ที่มา บางกอกทูเดย์ เพราะ...เขาเป็นคนผิวสี..เมื่อขึ้นมาถึงตำแหน่ง ประธานาธิบดีของชาติที่มีอำนาจสูงสุดของโลก...บารัค โอบามา..จึงต้องสำแดงให้คนทั้งโลกเห็นว่า..ข้าคืออเมริกา การสั่งปลด..ผู้บัญชาการกองทัพสหรัฐฯในอัฟกานิสถาน..หรือการสั่งจับสายลับรัสเซีย..ในสหรัฐฯ เมื่อไม่กี่วันมานี้..เป็นการชี้ชัดว่า..บารัค โอบามา..พยายามจะเป็นประธานาธิบดีที่ยิ่งใหญ่..อีกคนหนึ่งในทำเนียบแห่งพญาอินทรี อเมริกามีประธานาธิบดี..มาแล้วมากมาย..แต่ประธานาธิบดีที่เป็นประธานาธิบดียิ่งกว่าประธานาธิบดีทั้งหลาย..ยอร์ช วอชิงตัน อับบราฮัม ลินคอล์น..ไอเซ็นฮาว์ด รูสเวลล์ เคเนดี้..ฯ บารัค โอบามา..รู้ดีว่า..ถึงวันนี้..ความเป็นประธานาธิบดีของเขา..คำปราศรัยสัญญาในระหว่างหาเสียงของเขา..หลายๆ อย่างเป็นเรื่องที่พูดไปแล้วแต่ทำได้ไม่ง่าย..และอาจจะไม่ได้กระทำ.. ผิวสีของเขาจะเป็นปัญหาในการเลือกตั้งสมัยหน้า..ในสหรัฐอเมริกานั้น เรื่องที่น่าอับอายที่สุดของคนเป็นประธานาธิบดีก็คือ..การได้เป็นประธานาธิบดีเพียงสมัยเดียว..บารัค โอบามา ไม่อยากเป็นอย่างที่ จิมมี่ คาร์เธ่อร์ เป็น เผชิญหน้ากับรัสเซีย..คือความภาคภูมิใจของอเมริกันผิวขาว..และการเผชิญหน้ากับนายพลแห่งกองทัพสหรัฐฯ..ของประธานาธิบดีผิวสี..คือ ปีติยินดีในอเมริกันผิวสีในแทบจะทุกสีผิว บารัค โอบามา..เดินแต้มในทุกวันเวลา เพื่อเอาชัยชนะให้ได้อีกครั้งในการเลือกตั้งข้างหน้า..เดโมแครต..จะต้องสรรเสริญเขา.. ริพับลิกัน...พรรคฝ่ายค้าน..ในวันที่หาตัวผู้สมัครที่เหมาะสมไม่ได้..จนต้องไปคว้าคู่พระคู่นางเจ้าปัญหาลงมาเป็นตัวแทนของพรรค...วันนี้คงจะจับตามองลงมาที่..ท่านนายพล.. พลเอก แม็กคริสตอล..ผู้ถูกปลด...เขานี่แหละคือ คู่ต่อสู้ที่เหมาะสมที่สุด..ของ บารัค โอบามา..แม่ทัพผู้ไม่ค้อมหัวคารวะ..ประธานาธิบดีผิวสี.. เชื่อว่า..สิ่งนี้จะต้องเกิดขึ้น..คงไม่มีใครที่จะเหมาะจะเป็นศัตรูกับ บารัค โอบามา..เท่ากับ..พลเอก แม็กคริสตอล เหมือนกับที่..พรรคเพื่อไทย..กำลังมองหาใครสักคน.. ในตำแหน่ง..หัวหน้าพรรค..คนที่จะทำให้การปฏิวัติเป็นการกบฏ..พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ.. น่าจะเป็นคำตอบสุดท้าย "พญาไม้"
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Saturday, July 3, 2010
พลเอก แม็คคริสตอล
บุคคลเสียเปรียบ
ที่มา บางกอกทูเดย์ คนอาสาทำเพื่อชาติอยู่ในห้องแอร์เย็นฉ่ำราคาแพง.. ภายหลังเหตุการณ์เผาเมือง 19 พฤษภาคม 2553 ประเด็นหนึ่งที่หลายฝ่ายเห็นสอดคล้องกันว่า เป็นหนึ่งในหลายเหตุผลที่ทำให้ชาวบ้านจำนวนไม่น้อยออกมาร่วมชุมนุมทางการเมืองเพื่อโค่นล้มรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คือ ความยากจน อันเนื่องมาจากความเหลื่อมล้ำระหว่าง “คนรวย” กับ “คนจน” ความเหลื่อมล้ำที่ว่าสะท้อนผ่านการ “ถือครองที่ดิน” ผลสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมครัวเรือน ปี 2549 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ ระบุว่า ร้อยละ 40 ของครัวเรือนภาคเกษตรไม่มีที่ดินเลย หรือถือครองที่ดินน้อยกว่า 10 ไร่ และจำนวนครัวเรือนที่ไม่ได้ถือครองที่ดินเลยนับวันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากพื้นที่ทางการเกษตรส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกนำไปใช้ประโยชน์เพื่อการผลิตอย่างแท้จริง แต่เป็นการซื้อที่ดินของนายทุนเพื่อเก็งกำไร หากว่ากันจริงๆ กางแผนที่จิ้ม “ที่ดิน” ...ไม่น้อยที่อยู่ในการครอบครองของ “ตัวแทนประชาชน” รวมไปถึงขุนนางผู้มีเกียรติของไทย!! สถิติเหล่านี้ล้วนตอกย้ำความเหลื่อมล้ำทางสังคม!! อย่างมิอาจมองข้าม ไม่นับรวมผู้ทรงอิทธิพลทางการเงินที่กว้านซื้อ-ขายแลกเปลี่ยนเพื่อน “โก่งราคา” เก็งกำไรอีกไม่น้อย พรรคเล็ก อย่าง ประชาธิปัตย์ เพื่อไทย ชาติไทยพัฒนา หรือภูมิใจไทย ที่จัดอยู่ในพรรคขนาดกลางแต่ “มั่งคั่ง” นอกจากที่ดินที่คนไทยมีสิทธิ์ครอบครองแล้วพื้นที่ส่วนกลางหรือพื้นที่สาธารณะประโยชน์ที่ห้ามมิให้ผู้ใดถือครองเป็นการส่วนบุคคลก็ยังมีการครอบครองโดยผู้ทรงอิทธิพล คำถามที่มีคำตอบแต่ไร้คำตอบ...เพราะความรวย-ความจน-บทบาทหน้าที่ที่แตกต่างกันยังค้ำคอให้ “ใบ้แดก” อาทิ ที่ดินสปก.4-01 ยังค้างคาหาคำตอบให้กับสังคมไม่ได้ หรือแม้จะมีการชี้แจงไปแล้วแต่ “ไม่ชัดเจน” หากมองไปที่กลุ่มเกษตรกรผู้เหลื่อมล้ำทำกินไปในที่สาธารณะ... ต้องพับแผนเก็บการขยายที่ทำกินอย่างเร่งด่วน.. สะท้อนให้เห็นการตรวจสอบ ควบคุมที่มีช่องว่างและความล้มเหลวของภาครัฐ.. ตราบใดที่ความเหลื่อมล้ำทางสังคมยังมีให้เห็นความต่างที่ยากต่อการทำความเข้าใจ..คนของบ้านเมืองยังใหญ่คับฟ้ากว่าชาวบ้านตาดำๆ สังคมไทยคงถามหาความเสมอภาคได้ยากยิ่ง
คนไม่แหงนหน้าอาสาทำเพื่อชาติตากแดด ตากลม ฝนและอาศัยห้องราคาพอเพียงหรือบางคนก็เพียงพอ
ชาวเกษตรกรส่วนใหญ่อับจนที่ดินทำกินในขณะที่ดินกับมั่งคั่งในพรรคการเมือง ตั้งแต่พรรคใหญ่ถึง
ศอฉ.อู้ฟู่?!?
ที่มา บางกอกทูเดย์ เบี้ยเลี้ยง 2 มาตรฐาน เป็นเรื่องที่ทำให้สังคมไทยต้องหันมาพิจารณาอย่างตั้งสติกันมากขึ้น กับกรณีของการใช้งบประมาณของ ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ ศอฉ. ว่ามีความเหมาะสมเพียงใด มีเรื่องของผลประโยชน์แอบแฝง หรือตกหล่นใดๆเกิดขึ้นหรือไม่ฯฯฯ เพราะการที่ พ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริฐ ส.ส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะ ไล่จี้สอบถามตัวแทนจากสำนักงบประมาณว่า ตั้งแต่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน และตั้งศอฉ.ขึ้นมามีการเบิกจ่ายงบประมาณเพื่อใช้ ในการบริหารจัดการไปแล้วทั้งหมดเท่าใด ที่สำคัญทำไมตัวเลขเบี้ยเลี้ยงของกำลังพลทหารและตำรวจที่ทำงานให้กับ ศอฉ. เปรียบเทียบกับผู้ปฎิบัติหน้าที่ในพื้นสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ถึงได้แตกต่างกันมาก กำลังพลของศอฉ.ได้รับเบี้ยเลี้ยงวัน 400 บาท ในขณะที่เจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่ภาคใต้ได้เพียงแค่วันละ 210 บาทเท่านั้น ซึ่งทางนายธรรมศักดิ์ สัมพันธ์สันติกุล ผอ.สำนักจัดทำงบประมาณด้านบริหาร นางดวงตา ตันโช แต่ก็ยอมรับว่า ประเมินคร่าวๆแล้วคาดว่าน่าจะมากกว่า 1,000 ล้านบาท ส่วนเรื่องเบี้ยเลี้ยงที่ ศอฉ.ได้เยอะนั้นเป็นข้อตกลงที่กองทัพบกและหน่วยงานความมั่นคงได้มาทำความตกลงไว้กับกระทรวงการคลังและเสนอมาให้สำนักงบประมาณ ให้จัดสรรงบประมาณตามที่ได้ตกลงกันเอาไว้ จึงไม่น่าแปลกใจ กับการที่ พ.ต.ท.สมชาย ระบุว่า การประชุมกมธ.ในวันที่ 8 ก.ค. จะเชิญผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงการคลังมาชี้แจงถึงความจำเป็นในการจัดสรรงบประมาณจำนวนมากให้กับศอฉ.ว่ามีความจำเป็นหรือไม่ เพราะเห็นว่าการบังคับใช้พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ตอนนี้เป็นการทำให้สิ้นเปลืองภาษีของประชาชนโดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะกับตัวเลขของการที่ต้องจ่ายเบี้ยเลี้ยงให้กับกำลังพลของศอฉ.กว่า 6 หมื่นนายในช่วงที่สถานการณ์คลี่คลายไปแล้ว ประเด็นที่สำคัญในมุมมองของ พ.ต.ท.สมชาย ก็คือ กระทรวงการคลังและรัฐบาลไม่ควรปล่อยให้เกิดความเหลื่อมล้ำในเรื่องเบี้ยเลี้ยงที่ลักลั่นกันมากมายขนาดนี้ เพราะจะกระทบต่อขวัญและกำลังใจของเจ้าหน้าที่ ผู้ปฎิบัติงานซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่ากำลังพลที่ปฎิบัติงานในพื้นที่สาม จังหวัดชายแดนภาคใต้มีความเสี่ยงมากกว่า ประเด็นที่ กมธ.หยิบขึ้นมา จึงเป็นสิ่งที่คนไทยทุกคนซึ่งเป็นผู้เสียภาษี ซึ่งเท่ากับเป็นผู้จ่ายเงินเบี้ยเลี้ยงให้กับ ศอฉ.โดยตรง จะต้องตั้งคำถามว่า จำเป็นอะไรหรือที่ เจ้าหน้าที่ ศอฉ. จะต้องได้เบี้ยงเลี้ยงสูงกว่าเจ้าหน้าที่ในภาคใต้เกือบเท่าตัว หรือร่วม 100% เลยทีเดียวเช่นที่เกิดขึ้น ดังนั้นกระทรวงการคลังและรัฐบาลไม่ควรปล่อยให้เกิดความเหลื่อมล้ำในเรื่องเบี้ยเลี้ยงอย่างที่เป็นอยู่ อย่างในมุมมองของบรรดานักวิชาการ ดร. ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ก็ได้เคยมีการให้ความเห็นเอาไว้ก่อนแล้วว่า ประชาธิปไตยไทยจะมีความเป็นเผด็จการพันธุ์ใหม่มากขึ้น รู้สึก ศอฉ.มีพฤติกรรมคล้ายคณะปฏิวัติ เพราะ ศอฉ.จะเรียกใครไปสอบก็ได้ จะไปแช่แข็งบัญชีใครก็ได้ รวมทั้งมีอำนาจที่จะกักขังคนได้7วัน และสามารถขยายเวลฝากขังต่อไปได้ด้วย ซึ่ง ดร.ฐิตินันท์ ชี้ให้เห็นว่า กรณีอำนาจของศอฉ. เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง เพราะไม่มีใครตรวจสอบเลย “ผมได้ยินว่าศอฉ.ใช้เงินมือเปิบเลยตอนนี้ ใช้ไปเท่าไรแล้ว ได้ข่าวสมาชิกศอฉ.ได้สตางค์พิเศษนอกเหนือเงินเดือน เป็นรายวัน โฆษกศอฉ.ได้เงินพิเศษเป็นรายวันหรือไม่ ขอให้ตรวจสอบบอกมาว่าได้เท่าไร ไม่งั้นใครจะไปตรวจสอบศอฉ. บางครั้ง ตั้งคำถามว่าถ้าไม่มีกองทัพ ปัจจุบันรัฐบาลอภิสิทธิ์จะเป็นอย่างไร ถ้าไม่มีรัฐบาลนายกฯชื่ออภิสิทธิ์ กองทัพจะเป็นอย่างไร 2 คำถามนี้ทำให้เห็นว่าเขาเอื้อกัน พึ่งพาพึ่งพิงกันอย่างแน่นแฟ้นและด้วยดีพอสมควร” คือการตั้งข้อสังเกตุอย่างตรงไปตรงมาของ ดร.ฐิตินันท์ ดังนั้นวันนี้ กระทรวงการคลังและสำนักงบประมาณจะต้องเป็นหน่วยงานที่ต้องให้ความจริงกับสังคมไทย... ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เพราะก่อนหน้านี้ก็เคยมีการตั้งข้อสังเกตุกันมาก่อนแล้วว่า จากช่วงที่มีการสลายการชุมนุมที่สี่แยกคอกวัว จนถึงการสลายการชุมนุมที่แยกราชประสงค์ มีการใช้งบประมาณไปแล้วถึง 5,000 ล้านบาท ที่สำคัญไม่ควรให้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง เป็นคนตอบ แถมยังอ้างด้วยว่าค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ของศอฉ. เป็นเบี้ยเลี้ยงในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหาร ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ต่อเนื่องหลายเดือน ส่วนเรื่องที่มีการร้องเรียนว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับเบี้ยเลี้ยงน้อยกว่าทหาร อีกทั้งการเบิกจ่ายยังล่าช้ากว่านั้น นายสุเทพโยนกลองทันทีว่าถ้าเป็นเรื่องจริงแสดงว่าเป็นความบกพร่องของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เพราะตั้งงบเบี้ยเลี้ยงให้เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารเท่ากัน ซึ่งต้องตรวจสอบต่อไป “เพราะผมไม่มีหน้าที่ไปรวบรวมตัวเลข เป็นเพียงผู้อนุมัติการเบิกจ่ายเท่านั้น”นายสุเทพกล่าว จริงอยู่ว่า ภายใต้อำนาจ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่เป็นเหมือนเกราะที่ทรงอานุภาพสำหรับ ศอฉ. และรัฐบาล การจะใช้จ่ายงบประมาณอย่างไรก็ย่อมเป็นสิ่งที่สามารถจะกระทำได้ โดยไม่มีใครกล้าขัดขวาง แต่อย่างน้อยก็ควรจะแคร์ความรู้สึกของประชาชนผู้เสียภาษีบ้างว่าจะรู้สึกอย่างไร ที่สำคัญ ความโปร่งใส เป็นกระบวนการที่ควรเกิดขึ้นในบ้านเมืองขณะนี้มิใช่หรือ หากต้องการให้เกิดการสมานฉันท์ปรองดอง ก็ถ้าแค่ค่าเบี้ยเลี้ยงยัง 2 มาตรฐาน... อย่างอื่นๆคงไม่ต้องสงสัยกันแล้ว
อ้าปากค้างไปตามๆกัน ศอฉ. ฟาดงบประมาณไปแล้วเป็นพันล้านบาท แถมเจ้าหน้าที่ ศอฉ. ได้เบี้ยเลี้ยงมากกว่าเจ้าหน้าที่ซึ่งเสี่ยงตายอยู่ใน 3 จังหวัดภาคใต้ร่วมเท่าตัว!!!
กรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร ออกมาจี้เรื่องหลักเกณฑ์การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2553 ในส่วนของงบกลาง โดยที่ กมธ.ให้ความสนใจในประเด็นการเบิกจ่ายงบประมาณของ ศอฉ.
ผอ.ส่วนสำนักนโยบายและงบกลาง น.ส.กัลยา ฟองสมุทร ผอ.สำนักจัดทำงบประมาณด้านความมั่นคง และ นายสารสิน ศิริถาพร ผอ.ส่วนงบประมาณกลาโหม ชี้แจงสอดคล้องกันว่ายังไม่ได้สรุปตัวเลขงบประมาณของ ศอฉ.อย่างเป็นทางการ เพราะขณะนี้ศอฉ.ยังคงปฎิบัติหน้าที่อยู่
เพราะเรื่องแบบนี้คงยากที่จะให้มีใครเห็นด้วยแน่
ทั้งหมดเป็นเรื่องจริงหรือไม่??? รัฐบาลไม่ควรที่จะปล่อยให้ประชาชนสงสัยแล้วพุดกันขยายวงออกไป
แต่รัฐบาลควรจะต้องเปิดเผยให้โปร่งใส
เพราะในฐานะผู้อำนวยการ ศอฉ. ซึ่งถือเป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงด้วยผู้หนึ่ง นายสุเทพก็แบะท่าแล้วว่าไม่แน่ใจว่าตัวเลขที่ กมธ.ตั้งข้อสังเกตุนั้นถูกต้องหรือไม่
อำนาจของคนพาล!!
ที่มา บางกอกทูเดย์ ๐ อำนาจที่ปราศจากเหตุผล คือ อำนาจของคนพาล!! อำนาจที่ปราศจากความเมตตา คือ อำนาจที่นำมาซึ่งความปราชัย....”บางกอกทูเดย์” อาหารสมองของคนไทยในยามบ้านเมืองปกครองด้วยกฏหมายเผด็จการ”พ.ร.ก.ฉุกเฉิน” ประชาธิปไตยเป็นเพียง”นามธรรม” ฉบับนี้ ประจำวันศุกร์ที่ 2 กรกฎาคม 2553....๐ มาแปลก?? ธนาคารกรุงเทพฯ คิดอย่างนายแบงก์ หรือคิดอย่างคนรักประชาธิปไตยไม่ทราบได้?? วิ่งแจ้นส่งพนักงานเปิดบัญชีธนาคารให้ ก่อแก้ว พิกุลทอง ถึงในคุก ปัญหามีว่า “ก่อแก้ว”มีเงินจะเปิดบัญชีซักกี่ตังค์??....๐ ตั้งแต่ตั้งประเทศไทยมาจนบัดนี้ ไม่มีรัฐบาลไหน”ใจใหญ่” เท่ากับ “รัฐบาล มาร์ค-เทือก” ที่ควักกระเป๋าให้ อานันท์ ปันยารชุน ประธานปฏิรูปประเทศ เขียนแผนในการปฏิรูปประเทศไทยให้เป็น”ยุคพระศรีอารย์”?? ด้วยจำนวนเงิน 600 ล้าน ที่ต้องเสร็จใน 3 ปี.....๐ “กุหลาบพิษ” อ่อนคำนวณ แต่เอาเครื่องคิดเลขมากดดู 600 ล้าน หารด้วย 3 ปี (1,095วัน) เฉลี่ยออกมา คณะกรรมการปฏิรูปประเทศ ถลุงเงินจากภาษีอากรที่มาจากหยาดเหงื่อประชาชนวันละ 273,972 บาท ทุกวัน หรือพูดให้น่าตกใจกว่านั้น คือชั่วโมงละ 11,415 บาท ก็ไม่รู้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะเอาเงินมากขนาดนี้มามาทิ้ง”ท่อน้ำครำ” ไปทำไม??......๐ แค่นี้อาจมีคนปรามาสว่าใจไม่ถึงจริง?? “มาร์ค” กับเพื่อนซี้ หารือกันไม่กี่นาที?? กรณ์ จาติกวณิช ในฐานะ”ขุนคลัง” ก็สั่งจ่ายเงิน 360 ล้านบาท ตามที่รัฐบาลสั่ง ด้วยเหตุผล “สวนทาง” กับการปรองดอง แลแผนปฏิรูปประเทศ เพราะเอามาซื้อรถยนต์กันกระสุน แจกคณะรัฐมนตรีทุกคน ศิริรวม 360 ล้าน!! คนไม่กลัวตายก็คิดกันอย่างนี้เสมอ??.....๐ ในฐานะ ประธาน ก.ตร. สุเทพ เทือกสุบรรณ นัดประชุมเรื่องด่วน! เตรียมชงเรื่อง ให้ พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ช่วย ผบ.ตร. ขยับขึ้นดำรงตำแหน่งเป็น สบ.10 เทียบเท่า รอง ผบ.ตร.จากนั้นไม่เกินสิงหากันยา ก็จะนัด ก.ตร.ใหม่อีกรอบ เพื่อดัน สบ.10 คนใหม่ที่ชื่อ”อัศวิน” เป็น ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ.....๐ แค่ข่าวแพล็มออกมา พล.ต.อ.นพดล สมบูรณ์ทรัพย์ ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ ก็ออกมา”ขวาง” ทันทีเหมือนไม่เกรงใจ”ประธานเทือก”!! ขอดู? การกำหนดบุคคลที่เข้ามานั่งตำแหน่งที่ปรึกษา (สบ. 10) ผิดกติกาหรือไม่? ถ้าเสนอ”อัศวิน ขวัญเมือง” ผู้ช่วย ผบ.ตร.อาจผิดกฏหมายเพราะอาวุโสไม่ถึง!! แต่งานนี้”กุหลาบพิษ” เชื่อ!! สุเทพ เทือกสุบรรณ จะดันแบบสุดตัว!! การันตีจะไม่มี”ปทีป2”??......๐ มีความสุขที่สุด หลัง 30 กันยายน 2553 หนึ่งในจำนวนนั้นมี พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ พ่วงท้ายด้วย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ที่รอดปากเหยี่ยวปากกา สามารถ “LANDING” กลับไปเลี้ยงหลานที่บ้านได้อย่างปลอดภัย ไม่ต้องมา”เสี่ยงภัยกับ มาตรา 157” เพราะ พรก.ฉุกเฉิน กับ การกระชับพื้นที่ที่ยังเป็น”ฝันร้าย”ติดในความทรงจำ!!.....๐ ทำท่าจะบาน(ปลาย) “บอลแพ้-คนไม่แพ้”??.... เซ็ปป์ แบล็ตเตอร์ ประธานสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือฟีฟ่า เตือน ประธานาธิบดีนิโกลาส์ ซาร์โกซี ของฝรั่งเศส ห้ามนำการเมืองมาแทรกแซงสหพันธ์ฟุตบอลฝรั่งเศส หากไม่ฟัง ทีมชาติฝรั่งเศสอาจถูกห้ามแข่งขันทั่วโลก ถ้าเป็นเมืองไทย ประธานใหญ่ฟีฟ่า โดน ศอฉ.เรียกสอบที่ “ราบ11 รอ.”ไปแล้ว.....๐ “กุหลาบพิษ”
มัดมือชก!! ‘ก่อแก้ว’สู้ยาก
ที่มา บางกอกทูเดย์ เลือกตั้งใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หากมาเจอการใช้มาตรการรัฐแจกฟรี ปูทางหาเสียงด้วย... จะไม่ให้ ปชป. ฝันหวานว่าชนะแน่นอนได้อย่างไร แม้จะป็นเพียงการเลือกตั้งซ่อม แต่สนามเลือกตั้งซ่อม ส.ส. เขต 6 กทม. ถูกสังคมไทยจับตามองเป็นอย่างมาก เพราะไม่เพียงเป็นการลงชนกันระหว่าง 2 พรรคใหญ่อย่างพรรคประชาธิปัตย์ กับ พรรคเพื่อไทย แต่ยังเป็นการวัดกระแสสังคม ตลอดจนยังเป็นการต่อสู้ทางการเมืองที่แหลมคมอีกด้วย เนื่องจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยทั่วโลก จะต้องมีการหาเสียง จะต้องมีประชาชนแห่แหนกันมาฟังนโยบาย แนวคิด และจุดยืน เพื่อที่จะได้นำไปตัดสินใจว่าจะเลือกใครดี แต่ตอนนี้รัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่งห้ามการชุมนุมทางการเมือง จึงเป็นอะไรที่ลักลั่น และทำลายบรรยากาศประชาธิปไตยในสายตาของสังคมโลกอย่างมาก ซึ่งรัฐบาลเองแม้ว่าจะรู้ แต่ก็ไม่กล้าที่จะเลิกใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ไม่ว่าจะมีเสียงเรียกร้องมากมายเพียงใดก็ตาม เพราะนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะ ผู้อำนวยการ ศอฉ. ก็ยอมรับว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉินเป็นเหมือนเกราะชั้นดีที่ช่วยป้องกันในการทำหน้าที่ของ ศอฉ. ประเด็น “ไฟฟ้า-รถเมล์-รถไฟฟรี” จึงถูกตั้งข้อสังเกตุอย่างหนักจากสังคม ว่าเป็นการหาเสียงรอบนี้ ตลอดจนปูทางหาเสียงในรอบหน้าด้วยหรือไม่ เพราะเมื่อถูกค่อนขอดว่า 5 มาตรการ 6 เดือนนั้น จริงๆ แล้วไม่ใช่ผลงานการคิดของพรรคประชาธิปัตย์ แต่มาจากผลงาน 6 มาตรการ 6 เดือนของพรรคพลังประชาชน สมัยนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนาขยกรัฐมนตรี แล้วก็ใช้ต่อเนื่องเรื่อยมาจนถึงรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี... ต่ออายุมาตรการมา 3 รอบแล้ว โดยไม่คิดจะทำอะไรใหม่ ทำให้เสียงสะท้อนเกิดขึ้นทันทีว่า นี่คือการหาเสียงทางการเมืองในจังหวะของการเลือกตั้งซ่อมใช่หรือไม่??? คือการปูทางเพื่อเป็นผลงานในการใช้หาเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ในอนาคตหรือเปล่า??? ที่สำคัญแม้แต่ นายพิเชษฐ พันธุ์วิชากุล ส.ส.กระบี่ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นคนในพรรคประชาธิปัตย์เองด้วยซ้ำ ยังอดเตือนไม่ได้ว่า จะเป็นภาระของรัฐบาลที่จะรับผิดชอบเพิ่มขึ้น เพราะถ้าให้ประชาชน ก็ต้องให้ตลอด จะมายกเลิกง่ายๆ ไม่ได้ และจะเป็นผลให้สัดส่วนของงบประจำเพิ่มมากขึ้นเฉียดๆ 80% ของงบประมาณทั้งปี แต่แน่นอนว่าสไตล์ของนายอภิสิทธิ์ ถ้าไม่แน่จริงก็คงไม่ได้ฉายา “ดื้อตาใส” ที่ออกโรงสวนกลับบรรดานักวิชาการที่วิพากษ์วิจารณ์แสดงความไม่เห็นด้วยกับต่ออายุมาตรการลดค่าครองชีพประชาชน โดยเฉพาะหากมีการใช้เป็นมาตราถาวร ว่าเรื่องนี้ไม่ได้ทำเป็นเรื่องการเมือง “ใครจะคิดหรือพูดอย่างไรก็ได้ แต่ในทางกลับกันถ้าเราทำเป็นระบบจะได้ไม่ต้องนำมาเป็นประเด็นเพื่อหาเสียงกันอีก ดังนั้นคนที่วิจารณ์น่าจะดูให้ดีและครบถ้วนทุกแง่มุม เพราะถ้าปล่อยให้นำเรื่องเหล่านี้ไปหาเสียงกัน ก็อยากจะดูเหมือนกันว่ามีกี่พรรคการเมืองที่บอกว่าจะเลิกมาตรการเหล่านี้”นายอภิสิทธิ์ระบุ ฉะนั้นมาถึงวินาทีนี้ชัดเจนแล้วว่า ประชาธิปัตย์ไม่สนว่าจะถูกนักวิชาการวิพากษ์วิจารณ์อย่างไร แต่จะต้องกุมชัยชนะในการเลือกตั้งให้ได้
ลำพังหาเสียงเลือกตั้ง ภายใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ก็ได้เปรียบเสียเปรียบกันมากแล้ว
อะไรไม่สำคัญเท่ากับการเป็นระบอบประชาธิปไตยภายใต้กฎหมายเฉพาะกิจ ที่ถูกมองว่าเป็นอำนาจเผด็จการทางการเมือง... ประเด็นนี้แหละที่สะเทือนมากที่สุด
ดังนั้นเมื่อการเลือกตั้งซ่อมเขต 6 เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่นเดียวกับ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่ต้องคงไว้ รัฐบาลจึงถูกจับตามองเขม็งว่า จะใช้กลไกอำนาจรัฐเป็น “ตัวช่วย” ในการเอาชนะศึกเลือกตั้งในครั้งนี้หรือไม่???
แต่พอจะมีการเลือกตั้งซ่อม และมีสัญญาณว่าการเลือกตั้งใหญ่นั้นหลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว ก็ปรากฏว่า นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้มีการเร่งศึกษา ค่าไฟ-รถเมล์-รถไฟ ฟรีแบบถาวรกันเลยทีเดียว
พร้อมๆกันกับเสียงคัดค้านของนักวิชาการระงมไปหมดว่า รัฐบาลควรจะนำงบประมาณที่มีอยู่จำกัด ไปพัฒนางานด้านขนส่งมวลชนในต่างจังหวัดให้ดีขึ้นจะเหมาะสมกว่า แถมเรื่องนี้ยังเป็นการบิดเบือนกลไกตลาด และเป็นภาระต่องบประมาณของหน่วยงานที่รับผิดชอบในอนาคตด้วย และที่ผ่านมาก็ยังไม่เคยเห็นว่ามีประเทศไหนทำแบบหาเสียงทางการเมืองเช่นนี้
รวมทั้งรัฐบาลต้องรับผิดชอบกับภาระหนี้สินที่เพิ่มมากขึ้นด้วย
เช่นกันกับนายพิเชต สุนทรพิพิธ ส.ว.สรรหา ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2554 วุฒิสภา ที่ระบุอย่างชัดเจนว่า ไม่เห็นด้วย!!!
เพราะแม้จะอ้างว่าเป็นการบริการทางสังคมของรัฐวิสาหกิจ แต่จะเป็นภาระงบประมาณของรัฐ ในขณะที่การจัดเก็บรายได้ก็ยังมีปัญหา
ยืนยันว่าเป็นเรื่องสำหรับผู้ที่มีรายได้น้อยและด้อยโอกาส ซึ่งส่วนตัวแล้วเห็นว่าเป็นมาตการที่ควรทำ อ้างว่าแม้แต่ไอเอ็มเอฟก็เห็นด้วย
สะท้อนว่า ลึกๆนายอภิสิทธิ์เองก็รู้อยู่แก่ใจว่า ประเด็นเหล่านี้สามารถใช้หาเสียงทางการเมืองได้หรือไม่
จึงไม่แปลกที่นอกจากมาตรการค่าไฟ-รถเมล์-รถไฟ ฟรีแล้ว นายอภิสิทธิ์ ยังสนับสนุนมาตรการการตรึงราคาก๊าซแอลพีจีอีกด้วย โดยยืนยันว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ถูกจุด อ้างว่าควรจะกำหนดราคาที่เหมาะสมเอง โดยไม่จำเป็นต้องไปอิงราคากับตลาดโลก
ก็ได้แต่สะกิดเตือนว่าอย่าประมาทนักก็แล้วกัน เพราะนางสดศรี สัตยธรรม กกต.ด้านกิจการพรรคการเมือง ก็เตือนแล้วว่า หากพบว่าประชาธิปัตย์ฮั้วกับพรรคการเมืองใหม่จริงๆ ก็มีสิทธิ์ที่จะถูกยุบพรรค
เพราะว่า เมื่อผู้สมัครพรรคการเมืองใดประกาศตัวว่าจะลงสมัครแล้วต่อมาประกาศถอนตัวภายหลังด้วยการไม่ลงสมัครและยังมีการพูดสนับสนุนว่าจะเทคะแนนให้อีกพรรคการเมืองหนึ่งด้วย
ถือเป็นเรื่องพิศดารจริงๆ
กวีประชาไท : "หยุด (เถอะนะ)"
ที่มา ประชาไท หยุดคือหยุด บอกใคร บ้างไหมหยุด หยุดย่อมมีความหมาย ว่าไม่อยู่ ตอน พี่หยุด เขาเคว้งคว้างตรงบางพลัด หยุด เพราะว่ายุบสภา ใช่สาเหตุ เหมือนจะยอม เหมือนจะแพ้ แท้ที่หยุด
หยุดคือสิ้นสุด ใจ หรือใครสั่ง
หยุดนั้นถามมวลชน บ้างหรือยัง
หยุดยังขังเขาไว้ในมวล ชน
หยุดเพราะใจไม่สู้ หรือสับสน
หยุดระหว่างความสุข หรือทุกข์ทน
หยุดสงวนเพียงตน ในตำนาน
รัก สูญเสียความสัตย์มหาศาล
ชนเขา เชื่อที่พี่บอก ดอกไม้จะบาน
กลับเก็บผลประกอบการ เป็นกอบกำ
อุดมการณ์ขอบเขตใครล้มคว่ำ
เส้นทางแห่ง เสรีภาพ เขาหลาบจำ
หลังสุดสิ้นน้ำคำปรารถนา
ตอบโจทย์ความเป็นมนุษย์ มีมังสา
แห่งเส้นทาง ของกวีศรีประชา
หยุดสืบสานเจตนาประชาชน
นักปรัชญาชายขอบ: อำนาจเถื่อนและความกลัว
ที่มา ประชาไท
องค์กรเอกชนกัมพูชาเตรียมจัดงานแสดงความโกรธแค้นไทย กรณีรุกพื้นที่พิพาทเขาพระวิหารเมื่อ 2 ปีก่อน
ที่มา ประชาไท องค์กรเอกชนของกัมพูชาเผยต้องการแสดงออกให้ไทยรู้ว่าชาวกัมพูชาไม่พอใจที่ไทย "รุกราน" อธิปไตย ในเหตุการณ์ส่งกองกำลังทหารเข้าประชิดพื้นที่พิพาทใกล้เขาพระวิหาร เมื่อ 15 ก.ค. 2551 เอกอัครราชทูตไทยเชื่อไม่มีผลกระทบเพราะหน่วยงานที่จัดเป็นหน่วยงานเอกชน เว็บไซต์พนมเปญโพสต์ รายงานเมื่อวันที่ 30 มิ.ย. ที่ผ่านมาว่า สภาเฝ้าระวังกัมพูชา (The Cambodia Watchdog Council-CWC) มีแผนการที่จะจัดการชุมนุมขึ้นในวันที่ 15 ก.ค. นี้เพื่อแสดงความโกรธแค้นต่อประเทศไทยที่ "รุกราน" เข้ามายังพื้นที่พิพาทใกล้เขาพระวิหารเมื่อ 2 ปีก่อน โดยระบุว่า เมื่อวันที่ 15 ก.ค. ปี 2551 ทางการไทยได้ส่งกองกำลังทหารเข้ามาในพื้นที่พิพาทใกล้กับบริเวณเขาพระวิหาร ซึ่งเป็นเวลา 1 สัปดาห์ให้หลังจากที่คณะกรรมการมรดกโลกรับเอกสารขอขึ้นทะเบียนมรดกโลกจากทางกัมพูชา ประธานขององค์กรดังกล่าวระบุว่า จุดประสงค์ของการรวมตัวกันครั้งนี้ก็เพื่อแสดงให้ไทยรู้ว่าชาวกัมพูชานั้นไม่พอใจต่อการ "รุกราน" อธิปไตยของกัมพูชา ด้านนายประศาสน์ ประศาสน์วินิจฉัย เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงพนมเปญ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา อนุญาตให้องค์กรภาคเอกชน หรือ เอ็นจีโอ ในกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา จัดงานวันแห่งความโกรธแค้นไทยในวันที่ 15 ก.ค. นี้ ว่าคิดว่าไม่น่ามีปัญหาอะไรและไม่น่าจะมีผลกระทบอไะรกับประเทศไทยเพราะเป็นกิจการภายในประเทศและหน่วยงานที่จัดก็เป็นภาคเอกชน ในอดีต กัมพูชาเคยจัดงานลักษณะนี้มาแล้ว คืองานเฉลิมฉลองที่ศาลโลกตัดสินใหักัมพูชาได้ครอบครองปราสาทพระวิหารและงานฉลองที่งค์การ การศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรม แห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก ขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ที่มาข่าวบางส่วนจาก พนมเปญโพสต์
ยุติธรรมอำมหิตยุคทมิฬถิ่นกาขาว
ที่มา Thai E-Newsยุคทมิฬถิ่นกาขาว -มีผู้ประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยถูกรัฐบาลฆ่าตายไม่น้อยกว่า 90 ศพ เจ็บ2,000คน 11แกนนำนปช.ถูกยัดคุกข้อหาก่อการร้าย ห้ามประกันทั้งที่ทั้งหมดเข้ามอบตัวโดยสมัครใจ นักเคลื่อนไหวทางสังคมอย่างบก.ลายจุดโดนควบคุมตัวอีก7วัน การ์ดของแกนนำถูกสังหารโหดไปแล้ว 3 ราย รวมทั้งนายธนพล แป้นศรี (วงกลมในภาพ)การ์ดของณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ที่อยู่ดูแลณัฐวุฒิจนนาทีสุดท้ายที่เวทีราชประสงค์ เมื่อไม่กี่วันนี้โดนรถชนตายอย่างลึกลับอย่างไรก็ตามผู้ต้องหาคดีก่อการร้ายยึดสนามบินยังคงลอยนวลมาเกือบ 2 ปีแล้ว
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
2 กรกฎาคม 2553
วันนี้ศาลอาญา ได้ยกคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว 11 แกนนำ นปช. ในคดีก่อการร้าย หลังทนายความยื่นคำร้องเป็นครั้งที่ 2 โดยใช้หลักทรัพย์เป็นเงินสดคนละ 2 ล้านบาท โดยระบุว่าเป็นคดีร้ายแรง มีอัตราโทษสูงถึงขั้นประหารชีวิต หากปล่อยชั่วคราวเกรงว่าผู้ต้องหาจะหลบหนี
ขณะเดียวกันก็ได้ยกคำร้องขอปล่อยตัวนายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด อดีตแกนนำ นปก.รุ่น 2 พร้อมทั้งมีคำสั่งอนุญาตให้พนักงานสอบสวนกองปราบปราม ขยายระยะเวลาควบคุมตัวนายสมบัติ อีก 7 วัน ตั้งแต่วันที่ 3-9 ก.ค.นี้ ด้วย
เพื่อไทยบุกประจานมาร์คเร่งคดีพธม.เทียบเท่าเสื้อแดง
ขณะที่วันก่อนหน้านี้ ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย เดินทางมายื่นหนังสือถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เพื่อให้รัฐบาลเร่งทำคดีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยบุกยึดสนามบินให้บรรจุเป็นคดีพิเศษ และเร่งตรวจสอบการทำธุรกรรมกลุ่มบุคคลที่ให้การสนับสนุนกลุ่มพันธมิตรฯ โดยขอให้รัฐบาลเร่งบังคับใช้กฎหมายให้เท่าเทียมกัน เพื่อไม่ให้เกิดการเลือกปฏิบัติระหว่างกลุ่มพันธมิตรฯกับกลุ่มนปช. เพราะขณะนี้ยังไม่มีการออกหมายจับแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯทั้งที่เรื่องเกิดมาตั้งแต่ปี 2551 ถือว่ารัฐบาลเลือกปฏิบัติ รวมทั้งขอให้ตรวจสอบการทำธุรกรรมทางการเงินแก่กลุ่มบุคคล และนิติบุคคลที่สนับสนุนกลุ่มพันธมิตรฯ เพราะที่ผ่านมาตำรวจสันติบาลเคยส่งรายชื่อบุคคล องค์กร ห้างร้าน 78 รายชื่อ ให้แก่พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รักษาราชการแทนผบ.ตร. ไปเมื่อวันที่ 14 ธ.ค.2551 แต่กลับไม่มีการดำเนินการใดๆกับคนเหล่านี้ จึงต้องถามว่าเป็นการบังคับใช้กฎหมายอย่างสองมาตรฐานหรือไม่
หากนายกฯไม่เร่งดำเนินการเรื่องเหล่านี้ภายใน 7 วัน จะยื่นฟ้องนายกฯต่อป.ป.ช.ข้อหาปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
กก.สิทธิเยี่ยม 60 ผู้ต้องหาตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่เรือนจำพิเศษ
วันนี้ เมื่อเวลา 14.00น. ที่เรือนจำพิเศษ กทม. นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ในฐานะประธานอนุกรรมการด้านสิทธิทางการเมืองและสิทธิพลเมือง ได้เดินทางไปเยี่ยมผู้ต้องหาที่มีความผิดตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน รวม 60 ราย ซึ่งเป็นเหตุต่อเนื่องจากคำร้องเรียนกรณีนายสุธาชัย ยิ้มประเสริฐ นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข และนายสมบัติ บุญงามอนงค์ ที่เรียกร้องให้คณะกรรมการสิทธิฯ เข้ามาดูแลการบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
โดย นพ.นิรันดร์ระบุว่า การมาครั้งนี้เพื่อจะมาดูสภาพความเป็นอยู่ของผู้ต้องหา ดูมาตรการในเรือนจำ รวมถึงการรับฟังปัญหาเรื่องความเหมาะสมในการจับกุมด้วย
กก.สิทธิแนะรัฐบาลเลิก พรก.ฉุกเฉิน ชี้คุมตัว "บก.ลายจุด" อาจเข้าข่ายละเมิดสิทธิทางการเมือง
นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แนะรัฐบาลยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ระบุพ้นสภาพความฉุกเฉินไปแล้ว ชี้กรณีจับสุธาชัย-สมยศ-สมบัติ เป็นการใช้กฎหมายในแง่ป้องปรามการกระทำในทางการเมืองหรือการชุมนุมทางการเมือง ซึ่งอาจจะนำไปสู่การละเมิดสิทธิทางการเมือง
(2 ก.ค.53) นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ในฐานะประธานอนุกรรมการด้านสิทธิทางการเมืองและสิทธิพลเมือง กล่าวถึงความจำเป็นในการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินของรัฐบาล ว่า อนุกรรมการฯ กำลังส่งหนังสือซึ่งเป็นมติร่วมกันวานนี้ให้รัฐบาลและผู้อำนวยการ ศอฉ. เพื่อพิจารณายกเลิกการใช้ พ.ร.ก.ฉบับนี้ เพราะเห็นว่าพ้นจากสภาพความฉุกเฉินไปแล้ว หลังประกาศใช้มาร่วม 3 เดือน
ส่วนกรณีการจับนายสุธาชัย ยิ้มประเสริฐ นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข และนายสมบัติ บุญงามอนงค์ นพ.นิรันดร์เห็นว่า เป็นการใช้กฎหมายในแง่ป้องปรามการกระทำในทางการเมือง หรือการชุมนุมทางการเมือง ซึ่งอาจจะนำไปสู่การละเมิดสิทธิทางการเมือง ทั้งนี้ เมื่อดูในรายละเอียด กรณีนายสมยศและนายสุธาชัย ถูกควบคุมตัวหลังแถลงข่าวว่าจะจัดการชุมนุม ขณะที่นายสมบัติถูกจับหลังจากไปทำกิจกรรมผูกผ้าแดงที่แยกราชประสงค์ ซึ่งล้วนเป็นการดำเนินการตามสิทธิทางการเมืองปกติ
อนุกรรมการฯ ได้ตั้งข้อสังเกตด้วยว่า ถ้าเป็นการกระทำตามมาตรา 63 ของรัฐธรรมนูญ สามารถดำเนินการได้ ถ้ารัฐบาลใช้กฎหมายพิเศษในการควบคุมตัวเขา ควบคุมการสื่อสาร หรือกักบริเวณก็จะเข้าข่ายละเมิดสิทธิเสรีภาพ เป็นเรื่องไม่เหมาะสม เพราะสิทธิการชุมนุมกำหนดไว้แล้วในรัฐธรรมนูญ ถ้าบุคคลมีพฤติการณ์ไม่เหมาะสม ก็ใช้่กฎหมายทั่วไปจัดการได้
“ภายใต้นโยบายความปรองดอง ถ้ายังคงกฎหมายนี้อยู่ก็ดูจะสวนทางกัน” นพ.นิรันดร์กล่าวและเตือนว่าการควบคุมตัวนายสุธาชัยและนายสมบัติอาจเป็นการสร้างแนวร่วมมุมกลับขึ้นมา
สื่อแดงRED POWERวางแผงปฐมฤกษ์วันนี้
ที่มา Thai E-News
Red Power สื่อสีแดงโดยสมยศ พฤกษาเกษมสุข ผงาดแผงหนังสือทุกจังหวัดในวันนี้ เย้ยฟ้าท้าสวรรค์ด้วย ยอดขายทะลุเป้า 30,000 เล่ม แต่ร้านซีเอ็ด กับนายอินทร์ ยังไม่ยอมรับจำหน่าย กลัวอิทธิพลมืด แต่บางสาขาย่อยทนกระแสไม่ไหวแอบวางขาย ร้านหนังสือทั่วไปขานรับเต็มที่ - สร้างปรากฏการณ์ใหม่“พลังแดงแรงฤทธิ์” กระหึ่มบนท้องถนนอีกครั้ง


