารถตรวจสอบผลบวกลบจากกระแสสังคมได้อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะกระแสสังคม “ตรงกลาง”
สถานการณ์ในเวลาต่อมาเข้มข้นดุเดือดขึ้น และภาพลบตกอยู่กับฝ่ายรัฐบาลทันทีที่มีการ “ขอคืนพื้นที่” ที่สะพานผ่านฟ้า ราชดำเนิน มีการปราบปรามเข่นฆ่าประชาชน ทำให้มีผู้บาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก “กรณี 10 เมษายน” ทำให้รัฐบาลขาดความชอบธรรม ภาพพจน์ในทางสากลเสียหาย ผู้สื่อข่าวต่างประเทศรายงานไปทั่วโลก จนคณะทูตจากประเทศต่างๆหลายประเทศต้องเข้ามาติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมเข้าพบทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน รวมถึงเข้าเยี่ยมเยียนผู้ชุมนุมที่ราชประสงค์ในเวลาต่อมาด้วย ต้องพูดว่า รัฐบาลไม่สามารถขอพื้นที่ที่สะพานผ่านฟ้าคืนได้ ประชาชนต้านการล้อมปราบด้วยสองมือเปล่าอย่างแข็งขัน ขณะที่เกิดการตอบโต้ด้วยความรุนแรงจากชายในชุดไอ้โม่งดำอันเป็นกองกำลังไม่ทราบฝ่าย ที่รัฐบาลก็ไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่าเป็นกำลังของใครกันแน่
กรณี 10 เมษายน ทำให้รัฐบาลอภิสิทธิ์มีภาพลบ ฆ่าประชาชน ใช้ความรุนแรง ส่งผลให้การชุมนุมที่ราชประสงค์เพิ่มจำนวนขึ้นคึกคักหนาตาจากคนชั้นกลางในกรุงเทพฯ (รวมถึงคนที่อยู่ “ตรงกลาง”) เสียงเรียกร้องให้รัฐบาลเจรจากับคนเสื้อแดงดังขึ้นจากทุกวงการ แกนนำ นปช.ได้มอบหมายให้มีผู้แทนไปเจรจากับเจ้าหน้าที่รัฐบาล ที่สุดรัฐบาลก็ยอมให้มีการเลือกตั้งภายในวันที่ 15 พฤศจิกายน ซึ่งมีความหมายว่าวันยุบสภาจะเป็นวันที่ 15-30 กันยายน ตรงนี้หากเราจะลองลำดับขั้นตอนการเรียกร้องต่อสู้เพื่อการยุบสภาของคนเสื้อแดง จะเห็นว่าได้รับชัยชนะมาเป็นลำดับได้ดังนี้
1. เริ่มต้นจากรัฐบาลประกาศจะอยู่ครบเทอม โดยรัฐบาลยังมีเวลาถึง 1 ปี 9 เดือน
2. ต่อมา รัฐบาลขอเวลา 9 เดือน (เท่ากับลดไป 1 ปี)
3. สุดท้าย รัฐบาลประกาศวันเลือกตั้ง ซึ่งมีความหมายว่าจะยุบสภาภายใน 4-5 เดือน
ความจริงก็คือ หากไม่มีการเคลื่อนไหวของ นปช.แดงทั้งแผ่นดิน รัฐบาลย่อมไม่ยุบสภาอย่างแน่นอน ต่อเมื่อมีการเคลื่อนไหวของ นปช.ต่างหากเล่าจึงทำให้รัฐบาลเริ่มยื้อเรื่องเวลาในการยุบสภา ยื้อไปยื้อมาก็ต้องยอมยุบสภาในเวลาสั้นที่สุด หากถามว่า เป็นเช่นนี้จะถือป็นชัยชนะที่น่าพอใจได้หรือยังสำหรับ นปช.
ตรงนี้ต่างหากเล่าที่แกนนำ นปช.มีความคิดเห็นแตกต่างกัน
ตรงนี้ต่างหากเล่าที่เป็นปัญหาการนำสองแนวทางที่ไม่เหมือนกัน
ตรงนี้ต่างหากเล่า ที่ประธาน นปช.แดงทั้งแผ่นดิน นายวีระ มุสิกพงศ์ ผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ไปเจรจาเริ่มถอดใจ และเห็นว่าเราเดินทางมาถึงสถานี “บางซื่อ” ที่สมควรจะต้องลงจากรถไฟแล้ว
ตรงนี้ต่างหากเล่าที่จะสร้างความชอบธรรมให้ นปช.ที่จะสลายการชุมนุมอย่างสันติสงบ ขณะคลื่นความรุนแรงอันควบคุมไม่ได้กำลังก่อเค้ามืดทะมึนขึ้นมาอย่างที่แกนนำก็ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ (ขณะนั้นมีกรณียิงเอ็ม 79 และการปะทะที่ศาลาแดงเกิดขึ้นแล้ว)
ตรงนี้ต่างหากเล่าที่คนเสื้อแดงจะได้กลับบ้านอย่างปลอดภัยและยิ่งใหญ่ เหมือนขณะที่เมื่อขามาก็เข้ามาชุมนุมอย่างยิ่งใหญ่
ตรงนี้ต่างหากเล่าที่จะสงวนกำลังของคนเสื้อแดงไว้เคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อเป้าหมายที่ใหญ่กว่านี้ต่อไป
ตรงนี้ต่างหากเล่าที่กระแสสังคมทุกภาคส่วนจะซัดกลับไปกดดันที่รัฐบาลว่าจะทำตามคำมั่นสัญญาประชาคมหรือไม่อย่างไร
ตรงนี้ต่างหากเล่าที่จะทำให้รัฐบาลต้องตกเป็นจำเลยแห่งความรุนแรงในกรณีวันที่ 10 เมษายน
ตรงนี้ต่างหากเล่าที่อภิสิทธิ์จะล้างมือที่เปื้อนเลือดถึงสองครั้งสองคราทั้งจากเมษาปี 52 และเมษาปี 53 ได้หมดหรือไม่
และตรงนี้ต่างหากเล่าที่จะทำให้รัฐบาลอภิสิทธิ์หมดความหมายกลายเป็นซากศพที่เดินได้ในที่สุด
คนจำนวนหนึ่งในแกนนำต้องการหยุดตรงนี้ เพราะถือว่าการเรียกร้อง “ยุบสภา” ได้มาแล้ว ทั้งคิดสงวนกำลังไว้เพื่อศึกที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ในอนาคต บางคนได้แสดงออกโดยการลดบทบาทไม่ขึ้นเวทีปราศรัย ลงไปเป็นคนเสื้อแดงที่นั่งดูเหตุการณ์อยู่วงนอก
ข้อต่อรองอื่นๆนอกเหนือจากนี้ เป็นต้นว่า เมื่อแกนนำ นปช.เข้ามอบตัวแล้ว ให้ประกันตัวหรือไม่ ให้ประกันตัวกี่คน เจ้าหน้าที่รัฐบาลอย่างนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ก็ต้องไปมอบตัวด้วย ไม่น่าจะถือเป็นประเด็น เพราะแม้รัฐบาลจะบิดเบี้ยวไม่ให้ประกันตัว ต้องควบคุมตัวตาม
พ.ร.ก.ก็ไม่มีปัญหาใดๆ เพราะพี่น้องเราเสียสละชีวิตเมื่อ 10 เมษา ชีวิตสำคัญกว่าอิสระภาพของพวกเรา ข้อต่อรองเรื่องตัวเองจึงไม่ใช่สาระสำคัญ
แนวทางที่ 2 คือแนวทางที่ให้มีการชุมนุมต่อ ปฏิเสธการเจรจาที่ตกลงกันมาแล้ว ไม่เชื่อว่ารัฐบาลจริงใจที่จะทำตามคำมั่นสัญญา ทั้งวิเคราะห์ปัจจัยด้านบวกอีกหลายประการที่ทำให้เห็นว่า หากชุมนุมยืดเยื้อไปอีก จะได้ชัยชนะที่มากกว่าการยุบสภา มีบางสิ่งบางอย่างที่ทำให้พวกเขาเชื่ออย่างนั้น อีกประการหนึ่ง หลังวันที่ 10 พฤษภาคม ความรุนแรงบางส่วนที่ควบคุมไม่ได้เริ่มเกิดขึ้นแล้ว ทั้งมีแนวโน้มว่าจะเกิดขึ้นอีกวันใดวันหนึ่งก็ได้ กระทั่งมีกระแสเข้มข้นข่มขู่ห้ามสลายการชุมนุมในลักษณะปัจเจกบุคคลของบางคนด้วยถ้อยคำกร้าวร้าวรุนแรง
อะไรคือสิ่งที่มากไปกว่านั้นที่ต้องการได้จากรัฐบาล อะไรคือจุดที่ทำให้แกนนำบางคนต้องเปลี่ยนความคิดกระทันหันจากการเลือกแนวทางที่ 1 มาเป็นแนวทางที่ 2 อะไรคือความคิดชี้นำที่ทำให้เชื่อมั่นว่า การสู้ต่อไปจะทำให้ได้ชัยชนะแบบเด็ดขาด ประเด็นก็คือ ชนะแค่ไหนและอย่างไร คุ้มต่อการต้องสูญเสียชีวิตเลือดเนื้อของพี่น้องประชาชนต่อไปอีกหรือไม่ โดยเฉพาะหากได้มาแค่ยุบสภาในทันที แล้วต้องเสียชีวิตบาดเจ็บมากมายขนาดนี้ คุ้มหรือ จริงแล้วแม้เพียงชีวิตคนเดียวก็ไม่สมควรแลก
บัดนี้ รอยต่อของสังคมไทยแตกแยกอย่างยากที่จะเชื่อมกลับคืนได้สนิทเหมือนเดิม เราอาจผ่านช่วงแห่งการดำเนินสงครามประชาชนระหว่างรัฐเผด็จการกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยและแนวร่วมมาแล้วในอดีต แต่นั่น หากกล่าวให้ถึงที่สุด ก็เป็นสงครามความขัดแย้งทางการเมืองของคนชั้นสูง คนชั้นกลาง และปัญญาชนที่ปฏิวัติ เท่านั้น สามัญชนธรรมดายังเป็นเพียงผู้ยืนดูอยู่วงนอก เป็นเพียงผู้ถูกแย่งชิงจากสองฝ่าย ยังไม่ตื่นตัวและเจ็บปวดล้ำลึกเท่าเหตุการณ์ในปี พ.ศ.นี้ เราจึงผ่านมาได้ด้วยนโยบายที่ใช้การเมืองนำการทหาร(66/23)
วันนี้รัฐบาลกลับมาใช้การทหารนำ ทั้งเข่นฆ่าโหดเหี้ยมยิ่งขึ้นกว่าเดิม ซ้ำมิได้กระทำต่อนักเรียน นักศึกษา ปัญญาชนเหมือนเหตุการณ์เมื่อ 6 ตุลาคม 2519 หากกระทำต่อคนรากหญ้าสามัญชนคนจำนวนเรือนล้านผู้ต้องการประชาธิปไตยอย่างแท้จริง อำมหิตเกินกว่าอดีตที่ผ่านมาหลายเท่านัก เช่นนี้แล้วจะหานโยบายอันใดเล่าที่จะมาปรองดองสมานฉันท์ให้ไทยไม่แตกแยกได้ หลังเข่นฆ่าแล้ว เขายังจับกุมคุมขัง ลิดรอนสิทธิ์เสรี แบ่งขั้วแยกข้าง ปากปรองดองแต่ใจเชือดคอ ภาวะปริร้าวของสังคมจึงยากที่หาร่องรอยต่อติด
เมื่อไม่มีพื้นที่ของนิติรัฐนิติธรรม แล้วจะหาพื้นที่ของความเป็นกลางได้จากที่ไหน อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีตลอดกาล “อันรามลักษณ์ยักษ์ลิงจริงหรือไร สวมหัวให้จึงเป็นลักษณ์ยักษ์หรือลิง” สักวันหนึ่งโขนละครต้องปิดฉากจบเรื่องใครก่อกรรมทำเข็ญเช่นใดไว้จักต้องเผชิญกรรมจริงที่ตนกระทำ หนีไม่พ้น “ผู้ปกครองต่างมาแล้วสาปสูญ” หากแต่ประชาชนยังอยู่ อยู่ตลอดไป“ประชาชนสมบูรณ์นิรันดร์ไป”ประชาชนฆ่าไม่ตาย ทำลายไม่หมด การใช้การทหารยุติปัญหา ก็เหมือนใช้ฝ่ามือปิดฟ้า ปิดอย่างไรก็ไม่มิด ประเทศไทยเดินเข้าจุดอับจนอย่างยากที่จะหลีกเลี่ยงได้.
บันทึกนี้เขียนเสร็จ 11 มิถุนายน 2553
รับไม่รับ! องค์คณะพิจารณาอุทธรณ์คดียึดทรัพย์ทักษิณ ยื่นความเห็นที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาแล้ว

แหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ เปิดเผย ผู้สื่อข่าว"มติชนออนไลน์" ว่า เมื่อไม่นานมานี้ องค์คณะพิจารณาอุทธรณ์ 5 คน ได้ ทำบันทึกความเห็น คดีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษาให้ทรัพย์สินจำนวน 46,373 ล้านบาทเศษตกเป็นของแผ่นดินว่า สมควรจะรับหรือไม่อุทธรณ์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีหรือไม่ เสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยองค์คณะพิจารณาอุทธรณ์ ได้ส่งบันทึกความเห็นไปยังที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2553 นายสบโชค สุขารมณ์ ประธานศาลฎีกา ได้เรียกประชุมใหญ่ผู้พิพากษาในศาลฎีกา 142 คนเพื่อลงมติเลือกองค์คณะพิจารณาอุทธรณ์
ผลการเลือกผู้พิพากษาในศาลฎีกาปรากกฏว่าที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ได้ลงมติเลือกองค์คณะพิจารณาอุทธรณ์ 5 คนคือ นายพีรพล พิชยวัฒน์ รองประธานศาลฎีกา นายสมศักดิ์ จันทรา ประธานแผนกคดีล้มละลายในศาลฎีกา นายมานัส เหลืองประเสริฐ ประธานแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจในศาลฎีกา นายดิเรก อิงคนินันท์ ประธานแผนกคดีแรงงานในศาลฎีกา และนายฐานันท์ วรรณโกวิท ประธานแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในศาลฎีกา
ทั้งนี้ หน้าที่ของ องค์คณะดังกล่าว คือ การพิจารณาอุทธรณ์ว่ามีพยานหลักฐานใหม่ที่ไม่เคยเกิดปรากฏในชั้นไต่สวนตามกฎหมายกำหนดที่ศาลฎีกาสามารถรับอุทธรณ์ไว้พิจารณาได้หรือไม่ โดยองค์คณะจะทำบันทึกความเห็นเสนอความเห็นที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเพื่อพิจารณาลงมติเสียงส่วนใหญ่ว่าจะรับอุทธรณ์ไว้พิจารณาหรือไม่ต่อไป หากที่ประชุมใหญ่ลงมติไม่รับอุทธรณ์ถือเป็นการสิ้นสุดกระบวนการ คดีเป็นอันยุติ
ผู้สื่อข่าว ได้สอบถามความเห็น อาจารย์สอนกฎหมาย จาก คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ และ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่เคยวิเคราะห์และวิพากษ์วิจารณ์ คำพิพากษาคดียึดทรัพย์ของศาลฎีกาฯ หลายท่าน และส่วนใหญ่ ยืนยันตรงกันว่า ศาลฎีกาฯ จะยกอุทธรณ์ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อย่างแน่นอน เพราะไม่มีพยานหลักฐานใหม่ และเหตุผลอีกประการคือ หากรับอุทธรณ์ จะเป็นการหักล้าง คำพิพากษาของศาลฎีกา ฯ เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์
สำหรับ ทีมทนายความของ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้แก่ นายฉัตรทิพย์ ตัณฑประศาสน์ และนายสมพร พงษ์สุวรรณ เป็นทนายความของคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพ็ชร อดีตภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ และนายกิตติพร อรุณรัตน์ ทนายความของ นายพานทองแท้ และนางสาวพิณทองทา ชินวัตร บุตรชายและบุตรสาว พ.ต.ท.ทักษิณ
แนวอุทธรณ์ของตระกูลชินวัตร ยืนยันว่า นโยบายทั้ง 5 ของรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ขณะนั้นไม่ได้เอื้อประโยชน์ธุรกิจครอบครัว พร้อมยื่นบัญชีพยานบุคคลใหม่ พยานบุคคลที่ศาลยังไม่ได้ไต่สวน ทั้งนี้ ทีมทนายความได้อ้างบทวิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาฯคดียึดทรัพย์ของ ดร. วรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นความเห็นทางวิชาการที่โต้แย้งคำพิพากษาศาลฎีกาหลายประเด็น
เมื่อนักวิชาการออสเตรเลียมองสังคมไทยผ่านประเด็น "เซ็กส์, ความรัก และการซื้อเสียง"
ที่มา มติชน หมายเหตุ แอนดรูว์ วอล์คเกอร์ นักวิชาการประจำมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย ซึ่งเป็นนักมานุษยวิทยาที่ทำการศึกษาเรื่องสังคมไทย ได้เขียนบทความชื่อ "เซ็กส์, ความรัก และการซื้อเสียง" ลงในเว็บล็อก "นิว แมนดาลา" (นวมณฑล) เมื่อวันที่ 24 มิถุนายนที่ผ่านมา มติชนออนไลน์เห็นว่าบทความดังกล่าวมีเนื้อหาน่าสนใจจึงขออนุญาตแปลและนำมาเผยแพร่ต่อดังนี้
แม้ว่าโลกสมัยใหม่จะถูกครอบงำด้วยการค้าเชิงพาณิชย์แต่ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ซึ่งวางอยู่บนพื้นฐานเรื่องเงินตราก็ยังมักจะถูกหัวเราะเยาะเย้ยอยู่เสมอ ด้วยเหตุผลฟังดูดีหลายประการ ซึ่งพิจารณาว่าความสัมพันธ์แบบนี้มีความไม่น่าเชื่อถือหรือไว้วางใจ และสิ้นไร้ซึ่งศีลธรรม
อย่างไรก็ตาม การตัดสินว่าความสัมพันธ์ใดวางอยู่บนพื้นฐานเรื่องเงินตราหรือไม่กลับถือเป็นเรื่องยุ่งยากมาก และผู้ที่กล่าวประณามความสัมพันธ์ดังกล่าวก็มักจะทำการตัดสินจากแง่มุมอันผิวเผิน ไม่ได้พยายามทำความเข้าใจกับรายละเอียดต่าง ๆ ของความสัมพันธ์ซึ่งเกิดขึ้น
ประเทศไทยก็เป็นตัวอย่างที่ดี ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสลับซับซ้อนในประเด็นนี้ รวมทั้งความสุ่มเสี่ยงในการตัดสินอะไรอย่างง่าย ๆ และหยาบ ๆ
มีชายชาวตะวันตกจำนวนมากเดินทางเข้ามาอยู่อาศัยในประเทศไทย ผู้ชายเหล่านี้ได้สานสัมพันธ์และใช้ชีวิตคู่ร่วมกับหญิงไทย ความคิดเห็นแบบเหมารวมประเภทหนึ่งที่มีต่อความสัมพันธ์รูปแบบนี้ก็คือ ความสัมพันธ์ดังกล่าวมีพื้นฐานอยู่บนเรื่องเงินตรา
โดยเรื่องก็มีอยู่ว่าชายชาวตะวันตกค้นพบว่าตนเองไม่ตกเป็นที่รักและที่ดึงดูดใจภายในประเทศบ้านเกิดเมืองนอนแต่พวกเขากลับค้นพบว่าตนเองสามารถหาคู่ครองได้ง่ายกว่าในประเทศไทย เนื่องจากสถานะที่ร่ำรวยของพวกเขา เมื่อผู้ชายที่ร่ำรวยได้เจอกับหญิงสาวที่ยากจน สัญญาธุรกิจครั้งนี้จึงถือว่าลงตัว
เรื่องราวรักใคร่ระหว่างชายฝรั่งกับหญิงไทยจึงมักถูกเหมารวมว่าเป็นการเจรจากันเพื่อผลประโยชน์ทางด้านการเงิน มากกว่าจะพิจารณาไปที่เรื่องรูปร่างหน้าตา ความเฉลียวฉลาด หรือบุคลิกภาพ
บรรดาผู้ที่เร่ขายความคิดแบบเหมารวมเช่นนี้ ย่อมจะสามารถนำเสนอข้อมูลจำนวนมากมายมาช่วยยืนยันถึงข้อกล่าวอ้างของตนเอง นับตั้งแต่เรื่องของขวัญ, การโอนเงิน, ทรัพย์สินที่ถูกซื้อมาเป็นสินสอด และมาตรฐานการครองชีพที่ดีขึ้นอย่างทันตาเห็นของบรรดาหญิงไทยที่แต่งงานกับสามีชาวต่างชาติ
ผู้ที่มีความเห็นสุดขั้วแบบรุนแรงมักจะให้เหตุผลโต้แย้งว่าความสัมพันธ์ซึ่งวางอยู่บนพื้นฐานเรื่องเงินตราเพียงประการเดียวเช่นนี้ควรจะต้องถูกขัดขวางอย่างรุนแรง กระทั่งศาลก็ควรจะต้องพิพากษาให้การสมรสระหว่างชายฝรั่งกับหญิงไทยเป็นโมฆะเลยด้วยซ้ำไป หากตรวจสอบพบว่ามีการโอนเงินจากสามีชาวต่างชาติให้แก่ภรรยาชาวไทย
แม้ความคิดแบบเหมารวมเช่นนี้อาจจะมีส่วนเสี้ยวความจริงอยู่บ้างแต่ก็เช่นเดียวกันกับความคิดแบบเหมารวมอื่น ๆ ซึ่งย่อมเต็มไปด้วยความเข้าใจผิด การใส่ความหมายใหม่ และการอธิบายเรื่องราวให้เข้าใจง่ายอย่างหยาบ ๆ
เพราะความความสัมพันธ์ระหว่างสามีฝรั่งกับภรรยาชาวไทยนั้นเต็มไปด้วยความสลับซับซ้อนและมีเหลี่ยมมุมมากมายดังนั้น จึงไม่ใช่เหตุผลที่ดีนัก หากเราจะมุ่งเน้นความสนใจไปยังปัจจัยเรื่องเงินเพียงประการเดียว เพื่อทำความเข้าใจกับการแลกเปลี่ยนในรูปแบบพหุลักษณ์ระหว่างชายชาวตะวันตกกับคู่ชีวิตชาวไทยของพวกเขา
ความคิดแบบเหมารวมเช่นนี้นี่แหละที่ได้ละเลยเพิกเฉยต่อความแตกต่างหลากหลาย,ความละเอียดอ่อน และเงื่อนงำอันลี้ลับที่เกิดขึ้นในแรงจูงใจของมนุษย์อย่างสิ้นเชิง
นี่จึงเป็นความคิดแบบเหมารวมอันอัปลักษณ์ซึ่งสมควรจะถูกประณาม
ยังมีความคิดเห็นแบบเหมารวมอีกประการหนึ่งที่คล้ายคลึงกับความคิดเหมารวมประการแรกและอาจจะก่อให้เกิดอันตรายต่ออนาคตของประเทศไทยได้มากกว่า นั่นก็คือความคิดแบบเหมารวมที่มองว่าความสัมพันธ์ระหว่างนักการเมืองกับผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งถูกจูงใจโดยปัจจัยเรื่องเงินตราเพียงเท่านั้น
โครงเรื่องของความคิดเหมารวมเช่นนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับความคิดเหมารวมเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างชายฝรั่งกับหญิงไทยกล่าวคือ พวกนักการเมืองต่างไร้ซึ่งเสน่ห์ในทางนโยบายและบุคลิกภาพ จนไม่สามารถดึงดูดใจผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งได้ ดังนั้น นักการเมืองทั้งหลายจึงต้องใช้ฐานะที่ร่ำรวยของตนเองไปซื้อเสียงมาจากชาวบ้านผู้ลงคะแนนเลือกตั้ง
ผู้เร่ขายความคิดแบบเหมารวมเช่นนี้ได้ทำให้ความคิดของตนเองมีความสมจริงสมจังมากยิ่งขึ้น ด้วยเรื่องเล่าอันน่าตื่นตาตื่นใจว่าด้วยผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งที่หมกมุ่นอยู่กับเงินและเหล้ากระทั่งพวกเขาได้โยนคุณธรรมในการลงคะแนนเสียงของตนเองทิ้งไป
พวกเรามักถูกกรอกหูโดยเหล่านักวิเคราะห์ว่าบรรดาผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งที่เปราะบางทางศีลธรรมและมีฐานะยากจนมักจะสนใจในสิ่งๆ เดียว ยามเมื่อพวกเขาได้เผชิญหน้ากับนักการเมือง นั่นก็คือ เงิน ไม่ใช่นโยบาย, บุญญาบารมี หรือทักษะใด ๆ ชาวบ้านผู้ลงคะแนนเสียงทั้งหลายต้องการเพียงเงินสดจากนักการเมืองเท่านั้น
นี่เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ความสลับซับซ้อนในความสัมพันธ์และแรงจูงใจของมนุษย์ถูกละเลยเพิกเฉย การมุ่งเน้นความสนใจไปที่ความสัมพันธ์ในเชิงการแลกเปลี่ยนเงินตราซึ่งฝังแน่นอยู่ในจิตใจอันป่วยไข้ของบรรดาผู้สังเกตการณ์เหล่านั้นส่งผลให้พวกเขามองไม่เห็นว่าการแลกเปลี่ยนระหว่างมนุษย์ได้ถูกฝังตรึงอยู่กับความสัมพันธ์หลายหลากเหลี่ยมมุมและขึ้นอยู่ระบบการประเมินค่าทางศีลธรรมอันแตกต่างหลากหลาย
พวกเราต่างรู้กันว่าความคิดแบบเหมารวมประเภทหลังนี้เป็นองค์ประกอบสำคัญในการข่มขืนกระบวนการเลือกตั้งซึ่งเกิดขึ้นในประเทศไทยนับตั้งแต่ปีพ.ศ.2549 เป็นต้นมา เมื่อผู้คนในชนบทลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง พวกเขาก็โดนมองว่าถูกซื้อ เมื่อพวกเขาออกมาประท้วง ก็โดนมองว่าถูกซื้ออีก จนเป็นเรื่องไม่กระจ่างชัดว่า การมีส่วนร่วมทางการเมืองแบบใดที่จะได้รับการอนุมัติจากรัฐไทย
บรรดาผู้สนับสนุนความคิดเห็นแบบเหมารวมเรื่องการซื้อเสียงจึงเหมือนกำลังผลักไสให้ประชาชนต้องมีปฏิบัติการทางการเมืองที่มีแนวโน้มถอนรากถอนโคนมากยิ่งขึ้นตามไปด้วย
ยิ่งกดยิ่งต้าน
ที่มา ข่าวสด
วงค์ ตาวัน
ความจริง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และพรรคประชาธิปัตย์ มาจากการเลือกตั้งแท้ๆ แต่ตอนขึ้นเป็นรัฐบาล มีความสลับซับซ้อนบางประการ ทำให้มีข้อกังขา และถูกฝ่ายตรงข้ามงัดเป็นข้อหาโจมตีตลอด
ในการให้สัมภาษณ์สื่อยักษ์ใหญ่ในโลกประชาธิปไตยตะวันตก แทบทุกครั้ง นายกฯอภิสิทธิ์จะโดนคำถามที่ว่า ไม่ได้รับเลือกตั้งเป็นอันดับ 1 แต่ทำไมจึงเป็นนายกรัฐมนตรีได้
ต้องตอบโต้กันหน้าดำคร่ำเครียดทุกทีไป
พูดอย่างเป็นธรรม การพลิกขั้วการเมือง แล้วทำให้อภิสิทธิ์เป็นนายกฯ ก็ยังถือว่าอยู่ในกรอบของประชาธิปไตยอยู่
แต่ที่น่าตกใจ คือ ท่าทีของรัฐบาลอภิสิทธิ์ในเหตุการณ์ปราบม็อบเดือนเม.ย.-พ.ค.ที่ผ่านมา
ดุดันถึงเลือดถึงเนื้อยิ่งกว่ารัฐบาลทหารในอดีต
นายกฯจอมพล นายกฯพล.อ. ยังตายกันน้อยกว่ายุคนี้!
แล้วสิ่งที่รัฐบาลอภิสิทธิ์กำลังทำอยู่ในวันนี้ ไม่ต่างไปจากเส้นทางของรัฐบาลธานินทร์ กรัยวิเชียร ที่เข้ามาบริหารประเทศภายหลังเหตุการณ์สังหารหมู่ 6 ต.ค. 2519
ใช้อำนาจเผด็จการควบคุมสถานการณ์บ้านเมือง
อ้างว่าเพื่อปราบปรามการก่อการร้าย แต่ก็น่าสงสัย ในแง่ปกปิดปัญหา ภายหลังมีความตายของประชาชนมากมาย!?
รัฐบาลอภิสิทธิ์เริ่มไม่ต่างจากรัฐบาลธานินทร์
ภายใต้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน รัฐบาลอภิสิทธิ์ทำอะไรก็ได้ ในขณะที่รัฐบาลประชาธิปไตยปกติไม่มีสิทธิ์จะทำเช่นนั้น!
คนแค่คิดต่างกับรัฐบาลในเหตุการณ์นองเลือด แม้จะไม่ใช่แกนนำนปช. ไม่เคยก่อม็อบ แต่ก็สามารถใช้อำนาจเรียกตัวไปคุมขังได้เฉยๆ เช่น กรณีอาจารย์สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ และล่าสุดกรณีนายสมบัติ บุญงามอนงค์
บรรยากาศบ้านเมืองวันนี้ ภายใต้ประกาศของศอฉ. แทบไม่ต่างจากประกาศคณะปฏิวัติที่ผ่านๆ มาเลย
ประเทศไทยวันนี้ยังปกครองด้วยรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอยู่หรือเปล่า!??
หรือเป็นรัฐบาลจากคณะรัฐประหาร
แต่อย่าลืมว่า มีแรงกดย่อมมีแรงต้าน
ยิ่งใช้อำนาจเพลิดเพลิน จะยิ่งเร่งวันพังทลายของตัวเอง เหมือนเส้นทางของรัฐบาลธานินทร์
หรือรัฐบาลทักษิณก็พังแบบนี้
วันพรุ่งนี้ มีข่าวว่าจะเรียกประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจหรือก.ตร.
ภาวนาว่าอย่าได้เรียกประชุมเลย
ระวังก.ตร.จะลุกฮือต่อต้านรัฐบาล!
ปฏิรูปตำรวจ
ที่มา ข่าวสด
"ปฏิรูป" กลายเป็นคำฮิตขึ้นมาอีกครั้งหลังจากรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตั้งคณะกรรมการขึ้นหลายต่อหลายชุด ที่รู้คุ้นๆ เช่น ปฏิรูปประเทศที่ทาบทามที่มีนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี และศ.น.พ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส มาเป็นแกนนำ
รวมไปถึงการปฏิรูปตำรวจ ที่พูดกันมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลคมช.ที่มีพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกฯ ราวปี 2550
และพูดกันอึงมี่อีกครั้งเมื่อคราวเกิดเหตุร้ายกับ"จ่าเพียร"พล.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา อดีตผกก.สภ.บันนังสตา จ.ยะลา ที่ถูกระเบิดโจรใต้เสียชีวิต อันโยงไปถึงปัญหาการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจ
จ่าเพียร ควรจะได้รับการโยกย้ายไปอยู่นอกพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ เพราะมีชื่ออยู่ในโผแล้ว แต่สุดท้ายต้องอยู่ตำแหน่งเดิม เนื่องจากไปเจอเด็กเส้น และเงินไม่ถึงพอ
นายอภิสิทธิ์ ดึงพล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร อดีตรองอธิบดีกรมตำรวจ มาเป็นประธานคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจ
และเป็นรูปเป็นร่างเมื่อเสนอครม.ให้อนุมัติเรียบร้อย
ที่น่าสนใจก็คือทุกๆ ครั้งที่พูดถึงการปฏิรูปตำรวจ ปัจจัยหลักมักจะต้องการให้ตำรวจมีอิสระ หรือมีความเป็นธรรมในการแต่งตั้งโยกย้าย
แต่ที่ผ่านมารัฐบาลนี้ทำให้ตำรวจเหมือนถูกมัดมือ มัดเท้ามาตลอด
และหลายๆ กรณีเหมือนเข้าไปก้าวก่าย และทำผิดระเบียบปฏิบัติเสียเอง
ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการตั้งผบ.ตร. ซึ่งยังไม่ได้ตัวจริงมาจนทุกวันนี้ทั้งๆ ที่ผ่านมาจะเกือบ 1 ปีแล้ว
เนื่องจากนายอภิสิทธิ์ ต้องการเสนอชื่อนายตำรวจคนหนึ่ง แต่คณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ(ก.ต.ช.) โดยเสียงส่วนใหญ่ เห็นชอบกับอีกชื่อหนึ่ง
นายอภิสิทธิ์ ใช้อำนาจและข้อต่อรองเพื่อให้ได้คนที่ตัวเองต้องการ แต่สุดท้ายก็ยังไม่สำเร็จ
จึงซิกแซ็กใช้อำนาจเลื่อนตั้งผบ.ตร. โดยใช้วิธีตั้งรักษาการมาเรื่อยๆ จนทุกวันนี้
และล่าสุดเสนอเปิดเก้าอี้ที่ปรึกษา สบ10 เทียบเท่ารองผบ.ตร. ขึ้นมาเป็นพิเศษรองรับนายตำรวจคนหนึ่ง ซึ่งหมายมั่นปั้นมือว่าจะดันขึ้นเป็นนายใหญ่สีกากีในอนาคต
ซึ่งอาจจะเข้าข่ายไม่ถูกต้องตามระเบียบ เพราะเป็นการเปิดตำแหน่งเฉพาะซึ่งยังไม่มีความจำเป็นขนาดนั้น
นี่ยังไม่นับปัญหาการโยกย้ายที่ผ่านมาซึ่งว่ากันว่าใช้ทั้งเส้นสาย และมีเงินสะพัดมากที่สุดยุคหนึ่ง ก็มีชื่อคนใกล้ชิดนายกฯ เข้าไปมีเอี่ยวด้วย
ดูๆไปแล้วการปฏิรูปตำรวจ ยังไม่รู้ว่าคนที่ได้ประโยชน์จริงๆ จะเป็นตำรวจ ประชาชน หรือนักการเมืองกันแน่
วงการตำรวจที่ยังปั่นป่วนอยู่ทุกวันนี้ สาเหตุส่วนใหญ่ล้วนมาจากนักการเมืองทั้งนั้น เพราะขนาดมีพ.ร.บ.ตำรวจ มีคณะกรรมการหลายต่อหลายชุด มีกฎ กติกาป้องกันไว้มากมาย แต่นักการเมืองยังซิกแซ็กเพื่อหาประโยชน์จากตำรวจได้ตลอด
สรุปแล้วนักการเมืองปฏิรูปตัวเองก่อนดีกว่าไหม
กางแผนเลือกตั้งซ่อม"ปชป.-พท."
ที่มา ข่าวสด
การเลือกตั้งซ่อมส.ส.กทม. เขต 6 เริ่มต้นขึ้นแล้ว ศึกหนนี้ไม่ใช่แค่การชิงดำระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับเพื่อไทย แต่ยังเป็นการวัดใจคนกรุงว่าคิดเห็นอย่างไรต่อเหตุการณ์ความรุนแรงเดือนพ.ค.ที่ผ่านมา
ประพันธ์ นัยโกวิท
ยืนข้างรัฐบาล หรือเอนเอียงไปทางเสื้อแดง?
ประชาธิปัตย์ส่ง พนิช วิกิตเศรษฐ์ อดีตผู้ช่วยรมว.ต่างประเทศ ที่เคยไล่ล่า "นายใหญ่" ลงสมัครได้เบอร์ 1 ขณะที่ฝั่งเพื่อไทยส่ง นายก่อแก้ว พิกุลทอง แกนนำนปช. ผู้ต้องหาคดีก่อการร้ายตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ลงประกบ หมายเลข 4
กำหนดเลือกตั้งล่วงหน้า 17-18 ก.ค. ก่อนเลือกตั้งจริงวันอาทิตย์ที่ 25 ก.ค.
จากนี้เหลือเวลาเพียง 20 กว่าวัน ภายใต้บรรยากาศของพ.ร.ก.และการต่อสู้ที่ดุเดือดรุนแรง ทั้งสองพรรควางยุทธศาสตร์อย่างไร รวมถึง กกต.ซึ่งดูแลการเลือกตั้งให้เสร็จสิ้นโดยสงบและเรียบร้อย วางแผนเตรียมการอย่างไร
ประพันธ์ นัยโกวิท
กกต.ด้านบริหารการเลือกตั้ง
ผมเพิ่งไปประชุมร่วมกับศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อยในการเลือกตั้ง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่บก.น.3 เพื่อหารือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ถึงการวางมาตรการรักษาความปลอด ภัยในช่วงที่จะมีการจัดการเลือกตั้งซ่อมส.ส. กทม. เขต 6
โดยเฉพาะตัวผู้สมัครรับเลือกตั้งที่จะลงพื้นที่หาเสียง เพราะขณะนี้ในพื้นที่ มีทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่ตรงกัน รวมถึงกลุ่มบุคคลที่ยังมีอารมณ์ค้างจากเหตุการณ์ 19 พ.ค.ที่ผ่านมา
กกต.ต้องประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูแลความปลอดภัย ใช้กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นหลัก การข่าวขณะนี้ยังไม่มีการรายงานข้อมูลหรือทิศทางที่จะนำไปสู่ความรุนแรง
ประสานตำรวจส่งกำลังเข้ามาดูแลความเรียบร้อยในส่วนของหีบและบัตรเลือกตั้ง รวมทั้งอาจต้องนำหีบและบัตรเลือกตั้งไปเก็บรักษาไว้ในสถานที่ที่ติดตั้งกล้องทีวีวงจรปิด โดยผู้สมัครอาจส่งคนเข้ามาเฝ้าสังเกตการณ์ได้
ต้องทำเช่นนี้เพื่อให้เกิดความสุจริต ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย รวมทั้งให้ทุกคนยอมรับผลการเลือกตั้งที่ออกมา
สมัย เจริญช่าง
หลายฝ่ายกังวลและเป็นห่วงว่า การหาเสียงหรือการปราศรัยอาจหยิบ ยกเหตุการณ์ในเดือน พ.ค. มาเป็นประเด็นโจมตีใส่ร้ายกันนั้น ตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และการได้มาซึ่ง ส.ว. มาตรา 53 (5) ระบุไว้ชัด เจนว่า
การใส่ร้ายทำให้ผู้อื่นได้รับความเสียหาย และสำคัญผิดในข้อเท็จจริงของตัวผู้สมัครและพรรค การเมืองใด อาจมีโทษทางกฎหมาย
ผู้สมัครและพรรคการเมืองต้องระมัดระวัง ทำอะไรต้องรอบคอบ กกต.ไม่อยากให้มีการร้องเรียนในส่วนนี้เข้ามา
สมัย เจริญช่าง
ผอ.เลือกตั้งซ่อม พรรคประชาธิปัตย์
การหาเสียงเลือกตั้งซ่อม เราทำทุกอย่างที่เป็นการพบประชาชน ไม่ว่าเดินในหมู่บ้านจัดสรร ห้างสรรพสินค้า ชุมชน ตลาด ตึกแถว อาคารพาณิชย์ พร้อมปราศรัยย่อยเป็นจุดๆ เกือบทุกวัน คุยกับประชาชนกลุ่มละ 50-70 คน ชี้แจงทำความเข้าใจถึงนโยบายพรรค
การหาเสียงชู 2 ส่วน คือนโยบายพรรคและศักยภาพตัวบุคคล มั่นใจว่านายพนิชมีจุดขายให้ประชาชนมั่นใจเป็นส.ส. เมื่อลงมาแล้วเราก็มั่นใจเต็มร้อย คนของเราเป็นคนดี มีประสบการณ์ มีความรู้ สามารถรับใช้ชาติบ้านเมืองได้
รวมถึงการฟื้นฟูประเทศไทย เศรษฐกิจ การท่องเที่ยว สร้างความมั่นใจเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง การปรองดองสมานฉันท์ของคนในชาติ การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน
ทั้งหมดนี้เป็นความตั้งใจจริง เป็นเป้าหมายวัตถุประสงค์ของผู้สมัครที่ตัดสินใจเดินออกมาจากการเป็นผู้ช่วย รมว.ต่างประเทศ ซึ่งจากการลงพื้นที่ได้รับเสียงตอบรับดีมาก
เขต 6 กทม. ถือเป็นเขตเลือกตั้งใหญ่ มีประชาชนกระจัดกระจายหลายวัฒนธรรม การเข้าพบทุกกลุ่มถือเป็นภารกิจของผู้สมัคร ผลงานที่รัฐบาลกำลังทำ จากการลงพื้นที่ยังไม่พบอุปสรรคอะไร ไม่มีกลุ่มคนเสื้อแดงออกมาต่อต้าน
ยกเว้นวันรับสมัคร เพราะมีหลายพรรค การเมือง มีผู้สนับสนุนที่แสดงออกทางการใช้คำพูดและความรุนแรง เราไปว่าเขาไม่ได้ แต่คนในพื้นที่คงไม่มีพฤติกรรมอย่างนั้น 
วิชาญ มีนชัยนันท์
แต่ไม่ได้หมาย ความว่าไม่มีพวกคนเสื้อแดง หรือคนที่คิดไม่เหมือนเรา เชื่อว่าคนในเขต 6 เป็นคนดี แต่อาจมีคนนอกพื้นที่มาสร้างภาพลักษณ์ให้เขต 6 เสียหาย ตรงนี้เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เห็นชัดว่าคนที่มารุมทุบรถเจ้าหน้าที่ตำรวจในวันรับสมัคร ไม่ใช่คนในพื้นที่
ตารางหาเสียงของนายพนิชเปลี่ยนแปลงตลอด แต่ละเขตย่อยในเขต 6 มีศูนย์เลือกตั้งอยู่ แต่ละศูนย์ทำตารางของตัวเองไว้ ตัวผู้สมัครก็พิจารณาว่าจะไปในที่ใดถึงจะเหมาะสมและทั่วถึง
ผู้ใหญ่ของพรรคที่จะลงไปช่วยหาเสียงนั้น ถ้าว่างเว้นจากการปฏิบัติภารกิจหรือเวลานอกราชการ ต้องมาพบปะประชาชนแน่ แต่ถ้าเป็นวันธรรมดา หรือในเวลาราชการ คงไม่ทำ ไม่อยากให้เป็นประเด็นใช้เวลาราชการมาหาเสียง
มีรัฐมนตรีหลายคนแจ้งความจำนงมา อาทิ นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ นายอลงกรณ์ พลบุตร รมช.พาณิชย์ และนายถาวร เสนเนียม รมช.มหาดไทย ส่วนนายกฯ ต้องดูความเหมาะสม
เรื่องการดูแลความปลดภัยให้กับนายกฯ รัฐมนตรี และส.ส. เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ เราไม่มีกองกำลังติดอาวุธไปคุม
ส่วนผู้สมัครพรรคเพื่อไทยไม่สามารถออกมาหาเสียงด้วยตัวเองได้ ทำให้ผู้สมัครของพรรคได้เปรียบหรือไม่นั้น ไม่คิดว่าได้เปรียบหรือเสียเปรียบ ทางโน้นเขาก็จะเอาจุดนี้มาเป็นจุดขาย เราประมาทไม่ได้
การเลือกตั้งทุกครั้งแต่ละพรรคต้องเอาจุดแข็งเป็นจุดขาย อยู่ที่ว่าของใครดีกว่ากัน
วิชาญ มีนชัยนันท์
ผอ.เลือกตั้งซ่อม พรรคเพื่อไทย
คณะทำงานเตรียมการหาเสียงของพรรคไม่มั่นใจว่า นายก่อแก้ว พิกุลทอง จะได้รับอนุญาตจากศาลให้ออกจากเรือนจำเพื่อไปแนะนำตัวกับประชาชน
จึงให้ส.ส.กทม. 6 คน รวมทั้งส.ก. ส.ข. ระดมกำลังเป็นตัวแทนผู้สมัครเบอร์ 4 หาเสียงลงพื้นที่นำนโยบายของพรรคไปชี้แจงเรื่องเหตุการณ์ชุมนุม กระจาย ส.ส.ออกเป็น 4 เขต
นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรค จะนำส.ส.ลงพื้นที่ตลาดคู้บอน เขตคันนายาว ในวันที่ 1 ก.ค. เวลา 06.00 น. จากนั้นวันที่ 2 มิ.ย. เวลา 06.00 น. ลงพื้นที่ตลาดสดหนองจอก
มีการปราศรัยเวทีใหญ่ในวันเสาร์ที่ 3 ก.ค. เวลา 17.00 น. ที่บ้านเอื้ออาทร เขตบึงกุ่ม และวันอาทิตย์ที่ 4 ก.ค. เวลา 17.00 น. ที่การเคหะสุขาภิบาล เขตคันนายาว ร.ต.อ. เฉลิม อยู่บำรุง ประธานส.ส. และนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน แกนนำนปช. เป็นขุนพลหลัก
นอกจากชูนโยบาย ยังตีแผ่การบริหารงานที่ผิดพลาดของรัฐบาล การทุจริตคอร์รัปชั่นโครงการต่างๆ เช่น ไทยเข้มแข็ง จัดซื้อเครื่องมือแพทย์ การโยกย้ายข้าราชการไม่เป็นธรรม เนื้อหาสืบเนื่องจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจ รวมถึงเรื่องการใช้มาตรฐานที่ต่างกัน
สำหรับเวทีปราศรัยใหญ่คาดว่าจะขอใช้พื้นที่สนามหลวง ส่วนเวทีย่อยจะหารือกันอีกครั้งว่ามีทุกวันหรือไม่ เพราะพื้นที่เขต 6 ค่อนข้างกระจายตัว แต่ไม่มีการโฟนอินใดๆ เข้ามาทั้งสิ้น
การหาเสียงท่ามกลางพ.ร.ก.ฉุกเฉินค่อนข้างลำบาก ผลจากการประกาศพ.ร.ก. มีส่วนทำให้ผู้สมัครของพรรคต้องถูกควบ คุมตัว ไม่สามารถออกมาหาเสียงได้ การจะเข้าถึงประชาชนได้จึงต้องใช้การเคาะประตูบ้าน
ที่ประชุมยังพิจารณาทำแบนเนอร์หาเสียงเป็นรูปนายก่อแก้ว บัตรย้ำเบอร์ขนาด 9.5 คูณ 6 ซ.ม. แจกให้ประชาชน มีข้อ ความจากเรือนจำเขียนโดยนายก่อแก้ว พร้อมสโลแกน "เลือกฝ่ายประชาธิปไตย เลือกก่อแก้ว เพื่อไทย เบอร์ 4 เข้าสภาตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล"
ประเมินผู้สมัครของเรายังเสียเปรียบพรรคประชาธิปัตย์ 20% พรรคจะรอให้กกต.ประ กาศว่านายก่อแก้วมีคุณสมบัติครบถ้วนหรือไม่ คาดว่าประกาศได้ภายในวันที่ 2 ก.ค. จากนั้นจะยื่นคำร้องขอให้ศาลปล่อยตัวนายก่อแก้วออกมาหาเสียง
แต่ถ้าไม่เป็นผล จะให้ตัวแทนซึ่งมีทั้งส.ส. ผู้สนับสนุนพรรค รวมทั้งแนวร่วมจากส่วนต่างๆ เข้ามาช่วย
จุดเทียนเรียกร้อง กก.สิทธิ จี้เลิกพรก.ฉุกเฉิน
ที่มา ข่าวสด
จุดเทียนสีแดงบุกสำนักงานคณะกรรมการสิทธิฯ เรียกร้องจี้รัฐบาลยกเลิกพ.ร.ก. ฉุกเฉิน-ปล่อยตัวบ.ก. ลายจุด"สมบัติ บุญงามอนงค์" ทันทีโดยไม่มีเงื่อนไข "เทือก" ระบุจะยกเลิกพ.ร.ก.หรือไม่ ต้องฟังศอฉ.ประเมินก่อน แต่ในกทม.ต้องคงไว้อ้างสถานการณ์ไม่น่าไว้วางใจ กมธ.การคลังเรียกปปง. ชี้แจงอายัดบัญชีเครือข่ายแม้ว-นักธุรกิจ ไล่ไปสอบเส้นทางการเงินเจ้าหน้าที่ศอฉ.ตบทรัพย์นักธุรกิจด้วย ส.ส.กรุง-ญาติโวยราชทัณฑ์แยกขังแกนนำนปช.หลัง "ก่อแก้ว"ได้ลงสมัครซ่อมส.ส.
จี้ปล่อย - กลุ่ม 24 มิถุนายนฯ ยื่นหนังสือถึงคณะกรรมการสิทธิฯ ที่ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ ให้รัฐบาลยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน และปล่อยตัวนายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ"บ.ก.ลายจุด" นักกิจกรรมทางสังคม เมื่อวันที่ 30 มิ.ย.
-เทือกอ้างกทม.ต้องคงฉุกเฉิน
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 30 มิ.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ในฐานะผอ.ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ให้สัมภาษณ์ถึงแนวคิดรัฐบาลจะใช้พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร แทน พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ว่า ขณะนี้ยังไม่ได้ตัดสินใจ แต่เราจะประเมินสถานการณ์จากรายงานของผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบในแต่ละฝ่าย เช่น ผู้ว่าฯ กระทรวงมหาดไทย ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค ผู้บังคับการตำรวจจังหวัด แม่ทัพภาค รวมทั้งผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบแต่ละพื้นที่ เมื่อประเมินสถาน การณ์ในทุกพื้นที่แล้วเห็นว่าในพื้นที่จังหวัดใดที่เราดูแลสถานการณ์ไว้ด้วยกฎหมายปกติ จะเป็นพื้นที่ชุดแรกที่เราจะประกาศยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน และยังไม่มีแนวคิดใช้มาตรการอื่นเข้ามาทดแทน
เมื่อถามว่าในพื้นที่กทม.ยังต้องคงพ.ร.ก.ฉุก เฉินไว้หรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่าในพื้นที่กทม. ยังมีความจำเป็นอยู่ แต่เมื่อทำงานในระบบกรรมการ ต้องฟังความคิดเห็นของทุกฝ่าย ทั้งนี้ พื้นที่กทม.มีความล่อแหลม หากเรารีบร้อนยกเลิกประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ฝ่ายที่จ้องรอเวลาอยู่จะออกมาสร้างปัญหาได้ ขณะนี้มีรายงานข่าวทุกวันว่ายังมีความเคลื่อนไหวและรวมกลุ่มกัน โดยอ้างว่าทำบุญบ้าง มีงานเลี้ยงบ้าง มีการปลุกระดมในกลุ่มพวกเดียวกัน ซึ่งเราเห็นว่ายังเป็นปัญหาอยู่
เมื่อถามว่ามีข่าวศอฉ.จะทดลองยกเลิกประกาศพ.ร.ก.ในบางจังหวัด เพื่อดูว่าจะมีสถานการณ์อะไรเกิดขึ้นอีกหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า สัปดาห์หน้าจะตัดสินใจ การที่คนมีความคิดเห็นทางการเมืองเป็นเรื่องปกติ แต่การทำร้ายประเทศชาติด้วยการสร้างความวุ่นวายก่อเหตุร้ายอย่างนี้ ประเทศไหนก็ยอมไม่ได้
เมื่อเวลา 13.30 น. ที่ศูนย์ราชการ ถ.แจ้ง วัฒนะ นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ประธานกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย พร้อมคณะประมาณ 20 คน ได้เดินจุดเทียนสีแดง จากด้านล่างของอาคารบี ศูนย์ราชการ ขึ้นมาจนถึงชั้น 6 ซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เพื่อยื่นหนังสือร้องเรียนต่อคณะกรรมการ เพื่อขอให้มีมติให้รัฐบาลยกเลิกการขยายเวลาการใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน พร้อมเรียกร้องให้กรรมการสิทธิฯ ประสานรัฐบาลปล่อยตัวนายสมบัติ บุญงามอนงค์ บ.ก.ลายจุด ทันที โดยไม่มีเงื่อนไข โดยมีน.พ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กรรมการสิทธิฯ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการด้านสิทธิพลเมือง สิทธิการเมือง และสิทธิชุมชน เป็นผู้รับหนังสือ
นายสมยศกล่าวว่า ขอเรียกร้องให้กรรมการสิทธิฯ ประสานกับรัฐบาล เพื่อให้ยกเลิกพ.ร.ก. ฉุกเฉิน เพราะพ.ร.ก.ไม่สามารถแก้ไขสถาน การณ์บ้านเมืองและไม่สามารถบังคับใช้ได้จริง ซึ่งเหตุการณ์รุนแรงที่ผ่านมา ทั้งหมดไม่เกี่ยวกับพ.ร.ก.เลย เพราะพ.ร.ก.ล้มเหลวแต่ต้น และการที่รัฐบาลจะขยายเวลาการบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เป็นเพียงเพื่อการขยายขอบเขตของอำนาจและใช้ละเมิดสิทธิของผู้ชุมนุม รวมทั้งนำมาเป็นเหตุจับกุมนายสมบัติ เพียงเพราะนายสมบัติและกลุ่มเฟซบุ๊ก ทำกิจกรรมแสดงออกทางการเมืองที่แยกราชประสงค์ แสดงให้เห็นว่าคุกคามเสรีภาพการชุมนุมโดยสันติตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ และสูญเสียเสรีภาพ ถูกควบคุมตัว พวกเราห่วงใยและอยากให้กรรมการสิทธิฯ เร่งรัดเพื่อปล่อยตัวนายสมบัติ 
ดูในคุก - นางสาวสุณีย์ เหลืองวิจิตร เลขาธิการพรรคเพื่อไทย พร้อมทนายแกนนำนปช.นำโปสเตอร์หาเสียงและเจ้าหน้าที่ธนาคารมาพบนายก่อแก้ว พิกุลทอง ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เพื่อให้เปิดบัญชีธนาคารในการหาเสียงเลือกตั้งเขต 6
-อัดกก.สิทธิฯช้า-ไร้ประสิทธิภาพ
นายสมยศ กล่าวว่า หากยังคงพ.ร.ก.ฉุกเฉินไว้ เชื่อว่าจะเกิดความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง และประชาชนไม่สามารถออกมาชุมนุมได้ ซึ่งเป็นการเสียสิทธิเสรีภาพ ถูกจำกัดทางการเมือง ทำให้ทุกข์ทรมานทางจิตใจ จึงอยากให้กรรมการสิทธิฯ ปฏิบัติหน้าที่อย่างสมบูรณ์ เพราะที่ผ่านมากรรมการสิทธิฯ ทำงานล่าช้าและไม่มีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ หนังสือที่ยื่นในวันนี้มีการลงลายมือชื่อของประชาชน 700 คน และหลังจากยื่นหนังสือให้กรรมการสิทธิฯ แล้ว ตนจะไปยื่นหนังสือต่อสถานทูตต่างๆ เพื่อให้ช่วยกดดันให้รัฐบาล เพื่อให้ยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน
นายสมยศ ให้สัมภาษณ์ว่า การที่ต้องจุดเทียนมาพบกรรมการสิทธิฯ ครั้งนี้ เพราะสังคมไทยขาดเสรีภาพ เข้าสู่ยุคมืดบอด ทั้งยังถูกปิดกั้นข่าวสาร จึงหวังให้แสงเทียนนี้นำความสว่างให้กรรมการ ซึ่งถือเป็นที่พึ่งสุดท้าย เพื่อให้ออกมาทำหน้าที่ปกป้องสิทธิประชาชนอย่างจริงจัง เนื่องจากที่ผ่านมาทำงานไม่เต็มที่ ไม่มีประสิทธิ ภาพ การเข้าไปช่วยเหลือผู้ที่ถูกละเมิดสิทธิ์โดยเฉพาะคนเสื้อแดงนั้น เห็นได้ชัดว่ามีความล่าช้ากว่าจะช่วยได้คงสิ้นลมก่อน หรือเรื่องที่ตนถูกนำไปควบคุมตัวที่ค่ายอดิศร จ.สระบุรี ร้องเรียนไปตั้งแต่ตอนโดนนำไปขัง จนถึงตอนนี้ถูกทหารปล่อยตัวออกมาตั้งนาน เรื่องยังค้างอยู่ในการพิจารณาของกรรมการทั้งนี้ ขอเรียกร้องให้ประสานกับรัฐบาลยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาบ้านเมืองได้
-"นิรันดร์"รับ-ใช้กม.ละเมิดสิทธิ
ด้านน.พ.นิรันดร์ กล่าวว่า หลังจากรัฐบาลประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน กรรมการสิทธิฯ ได้ติดตามรวบรวมข้อมูลหลักฐาน เพื่อตรวจสอบการละเมิดสิทธิตามการประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และที่ผ่านมาซึ่งมีการควบคุมตัวประชาชนและแกนนำ เราได้ประสานและเข้าพบไม่ว่าจะเป็นนายสมยศ นายสมบัติ และในวันศุกร์ที่ 2 ก.ค. ตนได้ประสานกับเจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์เพื่อขอเข้าพบผู้ที่ถูกควบคุมตัวอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ ทั้งประชาชน และแกนนำคนเสื้อแดง
น.พ.นิรันดร์ กล่าวว่า ภายใน 1-2 วันนี้ กรรมการสิทธิฯ จะเร่งสรุปการใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินว่าไปกระทบ และละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างไรบ้าง เพราะที่ผ่านมาได้เรียกผู้ที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูล ทั้งเจ้าหน้าที่ ศอฉ.และตัวแทนของนายสุเทพ เราจะดูว่ากฎหมายฉบับนี้ละเมิดสิทธิทางการเมืองของประชาชนและขัดแย้งต่อนโยบายปรองดอง จนเป็นเหตุให้ละเมิดสิทธิประชาชนหรือไม่ อีกทั้งเราจะลงพื้นที่จังหวัดต่างๆ ทั้งอุดรธานี มุกดาหาร อำนาจ เจริญ เชียงใหม่ เชียงราย เพื่อติดตามว่ามีเจ้าหน้าที่ละเมิดสิทธิประชาชนหรือไม่ และยืนยันว่า กรรมการสิทธิฯ ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ตลอดเวลา โดยเฉพาะการต่อสู้ภาคประชาชนเพื่อเรียกร้องสิทธิเสรีภาพโดยใช้แนวทางสันติวิธี
"เท่าที่คุยกันในอนุกรรมการฯ ก็เห็นตรงกันว่าการจับกุมตัวนายสมบัตินั้น ใช้กฎหมายที่ ละเมิดสิทธิทางการเมืองของประชาชน" น.พ. นิรันดร์กล่าว
-แฟนคลับณัฐวุฒิ-แห่เยี่ยมแน่น
ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เมื่อเวลา 10.00 น. นางศรีวิไล ประสุตานนท์ ภรรยานายวีระ มุสิกพงศ์, นางธิดา ถาวรเศรษฐ ภรรยาน.พ.เหวง โตจิราการ และนางศิริสกุล ใสยเกื้อ ภรรยานายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เดินทางเข้าเยี่ยมที่เรือนจำ ซึ่งก่อนหน้านี้มีกลุ่มทนายความ นปช.นำโดยนายคารม พลทะกลาง และทีมงานพรรคเพื่อไทย เข้ามาหารือกับแกนนำ โดยเฉพาะนายก่อแก้ว พิกุลทอง ซึ่งทนายความได้พาเจ้าหน้าที่ธนาคารกรุงเทพ สาขาราชวัตร มาพบเพื่อเปิดบัญชีเงินฝากไว้ใช้เป็นค่าใช้จ่ายหาเสียง เป็นเงิน 1.5 ล้านบาท
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริเวณหน้าห้องเยี่ยมเมื่อช่วงเช้า มีกลุ่มเสื้อแดงและแฟนคลับของนายณัฐวุฒิ มาเยี่ยมมากกว่าทุกวัน จำนวนหลายร้อยคน ในจำนวนนี้มีผู้นำชุดนักมวย ประกอบด้วยกางเกงมวย และนวม มาฝากเจ้าหน้าที่ เพื่อส่งมอบให้นายณัฐวุฒิ แต่ทางเรือนจำไม่อนุญาต เพราะผิดระเบียบจึงนำกลับไป ส่วนอาหารที่ทางเรือนจำจัดเตรียมไว้ให้กับแกนนำนปช.ในช่วงเช้าและบ่ายวันนี้ มื้อเช้า แกงส้มปลากระบอก กับข้าวสวย ส่วนมื้อกลางวันเป็นราดหน้า เส้นใหญ่ ส่วนการเยี่ยมแกนนำ นปช.นั้น วันเดียวกันนี้ทางเรือนจำได้จัดใหม่ โดยผู้ที่ต้องการเยี่ยมแกนนำทุกคนจะต้องมาลงทะเบียนเยี่ยม จันทร์-ศุกร์ ตั้งแต่เวลา 08.00-10.40 น. เพื่อเข้าเยี่ยมในเวลา 11.00-11.20 น. หยุดเสาร์และอาทิตย์
ด้านนายคารม กล่าวว่า การยื่นฟ้องรัฐบาลและผู้ที่ออกมากล่าวหาเป็นผู้ก่อการร้ายนั้น คาดว่าสัปดาห์หน้าจะยื่นฟ้องได้ ขณะนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมหลักฐานอยู่
-โวยแยกขังแกนนำคนละแดน
นายวิชาญ มีนชัยนันท์ ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า หลังจากนายก่อแก้ว ลงสมัครรับเลือกตั้งส.ส.เขต 6 กทม.เสร็จแล้ว ปรากฏว่าเรือนจำได้กระจายย้ายแกนนำนปช.ไปคุมขังในแดนต่างๆ แม้จะไม่ผิดระเบียบ แต่อยากตั้งข้อสังเกตว่าแกนนำนปช.ควรได้อยู่ร่วมกันในแดน 1 แต่ขณะนี้ได้กระจายกันหมด โดยนายณัฐวุฒิและนายสมบัติ นาคทอง อยู่แดน 3 นายวีระ นายสมชาย ไพบูลย์ นายภูมิกิตติ สุขจินดาทอง อยู่แดน 4 นายนิสิต สินธุไพร นายยศวริศ ชูกล่อม หรือเจ๋ง ดอกจิก อยู่แดน 5 นายวิภูแถลง พัฒนาภูมิไท และน.พ.เหวง โตจิราการ อยู่แดน 6 ส่วนนายก่อแก้ว นายอำนาจ อินทโชติ และนายขวัญชัย สาระคำ หรือไพรพนา อยู่แดน 8
นางธิดา กล่าวว่า กรณีที่เรือนจำ ได้สั่งแยกขังแกนนำ นปช.กระจายไปตามแดนต่างๆ นั้นตนไม่เห็นด้วย ควรจะย้ายมาอยู่รวมกันเหมือนเดิมเพราะจะง่ายต่อการเข้าเยี่ยม ส่วนที่นายก่อแก้ว ลงสมัครเลือกตั้งซ่อมส.ส.นั้นตนสนับ สนุน เพราะจะทำให้พวกเรามีเวทีเล็กๆ ได้แสดงออกทางการเมือง ส่วนจะแพ้หรือชนะก็เป็นหน้าที่ของประชาชนในการตัดสินใจเลือก
-สภาจี้ปปง.สอบศอฉ.ตบทรัพย์
ที่รัฐสภา นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย แถลงว่า ในฐานะที่ตนเป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการเศรษฐกิจจุลภาค สภาผู้แทนราษฎร ได้เชิญตัวแทนศอฉ.และกรมสอบสวนคดีพิเศษมาชี้แจงกรณีออกคำสั่งห้ามทำธุรกรรมของบุคคล 83 ราย แต่ปรากฏว่า ศอฉ.และดีเอสไอไม่ได้มาชี้แจง มีเพียงพ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบรามการฟอกเงิน (ปปง.) มาชี้แจง ซึ่งน่าสนใจกรณีการออกคำสั่งห้ามทำธุรกรรมของของศอฉ.และดีเอสไอ ไม่ได้ใช้กฎหมายตรวจสอบทรัพย์สินของปปง. แต่ใช้อำนาจตามประกาศของศอฉ.จึงถือเป็นการกระทำที่เหมือนเด็กเล่นขายขนม ขาดความรอบคอบ
"ประกาศของศอฉ.ภายใต้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทำให้บุคคลที่ถูกห้ามทำธุรกรรมเกิดความเดือดร้อน ขณะที่เกิดการตบทรัพย์บริษัทเอกชนที่ถูกขึ้นบัญชีห้ามทำธุรกรรม โดยบอกว่าหากใครต้องการหลุดจากบัญชีห้ามทำธุรกรรม ต้องยอมให้ตบทรัพย์ เรื่องดังกล่าวกรรมาธิการจึงขอให้ปปง.ช่วยตรวจสอบเจ้าหน้าที่ศอฉ.และดีเอสไอว่า มีใครร่ำรวยผิดปกติภายหลังการออกคำสั่งนี้หรือไม่ วันนี้ครอบครัวและบุคคลที่เกี่ยวข้องกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้รับความเดือดร้อนจากคำสั่งดังกล่าว ทำให้บริษัทไม่สามารถประกอบธุรกรรมได้" นายสุรพงษ์ กล่าว
นายสุรพงษ์ กล่าวว่า การที่ดีเอสไออ้างว่ามีการไหลเวียนถอนเงินจากบัญชีคนใกล้ชิด พ.ต.ท.ทักษิณ โดยกล่าวหาว่าเป็นท่อน้ำเลี้ยง เลขาธิการปปง.ชี้แจงว่า ไม่ได้ศึกษาเรื่องการไหลเวียนผิดปกติของบัญชีเงินดังกล่าวว่าเป็นท่อน้ำเลี้ยงหรือไม่ หรือมีความเกี่ยวข้องกับการถอนเงินมาสนับสนุนการชุมนุม
"หลังการอายัดทรัพย์พ.ต.ท.ทักษิณ 4.6 หมื่นล้านบาท เหลืออีก 3 หมื่นล้านบาท ที่อยู่ระหว่างการอุทธรณ์ แต่ปรากฏว่ามีข่าวมีเม็ดเงินหมุนเวียนของกระแสเงินกว่าแสนล้านบาทในระบบ จึงเป็นที่สงสัยทำให้กรรมาธิการต้องขอให้ ปปง.ตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องนี้ด้วย" นายสุรพงษ์กล่าว
-ครอบครัวชินวัตรส่งทนายชี้แจง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการเข้าชี้แจงธุรกรรมการเงินต้องสงสัยต่อพนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ 4 หน่วยงาน ประกอบด้วยกรมสรรพากร ดีเอสไอ ปปง. และป.ป.ส. ในวันที่สอง ของครอบครัวในตระกูลชินวัตรยังคงส่งทนายความมาเป็นตัวแทน โดยน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ส่งนายวีรภัทร์ ศรีชัยยา ทนายความเป็นตัวแทนมาชี้แจง เช่นเดียวกับนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ และนางกาญจนาภา หงส์เหิน และน.ส.พิณทองทา ชินวัตร ขณะที่นางเยาวเรศ ชินวัตร ส่งหนังสือขอเลื่อนนัดเข้าให้ข้อมูล ส่วนของนายวิชาญ มีนชัยนันท์ ส.ส.กทม. และนายการุณ โหสกุล ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย เข้าพบพนักงานสอบสวนด้วยตนเอง
นายวิชาญ เปิดเผยภายหลังเข้าพบพนักงานสอบสวนว่า ขอเวลาจัดเตรียมเอกสารเพื่อนำเข้าชี้แจงอีกครั้งในวันที่ 21 ก.ค. นี้ เนื่องจากเป็น การใช้จ่ายเงินย้อนหลังในช่วง 9 เดือนที่แล้ว ยืนยันว่าที่ผ่านมาแทบจะไม่ได้มีการถอนเงินสดออกจากธนาคาร โดยบัญชีเงินฝากที่ถูกระบุเป็นบัญชีต้องสงสัยมีอยู่ 2-3 บัญชี และไม่มีรายการค่าใช้จ่ายที่ผิดปกติ จึงมั่นใจว่าจะชี้แจงให้พนักงานสอบสวนสิ้นข้อสงสัยได้
-เผยบัญชี"อุ๊งอิ๊ง"ถูกอายัดเรียบ
ด้านนายกิตติพร อรุณรัตน์ ทนายความของน.ส.พิณทองทา เปิดเผยหลังเข้าชี้แจงว่า ได้ชี้แจงความเคลื่อนไหวทางการเงินของน.ส.พิน ทองทา รวม 4 บัญชี โดยยืนยันว่าไม่มีความเคลื่อนไหวผิดปกติใดๆ เนื่องจากทุกบัญชีเงินฝากถูกอายัดโดยคตส.ตั้งแต่ปี 2550 และถูกศอฉ.อายัดซ้ำอีกครั้งในเดือนเม.ย. ซึ่งรายการเบิกถอนล็อตใหญ่มีเพียงการโอนเงิน 22,000 ล้านบาท ไปให้กรมบัญชีกลาง ตามคำสั่งของศาลฎีกา แผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในส่วนของน.ส.พิณทองทาจึงไม่มีอะไรต้องชี้แจงเพิ่มเติม
ผู้สื่อข่าวถามถึงบัญชีเงินฝากในต่างประเทศ นายกิตติพร กล่าวว่า พนักงานสอบสวนไม่ได้สอบถามในประเด็นดังกล่าว แต่เชื่อว่าน.ส.พิณทองทามีเฉพาะเงินฝากในไทยเท่านั้น
สำหรับความเคลื่อนไหวทางการเงินของ น.ส.พิณทองทา มีดังนี้ บัญชีเงินฝากประจำ 6 เดือน เลขที่ 127-237287-9 ธนาคารกรุงเทพ สาขาซอยอารีย์ มีเงิน 3,172,340,035.57 บาท ถูกอายัดทั้งหมด บัญชีเงินฝากประจำ 6 เดือน เลขที่ 146-231081-2 ธนาคารกรุงเทพ สาขาราชวัตร จำนวน 1,061,432,127.64 บาท ถูกอายัดทั้งหมด บัญชีเงินฝากธนาคารไทยพาณิชย์ เลขที่ 111-112222-0 จำนวน 3,174,545,916.21 บาท ถูกอายัดทั้งหมด บัญชีเลขที่ 111-112631-3 จำนวน 13,616,053,545.70 บาท ถูกอายัดทั้งหมด บัญชีเลขที่ 111-241524-4 จำนวน 316,930,408.86 บาท ถูกอายัดทั้งหมด บัญชีเลขที่ 001-155188-2 จำนวน 3,138,853,134.57 บาท ถูกอายัดทั้งหมด
เข้าแจงดีเอสไอเอง วิชาญ-การุณ ปัดเป็นท่อน้ำเลี้ยง
"วิชาญ-การุณ" 2 ส.ส.เพื่อไทย ที่มีชื่อระบุเป็นท่อน้ำเลี้ยงให้ม็อบเสื้อแดง หอบเอกสารเข้าชี้แจงธุรกรรมกับดีเอสไอด้วยตัวเอง ขณะที่คนในตระกูล "ชินวัตร" และคนใกล้ชิดมอบหมายทนายความนำหลักฐานเข้าชี้แจงแทน...เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานถึงการเดินทางเข้าชี้แจงธุรกรรมการเงินต้องสงสัยว่า ตั้งแต่เวลา 09.00 น. บุคคลในตระกูลชินวัตร และผู้ใกล้ชิด น.ส.พินทองทา ชินวัตร น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ และนางกาญจนาภา หงส์เหิน ได้มอบหมายให้ทนายความนำเอกสารทางการเงินเข้าชี้แจงต่อพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ขณะที่นางเยาวเรศ ชินวัตร ส่งหนังสือขอเลื่อนนัดเข้าให้ข้อมูล
อย่างไรก็ตาม นายวิชาญ มีนชัยนันท์ และนายการุณ โหสกุล 2 ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทย ได้เข้าพบพนักงานสอบสวนด้วยตนเอง สำหรับ พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร เข้าพบพนักงานสอบสวนในช่วงบ่าย
นายวิชาญ กล่าวว่า ได้นำเอกสารทางการเงินเข้าชี้แจงต่อพนักงานสอบสวน แต่ดีเอสไอยังมีคำถามต้องการได้รับการชี้แจงเพิ่มเติมเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวทางการเงินว่ามีการใช้จ่ายไปอย่างไร ตนจึงขอเวลาจัดเตรียมเอกสารเพื่อนำเข้าชี้แจงอีกครั้งในวันที่ 21 ก.ค.นี้ เนื่องจากเป็นการใช้จ่ายเงินที่เกิดขึ้นนานมาแล้ว แต่ยืนยันได้ว่าที่ผ่านมาแทบจะไม่ได้มีการถอนเงินสดออกจากธนาคาร โดยบัญชีเงินฝากที่ถูกระบุเป็นบัญชีต้องสงสัยมีอยู่ประมาณ 2-3 บัญชี และไม่มีรายการค่าใช้จ่ายที่ผิดปกติ จึงมั่นใจว่าจะสามารถชี้แจงให้พนักงานสอบสวนสิ้นข้อสงสัยได้.


